boss80 ep911-920

 ตอนที่ 911: คนซื่อไร้ยางอาย


ที่ตู้เจ้าฮุยตามเซวี่ยต้าจวินให้มาหา เขาทำไปเพราะความคิดชั่ววูบเท่านั้น


ในงานเลี้ยงเขาบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าจะไล่เซี่ยต้าจวินออก เพราะอยากดูปฏิกิริยาของเธอ


ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ดีใจ ท่าทางของเธอเหมือนกับว่านี่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ทั้งเย็นชาและใจเด็ด ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร


แม้แต่พ่อบังเกิดเกล้ายังไม่สน แล้วยังจะคาดหวังให้เซี่ยเสี่ยวหลานจริงใจกับผู้ชายคนไหนได้อีก?


ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวสวยมาร่วมงานเลี้ยง เป้าหมายของเธอคือการหาบ่อทองแหล่งใหม่ เริ่มจากถังหยวนเยวี่ย จากนั้นก็ไปอยู่ที่ระเบียงกับเศรษฐีฝรั่งตามลำพัง อย่างไรก็ตามตู้เจ้าฮุยไม่ได้ชอบพอเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าเวลามีผู้หญิงสวยๆอยู่ตรงหน้า ด้วยสัญชาตญาณของเพศชายเขาย่อมอดที่จะสนใจอีกฝ่ายไม่ได้ เขาสนใจเซี่ยเสี่ยวหลานแต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่แยแสเขา ความสนใจของตู้เจ้าฮุยจึงค่อยๆกลายเป็นความโรคจิต เขาอยากรู้ว่าเมื่อไรเซี่ยเสี่ยวหลานจะหมดสภาพ เมื่อไรเธอถึงจะอับจนหนทางจนต้องคุกเข่าอ้อนวอนคนอื่น


ไม่ใช่ทำตัวแข็งกระด้างอย่างเช่นทุกวันนี้ ทำเหมือนตัวเองสามารถแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้


ผู้หญิงไม่ควรแข็งแกร่งกว่าผู้ชาย!


ตู้เจ้าฮุยดื่มเหล้าไปไม่น้อยจนเนื้อตัวเริ่มร้อน


“คุณชาย เซี่ยต้าจวินมาถึงแล้วครับ”


อาหัวยืนรายงานด้วยท่าทางเรียบร้อยอยู่ด้านข้าง ทว่าอยู่ๆ ตู้เจ้าฮุยก็รู้สึกหมดความสนใจ


“ช่างเถอะ บอกให้เขากลับไป”


เจอเซี่ยต้าจวินไปก็ไร้ประโยชน์ เซี่ยต้าจวินไม่ได้มีอิทธิพลต่อเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย ต่อให้เขาตายลงตรงหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอก็คงมองตาไม่กะพริบ ส่วนพวกคนตระกูลเซี่ยก็ยิ่งไร้ค่า แต่ละคนล้วนทำผิดต่อเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยกันทั้งนั้น


คนที่สามารถทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานเปลี่ยนสีหน้าได้ อาจจะมีแค่เซี่ยจื่ออวี้เพียงคนเดียว


“อาหัว ที่ฉันสั่งให้หาหมอศัลยกรรมมาให้เซี่ยจื่ออวี้ นายจัดการเรียบร้อยหรือยัง”


“พวกเราติดต่อแพทย์จากญี่ปุ่นตามที่คุณชายสั่งแล้วครับ เขาบอกว่าสามารถผ่าตัดให้เซี่ยจื่ออวี้ได้ทุกเมื่อ แต่อีกฝ่ายขอให้ทางเราช่วยส่งตัวเธอไปที่ญี่ปุ่น คุณชายคิดว่าเรื่องนี้...”


ตู้เจ้าฮุยหัวเราะเสียงเย็น


“ไปญี่ปุ่นอะไรกัน ให้หมอไปผ่าตัดที่เกาลูน ถ้าฉันส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ไปญี่ปุ่น อนาคตตำรวจของแผ่นดินใหญ่จะสาวมาถึงตัวฉันได้ง่าย!”


เกาลูนคือสถานที่ที่ไม่สามารถสืบเสาะเรื่องราวอะไรได้ทั้งนั้น


แต่สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แบบเกาลูน การเปิดห้องผ่าตัดแบบปลอดเชื้อคงเป็นเรื่องยาก อาหัวเข้าใจความหมายของตู้เจ้าฮุย เซี่ยจื่ออวี้จะฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับโชคชะตา! อย่างไรก็ตามอาหัวไม่ได้รู้สึกสงสารเธอสักนิด อยากเกาะคนรวยก็ต้องมาแลกด้วยอะไรบางอย่าง เขาทำงานเป็นคนคุ้มกันให้ตู้เจ้าฮุยก็ต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำเช่นกัน แล้วเซี่ยจื่ออวี้มีสิทธิ์อะไรถึงคิดจะประสบความสำเร็จโดยไม่ต้องทุ่มเท!


“คุณชายใหญ่ หมอจากญี่ปุ่นถามพวกเราว่ามีต้นแบบที่ชอบไหมครับ อย่างเช่นพวกดาราสาวที่ชื่นชอบ”


ต้นแบบที่ชอบ?


ดาราสาวอะไร หลังเขามาเปิดตลาดที่เผิงเฉิงก็แทบไม่ว่างไปมาหาสู่กับดาราสาวที่ไหน และเขาคงดื่มมากไป ตอนนี้ถึงได้คิดหน้าดาราสาวฮ่องกงไม่ออกสักคน


ความทรงจำที่เด่นชัดที่สุดในสมองกลับเป็นภาพของเซี่ยเสี่ยวหลานในคืนนี้


ให้ตายเถอะ ผู้หญิงคนนั้นช่างร้ายกาจจริงๆ


“ไม่มีต้นแบบ! บอกให้เขาเหลาหน้าเซี่ยจื่ออวี้ให้เล็กลงหน่อย ผู้หญิงหน้าบานไม่น่าทะนุถนอม จมูกของเธอก็ใหญ่เกินไป เนื้อที่ปลายจมูกเยอะเกิน สันจมูกก็เตี้ยไป! ทำตาด้วยได้ไหม? ที่หางตาเติมไฝให้เธอสักเม็ด...”


เวลานี้ตู้เจ้าฮุยเหมือนกำลังปั้นตุ๊กตาดินเผา และเขากำลังปั้นตุ๊กตาที่ชื่อเซี่ยจื่ออวี้ตามใจชอบ


เขาไม่มีความเคารพให้อีกฝ่ายแม้แต่น้อย รวมถึงเห็นเซี่ยจื่ออวี้เป็นแค่สิ่งของเท่านั้น


อาหัวไม่อาจสงสัยในรสนิยมของคุณชาย เขาทำได้เพียงจดบันทึกความต้องการของตู้เจ้าฮุยเอาไว้


แต่ความจริงแล้วอาหัวรู้สึกว่า ใบหน้าที่คุณชายใหญ่อยากได้ก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน นอกจากไฝที่เพิ่มเข้ามา ใบหน้าเล็ก จมูกโด่ง โครงหน้าสวยหวานน่าทะนุถนอม สิ่งที่คุณชายใหญ่พูดมาก็คือเซี่ยเสี่ยวหลานมิใช่หรือ... ตอนนี้อาหัวรู้สึกสงสารเซี่ยต้าจวินเสียจริงๆ


หากความสัมพันธ์ของพ่อลูกราบรื่นดี เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงไม่ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับคุณชายใหญ่ และหากเป็นเช่นนั้นเซี่ยต้าจวินยังจำเป็นต้องกลัวว่าจะกลายเป็นหมาหัวเน่าอีกหรือ?


สมองมีปัญหาจริงๆ ถึงได้ทิ้งลูกสาวแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน แล้วหันไปเอ็นดูหลานสาวที่คุณชายใหญ่ไม่เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์อย่างเซี่ยจื่ออวี้


คนที่สมองป่วยไม่ใช่คุณชายใหญ่ผู้อารมณ์แปรปรวน แต่คือเซี่ยต้าจวิน


อาหัวออกจากห้องไปอย่างเงียบงัน คนลือกันว่าเมื่อก่อนตอนคุณชายอยู่ฮ่องกงนั้นเจ้าชู้มาก แต่หลังเดินทางมาแผ่นดินใหญ่ก็ไม่เคยมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอีก คุณชายใหญ่คงอัดอั้นมาก ดังนั้นเวลานี้เขาไม่ควรโผล่หน้ามาให้คุณชายใหญ่เห็นบ่อยนัก!


เซี่ยต้าจวินเชื่อคำพูดของเสียวอวี่ เขาถึงได้นึกว่าตู้เจ้าฮุยเรียกหากลางดึกเพราะให้ความสำคัญกับตน


เสียวอวี่บอกให้เซี่ยต้าจวินเปลี่ยนมาใส่ชุดสูท ทว่าอากาศเดือนกรกฎาคมของเผิงเฉิงร้อนจนเซี่ยต้าจวินเกือบเป็นลม คนที่ใส่สูทในฤดูร้อนคือคนแบบไหน ส่วนใหญ่คือคนที่มีรถคอยรับส่ง เดินทางไปยังสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศอย่างโรงแรมหรือบ้านพักสุดหรู... ทว่าเซี่ยต้าจวินนั้นไม่มีอะไรสักอย่าง เสื้อเชิ้ตของเขาจึงชื้นไปด้วยเหงื่อ เขารออยู่ข้างนอกนานกว่าอาหัวจะออกมา


“คืนนี้คุณชายใหญ่ดื่มหนัก เขาหลับไปก่อนที่นายจะมาถึง ต้าจวิน ไว้คุณชายใหญ่ตื่นแล้วค่อยว่ากัน นายกลับไปก่อนเถอะ!”


เมาหลับไปแล้ว?


เซี่ยต้าจวินรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก


เขาอยากให้คุณชายใหญ่เห็นว่าเขาเดินได้แล้ว และสามารถกลับมาทำงานให้คุณชายได้เหมือนเดิม


เซี่ยต้าจวินไม่ใช่แค่รู้สึกผิดหวังเท่านั้น เขารู้สึกชาไปทั้งตัว คนที่บ้านคาดหวังกับเขาไว้สูงมาก หวังอยากให้เขาช่วยจัดหางานให้ครอบครัวของเซี่ยหงปิงทำ เสียวอวี่บอกว่าเซี่ยหงปิงว่างเมื่อไรก็ไปเล่นไพ่ ต่อให้ที่บ้านมีเหมืองทองก็คงไม่พอใช้ หากใช้เงินเพื่อตัวเองยังไม่เท่าไร แต่ถ้าต้องแพ้พนันให้กับผู้อื่นจะไม่รู้สึกปวดใจหรือ


เสียวอวี่พูดมีเหตุผล


เสียวอวี่ยังบอกอีกว่าเซี่ยหงเซี๋ยก็ควรทำงาน มิเช่นนั้นคงไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย


หากคิดจะกลับบ้านเกิดไปเป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนเดิม ไม่ทำงานก็ไม่เป็นไร


แต่ถ้าอยากปักหลักที่เผิงเฉิง ใครๆต่างก็ดูประวัติของฝ่ายหญิงกันทั้งนั้น หากรู้ว่ามีพ่อเป็นผีพนัน มีแม่เป็นคนสันหลังยาว ทั้งบ้านพึ่งลุงทำงานส่งเสียแค่คนเดียว ฝ่ายชายคงหนีกันหมด


เซี่ยต้าจวินถูกเสียวอวี่เกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ เซี่ยหงเซี๋ยอายุน้อยกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแค่ปีเดียว ปีนี้อายุ19ปีแล้วและไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ถึงแก่เวลาที่ควรออกเรือนเต็มที อีกอย่างเซี่ยหงเซี๋ยยังเคยไปเป็นสาวร้านตัดผม เซี่ยต้าจวินไม่กล้าถามหลานสาวว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง ไม่ว่าอย่างไรหากมีงานมีการทำ ไม่แน่ฝ่ายชายอาจจะไม่ถือสาเรื่องพวกนี้


สิ่งที่เซี่ยต้าจวินต้องแบกรับไม่ใช่แค่อนาคตของตัวเอง แต่เป็นปัญหาของคนตระกูลเซี่ยที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน


เขาจึงเดินทางมาหาตู้เจ้าฮุยพร้อมความหวังที่เต็มเปี่ยม แต่ตู้เจ้าฮุยกลับไม่อยากพบเขาแล้ว เซี่ยต้าจวินรู้สึกผิดหวังแค่ไหนคงไม่ต้องพูดถึง!


คนซื่อถูกบีบคั้นมากเข้าก็ต้องหาวิธีดิ้นรน เซี่ยต้าจวินจึงเล่าเรื่องความลำบากของครอบครัวตนให้อาหัวฟัง


อาหัวตกใจยิ่งนัก


“นายหมายความว่าอยากหาตำแหน่งงานในบริษัทให้น้องชายกับหลานสาวหรือ”


ช่างเป็นพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง!


อาหัวนึกไม่ถึงว่าเซี่ยต้าจวินจะหน้าด้านขนาดนี้ นี่ไม่ใช่คนซื่อ นี่คือคนโลภที่ห่อหุ้มตัวเองด้วยเปลือกของคนซื่อต่างหาก


“ต้าจวิน น้องชายกับหลานสาวนายเรียนจบอะไร พูดภาษาอังกฤษได้หรือเปล่า มีทักษะอะไรไหม เตรียมประวัติของพวกเขามาก่อนเถอะ ฉันจะเอาให้คนที่บริษัทดูว่าควรทำอย่างไร”


เซี่ยต้าจวินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย


“หลานสาวเคยเรียนม.ต้น ส่วนน้องชายฉันแรงดี...”


ให้เขาพูดเรื่องพวกนี้กับอาหัวก็น่าขายหน้ามากพอแล้ว ถ้าเขาไม่บาดเจ็บอาหัวจะมีวันนี้หรือ ตอนนี้เขาหายดีแล้ว แต่กลับต้องเป็นฝ่ายขอร้องอาหัว


ทว่าสิ่งที่อาหัวพูดก็สมเหตุสมผล ถึงเซี่ยต้าจวินอยู่บริษัทจะทำได้แค่นั่งว่างๆ แต่เขาก็เคยถามเกณฑ์การรับพนักงานจากคนที่บริษัทเช่นกัน


เรียนจบมัธยมปลายยังไม่ผ่านเกณฑ์ด้วยซ้ำ


นอกจากนี้ทักษะภาษาอังกฤษคือคุณสมบัติบังคับ พวกพนักงานที่ถูกส่งมาจากฮ่องกงต่างก็มีชื่อภาษาอังกฤษกันทุกคน!



ตอนที่ 912: ส่งอ้อยเข้าปากช้าง



เซี่ยหงเซี๋ยเคยเรียนมัธยมต้น แต่ไม่มีใบประกาศนียบัตรจบการศึกษา


เซี่ยหงปิงแรงดี ทำไร่ทำนาเป็น


แต่สองคุณสมบัตินี้มีประโยชน์อะไรที่เผิงเฉิง?


อ่านหนังสือออก มีเรี่ยวแรง มันคือคุณสมบัติที่ธรรมดาเสียยิ่งกว่าอะไร ต่อให้เป็นที่ชนบท คนรุ่นเดียวกับเซี่ยต้าจวินส่วนใหญ่อย่างน้อยก็เคยเรียนอ่านอักษร ไม่มีวุฒิการศึกษาแต่ก็อ่านหนังสือออก สามารถเขียนชื่อตัวเองได้


บริษัทฮ่องกงคือนายทุนต่างถิ่น แต่การที่เครือเชิงหรงเปิดบริษัทสาขาที่เผิงเฉิง นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะสามารถเข้าทำงานกันได้ง่ายๆ


แม้แต่อาหัวก็รู้สึกว่าสิ่งที่เซี่ยต้าจวินขอนั้นมากเกินไป


เคยช่วยชีวิตคุณชายใหญ่ คุณชายใหญ่ก็ให้เงินให้งานเขา แถมยังรักษาเซี่ยต้าจวินจนหายดี


ในความคิดของอาหัว คุณชายใหญ่ดีกับเซี่ยต้าจวินมากพอแล้ว


แม้แต่คนขับรถที่ถูกยิงตาย ตู้เจ้าฮุยก็แค่รับปากว่าจะดูแลลูกชายของอีกฝ่าย คงจะให้ตู้เจ้าฮุยเลี้ยงดูครอบครัวของคนที่ตายเพื่อตู้เจ้าฮุยทุกคนไม่ได้! การสละชีพเพื่อชาติของทหารกล้า ประเทศยังรับผิดชอบแค่จัดหางานให้กับภรรยาและทายาทเท่านั้น และหากทหารกล้ายังไม่แต่งงาน ประเทศก็คงไม่มีทางจัดสรรงานให้กับญาติคนอื่นๆของเขาอยู่ดี!


เซี่ยต้าจวินไม่ได้เป็นทหารกล้า แต่ยังหน้าด้านขนาดนี้ อาหัวคาดไม่ถึงจริงๆ


อาหัวหยุดคิดไปชั่วครู่ เขาไม่ได้ตอบกลับเซี่ยต้าจวินเพิ่มเติมแต่อย่างใด แต่กลับให้คำปรึกษาว่า “บริษัทมีโครงการที่กำลังก่อสร้างในเผิงเฉิง ถึงงานรับเหมาก่อสร้างจะจ้างบริษัทอื่นมาดูแล แต่ฉันวววช่วยถามให้ได้ว่าพวกเขายังรับคนงานอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าน้องชายนายแรงดีก็คงทำงานก่อสร้างได้สินะ ส่วนหลานสาวของนาย เธอเคยทำอาหารที่บ้านเกิดไหม ไปทำอาหารให้พวกคนงานก็ได้”


ถ้าทำเช่นนี้จะได้ไม่ต้องรบกวนคุณชายใหญ่ และอาหัวก็ไม่ต้องหาทางยัดคนนอกอีกสองคนเข้าบริษัท อนาคตหากมีคนรู้เรื่องนี้เข้า สิ่งที่เขาทำสมควรเรียกว่าไร้ที่ติ


ถ้าเป็นเรื่องหางานในไซต์งานก่อสร้าง เซี่ยต้าจวินไม่จำเป็นต้องห่วง เผิงเฉิงมีโครงการก่อสร้างมากมาย  เซี่ยหงปิงมีหรือจะหางานทำไม่ได้?


เซี่ยต้าจวินพึมพำ “ที่จริงน้องชายฉันก็ทำงานให้คุณชาย...”


อาหัวทนฟังอีกต่อไปไม่ไหว เขาจึงขัดขึ้นว่า “คุณชายใหญ่อยากใช้งานใครฉันไม่สามารถตัดสินได้ นายไปพูดกับคุณชายใหญ่เองเถิด!”


ให้ตาย เซี่ยต้าจวินคนนี้ช่างไม่รู้จักเจียมตัวบ้างเลย


เซี่ยหงปิงไม่มีวุฒิการศึกษาคงทำงานผู้ช่วยไม่ได้ อย่างมากก็ได้แค่เป็นผู้ติดตามในฐานะคนคุ้มกัน


ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็เท่ากับเพิ่มภาระให้ตู้เจ้าฮุย กว่าอาหัวจะขึ้นมาเป็นคนคุ้มกันหมายเลขหนึ่งได้นั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว จู่ๆ เซี่ยต้าจวินก็จะหน้าด้านของานให้น้องชายมาเป็นคนคุ้มกันอย่างนั้นหรือ อาหัวอยากพูดเหลือเกินว่า ถ้าแข่งกันเรื่องฝีมือการต่อสู้ สองพี่น้องตระกูลเซี่ยสู้เขาไม่ได้เลยสักคน อาหัวเรียนทักษะการต่อสู้มานานหลายปี ในขณะที่พี่น้องตระกูลเซี่ยทำได้แค่ใช้กำลังแบบสะเปะสะปะ... อีกอย่างอาหัวยังไม่โง่ถึงขั้นเลี้ยงคู่แข่งเอาไว้กับตัวน่ะสิ


คำขอของเซี่ยต้าจวินไม่ได้ต้องการทำให้อาหัวรู้สึกลำบากใจ ทว่าเขาแค่ไม่เห็นความสำคัญของอาหัว!


ปกติอาหัวก็ไม่ได้คิดว่าตนสำคัญอะไรนัก เขามักจะเตือนสติตัวเองตลอดเวลาว่า ที่คนอื่นเคารพและให้เกียรติเขาก็เพราะคุณชายใหญ่


แต่คนแกล้งโง่แบบเซี่ยต้าจวิน อาหัวทนไม่ไหวแล้วจริงๆ


พอเห็นอาหัวไม่สนใจ เซี่ยต้าจวินก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที


“อาหัว พี่หัว! อย่าโกรธไปเลย งานก่อสร้างก็ได้ ผมจะให้พวกเขาลองทำดูก่อน อนาคตถ้ามีโอกาสค่อยเปลี่ยนงาน! ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง พี่อย่าถือสาผมเลยนะครับ”


เสียวอวี่พูดถูก ถ้าเขายังไม่ได้กลับไปอยู่ข้างกายคุณชายใหญ่ก็เท่ากับไร้อำนาจ


เซี่ยต้าจวินคิดว่าตนสนิทสนมกับคุณชายใหญ่มาก ถึงอย่างไรเขากับคุณชายใหญ่ก็ผ่านความเป็นความตายด้วยกันมาแล้วสองครั้ง ต่างจากอาหัวที่เพิ่งมาทีหลัง แต่ตอนนี้อาหัวกลับข่มเขาได้ เสียวอวี่บอกเขาว่าถ้าอาหัวไม่ยอม เขาต้องรีบถอย ไม่ว่าอาหัวหางานอะไรให้ก็ควรรับปากไปก่อน


เดิมทีอาหัวไม่ได้คิดร้ายกับเซี่ยต้าจวิน แต่ตอนนี้เขาถูกความเสแสร้งของเซี่ยต้าจวินทำเอารู้สึกคลื่นไส้เกินจะทน


แววตาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะฉีกยิ้มกล่าวว่า


“พวกเราทำงานให้คุณชายใหญ่เหมือนกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ฉันไม่โทษนายหรอก! เรื่องงานที่ไซต์งานก่อสร้างฉันสามารถช่วยพูดให้ได้ ผู้รับเหมาตอนนี้คือคนที่นายเคยเจอ เขาคือพี่ใหญ่เคอที่เคยช่วยตามหาตัวครอบครัวน้องชายของนายกลับมา”


เซี่ยต้าจวินไม่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ พี่ใหญ่เคอคนนั้นท่าทางจะมีอำนาจในหยางเฉิงสินะ ตอนนี้ถึงได้ทำงานให้คุณชายใหญ่เช่นนี้


เขาเคยเจอพี่ใหญ่เคอ พี่ใหญ่เคอเป็นเด็กหนุ่มที่สุภาพคนหนึ่ง ถ้าให้หงปิงกับหงเซี๋ยไปทำงานกับพี่ใหญ่เคอ พี่ใหญ่เคอคงช่วยดูแลพวกเขาได้


เซี่ยต้าจวินกล่าวขอบคุณอาหัวจากใจจริง


อาหัวโบกมือ “เรื่องเล็กน้อย บอกให้พวกเขาไปเริ่มงานพรุ่งนี้ได้เลย”


เซี่ยต้าจวินกลับจากที่พักของตู้เจ้าฮุยอย่างอาลัยอาวรณ์


หลังกลับบ้านมาบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ แม่เฒ่าเซี่ยก็กรีดร้องออกมาด้วยความไม่พอใจ “ใครบอกว่ามันคือการให้ความสำคัญ เรียกหากลางดึกแต่เถ้าแก่ตู้กลับเข้านอนแล้ว นี่มันรังแกกันชัดๆ!”


แม่เฒ่าเซี่ยไม่อาจด่าทอเสาหลักของบ้านได้ ดังนั้นคนที่เธอด่าคือเสียวอวี่


เสียวอวี่เองก็รู้สึกหงุดหงิดไม่แพ้กัน


เมื่อก่อนตู้เจ้าฮุยให้ความสำคัญกับเซี่ยต้าจวินมาก แต่ระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือนกลับลืมเซี่ยต้าจวินเสียสนิท


เซี่ยต้าจวินเป็นลูกน้องคนสำคัญของตู้เจ้าฮุยไม่สำเร็จ แล้วจะเธอทำภารกิจของหลิวเทียนเฉวียนได้อย่างไร ต่อให้ไม่มีเรื่องนี้ แต่หากเธอต้องใช้ชีวิตร่วมกับเซี่ยต้าจวิน สิ่งที่เสียวอวี่ต้องการไม่ใช่ผู้ชายที่มีโอกาสตกงานได้ทุกเมื่อ


เสียงด่าทอของแม่เฒ่าเซี่ย เสียวอวี่ไม่สนใจสักนิด


เธอรวบรวมสติและกล่าวปลอบใจเซี่ยต้าจวินอย่างเต็มที่ “คนเป็นเถ้าแก่ก็เป็นแบบนี้ อาจจะเพราะคนส่งข่าวทำงานช้าไป หรือไม่พี่ก็ไปช้าเกิน เถ้าแก่ตู้เลยหลับไปก่อน พี่ต้าจวิน พี่อย่าเสียใจไปเลย เถ้าแก่ตู้คิดถึงพี่ได้แสดงว่ายังให้ความสำคัญกับพี่อยู่นะ”


คำพูดเดียวกันพอออกจากปากเสียวอวี่แล้วกลับน่าฟังเหลือเกิน


เซี่ยต้าจวินรู้สึกว่าตอนนี้ตนคงขาดเสียวอวี่ไม่ได้


เทียบกับเสียวอวี่ แม่ของเขาดูเป็นคนโลกแคบและใจดำจริงๆ


ความจริงแม่เฒ่าเซี่ยเป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่เซี่ยต้าจวินกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด


เซี่ยต้าจวินออกไปข้างนอกคืนนี้ ทำเอาคนทั้งบ้านเซี่ยอดนอนเพื่อรอฟังข่าว


เซี่ยหงปิงนึกว่าพี่รองจะให้เขาไปทำงานข้างกายเถ้าแก่ใหญ่จากฮ่องกง และคงเป็นงานที่มีหน้ามีตาแถมยังได้เงินเยอะ แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้น เซี่ยหงปิงยินดีทำงานนี้อย่างยิ่ง แต่สุดท้ายกลับไม่ได้เจอหน้าเถ้าแก่ด้วยซ้ำ ดังนั้นเรื่องงานคงหมดหวังแล้ว รอถึงกลางดึกเช่นนี้ทำเอาเซี่ยหงปิงหาวไม่หยุด


หวังจินกุ้ยยังคงไม่หมดหวัง “พี่รอง แล้วเรื่องงานของหงปิงกับหงเซี๋ยล่ะ”


เรื่องนี้คุยเรียบร้อยแล้ว เซี่ยต้าจวินดีใจที่เชื่อฟังเสียวอวี่ ดังนั้นเรื่องงานจึงถือว่าประสบความสำเร็จ แต่ถ้าอยากเปลี่ยนงานค่อยว่ากันทีหลัง


“ฉันไม่ได้เจอคุณชายใหญ่เลยให้คนอื่นช่วยเรื่องหางาน เขาบอกให้หงปิงไปทำงานที่ไซต์งานก่อสร้าง หงเซี๋ยไปช่วยงานทำอาหารที่นั่นได้ พวกเธอยังจำพี่ใหญ่เคอจากหยางเฉิงคนนั้นได้ไหม เขาเป็นคนดูแลไซต์งาน คนรู้จักกันทั้งนั้น หงปิงกับหงเซี๋ยไปทำงานที่นั่นคงไม่ถูกใครรังแกหรอก”


-------------------------------


“ว่าอย่างไรนะ?” เคออีสฺยงนึกว่าตนหูฝาด


เฉาลิ่วกลั้นขำ “อาหัวทำงานให้เถ้าแก่ตู้ ดังนั้นเราควรช่วยเขาจริงไหมครับ เขาบอกว่าจะส่งคนตระกูลเซี่ยมาทำงานที่ไซต์งานก่อสร้าง”


แกะที่เฉาลิ่วเคยจับไว้ ต่อให้วิ่งไปไกลสุดขอบฟ้า สุดท้ายก็วกกลับมาอยู่ในเงื้อมมือเขาอีกจนได้


เฉาลิ่วอยากหัวเราะจริงๆ


เคออีสฺยงใช้ความโง่เขลาของคนแซ่เซี่ยเป็นทางเชื่อมเพื่อลงเรือลำเดียวกับตู้เจ้าฮุย


หลังช่วยลักลอบพาตัวเซี่ยจื่ออวี้ไปส่งที่ฮ่องกง ตู้เจ้าฮุยก็ทำตามที่เขาพูด โดยเขาแบ่งโครงการก่อสร้างส่วนหนึ่งให้เคออีสฺยงทำ ตอนนี้เคออีสฺยงกำลังผันตัวจากอันธพาลหยางเฉิงมาเป็นผู้รับเหมา เขาทำงานด้านนี้ย่อมมีข้อได้เปรียบอยู่แล้ว อีกทั้งเขายังไม่ได้ทำแค่งานที่ตู้เจ้าฮุยแบ่งให้ แต่ยังซื้อรถบรรทุกมาขนขยะก่อสร้างตามโครงการละแวกใกล้เคียงด้วย ระยะเวลาแค่หนึ่งเดือนกว่า เขาก็ได้ร่วมงานกับเจ้าถิ่นเดิมที่ทำธุรกิจนี้แล้วหลายครั้ง


ชีวิตคนเราย่อมมีแพ้มีชนะ และตอนนี้ทางเคออีสฺยงกำลังเป็นฝ่ายได้เปรียบ!



ตอนที่ 913: อันธพาลย้อมสี



เดิมทีเคออีสฺยงทำแค่รับเหมาก่อสร้าง


หาคนงานมากลุ่มหนึ่งก็สามารถเริ่มงานได้ทันที


ก็แค่สร้างบ้าน ไม่เห็นยากอะไร


เขาไม่มีความรู้ก็แค่จ้างหัวหน้าคนงานที่มีความรู้มาคอยคุมงาน ไม่ว่าคนงานจะเจ้าเล่ห์แค่ไหนก็ไม่มีใครกล้าหือกับเคออีสฺยง


เขาได้โครงการหนึ่งมาอยู่ในมือ ก็จ้างคนมาช่วยคิดกำไรให้ เมื่อคำนวณดูแล้วหลังงานนี้เสร็จสิ้นเคออีสฺยงจะทำเงินได้เกินสองแสนหยวน ปี1985 เงินสองแสนหยวนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ หลายคนที่ผันตัวมาทำงานรับเหมาก่อสร้าง ต่างเริ่มต้นจากการรับงานจิปาถะ จากนั้นก็ชวนคนในบ้านเกิดมาทำงานด้วยกัน พอถึงปลายปีก็กลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวน แต่ถ้าโครงการไม่ราบรื่นก็อาจจะขาดทุนได้เช่นกัน


โครงการที่สามารถทำกำไรได้สองแสนหยวน อย่างน้อยงบประมาณโครงการโดยรวมคงมีมูลค่าหลักล้าน แม้เคออีสฺยงจะไม่มีประสบการณ์ แต่การที่ตู้เจ้าฮุยยอมยกงานใหญ่เช่นนี้ให้กับเขาถือว่าตู้เจ้าฮุยใจกว้างพอสมควร


แต่เคออีสฺยงเป็นคนทะเยอทะยานมาก


ถ้าเขาไม่อยากประสบความสำเร็จ เขาคงไม่พยายามเกาะขาตู้เจ้าฮุยเช่นนี้


ตู้เจ้าฮุยให้โครงการก่อสร้างที่สามารถสร้างกำไรให้เขาได้ถึงสองแสนหยวน แต่เคออีสฺยงกลับอยากได้มากกว่านั้น


หลังมาถึงเผิงเฉิง เคออีสฺยงก็หมายตาธุรกิจขนส่งขยะก่อสร้างอย่างรวดเร็ว ธุรกิจนี้ทำเงินง่ายกว่าสร้างบ้านนัก สร้างบ้านต้องใช้ศาสตร์ความรู้ แต่การขนส่งขยะก่อสร้างใช้แค่รถบรรทุกกับคนขับเท่านั้นก็สามารถเริ่มงานได้!


ธุรกิจนี้คนอื่นไม่กล้าแย่งจากเจ้าถิ่น แต่เคออีสฺยงอยู่หยางเฉิงไม่ได้เหนื่อยเปล่า เพราะสิ่งที่เขามีไม่ขาดคือลูกน้อง ถ้าทำเป็นแค่หลอกลวงคนอื่น ตอนนั้นมีหรือที่เขาจะข่มขู่พวกไป๋เจินจูได้สำเร็จ?


เคออีสฺยงเป็นฝ่ายออกหน้าเอง เขาเดินเข้าไปคุยกับโครงการก่อสร้างทีละแห่ง ขอให้อีกฝ่ายยกงานขนขยะก่อสร้างให้กับเขา


เขายังคงวางมาดสุภาพอ่อนน้อม พูดจายิ้มแย้มให้ของขวัญให้บุหรี่กับอีกฝ่ายอย่างใจกว้าง ถึงอย่างไรเศษขยะจากการก่อสร้างก็จำเป็นต้องขนย้ายออกจากพื้นที่ สำหรับผู้รับผิดชอบโครงการ ไม่ว่าจะยกงานนี้ให้ใครก็เหมือนกัน


พอได้ผลประโยชน์จากเคออีสฺยงก็มีคนให้ข้อมูลว่า


“เสี่ยวเคอ ถ้าดึงธุรกิจขนขยะก่อสร้างมาจากเจ้าถิ่นเดิมได้ อีกหน่อยขยะก่อสร้างเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของเธอ!”


คนพูดไม่รู้เลยว่าเสี่ยวเคอเป็นบุคคลอันตรายมากแค่ไหน


งานขนขยะก่อสร้างเดิมเป็นของเจ้าถิ่นในพื้นที่ พวกเขาผูกขาดธุรกิจขยะก่อสร้างไว้แต่เพียงผู้เดียว


รถวิ่งขนของหนึ่งรอบ ขนแค่ขยะก่อสร้างจริงหรือ?


แน่นอนว่าไม่ใช่


รถขนส่งจะช่วยขนวัสดุก่อสร้างมายังไซต์งานก่อสร้าง และยังขนขยะจากการก่อสร้างออกไปด้วยนั่นเอง


สามารถหาเงินได้ทั้งขาเข้าและขาออก!


ธุรกิจที่เงินดีขนาดนี้ ถ้าเคออีสฺยงไม่รู้คงไม่เท่าไร แต่ในเมื่อรู้แล้วเขาก็ต้องแย่งมาเป็นของตัวเองให้ได้


คนของเขามาจากหยางเฉิง หลังยกพวกตีกันกับเจ้าถิ่นแล้วก็หนีกลับไป เจ้าถิ่นทางนี้เองก็รู้สึกปวดหัวเหลือเกิน อันธพาลที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แบ่งรายได้ให้ลูกน้องไม่ขาด พวกลูกน้องย่อมยินดีทำงานถวายชีวิต เคออีสฺยงบอกแล้วว่าจะทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี ต่อไปทุกคนจะได้เป็นเถ้าแก่กันหมด หาใช่อันธพาลที่เจอตำรวจแล้วต้องกลัวหัวหดอย่างทุกวันนี้


พี่ใหญ่เคอพูดขนาดนี้แล้วยังจะไม่ทำงานถวายชีวิตอีกหรือ?


สู้กันสิบครั้ง เคออีสฺยงชนะอย่างน้อยเจ็ดครั้ง


แค่ระยะเวลาสั้นๆ เขาก็สามารถยึดพื้นที่จากเจ้าถิ่นเก่ามาได้เป็นจำนวนมาก


ตอนนี้เจ้าถิ่นทั่วไปไม่กล้าสู้กับเคออีสฺยงแล้ว เขาจึงผูกขาดงานขนส่งขยะก่อสร้างคนเดียวหลายโครงการ ทุกอย่างล้วนไปได้สวยเหมือนปลาได้น้ำ


แต่ที่เขาไม่ผูกขาดมากกว่านี้ไม่ใช่เพราะใจกว้าง แต่เพราะกำลังคนและเงินทุนของเขามีจำกัด เขาไม่มีเงินซื้อรถบรรทุกมากกว่านี้!


เคออีสฺยงกำลังผันตัวจากอันธพาลมาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง


หรือพูดได้ว่าความเป็นอันธพาลของเขาไม่ได้เปลี่ยนไป แค่ใช้อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างมาเป็นเปลือกนอกห่อหุ้มกายเท่านั้น ตอนนี้คนที่เรียกเขาว่าพี่ใหญ่มีจำนวนน้อยลงแล้ว ไม่ว่าลูกน้องจะโง่แค่ไหนก็รู้ดีว่าควรเรียกเขา ‘เถ้าแก่’ เคออีสฺยงถึงจะถูกใจ


ตอนนี้เคออีสฺยงกำลังสร้างเนื้อสร้างตัวที่เผิงเฉิง เดิมทีเขาไม่ได้นึกถึงเซี่ยเสี่ยวหลานเลยแม้แต่น้อย ชีวิตของเขากับเซี่ยเสี่ยวหลานเรียกได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างสิ้นเชิง และเคออีสฺยงก็คงไม่มีทางได้รับบัตรเชิญเข้าร่วมงานเลี้ยงเชิญชวนนักลงทุน ทั้งสองคนจึงไม่มีโอกาสพบหน้า อีกทั้งเขาก็ยุ่งกับการขยายธุรกิจจนไม่ว่างคิดเรื่องผู้หญิงเลย


ใครจะไปคิดว่าอาหัวดันอยากส่งสองพ่อลูกตระกูลเซี่ยมาทำงานที่ไซต์งานก่อสร้างของเขา เฉาลิ่วพูดเรื่องนี้เหมือนกำลังเล่าเรื่องตลก


ช่างน่าตลกเหลือเกิน ครอบครัวของเซี่ยหงปิงถูกเฉาลิ่วหลอกใช้เพื่อเป็นสะพานเข้าหาตู้เจ้าฮุย


เฉาลิ่วคิดว่าพี่ใหญ่เคอช่างถูกชะตากับตระกูลเซี่ยเสียจริงๆ ใช้ครอบครัวเซี่ยหงปิงเป็นเหยื่อล่อ ลักลอบส่งตัวเซี่ยจื่ออวี้ไปฮ่องกงเพื่อสร้างบุญคุณกับตู้เจ้าฮุย ไม่ว่าเรื่องไหนพี่ใหญ่เคอล้วนพึ่งพาตระกูลเซี่ย เขาถึงมีทุกวันนี้ได้


ตู้เจ้าฮุยไถ่ตัวพวกเขากลับไปแล้ว ทว่าตอนนี้กลับส่งตัวคนพวกนั้นกลับมาหาพวกเขาอีกครั้ง


เฉาลิ่วรู้สึกขบขันยิ่งนัก เคออีสฺยงเดิมทีสมองคิดแต่เรื่องธุรกิจ พอเฉาลิ่วพูดเรื่องตระกูลเซี่ยขึ้นมา เขาจึงนึกถึงเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้ง


“เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะพูดถึงทำไม หางานอะไรให้สองคนนั้นทำซะ ไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษหรอก พวกเรารับเข้าทำงานเพราะเห็นแก่อาหัว และเพราะอาหัวเป็นลูกน้องคนสำคัญของตู้เจ้าฮุย อีกอย่างอาหัวเป็นคนฉลาด ช่วยเหลือเขาแล้วไม่แน่อนาคตอาจจะได้ใช้ประโยชน์!”


เฉาลิ่วเลิกพูดล้อเล่นทันที


พี่ใหญ่เคอคุยแต่เรื่องงานอย่างจริงจัง ครอบครัวเซี่ยหงปิงเป็นแค่ตัวประกอบที่ไม่สำคัญ แต่ปัจจุบันอาหัวเป็นมือขวาของตู้เจ้าฮุยนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอน


โครงการก่อสร้างมูลค่าสองแสนหยวนสำคัญมากกับเคออีสฺยง แต่กับตู้เจ้าฮุยนั้นเงินจำนวนนี้เป็นแค่ขี้เล็บ ถ้าตู้เจ้าฮุยยอมแบ่งผลประโยชน์ให้มากกว่านี้ พี่ใหญ่เคอคงนำทีมทุกคนช่วยกันหาเงินได้มากยิ่งขึ้น!


“พี่ใหญ่ ผมทราบแล้วครับ ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย!”


เคออีสฺยงยกมือเรียกเขาไว้ “เดี๋ยวก่อน ไปสืบเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานมาที เธอเรียนมหาลัยที่ปักกิ่งช่วงนี้ก็น่าจะปิดเทอมแล้ว สืบดูสิว่าตอนนี้เธออยู่เผิงเฉิงหรือเปล่า”


ก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานดูถูกเขาที่เป็นแค่อันธพาล


อีกทั้งเคออีสฺยงกลัวพานซานและไม่กล้ามีเรื่องกับคนที่อยู่เบื้องหลังเซี่ยเสี่ยวหลาน


ตอนนี้เขาเปลี่ยนมาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างแล้ว ถือว่าเป็นเถ้าแก่คนหนึ่ง เขาอยากดูสิว่า ท่าทีของเซี่ยเสี่ยวหลานที่มีต่อเขาจะยังเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่


ถ้าพูดถึงความชอบ ผู้ชายมักชอบคนสวย


แต่ถ้าเคออีสฺยงคว้าเซี่ยเสี่ยวหลานมาครอบครองได้แล้วจริงๆ เขาคงไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์เธอนานขนาดนี้ สำหรับผู้ชาย ต่อให้สวยมากแค่ไหนหากได้เป็นเจ้าของแล้วก็จะเริ่มเบื่อหน่าย นอกเสียจากว่าความหลงใหลในรูปลักษณ์จะแปรผันกลายเป็นความจริงใจ


ทว่าที่เคออีสฺยงจดจำเซี่ยเสี่ยวหลานได้ไม่ลืมก็เพราะเขาอยากได้เธอแต่คว้าเธอมาไม่ได้


เขากับตู้เจ้าฮุยคงคุยเรื่องนี้กันถูกคอแน่นอน เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานเคยเหลาคมพวกเขาสองคนมาแล้วทั้งสิ้น!


เฉาลิ่วฟังแล้วอ่อนใจยิ่งนัก


เขามัวแต่หัวเราะความโง่เขลาของพ่อลูกเซี่ยหงปิง แต่กลับลืมไปว่าเซี่ยหงปิงคืออาของเซี่ยเสี่ยวหลาน พี่ใหญ่เคอย่อมคิดถึงเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอน


เฉาลิ่วไม่ค่อยกล้าหาเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานสักเท่าไร เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งก่อนพานซานสร้างปมในใจเขาไม่น้อย


พอคิดอีกที ตอนนี้พวกเขาทำธุรกิจถูกกฎหมาย แค่สืบข่าวเซี่ยเสี่ยวหลานในช่วงนี้ พานซานคงไม่ทำอะไรพวกเขาหรอกกระมัง


ลูกน้องเคออีสฺยงมีคนฝีมือดีอยู่ไม่น้อย คนพวกนี้ลักพาตัวคนได้ และสามารถสืบข่าวได้ด้วยเช่นกัน


หากใช้ความสามารถนี้ตามหาตัวเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ใช่เรื่องยาก


อีกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ใช่คนที่หายากอะไร เพราะใบหน้าของเธอเป็นที่สะดุดตายิ่งนัก


พวกเขาเริ่มสืบจากไป๋เจินจู ค่อยๆสืบเสาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจอตัวหลิวหย่ง หลังจากนั้นก็พบความเคลื่อนไหวของเซี่ยเสี่ยวหลาน ในขณะที่พี่ใหญ่เคอยุ่งกับการเปลี่ยนสายงาน ผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ได้อยู่เฉยเช่นกัน เธอมีความเคลื่อนไหวที่เผิงเฉิงอยู่ตลอดเวลา


เฉาลิ่วพึมพำ “ผู้หญิงที่ไม่ยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมแบบนี้ พี่ใหญ่คงคุมยาก!”


ทั้งทำร้านวัสดุก่อสร้างและเปิดบริษัทตกแต่งภายใน เรียนหนังสือไปพร้อมกับทำธุรกิจ เฉาลิ่วยังอดนับถือในความอึดของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้


เคออีสฺยงรู้ข่าวของเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกดีใจมาก


“เธอเปิดบริษัทตกแต่งภายใน ฉันทำงานก่อสร้าง เฉาลิ่ว นายว่าพวกเราดวงสมพงศ์กันมากจริงไหม”



ตอนที่ 914: สมองดีกว่าหน้าตา



ดวงสมพงษ์กันหรือไม่เฉาลิ่วไม่แน่ใจ เขารู้แค่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเก่งพอตัว


พี่ใหญ่เคอทำธุรกิจก่อสร้างต้องมีลูกน้องกี่คนถึงทำธุรกิจนี้ได้ และปัจจุบันถือว่าเขาสามารถเปิดเส้นทางอาชีพนี้ได้สำเร็จแล้ว!


ในขณะที่ผู้หญิงสวยอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน หน้าตาสวยหวานแต่จิตใจทะเยอทะยาน เปิดร้านขายวัสดุก่อสร้าง ทำบริษัทตกแต่งภายใน อย่างไหนที่เหมือนสิ่งที่ผู้หญิงทั่วไปทำกันบ้าง? อีกทั้งเธอยังเป็นนักศึกษา อยู่ที่มหาวิทยาลัยดีๆ อนาคตค่อยแต่งงานกับผู้ชายมีเงินมีอำนาจไม่ดีหรือ ดันอยากทำงานหาเงินเองเสียอย่างนั้น


ทำธุรกิจเกี่ยวกับงานก่อสร้าง หากไม่ใช่บริษัทใหญ่ก็ต้องเป็นแบบพี่ใหญ่เคอ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสวยแบบนั้นยังจะมาสุงสิงกับพวกคนงาน เฉาลิ่วไม่เข้าใจสักนิด


อย่างไรก็ตามเพราะเธอเป็นผู้หญิงเก่ง มิน่าพี่ใหญ่เคอถึงได้ลืมไม่ลง


ตามความเห็นของเฉาลิ่ว หากเธอคบกับพี่ใหญ่เคอก็ลงตัวพอดี


พวกตระกูลผู้มีอำนาจเหล่านั้นไม่ชอบลูกสะใภ้ที่ทะเยอทะยานจนเกินไป ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับพี่ใหญ่เคอต่างก็เติบโตมาจากครอบครัวระดับรากหญ้า ไม่มีใครรังเกียจใคร คนหนึ่งทำงานรับเหมาก่อสร้าง อีกคนทำตกแต่งภายใน สามีภรรยาเปิดบริษัทร่วมกัน กินรวบไม่ต้องเหลือทางให้ใครเดิน


คำพูดของเคออีสฺยง เฉาลิ่วแอบเห็นด้วยในใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานมีแฟนแล้ว แถมแฟนของเธอยังเป็นคนรับมือยาก เฉาลิ่วกลัวเหลือเกินว่าลูกพี่ของตนจะถูกกระสุนปืนก่อนได้เสพสุขน่ะสิ


“พี่ใหญ่ ผมขอพูดความจริงสักอย่าง เรื่องนี้มันฝืนกันไม่ได้ พี่คงต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป...”


เคออีสฺยงมองหน้าเขา “นายคิดว่าฉันจะยอมเอาเป็นเอาตายเพื่อผู้หญิงคนเดียวจริงหรือ? อยากได้ผู้หญิงสิ่งแรกคือต้องมีเงินมีอำนาจอยู่ในมือ นายเห็นคนรวยอย่างตู้เจ้าฮุยไหม เขาอยากได้ผู้หญิงคนไหนก็สามารถคว้ามาได้ง่ายๆ”


ตระกูลตู้อยากได้ผู้หญิงแบบไหนแค่กระดิกนิ้วก็มีคนพร้อมพลีกายถวายตัวอยู่ไม่ขาด


เฉาลิ่วไม่เข้าใจสักนิด


ถ้าไม่อยากได้เซี่ยเสี่ยวหลานแล้วจะให้สืบข่าวของเธอทำไม?


เคออีสฺยงยิ้มอ่อนโยน “นายว่าร้านวัสดุก่อสร้างของเธอร่วมหุ้นกับน้องสาวของไป๋จื้อหย่งหรือ เช่นนั้นก็แสดงว่าผู้หญิงคนนี้ยังทำธุรกิจคนเดียวไม่ได้ ร่วมหุ้นกับน้องสาวไป๋จื้อหย่ง สู้ร่วมหุ้นกับฉันเสียยังดีกว่า!”


โรงฝึกวิชาตระกูลไป๋ล่มสลายไปนานแล้ว


ไป๋จื้อหย่งหลังรับราชการทหาร ก็พึ่งพาแค่น้องสาว ดังนั้นเขายิ่งไม่มีทางแบกชื่อเสียงของตระกูลไป๋เอาไว้ได้


ในขณะที่เคออีสฺยงเพิ่งมาเผิงเฉิงได้ไม่นานก็สามารถแย่งธุรกิจจากมือคนอื่นมาได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษก็สามารถทำเงินได้มหาศาล


เซี่ยเสี่ยวหลานอาศัยชื่อเสียงของโรงฝึกวิชาตระกูลไป๋เช่นนี้ สู้ร่วมมือกับเขาเสียยังดีกว่า เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มีแค่ความสวย แต่สมองที่ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้นสามารถใช้งานได้ดีจริงๆ ธุรกิจที่เธอเลือกทำล้วนทำเงินได้ทั้งนั้น


ผู้หญิงคนนี้ฉลาดเกินไปแล้ว ถ้าเธอเข้ามาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคงเจอกับอุปสรรคหลากหลายรูปแบบ


แต่เธอกลับเริ่มต้นจากการขายวัสดุก่อสร้างและทำตกแต่งภายใน ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจที่สะดุดตาจนเกินไป


เคออีสฺยงลูบคางอย่างครุ่นคิด เขามีอะไรที่สามารถร่วมงานกับเซี่ยเสี่ยวหลานได้บ้าง จะต้องทำอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานถึงยอมมาหาเขาเอง?


ส่วนเรื่องสองพ่อลูกเซี่ยหงปิงจะถูกส่งมาทำงานก่อสร้าง เคออีสฺยงไม่จำเป็นต้องออกหน้าเองแม้แต่น้อย เคออีสฺยงคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้กับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วก็กำชับเฉาลิ่วว่า


“อย่าปล่อยให้พวกเขาทำงานสบายเกินไป งานที่คนอื่นทำ พวกเขาก็ต้องทำ ไซต์งานไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ เพราะเงินของฉันเสกไม่ได้!”


นอกจากทายาทเศรษฐีแบบตู้เจ้าฮุย เงินของใครได้มาอย่างง่ายดายบ้าง?


เพื่อเข้าหาตู้เจ้าฮุย เคออีสฺยงถึงกับยอมลดเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเอง แม้แต่เขายังต้องยอมก้มหัวให้คนอื่นถึงจะหาเงินได้ ถ้าคนแปลกหน้าสองคนคิดเอาเปรียบเขาแล้วละก็ ฝันไปเถอะ!


สองพ่อลูกต่อให้ไม่ยินดี แต่งานนี้เซี่ยต้าจวินเป็นคนหามาให้ พวกเขาคงปฏิเสธทันทีไม่ได้


ข้ออ้างก่อนหน้านี้ที่บอกว่ายังหางานไม่ได้ใช้ไม่ได้อีกแล้ว


เซี่ยหงปิงกำลังจะบอกว่างานก่อสร้างนั้นลำบาก แต่เสียวอวี่กลับจ้องมองมาพลางกล่าวว่า “ตอนต้าจวินเพิ่งลงใต้ เขาต้องนอนใต้สะพาน ดื่มน้ำจากบ่อโคลน เป็นกรรมกรที่ท่าเรือ ลำบากกว่าทำงานในไซต์งานก่อสร้างมาก”


เสียวอวี่พูดจบเซี่ยหงปิงก็พบว่า สายตาของพี่รองนั้นเปลี่ยนไป


แล้วเซี่ยหงปิงยังจะกล้าปฏิเสธอีกหรือ?


คนทั้งบ้านต้องพึ่งพาเซี่ยต้าจวินเลี้ยงดูกันหมด


เช่นนั้นก็ลองทำงานพอเป็นพิธี จากนั้นค่อยบอกว่าทำต่อไม่ไหว นี่คือแผนของเซี่ยหงปิง


สองพ่อลูกความคิดคล้ายกัน ถ้าจะต้องทำงานเซี่ยหงเซี๋ยอยากทำงานที่สามารถเชิดหน้าชูตาได้ งานสกปรก สกปรกอย่างในไซต์งานก่อสร้างจะได้เจอกับผู้ชายรวยๆที่ไหนกัน ให้ไปทำงานในบริษัทต่างชาติยังดีกว่าเสียอีก


ทนไปก่อนสักสองวันแล้วค่อยบอกอารองว่า อยู่ที่ไซต์งานต่อไม่ไหว


สองพ่อลูกกำลังฝันหวาน แต่เมื่ออยู่ในเงื้อมมือของเฉาลิ่วแล้ว ไม่ต้องให้เคออีสฺยงกำชับ เฉาลิ่วก็ไม่มีทางเลี้ยงใครฟรีๆ


อยากเข้าทำงานนั้นไม่ยาก แต่ถ้าอยากออกไปละก็... ไม่มีทาง! อันธพาลแบบพวกเฉาลิ่วมีหลายวิธีที่จะทำให้สองพ่อลูกเซี่ยหงปิงยอมทำงาน ยอมอยู่ใต้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีทางกล้าอู้งานอย่างแน่นอน


------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่าครอบครัวของอาสามของเธอนั้นต้องอยู่ในเงื้อมมือของเคออีสฺยงอีกครั้ง


รวมถึงไม่รู้เลยว่าพวกอันธพาลกำลังพยายามเปลี่ยนสายงาน และปัจจุบันพวกเขาก็ย้ายมาทำธุรกิจก่อสร้างในเผิงเฉิงแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีเวลาคิดถึงตระกูลเซี่ย ถึงแม้ตู้เจ้าฮุยเคยพูดว่าจะไล่เซี่ยต้าจวินออกในงานเลี้ยง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กลัวคำขู่ของเขา และไม่หวั่นไหวไปกับเงื่อนไขที่ตู้เจ้าฮุยพยายามใช้หลอกล่อ


ตอนนี้สมองของเธอเต็มไปด้วยเรื่องที่แฮร์รอดส์อยากได้พื้นที่รอบเซียงมี่หู เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพัฒนามันเพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยแบบที่เธอคิดหรือไม่


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ในทุกรูปแบบ


เวลานี้หลานเฟิ่งหวงสาขาซีตันกับซิ่วสุ่ยขายเสื้อผ้าฤดูร้อนได้กำไรมาก้อนหนึ่ง หลังรวมกับเงินที่มีอยู่ในมือและนำไปชำระสินเชื่อจำนวน2แสนหยวนแล้ว สองวันต่อมาสินเชื่อก้อนใหม่ที่ผู้จัดการใหญ่อู่อนุมัติก็จะมาถึงมือเธอ


สินเชื่อจำนวน7แสนหยวนถ้วน


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะซื้อพันธบัตรรัฐบาล ครั้งนี้ผู้จัดการใหญ่อู่จึงมีน้ำใจขึ้นมาทันที


“เรื่องพันธบัตรรัฐบาลไม่ต้องรีบหรอก สาขาของพวกเราจะทำการประเมินผลประกอบการช่วงปลายปี ไว้ถึงงวดชำระเงินสินเชื่อค่อยว่ากันอีกที”


งานตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ เซี่ยเสี่ยวหลานคาดว่าหลังวันชาติก็คงเสร็จสิ้น สัญญาที่เซ็นไว้กับทางตงเฟิงโฮลดิ้งระบุไว้ว่า หากตรวจรับงานผ่านเรียบร้อยจะชำระเงินก้อนสุดท้ายให้กับหย่วนฮุยทันที ต่อให้ช้ากว่ากำหนด เดือนธันวาคมเธอก็คงสามารถคืนทุนได้แล้ว


ผู้จัดการใหญ่อู่รู้ว่าเธอยังอยากเพิ่มจำนวนสินเชื่อ แต่หากไม่มีหลักค้ำประกันใหม่ เงินสินเชื่อคงเพิ่มให้ไม่ได้ ผู้จัดการใหญ่อู่จึงแสดงความมีน้ำใจด้วยการไม่หักจำนวนสินเชื่อที่เซี่ยเสี่ยวหลานขอมา เขาให้เงิน7แสนหยวนกับเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างครบถ้วน


น้ำใจครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกซาบซึ้งมากเหลือเกิน


ได้ค่าตกแต่งภายในกลับมาเมื่อไร เธอย่อมสนับสนุนภารกิจขายพันธบัตรรัฐบาลของผู้จัดการใหญ่อู่ต่อไปอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานนำใบโอนเงินจำนวน7แสนหยวนไปให้กับหลิวหย่ง


“ลุงคะ ฉันคงร่วมหุ้นได้เท่านี้ค่ะ”


พอไม่มีเงินของโจวเฉิงจำนวน170,000หยวน เธอก็ไม่อาจหาเงินมาครบ800,000หยวนอย่างที่รับปากไว้ได้ แม้ร้านสาขาที่สามจะตกแต่งใกล้เสร็จแล้ว แต่กระแสเงินสดทั้งหมดในมือเธอต้องนำไปชำระสินเชื่อก้อนแรกให้กับธนาคาร และหากต้องการเปิดกิจการ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่อาจแตะต้องเงินทุนค่าซื้อเสื้อผ้าเข้าร้านหลายหมื่นหยวนก้อนนั้น


คงต้องรออีกสักหนึ่งเดือน ให้ร้านที่ซีตันกับซิ่วสุ่ยขายเสื้อผ้าฤดูร้อนจนใกล้หมดก่อน แล้วค่อยดูสิว่าจะสามารถหมุนเงินออกมาได้บ้างหรือไม่


เธอไม่คาดหวังว่าหลานเฟิ่งหวงทั้งสองสาขาจะขายเสื้อผ้าได้มากในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม


เสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนนั้นขายดีที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน แต่พอเข้าเดือนกรกฎาคมการขายจะเริ่มซบเซา และเดือนสิงหาคมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ร้านเสื้อผ้าทำได้แค่พยายามระบายสินค้าออกจากคลังเท่านั้น


หลิวหย่งไม่ได้ถามอะไรอีก เจ็ดแสนก็เจ็ดแสน ถึงอย่างไรสัญญาที่เซ็นกับตงเฟิงโฮลดิ้งก็มีประโยชน์กับหย่วนฮุย โครงการนี้กดดันมากแค่ไหน คนของหัวเจี้ยนจะดูถูกกันมากเท่าไรก็ไม่อาจลบล้างผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ ทางตงเฟิงโฮลดิ้งเองก็ชำระค่างวดอย่างรวดเร็ว ดังนั้นไม่ว่าเงินทุนจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงไปหนึ่งแสนหยวน แรงกดดันเรื่องเงินทุนของหลิวหย่งก็ไม่ได้ต่างกันมากนัก!



ตอนที่ 915: สามเส้นทางใกล้เวลาผลิบาน



เงินเก็บของโจวเฉิงในธนาคารจำนวน170,000หยวน เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมนำไปลงทุนกับLuna ในภายหลัง


ถ้าLuna อยากขยายกิจการคงต้องการเงินเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ ช่วงแรกเฉินซีเหลียงกับโจวเฉิงลงทุนกันคนละ200,000หยวน รวมแล้วมีเงินเพียง400,000หยวนเท่านั้นในการสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา ถือเป็นเงินทุนบริหารที่น้อยมากทีเดียว


ถ้าบัญชีของLuna มีเงินเหลือใช้ เฉินเซีเหลียงกับเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่หน้าด้านตามตื๊อวังหมิงหมิง และพยายามเกาะกระแสอีกฝ่าย


การเพิ่มเงินลงทุนจะทำให้เฉินซีเหลียงสามารถเจรจากับผู้จัดการของวังหมิงหมิงได้ว่า ทางLuna จะสามารถจ่ายเงินค่าตอบแทนเพื่อเชิญวังหมิงหมิงมาถ่ายโฆษณาให้ แต่ถ้าอีกฝ่ายเรียกค่าตัวสูงเกินไป ทำให้จ้างวังหมิงหมิงไม่สำเร็จ เงินก้อนนี้ก็จะถูกนำไปใช้กับการฉายโฆษณาทางโทรทัศน์


เรื่องตระกูลสือไม่ใช่ปัญหาคอขาดบาดตาย ทว่ามันทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่างระหว่างเธอกับโจวเฉิง


เธอกับโจวเฉิงอาจจะไม่ถึงขั้นต้องเลิกกัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากเอาเรื่องเงินมาปะปนกันอีกแล้ว


แยกกันดีที่สุด Luna ควรเป็นเอกเทศ ต่อให้อนาคตไม่มีเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นที่ปรึกษา อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถของเฉินซีเหลียง แม้จะเติบโตช้าหน่อยก็คงไม่เป็นไร การที่โจวเฉิงลงทุนกับLuna อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง แต่โอกาสที่เงินจะเพิ่มมูลค่านั้นมีสูงมาก


ทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง มูลค่าของเงินที่ฝากธนาคารก็สามารถลดลงได้ บางธนาคารยังถึงขั้นล้มละลาย หาคนรับผิดชอบไม่ได้ด้วยซ้ำ


เพราะการล่วงรู้อนาคตของเซี่ยเสี่ยวหลาน นอกจากลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ เธอไม่อาจรับประกันได้ว่าการลงทุนด้านอื่นจะได้กำไรเสมอไป


บ้านที่อยู่ภายใต้ชื่อของโจวเฉิงมีจำนวนมากพอแล้ว แต่เขาเป็นคนทะเยอทะยานในหน้าที่การงาน และด้วยตำแหน่งหน้าที่นี้ของเขา การมีบ้านในครอบครองมากเกินไปมันไม่ค่อยเหมาะสมนัก


เมื่อเห็นว่าหลิวหย่งไม่ได้ถามว่าทำไมเงินถึงน้อยกว่าที่บอกไว้ถึงหนึ่งแสนหยวน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงรู้สึกโล่งใจ


หลิวหย่งไม่รู้ว่าเธอกับโจวเฉิงทะเลาะกัน และคงคิดว่าเธอกำลังรู้สึกผิดที่รวมเงินมาไม่ครบจำนวนที่เคยบอกไว้


“จะห่วงเรื่องนี้ไปทำไมกัน ลุงไม่หักเงินส่วนแบ่งของหลานอยู่แล้ว เดิมทีหลานก็ควรลงทุนน้อยหน่อย เพราะหลานมีส่วนช่วยในด้านการออกแบบด้วย!”


หลิวหย่งรู้ดีว่าที่ตนสามารถคว้าโครงการหนานไห่มาได้เป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานล้วนๆ


หากไม่มีเซี่ยเสี่ยวหลาน ทังหงเอินก็คงไม่รู้จักคนธรรมดาอย่างเขา การที่ทังหงเอินยอมให้หย่วนฮุยเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้คงไม่ใช่เพราะเชื่อมั่นในความสามารถของเขา แต่เพราะทังหงเอินรู้ว่าเสี่ยวหลานจะช่วยควบคุมดูแลโครงการตั้งแต่ต้นจนจบ


ทังหงเอินคือผู้ริเริ่ม ส่วนสระว่ายน้ำไร้ขอบที่เสี่ยวหลานคิดขึ้นมาก็ทำให้งานออกแบบของหย่วนฮุยได้รับการยอมรับ


และถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นก็เป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานกล้าเสนอความคิดใหม่ว่า ไม่ควรถูกงบประมาณ 16ล้านมาตีกรอบความคิด หากไม่ได้แผนงานใหม่งบประมาณ 30ล้านของเสี่ยวหลาน ไม่ว่าตงเฟิงโฮลดิ้งจะหาใครมาปรับแก้แบบก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


หลิวหย่งคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทุ่มเทให้โครงการนี้มามากแล้ว ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องคอยคุมงานที่ไซต์งานก่อสร้างทุกวัน ขอแค่มีเธอคอยคุมงานอยู่เบื้องหลัง หลิวหย่งก็รู้สึกอุ่นใจ


เมื่อเป็นเช่นนี้เงินเจ็ดแสนกับแปดแสนต่างกันตรงไหน?


ถึงอย่างไรโครงการนี้เขาก็ร่วมมือกับเสี่ยวหลาน กำไรที่ได้มาย่อมแบ่งเท่าๆกัน!


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ลุงคะ ต่อให้เป็นพี่น้องท้องเดียวกันก็ควรคิดบัญชีอย่างชัดเจนค่ะ ฉันเอาเปรียบลุงเรื่องนี้ไม่ได้หรอก”


หลิวหย่งไม่ฟังคำทัดทานของเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย “ลุงไม่ใช่พี่น้องของหลาน ลุงคือลุงของหลาน หลานต้องเชื่อฟังลุง ตกลงตามนี้!”


หลิวหย่งรีบไล่เธอไปทำธุระของตัวเอง ถ้าพูดเรื่องเงินอีกเขาจะไม่คุยด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตัดสินใจตรงไปดูงานที่ร้านสาขาใหม่ของอันเจียวัสดุทันที


ก่อนตรุษจีนอันเจียวัสดุแบ่งเงินปันผลไปรอบหนึ่ง จนถึงกลางเดือนกรกฎาคมก็ล่วงเลยมาแล้วห้าเดือนที่ทางร้านไม่ได้แบ่งเงินปันผล เพราะหุ้นส่วนทุกคนเห็นตรงกันว่า กำไรที่หาได้ในช่วงหลายเดือนนี้จะถูกนำไปลงทุนกับร้านใหม่


ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งมาถึงเผิงเฉิง ไป๋เจินจูได้เอาสมุดบัญชีมาให้เธอดู ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ร้านที่ตลาดสินค้าขนาดเล็กทำยอดขายสูงถึง1.97ล้านหยวน เมื่อคิดกำไรขั้นต้น30% ก็จะเท่ากับ590,000หยวน


แน่นอนว่ากำไรสุทธิไม่ได้สูงขนาดนั้น โดยเฉพาะยอดขายเกือบหนึ่งล้านหยวนล้วนเป็นสินค้าที่ส่งออกให้กับหย่วนฮุย จึงไม่สามารถคิดกำไร30%ได้อยู่แล้ว หลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆออกไป กำไรสุทธิน่าจะได้ประมาณ400,000หยวน


เดิมทีทุกคนคาดหวังกับร้านวัสดุไว้ว่า ผลประกอบการตลอดทั้งปีจะต้องได้เงินจำนวนสองล้านหยวนขึ้นไป


แต่เพิ่งผ่านมาได้เพียงห้าเดือนก็บรรลุเป้าหมายล่วงหน้าเสียแล้ว สาเหตุหลักเป็นเพราะหย่วนฮุยสามารถคว้าโครงการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่มาได้ ผลประกอบการของร้านวัสดุจึงอาศัยงานใหญ่ครั้งนี้ฉุดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด


สมุดบัญชีที่ไป๋เจินจูให้มาบันทึกรายรับรายจ่ายถึงก่อนวันที่1 กรกฎาคม และวัสดุก่อสร้างที่หย่วนฮุยต้องการยังไม่ถูกบันทึกลงไปในบัญชีทั้งหมด


“ช่วงท้ายโครงการยังต้องใช้วัสดุก่อสร้างจากทางร้านอีกสองล้านหยวน สินค้าที่ส่งให้หย่วนฮุยพวกเราจะลดราคาทุกอย่าง ดังนั้นคงทำกำไรได้ไม่ถึง30% แต่เพราะปริมาณสินค้าที่ต้องการนั้นมีจำนวนมาก ต่อให้คิดกำไรแค่15% หรือแม้กระทั่ง10% กำไรที่ได้ก็เยอะมากอยู่ดี”


ตลาดตกแต่งภายในอีก30ปีข้างหน้า ค่าแรงและค่าวัสดุจะมีราคาแพงเท่ากัน


ค่าแรงของช่างไม้คือวันละหลายร้อยหยวน นายช่างใหญ่ของงานด้านอื่นก็เช่นกัน


การตกแต่งแปลนห้องทั่วไปใช้เงินประมาณ2-3แสนหยวน แค่ค่าแรงช่างก็คิดเป็นเงินหลายหมื่นหยวน ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมากสำหรับแต่ละโครงการ


ทว่าในปี1985 คนงานได้ค่าแรงวันละสิบกว่าหยวนเท่านั้น ลูกน้องหลายสิบคนของหลิวหย่งต่างทำงานพร้อมกันหมด คนงานจึงได้เงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ500หยวน โรงแรมหนานไห่ใช้เวลาตกแต่งภายในเป็นระยะเวลา5เดือน ดังนั้นเงินค่าแรงที่หลิวหย่งต้องจ่ายให้คนงานคือ 2,500หยวนต่อคน ต่อให้คนงานทำงานพร้อมกัน100คน หลังปิดโครงการ เงินที่เขาต้องจ่ายให้คนงานคือเงินจำนวน2แสนกว่าหยวน เทียบกับงบประมาณรวม7.5ล้านหยวนแล้ว เงินค่าแรงจำนวน2แสนกว่าหยวนก็แค่ขี้เล็บ


การทำงบประมาณก่อนเปิดโครงการ หลักๆแล้วคือการคำนวณค่าวัสดุก่อสร้าง


ต้องใช้ปูน กระเบื้อง และไม้จำนวนเท่าไร... วัสดุบางส่วนทางอันเจียวัสดุสามารถจัดหาให้ได้ แต่พวกปูนต้องซื้อจากที่อื่น แม้จะเป็นเช่นนั้น งานตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ก็ช่วยสร้างยอดขายประจำปีนี้ให้กับร้านวัสดุได้ถึง3ล้านหยวนขึ้นไปอยู่ดี


ต่อให้ร้านวัสดุคิดกำไรแค่15% ก็เท่ากับได้เงิน450,000หยวน


โครงการนี้ไม่ได้หล่อเลี้ยงแค่บริษัทของหลิวหย่ง แต่รวมไปถึงร้านวัสดุอีกด้วย


เดิมทีทุกคนคาดหวังแค่ว่า ผ่านไปครึ่งปีหาเงินได้แค่2แสนหยวนเพื่อเปิดร้านใหม่ก็เพียงพอแล้ว


ทว่าโครงการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่เปรียบเสมือนของขวัญที่ตกลงมาจากฟากฟ้า คำสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างมูลค่าหลักล้าน สามารถสร้างกำไรให้ ‘อันเจีย’ หลายแสนหยวน นี่ก็คือสาเหตุที่ใช้ระยะเวลาเพียง5เดือน ‘อันเจีย’ ก็สามารถทำกำไรได้ถึง4แสนหยวน


กำไรที่ได้เกินกว่าที่คาด เงินทุนสำหรับร้านใหม่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น


เซี่ยเสี่ยวหลานมองร้านที่ตกแต่งใกล้เสร็จแล้วยิ้มออกมาจากใจ


“สิ้นปีนี้เหล่าผู้ถือหุ้นอย่างพวกเราคงได้เงินปันผลก้อนใหญ่แน่นอน”


เธอวางเป้าหมายให้ตัวเองว่า ปีนี้จะต้องมีเงินหนึ่งล้านแรกให้ได้ แต่ตอนนี้ดูท่าเธอจะตั้งเป้าหมายต่ำเกินไป


ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังดูแลสามงานหลัก หลานเฟิ่งหวง โรงแรมหนานไห่ และร้านวัสดุก่อสร้าง ในนี้หลานเฟิ่งหวงดูเป็นธุรกิจที่ไม่โดดเด่นสักเท่าไร ทว่ากระแสเงินสดที่ได้ในแต่ละเดือนนั้นมั่นคงมาก ถ้าขยายร้านได้ถึง5สาขา และบริหารงานให้ดีกว่านี้ อาศัยแค่การขายเสื้อผ้าของหลานเฟิ่งหวง ปีหนึ่งก็สามารถสร้างรายได้หลายแสนหรืออาจจะถึงหลักล้านเลยก็เป็นได้


โรงแรมหนานไห่นั้นไม่ต้องพูดถึง หลังจบโครงการเมื่อไรสามารถทำกำไรได้หลายแสนหยวนอย่างแน่นอน


ร้านวัสดุก่อสร้างไม่มีการปันผลในรอบครึ่งปีแรก แต่ครึ่งปีหลังร้านทั้งสองสาขาจะดำเนินกิจการอย่างเต็มที่ แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะถือหุ้นเพียง25% แต่ก็คงได้เงินมาไม่น้อยเช่นกัน


ตั้งแต่ปี1983 จนถึงปลายปี1985 คือระยะเวลาสองปีครึ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานใช้วางรากฐานชีวิตหลังเกิดใหม่


พอถึงปี1986 ก็คงถึงช่วงเวลาของการตักตวงกำไร... เซี่ยเสี่ยวหลานยกมือซับน้ำลายทิพย์ที่มุมปากเบาๆ


“พี่ไป๋ พี่บอกว่าร้านสาขาใหม่จะเปิดทำการวันที่1 สิงหาคมใช่หรือเปล่า ฉันว่าไม่ต้องรอนานขนาดนั้น ฉันจะโทรศัพท์เรียกคังเหว่ยมาที่เผิงเฉิง เรื่องหาเงินคงไม่มีใครคิดว่าเร็วเกินไปหรอก จริงไหมคะ”



ตอนที่ 916: ผู้จัดการร้านผู้ใสซื่อ



มหาเศรษฐีร้อยล้านยังต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงทุนที่ประเทศจีน ดังนั้นเรื่องหาเงินเข้ากระเป๋า ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเกินไป ขอแค่ทำเงินได้ย่อมไม่มีใครอิดออด


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเปิดร้านก่อนกำหนด ซึ่งตรงกับความต้องการของไป๋เจินจูพอดี


“อย่างนั้นก็ทำตามที่เธอว่า เรียกคังเหว่ยมาที่นี่เถอะ”


ตลาดใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้อันเจียวัสดุไม่ยึดครอง ก็คงมีคนอื่นหมายตาธุรกิจนี้อย่างแน่นอน แต่อาจเพราะเงินทุนหนาสู้อันเจียไม่ได้ หรือประเภทของวัสดุก่อสร้างไม่ครบครันเหมือนอันเจีย แต่ที่แน่ๆ พวกเขาคงกำลังช่วงชิงส่วนแบ่งในตลาดอย่างเต็มที่


หากเป็นโครงการใหญ่คงไม่สั่งสินค้าจากทางร้าน ความต้องการสินค้าปริมาณมากเช่นนั้นพวกเขามักจะสั่งกับโรงงานโดยตรงเสียมากกว่า


ธุรกิจที่ร้านวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ได้รับมาจากลูกค้าปลีกและลูกค้าระดับกลาง หรือไม่ก็เป็นแบบหย่วนฮุยที่รับงานใหญ่แล้วยังอยากอุดหนุนกิจการของอันเจียวัสดุ แต่จะมีลูกค้าที่สนิทสนมกับอันเจียวัสดุเหมือนหย่วนฮุยอีกสักกี่เจ้ากัน?


บางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ตลาดสินค้าขนาดเล็กมีร้านวัสดุก่อสร้างอยู่ด้วย


บางคนอาจจะรู้แล้วแต่ไม่อยากเดินทางไกล


หรือบางคนต้องการซื้อสินค้าจำนวนไม่มากเลยไม่อยากเดินทางให้วุ่นวาย


แต่อันเจียวัสดุพร้อมให้บริการกับคนเหล่านี้ พวกเขาต้องการดึงลูกค้าที่ไม่อยากเดินทางไปที่ตลาดสินค้าขนาดเล็ก และลูกค้าที่ไม่รู้จักร้านมาอยู่ในมือให้ได้


อันเจียวัสดุไม่ใช่แค่ต้องการยึดครองตลาดอย่างรวดเร็ว อีกทั้งร้านสาขาใหม่ยังต้องต่อสู้กับร้านสาขาแรกอีกด้วย


พนักงานจากร้านเก่าจะถูกส่งไปเป็นผู้จัดการร้านในสาขาใหม่


เมื่อได้เจอประธานเซี่ย ผู้ที่ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยครั้งแต่กลับเป็นเหมือนเสาหลักของร้าน ผู้จัดการร้านที่ถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาหมาดๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก


“ประธานเซี่ย ผมจะตั้งใจทำงานแน่นอนครับ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ


“แน่นอนอยู่แล้ว ยิ่งผลประกอบการของร้านใหม่มีจำนวนมากเท่าไร ผู้จัดการร้านอย่างเธอก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเธอต้องหาวิธีดึงลูกค้าให้มาใช้บริการร้านสาขาใหม่ของเรา จะพาลูกค้าเดิมจากร้านเก่ามาก็ได้ ทว่าไม่ควรจ้องแต่จะดึงคนจากร้านเก่าเท่านั้น เพราะถ้าเธอดึงเงินจากร้านเก่ามา1ล้านก็คงทำผลงานได้แค่1ล้านเท่านั้น ตลาดของเผิงเฉิงใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเธอออกไปหาลูกค้ารายใหม่ข้างนอกอาจจะได้ผลงานมากกว่า1ล้านหยวน! อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกเราจะตั้งเป้าอยู่ที่1ล้านหยวนเป็นการชั่วคราว ทว่าก่อนสรุปผลประกอบการปลายปี ถ้าเธอสามารถสร้างยอดขายให้กับร้านได้1ล้านหยวนขึ้นไป ทางร้านจะให้เงินโบนัสกับเธอจำนวน5,000หยวน ถือเป็นส่วนแบ่งยอดขายจำนวน0.5% ดังนั้นเธอต้องพยายามเข้าละ”


ผู้จัดการร้านสาขาใหม่ชื่อพานเหวยเลี่ยง ปีนี้เพิ่งอายุ23 และเขาก็ไม่ใช่พนักงานรุ่นแรกของร้านอันเจียวัสดุ


เขาคือคนที่ทำยอดขายได้มากที่สุดในร้านเก่า ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาชนะคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ผลงานที่โดดเด่น แต่รวมถึงประวัติความเป็นมาของเขาด้วย


พานเหวยเลี่ยงเพิ่งเข้าทำงานที่ร้านวัสดุหลังตรุษจีน เขาเป็นหลานชายของหัวหน้าฝ่ายของธนาคารสาขาในเผิงเฉิงที่หลิวหย่งเคยไปขอสินเชื่อ โดยหัวหน้าฝ่ายได้ขอร้องให้หลิวหย่งรับพานเหวยเลี่ยงเข้าทำงานด้วย หลิวหย่งเองก็ไม่อาจปฏิเสธคำร้องขอ ถึงได้ตัดสินใจส่งพานเหวยเลี่ยงมาทำงานที่ร้านอันเจียวัสดุ พานเหวยเลี่ยงมีคุณอาเป็นถึงหัวหน้าฝ่ายในธนาคาร แต่กลับต้องมาทำงานที่ร้านวัสดุก่อสร้างของเอกชน อย่างไรก็ตามหัวหน้าพานไม่ได้คาดหวังให้พานเหวยเลี่ยงหาเงินเก่ง เขาแค่อยากอบรมสั่งสอนพานเหวยเลี่ยงเท่านั้น


พานเหวยเลี่ยงไปทำงานที่ไหนก็เอาแต่เล่นสนุกไปวันๆ ก่อนหน้านี้หัวหน้าพานเคยยัดพานเหวยเลี่ยงเข้าทำงานในโรงงานต่างชาติ ทว่าพานเหวยเลี่ยงทำงานได้ไม่ถึงสามเดือนก็ถูกไล่ออก


พอมาทำงานที่ร้านวัสดุ พานเหวยเลี่ยงก็ยังคงทำตัวไม่เชื่อฟังเหมือนเดิม เขาคิดจะมาทำงานก็มา คิดจะหยุดก็หยุด นึกว่าร้านวัสดุจะเห็นแก่หน้าของอาตัวเอง ร้านเล็กๆมีหรือจะกล้าไล่เขาออกเหมือนโรงงานต่างชาติ?


แต่ไป๋เจินจูคือใคร พานเหวยเลี่ยงไม่มาทำงาน เธอก็ไม่เคยว่ากล่าวหรือตักเตือน


เมื่อถึงเวลาจ่ายเงินเดือน ทุกคนต่างได้รับส่วนแบ่งยอดขายกันหมด แต่ละคนได้รับเงินเดือนคนละหลายร้อยหยวน ไม่ได้น้อยไปกว่าตอนที่พานเหวยเลี่ยงทำงานให้โรงงานต่างชาติสักนิด


มีเพียงพานเหวยเลี่ยงที่ถูกไป๋เจินจูหักเงินเดือนจนไม่เหลือ


พานเหวยเลี่ยงตะลึงงัน เขาจึงไปหาไป๋เจินจูเพื่อขอเหตุผลที่เขาไม่ได้รับเงินเดือนเหมือนพนักงานคนอื่นๆ


ไป๋เจินจูเอาบันทึกการเข้างานให้หัวหน้าพานดู ทั้งยังถามเขาอีกว่าควรพาพานเหวยเลี่ยงกลับไปดีหรือไม่ เพราะร้านวัสดุก่อสร้างคงจ้างคนใหญ่คนโตแบบพานเหวยเลี่ยงไม่ไหว หรือไม่คงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของร้าน ต่อไปหัวหน้าพานไม่ต้องสนใจ ให้ร้านวัสดุเป็นคนดูแลก็พอ


หัวหน้าพานรู้สึกอับอายขายหน้ายิ่งนัก


แม้ว่าพานเหวยเลี่ยงจะร้องบอกว่าไม่อยากทำงาน หัวหน้าพานก็ไม่ได้สนใจเขาอีก


หัวหน้าพานยกให้ทางร้านวัสดุเป็นคนดูแลพานเหวยเลี่ยงอย่างเต็มที่ ก็เท่ากับอนุญาตให้ไป๋เจินจูเป็นคนจัดการเรื่องนี้


ไป๋เจินจูไม่ใช่คนยอมคน พานเหวยเลี่ยงอยากสู้ก็สู้ไม่ไหว ภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน นิสัยแย่ๆเหล่านั้นของเขาก็หายไปจนหมดสิ้น


เห็นไป๋เจินจูทีไร พานเหวยเลี่ยงทำตัวเหมือนหนูเจอแมว คิดแต่จะวิ่งหนีไปให้ไกล


ไป๋เจินจูไม่ปิดบังสายตาดูแคลนที่มีให้พานเหวยเลี่ยง


“เธอควรขอบคุณที่มีคุณอาที่ดี มิเช่นนั้นคนแบบเธอมาสมัครงานที่ร้านเรา ฉันคงไม่รับไว้แน่นอน”


ไป๋เจินจูเป็นผู้หญิงแต่นิสัยการทำงานของเธอเหมือนผู้ชายยิ่งนัก คำพูดที่เธอเอ่ยออกมานั้นทำให้พานเหวยเลี่ยงรู้สึกจุกในอก ก็แค่ทำงานสร้างยอดขายไม่ใช่หรืออย่างไร เมื่อก่อนเขาแค่ไม่อยากทำ ตอนนี้หากลองตั้งใจทำงานดู ความจริงเขามีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นมาก


เพราะคุณอาของเขาคือหัวหน้าพาน!


หัวหน้าฝ่ายสินเชื่อของธนาคารต้องไปมาหาสู่กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆนับไม่ถ้วน


เวลานี้เผิงเฉิงเต็มไปด้วยโครงการก่อสร้าง เมื่อหัวหน้าพานเห็นหลานชายกระตือรือร้นเช่นนี้จึงแนะนำลูกค้าให้กับเขา


ผลงานของพานเหวยเลี่ยงโดดเด่นกว่าใครก็เพราะเหตุนี้


ผ่านไปไม่ทันไรก็ต้องใช้สายตาใหม่มองพานเหวยเลี่ยง พานเหวยเลี่ยงสามารถสร้างผลงานในร้านได้ ขณะเดียวกันก็ถูกไป๋เจินจูดัดนิสัยจนเข็ดหลาบ พอไม่ถูกไป๋เจินจูต่อว่าเขากลับรู้สึกไม่ค่อยชินสักเท่าไร


หลังจากนั้นทางร้านต้องการคัดเลือกผู้จัดการคนใหม่ พานเหวยเลี่ยงจึงอยากลองดูสักตั้ง


การแข่งขันหลายรอบที่ผ่านมา คะแนนรวมของเขาสูงกว่าคนอื่นๆ


ไป๋เจินจูรู้สึกข้องใจยิ่งนัก จะให้เขาดูแลร้านใหม่จริงหรือ?


โชคดีที่เซี่ยเสี่ยวหลานอยู่เผิงเฉิงพอดี หลังจากเธอได้คุยกับพานเหวยเลี่ยงแล้วเธอก็พบจุดเด่นของเขา


เขาจะดูแลร้านวัสดุได้ดีหรือเปล่า?


คงจะเป็นเช่นนั้น ถึงอย่างไรร้านก็ไม่ได้คาดหวังให้พานเหวยเลี่ยงอยู่แต่ในร้าน หลังไป๋เจินจูกับเซี่ยเสี่ยวหลานปรึกษากันแล้วก็จัดการส่งพนักงานหญิงที่เป็นคนรอบคอบมารับตำแหน่งรองผู้จัดการร้านอีกคน โดยผู้จัดการร้านอย่างพานเหวยเลี่ยงสามารถออกไปหาลูกค้าข้างนอกได้อย่างสบายใจ ส่วนรองผู้จัดการร้านจะคอยดูแลและประสานงานภายในร้านเอง


คนแบบพานเหวยเลี่ยง พอได้ยินเซี่ยเสี่ยวหลานรับปากว่าหากปลายปีทำยอดขายทะลุ1ล้านจะแบ่งเงินให้เขา0.5% ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที


“ประธานเซี่ย ปลายปีเมื่อไรรอดูได้เลยครับ ผมสามารถทำยอดขายให้ทะลุ1ล้านหยวนได้อย่างแน่นอน!”


พานเหวยเลี่ยงตบอกแสดงออกถึงความมั่นใจ ทำยอดขายได้1ล้านจะได้โบนัส 5,000หยวน ถ้าได้2ล้านล่ะ เขาก็จะได้เงิน1หมื่นหยวนใช่หรือไม่?


อีกทั้งมันยังเป็นรายได้นอกเหนือจากเงินเดือนอีกด้วย


ประธานเซี่ยเลื่อนตำแหน่งให้เขา แถมยังคาดหวังในตัวเขาสูงเช่นนี้ เขาจะทำให้ประธานเซี่ยผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด!


ประธานเซี่ยทั้งสวยและอ่อนโยน ไม่เหมือนไป๋เจินจู ดุจนไม่มีความเป็นผู้หญิงหลงเหลือ ตอนพานเหวยเลี่ยงเพิ่งเข้ามาทำงานที่ร้าน เขานึกว่าไป๋เจินจูเป็นผู้ชายอยู่นานพอสมควร


คงไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าตลบผ้าห่มผู้ชายเพื่อปลุกจากที่นอนมิใช่หรือ?


หลังจัดการเรื่องพานเหวยเลี่ยงเสร็จ ไป๋เจินจูก็หัวเราะออกมา “เขาคนนี้ยังต้องฝึกอีกมากจริงๆ”


ถ้าไม่มีหัวหน้าพาน คนใสซื่ออย่างพานเหวยเลี่ยงจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร


เขานึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอ่อนโยนคุยด้วยง่ายจึงกล้าตกปากรับคำแต่โดยดี และไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นของประธานเซี่ย หารู้ไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่ได้ไร้พิษสงแบบที่เขาคิดเลยสักนิด ทั้งที่เธอไม่ค่อยโผล่มาที่ร้าน แต่ทำไมถึงยังรั้งตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่ของร้านได้อย่างทุกวันนี้กันเล่า?


ไป๋เจินจูอาจจะพึ่งพาทักษะวิชาการต่อสู้เพื่อกำราบคนอย่างพานเหวยเลี่ยง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นอาศัยสติปัญญาล้วนๆ


คนที่น่าสงสารที่สุดคือพานเหวยเลี่ยง เขารู้สึกว่าไป๋เจินจูทั้งโหดร้ายและน่ากลัว ต่างจากเซี่ยเสี่ยวหลานที่อ่อนโยนและเป็นกันเอง ทำให้เขาวาดภาพประธานเซี่ยอย่างเพ้อฝัน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย “พี่ไป๋ คิดในแง่ดีสิ พนักงานทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้อย่างไร!”


หลานชายหัวหน้าพานไม่ใช่คนชั่วร้ายหรือคดโกง


เขาแค่ไร้เดียงสาจนถึงขั้นซื่อบื้อ แม้เมื่อก่อนเขาจะขี้เกียจไปหน่อยก็จริง แต่ตอนนี้เธอกับไป๋เจินจูคนหนึ่งรับบทตัวร้าย อีกคนรับบทนางเอก ย่อมสามารถเปลี่ยนคนไร้ประโยชน์อย่างเขาให้กลายเป็นคนที่มีคุณค่าได้อย่างแน่นอน!



ตอนที่ 917: เส้ากวงหรงคืนหุ้น



เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะเปิดร้านสาขาก่อนกำหนด ดังนั้นเส้ากวงหรงจึงตามมาที่เผิงเฉิงด้วย


น่าแปลกที่เขากับคังเหว่ยไม่ได้มาพร้อมกัน เนื่องจากคังเหว่ยต้องไปที่มณฑลหมิ่นก่อนแล้วถึงตามมาภายหลัง


เส้ากวงหรงเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก


เขาประกาศกร้าวอย่างมั่นใจว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แต่สุดท้ายเพราะเขามัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังจนทำให้ไม่ได้เข้าร่วมการสอบเกาเข่าของปีนี้ เรื่องนี้เกิดจากนิสัยของเส้ากวงหรง และเป็นเพราะการคัดค้านของคนตระกูลเส้า ทั้งที่เขาสามารถเรียนระหว่างทำงานได้ แต่ถ้าลาออกเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย และต้องเรียนมหาวิทยาลัยอีกหลายปี ข้อได้เปรียบในตอนนี้ของเส้ากวงหรงก็จะหายไปทั้งหมด


ไม่มีใครรับประกันได้ว่า อีกหลายปีข้างหน้าตระกูลเส้าจะเป็นเช่นไร


ตอนนี้พวกเขาสามารถเป็นที่พึ่งด้านการงานให้เส้ากวงหรงได้ แต่อีกหลายปีข้างหน้าหากช่วยไม่ได้ขึ้นมา ก็เท่ากับว่าเส้ากวงหรงเรียนจบแล้วต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งไม่ใช่หรือ?


เวลาสี่ถึงห้าปีที่ใช้ไปกับการเรียนจะทำให้อนาคตของเส้ากวงหรงกลายเป็นแบบไหนกัน?!


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่สักนิด


“ฉันเคยบอกแล้วว่าปีนี้หัวชิงจะจัดตั้งสถาบันเพื่อการศึกษาต่อ หรือก็คือการสอบเกาเข่าสำหรับผู้ใหญ่ ระยะเวลาของหลักสูตรจะค่อนข้างสั้น ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องทิ้งงาน ไม่ว่าจะเรียนหลักสูตรไหนก็ไม่ขัดแย้งกับความใฝ่รู้ของเธอ”


บางคนเรียนหนังสือเพื่อหน้าที่การงาน ไม่มีอุดมการณ์หรือจุดยืนที่แน่ชัด สิ่งที่อาจารย์สอนก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจทั้งหมด


แต่บางคนเรียนหนังสือเพื่อตัวเอง นอกจากสิ่งที่อาจารย์สอนยังเรียนเรื่องนอกตำรา เรียนในสิ่งที่ตนสนใจอีกด้วย


การเรียนรู้ไร้ที่สิ้นสุด คนที่ได้วุฒิการศึกษาระดับประถมก็มีความสนใจและความถนัดเป็นของตัวเอง ดังนั้นสถานการณ์แบบเส้ากวงหรง หากเขาอยากพัฒนาตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องผ่านการสอบเกาเข่าเสมอไป


แม้จะเป็นการเรียนในสถาบันเพื่อการศึกษาต่อก็ตาม ขอเพียงเขาก้าวเข้าสู่ประตูของหัวชิงได้ เวลามีคำถามที่ไม่เข้าใจ อาจารย์ของหัวชิงมีหรือที่จะไม่อธิบายให้เขาฟัง เพียงเพราะเหตุผลที่ว่าเขาสอบเข้าผ่านการสอบของผู้ใหญ่


เส้ากวงหรงทะเลาะกับที่บ้านเพราะเรื่องนี้


เขาไม่มีหน้ามาสู้หน้าเซี่ยเสี่ยวหลานก็เพราะเขาเคยประกาศอย่างมั่นใจตั้งแต่แรก แต่สุดท้ายกลับไม่ได้ไปสอบ มันช่างน่าอับอายเหลือเกิน


ไม่ใช่แค่ตระกูลเส้าที่คัดค้าน ทว่าเส้ากวงหรงเองก็ไม่มั่นใจเช่นกัน


หลังจากเขาเรียนจบอาชีวศึกษาแล้วเขาก็เริ่มเข้าทำงานทันที เส้ากวงหรงอยู่ห่างจากหนังสือมานานหลายปี หนึ่งปีที่ผ่านมาแม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะให้สมุดบันทึกกับเขา แต่เขาก็ไม่มั่นใจว่าตนเองจะสอบผ่านจนสามารถเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างหัวชิงหรือจิงต้าได้


“พี่สะใภ้ ฉันจะเชื่อฟังเธอ เตรียมตัวสอบสำหรับการสอบเข้าของผู้ใหญ่ในเดือนตุลาคม”


หลังเห็นบัญชีของร้านวัสดุก่อสร้างตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเส้ากวงหรงก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจะแบ่งเงินปันผล หุ้น12%ของเส้ากวงหรงคงทำเงินได้ประมาณ5หมื่นหยวน แน่นอนว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้ถูกนำออกมาแบ่งปันผลด้วยเช่นกัน เพราะต้องใช้ลงทุนกับร้านใหม่ พอถึงปลายปีเมื่อไร หากนำกำไรครึ่งปีของทั้งสองร้านมารวมกัน การได้เงินปันผล5หมื่นหยวนหาใช่เรื่องยากแต่อย่างใด


แค่ร้านเก่าร้านเดียวยังทำเงินปันผลได้มากขนาดนี้ เพราะโรงแรมหนานไห่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างมูลค่า3ล้านหยวน ดังนั้นก่อนเดือนกรกฎาคมหย่วนฮุยได้สร้างผลประกอบการให้กับร้านเก่าเกือบ1ล้านหยวน ที่เหลืออีก2ล้านคือยอดขายที่ร้านเก่าจะได้รับในภายหลัง


ต่อให้คิดกำไรแค่15% ก็ทำเงินได้อีก3แสนหยวน


อีกทั้งภายในครึ่งปีหลัง ร้านวัสดุก่อสร้างคงไม่ได้รับแค่งานจากโครงการโรงแรมหนานไห่!


ทว่าร้านใหม่จะเป็นอย่างไร เหล่าผู้ถือหุ้นยังไม่มั่นใจนัก


เส้ากวงหรงรู้สึกเกรงใจ “ฉันไม่ได้ช่วยอะไรเลย โดยเฉพาะร้านใหม่ ถ้ายังถือหุ้น12% มันจะเหมาะสมหรือ”


เขากับคังเหว่ยไม่ได้ทุ่มเทให้กับร้านเหมือนไป๋เจินจู


และผลประกอบการของร้านส่วนใหญ่ก็เป็นเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งที่เป็นคนหามาได้


เส้ากวงหรงคิดว่าถ้าตนได้เงินปันผล12% มันคือการเอาเปรียบผู้อื่นอย่างชัดเจน


ประโยชน์ของเส้ากวงหรงถูกประเมินไว้สูงเกินไป ในขณะที่หลิวหย่งนั้นถูกประเมินต่ำเกินไป... ตอนนี้พอเส้ากวงหรงเป็นคนพูดออกมาเอง เซี่ยเสี่ยวหลานก็กลัวไป๋เจินจูจะติดใจเรื่องนี้เช่นกัน


“พี่ไป๋ เรื่องหุ้นเรามาปรึกษากันใหม่ดีไหม”


ตอนนี้ไป๋เจินจูกับเซี่ยเสี่ยวหลานถือหุ้นกันคนละ25%


เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานอยากบอกว่าให้คงไว้ตามเดิม แต่เส้ากวงหรงพูดออกมาเองเช่นนี้ ไป๋เจินจูก็คงอดหวั่นไหวไม่ได้แน่นอน


“ตอนนี้หุ้นของอาหลิวมีแค่18% ถ้าเสี่ยวเส้าอยากคืนหุ้นจริงส่วนหนึ่งก็ยกให้อาหลิวเถิด บริษัทตกแต่งภายในของอาหลิวสร้างผลประโยชน์ให้กับร้านอย่างไร ทุกคนก็เห็นๆกันอยู่”


งานที่หลิวหย่งช่วยหามาให้อันเจีย ไม่ใช่แค่ยอดสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างมูลค่า3ล้านหยวนในครั้งนี้เท่านั้น


แต่ยังมีงานอื่นๆของเขาด้วย ขอเพียงเป็นวัสดุก่อสร้างที่สามารถสั่งซื้อจากอันเจียวัสดุได้ หย่วนฮุยจะไม่ซื้อจากร้านอื่น


แม้หลิวหย่งไม่ได้ดูแลเรื่องภายในร้าน แต่ขอเพียงบริษัทตกแต่งภายในของเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ประโยชน์ของเขาก็จะมากขึ้นด้วยเช่นกัน


ตอนนี้สหายเส้ากวงหรงได้สิ่งที่เขาคาดหวังแล้ว


เงินปันผลของร้านวัสดุเกินกว่าที่เขาคาดไว้มาก


ทว่าอุดมการณ์ของเขาไม่ได้อยู่ที่เรื่องธุรกิจ ต่อไปเขาก็คงไม่ว่างมาดูแลกิจการของร้าน เงินทุนเขาก็ยืมมาจากคังเหว่ย ถ้ายังถือหุ้น12% ต่อก็คงจะเป็นการเอาเปรียบเกินไป


ไป๋เจินจูบอกให้ยกหุ้นให้กับหลิวหย่ง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงถามเส้ากวงหรงว่า “เธออยากคืนหุ้นเท่าไร”


“ฉันถือหุ้นไว้แค่4%ก็พอแล้ว ถ้ายังเยอะไปก็สามารถลดลงอีกได้...”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดขัด “ถ้าอย่างนั้นก็4% เธอคืนหุ้นมา8% ใครที่อยากถือหุ้นเพิ่มสามารถซื้อหุ้นตามมูลค่าของร้านวัสดุในตอนนี้ได้!”


เส้ากวงหรงอ้าปากค้าง


เขาบอกว่าจะคืนหุ้นก็คือการยกหุ้นให้คนอื่นแบ่งกัน และสาเหตุที่เขาคืนให้8% ก็เพราะผู้ถือหุ้นอีกสี่คนจะได้แบ่งกันอย่างเท่าเทียม


นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะบอกให้ทุกคนใช้เงินซื้อหุ้น?


ปัญหาคือตอนนี้ร้านวัสดุมีมูลค่าเท่าไร?


“ตั้งแต่เปิดกิจการมาจนถึงตอนนี้ ร้านวัสดุทำเงินไปได้เกือบ6แสนหยวน รวมกับต้นทุนอีก2แสนหยวน ตอนนี้ร้านของพวกเรามีมูลค่า8แสนหยวน ทุกคนมีความเห็นอะไรไหม”


วิธีการคิดคำนวณของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีใครคัดค้านสักคน


เซี่ยเสี่ยวหลานจึงพูดต่อ “หุ้น8% เท่ากับ64,000หยวน 1%คือ8,000หยวน เพราะฉะนั้นใครอยากได้หุ้นเพิ่มก็ซื้อหุ้นตามราคานี้จากเส้ากวงหรง”


ตอนนี้เส้ากวงหรงขายหุ้นได้เปอร์เซ็นต์ละ8,000หยวน


ทว่าพอถึงปลายปีเมื่อไร หุ้น1% ราคาคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวแน่นอน


ธุรกิจนี้เส้ากวงหรงไม่อาจปฏิเสธได้ ตอนนี้เขายินดีขายหุ้นส่วนใหญ่ออกไปเพื่อปกป้องมิตรภาพของทุกคน


ถ้าไม่ออกแรงเลยแต่ยังคงถือครองหุ้น12%อยู่ในมือ คังเหว่ยกับเส้ากวงหรงเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก ย่อมสามารถยอมให้กันได้ แต่ไป๋เจินจูเล่า? เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ใช่แม่พระ นานวันเข้าเธอก็คงรู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน


เส้ากวงหรงเป็นคนฉลาด นอกจากเวลาเมาแล้วปากสว่างไปหน่อย เรื่องนี้นับว่าเขาเป็นคนเชื่อถือได้


มิน่าเล่าให้ตายตระกูลเส้าก็ไม่อยากให้เขาลาออก นั่นก็เพราะเส้ากวงหรงเป็นคนรู้จักขอบเขตของตัวเองดี เขาเหมาะกับการทำงานในระบบราชการ!


หุ้น8%ของเส้ากวงหรง ไป๋เจินจูอยากให้หลิวหย่งซื้อไว้ทั้งหมด


ทว่าหลิวหย่งหัวเราะพลางโบกมือ


“ฉันซื้อเยอะขนาดนั้นไม่ได้หรอก เงินในมือฉันมีไม่มากพอ”


“อาหลิว พวกเราไม่กลัวอาติดเงินที่ร้านค่ะ อารับหุ้นไว้ก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินที่หลังก็ได้”


แต่ไม่ว่าไป๋เจินจูจะพูดอย่างไร หลิวหย่งก็ไม่ยอมซื้อหุ้นก้อนนี้ทั้งหมด สุดท้ายหุ้น8% ก็กลายเป็นของหลิวหย่งกับไป๋เจินจูคนละครึ่ง ปัจจุบันหลิวหย่งถือหุ้น22% ส่วนไป๋เจินจูถือหุ้น29% กลายเป็นผู้ถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดของร้าน


คังเหว่ยไม่เข้าใจสักนิด เขาจึงเดินไปถามเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นการส่วนตัว


“พี่สะใภ้ ทำไมเธอไม่ซื้อหุ้นล่ะ ถ้าเงินไม่พอฉันยังมีนะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “เธอคิดว่าฉันมีหุ้นแค่25% แล้วจะถูกไป๋เจินจูข่มเอาหรือ กลัวว่าอีกหน่อยฉันจะไม่มีอำนาจตัดสินใจในร้าน?”


คังเหว่ยเป็นห่วงเธอ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจว่าเธอกับลุงถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวน47% เช่นนั้นเธอกับหลิวหย่งคงต้องแตกหักกันก่อน ไป๋เจินจูถึงจะมีอำนาจมากที่สุดในร้าน


แค่ร้านวัสดุก่อสร้างร้านเดียวมีค่าให้เธอกับหลิวหย่งทะเลาะกันอย่างนั้นหรือ หุ้นแค่นี้น่าแย่งกันตรงไหน!



ตอนที่ 918: หยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน



เส้ากวงหรงต้องการคืนหุ้น ทุกคนต่างเห็นชอบโดยทั่วกัน


เพราะเส้ากวงหรงรู้จักประมาณตน หลังจากการขายหุ้นเขาจึงได้รับเงินมา64,000หยวน


เขายังติดเงินคังเหว่ยอยู่หมื่นกว่าหยวน ครั้งนี้เขาจึงคืนเงินทั้งหมดได้ในคราวเดียว เงินที่อยู่ในมือจึงเหลือ5หมื่นหยวน


พอคิดถึงเงินเดือนของตัวเองแล้ว เส้ากวงหรงก็สะท้อนใจยิ่งนัก


“ถ้าทำธุรกิจอิสระแล้วรวยขนาดนี้ คงมีคนยอมทิ้งชามข้าวเหล็กของตัวเองแน่นอน”


เส้ากวงหรงรู้ดีว่าไม่ใช่นักธุรกิจทุกคนที่จะรวยได้ บางคนก็หาเงินอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังมีคนที่ไร้พรสวรรค์ด้านธุรกิจอย่างเขาอยู่ด้วยเช่นกัน ที่เขาสามารถหาเงินได้เยอะขนาดนี้แบบสบายๆ เป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานชักชวนเขาเข้าร่วมธุรกิจทั้งสิ้น!


พอเส้ากวงหรงพูดจบ คังเหว่ยก็ชักอยากทิ้งชามข้าวเหล็กของตัวเองบ้างแล้วน่ะสิ


เขาบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า “พี่สะใภ้ ฉันอยากลาออก อยากตั้งใจทำงานที่เผิงเฉิง”


เซี่ยเสี่ยวหลานตกใจที่ได้ยินเช่นนั้น “นี่เป็นเรื่องใหญ่ เธอปรึกษากับที่บ้านหรือยัง”


งานของคังเหว่ยเป็นงานที่ใครหลายคนต่างรู้สึกอิจฉา งานสบายมีอิสระ แต่สวัสดิการนั้นดีมาก อยู่ในหน่วยงานที่พูดไปแล้วล้วนมีคนนับหน้าถือตา แน่นอนว่าด้วยวุฒิการศึกษาของคังเหว่ย ถ้าไม่มีอารองของเขา เขาไม่มีทางได้ทำงานนี้


เขามีอิสรเสรีในที่ทำงาน อยากลาหยุดเมื่อไรก็ไม่เคยมีใครขัดขวาง ไม่มีเหตุผลให้ต้องลาออกเลยจริงๆ


เซี่ยอวิ๋นคงห้ามคังเหว่ยไม่ได้ คำว่าปรึกษาของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงหมายถึงคังเหลียนหมิง


คังเหว่ยเข้าใจความหมายของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างดี “ฉันคุยกับอารองแล้วว่าอยากทำธุรกิจ ทำงานที่หน่วยงานไม่มีความหมายอะไร สู้สละที่ว่างให้คนอื่นดีกว่า อารองจึงบอกให้ฉันยื่นเรื่องขอหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนน่ะ”


หยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน?


เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว


การหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนคือมาตรการช่วงต้นยุค80 ที่ต้องการกระตุ้นและผลักดันระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ทางหน่วยงานสามารถอนุมัติให้เจ้าหน้าที่ออกไปทำธุรกิจอิสระได้ โดยการหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนนั้น ระหว่างลาหยุดจะไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เงินสนับสนุน หรือสวัสดิการอื่นๆ แม้ตำแหน่งงานจะยังคงเดิม แต่ไม่ใช่แค่เงินเดือนเท่านั้นที่จะไม่ได้รับ ทว่ารวมไปถึงสวัสดิการทั้งหมดจะถูกสั่งระงับการจ่ายทั้งสิ้น


อีกทั้งผู้ขอลาหยุดยังต้องจ่ายเงินประกันแรงงานให้กับหน่วยงานทุกเดือน ซึ่งคิดเป็น20%ของฐานเงินเดือน


สำหรับคังเหว่ย การจ่ายเงินค่าประกันแรงงานทุกเดือนเป็นเพียงเรื่องเล็ก ไม่ได้รับเงินสนับสนุนหรือสวัสดิการต่างๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการเงินของเขาแต่อย่างใด


แต่ถ้าคังเหว่ยนึกเปลี่ยนใจก็ยังสามารถกลับไปทำงานตามเดิมได้ ขอแค่ยังอยู่ในระยะเวลา ‘การหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน’ เขาสามารถกลับหน่วยงานได้ทุกเมื่อ


ตามหลักการ ‘การหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน’ มีกำหนดไม่เกินสองปี แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานบางแห่งไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น บางคนหลังเข้ามาทำธุรกิจก็อยู่ในสถานะของผู้หยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนมาโดยตลอด แต่ชื่อก็ยังคงอยู่ภายใต้สังกัดหน่วยงานเดิม


นี่ก็คือผลผลิตของช่วงเวลาพิเศษ เป็นข้อดีขององค์กรรัฐโดยเฉพาะ


ต่างจากธุรกิจข้ามชาติและกิจการเอกชนที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย นั่นก็คือพวกเขาไม่มีทางรับประกันตำแหน่งงานให้ใครได้ การหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ พวกเขาทำได้เพียงยื่นเรื่องลาออกเท่านั้น


สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังคิดถึงข้อดีของการหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน โดยเธอต้องยอมรับว่าขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ดจริงๆ


“ทำตามที่อารองคังบอกเถิด นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว”


นี่ไม่ใช่ความเห็นของคังเหลียนหมิงแค่คนเดียว แต่คงเป็นความเห็นของคนตระกูลคังทั้งหมด เพียงแต่พวกเขาให้คังเหลียนหมิงเป็นคนออกหน้า เรื่องคังเหว่ยเลือกทำธุรกิจ สำหรับตระกูลคังนั้นถือเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก ทายาทของตระกูลอยากเจริญก้าวหน้าย่อมมีทางเลือกอยู่สามทาง หนึ่งคือเลือกแบบโจวเฉิง สองคือเลือกแบบเส้ากวงหรง และอย่างสุดท้ายก็คือการเลือกทำงานในบริษัทเอกชน


อย่างไรก็ตามคังเหว่ยไม่เลือกทั้งสามทาง เขาเลือกที่จะทำธุรกิจของตัวเอง การปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินมา6ปีแล้ว อนาคตของประเทศจีนจะเดินไปทางไหน อย่าว่าแต่ตระกูลคังเลย ทั้งประเทศคงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถคาดเดาได้


ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นรู้อนาคต แต่สิ่งที่เธอพอคาดการณ์ได้ก็มีแค่เศรษฐกิจในภาพรวมเท่านั้น


คังเหว่ยจะทำธุรกิจได้ดีหรือไม่ เซี่ยเสี่ยวหลานจะรับประกันได้อย่างไร


ทว่าเมื่อคิดได้ว่าคังเหว่ยเองก็ซื้อบ้านที่ปักกิ่งไว้หลายหลังเช่นเดียวกับโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกว่าต่อให้เขาทำธุรกิจแย่แค่ไหนก็คงไม่อดตาย จะหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือนหรือลาออกก็ได้ทั้งนั้น แต่ทางเลือกแรกเป็นทางเลือกที่ทำให้คนตระกูลคังรู้สึกสบายใจ เช่นนั้นก็ควรเลือกทางนี้


หลังคังเหว่ยถามความเห็นของเซี่ยเสี่ยวหลานก็เลิกยืนกรานเรื่องขอลาออก


“ไว้ฉันกลับปักกิ่งแล้วจะไปทำเรื่องขอหยุดงานแบบไม่รับเงินเดือน จากนั้นฉันจะย้ายมาอยู่ที่เผิงเฉิงระยะยาว”


เซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ย “เธอเสียสละมากจริงๆ ต้องออกจากสังคมที่คุ้นเคยเช่นนี้”


คังเหว่ยหัวเราะ “พี่สะใภ้ เธอนึกว่าสังคมของพวกฉันไม่มีการแข่งขันอย่างนั้นหรือ อย่างพี่เฉิงจื่อเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของทุกคน รองลงมาก็คือเส้ากวงหรงที่ดูไปได้สวย คนอย่างฉันไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง เดิมทีได้แต่ยืนอยู่สุดชายขอบ แต่เป็นพี่เฉิงจื่อที่คอยช่วยฉุดฉันขึ้นมา คนอื่นถึงไม่กล้าผลักไสฉันออกไป ต้องออกจากวงสังคมหรือเปล่า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าตัวอยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่มีความสามารถหรือเปล่าต่างหาก”


คังเหว่ยพูดเปิดอก


พวกทายาทข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แข่งขันกันอย่างไรน่ะหรือ นอกจากแข่งเรื่องพ่อใครใหญ่กว่า ก็คือการแข่งความสามารถส่วนบุคคล


คนที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีความสำคัญในครอบครัว ต่อให้ครอบครัวจะมีอำนาจมากแค่ไหน ก็โอ้อวดได้กับแค่กับคนนอกเท่านั้น


โจวเฉิงไม่อยู่ที่ปักกิ่งแล้วอย่างไร?


ขอเพียงตระกูลโจวยังไม่ล้ม และตัวเขาเก่งมากพอ หากปรากฏตัวในวงเพื่อนเมื่อไรเขาก็จะกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจทันที!


แต่ถ้าคังเหว่ยเอาแต่ใช้ชีวิตไปวันๆเหมือนเมื่อก่อน ได้กินข้าวเที่ยวเล่นกับเพื่อนทุกวันก็ไม่มีประโยชน์ เวลาเกิดเรื่องใหญ่เขาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ช่วยเหลือใครก็ไม่ได้ ไม่มีใครให้ความสำคัญกับเขาทั้งนั้น!


แน่นอนว่าคังเหว่ยคิดได้นานแล้ว งานที่ทั้งสบายและมีหน้ามีตามันเป็นแค่เปลือกนอกเท่านั้น ถ้าอยากให้คนอื่นเคารพตัวเองก็ต้องมีความสามารถเสียก่อน


สำหรับเขา เขาไม่อยากอยู่ในระบบราชการ เช่นนั้นก็เหลือแค่ทางเลือกเดียวคือการทำธุรกิจไม่ใช่หรือ


ถ้าใครหัวเราะเยาะที่เขาเป็นพ่อค้าก็ควักเงินในกระเป๋าออกมาแข่งกัน เขาสามารถซื้อทั้งรถซื้อทั้งบ้านได้ ในขณะที่บางคนยังใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่เลย ตกลงใครน่าอายกว่ากัน?


คังเหว่ยคิดได้เช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่พูดมากอีก


พอคังเหว่ยพูดถึงโจวเฉิง เขาจึงอยากลองถามหยั่งเชิงเซี่ยเสี่ยวหลาน เนื่องจากเขาแอบร้อนใจแทนโจวเฉิงอยู่ลึกๆ


“พี่สะใภ้ เธอไม่สนพี่เฉิงจื่อแล้วจริงหรือ ความจริงหลังพวกเราไปที่สือเจียจวง พี่เฉิงจื่อก็คิดทบทวนตัวเองตลอด เขาไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์บ้านให้เว่ยเจวียนหง และตอนนี้ตระกูลสือก็ย้ายไปอยู่ในบ้านพักของโรงงานบุหรี่แล้ว”


คังเหว่ยเล่าสถานการณ์ของตระกูลสือในปัจจุบันให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟัง


เว่ยเจวียนหงได้เปลี่ยนงานตามใจหวัง แต่ถ้าทำต่อไม่ไหว จากท่าทีของโจวเฉิงในตอนนี้เขาคงไม่สนใจอีกแล้ว


คังเหว่ยครุ่นคิด เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงทำสงครามเย็นกันแบบนี้ คนที่เป็นคนกลางอย่างเขาย่อมรู้สึกอึดอัดไม่น้อย


เซี่ยเสี่ยวหลานใช่ว่าจะไม่หวั่นไหวเลยสักนิด เธอหยุดคิดก่อนเอ่ย “วันที่20 เดือนนี้ฉันต้องไปร่วมงานสัมมนาที่เจียงเฉิง หลังจบงานสัมมนาฉันจะไปคุยกับโจวเฉิงเอง”


คังเหว่ยคงช่วยโจวเฉิงได้เท่านี้


หลังจากนั้นเขาก็เริ่มกลุ้มใจขึ้นมาอีกครั้ง หากหยุดงานมาทำธุรกิจที่เผิงเฉิง เขาเพิ่งได้เป็นเพื่อนกับซ่านอวี๋จวิน... ยังไม่ทันได้เป็นแฟนกันเลย ต่อจากนี้เขาควรทำอย่างไรดี? หรือต้องกลายเป็นเพื่อนทางจดหมายกับเธอ?!


หลิวหย่งเข้ามาขัดบทสนทนาของทั้งคู่


“เสี่ยวหลาน มีโทรศัพท์ของหลาน สายจากเลขาเผิงน่ะ”



ตอนที่ 919: โจมตีจิตใจ



เลขาเผิงโทรมารึ?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนิทกับเลขาเผิง ปกติเธอมักจะคุยกับเสี่ยวหวังมากกว่า เนื่องจากเลขาเผิงเป็นคนเย็นชาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ


เขาระแวงเธอ แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนความรู้สึกช้า ดังนั้นเธอย่อมรับรู้ได้


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่เคยอยากประจบเอาใจเลขาเผิงเช่นกัน การเกาะขาผู้อื่นต้องมีหลักการ และการเกาะขาทังหงเอินไม่จำเป็นต้องรู้สึกลังเล ถึงอย่างไรเลขาเผิงก็เป็นหนึ่งในคนที่เกาะขาทังหงเอินเช่นกัน โชคดีที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ทำงานในระบบราชการ มิเช่นนั้นคงกลายเป็นคู่แข่งของเลขาเผิงอย่างแน่นอน


สถานการณ์ตอนนี้คือ ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกล อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็พอ


เลขาเผิงไม่มีทางนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากติดต่อมาเองเด็ดขาด ที่เขาโทรหาเซี่ยเสี่ยวหลานคงเป็นเพราะทังหงเอินสั่งมาสินะ


“หัวหน้าบอกว่าเขาจะไปหยางเฉิง ถามคุณว่าอยากไปด้วยไหมครับ”


คำพูดนี้ไม่มีการเกริ่นนำแต่อย่างใด ทำไมถึงเรียกเธอไปหยางเฉิงด้วยเล่า


เซี่ยเสี่ยวหลานปิดหูโทรศัพท์ก่อนจะถามหลิวหย่ง “ลุงคะ วันนี้วันที่เท่าไรหรือคะ”


หลิวหย่งชะงัก ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยมั่นใจว่า “วันที่16 กรกฎาคม?”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ว่างจนลืมเวลา แต่เพราะเธองานยุ่งมากจริงๆ ทั้งต้องวิ่งดูงานที่ร้านวัสดุก่อสร้างกับไซต์งานก่อสร้างที่โรงแรมหนานไห่ แค่ลืมตาตื่นก็มีงานที่ต้องทำไม่หยุดหย่อน ไม่ต้องสนใจว่าวันนี้คือวันที่เท่าไร ขอแค่มีเวลา ไม่ว่างานอะไรก็ต้องลงมือทำ!


วันที่16!


มันคือวันที่แม่เธอต้องเดินทางมารับสินค้าที่หยางเฉิงมิใช่หรือ


ครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานมาเผิงเฉิง เธอยังไม่มีโอกาสได้เจอทังหงเอินเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง เพราะไม่ใช่แค่เธอที่งานยุ่ง ทังหงเอินเองก็งานยุ่งมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้เทศบาลเมืองได้จัดงานเชิญชวนนักลงทุน คนนอกอาจจะเห็นเป็นงานครึกครื้นธรรมดาทั่วไป แต่ไม่รู้ว่าทางรัฐบาลท้องถิ่นต้องการดึงเงินลงทุนให้ได้เท่าไรถึงจะบรรลุเป้าหมาย เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ตัวเลขที่แน่ชัด ทว่าพอเดาได้ว่าคงเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว


หลังจบงานเลี้ยง ทังหงเอินควรงานยุ่งยิ่งกว่าเดิมสิถึงจะถูก


อย่างน้อยก็ควรเหนี่ยวรั้งแฮร์รอดส์ที่อยากลงทุนไว้ให้ได้ แต่เวลาแบบนี้เขากลับยังเป็นห่วงเรื่องแม่ของเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานยอมใจเขาจริงๆ!


เธอจะบอกว่าทังหงเอินไม่สนใจงานหนักก็คงไม่ได้ ต้องบอกว่าคนเขายินดีเจียดเวลามาพัฒนาความสัมพันธ์กับแม่ของเธอ... สำหรับความโรแมนติกภายใต้ภาพลักษณ์เข้มงวดจริงใจของทังหงเอินนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้นานแล้ว


อย่างเช่นตอนตรุษจีนที่เขาให้เกียรติตระกูลหลิวมาก ยอมลงทุนเดินทางไกลมาเพื่อหนุนหลังตระกูลหลิวถึงอันชิ่ง


นายกเทศมนตรีทังทำเรื่องแบบนี้ พูดออกไปใครเล่าจะเชื่อ?


“ขอบคุณค่ะเลขาเผิง คุณอาทังชวนแบบนี้ฉันต้องไปอยู่แล้วค่ะ”


นายกทังรู้หรือไม่ว่าเขามี ‘ศัตรูหัวใจ’ อยู่ที่ปักกิ่ง?


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่า ครั้งก่อนๆ ที่แม่ของเธอมาหยางเฉิงและเจอกับนายกทังก็คงไม่พูดถึงผู้กำกับหม่าอย่างแน่นอน


ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าเขายังไม่รู้สินะ


หลังเซี่ยเสี่ยวหลานนัดเวลากับเลขาเผิงเสร็จก็วางสาย


ที่เธออยากไปหยางเฉิงไม่ใช่เพราะจะไปเป็นก้างขวางคอ แต่ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เซี่ยเสี่ยวหลานเอาแต่คิดเรื่องแฮร์รอดส์ ว่าเขาจะใช้พื้นที่แถบเซียงมี่หูทำอะไรกันแน่ เมื่อจี้เจียงหยวนไม่ได้ติดต่อมา เธอจึงอยากไปถามทังหงเอินโดยตรง


“ลุงคะ ฉันจะไปหยางเฉิง พอดีว่าแม่มาแล้วค่ะ ฉันจะไปถามแม่ว่าอยากมาเผิงเฉิงไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานเดาว่าคงไม่ค่อยมีหวังสักเท่าไร เพราะหลิวเฟินคงรีบกลับไปดูแลร้านอย่างแน่นอน


หลี่เฟิ่งเหมยดูแลร้านแค่แห่งเดียวก็เป็นห่วงจะแย่ เที่ยวเซียงมี่หูเสร็จก็อยู่ต่อแค่สองวันก่อนจะทิ้งลูกชายกลับซางตูไป แล้วหลิวเฟินที่ตอนนี้ต้องดูแลสองร้าน แถมยังต้องช่วยงานที่Luna เธอจะสามารถทิ้งธุรกิจที่ปักกิ่งได้อย่างไร


และเพราะหลิวเฟินรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานขอสินเชื่อไปเจ็ดแสนหยวน ดังนั้นเงินสดในมือคงใกล้หมดแล้ว เงินทุนซื้อของเข้าร้านสาขาหอกลองก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ หลิวเฟินจึงยิ่งอยากทำให้ร้านที่ซีตันกับซิ่วสุ่ยทำกำไรให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของเซี่ยเสี่ยวหลาน


หลิวเฟินพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากเมื่อก่อนที่แค่ช่วยขายกากน้ำมัน จนรู้จักทำบัญชีรายรับรายจ่ายของร้านเสื้อผ้า กระทั่งตอนนี้เธอสามารถดูแลร้านเสื้อผ้าสามร้านได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว


เธอไม่ใช่แค่ผู้ช่วยมือฉมังของเซี่ยเสี่ยวหลานอีกต่อไป แต่เธอยังสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ใช้เงินที่หาได้จากร้านเสื้อผ้ามาเป็น ‘เชื้อเพลิงสร้างเงินสด’ ให้กับธุรกิจของเซี่ยเสี่ยวหลานได้ คงมีแต่แม่บังเกิดเกล้าที่ยอมช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างไม่กลัวความยากลำบากเช่นนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดเรื่องนี้ตอนนั่งอยู่บนรถของทังหงเอิน เธอดูมีอาการใจลอย หลังทักทายว่า ‘คุณอาทัง’ ก็ไม่ได้สืบข้อมูลเรื่องแฮร์รอดส์จากทังหงเอินอย่างที่ตั้งใจไว้


“เด็กคนนี้ ทำงานที่เผิงเฉิงเหนื่อยเกินไปหรือเปล่า”


ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักนิด หากรู้ว่าอย่างนี้เขาคงไม่ชวนเธอไปหยางเฉิงด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานได้สติขึ้นมา “ฉันไม่เหนื่อยค่ะ แค่กำลังคิดถึงแม่ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องช่วยฉัน แม่คงไม่ต้องขึ้นเหนือลงใต้จนลำบากขนาดนี้”


ทังหงเอินพยักหน้ารับ “แม่เธอลำบากมากจริงๆ พ่อแม่ทุ่มเทให้ลูกได้มากกว่าสิ่งที่ลูกจะสามารถตอบแทนได้ในอนาคต โดยเฉพาะหลังเธอแต่งงาน มีสามีของตัวเอง มีลูกหลาน ไหนจะเรื่องธุรกิจอีก เวลาที่แบ่งให้แม่อาจจะน้อยกว่าหนึ่งในสิบของเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เธอมีด้วยซ้ำ”


ตั้งแต่เป็นทารกจนกระทั่งเดินได้ มาจนถึงวัยรุ่นจนถึงแต่งงานมีครอบครัว... พ่อแม่ย่อมเป็นห่วงลูกไปจนวันตาย


ตรงกันข้าม หลังลูกเติบโตแล้วความสนใจทั้งหมดก็จะถูกทุ่มเทให้กับครอบครัวของตัวเอง ความห่วงใยที่มีให้พ่อแม่ห่างไกลจากความห่วงใยที่มีให้กับทายาทของตัวเองหลายเท่า


เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจดี พวกเธอสองแม่ลูกยิ่งไม่เหมือนกับครอบครัวอื่น เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีพี่น้อง หลิวเฟินจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจให้เซี่ยเสี่ยวหลานทั้งหมด อีกทั้งหลังหย่ากับเซี่ยต้าจวิน หลิวเฟินก็อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด


สมแล้วที่ทังหงเอินเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ทันไรเขาก็ดูออกถึงความกังวลของเซี่ยเสี่ยวหลาน


เธอเดินทางไปที่ไหนก็พาแม่ไปที่นั่น แต่อนาคตถ้าเธอแต่งงานแล้ว เธอยังจะเห็นหลิวเฟินสำคัญเป็นอันดับแรกอยู่หรือเปล่า


เธอจะละเลยหลิวเฟินหรือไม่ ความห่วงใยที่มีให้หลิวเฟิน อย่างไรก็แตกต่างจากความห่วงใยที่มีให้คู่ชีวิต


เซี่ยเสี่ยวหลานปรายตามองทังหงเอิน นายกเทศมนตรีช่างร้ายกาจยิ่งนัก โจมตีจุดอ่อนในใจของเธออย่างคล่องแคล่ว แค่ไม่กี่ประโยคก็สามารถทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกหวั่นไหว นับประสาอะไรกับแม่ของเธอ?


นี่คือความเหนือชั้น แม้จะอยู่คนละที่กับแม่ของเธอ และต่อให้ผู้กำกับหม่าเดินไปเดินมาที่ซีตันทั้งวัน ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของผู้ชายคนนี้ได้


“อาทัง กับจี้เจียงหยวนอาก็คงทำเช่นเดียวกันสินะคะ เขาถูกชาวต่างชาติพามาที่เผิงเฉิง แม้อาจะรู้ว่าชาวต่างชาติใช้ประโยชน์จากเขาแต่ก็ไม่รู้สึกโกรธ เพราะไม่อยากหักหน้าลูกชายสินะคะ”


ทังหงเอินย่อมแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ แต่ถ้าไม่ให้ความสนิทสนมกับลูกชายเลย ต่อให้จี้เจียงหยวนเข้าอกเข้าใจก็คงรู้สึกแย่อยู่ดี


ทังหงเอินรู้สึกว่าคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานน่าสนใจยิ่งนัก เพราะเธอเหมือนไม่ได้อยากเอาชนะเขา


“เธอสนใจการลงทุนที่เผิงเฉิงของแฮร์รอดส์หรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับอย่างเปิดเผย “ฉันสนใจทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเงินค่ะ แฮร์รอดส์ วิลสันเป็นคุณอาของจอร์จ ถ้าเขาอยากลงทุนในเผิงเฉิง ทำไมเราต้องปล่อยให้เขากลายเป็นผู้ช่วยของจอร์จกับจี้หย่าด้วยล่ะคะ สู้ดึงมาเป็นพวกเดียวกับเราดีกว่าไหมคะ เขาสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของเผิงเฉิงได้ และจอร์จกับจี้หย่าก็จะไม่สามารถใช้แฮร์รอดส์เป็นเครื่องมือได้”


แน่นอนว่าคงไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานที่ต้องไปดึงตัวเขามา


ตอนนี้เงินทุนของเธอยังขาดอีกมาก อีกทั้งเธอก็อยู่คนละระดับกับแฮร์รอดส์ แล้วเธอจะดึงเขามาเป็นพวกได้อย่างไร


แต่ในฐานะนายกเทศมนตรีเผิงเฉิง ทังหงเอินสามารถทำงานนี้ได้อย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากให้แฮร์รอดส์กลายเป็นอาวุธที่ถูกใช้ทำร้ายทังหงเอิน


ผลลัพธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายคือ การลงทุนของแฮร์รอดส์ในเผิงเฉิงนั้นไว้ใจได้ หากเป็นเช่นนั้นอีกฝ่ายก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่น และสามารถทำกำไรได้จากเผิงเฉิง ส่วนทางเผิงเฉิงก็จะได้ประโยชน์จากการลงทุนของแฮร์รอดส์ แน่นอนว่าคนที่รับผิดชอบการลงทุนครั้งนี้อย่างทังหงเอินก็จะสร้างผลงานได้ด้วยเช่นกัน


“ถึงเธอไม่พูด ฉันก็ไม่มีทางขัดขวางแฮร์รอดส์แค่เพราะเขาเป็นญาติกับจอร์จหรอกนะ ความแค้นส่วนตัวไม่ควรส่งผลต่อการลงทุนลักษณะนี้ แต่เธอไม่ได้เพ้อฝัน โครงการของแฮร์รอดส์ในเผิงเฉิง ไม่แน่ว่าเธออาจมีโอกาสได้เข้าร่วมจริงๆ”



ตอนที่ 920: ตัวช่วยที่ผ่านเกณฑ์



ทังหงเอินพูดจนเซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มรู้สึกคันยุบยิบในใจ


แต่พอมาถึงหยางเฉิงแล้ว ทังหงเอินก็ไม่ยอมพูดมากไปกว่านี้


“เรื่องนี้เธอคุยกับเลขาเผิงได้ การประสานงานระหว่างแฮร์รอดส์กับเทศบาลเมือง เลขาเผิงเป็นคนติดตามความคืบหน้า”


คุยกับเลขาเผิง?


เลขาเผิงนั่งอยู่ข้างคนขับ เขาพยายามส่งรอยยิ้มเป็นมิตรมาให้เซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเต็มที่


น่าแปลก นายกทังมาหยางเฉิงเช่นนี้ ทำไมเลขาเผิงถึงตามมาด้วย


ปกติสถานการณ์แบบนี้เลขาเผิงมักจะอยู่ที่เผิงเฉิง คอยเฝ้าระวังป้อมปราการใหญ่ จัดการเรื่องเร่งด่วนไม่ใช่หรือ เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าเลขาเผิงดูแปลกไป ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เลขาเผิงปฏิบัติตัวกับเธอไม่เหมือนเดิมแบบนี้


เห็นได้ชัดที่สุดคือตอนงานเลี้ยง เขาเรียกลุงของเธอด้วยสรรพนามที่เปลี่ยนไป รวมถึงตอนนี้ก็ด้วยเช่นกัน


เลขาเผิงเป็นคนที่ทังหงเอินให้ความไว้วางใจมาก อย่าว่าแต่ตอนนี้ที่เรื่องของแม่เธอกับทังหงเอินยังไม่แน่นอน ต่อให้พวกเขาคบกันแล้วจริงๆ ด้วยนิสัยของทังหงเอินก็คงไม่มีทางเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ดังนั้นตำแหน่งของเลขาเผิงไม่มีทางเปลี่ยนแปลงไปอย่างเด็ดขาด ถ้าทังหงเอินคือราชา เลขาเผิงก็เปรียบเสมือนขุนนางคนสนิท แล้วทำไมจู่ๆเขาถึงเป็นมิตรกับเธอขึ้นมาแบบนี้เล่า


เซี่ยเสี่ยวหลานพอจะเดาเหตุผลได้ แต่ยังไม่อยากพูดถึง


เมื่อเจอกับแม่ที่สถานีรถไฟ เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้ถึงความเจ้าเล่ห์ของนายกทังได้ทันที หากหลิวเฟินเจอกับนายกทังตามลำพัง เธอย่อมเว้นระยะห่าง แต่ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ด้วย หลิวเฟินคงทำตัวเย็นชากับเขาไม่ได้


“เสี่ยวหลาน!”


หลิวเฟินทักทายทังหงเอินด้วยเช่นกัน แต่ความสนใจของเธออยู่ที่ตัวเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งหมด


“ลูกมาเผิงเฉิงได้แค่ครึ่งเดือน ทำไมตากแดดจนดำคล้ำขนาดนี้เล่า”


ไปที่ไซต์ก่อสร้างทุกวันไม่อยากผิวคล้ำก็คงยาก เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนผิวขาวมาก แม้จะคล้ำขึ้นสองระดับก็ยังมีสีผิวเหมือนคนทั่วไป เธอรู้ว่าแสงแดดเป็นตัวการปัญหาผิวที่ร้ายกาจที่สุดจึงพยายามทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ แต่รังสีอัลตร้าไวโอเลตของเผิงเฉิงนั้นรุนแรงเหลือเกิน ถึงจะทาครีมกันแดดหรือใช้อุปกรณ์ป้องกันแดดอื่นๆก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงได้


สิ่งที่หลิวเฟินเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องสีผิว แต่การที่ลูกสาวผิวคล้ำขึ้นเร็วขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่างานที่เผิงเฉิงนั้นลำบากมาก


“แม่ ฉันไม่เป็นไรค่ะ หลายวันก่อนยุ่งเรื่องงานตกแต่งภายในกับลุงเท่านั้นเอง สองวันนี้งานไม่ค่อยยุ่งแล้วเลยมารับแม่อย่างไรล่ะคะ แต่ลุงไม่ว่าง ฉันเลยติดรถคุณอาทังมาค่ะ”


“คุณทัง รบกวนคุณแล้วจริงๆ...”


หลิวเฟินอยากบอกว่า ความจริงทุกครั้งที่เธอมาหยางเฉิง ทังหงเอินไม่จำเป็นต้องมารับทุกรอบก็ได้


ทังหงเอินเงียบไปชั่วครู่ “ไม่รบกวนหรอก เสี่ยวหลาน เมื่อครู่เธอบอกว่าอยากถามเรื่องการลงทุนกับเลขาเผิงมิใช่หรือ ตอนนี้เลขาเผิงยังว่าง รีบคุยเรื่องสำคัญเสียสิ แม่ของเธอต้องไปเปลี่ยนสินค้าที่ตลาดค้าส่ง เดี๋ยวฉันจะไปเป็นเพื่อนแม่เธอเอง”


เซี่ยเสี่ยวหลานอดอ้าปากค้างเล็กน้อยไม่ได้


เวลาทังหงเอินโกหก ตาเขาไม่กะพริบเลยสักนิด


ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?


เรียกเธอมาหยางเฉิงเพื่อเป็นตัวช่วยทำให้แม่ของเธอลดเกราะกำบังลงนี่เอง


ตอนนี้พอเจอกันแล้ว เธอจึงกลายเป็นตัวเกะกะขวางทาง และเขากำลังไล่เธอไปอย่างเปิดเผยสินะ


เริ่มจากเตือนเธอว่าอีกหน่อยเธอจะมีเวลาให้หลิวเฟินน้อยลง จากนั้นก็พูดเรื่องการลงทุนของแฮร์รอดส์ที่เผิงเฉิงเพื่อกระตุ้นความสนใจของเธอ


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากส่งสติกเกอร์คำว่า ‘นับถือใจท่าน’ ให้นายกทังจริงๆ


สายตาของหลิวเฟินเจือไปด้วยความสงสัย เซี่ยเสี่ยวหลานแสร้งทำเป็นชะงักเล็กน้อย


“ฉันมีเรื่องอยากขอคำแนะนำจากเลขาเผิงจริงๆค่ะแม่...”


แน่นอนว่าหลิวเฟินเห็นลูกสาวสำคัญเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว


อีกทั้งทังหงเอินยังบอกว่าอยากตามไปเปลี่ยนสินค้าด้วย ถนนกว้างใหญ่ขนาดนั้น แล้วหลิวเฟินจะห้ามเขาไม่ให้ตามไปด้วยได้อย่างไร


เสี่ยวหวังทำงานอย่างรวดเร็ว เขาขนเสื้อผ้าที่หลิวเฟินพกติดตัวมาเปลี่ยนแบบขึ้นรถทันที


รถถูกขับออกไปแล้ว ทิ้งเซี่ยเสี่ยวหลานยืนตากแดดอยู่ที่เดิมอย่างหงอยเหงา ในขณะที่เลขาเผิงได้แต่ยืนหนีบกระเป๋าเอกสาร เขาเองก็คือหนึ่งในผู้ถูกทอดทิ้ง ไม่รู้ทำไมเขาถึงยิ้มออกมาในสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้ได้


“เราไปหาที่คุยรายละเอียดกันดีไหมครับ”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยทังหงเอินก็ไม่ได้โกหก เพราะเลขาเผิงนั้นรู้เป้าหมายการลงทุนของแฮร์รอดส์จริง


ทั้งคู่มายังบ้านพักรับรองที่หลิวเฟินเข้าพักอยู่เป็นประจำ โดยพวกเขานั่งคุยกันที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง หลังนั่งลงเลขาเผิงก็เอ่ยเข้าประเด็นทันทีว่า


“คุณแฮร์รอดส์อยากได้ที่ดินด้านข้างเซียงมี่หู โดยรายละเอียดโครงการที่เขาส่งมาให้เทศบาลเมืองระบุว่าอยากสร้างสนามกอล์ฟครับ เขาบอกว่ามันจะช่วยสนับสนุนธุรกิจของหมู่บ้านพักตากอากาศได้เป็นอย่างดี แม้จะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแต่ก็สามารถช่วยสนับสนุนกันและกันได้ เขาคิดว่าระบบสันทนาการของเซียงมี่หูตอนนี้เน้นตลาดระดับกลาง ดังนั้นถ้าเผิงเฉิงอยากสร้างเมืองท่องเที่ยวจริงๆ อาศัยแค่เซียงมี่หูเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เนื่องจากพวกเรายังขาดแหล่งบันเทิงชั้นสูง หากโครงการนี้ผ่านการอนุมัติจะกลายเป็นผลงานชิ้นเอกของหัวหน้าขณะดำรงตำแหน่งนี้ครับ”


แฮร์รอดส์ไม่เปิดโรงงาน


ไม่สร้างที่อยู่อาศัย


แต่จะสร้างสนามกอล์ฟ?


แฮร์รอดส์ช่างกล้าคิดจริงๆ!


สนามกอล์ฟ18หลุมตามมาตรฐานสากลปกติต้องใช้พื้นที่ราว900 - 1,200ไร่ โดยจะต้องมีพื้นที่ราบทั้งหมด600ไร่ แต่หากพื้นที่มีน้อยกว่า1,000ไร่คงไม่อาจสร้างสนามกอล์ฟได้อย่างแน่นอน เซียงมี่หูอยู่ที่ไหน มันอยู่ในเขตฝูเถียนของเผิงเฉิง


ตอนที่เซี่ยเสี่ยวหลานมาเกิดใหม่ ชาติที่แล้วคือปี2017 ราคาบ้านมือสองของเขตฝูเถียนอยู่ที่ราคาประมาณ6หมื่นหยวนต่อตารางเมตร


ทว่าในเผิงเฉิง ราคาบ้านแถบฝูเถียนไม่ได้สูงที่สุด แต่อยู่ในระดับต้นๆ การที่แฮร์รอดส์อยากได้ที่ดินหลักพันไร่ เซี่ยเสี่ยวหลานทำได้แค่อิจฉาความรวยของมหาเศรษฐีจากอเมริกาผู้นี้เหลือเกิน


ราคาที่ดินในปัจจุบัน สำหรับแฮร์รอดส์แล้วถูกยิ่งกว่าผักกาดขาว เซี่ยเสี่ยวหลานอิจฉาจนปวดตับไปหมด


“ถ้าอย่างนั้นคงไม่มีปัญหาสินะคะ”


เผิงเฉิงมีที่ดิน แฮร์รอดส์มีเงิน ทุกอย่างย่อมราบรื่น!


ทว่าเลขาเผิงกลับส่ายหน้าปฏิเสธ


“ไม่ครับ มันมีปัญหา”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ได้ยินมาก


เลขาเผิงกดเสียงต่ำ “แผนการลงทุนของแฮร์รอดส์ดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือความคิดของเขาดันซ้ำซ้อนกับคนอื่น เดิมทีทางรัฐบาลท้องถิ่นตั้งใจว่าจะสร้างสนามกอล์ฟในเซียงมี่หูอยู่แล้ว ดังนั้นการที่แฮร์รอดส์เข้ามาแทรกกลางคันเช่นนี้ ตอนนี้จึงมีคนบางกลุ่มไม่พอใจเขามากครับ”


เดิมทีรัฐบาลท้องถิ่นคิดจะสร้างสนามกอล์ฟอย่างนั้นหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานจมกับความคิดไปชั่วครู่


เหมือนเธอจะพอจำได้รางๆ


ชาติก่อนเธอไม่เล่นกอล์ฟ แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของสนามกอล์ฟที่เผิงเฉิงอยู่บ้าง


ข้างเซียงมี่หูมีสนามกอล์ฟที่มีขนาดใหญ่พอสมควรชื่อว่า ‘สนามกอล์ฟเผิงเฉิง’ อยู่จริง เซี่ยเสี่ยวหลานจำมันได้ไม่ใช่เพราะเคยไปเล่นกอล์ฟที่นั่น แต่เป็นเพราะปี2015 ใบอนุญาตขอใช้พื้นที่เพื่อการกีฬาระยะเวลา30ปีของสนามกอล์ฟได้สิ้นสุดลง กรมที่ดินของเผิงเฉิงจึงต้องการเวนคืนที่ดินของสนามกอล์ฟโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ทว่าทางสโมสรสนามกอล์ฟได้สร้างบ้านเดี่ยวเชิงพาณิชย์จำนวน70หลังและขายให้กับผู้เข้าพักอาศัย เป็นเหตุให้เจ้าของบ้านเหล่านั้นตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาจ่ายเงินซื้อบ้านแต่ไม่อาจขอโฉนดที่ดินได้ แถมยังถูกริบที่ดินคืนอีกด้วย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ฝังใจเรื่องสนามกอล์ฟ แต่เป็นบ้านพักจำนวน70หลังเหล่านั้นต่างหากที่เธอจำได้ดี


ลองนับเวลาดูแล้ว ถ้าใบอนุญาตถึงกำหนดปี2015 อำนาจในการใช้พื้นที่เพื่อการกีฬามีระยะเวลา30ปี แสดงว่าสนามกอล์ฟเผิงเฉิงแห่งนั้นได้รับที่ดินในปี1985 ซึ่งก็คือปีนี้พอดี!


เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวอย่างแปลกใจ “หากความคิดชนกัน ฝ่ายที่ยอมจ่ายเงินยังจะแพ้อีกหรือคะ?”


พอนึกเรื่องบ้าน70หลังนั้นออก เธอก็จำเรื่องอื่นได้ด้วยเช่นกัน


อย่างเช่นตอนเวนคืนที่ดินเคยระบุไว้ว่า ที่ดินของสนามกอล์ฟได้มาโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน เนื่องด้วยนโยบายทางเศรษฐกิจในช่วงยุค80 ฉะนั้นหลังครบกำหนดในปี2015 ย่อมถูกเวนคืนโดยไม่ได้รับค่าชดเชยแต่อย่างใด อย่างมากทางรัฐอาจทำการจ่ายค่าชดเชยให้กับสิ่งปลูกสร้างภายในที่ดินผืนนี้... เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ ตอนนี้แฮร์รอดส์อยากสร้างสนามกอล์ฟด้วยอีกคน ผู้เล่นระดับVIP ที่ยอมจ่ายเงินซื้อของในเกมแบบเขา หากจะแพ้ก็คงแพ้ให้กับบัญชีทดสอบระบบภายในของผู้สร้างเกมใช่หรือไม่!?




จบตอน

Comments