ตอนที่ 921: สนามกอล์ฟจะสร้างกำไรอย่างไร
เซี่ยเสี่ยวหลานถามเช่นนี้ เลขาเผิงย่อมไม่ยอมตอบ
เรื่องบางอย่างเลขาเผิงคิดว่าคงบอกเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานสงสัยจริงๆว่า แฮร์รอดส์ไม่ใช่ผู้เล่นสายเปย์ธรรมดา ธรรมดา เพราะเงินที่เขาเติมเข้าเกมเป็น ‘เงินตราต่างประเทศ’ แบบนี้รัฐบาลท้องถิ่นย่อมชื่นชอบที่สุด ขอเพียงแฮร์รอดส์ไม่โลภมากเกินไป ไม่บีบจนรัฐบาลท้องถิ่นหลังชนฝา เขาน่าจะเอาชนะผู้ทดสอบระบบภายในเกมได้ไม่ยาก
ไม่ต้องสนใจว่าใครคือคนที่หมายตาที่ดินข้างเซียงมี่หูก่อนแฮร์รอดส์ แต่ถ้าอยากใช้ประโยชน์จากนโยบายที่ดินก็แสดงว่าคนนั้นไม่มีเงิน แน่นอนว่าไม่มีเงินไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่มีเงินแล้วยังคิดจะขัดขวางการลงทุนจากต่างชาติก็คงไม่ได้
รัฐบาลท้องถิ่นมีความเป็นไปได้สูงที่จะยกที่ดินข้างเซียงมี่หูให้กับแฮร์รอดส์ สนามกอล์ฟเผิงเฉิงในความทรงจำเมื่อชาติก่อนของเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะต้องย้ายที่ หรือไม่ก็คงเปลี่ยนไปทำโครงการอื่น
ไม่ยอมแพ้หรือ?
ใจสลายหรือ?
ไม่อยากแพ้แต่ก็คงทำได้แค่ทน
ต่อให้ใจสลายก็ต้องทำใจ
สิ่งที่ตามมากับการเปิดประเทศก็คือการตลาดและเศรษฐกิจ
ประชาชนต้องปรับตัวไปกับการเปิดประเทศ บุคคลที่มีอภิสิทธิ์บางส่วนก็ต้องสัมผัสกับคลื่นความผันผวนของเศรษฐกิจ และได้รับรู้ถึงพลังของเงินทุนว่าแข็งแกร่งมากแค่ไหน
เลขาเผิงสนใจการลงทุนสร้างสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์จริงหรือไม่นั้นยังไม่แน่ชัด แต่ที่ทังหงเอินบอกว่าเขาติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแน่นอน
ทักษะการทำงานของเลขาเผิงดูเหมือนไม่ค่อยตรงจุดนัก เนื่องจากเขาไม่ได้ทุ่มเทความสนใจให้กับเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้การติดตามทังหงเอินจะทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง แต่แฮร์รอดส์จะทำเงินกับสนามกอล์ฟได้อย่างไร เขาเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก
ด้านนี้เขาคงถามทังหงเอินไม่ได้ เขาจึงฝากความหวังไว้ที่เซี่ยเสี่ยวหลาน และกลายเป็นฝ่ายถามเธอกลับหลายอย่าง
ดูท่าทังหงเอินจะอยากยกการลงทุนสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ให้เลขาเผิงเป็นคนดูแลจริงๆสินะ แต่ทำไมล่ะ? เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากอย่างนั้นหรือ?
“อาศัยแค่ตัวสนามกอล์ฟคงทำกำไรได้ยากค่ะ ค่าสมาชิกแพงจะมีสักกี่คนที่จ่ายไหว? อีกอย่างกีฬากอล์ฟก็ไม่ได้มีไว้ให้คนทั่วไปเล่น พวกข้าราชการเองก็คงไม่มีเวลาว่างมากขนาดนั้น และคงจ่ายค่าสมาชิกไม่ไหวเช่นกัน สิ่งที่มันสามารถดึงดูดได้คือกลุ่มลูกค้ารายได้สูงของเผิงเฉิง ซึ่งก็คือชาวฮ่องกง นักธุรกิจต่างชาติ และเถ้าแก่เอกชนที่อยากขยายกิจการอย่างรวดเร็วเหมือนลุงของฉัน ส่วนสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสนามกอล์ฟคือบ้านพักที่ตั้งอยู่ข้างสนามกอล์ฟค่ะ ในเอกสารยื่นขออนุมัติโครงการที่แฮร์รอดส์ส่งให้กับทางเทศบาล คงจะไม่ได้ใช้ที่ดินเพื่อพัฒนาสนามกอล์ฟเท่านั้น... เลขาเผิงคุณลองคิดดูสิคะ ถ้าแฮร์รอดส์สร้างที่อยู่อาศัยชั้นสูง คนที่เล่นกอล์ฟย่อมมีปัญญาซื้อบ้านเหล่านั้น ดังนั้นกลุ่มลูกค้าของสนามกอล์ฟกับบ้านพักคือคนกลุ่มเดียวกันค่ะ”
เลขาเผิงไม่มีทางแพร่งพรายเนื้อหาในเอกสารโครงการ แต่เมื่อสังเกตจากสีหน้าของเขา เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ทันทีว่าตนเดาถูก
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ทำให้เลขาเผิงลำบากใจด้วยการบีบให้เขาบอกรายละเอียดของโครงการ
ทันใดนั้นเธอก็คิดถึงอีกหนึ่งความเป็นไปได้
“เลขาเผิง นี่คุณจะไปจากคุณอาทังหรือคะ จะไปทำงานที่อื่นแล้วอย่างนั้นหรือ?”
จู่ๆ เลขาเผิงก็เปลี่ยนท่าทีกับเธอเช่นนี้ แถมยังได้รับผิดชอบโครงการใหญ่ เซี่ยเสี่ยวหลานคิดออกแค่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น เลขาเผิงที่คอยติดตามนายกทัง เป็นเหมือนแขนซ้ายแขนขวาของนายกทัง ย่อมไม่กลัวถูกคนต่ำทรามประสงค์ร้าย
แต่เลขาข้างกายข้าราชการใหญ่ สักวันก็ต้องไปทำงานอื่นอยู่ดี แม้หัวหน้าจะชอบเลขามากแค่ไหนก็คงเก็บไว้ข้างกายไปทั้งชีวิตไม่ได้ เพราะมันคือการถ่วงอนาคตของอีกฝ่ายนั่นเอง
สีหน้าของเลขาเผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ ก่อนจะปฏิเสธ
“ไม่ใช่หรอกครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว!
เธอเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นี่เลขาเผิงเห็นเธอเป็นคนต่ำทรามหรืออย่างไรกัน นึกว่าหลังจากที่เขาไปจากทังหงเอินแล้ว เธอจะคอยยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับทังหงเอินอย่างนั้นหรือ?
ในสายตาเลขาเผิง ภาพลักษณ์ของเธอแย่ขนาดไหนกัน!
เลขาเผิงอยากหลอกขอข้อมูลจากเธอ แต่ตัวเองกลับไม่ยอมพูดความจริง
เช่นนั้นบทสนทนาเรื่องนี้คงดำเนินต่อไปไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ฉันรู้ค่ะว่าถึงฉันจะอยากรู้ว่าแฮร์รอดส์ให้ราคาที่ดินข้างเซียงมี่หูไว้ไร่ละเท่าไร เลขาเผิงก็คงไม่ยอมบอกฉัน... เช่นนั้นฉันขอถามคุณเรื่องอื่นก็แล้วกัน ถ้าฉันอยากได้ที่ดินมาสร้างที่พักอาศัยสักผืน พื้นที่รวมไม่มากนัก ไม่เกิน100ไร่ คุณคิดว่าพอจะเป็นไปได้ไหมคะ”
เลขาเผิงมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างตะลึงงัน
นี่คือสิ่งที่นักศึกษาหญิงคนหนึ่งควรพูดหรือ?
หย่วนฮุยเพิ่งได้โครงการตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่ไปไม่ทันไร แม้แต่ธุรกิจตกแต่งภายในก็ไม่อาจเติมเต็มความทะเยอทะยานของเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างนั้นหรือ เธอถึงคิดจะสร้างบ้านพักเชิงพาณิชย์แบบนี้!
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เลขาเผิงคงบอกเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างมีมารยาทและเหินห่างว่าอย่าฝันกลางวัน แต่ตอนนี้เขาต้องปรับเปลี่ยนท่าทีของเขาที่มีต่อเซี่ยเสี่ยวหลาน และคงปฏิเสธอย่างแข็งกระด้างแบบนั้นไม่ได้
เลขาเผิงเปลี่ยนวิธีพูดอย่างอ้อมค้อม
“การสร้างบ้านกับตกแต่งภายในนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าคุณรับงานต่อจากคนอื่น เป็นแค่ผู้รับเหมาคงไม่มีปัญหาสักเท่าไร แต่ถ้าคุณอยากได้ที่ดินมาสร้างบ้านเอง ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาเรื่องเงินทุน แค่เรื่องคุณสมบัติคุณจะรับประกันได้อย่างไรครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ จะให้ฉันยืมใช้ชื่อของคนอื่นหรือทำเองก็ได้ ถึงอย่างไรฉันก็คงเริ่มจากการทำโครงการเล็กๆก่อน การเรียนสถาปัตยกรรมที่หัวชิงทำให้ฉันได้รู้จักคนในวงการทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่บ้าง”
เลขาเผิงถูกสวนกลับจนพูดไม่ออก
“ปีที่แล้วตอนเลือกสาขาเรียน คุณเลือกสาขาสถาปัตยกรรมเพราะอยากสร้างบ้านหรือครับ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้าอย่างเปิดเผย
เลขาเผิงหาข้ออ้างอื่นไม่ได้อีก เขาจึงให้คำตอบแบบไม่ค่อยแน่ชัดกับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“ถ้าเป็นที่ดินจำนวนไม่เกิน100ไร่... ปัญหาคงไม่ใหญ่มาก”
ราคาที่ดินขึ้นอยู่กับทำเลและการใช้งาน
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้บอกว่าต้องการที่ดินแถวไหน แต่เลขาเผิงเห็นเธอสนใจเรื่องการลงทุนของแฮร์รอดส์แบบนี้จึงเดาว่า เธอคงอยากตามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลังแฮร์รอดส์ แน่นอนว่าถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ที่ดินใกล้กับสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ คงได้ประโยชน์มหาศาล!
คนโบราณถึงว่ากันว่า คนที่รู้จักคุณมากที่สุดอาจจะไม่ใช่มิตรสหาย แต่เป็นศัตรู
เลขาเผิงไม่ถือว่าเป็นศัตรูของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เขามักจะระแวงและทำการวิเคราะห์ผู้หญิงคนนี้มาโดยตลอด
ความจริงการใช้ชื่อเสียงของสนามกอล์ฟมาเป็นจุดขายเพื่อการสร้างบ้านถือเป็นวิธีการที่อ่อนโยนมากแล้ว วิธีการที่ต่ำทรามกว่านี้คือจงใจยึดครองพื้นที่ไม่กี่สิบไร่ในบริเวณที่ดินที่แฮร์รอดส์อยากได้มาก่อน จากนั้นค่อยขูดรีดค่าที่ดินจากแฮร์รอดส์อีกที
แน่นอนว่าวิธีการแบบนี้เลวร้ายเกินไป ไม่เหมาะกับแผนการระยะยาวของเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย
เธออยากรวยแบบสงบสุข ไม่ใช่ทำตัวขัดหูขัดตาใครเพื่อหาเงิน
หากทำแบบนั้นจริงก็ไม่ต่างอะไรกับการคิดสั้น หาเรื่องมหาเศรษฐีระดับร้อยล้านดอลลาร์ ต่อให้รู้ตัวอีกทีแล้วถูกแฮร์รอดส์ตอกกลับจนสิ้นเนื้อประดาตัว เซี่ยเสี่ยวหลานก็เป็นฝ่ายผิดเอง
————————————
เผิงเฉิง
เวลานี้แฮร์รอดส์กำลังเจรจาเรื่องที่ดินข้างเซียงมี่หู
เขาจ้างลูกน้องไว้จำนวนมาก ทำให้การวางแผนโครงการเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว แฮร์รอดส์มักจะทำงานอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และดุดันเสมอ
พ่อบ้านอัลเลนเห็นว่าการประชุมใกล้เสร็จสิ้นแล้วจึงเคาะประตูเข้ามาในห้อง
“ท่านครับ พวกจอร์จมาถึงเผิงเฉิงแล้ว ท่านอยากเจอเขาไหมครับ ผมว่าครั้งนี้ท่าทางจอร์จดูโกรธมากทีเดียว”
จอร์จอายุ40กว่าแล้ว แต่คำพูดของพ่อบ้านอัลเลนเหมือนเขายังเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น
ทว่าเขาไม่ต่างอะไรกับเด็กจริงๆนั่นและ มิเช่นนั้นจะถูกแฮร์รอดส์สลัดทิ้งอย่างง่ายดายเช่นนี้หรือ
ไม่ว่าจะถูกหลอกกี่ครั้ง จอร์จก็ยังคงไม่รู้จักหลาบจำ
คนโง่เขลาย่อมถูกหลอก ส่วนเรื่องความเจ็บปวดจากการโดนหลอกนั้น อย่าตลกไปหน่อยเลย จอร์จยังคงได้เงินจากกองทุน และเงินดอลลาร์ไม่เคยทำร้ายใคร!
ตอนที่ 922: เลิกถูกพ่อล้างสมองสักที
จี้หย่ามีสีหน้าบึ้งตึง
คนบางคนสวรรค์ช่างเข้าข้างเสียจริง อย่างเช่นจี้หย่า!
เธอเกิดมาเป็นลูกสาวตระกูลจี้ แถมยังเป็นลูกสาวคนสุดท้อง เติบโตมาในช่วงที่ตระกูลจี้มีฐานะแล้ว สามารถทุ่มเทเงินเพื่อเลี้ยงดูเธอได้อย่างเต็มที่ เธอได้เรียนหลายอย่าง มีพื้นฐานด้านศิลปะ หลังผ่านการฝึกฝนมานานหลายปีจี้หย่าจึงมีรสนิยมด้านความงาม ทำให้หลังย้ายไปอยู่อเมริกาเธอจึงสามารถเรียนจบวิทยาลัยด้านการออกแบบเสื้อผ้า และได้กลายเป็นดีไซเนอร์ในที่สุด
ชาวจีนหลายคนย้ายไปอยู่ต่างประเทศแล้วพบว่า วุฒิการศึกษาในประเทศจีนไม่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศ หากระดับภาษาแย่หน่อยคงต้องไปทำงานล้างจานในร้านอาหาร ดังนั้นคนที่สามารถใช้ชีวิตแบบประชาชนชั้นกลางในต่างประเทศได้อย่างจี้หย่า เรียกว่าแทบนับนิ้วได้
แน่นอนว่าที่เธอยืนหยัดในอเมริกาได้เช่นนี้เป็นเพราะการสนับสนุนของตระกูลจี้ และบรรดาแฟนหนุ่มที่เธอคบหาก็คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ
อย่างหลังเป็นเพราะสวรรค์เข้าข้าง ถึงได้มอบใบหน้าอันงดงามให้แก่จี้หย่า
ทั้งที่ลูกชายอายุ20 ส่วนจี้หย่าเองก็อายุ40ต้นๆแล้ว แต่เธอนั้นดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แม้ตัวจะสูงแต่โครงร่างกลับไม่ใหญ่
สมัยยังสาวจี้หย่าไม่เคยอ้วนเลยสักครั้ง แต่ตอนนั้นยังพอมีแก้มที่ดูอวบอิ่ม ตอนนี้คอลลาเจนในร่างกายของเธอลดลงแล้ว ทว่าโครงหน้าของเธอยังคงสามารถประคองทุกอย่างเอาไว้ได้ แม้ใบหน้าจะไร้ซึ่งความอวบอิ่ม แต่ก็ไม่ได้ดูหย่อนคล้อยเลยสักนิด... ถ้าจี้หย่าสูงกว่านี้อีกหน่อย คงเรียกได้ว่าหุ่นเหมือนนางแบบบนแคตวอล์ก การแต่งตัวของเธอเองก็มีรสนิยมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าอายุจะขึ้นเลขสี่แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูดใจเพศตรงข้ามไม่เปลี่ยนแปลง
ด้วยบุคลิกและใบหน้าของเธอ ช่างเหมาะสมกับสีหน้าเย็นชาดูสูงส่งเข้าถึงยากเป็นอย่างยิ่ง ดังเช่นเวลานี้ที่จี้หย่านั่งหน้านิ่งไม่ขยับ แม้จอร์จจะรู้สึกหงุดหงิดก็ตาม แต่พอเห็นใบหน้าของจี้หย่าเขากลับรู้สึกดีขึ้นอย่างแปลกประหลาด
จี้หย่าไม่รู้สึกโกรธก็คงแปลก
พวกเขาลงทุนถ่อไปถึงชนบทของภาคเหนือแต่กลับคว้าน้ำเหลว
แฮร์รอดส์ไม่ได้ไปล่าสัตว์ที่ภาคเหนือ
หมูป่าหรือหมีอะไรนั่น ดึงดูดมหาเศรษฐีจากอเมริกาไม่สำเร็จ
แฮร์รอดส์มองข้ามจี้หย่ากับจอร์จ แล้วมาเผิงเฉิงพร้อมกับจี้เจียงหยวน... เหตุผลที่จี้หย่าโมโห ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกแฮร์รอดส์ปั่นหัว แต่อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะจี้เจียงหยวนไม่จงรักภักดี ไม่แจ้งข่าวให้เธอและจอร์จทราบในทันที เขาถึงกับอ้างว่าเพราะแฮร์รอดส์คือลูกค้า ทว่าจี้เจียงหยวนไม่ได้เป็นแค่ลูกจ้างที่จอร์จจ้างมาวันละ100ดอลลาร์เท่านั้น เขายังเป็นลูกในไส้ของเธออีกด้วย!
ระบบความคิดของจี้หย่าเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด เธอเมินคนอื่นได้ แต่คนอื่นห้ามละเลยหรือไม่เคารพเธอแม้แต่นิดเดียว
ระหว่างเดินทางมาจี้หย่าบอกไว้ว่า ห้ามจอร์จจ่ายค่าแรงจี้เจียงหยวน แต่จอร์จกลับไม่เห็นด้วย
“ที่รัก อาแฮร์รอดส์ชอบเจียงหยวนนั่นก็เท่ากับพวกเราบรรลุเป้าหมายแล้ว คุณจะคาดหวังให้เด็กหนุ่มอย่างเจียงหยวนคัดค้านความเห็นของอาแฮร์รอดส์ก็คงจะไม่ได้”
ถ้าไม่ให้ค่าแรง จี้เจียงหยวนจะพูดอะไรกับพวกเขา?
การที่แฮร์รอดส์แอบพาจี้เจียงหยวนมาเผิงเฉิงเช่นนี้ แสดงว่าอย่างน้อยเขาก็เชื่อใจจี้เจียงหยวน
จี้หย่าคือสาวสวยน่าหลงใหล แม้เธอจะมีความสามารถ แต่เรื่องลักษณะนี้สุดท้ายแล้วเธอก็คิดว่าตัวเองสำคัญที่สุด อย่างไรก็ตามจอร์จไม่รู้สึกผิดหวังสักนิด สิ่งที่จี้หย่าดึงดูดใจเขาไม่ใช่ความสามารถด้านธุรกิจ เขาหาคู่ชีวิต ไม่ได้หาผู้ช่วยสาวที่เรียนจบเอกบริหารธุรกิจเสียหน่อย
ทั้งคู่รออยู่พักใหญ่ ในที่สุดหน้าประตูก็มีคนโผล่มา ทว่าไม่ใช่แฮร์รอดส์ แต่เป็นจี้เจียงหยวน
จอร์จลุกขึ้นโอบกอดเขาพลางตบหลังเบาๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง ติดตามอาแฮร์รอดส์แล้วได้เรียนรู้อะไรบ้างไหม หลายวันนี้เธอคงใช้เวลาอย่างเต็มที่มากเลยสินะ เพราะอาแฮร์รอดส์เป็นคนทำงานไม่พักอยู่แล้ว”
เขาไม่ได้กล่าวโทษ ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็อยู่เหนือความคาดหมายของจี้เจียงหยวน
แน่นอนว่าเดิมทีจอร์จก็เป็นคนที่อัธยาศัยดีที่สุดในบรรดาแฟนหนุ่มที่แม่เขาเคยคบมา มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับจี้หย่าได้นานขนาดนี้ ตามมาถึงที่จีนไม่ว่า แต่ยังคุยเรื่องแต่งงานกันอีกด้วย
จี้เจียงหยวนรู้สึกดีกับจอร์จมาโดยตลอด ตอนนี้เขาจึงรู้สึกผิดอยู่บ้าง
“อาจอร์จ ผมควรบอกอาสักคำ แต่คุณแฮร์รอดส์เร่งเดินทางมากครับ เขาไม่ให้เวลาผมตั้งตัวเลย”
คำพูดนี้ของจี้เจียงหยวนแน่นอนว่าจอร์จยอมรับได้
พ่อบ้านอัลเลนชอบบอกว่าเขาโง่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็อายุสี่สิบกว่าแล้ว แม้จะไม่ได้ดูแลกิจการของตระกูล แต่หลายปีที่ผ่านมานี้เขาก็ใช้เงินที่ได้จากกองทุนและทรัพย์สินบางส่วนจากพ่อมาบริหารธุรกิจของตัวเอง มีหรือที่เขาจะยอมเชื่อข้ออ้างของจี้เจียงหยวนง่ายๆ
ทว่าข้ออ้างนี้เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย จอร์จไม่ได้จี้ถามต่อ ทั้งยังหัวเราะร่า
“ไม่เป็นไร ฉันกับแม่เธอไปภาคเหนือถือว่าได้เที่ยวพักผ่อนพอดี”
จี้หย่าหน้าตึง เธอไม่คิดจะสนใจจี้เจียงหยวนแม้แต่น้อย
จี้เจียงหยวนเองก็ไม่ฝืนใจ เขามาทักทายแล้ว ในเมื่อแม่ไม่ยอมพูดจา จะต้องให้เขาคุกเข่าขอขมาหรืออย่างไร?
จอร์จไม่ได้ถามว่าแฮร์รอดส์หายไปไหน สิ่งที่เขาแสดงออกคือความห่วงใยที่มีต่อจี้เจียงหยวนโดยการถามสารทุกข์สุกดิบช่วงนี้ของจี้เจียงหยวนทั้งสิ้น หลังคุยกันสักพักก็ทำเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เขายื่นซองจดหมายให้จี้เจียงหยวน
“นี่คือค่าแรงตลอดหลายวันที่ผ่านมา สองพันดอลลาร์”
วันนี้คือวันที่16 กรกฎาคม หากนับสองวันก่อนสอบปลายภาค จี้เจียงหยวนเป็นเพื่อนเที่ยวให้แฮร์รอดส์เพิ่งครบ15วันเท่านั้น
ดังนั้นเขาไม่ควรได้รับค่าแรงถึงสองพันดอลลาร์!
แต่จี้เจียงหยวนก็รับซองจดหมายมาแต่โดยดี “ขอบคุณครับอาจอร์จ ผมว่าคุณแฮร์รอดส์คงยังไม่ออกจากเผิงเฉิงเร็วๆนี้ เพราะฉะนั้นเงินค่าแรงที่เกินมา ผมจะถือเสียว่าเป็นค่าจ้างล่วงหน้าแล้วกันครับ”
จอร์จตาเป็นประกาย “แฮร์รอดส์ถูกใจเผิงเฉิงมากเลยหรือ?”
นี่คือข้อมูลที่สำคัญมาก ข้อมูลนี้มีมูลค่าเกินสองพันดอลลาร์อย่างแน่นอน
อีกอย่างเงินก้อนนี้ก็ไม่ได้ให้ใครอื่น แต่ให้กับว่าที่ลูกเลี้ยงของเขา ดังนั้นจอร์จจึงไม่รู้สึกเสียดายสักนิด
จี้เจียงหยวนไม่มีอะไรต้องลังเล เรื่องแฮร์รอดส์อยากลงทุนในเผิงเฉิงเป็นเรื่องที่ชัดเจนมากแล้ว แม้เขาจะไม่บอกจอร์จ อีกฝ่ายก็คงรู้จากที่อื่นอยู่ดี จี้เจียงหยวนไม่คิดว่าตนกำลังเอาแฮร์รอดส์มาขาย เพราะแฮร์รอดส์เองก็ใช้ประโยชน์จากเขาก่อนเหมือนกัน!
“คุณแฮร์รอดส์เห็นศักยภาพของเผิงเฉิงมากครับ หลังจากที่เขาไปสำรวจพื้นที่จริงแล้ว เขาอยากลงทุนสร้างสนามกอล์ฟที่เผิงเฉิง ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับทางรัฐบาลท้องถิ่นแล้วครับ”
สนามกอล์ฟ?
จอร์จนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ชาวจีนไม่เคยรู้จักกีฬากอล์ฟมาก่อนด้วยซ้ำกระมัง?
จอร์จกำลังสงสัยว่าจี้เจียงหยวนพูดผิดหรือเปล่า
เขากำลังช่วยแฮร์รอดส์ปิดบังความจริง หรือจี้เจียงหยวนไม่รู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันแน่?
การสร้างสนามกอล์ฟเหมือนเป็นข่าวเท็จที่แฮร์รอดส์จงใจปล่อยเพื่อลวงตาเขา ถึงแม้จอร์จจะไม่รู้จักเผิงเฉิงดีนัก แต่ระหว่างเดินทางมาที่โรงแรม เขาเห็นการก่อสร้างอาคารเต็มไปหมด ถ้าอยากลงทุนที่เผิงเฉิง การเข้าซื้อบริษัทตกแต่งภายในแบบที่จี้หย่าบอกต่างหากคือสิ่งที่น่าสนใจ
จี้หย่าเหลือบตาขึ้นมองจี้เจียงหยวน พลางกล่าวเสียงเย็น
“ลูกอยู่เผิงเฉิงคงมีความสุขมากสินะ เพราะถึงอย่างไรพออยู่ที่นี่ ลูกก็คือลูกชายของนายกเทศมนตรี คงมีใครหลายคนให้ความเคารพและประจบประแจงลูกละสิ แต่แม่ขอเตือนไว้เลยนะว่า ลูกยังเป็นเด็กอย่าได้ถูกภาพลวงตาพวกนี้หลอกเข้าล่ะ สภาพแวดล้อมของจีนเป็นเช่นนี้ ต่อให้เป็นลูกชายของนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้มีชีวิตดีไปกว่าชนชั้นกลางของอเมริกา อยู่ที่ประเทศจีน ลูกไม่มีปัญญาหาเงินหลายหมื่นดอลลาร์มาคืนแม่ได้หรอก!”
ในเมื่อแฮร์รอดส์ได้คุยกับเทศบาลเมืองเผิงเฉิงแล้ว นั่นก็หมายความว่าจี้เจียงหยวนก็คงได้เจอกับทังหงเอินแล้วเช่นกัน ระบบการบริหารของประเทศจีน นายกเทศมนตรีจะเป็นผู้รับหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจของเมืองเป็นหลัก
คนแบบทังหงเอิน ไม่ต้องพูดถึงความสามารถด้านอื่น เขาทำงานในระบบราชการมานานย่อมมีทักษะการพูดไม่น้อย จี้หย่าสงสัยว่าทังหงเอินจะทำการล้างสมองจี้เจียงหยวน กล่อมให้จี้เจียงหยวนอยู่ประเทศจีนไปตลอด ช่วยเป็นกำลังให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีน... จี้หย่าเกลียดความเสแสร้งจอมปลอมของทังหงเอินเหลือเกิน
ผู้ชายที่เห็นงานดีกว่าลูกเมีย ตอนนี้ได้เป็นนายกเทศมนตรีแล้วอย่างไรเล่า ต่อให้เป็นผู้ว่าการมณฑลหรือได้รับตำแหน่งสูงกว่านี้ จี้หย่าก็ไม่มีวันเหลียวหลังกลับไปมอง!
ตอนที่ 923: นายกเทศมนตรียังถูกขโมย
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
จี้เจียงหยวนชักสงสัยขึ้นมาแล้วสิว่า เรื่องพ่อแม่หย่าร้างกันที่ตนเคยได้ยินมานั้นจะไม่ใช่เรื่องจริง
นิสัยแบบแม่ของเขา พ่อผู้ให้กำเนิดจะทนได้อย่างไร
ผู้ชายทั่วไปคงทนไม่ไหว หายากนักที่จอร์จจะยังคอยอยู่เคียงข้างแบบนี้ จี้เจียงหยวนทั้งรู้สึกนับถือและสงสารจอร์จมากในเวลาเดียวกัน จึงอดพูดต่อไม่ได้ว่า
“อาจอร์จ การลงทุนของคุณแฮร์รอดส์ไม่มีทางเป็นเรื่องโกหกครับ ตอนเขาคุยกับนายกเทศมนตรีผมก็อยู่ที่นั่นด้วย จนถึงตอนนี้แฮร์รอดส์ก็ยังคงทำงานยุ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นผมที่ออกมาต้อนรับคุณอา... ผมจะขอพูดตรงนี้เลยว่า ไม่มีใครล้างสมองผมทั้งนั้น นอกจากการพบหน้าอย่างเป็นทางการ ไม่เคยมีใครเจอผมเป็นการส่วนตัว และไม่เคยมีใครจงใจพูดอะไรบางอย่างกับผมทั้งสิ้น เรื่องหนี้ไม่จำเป็นต้องย้ำเตือนหรอกครับ เพราะผมไม่เคยลืมมันแม้แต่วินาทีเดียว!”
พูดจบจี้เจียงหยวนก็บอกว่าขอตัวก่อน แล้วเดินออกจากห้องไปทันที
จอร์จไม่ได้กล่าวโทษจี้หย่า เพราะตอนนี้เขากำลังปวดหัว
สองแม่ลูกทะเลาะกันหนักขนาดนี้ แล้วจี้เจียงหยวนจะยอมช่วยเหลือพวกเขาอย่างเต็มใจได้อย่างไร?
จี้เจียงหยวนควรเป็นไพ่ตายที่สำคัญที่สุดของเขากับจี้หย่าสิถึงจะถูก
หลายปีที่ผ่านมานี้ ทังหงเอินไม่ได้แต่งงานใหม่ แม้ตอนนี้อายุจะยังไม่แก่ชรา แต่โอกาสที่ทังหงเอินจะแต่งงานมีลูกใหม่นั้นมีไม่มาก หากเป็นเช่นนั้น จี้เจียงหยวนก็กลายเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของทังหงเอิน และหากเขาได้จี้เจียงหยวนมาเป็นที่พึ่ง เขากับจี้หย่าจะได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว
นายกเทศมนตรีจอมเผด็จการคนนั้นคงยกหินทับเท้าตัวเองเข้าสักวันแน่นอน
แต่เงื่อนไขแรกของทุกอย่างคือ จี้เจียงหยวนจะต้องเชื่อใจเขากับจี้หย่า ยืนอยู่ข้างเดียวกับพวกเขาอย่างไม่มีข้อแม้!
พอจี้เจียงหยวนออกจากห้องก็ยิ่งทำให้จี้หย่าเดือดจัด จอร์จพยายามปลอบใจอยู่นานกว่าเธอจะสงบลงได้
เวลาผ่านไปสักพักพ่อบ้านอัลเลนก็เดินเข้ามาในห้อง
“คุณแฮร์รอดส์กำลังประชุมอยู่ครับ ทว่าเขาได้เชิญพวกคุณทั้งสองคนร่วมรับประทานมื้อค่ำด้วยกัน ไม่ทราบว่าสะดวกหรือเปล่าครับ”
คำชวนทานมื้อค่ำจากมหาเศรษฐี ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องหาเวลาว่างให้ได้ ในที่สุดแฮร์รอดส์ก็ยอมเจอพวกเขาแล้ว อีกทั้งตอนนี้จอร์จเองก็มีคำถามมากมายที่อยากขอคำตอบจากแฮร์รอดส์ แล้วเขาจะปฏิเสธคำชวนนี้ได้อย่างไร
แม้แต่จี้หย่า เวลาอยู่ต่อหน้าพ่อบ้านอัลเลนก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์
พ่อบ้านอัลเลนลอบส่ายหน้าไปมาเบาๆ สิ่งที่ทำให้จอร์จกับจี้หย่ายอมสงบเสงี่ยมลงเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่ความผูกพันกับแฮร์รอดส์ แต่เป็นผลประโยชน์จากเงินดอลลาร์ต่างหาก
คนรวยอยากรวยมากกว่านี้ ทั้งที่จอร์จมีเงินใช้อย่างสุขสบาย แต่ก็ยังอยากได้มากกว่าที่มี
คุณแฮร์รอดส์เป็นหัวหอกคอยดูแลธุรกิจของตระกูล ทรัพย์สินที่ตระกูลวิลสันสั่งสมมาส่วนใหญ่กลายเป็นของแฮร์รอดส์ ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง หลานชายผู้ว่านอนสอนง่ายอย่างจอร์จย่อมเข้าหาเขาอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ขาดสาย
จอร์จแสร้งทำเป็นถามเรื่องสนามกอล์ฟอย่างไม่ได้ตั้งใจ พ่อบ้านอัลเลนจึงตอบตามมารยาทว่า
“ผมไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจของคุณแฮร์รอดส์ เอาไว้ตอนมื้อค่ำคุณลองถามเขาเองสิครับ”
ส่วนที่ว่าแฮร์รอดส์จะตอบมากแค่ไหน อัลเลนก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน
—————————————
ทังหงเอินรู้สึกคันจมูกเล็กน้อย
เขายังไม่รู้ตัวว่า ตนกำลังถูกอดีตภรรยาและแฟนคนปัจจุบันของเธอดูแคลนอยู่
คนหนึ่งสาบานว่า ต่อให้ทังหงเอินได้รับตำแหน่งที่ใหญ่กว่าผู้ว่าการมณฑล ก็จะไม่มีวันคืนดีกับผู้ชายกลับกลอกแบบเขา
ส่วนอีกคนคิดว่าที่เขาครองโสดมานานหลายปี เป็นเพราะยังไม่ลืมจี้หย่า อนาคตคงยากที่จะแต่งงานใหม่ เห็นได้ชัดว่าคงไม่อาจมีทายาทเพิ่มได้อีกแล้ว
น่าเสียดายที่สองคนนี้ไม่ได้พูดต่อหน้าทังหงเอิน เพราะหากทังหงเอินได้ยินเองกับหู เขาคงหัวเราะใส่หน้าทั้งสองคนเป็นแน่
ใครบอกว่าเขาไม่คิดจะแต่งงานอีกแล้ว?
ใช้อะไรมองถึงคิดว่าเขายังไม่ลืมจี้หย่า?
ถ้าสั่งให้เขาคืนดีกับจี้หย่า เขายอมครองตัวเป็นโสดต่อไปตลอดชีวิตเสียยังดีกว่า
ทังหงเอินเข็นรถเข็นสองล้อเดินตามหลิวเฟินในตลาดค้าส่งเสื้อผ้า อากาศช่วงเดือนกรกฎาคมของหยางเฉิงนั้นร้อนอบอ้าว ทำให้หลิวเฟินที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเหงื่อไหลชื้นไปทั่วแผ่นหลังจนทะลุเสื้อเชิ้ต
เดิมทีมันไม่ได้มีอะไรแปลกสักนิด อากาศร้อนใครๆก็เหงื่อออกด้วยกันทั้งนั้น
แต่เพราะเสื้อเชิ้ตของหลิวเฟินเป็นสีอ่อน เพื่อช่วยระบายอากาศเนื้อผ้าของเสื้อจึงบางมาก ตอนเหงื่อไม่ออกนั้นยังไม่เท่าไร แต่ตอนนี้เสื้อเชิ้ตชื้นแนบกายจนเห็นเค้าโครงของชุดชั้นในสีขาว... ทังหงเอินเห็นแค่แวบเดียวก็รู้สึกว่าอุณหภูมิรอบข้างเพิ่มสูงขึ้น แม้แต่คนใจแข็งอย่างเขายังทำใจให้สงบลงไม่ได้
ทังหงเอินอยากบอกให้หลิวเฟินพักสักหน่อย อย่างน้อยก็ควรรอให้เหงื่อแห้งเสียก่อน แต่หลิวเฟินเดินเร็วมาก ทำให้ทังหงเอินไม่มีโอกาสเอ่ยปากเลยสักคำ
ทังหงเอินทำได้เพียงเดินให้เร็วขึ้น เดินให้ชิดกับหลิวเฟินยิ่งขึ้นเพื่อบังตัวเธอ
เขาไม่ได้รู้สึกว่ามันไม่น่ามอง
แต่หลิวเฟินแค่มารับสินค้าก็เหนื่อยพอแล้ว แล้วทังหงเอินจะตำหนิเรื่องเสื้อผ้าของเธอได้อย่างไรกัน
ความจริงเขารู้สึกว่าวันนี้หลิวเฟินแต่งตัวสวยมาก เสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวธรรมดาดูเรียบง่าย แต่กลับถูกใจทังหงเอินเหลือเกิน
เขารู้เหตุผลดีทุกอย่าง แต่อดห้ามความรู้สึกในใจไม่ได้จริงๆ
ด้วยความที่เขาอยากช่วยปกป้องหลิวเฟิน ไม่อยากให้คนอื่นเห็นภาพนี้ แต่สำหรับหลิวเฟินนั้นช่างเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ว่าเธอเดินเร็วแค่ไหน นายกทังก็จะคอยเดินตามหลัง ทั้งคู่แทบจะเดินตัวติดกันไปตลอดทาง
การกระทำเช่นนี้ของทังหงเอินทำให้หลิวเฟินรู้สึกกดดันมาก
ผู้คนเบียดเสียด ถ้าไหล่ไม่ชนกัน มือก็แนบชิด
หลิวเฟินไม่กล้าหันมองด้านข้างสักนิด เธอกับทังหงเอินเดินไปข้างหน้าเงียบๆ ทว่าสถานที่เบียดเสียดเช่นนี้กลับมีคนขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา เสียงเครื่องยนต์ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกตื่นตระหนก คนข้างหน้าก้าวถอยหลังมาเหยียบเท้าหลิวเฟิน และเพราะเวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อนเธอจึงสวมรองเท้าแตะ พอถูกเหยียบเท้าจึงรู้สึกเจ็บไปหมด
“คนข้างหน้าระวังหน่อยสิ!”
ทังหงเอินเอาตัวบังหน้าหลิวเฟิน เขาดันเธอให้ยืนอยู่ด้านหลังเพื่อไม่ให้ถูกเหยียบซ้ำสอง
เสียงก่นด่าดังไปทั่ว มอเตอร์ไซค์คันนั้นใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะขับผ่านไปได้ ทังหงเอินกับหลิวเฟินจึงตัวแนบติดกันอยู่หลายนาที
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
แม้รถมอเตอร์ไซค์จะขับผ่านไปแล้ว แต่ทังหงเอินก็ยังปกป้องเธอ
หลิวเฟินหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเพราะร้อนหรือเขินอาย
ทังหงเอินเพิ่งสังเกตเห็นว่า แผ่นหลังไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เนื่องจากกระดุมด้านหน้าของเสื้อเชิ้ตหลิวเฟินถูกคนเบียดจนหลุดออก
แม้ส่วนสูงของเขาจะธรรมดาทั่วไปแต่ก็สูงกว่าหลิวเฟินอยู่ดี เขาบังตัวเธอ แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
“สหายหลิวเฟิน จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเถิด”
หลิวเฟินก้มหน้ามองเสื้อผ้าของตัวเอง ก่อนที่สมองจะได้ยินเหมือนเสียงระเบิดตูม
ต่อหน้านายกทังเธอดัน...
สมองของหลิวเฟินขาวโพลนไปหมด เธอพยายามติดกระดุมเสื้อเชิ้ตอยู่หลายครั้งแต่เพราะมือสั่นเกินไปจึงติดไม่สำเร็จ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเรียบร้อย หลิวเฟินไม่กล้าสบตากับทังหงเอินอีกแล้ว
ทังหงเอินรู้ว่าเธอเขิน เขาจึงพาเธอเดินหลบมาที่ริมถนนก่อนจะพยายามชวนคุยเรื่องอื่น
“อากาศร้อนจริงๆ พวกเราไปดื่มจับเลี้ยงคลายร้อนพักสักหน่อยเถิด คงไม่เป็นการเสียเวลามากใช่ไหม”
“ค่ะ...”
ริมถนนมีขายจับเลี้ยงซึ่งเป็นน้ำสมุนไพรที่คนขายต้มเอง จับเลี้ยงของหยางเฉิงมีรสชาติขม คนต่างถิ่นดื่มแล้วย่อมขมวดคิ้ว
แต่จับเลี้ยงรสขมเช่นนี้ได้ผลชะงัด ดื่มมันสักถ้วยในวันที่อากาศร้อนจัดทำให้สมองสดชื่นขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
ร้านข้างทางกางร่มคันใหญ่ พร้อมวางเก้าอี้ขนาดเล็กเอาไว้หลายตัวแต่กลับไม่มีโต๊ะ เพราะคนซื้อจับเลี้ยงมักจะเดินไปดื่มไป แต่ตอนนี้เหลือเก้าอี้ว่างแค่ตัวเดียว ทังหงเอินจึงบอกให้หลิวเฟินนั่ง หลังสั่งจับเลี้ยงมาสองถ้วยและดื่มจนหมด ทังหงเอินก็ล้วงกระเป๋าหวังจะจ่ายเงิน แต่พอล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงก็ต้องพบกับรูโหว่ขนาดใหญ่
นิ้วมือของเขาโผล่ออกมาจากกระเป๋ากางเกง เห็นเช่นนี้แม้แต่ตัวเขายังอดที่จะขำออกมาไม่ได้
“สหายหลิวเฟิน ท่าทางเธอคงต้องเลี้ยงจับเลี้ยงฉันแล้วล่ะ”
นานๆทีให้ผู้หญิงเลี้ยงสักครั้งคงไม่เป็นไรหรอกจริงไหม?
เมื่อครู่หลิวเฟินรู้สึกอายแทบตาย พอเห็นนิ้วมือของทังหงเอินขยับไปมาในกระเป๋ากางเกงที่ขาดวิ่นเธอก็รู้สึกขบขัน จากนั้นก็หลุดหัวเราะออกมาจริงๆ อาจจะเป็นวินาทีนี้ที่ระยะห่างระหว่างหลิวเฟินกับทังหงเอินลดน้อยลงเป็นครั้งแรก จู่ๆหลิวเฟินก็รับรู้ได้ว่า นายกเทศมนตรีคนนี้ไม่ได้เก่งไปเสียทุกอย่าง อยู่ที่ตลาดค้าส่งแม้แต่เขาก็ถูกโจรล้วงกระเป๋าได้!
ตอนที่ 924: รอฉันได้ไหม?
แค่หลิวเฟินยิ้มก็ทำเอาทังหงเอินตะลึงงัน
ความรู้สึกดีๆที่เขามีให้หลิวเฟิน เริ่มต้นมาจากการดูแลเมื่อยามป่วยไข้
ตอนนั้นแว่นตาของเขาเสียหาย มองไม่เห็นใบหน้าของหลิวเฟินได้อย่างชัดเจน
และต่อให้มองเห็นอย่างชัดเจน พูดตามตรงหลิวเฟินในเวลานั้นก็คงไม่ได้เป็นที่สะดุดตาอะไรมากนัก อย่างไรก็ตามเมล็ดพันธุ์ได้ถูกฝังไว้ตั้งแต่ครานั้น ตอนหลังเมื่อได้ทำความรู้จัก ได้รู้ถึงสถานการณ์ความเป็นอยู่ของหลิวเฟิน ได้เข้าใจนิสัยของเธอ เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกดีก็เริ่มแตกหน่อและผลิบานออกมา
เขาสามารถพูดจากใจจริงได้เลยว่า เขาไม่ได้ชอบหลิวเฟินเพราะหน้าตา
ตอนนี้หลิวเฟินไม่ต้องกลุ้มเรื่องปากท้อง อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานก็ขอให้เธอดูแลตัวเองทั้งจากภายในและภายนอก แม้แต่อดีตสามีอย่างเซี่ยต้าจวินยังรู้สึกตกใจ เช่นนั้นการเปลี่ยนแปลงของหลิวเฟินต้องมากขนาดไหนกันนะ
ทังหงเอินไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ อย่างแรกเป็นเพราะเขาไม่ได้สนใจเรื่องหน้าตา สองเพราะสำหรับทังหงเอินแล้ว การเปลี่ยนแปลงของหลิวเฟินเป็นไปอย่างเงียบงัน จนกระทั่งวินาทีนี้ เขาเพิ่งตระหนักได้ถึงความสวยของหลิวเฟิน
เขาอดไม่ได้ที่จะจ้องมอง
ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ที่แท้อาเฟินสวยขนาดนี้เลยหรือ
ไม่ เดิมทีเธอก็ควรสวยเช่นนี้ ดูจากหน้าตาของเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้ว่าคนเป็นแม่คงไม่ด้อยไปกว่ากันอย่างแน่นอน
เพียงแต่ชีวิตที่ยากลำบากในอดีตได้ทำลายความงดงามของเธอไปจนหมดสิ้น
พอหลิวเฟินยิ้ม อารมณ์ของทังหงเอินก็ดีขึ้นภายในชั่วพริบตา
กระเป๋าเงินหายก็ช่าง ถึงอย่างไรในกระเป๋าก็มีเงินสดอยู่ไม่เท่าไร เพียงแต่บัตรข้าราชการของเขานั้นหายไปด้วยน่ะสิ หากหัวขโมยเปิดเจอบัตรข้าราชการของเขา จะรู้สึกกดดันขนาดไหนกันนะ
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ควรหัวเราะ!”
หลิวเฟินก็ไม่รู้ว่าตนเป็นอะไรไป ทำแบบนี้เท่ากับเป็นการซ้ำเติมนายกทังมิใช่หรือ
ทังหงเอินถอนหายใจ “เธอหัวเราะเสร็จแล้วก็จ่ายเงินค่าจับเลี้ยงให้ฉันด้วยเถิด ฉันไม่ได้ขายหน้าใครขนาดนี้มานานหลายปีแล้ว”
การขายหน้าครั้งนี้ดีหรือไม่?
ทังหงเอินคิดว่าดีเหลือเกิน
ไม่รู้ทำไม แต่ดูเหมือนระยะห่างระหว่างเขากับหลิวเฟินจะแคบลงภายในชั่วพริบตา ทังหงเอินสัมผัสได้เช่นนั้น
เพราะหลิวเฟินไม่เพียงจ่ายเงินค่าจับเลี้ยงให้เขา ตอนเปลี่ยนสินค้า หลิวเฟินยังเลือกกางเกงสแลกตัวหนึ่งให้เขาอีกด้วย
หัวขโมยคนนั้นช่างลงมืออย่างโหดร้ายจริงๆ กระเป๋ากางเกงของทังหงเอินขาดจนเห็นเนื้อ ถ้ากรีดแรงกว่านี้อีกหน่อย หัวขโมยคงทำให้ทังหงเอินบาดเจ็บแน่นอน
ปล่อยให้นายกทังใส่กางเกงตัวนี้ต่อไปมันเหมาะสมเสียที่ไหนกัน
กางเกงสแลกตัวนี้เลือกจากร้านขายส่งของเฉินซีเหลียง แม้เขาจะจ้างคนให้คอยดูแลร้านแทน แต่คุณภาพเสื้อผ้าของร้านของเฉินซีเหลียงนั้นดีกว่าร้านอื่นอย่างเห็นได้ชัด หลิวเฟินขายเสื้อผ้ามานานพอสมควร ดังนั้นทังหงเอินใส่กางเกงขนาดเท่าไร ขากางเกงยาวแค่ไหนแค่มองเธอก็รู้ หลิวเฟินขอยืมเข็มกับด้ายจากทางร้านมาเย็บขากางเกงให้เขาใหม่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็บอกให้ทังหงเอินเปลี่ยนกางเกง
“เย็นสบายดี”
เทียบกับกางเกงตัวเก่าแล้ว แม้รูปทรงจะไม่ต่างกันมาก แต่กางเกงตัวนั้นใส่แล้วร้อนยิ่งนัก
ทังหงเอินพอใจกับกางเกงตัวใหม่นี้เป็นอย่างมาก
จะไม่เย็นสบายได้หรือ หลิวเฟินแค่จับกางเกงตัวเก่าก็รู้ว่าเนื้อผ้าของมันค่อนข้างหนา เหมาะกับการใส่ในฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วงเสียมากกว่า
ทว่าตอนนี้ผู้คนไม่นิยมซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ตามใจชอบ บางคนใส่กางเกงตัวเดียวกันครบทั้งสี่ฤดู ฤดูหนาวใส่กางเกงขายาวหรือกางเกงบุขนด้านในอีกชั้น พออากาศร้อนค่อยใส่กางเกงตัวเดิมแต่ใส่แค่ชั้นเดียว ถึงแม้ทังหงเอินจะไม่ขาดเงินซื้อกางเกงตัวใหม่ แต่เพราะไม่มีใครคอยดูแลเรื่องจิปาถะเหล่านี้ให้เขา ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าอากาศร้อนแล้วควรเลือกใส่กางเกงที่เนื้อผ้าบางขึ้น และไม่ใช่แค่ทังหงเอินเท่านั้น ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่รู้เรื่องเหล่านี้
นี่คือเหตุผลว่าทำไมวัยกลางคนที่เสียคู่ครองไปอย่างกะทันหัน หากเป็นฝ่ายหญิงมักจะสามารถใช้ชีวิตตามลำพังได้ แต่ผู้ชายส่วนใหญ่กลับแต่งงานใหม่อย่างรวดเร็ว
เพราะเมื่อไม่มีผู้หญิงคอยดูแล ชีวิตของพวกเขาก็จะแย่ลง!
แต่ทังหงเอินหย่าร้างมาสิบกว่าปีแล้ว ก่อนหน้านี้กลับไม่เคยคิดแต่งงานใหม่
เพราะยุ่งกับงานเลยไม่เจอคนที่เหมาะสม หรือเพราะยังลืมภรรยาเก่าไม่ได้?
หลิวเฟินเคยเจอจี้หย่าครั้งหนึ่ง อีกฝ่ายมีนิสัยเลวร้ายยิ่งนัก แต่กลับเป็นคนสวยสะพรั่ง แค่มองก็รู้ว่าโตมาในตระกูลคนรวย แล้วเธอจะมีอะไรไปสู้กับอดีตภรรยาของนายกทังกัน
แม้ทังหงเอินจะไม่แสดงออกทางสีหน้า แต่เขาใส่กางเกงตัวใหม่ด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ
“เจอเสี่ยวหวังเมื่อไร ฉันจะให้ค่ากางเกงกับเธอ”
หลิวเฟินพยักหน้ารับอย่างใจลอย
ทังหงเอินแปลกใจ เมื่อครู่ยังดีๆอยู่ไม่ใช่หรือ ทำไมถึงดูไม่สดใสอีกแล้วเล่า?
ทังหงเอินกล่าวเสียงจริงจัง “สหายหลิวเฟิน เธอรังเกียจที่ฉันโง่หรือเปล่า แต่เรื่องทำกระเป๋าเงินหาย ไม่ใช่สิ่งที่ฉันสามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตามครั้งหน้าฉันจะระวังตัวแน่นอน จะไม่ประมาทแบบนี้อีก”
ตลาดค้าส่งแห่งนี้ควรได้รับการจัดระเบียบ
น่าเสียดายที่เขาเข้ารับตำแหน่งที่เผิงเฉิง ดังนั้นการยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องในหยางเฉิงคงเกินขอบเขตอำนาจของเขา
วันนี้เป็นเขาที่ถูกขโมย แต่ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างหลิวเฟินต้องเดินไปไหนมาไหนในตลาดที่วุ่นวายเช่นนี้เป็นประจำจะถูกโจรจับจ้องหรือเปล่า?
พอตระหนักถึงความงดงามของหลิวเฟิน ทังหงเอินก็เริ่มเป็นห่วงด้านความปลอดภัยของเธอมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะจัดการยากแค่ไหน เขาก็ควรหาวิธีแก้ไข
ในขณะที่ทังหงเอินคิดไปไกล หลิวเฟินเองก็กำลังครุ่นคิดว่าเธอควรจะพูดอย่างไรดี
การปฏิเสธตรงๆคงเป็นไปไม่ได้ ใช่ว่าเธอไม่เคยปฏิเสธ แต่เห็นได้ชัดว่าทังหงเอินไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ความจริงเธอสามารถทำเรื่องเด็ดขาดได้มากกว่านี้ ถ้าเธอด่ากราดทังหงเอินเพื่อหักหน้าเขาสักครั้ง นายกเทศมนตรีอย่างเขายังจะมายุ่งวุ่นวายกับเธออีกหรือ?
แต่หลิวเฟินไม่อาจทำแบบนั้นได้ เพราะทังหงเอินเป็นคนดีจริงๆ
เธอไม่ควรอดทนกับคนชั่ว ทำตัวเอาแต่ใจกับคนดี เพราะการทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับคนเลว!
ทว่าการที่นายกทังเป็นคนดี คิดสงสารเธอแบบนี้ แล้วจะให้เธอใช้ความสงสารนี้เกาะบารมีเขา เธอก็ทำไม่ลงเช่นกัน
“คุณทัง ฉันบอกว่าเราไม่เหมาะสมกันคุณก็ไม่เชื่อ ฉันไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงถูกใจฉัน แต่พวกเราสองคนต่างกันขนาดนี้แล้วจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไรคะ แค่ฉันยืนข้างคุณ คนอื่นก็คงพากันหัวเราะเยาะคุณแล้ว”
พอเดินมาถึงบริเวณที่ร่มและอากาศเย็นขึ้น จู่ๆหลิวเฟินก็พูดออกมา
ทังหงเอินพยักหน้าอย่างเข้าใจ “สหายหลิวเฟิน ฉันไม่ได้ตามตอแยเธอด้วยเจตนาร้าย และฉันก็รับรู้ได้ว่าเธอไม่ได้เกลียดฉัน ฉันขอพูดประโยคที่อาจจะหน้าด้านไปบ้าง แต่เธอก็รู้สึกชื่นชมฉันด้วยจริงหรือไม่ จะมีคนหัวเราะเยาะฉันหรือเปล่าเป็นเรื่องที่ฉันต้องแก้ไข ดังนั้นเธออย่ารู้สึกกดดันมากเกินไป พวกเราใช้เวลาร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติเช่นนี้ก็สบายใจดีมิใช่หรือ”
มันดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ
ก่อนหน้านี้หลิวเฟินแค่เดินข้างทังหงเอินก็รู้สึกประหม่า
แต่หลังเกิดเรื่องวุ่นวายในวันนี้ กำแพงที่ขวางกั้นเธอกับทังหงเอินก็เหมือนจะถูกทำลายลง
นายกทังเป็นคนมีเลือดมีเนื้อ นายกเทศมนตรีเป็นแค่หน้าที่การงานของเขา คืออาชีพของเขา ไม่ใช่เกียรติยศที่เขานำไปใช้ข่มใคร
หากไม่สนใจเรื่องนี้ หลิวเฟินก็พบว่าทังหงเอินเป็นคนจริงใจ ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใช้เวลาร่วมกับเธอ รวมถึงอยากให้คนธรรมดาอย่างเธอยอมรับในตัวเขา
ถ้าเขาต้องการผู้หญิงคนอื่น อย่างไรก็คงมีสหายหญิงที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมกว่าหลิวเฟินต่อคิวรอตอบรับเขามากมาย
แต่ทังหงเอินสนใจแค่เธอ แสดงว่าในสายตาเขาเธอมีข้อดีที่ทำให้เขารู้สึกชอบใจ
หลิวเฟินเดินก้มหน้า
เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่รู้สึกกดดัน
ประสบการณ์ในชีวิตของมนุษย์ทำให้นิสัยของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป
หลิวเฟินเคยมีชีวิตที่จมอยู่กับการโทษตัวเอง ไม่เคยมั่นใจในตัวเอง ได้แต่อดทนยอมรับกับความลำบากที่ถาโถมเข้ามาหา
แต่เธอไม่มีทางยอมหยุดอยู่ที่เดิม เธอยังคงพยายามก้าวต่อไปข้างหน้า
เพียงแต่ความก้าวหน้าของเธอจะไล่ตามทังหงเอิน จนสามารถยืนอยู่ข้างเขาโดยไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะได้หรือไม่ หลิวเฟินไม่แน่ใจ
ทังหงเอินพูดถูก เธอรู้สึกชื่นชมเขา
เธอชื่นชมเขามาตลอด เมื่อก่อนไม่กล้าที่จะคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าความชื่นชมนั้นจะไม่มีอยู่จริง
หลิวเฟินรวบรวมความกล้าก่อนจะพูดออกไป
“ตอนนี้ฉันยังตอบรับคุณไม่ได้... คุณช่วยรอฉันได้หรือเปล่าคะ?”
ตอนที่ 925: มีดส้อมยังใช้ไม่เป็น!
ไม่ใช่ไม่ชอบ
ไม่ใช่การปฏิเสธอย่างคลุมเครือ
แต่หลิวเฟินบอกว่าตอนนี้ยังคบกับเขาไม่ได้ และไม่ได้วิ่งหนีไปไหน เธอเพียงถามเขาว่าช่วยรอเธออีกหน่อยได้หรือไม่
ทังหงเอินบอกไม่ถูกว่าความรู้สึกในตอนนี้คือความรู้สึกแบบไหน
เมื่อก่อนเขารู้สึกว่า คนเราพอถึงวัยกลางคนแล้วยังจะคิดเรื่องรักๆใคร่ๆไปทำไม แค่รู้สึกว่าเหมาะสมก็ใช้ชีวิตร่วมกันได้แล้วมิใช่หรือ?
เขาคิดว่าความรู้สึกดีๆที่มีให้หลิวเฟินคือความชื่นชม
แต่ถ้าเป็นแค่ความชื่นชมหรือให้การยอมรับจริงๆ ตอนตรุษจีนที่ได้รับสายจากย่าอวี๋ เขาจะรีบเดินทางไปชนบทของมณฑลอวี้หนานทำไม เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นสักนิด
ตอนนั้นทังหงเอินยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านมาครึ่งปีแล้ว เขาควรตรวจสอบความรู้สึกของตัวเองให้แน่ชัดเสียที อย่างเช่นเวลานี้ที่หลิวเฟินถามเขาว่า ‘รอ’ ได้หรือไม่ ผู้หญิงที่เคยผ่านการหย่าร้าง เคยถูกทำร้าย และไม่มั่นใจในตัวเองย่อมมีเกราะป้องกันความเจ็บปวด อุปนิสัยแต่กำเนิดของหลิวเฟินคงไม่ใช่คนเงียบและพูดน้อยเช่นนี้ แต่เธอถูกชีวิตก่อนหน้านี้บ่มเพาะให้เป็นแบบนั้น
หลิวเฟินคนปัจจุบันเหมือนหอยทากขี้กลัวที่พยายามรวบรวมความกล้าถามทังหงเอินออกไปว่า จะรอเธอได้หรือไม่?
ยังต้องรออะไร?
ทังหงเอินอยากจับมือหลิวเฟินเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้วบอกเธอว่า เขาชอบเธอมาก ไม่ว่าจะเป็นคนจิตใจดีมีความมุ่งมั่น หรือเป็นคนขี้กลัวก็ตาม ถึงอย่างไรทั้งหมดก็คือเธอมิใช่หรือ?
เขาหาภรรยาให้ตัวเอง ไม่ได้กำลังประเมินผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่งให้ลูกน้อง ถ้าเขาไม่ชอบพอหลิวเฟินเขาคงไม่เป็นคนเริ่มต้นความสัมพันธ์นี้
การแสดงความปรารถนาดีและการตามจีบของเขาไม่ควรทำให้หลิวเฟินกดดัน
แต่ถ้าเขาไม่ตอบตกลง หลิวเฟินที่กว่าจะรวบรวมความกล้าก้าวเท้ามาหาเขาได้ ก็คงรู้สึกหวาดกลัวจนถอยหลังไปอีกหลายก้าวแน่นอน!
“อาเฟิน เธออยากทำอะไรก็ทำได้เลย ถึงอย่างไรมันก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำความรู้จักกันและกันของเรา ตอนนี้เธอก็ยืนอยู่ข้างฉันตรงนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบอกให้ฉันรอเธอ เพราะฉันยินดีให้เวลาเธอทำความเข้าใจในเรื่องนี้ แต่พวกเรายังสามารถไปมาหาสู่กันได้ตามปกติใช่หรือไม่?”
หลิวเฟินถูกคำพูดวกวนของทังหงเอินทำเอารู้สึกมึนงงไปหมด
แน่นอนว่าครึ่งแรกเธอเห็นด้วย แต่ครึ่งหลังฟังแล้วแปลกพิกล
พูดไปพูดมาก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่เธอมารับสินค้าที่หยางเฉิง ทังหงเอินก็จะโผล่มาหาเช่นเคย
นายกเทศมนตรีไม่มีงานที่ต้องทำหรือ?
ไม่ว่ารถไฟขบวนที่เธอนั่งจะเทียบชานชาลากี่โมง เธอก็จะเห็นทังหงเอินยืนรออยู่ที่สถานีรถไฟทุกครั้ง
หลิวเฟินไม่รู้ตัวเลยว่า คำพูดที่สื่อความนัยว่ายินดีเปิดใจลองดูสักครั้งของเธอ จะทำให้นายกทังคว้าโอกาสนี้พลิกมาเป็นฝ่ายรุกคืบ... เขาเปลี่ยนคำเรียกจาก ‘สหายหลิวเฟิน’ มาเป็น ‘อาเฟิน’ ภายในชั่วพริบตา
ทังหงเอินเห็นเธอยังคงครุ่นคิดจึงกระแอมเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
“ไปเถิด เปลี่ยนสินค้าเรียบร้อยแล้ว ฉันจะสั่งให้เสี่ยวหวังรีบพาพวกเรากลับไป อย่าปล่อยให้เสี่ยวหลานรอนานเลย”
เสี่ยวหวังรออยู่ที่รถอย่างรู้งาน
ใช่ว่าเขาจะไม่อยากเอาใจเจ้านาย
แต่ถ้าคนหนุ่มแรงดีอย่างเขาแย่งขนเสื้อผ้าขึ้นรถหมด แล้วเจ้านายจะแสดงความปรารถนาดีต่อสหายหลิวเฟินได้อย่างไร?
เสี่ยวหวังพิจารณาอย่างละเอียดแล้วก็พบว่า เจ้านายเปลี่ยนกางเกงตัวใหม่
ตอนออกเดินทางเขาใส่กางเกงสีดำ ทว่าตอนนี้เปลี่ยนมาใส่สีน้ำเงิน
อยู่ดีๆทำไมถึงเปลี่ยนกางเกงกันนะ... ทังหงเอินไม่ปล่อยให้เสี่ยวหวังคิดฟุ้งซ่านแต่อย่างใด
“เมื่อครู่ตอนอยู่ในตลาด ฉันถูกคนกรีดกระเป๋ากางเกงขโมยเงินไป นายช่วยเอาเงิน25หยวนให้สหายหลิวเฟินที เธอช่วยจ่ายค่ากางเกงตัวใหม่ให้ฉัน”
เสี่ยวหวังเดาะลิ้น
หัวขโมยในตลาดค้าส่งช่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยจริงๆ กล้าถึงขนาดปล้นเงินเจ้านายของเขาเลยหรือนี่
คราวนี้ตลาดค้าส่งคงถูกจัดระเบียบอย่างจริงจังเสียทีสินะ
แต่หัวขโมยก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่า นายกเทศมนตรีของเขตเศรษฐกิจพิเศษจะมาเดินเหงื่อตกเบียดเสียดกับผู้คนในตลาดค้าส่งเช่นนี้ เสี่ยวหวังรีบควักกระเป๋าเงินของตัวเองเพื่อจ่ายเงินให้หลิวเฟิน พลางพึมพำว่า “บัตรข้าราชการของท่านก็คงอยู่ในนั้นด้วยสินะครับ”
หากหัวขโมยเปิดกระเป๋าเงินดูเมื่อไรคงตกใจกลัวจนหัวหด
หลิวเฟินไม่อยากรับเงินไว้ เพราะถ้าทังหงเอินไม่ไปเปลี่ยนสินค้าเป็นเพื่อนเธอก็คงไม่ถูกขโมยเงินเช่นนี้ กระเป๋าเงินของเขาหายไปแล้ว ยังจะต้องให้เขาจ่ายค่ากางเกงอีกหรือ?
ตอนนี้หลิวเฟินลองมาคิดดู ทังหงเอินไม่เหมือนคนไม่ระวังตัว แต่คงเป็นตอนที่มอเตอร์ไซค์ขับผ่านกลางตลาด ผู้คนล้วนเบียดเสียดไปมา ทังหงเอินมัวแต่ปกป้องเธอจึงไม่ทันระวังถึงได้ถูกคนกรีดกระเป๋า
“หัวหน้า ทำอย่างไรดีครับนี่...”
ไม่ใช่ว่าเสี่ยวหวังไม่อยากให้เงิน แต่เป็นหลิวเฟินต่างหากที่ไม่ยอมรับไว้
ทังหงเอินคิดในใจ ให้ผู้หญิงเลี้ยงหนึ่งครั้งกับสองครั้งก็เหมือนจะไม่ต่างกันมากนัก
เขาทำท่าบอกให้เสี่ยวหวังเก็บเงินใส่กระเป๋า ก่อนจะหันไปพูดกับหลิวเฟินว่า “เช่นนั้นฉันคงไม่เกรงใจแล้ว กางเกงตัวนี้ฉันขอรับไว้ก็แล้วกัน ขอบใจเธอมาก! จริงสิ เธอมาทั้งทีอยากไปเที่ยวที่เผิงเฉิงสักหน่อยหรือไม่ ช่วงนี้เสี่ยวหลานงานยุ่งมาก ดูผ่ายผอมลงไปไม่น้อย เธอช่วยจับตาดูหน่อยก็ดีนะ อย่าปล่อยให้เด็กคนนั้นเหนื่อยเกินไปเลย”
ประโยคนี้ของทังหงเอินตรงใจหลิวเฟินเป็นอย่างมาก เพราะเธอเองก็รู้สึกว่าลูกสาวผอมลงตั้งแต่ที่เจอกันแล้ว
ธุรกิจที่เผิงเฉิงต้องยุ่งขนาดไหน พี่ชายเธอดูแลเสี่ยวหลานอย่างไรกัน ทำไมแค่ไม่กี่วันลูกสาวเธอถึงได้ผอมลงขนาดนี้ ความจริงหลิวเฟินก็ไม่ค่อยอยากรีบกลับนัก เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดอายุครบ20ปีของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟินอยากอยู่ฉลองกับลูกสาว
พี่ชายเธอเป็นผู้ชายคงดูแลใครไม่เป็น พองานยุ่งขึ้นมาดีไม่ดีอาจจะลืมวันเกิดของหลานสาวไปแล้วก็ได้ หลิวเฟินไม่อยากปล่อยให้ลูกสาวฉลองวันเกิดตามลำพัง
“ฉันจะลองถามเสี่ยวหลานก่อนค่ะ”
หลิวเฟินไม่ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ทังหงเอินจึงยิ้มออกมา แสดงว่าตกลงจะไปเผิงเฉิงแล้วสินะ
เสี่ยวหวังพาหลิวเฟินไปยังสถานีรถไฟเพื่อส่งของไปยังปักกิ่งก่อน จากนั้นค่อยพาเธอไปเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานและเลขาเผิง
เมื่อเจอลูกสาว หลิวเฟินก็รู้สึกร้อนตัวอย่างบอกไม่ถูก
ทังหงเอินพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “ได้ยินว่าเซียงมี่หูน่าเที่ยวไม่น้อย แม่เธอมาทั้งทีพาแม่ไปเที่ยวดูสักครั้งสิ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็คิดเช่นเดียวกัน
สถานที่น่าเที่ยวต้องรีบไปตั้งแต่ยังได้รับความนิยม คนเยอะบรรยากาศย่อมครึกครื้น สภาพแวดล้อมและอุปกรณ์เครื่องเล่นก็ยังใหม่ หากไม่ไปเวลานี้นานวันเข้าข้าวของต่างๆ จะทรุดโทรมและมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย
อีกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากไปที่เซียงมี่หูอีกครั้ง ก่อนจะไปเจียงเฉิง เธอจะไปดูทำเลละแวกใกล้เคียงเซียงมี่หูให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะเธออยากได้ที่ดินสักเสี้ยวหนึ่งจากบริเวณที่แฮร์รอดส์ไม่ได้เลือกไป!
“ฉันจะทำตามคำแนะนำของอาทังค่ะ ไปเที่ยวเผิงเฉิงกับฉันสักสองวันนะคะแม่ ร้านที่ปักกิ่งให้ลูกน้องช่วยดูแลก็ได้ ถือเป็นการให้โอกาสพวกเขาได้ฝึกฝีมือไปในตัว ถึงอย่างไรมาหยางเฉิงครั้งนี้ก็ไม่ได้มีสินค้าใหม่มากมายนัก จะตั้งราคาขายเท่าไร แม่โทรไปบอกพวกเขาก็พอค่ะ”
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบ หลิวเฟินก็กลับหันไปมองทังหงเอินก่อนจะพยักหน้ารับ
เซี่ยเสี่ยวหลานสังเกตเห็นถึงความผิดปกติทันที
นี่เกิดอะไรขึ้น?
เพิ่งออกไปด้วยกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง บรรยากาศของแม่กับทังหงเอินกลับดูผิดปกติยิ่งนัก
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจแต่ก็ไม่ได้แหวกหญ้าให้งูตื่น
ไม่ทันไรเธอก็ได้คำตอบ ตอนถึงเผิงเฉิง ทังหงเอินบอกว่านานๆ ทีหลิวเฟินจะมาที่นี่สักครั้ง คืนนี้ทุกคนควรออกไปทานข้าวด้วยกันสักมื้อ
เลขาเผิงรู้สึกลำบากใจ เขาจึงปฏิเสธโดยอ้างว่ายังมีงานต้องทำ และถามเจ้านายว่าให้เสี่ยวหวังขับรถไปส่งเขาได้หรือไม่ หลังพวกเขาออกไปก็เหลือแค่พวกเซี่ยเสี่ยวหลานสามคน
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนตนเป็นก้างขวางคอชิ้นโต
จะว่าไปก็บังเอิญเหลือเกิน ภัตตาคารชั้นสูงในเผิงเฉิงมีอยู่แค่ไม่กี่แห่ง และร้านที่ทั้งสามคนเดินทางไปก็คือร้านเดียวกับที่แฮร์รอดส์ได้เชิญจอร์จกับจี้หย่ามากินข้าวด้วยกัน
คนสองกลุ่มเจอกันหน้าร้าน จี้หย่ามองทังหงเอิน ก่อนจะปรายตามองหลิวเฟิน
หลิวเฟินเวลานี้ไม่เหมือนกับคราวก่อนที่จี้หย่าเคยเจอ เธอดูสวยขึ้น การแต่งตัวก็พอดูได้
แต่จี้หย่ารู้ดีว่า ต่อให้ภายนอกจะห่อหุ้มด้วยเปลือกที่ดีแค่ไหน สุดท้ายก็เป็นแค่หญิงชนบทเท่านั้น
ทังหงเอินพาหญิงชนบทเข้าออกภัตตาคารหรูแบบนี้ โลกใบนี้มีเรื่องบังเอิญแบบนี้เสียที่ไหน เขาจงใจมาเพื่อหาเรื่องเธอชัดๆ!
เธอยิ้มอย่างดูแคลน “ทานอาหารตะวันตกอย่างนั้นหรือ รู้หรือเปล่าว่าต้องใช้มือข้างไหนถือมีด มือข้างไหนถือส้อม? ที่นี่ไม่ได้ถือมีดเพื่อฆ่าหมูหรือตัดหญ้าเหมือนที่บ้านนอกนะ ระวังขายหน้าชาวต่างชาติล่ะ”
ตอนที่ 926: อยากให้เธอเห็น
ปากสุนัขคงไม่คายงาช้าง
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเสนอให้กินอาหารฝรั่งเพื่อเปลี่ยนรสชาติ หากเธอรู้ก่อนว่าจะเจอจี้หย่าเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานคงยอมกินร้านอาหารริมทางเสียยังดีกว่า จะได้ไม่กระทบกับความอยากอาหารด้วย
คำพูดดูหมิ่นเหยียดหยามของจี้หย่าทำให้ขมับของเซี่ยเสี่ยวหลานเต้นตุบๆอยู่ตลอดเวลา ทุกคนล้วนบรรลุนิติภาวะกันแล้วทั้งนั้น แต่ปากของคนบางคนช่างเหม็นเน่าเหลือเกิน เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเขย่าสมองของจี้หย่าดูยิ่งนักว่ามีอะไรอยู่ในนั้น
“ปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศแล้ว ฉันนึกว่าชาวจีนจะยืดอกเดินตัวตรงไม่ต้องยอมก้มหัวให้ใคร แต่นึกไม่ถึงเลยว่ายังมีคนชอบแสร้งทำตัวเป็นลูกครึ่งฝรั่งมังค่า มัวแต่คุกเข่าเลียชายกางเกงชาวต่างชาติ! ใช้มีดกับส้อมเป็นหรือไม่แล้วมีปัญหาหรือ ที่นี่คือเผิงเฉิง คือเขตแดนของประเทศจีน ไม่ว่าร้านอาหารจะเป็นของชาวจีนหรือไม่ หรือต่อให้เจ้าของร้านเป็นชาวต่างชาติก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ ฉันจ่ายเงินซื้ออาหาร ถ้าใช้มีดกับส้อมหั่นเนื้อสเต๊กก็แสดงว่าฉันอยากเคารพวัฒนธรรมการกินอาหารของชาติอื่น แต่ถ้าฉันไม่ต้องการ พวกเขาก็ต้องเอาตะเกียบมาประเคนให้ฉันที่โต๊ะ คุณอาทังคิดว่าฉันพูดถูกไหมคะ”
เผิงเฉิงยังไม่มีภัตตาคารสุดหรูที่สามารถไล่แขกออกจากร้าน
ถ้าที่นี่เป็นสถานที่แบบพวกคลับเฮาส์ เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่นำมาเปรียบเทียบส่งเดชแน่นอน เพราะหากจี้หย่ามีคุณสมบัติเข้าร่วมคลับเฮาส์แต่เพียงผู้เดียว แล้วเธอยังจะพูดอะไรได้อีก
แต่ที่นี่คือร้านอาหารที่ขายอาหารให้กับคนทั่วไป ไม่ว่าใครก็ไล่เซี่ยเสี่ยวหลานออกไปไม่ได้
ที่สำคัญกว่านั้นคือเธอมากับนายกเทศมนตรีทัง และที่ดินผืนนี้ยังเป็นของเผิงเฉิง!
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากดูสิว่าทังหงเอินจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ถ้าเขาอยากคบกับแม่เธอจริงก็ต้องสลัดคนบ้าอย่างจี้หย่าให้หลุด มิเช่นนั้นต่อไปหากทั้งสองฝ่ายเจอกัน จะให้แม่ของเธอเป็นฝ่ายถูกรังแกตลอดอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าทังหงเอิน จี้หย่าเองก็มองทังหงเอินเช่นกัน
สุดท้ายทังหงเอินก็ทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง
หลิวเฟินไม่ได้กลัวจี้หย่าแม้แต่น้อย ทว่าเธอไม่ได้พูดจาฉะฉานเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนถูกจี้หย่าดูแคลน หลิวเฟินยังคงเรียบเรียงคำพูดตอกกลับไม่เสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ชิงพูดก่อนเสียแล้ว จากนั้นก็ยกอำนาจการตัดสินใจให้กับทังหงเอิน
ขณะที่ทังหงเอินนั้น...
เขาทำในสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ด้วยการจูงมือหลิวเฟิน
“เสี่ยวหลานพูดถูก กินข้าวที่ไหนไม่สำคัญ ใช้อุปกรณ์อะไรกินข้าวก็ไม่สำคัญเช่นกัน ที่สำคัญคือกินข้าวกับใคร อาเฟิน ถ้าเธอไม่ชอบใช้มีดกับส้อม อีกเดี๋ยวฉันจะใช้ตะเกียบกินเป็นเพื่อนเธอเอง”
ทังหงเอินไม่แม้แต่จะปรายตามองจี้หย่า ทั้งยังจูงหลิวเฟินเดินเข้าร้านไป
ผู้จัดการร้านยืนดูสถานการณ์อยู่ข้างๆนานแล้ว เมื่อเห็นนายกเทศมนตรีเดินเข้าไปในร้าน เขาก็รีบวิ่งตามไปทันที
แน่นอนว่าจี้หย่าโมโหจนตัวสั่น ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันกินอาหารค่ำก็ถูกป้อนอาหารหมาเต็มปากเสียแล้ว เธออยากกดไลก์ให้กับคำตอบของทังหงเอินเหลือเกิน แต่ก็รู้สึกจุกอกเล็กน้อย เขากำลังเอาเปรียบแม่เธอมิใช่หรือ ถึงกับจูงมือแม่เธอต่อหน้าคนอื่นแบบนี้!
สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยคำว่า จูงมือแล้ว ทั้งสองคนจูงมือกันแล้ว...
หลิวเฟินถูกทังหงเอินจูงมือตลอดทางจนมาถึงโต๊ะอาหารที่จองไว้ล่วงหน้า ผู้จัดการร้านมองไม่ออกถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา แต่สุภาพสตรีท่านนั้นเหมือนจะทำให้ท่านนายกรู้สึกไม่ชอบใจ
“พวกผมปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีเองครับ ไม่ควรให้คนไร้มารยาทเข้ามารับประทานอาหารในร้าน ท่านวางใจได้ครับ ผมจะไปเชิญคุณผู้หญิงคนนั้นออกจากร้านเดี๋ยวนี้...”
หาเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยแท้ นายกเทศมนตรีพาแขกมาทานอาหาร เขาอยากใช้อุปกรณ์อะไรกินข้าวแล้วเกี่ยวอะไรกับจี้หย่ากันเล่า!
ผู้จัดการร้านข่มความรู้สึกอยากฉีกจี้หย่าออกเป็นชิ้นๆลงท้อง แม้นายกทังจะไม่ได้เพิ่งมาร้านอาหารของพวกเขาเป็นครั้งแรก แต่ร้านอาหารของพวกเขาคงเป็นร้านแรกที่ได้ต้อนรับบุคคลที่นายกทังจูงมือต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ สุภาพสตรีท่านนี้คงเป็นคุณนายของท่านนายกทัง
พอได้ยินว่าจะไล่จี้หย่าไป หลิวเฟินก็ขยับมือ และดึงมือออกจากมือของทังหงเอินทันที
“ไม่เป็นไรค่ะ ที่นี่คือร้านอาหาร ใครก็สามารถมาได้ทั้งนั้น”
ผู้จัดการร้านรอทังหงเอินพยักหน้า ถึงมั่นใจว่าไม่ต้องไล่จี้หย่าไป
เมื่ออยู่กันตามลำพัง ทังหงเอินก็พูดว่า “เธอไม่ต้องกลัวเรื่องยุ่งยากหรอก ถ้าไม่ชอบใครก็เชิญพวกเขาอยู่ให้ไกลจากสายตา ตอนนี้เธอสามารถทำได้ อนาคตก็เช่นกัน”
จี้หย่าสำคัญตรงไหน แต่ที่เมื่อก่อนที่ทังหงเอินไม่เอาเรื่องตระกูลจี้ ไม่ใช่เพราะเขากลัวตระกูลจี้
เขาเพียงให้เกียรติตระกูลจี้ แม้จะหย่าร้างกับจี้หย่าแล้วแต่ก็ยังคงไปสวัสดีปีใหม่ทุกปี ไม่ใช่ว่าเขายังไม่ลืมจี้หย่า เขาแค่อยากเจอจี้เจียงหยวน การไม่ได้ทำหน้าที่พ่อทำให้เขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ความรู้สึกผิดนี้เขาเองก็เคยมีให้กับจี้หย่า คนจนอย่างเขามีวาสนาได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่เขากลับเลือกที่จะถูกส่งตัวไปทำงานในคอกวัว ทำให้ตระกูลจี้ต้องมาเสี่ยงภัยไปด้วยกัน นี่คือความผิดของเขาเอง
ทว่าจี้หย่ายังคงหาเรื่องกันไม่หยุดหย่อน การกระทำของเธอทำให้ความรู้สึกผิดของทังหงเอินค่อยๆมลายหายไปนานแล้ว
ที่เขายอมให้เกียรติจี้หย่าอยู่บ้าง เพราะเห็นแก่จี้เจียงหยวนทั้งสิ้น
แต่หลิวเฟินไม่จำเป็นต้องให้เกียรติจี้หย่า ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต ยิ่งถ้าพวกเขาคบกันแล้วยิ่งไม่จำเป็น!
หลิวเฟินส่ายหน้าปฏิเสธ “ฉันไม่ได้กลัวเรื่องยุ่งยากค่ะ ฉันแค่อยากให้เธอเห็น”
เห็นอะไร?
เซี่ยเสี่ยวหลานเดินตามมาทีหลัง และได้ยินคำพูดของแม่เข้าพอดี
“คนแบบนี้ อย่าไปโมโหด้วยเลยค่ะ หากเราโมโหเมื่อไรนั่นก็เท่ากับเธอบรรลุเป้าหมายแล้ว”
จี้หย่ากับจอร์จนั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากชื่นชมความแข็งแกร่งทางใจของจี้หย่าเสียจริงๆ
มีอะไรน่าหาเรื่องนักหรืออย่างไร อยากให้สามีเก่าที่หย่าร้างกันไปแล้วลืมเธอไม่ลงอย่างนั้นหรือ?
โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวคนคนเดียว ในเมื่อแยกทางกันแล้ว ความรู้สึกที่เคยมีให้ย่อมหวนคืนกลับมายาก ไม่มีเหตุผลที่หลังหย่าร้างกันแล้วจี้หย่าสามารถมีชีวิตรักได้อย่างจัดจ้าน แต่กลับเรียกร้องขอให้ทังหงเอินใช้ชีวิตจืดชืดราวกับพระสงฆ์ การที่จี้หย่าเป็นฝ่ายขอหย่าเอง ทั้งยังโบกมือลาทังหงเอินในช่วงที่ประเทศยังไม่สงบสุขก็เป็นเพราะไม่อยากร่วมทุกข์กับเขามิใช่หรือ
คนแบบนี้ยังจะให้ทังหงเอินเห็นเป็น ‘รักที่ไม่อาจลืมเลือน’ ได้อีกรึ นักเขียนนิยายรักหวานแหววยังไม่กล้าเขียนเรื่องเหลวไหลแบบนี้ด้วยซ้ำ
ในความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงย่อมมีคนไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย แถมยังมีจำนวนไม่น้อย
แต่ทังหงเอินไม่ใช่คนแบบนั้น
ถ้าเขาเป็นคนหลงงมงายในความรัก ก็คงไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างทุกวันนี้!
ตอนแรกเซี่ยเสี่ยวหลานกับทังหงเอินไม่เข้าใจว่าหลิวเฟินอยากให้จี้หย่าเห็นอะไร
ไม่นานอาหารของพวกเขาก็ถูกยกมาเสิร์ฟ และผู้จัดการร้านก็ได้เตรียมตะเกียบมาให้จริงๆ เดิมทีเขาอยากสั่งทางพ่อครัวให้หั่นเนื้อสเต๊กให้ แต่ก็ไม่กล้าตัดสินใจเองโดยพลการ ถึงอย่างไรก็มีพนักงานของร้านยืนอยู่ห่างไปไม่กี่ก้าว ถ้าทังหงเอินต้องการ พนักงานผู้มีไหวพริบจะหั่นเนื้อสเต๊กให้พอดีคำ เพื่อให้พวกเขาใช้ตะเกียบคีบกินได้ทันทีอย่างแน่นอน
ขณะที่โต๊ะของจี้หย่ากับจอร์จนั้นอาหารกลับยังไม่มาเสิร์ฟเสียที ไม่ใช่เพราะร้านอาหารทำงานช้า แต่เหมือนกำลังรอใครบางคนอยู่
“อยากใช้ตะเกียบหรือเปล่า”
ทังหงเอินถามหลิวเฟิน พร้อมกับที่มือของเขาแตะตะเกียบแล้ว
“ความจริงฉันก็ไม่ค่อยชินกับการใช้มีดส้อมสักเท่าไร ถึงอย่างไรชาวจีนก็มีรสนิยมเป็นของตัวเอง เวลากินข้าวกับแขกต่างชาติ เนื้อสเต๊กที่ยังแดงสดฉันก็ไม่กล้ากินเหมือนกัน”
หลิวเฟินส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องใช้ตะเกียบหรอกค่ะ ฉันใช้มีดกับส้อมเป็น เสี่ยวหลานเคยสอนฉันมาก่อน”
เวลานี้หลิวเฟินรู้สึกประหม่ามาก เพราะเธอรู้ว่าจี้หย่าคงหันมามองทางนี้แน่นอน
มือที่เคยถือมีดตัดหญ้ามีปัญหาตรงไหน?
ตัดหญ้าได้ ฆ่าไก่ฆ่าปลาได้ แค่ใช้มีดหั่นเนื้อสเต๊กมันจะยากสักเท่าไรกันเชียว
จี้หย่าเองก็ไม่ใช่ว่าจะรู้จักธรรมเนียมการกินอาหารฝรั่งมาตั้งแต่กำเนิด แม้ชาติกำเนิดของเธอจะด้อยกว่าจี้หย่า แต่ของแบบนี้สามารถเรียนรู้กันได้
หลิวเฟินพยายามทำตัวให้นิ่งที่สุด เธอไม่เพียงจับมีดได้อย่างถูกต้อง แม้แต่ตอนใช้มีดหั่นเนื้อสเต๊กก็ไม่กระทบกับจานจนเกิดเสียงดัง ไม่ว่ามองมุมไหน ท่าทางการรับประทานอาหารของเธอต่อให้ไม่ตรงตามตำรา แต่ก็นับว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานอย่างแน่นอน
หลิวเฟินหั่นเนื้อก่อนจะส่งเข้าปาก
แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตกตะลึง
เซี่ยเสี่ยวหลานจำได้ว่าเธอเคยสอนแม่ใช้มีดส้อมแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ตอนนั้นแม่ดูเครียดมากไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้ถึงใช้คล่องขนาดนี้เล่า?
ทังหงเอินหลุดยิ้มออกมา ที่แท้เธออยากให้จี้หย่าเห็นภาพนี้เองหรอกหรือ!
ตอนที่ 927: อวยพรไม่ลง
คนบ้านนอกคงไม่อาจเป็นคนบ้านนอกไปทั้งชีวิต!
สถานะและสภาพแวดล้อมสามารถเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพและเนื้อแท้ของคนได้
ไม่มีใครอยู่ในกะลาไปได้ตลอด เมื่อสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป เมื่อไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง หลิวเฟินก็หาใช่หญิงบ้านนอกคนเดิมที่ต้องคอยประหยัดมัธยัสถ์อยู่เสมออีกต่อไป
ประหยัดเพราะยากจน ในเมื่อตอนนี้ไม่ยากจนแล้วเธอก็ยินดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง และกระตือรือร้นอยากไล่ตามชีวิตของคนเมืองให้ทัน
จี้หย่าเปิดสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าได้ หลิวเฟินก็สามารถบริหารร้านเสื้อผ้าสามแห่งได้เหมือนกัน จากแผนการขยายกิจการหลานเฟิ่งหวงของเซี่ยเสี่ยวหลาน อนาคตคงไม่ได้มีแค่ไม่กี่สาขาเท่านั้น... ไม่มีใครด้อยไปกว่าใคร เซี่ยเสี่ยวหลานซื้อรถซีตรองมาให้เธอขับ และย่าอวี๋ก็บอกอีกด้วยว่าเรือนสี่ประสานที่สือช่าไห่ ในอดีตเคยมีขุนนางใหญ่อาศัยอยู่
แม้เรื่องในอดีตของเธอจะไม่อาจฝังกลบได้ด้วยสิ่งเหล่านี้ แต่เธอคนปัจจุบันคือคนที่สามารถกินอาหารฝรั่งได้อย่างสบายใจ แม้การกินอาหารของชาวต่างชาติจะเป็นแค่การลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ นานๆทีจะกินสักครั้ง แต่เธอก็ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองต้องขายหน้าคนอื่นอย่างแน่นอน!
มือที่ถือมีดส้อมของหลิวเฟินเริ่มนิ่งขึ้นเรื่อยๆ เธอค่อยๆเคี้ยวก่อนจะกลืนเนื้อสเต๊กลงคอ และเอ่ยเสียงเบาว่า
“มองแม่ทำไม ไม่กินกันหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานถูกแม่ตัวเองทำเอาตะลึงงัน
“กินสิคะ ฉันแค่นึกไม่ถึงว่าแม่...”
แม่ใช้มีดส้อมคล่องแคล่วเหลือเกิน ดูไม่เหมือนคนที่เคยกินแค่ครั้งเดียวเลยสักนิด สีหน้าของหลิวเฟินดูภูมิใจยิ่งนัก ทว่าก็ไม่ได้เล่าเรื่องอะไรให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแต่อย่างใด
วันนี้ทังหงเอินรู้สึกว่าหลิวเฟินต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาจริงๆ ตั้งแต่เขาถูกโจรกรีดกระเป๋ากางเกงที่ตลาด หลิวเฟินก็เหมือนปลดล็อกความเป็นตัวเองได้แล้ว อย่างเช่นสีหน้าเล็กๆน้อยๆ บางอย่างของเธอที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
“ใครบอกกันว่าเธอใช้มีดส้อมไม่เป็น เธอใช้ได้ดีกว่าฉันเสียอีก”
เหมือนที่เขาบอกไว้ กินอะไร กินที่ไหน กินอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากินกับใคร คนที่กินข้าวด้วยนั้นมีความสำคัญมาก ความหงุดหงิดที่เจอกับจี้หย่า ถูกสีหน้าภาคภูมิใจของหลิวเฟินลบล้างไปจนหมด เนื้อสเต๊กที่รสชาติธรรมดาธรรมดาที่เคยทาน วันนี้เขากลับรู้สึกว่ามันทั้งนุ่มและชุ่มฉ่ำเหลือเกิน
ฝีมือการทำอาหารของร้านนี้ดีกว่าที่อื่นหรือ?
ไม่น่าจะใช่ อาหารตะวันตกที่ทังหงเอินเคยกินมาล้วนกินตอนต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง พ่อครัวที่หามาย่อมมีฝีมือชั้นเลิศยิ่งกว่าภัตตาคารแห่งนี้
เพราะอารมณ์ไม่เหมือนกัน จึงทำให้อาหารอร่อยขึ้นต่างหาก!
———————————————
ห่างออกไปไม่กี่โต๊ะ จี้หย่ารู้สึกคันคอยิ่งนัก เธออยากสูบบุหรี่สักมวนเหลือเกิน
นอกจากความอัดอั้นเพราะถูกหักหน้าแล้ว ยังมีความโกรธที่ถูกเหยียดหยาม รวมถึงความน้อยใจที่ไม่อาจอธิบายได้อีกด้วย... สองปีแรกหลังเธอกับทังหงเอินแต่งงานกัน ความรักที่ร้อนแรงเริ่มดับมอดลง ความแตกต่างด้านการใช้ชีวิตของทั้งคู่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น จี้หย่าเคยพยายามปรับเปลี่ยนความเคยชินของทังหงเอิน อยากทำให้เขามีงานอดิเรกที่มีระดับเช่นเดียวกับเธอ
ทว่าทังหงเอินทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่ และไม่ใส่ใจเรียนรู้งานอดิเรกเหล่านั้นเลยสักนิด
กินสเต๊ก?
ไม่มีทาง!
กรุงปักกิ่งยังพอหาร้านอาหารตะวันตกได้ แต่พื้นที่ห่างไกลอย่างอวี้หนาน แม้แต่เนื้อวัวยังหาซื้อได้ยากเลยด้วยซ้ำ
จี้หย่ารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
ตอนเธออยู่กับทังหงเอิน แม้เขาจะเป็นคนเก่งดูมีอนาคต แต่หากคุยกันด้วยเหตุผลและความเป็นจริง ข้าราชการหนุ่มได้เงินเดือนแค่ไม่เท่าไร และด้วยระดับเงินเดือนของทังหงเอินในเวลานั้น เขาไม่มีทางรักษาคุณภาพชีวิตของจี้หย่าให้เหมือนตอนก่อนแต่งงานได้
ดังนั้นเธอจึงคิดว่า ช่วงเวลาที่เธออยู่กับทังหงเอิน เธอไม่เคยได้เสพสุข ทั้งยังต้องแบกรับความทุกข์มาโดยตลอด
ตอนนี้ทังหงเอินกลายเป็นนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือว่ามีหน้ามีตาในสังคม จากตำแหน่งหน้าที่ของทังหงเอินในเวลานี้คงได้เงินเดือนประมาณ300กว่าหยวน รวมถึงสวัสดิการต่างๆ... แม้ข้าราชการระดับสูงจะไม่ได้มีเงินเก็บมากนัก แต่เรื่องปัจจัยสี่แทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเลย
อยากกินสเต๊ก ทังหงเอินย่อมมีปัญญาจ่ายแน่นอน
ตอนนี้เขาคงไม่อาจบอกว่าของพวกนี้หรูหราแต่ไร้คุณค่าได้อีกต่อไปสินะ เพราะทัศนคติและวิสัยทัศน์ของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
ทว่าหลังเขาประสบความสำเร็จจนสามารถเข้ามาในสถานที่แบบนี้ได้ คนที่ได้เสพสุขไปพร้อมกับเขากลับไม่ใช่จี้หย่า แต่เป็นหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง แถมเขายังจูงมือหญิงบ้านนอกคนนั้นต่อหน้าต่อตาเธอ... จี้หย่าอยากทำลายข้าวของที่อยู่ตรงหน้าให้หมดเหลือเกิน
จอร์จฟังภาษาจีนไม่ออก ดังนั้นถ้าไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ เขาคงทำได้แค่เดาว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นเท่านั้น
จี้หย่าเห็นทังหงเอินพาผู้หญิงอื่นมากินข้าว เธอพูดอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นทังหงเอินก็จูงมือผู้หญิงคนนั้นเข้าร้านอาหารไป... สำหรับประเทศจีนการทำเช่นนี้ถือว่าใจกล้าเป็นอย่างมาก เพราะชาวจีนมีนิสัยขี้อาย แม้แต่สามีภรรยา พ่อแม่ลูก รวมถึงเพื่อนสนิท พวกเขายังไม่ค่อยกล้าแสดงออกถึงความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจนเช่นนี้
ผู้ชายกับผู้หญิงชาวจีนที่จูงมือกันในที่สาธารณะ คงมีแต่พวกหนุ่มสาวที่ความรักกำลังร้อนแรงเท่านั้น
แต่ข้าราชการชาวจีนคนหนึ่งสามารถทำเรื่องใจกล้าได้ขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าทังหงเอินกำลังมีความรักที่ร้อนแรง... ผู้ชายคนนี้ใช้วิธีการปัญญาอ่อนกระตุ้นความโกรธของจี้หย่าอย่างนั้นหรือ?
“ที่รัก เราอย่าสนใจเขาเลย ถ้าเขามีความรักใหม่ถือว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์กับพวกเรา”
ถ้าเลิกยึดติดกับจี้หย่าแล้ว ก็จะไม่สั่งห้ามจี้หย่าออกนอกประเทศใช่หรือไม่
การลงทุนในประเทศจีนของจอร์จยังไม่เริ่มต้นขึ้น ดังนั้นเขาสามารถถอนตัว และสามารถพาจี้หย่ากลับอเมริกาได้ทุกเมื่อ
แม้จี้หย่าจะย้ายสตูดิโอกลับจีนแล้ว แต่นอกจากค่าตกแต่งภายในกับค่าจ้างดีไซเนอร์และผู้ช่วย ค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆก็ไม่ได้ขาดทุนมากนัก เรื่องพวกนี้อยู่ในขอบเขตที่จอร์จสามารถยอมรับได้
ถ้าถามว่าเขารู้สึกเสียดายอะไรที่จีน คงมีแต่การลงทุนของแฮร์รอดส์ในเผิงเฉิง...
จอร์จกำลังประเมินข้อดีข้อเสีย ทว่าจี้หย่ากลับหัวเราะเสียงเย็น
“คุณคิดว่าฉันควรอวยพรที่เขาเจอคนใหม่อย่างนั้นหรือ? ผู้ชายคนนี้ฉันเป็นคนเลือกเดินจากเขามาเอง นั่นก็หมายความว่าฉันไม่ได้รักเขาตั้งนานแล้ว แต่เขากลับเลือกผู้หญิงแบบนี้มาเสียได้ แถมยังจงใจพามาอวดต่อหน้าฉัน นี่ไม่ใช่เพราะอยากเหยียดหยามฉันอย่างนั้นหรือ!”
จอร์จอดที่จะปรายตามองไปทางหลิวเฟินไม่ได้
และเขาก็ไม่รู้ว่าหลิวเฟินนั้นแย่ตรงไหน
เพราะตอนนี้หลิวเฟินดูปกติเป็นอย่างมาก ในสายตาของจอร์จเธอมีเสน่ห์สู้จี้หย่าไม่ได้ เพราะจี้หย่านั้นสูงโปร่งผอมเพรียว ในขณะที่ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างเล็ก อย่างไรก็ตามผู้หญิงตัวสูงมีความเซ็กซี่ แต่ผู้หญิงตัวเล็กใช่ว่าจะไม่มีคนชอบ จอร์จไม่กล้าพูดความจริง และเขาจำเป็นต้องเข้าข้างจี้หย่า
“ที่รัก เรามาที่นี่เพราะคำเชิญของอาแฮร์รอดส์ คนไม่สำคัญพวกนี้คุณอย่าไปสนใจเลย”
คำพูดของจอร์จทำให้จี้หย่าสูดหายใจลึกเพื่อสงบสติอารมณ์
เธอถูกการกระทำของทังหงเอินยั่วโมโหจนลืมเรื่องสำคัญไปเสียสนิท
“แฮร์รอดส์นัดพวกเราตอนทุ่มครึ่งใช่ไหม”
จอร์จพยักหน้ารับ “แต่พวกเรามาถึงก่อนเวลา เพราะเขาไม่ชอบคนมาสาย”
จี้หย่าไม่ได้รู้สึกโมโห
การที่แฮร์รอดส์ไม่ชอบคนมาสายก็ไม่แปลก หลังจากที่เวลาของใครสักคนเริ่มมีคุณค่า การเสียเวลาแค่นาทีเดียวก็คือการขาดทุน ดังนั้นเขาย่อมให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาเป็นพิเศษ
“ตอนนี้หนึ่งทุ่มยี่สิบแปดนาทีแล้ว”
จี้หย่าเพิ่งพูดจบก็เห็นแฮร์รอดส์ปรากฏตัวที่หน้าทางเข้าร้านอาหาร ด้านหลังเขามีจี้เจียงหยวนกับพ่อบ้านอัลเลนตามมาด้วย
จี้หย่ากับจอร์จลุกขึ้นยืน เธอฉีกยิ้มเล็กน้อย ส่วนจอร์จก็ได้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ก่อนหน้านี้ไปหมดแล้ว
“คุณอาแฮร์รอดส์...”
เขาทักทายแฮร์รอดส์ ทว่าแฮร์รอดส์กลับกวาดตามองไปรอบๆตามความเคยชิน และคนแรกที่เขาเห็นก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน ช่วยไม่ได้ คนสวยมักดึงดูดสายตาของผู้คนอยู่เสมอ
ถ้าเจอแค่เซี่ยเสี่ยวหลานเพียงคนเดียวเขาอาจจะยับยั้งฝีเท้าของตัวเองไว้ได้ แต่หลังจำได้ว่าคนที่กินข้าวโต๊ะเดียวกับเธอคือทังหงเอิน แฮร์รอดส์ก็ยิ่งมีเหตุผลให้ย่างก้าวตรงไปหา
เขาเคยบอกแล้วว่า เขากับเจ้าแม่มาเฟียผู้นี้มีโชคชะตาต่อกัน
หนึ่งสัปดาห์หลังงานเลี้ยง เขาไม่ได้ตั้งใจตามหาเธอ แต่สุดท้ายก็ได้เจอกันอีกครั้ง
จี้หย่าแย้มยิ้มลุกขึ้นเพื่อหวังต้อนรับแฮร์รอดส์ แต่เขากลับเดินตรงไปที่โต๊ะของทังหงเอิน...
ตอนที่ 928: อยากกลับไปคืนดีกับเขา?
“คุณอาแฮร์รอดส์...”
เมื่อกี้จอร์จเพิ่งปลอบจี้หย่าว่าอย่าไปใส่ใจทังหงเอิน แต่ตอนนี้เขากลับเจออุปสรรคเข้าเสียแล้ว
ทั้งคู่ไม่คิดบ้างเลยว่า ตอนนี้แฮร์รอดส์ต้องการลงทุนทำธุรกิจในเผิงเฉิง เมื่อบังเอิญเจอกับนายกเทศมนตรีเช่นนี้แล้วมีหรือที่เขาจะจำทังหงเอินไม่ได้ หรือจะให้เขาทำเป็นมองไม่เห็น เดินไปนั่งกินข้าวอย่างไม่แยแสอย่างนั้นหรือ?
แค่อาหารมื้อเดียว สำหรับแฮร์รอดส์ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น
“นายกทัง คุณเซี่ย ผมดีใจจริงๆครับ ที่ได้พบทั้งสองท่านที่นี่”
เมื่อได้ยินเสียงของแฮร์รอดส์ เซี่ยเสี่ยวหลานก็เกือบสำลักเนื้อสเต๊ก
อาหารมื้อค่ำวันนี้ช่างเต็มไปด้วยขวากหนาม ช่างเลือกร้านผิดเสียจริงๆ!
ข้างหลังแฮร์รอดส์มีจี้เจียงหยวนตามมาด้วย ที่แท้จี้หย่ากำลังรอพวกเขาอยู่นั่นเอง
จี้เจียงหยวนเองก็ทำหน้าแปลกประหลาดเช่นกัน
พ่อกับแม่เขากินข้าวอยู่ร้านเดียวกันแต่นั่งคนละโต๊ะ ทว่าแม่เขากลับยังไม่พังร้าน ช่างน่าแปลกใจเหลือเกิน!
อาหารค่ำมื้อนี้ โต๊ะของพ่อเขาเริ่มกินแล้ว ดูจากท่าทางคงกินกันอย่างมีความสุขไม่น้อย
ส่วนอีกโต๊ะ ท่าทางของแม่เขาเวลานี้ดูโกรธมาก
จี้เจียงหยวนไม่ได้อกตัญญู เดิมทีเขายืนอยู่ข้างเดียวกับจี้หย่าอย่างไร้เงื่อนไข ทว่าความกตัญญูและเอาใจใส่เหล่านั้นของเขาแทบถูกจี้หย่าทำลายไปหมดสิ้น สิ่งที่แม่ของเขาไม่เคยเข้าใจคือโลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีใครยอมตามใจเธอได้ตลอดชีวิต!
แฟนหนุ่มคนปัจจุบัน ดีไม่ดีวันหนึ่งอาจจะทิ้งเธอไปเมื่อไรก็ได้ แล้วอดีตสามีที่หย่าร้างกันแล้วสิบกว่าปี ทำไมต้องตามใจเธอทุกเรื่อง ทำไมต้องยอมเห็นแก่ความรู้สึกของเธอก่อนเสมอด้วยเล่า?
“ผมเองก็นึกไม่ถึงว่าจะได้พบกับคุณแฮร์รอดส์กับเจียงหยวนที่นี่ พวกคุณก็มาทานข้าวสินะครับ สเต๊กคืนนี้ทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว!”
ภาษาอังกฤษของทังหงเอินติดสำเนียงชาวจีน เนื่องจากเขาเคยเรียนเมื่อหลายปีก่อน
ได้เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหยุดพัฒนาตัวเองได้ ถ้าต้องคอยพึ่งพาล่ามอยู่ตลอดเวลา ทังหงเอินคิดว่าพึ่งตัวเองเสียยังดีกว่า ดังนั้นสองปีที่ผ่านมานี้เขาจึงเริ่มฝึกฝนภาษาอังกฤษอีกครั้ง
อยู่ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ จี้เจียงหยวนจำต้องเอ่ยทักทายทังหงเอิน “สวัสดีครับพ่อ” ทังหงเอินได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา
“นี่คือน้าหลิว แม่ของเสี่ยวหลาน ก่อนหน้านี้ก็เคยเจอกันครั้งหนึ่งแล้วสินะ”
เคยเจอกันจริงนั่นแล ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ตระกูลจี้โดนย่าอวี๋ด่าเสียหน้าแตกยับ พอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเช่นนี้ จี้เจียงหยวนก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เขานึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมากินข้าวกับพ่อของเขาเลยพาแม่มาด้วย แต่ดูแล้วเหมือนอาหารมื้อนี้จะมีความหมายอื่น
“สวัสดีครับ น้าหลิว”
“สวัสดีจ้ะ สวัสดี”
จี้เจียงหยวนทักทายหลิวเฟินอย่างมีมารยาท แต่หลิวเฟินกลับมือชื้นเหงื่อไปหมด
จี้เจียงหยวนยอมรับแฟนหนุ่มของจี้หย่าได้หมด ดังนั้นย่อมไม่มีเหตุผลที่เขาจะคัดค้านไม่ให้ทังหงเอินคบหากับผู้หญิงคนอื่น
เขาก็แค่นึกไม่ถึงว่า อีกฝ่ายจะเป็นแม่ของเซี่ยเสี่ยวหลาน
ครั้งก่อนที่เจอกัน จี้เจียงหยวนรู้สึกสับสนวุ่นวายใจจึงไม่ทันสังเกตเห็นถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่
แฮร์รอดส์แค่เดินมาทักทายเท่านั้น เขาไม่ได้อยู่ร่วมโต๊ะ เพราะมันดูเสียมารยาท เขาเดินแยกตัวไป ก่อนจะหันมาขยิบตาให้เซี่ยเสี่ยวหลาน
ผู้ชายคนนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ
หลิวเฟินเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน เมื่อครู่เธอเจอกับจี้หย่าก่อน จากนั้นทังหงเอินก็แนะนำเธอให้รู้จักกับจี้เจียงหยวน
จี้เจียงหยวนกับเสี่ยวหลานเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ความสัมพันธ์ของพวกเธอช่างสับสนวุ่นวายยิ่งนัก!
“ไม่ต้องประหม่า ถ้าบอกว่าจี้หย่ามีข้อดีอะไรบ้าง ก็คงเป็นเรื่องที่เธอเอาใจใส่การศึกษาของเจียงหยวนมาก ความคิดของเจียงหยวนจึงเป็นแบบชาวตะวันตก เขาจะไม่เข้ามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของฉัน”
ทังหงเอินพูดอย่างมั่นใจเพื่อปลอบโยนหลิวเฟิน
เซี่ยเสี่ยวหลานก้มหน้ากินอาหาร พลางคิดในใจว่านายกทังได้คืบจะเอาศอกยิ่งนัก พยายามหลอกล่อแม่ของเธอให้เดินร่วมทางกับเขาตลอดเวลา
ไม่รู้ว่าวันนี้ตอนไปเปลี่ยนสินค้า เวลาสั้นๆแค่ไม่กี่ชั่วโมง ตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ถึงดูคืบหน้าไปอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้
การออกมากินข้าวมื้อนี้ก็ดันเจอกับจี้หย่า
บางครั้งความเคลือบแคลงใจจากโลกภายนอกอาจทำให้คู่รักต้องแยกทางกัน แต่บางครั้งมันกลับกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดีก็เป็นได้
สถานการณ์คืนนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างหลัง หากไม่มีการดูถูกและประชดประชันของจี้หย่า ทังหงเอินคงไม่วู่วามจูงมือแม่เธอต่อหน้าสาธารณชน ขณะเดียวกัน แม่ของเธอก็ไม่ได้สะบัดมือของนายกทัง... การยอมรับทางอ้อมเช่นนี้ คงทำให้จี้หย่ารู้สึกเดือดจัดจนควันแทบออกหูแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ได้ถามแม่ว่าคิดอย่างไร แต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่ ฝ่ายที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดคือคุณนายจี้
การอบรมแบบลูกผู้ดี?
คุณนายจี้คงลืมคำนี้ไปนานแล้ว!
ท่าทีที่จี้หย่ากับจอร์จปฏิบัติกับแฮร์รอดส์คือการประจบประแจงเอาใจอย่างชัดเจน
ทว่าแฮร์รอดส์กลับเดินมาทักทายทางนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานเกือบหลุดหัวเราะออกมา
นี่คือห่วงโซ่อาหาร
เมื่อไรจี้หย่าจะรู้ตัวเสียทีว่า ความเย่อหยิ่งที่เธอเคยมอบให้ผู้อื่น ไม่ช้าก็เร็วจะย้อนเข้าตัวเธอเอง
ในฐานะนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิง ทังหงเอินย่อมอยากได้เงินลงทุนจากนักธุรกิจชาวต่างชาติ
จี้หย่ากับจอร์จจึงเรียกมหาเศรษฐีชาวอเมริกันอย่างแฮร์รอดส์ วิลสันมาเป็นกำลังเสริม
แต่ทั้งสองคนเอาความมั่นใจมาจากไหนว่า จะสามารถควบคุมความคิดของแฮร์รอดส์ได้
จี้หย่าไม่ได้อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ก็ยังพยายามแทรกเข้ามามีพื้นที่ในห่วงโซ่นี้จนได้ คนเราถ้าไม่ตระหนักถึงความสามารถของตัวเอง สักวันหากถูกคนที่วิ่งตามหลังเอาชนะได้ก็คงไม่น่าแปลกใจ
อย่างไรก็ตามอาหารค่ำมื้อนี้ จี้หย่าคงรู้สึกกล้ำกลืนจนแทบทนไม่ไหวอย่างแน่นอน
————————————
สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไว้นั้นไม่ผิดสักนิด เวลานี้จี้หย่าไม่อาจรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไป
และเธอจะกล่าวโทษพฤติกรรม ‘เข้าข้างศัตรู’ ของแฮร์รอดส์ก็คงไม่ได้
การกระทำของแฮร์รอดส์เป็นสิ่งที่เธอไม่สามารถควบคุมได้ เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่จอร์จที่จะยอมให้เธอระเบิดอารมณ์ใส่ตามใจชอบ
จอร์จยังคงพยายามชวนคุยเรื่องสนามกอล์ฟ ในขณะที่จี้หย่าทนไม่ไหวอีกแล้ว “เจียงหยวน ออกมากับแม่หน่อยได้ไหม แม่มีเรื่องอยากคุยด้วย... แฮร์รอดส์ พวกเราคงต้องขอตัวก่อนสักครู่นะคะ”
“คุณผู้หญิง เชิญตามสบายเลยครับ”
แฮร์รอดส์ไม่สนใจจี้หย่าแม้แต่น้อย
ความพยายามหลอกถามข้อมูลอย่างโง่เขลาของจอร์จ แฮร์รอดส์ตอบพอเป็นพิธีกลับไปเท่านั้น ความจริงแล้วหางตาของเขามักจะเหลือบมองไปที่โต๊ะของเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ตลอดเวลา
จี้เจียงหยวนลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า เขาคิดไว้แล้วว่าอาหารแค่มื้อเดียวแม่ก็คงทนไม่ไหว
พอทั้งสองคนเดินมาที่โถงทางเดิน จี้หย่าก็ทำสีหน้าเคร่งขรึม
“เจียงหยวน ทำไมลูกถึงไม่ทำอะไรเลย พฤติกรรมของเขาในวันนี้เป็นการเหยียดหยามแม่ และเป็นการเหยียดหยามลูกอีกด้วย!”
จี้เจียงหยวนรู้สึกปวดหัวจี๊ด เขาไม่เข้าใจระบบความคิดของแม่เลยจริงๆ
ทังหงเอินแนะนำให้เขารู้จักอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการ นี่คือการให้เกียรติ ส่วนที่ว่าเขาจะสนใจเรื่องนี้หรือไม่ ทังหงเอินจะปิดบังเรื่องนี้หรือเปล่า มันคนละเรื่องกัน!
เรื่องนี้คือการให้เกียรติกันและกันก็เท่านั้น!
“ผมไม่เข้าใจที่แม่พูด แต่ถ้าแม่ไม่อยากเจอเขา พวกแม่ก็ควรหลีกเลี่ยงไม่ทานอาหารที่เดียวกับเขาไม่ใช่หรือครับ หรือต่อให้แม่อวยพรให้พวกเขาไม่ได้ เรื่องนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นการเหยียดหยามตรงไหนนี่ครับ”
จี้หย่าหอบหายใจถี่ “เขาควงผู้หญิงบ้านนอก จงใจพามาหาแม่ นี่ยังไม่ใช่การหยามเกียรติแม่อีกหรือ มันแสดงให้เห็นว่า เขายินดีคบกับหญิงบ้านนอกไร้ความสามารถ ดีกว่า...”
คำพูดของจี้หย่าหยุดลงกลางคัน ทันใดนั้นจี้เจียงหยวนก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาในบัดดล “แม่อยากแต่งงานกับเขาอีกครั้งหรือครับ?”
ถึงจะเป็นประโยคคำถาม แต่ความจริงในใจเขามั่นใจในคำตอบแล้วเจ็ดถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์
เพราะแม่ของเขาเป็นพวกทำอะไรตรงข้ามกับสิ่งที่คิดอยู่เสมอ
ณ เวลานี้ จี้เจียงหยวนไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
ถ้าอยากขอคืนดีก็ไม่ควรทำตัวแบบนี้ตั้งแต่แรก แม้แต่ลูกแท้ๆ อย่างเขายังถูกบีบจนรับไม่ไหว แล้วนับประสาอะไรกับทังหงเอินที่หย่าร้างกันมาแล้วสิบกว่าปี!
จี้หย่าหน้าซีดพูดไม่ออกสักคำ เหมือนตื่นตกใจกับคำพูดของจี้เจียงหยวน
จี้เจียงหยวนหันมองเข้าไปในร้าน ตอนนี้โต๊ะของเซี่ยเสี่ยวหลานทานอาหารเสร็จแล้ว ภาพที่เห็นคือพ่อของเขาช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้น้าหลิว พลางเอียงหน้าพูดอะไรบางอย่าง ความทรงจำในวัยเด็กนั้นย่อมเลือนราง ทว่าหลังโตเป็นผู้ใหญ่การเจอกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกคือที่โรงพยาบาล และการเจอกันครั้งนั้นทำให้จี้เจียงหยวนรู้ว่าพ่อของเขาเป็นคนมีเหตุผล อ่อนโยน และมีความมุ่งมั่น
ถ้าแม่ของเขาต้องการการกระทำแบบนั้น หลังกลับจีนมาแล้วยอมเป็นฝ่ายเข้าหาพ่อของเขาสักหน่อย บางทีอาจจะพอยังมีโอกาสอยู่บ้าง
จี้เจียงหยวนกับจี้หย่าทะเลาะกันมาระยะหนึ่งแล้ว และไม่ว่าจี้หย่าพูดอะไรเขามักจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
แต่เวลาแบบนี้จี้เจียงหยวนคงแข็งกร้าวไม่ได้ และรู้สึกสงสารแม่ขึ้นมาทันที
“ถ้าเป็นตอนนี้คงสายไปแล้ว แม่ทำใจเถอะครับ”
ตอนที่ 929: โทรศัพท์ไม่ดังสักที
คนที่นิสัยดีและอ่อนโยนมากเท่าไร หากตัดสินใจอะไรแล้วย่อมเปลี่ยนใจยาก
ถ้าแม่ของเขานึกเสียดายจริง หลายปีที่ผ่านมาพ่อของเขาอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด มีโอกาสที่เธอจะขอคืนดีมากมาย
อยู่กันคนละประเทศคงติดต่อกันยาก แต่ปีที่แล้วหลังพวกเขาสองแม่ลูกกลับจีนมาก็ยังมีโอกาสให้คว้าไว้ไม่ใช่หรือ
ทว่าแม่ของเขากลับเลือกที่จะทำให้ทังหงเอินเกลียดชัง และทังหงเอินก็ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ครั้งใหม่แล้ว จี้เจียงหยวนถึงเพิ่งรู้ความรู้สึกที่แท้จริงของแม่
จี้เจียงหยวนมั่นใจในคำตอบนี้เป็นอย่างมาก แต่จี้หย่ากลับไม่ยอมรับ พอเรียกสติได้เธอก็ระเบิดอารมณ์ทันที
“ลูกรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา เขาเป็นใครมาจากไหน ต่อให้มาคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้แม่กลับไป แม่ก็ไม่มีวันชายตามองคนอย่างเขา!”
“แม่กับผมต่างก็รู้ดี ว่าผู้ชายที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีไม่มีทางคุกเข่าขอร้องให้อดีตคนรักหวนกลับมา...”
จี้เจียงหยวนไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว
เมื่อเห็นว่าพวกเซี่ยเสี่ยวหลานจ่ายเงินและออกจากร้านมาพอดี จี้เจียงหยวนจึงรีบปิดปากสนิท
ทังหงเอินเรียกเขา แต่กลับไม่ปรายตามองจี้หย่าเลยสักนิด
หลิวเฟินรู้สึกขัดเขินมาก แต่ก็ยังโคลงศีรษะให้จี้เจียงหยวนเป็นการบอกลา
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เข้าใจบรรยากาศแปลกประหลาดระหว่างสองแม่ลูกในเวลานี้ ผู้หญิงที่สมองมีปัญหา พอไม่ได้ดั่งใจก็มาระบายอารมณ์ใส่ลูกชายเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด แม้จี้เจียงหยวนจะหลุดพ้นจากการสนับสนุนเรื่องการเงินของจี้หย่า แต่ความผูกพันระหว่างสายเลือดนั้นตัดกันไม่ขาด นี่ก็คือสาเหตุที่เธอบอกกับจี้เจียงหยวนว่า พวกเธอไม่มีทางเป็นเพื่อนสนิทกันได้... เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงเรื่องนี้แล้วก็หายใจสะดุด เป็นเพื่อนกันไม่ได้ ทว่าไม่แน่อนาคตอาจจะได้เป็นพี่น้องกัน?!
พวกเซี่ยเสี่ยวหลานเดินผ่านสองแม่ลูกไปอย่างรวดเร็ว
แฮร์รอดส์รีบเดินตามออกมาจากร้านอาหาร เพื่อยื่นนามบัตรให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“คุณเซี่ย นี่คือการพบกันครั้งที่สามของเรา ผมควรแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเสียที ผม แฮร์รอดส์ วิลสัน ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ทังหงเอินขมวดคิ้วมุ่น แฮร์รอดส์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“นายกทัง พวกเราผ่อนคลายกันสักนิดเถิดครับ ตอนนี้เป็นเวลาส่วนตัว พวกเราคงไม่ต้องคุยกันเรื่องงานตลอดเวลาหรอกกระมังครับ”
ไม่มีเหตุผลที่นายกเทศมนตรีสามารถมาทานอาหารกับหญิงคนรักได้ แต่เขากลับต้องทำตัวเป็นนักธุรกิจต่างชาติตลอดเวลา
“ฉันไม่มีนามบัตร ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณวิลสัน...”
ดึงมาร่วมงานกันไม่ได้ อย่างน้อยก็สามารถยั่วโมโหจี้หย่าได้
เซี่ยเสี่ยวหลานรับนามบัตรจากแฮร์รอดส์มา แน่นอนว่าเธอย่อมรู้สึกดีใจที่ได้รู้จักกับแฮร์รอดส์ ถึงอย่างไรเธอก็ยังรอให้อีกฝ่ายคว้าที่ดินข้างเซียงมี่หู จากนั้นเธอค่อยตามเก็บส่วนที่เหลืออยู่เลย!
สีหน้าของจี้หย่าบูดบึ้งยิ่งกว่าเดิม เซี่ยเสี่ยวหลานมีสิทธิ์อะไรถึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับแฮร์รอดส์กัน?
เมื่อพูดคุยกับแฮร์รอดส์เสร็จ ทั้งสามคนก็เดินออกจากร้านอาหาร ซึ่งเสี่ยวหวังได้มารอรับอยู่ก่อนแล้ว
ทังหงเอินได้บอกให้เสี่ยวหวังพาสองแม่ลูกกลับไปยังที่พักก่อน ส่วนตนจะรออยู่ที่ร้านอาหาร หลังรถเคลื่อนตัว เซี่ยเสี่ยวหลานอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแม่
เมื่อครู่หลิวเฟินถึงกับดื่มไวน์ไปครึ่งแก้ว คนไม่เคยดื่มเหล้า แม้ดื่มไปเพียงเล็กน้อยก็จะแสดงออกให้เห็นทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“แม่คะ แม่กับอาทัง... คบกันแล้วหรือคะ?”
หลิวเฟินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ อาจจะเพราะเธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าสถานะระหว่างเธอกับทังหงเอินในตอนนี้คืออะไร แต่สิ่งที่แน่ชัดคือเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้มีจี้หย่าเป็นตัวกระตุ้น
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่พนักงานสอบสวน เธอจึงไม่อาจบีบหลิวเฟินให้ตอบคำถามจึงเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
“แม่หั่นเนื้อสเต๊กได้เก่งจริงๆค่ะ!”
เรื่องนี้สามารถคุยได้ หลิวเฟินพยายามข่มความภูมิใจในตัวเองมาจนถึงตอนนี้
“แม่เรียนกับย่าอวี๋ของลูกน่ะสิ แม่บอกว่าใช้มีดส้อมแบบชาวต่างชาติไม่ถนัด ย่าอวี๋เลยสอนแม่ทอดเนื้อสเต๊กที่บ้าน... ตอนแรกแม่ตั้งใจว่าพอถึงวันเกิดลูกเมื่อไร แม่จะทำอาหารฝรั่งให้ลูกชิมสักมื้อ”
แสดงว่าเดิมทีมันคือเซอร์ไพรส์ที่เตรียมไว้ให้เธอ แต่กลับล่มไม่เป็นท่าเสียก่อนเพราะการท้าทายของจี้หย่าสินะ
ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็มั่นใจแล้วว่า แม่เธอเป็นพวกดื่มแค่แก้วเดียวก็เมา
แม้จะไม่ได้เดินเซ แต่ก็เมาแล้วจริงๆ
มิเช่นนั้นจะบอกเรื่องเซอร์ไพรส์กับเธอง่ายๆเช่นนี้หรือ
วันเกิดปีนี้ ดีไม่ดีเธออาจจะอยู่ที่เจียงเฉิง!
งานสัมมนาสถาปัตยกรรมจัดขึ้นวันที่20 กรกฎาคมที่เจียงเฉิง ระยะเวลาของงานคือสามวัน และวันเกิดของเธอก็คือวันที่24 กรกฎาคม
“แม่ไปเจียงเฉิงกับฉันเถอะค่ะ”
จะได้ถือโอกาสไปสงบจิตสงบใจด้วย คืนนี้หลังเจอแรงกระตุ้นอย่างจี้หย่า เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกได้ว่าแม่ของเธอพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่หลังตื่นมาพรุ่งนี้เช้า แม่ของเธออาจไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับนายกทังอย่างไรก็ได้!
-----------------------------
“อัลเลน นายว่าเจ้าแม่มาเฟียจะซ้อมฉันหรือเปล่า”
กินข้าวกับหลานชายคนโตอย่างจอร์จช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ทั้งไม่มีอารมณ์ขันและไม่ฉลาดเฉลียวเลยสักนิด คนที่ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนั้น แฮร์รอดส์ไม่ชอบเลยจริงๆ
แต่วันนี้ที่ร้านอาหาร การเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เขารู้สึกประหลาดใจมาก
เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยคบมาก่อน
คนที่ทำอะไรมักจะเน้นประสิทธิภาพอย่างเขา แน่นอนว่าท่าทีที่เขาปฏิบัติกับหญิงสาวคือหากจีบก็ได้จีบ แต่ถ้าไม่มีความคืบหน้าในระยะเวลาอันสั้น เขาก็จะไม่เสียเวลาเดินหน้าต่อ
แต่กับเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่เหมือนกัน
เขามาเผิงเฉิงเพื่อลงทุน คงอยู่ที่นี่แค่ระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น มันเหมือน ‘การบังเอิญเจอ’ อย่างที่หนังรักของฮอลลีวูดชอบถ่ายทำ เวลาเพียงครึ่งเดือนแต่กลับได้เจอกันแล้วถึงสามครั้ง และทุกครั้งก็ทิ้งความทรงจำให้กับแฮร์รอดส์ได้เสมอ ความบังเอิญในลักษณะนี้ควรค่าให้เขาชะลอฝีเท้าเพื่อเฝ้ามองยิ่งนัก
พ่อบ้านอัลเลนเองก็กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจังเช่นกัน
เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง ทั้งคู่ไม่ได้ทำตัวเหินห่างเหมือนเจ้านายกับลูกน้อง ยามไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย แฮร์รอดส์จะไม่ฝืนวางมาดเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา
“ผมคิดว่า ตอนนี้ท่านคงไม่มีเวลาว่างมากพอ และท่านเองก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเธอเป็นใคร”
ทำไมถึงเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า ‘เจ้าแม่มาเฟีย’ น่ะหรือ อัลเลนเคยได้ยินแฮร์รอดส์พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อความงามกับความโหดผสานรวมกัน ย่อมมีแรงดึงดูดใจที่ยากจะต้านทาน
ผู้หญิงอ่อนหวานมักทำให้คนอยากแต่งงานด้วย แต่ผู้หญิงร้ายๆมักดึงดูดใจชายให้ตกหลุมรัก!
แต่ผู้หญิงร้ายนั้นอันตรายเหลือเกิน อัลเลนสงสัยว่าการปรากฏตัวของเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะไม่ใช่ความบังเอิญ
อัลเลนไม่ได้อยากคิดในแง่ร้าย แม้ตระกูลวิลสันจะไม่ใช่มหาเศรษฐีระดับต้นๆของอเมริกาก็จริง แต่ก็ถือว่าเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมากตระกูลหนึ่ง ในประเทศที่เศรษฐกิจล้าหลังอย่างประเทศจีน หากคุณแฮร์รอดส์ใจกว้างกับใครแค่ครั้งเดียว ย่อมทำให้คนผู้นั้นไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องความเป็นอยู่ไปตลอดชีวิต... ดังนั้นหญิงชาวจีนจะอยากตีสนิทคุณแฮร์รอดส์ คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
อัลเลนมีเรื่องที่รู้สึกกังวลเต็มไปหมด
แฮร์รอดส์หัวเราะร่า
“ฉันรู้จักเธอมากพอแล้ว เธอคือเพื่อนของจี้ ทว่าจี้ไม่อยากให้ฉันรู้จักกับเธอ แต่อัลเลน เด็กสาวคนนี้ช่างเผ็ดร้อนเหลือเกิน เธอทำให้ผู้ชายทั้งงานอยากรู้จักกับเธอ พวกเขาต่างพากันยัดนามบัตรใส่มือเธอกันทั้งนั้น อย่างไรก็ตามฉันกล้าพนันกับนายเลยว่า ผู้ชายพวกนั้นไม่มีใครได้รับสายจากเธอแน่!”
อัลเลนพึมพำ “ครับท่าน แต่เธอคงโทรมาหาท่าน เพราะท่านไม่เหมือนกับคนพวกนั้น”
อัลเลนคิดว่าสาวนักขุดทองคงไม่มีทางปล่อยคุณแฮร์รอดส์ไปอย่างแน่นอน
เขาทั้งรวย หล่อ และยังไม่แต่งงาน
ใครจะปฏิเสธผู้ชายที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้กันเล่า?
ความจริงแฮร์รอดส์เองก็คิดเช่นนั้น
แต่หลังรออยู่สองวันก็ไม่เห็นเธอมาหาเขาที่โรงแรม และไม่แม้แต่จะโทรมาอีกด้วย
ทั้งที่อยู่และเบอร์ติดต่อของเขาก็ถูกเขียนไว้บนนามบัตรหมดแล้วแท้ๆ
โทรศัพท์ไม่ดังสักที อัลเลนบอกว่าเจ้าแม่มาเฟียคนนี้ช่างฝีมือร้ายกาจเหลือเกิน แต่แฮร์รอดส์ไม่ค่อยอยากเชื่อสักเท่าไร
ทว่าความจริงเป็นแบบนั้นจริงหรือ?
ความจริงคือเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยู่ที่เผิงเฉิงแล้ว
เธอไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตนถูกแฮร์รอดส์วิจารณ์ว่าเป็น ‘สาวเผ็ดร้อน’
เซี่ยเสี่ยวหลานมาถึงเจียงเฉิงได้หนึ่งวันแล้ว
เผ็ดร้อนสำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานคืออะไร?
คืออากาศและอาหารของเจียงเฉิงน่ะสิ!
อุณหภูมิสูงดั่งเตาเผา อาหารรสชาติเผ็ดร้อนจนแสบปาก ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานเหงื่อท่วมหลัง
เธอไม่มีทางโทรหาแฮร์รอดส์อย่างแน่นอน เพราะเธอไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเสริมความมั่นใจ ดังนั้นตอนนี้เธอคงต้องฝากความหวังไว้ที่งานสัมมนา ดูสิว่าจะมีคนเก่งในวงการที่หลอกล่อง่ายอยู่บ้างหรือเปล่า หากคำพูดหวานๆหลอกล่อไม่ได้ก็ใช้เงินล่อ แต่ถ้าใช้เงินล่อแล้วยังไม่สำเร็จ... ไม่มีทาง คงเป็นเพราะให้เงินน้อยเกินไปน่ะสิ!
ตอนที่ 930: เด็กรุ่นใหม่คนล่าสุด
เจียงเฉิง
แม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสามของโลกอย่างแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำสายย่อยอย่างฮั่นเจียงได้ตัดผ่านกลางเจียงเฉิง โดยแบ่งตัวเมืองออกเป็นสามส่วน และได้รับสมญานามว่าเป็น ‘เส้นทางสู่เก้ามณฑล’ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เจียงเฉิงได้ผงาดขึ้นมาเป็นเมืองสำคัญเพราะลักษณะพิเศษทางภูมิศาสตร์เหล่านี้
‘งานสัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันของประเทศจีนครั้งที่หนึ่ง’ ได้เลือกจัดขึ้นที่เจียงเฉิง ซึ่งเมืองนี้เป็นเหมือนศูนย์กลางของการคมนาคมเฉกเช่นเดียวกับซางตู ผู้เข้าร่วมงานไม่ว่าจะมาจากทางเหนือหรือทางใต้ก็สามารถเดินทางมาที่เจียงเฉิงได้อย่างสะดวกสบาย
ยุคสมัยนี้ การประชุมที่สามารถเบิกค่าอาหารและค่าที่พักได้ก็คือการประชุมที่ดี
แต่ค่าเดินทางคงเบิกไม่ได้ เพราะทางผู้จัดงานคงไม่มีเงินสนับสนุนมากมายขนาดนั้น!
บ้านพักรับรองที่ทางผู้จัดงานจัดหาให้ก็ราคาไม่แพง เซี่ยเสี่ยวหลานใช้บัตรเชิญเพียงหนึ่งฉบับในการพาผู้ติดตามมาด้วยสองคน ดังนั้นหากเข้าพักในที่พักของผู้จัดงานคงไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะไม่ใช่แค่หลิวเฟินที่ตามเธอมา แต่ในเมื่อมีโอกาสหายากเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงพานักออกแบบเพียงหนึ่งเดียวของหย่วนฮุยอย่างกงหยางมาด้วย
“บัตรเชิญคือบัตรเข้างาน ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักประกันว่าที่งานจะมีที่พักและอาหารให้ งานสัมมนาเริ่มขึ้นเมื่อไร เธอจะได้เข้างานอย่างแน่นอน”
นี่ไม่ใช่การประชุมสัมมนาระดับลับสุดยอดของประเทศชาติ แต่เป็นเพียงงานสัมมนาเพื่อการสร้างสรรค์ผลงาน งานสัมมนาลักษณะนี้ จะมีผู้ติดตามตามมาด้วยคงไม่ใช่ปัญหา เวลานี้เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังพัฒนาความสามารถของกงหยาง หากหย่วนฮุยในปัจจุบันมีคนที่สามารถทำงานแทนกงหยางได้ชั่วคราว เซี่ยเสี่ยวหลานคิดจะส่งเขาไปเรียนเพิ่มเสียด้วยซ้ำ
หลิวเฟินกับกงหยางคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะกงหยางเคยช่วยสร้างบ้านที่ชนบทให้กับพวกเธอสองแม่ลูก
ตอนนี้ทั้งสามคนนั่งอยู่ที่ร้านอาหารริมทาง ตรงหน้าของทุกคนมีบะหมี่แห้งของเจียงเฉิงวางอยู่
กงหยางกินบะหมี่จนเหงื่อไหลไคลย้อย เขาเช็ดปากก่อนเอ่ยขึ้นมา “ประธานเซี่ย พาผมมาด้วยเช่นนี้เท่ากับมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน ผมรู้ว่างานสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์กับผม เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายในการมาเจียงเฉิงให้ผมจ่ายเองเถอะครับ”
ถ้าไปที่บ้านพักรับรองตามบัตรเชิญ บัตรเชิญหนึ่งฉบับจะสามารถเข้าพักได้แค่หนึ่งคนเท่านั้น ซึ่งกงหยางคือส่วนเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าเขา “วางใจเถิด ฉันไม่ได้จะจ่ายเงินให้เธอโดยเปล่าแน่นอน เพราะมันจะถูกคิดในบัญชีของหย่วนฮุย นี่คือการฝึกอบรมที่บริษัทอยากให้เธอได้รับ เธอทำงานให้หย่วนฮุย หย่วนฮุยย่อมอยากให้เธอเก่งขึ้นอยู่แล้ว และอนาคตจะมีโอกาสแบบนี้เข้ามาอีกมาก”
หลิวหย่งกับเซี่ยเสี่ยวหลานดีกับกงหยางมากจริงๆ
แม้เขาจะเรียนจบซางต้า เป็นลูกน้องที่เรียนจบปริญญาตรีเพียงคนเดียวของหลิวหย่ง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนชักชวนเขาเข้ามาทำงาน ความรู้ด้านศาสตร์ศิลปะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขามีติดตัวอยู่แล้ว แต่ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายในคือสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้คำแนะนำกับเขามาโดยตลอด อย่างเช่นโครงการโรงแรมหนานไห่ เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นผู้ควบคุมดูแลแผนงาน ส่วนกงหยางนั้นคือผู้ลงมือปฏิบัติ อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานได้จ่ายเงินค่าที่ปรึกษาสำหรับโครงการโรงแรมหนานไห่แก่หนิงเยี่ยนฝานเป็นเงินจำนวน20,000หยวน และกงหยางก็ได้รับเงินโบนัสสำหรับการออกแบบแผนงานครั้งนี้อีก1,000หยวนเช่นกัน
นี่คือเงินโบนัสที่มากที่สุดเท่าที่กงหยางเคยได้รับมา
งานยิบย่อยทั่วไป ทุกครั้งที่กงหยางออกแบบแผนงานจะได้โบนัสตอบแทนประมาณ 10-100หยวนเท่านั้น แต่โรงแรมหนานไห่วางงบประมาณไว้7.5ล้าน ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งจะสามารถทำกำไรได้หลายแสนหยวน... แม้กงหยางจะได้รับเงินโบนัสมาเพียง1,000หยวนแต่เขากลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจ เพราะเขารู้ดีว่าปกติตนวาดแผนงานแค่งานขนาดเล็กเท่านั้น โครงการใหญ่แบบโรงแรมหนานไห่ หากให้เขาวาดคนเดียวคงคว้ามาไม่ได้แน่นอน
คนที่ทำคุณประโยชน์อย่างแท้จริงคือเซี่ยเสี่ยวหลานกับหลิวหย่งต่างหาก
โดยเฉพาะเซี่ยเสี่ยวหลานที่มีทั้งเส้นสายจนได้รับโครงการใหญ่เช่นนี้ และมีความสามารถในการทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจแล้วว่าจะยกแผนงานการออกแบบโรงแรมให้เป็นชื่อของหนิงเยี่ยนฝาน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าคนระดับปรมาจารย์จะใจกว้าง ไม่ยึดติดกับชื่อเสียง สุดท้ายก็ยอมยกชื่อผู้รับผิดชอบแผนงานให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน... เพราะเหตุนี้ประธานเซี่ยถึงได้มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมงานสัมมนา แถมยังพาเขามาด้วยอีกคน
คนที่เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้คือคนดังผู้คร่ำหวอดในวงการสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น กงหยางจึงอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานทนเห็นเขาประหม่าไม่ไหว
“จะประหม่าไปทำไม หนิงเยี่ยนฝานก็เคยเจอมาแล้วมิใช่หรือ ผู้เฒ่าหนิงเป็นคนคุยด้วยง่ายหรือเปล่า”
กงหยางเกาท้ายทอย
“แต่ทุกคนจะคุยง่ายเหมือนอาจารย์หนิงหรือครับ ประธานเซี่ยคงไม่เป็นไร ถึงอย่างไรคุณก็คือต้นกล้าของวงการสถาปัตยกรรมที่กำลังงอกงาม แต่ผมเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาในวงการกลางคัน...”
ให้ตายเถิด เวลาคนอื่นแนะนำตัวคงบอกว่าเรียนจบมาจากคณะสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยต่างๆ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่สถาบันสถาปัตยกรรมที่นั่นที่นี่ หรือไม่ก็เป็นอาจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยชื่อดัง แต่พอมาถึงกงหยาง จะให้เขาบอกว่าเรียนจบศิลปกรรมจากซางต้าอย่างนั้นหรือ?
“เธอพูดถูก ฉันยังเป็นแค่ต้นกล้า!”
ต้นกล้าที่กำลังงอกงามอะไรกัน เธอเรียนสถาปัตยกรรมอยู่ที่หัวชิงก็จริง แต่แล้วอย่างไรเล่า เธอเป็นแค่เด็กที่เพิ่งเรียนจบชั้นปีที่หนึ่ง ยังไม่ทันขึ้นชั้นปีที่สองเลยด้วยซ้ำ
ผู้ติดตามของผู้เข้าร่วมงานแต่ละคนคงมีประสบการณ์การทำงานมากกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกันทั้งนั้น
มีแค่หนิงเสวี่ยที่เป็นเพื่อนร่วมสถาบัน แต่ต่อให้หนิงเสวี่ยจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี ทว่าเธอก็อยู่ในวงการนี้มาตั้งแต่เด็ก
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้รู้สึกหวั่นใจแม้แต่น้อย เพราะเธอไม่ได้มาเพื่อแข่งกับใคร
เธอมาเพื่อสัมผัสความรู้ชั้นสูงของศาสตร์ด้านสถาปัตยกรรมในปัจจุบันของประเทศจีน และอยากมาเพื่อให้ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตาเท่านั้น การสร้างเส้นสายจะอาศัยแค่เวลาเพียงชั่ววูบไม่ได้ แม้เธอจะมีเงินประเคนให้ แต่ถ้าเคยทำความรู้จักกันมาก่อนคงคุยกันได้ง่ายขึ้นไม่ใช่หรือ
เพราะเป้าหมายนี้ หลังเซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิดดูแล้วจึงเลือกเข้าพักในบ้านพักรับรองที่ผู้จัดงานได้ตระเตรียมไว้ให้ โดยค่าห้องพักของแม่กับกงหยาง เธอจะเป็นคนจ่ายเอง!
แม้สภาพห้องพักจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่ข้อดีนั้นมีให้เห็นอย่างชัดเจนมาก นั่นก็คือแขกที่เข้าพักในบ้านพักรับรองแห่งนี้ล้วนเป็นคนที่มาร่วมงานสัมมนา นอกจากเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว คนอื่นคงเป็นคนใหญ่คนโตกันทั้งสิ้นสินะ
คนดังเหล่านี้มีความแตกต่างกัน อย่างหนิงเยี่ยนฝานเรียกได้ว่าเป็นตัวพ่อระดับสุดยอดของวงการ เขาจะเดินทางมาถึงเจียงเฉิงในคืนวันที่19
ระหว่างนั้น เธอคงพาแม่กับกงหยางกินของอร่อยประจำเมือง และเที่ยวเล่นจนทั่วเจียงเฉิงแล้ว
หลังกินเที่ยวในเจียงเฉิงมาทั้งวัน พอกลับบ้านพักรับรองมาตอนกลางคืน เซี่ยเสี่ยวหลานก็เจอเข้ากับคณะเดินทางของหนิงเยี่ยนฝานพอดี
หนิงเยี่ยนฝานไม่ได้พาผู้ช่วยเจ็ดแปดคนมาด้วยอย่างที่เซี่ยเสี่ยวหลานคาดไว้ คนที่ตามเขามามีแค่หนิงเสวี่ยกับสวี่เยวี่ยจิ้นเท่านั้น
“อาจารย์หนิง หนิงเสวี่ย รุ่นพี่สวี่ ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าทุกคนจะมาถึงเมื่อไร!”
สวี่เยวี่ยจิ้นคิดในใจ เขายังไม่เห็นพรสวรรค์ด้านสถาปัตยกรรมของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เรื่องความหนาของใบหน้านั้นเอาชนะรุ่นน้องหนิงได้สบายๆ สวี่เยวี่ยจิ้นเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วก็คิดถึงความน่ากลัวตอนทำงานภายใต้การควบคุมของเธอ เพราะพวกเขาต้องคลอดแผนงานออกมาถึงสองฉบับ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์เท่านั้น
หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้ารับเป็นการทักทาย “เธอมาเร็วมาก”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง “อาจารย์หนิง ขอบคุณที่ให้บัตรเชิญกับฉัน ฉันถึงสามารถเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ได้ค่ะ”
‘สระว่ายน้ำไร้ขอบ’ คือจุดเด่นของแผนงาน แต่เธอไม่มีชื่อเสียงในวงการ อีกทั้งโรงแรมหนานไห่ก็ยังไม่เปิดกิจการ คนในวงการจึงไม่มีใครรู้ว่าเธอเป็นผู้ออกแบบ หรือต่อให้รู้ก็เป็นแค่ผลงานธรรมดาธรรมดชิ้นหนึ่งเท่านั้น คงไม่มีใครสนใจเธออย่างแน่นอน แต่เพราะความช่วยเหลือของหนิงเยี่ยนฝาน เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้รับโอกาสมาร่วมงานสัมมนา เรื่องนี้เธอย่อมรู้ดี!
สีหน้าของสวี่เยวี่ยจิ้นอ่อนโยนขึ้น
ผู้เฒ่าหนิงไม่มีทางเอาเปรียบผลงานของเด็กรุ่นหลัง
แต่การที่ผู้เฒ่าหนิงไม่อยากได้ผลงานกับการที่เด็กรุ่นหลังรู้จักจดจำบุญคุณนั้นเป็นคนละเรื่องกัน
หนิงเยี่ยนฝานยิ้ม “บัตรเชิญเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เธอมีพรสวรรค์จริงๆ แต่อาจจะยังไม่รู้ตัวก็ได้”
มีพรสวรรค์หรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปริปากว่า ‘สระว่ายน้ำไร้ขอบ’ ไม่ใช่สิ่งเธอเป็นคนคิดค้นขึ้นมา แต่เธอแค่อาศัยการล่วงรู้อนาคต นำการออกแบบยอดนิยมของธุรกิจโรงแรมในอนาคตมาใช้ก็เท่านั้น หากเธอมีผลงานการออกแบบของตัวเองเมื่อไร ถึงตอนนั้นเธอก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วเธอมีพรสวรรค์จริงหรือไม่ การเป็นนักธุรกิจกับสถาปนิกนั้นไม่ขัดแย้งกัน เธอสามารถใช้ความรู้ในสาขาวิชามาปรับใช้เพื่อทำธุรกิจ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ความรู้เรื่องธุรกิจมาเป็นแนวคิดด้านงานออกแบบได้เช่นกัน
ขณะเดียวกันก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินมาที่โถงทางเดินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อาจารย์หนิงมาแล้วหรือครับ พวกเรากำลังพูดถึงอาจารย์อยู่เลยว่าชอบปั้นคนรุ่นใหม่ อย่างเช่นครั้งนี้ก็ส่งบัตรเชิญไปให้กับเด็กรุ่นใหม่คนหนึ่ง ผมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เป็นคนของสถาบันออกแบบแห่งไหนหรือครับ”
เด็กรุ่นใหม่ที่ว่าคือเด็กที่เพิ่งเรียนจบชั้นปีที่หนึ่งแห่งภาควิชาสถาปัตยกรรมมหาวิทยาลัยหัวชิง หรือก็คือเด็กที่ยังไม่ทันขึ้นชั้นปีที่สองอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอทำได้เพียงยืนเงียบเรียบร้อยอยู่ข้างๆราวกับอีกฝ่ายไม่ได้กำลังพูดถึงตัวเอง
สถาบันออกแบบคืออะไรกันนะ สามารถกินได้หรือเปล่า?
จบตอน
Comments
Post a Comment