boss80 ep881-890

 ตอนที่ 881: ทำลายญาติเพื่อผดุงคุณธรรม


“นี่ไม่ใช่กับดักของตระกูลเจียง!”


สีหน้าของเจียงเหยียนเต็มไปด้วยความกังวล เธอเดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วหยุดลงอีกครั้งตรงหน้าโจวเฉิง


“ตกลงต้องให้ฉันพูดอย่างไรนายถึงจะยอมเชื่อ! โจวเฉิง คิดว่าฉันไม่รู้หรือว่าลูกพี่ลูกน้องชายของฉันสารเลวมากแค่ไหน สำหรับเรื่องนี้ตอนนั้นฉันก็อับจนหนทางเหมือนกัน สองปีที่ผ่านมาพี่พานซานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ฉันมักคิดถึงวันเวลาที่พวกเราอยู่ที่แนวหน้า... ฉันคิดมาตลอดว่าต้องทำอะไรเพื่อพี่พานซานบ้าง”


เจียงเหยียนไม่ใช่คนชอบร้องไห้ฟูมฟาย


น้ำตาของผู้หญิงคืออาวุธอย่างนั้นหรือ?


มีแต่ผู้หญิงที่คาดหวังอยากได้ความสงสารจากผู้ชายเท่านั้นถึงคิดว่า ‘น้ำตา’ คืออาวุธ


แต่คนที่เคยลงสนามรบอย่างเจียงเหยียนย่อมรู้ดีว่า แม้หน้าตาจะสวยแค่ไหน ร้องไห้น่าสงสารเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ลูกปืนที่ยิงตรงสู่ร่างกายไม่มีทางเบี่ยงไปทางอื่นเพราะเหตุผลเหล่านี้ สำหรับผู้หญิงมันเป็นภาระอย่างหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะหากโชคร้ายถูกจับไปเป็นเชลยศึกแล้วละก็...


ทว่าคนไม่ชอบร้องไห้อย่างเจียงเหยียนเวลานี้ขอบตาของเธอกลับแดงระเรื่อ


ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นให้เห็นมาก่อน


โจวเฉิงมองหน้าเธออย่างเย็นชา “ถ้ามีเอกสารข้อมูลนั้นจริง เธอก็สามารถเอามาให้ฉันได้”


เจียงเหยียนส่ายหน้า “ฉันต้องมอบมันให้พี่พานซานกับมือเท่านั้น”


“ถ้าอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้”


โจวเฉิงเตรียมเดินจากไปอย่างไม่ลังเล


เจียงเหยียนขมวดคิ้ว “โจวเฉิง นายไม่ถามพี่พานซานเลยสักคำ นายไม่ใช่เขา นายมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทน? นายคิดว่าพี่พานซานเริ่มทำงานตอนอายุสิบกว่าๆ ระยะเวลาที่เขาอยู่ในกองทัพนานเกินกว่าครึ่งหนึ่งของอายุเขา กองทัพคือบ้านของเขา เขาต้องอยากกลับมาแน่นอนอย่างนั้นหรือ?”


พี่พานซานอยากกลับมาไหม?


โจวเฉิงไม่เคยคุยกับพานซานเรื่องนี้มาก่อนเลยสักครั้ง


ทว่าพานซานถูกบีบให้ออกจากราชการเช่นนั้น แม้แต่โจวเฉิงก็ทำใจยอมรับไม่ได้ นับประสาอะไรกับเจ้าตัว


คนอื่นบอกว่าเขายอดเยี่ยม โจวเฉิงรู้ดีว่าหลายสิ่งที่เขาทำได้ก็เพราะมีพี่พานซานคอยช่วยสอน พานซานไม่ใช่แค่หัวหน้าของเขา แต่ยังเป็นเพื่อนและครูของเขาอีกด้วย!


ผลงานที่พานซานเคยสร้างไว้มีไม่น้อยไปกว่าโจวเฉิง บางทีอาจจะมากกว่าโจวเฉิงเสียด้วยซ้ำ


หากการเลื่อนตำแหน่งขึ้นอยู่กับผลงาน โจวเฉิงได้รับการเลื่อนขั้นจนเป็นถึงระดับหัวหน้า ในขณะที่พานซานกลับถูกบีบให้ออกจากราชการ มีอดีตที่รุ่งโรจน์ แต่กลับต้องเผชิญกับจุดจบอันน่าเศร้า


ที่ตลกร้ายกว่าก็คือ มีคนสงสัยว่าพี่พานซานเป็นอาชญากรค้าของเถื่อน


โจวเฉิงจ้องมองเจียงเหยียนด้วยแววตาขุ่นมัว “เจียงเหยียน ตระกูลเจียงของพวกเธอไม่เคยหยุดทำลายพี่พานซาน ครั้งก่อนที่ฉันถูกกักตัวสอบสวนก็เป็นฝีมือของคนตระกูลเจียง คิดใช้ฉันเป็นเครื่องมือบีบให้พี่พานซานปรากฏตัว เป้าหมายของพวกเธอบรรลุผลแล้วไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าพี่พานซานอยู่ไหนอย่างนั้นรึ? ถ้าเธออยากเจอเขา เธอย่อมได้เจออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ฉันช่วยหรอก”


เจียงเหยียนทำตัวน่ารำคาญเกินไปจริงๆ


จะปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่วิทยาลัยต่อไม่ได้ ถ้าเจียงเหยียนโผล่มาหาเขาทุกวันแบบนี้ เขาคงทนเรียนอยู่ที่นี่จนครบสองปีไม่ไหวอย่างแน่นอน


นี่ก็ผ่านมาได้ครึ่งปีแล้ว หลังภารกิจของโจวเฉิงเสร็จสิ้น เขาก็ตั้งใจเรียนมาโดยตลอด


เวลาสองปี ไม่อาจทำให้วุฒิการศึกษาของเขาสู้เสี่ยวหลานได้ แต่อย่างน้อยก็คงไม่ห่างกันมากนัก


แต่จะให้เขาเรียนส่งเดชเพื่อหวังแค่วุฒิการศึกษาก็คงไม่ได้เช่นกัน


เสี่ยวหลานบอกว่าพวกเขาแตกต่างกัน อนาคตหากใช้ชีวิตร่วมกันมีแต่จะทรมาน


เมื่อคืนโจวเฉิงนอนไม่หลับทั้งคืน เขาครุ่นคิดถึงเรื่อง ‘ความแตกต่าง’ ที่เสี่ยวหลานบอก แน่นอนว่าความคิดของผู้ชายกับผู้หญิงย่อมแตกต่างกัน โจวเฉิงไม่เคยอยากฝืนบังคับเสี่ยวหลานให้คิดแบบเดียวกับเขา แต่ปฏิกิริยาของเสี่ยวหลานเมื่อวานรุนแรงถึงเพียงนี้ เป็นเหตุให้โจวเฉิงจำเป็นต้องพิจารณาตัวเองอย่างถี่ถ้วน


อย่างไรก็ตามตอนนี้เขายังไม่เข้าใจ ‘ความแตกต่าง’ ที่เซี่ยเสี่ยวหลานว่า ถ้าอ่านหนังสือให้มากหน่อยจะเข้าใจหรือเปล่านะ?


เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุสิบกว่าๆ และไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะเกลียดตัวเองที่เรียนมาน้อยแบบนี้


ตอนนั้นเขาไม่เคยสนใจสหายหญิงหน้าไหน พอตอนนี้นึกไม่ถึงเลยว่าตนจะมีแฟนเป็นถึงจอหงวนของการสอบเกาเข่า


แฟนสาวของเขาเรียนเก่ง แต่ไม่ใช่พวกแก่เรียน


ถูกเจียงเหยียนทำเสียเวลาอยู่นาน พอโจวเฉิงไปถึงบ้านพักรับรอง ก็ได้รู้ว่าพวกเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไปนานแล้ว


โจวเฉิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพลางคลำหาบุหรี่ เขาจุดมันมาสูบสองอึกใหญ่ก่อนจะนั่งลง และไอออกมา


นี่เขาเป็นลูกชายบังเกิดเกล้าของแม่จริงหรือเปล่า?!


ปล่อยให้แฟนเขากลับไปพร้อมความโกรธ แล้วจะง้อได้อย่างไร


อย่างน้อยเขาก็เป็นลูกชายไม่ใช่หรือ เวลาสำคัญอย่างนี้ทำไมแม่ไม่ช่วยกันเลย?


โจวเฉิงกลับไปแล้วเจอเจียงเหยียนอีกครั้งแล้วรู้สึกแค้นยิ่งนัก แต่เขานึกไม่ถึงเลยว่าเจียงเหยียนจะยื่นเอกสารบางอย่างมาให้เขา


“นายดูนี่ก่อน ถ้ายังไม่พอใจค่อยมาสู้กับฉัน!”


โจวเฉิงพลิกดูเอกสารอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกคันคอเหลือเกิน


“นี่คือ...”


เจียงเหยียนยืนกอดอกพลางกล่าวว่า “นี่คือเอกสารที่ฉันบอก แต่เป็นเพียงสำเนาเท่านั้น นายคิดว่าเอกสารนี้พอจะช่วยพลิกคดีของพี่พานซานได้ไหม แน่นอนว่าเอกสารของจริงอยู่ที่ฉันและฉันยังคงยืยนยันคำเดิม ฉันอยากเจอพี่พานซาน!”


ถ้าเป็นเอกสารของจริงคงช่วยพลิกคดีให้พี่พานซานได้อย่างแน่นอน


แต่อาจจะทำให้เจียงอู่หมดสิ้นอนาคตน่ะสิ


ครั้งนี้โจวเฉิงไม่อาจไล่เจียงเหยียนได้อีกแล้ว “เธอได้มันมาอย่างไร”


เจียงเหยียนเม้มปากแน่น เหมือนไม่อยากคุยเรื่องนี้สักเท่าไร


แต่เรื่องมันก็ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเฉิงยอมสนใจเธอ หากเธอไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ การมาที่วิทยาลัยแห่งนี้เท่ากับสูญเปล่า


“...มันเป็นเอกสารที่ต้องถูกทำลาย แต่ฉันได้มันมา”


เอกสารสำคัญเช่นนี้กลับถูกนำไปทำลายเพื่อช่วยปกป้องเจียงอู่ ตระกูลเจียงหน้าด้านถึงขนาดนี้เลยหรือ


“เจียงเหยียน เธอบ้าไปแล้วจริงๆ”


ถ้านี่คือสำเนา โจวเฉิงจะต้องเก็บเอกสารนี้เอาไว้ให้ดี


“ตอนนี้เธอเชื่อฉันแล้วหรือยังล่ะ ฉันอยากเจอพี่พานซาน!”


เชื่อเจียงเหยียนอย่างนั้นหรือ?


ดูเหมือนเจียงเหยียนคิดจะทำลายญาติตัวเองเพื่อผดุงความยุติธรรมจริง หลังเห็นเอกสารชุดนี้แล้ว โจวเฉิงยอมเชื่อครึ่งหนึ่ง


เจียงเหยียนถูกเขาเห็นเป็นพวกเดียวกับศัตรูมาโดยตลอด ในขณะที่โจวเฉิงนั้นรู้สึกระแวงศัตรูอยู่เสมอ บทเรียนของการประมาทศัตรูโจวเฉิงเพิ่งได้รับมาไม่นาน ดังนั้นเขาไม่อยากสัมผัสมันอีกครั้ง หลังเก็บเอกสารแล้ว โจวเฉิงก็ให้คำตอบกับเจียงเหยียนว่า


“ฉันให้เธอเจอกับพี่พานซานก็ได้ แต่เธอต้องเตรียมเอกสารตัวจริงมา และรอโอกาสเจอเขา!”


ถ้าไม่ใช่เอกสารชุดนี้ โจวเฉิงไม่มีทางยอมให้เจียงเหยียนปรากฏตัวต่อหน้าเขาอีกแน่นอน


ทว่าตอนนี้ยังทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาต้องรอจนกว่าเจียงเหยียนจะเอาเอกสารต้นฉบับมาให้เสียก่อน


แม้โอกาสจะมีไม่มาก แต่โจวเฉิงอยากลองเชื่อใจเจียงเหยียนดูสักครั้ง


เจียงเหยียนพูดถูก นี่คือเรื่องของพานซาน โจวเฉิงไม่สามารถตัดสินใจแทนเขาได้ว่าอยากกลับเข้ากองทัพอีกหรือไม่


-------------------------------


เจียงเหยียนกลับมาที่หอพักหญิง ก็เห็นว่าพวกเพื่อนร่วมหอต่างพากันกระซิบกระซาบอยู่พอดี


“พวกเธอเป็นอะไรไป”


พวกเพื่อนร่วมหอเองก็มีนิสัยตรงไปตรงมาเช่นกัน พวกเธอทนไม่ไหวจึงผลักตัวแทนออกมา


“เจียงเหยียน พวกเขาพูดกันว่าเธอกับโจวเฉิง... นี่มันเรื่องอะไรกัน มีคนบอกว่าโจวเฉิงมีแฟนแล้ว แต่เธอกลับใกล้ชิดเขาแบบนั้นไม่เป็นไรจริงหรือ”


เจียงเหยียนเลิกคิ้วขึ้น “ฉันรู้จักกับโจวเฉิงมานานแล้ว ฉันไปหาเขาเพื่อคุยธุระส่วนตัวบางอย่าง เขามีแฟนหรือยังแล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยเล่า”


นักศึกษาหญิงทั้งหลายต่างพากันโล่งอก


พวกเธอกะแล้วว่าเจียงเหยียนเป็นคนดี ไม่มีทางเป็นคนแบบนั้นอย่างแน่นอน


เจียงเหยียนเอนตัวนอนลงบนเตียง


ถึงมิตรภาพของเธอกับโจวเฉิงจะใสบริสุทธิ์ แต่คู่ครองของโจวเฉิงคนนั้นไม่คู่ควรกับเขาอยู่ดี


เป็นครอบครัวทหารลำบากมากเหลือเกิน ผู้หญิงบอบบางอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานจะรับไหวหรือ?


โจวเฉิงเรียนอยู่ที่วิทยาลัยทหารบก เซี่ยเสี่ยวหลานยังตามมาทะเลาะถึงที่นี่ ไม่กลัวส่งผลกระทบต่อการเรียนของโจวเฉิงเอาเสียเลย โจวเฉิงจำเป็นต้องมีคู่ชีวิตที่เข้าใจเขา ไม่ใช่ผู้หญิงเอาแต่ใจแบบนั้น



ตอนที่ 882: ตั้งสติทั้งสองฝ่าย



เซี่ยเสี่ยวหลานขับรถกลับมาถึงปักกิ่งตอนเที่ยง


ไม่ว่าอารมณ์ของเธอจะดีหรือไม่ แต่มารยาทพื้นฐานเธอจำเป็นต้องมี ดังนั้นตอนนี้เธอกำลังกินอาหารเที่ยงกับกวนฮุ่ยเอ๋อและคังเหว่ยด้วยท่าทีสุภาพเรียบร้อย


หลังวางตะเกียบลง กวนฮุ่ยเอ๋อก็เริ่มทำตัวเหมือนแม่บังเกิดเกล้าของโจวเฉิงขึ้นมาทันที


“เสี่ยวหลาน อย่าถือสาโจวเฉิงเลยนะ เขาเป็นผู้ชาย ไม่มีประสบการณ์การจัดการปัญหาพวกนี้หรอก อีกทั้งเขายังโตเป็นผู้ใหญ่ช้ากว่าเธอ ให้เวลาเขาหน่อยนะ ให้เขาได้ทำความเข้าใจก่อน”


โจวเฉิงบรรลุนิติภาวะแล้ว เลยวัยที่จะเชื่อฟังคำพูดของแม่มานานแล้ว กวนฮุ่ยเอ๋อคิดแล้วก็รู้สึกปวดใจ ถ้าไม่เชื่อฟังแม่ก็ควรเชื่อคำพูดของคู่ครองบ้างสิ


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย


“น้ากวน ฉันรู้ค่ะ”


ถ้าโจวเฉิงคิดไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของตระกูลสืออีก


ส่วนเธอกับโจวเฉิงจะเลิกกันหรือเปล่า ไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องนั้นในตอนนี้


กวนฮุ่ยเอ๋อเองก็รู้ดีว่าเรื่องราวครั้งนี้ลูกชายตนไม่รู้จักแยกแยะเอาเสียเลย แต่ช่วยไม่ได้ โจวเฉิงเป็นลูกในไส้ อย่างไรเธอก็ต้องปกป้อง


แต่เสี่ยวหลานเป็นลูกสาวบ้านอื่น เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานชอบโจวเฉิงถึงได้มาช่วยดูแลเรื่องของตระกูลสือ หากเซี่ยเสี่ยวหลานอยากถอนตัวจากเรื่องนี้กวนฮุ่ยเอ๋อก็คงฝืนใจไม่ได้เช่นกัน!


หลังส่งสายตาให้คังเหว่ยเล็กน้อย กวนฮุ่ยเอ๋อก็ขอตัวกลับก่อน


เหลือเพียงคังเหว่ยที่ต้องทำภารกิจอันหนักอึ้ง


“พี่สะใภ้ พี่เฉิงจื่อเป็นคนรักพวกพ้องมากเกินไป อย่าว่าแต่ตระกูลสือเลย เมื่อก่อนตอนฉันใช้ชีวิตไปวันๆ ก็เป็นพี่เฉิงจื่อที่ช่วยฉุดฉันขึ้นมาจริงไหมเล่า พูดตามตรงตอนนั้นฉันก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ช่องทางทำเงินที่ดีขนาดนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงเก็บไว้คนเดียวแล้ว แต่เขากลับยอมแบ่งเงินกับฉัน ตอนนั้นฉันเองก็ไม่เข้าใจเขาหรอก พี่เฉิงจื่ออาจคิดว่าเงินหาใหม่ได้เสมอ แต่เพื่อนตายมีได้แค่คนเดียว”


รักพวกพ้องไม่ใช่คนโง่


โจวเฉิงไม่ได้แจกเงินตามใจตัวเอง แต่การที่เขาดึงคังเหว่ยมาร่วมหุ้นด้วย เพราะคังเหว่ยใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง และเพราะเขากับคังเหว่ยโตมาด้วยกัน โจวเฉิงจึงเชื่อใจคังเหว่ยนั่นเอง


คังเหว่ยลอบสังเกตสีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลาน ก่อนพูดต่อว่า


“กลับมาที่เรื่องตระกูลสือ ฉันว่าในใจพี่เฉิงจื่อคงเห็นว่าตระกูลสือมีทั้งคนแก่และคนพิการ ไหนจะยังมีเด็กอีกสองคน นอกจากนี้ก่อนเขากลับวิทยาลัย พี่สะใภ้เว่ยก็ไม่ได้แสดงท่าทีแบบนี้ไม่ใช่หรือ”


คังเหว่ยพยายามช่วยแก้ตัวให้โจวเฉิงอย่างเต็มที่


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าสิ่งที่คังเหว่ยพูดออกมานั้นมีเหตุผล และนี่ก็คือสาเหตุที่เธอไม่ได้บอกเลิกกับโจวเฉิงในทันที


ตราบใดที่ความรู้สึกของเธอกับโจวเฉิงนั้นเป็นเรื่องจริง การที่เธอกับโจวเฉิงมีความคิดต่างกัน ไม่ได้หมายความว่านิสัยของโจวเฉิงมีปัญหา


โจวเฉิงแค่ทำผิดพลาด เขามั่นใจในตัวเองเพราะความคิดแบบชายเป็นใหญ่ แต่เขาไม่ได้ประพฤติตัวเลวร้ายแม้แต่น้อย


คังเหว่ยพูดถูก เว่ยเจวียนหงมีท่าทางอีกอย่างตอนอยู่ต่อหน้าโจวเฉิง


เซี่ยเสี่ยวหลานตอนเจอเว่ยเจวียนหงครั้งแรกก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนเรียบง่ายและซื่อตรง การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไรกันนะ น่าจะเป็นหลังจากกวนฮุ่ยเอ๋อบอกสาเหตุการตายของสือข่าย!


ตั้งแต่นั้นมา ภายใต้อิทธิพลจากปัจจัยภายนอกทั้งหลาย เว่ยเจวียนหงก็เริ่มเผยอีกด้านหนึ่งของจิตใจออกมาให้เห็น


เป็นเพราะเมื่อก่อนเว่ยเจวียนหงเก็บซ่อนมุมนี้ไว้ดีเกินไป หรือเพราะเกิดเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างกะทันหัน?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากขุดคุ้ยเรื่องนี้


อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นหลังโจวเฉิงกลับวิทยาลัย ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ที่เว่ยเจวียนหงกล้าที่จะร้องขอสิ่งต่างๆมากมาย ก็เพราะโจวเฉิงหงายไพ่ของตัวเองเร็วเกินไป


การเยียวยาคนตระกูลสือดีเกินไปเช่นนี้ ทำให้เว่ยเจวียนหงรู้ว่าโจวเฉิงมีความสามารถมากพอ รู้ว่าโจวเฉิงไม่คิดมากเรื่องเงิน เว่ยเจวียนหงจึงใช้สถานะของการเป็นภรรยาทหารผู้เสียสละเรียกร้องสิ่งต่างๆจากโจวเฉิง


กล่าวโดยสรุปคือ ช่วยเหลือผู้อื่นยามลำบากเพียงเล็กน้อย เขาจะรู้สึกขอบคุณ ทว่าหากช่วยมากเกินไป เขาจะคอยแต่พึ่งพาคุณ


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า


“หยุดพูดแทนโจวเฉิงเถอะ เรื่องตระกูลสือฉันจะไม่สนใจอีกแล้ว ให้เขาจัดการเอาเองแล้วกัน”


นิสัยไม่เลวร้ายเป็นเรื่องดี แต่ครั้งนี้ถ้าโจวเฉิงจัดการเรื่องตระกูลสือได้ไม่ดีพอ เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะไม่มีทางยอมเสียเวลาหลายสิบปีในอนาคตพัวพันกับปัญหาเหล่านี้


โวยวายระบายอารมณ์ยังดีเสียกว่า เซี่ยเสี่ยวหลานนิ่งขนาดนี้คังเหว่ยรู้สึกหวั่นใจเหลือเกิน


พี่เฉิงจื่อคงแย่แน่ แถมเขายังไม่มีแฟนเลยสักคน ทำไมต้องเข้ามามีเอี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเนี่ย!


พวกเขาสองคนรู้จักกันตั้งแต่สองปีก่อน ความสัมพันธ์หวานชื่นมื่นมาโดยตลอด แต่สุดท้ายกลับมีปัญหากันเพราะคนอื่น... คังเหว่ยกลุ้มใจยิ่งนัก เมื่อกลับถึงบ้านเขาได้สลับเปลี่ยนรถคืนเซี่ยเสี่ยวหลาน


คังเหว่ยถูกห้ามไม่ให้ขับรถ รถจี๊ป212 ที่ถูกดัดแปลงจึงถูกจอดไว้ที่บ้านอีกหลังภายใต้ชื่อเขา ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านปัจจุบันของคังเหว่ยมาก


เซี่ยเสี่ยวหลานรับรถซีตรองของตัวเองกลับมา แต่เธอไม่ได้ตรงกลับบ้านในทันที


เธอไปที่ธนาคารเพื่อพูดคุยกับผู้จัดการใหญ่อู่


หลังกลับมาถึงบ้าน เมื่อลองกะเวลาดูคาดว่าตอนนี้แม่ของเธอน่าจะกำลังคิดบัญชีอยู่ที่ร้านสาขาซีตัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงขับรถไปที่ร้านสาขาซีตัน พอดีกับที่หลิวเฟินเพิ่งคิดบัญชีเสร็จและกำลังจะเอาเงินไปฝากธนาคาร


ผู้กำกับหม่าเองก็อยู่ด้วยเช่นกัน เขากำลังคุยบางอย่างกับหลิวเฟิน


“คุณอาหม่า คุณอาก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินลงจากรถก่อนจะกล่าวทักทาย ผู้กำกับหม่ามองตัวรถที่เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเดินลงมา


“ได้ยินว่าสหายหลิวเฟินกำลังเรียนขับรถ เธอเป็นคนสอนเองหรือ รถคันนี้ดูไม่เลวเลยทีเดียว ปกติเธอต้องเรียนหนังสือ เวลาว่างคงมีไม่มากสินะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกระแวงขึ้นมาในบัดดล


ทุกวันตั้งแต่แม่เธอเก่งขึ้น ดูเหมือนดวงความรักช่างผลิบานดีเหลือเกิน


แต่ละคนอยากเป็นพ่อเลี้ยงเธอกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้รู้สึกกดดันแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้เธอเอนเอียงไปทางทังหงเอินชั่วคราว ไม่ใช่เพราะเขามีอำนาจมากกว่า แต่เพราะเธอรู้จักทังหงเอินดีกว่านั่นเอง


ในส่วนของทางผู้กำกับหม่า เธอเคยสืบข่าวเขาจากทางผู้จัดการใหญ่อู่


เธอรู้แค่ว่าผู้กำกับหม่าเสียภรรยาไปเมื่อหลายปีก่อน แต่นี่เขากลับถูกตาต้องใจแม่ของเธอแล้วอย่างนั้นหรือ?


การแสดงออกดูน่าเชื่อถือยิ่งนัก แต่กลับทำให้รู้สึกไม่วางใจเลยสักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงไม่เชื่อใจอีกฝ่ายอย่างเต็มที่


สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานมีความคิดผุดขึ้นมาหลายอย่าง ทว่ากลับไม่แสดงออกทางสีหน้าแต่อย่างใด


“คุณอาหม่า เวลาก็เหมือนน้ำในฟองน้ำค่ะ บีบสักหน่อยเดี๋ยวมันก็ออกมาเอง ฉันใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนสอนแม่ขับรถ ตอนนี้แม่ก็กำลังค่อยๆหัดขับอยู่ค่ะ แม้เรื่องนี้จะไม่รีบร้อน แต่ต้องฝึกทักษะให้ดี”


ผู้กำกับหม่าหยุดพูดเรื่องนี้ทันที และไม่ได้เสนอตัวอยากให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด


หลิวเฟินเองก็รู้สึกว่าผู้กำกับหม่ามักจะโผล่มาให้เห็นบ่อยเกินไปหน่อย


เธอฝากเงินเสร็จก็ก้าวขึ้นรถ ในที่สุดก็ได้บอกลาผู้กำกับหม่าเสียที


แม้ผู้กำกับหม่าจะหวังดี แต่เขานั้นมีหน้าตาที่ดุดัน ความจริงแล้วหลิวเฟินรู้สึกกลัวคนที่มีร่างกายกำยำเหมือนเป็นปมที่ผูกติดอยู่ภายในใจ เพราะมันทำให้เธอคิดถึงเซี่ยต้าจวิน


ทว่าผู้กำกับหม่าเป็นคนดีอย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนหน้านี้เขาช่วยดูแลความปลอดภัยของร้านเสื้อผ้า และยังช่วยจับจางชุ่ยที่สะกดรอยตามเธออีกด้วย ดังนั้นหลิวเฟินจึงไม่กล้าหักหาญน้ำใจด้วยการบอกว่า ตอนนี้ไม่ต้องการเขาแล้ว!


“แม่นึกว่าลูกจะกลับมาตอนกลางคืนเสียอีก ทำไมไม่อยู่กับโจวเฉิงให้นานอีกสักหน่อยล่ะ”


หนุ่มสาวคบกันไม่เจอกันนานๆคงไม่ดีเท่าไร เซี่ยเสี่ยวหลานขับรถไปหาโจวเฉิง แน่นอนว่าหลิวเฟินย่อมสนับสนุน


แต่หลิวเฟินคงไม่รู้ว่า เซี่ยเสี่ยวหลานขับรถไปกลับ10ชั่วโมงเพื่อทะเลาะกับโจวเฉิง ไม่ได้มีเวลาหวานกันเลยแม้แต่น้อย


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่มีทางเล่าเรื่องนี้ให้หลิวเฟินรู้สึกเป็นห่วง หลิวเฟินชอบโจวเฉิงมากและเป็นคนคิดเผื่อผู้อื่นอยู่เสมอ หากเธอเล่าเรื่องตระกูลสือออกไป ดีไม่ดีแม่เธอคงบอกว่าเธอใจแคบเป็นแน่ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ยังไม่มีบทสรุป เซี่ยเสี่ยวหลานจึงปล่อยให้มันผ่านไปก่อน


สองแม่ลูกไปดูร้านสาขาหอกลองที่กำลังตกแต่งใหม่ก่อนกลับบ้าน


เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าย่าอวี๋กำลังนั่งฟังรายการวิทยุอยู่


“คลาดกันเสียได้ เมื่อครู่โจวเฉิงเพิ่งโทรมาถามว่าเธอถึงบ้านหรือยัง โทรกลับไปหาเขาหน่อยไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่ได้รับสายแบบนี้ เขาคงไปถามน้ากวนแล้ว ฉันกับแม่เพิ่งไปดูร้านใหม่มา ส่วนน้ากวนกลับบ้านไปนานแล้ว”


ตอนนี้เธอกับโจวเฉิงยังปรับความคิดเข้าหากันไม่ได้ ดังนั้นควรใช้เวลาตั้งสติทั้งสองฝ่าย!



ตอนที่ 883: ขอบเขตของโจวเฉิง



วิทยาลัยทหารบก


โจวเฉิงรออยู่ข้างโทรศัพท์นานจนกระทั่งถึงเวลาดับไฟช่วงกลางคืน แต่ว่าที่ภรรยาของเขาก็ไม่โทรกลับมาแม้แต่สายเดียว


ดูท่าครั้งนี้เสี่ยวหลานจะโมโหของจริง


โจวเฉิงนั่งยองนานเกินไป ตอนลุกขึ้นขาของเขาจึงชาหนึบ


ช่วงเดือนมิถุนายนอากาศร้อนทั้งประเทศ เขายกมือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นที่หน้าผาก


“โจวเฉิง ยังจะโทรศัพท์อีกไหม”


เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารของหน่วยงานรู้สึกเอือมระอายิ่งนัก คนหล่อนั่งยองๆก็ยังหล่อ แต่หลังโจวเฉิงโทรศัพท์เสร็จก็นั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้ตลอด ท่าทางดูน่าสงสารเหลือเกิน พอเจ้าหน้าที่เห็นโจวเฉิงลุกขึ้นเขาจึงรีบเตือนว่า “ถ้าไม่โทรตอนนี้ต้องรอโทรอีกทีอาทิตย์หน้านะ!”


วิทยาลัยมีมาตรการที่เข้มงวด โจวเฉิงเป็นนักศึกษาที่มาฝึกอบรม ไม่ใช่อาจารย์ของวิทยาลัย เขาจึงสามารถใช้โทรศัพท์ได้แค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้น ไม่เหมือนตอนโจวเฉิงอยู่ที่สังกัดของตัวเอง อยู่ที่นั่นเขาเป็นถึงระดับหัวหน้า อยากใช้โทรศัพท์เมื่อไรก็ย่อมได้


โจวเฉิงคงรอเป็นอาทิตย์ไม่ไหว เขาหยุดคิดชั่วครู่ ถ้าเขาไม่จัดการเรื่องของตระกูลสือให้เรียบร้อยเสียก่อนคงง้อเสี่ยวหลานไม่สำเร็จอย่างแน่นอน


โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายเขาจึงตัดสินใจโทรไปหาคังเหว่ย แทนที่จะเป็นเซี่ยเสี่ยวหลาน


“เล่ามาให้ละเอียด ตกลงทางบ้านสือเกิดอะไรขึ้นกันแน่”


คังเหว่ยเล่าเรื่องทั้งหมดเท่าที่ตัวเองรู้ให้โจวเฉิงฟัง


“ทุกคนปิดบังป้าสือ แต่ป้าสือรู้นานแล้วครับ ป้าสือบอกว่าไม่มีใครติดค้างตระกูลสือทั้งนั้น สือข่ายคือคนที่สละชีพเพื่อชาติ เป็นวีรบุรุษที่มีเกียรติ และประเทศชาติได้จัดสรรงานให้ครอบครัวเธอและมอบเงินเยียวยาให้แล้วครับ


แต่ทางด้านเว่ยเจวียนหงผมได้ยินมาว่าเธอทำตัวแปลกๆ พี่สะใภ้กับน้ากวนพยายามขอห้องชุดในโรงงานให้ตระกูลสือด้วยความปรารถนาดี แต่เว่ยเจวียนหงกลับบอกว่าอยากอยู่ที่เรือนสี่ประสานหลังนี้...


พี่เฉิงจื่อ ถึงผมจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่พี่ว่าการทำให้พี่สะใภ้ยอมขับรถหลายชั่วโมงมาเพื่อถามพี่โดยเฉพาะว่าจะจัดการอย่างไร มันคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน ทว่าพี่น่ะสิ อ้าปากก็บอกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์เรือนสี่ประสานให้อยู่ในชื่อของเว่ยเจวียนหง… ผมขอพูดอะไรสักคำ พี่อย่าโกรธผมเลยนะ พี่สะใภ้เสี่ยวหลานโมโหขนาดนั้นสมเหตุสมผลแล้วครับ”


เว่ยเจวียนหงทำแบบนี้ไม่เหมาะสมจริงๆ


ได้คืบจะเอาศอก แล้วจะบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อคิดมากไปได้อย่างไร


งานดีๆที่โรงงานบุหรี่ไม่อยากทำ แต่อย่างน้อยก็ต้องดูด้วยว่าตัวเองมีความสามารถในการทำงานอื่นอีกหรือไม่


งานที่คังเหว่ยทำอยู่นั้นดีก็จริง งานสบาย มีหน้ามีตา แต่แล้วอย่างไรเล่า คังเหว่ยเป็นทายาททหารผู้เสียสละยังไม่อาจได้ตำแหน่งงานมาโดยง่าย เป็นคังเหลียนหมิงอารองของเขาต่างหากที่ช่วยจัดหาให้ ในทางกลับกันคังเหลียนหมิงได้ส่งลูกตัวเองไปฝึกฝีมือตั้งแต่งานระดับล่าง แต่เขาไม่อยากให้คังเหว่ยมีชีวิตที่ยากลำบากจนเกินไปจึงได้จัดหางานที่สบายให้ทำนั่นเอง


ทว่าคังเหว่ยกลับอยากได้สิ่งที่ตรงกันข้าม


แม้เขาจะเรียนไม่สูง แต่เขาก็ได้ยินมาตั้งแต่เด็กว่าทำงานนั่งโต๊ะก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ตอนแรกเขาก็อยากลองสู้สักตั้ง แต่หลังจากรู้ว่าคังเหลียนหมิงได้ประกาศไว้ ว่าจะทำให้เขามีชีวิตที่สุขสบาย ดังนั้นไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไรก็ไม่มีทางได้รับมอบหมายหน้าที่ที่สำคัญไปมากกว่านี้ คังเหว่ยถึงได้ล้มลุกคลุกคลานหาหลักยึดและเป้าหมายของตัวเองไม่เจอ


แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นอารองของเขาถึงสามารถทำแบบนั้นได้ มีครอบครัวคนอื่นอีกมากที่ต้องสูญเสียสมาชิกเพื่อประเทศชาติ นอกจากพ่อของเขา สมัยคุณปู่ของคังเหว่ยไปรบพร้อมกับพี่น้องที่บ้าน แต่คนอื่นกลับสละชีพในสนามรบ มีเพียงคุณปู่ของคังเหว่ยแค่คนเดียวที่รอดกลับมาได้อย่างปลอดภัย


“พี่เฉิงจื่อ เรามาคุยกันอย่างเปิดอกเถอะครับ ต่อให้ผมเป็นคนไม่เอาไหน ทำได้เพียงเกาะบารมีครอบครัว แต่ผมทำแบบนั้นได้เพราะครอบครัวผมต่อสู้และสละชีพเพื่อชาติมาแล้วถึงสองรุ่น ผมถึงได้มีชีวิตอย่างทุกวันนี้ พี่ว่าจริงไหม”


“ดังนั้นถ้าเว่ยเจวียนหงอยากก้าวหน้าก็ควรทุ่มเทก่อนสิ! ที่เมื่อก่อนตระกูลสือยากจนมันไม่ใช่ความผิดของพี่เสียหน่อย แต่นี่เพิ่งมาถึงปักกิ่ง อยากได้คุณภาพชีวิตที่ดีก็เอ่ยปากขอพี่ เอ่ยปากขอพี่สะใภ้เสี่ยวหลานแล้ว เมื่อก่อนตอนเราสองคนทำธุรกิจเกือบถูกทำร้ายตั้งกี่ครั้ง ที่พี่สะใภ้เสี่ยวหลานมีเงินซื้อรถซื้อบ้านได้ ก็เริ่มตั้งตัวจากการขายไข่ไก่ไม่ใช่หรือ?”


คังเหว่ยพูดรัวเป็นปืนกล เขาพล่ามยาวเหมือนกลัวว่าโจวเฉิงจะเถียงกลับ


อยู่ต่อหน้าไม่กล้าปริปาก แต่พออยู่ในสายโทรศัพท์กลับพูดคล่องเป็นต่อยหอย โจวเฉิงรอเขาพูดจบแล้วถึงถามว่า


“พูดจบหรือยัง จบแล้วก็ฟังฉันก่อน!”


คังเหว่ยเงียบกริบในทันที


เขาเชื่อฟังโจวเฉิงมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้กลับกล้าหือกับโจวเฉิง เขาเองก็รู้สึกไม่ชินเช่นกัน


โจวเฉิงไม่โกรธคังเหว่ยแม้แต่น้อย เพราะถ้าคังเหว่ยไม่หวังดีคงไม่พูดเยอะขนาดนั้นน่ะสิ


ท่าทางเว่ยเจวียนหงจะผิดปกติจริงๆสินะ


โจวเฉิงไม่รู้จักเว่ยเจวียนหงดีมากนัก ตอนนั้นสภาวะทางอารมณ์ของเขาไม่ปกติ สิ่งแรกที่เขาคิดคืออยากรักษาตาของป้าสือให้หาย หลังผ่าตัดเสร็จเขาก็กลับมาที่วิทยาลัยทันที ไม่ค่อยได้มีโอกาสพูดคุยกับเว่ยเจวียนหงมากนัก


แต่หลังเขากลับมาวิทยาลัย ด้วยความที่เขาทิ้งช่องทางติดต่อเอาไว้ เว่ยเจวียนหงจึงเขียนจดหมายมาหาเขาสองครั้ง


ครั้งแรกบอกว่าสายตาของป้าสือกลับมาเป็นปกติแล้ว


ครั้งที่สองถามเรื่องเปลี่ยนงาน


ตัวอักษรยึกยือ เป็นลายมือของเว่ยเจวียนหงอย่างแน่นอน อีกทั้งยังเขียนผิดอยู่หลายจุดด้วย


ตอนนี้โจวเฉิงหลับตาลงยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเว่ยเจวียนหงหน้าตาเป็นอย่างไร เขารู้แค่ว่าเป็นหญิงสาวจากชนบทแถบตะวันตกเฉียงใต้ เวลาพูดติดสำเนียงบ้านเกิด นอกจากเรื่องนี้โจวเฉิงไม่รู้จักอีกฝ่ายเลย


“เรือนสี่ประสานอย่าเพิ่งยกให้พวกเขา หลังโรงงานบุหรี่จัดสรรบ้านพักให้แล้ว ดูสิว่าเธออยากย้ายบ้านหรือเปล่า คอยดูปฏิกิริยาของเธอ แล้วฉันจะบอกนายว่าต้องทำอย่างไร พี่สะใภ้นายทำได้อย่างที่พูดแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้เธอคงไม่สนใจอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้นนายไปหาป้าสือแทนฉันที ลองถามความเห็นของป้าสือมาให้ฉันหน่อย”


สิ่งที่คังเหว่ยพูดทำให้โจวเฉิงฉุกคิดได้ โจวเฉิงมั่นใจว่าตัวเองหาเงินได้ ที่เขากล้าที่จะขายบุหรี่ก็เพราะรู้ว่าตัวเองมีเส้นสาย


เงินพวกนี้เรียกได้ว่าแทบจะนอนมาหาเขาเลยก็ว่าได้


แต่เสี่ยวหลานหาเงินมาอย่างยากลำบาก เธอต้องขี่จักรยานกลางแดดจ้าเพื่อไปขายไข่ไก่ ไข่ไก่หนึ่งฟองราคาไม่เท่าไร แต่เสี่ยวหลานต้องค่อยๆเก็บออมจนมีเงินทุน แถมยังถูกพวกโรคจิตคุกคามด้วย... เสี่ยวหลานฉลาดและมีความอดทน ในขณะที่คนอื่นก้มหน้าก้มตาปลูกพืชผัก เธอกลับกล้าลงมือทำธุรกิจ สมควรแล้วที่จะมีชีวิตที่ดีอย่างทุกวันนี้


เว่ยเจวียนหงสามารถไม่พอใจเขาได้ ถึงอย่างไรโจวเฉิงก็รู้สึกผิดจริง


แต่ถ้ารู้สึกอิจฉาเสี่ยวหลานละก็ เขาคงปล่อยไปไม่ได้


ก่อนหน้านี้โจวเฉิงไม่ได้คิดให้ละเอียด พอเซี่ยเสี่ยวหลานถามเขาว่ามีขอบเขตหรือไม่ แน่นอนว่าโจวเฉิงย่อมมีอยู่แล้ว


เขาหาภรรยาไม่ได้หามาเพื่อให้ดูแลคนที่บ้าน ไม่ได้อยากทำให้เสี่ยวหลานต้องลำบากแม้แต่น้อย แล้วเขาจะยอมให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีกว่าเสี่ยวหลานได้หรือ? ไม่มีทาง แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังสำคัญรองจากเสี่ยวหลานอยู่ดี!


แต่เว่ยเจวียนหงกลับคิดว่าสิ่งที่เสี่ยวหลานมี เว่ยเจวียนหงก็ต้องมี สำหรับเรื่องนี้โจวเฉิงทำให้ไม่ได้ อยู่ดีๆ เว่ยเจวียนหงจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเสี่ยวหลานทำไมกัน โจวเฉิงเซ็งยิ่งนัก เสี่ยวหลานช่วยดูแลตระกูลสือแทนเขาเป็นเรื่องที่ผิดอย่างนั้นหรือ?


หลังคิดอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน เขาก็พอเข้าใจแล้วว่าตนทำผิดตรงไหน


เขาควรแบ่งแยกเว่ยเจวียนหงกับคนตระกูลสือออกจากกันให้ชัดเจน


เว่ยเจวียนหงเป็นคนตระกูลสือก็จริง แต่เธอไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งตระกูล


ก่อนวางสาย โจวเฉิงได้พูดเสริมอีกว่า


“คังจื่อ ถ้านายว่างก็มาที่วิทยาลัยอีกครั้งนะ ฉันมีของอยากให้นาย มันค่อนข้างสำคัญ ส่งทางไปรษณีย์ไม่ได้”


ตอนนี้โจวเฉิงไม่ได้รู้สึกกลุ้มใจแค่เรื่องเดียวเท่านั้น


นอกจากโจวเฉิงต้องทำความเข้าใจคำว่า ‘แตกต่าง’ ของเสี่ยวหลาน และต้องจัดการเรื่องตระกูลสือให้เรียบร้อย เขายังมีเอกสารที่เจียงเหยียนมอบให้อีกด้วย โจวเฉิงโทรศัพท์หาพานซานไม่ได้ และคงส่งโทรเลขไปหาไม่ได้เช่นกัน การสอบสวนคราวก่อนทำให้เขาเข้าใจว่า มีคนกำลังคอยจับตามองการติดต่อระหว่างเขากับพานซานอยู่ตลอดเวลา


เขาจำเป็นต้องระวังตัวให้มากขึ้น


ลองดูก่อนว่าสามารถสืบอะไรได้เพิ่มหรือไม่ แล้วค่อยบอกเรื่องนี้กับพี่พานซาน


โจวเฉิงไม่มีทางปล่อยให้พี่พานซานติดกับดักของตระกูลเจียงอย่างแน่นอน


เรื่องทำลายญาติเพื่อผดุงความยุติธรรมของเจียงเหยียนนั้น ต้องเกิดขึ้นจริงโจวเฉิงถึงจะยอมเชื่อ


และถ้าเจียงเหยียนจริงใจต่อกัน เธอก็ควรยกเอกสารต้นฉบับให้กับเขา


หลังจัดการกับเจียงอู่แล้ว เจียงเหยียนก็จะสามารถเจอกับพี่พานซานได้!



ตอนที่ 884: คำเชิญเข้าร่วมสัมมนา



เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าโจวเฉิงกำลังเฝ้ารอโทรศัพท์จากเธอจนขาชา


ตั้งแต่กลับจากสือเจียจวง เซี่ยเสี่ยวหลานก็เตรียมตัวถอยห่างจากโจวเฉิง


ถ้าไม่คิดจะแต่งงานกับโจวเฉิง เธอก็ไม่มีทางแตะต้องเงินฝากของโจวเฉิงอีก


นั่นก็หมายความว่า เงินทุนที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องสำรองไว้ยังขาดอีก170,000หยวน เพื่อเรื่องนี้เธอจึงไปหาผู้จัดการใหญ่อู่อีกครั้ง


ทว่าผู้จัดการใหญ่อู่ก็เป็นคนมีหลักการเช่นกัน ใช่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากได้เงินเท่าไรเขาก็จะยอมให้ ธนาคารสาขาที่ผู้จัดการใหญ่อู่ดูแลไม่ใช่เครื่องกดเงินของเซี่ยเสี่ยวหลานเสียหน่อย


ผู้จัดการใหญ่อู่จำเป็นต้องขอหลักทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่ม


เปิดร้านอีกสาขาหนึ่งดีหรือไม่?


ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังหาผู้ดูแลร้านที่เหมาะสมไม่ได้ หากเปิดร้านสาขาที่4 รวมกับร้านLuna ที่ซีตัน นั่นหมายความว่าหลิวเฟินคนเดียวจะต้องดูแลร้านเสื้อผ้าถึง5ร้าน ถ้าไม่มีคนช่วยปริมาณคงหนักเกินไปมากจริงๆ


อีกอย่างการเปิดร้านสาขาเพิ่มก็ไม่ได้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถกู้ยืมเงินได้ถึง200,000หยวน ร้านเสื้อผ้าแห่งหนึ่งไม่ได้มีมูลค่ามากมายขนาดนั้น


ภายในหนึ่งเดือนหากยังหาเงินมาชดเชยในส่วนที่ขาดหายไปไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานคงทำได้แค่ลงทุนน้อยลง ถึงอย่างไรเงินปันผลก็แบ่งตามสัดส่วนของเงินลงทุนอยู่แล้ว หากเธอลงทุนน้อย อนาคตเงินปันผลก็แค่น้อยลงหน่อยเท่านั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจโทรไปบอกหลิวหย่ง ให้คุณลุงของเธอเตรียมตัวไว้ก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ ถึงตอนนั้นถ้าเงินทุนขาดแคลนจริงๆ จะได้ไม่ตื่นตระหนก


หลิวหย่งไม่ถามว่าทำไมจู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานถึงขาดเงินอย่างกะทันหัน แต่เขากลับช่วยออกความเห็นอย่างกระตือรือร้น


“หลานลองเอาบ้านที่หนานหลัวกู่ไปถามผู้จัดการใหญ่อู่ดูอีกทีไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก


“ลุงคะ ให้ใช้บ้านของลุงเป็นหลักประกัน แถมยังได้รับเงินปันผลเพิ่มอีก เรื่องแบบนี้ฉันทำได้ที่ไหนกัน”


“ไม่เห็นเป็นอะไรเลย บ้านก็ปล่อยทิ้งไว้ว่างๆ!”


คำพูดของหลิวหย่งทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


ต่อให้ไม่มีเงินฝากจำนวน170,000หยวนของโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังมีโอกาสหาเงินมาจนครบไม่ใช่หรือ เพียงแต่มันคงยุ่งยากสักหน่อย เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอไม่เคยคิดแบบนี้ เพราะการเริ่มปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงยุค80 มันออกจะโหดร้ายเกินไป


ช่างเถอะ เกิดเป็นคนไม่ควรโลภมาก หลังได้เงินสินเชื่อแล้วเธอค่อยไปซื้อบ้านมาค้ำประกันเพิ่มก็ย่อมได้ หากเงินทุนไม่ขาดแคลน สุดท้ายสิ่งที่อยู่ในมือเธอก็จะกลายเป็นบ้านหลายหลังแทนเงินสดนั่นเอง


บ้านในกรุงปักกิ่งอนาคตจะมีมูลค่าสูงลิ่ว แต่หากกว้านซื้อไว้ตั้งแต่ตอนนี้คงขาดทุนอย่างแน่นอน


เรือนสี่ประสานหลังหนึ่งราคาหลายหมื่นหยวน


จะซื้อทิ้งไว้ปล่อยให้ฝุ่นจับไปทำไม!


อย่างเช่นเรือนสี่ประสานที่ตระกูลสืออยู่ในปัจจุบัน จำนวนห้องไม่เยอะ ลานบ้านไม่คับแคบ หากคิดค่าเช่าตามจำนวนห้อง เดือนหนึ่งก็คงได้แค่ไม่กี่สิบหยวนเท่านั้น


ค่าเช่าต่ำจนน่าตกใจ หากเริ่มสะสมบ้านไว้ตั้งแต่ตอนนี้ คงต้องมีเงินเย็นแบบโจวเฉิงถึงจะสามารถทำได้ มิเช่นนั้นสู้เอาไปฝากธนาคารไว้เสียยังจะดีกว่า เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อเรือนสี่ประสานที่สือช่าไห่ก็เพื่ออาศัยอยู่เอง หากทำได้เธอย่อมอยากทำให้ตัวเองและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นอันดับแรก เพราะหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเป็นเวลานานจะทำให้สภาพจิตใจย่ำแย่ลง ช่างเถอะ ไม่ตายก็สามารถหาเงินใหม่ได้ ลงทุนน้อยลง2แสนหยวน เธอก็แค่ได้เงินปันผลน้อยลงเท่านั้น ถึงอย่างไรโครงการที่หย่วนฮุยได้รับก็เพิ่มจาก4ล้านเป็น7.5ล้าน เช่นนั้นก็คิดเสียว่างบประมาณโครงการไม่เพิ่มก็แล้วกัน เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามปรับสภาพจิตใจของตัวเองอย่างเต็มที่


เธอกลับมาที่มหาวิทยาลัยอย่างอารมณ์ดี ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติทางอารมณ์ของเธอเลยแม้แต่คนเดียว


พอถึงวันพุธ หนิงเสวี่ยได้มาหาเซี่ยเสี่ยวหลานและยื่นจดหมายให้เธอหนึ่งฉบับ


“คุณปู่ฝากฉันเอามาให้เธอ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดจดหมายออกมาอ่าน มันคือจดหมายเชิญ


“สัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันของประเทศจีนครั้งที่หนึ่ง?”


ผู้จัดงานคือ ‘กลุ่มวิจัยและพัฒนางานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันแห่งประเทศจีน’ โดยมีหน่วยงานสนับสนุนคือ ‘ชมรมสถาปัตยกรรม’ กำหนดการจัดงานคือวันที่20 กรกฎาคม 1985 สถานที่คือเจียงเฉิง


ไม่ว่างานสัมมนาครั้งนี้จะมีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่นักศึกษาระดับปริญญาตรีจากหัวชิงอย่างเธอเข้าร่วมการสัมมนาด้วยคงจะไม่ค่อยเหมาะสมสักเท่าไร เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจ หนิงเสวี่ยจึงพูดเสริมว่า


“แผนงานโรงแรมหนานไห่ ปู่ฉันใส่ชื่อเธอลงไปด้วย เธอจะได้ไปร่วมงานสัมมนาในฐานะผู้ออกแบบงานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ โดยที่งานจะมีคนจากแวดวงสถาปัตยกรรมเข้าร่วมการสัมมนาเป็นจำนวนมาก จะไปหรือไม่ไปก็ขึ้นอยู่กับเธอ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยอยากเกาะขาคนใหญ่คนโตสักเท่าไร


แน่นอนว่าหนิงเยี่ยนฝานก็คือคนใหญ่คนโตที่ว่า เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้อยากเกาะขาอีกฝ่ายไปตลอด ถึงอย่างไรเรื่องบางเรื่องก็ต้องใช้เส้นสาย แต่บางเรื่องสามารถใช้เงินจัดการได้ เพราะไม่ว่าสถาปนิกจะเก่งกาจมากแค่ไหน จากมุมมองทางธุรกิจก็สามารถใช้เงินจ้างมาทำงานได้อยู่ดี!


ถ้าจ้างไม่สำเร็จคงเพราะให้ค่าตอบแทนน้อยเกินไป เช่นนั้นก็เพิ่มค่าตอบแทนไปเรื่อยๆ ย่อมมีวันที่สามารถเอาชนะใจอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน


มีความสามารถย่อมทำให้คนเคารพนับถือ ทว่าน้อยคนนักที่มีความสามารถแล้วจะไม่หวั่นไหวไปกับทรัพย์สินเงินทอง


อาจจะมีคนที่เห็นเงินเป็นแค่ของนอกกาย ตัวเองยินดีอยู่อย่างอัตคัดแต่จะไม่ยอมทิ้งศักดิ์ศรี แล้วคนในครอบครัวไม่ต้องกินข้าวหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กลัวว่าตัวเองจะจ้างสถาปนิกมาทำงานด้วยไม่ได้ แต่ถ้าอนาคตอยากทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เธอย่อมต้องการคนเก่งที่เป็นมืออาชีพ และต้องการแรงสนับสนุนจากคนในแวดวงเดียวกัน ดังนั้นการที่นักศึกษาอย่างเธอได้เข้าร่วมงานสัมมนาลักษณะนี้ถือเป็นโอกาสที่หายากนัก เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บจดหมายเชิญด้วยความดีใจ


“ฝากขอบคุณอาจารย์หนิงด้วย ฉันจะไปแน่นอน!”


หนิงเสวี่ยกลัวเหลือเกินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะปฏิเสธ ครั้งก่อนเธอถูกเซี่ยเสี่ยวหลานตอกกลับเสียจนพูดไม่ออก และเธอยังคงรู้สึกผิดกับเหตุการณ์ในครั้งนั้นอยู่เลย


ครั้งนี้ หนิงเยี่ยนฝานยกงานออกแบบการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ให้เป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลาน โดยที่หนิงเสวี่ยไม่คัดค้านสักคำเดียว


หนิงเสวี่ยเคยเห็นแผนงานงบประมาณ30ล้านแล้ว แน่นอนว่ามันแตกต่างจากแผนงานเดิมของหนิงเยี่ยนฝานอย่างสิ้นเชิง ‘สระว่ายน้ำไร้ขอบ’ ของโรงแรมเป็นความคิดที่แปลกใหม่ แม้คนอื่นจะเป็นผู้วาดแบบ แต่ความคิดนี้มาจากเซี่ยเสี่ยวหลานแต่เพียงผู้เดียว


“เซี่ยเสี่ยวหลาน ฉันขอโทษ เรื่องครั้งก่อนด้วย ฉันยังไม่ได้ขอโทษเธอเลย!”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกประหลาดใจกับคำขอโทษอย่างกะทันหันของหนิวเสวี่ย แต่เธอก็เรียกสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว


“ไม่เป็นไรหรอก เรื่องมันผ่านไปแล้ว”


เรื่องในอดีตไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้น ไม่ว่าตอนนั้นหนิงเสวี่ยจะวู่วามเพราะสาเหตุใด ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้รู้สึกโกรธสักนิด


หนิงเสวี่ยเป็นคนฉลาด มีหรือที่เธอจะไม่เข้าใจ


ครั้งก่อนที่เธอบุกเข้าห้องหนังสือของหนิงเยี่ยนฝานอาจจะเป็นการทำลายมิตรภาพของตนกับเซี่ยเสี่ยวหลานไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะเป็นก่อนหน้านั้น การที่แม่ของเธอพูดจาไม่ดีกับเซี่ยเสี่ยวหลาน อาจทำให้เธอเป็นเพื่อนกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้อีกต่อไป


หนิงเสวี่ยคิดถึงแม่ตัวเองที่ช่วงนี้เอาแต่ขลุกอยู่กับจี้หย่า จึงเตือนเซี่ยเสี่ยวหลานว่า


“สตูดิโอของน้าจี้เปิดกิจการที่หวังฝูจิ่งแล้วนะ”


หนิงเสวี่ยคงเตือนได้แค่นี้ เพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าจี้หย่าต้องการทำอะไรกันแน่ แต่จี้หย่าคงเกลียดเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าไส้แน่นอน เพราะจี้หย่าคงคิดว่าที่จี้เจียงหยวนตัดขาดกับครอบครัวเป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลาน!


“ขอบใจนะ ฉันเข้าใจแล้ว”


หนิงเสวี่ยเอาจดหมายเชิญมาให้พร้อมกับแจ้งข่าวร้าย


ถ้าปัญหาระหว่างเธอกับโจวเฉิงแก้ไขไม่ได้ เธอก็จะสูญเสียแรงสนับสนุนจากตระกูลโจว และหากต้องเผชิญหน้ากับจี้หย่าตามลำพัง เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่อาจเบาใจได้


ครอบครัวเธอเป็นปุถุชนธรรมดาจะไปปะทะกับตระกูลจี้ตรงๆได้หรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานกำจดหมายเชิญในมือแน่น ถึงสมองของผู้หญิงแบบจี้หย่าจะมีปัญหา แต่เมื่อดูจากการแต่งกายย่อมมองออกว่าเธอเป็นคนมีรสนิยม


นักออกแบบเสื้อผ้า?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ว่าจี้หย่าตั้งใจจะพัฒนาสินค้าของสตูดิโอส่วนตัวมาเป็นสินค้าสำเร็จรูปอย่างไร แต่ถ้าสมองของอีกฝ่ายใช้การได้ไม่ดีพอ คิดเพียงจะออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นรายบุคคลแล้วละก็ เซี่ยเสี่ยวหลานคงยินดีอ้าแขนรับอย่างยิ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็เป็นแค่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูงเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต้องรู้สึกกลัวแม้แต่น้อย!


มีเพียงธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเท่านั้นที่จะสามารถชนกับธุรกิจของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างจังได้


ดังนั้นไม่ว่าจี้หย่าจะเปิดสตูดิโอส่วนตัวหรือไม่ ล้วนไม่ส่งผลกระทบกับร้านเสื้อผ้าค้าปลีกอย่างหลานเฟิ่งหวง แต่ร้านที่จะได้รับผลกระทบคงเป็นร้านที่ต้องการสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองอย่างLunaน่ะสิ


เรื่องนี้คงยุ่งยากยิ่งขึ้น เพราะเงินทุนของร้านLunaเป็นของโจวเฉิง เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจของโจวเฉิงที่เธอช่วยดูแลแทนนั่นเอง...


เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังคิดถึงอีกหนึ่งปัญหาอยู่เช่นกัน ถ้าเธอไม่คบกับโจวเฉิงต่อ ก็คงดูแลกิจการของLunaไม่ได้อีกแล้ว


และหากเฉินซีเหลียงรู้เรื่องนี้คงร้อนใจมากอย่างแน่นอน!



ตอนที่ 885: สตูดิโอที่หวังฝูจิ่ง



ริมถนนหวังฝูจิ่ง สตูดิโอของจี้หย่าได้เปิดกิจการอย่างเงียบงัน


ตอนนี้จี้หย่ายังไม่มีแผนที่จะทำให้สตูดิโอแห่งนี้กลายเป็นร้านเสื้อผ้าที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเดินดูได้ ดังนั้นชั้นล่างของสตูดิโอจึงเป็นแค่สถานที่จัดแสดงเสื้อผ้า และตอนนี้มีเสื้อผ้าแขวนอยู่เพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น


พื้นสะอาดเอี่ยม การจัดแสงไฟแบบไม่คำนึงถึงต้นทุน สภาพแวดล้อมเหมาะสำหรับการเลือกซื้อที่ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน ที่นี่คือร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูงอย่างแท้จริง


แน่นอนว่าสถานที่เช่นนี้ในต่างประเทศไม่เรียกร้านตัดเย็บเสื้อผ้า แต่เรียกว่าร้านตัดเย็บชุดส่วนบุคคล เรียกว่าสตูดิโอแฟชั่น!


ลูกค้าที่เข้ามาในร้านครั้งแรกไม่ถึงกับรู้สึกทำตัวไม่ถูก พวกเขาแค่รู้สึกถึงความแปลกใหม่


ในสตูดิโอมีหญิงชาวต่างชาติเป็นผู้ช่วย คอยวัดขนาดตัวให้กับลูกค้า จดบันทึกตัวเลขสัดส่วนของร่างกายเอาไว้ แน่นอนว่าการมีชาวต่างชาติคอยให้บริการเช่นนี้ย่อมทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดา


“เหวินซิ่ว ที่นี่ไม่เลวเลยจริงๆ!”


เจินเหวินซิ่วพยายามโฆษณาสตูดิโอแห่งนี้อย่างเต็มที่ เธอได้ชวนเพื่อนมาอุดหนุนกิจการของจี้หย่า และมีคนให้เกียรติมาที่ร้านไม่น้อยเลยทีเดียว


เจินเหวินซิ่วไม่อาจซ่อนความดีใจเอาไว้ได้ “ร้านที่ฉันแนะนำให้พวกเธอต้องไม่พลาดอยู่แล้ว จี้หย่าเป็นถึงดีไซเนอร์ชื่อดังจากต่างประเทศ สิ่งที่เธอนำกลับมาที่จีนคือแฟชั่นระดับนานาชาติ พวกเสื้อผ้าภายในประเทศสู้ต่างชาติได้เสียที่ไหน เดินตามท้องถนนทุกคนใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกันหมด แต่เสื้อผ้าของร้านนี้มีแค่ตัวเดียวบนโลก!”


พูดแบบนี้ก็ไม่ผิด


นอกจากราคาที่แพงกว่า เสื้อผ้าจากสตูดิโอจี้หย่าไร้ที่ติจริงๆ


เสื้อผ้าที่ซื้อตามร้านทั่วไป ขนาดของชุดมักจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ในขณะที่เสื้อผ้าที่ซื้อจากร้านตัดเย็บโดยเฉพาะ เวลาใส่แล้วพอดีตัวไปหมด


เพราะเสื้อผ้าแต่ละชุดล้วนตัดเย็บตามสัดส่วนของแต่ละคนนั่นเอง!


เนื้อผ้าของชุดก็ดีมากเช่นกัน ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าที่ผ่านมือแรงงานหญิงในโรงงานมานักต่อนัก รอยเย็บเรียงสวยเป็นระเบียบ เสื้อผ้าทุกชุดต้องใช้เวลารอหลายวันกว่าจะเสร็จ ‘ความชั้นสูง’ ที่ไม่เหมือนใครนี้ ไม่อาจสัมผัสได้จากที่อื่นเลยจริงๆ


บางคนแค่เข้ามาก็รู้สึกชอบสตูดิโอของจี้หย่าเป็นอย่างมาก


แต่บางคนหลังถูกลากมาเสียเงินที่นี่ครั้งละหลายร้อยหยวนก็รู้สึกว่าร้านนี้หรูหราเกินไป และคงไม่กลับมาอีก


ลูกค้าที่ถูกใจร้านนี้คือคนที่คุยกับเจินเหวินซิ่วกับจี้หย่าถูกคอ เจินเหวินซิ่วนั้นเป็นคนพูดเก่ง ต่างจากจี้หย่าที่พูดน้อย แต่ทุกครั้งที่พูดลูกค้าทุกคนล้วนพึงพอใจยิ่งนัก


เพราะจี้หย่ามีบุคลิกภาพของความเป็นดีไซเนอร์อย่างชัดเจน


และเพราะเธอใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมานานหลายปี สิ่งที่จี้หย่าเข้าใจย่อมแตกต่างจากคนที่อยู่แต่ในประเทศจีน


อีกทั้งจี้หย่าก็แต่งตัวสวยมาก


ผู้คนชอบพูดว่าคนอ้วนถือว่ามีบุญ อยู่ในประเทศเช่นนี้อยากอ้วนก็ยังยาก โดยทั่วไปผู้คนในแผ่นดินใหญ่จึงมักมีรูปร่างผอม บางคนต่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นแล้ว แต่ความหิวโหยที่เคยได้รับ กลับทำให้ร่างกายคุ้นชินจนทำอย่างไรก็ไม่อ้วนขึ้นเลย


ทว่าพอเห็นจี้หย่าทุกคนก็เข้าใจทันทีว่ารูปร่างผอมก็สามารถดูดีได้เหมือนกัน


เสื้อผ้าแบบเดียวกันเวลาอยู่บนตัวจี้หย่าแล้วดูนำสมัย แต่ถ้าให้คนที่รูปร่างค่อนข้างอวบใส่กลับดูเชยเหลือเกิน


พวกเขาล้อมวงคุยกับเจินเหวินซิ่ว ขณะเดียวกันจี้หย่าก็เดินลงมาชั้นล่างพอดี


“นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักนิด เสื้อผ้าต้องเข้าชุดกับรองเท้าและกระเป๋า ถ้าทำผมและแต่งหน้าอีกสักหน่อย พวกเธอทุกคนคงสวยกว่าฉันแน่นอน”


แม้จะรู้ว่าจี้หย่าแค่พูดตามมารยาท แต่เหล่าหญิงวัยกลางคนทั้งหลายก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้


จี้หย่าไม่ใช่คนขี้ประจบ ดังนั้นคำพูดที่ออกจากปากเธอไม่มีทางที่จะเป็นเรื่องโกหก เมื่อถูกคนชมเชยทุกคนย่อมรู้สึกดีใจ


เจินเหวินซิ่วสนิทกับจี้หย่ามากที่สุดถึงเอ่ยถามออกไป “เธอจะออกไปข้างนอกหรือ”


จี้หย่าอยากได้ลูกค้าที่มีฐานะทางสังคมมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้าน เป็นเหตุให้เธอชวนเพื่อนมาที่นี่ แล้วทำไมจี้หย่าถึงเตรียมออกไปข้างนอกกันเล่า?


“จอร์จกับฉันต้องไปรับคนที่สนามบินน่ะ ฉันคงต้องขอตัวก่อนสักพัก เหวินซิ่ว เธอช่วยฉันดูแลทุกคนทีนะ”


ไปรับคนที่สนามบินอย่างนั้นรึ?


เจินเหวินซิ่วหันไปมองข้างนอกร้าน หน้าร้านมีรถจอดอยู่คันหนึ่ง จอร์จมารับจี้หย่าแล้ว ชายชาวต่างชาติผู้อัธยาศัยดีไม่เพียงจูบแก้มจี้หย่า ทั้งยังช่วยเปิดประตูให้เธอขึ้นรถและรับกระเป๋าใบเล็กจากมือเธอมาถือไว้อีกด้วย ท่าทางทะนุถนอมราวกับกลัวว่ากระเป๋าใบเล็กจะทำให้จี้หย่ารู้สึกหนัก


เจินเหวินซิ่วอดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้


สหายชายชาวจีน ไม่มีทางปฏิบัติตัวเช่นนี้กับแฟนสาว


ผู้หญิงอยู่ในบ้านไม่ว่าจะเก่งกาจแค่ไหน แต่เมื่ออยู่นอกบ้านก็ต้องให้เกียรติผู้ชาย ทว่าชายชาวต่างชาติไม่กลัวขายหน้า และเรียกการกระทำเช่นนี้ว่า ‘ความเป็นสุภาพบุรุษ’


เพื่อนที่เจินเหวินซิ่วพามาที่ร้านเองก็มองอยู่เช่นกัน


ผู้หญิงคนหนึ่งถอนสายตากลับมาพลางยกถ้วยชาที่วางอยู่ข้างมือขึ้นมาถือไว้


“ชะตากรรมของผู้หญิงเราไม่แน่นอนเลยจริงๆ เดิมทีนึกว่าจี้หย่าหย่ากับอดีตสามีแล้วคงรู้สึกเสียใจภายหลัง แต่สุดท้ายเธอก็หาแฟนหนุ่มที่ดีได้อีกคน”


“ตอนนี้สามีเก่าของเธอเป็นนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิงใช่ไหม”


ได้เป็นคุณนายนายกเทศมนตรีกับได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ แบบไหนจะดีกว่ากันนะ?


ปากบอกว่าอิจฉา แต่ความจริงในใจมีคำตอบอยู่แล้วว่า เป็นคุณนายนายกเทศมนตรีย่อมดีกว่าน่ะสิ


“...เหมือนเธอจะยังไม่ได้แต่งงานกับชาวต่างชาติคนนั้นนะ”


ถึงจะแต่งงานกับชาวต่างชาติแล้วก็ไม่เห็นดีตรงไหน สุดท้ายก็ต้องออกจากบ้านมาค้าขาย สตูดิโอแห่งนี้ไม่เลวก็จริง แต่ดีไซเนอร์เสื้อผ้าแบบจี้หย่า ก็เป็นแค่ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าที่เคยใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศไม่ใช่หรือ


ช่างตัดเย็บคือคนที่ต้องทำเสื้อผ้าให้คนอื่นใส่


แต่คนที่เป็นภรรยาของนายกเทศมนตรีคงตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนอื่นใส่ไม่ได้อย่างแน่นอน!


เจินเหวินซิ่วฟังแล้วรู้สึกไม่ชอบใจนัก เธออดไม่ได้ที่จะช่วยพูดแทนจี้หย่า “คู่ครองของจี้หย่าคนปัจจุบันขอเธอแต่งงานตั้งนานแล้ว แต่เป็นจี้หย่าที่ยังไม่ตอบตกลง เธอต้องการสร้างธุรกิจที่ประเทศจีนเสียก่อน จอร์จเองก็ไม่ใช่ชาวต่างชาติธรรมดาทั่วไป หน้าที่การงานของเขาไปได้สวยในต่างประเทศ มีทรัพย์สินหลักร้อยล้านดอลลาร์เชียวนะ!”


จอร์จด้อยกว่าทังหงเอินตรงไหน?


เจินเหวินซิ่วพยายามพูดให้จอร์จดูดีขึ้น ด้วยการบอกว่าทรัพย์สินของตระกูลจอร์จเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเขาแต่เพียงผู้เดียว


แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าถามรายละเอียด เพราะทุกคนในที่แห่งนี้ยังคงตกใจกับจำนวนเงินหลักร้อยล้านดอลลาร์กันทั้งสิ้น


เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนมีแค่ไม่กี่พันล้านดอลลาร์เท่านั้น พวกเธอคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าผู้ชายที่จี้หย่าคบหาอยู่จะมีเงินมากถึงหลักร้อยล้านดอลลาร์ แม้พวกเธอจะมีเงินมาซื้อเสื้อผ้าที่สตูดิโอ แต่ก็ไม่มีใครทำธุรกิจเลยสักคน


เงินเดือนสูงแค่ไหน หากพูดถึงเรื่องเงินก็เทียบกับนักธุรกิจไม่ได้อยู่ดี


เงินหลักร้อยล้านดอลลาร์คงไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจธรรมดา แต่เป็นนายทุนจากอเมริกาต่างหาก!


จี้หย่าหานายทุนต่างชาติมาเป็นคู่ครอง ทุกคนอธิบายไม่ถูกว่าควรรู้สึกอย่างไร


นี่ก็ปี1985แล้ว โชคดีที่การปฏิรูปเศรษฐกิจเริ่มต้นมาแล้วหลายปี มิเช่นนั้นพวกเธอคงนั่งอยู่ที่นี่อย่างไม่สบายใจสักเท่าไร


———————————————


จี้หย่าไม่รู้เลยว่าการที่จอร์จมารับเธอเช่นนี้จะสร้างความฮือฮาได้มากแค่ไหน


แต่ถึงรู้เธอก็ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย


ก็เหมือนที่เธอไม่สนใจลูกค้าที่เจินเหวินซิ่วพามา แต่ละคนล้วนแต่งตัวเชยสิ้นดี ถ้าไม่ใช่เพราะธุรกิจ มีหรือที่เธอจะยอมต้อนรับผู้หญิงวัยกลางคนแต่งตัวเชยๆพวกนั้น มีเงินมาจ่ายแล้วอย่างไรเล่า สตูดิโอของเธอเพิ่งเปิดได้ไม่นานยังคงขาดทุนชั่วคราว เงินที่คนพวกนี้ซื้อเสื้อผ้าจากร้านไปยังไม่ถึงเงินเดือนของพนักงานต่างชาติสองคนที่เธอจ้างมาด้วยซ้ำ!


จอร์จพาจี้หย่ามาสนามบินเพื่อรับคนคนหนึ่ง แน่นอนว่าจอร์จสามารถเกลี้ยกล่อมครอบครัวของเขาให้มาร่วมลงทุนที่จีนได้แล้ว ดังนั้นทางครอบครัวของจอร์จจึงส่งคนจากอเมริกามาวันนี้


“คุณอาแฮร์รอดส์ต้องชอบคุณมากแน่ๆ”


จอร์จจับมือจี้หย่าแน่น นี่คือนางฟ้าชาวเอเชียของเขา


จี้หย่าไม่ได้แค่สวยสง่าทว่าเธอยังมีความสามารถอีกด้วย แม้แต่ปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ของเธอก็ยังเหมือนรูปปั้นวีนัสเดอไมโล ซึ่งมันทำให้จี้หย่ามีความย้อนแย้งอันทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจ


ความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติของชาวอเมริกานั้นค่อนข้างห่างเหิน และจอร์จก็เป็นแค่คนที่รับเงินปันผลจากกองทุนเท่านั้น แม้เขาจะคบหากับจี้หย่าที่อเมริกา ทว่าจี้หย่าไม่เคยเจอคนในครอบครัวของจอร์จเลยสักครั้ง คนอื่นยังไม่เท่าไร แต่แฮร์รอดส์คือคนที่ดูแลกิจการของตระกูลทั้งหมด ดังนั้นจอร์จจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจี้หย่าจะได้รับการยอมรับจากแฮร์รอดส์


เครื่องบินลำหนึ่งค่อยๆเคลื่อนตัวลงจอด มหาเศรษฐีร้อยล้านดอลลาร์ก้าวออกจากสนามบิน เมื่อเห็นดังนั้นแววตาของจี้หย่าก็เป็นประกายขึ้นมาทันที



ตอนที่ 886: มหาเศรษฐีร้อยล้านผู้ลึกลับ



หลังจากเครื่องบินลงจอด ประตูห้องโดยสารก็เปิดออกอย่างช้าๆ


ผู้โดยสารที่ลงมาเครื่องบินมีทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ เพราะเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศนั่นเอง


จอร์จเห็นชายชราชาวต่างชาติคนหนึ่งก็โบกมือทักทาย วันนี้อากาศร้อนมาก แต่ชายชราคนนั้นยังสวมเสื้อผูกไท ท่าทางดูเจ้าระเบียบยิ่งนัก


“ไฮ ผมอยู่นี่!”


อีกฝ่ายเห็นจอร์จแล้ว ชายชาวต่างชาติในชุดสูทหลายคนเดินตรงมาหาเขาทันที


แม้จี้หย่าจะทั้งเสแสร้งและเย่อหยิ่ง แต่เธอเป็นเช่นนั้นเฉพาะกับชาวจีนด้วยกันเท่านั้น เมื่อเจอกับเศรษฐีระดับร้อยล้านชาวอเมริกา จี้หย่าจำเป็นต้องเก็บความหยิ่งผยองของตนเอาไว้


“คุณอาแฮร์รอดส์ ยินดีต้อนรับสู่ประเทศจีนค่ะ!”


ชายชราหันมองเธอด้วยสีหน้าแปลกประหลาด


“ที่รัก นี่คืออัลเลน พ่อบ้านของอาแฮร์รอดส์ อัลเลนเคยดูแลผมเมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก”


อัลเลนดูมีมาดยิ่งนัก เป็นเหตุให้จี้หย่าทำเรื่องขายหน้าด้วยการเห็นพ่อบ้านเป็นคุณอาของจอร์จ


ทว่านอกจากอัลเลนที่มีมาดของมหาเศรษฐีแล้ว จี้หย่ากวาดตามองผู้ชายในชุดสูททั้งหลาย ไม่มีใครดูเหมือนจะคุณอาแฮร์รอดส์เลยสักคน


จอร์จเองก็ชะเง้อคอมองเช่นกัน อัลเลนจึงพูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงบริติชโดยบอกว่า


“คุณแฮร์รอดส์นั่งเที่ยวบินก่อนหน้านี้ครับ ท่านมาถึงประเทศจีนอย่างราบรื่นตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว จอร์จ คุณคงทราบดีว่าท่านชอบทำงานเช่นนี้”


จอร์จเองก็รู้สึกกระดากอายยิ่งนัก คุณอาแฮร์รอดส์ไม่เคยเชื่อการตัดสินใจของใคร จอร์จบอกว่าจี้หย่าว่าสามารถเกลี้ยกล่อมแฮร์รอดส์มาลงทุนที่จีนได้แล้ว แต่แฮร์รอดส์กลับไม่ทำตามสิ่งที่จอร์จคิด เพราะเขาคงอยากมาสำรวจประเทศจีนด้วยตัวเอง


คนประเภทนี้คือคนที่เอาชนะทุกคนจนในที่สุดก็ได้สืบทอดกิจการของตระกูล จอร์จย่อมรู้สึกไม่พอใจ


เขาอุตส่าห์ไปรับจี้หย่ามาที่สนามบินเพื่อมารับแฮร์รอดส์ ทว่ากลับไม่เจอเป้าหมาย จอร์จอดที่จะรู้สึกขายหน้าไม่ได้


ระหว่างเดินทางกลับ คำพูดของจี้หย่าแฝงไปด้วยความนัย


“อาของคุณคนนี้เหมือนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง”


คนมีความคิดเป็นของตัวเองนั้นล่อหลอกยาก และไม่เชื่อฟังคำพูดของใครง่ายๆ ไม่มีทางที่เธอกับจอร์จพูดอะไรแล้วอีกฝ่ายจะยอมทำตามทุกอย่าง แน่นอนว่าเป็นเช่นนี้ดูเหมาะสมกับความเป็นมหาเศรษฐียิ่งนัก ถ้าเป็นชายแก่ๆหัวอ่อนจะสามารถดูแลบริษัทของตระกูลจอร์จได้อย่างไร!


จอร์จพึมพำเบาๆ “หากตามติดอัลเลนคงได้เจอคุณอาแฮร์รอดส์...”


เขาไม่รู้ตัวเลยว่าคำพูดของตนฟังดูไม่น่าพอใจมากแค่ไหน อยากเจออาแท้ๆของตัวเอง แต่กลับต้องพึ่งพ่อบ้านคนหนึ่งให้ช่วยนำทาง


จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่า จอร์จกับอาของเขาไม่ได้สนิทกันมากนัก จี้หย่าก้มหน้าครุ่นคิด ในรถเงียบสนิท พวกอัลเลนย่อมไม่ได้นั่งรถแท็กซี่ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางมาประเทศจีนได้จองโรงแรมเกรทวอลล์เพื่อพักระยะยาวเอาไว้แล้ว และทางโรงแรมได้ส่งรถมารับโดยเฉพาะ


โรงแรมเกรทวอลล์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี1984 จากการร่วมลงทุนระหว่างประเทศจีนและบริษัทข้ามชาติ พวกเขาลงทุนไปกับโครงการนี้ทั้งหมด75ล้านหยวน ปัจจุบันคือโรงแรมห้าดาวที่หรูหราที่สุดในประเทศจีน


หากเอาโรงแรมหนานไห่มาเปรียบเทียบกับโรงแรมแห่งนี้ ยังห่างชั้นกันอีกมาก


โรงแรมหนานไห่มีจำนวนห้องพักสามร้อยกว่าห้อง ในขณะที่โรงแรมเกรทวอลล์มีห้องพักหลักพันห้อง ราคาห้องพักก็สูงกว่าโรงแรมหนานไห่ถึงสามเท่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด


ทว่าหลังจี้หย่ากับจอร์จเดินทางจากสนามบินมายังโรงแรมเกรทวอลล์ ก็ยังไม่เจอกับคุณอาแฮร์รอดส์อยู่ดี


ในห้องพักไม่มีใครสักคน แฮร์รอดส์ที่มาถึงก่อนล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อวาน หลังทำเรื่องเปิดห้องแล้วเขาไม่ได้ค้างคืนที่นี่!


เจ้าหน้าที่ของโรงแรมจะพูดอะไรได้อีก


นายทุนต่างชาติเป็นคนรวยที่เอาแต่ใจ ทันทีที่เขาจ่ายเงินค่าห้องแล้วก็พาผู้ช่วยออกไปที่อื่น


อัลเลนยิ้มเจื่อนให้จอร์จ


“นี่ก็คือคุณแฮร์รอดส์ ไม่มีใครอ่านความคิดของท่านออกได้ ไว้ท่านอยากปรากฏตัวก็คงโผล่มาเองครับ!”


จอร์จไม่อาจรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป


แต่หายากที่จี้หย่ายังไม่ระเบิดอารมณ์เช่นนี้ “จอร์จ พวกเราเชื่อฟังพ่อบ้านอัลเลนเถอะค่ะ อย่าเพิ่งรบกวนคุณอาแฮร์รอดส์เลย ไว้เขาเสร็จธุระแล้ว พวกเราค่อยเป็นไกด์พาเขาไปเที่ยวรอบปักกิ่งก็ไม่เสียหาย ถึงประเทศจีนจะไม่เจริญเท่าอเมริกาแต่ที่นี่ก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน อยู่ที่ปักกิ่งสามารถเข้าชมพระราชวังต้องห้ามได้ หรือจะไปกำแพงเมืองจีนก็ได้นะคะ”


กำแพงเมืองจีนเป็นสถานที่ขึ้นชื่อของประเทศจีน มิเช่นนั้นโรงแรมร่วมทุนแห่งนี้คงไม่ใช่ชื่อนี้


พ่อบ้านอัลเลนปรายตามองจี้หย่าเล็กน้อย


เวลาจี้หย่าไม่คลุ้มคลั่ง ภาพลักษณ์ที่เธอแสดงออกมาช่างน่าหลงใหล รสนิยมและความสง่างามของเธอไม่เข้ากับประเทศจีนที่มีสภาพเศรษฐกิจล้าหลังเช่นนี้เอาเสียเลย จี้หย่ามีทั้งเสน่ห์แบบฉบับหญิงชาวเอเชีย แต่ก็มีความสมัยใหม่แบบคนเมืองใหญ่อย่างอเมริกา จุดนี้ทำให้พ่อบ้านอัลเลนรู้สึกว่าจี้หย่าเป็นคนคุยด้วยได้! มีแต่สวรรค์ที่รู้ว่า ตอนอัลเลนเห็นชาวจีนเข็นจักรยานมาตลอดทาง เขารู้สึกผิดหวังกับการเดินทางมาที่ประเทศจีนครั้งนี้มากแค่ไหน เขาไม่สนใจอยากคุยกับคนจีนเลยสักนิด ทว่ากับจี้หย่านั้นต่างออกไป มิน่าคนเจ้าชู้อย่างจอร์จถึงได้หลงใหลในตัวเธอมากขนาดนี้


ความเจ้าชู้ไม่ได้เป็นคุณสมบัติพิเศษของตระกูลจอร์จ แต่ถึงอย่างไรคนรวยทุกคนล้วนมักมีปัญหาคล้ายๆกัน


พอมีเงินก็จะมีโอกาสเจอสิ่งเย้ายวนและมีทางเลือกมากกว่าคนอื่น!


“คุณผู้หญิง ผมขอบคุณแทนคุณแฮร์รอดส์ด้วยครับ คุณจะได้พบท่านอย่างแน่นอน!”


จี้หย่ากับจอร์จไม่ได้พบคนที่อยากเจอ เพราะฉะนั้นคงอยู่ที่โรงแรมเกรทวอลล์ต่อไม่ได้


ระหว่างทาง จอร์จพยายามกู้หน้าตัวเองกลับคืนมาด้วยการยืนยันว่า ความจริงเขากับแฮร์รอดสสนิทกัน “เจียงหยวนกับอาแฮร์รอดส์จะต้องคุยกันถูกคอแน่ๆ ผมจำได้ว่าเจียงหยวนเคยได้แชมป์การแข่งขัน IPSC ระดับภูมิภาคใช่ไหม อาแฮร์รอดส์เองก็ชอบยิงปืนเหมือนกัน!”


จอร์จเองยังคงหาโอกาสเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองแม่ลูกให้กลับมาดีดังเดิม


แน่นอนว่าตอนนี้คือโอกาสที่ดี


จี้หย่าอยากให้แฮร์รอดส์ลงทุนที่เผิงเฉิง ถ้าจะเอาใจใครก็ควรพุ่งเป้าไปยังสิ่งที่คนคนนั้นชอบมิใช่หรือ?


การตัดขาดกับจี้เจียงหยวนไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนัก ไม่แน่ว่าช่วงที่จี้เจียงหยวนไม่ได้กลับบ้าน ทังหงเอินอาจจะครอบงำเขาไปแล้ว!


จี้หย่ามีสีหน้าบูดบึ้ง


เธอไม่เคยอยากตัดขาดกับลูกชายแม้แต่น้อย ลูกชายที่เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ทำไมต้องปล่อยให้ทังหงเอินมาเอาเปรียบด้วยเล่า


เธอแค่อยากให้จี้เจียงหยวนเจอกับความลำบากเสียบ้าง แต่จี้เจียงหยวนกลับเซ็น ‘รายการค่าเลี้ยงดู’ แผ่นนั้นอย่างไม่ลังเล ทำเอาจี้หย่าหาทางลงไม่เจอ และจี้เจียงหยวนก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด เขาไม่ได้กลับบ้านเช่นนี้คงเพราะมีเงินสินะ ทำไมถึงมีเงินน่ะหรือ ก็คงเป็นเพราะทังหงเอินคอยใช้ความช่วยเหลือน่ะสิ!


จี้หย่าคิดแล้วก็กัดฟันกรอด


“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะให้ลุงของเขาไปคุยดู ตราบใดที่เขายังไม่คืนค่าเลี้ยงดูให้ฉัน ก็ถือว่าเขายังติดหนี้ฉันอยู่ ฉันจ่ายเงินค่าเล่าเรียนให้เขาตั้งมากมายขนาดนั้น ตอนนี้ฉันต้องการเขาแล้ว เขาก็ต้องช่วยฉัน!”


เรียนขี่ม้า ฟันดาบ และยิงปืน


ของพวกนี้เรียนไว้เพื่อเตรียมตัวเข้าสังคมชั้นสูงของอเมริกาทั้งสิ้น


ตอนนี้มหาเศรษฐีจากอเมริกาตัวจริงเสียงจริงเดินทางมาที่จีนแล้ว โอกาสที่ดีกำลังลอยอยู่ตรงหน้า จี้หย่าคิดว่าสิ่งที่เธอเคยมอบให้จี้เจียงหยวน ในที่สุดก็มีโอกาสได้ใช้งานเสียที ส่วนเรื่องที่คุณอาของจอร์จแก่ปูนนี้แล้วทำไมยังชอบการยิงปืนนั้น จี้หย่าไม่ได้ติดใจอะไรสักนิดเดียว


ชาวต่างชาติหลายคนไม่คิดว่าตัวเองแก่ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งชอบออกกำลังกาย แถมยังชอบคบกับเด็กสาวเพื่อพิสูจน์ว่าพละกำลังของตนยังดีอยู่อีกด้วย!


จอร์จหอมแก้มจี้หย่า


“ที่รัก คุยกับเจียงหยวนดีๆนะ สาขาที่เขาเรียนอยู่ตอนนี้ ในอนาคตหากทำงานที่จีนมันจะสูญเปล่า แต่ถ้าสร้างความประทับใจให้อาแฮร์รอดส์ได้ละก็ ต่อให้ไม่ไปทำงานที่บริษัทของพวกเรา อย่างน้อยจดหมายแนะนำจากอาแฮร์รอดส์ก็มีอำนาจอยู่มาก เจียงหยวนคงได้ไปทำงานในบริษัทที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน!”


ถ้าจี้เจียงหยวนกลับอเมริกา จี้หย่าคงไม่ถูกขังอยู่ในประเทศจีนเช่นนี้


และจอร์จก็คงไม่ต้องอุดอู้อยู่ที่จีนอีกต่อไป


ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันนี้ จอร์จเข้าใจเป็นอย่างดี


จี้หย่าพยักหน้า “ฉันจะให้ลุงของเขาลองไปคุยกับเขาดู ครั้งนี้เขาจะต้องมาเป็นไกด์นำเที่ยวให้แฮร์รอดส์ อีกไม่นานหัวชิงก็จะปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว เขามีเวลาตลอดช่วงปิดเทอมในการทำงานนี้ให้สำเร็จ!”



ตอนที่ 887: งานพิเศษค่าจ้าง100ดอลลาร์



จี้หย่าทำอะไรรวดเร็ว ในเมื่อเธอกับจอร์จยังไม่ได้เจอแฮร์รอดส์ จี้หย่าจึงตัดสินใจกลับมาที่บ้านตระกูลจี้


มหาเศรษฐีระดับร้อยล้านจากอเมริกา ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ได้รับความสำคัญ


แม้จี้หลินจะรู้สึกผิดหวังในตัวจี้เจียงหยวน แต่ถึงอย่างไรจี้เจียงหยวนก็เป็นหลานที่เขารักและฟูมฟักมานานหลายปี เขาย่อมคิดถึงผลประโยชน์ของหลานชาย อีกทั้งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของตระกูลจี้ สาเหตุที่จี้หย่ากับจอร์จต้องการเอาใจคุณแฮร์รอดส์ เพราะอีกฝ่ายคือนักลงทุนชาวต่างชาติ ต่อให้ทางรัฐส่งคนมาเป็นคนนำเที่ยวก็นับว่าสมเหตุสมผล


ไม่จำเป็นต้องลงทุนที่เผิงเฉิงเสมอไป!


กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้รับผิดชอบแค่การติดต่อกับต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอีกด้วย ดังนั้นจี้หลินย่อมไม่มีทางปฏิเสธงานนี้


แน่นอนว่าขณะต้อนรับแขกชาวต่างชาติ ถ้าสามารถดึงเงินลงทุนเข้ามาได้ก็ถือเป็นผลงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงไหน หากคว้าเงินตราต่างประเทศได้ ก็ควรค่าแก่การได้รับคำชม!


มหาเศรษฐีผู้นี้ฟังดูแล้วเหมือนจะรับมือไม่ง่ายเลยสักนิด การต้อนรับแบบทั่วไปอีกฝ่ายคงไม่ชอบอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นจี้หย่ากับจอร์จคงไม่ไปสนามบินเสียเที่ยวเช่นนี้


จี้เจียงหยวนยังหนุ่มและสดใส ทั้งยังไม่ได้ทำงานให้กับทางรัฐ ไม่แน่แฮร์รอดส์อาจจะลดความระวังตัวลงก็เป็นได้


“ครั้งนี้เธอคิดถูกแล้วละ ถ้าเธอมีสติดีอย่างนี้ได้ตลอด ฉันคงไม่ต้องกลุ้มใจจนหงอกขึ้นหัวแบบนี้!”


ในสายตาของจี้หลิน จี้หย่าน้องสาวเขาเคยเป็นคนฉลาดหลักแหลม เมื่อตอนยังเด็กจี้หย่าเป็นเด็กหัวไว เรียนอะไรก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว กอปรกับเพราะเธอเกิดในตระกูลจี้ จี้หย่าจึงได้รับการศึกษาที่ดี สมัยจี้หย่ายังสาวเรียกได้ว่าเป็นดั่งไข่มุกเลอค่าของตระกูลจี้เลยก็ว่าได้


ไข่มุกเม็ดนี้ทำไมถึงได้กลายเป็นคนยึดติดและแปรปรวนง่ายแบบนี้กันนะ ช่วงที่ผ่านมาก็เอาแต่ทำเรื่องโง่เขลา จี้หลินคิดว่าเรื่องทั้งหมดมีสาเหตุมาจากทังหงเอิน และทังหงเอินคือคนที่ต้องรับผิดชอบมากที่สุด!


นานๆ จี้หย่าจะกลับมามีสติเช่นนี้ จี้หลินย่อมรู้สึกดีใจมาก แม้เขาจะบ่นจี้หย่าที่ทำตัวไม่ดี แต่สุดท้ายคนเป็นพี่ชายก็อดเป็นห่วงน้องสาวไม่ได้ “ความสัมพันธ์แม่ลูกตึงเครียดกันเสียขนาดนั้น เจียงหยวนเองก็ยังเด็ก เธอจะไปถือสาเขาทำไม ฉวยโอกาสเรื่องคุณแฮร์รอดส์คืนดีกับเขาเสีย อย่าทำตัวมีทิฐิ เจียงหยวนไม่ใช่เด็กไม่กี่ขวบปีอีกแล้ว เธอควรคุยกับเขาดีๆ!”


จี้เจียงหยวนทะเลาะกับจี้หย่าเพราะอะไร คนตระกูลจี้ไม่รู้เลยแม้แต่น้อย


จี้หลินพูดตั้งมากมาย จี้หย่ากลับไม่มีการตอบรับแต่อย่างใด


เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะจี้เจียงหยวนแอบฟังเธอคุยกับจอร์จ และได้ยินจี้หย่าบอกจะ ‘สั่งสอน’ เซี่ยเสี่ยวหลาน ด้วยเหตุนี้จี้เจียงหยวนถึงได้โกรธจัดจนหนีออกจากบ้านนั่นเอง


ถ้าจี้หลินรู้ว่าเธอย้ายสตูดิโอกลับมาที่จีน รวมถึงรู้ว่าเธอคิดจะสู้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน จี้หลินคงบอกว่าเธอไม่คิดถึงส่วนรวมอีกเป็นแน่ จี้หย่าจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบไม่พูดเกี่ยวกับสาเหตุที่ตนทะเลาะกับลูกชาย ทั้งยังโยนความผิดไปให้คนอื่นอีกด้วย


“พี่ใหญ่ ต้องเป็นทังหงเอินที่คอยให้เงินเจียงหยวนแน่ๆ เขาถึงทนอยู่ที่มหาวิทยาลัยได้นานขนาดนี้! ทังหงเอินคิดจะแทรกเข้ามาเกลี้ยกล่อมให้เจียงหยวนไปอยู่ข้างเดียวกับเขา ฉันไม่มีวันปล่อยให้เขาทำสำเร็จหรอก”


จี้หลินแค่นหัวเราะ “แทรกเข้ามาอย่างนั้นหรือ นั่นเป็นเพราะเธอเปิดโอกาสให้ทังหงเอินต่างหาก เรื่องในอดีตอย่าพูดถึงอีกเลย ฉันจะไปลองคุยกับเจียงหยวนที่หัวชิงดู”


ทางที่ดีที่สุดคือสองแม่ลูกควรคลายความบาดหมางกัน


ต่อให้หลานชายเขาจะยังคงโกรธอยู่ แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่มีโทษต่อเจียงหยวน ดังนั้นจี้หลินจึงมั่นใจว่าจะสามารถโน้มน้าวหลานชายได้ แต่ดูเหมือนว่าจี้หลินจะโลกสวยเกินไป เพราะหลังจากที่เขาไปหาจี้เจียงหยวนที่หัวชิงเพื่อบอกเรื่องนี้ จี้เจียงหยวนไม่แม้แต่จะปฏิเสธแถมยังรับปากอย่างรวดเร็วอีกด้วย


“เพื่อนเที่ยวหรือครับ? ได้อยู่แล้ว! แต่ที่อเมริกางานแบบนี้ต้องคิดค่าแรงนะครับ ตอนนี้มาตรฐานค่าแรงของผมคือวันละ100ดอลลาร์ ทว่าตอนนี้ยังไม่ปิดเทอมฤดูร้อน ผมว่างแค่ช่วงเสาร์อาทิตย์เท่านั้น ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมคุณลุงสามารถนัดเวลาล่วงหน้าได้ครับ”


จี้หลินพูดไม่ออก


วันละ100ดอลลาร์?


นี่มันมาตรฐานค่าแรงอะไรกัน!


เขาขอให้จี้เจียงหยวนช่วยต้อนรับแฮร์รอดส์เพราะหวังดีกับจี้เจียงหยวนแท้ๆ ทำไมเด็กคนนี้ถึงไม่รับน้ำใจไว้ แถมเดี๋ยวนี้ยังคิดค่าแรงกับคนในครอบครัวอีกด้วย!


จี้หลินปวดใจยิ่งนัก แต่จี้เจียงหยวนกลับพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย


“ลุงครับ แม่ให้รายการค่าเลี้ยงดูกับผม แถมตอนนี้ผมต้องสละเวลาของตัวเองไปเป็นเพื่อนเที่ยวให้คนอื่น การที่ผมขอค่าแรงนั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้วครับ ลุงก็รู้ว่าผมติดหนี้หลายหมื่นดอลลาร์ ดังนั้นต้องใช้ทุกโอกาสเพื่อหาเงิน”


คำพูดของจี้เจียงหยวนทำให้จี้หลินรู้สึกปวดใจอีกครั้ง


อยู่ดีๆ จี้หย่าก็เอาใบค่าเลี้ยงดูให้ลูกทำไมกัน เด็กคนนี้ถูกจี้หย่าบีบจนใกล้จะไม่นับญาติกันแล้ว!


ความจริงจุดนี้คือสิ่งที่จี้หลินเข้าใจผิดไป เขาเข้าใจว่าจี้หย่าเขียนรายการค่าเลี้ยงดูให้จี้เจียงหยวน และจี้เจียงหยวนก็ยอมรับมันอย่างจำยอม ทั้งที่ความจริงแล้วจี้เจียงหยวนนั้นใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามาตั้งแต่ยังเด็ก ทัศนคติต่างๆล้วนถูกโลกตะวันตกบ่มเพาะมานานหลายปี การที่จี้หย่ากับจี้เจียงหยวนคิดบัญชีค่าใช้จ่ายอย่างละเอียดเช่นนี้ จี้เจียงหยวนอยากขอค่าแรงนับว่าเป็นเรื่องธรรมดา


จี้หลินอับจนหนทาง และทำได้เพียงกลับไปปรึกษากับจี้หย่า


ค่าแรง100ดอลลาร์ต่อวัน จี้หลินคงไม่มีปัญญาจ่ายแน่นอน


ไม่รู้ว่าคุณแฮร์รอดส์จะอยู่ที่จีนนานแค่ไหน


ถ้าเป็นอย่างที่จี้หย่าบอกจริงว่าแฮร์รอดส์คงอยู่ตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แสดงว่าเขาต้องจ่ายค่าแรงให้จี้เจียงหยวนหลายพันดอลลาร์!


หากเอาเงินจำนวนนี้ไปแลกในตลาดมืดคงได้หลายหมื่นหยวน จี้หลินมีเงินมากขนาดนั้นเสียที่ไหนกันเล่า


จะให้เบิกค่าใช้จ่ายจากหน่วยงานก็คงเป็นไปไม่ได้ จี้เจียงหยวนเป็นหลานชายเขา ช่วยงานกระทรวงแล้วจะเรียกเก็บค่าแรงสูงขนาดนั้นได้อย่างไร ค่าจ้าง100ดอลลาร์ต่อวันนั้นแพงเกินไป ต่อให้เปลี่ยนเป็นวันละ10ดอลลาร์ หนุ่มสาวในกระทรวงการต่างประเทศก็คงแย่งงานนี้กันอย่างดุเดือดอย่างแน่นอน


น่าเสียดายที่หนุ่มสาวของกระทรวงการต่างประเทศ เขียนบทความได้ เต้นลีลาศเป็น แต่ไม่มีใครเหมือนจี้เจียงหยวนที่มีความสามารถด้านการขี่ม้าและฟันดาบ แถมจี้เจียงหยวนยังคว้าชัยจากการแข่งขันยิงปืนมาได้ มีจุดที่เหมือนกับคุณแฮร์รอดส์ตั้งหลายอย่างน่ะสิ


—————————————————


จี้เจียงหยวนเดินไปส่งคุณลุงของตนแล้วก็บังเอิญเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานที่มาหาเขาเข้าพอดี


เดือนมิถุนายน หลิวเฟินไปซื้อสินค้าที่หยางเฉิงอีกครั้ง


พอคิดถึงสิ่งที่ทังหงเอินช่วยดูแลพวกเธอสองแม่ลูก แม้อนาคตเขาจะไม่ได้คบหากับหลิวเฟิน เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของเขาได้ ทว่าจะให้เธอตอบแทนทังหงเอินอย่างไร เขาเป็นถึงนายกเทศมนตรี มีเรื่องที่ต้องให้เธอช่วยเสียที่ไหน


อย่างเรื่องโรงแรมหนานไห่คราวนี้ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมทังหงเอินถึงยืนกรานอยากให้หย่วนฮุยมีส่วนร่วม แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทังหงเอินเป็นฝ่ายช่วยเหลือเธอกับหลิวหย่งมากกว่าแน่นอน


หากอยากตอบแทนน้ำใจของทังหงเอินจริง ก็คงมีแค่เรื่องเดียวที่เป็นปมในใจของเขา นั่นก็คือเรื่องของลูกชายแท้ๆอย่างจี้เจียงหยวน


จี้เจียงหยวนทะเลาะกับตระกูลจี้มานานพอสมควรแล้ว นั่นทำให้คุณภาพชีวิตของเขาลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด


เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินว่าตอนนี้จี้เจียงหยวนกำลังทำงานเสริม เหมือนจะทำงานเป็นล่ามแปล


“จี้เจียงหยวน ครั้งก่อนคุณอาทังฝากสมุดบัญชีไว้กับฉัน ตอนนี้เธอคงขาดเงินสินะ เธอเรียนเศรษฐศาสตร์ คงรู้ว่าการเริ่มต้นจากศูนย์เป็นเรื่องยาก แต่การใช้เงินสร้างเงินนั้นง่ายยิ่งกว่า ฉันว่าถ้าเธออยากใช้หนี้หลายหมื่นดอลลาร์ให้แม่ตัวเองก็คงต้องการเงินทุนใช่ไหม เทียบกับหนี้ก้อนโตที่เธอติดอยู่ตอนนี้ เธอคงไม่กลัวหนี้เล็กน้อยก้อนนี้หรอกนะ?”


ทังหงเอินไม่ได้ทิ้งเงินไว้เยอะมากมายนัก เงิน2,000หยวนไม่ว่าสำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานในปัจจุบันหรือจี้เจียงหยวนในอดีต มันไม่ใช่จำนวนเงินเยอะเลยสักนิด


แต่เงินก้อนนี้มากพอที่จะทำให้นักศึกษาธรรมดาธรรมดา คนหนึ่งสามารถใช้จ่ายจนเรียนจบได้!


เซี่ยเสี่ยวหลานหวังว่าจี้เจียงหยวนจะรับเงินก้อนนี้ไว้


ทว่าจี้เจียงหยวนกลับยิ้มกว้างและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ฉันใกล้จะได้งานพิเศษค่าแรงสูงแล้วละ แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณความเป็นห่วงของเธอนะ เพื่อนนักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลาน”


งานพิเศษค่าแรงสูง?


เด็กคนนี้พูดอะไรของเขา ศักดิ์ศรีและความหลงตัวเองของผู้ชาย ที่แท้ไม่ใช่แค่โจวเฉิงเท่านั้นที่มี จี้เจียงหยวนเองก็เป็นพวกรักศักดิ์ศรีมากเช่นกัน!



ตอนที่ 888: ต่อกรกับพ่อของเธอ



ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังจะกลับ จี้เจียงหยวนก็เรียกเธอไว้ก่อน


“ฉันรู้ว่าเธอเป็นห่วง แต่จะเป็นห่วงเพราะสาเหตุอะไรฉันไม่สนใจ เดิมทีพวกเราสามารถเป็นเพื่อนกันได้... ทว่าตอนนี้ในฐานะเพื่อนร่วมสถาบัน ฉันขอเตือนเธอว่า ระวังแม่ของฉันกับจอร์จไว้”


เซี่ยเสี่ยวหลานตื่นตัวทันทีที่ได้ยินสิ่งที่จี้เจียงหยวนบอก “ถ้าเธอหมายถึงเรื่องที่แม่ของเธอเปิดสตูดิโอส่วนตัวที่หวังฝูจิ่งละก็ เรื่องนี้ฉันรู้แล้ว”


หรือว่าจะไม่ได้มีแค่เรื่องนี้กัน?


จี้เจียงหยวนยิ้ม “ตอนนี้จอร์จได้เชิญมหาเศรษฐีร้อยล้านมาจากอเมริกา คนที่เขาแค่กระดิกนิ้วก็สามารถทำลายธุรกิจเล็กๆของเธอได้ ได้ฟังแบบนี้เธอยังไม่รู้สึกกังวลอีกหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหยุดคิดชั่วครู่ มหาเศรษฐีร้อยล้านที่ไหนถึงว่างขนาดมาทำลายเธอถึงที่ประเทศจีน


เวลาของคนรวยล้วนมีค่ามาก ทุกวินาทีต้องใช้เงินดอลลาร์ในการประเมินคุณค่าของเวลาที่เสียไป ถ้าสมองป่วยถึงขั้นเดินทางมาเพื่อทำลายเธอโดยเฉพาะ ก็คงอยู่ห่างจากคำว่าล้มละลายอีกไม่ไกลแน่นอน!


คนโบราณกล่าวไว้ว่า ไม่ควรเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานก็เป็นแค่ลูกไก่ตัวน้อย มหาเศรษฐีจากอเมริกาคงไม่มีทางมาสนใจเธอหรอก


แล้วสิ่งที่จะทำให้มหาเศรษฐีสนใจได้คืออะไรกัน?


หากไม่มีจุดประสงค์พิเศษบางอย่าง คงไม่มีเศรษฐีคนไหนอยากมาเที่ยวประเทศจีนในยุค80อย่างแน่นอน


มหาเศรษฐีจากอเมริกาลงทุนเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังแผ่นดินประเทศจีนย่อมมาเพื่อขุดทอง... คนที่จอร์จเชิญมา คงมาที่จีนเพื่อลงทุนในธุรกิจ! ทำไมจอร์จถึงเชิญคนมาลงทุนที่จีนเล่า เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยคุยกับเขา แต่จากที่เคยเจอกันในช่วงเวลาสั้นๆ เธอพอเดาทัศนคติของจอร์จที่มีต่อประเทศจีนได้อย่างชัดเจน


จอร์จคิดว่าประเทศจีนทั้งโง่เง่าและล้าหลัง ชาวจีนทุกคนคิดอยากหนีออกจากประเทศกันทั้งสิ้น


คนอเมริกาแบบเขาสามารถเปลี่ยนความคิดที่มีต่อประเทศจีนภายในระยะเวลาสั้นๆ จากรังเกียจมาเป็นรักประเทศจีน แถมยังช่วยดึงเงินทุนจากอเมริกามาที่นี่ ไม่สิ จุดประสงค์ของจอร์จคือการพาจี้หย่าออกจากประเทศจีน ดังนั้นถ้าเขาเชิญใครสักคนมาที่นี่ก็คงเป็นเพราะสาเหตุนี้


ทำไมจี้หย่าถึงออกนอกประเทศไม่ได้ ก็เพราะถูกทังหงเอินควบคุมไว้ไม่ใช่หรือ


และทังหงเอินก็เป็นนายกเทศมนตรีของเขตเศรษฐกิจพิเศษ เขาคือผู้ที่รับผิดชอบงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของเผิงเฉิง และการดึงเงินลงทุนจากต่างชาติก็คืองานหลักของเขา


หรือว่าจอร์จอยากใช้การลงทุนลักษณะนี้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองกับทังหงเอิน?


เซี่ยเสี่ยวหลานเรียบเรียงความคิดดีแล้วก็เรียกจี้เจียงหยวนพร้อมกับอธิบายสิ่งที่เธอคิดให้เขาฟัง


“เธออาจจะไม่เชื่อ แต่ที่จอร์จเรียกมหาเศรษฐีจากอเมริกามาที่นี่คงเพื่อต่อกรกับคุณอาทัง เขาคนนี้คือที่พึ่งของจอร์จ ไม่รู้ว่าจอร์จอยากใช้เขาเป็นอาวุธหรือใช้เพื่อเป็นเงื่อนไขต่อรองอะไรกันแน่!”


จี้เจียงหยวนนิ่งอึ้งไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เดิมทีเขาแค่อยากล้อเล่น แต่พอได้ฟังสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานวิเคราะห์แล้ว เขาคงต้องรับงานเพื่อนเที่ยวไว้ใช่หรือไม่?


ในช่วงที่ผ่านมาทำให้จี้เจียงหยวนได้รู้ซึ้งว่าชีวิตนั้นไม่ง่ายเลย เมื่อก่อนนอกจากการปรับตัวหลังกลับจากอเมริกา โดยรวมแล้วเขาก็เหมือนนักศึกษาอเมริกาทั่วไปที่ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล อีกทั้งเขาก็ไม่ใช่คนโง่ ทว่าทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงนั้นแตกต่างกัน จี้เจียงหยวนแค่ได้ยินว่าจอร์จเชิญคนมาที่ประเทศจีนเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะคิดละเอียดถึงขนาดนี้


เขาทะเลาะกับแม่ เพราะอยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ทว่าดีไม่ดีแม่ของเขาคงเอาเรื่องนี้ไปโทษพ่อเขาแทนน่ะสิ


มีนักธุรกิจจากต่างชาติเข้ามาลงทุนเช่นนี้ ทังหงเอินคงไม่ระวังตัวอย่างแน่นอน


นายทุนต่างชาติล้วนเจ้าเล่ห์กันทั้งนั้น ทังหงเอินคงไม่ถูกหลอกใช่ไหม?


ตอนนี้จี้เจียงหยวนอยากเข้าหาคุณแฮร์รอดส์ที่ลุงเขาพูดถึงแล้วสิ แต่เขาไม่มีประสบการณ์ด้านการทำงาน เช่นนั้นเขาจะอ่านจุดประสงค์ของแฮร์รอดส์ออกหรือเปล่านะ


จี้เจียงหยวนรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก เขามองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่สักพักก่อนจะพูดออกไปว่า


“ถ้าอย่างนั้นเธอคงต้องรอฟังข่าว แล้วค่อยดูว่าจะสามารถช่วยคุณอาทังของเธอได้หรือเปล่า!”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เธอเข้าหามหาเศรษฐีชาวอเมริกาคนนี้ได้หรือ?”


ไหนบอกว่าตัดขาดกับที่บ้านแล้ว จอร์จกับจี้หย่าจะยอมปล่อยให้จี้เจียงหยวนมีโอกาสแบบนั้นหรือ


จี้เจียงหยวนไม่อธิบาย เขาแค่ขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานอดทนรอสักระยะเท่านั้น


บอกว่าให้ไปนำเที่ยว ทว่าเขาเคยเรียนขี่ม้าและเล่นกีฬายิงปืนเท่านั้น ในขณะที่นิสัยของชาวอเมริกาที่ร่ำรวย ให้ผู้ชายอย่างเขาเป็นเพื่อนเที่ยวคงสู้สาวสวยชาวจีนไม่ได้... แน่นอนว่าแม่กับจอร์จคงไม่มีทางยอมปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใกล้คุณแฮร์รอดส์ ถึงแม้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะคือคนที่เหมาะสมที่สุดก็ตาม


เซี่ยเสี่ยวหลานทั้งสาวทั้งสวย อีกทั้งทักษะการพูดภาษาอังกฤษก็ดีเยี่ยม สิ่งที่บรรจุอยู่ในสมองของเธอไม่ได้มีแค่ความรู้ในหนังสือเรียน ใครคุยกับเธอก็ไม่มีทางที่จะรู้สึกเบื่อ เมื่อดูจากอายุของจอร์จ คุณอาของเขาน่าจะอายุราวห้าหกสิบปี ชาวอเมริกาผู้ร่ำรวยและอายุมากย่อมหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี ไม่เหมือนคนหนุ่มที่ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตา


จี้เจียงหยวนเก็บงำความคิดของตนเอาไว้ และรอข่าวจากทางจี้หลินอย่างใจเย็น


-------------------------------


“พี่ใหญ่ พี่ว่าอะไรนะ?”


จี้หย่าทำหน้าตกใจ จี้หลินจึงต้องพูดซ้ำอีกครั้ง


“เจียงหยวนบอกว่า เขาจะเป็นเพื่อนเที่ยวให้ก็ได้แต่ต้องจ่ายค่าแรงวันละ100ดอลลาร์! ฉันขอพูดหน่อยนะ เธอเป็นคนที่บีบลูกชายตัวเองจนกลายเป็นแบบนี้ เขาเป็นนักศึกษาก็ควรมุ่งมั่นกับเรื่องการเรียน มีนักศึกษาที่ไหนคิดแต่เรื่องเงินทั้งวันแบบนี้บ้าง!”


จี้หลินพูดแล้วยังรู้สึกโมโหไม่หาย


จี้เจียงหยวนเป็นหลานชายแท้ๆของเขา ด้วยฐานะของตระกูลจี้ ทายาทของตระกูลมีหรือที่จะไม่มีเงินเรียนมหาวิทยาลัย


เดิมทีจี้เจียงหยวนแค่ขอทุนจากมหาวิทยาลัยได้นิดหน่อยก็มากพอสำหรับเวลาไม่กี่ปีในมหาวิทยาลัย แต่หลังเรียนจบเขายังต้องคืนเงินจี้หย่าอีกหลายหมื่นหยวน ดังนั้นทุนการศึกษาจึงช่วยอะไรเขาไม่ได้มาก


จี้หลินรู้สึกว่าที่หลานชายขอค่าแรง เพราะถูกจี้หย่าบีบคั้นจนไร้ทางออก


ต่างจากจี้หย่าที่ไม่รู้สึกผิดสักนิด ตอนนี้เธอแค่ขอให้ลูกชายช่วยงานแต่อีกฝ่ายกลับเรียกเก็บค่าแรงเช่นนี้ จี้หย่าย่อมรู้สึกโกรธจัด


ความคิดของจี้เจียงหยวนล้วนเป็นแบบชาวตะวันตก ทว่าแม้จี้หย่าจะเคยอาศัยอยู่ที่อเมริกา แต่เธออาจจะรับอิทธิพลมาแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น


ความเปิดกว้างของชาวตะวันตกเปรียบเสมือนอาวุธของจี้หย่ามากกว่า ถึงเธอจะไม่มีความคิดล้าหลัง แต่ก็ไม่ได้เปิดกว้างไปเสียทั้งหมด เพราะแม่ที่เปิดกว้างไม่มีทางอยากให้ลูกชายกลายเป็นแค่หุ่นกระบอกที่คอยแต่จะรับฟังคำสั่งอย่างแน่นอน


พูดให้ตรงกว่านี้คือ จี้หย่าทำตัวสองมาตรฐาน!


เธอให้รายการค่าเลี้ยงดูกับจี้เจียงหยวนได้ แต่พอจี้เจียงหยวนขอค่าแรงทำงานเป็นเพื่อนเที่ยวบ้าง เธอกลับไม่พอใจ!


จอร์จเห็นว่าจี้หย่ากำลังจะระเบิดอารมณ์ก็รีบกอดเธอไว้ทันที


“ใจเย็นก่อน ผมว่าเจียงหยวนมีสิทธิ์เรียกร้องเงินค่าจ้างนะ เขาเรียนเศรษฐศาสตร์ อีกทั้งตอนนี้พวกเราก็ต้องการเขา เขาเป็นผู้ขายที่มี ‘สินค้าหายาก’ อยู่ในครอบครอง ถ้าผมเป็นเขาคงเรียกเงินวันละ200ดอลลาร์แล้ว! อย่างไรก็ตามเงินนี้ผมสามารถจ่ายได้ เพราะสิ่งที่คุณอาแฮร์รอดส์ให้พวกเราได้ในอนาคตย่อมเยอะกว่านี้มาก”


จี้หย่าคาดหวังกับแฮร์รอดส์มากเหลือเกิน


มหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลักร้อยล้านดอลลาร์ แม้อยู่ที่อเมริกาก็พบเจอยาก นับประสาอะไรกับคนที่ยอมเดินทางมาถึงประเทศจีน จี้หย่าเพิ่งเคยเจอเขาเป็นคนแรก


ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเธอจะยังไม่รู้จักกัน


แต่จี้หย่าคิดว่าอีกไม่นานเธอก็จะได้ทำความรู้จักอย่างแน่นอน คุณอาแฮร์รอดส์คงไม่อาจหลบหน้าทุกคนไปได้ตลอด


“พี่ใหญ่ ตอบตกลงกับเขา!”


ค่าจ้างวันละ100ดอลลาร์ จอร์จบอกว่าจะจ่ายให้ ดังนั้นจี้หย่าจึงไม่ลังเลอีกต่อไป


ด้วยเหตุนี้จี้เจียงหยวนจึงได้งานเสริม


เช้าวันเสาร์ จี้เจียงหยวนปั่นจักรยานไปที่โรงแรมเกรทวอลล์


เขาขายจักรยานเสือภูเขาคันนั้นไปนานแล้ว และเปลี่ยนมาใช้จักรยานยี่ห้อท้องถิ่น แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันมานาน แต่จี้หย่ากลับดูไม่ตื่นเต้นเลยสักนิดเมื่อเจอลูกชายของตนอีกครั้ง อีกทั้งพอเห็นจี้เจียงหยวนใส่เสื้อยืดที่ซักจนสีซีด จี้หย่ายังรู้สึกสะใจอีกด้วยน่ะสิ


“ทำไมรึ เปลี่ยนฤดูกาลแล้วแม้แต่เงินซื้อเสื้อแขนสั้นสักตัวก็ไม่มีเชียวหรือ?”



ตอนที่ 889: เย้ายวนและปรวนแปร



“ไม่มีครับ ต้องเก็บเงินไว้จ่ายหนี้”


จี้เจียงหยวนตอบกลับไปตามความจริง ทำเอาจี้หย่าเกือบสำลักน้ำลายตาย


จอร์จรู้สึกละเหี่ยใจยิ่งนัก “วันนี้หยุดทะเลาะกันสักวันจะได้ไหม ปัญหาของคุณกับเจียงหยวนไม่ควรเคลียร์กันวันนี้นะ”


วันนี้จอร์จแต่งตัวอย่างเป็นทางการ จี้หย่าเองก็ใส่ใจกับรายละเอียดการแต่งกายด้วยเช่นกัน มีเพียงจี้เจียงหยวนเท่านั้นที่ดูเรียบง่ายเสียจนแปลกแยก จอร์จอยากบอกให้จี้เจียงหยวนเปลี่ยนชุดแต่ก็สายเกินไป อย่างไรก็ตามจี้เจียงหยวนดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย ขอแค่ตัวเองไม่แสดงความไม่มั่นใจออกมาก็พอแล้ว


จอร์จพูดเสียงต่ำ


“เงินค่าจ้าง100ดอลลาร์ต่อวันฉันยินดีจ่ายให้ แต่ห้ามพูดเรื่องนี้ต่อหน้าแฮร์รอดส์เด็ดขาด สิ่งที่เธอต้องทำคือทำให้แฮร์รอดส์ชื่นชอบ ทำให้เขาอยากเรียกเธอไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดช่วงที่เขาอยู่ในประเทศจีน”


แฮร์รอดส์พาพ่อบ้าน คนขับรถ รวมถึงผู้ช่วยและคนคุ้มกันมาประเทศจีนด้วย


หากต้องการจ้างเพื่อนเที่ยวสักคนมีหรือที่เขาจะหาคนไม่ได้


ดังนั้นเพื่อนเที่ยวที่จอร์จเป็นคนแนะนำ แฮร์รอดส์อาจจะไม่ยอมรับก็เป็นได้


แต่ด้วยสถานะของจี้เจียงหยวนซึ่งเป็นว่าที่ลูกเลี้ยงของจอร์จ อนาคตเขาอาจจะได้นับญาติกับแฮร์รอดส์ด้วย ดังนั้นจอร์จจึงหวังว่าจี้เจียงหยวนจะใช้ ‘ความเป็นญาติ’ เอาชนะใจแฮร์รอดส์ได้สำเร็จ และไม่ได้มาเพราะเห็นแก่ค่าจ้างเท่านั้น


แฮร์รอดส์ไม่มีทางปรายตามองนักศึกษาธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ถ้านักศึกษาคนนั้นเป็นลูกเลี้ยงของหลานตัวเอง อีกทั้งยังพูดคุยกันถูกคอ ผลลัพธ์ที่ออกมาคงไม่เลวสินะ


ความหมายของจอร์จคือการสั่งให้จี้เจียงหยวนงัดเอาทักษะการเข้าสังคมที่อเมริกาเหล่านั้นออกมาใช้อย่างเต็มที่


จี้เจียงหยวนพยักหน้ารับ “ผมทราบแล้วครับ คุณอาจอร์จ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับแม่ผม ผมจะทำงานนี้ให้ดีที่สุด”


ถ้าแฮร์รอดส์ไม่ชอบเขา เขาก็จะไม่มีโอกาสล่วงรู้ไปถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย


นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้จี้เจียงหยวนอยากได้งานนี้ และอยากคอยติดตามแฮร์รอดส์


ส่วนที่ว่าจะช่วยทังหงเอินหรือไม่ จี้เจียงหยวนยังตัดสินใจไม่ได้ในตอนนี้


จากสายตาคนนอกที่มองมา นี่คือสามคนจากครอบครัวอันอบอุ่น และคนแรกที่จี้เจียงหยวนได้พบก็คือพ่อบ้านอัลเลน พ่อบ้านคนเดียวกับที่จี้หย่ากับจอร์จเคยพบมาก่อนหน้านี้


จี้เจียงหยวนถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี แม้การแต่งกายจะไม่หรูหรา แต่เขาเป็นคนมีการศึกษาหรือไม่ แค่อ้าปากก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน


พ่อบ้านอัลเลนคุยกับจี้เจียงหยวนไม่กี่คำก็รู้สึกดีกับเด็กหนุ่มคนนี้


“วันนี้พวกคุณมาเวลาดีเลยครับ ตอนนี้คุณแฮร์รอดส์อยู่ในโรงแรม จอร์จ คุณไม่ต้องชะเง้อคอมองหรอก แฮร์รอดส์ไม่อยู่ในห้อง!”


พ่อบ้านอัลเลนนั้นไม่ค่อยชอบใจในการกระทำของจอร์จสักเท่าไร


จี้หย่ากับจี้เจียงหยวนเองต่างก็อยากเจอมหาเศรษฐีผู้ลึกลับจากอเมริกาเช่นกัน แต่ถึงแม้สองแม่ลูกจะใจตรงกัน ทว่าทั้งคู่ต่างมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน


แฮร์รอดส์คนนี้กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของจี้หย่าได้ดีเหลือเกิน จี้หย่าไม่เคยถูกใครหมางเมินเช่นนี้มาก่อน แม้กระทั่งตอนอยู่ที่อเมริกาเธอก็เป็นหญิงสาวที่ถูกผู้ชายวิ่งไล่ตามอยู่เสมอ ยิ่งตอนสมัยสาวๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผู้ชายที่อยากจีบเธอก็มีไม่ขาดเช่นกัน


จอร์จเริ่มรู้สึกร้อนใจ


“อัลเลน เลิกล้อเล่นเถอะ อาแฮร์รอดส์อยู่ที่ไหนกันแน่”


พ่อบ้านอัลเลนชี้ไปด้านหลังเขา


หน้าประตูมีชายชาวต่างชาติรูปร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ เส้นผมของเขามีหยดน้ำเกาะพราว ร่างกายถูกห่อด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำ เขาเอนตัวพิงขอบประตูพลางพูดคุยกับพนักงานสาวของโรงแรม พนักงานสาวหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย ไม่กล้ามองแขกชาวต่างชาติที่อยู่ข้างๆเลยสักนิด


ถ้าเป็นแขกชาวต่างชาติวัยกลางคนหัวล้าน พฤติกรรมเช่นนี้คงทำให้พนักงานสาวรู้สึกหวาดหวั่นจนร้องไห้ออกมาเป็นแน่ เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการคุกคามทางเพศ!


แต่แขกชาวต่างชาติผู้นี้มีรูปร่างสูงใหญ่ อีกทั้งหน้าตายังหล่อเหลา การกระทำของเขาทำให้พนักงานสาวอดที่จะรู้สึกเขินอาย และใจเต้นรัวไม่ได้


“อาแฮร์รอดส์!”


จอร์จรีบสาวเท้าไปหาอย่างรวดเร็ว


จี้หย่าตะลึงงัน


นี่ก็คือแฮร์รอดส์ผู้ลึกลับคนนั้นอย่างนั้นหรือ?


เขาไม่เหมือนคุณอาของจอร์จเลยสักนิด บอกว่าเป็นน้องชายยังน่าเชื่อกว่าเสียอีก!


พ่อบ้านอัลเลนเข้าใจความคิดของจี้หย่าเป็นอย่างดี เขาจึงอธิบายเพิ่มว่า


“คุณแฮร์รอดส์อายุน้อยกว่าจอร์จ11ปีครับ”


ปีนี้จอร์จอายุ40กว่า


นั่นก็หมายความว่า คุณอาแฮร์รอดส์ที่เป็นมหาเศรษฐี ปีนี้เพิ่งอายุ30ต้นๆเท่านั้น?!


ดวงตาของจี้หย่าเป็นประกายพลางกล่าวอย่างชื่นชม “คุณแฮร์รอดส์เป็นคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จจริงๆค่ะ!”


พ่อบ้านอัลเลนไม่คัดค้านกับคำพูดของจี้หย่าแม้แต่คำเดียว


แม้ความร่ำรวยของแฮร์รอดส์จะสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อน แต่แฮร์รอดส์ก็นับว่าเป็นคนมีความสามารถมากคนหนึ่ง ทำไมจอร์จถึงได้แค่เงินปันผลจากกองทุน ในขณะที่แฮร์รอดส์ได้บริหารกิจการของบริษัทเล่า นั่นก็เพราะแฮร์รอดส์แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์และความสามารถทางธุรกิจน่ะสิ เขาทำให้บริษัทของตระกูลเจริญก้าวหน้ายิ่งกว่าเดิม พูดให้ชัดกว่านี้คือแฮร์รอดส์เก่งกว่าจอร์จ!


จอร์จไม่เคยบอกกับจี้หย่าว่าแฮร์รอดส์อายุเท่าไร ดังนั้นจี้หย่าจึงคิดไปเองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ชายแก่ๆคนหนึ่งเท่านั้น


บัดนี้ภาพที่เห็นมันช่างต่างจากในจินตนาการ เขาไม่ใช่คนแก่ แต่เป็นหนุ่มรูปงามในวัยที่กำลังประสบความสำเร็จ


คุณอาแฮร์รอดส์รูปร่างหน้าตาเช่นนี้ มิน่าถึงชอบยิงปืน


จอร์จกอดกับแฮร์รอดส์ พลางแสร้งพูดตัดพ้อว่า “อาแฮร์รอดส์ อาชอบทำให้คนรู้สึกประหลาดใจแบบนี้อยู่เรื่อย”


แฮร์รอดส์รับผ้าขนหนูที่พนักงานสาวยื่นมาให้ก่อนจะนำมาเช็ดเส้นผม


“จอร์จ นายก็เป็นแบบนี้ตลอดเหมือนกัน ฉันขอให้ครั้งนี้นายได้เจอกับรักแท้นะ”


จอร์จรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาทันทีจึงพยายามเปลี่ยนเรื่อง “ผมขอแนะนำให้อารู้จัก นี่คือจี้หย่า คู่หมั้นของผม ส่วนนี่คือลูกชายของเธอ จี้เจียงหยวน อาต้องชอบเจียงหยวนแน่ๆ เขาเคยได้แชมป์การแข่ง IPSC ระดับภูมิภาคด้วยนะ!”


แฮร์รอดส์มองจี้เจียงหยวนเต็มตา


จี้เจียงหยวนนึกมาตลอดว่าตนต้องมาคอยประจบเอาใจคนรุ่นปู่ แต่จู่ๆ จากคนรุ่นปู่ที่เขาคิดก็กลายเป็นหนุ่มรูปงามวัย30ต้นๆ จี้เจียงหยวนเองก็ค่อนข้างประหลาดใจมากเช่นกัน


“สวัสดีครับ!”


แฮร์รอดส์พยักหน้ารับ “สวัสดี พ่อหนุ่ม! ทุกท่าน ผมคงต้องขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักหน่อย คุยกับพวกคุณทั้งอย่างนี้ดูจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป”


ชาวอเมริกามักจะโผงผางตรงไปตรงมา ทว่าพวกเขาก็มีมารยาทในการเข้าสังคมเช่นกัน เทียบกับประเทศจีนที่มีสังคมแบบอนุรักษนิยม พวกเขาไม่สนใจสักนิดว่าจะต้องเปลือยเปล่าต่อหน้าผู้อื่นหรือไม่ แต่แน่นอนว่าขึ้นอยู่กับกาลเทศะด้วย


พ่อบ้านอัลเลนเตรียมเสื้อผ้าที่ผ่านการรีดแล้วเอาไว้ให้แฮร์รอดส์เรียบร้อยแล้ว


พวกจี้หย่ารออยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง คนที่ได้พบหน้าอีกครั้งหาใช่ชายหนุ่มเจ้าสำราญที่เพิ่งว่ายน้ำเสร็จ แต่เป็นมิสเตอร์แฮร์รอดส์ผู้เคร่งขรึม


ทรงผมของเขาผ่านการจัดแต่งมาเป็นอย่างดี


ผมเปียกชื้นสุดเซ็กซี่หายไปแล้ว ตอนนี้มันถูกหวีเรียบไปด้านหลัง ทรงผมแนบศีรษะเช่นนี้ช่างท้าทายโครงหน้ายิ่งนัก ทว่าความหล่อเหลาคมคายของแฮร์รอดส์นั้นก็สามารถเอาชนะทรงผมนี้ได้ไม่ยาก


ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน นี่ก็คือราชาธุรกิจจากอเมริกา หน้าตาหล่อเหลา ร่ำรวยไปด้วยทรัพย์สิน... ผู้ชายแบบนี้ย่อมเป็นจุดเด่นอยู่เสมอ


เทียบกันแล้วความมั่นใจในตัวเองของจอร์จสู้เขาไม่ได้เลยสักนิด


จี้เจียงหยวนเทียบกับเขาก็ดูอ่อนประสบการณ์เกินไป


แฮร์รอดส์นั่งลงบนโซฟาเดี่ยว เพียงเท่านี้อากาศในห้องก็เหมือนหยุดเคลื่อนไหว


คนแบบนี้จะให้จี้เจียงหยวนเข้าหาอย่างไรกัน?


มิสเตอร์แฮร์รอดส์คงอยากคุยกับคนเก่งในโลกธุรกิจเท่านั้น จี้เจียงหยวนรู้สึกว่า แฮร์รอดส์ดูเหมือนจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับจอร์จสักเท่าไร


เขาเพิ่งคิดเช่นนี้ก็ได้ยินแฮร์รอดส์พูดตัดเข้าประเด็นอย่างฉับพลัน


“จอร์จ หลายวันมานี้ฉันสำรวจรอบกรุงปักกิ่งแล้ว ที่นี่ไม่เหมาะกับการลงทุนสักนิด อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ อย่างไรก็ตามฉันไม่ได้สนใจเมืองนี้แม้แต่น้อย แต่ก็หวังว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษที่นายเคยพูดถึงจะมีแรงดึงดูดมากกว่านี้นะ”


แฮร์รอดส์เป็นคนเช่นนี้


เขาไม่มีทางทำเรื่องไร้ความหมาย หลายวันที่เขาเงียบหายไปคงเพราะเขาไปสำรวจพื้นที่ด้วยตัวเองเรียบร้อยแล้ว


จอร์จรู้สึกโล่งใจ เดิมทีเขาก็ไม่ได้อยากให้แฮร์รอดส์ลงทุนอยู่ในกรุงปักกิ่ง เพราะความจริงแล้วเขาอยากชักนำอีกฝ่ายไปที่เผิงเฉิง!



ตอนที่ 890: หลอกยาก



“คุณแฮร์รอดส์ เขตเศรษฐกิจพิเศษไม่เหมือนกรุงปักกิ่ง ปักกิ่งมีรากฐานของวัฒนธรรม ในขณะที่เขตเศรษฐกิจพิเศษมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คุณไปที่นั่นแล้วรับรองจะไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ”


คนที่พูดประโยคนี้ไม่ใช่จอร์จ แต่เป็นจี้หย่า


ภาษาอังกฤษของเธอไม่มีปัญหา อีกทั้งวันนี้เธอยังแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน มองจากภายนอกแล้วดูยอดเยี่ยมมาก


การได้พูดคุยกับหญิงชาวเอเชียที่มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้ เพศตรงข้ามทั่วไปคงไม่อาจปฏิเสธได้


ทว่าแฮร์รอดส์เหมือนจะไม่หลงใหลในตัวจี้หย่าแม้แต่น้อย ช่างออกแบบเสื้อผ้าอย่างจี้หย่าจะเข้าใจเรื่องการลงทุนได้อย่างไร ดังนั้นคำแนะนำของเธอ แฮร์รอดส์ย่อมไม่มีทางเชื่อ! พ่อบ้านอัลเลนพูดถูก คนรวยล้วนมีทางเลือกมากมาย แม้จี้หย่าจะมีเสน่ห์ของหญิงชาวตะวันออกที่ทำให้จอร์จหลงหัวปักหัวปำ แต่นั่นก็เป็นเพราะจอร์จชอบผู้หญิงแบบนี้


ส่วนแฮร์รอดส์นั้นไม่ชอบ


ผู้หญิงที่หน้าอกใหญ่สู้กล้ามอกของเขาไม่ได้ เขาไม่มีทางชายตามอง


แม้หญิงชาวเอเชียจะหน้าเด็ก แต่จี้หย่าพาลูกชายวัย20ปีอย่างจี้เจียงหยวนมาด้วยเช่นนี้ แฮร์รอดส์ยิ่งไม่มีทางคิดเรื่องไม่สมควรเด็ดขาด


คนรวยมักเจ้าสำราญ แต่ความเจ้าสำราญของแฮร์รอดส์นั้นมีรสนิยมที่ชัดเจน เขาไม่ชอบผู้หญิงเสแสร้ง คุณหนูเรียบร้อยอ่อนหวานในสังคมชั้นสูง แฮร์รอดส์เห็นจนเบื่อแล้ว


จี้หย่าชวนเขาคุย ทว่าแฮร์รอดส์กลับแค่ยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดกับจี้เจียงหยวนว่า “เธอชอบ IPSCหรือ ถ้าว่างพวกเราควรไปเล่นด้วยกันสักตาสองตา แต่น่าเสียดายที่ประเทศจีนมีมาตรการควบคุมการครอบครองอาวุธปืน กิจกรรมนี้คงเกิดขึ้นได้ยากในประเทศจีน”


เมื่อครู่แฮร์รอดส์ยังคงมีท่าทีที่เย็นชา แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายพูดถึงขึ้นมาเอง จี้เจียงหยวนรู้สึกประหลาดใจมาก ทว่าเขาจำเป็นต้องตอบรับ “ที่จริงประเทศจีนมีสนามยิงปืนครับ ถ้าคุณแฮร์รอดส์สนใจ ผมจะลองให้คนไปถามให้”


เลิกคิดถึงสโมสรยิงปืนไปได้เลย ประเทศจีนในปัจจุบันมีเสียที่ไหน


แต่การหาสนามยิงปืนสักแห่งนั้นคงพอทำได้


พอพูดถึงสนามยิงปืน แฮร์รอดส์ก็มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายขึ้นมาทันที จี้เจียงหยวนคิดถึงตอนสยฺงไป่เหยียนเล่าเรื่องที่บ้านเกิดของเขาให้ฟังแล้วก็รู้สึกมั่นใจ “ไม่จำเป็นต้องเป็นที่สนามยิงปืนก็สามารถยิงปืนได้นะครับ อย่างเช่นขึ้นเขาไปล่าหมูป่าก็สามารถทำได้เช่นกัน! ผมได้ยินว่าที่นั่นมีหมีด้วย แต่ไม่แน่ว่าจะได้เจอหรือเปล่า”


จี้เจียงหยวนเองก็ไม่ชอบยิงปืนเป้านิ่งเช่นกัน


ท่าทางแฮร์รอดส์คงชอบเล่นอะไรที่ยากกว่านี้ สนามยิงปืนชั้นสูงอาจจะหาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการล่าสัตว์นั้นก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ต่อให้แฮร์รอดส์เคยไปล่าสัตว์ที่แอฟริกามาแล้ว แต่ความรู้สึกเวลาเข้าป่าในประเทศจีนเพื่อไปล่าสัตว์ย่อมแตกต่างออกไป


พอจี้เจียงหยวนบอกว่าสามารถล่าหมีได้ก็ดึงดูดความสนใจของแฮร์รอดส์ได้ตามคาด


“จริงหรือ?”


ทั้งคู่คุยหัวข้อนี้อยู่พักใหญ่ และลืมจอร์จกับจี้หย่าไปโดยปริยาย จอร์จนั้นไม่รู้สึกอะไรกับการถูกลืมในครั้งนี้ เขาจึงหันไปคุยกับพ่อบ้านอัลเลนแทน ถึงอย่างไรเขาก็ต้องการให้จี้เจียงหยวนมาช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ และดูเหมือนจี้เจียงหยวนจะทำงานได้ดีมากไม่ใช่หรือ?


แต่จี้หย่ากลับรู้สึกไม่ชอบใจ


เธอไม่ได้หวงลูกชาย เพียงแต่เธอคือคนที่เคยได้รับความสนใจมาโดยตลอด ตอนอยู่อเมริกา เด็กหนุ่มอายุแค่20กว่ายังตามจีบเธอด้วยซ้ำ พอเจอคนที่เย็นชากับตัวเองเช่นนี้ จี้หย่าจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์!


ถ้าแฮร์รอดส์เงียบขรึมตลอดเวลาคงไม่เป็นไร แต่เมื่อครู่เขายังใส่เสื้อคลุมอาบน้ำหยอกเย้าพนักงานสาวของโรงแรมอยู่เลยไม่ใช่หรือ นี่ก็คือจุดที่ทำให้จี้หย่าไม่ชอบใจ ถึงเธอจะไม่ได้คิดอะไรเกินเลย ทว่าปกติมีแต่พวกผู้ชายวิ่งเข้าใส่เธอ แต่แฮร์รอดส์กลับปฏิบัติตัวกับพนักงานสาวดีกว่าเธอเสียอย่างนั้น


จอร์จถามตารางงานของแฮร์รอดส์กับพ่อบ้านอัลเลน ทว่าอัลเลนกลับไม่ปริปากสักคำ ทั้งยังเปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องของจอร์จแทนอีกต่างหาก


“คุณกับคุณจี้จะแต่งงานกันไหม”


“แน่นอน! ถ้าไม่ใช่เพราะจี้หย่าต้องอยู่ที่จีน ป่านนี้พวกเราคงจัดงานแต่งงานไปแล้ว แต่ถ้าแต่งงานที่จีนก็ดูเหมือนจะเป็นการไม่ให้เกียรติเธอน่ะสิ”


พ่อบ้านอัลเลนไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร ผู้หญิงชาวจีนแต่งงานที่ประเทศบ้านเกิดมันดูไม่ให้เกียรติตรงไหนกัน?


แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ถึงอย่างไรพ่อบ้านมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของเจ้านาย และจะไม่ถามเรื่องส่วนตัวของเจ้านายจนเกินงาม อีกอย่างคนที่จ่ายเงินเดือนให้อัลเลนคือแฮร์รอดส์ ดังนั้นพ่อบ้านอย่างเขาคงไม่สงสัยในชีวิตรักของจอร์จให้เสียเวลา


เวลาหัวเราะคนโง่แค่หัวเราะในใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องหัวเราะเยาะต่อหน้าสาธารณชน


ประเทศจีนที่มีความล้าหลังเช่นนี้ การที่หญิงชาวจีนแต่งงานกับชายชาวอเมริกา เป้าหมายคงมีเพียงอย่างเดียวคือการขุดทอง!


การขุดทองไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องการสนับสนุนด้านเงินทองเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเปลี่ยนสัญชาติด้วยนั่นเอง


ถ้าจี้หย่ารู้ว่าขนาดพ่อบ้านยังคิดกับเธอเช่นนี้ เธอคงระเบิดอารมณ์เป็นแน่ และโชคดียิ่งนักที่เธอไม่มีวิชาอ่านใจ


จี้เจียงหยวนคุยกับแฮร์รอดส์นานถึงหนึ่งชั่วโมงกว่า จนกระทั่งแฮร์รอดส์ก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง จี้เจียงหยวนจึงรู้ว่าควรขอตัวลา


จี้เจียงหยวนลุกขึ้นก่อนจะกล่าวว่า “คุณแฮร์รอดส์ วันนี้ผมไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณแล้วดีกว่าครับ หากว่างเมื่อไรคุณสามารถส่งคนไปหาผมที่มหาวิทยาลัยหัวชิงได้ทุกเมื่อ... แน่นอนว่าถ้าคุณอยากล่าสัตว์คงต้องขอเป็นช่วงสุดสัปดาห์เท่านั้นแล้วละครับ!”


จี้เจียงหยวนมีประวัติความเป็นมาอย่างไร สามารถรู้ได้จากการพูดคุยกันเมื่อสักครู่


แฮร์รอดส์เองก็รู้สึกแปลกใจกับเรื่องราวของจี้เจียงหยวนไม่น้อย “เธอทิ้งการเรียนที่มหาวิทยาลัยในอเมริกาเพื่อกลับมาเรียนที่จีน พ่อหนุ่ม เธอเสียโอกาสไปไม่น้อยเลยทีเดียว”


เด็กหนุ่มอย่างจี้เจียงหยวนเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์การบริหาร เป้าหมายในชีวิตของเขาไม่ควรอยู่ที่วอลล์สตรีทหรอกหรือ?


ถ้าจี้เจียงหยวนเรียนมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เอ็มไอที หรือสแตนฟอร์ด หลังจบปริญญาตรีเขาคงมีโอกาสได้เข้าฝึกงานที่วอลล์สตรีท มหาวิทยาลัยหัวชิงของประเทศจีนอยู่อันดับที่เท่าไรของโลกแฮร์รอดส์ไม่รู้ แต่วอลล์สตรีทคงไม่ให้การยอมรับวุฒิการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้อย่างแน่นอน


เด็กหนุ่มแบบจี้เจียงหยวนดูน่าสนใจกว่าหลานชายของเขาอย่างจอร์จมาก แฮร์รอดส์ถึงได้ยอมคุยด้วยเช่นนี้


“คุณแฮร์รอดส์ ผมเรียนที่ไหนสุดท้ายก็ต้องสอบCFA ให้ผ่านเพื่อเป็นใบผ่านทางอยู่ดีครับ!”


คำพูดนี้เป็นเรื่องจริง CFAคือใบคุณวุฒิทางด้านวิชาชีพการเงินและการลงทุนระดับสากลที่ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสมาคมวิจัยและบริหารดูแลการลงทุนของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี1963 จนกระทั่งถึงปี1985 CFAได้กลายเป็นการสอบคุณวุฒิด้านการประกอบวิชาชีพด้านการลงทุนระดับสากลที่เข้มงวดและมีมูลค่าสูงที่สุดของโลก และถือได้ว่าเป็นการสอบอันดับหนึ่งของโลกแห่งการเงิน... เด็กที่จบปริญญาตรีจากฮาวาร์ดทำได้แค่งานจิปาถะที่วอลล์สตรีท แต่ถ้าสามารถสอบได้ใบCFA ก็เท่ากับมีบัตรผ่านทางเข้าสู่วอลล์สตรีทได้โดยปริยาย และสุดท้ายก็จะกลายเป็นเด็กฝึกงานที่โดดเด่นที่สุดในทันที


หลังออกจากโรงแรม จี้หย่าก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป


“คุณแฮร์รอดส์บริหารกิจการมูลค่าหลักร้อยล้าน การที่เขาแนะนำลูกเช่นนี้คงมีเหตุผลไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นลูกต้องกลับไปเรียนที่อเมริกาถึงจะมีอนาคตที่สดใส!”


อย่างไรก็ตามทั่วโลกไม่ได้มีประเทศอเมริกาเพียงประเทศเดียว


และสถานที่ที่ทำงานได้ก็ไม่ได้มีแค่ถนนวอลล์สตรีทเท่านั้น!


จี้เจียงหยวนถามกลับ “ถ้าผมกลับไปเรียนที่อเมริกาแล้วแม่จะยอมทิ้งสตูดิโอที่จีนหรือครับ”


จี้หย่าชะงักไปทันที ผ่านไปครู่หนึ่งเธอถึงพยักหน้ารับ


“...แน่อยู่แล้ว!”


ทว่าจี้เจียงหยวนไม่เชื่อ


สตูดิโอที่แม่เขาทำอยู่ในปัจจุบันไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจของตัวเอง แต่ทำขึ้นมาเพื่อสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานโดยเฉพาะ


หรือไม่เป้าหมายสุดท้ายก็คือการสร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อบังเกิดเกล้าของเขา ก่อนหน้านี้มีคนห้ามไม่ให้เธอออกนอกประเทศ แต่ดูเหมือนปัจจุบันเกรงว่าต่อให้ไล่เธอไป เธอก็คงไม่ยอมไปง่ายๆอย่างแน่นอน และคุณแฮร์รอดส์ก็คือกำลังเสริมที่แม่กับจอร์จพยายามดึงมาเป็นพวก มีหรือที่พวกเขาจะไม่ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ มีหรือที่พวกเขาจะยอมรามือง่ายๆ


ส่วนที่ว่าแฮร์รอดส์จะทำตามความต้องการของแม่กับจอร์จหรือไม่นั้น จี้เจียงหยวนคิดว่าคงเป็นไปได้ยาก นอกเสียจากพวกเขากับแฮร์รอดส์จะมีผลประโยชน์ร่วมกัน อย่างไรก็ตามแฮร์รอดส์ดูไม่เหมือนคนที่จะถูกใครจูงจมูกได้ง่ายๆน่ะสิ!


จี้เจียงหยวนเดินไปหาจักรยานของตัวเองอย่างเงียบงัน ก่อนจะถามจอร์จว่า “วันนี้นับว่าผมทำงานแล้วใช่หรือเปล่าครับ ผมคุยกับคุณแฮร์รอดส์แล้ว”


จอร์จพยักหน้า “โอเค ถือว่านับ!”


จี้เจียงหยวนแบมือทันที


“ถ้าอย่างนั้นก็ถึงเวลาจ่ายค่าแรงแล้วครับ ผมคิดค่าแรงเป็นรายวัน ไม่มีการค้างชำระ”


ได้ยินดังนั้นจอร์จจึงจำเป็นต้องควักเงิน100ดอลลาร์ให้กับจี้เจียงหยวนอย่างง่ายดาย


จี้เจียงหยวนยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกง ก่อนจะขึ้นคร่อมขี่จักรยานพลางโบกมือลา


“ถ้าคุณแฮร์รอดส์อยากล่าสัตว์จริง พวกคุณก็จัดการกันเองเถอะ คงไม่ต้องให้นักศึกษาอย่างผมไปหาเส้นสายให้หรอกนะครับ”




จบตอน

Comments