boss80 ep891-900

 ตอนที่ 891: ความหลักแหลมของย่าอวี๋


จะได้เป็นเพื่อนเที่ยวให้แฮร์รอดส์หรือไม่ การเจอหน้ากันวันนี้ยังตัดสินอะไรไม่ได้ ต้องรอดูว่ากิจกรรมล่าสัตว์ที่แฮร์รอดส์สนใจนั้นสามารถเตรียมการได้ดีหรือเปล่า


จี้เจียงหยวนเคยได้ยินคนเล่าว่า อาวุธปืนของประเทศจีนนั้นคนทั่วไปไม่สามารถซื้อเองได้เหมือนที่อเมริกา ทว่าความจริงในเมืองเล็กๆ ไม่ได้เข้มงวดมากมายขนาดนั้น อย่างบ้านเกิดของสยฺงไป่เหยียน เหล่าทหารอาสามีปืนกับกระสุนอยู่ในครอบครองจำนวนไม่น้อย ยิ่งเมืองเล็กมากเท่าไรกฎหมายก็ยิ่งหละหลวมมากเท่านั้น ทหารอาสาสามารถถือปืนขึ้นไปล่าสัตว์บนเขาได้ โดยไม่ถูกเรียกว่าเป็นการทำร้ายสัตว์ป่า แต่จะถูกเรียกว่าเป็นงานป้องกันความปลอดภัยให้กับชาวไร่ชาวนา!


หมูป่าบนเขามักจะมาขโมยเสบียงอาหารของพวกชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง หมูป่าตัวหนึ่งน้ำหนักกว่าร้อยกิโลกรัม แม้แต่ชายฉกรรจ์ก็ยากที่จะรับมือไหว หากไม่ใช้ปืนยิงแล้วจะให้ชาวบ้านใช้มือเปล่าสู้กับมันหรือ?


การฆ่าหมูป่าเป็นงานที่เหล่าทหารอาสาต้องทำ บางที่ยังมีการวางเป้าหมายประจำปีเอาไว้อีกด้วย!


“ใช้ปืนยิงหมูป่า ใช้หนังยางยิงไก่ป่า ใช้ระเบิดมือฆ่าปลา เรื่องพวกนี้ในชนบทไม่มีใครเข้ามาควบคุม...”


สยฺงไป่เหยียนเล่าจนน้ำลายแตกฟอง


เรียนภาควิชาเศรษฐศาสตร์และการบริหารแล้วอย่างไร ในอดีตสยฺงไป่เหยียนยังเคยฝึกกีฬากรีฑามาก่อน ดังนั้นเขาย่อมไม่ใช่หนอนหนังสือธรรมดาๆ


จี้เจียงหยวนเอาชีวิตที่อเมริกาของตัวเองมาเปรียบเทียบ หลังจากที่เขาได้ฟังสิ่งที่สยฺงไป่เหยียนเล่าแล้วก็รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก แต่ไม่รู้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะทำให้แฮร์รอดส์พึงพอใจได้หรือเปล่า


สยฺงไป่เหยียนเลียริมฝีปากเล็กน้อย “ทหารอาสาพวกนั้นไม่มีทางให้คนอย่างพวกเราแตะปืนง่ายๆหรอก ดังนั้นเมื่อปีที่แล้วตอนไปฝึกทหารเป็นครั้งแรกที่ฉันจับปืน ทหารอาสาพวกนั้นยิงปืนแบบไม่กลัวเปลืองกระสุน กราดยิ่งมั่วไปหมด คนที่ยิงปืนแม่นต้องเป็นแบบครูฝึกโจว!”


แค่กระสุนนัดเดียวก็ยิงโดนหัวงูพิษ ฝีมือการยิงปืนเช่นนั้น ทำให้สยฺงไป่เหยียนจดจำได้ไม่ลืม


ทักษะการยิงปืนของโจวเฉิงนั้นดีมากจริงๆ


อย่างไรก็ตามจี้เจียงหยวนรู้ข้อมูลเยอะกว่าคนอื่น นั่นก็คือโจวเฉิงเป็นแฟนหนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลาน!


เขายิ้มเล็กน้อย “ปืนของครูฝึกโจวมีไว้เพื่อรับมือกับศัตรู หากใช้ล่าสัตว์ก็เหมือนจะไม่คู่ควรกับเขา”


สยฺงไป่เหยียนเห็นด้วยกับคำพูดนี้


เดิมทีตอนฝึกทหารพวกเขาไม่ชอบหน้าโจวเฉิงสักเท่าไร แต่หลังจากได้โจวเฉิงช่วยชีวิตเอาไว้ อีกทั้งโจวเฉิงยังไม่รายงานเรื่องที่พวกเขาออกจากกลุ่มโดยไม่ได้รับอนุญาตกับทางมหาวิทยาลัย สยฺงไป่เหยียนจึงยอมรับในตัวโจวเฉิงไปโดยปริยาย


แค่พูดถึงโจวเฉิงเท่านั้น ทว่าความคิดของจี้เจียงหยวนกลับเบนจากโจวเฉิงไปหาเซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนแรกจี้เจียงหยวนแอบวางแผนไว้ว่าจะแนะนำเซี่ยเสี่ยวหลานให้ไปเป็นเพื่อนเที่ยวกับแฮร์รอดส์ นักศึกษาหญิงเป็นเพื่อนเที่ยวคอยนำเที่ยวให้กับสุภาพบุรุษสูงวัยชาวอเมริกาก็ดูเหมาะสมดี แต่เขากลับทายอายุของแฮร์รอดส์ผิดไป ผู้ชายวัย30ต้นๆ แถมยังมีหลายหน้า แม้แต่พนักงานสาวของโรงแรมเกรทวอลล์ก็มิวายถูกหยอกเย้า จี้เจียงหยวนจึงไม่ค่อยเชื่อมั่นเรื่องความสัมพันธ์ชู้สาวของแฮร์รอดส์สักเท่าไร


เมื่อเป็นแบบนี้แล้วเขาคงไม่อาจปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปเป็นเพื่อนเที่ยวได้อย่างแน่นอน


แฮร์รอดส์คิดอะไรอยู่ ดูเหมือนว่าเขาคงต้องเป็นคนสืบเองเสียแล้ว


จี้เจียงหยวนรู้สึกเซ็งเล็กน้อย เดิมทีเขาพยายามหลีกเลี่ยงทังหงเอินมาโดยตลอด ทั้งที่เจอหน้ากันแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มเป็นห่วงทังหงเอินเสียแล้วหรือ?


ไม่ เขาแค่คิดถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนนักศึกษา และทำตามหน้าที่ของลูกชายเท่านั้น เขาไม่อยากให้แม่เล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลานเพราะความเอาแต่ใจอีกแล้ว


เขาไม่ได้คิดเผื่อพ่อบังเกิดเกล้าที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาร่วมกันคนนั้นหรอก!


ไม่ทันไรสุดสัปดาห์ก็มาถึงอีกครั้ง


สัปดาห์นี้แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่กล้าเหลวไหลอีกแล้ว เพราะปลายเดือนมิถุนายนจะมีการสอบปลายภาคนั่นเอง ชีวิตเด็กปีหนึ่งกำลังจะจบลง ยิ่งใกล้สัปดาห์แห่งการสอบ คนที่มุ่งมั่นกับการเรียนก็ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น


บางคนความจำดีเยี่ยม ปกติจึงไม่ต้องพยายามมากนัก ใช้เวลาแค่ครึ่งเดือนก่อนการสอบก็เพียงพอแล้ว


และบางคนที่ตั้งใจเรียนเสมอมา ก่อนสอบครึ่งเดือนกลับยิ่งเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น


ชาวห้อง307นั้นมีข้อตกลงเรื่องทุนการศึกษาร่วมกัน นั่นก็คือใครไม่ได้รับทุนจะต้องทำความสะอาดห้องพักหนึ่งภาคเรียน กระบี่ที่ชื่อว่าข้อตกลงเล่มนี้ลอยอยู่เหนือศีรษะตลอดเวลา เพื่อนร่วมหอของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงพากันก้มหน้าก้มตาทบทวนบทเรียนอย่างตั้งใจ เซี่ยเสี่ยวหลานที่ได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศเช่นนี้ย่อมไม่กล้าเสียสมาธิเป็นอันขาด


หลิวเฟินกลับมาจากการซื้อสินค้าที่หยางเฉิงแล้ว ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ว่างกลับไปดูสินค้า แม้กระทั่งโจวเฉิงโทรมาอีกครั้งช่วงสุดสัปดาห์ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีโอกาสได้รับสาย


“เสี่ยวหลานทบทวนบทเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยน่ะ เห็นว่าสอบเสร็จแล้วถึงกลับบ้าน พวกเธอสองคนทะเลาะกันหรือ”


ย่าอวี๋เป็นคนฉลาดหลักแหลม โทรมาครั้งแรกแต่ไม่ได้คุยกันยังไม่เท่าไร แต่หนึ่งสัปดาห์ให้หลังโจวเฉิงยังคงติดต่อมาเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงไม่ได้ติดต่อกันเลย มิเช่นนั้นโจวเฉิงคงรู้ว่าเสี่ยวหลานกำลังยุ่งกับการเตรียมสอบจนไม่ได้กลับบ้านน่ะสิ


ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่าให้พูดเลยว่าโจวเฉิงรู้สึกทรมานแค่ไหน


เวลาฝึกซ้อมตามปกติหรือมีคาบเรียนเขาไม่อาจแสดงออกให้เห็นถึงความผิดปกติได้ เสี่ยวหลานบอกว่าจะรอจนกว่าเขาจะคิดเสร็จ รอให้ทุกคนใจเย็นลงก่อน จากนั้นเธอก็ไม่สนใจเขาอีกเลย... แม้แต่แม่ก็บอกว่าเขาหาเรื่องใส่ตัว เพื่อนสมัยเด็กก็ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับเสี่ยวหลาน แล้วโจวเฉิงจะระบายเรื่องนี้กับใครได้


พอย่าอวี๋ถามเช่นนี้ โจวเฉิงก็ยิ้มเจื่อนกับตัวเองและตอบกลับไปว่า


“ไม่ได้ทะเลาะกันครับ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ผมจัดการเรื่องบางอย่างไม่ดีเท่าไร”


ย่าอวี๋แค่ร้องอ๋อตอบกลับไปเท่านั้น


เธอไม่มีทางช่วยพูดแทนโจวเฉิงอย่างแน่นอน เซี่ยเสี่ยวหลานฉลาดเป็นกรดเสียขนาดนั้น ถ้าเธอไม่สนใจโจวเฉิงเช่นนี้ ก็แสดงว่าโจวเฉิงทำผิดจริง


เกิดเป็นผู้ชายไม่ควรหน้าบางเกินไป ถ้าไม่ปรับปรุงแก้ไขคงเป็นปัญหาในระยะยาว ย่าอวี๋รู้ว่าโจวเฉิงถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แต่ก็เท่านั้น ใช่ว่าทำผิดแล้วจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพียงเพราะเขาถูกเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดีได้


หลิวเฟินจะคบใคร ย่าอวี๋ต้องช่วยผลักดัน


แต่ถ้าเป็นเซี่ยเสี่ยวหลาน ย่าอวี๋คิดว่าเธอควรมีท่าทีที่ตรงกันข้าม ย่าอวี๋กระแอมเล็กน้อย


“โจวเฉิง เรื่องของหนุ่มสาวอย่างพวกเธอ ตามหลักแล้วฉันไม่ควรพูดอะไร และฉันก็ไม่ใช่ย่าแท้ๆของเสี่ยวหลานด้วย ทว่าเสี่ยวหลานต้องเลี้ยงดูครอบครัวมาตั้งแต่ยังเด็ก กว่าจะมีวันนี้นั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว อีกทั้งพวกเธอเองก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน เด็กสาวที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นแบบเสี่ยวหลานคงมีไม่มากจริงหรือไม่”


“ดูย่าพูดเข้าสิครับ เสี่ยวหลานเห็นย่าเป็นเหมือนญาติแท้ๆ ย่าเองก็เป็นเหมือนย่าของผม อย่างไรก็ตามเสี่ยวหลานนั้นดีมากอยู่แล้ว เธอดีที่สุดสำหรับผมเสมอ ย่าอวี๋ครับ ผมขอพูดกับย่าตามตรงนะครับ ผมเห็นเสี่ยวหลานเป็นเหมือนภรรยาของผมมานานแล้ว จะมีทะเบียนสมรสหรือไม่ ชาตินี้ผมคงไม่มีทางแต่งงานกับใครอีก!”


คำพูดของโจวเฉิง ย่าอวี๋เชื่อแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น


ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวคู่นี้จริงจังมาก และตอนนี้สิ่งที่โจวเฉิงพูดออกมาล้วนมาจากก้นบึ้งของจิตใจ


แต่ที่ย่าอวี๋เชื่อแค่ครึ่งเดียวก็เพราะอายุของโจวเฉิง คนอายุ20ต้นๆ กลับพูดถึงเวลาทั้งชาติ แล้วรู้หรือเปล่าว่าทั้งชาตินั้นยาวนานเท่าไร


สามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่ร่วมกันจนแก่เฒ่า มิเช่นนั้นกฎหมายสมรสของประเทศจีนทำไมถึงอนุญาตให้หย่าร้างได้เล่า!


ถ้าโจวเฉิงกับเสี่ยวหลานไปกันไม่รอด โจวเฉิงคงทรมานแค่สักปีสองปี หรือต่อให้เขารักเดียวใจเดียวและไม่แต่งงานกับใครเลยนานหลายปี แต่ทำได้ตลอดทั้งชีวิตหรือ โจวเฉิงยินดีทว่าคนที่บ้านเขาคงไม่มีทางยอม


พูดความจริงออกไปคงไม่ค่อยน่าฟังสักเท่าไร ถึงอย่างไรย่าอวี๋เองก็ไม่อยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานเลิกกับโจวเฉิง


โจวเฉิงมีคุณสมบัติที่ดี นอกจากชอบพอเสี่ยวหลาน พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็เคยเจอหน้ากันแล้ว


คู่ครองที่มีคุณสมบัติดีพร้อมนั้นหาได้ยาก ครอบครัวฝ่ายชายที่พูดจามีเหตุผลก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ ย่าอวี๋รู้สึกว่าหลังผู้อาวุโสของตระกูลโจวยอมรับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วก็ยิ่งเข้าข้างว่าที่ลูกสะใภ้อย่างแน่นอน จุดนี้ย่าอวี๋จึงเพิ่มคะแนนให้กับโจวเฉิง อีกอย่างคนเราฉลาดแค่ไหนก็มิวายถูกความรักบังตา เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยดูแลเงินเก็บของโจวเฉิงมานาน หากเลิกกันตอนนี้คนที่เสียเปรียบก็คงเป็นเสี่ยวหลานน่ะสิ


ด้วยนิสัยของเสี่ยวหลาน ขอเพียงใช้เงินทุนของโจวเฉิงมาทำธุรกิจ ต่อให้สามารถทำกำไรเพิ่มได้ แต่หลังเลิกกันเธอก็คงยกธุรกิจนั้นให้กับโจวเฉิงแน่นอน


ย่าอวี๋ขึ้นเสียงสูง “ถ้ารู้ว่าเด็กคนนั้นดีมาก แล้วจะทะเลาะอะไรกันอีก คบหากันแล้วยังจะถือทิฐิไปทำไม ความรู้สึกนั้นสำคัญกว่าศักดิ์ศรี... ยายแก่อย่างฉันบอกเธอได้เท่านี้ ที่เหลือเธอก็ลองคิดดูเองเถิด!”


โจวเฉิงย่อมรู้ตัวดีว่าตนกับเสี่ยวหลานจะผ่านอุปสรรคครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับว่าเขาจะจัดการเรื่องของตระกูลสืออย่างไร



ตอนที่ 892: หายนะโดยแท้



เรื่องของตระกูลสือ เซี่ยเสี่ยวหลานปล่อยมือไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างสิ้นเชิง


และเพื่อเรียกสติลูกชายกวนฮุ่ยเอ๋อเองก็ไม่ดูแลต่อแล้วเช่นกัน โชคดีที่ยังมีคังเหว่ยคอยสนับสนุน ไม่ปล่อยให้โจวเฉิงสู้ศึกตามลำพัง มิเช่นนั้นเขาก็คงอับจนหนทางอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้เขาขอลาหยุดไม่ได้น่ะสิ!


โจวเฉิงไม่อยากเชื่อว่าความคิดของเว่ยเจวียนหงจะมีปัญหา แต่ความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เขาไม่เชื่อก็คงไม่ได้


งานที่โรงงานบุหรี่ ตระกูลโจวเป็นคนช่วยหามาให้ ดังนั้นคังเหว่ยจึงช่วยวิ่งเต้นเพื่อขอย้ายเว่ยเจวียนหงจากสายงานผลิตไปทำงานที่สำนักงาน


แน่นอนว่าคังเหว่ยกำลังรอดูเรื่องตลก คนที่ไม่เข้าใจสถานการณ์คงคิดว่างานในสำนักงานเป็นงานที่สบาย ไม่ต้องตากแดดตากฝน ไม่ต้องเข้ากะเหมือนสายงานผลิต ฤดูร้อนได้ตากพัดลม ฤดูหนาวมีเตาผิง นั่งว่างๆรอเงินเดือนไปวันๆ


หึหึ มันง่ายขนาดนั้นเสียที่ไหน!


หากไม่ใช่คนฉลาด ย่อมไม่มีทางก้าวหน้าในสำนักงาน


แม้เว่ยเจวียนหงจะเป็นญาติของทหารกล้าผู้เสียสละ แต่คงปล่อยให้คนอื่นทำงาน ส่วนเธอเอาแต่นั่งว่างไม่ได้แน่นอน


คังเหว่ยช่วยย้ายเว่ยเจวียนหงมาทำงานในสำนักงานของโรงงานบุหรี่ หลังทำงานได้แค่อาทิตย์เดียวเว่ยเจวียนหงก็เกิดเรื่องขึ้น


อีกไม่นานก็จะถึงวันก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งตรงกับวันที่1 กรกฎาคม แน่นอนว่าไม่มีใครหนีพ้นการสรรเสริญอวยพรในวันก่อตั้งพรรค ใบประกาศและคำขวัญของโรงงานจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด คนที่เป็นสมาชิกพรรคกับว่าที่สมาชิกพรรคต่างก็มีกิจกรรมมากมายที่ต้องเข้าร่วม ส่วนคนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคก็ต้องคอยตีสนิทกับคนที่เป็นสมาชิก เว่ยเจวียนหงเพิ่งถูกย้ายมาทำงานในสำนักงานได้ไม่นานก็เจอกับเหตุการณ์นี้เข้าพอดี เป็นเหตุให้เธอยุ่งจนหัวหมุนไปหมด


วาดใบประกาศ แต่งคำขวัญ และจัดบอร์ด?


เรื่องพวกนี้เธอทำเป็นเสียที่ไหน


ตอนที่เพื่อนร่วมงานต้องการคนช่วย แต่เว่ยเจวียนหงกลับช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง


เวลาคนอื่นงานยุ่งย่อมไม่มีเวลามาสนใจอารมณ์ของเว่ยเจวียนหง คนชวนเธอคุยน้อยลง เธอเองก็รู้สึกร้อนใจ และอยากพิสูจน์ว่าความคิดของตนนั้นไม่ผิดพลาด คังเหว่ยช่วยย้ายเธอจากสายงานผลิตมาที่สำนักงาน เว่ยเจวียนหงจึงอยากฉวยโอกาสในครั้งนี้สร้างผลงานให้ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อไม่เห็นด้วยที่จะย้ายเธอมาทำงานในสำนักงาน แต่สุดท้ายโจวเฉิงก็จัดการให้เธออยู่ดี เว่ยเจวียนหงคิดไว้แล้วว่าคำพูดของพวกผู้หญิงนั้นเชื่อไม่ได้ ต้องให้ผู้ชายเป็นคนตัดสินใจอยู่เสมอ


ใช่ว่าเธอจะไม่รู้เรื่องรู้ราวไปเสียหมด ในเมื่อเธอช่วยงานสำคัญไม่ได้ เว่ยเจวียนหงจึงช่วยรินน้ำชาคอยบริการทุกคน เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าการรินชามีศาสตร์ของมัน แต่เว่ยเจวียนหงกลับคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานดูถูกตนจึงไม่เก็บเรื่องนี้เอามาใส่ใจ


แน่นอนว่างานนี้ไม่มีใครแย่งเธอทำ แต่คนอื่นในสำนักงานต่างยุ่งวุ่นวายกันหมดจึงไม่มีคนคอยให้คำแนะนำแก่เธอ


หัวหน้าของสำนักงานต้องการจัดประชุมย่อยเพื่อพูดคุยเรื่องกิจกรรมของโรงงาน ดังนั้นเว่ยเจวียนหงจึงเสนอตัวชงชาให้กับทุกคน


เว่ยเจวียนหงใส่ใบชาลงไปในแก้วเล็กน้อย แต่พอรู้สึกว่าใส่เยอะเกินไปเธอก็ใช้มือหยิบใบชาออกมา แม้ภาพนี้จะไม่ถูกหัวหน้าเห็น แต่เพื่อนร่วมงานเห็นเข้าอย่างจัง


หางตาของเพื่อนร่วมงานที่เห็นเหตุการณ์กระตุกอยู่ตลอดเวลา และตัดสินใจว่าจะไม่ดื่มน้ำชาจากเว่ยเจวียนหงอีกต่อไป


เมื่อครู่เธอเพิ่งเห็นเว่ยเจวียนหงใช้มือแคะจมูก ไม่รู้ว่าล้างมือหรือยังถึงได้เอาไปจับใบชาแบบนั้น


หัวหน้าพูดน้ำไหลไฟดับคงรู้สึกคอแห้ง


เว่ยเจวียนหงจึงถือน้ำชาฝีมือตัวเองโดยการจับหูแก้วเอาไว้ เธอไม่ได้วางบนโต๊ะ แต่กลับยื่นให้หัวหน้าโดยตรงแทน


หัวหน้าไม่ได้คิดอะไรมาก เมื่อเว่ยเจวียนหงยื่นน้ำชามาให้เขาก็รับไว้ แต่เพราะเขาพูดได้ครึ่งทางก็ถูกการกระทำของเว่ยเจวียนหงขัดจังหวะ หัวหน้าจึงต้องเตือนว่า


“เสี่ยวเว่ย อีกหน่อยถ้าทุกคนกำลังประชุมกันอยู่ให้วางไว้... โอ๊ย ร้อน!”


พูดยังไม่ทันจบ น้ำชาที่ถูกเทจนเยอะเกินไปก็กระฉอกมาลวกมือของหัวหน้าทันที


พอเขาร้องอุทานออกมาเช่นนั้น เว่ยเจวียนหงก็รู้สึกตื่นตระหนก ทำให้มือของเธอสั่นเทา และเพราะทั้งคู่รับส่งแก้วชาไม่ดีพอ น้ำชาจึงราดใส่ขาของหัวหน้าเกือบหมดแก้ว


เวลานี้คือเดือนมิถุนายน เป็นหนึ่งในช่วงสามเดือนที่ร้อนที่สุดของปี หัวหน้าจึงใส่กางเกงขายาวตัวบาง ทันทีที่เขาถูกน้ำชาที่ร้อนจัดของเว่ยเจวียนหงหกใส่เต็มขา สหายชายวัย50กว่าปีก็เริ่มน้ำตาคลอเบ้า เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน


คงประชุมต่อไม่ได้อีกแล้ว คนในสำนักงานรีบรองน้ำเย็นมาให้หัวหน้า บ้างก็ไปหาน้ำมันมาช่วยทาบาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก


“ไม่ได้การแล้ว ดูเหมือนแผลของเขาต้องพาไปส่งโรงพยาบาล”


พูดจบพวกเขาก็พาหัวหน้าไปส่งที่โรงพยาบาลทันที ในสำนักงานจึงเหลือเว่ยเจวียนหงแค่คนเดียว


นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเว่ยเจวียนหงถูกย้ายไปอยู่สำนักงานได้เพียงสามวัน


แน่นอนว่าหัวหน้าไม่โทษเธอเพราะเห็นว่าเธอเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นาน อีกทั้งยังเป็นญาติของทหารกล้า ชีวิตคงลำบากมากน่ะสิ


แต่คนอื่นคงอดที่จะนินทาไม่ได้


“เสี่ยวเว่ยคนนี้ช่าง...”


ช่างอะไร?


ช่างเป็นเหมือนเผือกร้อนจริงๆ ด่าแรงก็ไม่ได้ ไม่ด่าเลยก็คงไม่หลาบจำ


ชงชาไม่เป็นแล้วยังไม่รู้จักเรียนรู้อีก การวางแก้วชาไว้บนโต๊ะคือมารยาทพื้นฐาน อย่าว่าแต่ชาวปักกิ่งเลย ต่อให้อยู่ในชนบทคนที่ยื่นน้ำชาให้ตรงๆแบบนี้ก็คงมีน้อยมาก ยัดน้ำชาร้อนๆ ใส่มือคนอื่น แถมยังจับหูแก้วเอาไว้เองเช่นนั้น จะให้คนอื่นรับแก้วชาอย่างไรกัน?


เพราะคนที่โดนน้ำร้อนลวกคือหัวหน้า เขาจึงให้อภัยเธอได้


แต่สำนักงานมักมีคนนอกเข้าออกอยู่เสมอ ถ้าทำคนอื่นบาดเจ็บขึ้นมาแล้วจะทำอย่างไรเล่า


โรงงานบุหรี่เห็นใจเว่ยเจวียนหงที่เสียสามีทหารไป เห็นใจที่เธอมาจากชนบทอันไกลโพ้น เพิ่งเข้าทำงานมาใหม่ๆ จะสะเพร่าไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าไม่ได้แขวนป้ายคำว่า ‘ญาติทหารผู้เสียสละ’ เอาไว้บนตัว หรือเกิดเรื่องขึ้นกับคนอื่นที่ไม่ได้ทำงานในโรงงาน พวกเขาจำเป็นต้องยกโทษให้เธอหรือ?


หญิงสาวที่ขยันขันแข็งและชาญฉลาดล้วนอยากได้งานของเว่ยเจวียนหงด้วยกันทั้งนั้น แต่พวกเธอแค่ไม่มีโอกาส!


ทางโรงงานเองก็จนปัญญา เพราะถึงอย่างไรพวกเขาคงไล่เธอออกไม่ได้ งานประจำสมัยนี้ขอแค่โรงงานยังไม่ล้มละลายก็สามารถทำงานนี้ไปได้ทั้งชาติ


ตอนนี้ทุกคนในโรงงานต่างกลัวว่าเว่ยเจวียนหงจะทำงานยกน้ำชาเหลือเกิน สุดท้ายคงได้แต่ประคบประหงมเธอไว้บนหิ้งสินะ


ไม่ทันไรเว่ยเจวียนหงก็พบว่า แม้งานในสายงานผลิตจะเหนื่อยมากแค่ไหน แต่ก็แสดงให้เห็นว่าโรงงานต้องการเธอ ตอนนี้เธอยังฉลาดไม่พอ การศึกษาเองก็ไม่สูง การนั่งเหม่ออยู่ในสำนักงานเช่นนี้ ทรมานไม่ต่างจากทำงานในสายงานผลิตเลยสักนิด


เธอรู้สึกเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก และความคิดนี้ก็ทำให้เธอยิ่งรู้สึกทุกข์ใจ


พลาดแค่ครั้งเดียวเองมิใช่หรือ


ในสายงานผลิตยังอนุญาตให้พนักงานใหม่พลั้งพลาดทำสินค้ามีตำหนิได้ แล้วทำไมในสำนักงานจะทำไม่ได้กันเล่า


เว่ยเจวียนหงยังคงไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลักการนี้


โรงงานบุหรี่ไม่ได้ลงโทษที่เธอทำน้ำร้อนลวกใส่หัวหน้าด้วยการไม่จัดสรรบ้านพัก เพราะพวกเขารู้ว่าสถานการณ์ของครอบครัวเธอค่อนข้างพิเศษ จึงรีบจัดสรรบ้านพักให้เว่ยเจวียนหงอย่างรวดเร็ว


แม้กวนฮุ่ยเอ๋อจะไม่สนใจ แต่โจวเฉิงคงไม่อาจปล่อยมือได้อยู่ดี


โรงงานบุหรี่จัดสรรบ้านพักให้ตระกูลสือแบบเดียวกับที่เซี่ยเสี่ยวหลานเสนอ พวกเขาให้ห้องชุดสองห้องนอนกับห้องชุดหนึ่งห้องนอนให้แก่เว่ยเจวียนหง โดยที่ทั้งสองห้องอยู่ชั้นเดียวกัน แต่ถึงแม้สวัสดิการของโรงงานดีมากแค่ไหน ก็ใช่ว่าทุกครอบครัวจะพึงพอใจกับการจัดสรรบ้านพัก แน่นอนว่าสิ่งที่ตระกูลสือได้รับต่างทำให้คนอื่นรู้สึกอิจฉาตาร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว


ทว่าที่ทุกคนอดทนไม่ตัดพ้อ ก็เพราะสถานการณ์ของตระกูลสือพิเศษกว่าคนอื่น


ในสายโทรศัพท์ คังเหว่ยเล่าพฤติกรรมของเว่ยเจวียนหงหลังย้ายงานอย่างออกรสออกชาติ ราวกับเห็นเองกับตาทุกสถานการณ์


“พี่เฉิงจื่อ พี่สะใภ้พูดถูกจริงๆ ให้คนทำงานในตำแหน่งงานที่ไม่เหมาะสมมันคือหายนะโดยแท้ ทำงานในบริษัทไม่เหมือนการค้าขาย ที่อยากเปิดแผงตรงไหนเวลาไหนก็เปิด อยากทำธุรกิจอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งสิ้น จะได้กำไรหรือขาดทุนคนอื่นก็ไม่สามารถมาวุ่นวายได้ แต่การทำงานในบริษัทนั้นไม่เหมือนกัน ทำเป็นก็คือทำเป็น ทำไม่เป็นก็ควรเรียนรู้ อยากถีบตัวเองให้สูงขึ้นรวดเดียวหลายขั้นแบบนั้นย่อมเกิดปัญหาตามมาน่ะสิ!”


เส้ากวงหรงไปได้สวยกับที่ทำงาน แน่นอนว่าเขาเก่งกว่าคังเหว่ยที่รับเงินเดือนไปวันๆ มากนัก


แต่ตอนนี้เส้ากวงหรงกลับคิดว่าวุฒิการศึกษาของตัวเองไม่สูงพอ ดังนั้นเขาจึงอยากสอบเกาเข่าเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ ในขณะที่เว่ยเจวียนหงไม่มีอะไรเลยสักอย่าง ความสามารถไม่ถึงทว่าดันอยากขุดหลุมฝังตัวเองเสียอย่างนั้น นานวันเข้าโจวเฉิงไม่เพียงแต่ต้องคอยตามเช็ดตามล้าง แม้แต่คนที่โรงงานบุหรี่คงอดที่จะเกลียดชังเธอไม่ได้ใช่หรือไม่?


เพิ่งเข้าทำงาน ยังเป็นพนักงานใหม่ คนอื่นๆยังพอเข้าอกเข้าใจ


แต่ถ้าผ่านไปนานหลายปีแล้วยังไม่มีการพัฒนา คนที่โรงงานคงไม่ทนต่ออีกแน่นอน


ถ้าเว่ยเจวียนหงยินดีเรียนรู้และพัฒนาตัวเองยังไม่เท่าไร แต่ตอนนี้ความคิดของเธอผิดเพี้ยนไปหมด แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?


โจวเฉิงฟังแล้วก็เงียบไปสองนาทีเต็ม


“นายยังไม่ได้เล่าเรื่องบ้าน ตระกูลสือจะย้ายบ้านเมื่อไรรึ”



ตอนที่ 893: แข็งกร้าวสักครั้ง



“โรงงานบุหรี่จัดสรรบ้านพักให้ตระกูลสือแล้วครับ ผมไปหาป้าสือเพื่อบอกเรื่องนี้แล้ว ป้าสือเองก็ตอบตกลงทันที แถมยังเก็บข้าวของอย่างดีใจด้วย แต่ไม่รู้ว่าพี่สะใภ้เว่ย...”


คังเหว่ยถอนหายใจ


จะโทษป้าสือที่ไม่อาจควบคุมเว่ยเจวียนหงก็ไม่ได้


ป้าสือนั้นอายุมากแล้ว เธอย่อมไม่ได้มีลูกแค่สือข่ายกับสือผิงเท่านั้น แต่ลูกคนอื่นๆต่างเสียชีวิตไปหมดแล้ว เธอมีสือข่ายตอนอายุค่อนข้างมาก หลังจากนั้นไม่นานก็ให้กำเนิดสือผิง


พอสือข่ายตายจากไป สือผิงก็พึ่งพาไม่ได้ ถ้าป้าสือไม่ตามใจลูกสะใภ้ อนาคตของหลานสองคนจะทำอย่างไรเล่า


คังเหว่ยแอบเจอกับป้าสือมาแล้วสองครั้ง เขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีเหตุผล แม้จะอ่านหนังสือไม่ออก แต่ก็ไม่ใช่หญิงชราที่เรื่องมากแต่อย่างใด เธอเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น และพูดแค่ว่าตนรบกวนโจวเฉิง ทำเอาคังเหว่ยรู้สึกเกรงใจไปตามๆกัน


คังเหว่ยรู้ว่าทำไมโจวเฉิงถึงสนใจเรื่องที่ตระกูลสือจะย้ายบ้านหรือไม่


แน่นอนว่าโจวเฉิงคงไม่ปล่อยให้เว่ยเจวียนหงได้ทุกอย่างที่ต้องการ อีกอย่างการชดเชยให้กับตระกูลสือ หลักๆแล้วไม่ใช่เพราะเว่ยเจวียนหง แต่เป็นเพราะป้าสือกับลูกอีกสองคนของสือข่ายต่างหาก


ถ้าหมดหนทางจริงๆ โจวเฉิงคงต้องยอมแบ่งแยกเว่ยเจวียนหงออกจากตระกูลสือ


ในอนาคตเขาจะดูแลตระกูลสือ แต่จะไม่สนใจเรื่องของเว่ยเจวียนหงอีกต่อไป!


ย้ายงานให้แต่กลับไม่ยอมฮึดสู้ แล้วจะให้โจวเฉิงจะทำอย่างไรเล่า


คังเหว่ยไม่อาจตัดสินใจแทนโจวเฉิงได้ แต่ในเมื่อโจวเฉิงขอให้เขาช่วย เขาจึงทำได้แค่บอกสิ่งที่ตนรู้ให้โจวเฉิงฟังเท่านั้น


“...รอดูไปก่อนก็แล้วกัน”


โจวเฉิงตอบอย่างคลุมเครือ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง


“เรื่องตระกูลสือนายคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวให้ฉันก็พอ ส่วนเรื่องที่ฉันเคยบอกไว้คราวก่อน นายควรรีบมาที่วิทยาลัยโดยเร็วที่สุด ฉันมีของจะให้”


คังเหว่ยรับปากอย่างขันแข็ง


ก่อนวางสาย คังเหว่ยหัวเราะแห้งๆสองที “พี่สะใภ้ยังเมินพี่อยู่หรือครับ”


โจวเฉิงวางสายโทรศัพท์อย่างกระแทกกระทั้น


เจ้าคังเหว่ยพูดอะไรไม่พูด ดันพูดแทงใจดำเขาเสียได้ ถ้าไม่จัดการเรื่องตระกูลสือให้ดี เขาจะมีหน้าไปเจอเสี่ยวหลานอีกหรือ


ครั้งนี้เสี่ยวหลานไม่ได้ล้อเล่น


เทียบกับเมื่อปีที่แล้วตอนเขาพูดเรื่องแต่งงาน ครั้งนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่ามาก


โจวเฉิงรู้สึกไม่สบายใจสักนิด


เสี่ยวหลานบอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลาทำใจให้เย็นลง เวลาที่ว่านั้นยาวนานแค่ไหนกัน? โจวเฉิงคิดว่าตนตั้งสติได้แล้ว ทว่าตอนนี้เหมือนเขาถูกขังอยู่ฝ่ายเดียว ไม่รู้ว่าเมื่อไรเสี่ยวหลานจนยอมปล่อยเขาออกจากห้องปิดตายแห่งนี้!


------------------------------


ย้ายบ้าน?


เว่ยเจวียนหงไม่มีความคิดที่จะย้ายบ้านเลยสักครั้ง


เธอไปดูบ้านที่โรงงานจัดสรรให้แล้ว ที่นั่นทั้งเล็กทั้งแคบ ห้องชุดสองห้องรวมกันแล้วยังไม่กว้างขวางเท่าเรือนสี่ประสานหลังนี้เลย แถมยังต้องจ่ายค่าเช่าเองด้วย ทุกเดือนค่าเช่าบ้านจะถูกหักไปจากเงินเดือน


ทั้งที่เธอเคยบอกไว้แล้วว่าไม่อยากย้าย วันนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋อก็รับปากเสียดิบดี แต่ตอนนี้โรงงานกลับจัดสรรบ้านพักมาให้แล้ว นั่นก็เท่ากับบีบให้เธอย้ายบ้านมิใช่หรือ


อยากได้บ้านพักจากโรงงานต้องทำการลงทะเบียน แต่เว่ยเจวียนหงไม่เคยไปลงทะเบียนเลยสักครั้ง ทว่าพอจัดสรรบ้านเรียบร้อยแล้วถึงมาบอกเธอเช่นนี้... ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลานกับกวนฮุ่ยเอ๋ออย่างแน่นอน


เว่ยเจวียนหงข่มเพลิงโทสะ และพยายามไม่พูดเรื่องนี้หลังกลับมาถึงบ้าน


แต่ใครจะไปคิดว่าแม่สามีเธอรู้เรื่องทุกอย่าง และเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว “เจวียนหง แม่ไปให้คนดูฤกษ์มาแล้ว ไว้วันไหนลูกไม่ต้องไปทำงาน พวกเราค่อยย้ายไปยังบ้านพักที่โรงงานจัดสรรให้ก็แล้วกัน”


ตระกูลสือไม่ได้มีข้าวของมากมายนัก


ตอนเข้าปักกิ่งมารักษาตัว พวกเขานึกไม่ถึงว่าจะได้ปักหลักอยู่ที่ปักกิ่ง จึงพกเสื้อผ้าติดตัวมาเปลี่ยนแค่สองชุดเท่านั้น


ตอนป้าสือผ่าตัดตาเรียบร้อย เว่ยเจวียนหงก็รู้ว่าสือข่ายต้องสละชีวิตเพื่อช่วยโจวเฉิงจึงเปลี่ยนใจไม่กลับบ้านเกิด


ข้าวของของครอบครัวเธอในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหม้อหรือจานชาม ล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลโจวช่วยซื้อให้ทั้งสิ้น


ตอนที่ตระกูลสือย้ายเข้ามาในเรือนสี่ประสานหลังนี้ แม้แต่ผ้าห่มก็มีเตรียมไว้พร้อม คังเหว่ยคือคนที่ช่วยโจวเฉิงตระเตรียมทุกอย่าง แม้แต่ถ่านรังผึ้งเขาก็ซื้อมาให้ตระกูลสือหลายร้อยก้อน ของใช้ในชีวิตประจำวันก็มีให้ใช้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง


ดังนั้นตอนจะย้ายออกมันจึงกลายเป็นเรื่องง่าย แค่เก็บเสื้อผ้าก็พอแล้วนั่นเอง


เว่ยเจวียนหงก้มหน้าไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ


เธอเพิ่งกลับมาถึงบ้าน ยังไม่ทันเอ่ยปากอะไร แม่สามีเธอก็รู้เรื่องการจัดสรรบ้านพักเสียแล้ว สือผิงสติไม่เต็มเต็ง แน่นอนว่าเขาไม่มีทางบอกเรื่องนี้กับแม่ ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นคนอื่น และคนอื่นที่ว่าคือใคร เว่ยเจวียนหงรู้ดี


ป้าสือเร่งขอคำตอบจากเธอ เว่ยเจวียนหงทนการรบเร้าไม่ไหวจึงเงยหน้าขึ้น


“แม่ ตระกูลโจวพูดอย่างทำอย่าง ทำไมถึงทำอะไรไม่เหมือนที่รับปากไว้ ฉันเคยบอกไปแล้วว่าฉันไม่อยากย้ายบ้าน”


บอกว่าจะช่วยย้ายเธอไปทำงานในสำนักงาน ดีไม่ดีคงจงใจกลั่นแกล้งเธอสินะ รอดูเธอทำเรื่องขายหน้า เว่ยเจวียนหงทำงานไม่ราบรื่น อารมณ์ในตอนนี้ย่อมไม่ดีตามไปด้วย


ป้าสือได้ยินดังนั้นก็โกรธจนร้องไห้ออกมา


“เธอมันแล้งน้ำใจ คนเขายังต้องทำอะไรให้พวกเราอีก... เจวียนหง เมื่อก่อนเธอไม่ได้เป็นคนแบบนี้ เกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเธอกันแน่”


ของของคนอื่นไม่ควรช่วงชิงมาเป็นของตัวเอง


สิ่งที่ไม่ควรเอาเปรียบก็ไม่ควรไขว่คว้า


ไม่ติดหนี้ใคร ตอนกลางคืนถึงจะนอนหลับสนิท!


บ้านพักที่โรงงานจัดสรรให้ย่อมไม่ได้ดีเหมือนเรือนสี่ประสานที่กว้างขวางแห่งนี้ แต่บ้านหลังเล็กถูกจัดสรรให้ตามนโยบายของโรงงาน ต่างจากเรือนสี่ประสานที่พวกเธออาศัยอยู่ในปัจจุบันนั้นได้มาจากการเอาเปรียบตระกูลโจว ป้าสือไม่ได้หน้าด้านขนาดนั้น เธอจึงอดที่จะรู้สึกผิดตลอดเวลาไม่ได้


ป้าสืออุ้มหลานคนเล็ก ท่าทีแข็งกร้าวอย่างหาได้ยาก “ถ้าเธอไม่ย้ายก็กลับบ้านเกิดไปซะ งานที่โรงงานก็ไม่ต้องทำแล้ว พวกเราจะกลับบ้านเกิดกันทุกคน!”


เว่ยเจวียนหงได้ยินก็พูดอย่างตะกุกตะกัก “แม่ งานที่บ้านเกิดจะดีเท่าเมืองหลวงได้อย่างไร...”


ป้าสือไม่พูดอะไรอีก ครั้งนี้เธอตัดสินใจแล้ว


งานที่บ้านเกิดย่อมดีสู้เมืองหลวงไม่ได้แน่นอน ทำงานที่นี่ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ถ้ากลับอำเภอป๋อทง พวกเธอก็จะไม่ต้องรบกวนตระกูลโจวอีก


ถ้าไม่มาปักกิ่ง ลูกสะใภ้ก็คงไม่กลายเป็นคนดื้อรั้น เอาแต่คิดเกาะตระกูลโจวเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในปักกิ่งเช่นนี้ หากเป็นแบบนี้สู้กลับบ้านเกิดเสียยังดีกว่า! ไม่มีงานทำก็ไม่เป็นไร ตอนนี้สายตาเธอกลับมาดีเหมือนเดิมแล้ว พอกลับบ้านไปก็สามารถทำไร่ทำสวนได้


เว่ยเจวียนหงกำลังคิดว่าป้าสือพูดเล่น ป้าสือจึงกอดหลานชายคนเล็กแน่น “ถ้าไม่เชื่อฟังกันก็กลับบ้านแม่ไปเสีย อยากแต่งงานใหม่ก็เชิญ แต่ห้ามเอาเด็กสองคนนี้ไป ต่อให้ฉันต้องอดข้าวอดน้ำ ฉันก็จะเลี้ยงเด็กสองคนนี้ให้ได้!”


กลับบ้านแม่?


หลังเกิดเรื่องกับสือข่าย เว่ยเจวียนหงเป็นคนบอกเองว่าจะอยู่กับตระกูลสือ


เธอไม่เคยคิดอยากจากไปไหน


ตอนนั้นทางฝ่ายบ้านแม่ของเธอก็เคยเตือน แต่เธอก็ได้ด่าไล่ให้พวกเขากลับไป ทั้งยังสาบานว่าจะไม่แต่งงานใหม่อีก บ้านแม่อยากได้ตำแหน่งงานที่ถูกจัดสรรให้ก็ถูกเว่ยเจวียนหงตอกกลับไปแล้ว เธอทำผิดต่อครอบครัวฝ่ายแม่อย่างร้ายกาจแล้วจะกลับไปที่นั่นได้อย่างไร


ถ้าป้าสือไล่เธอไป เธอคงสิ้นไร้ไม้ตอกแน่นอน


งานที่โรงงานได้มาก็เพราะเธอเป็นญาติของทหารผู้เสียสละ โดยมีเงื่อนไขว่าเธอจะต้องเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลสือ ถ้าป้าสือไปโวยวายที่โรงงาน ไม่ยอมรับว่าเธอเป็นสะใภ้ของตระกูล โรงงานคงไม่มีทางเก็บเธอไว้แน่


เว่ยเจวียนหงทรุดตัวกับพื้น จับชายกางเกงป้าสือพลางร้องไห้ออกมา


ป้าสือเองก็ร้องไห้พลางลูบศีรษะเว่ยเจวียนหงพร้อมกับพูดสั่งสอน


“เจวียนหง ของของคนอื่นดีแค่ไหนสุดท้ายก็ไม่ใช่ของเรา เธอเห็นแค่การเสียสละของสือข่าย แต่เธอเคยคิดไหมว่าเพื่อนร่วมรบของเขาจะรู้สึกเจ็บปวดมากแค่ไหน หัวหน้าโจวอายุไม่ได้มากไปกว่าสือผิงเลย เขาดีกับครอบครัวเราเช่นนี้ ถึงอย่างไรเราก็ไม่ควรเป็นตัวถ่วงเขาไปทั้งชาติ...”


ป้าสือรู้สึกว่าการมาปักกิ่งครั้งนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาด หลังจากรักษาตาจนหายดีแล้วก็ควรเดินทางกลับบ้านเกิดสิ


ครอบครัวของหัวหน้าโจวเป็นคนดีเสียขนาดนั้น แต่กลับถูกเว่ยเจวียนหงเหยียบย่ำน้ำใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบหมดสิ้น



ตอนที่ 894: ใช้ความหล่อแลกมา?



ตอนโจวเฉิงโทรหาคังเหว่ย ปฏิกิริยาของเว่ยเจวียนหงยังไม่ชัดเจนมากนัก


จนกระทั่งคังเหว่ยไปหาโจวเฉิงที่วิทยาลัยเพื่อเอาของ ข่าวที่เขานำมาด้วยมีทั้งดีและร้าย


“ป้าสือบอกว่าจะไม่ย้ายไปอยู่บ้านพักของโรงงานแล้วครับ และยังบอกว่าจะย้ายกลับบ้านเกิดทั้งหมด งานที่ปักกิ่งก็ไม่เอาแล้ว พวกเขาจะกลับไปทำเกษตรกรรมที่อำเภอป๋อทง สถานการณ์แบบนี้พี่สะใภ้เว่ยไม่เห็นด้วยก็คงจะไม่ได้ ตอนผมมาที่นี่ทางบ้านสือกำลังเก็บของเตรียมตัวย้ายบ้าน... พี่เฉิงจื่อ เรื่องงานของพี่สะใภ้เว่ย?”


ให้ตระกูลสือย้ายบ้านไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงของโจวเฉิง เขาแค่อยากใช้เรื่องการย้ายงานกับการย้ายบ้านมาวิเคราะห์เว่ยเจวียนหงเท่านั้น


และผลลัพธ์ที่ได้ทำให้โจวเฉิงรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก เขายอมให้เว่ยเจวียนหงเป็นคนเถรตรง แสดงออกอย่างว่าชัดเจนว่าเกลียดเขายังดีกว่าตอนนี้


ตอนนี้เป็นอย่างไรหรือ?


โจวเฉิงอธิบายไม่ถูก แต่เอาเป็นว่าเว่ยเจวียนหงในตอนนี้แตกต่างจากภาพลักษณ์ในจดหมายสองฉบับแรกที่เว่ยเจวียนหงเขียนมาให้เขายิ่งนัก


จดหมายสองฉบับนั้น เว่ยเจวียนหงดูระมัดระวัง อธิบายความคิดของตัวเองอย่างเกรงใจ ทว่าความจริงคือเธอไม่ได้ระมัดระวังอะไรเลยสักนิด อีกทั้งท่าทีของเธอก็มีความแข็งกร้าวแฝงอยู่


มิน่าเสี่ยวหลานถึงทะเลาะกับเขาเพราะเรื่องนี้ คิ้วของโจวเฉิงขมวดมุ่น


“ตอนนี้คงเปลี่ยนงานไม่ได้ ถึงอย่างไรโรงงานบุหรี่ก็ไม่ใช่ของพวกเรา ให้เธอทำงานในสำนักงานไปก่อนเถอะ”


ทำได้ดีหรือไม่ไม่เกี่ยวกับเขา เพราะมันก็คือสิ่งที่เว่ยเจวียนหงเรียกร้องเอง


เงินเดือนของพนักงานธรรมดาธรรมดา ในสำนักงานได้น้อยกว่าคนงานในสายงานผลิต แต่เว่ยเจวียนหงอยากได้เอง ใครก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ทั้งนั้น


จากสิ่งที่คังเหว่ยบอกมา เว่ยเจวียนหงทำงานในสำนักงานอย่างยากลำบาก ทว่าโจวเฉิงไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด เขาจะรอดูว่าเว่ยเจวียนหงจะเขียนจดหมายมาอีกหรือไม่ ถ้าเขาช่วยย้ายงานให้โดยที่เธอไม่เอ่ยปากขอ เธอคงคิดไปไกลอย่างแน่นอน... และถึงแม้เว่ยเจวียนหงจะเขียนจดหมายมาหาเขาอีก โจวเฉิงก็ไม่คิดที่จะติดต่อกับเธอ หากมีเรื่องอะไรเขาจะคุยกับป้าสือแทน


ป้าสือไม่เคยเรียนหนังสือ เธอคือคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่กลับเป็นคนที่มีเหตุผลและเข้าใจโลกเสียยิ่งกว่าเว่ยเจวียนหง


นี่เขาหาขอบเขตที่เสี่ยวหลานพูดไว้เจอแล้วหรือเปล่า?


โจวเฉิงนำเอกสารที่เจียงเหยียนให้ไว้มายื่นให้คังเหว่ย


“เอามันให้พ่อฉัน ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องสนใจ ถ้าเขาเห็นแล้วคงติดต่อฉันมาเอง”


คังเหว่ยทำหน้างง


เอกสารอะไรถึงสำคัญขนาดนี้ ถึงกับต้องเรียกเขามาเพื่อเป็นเด็กส่งของเลยอย่างนั้นหรือ?


คังเหว่ยนึกว่าโจวเฉิงมีเรื่องที่อยากให้เขาทำเสียอีก แต่สุดท้ายกลับเป็นเรื่องที่ต้องมอบหมายให้โจวกั๋วปินจัดการ แสดงว่าไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างแน่นอน!


“นี่มัน...”


“อย่าคิดมากไปเลย เป็นเรื่องในอดีตของพี่พานซานทั้งนั้น นายไม่ควรมีส่วนร่วม”


จะให้คังเหว่ยช่วยสืบก็คงเป็นไปไม่ได้ ถึงคังเหว่ยจะมีเงินก็จริง แต่เขาไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน


ตอนนั้นตระกูลเจียงพยายามปิดเรื่องนี้เอาไว้ เวลาผ่านไปนานเช่นนี้ พวกเขาคงกำจัดร่องรอยจนขาวสะอาดแล้ว ดังนั้นโจวเฉิงจำเป็นต้องขอให้พ่อของตนช่วยสืบ ดูสิว่าจะสืบเจอสิ่งที่สามารถใช้งานได้หรือไม่


คังเหว่ยไม่มีกำลังคน ทั้งยังเป็นเด็กไร้ประสบการณ์ ความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจยังไม่มากพอ ไม่แน่อาจจะติดกับดักของตระกูลเจียงเข้าโดยไม่รู้ตัว!


เรื่องของพานซานผ่านไปนานขนาดนั้น คังเหว่ยนึกว่าโจวเฉิงปล่อยวางได้ตั้งนานแล้วเสียอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนโจวเฉิงยังคงค้างคาใจ


ทว่าโจวเฉิงไม่ได้พูดอะไร และยื่นซองเอกสารมาให้เขา ในนี้มีเอกสารอะไรใส่เอาไว้กันนะ หรือจะเป็นหลักฐานที่มีประโยชน์กับพี่พานซาน? คังเหว่ยทำหน้าแปลกประหลาด “พี่เฉิงจื่อ พี่ไม่ให้ผมมีส่วนร่วม ผมย่อมเชื่อฟังพี่ พี่คงไม่ทำร้ายผมอยู่แล้ว! แต่เพื่อของชิ้นนี้พี่ถึงกับใช้ความหล่อแลกมาเลยรึ!”


มีเรื่องบังเอิญขนาดนั้นด้วยหรือ เรื่องที่เงียบหายไปนานถูกขุดคุ้ยออกมาอีกครั้ง เมื่อคิดถึงคราวก่อนที่เจอกับเจียงเหยียน คังเหว่ยจึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเชื่อมโยงกัน


แม่สาวเจียงเหยียนคนนั้นมักจะเดินตามหลังโจวเฉิงตลอดเวลา พอโจวเฉิงถูกส่งมาเรียนที่วิทยาลัย เจียงเหยียนก็ตามมา อยู่ๆ วิทยาลัยก็เปิดชั้นเรียนสื่อสารให้นักศึกษาหญิงสามารถเข้าเรียนได้? ไม่แน่อาจจะเป็นแผนการที่เจียงเหยียนใช้เข้าหาพี่เฉิงจื่อของเขาน่ะสิ


คังเหว่ยไม่เชื่อคำว่า ‘มิตรภาพ’ ของเจียงเหยียนแม้แต่น้อย สหายหญิงกับสหายชายจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไร!


โจวเฉิงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “ดูเหมือนว่าตอนนี้นายจะยืนอยู่ข้างเดียวกับเสี่ยวหลานอย่างสิ้นเชิงสินะ ยังจำได้ไหมว่าเมื่อก่อนนายเคยพูดอะไรไว้?”


คังเหว่ยอดที่จะหน้าแดงไม่ได้ สองปีก่อนตอนเพิ่งรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาเตือนพี่เฉิงจื่อว่าอย่าจริงจังกับเธอมากเกินไป


แต่เรื่องเก่าเก็บสมัยปี1983 จะขุดมาพูดในปี1985ไปทำไม! เขารู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานมาเกือบสองปีแล้ว มีหรือที่จะไม่รู้นิสัยของเซี่ยเสี่ยวหลาน พี่สะใภ้เสี่ยวหลานเป็นคนดีอย่างไร้ที่ติ ทั้งยังชวนเขาทำธุรกิจสร้างรายได้ แถมตอนเกิดอุบัติเหตุ เพื่อเขาเธอถึงกับปะทะกับนักธุรกิจฮ่องกง... เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพี่สะใภ้ของเขาอย่างสมศักดิ์ศรี เธอจริงใจกับเขา ดังนั้นเขาย่อมต้องคิดเผื่อเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่แล้ว


แม่สาวเจียงเหยียนไล่ตามมาพี่เฉิงจื่อมาถึงวิทยาลัย อีกทั้งพี่เฉิงจื่อยังต้องเรียนอยู่ที่นี่อีกหนึ่งปีกว่า เจอหน้ากันทุกวันแบบนี้ หากมีโอกาสเมื่อไรเจียงเหยียนคงคว้าเอาไว้แน่


คังเหว่ยรู้สึกกลุ้มใจยิ่งนัก แม้พี่เฉิงจื่อจะไม่มีทางทำเรื่องผิดต่อพี่สะใภ้เสี่ยวหลาน แต่พี่เฉิงจื่อหล่อเกินไป เหมือนพระถังซัมจั๋งผู้มีเนื้อกายหอมหวาน เป็นที่หมายตาของเหล่านางมารปีศาจร้าย


คังเหว่ยกระแอมเล็กน้อย “เมื่อก่อนผมพูดอะไรหรือ ผมเปล่าพูดอะไรเสียหน่อย เอาเป็นว่าพี่ต้องระวังเจียงเหยียนเอาไว้ด้วยนะ ดูความเลวของเจียงอู่พี่ชายเธอสิ เห็นได้ชัดว่าการอบรมของตระกูลเจียงมีปัญหา!”


โจวเฉิงเกือบที่จะหลุดหัวเราะออกมา “พอเถอะ นายรีบกลับไปได้แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย ถ้าว่างจนรู้สึกเบื่อก็ช่วยแบ่งเบาภาระพี่สะใภ้นายหน่อย ธุรกิจของพวกนายที่เผิงเฉิงคงต้องมีคนคอยช่วยดูแล หลังเธอสอบเสร็จก็อย่าปล่อยให้เธอต้องกลับไปดูงานที่ร้านวัสดุ เธอกับลุงหลิวรับงานโครงการตกแต่งภายในของโรงแรมห้าดาว คงมีงานที่ต้องทำอยู่ไม่น้อย!”


ไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากว่าง แต่ธุรกิจที่เธอทำนั้นเต็มไปหมด


การเรียนที่มหาวิทยาลัยหัวชิงกินเวลาและสมาธิของเซี่ยเสี่ยวหลานไปมากทีเดียว ส่วนเวลาที่เหลือเซี่ยเสี่ยวหลานต้องแบ่งให้หลานเฟิ่งหวงLuna ร้านวัสดุก่อสร้าง และการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ ถึงอย่างไรตอนนี้หลานเฟิ่งหวงมีหลิวเฟินจัดการ ร้านวัสดุก่อสร้างมีไป๋เจินจูคอยดูแล ส่วนLunaเองก็มีเฉินซีเหลียงเป็นเสาหลัก โจวเฉิงคาดว่าปิดเทอมฤดูร้อนครั้งนี้ ว่าที่ภรรยาของเขาคงทุ่มเทและให้ความสำคัญกับโครงการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่เป็นหลักอย่างแน่นอน


นี่ก็ผ่านมาสี่เดือนแล้วหลังเกิดอุบัติเหตุรถชน โจวเฉิงคิดว่าคังเหว่ยไม่จำเป็นต้องอยู่ในปักกิ่งตลอดเวลา ถ้าเขาสามารถช่วยงานที่ร้านวัสดุก่อสร้างได้ เสี่ยวหลานคงสบายมากขึ้น


คังเหว่ยเองก็คิดเช่นเดียวกัน


เส้ากวงหรงมุ่งมั่นอยู่กับการเรียน แทบไม่ถามเรื่องร้านวัสดุก่อสร้างเลยสักครั้ง


หลายเดือนที่ผ่านมานี้เขาพักรักษาตัวทำให้ไม่ได้ไปที่เผิงเฉิงเลย


หลิวหย่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง งานของหย่วนฮุยเยอะจนทำไม่หมด เขาสร้างรายได้ให้กับร้านวัสดุก่อสร้างจำนวนไม่น้อย ยังจะขอให้เขาช่วยงานมากกว่านี้ได้หรือ?


ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลาน ตั้งแต่แรกก็ตกลงกันไว้แล้วว่า เธอจะดูแลแค่ทิศทางการดำเนินงานของร้านเท่านั้น จะให้เธอคอยจับตาดูงานของร้านทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ มหาวิทยาลัยหัวชิงไม่มีทางยอมให้นักศึกษาขอลาหยุดบ่อยๆ เพื่อมาทำธุรกิจอย่างแน่นอน


มีแต่คังเหว่ยที่ว่างที่สุด


ถึงเวลาที่เขาควรช่วยเหลือแล้วจริงๆ เพราะอีกไม่นานร้านอันเจียวัสดุสาขาที่สองก็จะเปิดกิจการแล้ว!


คังเหว่ยยืนตัวตรงทำความเคารพโจวเฉิง


“ผมจะทำภารกิจให้สำเร็จครับ งานยากงานลำบากผมจะแย่งมาทำเองทั้งหมด ให้พี่สะใภ้เสี่ยวหลานรอนับเงินอย่างสบายใจเพียงอย่างเดียว”


โจวเฉิงยกเท้าเตะเขาด้วยความหมั่นไส้


“พูดให้น้อย ทำให้มากหน่อย”


คังเหว่ยเตรียมตัวกลับบ้าน การที่เซี่ยอวิ๋นไม่ให้เขาขับรถเช่นนี้ คังเหว่ยรู้สึกไม่สะดวกเป็นอย่างยิ่ง มาสือเจียจวงทีหนึ่งก็ต้องขอให้คนขับรถมาส่ง ช่างวุ่นวายยิ่งนัก ก่อนกลับเขาได้ยินเสียงร้องตะโกนดังมาจากสนามบาส มีคนเรียกชื่อเจียงเหยียนเสียงดังกึกก้อง เหมือนอีกฝ่ายเพิ่งชู้ตบาสทำคะแนนได้สำเร็จ ชู้ตเข้าก็เข้าไปสิ ทำไมต้องทำเหมือนอยากเรียกร้องความสนใจจากพี่เฉิงจื่อด้วยเล่า!


มนุษย์เรามีทั้งคนที่สนิทสนมและคนที่เหินห่าง คังเหว่ยรู้จักเซี่ยเสี่ยวหลานก่อน ดังนั้นเขาย่อมเข้าข้างเซี่ยเสี่ยวหลาน และรู้สึกระแวงเจียงเหยียนเป็นอย่างยิ่งนั่นเอง



ตอนที่ 895: หางานพิเศษให้พี่น้องตระกูลหยาง



ปลายเดือนมิถุนายน หลังเซี่ยเสี่ยวหลานสอบวิชาสุดท้ายเสร็จ เธอก็เดินออกจากห้องเรียน ชีวิตนักศึกษาปีที่หนึ่งของเธอนับว่าสิ้นสุดลงแล้ว


ตารางสอบของภาควิชาวิศวกรรมโยธาไม่เหมือนกับตารางสอบของภาควิชาสถาปัตยกรรม หยางหย่งหงสอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตอนนี้เธอได้เก็บสัมภาระเรียบร้อย และกำลังรอซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านเกิดที่มณฑลจี้เป่ย


หยางหย่งหงอดที่จะเอ่ยแซวเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ “เธอคงจะไปหาครูฝึกโจวสินะ ฉันจำได้ว่าเธอบอกว่าเขาเรียนอยู่ที่วิทยาลัยทหารบก เธอจะไปกับฉันไหม เดี๋ยวฉันรอ”


ปกติก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันแล้ว สอบเสร็จปิดเทอมแล้วยังจะไม่ไปเจออีกได้หรือ?


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันคงยังไม่ไปตอนนี้หรอก ไว้ฉันไปจี้เป่ยอีกรอบเมื่อไร คงต้องไปเยี่ยมบ้านของพี่ใหญ่แล้วล่ะ!”


หยางหย่งหงไม่ได้คิดอะไรมาก ทุกคนล้วนมีแผนการของตัวเอง เธอก็แค่ถามไปอย่างนั้น


“หยางหย่งหงห้อง307 มีจดหมายของเธอ!”


ขณะคุยกัน มีคนไปรับจดหมายจากห้องสื่อสารเลยถือโอกาสหยิบมาให้หยางหย่งหงด้วย “มันตกอยู่ตรงซอกโต๊ะ น่าจะส่งมาถึงเกือบครึ่งเดือนแล้ว”


มันคือจดหมายจากบ้านของหยางหย่งหง และเพราะถึงช่วงสอบปลายภาคแล้วจึงมีการทำความสะอาดห้องสื่อสาร จึงมีคนเห็นมันตกอยู่ตรงซอกโต๊ะ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กล้าขัดจังหวะ “รีบอ่านดูเถอะ ที่บ้านอาจจะมีเรื่องด่วนก็ได้ อย่าเสียเวลาเลย”


บ้านหยางหย่งหงไม่ค่อยเขียนจดหมายมาหาเธอสักเท่าไร เพราะต้องจ่ายเงินซื้อแสตมป์ ยิ่งถ้าใกล้ช่วงปิดเทอมแบบนี้ พวกเขาคงไม่มีทางสิ้นเปลืองเงินก้อนนี้อย่างแน่นอน


อีกอย่างพ่อแม่ของเธอก็อ่านหนังสือออกแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น มีเรื่องอะไรมักจะขอให้พี่น้องของหยางหย่งหงช่วยเขียนจดหมายให้อยู่เสมอ


หยางหย่งหงรู้สึกร้อนใจมาก ที่บ้านเธอคงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรใช่ไหม ถ้าเพราะเห็นจดหมายช้าแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น เธอไม่ต้องรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิตเลยหรือ? หยางหย่งหงรีบเปิดซองจดหมาย หลังจากอ่านจดหมายใบหน้าของหยางหย่งหงก็แสดงออกถึงความดีใจ ก่อนจะเปลี่ยนมาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มอีกครั้ง


“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือ ที่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆรึเปล่า?”


หยางหย่งหงถอนหายใจก่อนจะตอนกลับไปว่า “ปีนี้น้องชายฉันอายุ20แล้ว ที่บ้านจึงอยากหาคู่ครองให้เขา ฝ่ายหญิงเป็นอาจารย์ระดับมัธยมต้นในตำบล ตอนตรุษจีนฉันก็เคยเจอเขาแล้ว ท่าทางดูใช้ได้ ทั้งยังไม่รังเกียจที่บ้านฉันยากจนอีกด้วย”


หยางหย่งหงสอบเกาเข่าซ้ำถึงสามปีกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงได้สำเร็จ ตอนเปิดภาคเรียน ทุกคนต่างก็เคยถามอายุกันและกันเรียบร้อยแล้ว และได้รู้ว่าปีนี้เธออายุ23 โตกว่าน้องชายเพียง3ปีเท่านั้น


เด็กหนุ่มอายุ20 ในชนบทถือว่าได้เวลาแต่งงานแล้ว


ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่ยิ่งแก่ก็ยิ่งได้เปรียบ อยู่ในเมืองอาจบอกว่าอยากประสบความสำเร็จในอาชีพการงานก่อนถึงจะแต่งงานได้ แต่ที่ชนบทพวกเขาไม่มีงานอะไรให้ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน ผู้ชายที่อายุเริ่มมากแล้วแต่ยังไม่แต่งงานคงมีแค่สาเหตุเดียวคือ ไม่มีเงินแต่งเมีย!


เป็นเรื่องน่ายินดีแท้ๆ แต่หยางหย่งหงกลับถอนหายใจเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานเดาได้ว่าเธอคงรู้สึกกดดันเรื่องเงิน


“พี่ใหญ่ เงินไม่พอใช้ใช่หรือเปล่า”


หยางหย่งหงเกาศีรษะ


“ก็ใช่น่ะสิ! ครอบครัวฝ่ายหญิงอยากได้สี่ฟุ่มเฟือยกับเงินอีก200หยวนเพื่อนำไปเป็นเงินแต่งงานของพี่ชายทางฝั่งนั้น”


เรื่องเงินอย่าเพิ่งพูดถึงเลย สี่ฟุ่มเฟือยก็ไม่นับว่าเป็นคำขอที่มากเกินไป สมัยยุค70 ไม่มีครอบครัวชนบทที่ไหนสามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้ แต่ปี1985 เนื่องจากการจัดสรรที่นาแก่กับประชาชน ทำให้ครอบครัวในชนบทบางส่วนมีชีวิตที่ดีขึ้นไม่น้อย การเลี้ยงหมูหรือเลี้ยงไก่ไม่มีถูกจำกัดปริมาณ บางครอบครัวจึงเริ่มมีเงินเก็บออม


แต่ครอบครัวของหยางหย่งหงไม่เหมือนกัน เพราะบ้านของเธอนั้นยากจนมาก


ในเมืองใหญ่บางพื้นที่เริ่มนิยามคำว่าสี่ฟุ่มเฟือยใหม่เป็น โทรทัศน์จอขาวดำ ตู้เย็น นาฬิกาควอตช์ และวิทยุ


หากต้องการซื้อของเหล่านี้ให้ครบถ้วน อย่างน้อยต้องใช้เงินจำนวน3,000หยวน


เซี่ยเสี่ยวหลานเดาว่าครอบครัวว่าที่น้องสะใภ้ของหยางหย่งหงคงต้องการสี่ฟุ่มเฟือยแบบเก่ามากกว่า


นั่นก็คือ นาฬิกาข้อมือ จักรเย็บผ้า จักรยาน และวิทยุ


ของเหล่านี้รวมกันแล้วราคาไม่แพงมาก ไม่เกิน800หยวน แน่นอนว่าในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าไม่แพง แต่บ้านของหยางหย่งหงคงไม่มีเงินก้อนนี้น่ะสิ


“พี่ใหญ่ ยังขาดเงินอีกเท่าไร...”


หยางหย่งหงขัดเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นมาทันที “เสี่ยวหลาน ฉันไม่ขอยืมเงินเธอหรอกนะ ฉันแค่อยากถามว่าที่ร้านเธอยังต้องการคนขายเสื้อผ้าไหม”


ทุกคนพูดกันว่านักศึกษาเป็นดั่งโอรสและธิดาของสวรรค์ คนที่สอบเข้าหัวชิงได้ยิ่งเป็นที่น่าอิจฉา หยางหย่งหงรู้ว่าถ้าไม่ใช่เพราะเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้ ฝ่ายหญิงที่เป็นอาจารย์อยู่ในโรงเรียนของตำบลคงไม่มีทางยอมแต่งงานกับน้องชายเธอที่จบแค่มัธยมปลายอย่างแน่นอน ปีที่แล้วน้องชายของหยางหย่งหงสอบได้คะแนนมากพอที่จะเข้าเรียนระดับวิชาชีพ ตามหลักแล้วเขาสามารถเรียนต่อได้ แต่เพราะตระกูลหยางขาดแคลนแรงงาน การเรียนวิชาชีพกับหยางหย่งหงที่สอบติดหัวชิงเทียบกันแล้วสำคัญน้อยกว่ามาก น้องชายของเธอจึงยืนกรานที่จะไม่สอบเข้าใหม่ และยอมกลับบ้านมาทำงานในไร่ในสวนเหมือนเดิม


เรื่องพวกนี้หยางหย่งหงไม่เคยเล่าให้คนในหอฟัง เพราะถึงบ้านของเธอจะยากจน แต่เธอก็มีศักดิ์ศรี หยางหย่งหงไม่อยากขายความน่าสงสาร พอได้ยินเซี่ยเสี่ยวหลานพูดเหมือนจะเสนอให้เธอยืมเงิน หยางหย่งหงจึงปฏิเสธทันที


เธอไม่ต้องการยืมเงินใคร แต่ถ้าร้านเสื้อผ้าของเซี่ยเสี่ยวหลานยังต้องการจ้างคนเพิ่มล่ะก็ เธออยากไปทำงานเพื่อหารายได้เพิ่มเติม


เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจความหมายของหยางหย่งหงทันที


“ปิดเทอมฤดูร้อนพี่จะอยู่ที่ปักกิ่งหรือ”


หยางหย่งหงพยักหน้ารับ “กลับไปก็คงช่วยงานได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการหาเงินมาซื้อของแต่งงานให้น้องชายฉัน เสี่ยวหลาน เธอไม่ต้องห่วงนะ ถ้าที่ร้านไม่ขาดคน ฉันลองหาวิธีอื่นดู”


ถึงอย่างไรเธอก็มีเรี่ยวแรงที่เต็มเปี่ยม อยู่ปักกิ่งเช่นนี้อาจจะพอมีโอกาสทำเงิน ดูสิว่าจะหางานพิเศษทำสักสองเดือนได้หรือเปล่า


สถานะนักศึกษาบางครั้งก็มีมูลค่า แต่เวลาเจอสถานการณ์เช่นนี้ก็เหมือนจะไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ถึงกระนั้นหยางหย่งหงก็ไม่คิดว่าตนเองสูงส่งจนลดตัวมาทำงานหาเงินไม่ได้!


เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่


“พี่ใหญ่ หากทำงานที่ร้านเสื้อผ้าฉันว่าอย่าเลยดีกว่า พี่ไปทำงานนี้อาจจะได้เงิน แต่มันเสียเวลาสองเดือนเสียเปล่าๆ ฉันรู้ว่าต่อให้ปิดเทอมแล้วพี่ก็คงอ่านหนังสืออยู่ดีใช่หรือไม่”


หยางหย่งหงไม่ได้รู้สึกร้อนใจแต่อย่างใด เพราะเธอรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังพูดไม่จบ


และก็เป็นไปตามคาด เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานถามเธอว่า


“น้องชายของพี่สุขภาพร่างกายเป็นอย่างไรบ้าง หากใช้แรงงานคงไม่มีปัญหาใช่ไหม”


หยางหย่งหงรู้สึกงุนงงไปหมดหลังจากได้ยินคำถามของเซี่ยเสี่ยวหลาน “เรื่องแรงไม่ต้องห่วงหรอก เธอดูฉันก็คงพอจะรู้ว่าบ้านพวกเราไม่มีใครตัวเตี้ยสักคน”


เซี่ยเสี่ยวหลานมีแผนในใจแล้ว


สอบเข้าสายวิชาชีพได้แสดงว่าเรื่องสติปัญญาไม่มีปัญหา


“พี่ติดต่อทางบ้านแล้วถามเขาหน่อยสิว่าอยากไปทำงานที่เผิงเฉิงไหม ปิดเทอมฤดูร้อนสองเดือนนี้ถ้าเขาทำงานดีคงได้เงินมากพอสำหรับซื้อสี่ฟุ่มเฟือย แต่ถ้าพี่ใหญ่ไม่สบายใจก็ไปเผิงเฉิงกับฉันได้ ฉันเองก็มีงานที่อยากให้พี่ทำเหมือนกัน”


เรียนสาขาวิศวกรรมโยธาที่หัวชิง ส่งไปขายเสื้อผ้าที่ร้านมันน่าเสียดายเกินไป


แม้หยางหย่งหงจะพูดอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่เธอสามารถสอบเข้าหัวชิงได้แบบนี้ย่อมเก่งกว่าใครหลายคนแน่นอน


อีกทั้งคนที่เรียนวิศวกรรมโยธาอย่างหยางหย่งหงนั้นเก่งคณิตศาสตร์มาก... ที่เซี่ยเสี่ยวหลานหลอกล่อกงหยางให้ไปเป็นนักออกแบบภายในให้หย่วนฮุย เพราะในสายตาเธอคิดว่าการเรียนศิลปกรรมศาสตร์ใช้งานจริงไม่ได้สักเท่าไร หากไม่มีผลงานศิลปะสร้างชื่อก็คงกลายเป็นศิลปินไส้แห้ง ดังนั้นการชวนกงหยางให้เปลี่ยนสายงาน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยรู้สึกผิดกับเรื่องนี้เลย


ทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตัวเองต้องการ กงหยางอยากได้เงิน ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานอยากช่วยหานักออกแบบให้ลุงของตัวเอง


พอถึงคราวของหยางหย่งหง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กล้าที่จะถ่วงอนาคตของเธอ ถ้าเป็นงานด้านออกแบบภายในเธอยังพอเข้าใจอยู่บ้าง แต่สิ่งที่เด็กวิศวกรรมโยธาเรียน เธอไม่รู้เรื่องสักนิด!


ทว่าหากมีสถานที่จริงให้ลงมือปฏิบัติ ให้หยางหย่งหงได้ทำงานพิเศษ คิดแล้วคงไม่มีผลเสียหรอกจริงหรือไม่?


อย่างไรก็ตามหยางหย่งหงเชื่อมั่นในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานมาก ในเมื่อเสี่ยวหลานบอกว่าจะหางานให้น้องชายเธอทำ เสี่ยวหลานย่อมไม่พูดเหลวไหล


หยางหย่งหงกอดเซี่ยเสี่ยวหลานแน่น “เสี่ยวหลาน ขอบคุณนะ! ฉันจะส่งโทรเลขไปหาที่บ้านเดี๋ยวนี้!”


ไม่จำเป็นต้องถามว่าอยากไปทำงานที่เผิงเฉิงไหม ที่บ้านจนเสียขนาดนั้น น้องชายเธอเองก็เป็นคนมีหัวคิด เพื่อการแต่งงานของตัวเอง เขาไม่มีทางไม่อยากไปแน่นอน!



ตอนที่ 896: ลงใต้หาเงินค่าสินสอด



เวลานี้หยางหย่งหงไม่เสียดายค่าโทรเลขอีกแล้ว หลังสอบติดมหาวิทยาลัยหัวชิง คำพูดของเธอมีน้ำหนักเป็นอย่างมาก อีกทั้งคนตระกูลหยางก็ไม่ใช่คนโง่ ไม่ว่าเรื่องไหนพวกเขามักจะเอามาปรึกษาลูกสาวคนโตที่มีความสามารถคนนี้อยู่เสมอ


เรื่องการแต่งงานของน้องชายหยางหย่งหงเองก็เช่นกัน ที่พวกเขาเขียนจดหมายมาหาไม่ใช่เพราะต้องการบีบคั้นให้เธอเป็นคนออกเงิน แต่มันคือการอธิบายสถานการณ์ของทางบ้านให้เธอได้รับรู้ ถามหยางหย่งหงว่าควรทำอย่างไรกับการแต่งงานครั้งนี้ดี


น้องชายของหยางหย่งหงชื่อหยางเจี๋ย


ฟังแค่ชื่อก็รู้ว่าตระกูลหยางตั้งความหวังกับเขาไว้มากแค่ไหน


การให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว เป็นเรื่องปกติในสังคมชนบท แต่ตระกูลหยางนั้นไม่เหมือนคนอื่น เพราะหยางหย่งหงเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก แม้เธอจะต้องเรียนซ้ำสามปี แต่เธอก็ยังอยากสอบเข้าหัวชิงให้ได้ ปีที่แล้วน้องชายเธอสอบติดสายวิชาชีพ เทียบกับเธอแล้วไม่ได้โดดเด่นมากนัก


นอกจากหยางหย่งหงกับหยางเจี๋ย ตระกูลหยางยังมีลูกอีกสามคน


ลูกคนที่สามเรียนอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่1 ส่วนอีกสองคนที่เหลืออายุยังน้อย ทว่าการที่ครอบครัวในชนบทจะส่งเสียลูกหลานเรียนหนังสือให้ครบทุกคนนั้นถือว่าเป็นเรื่องยาก


ปีที่แล้วหลังประกาศคะแนนสอบ หยางเจี๋ยก็บอกให้พี่สาวคนโตไปเรียนมหาวิทยาลัย ส่วนเขานั้นหลังจากเก็บข้าวของเสร็จแล้ว ก็กลับบ้านไปช่วยพ่อแม่ทำการเกษตร โดยเขาบอกว่าตัวเองไม่อยากเรียนหนังสือ เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่คนตระกูลหยางรู้ดีว่าเขาอยากให้พี่สาวผู้มีอนาคตได้เรียนหนังสือต่อ ส่วนน้องๆที่เหลืออายุยังน้อยคงพักการเรียนไม่ได้ หากไม่นับรวมหยางหย่งหง เขาถือว่าเป็นลูกชายคนโตของตระกูลหยาง จำเป็นต้องกลับบ้านไปทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว


ไม่ว่าหยางหย่งหงจะเกลี้ยกล่อมเขาอย่างไร หยางเจี๋ยก็ไม่ยอมเรียนซ้ำ ขนาดผู้เป็นพ่อตีหยางเจี๋ยก็แล้ว แต่เขาก็ยังไม่ยอมกลับไปเรียนที่โรงเรียนอยู่ดี


หยางหย่งหงประหยัดเงินอย่างสุดชีวิต เธอส่งทุนการศึกษาไปให้ที่บ้านทั้งหมด แต่ถึงกระนั้นตระกูลหยางก็ยังคงยากจนเหมือนเดิม


คนที่บ้านรู้สึกผิดกับหยางเจี๋ยจึงอยากรักษาการแต่งงานครั้งนี้ของเขาเอาไว้ให้ได้... ฝ่ายหญิงเป็นเพื่อนสมัยมัธยมต้นของหยางเจี๋ย หลังเรียนจบมัธยมต้นเธอก็ย้ายไปเรียนสายวิชาชีพ พอจบการศึกษาก็ทำงานสอนหนังสือในตำบล อีกทั้งเธอยังชอบหยางเจี๋ยมานานหลายปีแล้ว


เดิมทีเงินเดือนครูก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก แต่ลูกสาวกลับอยากแต่งงานกับหยางเจี๋ย ดังนั้นถึงแม้ครอบครัวฝ่ายหญิงจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้แค่จำยอม นอกจากนี้พวกเขายังอยากได้สินสอดจากลูกสาวคนรองมาใช้เป็นเงินแต่งงานให้ลูกชายอีกด้วย


ไม่ใช่แค่ที่มณฑลจี้เป่ยเท่านั้น หลายๆแห่งก็เป็นเช่นนี้


ครอบครัวในชนบทยอมให้ลูกสาวเรียนหนังสือมากขนาดนี้ แสดงว่าพวกเขาไม่ได้เห็นลูกสาวเป็นแค่ดอกไม้ใบหญ้า


แต่ถ้าไม่เรียกร้องสินสอด แล้วลูกชายของครอบครัวจะแต่งงานได้อย่างไร?


ฝ่ายหญิงเป็นครู แต่ที่อยากแต่งงานกับเด็กหนุ่มผู้ไร้หน้าที่การงานอย่างหยางเจี๋ย ก็เพราะไม่อาจตัดใจจากความรู้สึกของตัวเองได้


หยางเจี๋ยเองก็ชอบเด็กผู้หญิงคนนี้เช่นกัน


พอชอบก็ไม่อยากทำให้เธอรู้สึกลำบากใจ เพราะฉะนั้นเขาไม่มีทางใช้คารมคมคายขอให้ฝ่ายหญิงไม่เรียกค่าสินสอด และหยางเจี๋ยก็ไม่เคยคิดจะใช้วิธีการชิงสุกก่อนห่ามมาแก้ไขปัญหา!


แต่เขาก็ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องมารู้สึกลำบากเช่นกัน


ครอบครัวมีฐานะอย่างไรหยางเจี๋ยนั้นรู้ดี แม้พี่สาวเขาจะส่งทุนการศึกษากลับมาให้ที่บ้าน แต่ก็ยังชดใช้หนี้ของครอบครัวไม่หมด พ่อกับแม่บอกว่าต่อให้ต้องไปยืมเงินคนอื่นก็จะต้องซื้อสี่ฟุ่มเฟือยให้ได้ หยางเจี๋ยไม่อยากให้ที่บ้านแบกรับภาระหนี้สินเพิ่มอีก เขาจึงตั้งใจว่าหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เขาจะออกไปหางานทำ หยางเจี๋ยได้ยินเพื่อนสมัยมัธยมต้นที่ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกหลังเรียนจบบอกว่า ทางใต้นั้นหาเงินไม่ยาก


วันนี้หยางเจี๋ยมาหาคู่ครองของตนเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดูสิว่าพวกเขาพอจะเลื่อนการแต่งงานออกไปสักไม่กี่เดือนได้หรือเปล่า


อีกฝ่ายยิ้มเจื่อน “หยางเจี๋ย พวกเราแต่งงานกันเมื่อไรก็ย่อมได้ แต่อายุของพี่ชายฉันรอไม่ได้อีกแล้ว”


แต่งงานเมื่อไรคือเรื่องรอง


สิ่งสำคัญคือครอบครัวฝ่ายหญิงต้องการเงินค่าสินสอดไปจัดงานแต่งงานให้ลูกชาย


คู่ครองของหยางเจี๋ยเองก็รู้สึกกดดันมากเช่นกัน เธอเพิ่งทำงานได้ไม่ถึงปี เงินเดือนของอาจารย์ใหม่นั้นไม่มากนัก อีกทั้งเธอยังไม่ได้แต่งงาน เงินเดือนทั้งหมดจึงต้องมอบให้กับที่บ้าน ตัวเธอเองจึงไม่มีเงินเก็บแม้แต่หยวนเดียว


“ไม่อย่างนั้นฉันไปขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้าสักครึ่งปีกับอาจารย์ใหญ่ก่อน แล้วเธอก็เอากลับไปรวมกับค่าสินสอด...”


คู่ครองของหยางเจี๋ยช่วยคิดเผื่อเขา แต่หยางเจี๋ยนั้นรู้สถานการณ์ของโรงเรียนประจำตำบลดี การที่โรงเรียนไม่ค้างเงินเดือนครูก็ถือว่าดีมากแล้ว มีหรือจะยอมให้เบิกเงินล่วงหน้า!


คำบอกเลิกติดอยู่ในลำคอ เขาพูดอะไรไม่ออกเลยสักคำ


คู่ครองของหยางเจี๋ยกลับมาบ้านเกิดหลังเรียนจบเพื่อเขา ปฏิเสธการแต่งงานที่ดีกว่าก็เพื่อเขา เขาจึงทำได้เพียงตอบไปว่า จะพยายามหาทางดู


ขณะที่หยางเจี๋ยกำลังกลับบ้าน โทรเลขของหยางหย่งหงก็มาถึงพอดี


หยางหย่งหงบอกว่า ให้หยางเจี๋ยขอจดหมายแนะนำตัว และซื้อตั๋วรถไฟไปหยางเฉิง สองพี่น้องจะไปเจอกันที่นั่น


“พี่น้องช่วยกันหาค่าสินสอด”


ประโยคนี้ของหยางหย่งหง หยางเจี๋ยอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาเก็บโทรเลขเอาไว้ในกระเป๋าอย่างดี ก่อนจะรีบเดินกลับบ้านอย่างรวดเร็ว นี่คือครอบครัว ไม่แบ่งแยกกันและกัน เพื่อการแต่งงานของเขา ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพี่สาวจะไปทำงานพิเศษที่ทางใต้ เขาไม่เสียดายที่ไม่ได้เรียนหนังสือต่อสักนิด ถึงอย่างไรพละกำลังของผู้ชายก็มีมากกว่าผู้หญิง เขาอยู่ทำไร่ทำนาที่บ้าน ดีกว่าปล่อยให้พี่สาวอย่างหยางหย่งหงต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเกิด


หยางเจี๋ยกลับบ้านมาบอกข่าว พ่อแม่ของหยางเจี๋ยรู้สึกโล่งอกยิ่งนัก


ขอเพียงลูกสาวคนโตมีแผนรับมือแล้วก็พอ


“ลูกไปบอกกับฝ่ายหญิงเถอะว่า เงินค่าสินสอดพวกเราจะให้ตามที่ขอ แต่ขอให้ครอบครัวเธอช่วยรออีกหน่อย”


หยางเจี๋ยพยักหน้ารับ “ผมจะบอกเธอให้รอถึงวันชาติ ถ้าตอนนั้นผมยังหาเงินค่าสินสอดมาไม่ได้ ผมจะไม่ทำให้เธอเสียเวลาอีกแล้ว”


สามีภรรยาตระกูลหยางรู้สึกปวดใจเหลือเกิน


หยางเจี๋ยพูดเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่คัดค้าน หวังว่าความคิดของหยางหย่งหงจะถูกต้อง สามารถหาเงินค่าสินสอดได้ครบก่อนช่วงวันชาติ เพราะหากถึงตอนนั้นยังหาเงินมาไม่พอ พวกเขาคงทนปล่อยให้การแต่งงานครั้งนี้ล่มไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ ต่อให้ต้องกู้ยืมเงินก็ยินดีที่จะทำ ทั้งคู่ไม่รู้สึกว่าตนได้ทำสิ่งที่น่ายกย่อง พ่อแม่ส่วนใหญ่ในประเทศจีนก็เป็นเช่นนี้ ขอสะใภ้มาให้ลูกชายไม่ได้คือความล้มเหลวของพวกเขา


ตามค่านิยมในท้องถิ่น ความจริงแล้วควรให้หยางหย่งหงแต่งงานเพื่อแลกสินสอดกลับมา


แต่ตอนนี้หยางหย่งหงกำลังมีอนาคตที่ดี ตระกูลหยางจะทำกับเธอแบบนั้นได้อย่างไร


และพวกเขายิ่งไม่มีทางบอกให้น้องสาวของหยางเจี๋ยแต่งงาน เพราะสาวน้อยคนนั้นอายุ15 เพิ่งเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่1เท่านั้น


คนนอกต่างบอกว่าตระกูลหยางผิดปกติ ฐานะไม่ดีแต่กลับส่งลูกเรียนหนังสือทุกคน โดยเฉพาะหยางหย่งหงที่ต้องเรียนซ้ำถึงสามปี หากเธอสอบไม่ติดหัวชิง ทุกคนคงหัวเราะเยาะตระกูลหยางกันหมดแน่


แม้แต่ตอนนี้ก็ยังมีคนนินทาว่าพวกเขาโง่เง่าถึงได้ส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือ แต่กลับปล่อยให้ลูกชายมาทำสวน


ผลการเรียนของหยางเจี๋ย หากเรียนซ้ำอีกสองปีคงสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้!


โชคดียิ่งนักที่หยางหย่งหงเพียรพยายาม เพิ่งเรียนปีหนึ่งก็ส่งเงินกลับมาให้ที่บ้าน บอกว่าเป็นทุนการศึกษา ดังนั้นตระกูลหยางจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับหยางหย่งหง เห็นลูกสาวคนโตเปรียบเสมือนลูกชาย หยางเจี๋ยบอกว่าจะไปทำงานต่างถิ่น สามีภรรยาตระกูลหยางไม่วางใจ เพราะคนบ้านนอกไม่เคยเดินทางไกล พวกเขาจึงไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไรน่ะสิ


แต่ถ้าหยางหย่งหงเป็นคนส่งโทรเลขมาเรียกหยางเจี๋ยเช่นนี้ คนที่บ้านย่อมไม่คัดค้าน


หยางเจี๋ยขอจดหมายแนะนำตัว รวมถึงซื้อตั๋วรถไฟไว้เรียบร้อย เขาพกเสื้อผ้าติดตัวไปสองชุด และทิ้งจดหมายไว้ให้ที่บ้านหนึ่งฉบับเพื่อมอบให้แก่คู่ครองของเขาก่อนออกเดินทาง


“ถ้าวันชาติแล้วฉันยังไม่กลับมา เธอจะไปหาคู่ครองคนอื่นเพื่อแต่งงาน ฉันก็ไม่โทษเธอ!”


ตระกูลหยางนั้นยากจน หยางเจี๋ยจึงซื้อตั๋วรถไฟแบบยืน พกแป้งทอดมาด้วยหลายแผ่น แม่ของเขาต้มไข่เป็ดหลายฟองก่อนจะใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา หยางเจี๋ยขึ้นรถไฟไปหยางเฉิงด้วยสภาพเช่นนี้


ถึงอย่างไรพอถึงหยางเฉิง เขาก็มีเงินติดตัวไม่ถึง10หยวน ถ้าหาพี่สาวไม่เจอ แม้แต่เงินนั่งรถไฟกลับก็ไม่พอ หากเป็นเช่นนั้นคงต้องไปตายเอาดาบหน้า


โชคดีที่พี่สาวเขาพึ่งพาได้ หยางเจี๋ยถามทางไปบ้านพักรับรองตามที่พี่สาวบอกไว้


เขาบอกพนักงานต้อนรับว่ามาหาคน ผ่านไปสักพักก็มีผู้หญิงสองคนเดินลงมาจากชั้นบน คนหนึ่งคือพี่สาวเขา อีกคนหน้าตาสวยเหลือเกิน สวยจนเขาไม่กล้ามองซ้ำเพราะกลัวจะเป็นการเสียมารยาท


พี่สาวเขาชี้ไปยังสาวสวยข้างกายแล้วบอกว่า “นี่คือเพื่อนนักศึกษาเสี่ยวหลาน เรียกเธอว่าพี่ก็ได้ พี่เสี่ยวหลานบอกแล้วว่า จะทำให้เธอหาค่าสินสอดครบภายในเวลาสองเดือน!”



ตอนที่ 897: ทำงานกับพี่เสี่ยวหลาน!



หา?!


หยางเจี๋ยมีสีหน้างุนงง


เซี่ยเสี่ยวหลานดูไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับสองพี่น้องตระกูลหยางเลยสักนิด จะพาพวกเขาหาเงินได้อย่างไร


ถ้าทำงานรับจ้างเหมือนกัน เธอคนนี้จะทนความลำบากได้หรือ?


“พี่เสี่ยวหลาน รบกวนแล้วครับ”


แม้หยางเจี๋ยจะรู้สึกข้องใจ แต่เขาก็ทักทายตามที่หยางหย่งหงบอก


หยางเจี๋ยเกิดปี1965เช่นเดียวกัน แต่เกิดเดือนไหนเซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้


แต่ด้วยอายุทางจิตใจและความเป็นเพื่อนกับหยางหย่งหง ให้หยางเจี๋ยเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า ‘พี่’ คงไม่เป็นไร


“พี่สาวเธอไม่ได้โกหกหรอก ขอแค่ไม่กลัวความลำบาก ปิดเทอมฤดูร้อนสองเดือนนี้ เธอต้องหาเงินแต่งงานได้แน่นอน”


ตั้งแต่หยางเจี๋ยเข้ามาในบ้านพักรับรอง เซี่ยเสี่ยวหลานก็มองเขาอย่างสำรวจ


หยางหย่งหงบอกว่าน้องชายตัวไม่เตี้ยแถมยังแรงเยอะ คำพูดนี้ไม่ผิดไปจากความจริง หยางเจี๋ยสูงประมาณ180เซนติเมตร รูปร่างผอมแต่ช่วงแขนมีมัดกล้าม หลังเรียนจบมัธยมปลายเขาคงทำงานในสวนไม่น้อยเลยทีเดียว


เขาดูเหมือนคนไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่สายตาที่มองผู้อื่นนั้นไม่หลุกหลิกสักนิด ดูไม่เหมือนพวกคนเจ้าเล่ห์แม้แต่น้อย


ตระกูลหยางหน้าตาค่อนข้างคล้ายกันหมด หยางหย่งหงรูปร่างสูงใหญ่ แต่พอเครื่องหน้าแบบเดียวกันอยู่บนหน้าหยางเจี๋ยแล้ว เขาดูหล่อใช่ย่อย


หยางหย่งหงแค่มองหน้าน้องชายก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เธอฟาดฝ่ามือที่หัวไหล่เขาอย่างแรง


“เชื่อพี่เสี่ยวหลานเสียเถอะ ถ้าเธอไม่คิดดูแลพวกเราคงไม่ถ่อเดินทางมาถึงที่นี่”


ยังไม่ทันเห็นงาน หยางหย่งหงก็ซาบซึ้งเสียแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานโบกมือเป็นพัลวัน “พี่ใหญ่อย่าพูดแบบนี้เลย ถึงพวกพี่ไม่มา ปิดเทอมนี้ฉันก็ต้องมาทำธุระที่เผิงเฉิงอยู่ดี”


ก็แค่มาเร็วกว่ากำหนดไม่กี่วันเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร


เซี่ยเสี่ยวหลานพาสองพี่น้องทำบัตรผ่านแดน เรื่องนี้เธอขอให้เสี่ยวหวังช่วยเป็นกรณีพิเศษ ไม่ต้องรออยู่ที่หยางเฉิงเป็นวันเอกสารก็เสร็จเรียบร้อย พวกเขาเดินทางจากหยางเฉิงเข้ามาที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตอนนี้หลิวหย่งยุ่งจนตัวเป็นเกลียวหัวเป็นนอต ดังนั้นไป๋เจินจูจึงเป็นคนมารับพวกเซี่ยเสี่ยวหลานแทน


ได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพาคนมาทำงานที่เผิงเฉิงสองคน ไป๋เจินจูก็บอกทันทีว่าร้านวัสดุก่อสร้างต้องการแรงงาน


“ที่ร้านยังขาดคน!”


“พวกเขาสองคนทำงานได้แค่ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเท่านั้น ฉันอยากพาพวกเขาไปทำงานกับลุงน่ะ”


เวลาสองเดือน หากเป็นพนักงานขายคงได้ความรู้แค่ขั้นพื้นฐาน อีกทั้งการหาเงินจากส่วนแบ่งยอดขายก็ได้ไม่มากนัก


ไม่เหมือนไปทำงานในทีมงานตกแต่งภายใน ตอนนี้หย่วนฮุยทุ่มเทให้กับงานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่เป็นอย่างยิ่ง ทุกวันมีงานให้ทำเต็มไปหมด รูปร่างอย่างหยางเจี๋ยสามารถช่วยทำงานจิปาถะได้ไม่มีปัญหา แรงงานทั่วไปได้ค่าแรงวันละ13หยวน หยางเจี๋ยทำงานจนหมดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เท่ากับมีเวลาหาเงิน50วัน เงินค่าแรงที่ได้ก็จะเท่ากับ650หยวน


เมื่อนำมารวมกับเงินค่าแรงของหยางหย่งหง สองพี่น้องช่วยกันทำงานสองเดือนย่อมได้เงินพอสำหรับซื้อสี่ฟุ่มเฟือย และเซี่ยเสี่ยวหลานก็ตั้งใจว่าจะให้หยางหย่งหงทำงานกับหลี่ต้งเหลียง


งานในไซต์งานก่อสร้างไม่มีการแบ่งแยกชายหญิง อีกทั้งหยางหย่งหงก็เรียนวิศวกรรมโยธา สถานที่อย่างไซดต์งานคือที่ทำงานในอนาคตของหยางหย่งหง


สองพี่น้องตระกูลหยางตัวไม่เล็ก ไป๋เจินจูได้ยินที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดก็พยักหน้ารับ


“ก็เหมาะสมอยู่ ถ้าอย่างนั้นส่งไปทำงานกับอาหลิวเถิด ถึงอย่างไรอาหลิวก็คงไม่เอาเปรียบพวกเขาอยู่แล้ว”


เพราะมีคนไม่สนิทอยู่ด้วยสองคน ไป๋เจินจูจึงไม่พูดถึงเรื่องร้านวัสดุก่อสร้าง


พี่น้องตระกูลหยางมาถึงเผิงเฉิงก็รู้จักเซี่ยเสี่ยวหลานแค่คนเดียว ดังนั้นพวกเขาย่อมทำตามสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมการไว้ให้แต่โดยดี หลี่ต้งเหลียงคือลูกน้องของหลิวหย่ง ทว่าตอนนี้ข้างกายเขาจะมีลูกน้องคอยติดตาม แถมอีกฝ่ายยังเป็นนักศึกษาหญิงจากหัวชิง... เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก นอกจากพี่สาวที่คอยช่วยหุงหาอาหารให้กับคนงานทุกคน ทีมตกแต่งภายในไม่เคยมีผู้หญิงมาทำงานด้วย ให้นักศึกษาหญิงอย่างหยางหย่งหงมาอยู่ที่นี่เหมาะสมแล้วอย่างนั้นหรือ?


แต่นี่เป็นคำสั่งของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลี่ต้งเหลียงย่อมไม่กล้าคัดค้าน


“คุณผู้หญิงเซี่ย เธอเป็นเพื่อนของคุณ เช่นนั้นผมจะหางานเบาๆให้เธอทำครับ”


หยางหย่งหงค้านด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “งานที่ผู้ชายทำได้ฉันก็สามารถทำได้ คุณทำแบบนี้ไม่ใช่การดูแล แต่เป็นการดูถูกฉัน”


หยางหย่งหงรู้ว่าเธอกับหยางเจี๋ยต้องมาทำงานกับคุณลุงของเซี่ยเสี่ยวหลาน เช่นนั้นยิ่งไม่ควรทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานขายหน้า


แม้หลี่ต้งเหลียงจะไม่เห็นความสำคัญของหยางหย่งหง แต่ถึงอย่างไรหยางหย่งหงก็คือคนที่ยอมเรียนซ้ำถึงสามปีเพื่อสอบเข้าหัวชิง เมื่อหลี่ต้งเหลียงบอกว่าจะดูแลเธอ เธอจึงไปร้านตัดผมเพื่อตัดผมเปียที่เพิ่งไว้ยาวของตัวเองให้สั้นลงอีกครั้ง


ที่หยางหย่งหงทำไปไม่ใช่เพราะอยากลบความเป็นผู้หญิง เธอบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า


“ผมสั้นน่ะดีจะตาย ไม่ต้องสระผมบ่อยๆ ตื่นมาตอนเช้าแค่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมนิดหน่อยก็ออกจากบ้านได้แล้ว!”


เซี่ยเสี่ยวหลานมองผมที่สั้นกุดของเธอแล้วยกนิ้วโป้งให้


“พี่ใหญ่ ฉันนับถือความมองโลกในแง่ดีของพี่จริงๆ!”


จนแล้วอย่างไรเล่า


หยางหย่งหงสอบเข้าหัวชิงได้เช่นนี้ ความจนย่อมเป็นแค่เรื่องชั่วคราว ขอเพียงไม่ออกนอกลู่นอกทาง อนาคตที่สดใสอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานยินดีช่วยเธอเพราะหยางหย่งหงเป็นคนมองโลกในแง่ดีและเป็นคนฮึดสู้ ไม่เคยตัดพ้อต่อโชคชะตาเมื่อเผชิญหน้ากับความลำบาก


หยางเจี๋ยมาถึงเผิงเฉิงวันที่สองก็สวมหมวกนิรภัยเริ่มทำงานทันที หยางเจี๋ยไม่ได้บอกว่างานที่เขาทำนั้นลำบากหรือไม่ แต่หลังกลับมาจากงานเขาแอบไปหาเซี่ยเสี่ยวหลาน เพื่อขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานจัดหางานที่สบายกว่านี้ให้พี่สาวทำ


“พี่เสี่ยวหลาน ให้ผมทำงานเยอะหน่อย แล้วให้พี่สาวทำน้อยหน่อยเถอะครับ”


หยางเจี๋ยถามคนงานแล้ว ช่างทั่วไปจะได้เงิน13หยวนต่อวัน คำสัญญาที่เขาให้กับคู่ครองไม่ใช่หลังจากหมดปิดเทอมฤดูร้อนแต่เป็นก่อนวันชาติ นั่นเท่ากับว่าเขายังมีเวลาเกือบสามเดือน


หยางเจี๋ยสาบานว่าจะพยายามทำงานทุกวัน แต่พี่สาวเขาไม่จำเป็นต้องลำบากขนาดนั้น ถึงอย่างไรเขาก็หาเงินค่าสินสอดได้ครบอย่างแน่นอน


ความมองโลกในแง่ดีของหยางหย่งหงคือหนึ่งในสาเหตุที่เซี่ยเสี่ยวหลานยินดีให้ควมช่วยเหลือ และอีกสาเหตุหนึ่งก็คือพี่น้องตระกูลหยางรักกันดี


หยางเจี๋ยไม่ใช่น้องชายที่มาจากครอบครัวชายเป็นใหญ่ ไม่ใช่น้องชายที่ดีแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อพี่สาวน้องสาว ตรงกันข้าม เขารู้จักเห็นใจพี่สาวของตน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีพี่น้อง เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาความสัมพันธ์แบบนี้


แต่เธอคงไม่อาจเป็นพี่เลี้ยงให้พี่น้องตระกูลหยางได้ตลอดไป ทันทีที่หลิวหย่งเห็นเธอมาเผิงเฉิง เขาก็รู้สึกเหมือนเห็นหญ้าชุบชีวิต


หย่วนฮุยเปิดโครงการพร้อมกับหัวเจี้ยน ต่างฝ่ายต่างทำงานในส่วนของตัวเอง แต่คนงานของหัวเจี้ยนได้รับเงินเดือนประจำกันทั้งนั้น พวกเขาจึงดูแคลนบริษัทไร้แบบแผนอย่างหย่วนฮุย


ขณะที่ทางด้านหย่วนฮุยเองก็มีปัญหาจริง มาตรฐานการตกแต่งโรงแรมหนานไห่นั้นสูงมาก หลิวหย่งกลัวว่าคนงานของหย่วนฮุยอาจจะมีทักษะไม่ดีพอ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ยอมปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย หากตอนนี้ทำได้ไม่ดี อนาคตก็ต้องปรับปรุงใหม่อีกครั้ง ทุกครั้งที่ทำพลาดนั่นเท่ากับเสียเงินต้นทุนเพิ่ม และกำไรที่หลิวหย่งหาได้ก็จะลดลง


กำไรลดลงพอทนได้ แต่ถ้าเกิดปัญหาใหญ่จนไม่ได้กำไรเล่า?


ดังนั้นคนเป็นเถ้าแก่อย่างหลิวหย่งจึงขลุกอยู่ที่ไซต์งานก่อสร้างทุกวัน ไม่กล้าละสายตาแม้แต่นิดเดียว


ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มาช่วยงาน งานด้านอื่นของหย่วนฮุยคงเละเทะไปหมดอย่างแน่นอน งานนี้แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกกลุ้มใจ เพราะไม่มีมืออาชีพมาบริหารงานถึงได้เป็นแบบนี้สินะ


-------------------------------


กรุงปักกิ่ง


หลังจี้เจียงหยวนสอบเสร็จเขาก็เข้าออกโรงแรมเกรทวอลล์ทุกวันเป็นว่าเล่น


หยางเจี๋ยดีใจที่ได้ค่าแรงวันละ13หยวน แม้ต้องทำงานท่ามกลางความร้อนจนเหงื่อไหลเป็นสายฝนก็ไม่ปริปากบ่น


ในขณะที่จี้เจียงหยวนตากแอร์เย็นสบายในโรงแรมเกรทวอลล์ แต่กลับได้เงินค่าแรงสูงถึง100ดอลลาร์ต่อวัน นี่ก็คือตัวแทนของคำว่า ‘ความรู้คือทรัพยากรอันดับหนึ่ง’


“คุณแฮร์รอดส์ สนามล่าสัตว์เตรียมการเรียบร้อยแล้วครับ เพื่อทำให้คุณได้รับประสบการณ์ที่ดี พวกเราจึงได้เตรียมสถานที่เอาไว้ที่แถบภาคเหนือ”


พ่อบ้านอัลเลนยกเหล้ามาสองแก้ว แฮร์รอดส์ทำท่าบอกให้จี้เจียงหยวนดื่มด้วยกัน


“เรื่องล่าสัตว์น่ะไม่ต้องหรอก ฉันจองตั๋วเครื่องบินไปเผิงเฉิงพรุ่งนี้แล้ว ถ้าเธอยินดีจะตามไปด้วยก็ได้นะ”


จี้เจียงหยวนยกแก้วเหล้ามาถือไว้ในมือ “อาจอร์จรู้เรื่องนี้หรือเปล่าครับ”


แฮร์รอดส์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “เขาคงคิดว่าพวกเราไปล่าสัตว์กันน่ะสิ”



ตอนที่ 898: ไปในฐานะนักท่องเที่ยว



จี้เจียงหยวนมั่นใจได้อีกครั้ง ว่าแฮร์รอดส์ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับจอร์จสักเท่าไร


เห็นได้ชัดว่าแฮร์รอดส์อยากสลัดจอร์จทิ้งเหลือเกิน และเขาก็คือม่านบังตาชั้นดี มีเขาคอยติดตามแฮร์รอดส์เช่นนี้ จอร์จกับแม่ก็จะไม่มารบกวน เพราะทั้งคู่คงคิดว่าเขากับแฮร์รอดส์กำลังล่าสัตว์อยู่บนเขาสักแห่งทางภาคเหนือน่ะสิ!


จี้เจียงหยวนรู้สึกสงสารจอร์จนิดหน่อย


ไม่ได้บริหารงานกิจการของตระกูล จึงอยากเอาใจคุณอาที่อายุน้อยกว่าตัวเอง11ปี แต่ก็มิวายถูกหมางเมิน


จี้เจียงหยวนคิดในใจพลางยิ้มหยันให้กับตัวเอง เขาคงไม่มีสิทธิ์ที่จะไปสงสารจอร์จ ถึงอย่างไรเงินค่าแรงวันละ100ดอลลาร์จอร์จก็เป็นคนให้เขาอยู่ดี ด้วยอายุของจี้เจียงหยวน อยู่ที่อเมริกาก็สามารถดื่มเหล้าได้ เขาจึงยกแก้วขึ้นมาดื่มให้แฮร์รอดส์


“ประเทศจีนทางเหนือกับใต้มีวัฒนธรรมและกลิ่นอายที่แตกต่างกัน เดิมทีผมตั้งใจว่าหลังเรียนจบแล้วจะลองเดินทางท่องเที่ยวสักครั้ง คุณแฮร์รอดส์ ต้องขอบคุณคุณมากที่ทำให้ผมมีโอกาสเช่นนี้ก่อนกำหนด!”


“จี้ คุณเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาดและมีวิสัยทัศน์จริงๆ”


แฮร์รอดส์พูดแฝงความนัย


จี้เจียงหยวนกล่าวเช่นนี้เท่ากับรับประกันว่า เขาจะไม่มีทางบอกจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของพวกเขาให้จอร์จรู้อย่างแน่นอน


จี้เจียงหยวนไม่ได้ไม่มีจรรยาบรรณด้านอาชีพ แต่ถ้าเขาอยากได้ความไว้ใจจากแฮร์รอดส์ก็คง ‘เป็นหูเป็นตา’ ให้จอร์จไม่ได้ งานของจี้เจียงหยวนคือการเป็นเพื่อนเที่ยวของแฮร์รอดส์ อย่างแรกที่เขาต้องทำให้สำเร็จก็คือสิ่งนี้มิใช่หรือ


ถ้าถูกแฮร์รอดส์สลัดทิ้ง จี้เจียงหยวนก็คงเสียงานค่าแรงชั้นดีอย่างงานนี้ไป และเขาก็จะไม่มีโอกาสทำความเข้าใจมหาเศรษฐีร้อยล้านผู้นี้


แฮร์รอดส์จองตั๋วเครื่องบินวันพรุ่งนี้แล้วแต่กลับเพิ่งบอกเขา ดังนั้นตัวเลือกของจี้เจียงหยวนจึงไม่มีทางอื่นนอกจากติดตามเขาไปด้วย


วันรุ่งขึ้น แฮร์รอดส์พาจี้เจียงหยวนขึ้นเครื่องบิน


ขณะเดียวกันจอร์จกับจี้หย่าก็เดินทางมาที่โรงแรมเกรทวอลล์ และได้พบแค่พ่อบ้านอัลเลนเพียงผู้เดียว


“อาแฮร์รอดส์ออกเดินทางแล้วหรือ”


จอร์จรู้สึกไม่ค่อยพอใจ “ฉันนึกว่าเขาจะรอฉันเสียอีก! อัลเลน ฝีมือยิงปืนของฉันก็ไม่เลวจริงไหม?”


อัลเลนพยักหน้าก่อนพูดว่า “คุณแฮร์รอดส์เป็นแบบนี้อยู่แล้ว อยากทำอะไรก็ลงมือทำทันที คุณจะตามไปตอนนี้ก็ได้นะครับ”


จอร์จบ่นอุบ “แน่อยู่แล้ว ฉันจะรีบตามไปแน่นอน!”


แม้แต่เมืองหลวงอย่างปักกิ่งยังล้าหลังเสียขนาดนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่อื่น


สำหรับจอร์จ การบอกให้เดินทางไปยังอำเภอเล็กๆ บริเวณแถบเทือกเขาต้าซิงอันหลิงคือสิ่งที่เขาไม่อยากทำที่สุด


ไม่แน่อาจจะเจอคนป่าที่นั่นก็ได้!


Shit!


ประเทศจีนช่างล้าหลังเหลือเกิน!


สถานที่ล่าสัตว์เป็นจี้หลินที่ขอให้รุ่นน้องคนหนึ่งช่วยจัดการให้ แน่นอนว่าจอร์จกับจี้หย่ารู้ดี


จี้หย่ากับจอร์จเป็นคนประเภทเดียวกัน จอร์จคิดว่าอำเภอเล็กๆทางเหนือนั้นล้าหลัง ในขณะที่จี้หย่าไม่สนใจเรื่องล่าสัตว์แม้แต่น้อย กลางป่ากลางเขาเช่นนั้นคงมีแต่สัตว์ร้ายที่ทำให้จี้หย่ากรีดร้อง ตั้งแต่เกิดมาสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายที่สุดที่เธอเคยไปคือที่อวี้หนาน ตอนไปเยี่ยมทังหงเอินที่คอกวัว กองฟางที่ถูกวัวแทะเล็มกองอยู่เต็มกำแพง ทั้งยังเต็มไปด้วยมูลวัวและสิ่งสกปรก ทังหงเอินทนใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้อย่างมีสติย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย


ตั้งแต่วินาทีนั้น จี้หย่าก็รู้ทันทีว่าตนกับทังหงเอินไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน


หลังกลับจากคอกวัว จี้หย่าก็ตัดสินใจทันทีว่าจะขอหย่า!


ความไม่อยากไปภาคเหนือทำให้เธอคิดถึงเรื่องในอดีต จี้หย่ารวบรวมสติกลับมาอีกครั้ง


“ท่าทางคุณแฮร์รอดส์จะชอบเจียงหยวนมาก เจียงหยวนตามคุณแฮร์รอดส์ไปล่วงหน้าแล้วแบบนี้ พวกเราค่อยตามไปทีหลังก็ได้”


คุณแฮร์รอดส์จะเหมือนทังหงเอินได้อย่างไร!


แฮร์รอดส์คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไปล่าสัตว์ในพื้นที่กันดารบนป่าเขาเพื่อเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิตก็เท่านั้น ส่วนทังหงเอินต่อให้เป็นนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิง ก็ไม่มีวันขจัดกลิ่นดินโคลนบนตัวเขาออกไปได้ นอกจากนี้เขาถึงกับใช้อำนาจสั่งห้ามเธอออกนอกประเทศ ตอนนั้นเธอมีผู้ชายตามจีบตั้งมากมาย ทำไมถึงเลือกคนที่แย่ที่สุดอย่างเขากันนะ!


จอร์จคิดว่าสิ่งที่จี้หย่าพูดนั้นถูกต้อง


“ที่รัก เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าความขัดแย้งระหว่างแม่ลูกเป็นเรื่องชั่วคราว คุณกับเจียงหยวนควรคืนดีกันตั้งนานแล้ว!”


จี้หย่าทำสีหน้าแปลกประหลาด “หวังว่าเขาจะคว้าโอกาสนี้ไว้ทำให้คุณแฮร์รอดส์ชื่นชม ไปเถอะ พวกเรากลับไปเตรียมตัวเดินทางขึ้นเหนือกัน”


“แล้วงานที่สตูดิโอของคุณ...”


จอร์จสงสัย จี้หย่ายกมือขัดเขาทันที “ตอนนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่สตูดิโอของฉัน แต่เป็นโอกาสของคุณ... จอร์จ ฉันรู้ว่าคุณไม่พอใจกับการใช้ชีวิตด้วยการรอเงินปันผลจากกองทุน หลายปีมานี้คุณเองก็พยายามทำธุรกิจของตัวเองไม่น้อย คุณควรมีโอกาสที่ดีกว่านี้”


ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่กลางถนนประเทศจีน จอร์จคงจูบจี้หย่าอย่างบ้าคลั่งไปนานแล้ว


ผู้หญิงที่ทำให้เขาหลงใหลเข้าใจเขามากขนาดนี้


เขากับแฮร์รอดส์มีสายเลือดเดียวกัน ทว่าแฮร์รอดส์เป็นลูกหลงของคุณปู่จอร์จ ดังนั้นคุณปู่จึงรักลูกชายคนเล็กคนนี้มาก


อย่างไรก็ตามพ่อของจอร์จไม่ยอมแพ้ พวกลุงป้าน้าอาของจอร์จเองก็เช่นกัน แต่พวกเขาอายุมากแล้ว ไม่มีกำลังมากพอที่จะสู้กับแฮร์รอดส์


แฮร์รอดส์เข้ามารับช่วงกิจการของบริษัทต่อจากคุณปู่จอร์จเกือบ10ปีแล้ว เมื่อก่อนคนอื่นๆ ต่างก็รอดูความผิดพลาดของแฮร์รอดส์ แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ทุกคนแทบจะยอมแพ้กันหมด จอร์จเองก็ไม่คิดว่าตนมีความสามารถมากพอที่จะสู้กับแฮร์รอดส์ได้ นอกจากเขาจะเปลี่ยนสถานะจากคนว่างงานที่เอาแต่รอเงินปันผล เป็นคนที่ได้เข้าทำงานในกิจการของตระกูล... ทว่าเรื่องนี้ก็ต้องผ่านการอนุมัติจากแฮร์รอดส์ก่อนอยู่ดี! หลายปีมานี้แฮร์รอดส์แทบจะเตะเครือญาติออกจากบริษัทไปหมดแล้ว เขายอมจ้างผู้บริหารมืออาชีพด้วยเงินเดือนสูงลิ่วเข้ามาทำงาน ดีกว่าปล่อยให้ญาติมีตำแหน่งหน้าที่ในบริษัท


จอร์จพยายามอดกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ เขาจูบแก้มจี้หย่าด้วยความรักใคร่ก่อนจะพูดว่า


“ที่รัก ไม่มีใครกลัวว่าเงินของตัวเองจะเหลือใช้ อย่างไรก็ตามผมจะพยายามมากขึ้น คุณคือคนที่คู่ควรกับชีวิตที่ดีกว่านี้!”


ถ้าเขามีฐานะแบบเดียวกับแฮร์รอดส์ จี้หย่าในฐานะคู่ชีวิตของเขาก็คงไม่ถูกใครเอาเปรียบได้ง่ายๆอีกต่อไป


------------------------------


แฮร์รอดส์กับจี้เจียงหยวนมาถึงเผิงเฉิงในฐานะนักท่องเที่ยว


ชาวต่างชาติแบบแฮร์รอดส์ย่อมสามารถทำเอกสารข้ามเมืองได้อย่างง่ายดาย ความคิดแรกเริ่มของการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกสินค้าแล้ว อีกหนึ่งภารกิจคือการพัฒนาเมืองเพื่อดึงดูดชาวฮ่องกงและมาเก๊าเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ ในตอนแรกธุรกิจการท่องเที่ยวถูกจัดให้เป็นกลยุทธ์สำคัญระดับสูง และในปี1979 กรมการท่องเที่ยวเผิงเฉิงก็ถูกจัดตั้งขึ้น


นอกจากชาวฮ่องกงกับมาเก๊าแล้ว หากมีชาวอเมริกาเดินทางมาท่องเที่ยว แน่นอนว่าทางเมืองเผิงเฉิงย่อมเปิดไฟเขียว


จี้เจียงหยวนเพิ่งเคยมาเผิงเฉิงครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้เห็น


แต่สำหรับแฮร์รอดส์ เผิงเฉิงปี1985 ยังไม่ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่ทันสมัย ทว่าหากนำไปเทียบกับเมืองหลวงอย่างปักกิ่ง เมืองที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังชีวิต หลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ กรุงปักกิ่งมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ร้านค้าเก่าแก่ต่างๆกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง ชาวบ้านสามารถเปิดร้านอาหารเองได้ ร้านค้าริมทางก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที และยังมีการสร้างโรงแรมแห่งใหม่... แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีเพียงชาวปักกิ่งเท่านั้นที่รับรู้ได้


ในทางกลับกันชาวต่างชาติรู้สึกแค่ว่ามันล้าหลัง!


ทว่าเผิงเฉิงนั้นไม่เหมือนกัน จากหมู่บ้านชาวประมงกลายมาเป็นเฉกเช่นทุกวันนี้ใช้เวลาเพียง6ปีเท่านั้น ความแตกต่างระหว่างก่อนและหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน และเห็นได้ชัดว่าแฮร์รอดส์สนใจเผิงเฉิงมากกว่าเมืองหลวงเสียอีก


จี้เจียงหยวนเองก็รู้สึกพิเศษกับเผิงเฉิงเช่นกัน เพราะที่นี่คือสถานที่ที่ทังหงเอินประจำการอยู่นั่นเอง


เผิงเฉิงไม่มีโบราณสถานชื่อดัง ไม่มีภูเขาหรือแม่น้ำเลื่องชื่อ ถ้าอยากผลักดันธุรกิจท่องเที่ยวจะใช้อะไรมาดึงดูดใจนักท่องเที่ยวกันเล่า? เวลานี้หมู่บ้านเซียงมี่หูได้เปิดตัวแล้ว ‘เมืองสวนสนุกแห่งแรกในประเทศจีน’ ที่อยู่ในพื้นที่ของหมู่บ้านทำให้เซียงมี่หูโด่งดังไปทั่ว


อย่างไรก็ตามแฮร์รอดส์ไม่ได้สนใจรถไฟเหาะกลางน้ำหรือเรือโจรสลัด เขารู้สึกสนใจในตัวหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หูมากกว่า


“จี้ พรุ่งนี้เราจะไปที่นี่กัน”



ตอนที่ 899: พาน้องชายไปเที่ยวเล่น



เพราะหยางหย่งหงเป็นเหตุ หลังสอบเสร็จเซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้ตรงมาที่เผิงเฉิงเช่นนี้


เพราะทันทีที่มาถึงเผิงเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีเวลาว่างมาสนใจเรื่องปัญหาความรักกับโจวเฉิงอีกแล้ว จังหวะชีวิตที่เผิงเฉิงนั้นรวดเร็วมาก พี่น้องตระกูลหยางเริ่มงานในวันรุ่งขึ้นทันที ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็มีงานที่ต้องทำเช่นกัน


ไม่มีธุรกิจไหนที่สามารถหาเงินหลายแสนได้อย่างสบายๆ อย่างเช่นคนงานของหลิวหย่ง หากไม่มีคนคอยคุมย่อมมีคนแอบอู้งานอย่างแน่นอน


จะบอกว่าคนงานเจ้าเล่ห์ก็ไม่ได้ ต่อให้เป็นบริษัทใหญ่แบบหัวเจี้ยนก็หนีสถานการณ์เช่นนี้ไม่พ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานยุ่งจนหัวหมุนอยู่สองวันเต็มก็สามารถจัดการงานหลายอย่างของหย่วนฮุยจนเป็นระบบระเบียบได้สำเร็จ หลังจากจัดสรรแบ่งงานกันเรียบร้อย แม้จะมีจำนวนคนเท่าเดิม แต่หลิวหย่งกลับรู้สึกว่าทำงานสบายขึ้นมากเหลือเกิน


“สมองของนักศึกษาช่างไม่เหมือนคนทั่วไปจริงๆ!”


ท่าทางครุ่นคิดของหลิวหย่งเหมือนกำลังวางแผนจะไปจับตัวนักศึกษาสักคนกลับมาทำงานด้วยอย่างไรอย่างนั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม นักศึกษาทั่วไปไม่เคยทำงานบริหารมาก่อน ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่มีประสบการณ์เช่นนี้ แต่ที่เธอทำงานนี้ได้เป็นเพราะประสบการณ์จากชาติที่แล้วทั้งสิ้น


“ลุงคะ ป้าสะใภ้กับเทาเทาจะมาถึงเผิงเฉิงวันพรุ่งนี้ใช่หรือเปล่า”


หลิวหย่งเกาศีรษะ “พวกเขาจะมาถึงคืนนี้ ป้าสะใภ้ของหลานบอกว่าจะส่งเทาเทามาอยู่ที่เผิงเฉิงในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ส่วนตัวเธอเองจะอยู่ที่นี่แค่ไม่กี่วันเท่านั้น แต่หลานก็รู้ ลุงว่างเลี้ยงลูกเสียที่ไหนกันเล่า!”


“ไม่เห็นจะเป็นไรเลยค่ะ เผิงเฉิงมีสถานที่ทำกิจกรรมนอกเวลาเรียนตั้งมากมาย สมัครเรียนให้เขาสักสองสามวิชา เวลาเพียงสองเดือนไม่ใช่ปัญหาแน่นอนค่ะ ลุงจ้างคนมาคอยรับส่ง และหาเวลาอยู่กับเขาสักสองวันครั้ง... ให้เขาเรียนว่ายน้ำหรือว่าเรียนหมากล้อมก็ได้”


พ่อเป็นคนสำคัญที่ไม่มีใครสามารถทดแทนได้ในช่วงที่เด็กกำลังเติบโต โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย พวกเขามักจะเคารพนับถือพ่อ และเห็นพ่อเป็นแบบอย่างอยู่เสมอ


ถ้าพ่อไม่มีส่วนร่วมในชีวิตวัยเด็กของลูก แล้วอยากชดเชยในยามเติบใหญ่คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าตอนนี้อยู่ในช่วงสร้างกิจการ ไม่ว่าเธอหรือหลิวหย่งต่างก็ยุ่งมากด้วยกันทั้งนั้น แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่จะทอดทิ้งลูก หลิวหย่งเริ่มทำงานตกแต่งภายในตั้งแต่ปีที่แล้ว ลูกพี่ลูกน้องชายของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างหลิวจื่อเทาส่วนใหญ่อยู่แต่กับหลี่เฟิ่งเหมย ปิดเทอมฤดูร้อนปีนี้ หย่วนฮุยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ที่อยู่อาศัยของหลิวหย่งในเผิงเฉิงก็มีสภาพที่ดีขึ้น สมควรแก่เวลาที่หลิวหย่งจะรับลูกชายมาอยู่ด้วยสักสองเดือน เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกห่างเหินกันจนเกินไป


หลิวหย่งไม่ได้บอกว่าจะไม่เลี้ยงลูก เขาเพิ่งมีลูกชายตอนอายุสามสิบกว่า เป็นแบบนี้จะไม่ให้ความสำคัญได้อย่างไร


การจัดการตามความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นดีมาก ให้เรียนว่ายน้ำ หมากล้อม เขียนพู่กัน และวาดรูป ของพวกนี้หลิวหย่งรู้ว่าเป็นสิ่งที่เด็กในเมืองใหญ่ได้ทำในช่วงวันหยุด อีกทั้งช่วงสุดสัปดาห์หลิวจื่อเทาเองก็ชอบไปเล่นที่สถานที่ทำกิจกรรมนอกเวลาของซางตู ดังนั้นเขาคงไม่ปฏิเสธคาบเรียนเหล่านี้อย่างแน่นอน


เขากับหลี่เฟิ่งเหมยทุ่มเททำงานหาเงิน ก็เพราะอยากให้หลิวจื่อเทามีสิ่งที่เด็กในเมืองใหญ่ได้รับไม่ใช่หรือ?


“หลานพูดถูก ตกลงตามนี้! หลานเพิ่งมาถึงเผิงเฉิงก็ยุ่งแต่กับงาน เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็หยุดสักวัน แล้วพาพวกเขาไปเที่ยวเล่นที่เซียงมี่หูเถิด”


หลิวหย่งเองก็คิดที่จะไปด้วยเช่นกัน หมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หูเป็นสถานที่ที่เขาจดจำไม่เคยลืม เพราะปีก่อนเขาเกือบถูกหลิวเทียนเฉวียนหลอกสำเร็จที่นั่น


หมู่บ้านพักตากอากาศมีขนาดใหญ่มาก ถึงอย่างไรพวกเขาคงไม่ไปไนต์คลับ เวลานี้เมืองสวนสนุกเปิดทำการแล้ว ที่นั่นเต็มไปด้วยเครื่องเล่นที่เด็กๆต่างให้ความสนใจ


ความจริงหลี่เฟิ่งเหมยมาถึงหยางเฉิงตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว แต่เธอได้ทำการเลือกเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนก่อน จากนั้นถึงพาลูกชายนั่งรถมายังเผิงเฉิง สองแม่ลูกมีบัตรผ่านแดน จึงสามารถนั่งรถประจำทางตรงมาได้เลย หนึ่งทุ่มตรงหลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็มารับสองแม่ลูกที่สถานีขนส่ง


หลิวจื่อเทาเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วก็แสดงออกว่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าเจอหน้าพ่อแท้ๆ ของตน เพราะเขานั้นติดเซี่ยเสี่ยวหลานมาก


หลิวหย่งรู้สึกอิจฉายิ่งนัก “ลูกคนนี้ ต่อไปก็ตามติดพี่เสี่ยวหลานไปเลยแล้วกัน!”


เพิ่งอยู่ด้วยกันช่วงวันตรุษจีนแท้ๆ ผ่านไปไม่กี่เดือนก็ลืมพ่อบังเกิดเกล้าคนนี้เสียได้!


ไม่สิ หลิวจื่อเทากับเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือนนี้เหมือนกัน ทำไมไม่ลืมเธอบ้างเล่า?


พอถามหลิวจื่อเทาออกไปตามความคิด เด็กชายก็ตอบเสียงหนักแน่นว่า “พี่สาวผมเป็นคนเก่ง!”


กิจวัตรประจำวันของหลิวจื่อเทาคือการชื่นชมเซี่ยเสี่ยวหลาน


การสอบเกาเข่าสำคัญแค่ไหน เด็กประถมคงไม่เข้าใจ


แต่หลังจากพี่สาวของหลิวจื่อเทาได้เป็นจอหงวนของการสอบเกาเข่าประจำมณฑลอวี้หนาน ครูประจำชั้นของเขาก็บอกให้เขาเอาพี่สาวเป็นแบบอย่าง


สำหรับเด็กประถม พ่อที่หาเงินเก่งย่อมสู้พี่สาวที่เรียนเก่งไม่ได้


แถมปีนี้พี่สาวของเขาก็เก่งยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเธอได้ปรากฏตัวอยู่บนหน้าจอโทรทัศน์ แถมยังเป็นช่องของสถานีกลาง!


แม้หลิวจื่อเทาจะฟังภาษาอังกฤษไม่ออก แต่เขาจำหน้าพี่สาวได้


หลิวจื่อเทาจับมือเซี่ยเสี่ยวหลานแน่นไม่ยอมปล่อย ขนาดถึงเวลาเข้านอนเขาก็ยังตามติดเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ห่างกาย หลิวหย่งจึงทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตีก้นลูกชายแล้วบอกว่า “รีบไปนอนได้แล้ว จบปิดเทอมเมื่อไรลูกก็จะขึ้นชั้นประถมปีที่3แล้วนะ ช่วยไว้หน้าพ่อบ้างจะได้ไหม หรือถ้าไม่ถูกตีแล้วจะรู้สึกไม่สบายใจ?”


หลิวจื่อเทาหางตาแห้งสนิท ทว่ากลับแกล้งร้องไห้คร่ำครวญ


หลิวหย่งเหนื่อยใจยิ่งนัก “พรุ่งนี้พี่สาวของลูกจะพาลูกไปเที่ยวสวนสนุก ถ้าตอนเช้าลูกตื่นไม่ไหว ไม่ว่าจะเรือโจรสลัดหรือรถลอยน้ำก็ไม่ต้องเล่นทั้งนั้น!”


กว่าจะเกลี้ยกล่อมให้หลิวจื่อเทาเข้านอนได้นั้นช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ หลิวหย่งอดที่จะบ่นกับภรรยาไม่ได้ว่า


“ทำไมเขาถึงซนแบบนี้?”


หลี่เฟิ่งเหมยกลอกตาใส่ “เด็กผู้ชายต่างก็ซนกันทั้งนั้น ตอนนี้รู้หรือยังเล่าว่าใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านสบายแค่ไหน โชคดีที่ฉันจ้างแม่บ้านคอยซักเสื้อผ้าและทำกับข้าวให้ ไม่อย่างนั้นแม่ฉันเลี้ยงเขาแค่คนเดียวคงเหนื่อยตายพอดี”


เด็กไม่ใช่ลูกหมาลูกแมว ยิ่งโตก็ยิ่งมีความคิดเป็นของตัวเอง


โดยเฉพาะหลิวจื่อเทาที่เป็นเด็กฉลาด ช่วงสองปีนี้เขาเข้าเรียนที่ซางตู นอกจากหลี่เฟิ่งเหมยจะต้องดูแลร้านเสื้อผ้าแล้ว เวลาที่เหลือเธอใช้ไปกับการประลองปัญญากับลูกชายทั้งสิ้น


บางครั้งเธอก็รู้สึกละเหี่ยใจ


ไม่รู้ว่าพ่อแม่ในเมืองเลี้ยงดูลูกกันอย่างไร หลี่เฟิ่งเหมยรู้สึกเสียดายเหลือเกินที่ตนเรียนมาน้อย


“เธอกับคุณแม่ท่านลำบากแล้ว เสี่ยวหลานบอกว่าจะให้เทาเทาอยู่ที่เผิงเฉิงสองเดือน และส่งเขาไปเรียนที่สถานที่ทำกิจกรรมนอกเวลา ดังนั้นเขาคงไม่มีเวลาก่อกวนผู้ใหญ่อีกแล้ว เธอกับคุณแม่ท่านจะมีเวลาพักเกือบสองเดือน”


ไม่ว่าจะลำบากหรือไม่ลำบาก ถึงอย่างไรหลิวจื่อเทาก็คือลูกชายแท้ๆของเขา ใครกันเล่าจะทิ้งลง


คำพูดของหลิวหย่งทำให้หลี่เฟิ่งเหมยรู้สึกสบายใจยิ่งขึ้น


โดยทั่วไปผู้ชายจะทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงดูแลเรื่องในบ้าน ทว่าหลี่เฟิ่งเหมยไม่ใช่แม่บ้านทั่วไป เธอมี ‘ธุรกิจ’ เป็นของตัวเอง


เธอต้องทำหน้าที่สองหน้าที่ ถ้าสามีรู้สึกว่าสิ่งที่เธอทำอยู่เป็นเรื่องสมควรแล้วก็คงน่าน้อยใจ โชคดีที่หลิวหย่งไม่ได้พูดแบบนั้น


“ครั้งนี้ก่อนแม่ฉันจะกลับ ฉันพาแม่ไปซื้อกำไลทองที่ร้านทอง ใช้เงินไปพันกว่าหยวน และให้เงินสดเธออีกพันหยวน ไว้หมดปิดเทอมฤดูร้อนเมื่อไรค่อยรับเธอกลับเข้ามาในเมือง”


ราคาทองต่อหนึ่งกรัมแค่ไม่กี่สิบหยวน เช่นนั้นกำไลทองมูลค่าพันกว่าหยวน น่าจะมีน้ำหนักเกิน30กรัมสินะ


หลิวหย่งเข้าใจความคิดของภรรยา เธอต้องการขอบคุณน้ำใจของแม่ยาย และกลัวว่าครอบครัวฝั่งภรรยาจะรู้สึกไม่พอใจ ค่านิยมของสังคมในปัจจุบัน การให้คนแก่เลี้ยงดูหลานถือเป็นเรื่องปกติ ทว่าปกติแล้วคนแก่มักจะต้องพึ่งลูกชายให้ดูแลยามแก่เฒ่า มีใครบ้างที่พึ่งลูกชายแต่ถึงเวลากลับมาช่วยงานลูกสาวเช่นนี้


“ให้น้อยเกินไป ควรซื้อกำไลทองเป็นคู่...”


หลี่เฟิ่งเหมยทุบเขาไปหนึ่งที “ทำไมไม่บอกให้ซื้อแหวนครบสิบนิ้วไปเลยล่ะ คิดว่าฉันไม่รู้กาลเทศะหรืออย่างไรกัน!”


————————————


เช้าวันต่อมาเซี่ยเสี่ยวหลานจะไปเที่ยวที่หมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หู


เธอถามหยางหย่งหงว่าจะไปด้วยกันไหม หยางหย่งหงกวักน้ำเย็นล้างหน้าก่อนจะตอบกลับไปว่า “ไม่ได้หรอก วันนี้ฉันต้องไปขนกระเบื้องกับพี่หลี่ เสี่ยวหลาน เธอไปเที่ยวเถอะ!”


หยางหย่งหงไม่มีอารมณ์เที่ยวแม้แต่น้อย ตอนนี้เธอกำลังพยายามทำให้หลี่ต้งเหลียงยอมรับในตัวเองอยู่


เมื่อวานหลี่ต้งเหลียงตกใจไม่น้อย เด็กหัวกะทิจากหัวชิงถ้าให้มาเป็นลูกน้องเขาคงน่าเสียดาย เมื่อวานมีวัสดุก่อสร้างถูกส่งมาที่ไซต์งาน ขณะที่หลี่ต้งเหลียงกำลังกดเครื่องคิดเลขอยู่นั้น หยางหย่งหงอาศัยแค่การกวาดตามองรายการสินค้าพร้อมคิดคำนวณอยู่ในใจ ไม่นานเธอก็ตรวจสอบเสร็จสิ้น แถมยังช่วยชี้จุดผิดพลาดได้อีกด้วย และเพราะเรื่องนี้ทำให้วันนี้หยางหย่งหงได้รับอนุญาตให้ไปรับวัสดุก่อสร้างด้วยกันกับหลี่ต้งเหลียง ดังนั้นเธอคงไม่ว่างไปเที่ยวหมู่บ้านไหนทั้งนั้น!


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นเธอฮึกเหิมเต็มที่จึงให้กำลังใจ


“พี่ใหญ่ ฉันกะแล้วว่าพี่ต้องทำได้ทุกอย่าง”


นี่คงเป็นความน่ากลัวของเด็กหัวกะทิจากหัวชิง ขอเพียงไม่หยิ่งในศักดิ์ศรี ระดับสติปัญญาที่เหนือกว่านักเรียนเป็นหมื่นเป็นแสนคนเช่นนี้ ไม่ว่าเรื่องไหนก็สามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว หยางหย่งหงเรียนซ้ำอยู่สามปีถึงสอบเข้าหัวชิงได้ สาเหตุไม่ใช่เพราะเธอฉลาดสู้ชาวห้อง307คนอื่นไม่ได้ แต่เพราะเธอได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการศึกษาในบ้านเกิดนั่นเอง


เส้นผมสั้นมีหยดน้ำเกาะพราว หยางหย่งหงโบกมือให้เซี่ยเสี่ยวหลาน


“ไม่ไหวก็ต้องไหว ขอแค่มีใจย่อมทำสำเร็จ!”


โลกใบนี้ไม่ควรดูถูกผู้หญิง เป็นผู้หญิงแล้วทำไม ผู้หญิงไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเสมอไป หยางหย่งหงเป็นพวกไม่ชอบยอมแพ้ และเธอก็ไม่อยากทำลายน้ำใจของเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นตอนนี้เธอจึงมีแรงสู้เต็มเปี่ยม!



ตอนที่ 900: ใครอันตรายกว่า



เซี่ยเสี่ยวหลานทั้งรู้สึกชื่นชมและนับถือในตัวหยางหย่งหง!


เธอรู้ว่าหลังได้เกิดใหม่ การตั้งใจศึกษาเล่าเรียนย่อมเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีทางผิดพลาด


ถ้าไม่ได้เรียนในสถาบันการศึกษาระดับสูงสุดอย่างหัวชิง มีหรือที่เธอจะได้รู้จักกับนักศึกษาที่ยอดเยี่ยมแบบหยางหย่งหงและคนอื่นๆ ความแน่วแน่ทางจิตใจและความคาดหวังต่ออนาคตของคนเหล่านี้ช่างต่างจากสังคมเพื่อนนักศึกษาที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยพบเจอเมื่อชาติก่อนอย่างสิ้นเชิง...


แน่นอนว่าเธอไม่ได้แบ่งแยกผู้คนจากคะแนนสอบหรือระดับการศึกษา แต่ยิ่งเดินขึ้นสู่ที่สูงมากเท่าไร โอกาสที่เธอจะพบคนที่มีอุดมการณ์และทัศนคติเหมือนกันก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น


น่าเสียดายที่ชาติก่อนเธอตระหนักถึงความจริงข้อนี้ไม่ได้ และไม่มีสภาพแวดล้อมที่สามารถทุ่มเทให้กับการเรียนได้อย่างเต็มที่ หลังเธอต่อสู้ฝ่าฟันมาจนอายุ40ปี เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้ครอบครอง ‘ความสำเร็จ’ ในสายตาคนอื่น เธอมีบ้าน มีรถ มีหุ้น มีทุกอย่าง แถมยังมีคนอิจฉาที่ตำแหน่งและเงินเดือนของเธอสูงกว่า ทว่ากว่าเธอจะเดินมาถึงจุดนั้นต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มี หาใช่ได้มาอย่างสบายๆเหมือนที่คนอื่นคิดกัน


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เข้าใจดีว่า ชาติก่อนโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่นั้นมีน้อยมาก เพราะจุดเริ่มต้นของเธอนั้นต่ำเกินไป แม้เธอจะพยายามเต็มที่แต่สุดท้ายก็ถึงทางตัน


ทว่าชาตินี้เธอมีโอกาสชดเชยความบกพร่องของตนเองในชาติที่แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับอิทธิพลจากความฮึดสู้ของหยางหย่งหง มาถึงเซียงมี่หูแล้วรอยยิ้มของเธอยังคงประดับอยู่ที่ริมฝีปาก


“พี่เสี่ยวหลาน พี่ยิ้มอะไรหรือ”


คนมาเที่ยวเซียงมี่หูเยอะเหลือเกิน หากไม่ระวังเด็กน้อยคงพลัดหลงไปได้อย่างง่ายดาย


เซี่ยเสี่ยวหลานจับมือหลิวจื่อเทาแน่น


“พี่พาเธอมาเที่ยวเลยอารมณ์ดี เธอคิดว่าพี่ยิ้มทำไมล่ะ!”


หลิวจื่อเทาไม่เชื่อแม้แต่น้อย “พี่เสี่ยวหลาน ทำไมพี่เขยผมไม่มาด้วย ตอนตรุษจีนผมก็ไม่ได้เจอพี่เขย”


หลิวจื่อเทาเป็นเด็กความจำดี เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่อยากหลอกเขา “เขามีภารกิจที่ต้องทำ ตรุษจีนเลยไม่ได้หยุด ตอนนี้ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น จึงหยุดไม่ได้เหมือนกัน”


ส่วนที่ว่าจะได้หยุดเมื่อไรนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานคงตอบไม่ได้เช่นกัน


เธอกำลังรอโจวเฉิงจัดการเรื่องตระกูลสือให้เสร็จสิ้น เธอบอกแล้วว่าทั้งเขาและเธอต้องการเวลาทำใจให้เย็นลง ดังนั้นเธอคงทำได้เพียงเชื่อมั่นว่าโจวเฉิงจะจัดการปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้อาจจะค่อนข้างยากสำหรับโจวเฉิง เพราะในแง่ของอายุทางจิตใจ เซี่ยเสี่ยวหลานโตกว่าโจวเฉิงมาก ซึ่งเธอจำเป็นต้องอดทนรอให้โจวเฉิงโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้


หลิวจื่อเทารับรู้ได้ว่าน้ำเสียงของพี่สาวมีความผิดปกติ แต่ต่อให้เขาฉลาดแค่ไหนถึงอย่างไรเขาก็ไม่ใช่ผีสางเทวดา มีหรือจะเข้าใจปัญหาความรักของผู้ใหญ่


แน่นอนว่าถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรับมือกับเด็กแค่คนเดียวไม่ได้ เธอก็คงอยู่ในสังคมไม่รอด


อีกอย่างเครื่องเล่นในสวนสนุกที่เซียงมี่หูก็ทำเอาเด็กน้อยจากซางตูอย่างหลิวจื่อเทาตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก เขาไม่ห่วงเรื่องว่าที่พี่เขยของตัวเองอีกแล้ว ได้อยู่กับพ่อแม่ยังไม่น่าตื่นเต้นเท่าเล่นรถไฟเหาะ แต่เพราะคนเยอะมาก อยากเล่นเครื่องเล่นไหนก็ต้องต่อแถว ชาติก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานเคยไปดิสนีย์แลนด์ที่เซี่ยงไฮ้ แต่ในปี1985 เซียงมี่หูก็คือดิสนีย์แลนด์ของประเทศจีน เธอกลัวหลิวจื่อเทาจะเป็นลมเพราะความเบียดเสียดเหลือเกิน


อากาศร้อน คนแออัด หากอารมณ์พลุ่งพล่านเกินพอดี คงหายใจไม่ทัน


หลิวหย่งกับหลี่เฟิ่งเหมยถูกเบียดจนแยกไปอีกทางแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกถึงมือคู่หนึ่งที่ยื่นมาลูบเอวเธอ เมื่อหันศีรษะกลับไปมองก็พบผู้ชายหน้าตาอัปลักษณ์คนหนึ่ง


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา เธอเตะอีกฝ่ายทันที


“ใช้มือจับอะไรไม่ทราบ!”


ผู้ชายคนนั้นนึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะกล้าขนาดนี้


สหายหญิงทั่วไปเวลาถูกเอาเปรียบมักเลือกที่จะเงียบและไม่ปริปากพูด โดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้ชายสามารถอ้างได้ว่าไม่ทันระวัง


ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสวยเกินไป เทียบกับผู้ชายอัปลักษณ์คนนี้แล้วช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


บนโลกที่ให้ความสำคัญกับหน้าตา ย่อมมีคนยินดีช่วยผดุงความยุติธรรมแทนเซี่ยเสี่ยวหลาน พอเห็นชายหนุ่มหลายคนตั้งท่าพร้อมออกโรงช่วยสาวงาม ชายอัปลักษณ์คนนั้นก็ถลึงตาใส่เซี่ยเสี่ยวหลานแล้วรีบแทรกตัวหนีออกไปทันที


ถุย คนประเภทนี้ช่างน่ารังเกียจเสียยิ่งกว่าไส้เดือน


หลังจบเรื่อง ในที่สุดหลิวหย่งกับหลี่เฟิ่งเหมยก็แทรกตัวกลับมารวมตัวได้


“เสี่ยวหลาน ไม่เป็นไรใช่ไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ แค่เจอคนถ่อยเท่านั้น”


หลิวหย่งเบ้ปาก ไอ้สารเลวนั่นหนีไวเหลือเกิน วันนี้พวกเขาพาหลิวจื่อเทามาเที่ยว ดังนั้นเรื่องทางโรงแรมจึงต้องให้หลี่ต้งเหลียงเป็นคนคอยดูแล ที่สาธารณะแบบเซียงมี่หู หลิวหย่งนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีอันตรายแอบแฝงอยู่ ไม่อย่างนั้นเขาคงบอกให้หลี่ต้งเหลียงตามมาด้วย


แต่สถานที่ที่ผู้คนเบียดเสียดกันเช่นนี้ หากมีพวกคนถ่อยต้องการเอาเปรียบก็คงป้องกันได้ยาก


หลิวหย่งจูงลูกชาย “ลุงจะพาเทาเทาไปเล่นเรือโจรสลัด หลานกับป้าสะใภ้ไปนั่งพักกันก่อน ลุงเห็นตรงนั้นมีร้านขายไอศกรีม หลานกับป้าสะใภ้ไปรอที่นั่นเถอะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกร้อนจนทนไม่ไหวอีกแล้ว


เธอทนกับความลำบากได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่กลัวแดด


ตอนนั้นเธอยอมตากแดดเพื่อไปขายไข่ไก่ในเมืองเพราะความจำเป็น แต่ยังไม่ถึงสองปีประธานเซี่ยก็มีทรัพย์สินหลายแสนหยวน ออกจากบ้านในวันอากาศร้อนเช่นนี้ เธอย่อมต้องทาครีมกันแดด


ทว่าความจริงทาไปก็ไร้ประโยชน์ ยืนตากแดดนานไปก็มิวายรู้สึกแสบผิวไปหมดอยู่ดี


เธอไม่ฝืนทำตัวเข้มแข็ง “ถ้าอย่างนั้นฉันกับป้าไปกินไอศกรีมก่อนนะคะ พวกลุงระวังเป็นลมกันด้วย เล่นเรือโจรสลัดแล้วก็พักสักหน่อยเถอะค่ะ”


รถไฟเหาะบนน้ำ เรือโจรสลัด และชิงช้าสวรรค์คือเครื่องเล่นยอดนิยมของสวนสนุก นอกจากคู่รักที่ชอบนั่งชิงช้าสวรรค์เพื่อความโรแมนติกแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาเป็นครอบครัวก็เยอะมากเช่นกัน เพราะที่นั่นสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทั้งหมู่บ้านได้อย่างรอบด้าน


ไม่ได้เห็นแค่ตัวหมู่บ้าน แต่รวมถึงพื้นที่บริเวณโดยรอบด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลี่เฟิ่งเหมยซื้อไอศกรีมเสร็จก็มานั่งพักที่ม้านั่ง ก่อนที่หางตาของเธอจะเหลือบไปเห็นชายหลายคนกำลังลอบมองมาทางนี้


หนึ่งในนั้นคือคนถ่อยหน้าตาอัปลักษณ์ที่เมื่อครู่คิดจะเอาเปรียบเธอนั่นเอง!


ผู้ชายคนนั้นถูกเซี่ยเสี่ยวหลานหักหน้าคงอยากแก้แค้นสินะ?


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มเย็น พวกโรคจิตสมัยนี้ทำตัวกร่างเสียยิ่งกว่าผู้เสียหาย คิดว่าเธอจะยอมยืนเฉยๆ ปล่อยให้ตัวเองถูกลวนลามจนอีกฝ่ายพอใจอย่างนั้นหรือ?


ที่นี่คือพื้นที่สาธารณะ พวกโรคจิตย่อมไม่กล้าทำตัวเป็นจุดเด่น เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจว่า นี่พวกมันกำลังดูลาดเลาเพื่อเอาคืนสินะ?


ก็จริง หลิวหย่งกับหลี่เฟิ่งเหมยพูดติดสำเนียงอวี้หนาน ส่วนเธอพูดภาษาจีนกลาง แค่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น


พวกเธอสี่คนมีผู้หญิงสองคนกับเด็กอีกหนึ่งคน สหายชายเพียงคนเดียวก็ดูไม่น่ากลัวแม้แต่น้อย อีกฝ่ายคงคิดว่าสามารถรังแกเธอได้ไม่ยาก?


“ป้าสะใภ้ ฉันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องที่ต้องกำชับลูกน้องค่ะ ฉันขอตัวไปโทรศัพท์บอกพวกเขาก่อนนะคะ”


หลี่เฟิ่งเหมยรูปร่างอวบ เมื่อเจอกับอากาศเช่นนี้ เธอร้อนจนหายใจหอบ พอได้นั่งแล้วจึงไม่อยากลุกขึ้นอีก


ที่ร้านขายไอศกรีมมีที่ให้โทรศัพท์ มันอยู่ห่างออกไปแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่หลงทางหรอกกระมัง


-------------------------------


จากชิงช้าสวรรค์สามารถมองเห็นหมู่บ้านพักตากอากาศทั้งหมด รวมถึงพื้นที่บริเวณโดยรอบ


แฮร์รอดส์ไม่สนใจเครื่องเล่นในสวนสนุก แต่เขาสนใจพื้นที่แห่งนี้


ทำธุรกิจท่องเที่ยวคงช้ากว่าคนอื่น แล้วเช่นนั้นควรทำอะไรดีเล่า?


ด้วยการนำทางของจี้เจียงหยวน แฮร์รอดส์จึงได้ขึ้นมานั่งบนชิงช้าสวรรค์เป็นที่เรียบร้อย ทำให้เขาสามารถมองเห็นสถานการณ์โดยรอบได้อย่างชัดเจน ชิงช้าสวรรค์เคลื่อนที่ได้ครึ่งทาง จู่ๆ จี้เจียงหยวนก็อุทานออกมาเบาๆ


แฮร์รอดส์เป็นคนช่างสังเกตและสายตาดีเยี่ยม ดังนั้นเขาจึงสังเกตเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างรวดเร็ว


เซี่ยเสี่ยวหลานสวมหมวกจึงบดบังใบหน้าไปเกือบครึ่ง แต่รูปร่างและบุคลิกภาพของเธอนั้นโดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด


แม้จะใส่ชุดลำลองแต่ก็ไม่อาจบดบังเรือนร่างอันสวยงามของเธอได้


“คนรู้จักหรือ?”


จี้เจียงหยวนตอบรับ เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาที่เผิงเฉิงด้วย


พอคิดได้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานสนิทกับทังหงเอินก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เซี่ยเสี่ยวหลานสนิทกับทังหงเอินมากกว่าลูกแท้ๆอย่างเขาเสียอีก


หมวกบังหน้าขนาดนั้นยังจำได้ คงไม่ใช่แค่สนิทกันธรรมดา


แฮร์รอดส์ถามด้วยความอยากรู้ “จี้ เธอไปทักทายเพื่อนสักหน่อยไหม ฉันว่าคุณผู้หญิงคนนั้นเหมือนจะเจอเรื่องยุ่งยากนะ”


มองจากที่สูงย่อมเห็นสถานการณ์รอบด้านอย่างชัดเจน อีกทั้งแฮร์รอดส์ก็ไม่ได้สายตาฝ้าฟาง เขาจึงมองเห็นว่าข้างหลังเธอมีคนเดินตามอยู่หลายคน


ระหว่างเตือนเซี่ยเสี่ยวหลานกับทำให้แฮร์รอดส์รู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เรื่องไหนเสี่ยงกว่ากัน จี้เจียงหยวนไม่อาจตัดสินใจได้เลย!



จบตอน

Comments