ตอนที่ 901: จุดบุหรี่ให้เจ้าแม่มาเฟีย
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานโทรศัพท์เสร็จ เธอก็ไม่รู้สึกร้อนใจอีกต่อไป
เธอกลับมานั่งที่ม้านั่ง และสั่งไอศกรีมเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย
สถานที่แบบเซียงมี่หู สาเหตุที่ถูกเรียกว่าหมู่บ้านพักตากอากาศเพราะมันมีทุกอย่างครบถ้วนนั่นเอง
นอกจากเครื่องเล่นสันทนาการ ยังมีไนต์คลับ โรงแรม และร้านอาหาร มีบริการเพื่อความบันเทิงครบจบในที่เดียว หากมีเวลาเหลือเฟือก็สามารถเที่ยวเล่นอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งต้องคุมงานตกแต่งภายใน ดังนั้นขณะที่หลี่เฟิ่งเหมยกับหลิวจื่อเทาอยู่ที่เผิงเฉิง พวกเขาสามารถอยู่เที่ยวในหมู่บ้านได้นานหลายวัน ถึงอย่างไรหลิวหย่งก็มีปัญญาจ่าย
ก่อนหน้านี้เขาอาศัยอยู่ในบ้านพักชั้นเดียวเก่าๆ ลูกเมียมาหาทั้งที นอนค้างคืนที่โรงแรมในหมู่บ้านพักตากอากาศแล้วจะเป็นอะไรไปเล่า
ดังนั้นหากกลุ่มผู้ชายโรคจิตอยากรอให้พวกเซี่ยเสี่ยวหลานออกจากสวนสนุกก่อนแล้วค่อยลงมือ พวกเขาคงคิดผิด
เพราะสุดท้ายคนที่เดินทางกลับอาจจะมีแค่หลิวหย่งคนเดียว ในขณะที่พวกเธอกลับพักอยู่ในหมู่บ้านเซียงมี่หู
แต่การทำเช่นนี้ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ดีไม่ดีผู้ชายโรคจิตคนนั้นอาจจะเป็นภัยร้ายที่พร้อมพุ่งเข้าใส่พวกเธอได้ทุกเมื่อ
หลังกลับจากคุยโทรศัพท์เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้พูดอะไรอีก สองพ่อลูกเล่นเรือโจรสลัดเสร็จก็เดินกลับมาพร้อมเหงื่อโซมกาย เซี่ยเสี่ยวหลานกับครอบครัวของลุงจึงไปทานข้าวกันตามปกติ
ผู้ชายโรคจิตคนนั้นกร่างไม่เบา เขาคอยส่งยิ้มให้เซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลตลอดเวลา แต่มีหรือที่หลิวหย่งจะไม่สังเกตเห็น
“คนพวกนั้น...”
หลิวหย่งไม่เคยเห็นใครอวดดีขนาดนี้ที่เผิงเฉิงมาก่อน
ถึงอย่างไรเขาก็มีคนงานอยู่ใต้การดูแลหลายสิบคน คนทั่วไปคงไม่กล้ามาหาเรื่องอย่างแน่นอน
น่าเสียดายที่หลิวหย่งไม่มีมาดของราชาแม้แต่น้อย ต่อให้มีคนเดินห้อมล้อมตัว เขาก็ดูไม่เหมือนเถ้าแก่เลยสักนิด พอไม่มีใครเดินตามจึงยิ่งไม่สะดุดตา อีกทั้งเขายังตากแดดอยู่ที่เผิงเฉิงจนดำคล้ำไปหมด ดูแล้วไม่น่าเกรงขามเลยแม้แต่น้อย
ทุกคนมาเที่ยวที่เซียงมี่หูแบบครอบครัว การไม่แต่งตัวแบบอวยฐานะคือธรรมเนียมปฏิบัติที่ดี ด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงแต่งตัวกันอย่างเรียบง่าย
สาวสวยแบบเซี่ยเสี่ยวหลานเวลาออกมาข้างนอก หากแต่งตัวมากเกินไปคงตกเป็นเป้าสายตา ชวนให้เกิดปัญหาได้ง่าย เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับใบหน้านี้ ใบหน้าที่เย้ายวนอย่างน่าหลงใหลเช่นนี้ ดวงความรักดีๆกลับไม่ค่อยมีเข้ามา มีแต่พวกอันธพาลที่คอยเข้าหาไม่หยุดหย่อน
พอได้ยินหลิวหย่งถาม เซี่ยเสี่ยวหลานก็ส่งสายตาให้
“นี่ก็เที่ยงแล้ว พวกเรากินข้าวกันก่อนดีไหมคะ เมื่อกี้ฉันโทรศัพท์กลับไปที่ไซต์งาน หลี่ต้งเหลียงบอกว่าอยากให้ลุงกลับไปดูสักรอบ อีกเดี๋ยวให้ป้าสะใภ้กับเทาเทาเข้าไปพักที่โรงแรมก่อน พวกเรากลับไปดูหน้างานเสร็จแล้วค่อยกลับมาอีกทีดีกว่าค่ะ”
สองลุงหลานร่วมกันลงทุนกับโครงการนี้เป็นเงินล้านกว่าหยวน ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เงินก้อนนี้ก็เท่ากับสูญเปล่าน่ะสิ
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร เวลาเข้านอนหลี่เฟิ่งเหมยยังอดกลุ้มใจไม่ได้ ดังนั้นเธอย่อมไม่ห้าม
“ฉันกับเทาเทาเที่ยวกันเองที่นี่สักสองวันก็ได้ พวกเธอไปทำงานกันเถอะ!”
หลิวจื่อเทายิ่งไม่คัดค้าน หมู่บ้านพักตากอากาศใหญ่โตเสียขนาดนี้ เขายังเล่นเครื่องเล่นไม่ครบเลยด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ติดเซี่ยเสี่ยวหลานแจ ทว่าตอนนี้แทบจะลืมพี่สาวไปแล้ว
หลังมื้อเที่ยง เซี่ยเสี่ยวหลานกะเวลา ก่อนจะค่อยๆเดินออกจากหมู่บ้านไปอย่างเชื่องช้า
ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสองโมง เป็นช่วงเวลาที่คนมักจะรู้สึกง่วงงุนมากที่สุด ดังนั้นในหมู่บ้านจึงไม่คึกคักเหมือนช่วงเช้า นักท่องเที่ยวที่เริ่มเหนื่อยล้าต่างก็พากันหาที่นั่งพัก
อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนั้นยังคงเดินตามไม่ยอมลดละ หลิวหย่งกำหมัดแน่น เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเสียงเบาว่า “อย่าใจร้อนค่ะ”
พอเห็นรถกระบะจอดอยู่ตรงหน้า เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาในบัดดล
กลุ่มคนที่เดินตามหลังเหมือนรอไม่ไหวอีกแล้ว เขารีบสาวเท้าตรงมาอย่างรวดเร็ว หมายจะกระชากตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน
“ถุย นังเด็กอวดดี กล้าเตะฉัน...”
เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเดินมาถึงรถกระบะ ประตูรถก็ถูกเปิดออก สาวผมสั้นไป๋เจินจูกระโดดลงมา ก่อนจะกดตัวชายโรคจิตลงกับพื้น “คิดลวนลามผู้หญิงก็ควรแหกตาดูเสียบ้างว่าสามารถหาเรื่องเธอได้หรือเปล่า!”
ไป๋เจินจูแรงเยอะมาก ด้วยความที่เธอทำธุรกิจอยู่ในตลาด ย่อมคลุกคลีอยู่กับพวกอันธพาลเป็นประจำ การแต่งกายก็คล้ายผู้ชาย คนปกติจึงดูไม่ออกว่าความจริงแล้วเธอเป็นเพศไหนกันแน่
เธอคือคนที่กระโดดเตะตู้เจ้าฮุยจนฟันหัก ทำร้ายนักธุรกิจฮ่องกงแล้วแต่กลับไม่มีใครเอาเรื่อง ตู้เจ้าฮุยต้องยอมอดกลั้น เพราะเขาเองก็ไม่อยากให้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น
คนกลุ่มนี้รักพวกพ้อง หลังได้รับโทรศัพท์จากเซี่ยเสี่ยวหลานก็รีบเดินทางมาที่หมู่บ้านเซียงมี่หูทันที!
“แกเป็นใครวะ ปล่อยฉัน ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าจะได้ออกจากหมู่บ้านนี้ไปเลย”
ไป๋เจินจูหัวเราะ “โอ้ เป็นเจ้าพ่อหมู่บ้านเองหรือนี่!”
แน่นอนว่าเขาเป็นเจ้าถิ่นของหมู่บ้านนี้จริง
ที่ดินของหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หู เมื่อก่อนเคยถูกเรียกว่า ‘ทะเลสาบตะไคร้’ เพราะริมทะเลสาบมีต้นตะไคร้ขึ้นอยู่ทั่วบริเวณ เดิมทีที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวประมง
ตอนหลังมีเงินทุนจากต่างถิ่นเข้ามาลงทุน รัฐบาลท้องถิ่นจึงกำหนดให้พื้นที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านพักตากอากาศ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิมจึงจำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน นี่ก็คือ ‘การเวนคืนที่ดิน’ ในช่วงยุค80 การเวนคืนที่ดินย่อมมีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้อยู่อาศัยเดิม หลังได้ทั้งที่อยู่และเงินทอง พวกเขาก็ไม่ได้ทำไร่ทำสวนหรือออกเรือประมงเหมือนในอดีต คนในหมู่บ้านจึงเริ่มพากันว่างงาน
และชายโรคจิตคนนี้เดิมทีเป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านนั่นเอง
ไป๋เจินจูวางมือทาบอก “ฉันกลัวจังเลย พ่อเธอเป็นข้าราชการใหญ่หรือนี่”
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากกลอกตามองบน ไป๋เจินจูเหมือนดาราใหญ่เข้าไปทุกที ช่างมีพรสวรรค์ด้านการแสดงยิ่งนัก
“อย่าเสียเวลากับมันอีกเลย!”
ไป๋เจินจูคนเดียวสู้ได้หลายคน แต่อีกฝ่ายเป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้านย่อมมีลิ่วล้อคอยติดตาม ไม่ทันไรก็มีผู้ชายสิบกว่าคนโผล่มายืนล้อมรถกระบะ เมื่อเห็นดังนั้นหลิวหย่งจึงรู้สึกตกใจมาก ต่างจากเซี่ยเสี่ยวหลานที่ดูนิ่งเฉย ไป๋เจินจูเคาะรถเบาๆ ทันใดนั้นเองก็เกิดเสียงโครมครามก่อนที่พวกคนงานหลายสิบชีวิตจะกระโดดลงมาจากท้ายรถ
ขนเอาคนงานที่ไซต์งานก่อสร้างมาหมดเลยหรือนี่!
คนพวกนี้ช่างมีความอดทนยิ่งนัก รอจนไป๋เจินจูเคาะรถก่อนพวกเขาถึงจะแสดงตัว
แต่ละคนร้องทักหลิวหย่งว่าเถ้าแก่ คิ้วของหลิวหย่งคลายตัวออกทันที ก่อนเอ่ยอย่างใจกว้างว่า “วันนี้คิดเสียว่าได้หยุดงานครึ่งวัน ค่าแรงให้เต็มวันเหมือนเดิม ถ้าหมาบ้าพวกนี้คิดขัดขืนอย่าได้ออมมือ ใครบาดเจ็บ ฉันจะออกค่ารักษาพยาบาลให้เอง!”
เหล่าชายฉกรรจ์ที่ลงจากรถกระบะทำเอาพวกอันธพาลตกใจจนฉี่แทบราด
แค่จับเอวนิดหน่อย แต่คนพวกนี้กะจะพังทั้งหมู่บ้านเลยหรือ?!
ใบหน้าของชายโรคจิตถูกเหยียบจนแนบกับพื้น เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งลงมองหน้าเขาพลางยิ้มกว้าง
“แกคงทำเรื่องแบบนี้บ่อยสินะ ฉันคงต้องช่วยแก้แค้นแทนเพศเดียวกันเสียหน่อยแล้วล่ะ”
ลูบเอวไม่เท่าไร เพราะถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็เตะอีกฝ่ายไปแล้ว
แต่การสะกดรอยตามเธออยู่นานหลายชั่วโมง รอจนเธอออกจากหมู่บ้านพักตากอากาศ คงเพราะอยากทำเรื่องเลวทรามในที่ที่คนบางตาสินะ?
เซี่ยเสี่ยวหลานโยนหมวกใส่หน้าอีกฝ่าย
มือของไป๋เจินจูเหมือนคีมเหล็ก บีบอีกฝ่ายจนร้องโหยหวนออกมา น้ำหูน้ำตาของชายโรคจิตไหลนองไปหมด แถมยังได้กลิ่นปัสสาวะลอยโชยมาอีกด้วย
อยากซ้อมก็ซ้อมอย่างเต็มที่ ผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างพวกลิ่วล้อก็ไม่ละเว้น
เซี่ยเสี่ยวหลานยืนดูอยู่ข้างๆ เหมือนกลัวว่าไป๋เจินจูออมแรงอย่างไรอย่างนั้น
หยางเจี๋ยเองก็อยู่ในกลุ่มคนงานด้วยเช่นกัน แม้สมองจะมึนงงแต่เขาก็รอจังหวะกระทืบเสริมเป็นครั้งคราว
คงเพราะแดดแรงจนเขาตาพร่าสินะ พี่เสี่ยวหลานผู้งามหยดย้อยทำไมถึงโหดขนาดนี้
วันนั้นพี่สาวเขาพูดว่าอะไรนะ อย่าไม่เชื่อใจพี่เสี่ยวหลาน เพื่อดูแลพวกเขาพี่เสี่ยวหลานถึงได้ตามมาที่เผิงเฉิงด้วย...
หยางเจี๋ยก้มหน้าครุ่นคิด นึกไม่ถึงเลยว่าพี่เสี่ยวหลานจะมีอำนาจเช่นนี้ ต่อไปเขาจะต้องเคารพพี่เสี่ยวหลานและคุณอาหลิวหย่งให้มากกว่านี้เสียแล้วล่ะ!
------------------------------
อีกมุมหนึ่ง จี้เจียงหยวนยืนมองภาพกลุ่มคนข้างหน้าพร้อมกับอ้าปากค้าง
แฮร์รอดส์หัวเราะร่าอย่างมีเลศนัย
“จี้ ท่าทางการรักษาความปลอดภัยของเผิงเฉิงจะไม่ค่อยดีสักเท่าไรนะ เพื่อนของเธอ สาวสวยคนนั้นเป็นมาเฟียของประเทศจีนหรือ”
“เปล่าครับ... ประเทศจีนไม่มีมาเฟีย พวกเราปกครองด้วยกฎหมาย”
พวกเขาเป็นประเทศที่ปกครองด้วยกฎหมาย เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เป็นถึงนักศึกษาหัวกะทิของหัวชิง เป็นนักศึกษาตัวอย่างที่ได้รับทุนการศึกษา ไม่ใช่เจ้าแม่มาเฟียที่มีแต่คนอยากจุดบุหรี่ให้...
เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน? อยู่ที่เผิงเฉิงการโทรหาเลขาประจำตัวพ่อเขา ย่อมดีกว่าลากคนงานมาทั้งรถกระบะ แถมแต่ละคนยังทำท่าเหมือนพร้อมรบทุกสถานการณ์เช่นนี้อีก?!
สาวสวยงามหยดย้อย ที่แท้มีความโหดถึงเพียงนี้เชียวหรือ
จี้เจียงหยวนรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก
เช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ได้ล้อเล่น เธอเคยประกาศกร้าวเอาไว้ว่า จะทำให้แม่ของเขาต้องคุกเข่าขอขมากลางถนนฉางอัน ดูท่าจะไม่ใช่คำโกหกเสียแล้ว!
ตอนที่ 902: ไม่ต้องการเจ้าชายขี่ม้าขาว
หากบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนโหดร้ายก็ดูเหมือนจะไม่ใช่
เพราะคนที่ลงมือคือไป๋เจินจูและพวกคนงาน ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ยื่นมือเข้าไปทำร้ายใครสักคน
ตั้งแต่ต้นจนจบเธอนิ่งมาก อีกอย่างต่อให้ไป๋เจินจูสู้เก่งแค่ไหน แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเชื่อฟังคำสั่งของเซี่ยเสี่ยวหลานมาก... นี่ก็คือมาดของเจ้าแม่ เจ้าแม่ที่ไหนลงมือเองบ้าง มันเสียเกียรติเกินไป!
จี้เจียงหยวนรู้สึกแสบตาไปหมด
ในงานเลี้ยงต้อนรับนักศึกษาใหม่ เพื่อนนักศึกษาเซี่ยเสี่ยวหลานคือคนที่แค่ได้คุยด้วยก็รู้ทันทีว่าเป็นคนที่น่าสนใจและน่าค้นหา เมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า จี้เจียงหยวนรู้สึกตกใจก็จริง แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกขบขันอย่างประหลาด
“คุณแฮร์รอดส์ ในเมื่อเพื่อนของผมไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้วก็คงไม่ต้องรบกวนคุณแล้วละครับ รบกวนธุระสำคัญของคุณเช่นนี้ ผมต้องขออภัยด้วย!”
แฮร์รอดส์มองหน้าจี้เจียงหยวน
“จี้ ผมไม่ได้คิดไปเองใช่หรือเปล่า ดูเหมือนว่าคุณจะไม่อยากให้ผมรู้จักเธอ”
แฮร์รอดส์ไม่ใช่พวกหื่นกาม ที่แค่เห็นสาวสวยก็พร้อมจะโถมตัวเข้าใส่
ที่บอกว่ารสนิยมด้านความงามของชาวตะวันตกและตะวันออกนั้นแตกต่างกันคือเรื่องเหลวไหล คนผิวขาว ผิวเหลืองหรือผิวดำ ไม่ว่าคนผิวไหนก็มีคนสวยด้วยกันทั้งสิ้น ถึงอย่างไรความสวยที่แท้จริงสามารถทลายกำแพงความงามได้ทุกประเภท... ตามความคิดของแฮร์รอดส์ หญิงสาวที่ทำตัวเหมือนมาเฟียหญิงของประเทศจีนคนนี้ดูเซ็กซี่มากเหลือเกิน
ความเซ็กซี่ที่ว่าไม่ได้หมายถึงรูปร่างหรือสัดส่วน และไม่ใช่แค่คำชมดาษดื่นทั่วไป
แต่เป็นความจัดจ้านที่ออกมาจากกระดูกดำ
ความเซ็กซี่ที่ร้ายกาจที่สุดไม่ใช่เรือนร่างเปลือยเปล่า แต่เป็นความเย้ายวนแบบมีชั้นเชิงเช่นนี้
“เปล่าครับ ผมแค่คิดว่าการสำรวจพื้นที่เผิงเฉิงสำคัญกว่าการทำความรู้จักสาวชาวจีนสักคน”
คำพูดของจี้เจียงหยวน แฮร์รอดส์จะเชื่อหรือไม่ไม่มีใครรู้ แต่พวกลูกน้องข้างกายของเขาล้วนอยากพยักหน้าเห็นด้วย สาวงามหาเมื่อไรก็ย่อมได้ แต่การสำรวจเผิงเฉิงเพื่อหาช่องทางการลงทุนต่างหากคือเรื่องสำคัญ!
เห็นได้ชัดว่าจี้เจียงหยวนเกลี้ยกล่อมแฮร์รอดส์ได้สำเร็จ
ความสนอกสนใจบนใบหน้าของเขาค่อยๆจางหายไป
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ ท่าทางมาเฟียหญิงจะจัดการเรื่องยุ่งยากของตัวเองได้ คงไม่ต้องการเจ้าชายขี่ม้าขาวแล้วละ”
แม้จะมีกลุ่มคนทั้งหนุ่มและแก่ถืออุปกรณ์ทำสวนพุ่งเข้าใส่ มาเฟียหญิงคนนั้นก็ยังไม่แสดงท่าทางตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าเธอคงสามารถจัดการความยุ่งยากครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน
-------------------------------
หลังจัดการกับคนหนุ่มได้คนแก่ก็แสดงตัวออกมา ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีคนงานจำนวนหลายสิบคนอยู่ด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย
พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยคือ ลูกชายของตัวเองเป็นคนแบบไหนยังไม่รู้ตัวอีกหรือ?
หากไม่ยอมแพ้แล้วพาตัวลูกชายกลับบ้านแต่โดยดี เช่นนั้นก็เดินทางไปที่สถานีตำรวจกันให้หมดทุกคน
อีกฝ่ายเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีท่าทีเกรงกลัวใคร จึงรู้สึกไม่มั่นใจว่าคนต่างถิ่นอย่างเธอมีประวัติความเป็นมาอย่างไรกันแน่
ไม่ทันไรก็เรียกคนงานมาต่อยตีทั้งคันรถ เจ้าพ่อของหมู่บ้านทั่วไปอย่างเขาคงสู้ไม่ไหว ยุคนี้คนที่สามารถทำธุรกิจก่อสร้างในเผิงเฉิงได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา คนต่างถิ่นที่พร้อมมีเรื่องเช่นนี้ยิ่งหาได้ยาก หมายความว่าคนต่างถิ่นกลุ่มนี้คงมีผู้หนุนหลังอย่างแน่นอน
อีกฝ่ายอยากพาลูกชายกลับบ้าน แต่ก็มิวายหาข้ออ้างเพื่อกู้หน้าตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงหัวเราะออกมาแล้วพูดขัดขึ้นว่า
“ถึงจะเป็นคนเลวเหมือนกัน แต่เวลาที่อยู่ในคุก พวกนักโทษคดีข่มขืนยังถูกพวกฆาตกรหรือหัวขโมยเหยียดหยาม ลวนลามผู้หญิงไม่ใช่วิถีลูกผู้ชาย ถ้าเขากล้าลวนลามใครอีก ฉันเห็นเมื่อไรได้เจ็บตัวอีกแน่”
เซี่ยเสี่ยวหลานรังเกียจคนประเภทนี้เหลือเกิน
เพราะสู้บารมีของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ อีกทั้งพวกเขาก็เป็นฝ่ายกระทำผิด พวกชาวบ้านที่ถือจอบถือพลั่วออกมาจึงเดินกลับไปแต่โดยดี
พวกคนงานต่างพากันโห่ร้อง
พวกเขาทะเลาะกับอีกฝ่ายอย่างมีชั้นเชิง และเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่กลัวว่าจะมีปัญหา ดังนั้นวิธีการของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้ใจคนงานไปเต็มๆ
หลิวหย่งให้พวกคนงานหยุดงานครึ่งวันตามที่พูด พวกเขาจึงถือโอกาสนี้แยกย้ายกันไปพักผ่อน
เซี่ยเสี่ยวหลานถามหลิวหย่งว่า “ป้าสะใภ้กับเทาเทาอยู่ที่หมู่บ้านพักตากอากาศเช่นนี้ พวกชาวบ้านจะไปหาเรื่องพวกเขาหรือเปล่าคะ”
หลิวหย่งเคยเป็นคนว่างงานมาก่อน เขาย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนพวกนี้ดี
“หากยอมแพ้แล้วกว่าจะฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย คนที่สร้างหมู่บ้านพักตากอากาศขึ้นมาได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขาถึงได้ไม่กล้ามีเรื่องในเขตของหมู่บ้านอย่างไรเล่า”
หมู่บ้านพักตากอากาศหาเงินกับนักท่องเที่ยว
ในบรรดานักท่องเที่ยวมีทั้งชาวฮ่องกงและมาเก๊าอยู่เป็นจำนวนมาก เซียงมี่หูคือสถานที่ท่องเที่ยวที่เผิงเฉิงพัฒนาขึ้นมา ใครก็ตามที่สร้างเรื่องในเซียงมี่หู พวกนักลงทุนไม่มีทางปล่อยไปง่ายๆ และรัฐบาลท้องถิ่นเองก็คงไม่นิ่งเฉย การที่หลี่เฟิ่งเหมยกับหลิวจื่อเทาอยู่ในนั้นย่อมปลอดภัยที่สุด
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นด้วย
“ไว้พวกเขาเที่ยวเล่นกันจนพอใจแล้ว ค่อยสั่งให้คนมารับดีกว่าค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบก็หันไปมองตรงหัวมุมถนน ไม่รู้ทำไม เมื่อครู่เธอถึงรู้สึกเหมือนมีคนกำลังแอบมองอยู่
แต่พอมองไปที่หัวมุมถนนอีกครั้งก็ไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
สงสัยเธอจะถูกพวกโรคจิตสะกดรอยจนหลอน
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นหยางเจี๋ยอยู่ด้วยจึงกำชับว่า “...เรื่องวันนี้อย่าบอกพี่สาวล่ะ”
“รับทราบครับ พี่เสี่ยวหลาน!”
หยางเจี๋ยพูดเสียงดังพลางยืดอกเหมือนนายทหารที่กำลังรับคำสั่งจากผู้บัญชาการ
เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิดเกี่ยวกับท่าทีของหยางเจี๋ยเล็กน้อยก็กระจ่างแจ้ง เธอหัวเราะอย่างขบขัน “ไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก ปกติฉันไม่ใช่คนแบบนี้”
หยางเจี๋ยพยักหน้าหงึกหงัก ทว่าในใจกลับไม่เชื่อแม้แต่น้อย
ปกติไม่ใช่คนแบบนี้แล้วเป็นคนแบบไหน?
แต่อีกฝ่ายคือลูกพี่ใหญ่ เธอว่าอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น
“ได้หยุดงานครึ่งวัน รีบกลับไปพักสิ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานจนคำพูด เพราะสีหน้าของอีกฝ่ายสื่อชัดว่าไม่เชื่อ แล้วจะให้เธอคุยต่ออย่างไร
หยางเจี๋ยทำงานมาหลายวันคงเหนื่อยมาก เขาไม่มีทักษะจึงทำได้แค่งานจิปาถะเท่านั้น ดังนั้นงานใช้แรงงานก็คืองานที่เขาต้องทำ นายช่างใหญ่ก่ออิฐ เขาก็ต้องช่วยขนอิฐ ต้องแบกอิฐขึ้นตึกและผสมปูน... ไม่ได้มีใครรังแกหยางเจี๋ย แต่นี่ก็คือการทำงานในไซต์งานก่อสร้าง มิเช่นนั้นจะจ้างผู้ช่วยช่างมาทำไม ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระแทนนายช่างใหญ่มิใช่หรือ
ไม่ว่าอาชีพไหนการเรียนรู้ทักษะก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างเช่นงานตกแต่งภายใน หากจะให้ผู้มีประสบการณ์ช่วยสอนงานหยางเจี๋ยก็จำเป็นต้องเริ่มจากการรับผิดชอบงานจิปาถะให้ดีเสียก่อน ถ้าเกิดมีนายช่างคนไหนถูกใจหยางเจี๋ย พวกเขาก็อาจจะช่วยสอนเทคนิคในการทำงานให้ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานตาดี เธอเห็นตุ่มน้ำและรอยถลอกบนฝ่ามือของหยางเจี๋ย
การทำงานก่อสร้างมันแตกต่างจากการทำงานในไร่ หากไม่รู้จักควบคุมแรงเวลาทำงาน การที่มือจะถูกเสียดสีจนเกิดตุ่มน้ำใสจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ตอนนี้ในเมื่อได้หยุดพักครึ่งวัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกให้เขารีบกลับไปพักผ่อน
หยางเจี๋ยเกาศีรษะ “พี่เสี่ยวหลาน ผมจะตั้งใจทำงาน ขอบคุณที่พี่ให้โอกาสผมครับ!” พูดจบเขาก็รีบวิ่งจากไปเหมือนกลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจะจับเขากินก็ไม่ปาน
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด น้ำเสียงของหยางเจี๋ยฟังแล้วราวกับมีความนัย หยางเจี๋ยเหมือนอยากทำงานให้หย่วนฮุยระยะยาว หาใช่ทำแค่สองสามเดือนเพื่อหาเงินค่าสินสอดกลับบ้านเท่านั้น ถ้าเป็นแบบนั้นจริง อย่างน้อยหยางเจี๋ยก็เรียนจบมัธยมปลาย เธอจะลองคุยกับลุงให้จับตาดูหยางเจี๋ยไปอีกสักเดือนสองเดือนว่าเขาสามารถใช้งานได้หรือเปล่า
และเพราะเขาเป็นน้องชายของหยางหย่งหง หยางเจี๋ยจึงค่อนข้างดูน่าเชื่อถือ
ตอนนี้หย่วนฮุยกำลังขาดคน ไม่ใช่ว่าหลี่ต้งเหลียงกับเก่อเจี้ยนยังไม่ดีพอ ทว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการมองภาพวงกว้าง
แต่หากจ้างคนเก่งมาไม่ได้ก็คงต้องฝึกคนที่มีอยู่
ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานเดินทางมาถึงบ้านพัก เสี่ยวหวังคนขับรถของทังหงเอินกำลังรออยู่ที่บ้าน เมื่อเจอเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาก็ได้ยื่นจดหมายเชิญมาให้
“หัวหน้าบอกว่าถ้าว่างให้เธอลองไปดู”
นี่คือจดหมายเชิญฉบับที่สองที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับในช่วงนี้
“งานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนหรือคะ?”
เสี่ยวหวังพยักหน้ารับ “ทางเทศบาลเมืองเป็นผู้จัดงาน นักธุรกิจฮ่องกงและนักลงทุนชาวต่างชาติจำนวนมากจะมาเข้าร่วมงานนี้ ดังนั้นนี่เป็นโอกาสที่ดีมากที่เธอจะได้พบเจอกับชาวต่างชาติ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมากเช่นกัน แต่เธอกลับรู้สึกลังเลเล็กน้อย
“ถ้าฉันไปเหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรหรือเปล่าคะ”
ตอนที่ 903: ก็แค่งานเลี้ยง อย่าใจเสาะ!
“เธอคิดแบบนั้นจริงหรือ?”
เสี่ยวหวังรู้ดีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพวกบูชาเงิน แล้วคนที่ชอบหาเงินอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานจะปฏิเสธงานเช่นนี้ได้อย่างไร เธอควรดีใจเหมือนปลาได้น้ำสิถึงจะถูก!
เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บซองจดหมายเชิญเอาไว้อย่างดี
“ก็ต้องไม่จริงอยู่แล้วสิ! ฉันแค่ถ่อมตัวตามมารยาทเท่านั้น!”
เสี่ยวหวังทำหน้าเหมือนคนท้องผูก ทำอย่างไรดี เขาอยากต่อยคนเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้! ดูท่าทีของเจ้านายแล้ว ความจริงใจที่มีให้หลิวเฟินไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด ไม่แน่วันดีคืนดีเซี่ยเสี่ยวหลานกับเจ้านายอาจจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันก็เป็นได้!
เพราะเหตุนี้คนขับรถอย่างเขาจึงได้แต่อดทนอย่างจำยอม
เสี่ยวหวังรู้สึกว่าตนช่างน่าสงสาร ดังนั้นตอนเซี่ยเสี่ยวหลานชวนเขากินมื้อเย็นด้วยกัน เขาจึงปฏิเสธไป ก่อนจะขับรถกลับ
เซี่ยเสี่ยวหลานวางจดหมายเชิญไว้ตรงหน้าหลิวหย่ง หลิวหย่งเองก็รู้สึกลังเลเช่นกัน
“นักธุรกิจต่างชาติทั้งนั้น ถ้าพวกเราไปแล้ว...”
“พอดีเลยค่ะ ดูสิว่าหลังทำโรงแรมหนานไห่เสร็จจะยังมีโครงการที่เหมาะสมให้รับงานต่อหรือเปล่า แม้ว่าไปแล้วอาจจะกลับมามือเปล่า แต่ถ้าไม่ไปก็เท่ากับทิ้งโอกาส ลุงอยากเลือกแบบไหนละคะ”
ได้ฟังดังนั้นหลิวหย่งจึงไม่ถ่อมตัวตามมารยาทอีกต่อไป “ไปสิไป!”
อยากได้เงินจากคนอื่นก็ไม่ควรหน้าบาง ไม่อย่างนั้นจะแข่งกับบริษัทใหญ่ๆได้อย่างไร หลักการนี้หลิวหย่งเข้าใจดี
เขาไม่กลัวการก้มหัวให้ใคร ขอแค่อีกฝ่ายไม่เหยียดหยามหรือมีเจตนาร้ายต่อกันก็พอ ถึงอย่างไรการพูดประจบเอาใจก็ไม่เสียเงิน แค่ดื่มเหล้าชนแก้วนิดหน่อยหาใช่เรื่องใหญ่อะไร เริ่มจากศูนย์แล้วยังหวังให้ผู้อื่นยกย่องเชิดชูก็ไม่ต่างอะไรกับฝันลมๆแล้งๆ
หลิวหย่งลูบหน้าลูบตาตัวเอง “หลานแต่งตัวสวยๆไปล่ะ อย่าให้คนอื่นดูถูกเอาได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้าตอบรับ
บนบัตรเชิญเขียนไว้ว่าเป็นงานเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรูหราราวกับจะเดินพรมแดง แต่ก็ไม่ควรแต่งตัวมอซอจนเกินไป ทังหงเอินเป็นคนสั่งให้เสี่ยวหวังเอาบัตรเชิญมาให้เช่นนี้ หากแต่งตัวไม่ถูกกาลเทศะ คนที่ต้องขายหน้าก็คือนายกเทศมนตรีทังนั่นเอง!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ชอบทำตัวเด่น เธอทำธุรกิจตามหลักความถูกต้องและเหมาะสม การทำตัวโดดเด่นไม่เหมือนใครหาใช่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การทำแบบนั้นควรเรียกว่าสมองมีปัญหาเสียมากกว่า
งานเลี้ยงจะจัดขึ้นในคืนวันมะรืน เซี่ยเสี่ยวหลานมีเวลามากพอสำหรับการจัดหาเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย เธอตั้งใจว่าจะไปเลือกเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนที่ร้านLuna ถ้าสามารถจัดชุดอย่างดี ไม่มีทางขายหน้าใครอย่างแน่นอน
ที่นี่อยู่ใกล้กับหยางเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงสามารถตรงไปเลือกเสื้อผ้าจากร้านสาขาหลักของLunaได้
เฉินซีเหลียงพอได้ยินว่าเธอจะไปงานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนก็ตาเป็นประกาย รีบแนะนำเสื้อผ้าให้เธออย่างกระตือรือร้น “ถึงอย่างไรวังหมิงหมิงก็คงไม่ใส่ พวกเราแค่ปรับแก้รายละเอียดนิดหน่อย อดหลับอดนอนสักคืนย่อมเสร็จทันแน่นอน!”
ชุดราตรีสั้นตัวนี้สวยงามมากจริงๆ
ทว่าชุดนี้ไม่ได้สั่งผลิตมาเพื่อวางขาย อีกทั้งชุดต้นแบบก็ถูกส่งไปฮ่องกงเป็นที่เรียบร้อยแล้วน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานหวั่นไหวเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
“วังหมิงหมิงจะใส่หรือเปล่าก็ช่างเถอะ ในเมื่อยืมใช้ชื่อเสียงของเธอแล้ว พวกเราก็ควรรักษาคำพูด ชุดที่ส่งให้เธอแล้วจะต้องมีตัวเดียวบนโลกเท่านั้น”
เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจเลือกชุดกระโปรงตัวใหม่
เดรสทรงเอสีขาวครีม เสื้อคอกลมประดับไปด้วยลูกปัดหลากสี
นี่คือเสื้อผ้าสำหรับฤดูใบไม้ผลิของปีนี้ และยังไม่ได้สั่งผลิต ชุดนี้พอถึงฤดูใบไม้ร่วงแล้วสามารถใส่เดี่ยวๆได้ ถ้าอากาศหนาวเย็นขึ้นก็สามารถใส่เสื้อเชิ้ตด้านใน หรือสวมเสื้อคลุมทับอีกชั้นหนึ่งข้างนอกก็ได้เช่นกัน
การออกแบบเป็นแบบเดียวกับเสื้อผ้าแบรนด์ดังบนหน้านิตยสารแฟชั่น หากแบรนด์ดังเป็นผู้ผลิต เนื้อผ้าคงหรูหรา และลูกปัดตรงคอเสื้อก็คงดูดีกว่านี้
ส่วนชุดนี้น่ะหรือ แค่พอถูไถเท่านั้น
เฉินซีเหลียงพูดอย่างเขินๆ “ถ้าใช้ลูกปัดที่ดีกว่านี้ต้นทุนก็จะแพง แต่พี่ไม่ต้องห่วง ยังมีเวลาเย็บลูกปัดพวกนี้ใหม่ครับ”
ลูกปัดตรงคอเสื้อดูไม่มีราคาสักนิด แต่เฉินซีเหลียงบอกแล้วว่าจะปรับแก้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่รู้สึกเป็นห่วง
“นักลงทุนจากเซี่ยงไฮ้คนนั้น ร้านของเขาเปิดแล้วใช่ไหม”
พอพูดถึงลูกค้าที่มาขอแฟรนไชส์ เถ้าแก่เฉินก็หน้าชื่นตาบานขึ้นมาทันที “อีกไม่กี่วันเขาก็จะวางขายเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนแล้วครับ และผมได้บอกให้เขาลดราคาเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนเป็นการฉลองเปิดร้าน จะได้ช่วยพวกเราทำยอดขายด้วย นอกจากเขาแล้วยังมีห้างสรรพสินค้าที่จินหลิงสนใจแบรนด์ของเรา ตอนนี้เซ็นสัญญากันเรียบร้อยแล้ว ที่หยางเฉิงเองก็มีคนติดต่อผมมาเช่นกัน... ถึงปีหน้าLuna คงมีสาขาอย่างน้อยหลายสิบแห่งทั่วประเทศแน่นอนครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า “เสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวของปีนี้พวกเราจะลงโฆษณาทางโทรทัศน์ เพื่อกระตุ้นพวกนักลงทุนที่กำลังลังเลอีกช่องทางหนึ่ง!”
ที่ไม่ได้ลงโฆษณาตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพราะไม่มีเงิน
แต่การทำแบรนด์ตั้งแต่การออกแบบ การสั่งผลิต การกระจายสินค้า รวมถึงการบริหารงานทั้งหมด ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในระยะเวลาอันสั้น
ในเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อาจดูแลทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ก็จำเป็นต้องให้เวลาเฉินซีเหลียงปรับตัว
แน่นอนว่าเฉินซีเหลียงสมกับเป็นว่าที่เศรษฐีใหญ่ในอนาคตยิ่งนัก เพราะเขามีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ เฉินซีเหลียงคาดว่าปีหน้าLuna จะมีหน้าร้านทั้งหมดสิบกว่าสาขา ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าหากลงโฆษณาทางโทรทัศน์เมื่อไร จำนวนร้านในปีหน้าคงเพิ่มขึ้นเป็น30-40สาขา
ตัวเลขนี้เหมาะสมกับจำนวนเมืองหลักของมณฑลและพื้นที่ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลางทั่วประเทศ
ตอนนี้ยังอยู่ในปี1985 ปีหน้าคือปี1986 แม้กิจการไปได้สวยแค่ไหนก็ไม่อาจกินรวบได้ในคราวเดียว
มนุษย์เราไม่สามารถต่อสู้กับยุคสมัยได้ เศรษฐกิจของประเทศจีนจำเป็นต้องก้าวไปอย่างช้าๆทีละก้าว คว้าตลาดของเมืองหลักประจำมณฑลมาได้แล้ว อนาคตถึงจะขยายอาณาเขตไปยังเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กได้อย่างราบรื่น!
ร้านสาขาจำนวน30-40แห่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึง ยังไม่รวมเมืองหลักของมณฑลที่เศรษฐกิจค่อนข้างล้าหลัง อย่างไรก็ตามกรุงปักกิ่ง หยางเฉิง หรือเซี่ยงไฮ้ พื้นที่เหล่านี้เปิดLuna เพียงสาขาเดียวคงไม่พอ เนื่องจากสหายหญิงจากเมืองเหล่านี้มีทั้งเงินและกำลังซื้อนั่นเอง ตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นต้นมา ทุกคนก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของแฟชั่น หากไม่เปิดร้านสาขาหลายๆแห่ง แล้วจะดูดเงินจากกระเป๋าสตางค์ของพวกเธอได้อย่างไร?
ต่อให้ไม่ซื้อเสื้อผ้าจากLuna เงินของพวกเธอก็คงเข้ากระเป๋าร้านอื่นอยู่ดี
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกความคิดของตนกับเฉินซีเหลียง
ปกติเฉินซีเหลียงก็ชอบครุ่นคิดเรื่องต่างๆเหล่านี้เพียงลำพัง แต่ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไรก็จับต้นชนปลายไม่ถูก พอเซี่ยเสี่ยวหลานพูดชี้ทางสว่าง เขาก็เข้าใจได้ในทันที
“ผมคิดถูกแล้วที่ให้พี่เป็นที่ปรึกษา!”
ความคิดบางอย่างนั้นแปลกใหม่และใจกล้ามากเกินไป ถ้าเฉินซีเหลียงทำธุรกิจด้วยตัวคนเดียวคงพะวงหน้าพะวงหลังจนไม่เป็นอันทำอะไร
แต่พอเขาบอกความคิดของตัวเองก็มักจะได้รับการยอมรับจากเซี่ยเสี่ยวหลาน อีกทั้งเธอยังช่วยอธิบายความคิดของเขาจนเห็นเป็นรูปธรรม ธุรกิจนี้พอทำกับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วช่างมีความสุขจริงๆ!
“ปลายปีพวกเราคงได้เงินปันผลแน่นอน” เฉินซีเหลียงให้คำมั่นอย่างดีใจ
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มพลางพยักหน้าเห็นด้วย
ทำแบรนด์เสื้อผ้าไม่เหมือนกับการค้าปลีก เพราะแบรนด์ต้องลงทุนไปกับการประชาสัมพันธ์ ถ้าสามารถทำกำไรได้ตั้งแต่ปีแรก เซี่ยเสี่ยวหลานคงดีใจแทนโจวเฉิง ถึงแม้ตอนนี้เธอกับโจวเฉิงยังไม่เลิกกัน หรือต่อให้เลิกกันแล้วเธอก็อยากให้เขามีชีวิตที่ดี ความขัดแย้งในเวลานี้เกิดขึ้นเพราะความคิดที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เพราะโจวเฉิงนอกใจหรือทำผิดต่อเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงยังไม่ถึงขั้นที่ต้องสาปแช่งโจวเฉิงให้มีชีวิตที่เลวร้าย
พวกที่เลิกรากันอย่างสันติแต่ก็มิวายอยากเหยียบย่ำอีกฝ่าย ประธานเซี่ยไม่เข้าใจในตรรกะเหล่านี้เลยจริงๆ
ด้อยค่าคนรักเก่าแล้วมีประโยชน์อะไร ยิ่งเขาชีวิตย่ำแย่ก็ยิ่งฟ้องว่าตนมีตาหามีแววไม่ใช่หรือ นี่ไม่ใช่เรื่องที่น่าโอ้อวดเลยสักนิด
เซี่ยเสี่ยวหลานเลือกชุดเสร็จก็ไปเลือกรองเท้าที่เข้าชุดกันในห้างสรรพสินค้าของหยางเฉิง
วันที่9 กรกฎาคม ปี1985 การสอบเกาเข่าของเด็กมัธยมปลายสิ้นสุดลงแล้ว
คนที่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักไม่ได้เข้าร่วมการสอบในครั้งนี้ เนื่องจากเส้ากวงหรงตัดสินใจว่าจะลงสมัครสอบเกาเข่าสำหรับผู้ใหญ่ในช่วงเดือนตุลาคมนั่นเอง
งานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนของเทศบาลเมืองเผิงเฉิงครั้งนี้ถูกจัดขึ้นในคืนวันที่สองหลังเสร็จสิ้นการสอบเกาเข่าสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย
ตอนที่ 904: ความสนิทสนมตั้งแต่แรกเจอไม่มีอยู่จริง
จอร์จกับจี้หย่าได้เดินทางไปถึงอำเภอเล็กๆทางเหนือเพื่อพบกับความว่างเปล่า
รอพวกเขากลับมาอีกที ทางแฮร์รอดส์คงจัดการธุระใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
พ่อบ้านอัลเลนเดินทางมาเผิงเฉิงอย่างไม่เร่งรีบ และทันงานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนพอดี
“ชุดของท่าน ผมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ”
เผิงเฉิงไม่มีอะไรให้เที่ยว ทว่าแฮร์รอดส์ก็ยังอยู่ที่นี่ได้แสดงว่าเขาเห็นโอกาสในการลงทุนที่เผิงเฉิง และคงไม่มีงานไหนเหมาะแก่การเปิดตัวมากไปกว่างานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนครั้งนี้
“เตรียมชุดให้จี้ด้วย ดูเหมือนจอร์จจะไม่ค่อยดีกับลูกเลี้ยงเท่าไร ดังนั้นจี้คงไม่มีชุดเข้าร่วมงานแบบนี้”
คนหนุ่มไม่จำเป็นต้องแต่งตัวดูดีมาก จึงหาได้ยากที่จี้เจียงหยวนจะรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ
ทว่าหากต้องออกงานทางการกับเขาเช่นนี้ แฮร์รอดส์กลัวขายหน้าคนอื่นเขาน่ะสิ
พ่อบ้านอัลเลนไม่แปลกใจกับคำสั่งที่ได้รับ ในฐานะพ่อบ้านมืออาชีพ เขาจำเป็นต้องเข้าใจความต้องการของเจ้านายอยู่เสมอ
“เสื้อผ้าสำหรับเขาผมเตรียมไว้แล้วครับ แต่อาจต้องปรับแก้เล็กน้อยหลังจากที่เขาลองใส่”
เสื้อผ้าขนาดทั่วไปคงไม่พอดีตัวสักเท่าไร ที่คนรวยชอบสั่งให้ตัดชุดโดยเฉพาะไม่ใช่เพราะอยากอวดรวย ทว่ามนุษย์เราต่อให้น้ำหนักและส่วนสูงเท่ากัน แต่คนบางคนอาจไหล่กว้าง บางคนอาจแขนสั้น ดังนั้นเสื้อผ้าขนาดมาตรฐานที่ตัดเย็บโดยอิงจากค่าเฉลี่ยจึงจำเป็นต้องปรับแก้ในบางจุด
แน่นอนว่าคงมีแต่พ่อบ้านของมหาเศรษฐีเท่านั้นที่ใส่ใจในรายละเอียดถึงเพียงนี้
นั่นก็เพราะประเทศจีนในยุค80 ชุดสูทที่สหายชายสวมใส่มักจะมีขนาดใหญ่ ใส่แล้วหลวมโคร่ง ไม่มีการตัดเย็บเข้าทรงแม้แต่น้อย อีกทั้งความจริงแล้วชุดสูทธรรมดากับชุดออกงานสำหรับบุรุษนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่อัลเลนคิดว่าชาวจีนคงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
ทว่าจี้เจียงหยวนใช้ชีวิตอยู่อเมริกานานหลายปีคงไม่เหมือนชาวจีนทั่วไป อัลเลนคาดว่าเขาคงรู้เรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี
แฮร์รอดส์อ่านข้อมูลที่เขาสั่งให้ลูกน้องรวบรวมมาให้จนจบแล้วพึมพำว่า “ในที่สุดคนโง่อย่างจอร์จก็ทำสิ่งที่ถูกต้องเสียบ้าง... แต่ไม่ใช่เพราะเขาฉลาดขึ้นหรอกนะ ถึงอย่างไรข้าราชการของประเทศจีนก็ยังมีอำนาจมาก นี่เขาคิดจะข่มคนอื่นในประเทศจีนอย่างนั้นหรือ?”
อยากข่มอีกฝ่ายย่อมมีวิธีแน่นอน แต่ทำไมแฮร์รอดส์ต้องทำเช่นนั้นด้วยเล่า?
ถ้าการขัดแย้งกับข้าราชการจีนส่งผลให้ทำกำไรได้ แฮร์รอดส์คงไม่ลังเล
ทว่าหากต้องการลงทุนที่เผิงเฉิง แต่ยังมิวายไปงัดข้อกับนายกเทศมนตรี ถ้าทำแบบนั้นเขาคงบ้าไปแล้ว!
ไม่ว่าลงทุนที่ไหนก็จำเป็นต้องทำการสำรวจและประเมินพื้นที่อย่างถี่ถ้วน
ถ้าอยากเข้าใจข้อมูลต่างๆให้ชัดเจน แฮร์รอดส์ไม่จำเป็นต้องลงมือสืบเอง แค่มอบหมายหน้าที่ให้คนอื่นจัดการ สุดท้ายย่อมมีคนให้คำตอบที่เขาต้องการอย่างแน่นอน
เขาปล่อยให้จี้เจียงหยวนคอยติดตามเพราะจี้เจียงหยวนไม่ทำให้เขารู้สึกรังเกียจ และที่สำคัญกว่านั้นคือสถานะของจี้เจียงหยวน
ถ้าบอกว่าจี้เจียงหยวนเป็นคนยอดเยี่ยม ความจริงแล้วเขาก็แค่นักศึกษาหนุ่มคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอะไรให้แฮร์รอดส์ต้องใส่ใจแม้แต่น้อย บนโลกนี้มีนักศึกษาที่โดดเด่นเต็มไปหมด ทว่าเก่งแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องทำงานให้กับนายทุน มหาวิทยาลัยหัวชิงอยู่อันดับที่เท่าไรของโลก? ผู้ช่วยของแฮร์รอดส์ล้วนจบจากฮาร์เวิร์ดด้วยกันทั้งนั้น
คำว่าสนิทสนมตั้งแต่แรกเจอนั้นไม่มีอยู่จริง ต่อให้เป็นรักแรกพบของหนุ่มสาว ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นเพราะถูกใจในหน้าตาและมีความคาดหวังเกี่ยวกับเรื่องอื่นเป็นเหตุ!
แต่คงไม่จำเป็นต้องพูดความจริงให้จี้เจียงหยวนเสียใจ ปล่อยให้คนหนุ่มเชื่อว่าโลกใบนี้มีความงดงามต่อไปเถิด
แฮร์รอดส์ส่องกระจกพลางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จี้เจียงหยวนเคาะประตูเป็นสัญญาณก่อนจะเข้ามาในห้อง
“คุณแฮร์รอดส์ พ่อบ้านอัลเลนบอกว่าคุณเรียกหาผมหรือครับ”
แฮร์รอดส์ชี้ไปที่จดหมายเชิญบนโต๊ะ “งานเลี้ยงของเทศบาลเมือง ฉันอยากให้เธอไปด้วย เธอคงรู้ว่าฉันไม่ชอบล่ามรับจ้างพวกนั้น”
นี่ก็คือขอบเขตงานของจี้เจียงหยวนเช่นกัน
ค่าแรง100ดอลลาร์ต่อวันไม่ได้หากันง่ายๆ นอกจากเขาต้องเป็นเพื่อนเที่ยวให้แฮร์รอดส์ เขายังต้องคอยเป็นล่ามเฉพาะกิจเวลาออกงานทางการอีกด้วย
จี้เจียงหยวนย่อมไม่ปฏิเสธ
ตั้งแต่เดินทางจากปักกิ่งมายังเผิงเฉิง จี้เจียงหยวนยังไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของแฮร์รอดส์ ในงานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนของเทศบาลเมือง แฮร์รอดส์คงเปิดเผยเป้าหมายการลงทุนของเขาเป็นแน่!
อีกอย่างแฮร์รอดส์ก็ดูเป็นคนใช้ได้ หลายวันมานี้ทั้งที่พักและอาหารของจี้เจียงหยวนล้วนเหมือนกับแฮร์รอดส์ทุกอย่าง
แม้แต่ยามที่ต้องไปออกงาน แฮร์รอดส์ยังเตรียมชุดไว้ให้เขาด้วย
จี้เจียงหยวนลูบเนื้อผ้าดูก็รู้ว่าราคาของเสื้อตัวนี้คงไม่ธรรมดา เสื้อผ้าระดับนี้ต่อให้เขาไม่ตัดขาดกับครอบครัวก็คงไม่มีปัญญาซื้อแน่นอน
จี้เจียงหยวนขมวดคิ้วมุ่นโดยอัตโนมัติ
แฮร์รอดส์ใจกว้างกับเขามากจริงๆ เป็นเพราะมหาเศรษฐีไม่คิดมากเรื่องเงินอย่างนั้นหรือ?
หากไม่ใช่เพราะเห็นแฮร์รอดส์หยอกเย้ากับพนักงานสาวเองกับตา จี้เจียงหยวนคงอดสงสัยรสนิยมทางเพศของเขาไม่ได้!
———————————————
เพราะมีเซี่ยเสี่ยวหลานคอยดูแล หลิวหย่งจึงแต่งตัวออกงานได้อย่างราบรื่น แน่นอนว่าเสื้อสูทยับๆคงใส่ไปไม่ได้
ตั้งแต่หลิวหย่งเริ่มทำธุรกิจ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ปลูกฝังความรู้เรื่องการแต่งกายให้กับเขา เดิมทีเขาก็รูปร่างไม่สูงนัก ถ้าใส่สูทหลวมโคร่งไม่พอดีตัวจะยิ่งดูแย่เสียมากกว่า
ดังนั้นถึงแม้ชุดของเขาจะไม่ใช่เสื้อผ้าแบรนด์ดัง แต่ก็สั่งตัดเย็บจากช่างฝีมือดี และยังคงเป็นช่างตัดเย็บคนดังจากซางตู ผ้าที่ใช้นับวันก็ยิ่งแพง เขาจึงสั่งตัดทีเดียวเป็นสิบชุด งานทางการแบบนี้หลิวหย่งย่อมมีชุดออกงานแน่นอน
พวกเขาเรียกแท็กซี่ไปที่งาน ระหว่างทางเซี่ยเสี่ยวหลานพยายามทำให้ลุงของเธอทำตัวสบายๆ
“งานเลี้ยงแบบบุฟเฟ่ต์ไม่มีอะไรมากมายหรอกค่ะ อาหารจะถูกวางไว้บนโต๊ะตัวยาว บริกรจะเดินเสิร์ฟเครื่องดื่มตลอดงาน ลุงอยากกินอะไรก็หยิบ ทว่าอย่าแตะต้องพวกอาหารมันๆกับอาหารที่มีน้ำแกงก็พอ มีโอกาสที่เสื้อผ้าจะเลอะได้ง่าย ถ้าลุงรู้สึกประหม่า หลังเข้างานพวกเราแค่หยิบแก้วเหล้าสักแก้ว จะดื่มหรือไม่ก็ตามแต่อย่างน้อยต้องถือเอาไว้ ทีนี้ก็จะรู้แล้วว่าควรเอามือไปไว้ที่ไหน...”
หลิวหย่งรู้สึกข้องใจยิ่งนัก “มหาลัยสอนเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง “ฉันอ่านจากในหนังสือมาค่ะ ละครของต่างประเทศก็มีนี่คะ เอาเป็นว่าลุงไม่ต้องประหม่าหรอกค่ะ ถ้าต้องคุยกับชาวต่างชาติ ฉันสามารถเป็นล่ามให้ได้! พวกนักธุรกิจฮ่องกงยิ่งไม่ต้องกลัว ถึงลุงจะพูดภาษากวางตุ้งไม่เป็นแต่ขอเพียงฟังออกย่อมไม่มีปัญหาค่ะ”
ชาวฮ่องกงที่เข้ามาทำธุรกิจในแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าภาษาจีนกลางดีหรือไม่ก็ต้องพยายามพูดอย่างเต็มที่
นักธุรกิจชาวต่างชาติยิ่งไม่ต้องกลัว ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางของโลก เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าระดับภาษาของตนดีมากพอที่จะเป็นล่ามได้
หลิวหย่งถูกเซี่ยเสี่ยวหลานปลอบใจจนสำเร็จ
วันนี้แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะแต่งตัวสวยแต่ก็เน้นความเรียบง่ายดูสบายตา ท่าทางของเธอราวกับแค่จะไปทานอาหารในภัตตาคารเท่านั้น เพียงแต่ระดับลูกค้าสูงขึ้นไม่เหมือนทุกครั้งที่เคยไป...
หลิวหย่งหายประหม่าทันที เขาก็คือคนที่กินข้าวกับนายกเทศมนตรีอยู่เป็นประจำ!
หลังเข้ามาในงานหลิวหย่งก็รู้สึกตาลายฉับพลัน
ปกติเขาไม่เคยเห็นว่าเผิงเฉิงจะมีชาวต่างชาติมากมายขนาดนี้ นี่ชาวต่างชาติมารวมตัวกันที่นี่หมดเลยอย่างนั้นหรือ?
การมาถึงของเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งไม่ได้สร้างความตื่นเต้นอะไรมากนัก ถึงอย่างไรทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตมาจากไหน
พวกที่ลอบมองอย่างพิจารณา ส่วนใหญ่เป็นเพราะความงามของเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งนั้น
ณ มุมหนึ่งของงาน ถังหยวนเยวี่ยสะกิดตู้เจ้าฮุยเล็กน้อย
“เจ้าฮุย ดูนั่นสิ ฉันไม่เคยเห็นเธอมาก่อนเลย!”
ตู้เจ้าฮุยหันมอง โอ้ นั่นคือเซี่ยเสี่ยวหลานมิใช่หรือ?
“กุหลาบทั้งสวยทั้งหอมแต่มีหนาม พี่ถัง ระวังหน่อยนะครับ”
ไม่รู้ว่าเซี่ยจื่ออวี้จะศัลยกรรมออกมาได้ดีขนาดไหนกัน
ถ้าหน้าตาเธอสวยได้สักเจ็ดส่วนของน้องสาว เขาคงไม่ต้องส่งเธอไปศัลยกรรม วันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานสวยสะดุดตาเหลือเกิน แม้ตู้เจ้าฮุยจะเจอเธออยู่บ่อยครั้ง และถึงเธอจะดูไม่เชย แต่ก็ไม่เคยแต่งหน้าแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ ใบหน้าสวยราวกับรูปสลัก แต่งหน้าบางเบาเพิ่มความน่ามอง กอปรกับชุดราตรีสั้นที่สวมใส่ ตู้เจ้าฮุยยอมรับว่าตนไม่อาจละสายตาไปจากเธอได้เลยสักนิด
ผู้หญิงคนนี้มีแฟนแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ที่รับมือยากคือความแข็งแกร่งของเธอต่างหาก!
ตอนที่ 905: ไฮ เจ้าแม่มาเฟีย!
ตู้เจ้าฮุยบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นกุหลาบที่มีหนาม ทว่าถังหยวนเยวี่ยกลับหัวเราะเสียงดังก่อนจะพูดว่า
“ฉันไม่กลัวหนามทิ่มมือ!”
ผู้ชายกับผู้หญิงทำความรู้จักกันเป็นเรื่องปกติ นอกจากความมีเอกลักษณ์ หญิงสาวหน้าตาแบบเซี่ยเสี่ยวหลานผู้ชายย่อมรู้สึกชื่นชอบ!
ถังหยวนเยวี่ยสนใจเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างมากจึงถามไถ่ข้อมูลของเธอจากตู้เจ้าฮุย
“เธอเรียนสถาปัตยกรรมอยู่ที่ปักกิ่ง ทั้งยังมีแฟนเป็นถึงลูกชายข้าราชการระดับสูงของปักกิ่งครับ ที่จริงผมรู้จักกับเธอมานานแล้ว เพียงแต่ไม่รู้มาก่อนว่า... อีกอย่างบริษัทที่ช่วยตงเฟิงคว้างานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่มาได้คือบริษัทลุงของเธอ สระว่ายน้ำไร้ขอบที่น่าตื่นตาตื่นใจก็เป็นการออกแบบของเธอครับ!”
การประลองผ่านตัวแทนคราวนั้น ตู้เจ้าฮุยถูกเซี่ยเสี่ยวหลานตบหน้าเข้าอย่างจัง
ถ้าถังหยวนเยวี่ยไม่เชื่อคำเตือน ตู้เจ้าฮุยก็อยากให้เขาลองเหยียบตอด้วยตัวเองดูสักครั้ง เดี๋ยวก็จะรู้ซึ้งเอง
ตามคาด หลังได้ยินตู้เจ้าฮุยพูดเช่นนั้นถังหยวนเยวี่ยก็ยิ่งเกิดความสนใจในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานมากขึ้น
“เจ้าฮุย ผู้หญิงสวยๆคือรางวัลจากสวรรค์ ดังนั้นเธอมีสิทธิ์ที่จะหยิ่งทะนงตน และยิ่งถ้ามีความสามารถติดตัวด้วยแล้วละก็ นิสัยจะแย่หน่อยก็ยิ่งเป็นเรื่องปกติ สรุปคือฉันไม่ได้คิดจะแต่งงานกับเธอ แค่อยากผูกมิตรด้วยเท่านั้น นายก็พูดเกินไป”
แฟนหนุ่มที่เป็นลูกชายข้าราชการชั้นสูง ถังหยวนเยวี่ยไม่สนใจแม้แต่น้อย
เพราะเหม่ยหัวทำธุรกิจที่เผิงเฉิงเป็นหลัก อยู่ห่างไกลกันเช่นนี้ เขาไม่กลัวข้าราชการจากปักกิ่งสักนิด
การจีบสาวขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคล ฮ่องกงมีคนรวยอยู่มากมาย เวลาเศรษฐีสองคนถูกใจดาราสาวคนเดียวกันจะให้แข่งกันด้วยทรัพย์สินและอำนาจอย่างนั้นหรือ? แบบนั้นมันดูไม่มีระดับ
ถังหยวนเยวี่ยถือแก้วเหล้าเดินไปหาเป้าหมายทันที
ตู้เจ้าฮุยคิดในใจว่าจะรอดูถังหยวนเยวี่ยถูกตอกหน้ากลับมา
แต่ไม่รู้ว่าถังหยวนเยวี่ยพูดอะไรถึงได้ดูสนทนากับเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างถูกคอเช่นนั้น แม้จะมีกลุ่มคนขวางกั้น ทว่าตู้เจ้าฮุยก็เกือบถูกรอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานทำเอาตาพร่า... ไม่สิ ไม่มีเหตุผลที่เธอจะดีกับถังหยวนเยวี่ยดีขนาดนั้น หรือว่าถังหยวนเยวี่ยหน้าตาหล่อกว่าเขา?
ตู้เจ้าฮุยลูบคางตัวเอง นอกจากความสูงที่ไม่มากนัก หน้าตาของเขาก็ไม่ถือว่าอัปลักษณ์
เซี่ยเสี่ยวหลานมีรสนิยมแบบไหนกันแน่ แฟนหนุ่มลูกชายข้าราชการใหญ่หล่อเหลาเสียขนาดนั้น หรือเธอถูกทิ้งแล้วเลยกำลังหาเป้าหมายใหม่?
ถ้าอย่างนั้นการเลือกถังหยวนเยวี่ยก็คงเป็นเรื่องผิดพลาดเสียแล้ว
ตู้เจ้าฮุยคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ สิบกว่านาทีให้หลัง ถังหยวนเยวี่ยก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าชื่นบาน
“เจ้าฮุย ฉันคุยกับคุณเซี่ยอย่างราบรื่นจริงๆ เธอไม่เห็นร้ายกาจเหมือนอย่างที่นายว่าสักนิด”
อีกทั้งนิสัยก็เหมือนหน้าตายิ่งนัก เสียงหวานออดอ้อนเช่นนั้น แม้แต่ถังหยวนเยวี่ยผู้กร้านโลกยังอดที่จะขนลุกซู่ไม่ได้
ตู้เจ้าฮุยไม่อยากเชื่อ
เขากับถังหยวนเยวี่ยพูดถึงคนเดียวกันอยู่หรือเปล่า
อย่างไรก็ตามตู้เจ้าฮุยไม่คิดบ้างหรือว่า ตอนทำความรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานสถานการณ์ของตนกับถังหยวนเยวี่ยนั้นต่างกันมากแค่ไหน ตอนที่เขาเจอเซี่ยเสี่ยวหลานครั้งแรก ตู้เจ้าฮุยไปในฐานะนายจ้างของเซี่ยต้าจวิน เขาต้องการรับตัวเธอไปอยู่ที่ฮ่องกง อีกทั้งยังดูแคลนสาขาวิชาที่เธอเรียน บอกเธอว่าควรไปเป็นดาราที่ฮ่องกง หลังจากนั้นก็เป็นเหตุการณ์ที่รถของตู้เจ้าฮุยขับเร็วเกินกำหนดจนเกิดอุบัติเหตุรถชน ภาพลักษณ์ของเขาเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดจาดีกับเขาได้อย่างไร
ขณะที่สถานการณ์ของถังหยวนเยวี่ยนั้นไม่เหมือนกับเขา
วันนี้คืองานเชิญชวนนักลงทุน แน่นอนว่าหลิวหย่งรู้ว่าถังหยวนเยวี่ยเป็นเถ้าแก่ของบริษัทเหม่ยหัว ดังนั้นถึงแม้ตงเฟิงโฮลดิ้งจะเป็นคนให้งานกับหย่วนฮุย แต่เหม่ยหัวก็นับว่าเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของโรงแรมหนานไห่ เท่ากับว่าหย่วนฮุยทำงานให้เหม่ยหัวด้วยเช่นกัน การแข่งขันระหว่างเหม่ยหัวกับตงเฟิงโฮลดิ้งไม่เกี่ยวกับเซี่ยเสี่ยวหลาน อีกทั้งถังหยวนเยวี่ยก็ใช้เรื่องการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่เป็นหัวข้อชวนคุย ก่อนที่เขาจะคุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานเรื่องสถาปนิกชื่อดังในต่างประเทศ หัวข้อนี้ทั้งน่าสนใจและดูมีความรู้ เหมาะที่จะคุยในงานลักษณะนี้เป็นที่สุด แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจะทำหน้าบึ้งไล่ถังหยวนเยวี่ยไปได้อย่างไร
จังหวะเวลาแตกต่างกัน คู่สนทนาก็คนละคนกัน
ในขณะที่เครือเชิงหรงพัวพันกับธุรกิจมืด แต่เหม่ยหัวคือบริษัทฮ่องกงที่ขาวสะอาด
ถังหยวนเยวี่ยมีทรัพย์สินมากกว่าหย่วนฮุยไม่รู้ตั้งกี่เท่า คนเขาถึงกับเดินมาทักทายก่อนเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมคุยด้วยอย่างเกรงใจ
พอเห็นถังหยวนเยวี่ยเดินไปสมทบกับตู้เจ้าฮุย เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรตู้เจ้าฮุยกับถังหยวนเยวี่ยก็เป็นคนละคนกัน เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นแยกแยะได้
การที่ถังหยวนเยวี่ยเป็นฝ่ายเดินมาชวนคุยก่อน เจตนาของอีกฝ่ายคืออะไรเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้ดี
หลิวหย่งกดเสียงต่ำ “เถ้าแก่ฮ่องกงพวกนี้พูดจาไม่น่าเชื่อถือด้วยกันทั้งนั้น เสี่ยวหลาน หลานต้องระวังพวกเขาไว้ด้วยล่ะ”
เมื่อก่อนหลิวหย่งไม่เห็นด้วยที่เซี่ยเสี่ยวหลานคบหากับโจวเฉิง นั่นก็เพราะเขากลัวว่าครอบครัวของโจวเฉิงจะดูแคลนหลานสาว กลัวโจวเฉิงจะเป็นคนไว้ใจไม่ได้ แต่หลังเดินทางลงใต้ พวกหนังสือพิมพ์กับนิตยสารจากฮ่องกงที่แพร่หลายมายังเผิงเฉิงทำให้หลิวหย่งเห็นข่าวลือของพวกคนรวยอยู่เป็นประจำ เขาจึงเริ่มรับรู้ถึงความดีงามของโจวเฉิงขึ้นมาในบัดดล
ปัจจุบันภาพลักษณ์ของโจวเฉิงในใจหลิวหย่งจึงดีเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น!
คนฮ่องกงรวยก็จริง แต่เงินเหล่านั้นไม่ได้หามาเอง อยากใช้เงินยังต้องคอยดูท่าทีคนอื่น หลิวหย่งกลัวเหลือเกินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะถูกคนรวยพวกนั้นหลอกเข้า ถังหยวนเยวี่ยที่เดินมาชวนคุยก็คงไม่ใช่คนดีอะไร ถึงได้อยู่กับคุณชายตู้แบบนั้นได้
“ลุงคะ ฉันเข้าใจดีค่ะ ประธานถังคนนั้นสวมแหวนแต่งงาน ดังนั้นถ้าไม่มีภรรยาก็คงมีคู่หมั้นแล้ว ฉันไม่มีทางถูกหลอกแน่นอน”
คุยเรื่องธุรกิจได้ แต่ถ้าคุยเรื่องอื่นคงไม่มีทาง!
หลิวหย่งถ่มน้ำลายในใจ ไม่ใช่คนดีเหมือนที่คิดจริงๆด้วย ต้องการจะมาหลอกหลานสาวของเขาอย่างนั้นหรือ โชคดีที่เสี่ยวหลานของเขาเป็นคนฉลาด ไม่ได้หลอกง่ายขนาดนั้น
ไม่รู้เลขาเผิงเดินมาหาตั้งแต่เมื่อไร “ประธานหลิว หัวหน้าอยากพบครับ”
งานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนในวันนี้ นายกเทศมนตรียังไม่ปรากฏตัวเข้ามาในงาน ดังนั้นจากความหมายของเลขาเผิง เขาอยากให้ไปประชุมย่อยกันก่อนที่ชั้นบนหรือ?
หลิวหย่งถูกเลขาเผิงเรียกว่า ‘ประธานหลิว’ แล้วรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ถึงเขาจะเรียนมาไม่สูง แต่ความรู้สึกของเขาไวเกี่ยวกับด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยิ่งนัก ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ คนสนิทของทังหงเอินสองคน คนขับรถอย่างเสี่ยวหวังเป็นมิตรกับเขามาก ส่วนเลขาเผิงผู้นี้กลับดูเว้นระยะห่าง
เขาไม่เคยถูกเรียกว่าประธานหลิว โดยปกติแล้วคนมักจะเรียกเขาว่าสหายหลิวหย่งกันทั้งนั้น
หลิวหย่งผิดสังเกต เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน
“ลุงตามเลขาเผิงไปเถอะค่ะ ฉันว่าจะออกไปรับลมเสียหน่อย ในนี้อึดอัดมาก”
ต่อให้ไม่ออกไปรับลม ถึงอย่างไรด้วยทักษะภาษาอังกฤษของเซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถพูดคุยกับชาวต่างชาติได้ หลิวหย่งจึงไม่ห่วงว่าหลานสาวจะรู้สึกเบื่อ
เขาเชื่อฟังหลานสาวอยู่แล้ว เสี่ยวหลานบอกให้เขาไปเช่นนี้คงมีสาเหตุ
“หลานระวังตัวด้วยล่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ
พอเห็นเลขาเผิงพาหลิวหย่งไปแล้ว พวกที่กำลังดูลาดเลาอยู่ก็พากันกรูเข้ามาทันที
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ขับไล่ใครไป แต่เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมที่เกินงาม
สรุปคือเธอได้รับนามบัตรมาเป็นกอง ครึ่งชั่วโมงผ่านไปหลิวหย่งก็ยังไม่กลับมา เธอจึงเดินถือแก้วน้ำผลไม้ออกไปรับลมข้างนอก ในงานเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่ที่ระเบียงนั้นกลับเงียบสงบ ราวกับอยู่คนละโลกก็มิปาน
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าที่ระเบียงไม่มีใคร ทว่าที่มุมระเบียงมีประกายไฟสีแดงไหววูบ มีคนนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงนั้นนั่นเอง แม้เธอมองเห็นไม่ชัด แต่รูปร่างที่สูงใหญ่ของเขาทำให้เธอรู้สึกกดดันเล็กน้อย
สายตาของอีกฝ่ายมองมาที่เธอเหมือนกำลังตำหนิที่มาทำลายความสงบ
อยากใช้ระเบียงยังต้องต่อคิว เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้เพียงพูดขอโทษก่อนจะเตรียมตัวกลับ ทว่าเธอได้ยินเสียงหัวเราะจากอีกฝ่ายเข้าเสียก่อน
“ไฮ เจ้าแม่มาเฟีย คุณไม่ต้องไปหรอก ผมยินดีแบ่งระเบียงนี้กับคุณ”
ตอนที่ 906: วิลสันผู้เชื่อมั่นในพรหมลิขิต
เสียงของชายหนุ่มทุ้มต่ำ ฟังแล้วช่างไพเราะเสนาะหู และเพราะสูบบุหรี่เสียงของเขาจึงติดแหบพร่า เซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูก
เซี่ยเสี่ยวหลานชะงักไปเล็กน้อย
ทักษะการฟังของเธอมีปัญหาหรือเปล่านะ?
มาเฟียแปลว่าผู้ทรงอิทธิพลด้านมืด แล้วเธอจะฟังผิดได้อย่างไร!
ผู้ชายที่สูบบุหรี่อยู่ตรงระเบียงผู้นี้ทำไมถึงเรียกเธอว่า ‘เจ้าแม่มาเฟีย’ กันนะ
“ขอโทษนะคะ พวกเรารู้จักกันหรือคะ ถ้าอย่างนั้นคุณคงจำคนผิดแล้ว ประเทศจีนไม่มีมาเฟีย และพวกเราก็ไม่ใช้เรื่องนี้มาล้อเล่นกัน...”
คำอธิบายของเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับเสียงหัวเราะสั้นๆ ของอีกฝ่ายเป็นสิ่งตอบแทน
“ก็แค่คำเรียกที่ไม่สลักสำคัญเท่านั้น คุณอย่าใส่ใจไปเลย เรื่องหนึ่งที่เรามีเหมือนกันคือรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานเลี้ยง เลยอยากออกมาดื่มด่ำกับความเงียบสงบสักพัก ดังนั้นระเบียงแห่งนี้คุณกับผมสามารถแชร์กันได้!”
งานเลี้ยงย่อมน่าเบื่ออยู่แล้ว
นามบัตรที่ได้รับมากองเป็นพะเนิน อาจจะไม่ได้ใช้ประโยชน์สักใบเลยก็เป็นได้!
ถูกคนรุมล้อมเช่นนี้ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะรู้สึกเพลิดเพลิน แต่คนที่นิยมการใช้งานได้จริงอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ยินดีกับการถูกเพศตรงข้ามสนใจสักเท่าไร เพราะเธออยากคุยเรื่องงานมากกว่า... เธออยากหาโอกาสการร่วมงานกัน ไม่ใช่เสียเวลากับการปฏิเสธผู้ชายพวกนั้น
สิ่งที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกลุ้มใจก็คือเรื่องนี้ เนื่องจากเธอไม่เคยมีประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อนน่ะสิ
เธอสามารถคุยธุรกิจกับคนอื่นได้อย่างสบายๆ หาใช่การรับมือกับพวกผู้ชายที่มีเจตนาแอบแฝง
อยู่ในงานต้องเผชิญหน้ากับคนเป็นกลุ่ม แต่อยู่ที่ระเบียงต้องเผชิญหน้ากับคนแค่คนเดียว
แม้คำพูดของอีกฝ่ายจะฟังดูพิกล แต่อย่างน้อยก็มีมารยาท
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณค่ะ คุณ...”
“วิลสัน อิงตามหลักการเรียกชื่อของประเทศจีน นี่คือนามสกุลของผม”
คุณวิลสันแก้วิธีเรียกชื่อของเซี่ยเสี่ยวหลานทันที
เซี่ยเสี่ยวหลานชะงักไปเล็กน้อย “ฉันแซ่เซี่ย นี่คือนามสกุลของประเทศจีน คุณสามารถแปลมันว่า ‘ฤดูร้อน’ ก็ได้ค่ะ ราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนก็แซ่เซี่ยเหมือนกัน”
วิธีการอธิบายของเซี่ยเสี่ยวหลานต้องการทำให้วิลสันเข้าใจความหมายของแซ่ตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจบางอย่างผิดเพี้ยนไป
“...เช่นนั้นแสดงว่าคุณเซี่ยเป็นชนชั้นสูงอย่างนั้นหรือครับ ถึงได้ใช้แซ่ของราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุด?”
“เปล่าค่ะ คุณวิลสัน เวลานี้ประเทศจีนของพวกเราไม่มีชนชั้นสูง และฉันเองก็ไม่อยากสวมรอยเป็นทายาทชนชั้นสูงเช่นกัน ฉันเป็นแค่ประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่งในประเทศจีนเท่านั้นค่ะ”
ประชาชนชาวจีนคือเรื่องจริง แต่คำว่า ‘ธรรมดา’ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโกหก
แซ่นี้ช่างเหมาะสมกับเธอเหลือเกิน ร้อนแรงดั่งฤดูร้อน พวกผู้ชายในงานเลี้ยงคงคิดว่าเธอคือกุลสตรีผู้เรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้สินะ
ไม่รู้ทำไม เซี่ยเสี่ยวหลานพบว่าคุณวิลสันคนนี้เส้นตื้นไปหน่อย
เขาบอกว่าจะแบ่งระเบียงกับเธอ แต่สุดท้ายก็ดับบุหรี่ทิ้งเสียอย่างนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานถามอย่างสงสัย “คุณวิลสันคงเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติที่ถูกเชิญมาร่วมงานครั้งนี้เหมือนกันสินะคะ ไม่ทราบว่าหาโครงการที่เหมาะสมได้หรือยังคะ”
เนื่องจากเขาไม่ได้ทำตัวเหมือนนกยูงที่พยายามรำแพนหางโปรยเสน่ห์ของเพศชายอย่างเต็มที่ ดังนั้นจึงไม่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด
ไม่ว่าอย่างไรคงต้องหาเรื่องคุยสักหน่อยสินะ
ถ้ามีโอกาสหาเงินดอลลาร์ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมคว้าเอาไว้
วิลสันตอบคำถามของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างตรงไปตรงมา “พูดตามตรง เผิงเฉิงอยู่เหนือความคาดหมายของผมมาก ผมได้ยินเพื่อนบางกลุ่มบอกว่าประเทศจีนกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจ ถ้าอยากหาเส้นทางทำเงินแห่งใหม่ ประเทศที่มีประชากรมาก อีกทั้งสภาพตลาดยังล้าหลังและเรียบง่ายเช่นนี้คือตัวเลือกที่ดีเยี่ยม แต่สิ่งที่ผมห่วงหาใช่เรื่องสามารถทำเงินในประเทศจีนได้หรือไม่ ทว่าสิ่งที่ผมห่วงคือต้องทำอย่างไรจึงจะใช้ทรัพย์สินที่หามาได้อย่างปลอดภัย... คุณเซี่ย คุณคิดว่าผมเชื่อมั่นในสภาพแวดล้อมการลงทุนของเผิงเฉิงได้หรือเปล่าครับ”
นักลงทุนชาวต่างชาติพวกนี้ไม่ใช่คนรวยที่โง่เขลา แน่นอนว่าพวกเขาสามารถเป็นห่วงว่าจะถูกริบทรัพย์สินที่หามาได้
สภาพแวดล้อมในประเทศจีนเมื่อหลายปีก่อนวุ่นวายมาก
แต่นั่นคือเรื่องในอดีต อย่างน้อยในอีกยี่สิบถึงสามสิบปีข้างหน้า เศรษฐกิจของประเทศจีนจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากชาวต่างชาติอีกมากมาย
“แม้แต่บริษัทโคคาโคลาก็กลับเข้าสู่ตลาดประเทศจีนอีกครั้งในช่วงเริ่มการปฏิรูปเศรษฐกิจ ดังนั้นคุณวิลสันไม่ต้องห่วงว่าสภาพแวดล้อมการลงทุนจะมีความเสี่ยงหรอกค่ะ ฉันว่าผู้ที่คร่ำหวอดในวงการนี้คงเห็นการสนับสนุนของรัฐบาลประเทศจีนอย่างชัดเจน ที่เผิงเฉิงยิ่งแล้วใหญ่ พวกเรายินดีต้อนรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และนักธุรกิจชาวต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนด้วยความเป็นมิตร คุณวิลสัน ถ้าคุณไม่ได้โลภถึงขั้นหาเงินได้เท่าไรก็จะขนกลับประเทศไปมากเท่านั้น ยินดีที่จะแบ่งกำไรให้กับพนักงานของประเทศจีนไม่มากก็น้อย จ่ายภาษีให้กับทางรัฐบาลอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วคุณจะค้นพบว่าชาวจีนเป็นมิตรมากแค่ไหน และทางหน่วยงานของรัฐบาลจีนเองก็เจรจาง่ายเช่นกัน!”
ทำกำไรได้10ดอลลาร์ แต่อยากเอาเงินกลับประเทศไป11ดอลลาร์คงเป็นไปไม่ได้
ทำเช่นนั้นเท่ากับไม่ทิ้งผลประโยชน์ไว้ให้ประเทศจีนเลยแม้แต่น้อย มันคือการลงทุนแบบฉกฉวย พอเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับ ‘เงินตราต่างประเทศ’ จึงคิดแต่จะตักตวงผลประโยชน์ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรังเกียจนักธุรกิจชาวต่างชาติประเภทนี้ยิ่งนัก
เธอนิยมการทำธุรกิจแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ตัวเองทำกำไรได้ แต่ก็ต้องให้ผลประโยชน์กับคู่ค้าด้วยเช่นกัน
แม้จะจับปลาเหมือนกัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานยินดีใช้แหจับปลาที่มีตาแหกว้าง จับปลาใหญ่แต่ปล่อยปลาเล็กให้ผู้อื่นได้จับไปบ้าง ทว่าคนบางคนกลับใช้ไฟฟ้าช็อตปลา วางยาปลา ไม่ว่าจะเป็นปลาเล็กหรือปลาใหญ่ก็จะฆ่าทิ้งให้หมดสิ้น หากฆ่าปลาจนไม่เหลืออยู่ในบ่อสักตัว แล้วจะทำธุรกิจกับคนอื่นต่อไปได้อย่างไร
คุณวิลสันครุ่นคิด
ภายใต้แสงไฟสลัว เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นแค่เค้าโครงหน้าของอีกฝ่าย รวมถึงสายตาของวิลสันที่กำลังมองเธออย่างพิจารณา
เขากำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าจู่ๆ ม่านกั้นระเบียงก็ถูกเปิดออก ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะเดินเข้ามา
“ท่านครับ นายกเทศมนตรีของเผิงเฉิง..”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะไปเดี๋ยวนี้” วิลสันลุกขึ้นยืน
“คุณเซี่ย ได้คุยกับคุณช่างน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ผมเชื่อในคำว่า ‘โชคชะตา’ ที่ชาวจีนชอบพูดกัน เพราะฉะนั้นถ้าพวกเรามีชะตาต่อกัน คงได้เจอกันอีกนะครับ”
ชาวต่างชาติเชื่อเรื่องโชคชะตาด้วยอย่างนั้นหรือ
นี่คือผู้ชายเพียงคนเดียวในค่ำคืนนี้ที่ไม่ยื่นนามบัตรให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน และเธอก็จดจำคุณวิลสันได้ดีเป็นพิเศษ แม้เธอจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีหน้าตาอย่างไร เป็นใครมาจากไหนก็ตาม!
แต่เจอกันอีกครั้งแล้วจะจำได้หรือ?
เมื่อวิลสันเดินกลับเข้าไปในงาน ที่ระเบียงจึงเหลือแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับความเงียบสงบอย่างแท้จริง
หลายนาทีต่อมาก็มีคนเปิดม่านอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้รู้สึกว่าเธอคงอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้อีกแล้ว
แสงสว่างที่ผ่านวูบเข้ามาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้เธอเห็นใบหน้าของคนรู้จัก ดูจากรูปร่างก็พอเดาได้ว่าคนผู้นี้คือใคร ผู้ชายตัวไม่สูง และใส่เสื้อตัวบางคนนี้ก็คือตู้เจ้าฮุยนั่นเอง
“คุณชายใหญ่ตู้ สบายดีไหมคะ ได้มาเจอกันเช่นนี้ ฉันควรขอบคุณคุณสักครั้ง”
ตู้เจ้าฮุยจับตามองเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ตลอดเวลา เขาเห็นเธอเดินมาที่ระเบียงนานแล้วจึงนึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแค่ออกมาสูดอากาศข้างนอก ทว่าผ่านไปสักพักเขากลับเห็นชายชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินเข้ามาจากทางระเบียงเสียก่อน ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว เขาไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งมาที่นี่ทำไม อาจเพราะเวลาเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ต่อหน้าเขา เธอทำตัวเหมือนสาวใสบริสุทธิ์ผู้ถือเนื้อถือตัว แต่คืนนี้กลับทำตัวเป็นมิตรกับถังหยวนเยวี่ย จากนั้นก็มาอยู่กับชายชาวต่างชาติตามลำพังที่ระเบียง ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ไม่รู้ตู้เจ้าฮุยเอาความวู่วามเช่นนี้มาจากไหน ถึงได้วิ่งมาหาเซี่ยเสี่ยวหลานที่ระเบียงแบบนี้
พอเซี่ยเสี่ยวหลานอ้าปากก็บอกว่าอยากขอบคุณเขา ทำเอาตู้เจ้าฮุยรู้สึกมึนงงไปหมด
ขอบคุณเขาเรื่องอะไร?
ขอบคุณที่เขาเป็นสะพานช่วยแนะนำเธอให้ถังหยวนเยวี่ยรู้จักอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานขยันขันแข็งในการหาบ่อเงินบ่อทองแหล่งใหม่เสียจริง เริ่มจากถังหยวนเยวี่ย ตามมาด้วยชาวต่างชาติ ตู้เจ้าฮุยอดที่จะพูดประชดออกไปไม่ได้
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ผมไม่ได้ทำอะไร เป็นเพราะ...”
ยังไม่ทันที่ตู้เจ้าฮุยจะพูดจบ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ขัดขึ้นมาเสียก่อน “ขอบคุณที่คุณรับเซี่ยต้าจวินไปดูแล ตามด้วยเซี่ยจื่ออวี้ คุณชายใหญ่ตู้ช่างน้ำใจงดงามจริงๆค่ะ!”
เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ เรื่องเซี่ยต้าจวินยังไม่เท่าไร แต่การช่วยพาเซี่ยจื่ออวี้หลบหนีเท่ากับจงใจเป็นศัตรูกับเธอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะอยากได้โอกาสทางธุรกิจมากแค่ไหน ก็ไม่มีวันญาติดีกับตู้เจ้าฮุย!
ตอนที่ 907: ถูกหลอกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ฉลาด
ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนี้ปฏิบัติตัวกับเขาและคนอื่นต่างกันอย่างสิ้นเชิงเสียจริงๆ
เพราะเขาไม่หล่อรึ?
หรือเพราะเขารวยไม่พอ!
“ผมมีน้ำใจหรือเปล่าแล้วเกี่ยวอะไรกับคุณเล่า! เซี่ยเสี่ยวหลาน ข้อเสนอของผมยังคงเป็นผลอยู่ ดูเหมือว่าคุณกำลังหาผู้ชายที่ทั้งรวยและมีอำนาจมาเป็นบ่อเงินบ่อทองแหล่งใหม่ของคุณสินะ ดังนั้นคุณควรพิจารณาข้อเสนอของผมอีกครั้ง อยู่ที่แผ่นดินใหญ่ความสัมพันธ์ของพวกข้าราชการใกล้ชิดกันเสียขนาดนั้น ถ้าคุณถูกแฟนเก่าคนนั้นเขี่ยทิ้ง คนอื่นก็คงกลัวอำนาจของครอบครัวแฟนเก่าคุณ แน่นอนว่าคนที่อยากพัฒนาความสัมพันธ์กับคุณจากใจจริงคงมีไม่มาก แต่ถ้าคุณไปอยู่ฮ่องกงก็เท่ากับชีวิตมีอิสระ... คุณถูกใจถังหยวนเยวี่ยจากเหม่ยหัวหรือ? ที่ฮ่องกงมีตัวเลือกระดับเดียวกับถังหยวนเยวี่ยอยู่ไม่น้อยเลยล่ะ”
ระเบียงที่เมื่อครู่ยังสงบเงียบถูกการมาถึงของตู้เจ้าฮุยทำลายลง แม้แต่อากาศก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษ
เซี่ยเสี่ยวหลานนิ่งอึ้งไปทันที ตระกูลตู้ไม่ได้ทำแค่ธุรกิจค้าของเถื่อนเท่านั้น แต่ตู้เจ้าฮุยยังชอบทำตัวเป็นแมงดาอีกด้วย!
ด้วยเหตุนี้เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ไว้หน้าคุณชายใหญ่ตู้อีกต่อไป เธอสวนกลับเขาทันที
“ฉันจะหาบ่อเงินบ่อทองใหม่หรือไม่แล้วเกี่ยวอะไรกับคุณ!”
เขาไม่คิดจะเถียงแม้แต่น้อย แสดงว่าเซี่ยจื่ออวี้ถูกตู้เจ้าฮุยช่วยเอาไว้จริงสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีอะไรต้องคุยกับตู้เจ้าฮุย เธอแค่ลองถามหยั่งเชิงดูเท่านั้น การอยู่ที่ระเบียงตามลำพังกับทายาทนักธุรกิจสีเทาไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไร ตู้เจ้าฮุยถูกเธอสวนกลับจนพูดไม่ออก เซี่ยเสี่ยวหลานฉวยจังหวะนี้เปิดม่านและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
งานเลี้ยงยังคงโหวกเหวกวุ่นวาย และหลิวหย่งก็ได้เดินลงมาจากชั้นบนแล้ว
เขาเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานกับตู้เจ้าฮุยเดินไล่ๆกันมาจากตรงระเบียง รอยยิ้มของตู้เจ้าฮุยนั้นดูชั่วร้ายยิ่งนัก หลิวหย่งจึงรู้สึกเป็นห่วงมาก
“เสี่ยวหลาน ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ไม่เป็นไรค่ะ ทางลุงได้อะไรมาบ้างไหมคะ”
หลิวหย่งยังคงรู้สึกมึนงงไม่หาย เหตุการณ์เมื่อครู่นี้เหมือนช่วงตรุษจีนที่หมู่บ้านชีจิ่งเหลือเกิน มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งคุยกันอยู่ในห้อง จากนั้นทังหงเอินก็เรียกเขาเข้าไปทำการแนะนำตัวก่อนจะทิ้งให้เขานั่งอยู่ตรงนั้นตามลำพัง
เดิมทีหลิวหย่งนึกว่าอีกฝ่ายจะแนะนำโครงการให้อีก แต่หากเป็นแบบนั้นหย่วนฮุยคงรับไม่ไหว อีกทั้งเขาก็ไม่อยากติดหนี้น้ำใจทังหงเอินมากไปกว่านี้ด้วย
แต่สถานการณ์ตรงหน้ากลับไม่เหมือนที่หลิวหย่งคิด
“แค่แนะนำให้ลุงรู้จักคนไม่กี่คน แต่ลุงรู้จักผู้จัดการฮั่วแค่คนเดียว หลังจากนั้นเลขาเผิงก็บอกว่ามีนักธุรกิจชาวต่างชาติอยากพบนายกทัง พวกเราก็เลยออกมาก่อนตามมารยาท”
นักธุรกิจชาวต่างชาติ?
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ หรือจะเป็นคุณวิลสันคนนั้น
เพราะในขณะที่เธอกำลังคุยกับวิลสันที่ระเบียง จู่ๆก็มีคนเดินมาเรียกวิลสัน พวกเขาพูดถึงนายกเทศมนตรีเผิงเฉิง จังหวะเวลาช่างลงตัวพอดี
นักธุรกิจชาวต่างชาติมีเยอะเสียขนาดนั้น คนที่สามารถคุยกับทังหงเอินได้โดยตรง ความสามารถในการลงทุนคงมีไม่น้อย
ดูท่าคุณวิลสันคนนั้นคงจะมีความสามารถพอตัว
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เสียดายโอกาสในการเกาะขาคนรวย ถึงอย่างไรถ้าทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันคงเป็นไปได้ยาก
เธอกับหลิวหย่งควรพุ่งเป้าไปที่นักธุรกิจรายย่อย
เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังจะชวนคนอื่นคุย ทว่าเธอกลับเหลือบไปเห็นคนที่ไม่คาดฝันว่าจะเจอที่นี่
จี้เจียงหยวนในชุดออกงานกำลังเดินลงมาจากบันได เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เห็นเพื่อนนักศึกษาจี้ที่เจิดจรัสแบบนี้มานานมากแล้ว นับตั้งแต่จี้เจียงหยวนต้องทำงานหาเงินเอง และยังต้องแบกภาระหนี้จำนวนหลายหมื่นดอลลาร์ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลย ไก่งามเพราะขนคนงามเพราะแต่ง จี้เจียงหยวนไม่ใช่คนหน้าตาหล่อระดับเทพเหมือนโจวเฉิงที่ต่อให้ใส่กระสอบข้าวก็ยังดูดี ดังนั้นการแต่งตัวซอมซ่อกระทบกับความหล่อเหลาของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว อยู่ๆเขาก็โผล่มาที่งานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนของเผิงเฉิง แถมยังแต่งตัวจัดเต็มเช่นนี้ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงตอนไปหาจี้เจียงหยวนก่อนสอบปลายภาคเพื่อเอาสมุดบัญชีของทังหงเอินไปให้กับอีกฝ่าย
จี้เจียงหยวนบอกว่าจะได้งานค่าแรงสูง?
“ลุงคะ ฉันเจอเพื่อนร่วมมหาลัยค่ะ คนนั้น ลูกชายของอาทัง”
หลิวหย่งไม่รู้จักจี้เจียงหยวน ทว่าต่อให้อีกฝ่ายไม่ใช่ลูกชายของนายกทัง แต่เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกันก็ไม่ควรหมางเมิน
“หลานไปทักทายเขาเถิด ลุงรออยู่ตรงนี้”
-------------------------------
“จี้เจียงหยวน เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานปฏิเสธเหล่าผู้ชายที่พยายามเข้ามาทำความรู้จักไปหลายคน กว่าจะเดินมาหาจี้เจียงหยวนได้สำเร็จ
จี้เจียงหยวนหยิบส้อมขนาดเล็กขึ้นมาจิ้มขนมปังก้อนบนโต๊ะอาหาร ขนมปังก้อนเล็กถูกเขาจิ้มจนเป็นรูพรุน แต่กลับไม่ถูกส่งเข้าปากเสียที
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตอนนี้จี้เจียงหยวนกำลังโกรธ
จี้เจียงหยวนเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วดูไม่แปลกใจสักนิด
“ฉันนึกว่าเธอกลับไปแล้วเสียอีก”
“เธอเห็นฉันนานแล้วหรือ”
จี้เจียงหยวนพยักหน้ารับ
เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนสวย พอคืนนี้เธอตั้งใจแต่งตัวก็ยิ่งกลายเป็นเป้าสายตาในงานเลี้ยง จี้เจียงหยวนกล้ายืนยันเลยว่าผู้ชายทั้งงานล้วนหันมองเซี่ยเสี่ยวหลานกันทั้งนั้น
เทียบกับคู่ควงของนักธุรกิจชาวต่างชาติ เซี่ยเสี่ยวหลานแต่งตัวเรียบง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ลำคอ ข้อมือ หรือใบหู หรือแม้แต่เครื่องประดับที่เป็นประกายแวววาวเธอก็ไม่ใส่เลยสักชิ้น แต่ความงดงามของเธอ เหมือนจะไม่จำเป็นต้องใช้อัญมณีที่ไหนมาทำให้เปล่งประกายไปมากกว่านี้อีกแล้ว
“เธอคงคิดอยู่ใช่ไหมว่าฉันโผล่มาที่นี่ได้อย่างไรสินะ ปากบอกว่าจะอยู่ให้ห่างจากตระกูลจี้ ไม่อยากใช้เงินของพ่อ แต่สุดท้ายก็มาโผล่ในงานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุนของเทศบาลเมืองเผิงเฉิง คิดว่าฉันคงอยากอาศัยตำแหน่งของพ่อเพื่อเรียกร้องความสนใจ หรือกระทั่งใช้มันเพื่อหาเงินล่ะสิ”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าปฏิเสธ “เธอพูดเหลวไหลอะไรอยู่ ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!”
ท่าทางของจี้เจียงหยวนเหมือนเจอเรื่องหนักไม่น้อยเลยทีเดียว
ถ้าไม่เห็นแก่ทังหงเอิน เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่มาเป็นที่ปรึกษาให้นักศึกษาจี้ผู้นี้อย่างแน่นอน
ใครบ้างไม่เคยผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ?
และท่าทางของจี้เจียงหยวนในตอนนี้คือเด็กที่เพิ่งเจอกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชัดๆ
โจวเฉิงโตกว่าจี้เจียงหยวนไม่เท่าไร แต่เขากลับผ่านบททดสอบแห่งความเป็นความตายในสนามรบมาตั้งแต่ยังเด็ก ขณะที่จี้เจียงหยวนนั้นเหมือนดอกไม้ที่ถูกฟูมฟักอยู่ในเรือนกระจก ภายนอกดูแข็งแรง แต่ภายในนั้นเปราะบางยิ่งนัก
เยี่ยม เธอเปรียบเทียบจนเจอข้อดีของแฟนหนุ่มอีกอย่างแล้ว
ในที่สุดจี้เจียงหยวนก็ยอมละเว้นเจ้าขนมปังที่น่าสงสารนั้นเสียที
“เธอยังจำที่ฉันบอกว่าจอร์จเชิญมหาเศรษฐีจากอเมริกามาที่จีนได้หรือเปล่า ความจริงแล้วเศรษฐีคนนั้นคือคุณอาของจอร์จ เขาคือผู้บริหารกิจการของตระกูลจอร์จ ไม่รู้ว่าจอร์จเกลี้ยกล่อมอย่างไรเขาถึงได้ยอมมาลงทุนที่จีน อีกทั้งยังแนะนำให้ลงทุนที่เผิงเฉิงเป็นพิเศษด้วย ผู้ชายคนนี้ชื่อแฮร์รอดส์ เขาเป็นนักธุรกิจสองหน้าที่ชาญฉลาด แม้ในตอนแรกเขาเหมือนจะเชื่อคำพูดของจอร์จ แต่หลังมาถึงประเทศจีนเขาก็หลอกจอร์จให้ขึ้นเหนือ ส่วนตัวเองกลับเดินทางมาที่เผิงเฉิง... ที่ฉันมางานนี้ได้ก็เพราะแฮร์รอดส์ งานค่าแรงสูงที่ฉันบอกคือการเป็นเพื่อนเที่ยวให้กับแฮร์รอดส์นั่นเอง”
แล้วมีอะไรน่าโมโหกัน
เดี๋ยวก่อน คนที่ให้ค่าแรงกับจี้เจียงหยวนคงเป็นจอร์จสินะ?
สุดท้ายมหาเศรษฐีจากอเมริกาได้สลัดจอร์จทิ้ง แต่กลับพาจี้เจียงหยวนมาที่เผิงเฉิง
เซี่ยเสี่ยวหลานทำหน้าแปลกประหลาด “เขาเชื่อใจเธอมากเกินไปหรือเปล่า”
ใครเป็นคนจ่ายเงิน จี้เจียงหยวนก็ควรภักดีกับคนคนนั้น อีกอย่างจอร์จก็เป็นแฟนของจี้หย่า แม้คนนอกคงไม่รู้เรื่องที่จี้เจียงหยวนทะเลาะกับจี้หย่าอย่างรุนแรง แต่นักธุรกิจชาวอเมริกาที่ชื่อแฮร์รอดส์คนนั้นดูเหมือนจะเชื่อใจจี้เจียงหยวนมากเกินไป มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่นอน!
“ฉันเองก็คิดแบบนั้น ยังอดที่จะรู้สึกดีใจไม่ได้อยู่สองวัน”
จี้เจียงหยวนนึกว่าอีกฝ่ายคงชอบเขา แฮร์รอดส์เจอเขาแล้วคงรู้สึกสนิทสนมราวกับรู้จักกันมาก่อน
แต่เมื่อครู่เขาเพิ่งรู้ว่า ความคิดของเขาช่างราวกับเด็กน้อยและน่าขบขันเหลือเกิน จี้เจียงหยวนถูกความไร้เดียงสาของตัวเองตบหน้าเข้าอย่างจัง
เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจได้ในทันที
“สุดท้ายเธอก็พบว่า แฮร์รอดส์นั้นรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคุณอาทังอยู่แล้ว ถึงได้สลัดจอร์จออกแล้วพาเธอมา...”
เซี่ยเสี่ยวหลานยังจะพูดอะไรได้อีก
คนวัยหนุ่มสาวถูกหลอกบ่อยครั้งเข้า เดี๋ยวก็หายเจ็บปวดกับเรื่องแบบนี้เอง
นักธุรกิจผู้ปราดเปรื่องทำอะไรย่อมมีเป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่ม สนิทสนมตั้งแต่แรกพบอะไรนั่นจะสู้ผลประโยชน์ได้อย่างไร!
ตอนที่ 908: เธอปลอบใจคนเก่งจริงๆ
“คิดแง่ดีหน่อย อย่างน้อยเธอก็ยังได้ค่าแรงสูงนะ”
จี้เจียงหยวนมองหน้าเธอก่อนจะตอบออกไปอย่างประชดประชัน “ขอบใจ เธอช่างปลอบใจคนเก่งเสียจริงๆ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรับคำขอบคุณที่ไม่ได้ออกมาจากใจจริงของจี้เจียงหยวนไว้ แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่เธอพูดนั้นก็เป็นความจริงเช่นกัน
“นานวันเข้าเธอก็จะพบว่า คนที่มองเธอเปลี่ยนไปเพราะคุณอาทังไม่ได้มีแค่แฮร์รอดส์คนเดียว จี้เจียงหยวน ถ้าอยากอยู่ที่ประเทศจีนเธอต้องชินกับเรื่องนี้ให้ได้ ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกอึดอัดเพราะมัน คุณอาทังมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ได้เพราะเขาตั้งใจทำงาน ในฐานะลูกชายของเขา เธอไม่ต้องรู้สึกภาคภูมิใจก็ได้ แต่เธอคงไม่ถึงกับต้องรู้สึกอับอายหรอกกระมัง?”
ทังหงเอินไม่ใช่ข้าราชการรับสินบน เพราะฉะนั้นการเป็นลูกชายของทังหงเอินมันน่าอับอายตรงไหนกัน!
สถานะคุณชายของตระกูลนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจพิเศษ แน่นอนว่าจี้เจียงหยวนย่อมเป็นทายาทข้าราชการชั้นสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แม้เขากับทังหงเอินจะเหินห่างกัน แต่คนนอกสนใจเรื่องพวกนี้เสียที่ไหน ยิ่งทังหงเอินมีอำนาจ คนที่เข้าหาจี้เจียงหยวนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น... แฮร์รอดส์คนนี้ก็แค่หนึ่งในคนที่อยากซื้อใจข้าราชการใหญ่ โดยเลือกวิธีพุ่งเป้ามาที่ครอบครัวของเขา ให้ของขวัญ ให้เงินทองกับจี้เจียงหยวน
ตอนแรกหลิวเทียนเฉวียนเองก็ทำเช่นนี้มิใช่หรือ แต่ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักจี้เจียงหยวน หลิวเทียนเฉวียนจึงพยายามดึงลุงของเธอไปเป็นพวก เพราะทังหงเอินดูสนิทสนมกับหย่วนฮุยนั่นเอง
เพื่อนนักศึกษาจี้เจียงหยวนมีอุดมการณ์และหลักการของตัวเอง แม้กระทั่งถูกคนประจบเอาใจก็ยังรู้สึกโกรธเคือง
อีกทั้งยังบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานปลอบใจคนอื่นไม่เป็น เขาไม่คิดบ้างหรือว่าหากไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานแต่เป็นพวกจิตใจอ่อนแอ ตอนนี้จะรู้สึกอิจฉาจี้เจียงหยวนมากแค่ไหน!
จี้เจียงหยวนเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะพูดขึ้นว่า “เธอหมายความว่าฉันควรเป็นเพื่อนเที่ยวให้แฮร์รอดส์เหมือนเดิม คิดเสียว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ “เพื่อนนักศึกษาจี้เจียงหยวน คนเราต้องหยิ่งในศักดิ์ศรีอย่างมีขอบเขต ตอนนี้เธอมีหนี้ก้อนโต ถ้าเรียนจบแล้วไม่มีปัญญาจ่ายเงินหลายหมื่นดอลลาร์ที่แม่เธอต้องการ เธอก็ต้องกลับไปยอมแพ้และขอโทษแม่เธอแต่โดยดี ในเมื่อการเป็นเพื่อนเที่ยวได้รับค่าแรงสูง เธอก็ทำงานนี้ต่อไปสิ!”
ถูกคนอื่นใช้เป็นสะพานทอดเข้าหาทังหงเอิน หัวใจของหนุ่มน้อยจึงได้รับบาดเจ็บ เลยไม่อยากหาเงินแล้วอย่างนั้นหรือ?
“หนึ่งร้อยดอลลาร์ต่อวันเลยนะ!”
จี้เจียงหยวนจิ้มขนมปังอย่างหงุดหงิดอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอแสดงความยินดีด้วย ไม่มีโครงการไหนสามารถตัดสินใจลงทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น ในเมื่อเธอมีเวลาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อนในการหาเงิน เงินตั้งหลายพันดอลลาร์ ทำไมไม่คว้าไว้ล่ะ?”
ปี1985 เงินหลายพันดอลลาร์ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ
เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่าชาติที่แล้วเคยอ่านข่าวรำลึกถึงยุค80 เนื้อข่าวบอกว่าช่วงต้นยุค80 หลังเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว สามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่งสนใจประเทศจีนเป็นอย่างมาก โดยการมาเที่ยวในประเทศจีนของพวกเขาเป็นเวลา10วันต้องใช้เงินทั้งหมด1,800ดอลลาร์... ในความคิดของชาวจีน จากความเจริญก้าวหน้าของอเมริกา ค่าใช้จ่ายจำนวน1,800ดอลลาร์พวกเขาคงจ่ายได้อย่างสบายๆใช่หรือไม่? ทว่าความจริงแล้วเพื่อเก็บเงินก้อนนี้ พวกเขาต้องหางานพิเศษทำระยะหนึ่งในอเมริกาเพื่อรวบรวมเงินให้ครบ!
เงินดอลลาร์ไม่ได้มีมูลค่าที่ประเทศจีนเท่านั้น เพราะไม่ว่าที่ไหน เงินจำนวนหลายพันดอลลาร์ก็ถือว่าสูงมากอยู่ดี
หากนำเงินจำนวนนี้ไปแลกที่ตลาดมืดคงจะได้หลายหมื่นหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่างานพิเศษนี้สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง!
จี้เจียงหยวนถูกคนรวยหลอกลวงความรู้สึก แต่ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเขา เธอคงพยายามถ่วงเวลาให้แฮร์รอดส์อยู่ที่จีนนานกว่านี้... ช่างเถอะ วิธีเจ้าเล่ห์แบบนี้อย่าสอนจี้เจียงหยวนเลยดีกว่า
เงินตั้งหลายพันดอลลาร์ ทำไมไม่คว้าไว้เล่า
ความรู้สึกแง่บวกกับแฮร์รอดส์หายไปหมดแล้ว จี้เจียงหยวนไม่มีทางช่วยจอร์จกับจี้หย่าทำเรื่องชั่วร้าย แต่เขาก็ไม่มีทางเข้าข้างแฮร์รอดส์อีกต่อไป
“อาจจะเป็นอย่างที่เธอว่า ฉันทำงานได้ค่าแรง ดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคิดมากขนาดนั้น ฉันขอถอนคำพูดเมื่อครู่ ถึงเธอจะพูดจาขวานผ่าซาก แต่ก็พูดถูกทุกอย่าง!”
เมื่อคิดได้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น อีกอย่างจี้เจียงหยวนเองก็ไม่อยากได้ความสงสารจากเซี่ยเสี่ยวหลาน
ค่าแรงของการเป็นเพื่อนเที่ยวคือ100ดอลลาร์ต่อวัน มีรถรับส่ง ได้นอนโรงแรมหรู อาหารการกินก็ดีเยี่ยม แถมลูกค้ายังสั่งตัดชุดออกงานให้เขาอีกด้วย งานที่มีสวัสดิการดีเช่นนี้ ไม่รู้มีคนอิจฉาจี้เจียงหยวนมากแค่ไหน!
การเป็นเพื่อนเที่ยวให้แฮร์รอดส์ทำให้เขาไม่น่าสงสารเลยสักนิด เว้นแต่ว่ามีเศรษฐินีจากอเมริกาต้องการให้จี้เจียงหยวนมาเป็นเพื่อนเที่ยวโดยให้ค่าแรง100ดอลลาร์ต่อวัน เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่แนะนำให้เขารับงานไว้อย่างแน่นอน
“จี้ อยู่ที่นี่เองหรือ”
ชายสูงวัยชาวต่างชาติคนหนึ่งเดินมาหาจี้เจียงหยวน “ผมมารบกวนการพูดคุยของคุณกับสาวสวยท่านนี้หรือเปล่า”
จี้เจียงหยวนวางส้อมในมือลง “พ่อบ้านอัลเลน ผมจะรีบขึ้นไปเดี๋ยวนี้ครับ”
จี้เจียงหยวนยิ้มอย่างรู้สึกผิดให้เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอจึงบอกให้เขาไปทำงานก่อน
“ไม่เป็นไร ช่วงนี้ฉันคงอยู่ที่เผิงเฉิงตลอด เรายังมีโอกาสได้เจอกัน”
ปิดเทอมฤดูร้อนเธอจะอยู่ที่ภาคใต้ นอกจากวันที่20 กรกฎาคมที่มีการจัดงานสัมมนาสถาปัตยกรรมที่เจียงเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานจะใช้เวลาตลอดช่วงปิดเทอมกับธุรกิจที่นี่เป็นหลัก ก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะไม่เป็นเพื่อนกับจี้เจียงหยวนอีก แต่หลังจากจี้เจียงหยวนช่วยเตือนเธอด้วยความหวังดีอยู่หลายครั้ง ไหนจะความสัมพันธ์ของเขากับทังหงเอิน เธอกับจี้เจียงหยวนคงไม่มีทางเป็นคนแปลกหน้ากันได้
ไม่มีใครพูดออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จี้เจียงหยวนกับเซี่ยเสี่ยวหลานต่างก็รู้ดีว่า ตอนนี้พวกเขากลับมาเป็นเพื่อนกันอีกครั้งแล้ว!
แค่เพื่อนธรรมดาเท่านั้น เพราะมีจี้หย่าขวางกั้น เซี่ยเสี่ยวหลานกับจี้เจียงหยวนจึงไม่มีทางสนิทสนมกันมากกว่านี้ แม้แต่เพื่อนสนิทก็คงเป็นไปได้ยาก
เซี่ยเสี่ยวหลานหันไปมองหลิวหย่งแล้วพบว่า ตู้เจ้าฮุยกำลังคุยอยู่กับหลิวหย่งอยู่พอดี
เมื่อเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานเดินมา ตู้เจ้าฮุยก็จงใจหัวเราะเสียงสูง
“คุณเซี่ยคงยุ่งน่าดูนะครับ ผมมีโครงการตกแต่งภายในงานหนึ่ง กำลังจะถามความเห็นจากเถ้าแก่หลิวอยู่เลย ไม่ทราบว่าหย่วนฮุยจะรับไว้ไหมครับ”
หลิวหย่งไม่สนใจสักนิด ถึงอย่างไรคนแซ่ตู้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร เป็นคนประเภทเดียวกับหลิวเทียนเฉวียนทั้งนั้น
อยู่ในที่สาธารณะเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานได้แต่ยิ้มปฏิเสธ
“คุณชายตู้อย่าล้อเล่นสิคะ คุณเองก็มีบริษัทตกแต่งภายในเป็นของตัวเอง นอกจากนี้เทียนเฉินก็ใหญ่กว่าหย่วนฮุยมาก งานไหนก็คงมาไม่ถึงหย่วนฮุยหรอกค่ะ อีกอย่างตอนนี้หย่วนฮุยต้องทุ่มเทให้กับการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ เกรงว่าพวกเราคงไม่มีกำลังคนมากพอที่จะช่วยงานคุณชายตู้แล้วละค่ะ”
คนแซ่ตู้คอยหลอกหลอนเธออยู่ตลอดเวลา เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกระแวงเขามากเหลือเกิน
ตู้เจ้าฮุยถอนหายใจราวกับผิดหวัง
“เทียนเฉินใหญ่กว่าหย่วนฮุยก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ พวกเราไม่ได้มีนักออกแบบที่มีพรสวรรค์เหมือนคุณเซี่ย การประมูลโครงการโรงแรมหนานไห่ เทียนเฉินไม่สามารถเอาชนะหย่วนฮุยได้ พูดตามตรงนะครับ ผมยังไม่ค่อยเชื่อใจเทียนเฉินสักเท่าไร ถึงอย่างไรเมื่อก่อนมันก็อยู่ภายใต้การบริหารของคนอื่น ความกังวลของทั้งสองท่านผมเข้าใจดี แต่ในโลกธุรกิจมีศัตรูถาวรที่ไหนกันล่ะครับ หวังว่าพวกเราจะได้รับประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายจากการร่วมงาน...”
เซี่ยเสี่ยวหลานใกล้อาเจียนอยู่แล้ว
“คุณชายตู้ เช่นนั้นฉันขอพูดตามตรงเลยนะคะ ฉันเกลียดใครคุณก็จ้างคนนั้น ฉันมีความแค้นกับใคร คุณก็ช่วยคนคนนั้น ดังนั้นชาตินี้ฉันไม่มีวันร่วมงานกับคุณค่ะ!”
ตู้เจ้าฮุยวางแก้วเหล้าในมือลงทันที
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นผมจะไล่เซี่ยต้าจวินออกเพื่อแสดงถึงความจริงใจของผมได้หรือเปล่า ทว่าหากคุณพูดถึงเซี่ยจื่ออวี้ ขอโทษทีนะครับ ตั้งแต่เธอเป็นนักโทษหนีคดี ผมก็ไม่เคยเจอเธออีกเลย ผมสาบานได้ว่าไม่เคยเจอเลยสักครั้ง!”
ไล่เซี่ยต้าจวินออกรึ?
เซี่ยเสี่ยวหลานหวั่นไหวไปชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็แค่นหัวเราะออกมา
ตอนนี้เซี่ยต้าจวินมีงานทำ คนตระกูลเซี่ยคงดูดเลือดเขาเป็นปลิง อีกอย่างเธอกับเซี่ยต้าจวินต่างคนต่างอยู่ตั้งนานแล้ว แต่ถ้าไล่เซี่ยต้าจวินออก พวกหนอนเน่าตระกูลเซี่ยก็คงตะเกียกตะกายกลับมาหาเธออีกเป็นแน่!
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันตอบก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า
“นายกทังมาแล้ว”
“ในที่สุดนายกทังก็ปรากฏตัว ว่าแต่ข้างกายเขาคือใครกัน ไม่คุ้นหน้าเลย”
เซี่ยเสี่ยวหลานกับตู้เจ้าฮุยมองตามสายตาของแขกคนอื่น ข้างกายทังหงเอินคือชายชาวต่างชาติ ตู้เจ้าฮุยหันมองเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งด้วยสายตาแฝงความนัย
สายตาของตู้เจ้าฮุยราวกับจับได้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีชู้รัก
ตอนที่ 909: ตัวเต็งคือใคร?
เซี่ยเสี่ยวหลานมองตรงไปยังทังหงเอินแล้วก็พบกับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง เขาสูงกว่าทังหงเอินหนึ่งช่วงศีรษะ บุคลิกความน่าเกรงขามไม่เป็นสองรองจากทังหงเอินแม้แต่น้อย
ด้านหลังของทังหงเอินคือจี้เจียงหยวนที่เดินตามหลังอีกที
ชายชาวต่างชาติคนนี้คงเป็นกำลังเสริมที่จอร์จเชิญมาสินะ
ดังนั้นต่อให้เขากับจอร์จไม่ใช่พวกเดียวกันก็คงไม่ทำร้ายกันอย่างแน่นอน มหาเศรษฐีร้อยล้านจากอเมริกา เซี่ยเสี่ยวหลานห่างชั้นกับอีกฝ่ายเหลือเกิน และเธอก็ไม่ได้มีพ่อแท้ๆเป็นนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่มีค่าพอให้ใครมาเสียเวลาวางแผนร้าย
แต่จะว่าไป ตระกูลตู้เองก็นับว่าร่ำรวย ทรัพย์สินของตระกูลตู้อยู่ในอันดับต้นๆของฮ่องกง ตู้เจ้าฮุยนั้นแต่งตัวด้วยสินค้าแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่รู้สึกเกรงกลัวเขาเลยสักนิด
คงเพราะเขาเลวและเตี้ยเกินไป คืนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานใส่รองเท้าส้นสูงมา ทำให้สายตาของเธออยู่ระดับเดียวกับตู้เจ้าฮุยพอดี
มีคนตรงไปรุมล้อมทังหงเอินมากมาย ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากสร้างศัตรูจึงไม่ได้เดินเข้าไปทักทาย เธอหันกลับมาพูดกับตู้เจ้าฮุยว่า
“คุณชายตู้ คุณจะไล่เซี่ยต้าจวินออกหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวกับฉัน คุณเป็นเจ้านาย จะจ้างใครสักคนย่อมมีเหตุผลของตัวเอง ถ้าคุณไล่เขาออกก็แสดงว่าเขาทำงานได้ไม่ดี คุณเอาเรื่องนี้มาแสดงความจริงใจได้หรือคะ? พวกเรามาซื่อสัตย์ต่อกันหน่อยดีกว่าค่ะ ตกลงแล้วคุณขัดใจฉันตรงไหน ถึงได้ไม่ยอมเว้นระยะห่างเพื่อความสบายใจของกันและกัน?”
ถ้าตู้เจ้าฮุยบอกว่าขัดใจตรงไหน เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงไม่แก้ไข แต่เธอจะบอกให้ตู้เจ้าฮุยเลิกสนใจเธอซะ!
คำถามของเซี่ยเสี่ยวหลานทำตู้เจ้าฮุยตอบไม่ถูก
ขัดใจตรงไหนรึ?
ตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่มีตรงไหนที่ไม่น่าขัดใจสักนิด
หน้าตาสวยหวาน แต่นิสัยกลับไม่มีความอ่อนโยนสมกับการเป็นกุลสตรี
เดี๋ยวก็ร้อนแรง เดี๋ยวก็เจ้าเล่ห์
ตู้เจ้าฮุยชอบความงามของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่สัญชาตญาณของเขากลับร้องเตือนว่า เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นบุคคลอันตราย
ดังนั้นผู้หญิงควรทำตัวอ่อนโยนว่าง่าย และด้วยรูปลักษณ์ของเซี่ยเสี่ยวหลาน สามารถหาผู้ชายมาเลี้ยงดูเธอได้ไม่ยาก ทำไมต้องทะเยอทะยานขนาดนี้กัน? ความทะเยอทะยานของผู้หญิงอื่นคือการแย่งกันเรียกร้องความสนใจจากผู้ชาย แต่ความทะเยอทะยานของเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเป็นการแย่งชิงตลาดในโลกธุรกิจกับผู้ชายน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานยังมีอีกหนึ่งความผิดที่ไม่น่าให้อภัยแม้แต่น้อย คือการที่เธอเมินเขามาโดยตลอด
เปิดบริษัทเล็กๆเปิดร้านวัสดุก่อสร้าง ที่บ้านมีร้านเสื้อผ้ากระจอกๆเพียงไม่กี่สาขา ทรัพย์สินพวกนี้หากไม่มีคนอื่นร่วมหุ้น รวมๆแล้วก็คงซื้อรถของเขาได้แค่คันเดียวเท่านั้น
ดังนั้นการที่เขาถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามดิ้นรนออกจากความลำบากดูถูกมาโดยตลอด มันเป็นเพราะอะไรกันแน่?!
ใต้แสงไฟในงาน ใบหน้าที่ทาแป้งบางเบาของเซี่ยเสี่ยวหลานสวยเนียนอย่างไร้ที่ติ ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่เขา ตู้เจ้าฮุยมีคำพูดอัดแน่นอยู่เต็มอก แต่เมื่อมองเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วได้แต่อ้าปาก เขาพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น
คนแซ่ตู้ทำอะไรหุนหัน ดูว่างเสียเหลือเกิน
หรือว่าตู้เจ้าฮุยทำการแย่งชิงมรดกจากทางฮ่องกงมาไว้ในครอบครองได้แล้ว?
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ว่างเสียเวลากับตู้เจ้าฮุยอีกต่อไป
“ลุงคะ เรากลับกันเถอะค่ะ”
ทันทีที่ทังหงเอินปรากฏตัว งานเลี้ยงก็เข้าสู่ช่วงสำคัญ
เจตนาของทังหงเอินที่ให้จดหมายเชิญมา อาจเพราะอยากให้หลิวหย่งได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ และตอนนี้ภารกิจก็เสร็จสิ้นแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องกลับเสียที
หลิวหย่งชะเง้อมองรอบงาน “ได้สิ ถ้าอย่างนั้นลุงจะไปบอกเลขาเผิงก่อน”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คัดค้าน เธอรู้ดีว่าเรื่องอย่างการเข้าสังคมเธอไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงหลิวหย่ง เขาไม่จำเป็นต้องเดินไปเบียดเสียดฝ่ากลุ่มคนเพื่อไปคุยกับนายกทัง แค่บอกกับเลขาเผิงก็พอ
“ฉันไปด้วยค่ะ”
จะอยู่ที่นี่ต่อทำไม เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีหัวข้อสนทนาเดียวกับตู้เจ้าฮุยเสียหน่อย
ตู้เจ้าฮุยถูกสองลุงหลานทิ้งไว้กลางงาน เขายืนถือแก้วเหล้า สีหน้าเคร่งขรึมยิ่งนัก
ถังหยวนเยวี่ยเดินมาหา
“เจ้าฮุย ถูกกุหลาบตำมืออีกแล้วหรือ จะว่าไปก็แปลก คุณเซี่ยสุภาพอ่อนโยนกับทุกคน เว้นแต่นายคนเดียว พวกนายคงไม่ใช่แค่คนรู้จักกันธรรมดาสินะ”
ตู้เจ้าฮุยหัวเราะ “อย่ามาหึงผมเลยครับ ตัวเต็งของคืนนี้คือฝรั่งที่ยืนอยู่ข้างกายนายกทังคนนั้น เขาเป็นใครมาจากไหนก็ไม่ทราบ เมื่อกี้ผมเห็นอยู่กับเซี่ยเสี่ยวหลานที่ระเบียงตั้งนาน”
เซี่ยเสี่ยวหลานลงมือฉับไวจริงๆ
แขกเต็มงาน แต่ดันคว้าปลาใหญ่มาได้อย่างรวดเร็ว
สีหน้าของถังหยวนเยวี่ยดูครุ่นคิดเล็กน้อย
“เหมือนจะมาจากอเมริกา ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีข่าวหลุดรอดออกมา แต่จู่ๆคืนนี้กลับปรากฏตัว แถมยังถูกนายกทังยกย่องว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติ ดูท่าคงต้องการลงทุนในเผิงเฉิงไม่น้อยเลยทีเดียว”
นักธุรกิจชาวต่างชาติเป็นที่ต้อนรับมากกว่านักธุรกิจจากฮ่องกง
นักธุรกิจจากฮ่องกงลงทุนด้วยเงินดอลลาร์ฮ่องกง ทว่าก่อนหน้านี้ดอลลาร์ฮ่องกงอ่อนค่าลงทุกที
แต่เงินจากชาวต่างชาติคือดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่าประเทศจีนชอบเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินดอลลาร์สหรัฐ
“จริงสิ ผมลืมบอกพี่ไปว่า เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเด็กรุ่นหลังที่นายกทังชื่นชมมาก ดังนั้นความชื่นชอบของเธออาจส่งอิทธิพลต่อนายกทังไม่น้อย แต่ในทางกลับกัน เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะให้ความสำคัญกับท่าทีที่นายกทังปฏิบัติต่อนักธุรกิจชาวต่างชาติเช่นกัน ถ้าพี่สนใจเซี่ยเสี่ยวหลานจริง พี่ก็ควรสืบประวัติชาวอเมริกันคนนั้นให้ละเอียด!”
ชาวอเมริกันคนนั้นคือใคร?
ไม่ใช่แค่ตู้เจ้าฮุยที่สงสัย ถังหยวนเยวี่ยและแขกคนอื่นในงานต่างก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้มากกว่าคนอื่นว่าอีกฝ่ายคือนักลงทุนที่จอร์จกับจี้หย่าเชิญมา หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่โง่ถึงขนาดคิดงัดข้อกับทังหงเอินนะ การทำธุรกิจที่เผิงเฉิงอย่างถูกต้อง สุดท้ายจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คนฉลาดไม่มีทางยอมเป็นอาวุธให้กับจอร์จอย่างแน่นอน
“เลขาเผิง คุณแฮร์รอดส์คนนี้ต้องการลงทุนที่เผิงเฉิงจากใจจริงใช่ไหมคะ”
เลขาเผิงกล่าวเสียงเบา “คุณรู้จักกับคุณแฮร์รอดส์มาก่อนหรือครับ”
“เปล่าค่ะ เมื่อครู่จี้เจียงหยวนเป็นคนบอกฉันค่ะ”
เลขาเผิงรู้ดีว่าคงไม่ใช่แค่นั้น
หัวหน้าเห็นลูกชายย่อมรู้สึกดีใจ แต่จี้เจียงหยวนกลับมาพร้อมชาวต่างชาติ ทังหงเอินไม่เข้าใจตรงจุดนี้สักนิด
นี่คือการแสดงความสนิทสนมหรือเห็นพ่อบังเกิดเกล้าเป็นคนแปลกหน้ากันแน่?
เลขาเผิงคิดว่า บางทีเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะให้คำตอบเขาได้
“จี้เจียงหยวนแค่ทำงานพิเศษเป็นคนนำเที่ยวให้นักธุรกิจชาวต่างชาติ นักศึกษามหาวิทยาลัยคงหางานที่ดีกว่านี้ยาก จริงไหมคะ”
พูดเหลวไหล นักศึกษายังสามารถทำธุรกิจได้เลยมิใช่หรือ
แต่เลขาเผิงก็รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะเจ้าเล่ห์มากแค่ไหนก็ไม่ถึงกับประสงค์ร้ายต่อทังหงเอิน เพราะการทำเช่นนั้นไม่เป็นประโยชน์ต่อเซี่ยเสี่ยวหลานเลยสักนิด
“คุณแฮร์รอดส์ วิลสันแสดงเจตจำนงว่าอยากลงทุนจำนวนมหาศาล เขาเล็งเห็นความสำคัญของที่ดินที่ยังไม่ถูกพัฒนาของหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หูครับ”
“เดี๋ยวนะคะ คุณเรียกเขาว่าอะไรนะ”
เลขาเผิงมึนงง “แฮร์รอดส์ วิลสันครับ ชาวต่างชาติชื่อยาวมาก ความจริงพวกเขายังมีชื่อกลางด้วย ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ตอนแนะนำตัวเขาบอกว่าชื่อแฮร์รอดส์ วิลสันครับ!”
แฮร์รอดส์
วิลสัน
ที่แท้เธอพูดผิดไป แฮร์รอดส์ วิลสันคือเขาคนนั้น!
เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อมโยงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นแล้วพึมพำว่า
“เลขาเผิง ฉันพูดผิดค่ะ เมื่อครู่ฉันได้ทำความรู้จักกับนักธุรกิจต่างชาติคนนี้แล้ว”
เซี่ยเสี่ยวหลานหันไปมองก่อนจะเห็นว่าแฮร์รอดส์กำลังมองมาที่เธอ เขายกแก้วเหล้าที่อยู่ในมือพลางเขย่าเล็กน้อยแทนการทักทาย เมื่ออ่านปากดูเขากำลังพูดคำว่า “Fate1”
พรหมลิขิตบ้าบออะไร เขาเป็นคนแบบนี้นี่เอง มิน่าถึงได้ปั่นหัวจี้เจียงหยวนจนหมุนไปหมด!
ตอนที่ 910: ฝรั่งกินเนื้อ ฉันกินน้ำแกง
แฮร์รอดส์ วิลสัน
ผ่านมานานขนาดนี้ พวกตู้เจ้าฮุยกับถังหยวนเยวี่ยยังรู้แค่ชื่อกับนามสกุลเท่านั้น
ตระกูลที่ร่ำรวยจากธุรกิจสีดำอย่างตระกูลตู้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังไม่รู้จักความมีระดับบางอย่าง คนรวยของฮ่องกงนิยมจ้างคนรับใช้ แต่ไม่ได้จ้างพ่อบ้านมืออาชีพจากอังกฤษ คุณวิลสันเป็นใครมาจากไหนไม่สำคัญ ทว่าเขามีพ่อบ้านอัลเลนที่พูดสำเนียงอังกฤษจ๋าคอยเดินตามหลัง โดยไม่คิดปิดบังฐานะของตัวเองเลยสักนิด
สรุปคือตู้เจ้าฮุยรู้สึกขัดหูขัดตาเป็นอย่างมาก
ถังหยวนเยวี่ยก็เอาแต่ดื่มเหล้าไม่พูดไม่จาแม้แต่สักคำเดียว
เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้ถึงไอเย็นของความชั่วร้าย นี่ไม่ใช่โชคชะตาหรือพรหมลิขิต แต่เป็นเหมือนวิธีการเล่าเรื่องเชยๆ ของนิยายรักเสียมากกว่า
หนังสือประเภทนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ชอบอ่านสักนิด พอเกิดเรื่องแบบเดียวกันขึ้นกับตัวเอง เธอยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน!
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกลาเลขาเผิงแล้วก็เดินออกจากงานพร้อมหลิวหย่งไปจริงๆ
หลิวหย่งไม่เข้าใจ “เสี่ยวหลาน หลานรู้จักนักธุรกิจชาวต่างชาติคนนั้นหรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ “เขาไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ฉันค่ะ เขาต้องการมาลงทุนที่เผิงเฉิง จี้เจียงหยวนเองก็ถูกเขาปั่นหัว แน่นอนว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาด... พวกเรากับเขาไม่ใช่คนประเภทเดียวกันค่ะ”
คนแบบนี้มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่มีทางยอมเป็นอาวุธให้ใครได้ง่ายๆ
ถ้าอีกฝ่ายอยากเล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลานจริง คงไม่ใช่เพราะจอร์จกับจี้หย่าคอยเป่าหู แต่เป็นเพราะเขาอยากทำแบบนั้นด้วยตัวเอง
แต่จะทำไปทำไม?
นักธุรกิจหากไม่ขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์ คงไม่มีใครอยากสร้างศัตรูไปทั่วหรอก
หลิวหย่งเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ธุรกิจของเขายังมีขนาดเล็กมาก แม้จะสามารถเข้าร่วมงานแบบนี้ได้แต่ก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไร
นอกจากตู้เจ้าฮุยที่เอ่ยปากมาว่าอยากร่วมงานด้วยเพราะมีเจตนาแอบแฝง คืนนี้คนที่ยื่นนามบัตรมาให้ต่างก็อยากทำความรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งนั้น หากเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักออดอ้อนสักหน่อยอาจจะได้งานมาบ้าง แต่หลิวหย่งคือใคร ต่อให้เป็นงานใหญ่แค่ไหนเขาก็ไม่มีวันเอาหลานสาวไปขายเพื่อแลกกับผลประโยชน์หรอก!
เซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งออกจากงานเร็วไปหน่อย ดังนั้นพวกเขาจึงต้องยืนรอพักใหญ่กว่าแท็กซี่จะมาถึง
คนที่คอยจับตาดูเซี่ยเสี่ยวหลานต่างก็คิดสงสัย ผู้หญิงที่สวยขนาดนี้ควรใช้ของดีที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไปกลับไม่มีรถรับส่งเลยหรือนี่ ถ้าอยากสร้างความประทับใจให้กับเธอ ควรจะลงมือจากเรื่องนี้ดีหรือไม่?
ความจริงเซี่ยเสี่ยวหลานมีรถ
แม้รถซีตรองจะไม่ใช่รถหรู แต่เธอก็ซื้อมันมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
เพียงแต่เธอทิ้งมันไว้ที่ปักกิ่งน่ะสิ
เธอยังไม่ถึงขั้นที่ต้องมีผู้ช่วยคอยเตรียมรถไปไหนมาไหนทุกครั้ง นั่งแท็กซี่แล้วอย่างไร แท็กซี่ของเผิงเฉิงคิดค่าโดยสารกิโลเมตรละหนึ่งหยวน ไม่ว่าจะอยู่เมืองไหนสำหรับปี1985 ราคานี้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก หากไม่ใช่เพราะฐานเงินเดือนในเผิงเฉิงเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ จะมีคนทำใจนั่งแท็กซี่ได้สักกี่คนกัน!
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานอาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวนอน เธอยังคงคิดถึงคำพูดของเลขาเผิงที่บอกว่า แฮร์รอดส์หมายตาที่ดินรอบเซียงมี่หู ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร
ชาติก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานทำงานอยู่ที่เผิงเฉิงหลายปี ย่อมรู้ว่าช่วงเวลานี้เซียงมี่หูคึกคักมาก แต่พอเข้าสู่ยุค90 อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆก็เริ่มทรุดโทรม เซียงมี่หูจึงค่อยๆเสื่อมความนิยม และสิ่งที่ชุบชีวิตเซียงมี่หูขึ้นมาใหม่ก็คือการสร้างคอนโดสูงบริเวณนั้น
“หรือว่าแฮร์รอดส์จะสร้างบ้านที่นั่น? แต่มันจะไม่เร็วเกินไปหน่อย...”
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภค
สาเหตุที่เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ลงมือทำในตอนนี้ก็เพราะมีข้อจำกัดด้านเงินทุน รวมถึงข้อจำกัดด้านยุคสมัย
สร้างบ้านตอนนี้แล้วจะขายให้ใคร?
พื้นที่แถบเซียงมี่หูเหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัยมาก มันคือความสงบท่ามกลางความวุ่นวาย ทำเลที่ตั้งจึงดีเยี่ยม แต่ในปี1985 ใครจะมีเงินซื้อบ้านกัน? คนที่มีเงินซื้อบ้านเดี่ยวก็คงไม่มาซื้อที่เผิงเฉิง ถึงอย่างไรตอนนี้เผิงเฉิงก็เต็มไปด้วยโครงการก่อสร้าง มีแต่เสียงรบกวน ไม่เหมาะกับความต้องการด้านสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยของพวกคนรวยแม้แต่น้อย
ถ้าไม่ใช่บ้านเดี่ยวหรือจะสร้างอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์?
เหมือนที่หลิวเทียนเฉวียนเคยสร้างที่เผิงเฉิง หลักๆขายให้กับชาวฮ่องกง? อาจจะไม่จำเป็นต้องขายให้ชาวฮ่องกงทั้งหมด เพราะชาวต่างชาติที่ทำธุรกิจที่เผิงเฉิงต่างก็ต้องการอสังหาริมทรัพย์เช่นกัน เผิงเฉิงปี1985 อย่าว่าแต่คอนโดสูง แม้แต่คอนโตขนาดกลางก็ยังไม่มีเลย
ชาวต่างชาติที่มาลงทุนในเผิงเฉิงส่วนใหญ่พักอยู่ที่โรงแรมกันหมด
ถ้าราคาบ้านที่เผิงเฉิงไม่แพง พวกเขาคงอยากซื้อให้ตัวเองสักหลัง หากเลิกทำธุรกิจที่จีนเมื่อไร ก็สามารถคงต้องขายทอดตลาดต่อไปได้
เซี่ยเสี่ยวหลานพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง เธอนอนไม่หลับเพราะรู้สึกอิจฉาจนตาร้อนผ่าว “ไม่ต้องขายปลีกก็ได้ แต่ทำเป็นอะพาร์ตเมนต์พร้อมอยู่ ปล่อยเช่าให้คนพวกนั้นก็ไม่เลว!”
น่าเสียดายที่เธออิจฉาไปก็เท่านั้น ต่อให้เธอมีปัญญาคว้าที่ดินมาได้ แต่เธอก็ไม่มีเงินสำหรับก่อสร้างโครงการขึ้นมา
เธอได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าใจร้อน ตอนนี้เพิ่งปี1985 ไม่จำเป็นต้องรีบลงสนาม
“หรือว่ามหาเศรษฐีจะมีวิธีการเล่นเกมของตัวเอง เช่นนั้นฉันควรลงทุนจำนวนไม่มาก สักประมาณสองล้าน ลงสนามซ้อมมือไปก่อนก็ได้สินะ”
เงินสองล้านพอสำหรับการซื้อที่ดินขนาดย่อมๆได้
แต่หลังได้ที่ดินมาแล้วก็ยังขาดเงินสร้างบ้านอยู่ดี
การแบ่งชำระค่าบ้านตามความคืบหน้าของโครงการในปัจจุบัน ผู้ซื้อจะชำระเงินโดยการแบ่งเป็นงวด จ่ายตอนจองบ้านก่อนจำนวนหนึ่ง พอสร้างเสร็จครึ่งทางแล้วจ่ายอีกงวดหนึ่ง ส่วนงวดสุดท้ายจะชำระเมื่อรับมอบบ้านแล้วนั่นเอง นี่ก็คือการชำระค่าบ้านตามความคืบหน้าของโครงการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของยุค80
ชาวจีนยอมรับวิธีการชำระเงินเช่นนี้ได้ ทว่าหากบอกให้พวกเขาติดหนี้ธนาคารเป็นเวลา10 หรือ20ปี แค่คิดถึงดอกเบี้ยพวกเขาคงนอนไม่หลับ!
แต่หากบอกทุกคนว่าในอนาคตระดับรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด อีก10ปีข้างหน้าจะสามารถหาเงินได้อย่างสบายๆก็คงไม่มีคนเชื่อ เพราะตอนนี้ทุกเดือนแค่ได้เงินไม่กี่ร้อยหยวนยังเป็นเรื่องยากน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากทำตัวเด่น ไม่อยากทำให้ทังหงเอินต้องกดดันเพราะตัวเอง แต่ถ้ามหาเศรษฐีอย่างแฮร์รอดส์อยากได้ที่ดินเพื่อสร้างบ้าน เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนสามารถตามเก็บชิ้นส่วนของก้อนเค้กที่เหลือได้ในภายหลัง
ก่อนหน้านี้เธอคิดผิด การกระทำของแฮร์รอดส์ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับเธออย่างสิ้นเชิง
ต่อให้ไม่มีจอร์จกับจี้หย่า การลงทุนของเขาในเผิงเฉิงก็จะส่งผลกระทบต่อเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มากก็น้อย!
แต่เธอคงไม่ไปหาเขาเพื่อขอเข้าร่วมเกมนี้ด้วย ดังนั้นเธอควรรอให้แฮร์รอดส์เจรจากับทางรัฐบาลท้องถิ่นของเผิงเฉิงสำเร็จก่อนแล้วค่อยเคลื่อนไหว
พอลองเปลี่ยนมุมมองพิจารณาเรื่องนี้แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็หลับได้อย่างรวดเร็ว แถมยังหลับสบายเป็นพิเศษอีกด้วย
------------------------------
ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานนอนหลับสบาย แต่ไม่รู้ว่าค่ำคืนนี้จะมีคนนอนไม่หลับอีกกี่คน
หนึ่งในนั้นก็คือคนตระกูลเซี่ย
หลังจบงานเลี้ยง จู่ๆตู้เจ้าฮุยก็เรียกเซี่ยต้าจวินให้ไปหาอย่างกะทันหัน สำหรับคุณชายตู้มันเป็นแค่ความคิดชั่ววูบเท่านั้น แต่สำหรับเซี่ยต้าจวินนี่คือ ‘การเรียกพบ’ ครั้งแรกหลังจากที่เขาไม่ได้ติดตามคุณชายใหญ่อีก
ตระกูลเซี่ยทุกคนล้วนดีใจกันเป็นอย่างมาก
มีเพียงแม่เฒ่าเซี่ยที่บ่นออกมาว่า “เถ้าแก่ฮ่องกงไม่ใส่ใจกันบ้างเลย ดึกดื่นป่านนี้ยังจะเรียกหาอีก!”
เสียวอวี่ทำหน้าดีใจ
“แม่ แม่ไม่เข้าใจค่ะ เถ้าแก่อยากพบต้าจวินตอนไหนก็ขึ้นอยู่กับเขา อีกอย่างการคิดถึงต้าจวินกลางดึกแบบนี้ แสดงว่าเถ้าแก่ตู้ให้ความสำคัญและสนิทกับต้าจวินมากนั่นเองค่ะ!”
เสียวอวี่มีประสบการณ์
เมื่อก่อนฝานเจิ้นชวนเองก็ชอบเรียกพบลูกน้องคนสำคัญมาพบตอนกลางคืนแบบนี้เช่นกัน
ลูกน้องคนสำคัญต้องเรียกไปเจอที่บ้านกลางดึก ส่วนพวกที่ไม่สำคัญเจอหน้าตอนกลางวันในที่ทำงานก็พอแล้ว
ทว่าแม่เฒ่าเซี่ยยังคงรู้สึกไม่พอใจ
ทุกคนมาจากชนบทเหมือนกัน แต่เสียวอวี่กลับพูดเช่นนี้เหมือนกำลังบอกว่าเธอเป็นกบในกะลา
เสียวอวี่เคยเจอโลกกว้างมาหรืออย่างไร ถ้าครอบครัวมีอำนาจคงไม่มาอยู่กินกับลูกชายเธอแบบไร้สถานะเช่นนี้หรอก!
อย่างไรก็ตามเซี่ยต้าจวินย่อมเชื่อคำพูดของเสียวอวี่มากกว่า
เขายังอยากกลับไปทำงานข้างกายคุณชายใหญ่ อยากได้รับการเคารพยกย่อง รู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่เหมือนปัจจุบันที่ได้แต่นั่งว่างอยู่ในบริษัท ถึงเวลารับเงินเดือนก็ได้มากกว่าคนอื่น สถานการณ์เช่นนี้ทำเอาเซี่ยต้าจวินรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล แม้คนอื่นจะไม่นินทา แต่สายตาที่มองมาอย่างเคลือบแคลงใจเหล่านั้นทำเอาเซี่ยต้าจวินรับมือไม่ไหวเช่นกัน
จบตอน
Comments
Post a Comment