boss80 ep931-940

 ตอนที่ 931: นักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้าร่วมสัมมนาได้อย่างไร!


คงไม่มีใครคาดคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ด้วย


เธอยืนนิ่งอยู่ข้างๆ แม้คนอื่นจะอดมองเธอไม่ได้ แต่สุดท้ายในฐานะที่หนิงเยี่ยนฝานเป็นผู้อาวุโสของวงการ ใครๆต่างก็ต้องทักทายเขาก่อนเป็นธรรมดาของมารยาทที่ดี


ทว่าหนิงเยี่ยนฝานไม่คิดจะปล่อยให้เธอแกล้งตายอีกต่อไป


“บัตรเชิญถูกส่งให้กับเธอคนนี้ เธอชื่อเซี่ยเสี่ยวหลานจากภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิง เสี่ยวหลาน ทักทายทุกคนสิ นี่คืออาจารย์สิงลี่ซิน อาจารย์สิงเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้”


ผู้ริเริ่ม แสดงว่าเป็นผู้จัดงานสินะ เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงภาพลักษณ์ว่านอนสอนง่ายอย่างเต็มที่


“สวัสดีค่ะอาจารย์สิง ขอบคุณที่ให้โอกาสพัฒนาตัวเองกับฉันนะคะ”


แววตาของสิงลี่ซินเต็มไปด้วยความงุนงง


“สวัสดี สวัสดี... คนของภาควิชาสถาปัตยกรรมหัวชิงเองหรือ”


ความเป็นมาน่าสนใจมากทีเดียว แต่ไม่เด็กเกินไปหน่อยหรือ


พวกผู้ชายแบบสิงลี่ซินคงไม่อาจมองข้ามความสวยของเซี่ยเสี่ยวหลานไปได้ เด็กรุ่นใหม่ที่หนิงเยี่ยนฝานให้การสนับสนุนคราวนี้ทั้งสาวทั้งสวยขนาดนี้เชียวหรือ ดูแล้วเหมือนอายุจะไม่ห่างจากหลานสาวของหนิงเยี่ยนฝานสักเท่าไร


น่าจะอายุสัก20ต้นๆ คงไม่ใช่อาจารย์ของภาควิชาสถาปัตยกรรม ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นนักศึกษา?


นักศึกษาปริญญาโทหรือ?


ดูแล้วเหมือนจะเด็กกว่านั้น


สิงลี่ซินยังตั้งคงสติไม่ได้ คนด้านหลังเองก็แสดงความคับข้องใจไม่ต่างกัน “ผมก็จบสถาปัตยกรรมจากหัวชิงเช่นกัน แต่ไม่เคยได้ยินเลยว่าที่มหาวิทยาลัยจะมีรุ่นน้องหญิงคนนี้ด้วย”


สายตาของเขามองเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแต่หัวจรดเท้า ถึงจะไม่ได้พูดว่าหนิงเยี่ยนฝานโกหก แต่ความนัยที่แฝงอยู่ในคำพูดก็สื่อให้คิดเช่นนั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานแย้มยิ้ม “รุ่นพี่เรียนรุ่นไหนหรือคะ”


ได้ฟังคำถามอีกฝ่ายทำตัวไม่ค่อยถูกนัก “ฉันรุ่น70”


เข้าเรียนปี1970 อย่างนั้นหรือ?


ตอนนั้นมหาวิทยาลัยหัวชิงเจอกับสภาวะความไม่สงบทางการเมือง พวกเขาจึงหยุดรับสมัครนักศึกษาไปเป็นเวลานาน คนที่สามารถเข้าเรียนภาควิชาสถาปัตยกรรมในปี1970ได้ ย่อมไม่ใช่ถูกคัดเลือกโดยการสอบเข้า แต่เข้าเรียนมาด้วยระบบรับนักศึกษาจากการเป็น ‘กรรมกร ชาวนา และทหาร’ สินะ


กรรมกร ชาวนา และทหารไม่จำเป็นต้องทำการเข้าสอบ แต่อาศัยการเสนอชื่อจากประชาชน การอนุมัติของหัวหน้างาน และการประเมินจากสถาบันการศึกษาในการคัดเลือกเข้าเรียน หลังเรียนจบก็จะถูกส่งตัวกลับไปทำงานยังพื้นที่บ้านเกิด... เข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วยการเสนอชื่อ ไม่ใช่เพราะสอบผ่าน ระดับความรู้ความสามารถของนักศึกษาที่มาจากชนชั้นแรงงานและทหารมักจะไม่ดีนัก บางคนครอบครัวพอมีอำนาจอยู่บ้าง ดังนั้นถึงแม้จะมีระดับการศึกษาอยู่แค่ชั้นประถมก็สามารถเข้าเรียนที่หัวชิงได้


นักศึกษากลุ่มกรรมกร ชาวนา และทหารส่วนหนึ่งอาศัยความเพียรพยายามของตัวเอง หลังเรียนจบก็สามารถกลายเป็นบุคลากรที่มีประโยชน์ต่อสังคม แต่สาขาวิชาอย่างสถาปัตยกรรม ถ้าจบแค่ระดับประถมศึกษาแล้วมาเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย คงเรียนจบแบบทุลักทุเลพอสมควร


มิน่าตอนตอบว่ารุ่น70 อีกฝ่ายถึงได้มีท่าทีอึกอักเช่นนั้น ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็อาศัยสติปัญญาของตัวเองสอบเข้าหัวชิงได้ แล้วทำไมเธอต้องกลัวเขาด้วย


“สวัสดีค่ะรุ่นพี่ ฉันเป็นเด็กรุ่น84 ห้องเรียนที่2 ดังนั้นการที่รุ่นพี่ไม่เคยได้ยินชื่อฉันก็ไม่แปลกหรอกค่ะ อาจเพราะรุ่นพี่งานยุ่ง ช่วงนี้คงไม่ได้กลับไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยสินะคะ”


รุ่น84 ห้องเรียนที่2


คนที่แสดงความเคลือบแคลงใจยืนตัวตรงทันที


“รุ่น84 ห้อง2 เธอเป็นเด็กปริญญาตรี เพิ่งจบปีหนึ่งสินะ? หัวหน้าสิง แบบนี้ไม่ถูกต้องนะครับ ตั้งแต่เมื่อไรกันที่นักศึกษาระดับตรีมีคุณสมบัติเข้าร่วมงานสัมมนาเช่นนี้!”


ต่อให้เป็นหนิงเยี่ยนฝานก็ไม่มีสิทธิ์ทำเรื่องเหลวไหลแบบนั้น


ยัดหลานสาวตัวเองเข้ามา คนอื่นคงพูดอะไรไม่ได้


หนิงเยี่ยนฝานพยายามผลักดันหลานสาวให้เข้าสู่แวดวงสถาปัตยกรรมอย่างเต็มที่ คนในวงการต่างก็บอกว่าครอบครัวของหนิงเสวี่ยเป็นนักวิชาการ มีพรสวรรค์ด้านสถาปัตยกรรมไม่น้อย แม้หนิงเสวี่ยจะอายุยังน้อย แต่ก็สามารถตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร และเข้าร่วมการแข่งขันด้านสถาปัตยกรรมได้


หึหึ ลับหลังหนิงเยี่ยนฝานอาจเป็นคนเขียนบทความแทนก็เป็นได้ ใครจะไปรู้


ถึงอย่างไรงานสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้เป็นเพียงการวาดรูป ที่สามารถวัดระดับความสามารถได้จากปลายพู่กัน!


ตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ยัดหลานสาวเข้ามายังไม่พอ ยังจะปั้นเด็กสาวคนใหม่ เหอะ วงการสถาปัตยกรรมไม่ได้วัดกันที่หน้าตาเสียหน่อย!


เซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มได้กลิ่นถึงความผิดปกติ


สงครามครั้งนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เธอแค่คนเดียว แต่เหมือนจะประสงค์ร้ายกับผู้เฒ่าหนิงอีกด้วยสินะ


หนิงเยี่ยนฝานขมวดคิ้วมุ่น “สหายลี่ซิน งานสัมมนากำหนดคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษาด้วยอย่างนั้นหรือ?”


สิงลี่ซินดึงสติกลับมาทันที “เรื่องนั้นไม่มีหรอกครับ...”


วงการสถาปัตยกรรมจะบอกว่าเล็กก็ไม่ใช่ ใหญ่ก็ไม่เชิง แต่งานสัมมนามีที่พักและอาหารการกินให้เช่นนี้ ตามหลักแล้วคงไม่มีนักศึกษาปริญญาตรีคนไหนได้รับเชิญน่ะสิ


“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรถึงได้เข้าร่วมงานสัมมนาละครับ คนอื่นต่างก็มีชื่อเสียงในวงการด้วยกันทั้งนั้น ถ้านักศึกษาระดับปริญญาตรีอย่างเธอเข้าร่วมงานสัมมนาได้ แล้วพวกเรายังจะประชุมอะไรกันอีก จะให้พวกเราสอนเธอวาดแบบหรือครับ!”


รุ่นพี่หัวชิงรุ่น70 อารมณ์พลุ่งพล่านมากเหลือเกิน


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากกลอกตามองบนยิ่งนัก เพราะต่อให้อีกฝ่ายอยากสอนเธอวาดแบบ เธอก็ไม่ต้องการ


หนิงเยี่ยนฝานเถรตรงยิ่งกว่าเธอ เขามองหน้าอีกฝ่ายที่เอาแต่โวยวายแล้วก็เอ่ยปากถามขึ้น “ต้องมีชื่อเสียงถึงจะเข้าร่วมงานได้? เทียบกับชื่อเสียง สิ่งที่มีค่ากว่าคือผลงาน! ขอโทษที คุยกันมาตั้งนาน ฉันแก่แล้วสายตาฝ้าฟาง นึกไม่ออกจริงๆว่าสหายท่านนี้คือใคร”


พรืด... เซี่ยเสี่ยวหลานกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น


ทำไมหนิงเยี่ยนฝานถึงได้โด่งดังในโลกออนไลน์น่ะหรือ เหตุผลคงไม่ใช่เพราะเขาอายุยืน แต่เป็นเพราะชาวเน็ตขุดเอาคำพูดบางอย่างของชายชราที่ทั้งเถรตรงอย่างน่ารักออกมาเผยแพร่ แม้ไม่อยากดังก็ยังยาก


อีกฝ่ายบอกว่าต้องมีชื่อเสียงถึงเข้าร่วมงานได้ หนิงเยี่ยนฝานจึงถามกลับว่าเขาคือใคร แสดงให้เห็นว่าตนไม่รู้จักอีกฝ่าย... ไหนบอกว่ามีชื่อเสียง ผู้เฒ่าหนิงยังจำไม่ได้เช่นนี้ เรียกว่ามีชื่อเสียงแล้วอย่างนั้นหรือ?


ไม่ใช่แค่เซี่ยเสี่ยวหลานที่เข้าใจความหมายแฝงของผู้เฒ่าหนิง


ณ ที่นี้ไม่มีใครด้อยสติปัญญา เพียงแต่ปฏิกิริยาตอบสนองของแต่ละคนมีความช้าเร็วต่างกันเท่านั้น


รุ่นพี่รุ่น70 หน้าแดงก่ำ เขาพยายามควบคุมอารมณ์อย่างเต็มที่ถึงไม่ได้ด่ากราดหนิงเยี่ยนฝาน เขาสามารถสงสัยในตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ไม่อาจแตกหักกับหนิงเยี่ยนฝานต่อหน้าทุกคนได้ ว่าแล้วจึงกำหมัดแน่นพลางเดินจากไปทันที!


คนดีศรีสังคมอย่างสิงลี่ซินร้องเรียกไล่หลัง แต่อีกฝ่ายกลับไม่หยุดฝีเท้าแม้แต่น้อย


ที่แท้รุ่นพี่รุ่น70 ชื่อเนี่ยเว่ยกั๋ว


คนดีศรีสังคมสิงลี่ซินมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานพลางยิ้มเจื่อน “อาจารย์หนิง คนที่ท่านแนะนำมาผมต้องให้ความเชื่อมั่นอยู่แล้วละครับ อย่างไรก็ตามเหล่าเนี่ยไม่ใช่คนคิดร้าย แค่รักศักดิ์ศรีมากไปหน่อยเท่านั้น เฮ้อ งานสัมมนาวันพรุ่งนี้ เขาคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่”


หนิงเยี่ยนฝานส่งเสียงฮึ


“ไม่รู้จักวางตัวเอาเสียเลย เจอคนรุ่นหลังทีไรต้องอวดว่าตัวเองจบจากหัวชิง พอเจอกับเด็กหัวชิงก็เอาเรื่องประสบการณ์มาข่มคนอื่น ทักษะด้านอาชีพย่ำแย่ เก่งแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง ทุกคนต่างรู้เรื่องแย่ๆของเขากันหมด... ช่างเถอะ อย่าพูดถึงเขาอีกเลย!”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ถูกรังแกเพียงฝ่ายเดียว


ด้วยความที่เธอเป็นคนที่หนิงเยี่ยนฝานแนะนำมา คนอื่นย่อมเห็นเธอเป็นคนของหนิงเยี่ยนฝาน


ที่ใดมีมนุษย์ที่นั่นย่อมมีการแข่งขัน แน่นอนว่าวงการสถาปัตยกรรมเองก็ไม่ได้มีแต่ความสงบสุข


ท่าทางเธอจะกลายเป็นจุดอ่อนให้คนอื่นโจมตีหนิงเยี่ยนฝานเสียแล้วสินะ


คนนอกวงการอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานยังเคยได้ยินชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน เพราะหนิงเยี่ยนฝานอาศัยความรู้ความสามารถที่เก่งกาจเอาชนะใจคนในโลกอนาคต


แต่ชื่อของ ‘เนี่ยเว่ยกั๋ว’ ในชาติที่แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยได้ยินเลยสักครั้ง


ก็เหมือนที่หนิงเยี่ยนฝานกล่าวไว้ คนบางคนทักษะด้านอาชีพย่ำแย่ แต่ขัดขาคนอื่นเพื่อผลประโยชน์เก่งเหลือเกิน การที่คนแบบนี้สามารถเข้าร่วมงานสัมมนาได้เช่นนี้ แสดงว่ามีคนหนุนหลัง ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่กล้าดูถูกอีกฝ่ายแม้แต่น้อย


หนิงเยี่ยนฝานบอกเธอว่าไม่ต้องเป็นห่วงก่อนที่จะบอกให้แยกย้ายกันไปพักผ่อน เซี่ยเสี่ยวหลานกลับห้องพักมาก็เปิดอ่านเอกสารที่ตนพกติดตัวมาด้วย


เธอมีประสบการณ์น้อย จะให้ฝืนทำตัวเป็นสถาปนิกมือใหม่ผู้เก่งกาจคงเป็นไปไม่ได้


จุดเด่นเพียงอย่างเดียวของเธอในเวลานี้คือแผนงานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่


พรุ่งนี้ในงานสัมมนาถ้ามีใครหาเรื่องกัน เซี่ยเสี่ยวหลานจะใช้แผนงานนี้ปาใส่หน้าอีกฝ่ายซะ!


หลิวเฟินกับกงหยางเห็นเหตุการณ์ที่โถงทางเดินแล้วรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก


เดิมทีทั้งสองนึกว่ามาที่นี่เพื่อประชุม ฟังอาจารย์สอนความรู้ และเที่ยวเล่นรอบเจียงเฉิงเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าวงการสถาปนิกจะดุเดือดขนาดนี้กันเล่า!



ตอนที่ 932: การแก้แค้นจากคนถ่อย



เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมการเมื่อจวนตัว แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย


หลิวเฟินไม่กล้ารบกวนเธอจึงกลับห้องเข้านอนไปก่อน


ทางฝั่งห้องของหนิงเยี่ยนฝานที่อยู่ไม่ไกลนัก หนิงเสวี่ยยังไม่กลับห้องตัวเอง เธอจึงอยู่ที่ห้องของหนิงเยี่ยนฝาน ถึงอย่างไรเธอกับหนิงเยี่ยนฝานก็เป็นปู่หลานกันแท้ๆ ตอนกลางคืนอยู่ในห้องหนิงเยี่ยนฝานนานหน่อย คนภายนอกย่อมไม่กล้านินทา


สวี่เยวี่ยจิ้นก็อยู่ในห้องด้วยเช่นกัน


สวี่เยวี่ยจิ้นคิดว่าอคติที่ตนมีต่อเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะสำหรับเขาแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานสู้รุ่นน้องหนิงไม่ได้จริงๆ


แต่ถ้าคนนอกสงสัยในตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน นั่นก็เท่ากับสงสัยในตัวหนิงเยี่ยนฝานด้วยมิใช่หรือ? เมื่ออาจารย์ของตนถูกคนอื่นเคลือบแคลงใจเช่นนี้ สวี่เยวี่ยจิ้นย่อมรู้สึกโมโหมาก


“คนแบบเนี่ยเว่ยกั๋วมีสิทธิ์อะไรมาตำหนิคนอื่น ปีนี้เขาอายุ40แล้ว ยังจะมีหน้ามากลั่นแกล้งเด็กสาวคนหนึ่งอยู่อีก แถมยังเป็นรุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกับเขาด้วย!”


วงการสถาปนิกเป็นสังคมใหญ่


แน่นอนว่าในสังคมใหญ่ย่อมมีการแบ่งเป็นวงสังคมย่อยอีกมากมาย


เรียนจบจากสถาบันไหน เป็นลูกศิษย์ของใคร ถ้ามีอาจารย์คนเดียวกันก็จะจับกลุ่มกันเป็นเรื่องธรรมดา รุ่นพี่ที่เรียนจบมาก่อนคอยดูแลรุ่นน้องที่จบทีหลัง ธรรมเนียมปฏิบัติล้วนเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด


มีทั้งแบ่งตามสถาบัน แบ่งตามเขตพื้นที่ รวมถึงแบ่งตามสถาบันออกแบบที่สังกัดอยู่ คนที่มีความสามารถด้านวิชาชีพไม่ผ่านเกณฑ์แบบเนี่ยเว่ยกั๋ว แต่กลับเชี่ยวชาญเล่นการเมืองในองค์การ1ยิ่งนัก ปี1973 หลังเรียนจบจากหัวชิง เนี่ยเว่ยกั๋วก็เข้าทำงานในสถาบันออกแบบ และด้วยความเชี่ยวชาญในการเล่นการเมืองในองค์การนี้ ทำให้ตอนนี้เขาได้รับตำแหน่งรองผู้อำนวยการของสถาบันออกแบบ


สวี่เยวี่ยจิ้นเคยได้ยินมาว่า เนี่ยเว่ยกั๋วลับหลังชอบขโมยผลงานของสถาปนิกรุ่นใหม่ไฟแรง


งานที่สถาบันออกแบบเป็นงานที่มั่นคง เพื่อไม่ให้ถูกกลั่นแกล้ง เจ้าทุกข์ที่ถูกขโมยผลงานจึงไม่กล้าร้องเรียนเขา แต่โลกใบนี้ไม่มีความลับที่แท้จริง เนี่ยเว่ยกั๋วทำเรื่องลักษณะนี้บ่อยครั้งเข้าย่อมมีข่าวลือเล็ดลอดออกมาในที่สุด


คนซื่อตรงอย่างสวี่เยวี่ยจิ้นไม่เคยนินทาใครลับหลัง แต่พอพูดถึงเนี่ยเว่ยกั๋วแล้วเขารู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก


สวี่เยวี่ยจิ้นเดือดดาลออกมาเช่นนี้ หนิงเยี่ยนฝานจึงบอกให้เขาใจเย็นก่อน


“อาเสวี่ย หลานมองเรื่องนี้อย่างไร”


หนิงเสวี่ยยังไม่ได้แสดงความเห็น เมื่อก่อนเธอไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะไม่ว่าคนในวงการจะสู้รบตบมือกันอย่างไร ก็ไม่อาจสั่นคลอนสถานะของหนิงเยี่ยนฝานได้


ในสายตาหนิงเสวี่ย การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเป็นเรื่องเสียเวลา ความรู้ในโลกนี้มีมากมายไม่รู้จบ ใช้เวลาทั้งชีวิตก็เรียนไม่หมด แล้วทำไมต้องเอาเวลาไปทิ้งกับเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วย


แต่ปู่ของเธอกลับคิดว่าไม่ควรปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป


เขาอยากให้เธอทำความรู้จักกับคนอื่นบ้าง เดิมทีเพื่อนคนแรกที่เขาเลือกให้เธอก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน


ถึงจะเป็นเพื่อนกันไม่สำเร็จ หนิงเยี่ยนฝานก็บอกให้เธอเรียนรู้วิธีการเข้าสังคมจากเซี่ยเสี่ยวหลาน และเมื่อครู่หนิงเสวี่ยก็คอยสังเกตสถาการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา พอหนิงเยี่ยนฝานขอให้เธอพูด ใช่ว่าเธอจะไม่มีความเห็นแต่อย่างใด


“คุณปู่คะ เป้าหมายของเนี่ยเว่ยกั๋วเหมือนจะไม่ใช่เซี่ยเสี่ยวหลานแต่เป็นปู่ค่ะ แต่เธอคือจุดอ่อนที่เนี่ยเว่ยกั๋วเลือกใช้โจมตีปู่ สังเกตจากท่าทางของเขาในวันนี้หลังจากที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าตัวเองเป็นเด็กรุ่น84 ห้อง2จากหัวชิง ดูเหมือนเนี่ยเว่ยกั๋วจะไม่รู้สึกตกใจเลยสักนิด ฉันสงสัยว่าเขาได้สืบประวัติเซี่ยเสี่ยวหลานมาแล้วล่วงหน้า และจงใจประกาศเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน”


สิงลี่ซินมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ หนิงเยี่ยนฝานไม่มั่นใจ


แต่การที่คนกลุ่มหนึ่งเดินมาเจอกันพอดี จากนั้นก็ไล่กัดเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ปล่อยเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน


ทว่าทำไมเนี่ยเว่ยกั๋วต้องหาเรื่องปู่ของเธอกัน?


หนิงเสวี่ยไม่เข้าใจเรื่องนี้เลยจริงๆ


สวี่เยวี่ยจิ้นเคยได้ยินเรื่องเนี่ยเว่ยกั๋ว แต่หนิงเสวี่ยนั้นไม่เคยสนใจเรื่องของคนอื่น ก่อนหน้านี้เธอจึงไม่รู้จักเขา ถึงอย่างไรเนี่ยเว่ยกั๋วก็มีความสามารถไม่ถึง ย่อมไม่ใช่คนที่หนิงเสวี่ยจะให้ความสนใจ


หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้า “หลานพูดถูก เขาพุ่งเป้ามาที่ปู่โดยเฉพาะ เจ็ดแปดปีก่อน ปู่เคยร่วมงานกับสถาบันออกแบบที่เนี่ยเว่ยกั๋วทำงานอยู่ และเคยเจอกับเขา ตอนนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วเป็นหัวหน้าแผนก เขาดูกระตือรือร้นอยากเรียนรู้วิชาและต้องการเป็นลูกศิษย์ของปู่มาก แต่พอปู่ทดสอบระดับความรู้ของเขา ก็พบว่าคำตอบกับผลงานที่เขาทำมานั้นมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมดจึงไม่ตอบตกลง ผู้ชายคนนี้เป็นพวกมักใหญ่ใฝ่สูง ความใฝ่รู้คือภาพลวงตา ทว่าการคิดติดสินบนเพื่อตำแหน่งงานคือเรื่องจริง หลังจากนั้นปู่ก็เคยเจอกับเขาบ้าง ทุกครั้งท่าทีของเขามักจะเอาแน่เอานอนไม่ได้ นึกไม่ถึงเลยว่าเขายังคงแค้นฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้”


สวี่เยวี่ยจิ้นอ้าปากค้าง คนซื่อตรงอย่างเขานึกคำหยาบคายไม่ออก หลังอึ้งอยู่นานก็พูดออกมาว่า “คนถ่อย”


ใช่แล้ว เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นคนเช่นนี้ เขาคือคนถ่อยจอมเสแสร้ง!


หนิงเสวี่ยรู้ดีว่าโลกใบนี้มีทั้งคนดีและคนเลว


แต่เธอคงไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกความโลภครอบงำอย่างเนี่ยเว่ยกั๋ว ว่าทำไมเขายังคิดแค้นหนิงเยี่ยนฝานมานานหลายปีขนาดนี้อย่างแน่นอน เพราะหนิงเสวี่ยนั้นโดดเด่นมาตั้งแต่เด็ก เธอชอบนั่งอยู่ข้างๆ หนิงเยี่ยนฝานเวลาเขาทำงาน ยังไม่ทันเขียนอักษรเป็นก็รู้จักจับดินสอวาดรูปโครงสร้างอาคารเสียแล้ว


หลังเข้าเรียน ผลการเรียนของเธอก็ดีเยี่ยมเช่นกัน


การสอบเข้ามหาวิทยาลัยปี1984 ท่ามกลางผู้เข้าสอบกว่าหลายล้านคน หนิงเสวี่ยคือจอหงวนของเด็กสายวิทย์


เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นคนเรียนแย่หรือไม่คงไม่อาจตัดสินได้ แต่เรื่องที่เขาใช้สถานะพิเศษของตนเข้ามหาวิทยาลัยนั้นคือความจริง สาเหตุที่เหนิงเยี่ยนฝานปฏิเสธเนี่ยเว่ยกั๋วเพราะเขาไม่ได้อยากเรียนรู้วิชาอย่างจริงจัง แต่เนี่ยเว่ยกั๋วอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าหนิงเยี่ยนฝานดูแคลนสถานะนักศึกษากรณีพิเศษของเขา และคิดแค้นมาจนถึงทุกวันนี้ พอหนิงเยี่ยนฝานแนะนำเด็กรุ่นใหม่แบบเซี่ยเสี่ยวหลาน หลังเนี่ยเว่ยกั๋วรู้เรื่องนี้ก็ทำใจยอมรับไม่ได้


หนิงเยี่ยนฝานสั่งสมประสบการณ์ชีวิตมามากมาย ดังนั้นเขาจึงพอจะอ่านความคิดของเนี่ยเว่ยกั๋วออก


ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานคือผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องโดยไม่รู้ตัว


แน่นอนว่าหากหนิงเยี่ยนฝานปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลานได้เขาย่อมปกป้อง แต่เรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับบัตรเชิญจนได้ก้าวเข้ามาสู่วงสังคมด้วยสถานะนักศึกษาปริญญาตรี ต่อให้ไม่มีเนี่ยเว่ยกั๋ว ไม่ช้าก็เร็วเธอคงถูกคนอื่นสงสัยและท้าทายอยู่ดี


ไม่ใช่แค่เฉพาะวงการสถาปัตยกรรมเท่านั้น ทุกสายอาชีพก็มักจะเกิดความขัดแย้งระหว่างคนรุ่นเก่ากับเด็กรุ่นใหม่อยู่เสมอ


เด็กรุ่นใหม่ทำไมถึงพิเศษกว่าคนอื่น?


อาจารย์ชื่อดังอาจจะปกป้องลูกศิษย์ได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่พึ่งพาได้ก็มีแค่ความสามารถที่แท้จริงของตัวลูกศิษย์เอง


“เธอมีพรสวรรค์ไม่เลว ทว่าความรู้ขั้นพื้นฐานยังไม่แน่นพอ แต่เธอก็เป็นเด็กฉลาด เยวี่ยจิ้น ตอนเร่งทำแผนงาน เธอเข้าใจแผนงานทั้งหมดหรือเปล่า”


สวี่เยวี่ยจิ้นเองก็ไม่มั่นใจนัก


“ถึงเธอจะชอบถามคำถาม แต่ระยะเวลาสั้นๆแค่นั้น เธอคงเข้าใจเทคนิคชั้นสูงได้ไม่หมดหรอกครับ”


คอนเซปต์การออกแบบตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่เป็นความสามารถของเซี่ยเสี่ยวหลาน


แต่การนำเอาไอเดียนั้นมาทำเป็นแผนงานออกแบบคือฝีมือของสวี่เยวี่ยจิ้นและผู้ช่วยคนอื่นๆทั้งสิ้น


สวี่เยวี่ยจิ้นคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจคำถามทางเทคนิคแบบครึ่งๆกลางๆ ดังนั้นงานสัมมนาวันพรุ่งนี้ หากเนี่ยเว่ยกั๋วจี้จุดถาม เซี่ยเสี่ยวหลานคงรับมือไม่ไหว!


หนิงเยี่ยนฝานกับหนิงเสวี่ยนิ่งเงียบ ในขณะที่สวี่เยวี่ยจิ้นพึมพำกับตัวเอง


“เด็กคนนี้ทำไมถึงนิ่งขนาดนั้นกันนะ ไฟรนก้นขนาดนี้แล้ว ยังหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมขอความช่วยเหลือจากพวกเราอีกหรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนแบบนั้นหรือ?


หนิงเสวี่ยเองก็ไม่รู้


ส่วนใหญ่แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานมักจะพลิกแพลงสถานการณ์เก่ง ลื่นเป็นปลาไหล ซึ่งหนิงเสวี่ยรู้สึกไม่ค่อยชอบใจในนิสัยนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานสักเท่าไร


แต่บางครั้งเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็มี ‘อุดมการณ์’ เป็นของตัวเอง เธอเคารพในตัวเองมาก ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกใครกลั่นแกล้งได้ง่ายๆ หนิงเสวี่ยรู้ว่าถึงแม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะมาหาปู่เธอเพื่อขอให้เขาช่วยเรื่องแผนงานโรงแรมหนานไห่ แต่สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานหลังจ่ายค่าที่ปรึกษาแล้วก็ถือว่าจบสิ้นกัน การจ่ายเงินจ้างคนมาช่วยปรับแก้แผนงานเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ติดค้างอะไรตระกูลหนิงสักนิด ด้วยความรักศักดิ์ศรีของเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอเคยแม้กระทั่งทิ้งโอกาสในการได้เป็นลูกศิษย์ของปู่เธอด้วยซ้ำ เวลาแบบนี้ยิ่งไม่มีทางก้มหัวขอร้องให้ปู่ของเธอช่วยแน่นอน


ความดื้อรั้นของเซี่ยเสี่ยวหลานบางครั้งก็น่าปวดหัวจริงๆ


หนิงเยี่ยนฝานส่ายศีรษะไปมา “เยวี่ยจิ้น พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อย ดูสิว่าเธอมีตรงไหนไม่เข้าใจหรือเปล่า อธิบายได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี”


หนิงเยี่ยนฝานรู้ดีว่า สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพอจะใช้รับมือเนี่ยเว่ยกั๋วได้ คงมีแต่แผนงานตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่เท่านั้น



ตอนที่ 933: แม่คุณไม่ร้อนใจเลยหรือ?



สวี่เยวี่ยจิ้นได้ยินคำพูดของหนิงเยี่ยนฝานแล้วก็นอนไม่หลับทั้งคืน


เขาอยากเดินไปเคาะประตูห้องเซี่ยเสี่ยวหลานเสียตั้งแต่ตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด ทว่ารุ่นน้องหญิงที่ยังสาวและสวยขนาดนั้น หากมีข่าวลือเสียหายแพร่ออกไปจะทำอย่างไรเล่า?


ดังนั้นถึงได้บอกว่า รุ่นน้องสาวสวยนั้นคือสิ่งที่วุ่นวายที่สุด


ถ้าเป็นรุ่นน้องชาย สวี่เยวี่ยจิ้นคงพังประตูห้องพักก่อนจะเอาน้ำสาดเรียกสติไปแล้ว นี่มันเวลาไหน ยังจะนอนลงอีกหรือ ถ้าถูกคนถามคำถามในงานสัมมนาแล้วตอบไม่ได้ คนที่ต้องขายหน้าไม่ได้มีแค่เซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ยังรวมไปถึงผู้แนะนำอย่างหนิงเยี่ยนฝานด้วย หมาบ้าอย่างเนี่ยเว่ยกั๋วจ้องจะไล่กัดอยู่ตลอดเวลา มีหรือจะไม่เดือดร้อนมาถึงอาจารย์ของเขา


ตอนนั้นหนิงเสวี่ยยังเคยเป็นห่วงชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน เข้าใจผิดคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากใช้หนิงเยี่ยนฝานเป็นบันไดปีนขึ้นไปสู่ความสำเร็จ จนถึงขั้นบุกเข้าห้องหนังสือไปต่อว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างลืมตัวด้วยซ้ำ


ไม่ใช่แค่หนิงเสวี่ยเท่านั้น พวกสวี่เยวี่ยจิ้นเองก็ไม่มีใครไม่เป็นห่วงชื่อเสียงของอาจารย์ตัวเอง!


สวี่เยวี่ยจิ้นไม่เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานมาขอความช่วยเหลือจนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน เขาพยายามย้อนคิดไปถึงจุดสำคัญของแผนงาน ‘สระว่ายน้ำไร้ขอบ’ และสรุปจุดสำคัญของแผนงานทั้งหมดจนเสร็จสิ้น เมื่อมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาตีห้าแล้ว สวี่เยวี่ยจิ้นจึงไปนั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องเซี่ยเสี่ยวหลาน


5:30… 5:45… 6:10… เด็กสมัยนี้มันนี่มันอย่างไรกันนะ รู้จักแต่ยิ้มแย้มกับยกน้ำชามาให้ ขอให้เขานำทีมอดหลับอดนอนวาดแบบให้ทั้งคืน สัปดาห์นั้นตลอดทั้งสัปดาห์คนทั้งสตูดิโอได้กลายร่างเป็นแพนด้า ถุงใต้ตาหย่อนคล้อยกันหมด ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานคงนอนหลับอย่างสุขสบายอยู่ที่หอพักของมหาวิทยาลัยสินะ


สวี่เยวี่ยจิ้นเป็นคนมีความอดทนสูง


ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็จ่ายค่าตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ หลังหนึ่งสัปดาห์นรกผ่านไป หนิงเยี่ยนฝานก็ได้มอบเงินพิเศษกับทุกคนในสตูดิโออย่างงาม แม้ลูกค้าอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานจะเร่งงานอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ให้ค่าตอบแทนมากพอที่จะทำให้คนยอมทำงานถวายหัว


แต่แม่คุณเอ๊ย ถึงแผนงานจะยกให้พวกเขาทำได้ แต่สถานการณ์วันนี้มันไม่เหมือนกันน่ะสิ!


ในงานสัมมนามีคนอยู่มากมาย แม้สวี่เยวี่ยจิ้นอยากช่วยมากเพียงใดก็คงช่วยไม่ได้อยู่ดี


สวี่เยวี่ยจิ้นนั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าทางเข้าบ้านพักรับรองไปหลายมวน คอยมองประตูห้องเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นครั้งคราว


สุดท้ายเมื่อถึงเวลา6:35 ในที่สุดคนในบ้านพักรับรองก็เริ่มตื่น เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น ก่อนประตูห้องของเซี่ยเสี่ยวหลานจะถูกเปิดออก สวี่เยวี่ยจิ้นอยากลุกขึ้น แต่พอขยับตัวก็ต้องทรุดตัวนั่งลงไปอีกครั้ง


เซี่ยเสี่ยวหลานตกใจ “รุ่นพี่สวี่?!”


เช้าตรู่ขนาดนี้ แสงไฟตรงทางเดินยังคงมืดสลัว หากมองไม่ดีคงนึกว่าหน้าประตูมีเห็ดดอกใหญ่งอกขึ้นมาเป็นแน่!


“รุ่นพี่สวี่รอฉันอยู่หรือคะ ทำไมไม่ลุกขึ้นล่ะคะ”


สวี่เยวี่ยจิ้นหน้าแดง “...ฉันขาชา ขอเวลาพักหน่อย”


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเข้าไปช่วยประคองตัวเขา ทว่าสวี่เยวี่ยจิ้นคือสหายชายที่แต่งงานแล้ว เขาย่อมไม่มีทางยอมแตะเนื้อต้องตัวสาวสวยเด็ดขาด สุดท้ายเขาก็พยายามเกาะกำแพงเพื่อลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง


เซี่ยเสี่ยวหลานกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “รุ่นพี่รอนานแค่ไหนแล้วคะ มีธุระทำไมไม่เคาะประตูล่ะ”


ได้ยินดังนั้นแล้วสวี่เยวี่ยจิ้นก็รู้สึกโมโหยิ่งนัก


“เธอช่างใจเย็นเหลือเกิน เมื่อคืนคงหลับสบายเลยสินะ? วันนี้เนี่ยเว่ยกั๋วคงหาเรื่องเธอแน่ ฉันนึกว่าเมื่อคืนเธอจะมาหาพวกเรา แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวสักนิด ช่างเถอะ ป่านนี้แล้วพูดไปก็ไร้ประโยชน์ รับนี่ไปเสีย สัมมนาจะเริ่มตอน9โมง เธอยังมีเวลาอีกสองชั่วโมงครึ่ง รีบอ่านให้เข้าใจและท่องให้ได้!”


สวี่เยวี่ยจิ้นยัดสมุดเล่มหนึ่งใส่มือเซี่ยเสี่ยวหลาน ก่อนจะโบกมือลา เขาเกาะกำแพงเดินโซซัดโซเซกลับห้องไป


เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดสมุดดู มันคือบันทึกสรุปย่อ


คือสรุปแผนงานตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่


ลายมือค่อนข้างหวัด มีรูปภาพกำกับเป็นบางจุด และเขียนสูตรวิธีการคิดคำนวณประกอบไว้


คงเป็นบันทึกที่ตั้งใจทำมาก สีน้ำหมึกยังคงใหม่ สวี่เยวี่ยจิ้นอดหลับอดนอนเขียนมันขึ้นมาอย่างนั้นหรือ?


ความจริงแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้เป็นอย่างที่สวี่เยวี่ยจิ้นคิด เมื่อคืนเธอไม่ได้นอนจนฟ้าสว่าง และอดนอนตลอดทั้งคืนเช่นกัน จนกระทั่งตีสี่กว่าสมองทนต่อความง่วงงุนไม่ไหวถึงได้ผล็อยหลับไป เธอเพิ่งได้นอนแค่สองชั่วโมงเท่านั้น


สวี่เยวี่ยจิ้นติดตามหนิงเยี่ยนฝานมาหลายปีแล้ว ความรู้พื้นฐานของเขานั้นแน่นมาก สวี่เยวี่ยจิ้นคงเคยเขียนบทความแนวสรุปย่อมาจำนวนไม่น้อย ดังนั้นแม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะเรียบเรียงข้อมูลเองทั้งคืน แต่สิ่งที่สวี่เยวี่ยจิ้นมอบให้ก็สามารถช่วยได้มากอยู่ดี


“รุ่นพี่สวี่คนนี้ก็น่ารักอยู่นะ”


สวี่เยวี่ยจิ้นคงช่วยเธอเพื่อหนิงเยี่ยนฝาน แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนโง่ เธอรู้ว่าเนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีทางสนใจเด็กใหม่อย่างเธอหรอก คนที่เขาต้องการเล่นงานจริงๆ แล้วคือหนิงเยี่ยนฝานต่างหาก


อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนไร้หัวจิตหัวใจ จะให้รับสมุดบันทึกของเขามาแล้วเมินเฉยอย่างนั้นหรือ แน่นอนว่าเธอคงทำเช่นนั้นไม่ได้


หลิวเฟินกับกงหยางตื่นแล้วเช่นกัน


เซี่ยเสี่ยวหลานโบกสมุดบันทึกในมือ


“พวกแม่เมื่อคืนคงหลับไม่ค่อยสนิทสินะคะ เดิมทีฉันอยากพามาเที่ยวด้วยกัน แต่ไม่คิดเลยว่าจะเจอเรื่องแบบนี้ ฉันว่าถ้ายังแก้ไขปัญหาไม่ได้ พวกแม่ก็คงรู้สึกเป็นห่วงแน่นอน”


หลิวเฟินมองดวงตาติดแดงของลูกสาว “ลูกอดนอนถึงดึกมากเลยหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานตบหน้าตัวเองเบาๆ “ไม่ดึกมากหรอกค่ะ เราลงไปกินอาหารเช้ากัน งานสัมมนาจะเริ่มตอนเก้าโมงค่ะ”


งานสัมมนาขอยืมสถานที่จากมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง โดยใช้เวลาเดินไปจากบ้านพักรับรองเป็นเวลาสิบกว่านาที


อาหารและที่พักฟรีจากผู้จัดย่อมมีข้อกำหนด และไม่อาจกินฟรีได้ทุกอย่าง เวลานี้ทุกคนต่างทยอยลุกจากที่นอนเพื่อไปกินข้าวที่โรงอาหารของบ้านพักรับรองกันแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานกินไปพลางอ่านสรุปของสวี่เยวี่ยจิ้นไปด้วย และก็นำสิ่งที่อ่านมาเปรียบเทียบกับข้อมูลที่เธออ่านเองเมื่อคืนนี้


ในโรงอาหารมีคนหันมองมาทางนี้เป็นครั้งคราว


เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตรงโถงทางเดินเมื่อวานไม่ใช่ความลับ บ้านพักรับรองมีขนาดเล็กแบบนี้ ผู้เข้าร่วมงานสัมมนาคงได้ยินข่าวกันทั่วแล้วเป็นแน่


กงหยางกลุ้มใจมาก


ประธานเซี่ยช่างนิ่งเหลือเกิน ดูไม่ตื่นตระหนกสักนิดเดียว


ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ เธอยังสามารถอ่านเนื้อหาบนสมุดบันทึกเข้าหัวได้อีกหรือ?


“ไฟลนก้นหรือ คงต้องรีบท่องให้เยอะเข้าไว้แล้วล่ะ จะได้ไม่ถูกจับได้กลางงานสัมมนา ก็อย่างว่าคนหนุ่มสาวไม่ควรรีบร้อนอยากได้หน้า สอบเข้าหัวชิงได้ทั้งที เรียนจบแล้วฝึกฝีมืออีกสักแปดปีสิบปีก็ยังมีโอกาส รีบร้อนอยากได้หน้ามากแบบนี้ ขายขี้หน้าชาวหัวชิงเสียจริงๆ!”


เนี่ยเว่ยกั๋วกับพรรคพวกเดินถืออาหารเช้าผ่านตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน พลางพูดจาเหน็บแนมให้เธอได้ยิน


เซี่ยเสี่ยวหลานเหลือบตามองพวกเขา หลักๆแล้วเธอมองไปที่เนี่ยเว่ยกั๋วเสียมากกว่า


“รุ่นพี่เนี่ย รุ่นพี่ไม่รู้จักฉันก็ไม่เป็นไรค่ะ แต่รุ่นพี่สามารถลองสอบถามคนรู้จักที่หัวชิงดูได้ว่า หนึ่งปีมานี้ฉันเคยทำให้มหาวิทยาลัยขายหน้าตอนไหนบ้างหรือเปล่า แต่รุ่นพี่เนี่ยสิคะ ถึงวัยกลางคนแล้วควรสุขุมขึ้นบ้าง พูดจาอย่าเสียดสีคนอื่นขนาดนั้นเลย ฉันเองก็สงสัยเหมือนกันค่ะว่า อธิการบดีหัวชิงมอบอำนาจให้รุ่นพี่เป็นตัวแทนของคนทั้งมหาวิทยาลัยมาร่วมงานภายนอกสถาบันหรือคะ? เพราะฉะนั้นรุ่นพี่ไม่จำเป็นต้องห่วงใยเกียรติยศของหัวชิงตลอดเวลาก็ได้ค่ะ!”


วาจาฉะฉานของเซี่ยเสี่ยวหลาน แน่นอนว่าคนทั่วไปคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ


เนี่ยเว่ยกั๋วชอบหาเรื่องกัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่กลัว เธอแค่ตอกกลับเขาอย่างที่เขาปรามาสเธอก็พอ แน่นอนเธอรู้ว่าคนในโรงอาหารต่างกำลังจับตามองอยู่ และอาจจะมีคนคิดว่าเธอเป็นพวกไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่


แต่คนไร้คุณธรรมเช่นนี้ ทำไมเซี่ยเสี่ยวหลานต้องให้ความเคารพด้วยเล่า?


ถ้าเนี่ยเว่ยกั๋วไม่ก่อเรื่องแบบที่เกิดขึ้นที่โถงทางเดินทางเมื่อคืน แล้วหาเรื่องจับผิดในงานสัมมนา หากเซี่ยเสี่ยวหลานถูกถามจนไม่สามารถตอบได้ ต่อให้เธอจะรู้สึกไม่พอใจแต่ก็ยินดียอมรับความพ่ายแพ้


ทว่าตอนนี้เนี่ยเว่ยกั๋วกลับทำตัวเป็นคนถ่อยจอมเสแสร้ง นึกว่าตัวเองกำลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้สังคม เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคลื่นไส้กับท่าทางของเขาเหลือเกิน


“เธอ... เธอระวังให้ดีแล้วกัน!”


อยู่ต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้ เนี่ยเว่ยกั๋วย่อมเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง หลังทิ้งคำขู่เสร็จจึงเดินจากไป


เซี่ยเสี่ยวหลานถ่มน้ำลายในใจ ถ้าเธอกลัวคนแบบนี้ อย่ามาเรียกเธอว่าเซี่ยเสี่ยวหลาน!



ตอนที่ 934: ทำไมเธอถึงไม่อดทน?



สิ่งที่เกิดขึ้นในโรงอาหารของบ้านพักรับรอง ไม่ทันไรทุกคนก็รู้กันทั่วแล้ว


ผู้ที่เดินทางมาร่วมงานสัมมนาตอนนี้ต่างก็มีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป บางคนคิดว่าการที่เด็กอายุน้อยอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานได้รับบัตรเชิญ เป็นไปได้สูงที่หนิงเยี่ยนฝานจะใช้อำนาจของตัวเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น สังคมของมนุษย์ย่อมมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ไม่ว่าครอบครัวไหนก็ต้องการให้ทายาทรุ่นหลังมีคนช่วยสนับสนุน


การติดสินบนใช่ว่าจะทำไม่ได้ บางคนอาจเห็นแก่คุณวุฒิของหนิงเยี่ยนฝานจึงไม่ถือสา แต่แน่นอนว่าย่อมมีคนที่ไม่พอใจ เวลาแบบนี้แค่อดทนถูกประชดประชันไม่เพียงกี่คำ คิดเสียว่าเป็น ‘คำแนะนำ’ ของรุ่นพี่ที่มีให้แก่รุ่นน้องก็พอแล้วไม่ใช่หรือ อดทนสักนิดเดี๋ยวมันก็ผ่านไป


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่ทำเช่นนั้น เธอไม่ทนแม้แต่ประโยคเดียว และตอกกลับเนี่ยเว่ยกั๋วกลางโรงอาหารโดยไม่สนใจสายตาใครทั้งสิ้น


ไม่กี่ประโยคของเธอทิ่มแทงกระดองใจของเนี่ยเว่ยกั๋วเข้าอย่างจัง ใครๆต่างก็รู้ว่าสิ่งที่เป็นปมในใจของรองผู้อำนวยการเนี่ย ก็คือเรื่องที่เขาได้เข้าเรียนภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิงจากคุณสมบัติสถานะพิเศษ หลายปีมานี้เนี่ยเว่ยกั๋วจึงมักบอกกับคนอื่นว่า คะแนนการประเมินคุณสมบัติของเขาดีมากแล้วจะโทษเขาได้หรือ? ถ้าตอนนั้นไม่เกิดการยกเลิกระบบสอบเข้า เขาก็คงสอบเข้าภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิงได้อย่างสบายๆแน่นอน


เรียนจบหัวชิงด้วยสถานะความเป็นนักศึกษาจากการคัดเลือก ทำให้คนนอกชอบคิดว่าระดับความรู้ของเขานั้นไม่ผ่านเกณฑ์ เนี่ยเว่ยกั๋วพยายามเน้นย้ำกับคนอื่นว่า เขาคือคนที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายการคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยจากสถานะทางสังคม แต่ขณะเดียวกันเขาก็คือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกระบบสอบเข้านั่นเอง!


“เธอพูดแบบนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วจะทนได้หรือ คราวนี้เธอคงแย่แน่”


“เด็กรุ่นใหม่ก็แบบนี้แล ไม่มีความอดทนบ้างเสียเลย สมัยพวกเราเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ถ้าถูกรุ่นพี่ด่าคงนึกดีใจ ว่ารุ่นพี่เห็นความสำคัญของตัวเอง...”


จริงอย่างที่ว่า


กลุ่มชายวัยกลางคนพานั่งนึกย้อนความทรงจำ ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ที่ไม่ต่างกันมากนัก


กว่าพวกเขาจะมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ ไม่ใช่ได้มาเปล่าๆ แต่ทุกสิ่งล้วนได้มาด้วยความยากลำบาก


อย่างไรก็ตามก็มีคนบางส่วนที่เห็นต่างออกไป


“แค่เรื่องสกปรก สกปรกที่เนี่ยเว่ยกั๋วเคยทำยังฟอกขาวได้ไม่หมด ถ้าเขากล้าชี้หน้าด่าผู้เฒ่าหนิง ฉันอาจจะนับถือที่เขากล้าหาญ แต่นี่อะไรกัน เขากลับมาบดขยี้เด็กสาวคนหนึ่ง ช่างหน้าไม่อายเลยจริงๆ!”


“นั่นน่ะสิ มาจากหัวชิงเหมือนกันแท้ๆ ฉันเคยได้ยินแต่แข่งขันกันในสถาบัน รักกันเวลาอยู่ข้างนอก แล้วนี่อะไร”


“เนี่ยเว่ยกั๋วไม่ใช่คนดีเด่นอะไรนักหรอก ได้ยินว่าลับหลัง... เด็กสาวคนนั้นชื่ออะไรนะ เธอพูดประโยคนั้นได้ดีเหลือเกิน ประโยคที่ว่า เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นตัวแทนของหัวชิงได้หรือ? ถามความเห็นของอธิการบดีหรือยัง ฮ่าฮ่าฮ่า!”


แม้ความคิดเห็นจะแตกต่างกันออกไป แต่ข้อสรุปที่ได้นั้นเหมือนกันอย่างชัดเจน


ชัยชนะจากการปะทะฝีปากคงอยู่เพียงชั่วครู่ แต่งานสัมมนามีตั้งสามวัน เนี่ยเว่ยกั๋วคงหาโอกาสเล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลานได้แน่นอน


ถึงตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงเอาตัวรอดยาก


ต่อให้มีผู้เฒ่าหนิงคอยปกป้อง แต่เขาจะปกป้องได้ตลอดชีวิตหรือ?


หากเนี่ยเว่ยกั๋วแก้แค้นไม่สำเร็จ เขาคงตามกัดเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ปล่อย ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังเป็นแค่นักศึกษาปริญญาตรี ในขณะที่เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นถึงรองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบแล้ว และยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศจีนอีก หากต้องการหาเรื่องนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบคนหนึ่ง คงง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก


เฮ้อ ผู้เฒ่าหนิงรีบร้อนเกินไป ต่อให้เด็กรุ่นใหม่มีพรสวรรค์อยู่บ้าง ก็ไม่ควรรีบผลักดันขนาดนี้สิ


คนโบราณกล่าวไว้ว่า ‘ไม้เรียวระหงกลางป่า ย่อมถูกลมโค่นได้’ มันคือคำอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี


มีคนชอบผลักดันเด็กรุ่นหลัง แต่บางคนกลับไม่อยากเห็นเด็กรุ่นหลังโดดเด่นเร็วเกินไป นี่ก็คือความซับซ้อนของมนุษย์


ความเห็นจากทั้งสองฝั่งรู้ไปถึงหูของหนิงเยี่ยนฝาน


สวี่เยวี่ยจิ้นรู้สึกเอือมระอาเป็นอย่างยิ่ง


“ผมให้สมุดบันทึกกับเธอ เธอก็ควรเก็บตัวท่องจำอยู่ในห้องสิ ทำไมยังมีอารมณ์ไปกินข้าวที่โรงอาหารอีก? คนถ่อยน่าสมเพชอย่างเนี่ยเว่ยกั๋วจงใจยั่วโมโหเธอ ทำให้เธอพูดจาหยามเกียรติรุ่นพี่ต่อหน้าผู้คน เธอหลงกลเขาเข้าแล้ว!”


ค่านิยมของสังคมจีนคือ รุ่นพี่ด่าทออะไร แม้จะไม่ถูกต้องก็ต้องทนฟังให้ได้


หากมีความผิดจริงก็นำมาแก้ไข แต่ถ้าไม่ผิดก็ใช้มันเป็นแรงผลักดัน


เด็กรุ่นใหม่เถียงกลับผู้อาวุโสเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากจะยอมรับ หากทำตัวเด่นเกินไป คนส่วนใหญ่จะมีอคติขึ้นมาได้


เด็กรุ่นใหม่ต่อให้มีพรสวรรค์ก็ต้องรู้จักถ่อมตัว


เหมือนรุ่นน้องหนิงเสวี่ย ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครสงสัยในตัวเธอ แต่รุ่นน้องหนิงมีนิสัยเย็นชา เธอจึงไม่เคยเก็บคำถากถางของโลกภายนอกมาใส่ใจ


หนิงเยี่ยนฝานส่ายหน้าไปมา “หมาอยากกัดคน บางคนคิดหลบเลี่ยง แต่บางคนเลือกถือไม้กระบองตีมันให้หลาบจำ!”


“เซี่ยเสี่ยวหลานมีไม้กระบองที่ไหนกันล่ะครับ เธอมีแค่บัตรเชิญที่อาจารย์หามาให้เป็นกรณีพิเศษ คงมั่นใจว่าอาจารย์สามารถช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ เธอถึงไม่รู้สึกกลัวเนี่ยเว่ยกั๋วแบบนั้น ขนาดอยู่ต่อหน้าคนทั้งโรงอาหารก็ยังกล้าปะทะกับเขาตรงๆ”


สิ่งที่สวี่เยวี่ยจิ้นกล่าวแน่นอนว่าเป็นความคิดของคนส่วนใหญ่


งานสัมมนาครั้งนี้ หนิงเยี่ยนฝานปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลานได้ เพราะเขาเองก็เป็นเป้าหมายการโจมตีของเนี่ยเว่ยกั๋ว


แต่หลังจากนั้นเล่า หนิงเยี่ยนฝานจะคุ้มครองเซี่ยเสี่ยวหลานไปตลอดได้หรือ?


สวี่เยวี่ยจิ้นรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นวู่วามเกินไป


แต่หนิงเสวี่ยกลับมีความเห็นที่ต่างออกไป


“รุ่นพี่สวี่ ฉันคิดว่าเธอไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากปู่หรอกค่ะ ไม่ว่าจะมีปู่เป็นคนหนุนหลังหรือไม่ เธอก็จะไม่มีวันอ่อนข้อให้เนี่ยเว่ยกั๋ว”


นี่คือวิธีการเอาตัวรอดของเซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยเสี่ยวหลานต่อสู้ฝ่าฟันมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดพัก


ก็เหมือนตอนที่เธอทะเลาะกับจี้หย่า เมื่อจี้หย่าไม่ยอมขอโทษ และตระกูลจี้บอกว่าจะใช้วิธีการอื่นในการชดเชยให้เซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับปฏิเสธ อีกทั้งเธอก็ไม่ได้ใช้อำนาจของตระกูลโจวกับนายกทังมาบีบบังคับอีกฝ่าย หนิงเสวี่ยได้ยินมาว่าเธอได้ ‘พนัน’ บางอย่างกับจี้หย่า รวมถึงอยากใช้ความสามารถของตัวเองทำให้ตระกูลจี้ยอมแพ้


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนแบบนี้


ราวกับว่าเธอไม่กลัวฟ้าดินจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วเธอมักจะทำตัวเจ้าเล่ห์ ดังนั้นคนที่ไม่สนิทอาจจะเข้าใจผิดว่าเธอเป็นพวกหน้าหนา


แต่ความจริงแล้วเธอเป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง!


เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกันมาหนึ่งปี เกิดเรื่องราวต่างๆมากมาย หนิงเสวี่ยพอจะรู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนอย่างไร


ต่างจากสวี่เยวี่ยจิ้นที่เพิ่งรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานเพียงไม่กี่วัน แต่ถึงอย่างไรในเมื่อเป็นคำพูดของหนิงเสวี่ย เขาย่อมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


“สรุปก็คือเซี่ยเสี่ยวหลานทำแบบนั้นไม่ฉลาดเอาเสียเลย”


-------------------------------


แปดโมงเช้า เซี่ยเสี่ยวหลานกำลังจะเดินทางไปมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง หลิวเฟินอยากพูดบางอย่างแต่ก็ถอดใจ


เซี่ยเสี่ยวหลานหยุดคิด “แม่อยากรอฉันที่บ้านพักรับรองหรือไปที่งานคะ ดอกซากุระของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงสวยใช้ได้ แต่น่าเสียดายที่เรามาช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ถ้าแม่คิดว่าอยู่ที่บ้านพักรับรองคงจะน่าเบื่อ แม่ตามไปเดินเล่นที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงก็ได้นะคะ งานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นตั้งสามวัน!”


หลิวเฟินเป็นห่วงเรื่องเนี่ยเว่ยกั๋ว


ผู้ชายคนนั้นดูเป็นคนจิตใจคับแคบ คงไม่ยอมปล่อยเสี่ยวหลานของเธอไปง่ายๆ


“เฮ้อ แม่เองก็ช่วยอะไรลูกไม่ได้ คนพวกนั้นช่าง... เอาเถอะ แม่ตามลูกไปที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงด้วยแล้วกัน!”


หลิวเฟินพูดไม่หมด


พอได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด เธอถึงได้พบว่าคนมีการศึกษาไม่ใช่คนดีกันทุกคน


อย่างเช่นจี้หย่า ได้ยินว่าเธอมาจากครอบครัวนักวิชาการ แต่หลิวเฟินกลับรู้สึกว่าจี้หย่าชอบดูถูกคนทั่วไป คิดว่าตัวเองสูงส่ง คุยด้วยยากยิ่งนัก


เนี่ยเว่ยกั๋วคนนี้เองก็เช่นกัน เสี่ยวหลานใช้เวลาที่โรงอาหารในการอ่านสมุดบันทึกแล้วไปหนักส่วนไหนของเขา ถึงต้องเหน็บแนมกันเช่นนั้น


กงหยางเองก็รู้สึกแปลกใจ ประธานเซี่ยเป็นคนยืดหยุ่น เข้าได้กับทุกคน แต่แล้วทำไมถึงได้ตั้งใจเป็นปฏิปักษ์กับเนี่ยเว่ยกั๋วด้วยเล่า


เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านใจเขาได้ “เธอคงแปลกใจที่ครั้งนี้ฉันดูยึดติด และสงสัยว่าทำไมฉันถึงไม่ยอมพูดจาอ่อนหวานดับความโกรธของเนี่ยเว่ยกั๋ว แต่กลับต่อว่าเขาต่อหน้าผู้คนแบบนั้นสินะ”



ตอนที่ 935: นั่งคนเดียวอย่างโดดเดี่ยว!



แน่นอนว่ากงหยางรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก แต่หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของเขา เธอก็ไม่ยอมพูดอะไรต่อ


“คิดเอาเองนะ!”


คิดเองอย่างไรเล่า?


ถ้าเขาเข้าใจความคิดของประธานเซี่ย มีหรือที่เขาจะเป็นแค่พนักงาน ส่วนประธานเซี่ยคือเจ้าของกิจการแบบนี้


ระหว่างทาง พวกเซี่ยเสี่ยวหลานเจอกับหนิงเยี่ยนฝาน


“อาจารย์หนิง!”


เธอยิ้มกว้างราวกับว่าไม่รู้สึกประหม่าเลยสักนิด “รุ่นพี่สวี่ ขอบคุณสำหรับสมุดบันทึกนะคะ ช่วยได้มากเลยค่ะ”


สวี่เยวี่ยจิ้นพูดอย่างแปลกใจ “เธอดูมั่นใจเต็มเปี่ยมนะ?”


“ฉันรู้ว่าต้องเผชิญหน้ากับอะไรค่ะ ทำสีหน้าห่อเหี่ยวหรือหวาดกลัว แล้วเนี่ยเว่ยกั๋วจะไม่โจมตีฉันอย่างนั้นหรือคะ? มันคงไม่มีทางเป็นไปได้ ฉันมีความสามารถแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ฉันต้องทำให้เนี่ยเว่ยกั๋วอ่านความสามารถของฉันไม่ออกค่ะ”


ประโยคนี้ฟังดูมีเหตุผลยิ่งนัก


สวี่เยวี่ยจิ้นถูกเซี่ยเสี่ยวหลานชักนำความคิดไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว


หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้าเห็นด้วย “ศัตรูยังไม่ทันจู่โจมก็ร้อนรน เท่ากับแพ้ตั้งแต่ยังไม่ลงสนามรบ เยวี่ยจิ้น จุดนี้เธอต้องเรียนรู้จากเสี่ยวหลานให้มาก ถึงเสี่ยวหลานอายุยังน้อย แต่มีความคิดของคนเป็นแม่ทัพ เจอปัญหาแต่กลับไม่ตื่นตระหนกเท่ากับมีชัยไปกว่าครึ่ง”


เนี่ยเว่ยกั๋วแค่คนเดียวจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้เลยหรืออย่างไร?


คนระดับหนิงเยี่ยนฝาน ไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมีความสามารถจริงหรือไม่ก็ตาม หรือต่อให้เขาอยากสนับสนุนคนโง่สักคน ผู้คนในวงการสถาปนิกย่อมให้เกียรติเขา ในขณะที่เนี่ยเว่ยกั๋วระริกระรี้จ้องแต่จะทำลายชื่อเสียงของเขา ทว่าหนิงเยี่ยนฝานอายุปูนนี้แล้ว เขาไม่สนใจของนอกกายพวกนั้นอีกต่อไป


อย่างน้อยก็ไม่สนใจมากเท่ากับคนรอบข้างอย่างหนิงเสวี่ยหรือสวี่เยวี่ยจิ้น


ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ทำลายชื่อเสียงของเขาอย่างไรก็ไม่อาจล้มเขาได้


ตอนนี้สังคมกำลังเปิดกว้าง หนิงเยี่ยนฝานยังต้องกลัวคนเลวอย่างเนี่ยเว่ยกั๋วอีกหรือ?


ในงานสัมมนา ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานถูกเนี่ยเว่ยกั๋วถามจับผิดจนตอบไม่ได้ สิ่งที่จะเสียหายก็คือชื่อเสียงในวงการสถาปัตยกรรม แม้หนิงเยี่ยนฝานจะไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องพวกนี้ แต่สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาควิชาสถาปัตยกรรมแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน ผลกระทบที่ตามมาคงมีไม่น้อยเลยทีเดียว


เช่นนั้นทำไมเซี่ยเสี่ยวหลานถึงอยากจัดการเรื่องนี้คนเดียว?


เพราะมันคือสนามรบของเธอเพียงผู้เดียว จะจบลงอย่างสวยงาม หรือถูกไล่ออกจากงานอย่างน่าอับอาย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการแสดงความสามารถของเธอในงานสัมมนา!


เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจในจุดนี้จึงไม่ได้มารบกวนเขาให้วุ่นวาย


หนิงเยี่ยนฝานอยากรู้เหลือเกินว่า เซี่ยเสี่ยวหลานเกิดมาก็ฉลาดเลยอย่างนั้นหรือ?


คนอายุ30กว่าอย่างสวี่เยวี่ยจิ้นยังอ่านไม่ขาด หนิงเสวี่ยที่เป็นเด็กฉลาดก็ยังสับสนกับสถานการณ์


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานที่อายุรุ่นเดียวกับหนิงเสวี่ยกลับจับประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ได้... ทักษะการวิเคราะห์สถานการณ์ของเธอทำให้หนิงเยี่ยนฝานรู้สึกประทับใจยิ่งนัก เริ่มแรกเขาช่วยสนับสนุนเซี่ยเสี่ยวหลานเพราะเห็นแก่ย่าอวี๋ ทว่าหลังเกิดเรื่องราวมากมายขึ้น หนิงเยี่ยนฝานบอกได้เลยว่าเขาเริ่มชื่นชมในตัวเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแท้จริงเสียแล้ว!


เธอมีทั้งมันสมอง และความสามารถในการลงมือปฏิบัติที่ดีเลิศไม่แพ้กัน


ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากเรียนสถาปัตยกรรม ความสำเร็จของเธอในอนาคต คงไม่ใช่สิ่งที่คนเก่งจอมปลอมอย่างเนี่ยเว่ยกั๋วจะเทียบเคียงได้แน่นอน


รองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบรึ?


ยุคสมัยกำลังเปลี่ยนไป ขอแค่มีเงินอยากจะจ้างสถาบันออกแบบที่ไหนก็ย่อมได้ เซี่ยเสี่ยวหลานมีหรือจะตกเป็นเบี้ยล่างของเนี่ยเว่ยกั๋ว


ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากเรียนสถาปัตยกรรม หรือเธอจะไปเรียนสาขาวิชาไหน สุดท้ายก็คงเป็นหนึ่งในหัวกะทิของสายงานนั้นๆเป็นแน่


หนิงเยี่ยนฝานคิดอะไรในใจมากมาย แต่คนรอบกายกลับมองไม่ออกแม้แต่น้อย


สวี่เยวี่ยจิ้นกับหนิงเสวี่ยยังคงเป็นห่วงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพ่ายแพ้ สวี่เยวี่ยจิ้นบอกว่ากลัวเซี่ยเสี่ยวหลานถูกเนี่ยเว่ยกั๋วเล่นงานแล้วผู้เฒ่าหนิงจะพลอยซวยไปด้วย แต่ความจริงแล้วเขาเป็นห่วงเซี่ยเสี่ยวหลานบ้างหรือไม่ คงมีแต่ตัวเขาเท่านั้นที่รู้


ทางด้านหนิงเสวี่ย เธอรู้ดีว่าคงเป็นเพื่อนกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้


คนที่เย็นชากับโลกภายนอก ไม่เคยสนใจเรื่องอื่นนอกจากศาสตร์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรม แต่ทำไมเมื่อคืนถึงนอนไม่หลับ?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางรู้ว่าคนอื่นๆ ต่างพากันคิดมากกันขนาดไหน พวกเขามีกันหกคน ต่างคนต่างความคิด สวี่เยวี่ยจิ้นช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเต็มที่ แต่อีกเดี๋ยวพองานสัมมนาเริ่มต้นขึ้น คนที่จะต้องพับแขนเสื้อต่อกรกับเนี่ยเว่ยกั๋วมีเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานคนเดียวเท่านั้น


เดิมทีเธอยังคิดอยู่เลยว่า จะใช้อะไรสร้างความประทับใจให้กับทุกคนดี


เวลาสามวัน เธอจะทำความรู้จักกับคนอื่นได้กี่คน?


สำหรับแวดวงสถาปัตยกรรม การทำให้คนอื่นจำหน้าได้ไม่มีประโยชน์ เธอไม่ได้เก่งเหมือนหนิงเสวี่ยที่สามารถตีพิมพ์บทความได้ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่หนึ่ง และใช้มันเป็นใบเบิกทางสู่แวดวงสังคม


และผู้ชายวัยกลางคนเหล่านี้ก็คงไม่มีทางเลิกตั้งข้อสงสัยในตัวเธอเพียงเพราะความสวย


ยุคนี้ยังไม่ใช่ยุคของข่าวสารข้อมูล ที่สามารถใช้หน้าตามาปั่นกระแส ‘สถาปนิกสาวสวย’ จนกลายเป็นที่พูดถึงได้


และถึงจะไม่มีเนี่ยเว่ยกั๋ว ก็คงมีคนอื่นตั้งคำถาม


เพียงแต่เนี่ยเว่ยกั๋วนั้นดูเหมือนจะมีความแค้นส่วนตัวกับผู้เฒ่าหนิงเป็นพิเศษ ถึงได้เล่นงานเธอหนักตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันเช่นนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องสวนกลับอย่างงดงามและหนักหน่วง หลังจากนั้นเธอก็จะโด่งดังภายในชั่วพริบตา ทำให้คนอื่นจำได้ขึ้นใจ อีกหน่อยหากมีเรื่องอะไร คนที่เคยร่วมงานสัมมนาครั้งนี้คงจำชื่อเธอได้ทันที


ถ้าไม่ฝากตัวเป็นลูกศิษย์หนิงเยี่ยนฝาน จะมีอาจารย์คนอื่นถูกใจเธอหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานส่องกระจก หน้าตาเธอก็น่ารักน่าเอ็นดูใช้ได้


ไม่มีเหตุผลที่พวกอาจารย์ทั้งหลายจะไม่ถูกใจเธอเลยสักคน ลูกศิษย์แบบนี้พาไปที่ไหนก็น่าภูมิใจทั้งสิ้น!


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดเช่นนี้พลางเดินเข้างานสัมมนาพร้อมรอยยิ้ม ความสวยของเธอช่างเจิดจ้า ทิ่มแทงตาคนทั้งงานยิ่งนัก


คนส่วนใหญ่ในงานอดคิดเหมือนกันไม่ได้ว่า เด็กรุ่นใหม่ที่ผู้เฒ่าหนิงพามาครั้งนี้ เก่งแค่ไหนยังไม่มีใครรู้ แต่หน้าตาช่างสวยหยาดเยิ้มเหลือเกิน ใบหน้านี้คงเพิ่มความสดใสให้กับงานสัมมนาตลอดสามวันได้ไม่น้อยเลยทีเดียว!


คนทำงานสถาปนิก แม้จะไม่ถึงกับต้องคลุกดินคลุกฝุ่น แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกที่ไม่ใส่ใจกับการแต่งตัวมากนัก


ผู้หญิงที่เรียนสถาปัตยกรรมเดิมทีก็มีน้อย และผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่


พวกเขาทำงานสายนี้มาหลายสิบปี ยังไม่เคยเจอคนสวยแบบเซี่ยเสี่ยวหลานเลยสักคน


เนี่ยเว่ยกั๋วทำไมถึงเลือกเล่นงานเด็กคนนี้กันนะ จำเป็นต้องทำลายชื่อเสียงของเด็กรุ่นใหม่ที่ทั้งสาวทั้งสวยด้วยหรือ ต่อไปสหายหญิงคงขยาดงานด้านสถาปัตยกรรมกันมากกว่าเดิมเป็นแน่


“เหล่าเนี่ย พวกเราเป็นรุ่นพี่ก็ควรวางมาดให้น่านับถือหน่อย ไม่ว่านายคิดจะทำอะไร อย่าให้มากไปจนเกินงาม...”


คนดีศรีสังคมอย่างสิงลี่ซินอดไม่ได้ที่จะช่วยพูด


เนี่ยเว่ยกั๋วเบิกตากว้างราวกับตกใจกับคำพูดที่ได้ยิน “หัวหน้าสิง เรื่องแบบนี้จะปล่อยให้เลยตามเลยได้อย่างไร งานสัมมนาระดับประเทศกลับปล่อยให้เด็กนักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้ามาง่ายๆอย่างงั้นหรือครับ เช่นนั้นครั้งหน้าคงมีเด็กมัธยมปลายเข้ามานั่งถกเรื่องงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับพวกเราด้วยเลยรึเปล่า? หรือเลวร้ายไปกว่านั้น อีกหน่อยคงจะยอมให้ช่างปูนช่างอิฐจากบ้านนอกคอกนาเรียกตัวเองว่าสถาปนิกเลยดีหรือไม่!”


สิงลี่ซินต้องยอมรับว่า สิ่งที่เนี่ยเว่ยกั๋วพูดนั้นมีเหตุผล


งานสัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมยุคใหม่ของประเทศจีนครั้งแรก ตามหลักแล้วควรเป็นงานที่มีระดับ แต่ผู้เฒ่าหนิงกลับเชิญเด็กสาวคนหนึ่งมารวมงานเช่นนี้ มันไม่เหมาะสมจริงๆนั่นและ


คนที่ได้รับเชิญเข้าร่วมสัมมนา ล้วนเป็นคนที่คร่ำหวอดในวงการมานานหลายต่อหลายปีทั้งสิ้น


ไม่มีใครได้รับบัตรเชิญเพียงเพราะมีผลงานเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น


สระว่ายน้ำไร้ขอบอย่างนั้นหรือ?


เขาจะรอดูสิว่า นักศึกษาเซี่ยที่อายุน้อยจนน่าตกใจคนนี้ จะทำให้คนทั้งงานสัมมนาเชื่อมั่นได้อย่างไร!


เก้าโมงตรง ผู้เข้าร่วมสัมมนาต่างก็นั่งประจำที่กันพร้อมหน้า


คนที่มีบัตรเชิญจะได้นั่งตามป้ายชื่อที่ระบุไว้ ส่วนคนที่ไม่ได้รับบัตรเชิญแบบกงหยางนั้นมีจำนวนไม่น้อย พวกเขานั่งอยู่ด้านหลังห้องประชุมอย่างสงบเสงี่ยม หรือไม่ก็ยืนหลบอยู่ตามมุมห้อง ขอเพียงได้อยู่ฟังการสัมมนาด้วยก็พอแล้ว


เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานเดินเข้ามาภายในห้องประชุม แววตาของเธอก็เคร่งขรึมขึ้น ป้ายชื่อเธอถูกวางเอาไว้ตรงที่นั่งด้านหลัง แทบจะอยู่ติดกับคนที่ไม่มีบัตรเชิญน่ะสิ


คนที่เข้าร่วมงานสัมมนาโดยไม่ได้รับเชิญจะไม่มีสิทธิ์พูดในงานสัมมนา และมีแค่เธอเท่านั้นที่ถูกจัดให้นั่งอยู่แถวหลังตามลำพัง


วิธีการกลั่นแกล้งกันเช่นนี้ หากเป็นเด็กสาวที่หน้าบางหน่อยคงน้ำตาตกในไปแล้วแน่นอน!



ตอนที่ 936: เพราะความเอ็นดูของรุ่นพี่เนี่ย



เชอะ ทำได้แค่นี้สินะ สมกับที่เป็นคนถ่อยด้อยทักษะอาชีพ แต่เรื่องชิงดีชิงเด่นนั้นเก่งจริงๆ


เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตามุ่งร้ายที่กำลังรอดูปฏิกิริยาของเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานก็นั่งลงเหมือนไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแม้แต่น้อย


เธอไม่มีทางร้องไห้ อาวุธแบบน้ำตา เซี่ยเสี่ยวหลานไม่นิยมใช้หากไม่จำเป็น


ร้องไห้แล้วคนอื่นจะสงสารอย่างนั้นหรือ?


ต่อยสวนกลับสักหมัดเพื่อแลกกับความเคารพให้เกียรติยังดีเสียกว่า


กงหยางโมโหแทนเซี่ยเสี่ยวหลานจนกำหมัดแน่น


เนี่ยเว่ยกั๋วคนนั้นชักจะเกินไปแล้ว แสดงอำนาจข่มประธานเซี่ยกันแบบนี้เลยรึ


หนิงเยี่ยนฝานขมวดคิ้วมุ่น การประชุมยังไม่เริ่ม เขาจึงเอ่ยปากถามสิงลี่ซินทันที “หัวหน้าสิง การจัดที่นั่งมีปัญหาหรือเปล่า”


สิงลี่ซินอึกอักไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้


เนี่ยเว่ยกั๋วทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่โต สิงลี่ซินได้รับแรงกดดันมาจำนวนไม่น้อย แม้เขาไม่กล้าเป็นปฏิปักษ์กับหนิงเยี่ยนฝาน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมาหาเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อถามว่า ทำไมถึงให้บัตรเชิญกับเด็กนักศึกษาคนหนึ่ง อีกทั้งเด็กคนนี้ไม่เหมือนหลานสาวของหนิงเยี่ยนฝาน เธอไม่มีชื่อเสียงในวงการแม้แต่น้อย


ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’ มาก่อน


ความจริงแล้วเธอโด่งดังในหมู่นักศึกษา หลังการแข่งขันภาษาอังกฤษถูกฉายทางโทรทัศน์ คนที่ดูรายการย่อมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชนะอย่างเธอได้ทุกคน


แต่คนที่มาเข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ นอกจากหนิงเสวี่ยแล้ว ไม่มีใครเป็นเด็กนักศึกษาอีกเลยน่ะสิ


แต่คนไร้ชื่อเสียงอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานกลับได้รับเชิญมาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้


โอกาสที่หนิงเยี่ยนฝานมอบให้เธอคราวนี้ทำให้ใครหลายคนรู้สึกไม่พอใจ ดังนั้นแม้สิงลี่ซินจะไม่กล้าหือกับหนิงเยี่ยนฝาน แต่ก็กลัวทำผิดต่อคนส่วนใหญ่เช่นกัน เขาจึงจัดการให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปนั่งอยู่ด้านหลัง


ตอนนี้พอหนิงเยี่ยนฝานถามขึ้นมา คนดีอย่างสิงลี่ซินคงไม่อาจตอบคำถามต่อหน้าทุกคนได้


เนี่ยเว่ยกั๋วมองซ้ายมองขวา “ผู้เฒ่าหนิง การจัดที่นั่งมีปัญหาหรือครับ? ลองว่ามาสิครับว่าควรให้ใครมานั่งข้างหน้า หรือควรย้ายใครไปนั่งข้างหลัง ถ้าผู้เฒ่าหนิงมีความเห็น หัวหน้าสิงคงจัดการให้อยู่แล้ว!”


ตำแหน่งที่นั่งในตอนนี้ถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อย โต๊ะในห้องประชุมจึงถูกนำมาเรียงไว้แถวละ 8ตัว จึงมีเศษ1ตัวพอดี


ความจริงหากจัดให้นั่งแถวละ9คนก็สามารถทำได้ แต่เห็นได้ชัดว่าผู้จัดงานจงใจปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งคนเดียวที่แถวสุดท้าย


ทุกคนรู้ดีแก่ใจ หนิงเยี่ยนฝานเองก็เช่นกัน


แต่พอเนี่ยเว่ยกั๋วพูดเช่นนี้ หนิงเยี่ยนฝานจะเอ่ยปากขอย้ายคนอื่นไปนั่งข้างหลังแทน แล้วให้เซี่ยเสี่ยวหลานมานั่งข้างหน้าได้หรือ?


คนถ่อยไร้ยางอายผู้นี้ เก่งเรื่องสร้างความสะอิดสะเอียนให้กับคนอื่นเสียจริงๆ!


เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าให้หนิงเยี่ยนฝานเพื่อบอกให้เขาอย่ายึดติดกับเรื่องนี้


เดิมทีมันก็คือการกลั่นแกล้งอย่างไม่ชอบธรรมที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ย หากยึดติดกับเรื่องนี้ก็เท่ากับหลงกลไปกับแผนการของเนี่ยเว่ยกั๋ว


พิธีกรของการประชุมกระแอมเล็กน้อย ไม่สนใจเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้น ก่อนจะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานสัมมนาครั้งนี้ อาทิเช่น การส่งเสริมสภาพแวดล้อมของการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ การกระตุ้นการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม การเน้นความสร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์ของผลงาน รวมถึงการสรรค์สร้างรูปแบบงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของระบบสังคมนิยมแห่งประเทศจีนเป็นต้น จากนั้นก็ได้ทำการประกาศเปิดงานงานสัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันของประเทศจีนครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ


หลังจากนั้น พิธีกรก็ได้ทำการแนะนำแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์หลายท่าน รวมถึงหนิงเยี่ยนฝาน


บุคคลที่มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับหนิงเยี่ยนฝานคือเหมาคังซาน เขาคือหนึ่งในเจ้าของสมญานาม ‘เหนือหนิงใต้เหมา’ ของวงการสถาปัตยกรรม เป็นชายชรารูปร่างผอมและมีผิวคล้ำ


เหมาคังซานเพิ่งรับไมโครโฟนมา เนี่ยเว่ยกั๋วก็ทนไม่ไหวขึ้นมาเสียแล้ว


“อาจารย์เหมา ผมมีเรื่องอยากร้องเรียน ช่วยรับฟังได้ไหมครับ”


เหมาคังซานหนังตาหย่อน เหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น


เขาไม่เหมือนหนิงเยี่ยนฝาน เหมาคังซานขึ้นชื่อเรื่องอัธยาศัยดี เขายิ้มพลางกล่าว “เสี่ยวเนี่ยมีเรื่องอะไรอยากพูดหรือ อย่าเพิ่งรีบร้อนเลย งานสัมมนาจัดขึ้นตั้งสามวัน”


เหมาคังซานผู้อัธยาศัยดีตอบประโยคเดียวก็ทำเอาเนี่ยเว่ยกั๋วพูดไม่ออกไปทันที


ทว่าเนี่ยเว่ยกั๋วนั้นไม่ยอมรามือง่ายๆ เพราะเขารู้ว่าเหมาคังซานเป็นคนคุยง่ายจึงไม่คิดที่จะยอมแพ้


“อาจารย์เหมา กว่าผมจะได้พูด การประชุมคงดำเนินไปครึ่งทางแล้ว ผมคิดว่าก่อนที่งานสัมมนาจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ พวกเราควรตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ร่วมงานก่อนนะครับ”


ว้าว วันนี้เนี่ยเว่ยกั๋วเหมือนกินดีหมีเข้าไป เขาคงตั้งใจสู้กับหนิงเยี่ยนฝานให้ตายไปข้างสินะ


“แล้วคุณคิดว่าใครไม่มีคุณสมบัติหรือ”


เนี่ยเว่ยกั๋วปากยิ้มแต่ตาไม่ยิ้ม “อาจารย์เหมา ผมคิดว่าคนที่มีคุณสมบัติอย่างน้อยก็ควรเป็นคนที่เริ่มทำงานแล้ว เพราะถ้านักศึกษาสามารถเข้าร่วมงานสัมมนาได้ มันจะดูเหมือนสนามเด็กเล่นเกินไปหรือเปล่า...”


เหมาคังซานพูดขัดเนี่ยเว่ยกั๋ว


“ถ้าคุณหมายถึงหนิงเสวี่ย สองบทความที่เธอได้รับตีพิมพ์ในปีนี้คุณได้อ่านหรือยัง เธออายุยังน้อยก็จริง แต่ระดับความสามารถเพียงพอที่จะเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ปณิธานของการประชุมคือการปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางการสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบใหม่ ทลายกำแพงค่านิยมเก่าแก่คร่ำครึ ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็น มันคือหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเรามิใช่หรือ”


ประโยคนี้ของเหมาคังซานได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้อง


นี่ก็คือคนระดับปรมาจารย์ มองปัญหาด้วยความไม่ยึดติด หนิงเยี่ยนฝานพยายามผลักดันหลานสาวจริงหรือไม่ แล้วเกี่ยวอะไรกับเหมาคังซาน?


เพราะของปลอมอย่างไรก็ไม่มีวันเป็นของแท้ได้ ขณะเดียวกันของแท้ก็ไม่มีวันเป็นของปลอมได้เช่นกัน!


หนิงเยี่ยนฝานอายุเท่าไรแล้ว แน่จริงก็คุ้มครองหลานสาวให้ได้ตลอดชีวิตสิ แต่ตอนนี้เหมาคังซานให้การยอมรับความสามารถและพรสวรรค์ของหนิงเสวี่ยก็เท่านั้น


“หนิงเสวี่ยได้รับการอบรมสั่งสอนจากอาจารย์หนิง ผมจะสงสัยในความสามารถของอาจารย์หนิงได้อย่างไรครับ ผมพูดถึงคนอื่น...”


ขวับ!


ทุกคนพร้อมใจกันหันไปมองเซี่ยเสี่ยวหลานที่นั่งอยู่ด้านหลังเพียงลำพัง ในงานเงียบกริบราวกับป่าช้า


เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าด้านแค่ไหนก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว เธอลุกขึ้นยืนทันที


“สวัสดีค่ะอาจารย์เหมา คนที่รองผู้อำนวยการเนี่ยกล่าวถึงคงเป็นฉันกระมังคะ รองผู้อำนวยการเนี่ยคิดว่านักศึกษาอย่างฉันเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ถือเป็นการดึงระดับของงานสัมมนาให้ต่ำลง คิดว่าที่อาจารย์หนิงแนะนำฉันมาร่วมงานเพราะรับสินบนค่ะ”


หนังตาของเหมาคังซานหย่อนคล้อยจนเหมือนกำลังจะหลับ


“อ้อ แล้วเธอคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติหรือเปล่าล่ะ”


คำถามนี้ควรตอบอย่างไรดี?


สวี่เยวี่ยจิ้นอยากปาดเหงื่อแทนเซี่ยเสี่ยวหลานจริงๆ


ถ้าตอบว่ามี เนี่ยเว่ยกั๋วก็คงเตรียมคำถามจับผิดเอาไว้แล้ว


แต่ถ้าตอบว่าไม่มีก็เท่ากับเป็นการยอมรับ แล้วยังจะมีหน้าอยู่ในงานต่อได้อีกหรือ? หนิงเยี่ยนฝานแนะนำเด็กสาวที่ไร้คุณสมบัติมาร่วมงานสัมมนา อยู่ต่อหน้าคนระดับเดียวกันกับหนิงเยี่ยนฝานอย่างเหมาคังซานเช่นนี้ แล้วหนิงเยี่ยนฝานจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!


สวี่เยวี่ยจิ้นร้อนใจ หรือเหมาคังซานจะถูกเนี่ยเว่ยกั๋วซื้อตัวไปแล้วกันแน่ ทั้งคู่กำลังรวมหัวกันรังแกเซี่ยเสี่ยวหลาน เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้อาจารย์หนิงอย่างนั้นหรือ


ไม่น่าจะใช่ เหมาคังซานเป็นใคร เขาจะรวมหัวกับคนถ่อยไร้ยางอายอย่างเนี่ยเว่ยกั๋วได้อย่างไร


คนทั้งงานกำลังรอคำตอบจากเซี่ยเสี่ยวหลาน ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับแย้มยิ้ม ดูไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด


“ที่จริงตอนฉันได้รับบัตรเชิญฉันก็รู้สึกสงสัยเช่นกันค่ะ นักศึกษาที่กำลังเรียนสถาปัตยกรรมอยู่อย่างฉันมีสิทธิ์อะไรมานั่งร่วมประชุมกับอาจารย์ทุกท่าน แต่ฉันไม่อยากพลาดโอกาสในการเรียนรู้ครั้งนี้ก็เลยบากหน้ามาที่นี่ค่ะ! อาจารย์เหมายินดีมอบโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดเห็น แม้ประสบการณ์และความรู้พื้นฐานของฉันจะยังไม่มากพอ แต่มีความคิดบางอย่างที่อยากแลกเปลี่ยนกับเหล่าคณาจารย์ทุกท่าน... รองผู้อำนวยการเนี่ยข้องใจเรื่องคุณสมบัติของฉัน ฉันไม่โกรธค่ะ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันและภาควิชาเดียวกับฉัน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ทุกสิ่งล้วนคือความเอ็นดูที่มอบให้กับรุ่นน้องอย่างฉันจริงไหมคะ รุ่นพี่เนี่ย ฉันจะไม่ทำให้รุ่นพี่ผิดหวังแน่นอนค่ะ!”


เนี่ยเว่ยกั๋วรู้สึกจุกอก


เอ็นดูบ้าบออะไรกัน!


เรียก ‘รองผู้อำนวยการเนี่ย’ ไม่ขาดปาก กลัวคนอื่นไม่รู้หรือว่าเขาเป็นแค่ ‘รอง’ ผู้อำนวยการ


พูดจาเหลวไหลจริงๆ เนี่ยเว่ยกั๋วจงใจกลั่นแกล้งให้เห็นชัดเจนขนาดนี้ยังบอกว่าเป็นความเอ็นดูได้อีกหรือ ความง่วงงุนของเหมาคังซานหายไปในพริบตา อีกทั้งยังดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเป็นร้อยเท่า


“อย่างนั้นหรือ? ฉันเห็นผลงานของเธอที่อาจารย์หนิงเสนอมาแล้ว มันคือแผนงานการตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ที่เผิงเฉิงสินะ ไหนลองเล่าให้ทุกคนฟังหน่อยสิ ทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอมีคุณสมบัติคู่ควรกับที่อาจารย์หนิงเสนอชื่อมาหรือเปล่า”



ตอนที่ 937: เสี่ยวเนี่ยตกข่าวแล้ว



ด้วยโชคชะตาฟ้าลิขิต งานสัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันของประเทศจีนครั้งที่หนึ่ง สถานที่ที่เต็มไปด้วยเหล่าอาจารย์ชื่อดังจากแวดวงสถาปัตยกรรมทุกแขนงต่างมารวมตัวกันเช่นนี้ ทว่านักศึกษาภาควิชาสถาปัตยกรรมชั้นปีที่หนึ่งอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน เด็กรุ่นใหม่ไร้ชื่อเสียงคนนี้ กลับเป็นคนแรกที่ได้พูดในงานสัมมนา


แม้รู้ดีว่าเป็นเพราะการท้าทายจากเนี่ยเว่ยกั๋ว แต่ก็ยังมีคนรู้สึกยอมรับไม่ได้อยู่ดี


จะให้ผู้อาวุโสมากประสบการณ์ มานั่งฟังนักศึกษาคนหนึ่งพูดอย่างนั้นหรือ?


เหมาคังซานเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นมาบนเวที จากนั้นชายชราก็ได้ยื่นไมโครโฟนไปตรงหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน


“มีความคิดอะไรก็เล่าให้ทุกคนฟังเสีย”


เซี่ยเสี่ยวหลานรับไมโครโฟนมาด้วยรอยยิ้มพลางพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ ฉันทราบดีค่ะว่า ทุกท่านในที่นี้สามารถเป็นอาจารย์ของฉันได้ ดังนั้นฉันจะอธิบายสิ่งที่ตนคิด และยินดีน้อมรับคำตำหนิจากอาจารย์ทุกท่านค่ะ!”


พอเธอพูดอย่างใจกว้างเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เนี่ยเว่ยกั๋วดูเป็นคนจิตใจคับแคบขึ้นมาทันที


จมูกของเนี่ยเว่ยกั๋วบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธ ที่โรงอาหารทำตัวกร่างเสียขนาดนั้น เขานึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะเป็นคนอารมณ์ร้อนเลยจัดการให้เธอไปนั่งหลังห้อง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่โวยวายสักคำเดียว


ตอนนี้พอถูกบีบให้พูดในงาน ก็ยังทำหน้าตาชื่นบานบอกว่าเขาเอ็นดูเธอ และอยากให้โอกาสกับเธอ


ทำไมถึงมีคนหน้าไม่อายแบบนี้อยู่บนโลกกันนะ?


เนี่ยเว่ยกั๋วเจอเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกรังแกจนร้องไห้น้ำตานองหน้ามาตั้งมาก แต่เด็กหน้าด้านอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน เนี่ยเว่ยกั๋วเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรก


เซี่ยเสี่ยวหลานผู้หน้าด้าน มีหน้าตางดงามดั่งสวรรค์ประทานมาให้ น้ำเสียงก็น่าฟัง พูดภาษาจีนกลางได้ชัดเจน ไม่ติดสำเนียงท้องถิ่นแม้แต่น้อย เพียงเธอเปล่งเสียง ทุกคนก็รู้สึกอยากฟังต่ออย่างไม่รู้จบ


ประธานเซี่ยมีหรือจะกลัวการพูดต่อหน้าสาธารณชน


หึหึ ต่อให้เธอรู้สึกไม่มั่นใจเต็มร้อย แต่สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานแสดงออกให้ผู้คนได้เห็นย่อมได้คะแนนเต็มหรือไม่ก็เกือบเต็มเท่านั้น!


“วันนี้ฉันได้นำผลงานที่เพิ่งเป็นผู้ควบคุมโครงการออกแบบไปเมื่อไม่นานมาด้วยค่ะ นี่คือแผนงานการตกแต่งภายในของโรงแรมแห่งหนึ่ง”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจบ กงหยางที่นั่งอยู่แถวหลังก็รีบแจกเอกสารที่เตรียมเอาไว้ให้กับทุกคนทันที


พวกเซี่ยเสี่ยวหลานมีเอกสารล้นเหลือ แค่ผลงานชิ้นนี้ชิ้นเดียวของเซี่ยเสี่ยวหลาน กลับถูกถ่ายเอกสารใส่เอาไว้เสียเต็มกล่อง ปัจจุบันร้านถ่ายเอกสารข้างทางยังหาได้ยาก แต่ถ้าอยากพิมพ์เอกสารจำนวนมากก็สามารถสั่งกับทางโรงพิมพ์โดยตรงได้ แน่นอนว่าเอกสารพวกนี้เซี่ยเสี่ยวหลานได้สั่งให้กงหยางเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ก่อนจะเดินทางมาที่เจียงเฉิง


ต่อให้พูดเป็นร้อยรอบ ก็สู้เห็นกับตาตัวเองไม่ได้


เนี่ยเว่ยกั๋วถือเอกสารไว้ในมือ เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในเอกสารสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที


แผนงานนี้คือโครงการโรงแรมหนานไห่ที่เผิงเฉิง


แม้แต่สถาบันออกแบบของพวกเขาก็รู้จักโครงการนี้ แต่ทางโรงแรมกลับเป็นฝ่ายขอให้หนิงเยี่ยนฝานแสดงฝีมือ ดังนั้นสถาบันออกแบบแห่งอื่นจึงไม่มีโอกาสช่วงชิงแม้แต่น้อย


เห็นเหมาคังซานและคนอื่นๆตั้งใจอ่านเอกสาร เนี่ยเว่ยกั๋วก็พูดเสียงสูงขึ้นมาในบัดดล


“ผมจำได้ว่า โรงแรมหนานไห่เป็นผลงานของอาจารย์หนิงเยี่ยนฝาน วันนี้มีเพื่อนร่วมอาชีพอยู่ไม่น้อย คงรู้เรื่องนี้กันดีใช่หรือไม่ครับ?”


หนิงเยี่ยนฝานหนอหนิงเยี่ยนฝาน ตั้งใจปั้นเด็กใหม่เสียจริงๆ ถึงกับยกผลงานของตัวเองให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานเชียวรึ!


คนทั้งงานต่างพากันกระซิบกระซาบ แต่ก็ไม่กล้าถามขึ้นมาเพื่อหักหน้าหนิงเยี่ยนฝาน


สิงลี่ซินถึงกับต้องใช้สายตาอ้อนวอนมองหน้าเหมาคังซาน เพราะถึงอย่างไรเหมาคังซานก็นับได้ว่าอยู่ในระดับเดียวกับหนิงเยี่ยนฝาน


ทว่าหนิงเยี่ยนฝานกลับเป็นฝ่ายพูดขึ้นเอง น้ำเสียงของเขาไม่เจือความกรุ่นโกรธแต่อย่างใด


“เสี่ยวเนี่ยตกข่าวแล้ว โรงแรมหนานไห่เป็นผลงานการออกแบบของฉันก็จริง แต่แค่เฉพาะส่วนโครงสร้างอาคารเท่านั้น แผนงานตกแต่งภายในที่ทำไปพร้อมกันนั้นถูกทางผู้ถือหุ้นของโรงแรมปฏิเสธ ตอนหลังเซี่ยเสี่ยวหลานได้เข้ามารับช่วงงานตกแต่งภายในต่อ และที่ฉันแนะนำเธอมาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ ก็เพราะผลงานชิ้นนี้ของเธอมีความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจมากนั่นเอง”


เสียงกระซิบกระซาบไม่ได้เงียบหายไป ทั้งยังดังขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย!


หนิงเยี่ยนฝานถึงกับยอมรับว่า แผนงานการตกแต่งภายในของตนถูกปฏิเสธ และยังบอกว่าผลงานการออกแบบของเซี่ยเสี่ยวหลานที่เป็นเพียงนักศึกษาปริญญาตรีได้รับการอนุมัติแทน


นี่เขาไม่กลัวเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโลกภายนอกเลยรึ?


ไม่กลัวคนบอกว่าเขาสู้เด็กรุ่นใหม่ไม่ได้หรืออย่างไรกัน...


หนิงเสวี่ยกัดริมฝีปาก ตอนแรกที่เธอคัดค้านก็เพราะกลัวเหตุการณ์เฉกเช่นตอนนี้จะเกิดขึ้น!


ส่วนสวี่เยวี่ยจิ้นนั้นอยากจับเนี่ยเว่ยกั๋วกดลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำยิ่งนัก มีเพียงกงหยางที่มองหน้าหนิงเยี่ยนฝานด้วยความนับถือ เห็นได้ชัดว่าเขาประทับใจในความใจกว้างของหนิงเยี่ยนฝานเป็นอย่างยิ่ง


คนที่ส่งเสียงปรามยังคงเป็นเหมาคังซาน


“เหล่าหนิง ความคิดที่คุณบอกว่าน่าสนใจคงเป็นสระว่ายน้ำไร้ขอบสินะ”


หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้า “รายละเอียดของความคิดนี้ คุณลองถามเซี่ยเสี่ยวหลานเองได้”


ความยากทางเทคนิค คนระดับอาจารย์อย่างเหมาคังซานแค่ปรายตามองก็รู้ทันที แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุตัวเลขไว้อย่างชัดเจน แต่ถ้าให้เขานำทีมลอกเลียนแบบสระว่ายน้ำไร้ขอบแห่งนี้คงไม่มีปัญหาแน่นอน


และหากเขาสามารถลอกเลียนได้ ก็แสดงว่าแผนงานการตกแต่งภายในนี้ไม่มีปัญหาด้านการก่อสร้าง


การออกแบบที่ล้ำสมัยเกินจริง ใครๆก็สามารถวาดได้


อยากสร้างบ้านทรงเหลี่ยม ทรงกลม หรือจะทรงกรวยก็วาดได้ทั้งนั้น ขอเพียงสถาปนิกมีจินตนาการย่อมสามารถวาดมันออกมาได้ แต่ถ้าคิดถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้างจริง ผลงานล้ำสมัยบางอย่างเป็นได้แค่ภาพแบบสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้นนั่นเอง


แบบจำลองโรงแรมหนานไห่ เห็นได้ชัดว่าทำได้จริง ดังนั้นสิ่งที่เหมาคังซานถามเซี่ยเสี่ยวหลานคือทำไมถึงคิดสระว่ายน้ำไร้ขอบนี้ขึ้นมาได้


แรงบันดาลใจในงานออกแบบล้วนมีที่มาที่ไป


เหมาคังซานไม่ได้ถามเรื่องเทคนิค แต่ถามถึงความคิดในการออกแบบ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานเชี่ยวชาญพอดี เธอจึงกระแอมเล็กน้อย


“อาจารย์ทุกท่านคงทราบดีว่า ตั้งแต่ปี1979 หลังกรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีนได้จัดงานประชุม ‘กิจการท่องเที่ยวภายในประเทศ’ และหัวข้อที่เกี่ยวข้องขึ้นหลายครั้ง โรงแรมและสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวก็ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่แวดวงสถาปัตยกรรมภายในประเทศไม่อาจมองข้าม และในปี1982 โรงแรมเซียงซานได้เปิดกิจการขึ้น โดยโครงการนี้ได้ตกเป็นหัวข้อถกเถียงและถูกวิจารณ์ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงขั้นตอนการก่อสร้าง และจุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือเรื่องเงินลงทุนที่มีจำนวนสูงลิ่ว แต่หลังเปิดกิจการโรงแรมแห่งนี้กลับได้รับความนิยมและได้รับเสียงชื่นชมจากนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกอย่างเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ประเทศของเราย่อมต้องผลักดันการก่อสร้างโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวและต้อนรับแขกจากต่างชาติให้มากยิ่งขึ้น ตอนฉันออกแบบโรงแรม นอกจากให้ความสำคัญด้านการใช้งานแล้ว ยังต้องการเพิ่มความสวยงามให้กับตัวโรงแรมเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกด้วย... นี่คือจุดเริ่มต้นทางความคิดของฉันตอนควบคุมงานการออกแบบตกแต่งภายในโรงแรมหนานไห่ค่ะ เผิงเฉิงคือหน้าต่างของกิจการระหว่างประเทศ ดังนั้นโรงแรมหนานไห่จึงต้องการความโดดเด่นอันเป็นที่โจษจัน ทำให้แขกชาวต่างชาติและเพื่อนร่วมชาติต่างถิ่นอย่างฮ่องกงและมาเก๊าจดจำได้และเกิดความประทับใจ นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมโรงแรมจึงต้องการจุดขาย และสระว่ายน้ำไร้ขอบก็คือสิ่งที่จะทำให้โรงแรมแห่งนี้มีความเป็นเอกลักษณ์และมีเพียงที่โรงแรมแห่งนี้ที่เดียวเท่านั้นค่ะ”


แบบจำลองสระว่ายน้ำไร้ขอบช่างโดดเด่นและสะดุดตาเป็นอย่างมาก


มิเช่นนั้นตอนประมูลโครงการ ผู้ถือหุ้นทั้งสามฝ่ายจากฮ่องกง รวมถึงถังหยวนเยวี่ยคงไม่ยอมแพ้ให้กับแผนงานนี้


บริษัทเทียนเฉินของตู้เจ้าฮุยเองก็ยอมรับความพ่ายแพ้เช่นกัน


ตงเฟิงโฮลดิ้งสามารถคว้าอำนาจการตกแต่งภายในของโรงแรมมาได้ และได้สิทธิ์ควบคุมอำนาจบริหารโรงแรมต่อไป!


เนี่ยเว่ยกั๋วจ้องแบบจำลองไม่วางตา


โรงแรมหนานไห่เป็นโครงการขนาดใหญ่


สถาปนิกทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร หากได้ควบคุมงานตกแต่งภายในโครงการมูลค่า30ล้านหยวนเช่นนี้ ย่อมมีคุณสมบัติเข้าร่วมงานสัมมนา


แม้แต่เนี่ยเว่ยกั๋วก็ไม่เคยรับผิดชอบโครงการตกแต่งภายในมูลค่า30ล้านตามลำพังมาก่อน


“แบบจำลองกับการก่อสร้างจริงเป็นคนละเรื่องกัน ยังต้องรอดูผลลัพธ์หลังเสร็จสิ้นการก่อสร้างเสียก่อน... เซี่ยเสี่ยวหลาน การออกแบบของเธอเป็นแค่แผนงานกระดาษ ยังไม่ถูกนำไปใช้จริงสินะ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานทำทีเป็นยิ้มอย่างขวยเขิน “รุ่นพี่เนี่ยใส่ใจงานของฉันจริงๆค่ะ แต่โรงแรมหนานไห่ได้อยู่ระหว่างตกแต่งภายในแล้ว ตอนนี้คือช่วงเดือนกรกฎาคมปี1985 อย่างช้าที่สุดทางโรงแรมคงเปิดกิจการในปีหน้า ถ้ารุ่นพี่เนี่ยมีข้อสงสัย ถึงตอนนั้นรุ่นพี่สามารถลองไปพักที่โรงแรมหนานไห่ดูสิคะ ฉันจะลองประสานงานเผื่อช่วยหาส่วนลดพิเศษให้รุ่นพี่ได้ค่ะ”


ขอโทษทีที่ต้องทำให้รุ่นพี่ผิดหวัง มันไม่ใช่แค่ถูกนำไปใช้จริงแต่ตอนนี้ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นแล้ว แผนงานประสบความสำเร็จ หาใช่เป็นแค่ความคิดเพ้อฝันของเซี่ยเสี่ยวหลาน!



ตอนที่ 938: ย้ายที่นั่งของเธอมาข้างหน้า



เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นยิ่งกว่าเดิม


พอได้ยินว่าแผนงานของเซี่ยเสี่ยวหลานได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว คนอื่นๆก็เลิกสนใจเนี่ยเว่ยกั๋ว และพากันถามคำถามเซี่ยเสี่ยวหลานทันที


พวกเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างความลำบากให้เซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เพราะมีข้อสงสัยอย่างแท้จริง หากไม่ได้รับคำตอบในวันนี้ คืนนี้พวกเขาคงนอนไม่หลับเป็นแน่


“สระว่ายน้ำไร้ขอบจำเป็นต้องสร้างไว้ข้างแหล่งน้ำด้วยหรือ”


“จะจัดการกับระบบหมุนเวียนน้ำอย่างไร...”


“ซ่อนขอบแบบนี้ ระหว่างส่วนพื้นสระเอียงลาดออกไปด้านนอกกับลาดเข้ามาด้านในมีความแตกต่างกันหรือเปล่า”


“ลาดออกไปด้านนอกคงดีที่สุด แต่คงยากที่สุดในด้านเทคนิค!”


“โรงแรมหนานไห่ได้รับเงินทุนจากชาวฮ่องกงหรือ? การออกแบบเหมาะกับรสนิยมของชาวฮ่องกงมาก...”


“เรื่องวัสดุก่อสร้าง พวกคุณสังเกตเห็นการเลือกใช้วัสดุหรือเปล่า? สระว่ายน้ำทั่วไปนิยมใช้วัสดุพวกเซรามิก หรือก็คือกระเบื้องโมเสก แต่เธอกลับเลือกใช้หินธรรมชาติมาหั่นเป็นก้อนใหญ่ มันดูหรูหราจริงๆ... หลายครั้งที่เราออกแบบมักจะใช้กระเบื้องขนาดเล็กเพื่อประดับตกแต่ง มันจึงดูซ้ำซากจำเจสินะ”


มีทั้งคนที่ถามคำถามเซี่ยเสี่ยวหลาน และมีทั้งที่พึมพำถกกันเอง


แผนงานนี้วางงบประมาณไว้30ล้านหยวน แน่นอนว่าสามารถรังสรรค์ความหรูหราได้อย่างแท้จริง


หลังเสร็จสิ้นการก่อสร้าง หากผลลัพธ์ได้สักแปดในสิบส่วนจากภาพแบบจำลองก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แผนงานเช่นนี้ใช้งบประมาณเพียง30ล้าน ไม่ได้มากจนเกินไปสักนิด เพราะโรงแรมเกรทวอลล์ที่ปักกิ่งใช้ต้นทุนในการสร้างถึง75ล้านดอลลาร์ เงินที่ใช้มากกว่าโรงแรมหนานไห่หลายเท่า!


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก โรงแรมที่สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อต้อนรับแขกชาวต่างชาติถือเป็นสถานที่ที่ไม่กี่ปีมานี้แวดวงสถาปัตยกรรมไม่อาจมองข้ามได้


โรงแรมเกรทวอลล์ โรงแรมเซียงซาน โรงแรมหนานไห่ และโรงแรมอื่นๆ เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น


จากตอนแรกที่พากันรุมถามคำถามกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ในไม่ช้าก็ค่อยๆกลายเป็นการถกเถียงกันเองของผู้เข้าร่วมงานสัมมนาทั้งงาน


ไม่มีคำถามไหนทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอับจนคำตอบ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่เป็นไปดั่งที่หวัง สีหน้าของเนี่ยเว่ยกั๋วก็บูดบึ้งขึ้นทุกที งานสัมมนาครั้งนี้ไหลไปตามความต้องการของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว


“เอาละ ทุกท่านขอเวลาสักครู่ ผมคงต้องขอขัดทุกท่านก่อน ผมมีคำถาม!”


คำพูดของเหมาคังซาน ผู้ร่วมงานย่อมอยากฟัง เนื่องจากเหล่าอาจารย์ก็มีการแบ่งชนชั้น ซึ่งเหมาคังซานกับหนิงเยี่ยนฝานอยู่ระดับบนสุด แม้ไม่อยากฟังก็คงจะทำอะไรไม่ได้ เสียงซุบซิบในงานค่อยๆเงียบลง เหมาคังซานดึงไมโครโฟนมาจ่อที่ปากของตน “ทำไมถามไปถามมากลับทิ้งสาวน้อยเอาไว้อย่างนั้นเล่า พวกคุณลืมเจ้าของแผนงานไปแล้วหรือ ยังมีใครมีคำถามอีกหรือไม่?”


“ไม่มีแล้วครับ ถามกันครบหมดแล้วใช่ไหม”


“เป็นความคิดที่แปลกใหม่มากจริงๆ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจยิ่งนัก”


“อาจารย์เหมา พวกผมถามเสร็จแล้วครับ”


เหมาคังซานพยักหน้า ก่อนที่สายตาของเขาจะจับจ้องไปที่เนี่ยเว่ยกั๋ว


“เสี่ยวเนี่ย ไหนคุณลองบอกสิว่า การที่เหล่าหนิงแนะนำเซี่ยเสี่ยวหลานมาร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ คุณสมบัติของเธอเพียงพอหรือไม่”


เนี่ยเว่ยกั๋วพลิกอ่านเอกสารจนครบทุกหน้า ก็ยังไม่เจอช่องโหว่ให้โจมตีเซี่ยเสี่ยวหลาน


เขาจะหาเจอได้อย่างไร?


แผนงานนี้เริ่มดำเนินการแล้ว และทางผู้ถือหุ้นโรงแรมก็อนุมัติแล้วเช่นกัน


คนจ่ายเงินใหญ่สุดเสมอ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นของเนี่ยเว่ยกั๋ว!


เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงยิ้มกว้าง เนี่ยเว่ยกั๋วเห็นเช่นนี้แล้วยิ่งรู้สึกหงุดหงิด


แผนงานนี้จะเป็นฝีมือของเด็กปีหนึ่งได้อย่างไร


เนี่ยเว่ยกั๋วไม่อยากยอมรับว่าโลกใบนี้มีคนที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์มากกว่าเขา ก่อนหน้านี้คือหนิงเสวี่ย หลังจากนั้นก็มีเซี่ยเสี่ยวหลานโผล่มาอีกคน เด็กสาวพวกนี้จะเรียนสถาปัตยกรรมไปเพื่ออะไรกัน ผลงานทั้งหมดคงเป็นฝีมือของหนิงเยี่ยนฝานที่ช่วยทำให้อยู่เบื้องหลังสินะ


แต่เนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีหลักฐาน


หนิงเยี่ยนฝานไม่กลัวถูกคนวิพากษ์วิจารณ์ แถมยังบอกว่าแผนงานของเซี่ยเสี่ยวหลานดีกว่าของตน นี่ลงทุนปูทางให้เซี่ยเสี่ยวหลานถึงเพียงนี้เชียวหรือ


อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจรายละเอียดของแผนงานอย่างถ่องแท้ ไม่ว่าหลายต่อหลายคนจะผลัดกันถามคำถาม เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังไม่อับจนคำตอบ


เนี่ยเว่ยกั๋วไม่อยากยอมแพ้ แต่เหมาคังซานกำลังมองเขาอยู่ คนทั้งงานเองก็มองมาที่เขา เขาจึงจำเป็นต้องฉีกยิ้มเสแสร้ง ก่อนเอ่ย


“จากคุณวุฒิ รุ่นน้องเซี่ยคงไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ในเมื่ออาจารย์หนิงเป็นผู้เสนอชื่อมา อีกทั้งรุ่นน้องเซี่ยเองก็มีผลงานที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ เธอย่อมมีคุณสมบัติเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้อยู่แล้วละครับ!”


คนถ่อยจอมเสแสร้ง ตอนนี้เนี่ยเว่ยกั๋วกลับเปลี่ยนมาเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานว่ารุ่นน้อง ราวกับว่าคนที่หาเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแต่เมื่อคืนไม่ใช่เขา


“อาจารย์เหมา ในเมื่อรุ่นพี่เนี่ยหมดข้อสงสัยแล้ว ฉันขอตัวลงไปก่อนนะคะ ฉันอยากฟังรุ่นพี่ท่านอื่นๆ พูดในที่ประชุมค่ะ!”


เหมาคังซานเอ่ย “เช่นนั้นก็ให้หัวหน้าสิงย้ายโต๊ะมานั่งข้างหน้าเถิด เธอนั่งคนเดียวข้างหลังคงไม่สะดวกคุยกับทุกคน”


ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือ?


ไม่ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน


ครั้งนี้พอเหมาคังซานอยากย้ายเซี่ยเสี่ยวหลานมานั่งข้างหน้า ก็ไม่มีใครคอยคัดค้านอีกแล้ว เพราะทุกคนรู้สึกว่าเหมาคังซานพูดถูก!


พวกเขาให้การยอมรับระดับความสามารถของเซี่ยเสี่ยวหลาน เพราะเธอไม่ได้ติดสอยห้อยตามมางานสัมมนาโดยไม่มีความสามารถ และไม่ใช่พวกแอบอ้างผลงานของใคร แต่เธอมีคุณสมบัติมากพอที่จะร่วมพูดคุยเรื่องการสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันของประเทศจีนกับพวกเขาทุกคน


สิงลี่ซินเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก เขาควรย้ายโต๊ะไปที่ไหนดีเล่า?


หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่แถวที่สองลุกขึ้นยืน “ให้เสี่ยวเซี่ยนั่งกับฉันเถอะค่ะ อย่าไปเบียดกับพวกเขาเลย!”


ด้วยเหตุนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้ไปนั่งตรงแถวสอง


วันนี้คนที่เข้าร่วมงานสัมมนามีสหายหญิงอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นป้ายชื่อบนโต๊ะเขียนไว้ว่า ‘โหวฉี’ จึงเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์โหว


โหวฉีจับมือเธอให้นั่งลง พลางเอ่ยเสียงเบา


“เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นคนเลว ในเมื่อเธอต้องอยู่ในวงการนี้อีกนาน ก็อย่าทำให้เขารู้สึกไม่พอใจมากไปกว่านี้เลย”


โหวฉีกล่าวเตือนด้วยความหวังดี เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้าตอบรับ ถึงอย่างไรเธอคงบอกความคิดที่แท้จริงกับคนอื่นส่งเดชไม่ได้


เนี่ยเว่ยกั๋วหาเรื่องเธอ แต่กลับเป็นการช่วยให้เธอได้เข้าสู่วงสังคมทางอ้อม อย่างเช่นโหวฉีคนนี้ก็คงเกลียดเนี่ยเว่ยกั๋วเช่นกัน ถึงได้เข้าหาเธอแบบนี้


แต่ถ้าเมื่อครู่จะให้โหวฉีลุกขึ้นมาช่วยพูดแทนเซี่ยเสี่ยวหลานก็คงเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนว่าก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจะแสดงความสามารถของตนออกมา ก็คงไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเธอโดยพลการ


กว่าทุกคนจะฝ่าฟันจนมีคุณสมบัติเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ย่อมลำบากกันไม่น้อย ด้วยเหตุนี้คงไม่มีใครยอมเสียอนาคตเพียงเพราะความสงสาร


หากเมื่อครู่เซี่ยเสี่ยวหลานถูกจับได้ว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ คนที่ช่วยเธอย่อมโชคร้ายไปด้วยแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่โกรธ ในเมื่อไม่ใช่ญาติหรือรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ทำไมอีกฝ่ายต้องเชื่อมั่นในตัวเธอด้วยเล่า


เซี่ยเสี่ยวหลานปรายตามองเนี่ยเว่ยกั๋ว และพยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้


สถานการณ์กำลังไปได้สวย เธอคงไม่ทะเลาะกับเนี่ยเว่ยกั๋วตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่จัดการเขา!


----------------------------


“จบลงเท่านี้หรือ?”


สวี่เยวี่ยจิ้นเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานผ่านอุปสรรคไปได้ก็รู้สึกดีใจ แต่ถ้าจะให้ปล่อยเนี่ยเว่ยกั๋วไปทั้งอย่างนี้ สวี่เยวี่ยจิ้นรู้สึกอัดอั้นใจเหลือเกิน


หนิงเยี่ยนฝานขมวดคิ้วมุ่น “คนถ่อยหน้าหนา เปลี่ยนสีเป็นกิ้งก่า ทุกคนรู้เจตนาของเนี่ยเว่ยกั๋วดี เขาไม่ได้พูดว่าร้ายอย่างเด็ดขาดจึงสามารถแก้ตัวได้ ดังนั้นการหาเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานครั้งนี้ เขาจึงอ้างได้ว่าทำไปเพราะหวังดีกับงานสัมมนา”


คนถ่อยที่ไร้ยางอายจนเคยตัวเช่นนี้คงจัดการยาก


นอกเสียจากจะมีหลักฐานแน่ชัดที่มัดตัวเนี่ยเว่ยกั๋วได้ ถึงจะสามารถขับไล่คนเลวคนนี้ออกไปจากสายงานได้สำเร็จ


หนิงเสวี่ยหันมองแถวที่สอง ไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคุยอะไรกับโหวฉี โหวฉีถึงแย้มยิ้มกว้างออกมาเช่นนั้น


หนิงเสวี่ยคิดในใจ ขอแค่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องการ เธอสามารถผูกมิตรได้ทุกคน! ขณะเดียวกันก็ไม่มีศัตรูคนไหนที่เซี่ยเสี่ยวหลานจัดการไม่สำเร็จ


“ปู่คะ เธอไม่มีทางปล่อยเนี่ยเว่ยกั๋วไปง่ายๆหรอกค่ะ”



ตอนที่ 939: ถ้าอย่างนั้นฉันจะจัดการเอง



ไม่ปล่อยไปรึ?


หรือจะสั่งให้คนใช้ถุงกระสอบคลุมหัวเนี่ยเว่ยกั๋วแล้วซ้อมเขาสักรอบกันเล่า?


สวี่เยวี่ยจิ้นคิดในใจ รุ่นน้องหนิงเสวี่ยช่างไร้เดียงสายิ่งนัก ความขัดแย้งระหว่างเนี่ยเว่ยกั๋วกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถใช้กำลังจัดการได้


สิ่งที่สามารถทำได้สำหรับเด็กรุ่นใหม่แบบเซี่ยเสี่ยวหลานคงมีแต่ต้องทนกับการถูกเอาเปรียบครั้งนี้


อย่างน้อยเซี่ยเสี่ยวหลานก็พิสูจน์ความสามารถของตัวเองแล้ว และไม่ได้ถูกไล่ออกจากงานสัมมนา


ตามความคิดของสวี่เยวี่ยจิ้น เรื่องทั้งหมดคงจบลงแค่นี้


เนี่ยเว่ยกั๋วเองก็คิดแบบนั้นเช่นกัน


การที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้เชิดหน้าชูตาเช่นนี้ ทำให้เนี่ยเว่ยกั๋วรู้สึกไม่พอใจมากจนลอบด่าในใจไปหลายครั้ง ตาแก่หนิงเยี่ยนฝานจะอยู่ได้อีกสักกี่ปีกัน? หากวันใดวันหนึ่งหนิงเยี่ยนฝานไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้เมื่อไร ดูสิว่าใครจะคอยคุ้มกะลาหัวพวกหนิงเสวี่ยกับเซี่ยเสี่ยวหลานได้!


ตาแก่พวกนี้คงกร่างได้แค่อีกไม่กี่ปีเท่านั้น


การสัมมนาช่วงเช้าได้เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยเปิดงานอย่างสวยงาม โดยหัวข้อที่ใช้ถกเถียงกันคือเรื่องการออกแบบโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวและต้อนรับแขกต่างชาติ


เนี่ยเว่ยกั๋วไม่เชี่ยวชาญในด้านนี้ ดังนั้นตลอดทั้งเช้าเขาจึงทำได้แค่ทนดูเซี่ยเสี่ยวหลานกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนในงาน


เนี่ยเว่ยกั๋วสมกับเป็นคนถ่อยมืออาชีพยิ่งนัก เขายังนั่งนิ่งอยู่ในงานได้ และทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!


เมื่อเลิกการประชุม กงหยางช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานเก็บเอกสาร ทว่าเนี่ยเว่ยกั๋วกลับยิ้มพร้อมกับถามว่าเขาจะขอเอกสารกลับไปศึกษาต่อได้หรือไม่


ในห้องยังมีคนอยู่หลายคน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะไว้หน้าเนี่ยเว่ยกั๋วแม้แต่น้อย


“รุ่นพี่เนี่ย เกรงว่าคงจะไม่ได้ค่ะ ฉันยังอยากใช้แผนงานนี้มาเขียนบทความ ไว้บทความของฉันตีพิมพ์เมื่อไร รุ่นพี่ค่อยศึกษาก็แล้วกันนะคะ”


เนี่ยเว่ยกั๋วรู้สึกเดือดจัดจนหน้าแดงก่ำ ก่อนจะตบโต๊ะอย่างแรง


“เธอหมายความว่าอะไร กำลังสื่อว่าฉันคิดจะลอกการออกแบบของเธออย่างนั้นหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานทำหน้าประหลาดใจ “รุ่นพี่เนี่ยคิดแบบนั้นได้อย่างไรกันคะ แผนงานนี้ถูกเปิดเผยภายในงานสัมมนาแล้ว เพราะฉะนั้นรุ่นพี่เนี่ยคงลอกมันไม่ได้หรอกค่ะ”


ประโยคของเธอทำให้คนอื่นที่ได้ยินคิดไปไกลว่า หากไม่เคยประกาศในที่สาธารณะ ดีไม่ดีเนี่ยเว่ยกั๋วอาจจะลอกไปจริงๆก็ได้


พอคิดถึงชื่อเสียงของเนี่ยเว่ยกั๋ว คนที่ยังไม่ออกจากห้องต่างพากันทำสีหน้าแปลกประหลาด


เนี่ยเว่ยกั๋วโยนเอกสารในมือทิ้งอย่างโมโห “ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! รุ่นน้องเซี่ย เธอเพิ่งประสบความสำเร็จเพียงเล็กน้อย อย่าหลงตัวเองเกินไปนักเลย!”


เนี่ยเว่ยกั๋วเดินเอามือไพล่หลังออกจากห้องไปอย่างหงุดหงิด โหวฉีตบไหล่เซี่ยเสี่ยวหลานเบาๆอย่างปลอบโยน “อย่าสนใจเขาเลย วันนี้เขาเป็นฝ่ายแพ้ คงอยากหาทางเอาคืนน่ะสิ”


เซี่ยเสี่ยวหลานฝืนยิ้ม “อาจารย์โหว ฉันทราบแล้วค่ะ”


เฮ้อ เห็นสาวน้อยอารมณ์ห่อเหี่ยวเช่นนี้ โหวฉีไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี


เนี่ยเว่ยกั๋วทำเกินไปแล้วจริงๆ


แต่ผู้ชายคนนี้ชอบเล่นพรรคเล่นพวก แม้ในวงการจะมีชื่อเสียงเน่าเฟะ แต่ก็มีคนหนุนหลังเขาไม่น้อยทีเดียว มิเช่นนั้นคงไม่ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นถึงรองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบหรอก


ว่ากันว่าอีกไม่นานเนี่ยเว่ยกั๋วก็จะได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการอีกด้วยน่ะสิ


“อีกหน่อยเธอควรหลีกเลี่ยงเขานะ ฉันเห็นเธอกับอาจารย์หนิงดูสนิทสนมกัน เธอควรอยู่รวมกลุ่มกับอาจารย์หนิงไว้ อย่างน้อยเนี่ยเว่ยกั๋วคงไม่กล้าทำอะไรที่เกินงาม”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง


หลังออกจากสถานที่จัดงาน กงหยางก็พูดขึ้นมาอย่างหงุดหงิด


“ประธานเซี่ย เราจะปล่อยไปทั้งอย่างนี้หรือครับ”


“พูดเหลวไหล ถ้าฉันยอมจบแค่นี้ก็เท่ากับปล่อยให้คนอื่นเหยียบย่ำตามใจชอบน่ะสิ! แถวหลังมีคนเข้ามาฟังสัมมนาเยอะขนาดนั้น ที่ฉันขอให้เธอช่วยสืบเรื่องชื่อเสียงของเนี่ยเว่ยกั๋ว ได้อะไรมาบ้างหรือเปล่า”


กงหยางมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเขาจึงกล่าวเสียงเบา


“ผมได้ยินมาว่าเนี่ยเว่ยกั๋วชอบขโมยผลงานของพนักงานใหม่ที่สถาบันออกแบบครับ พนักงานใหม่ส่วนใหญ่ไม่กล้าเอาเรื่องหรือร้องเรียน เพราะก่อนหน้านี้เคยมีคนร้องเรียนแล้ว แต่เนี่ยเว่ยกั๋วกลับไม่ได้รับการลงโทษ แถมคนที่ร้องเรียกเขายังถูกเล่นงานกลับเสียแทบแย่ หลังจากนั้นเลยไม่มีใครกล้าร้องเรียนเขาอีกเลย”


เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำ “ข่าวประเภทนี้แม้แต่เธอก็สามารถสืบมาได้อย่างง่ายดาย แสดงว่าชื่อเสียงของเนี่ยเว่ยกั๋วคงแย่มากจริงๆ คนแบบนี้ยังสามารถมาร่วมงานสัมมนาได้ ดูท่าคงไม่มีใครคิดผดุงความยุติธรรมให้แก่คนที่ถูกขโมยผลงานอีกแล้วสินะ”


เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวเองจึงถูกละเลย เนี่ยเว่ยกั๋วขโมยผลงานของเด็กใหม่ ถึงอย่างไรมันก็ไม่ได้สร้างผลกระทบกับสถาปนิกรุ่นใหญ่ที่มีทั้งสถานะและชื่อเสียง ดังนั้นจึงไม่มีใครคิดจะสนใจ


เพราะทุกคนต่างเมินเฉยกันหมด คนถ่อยแบบเขาจึงยิ่งหลงละเลิง


มิเช่นนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วคงไม่โอหังจนถึงขั้นกล้าท้าทายหนิงเยี่ยนฝานอย่างเช่นทุกวันนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มเย็น ถ้าไม่มีใครจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เช่นนั้นเธอจะช่วยจัดการให้เอง


เนี่ยเว่ยกั๋วอยากเล่นงานใครไม่เกี่ยวกับเธอ แต่ถ้าอยากใช้เธอเป็นบันได เธอคงยอมไม่ได้


เพียงแต่เรื่องแบบนี้คงไม่อาจยกให้เป็นหน้าที่กงหยาง เพราะกงหยางคงไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้แน่นอน


เธอไม่ได้คุยกับกงหยางต่อ เพราะทั้งคู่เห็นหลิวเฟินแล้ว


“เสี่ยวหลาน สัมมนาเป็นอย่างไรบ้างลูก”


“แม่ แม่ยังห่วงฉันอยู่อีกหรือคะ ฉันต้องพูดได้ดีอยู่แล้วละค่ะ อาจารย์ทุกท่านชอบฉันมาก ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลย!”


เซี่ยเสี่ยวหลานบอกแต่เรื่องดีๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่องร้ายให้หลิวเฟินฟังแม้แต่น้อย กงหยางเองก็ช่วยยืนยันอีกเสียง


“น้าหลิว ประธานเซี่ยพูดได้ดีจริงๆครับ อาจารย์ที่เข้าร่วมงานสัมมนาต่างชมประธานเซี่ยกันทั้งนั้น”

หลิวเฟินรู้สึกโล่งอก และดีใจกับลูกสาว


ได้รับคำชมจากเหล่าอาจารย์ในงานสัมมนา แสดงว่าลูกสาวเธอเก่งจริงๆสินะ


สิ่งที่เธอคาดหวังในตัวเสี่ยวหลานคือการตั้งใจเรียนหนังสือ อนาคตจะได้มีงานการที่มั่นคง ความคิดนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากค่านิยมดั้งเดิม ทำธุรกิจมีกำไรและขาดทุน แต่การทำงานในหน่วยงานต่างๆนั้นได้รับเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน ไม่มีทางเลือกไหนมั่นคงไปกว่าการทำงานที่ประเทศจัดสรรมาให้อีกแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานกู้เงินมาทำโครงการตกแต่งภายในโรงแรมกับหลิวหย่ง หลิวเฟินย่อมสนับสนุน


แต่เธอไม่คิดเลยว่า คนที่เคยทำธุรกิจหลักล้านจนชิ้นแล้ว จะยอมทนทำงานเรียบง่าย ได้รับเงินเดือนเพียงเดือนละไม่กี่หยวนได้อย่างไร


ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานอยากทำงานจริง ก็คงเป็นงานที่สร้างผลประโยชน์ต่อธุรกิจของเธอได้!


ช่วงเที่ยงหลังกินข้าวที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเสร็จ ก็ถึงกำหนดการสัมมนาในช่วงบ่าย


พอไม่มีเนี่ยเว่ยกั๋วคอยก่อกวน งานสัมมนาช่วงบ่ายจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น


หลังงานวันแรกจบลง เซี่ยเสี่ยวหลานก็กลับมายังที่บ้านพักรับรอง และได้โทรไปที่เผิงเฉิง


วันแรกมีเหมาคังซานเป็นพิธีกร วันที่สองเป็นหน้าที่ของหนิงเยี่ยนฝาน หนิงเสวี่ยจึงได้โอกาสขึ้นไปพูดบนเวที


เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับความสนใจอย่างล้นหลามในวันแรก ส่วนงานสัมมนาอีกสองวันที่เหลือ เธอนั่งจดบันทึกอย่างเงียบงัน


เมื่อมีข้อสงสัยเธอก็จะถามคำถามเป็นครั้งคราว ซึ่งมีคนคอยให้คำตอบกับเธอเสมอ


สองวันที่ผ่านมานี้เซี่ยเสี่ยวหลานทำตัวสงบเสงี่ยม เนี่ยเว่ยกั๋วยิ่งไม่เห็นเธออยู่ในสายตา หนิงเยี่ยนฝานเองก็ไม่ถือสาหาความเขา เนี่ยเว่ยกั๋วจึงยิ่งย่ามใจ


เที่ยงวันที่สาม งานสัมมนาใกล้จะสิ้นสุดลงอย่างสวยงาม


เหล่าสถาปนิกผู้ร่วมงานต่างพากันทยอยเดินเข้าห้องสัมมนา ทว่าที่โถงทางเดินกลับมีคนกำลังแจกใบปลิวอยู่


ทุกคนที่มาเข้าร่วมงานสัมมนาถูกยัดใบปลิวใส่มือหลายใบ


หลังอ่านเนื้อหาบนใบปลิวอย่างครบถ้วนแล้ว ทุกคนก็อ้าปากค้างพลางทำสีหน้าแปลกประหลาด


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินเข้างานพร้อมกับโหวฉี และถูกยัดใบปลิวใส่มือเช่นกัน


“นี่มัน...”


โหวฉีไม่อยากจะเชื่อ


เซี่ยเสี่ยวหลานอุทานเสียงเบา “โอ้”


“ไม่รู้ว่ารุ่นพี่เนี่ยทราบหรือยัง ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือของรุ่นพี่เนี่ยกันคะ”


สายตาของโหวฉีกวาดมองเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างพิจารณา พูดตามตรง เธอคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนทำเสียด้วยซ้ำ เพราะช่วงนี้คนที่มีความขัดแย้งกับเนี่ยเว่ยกั๋วมีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานคนเดียวเท่านั้น


แต่พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานทำสีหน้างงงวย โหวฉีจึงโคลงศีรษะไปมาลบล้างความคิดของตัวเอง


สองวันมานี้โหวฉีรู้ความเคลื่อนไหวของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอย่างดี หลังทำความรู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลานมาเป็นเวลาสองวัน โหวฉีก็รู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นเด็กสาวที่น่าเอ็นดู เด็กสาววัยนี้มีหรือจะกล้าทำเรื่องแบบนั้น


“...เสี่ยวเซี่ย ดูเหมือนจะมีคนกรรมตามสนอง พวกเรามีเรื่องสนุกๆให้ดูแล้วละ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น “สิ่งที่อยู่บนใบปลิวคือเรื่องจริงหรือคะ? นึกไม่ถึงเลยว่ารุ่นพี่เนี่ยจะเป็นคนแบบนี้ ชื่อเสียงของหัวชิงถูกเขาทำลายหมดแล้ว”


โหวฉีรู้สึกว่า ประโยคนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก


เมื่อสองวันก่อน เหมือนเนี่ยเว่ยกั๋วเพิ่งจะพูดแบบนี้กับเซี่ยเสี่ยวหลานที่โรงอาหาร?



ตอนที่ 940: ออกจากงานอย่างหมดสภาพ



เนี่ยเว่ยกั๋วมาถึงค่อนข้างช้า คนแจกใบปลิวไม่รู้จักเขาจึงยัดใบปลิวใส่มือเขาด้วยอีกคน


พอเห็นเนื้อหาบนกระดาษ เนี่ยเว่ยกั๋วก็รู้สึกเดือดจัด


“ใครพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้กัน! ใครสั่งให้เธอมาแจกของพวกนี้ รู้หรือไม่ว่าเธอกำลังกุข่าวเท็จหมิ่นประมาทฉัน ไปโรงพักกับฉันเดี๋ยวนี้!”


คนแจกใบปลิวไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน บนใบปลิวเองก็ไม่มีรูปภาพประกอบสักหน่อย เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าในใบปลิวเขียนเอาไว้ว่าอย่างไร


“มีคนจ้างผมมาแจกใบปลิว ผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น อีกอย่างผมไม่ได้แจกมันแค่คนเดียวด้วย!”


คนแจกใบปลิวหลังได้ยินว่าจะถูกจับส่งตำรวจก็รู้สึกหวาดกลัว เขาจึงตัดสินใจโยนใบปลิวทิ้งแล้ววิ่งหนีไปทันที


เนี่ยเว่ยกั๋ววิ่งไล่แต่ตามไม่ทัน เขารู้สึกโกรธเกรี้ยวจนหน้าดำหน้าแดง


ตอนเขากลับมาก็เห็นคนดีศรีสังคมอย่างสิงลี่ซินยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูทางเข้าห้องประชุม เนี่ยเว่ยกั๋วรีบปรี่เข้าไปคว้ามือสิงลี่ซินไว้ “หัวหน้าสิง มีคนใส่ร้ายป้ายสีผม คุณต้องช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ผมด้วยนะครับ!”


“สหายเว่ยกั๋ว ใจเย็นก่อน เรื่องบนใบปลิวหลายคนรู้กันหมดแล้ว... เธอจะให้ฉันปิดปากทุกคนได้อย่างไรกัน”


ไม่รู้ว่าใครกันที่อยากเหยียบเนี่ยเว่ยกั๋วให้จมดิน ถึงได้เอาเรื่องเลวร้ายที่เนี่ยเว่ยกั๋วเคยทำมาร้อยเรียงเป็นเรื่องราวสั้นๆ เนื้อหามีการไล่เรียงระดับความน่าสนใจ เขียนอธิบายลงรายละเอียดอย่างครบถ้วน อีกทั้งไม่คิดจะปิดบังชื่อจริงและหน่วยงานที่เขาสังกัดอยู่แม้แต่น้อย


นี่คือการแจกใบปลิวหรือการแปะใบประกาศกันแน่?


ได้ยินว่าเมื่อก่อนเนี่ยเว่ยกั๋วก็เคยแปะประกาศใส่ความผู้อื่นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน


นึกไม่ถึงเลยว่า เนี่ยเว่ยกั๋วจะถูกคนเล่นงานด้วยวิธีการเดียวกันแบบนี้


สิงลี่ซินคนนี้เชี่ยวชาญด้านการประนีประนอม แต่เขาไม่ชำนาญด้านการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าแม้แต่น้อย


เนี่ยเว่ยกั๋วพูดคำว่าถูกใส่ร้ายไม่หยุด พลางสาวเท้าเดินเข้าไปในงานสัมมนาทันที


“เซี่ยเสี่ยวหลาน เป็นฝีมือเธอใช่ไหม? นี่คือการใส่ร้าย ฉันสั่งให้คนแจ้งความแล้ว เธอเตรียมเข้าคุกได้เลย!”


เซี่ยเสี่ยวหลานขยับตัวหลบอยู่ข้างหลังโหวฉี


โหวฉีช่วงขวางเนี่ยเว่ยกั๋วไว้ไม่ให้เขาเข้าไปใกล้เซี่ยเสี่ยวหลาน “เธอเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง สองวันนี้เธอก็อยู่ที่บ้านพักรับรองตลอด ไม่ได้ออกไปไหนทั้งนั้น คุณไม่มีหลักฐาน มีสิทธิ์อะไรมาใส่ร้ายเสี่ยวเซี่ยกัน?”


เรื่องแบบนี้ เป็นสิ่งที่เด็กสาวคนหนึ่งสามารถทำได้อย่างนั้นหรือ?


หากเซี่ยเสี่ยวหลานทำจริงคงทิ้งร่องรอยเอาไว้แน่นอน เซี่ยเสี่ยวหลานจะรอบคอบจนถึงขั้นไม่ทิ้งเบาะแสไว้เลยหรืออย่างไร


มีโหวฉีช่วยออกหน้าเช่นนี้ เหมือนจะช่วยให้เซี่ยเสี่ยวหลานใจกล้ามากขึ้น


“รุ่นพี่เนี่ย ฉันไม่ใช่คนพิมพ์ใบปลิว และไม่ได้เป็นคนแจกเช่นกัน ถ้ารุ่นพี่ไม่เชื่อก็แจ้งความให้ตำรวจสืบหาความจริงเถอะค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด


ทว่าเนี่ยเว่ยกั๋วกลับเป็นฝ่ายชะงัก


ไม่ใช่ฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลานจริงหรือ?


หรือว่าจะเป็นหนิงเยี่ยนฝาน?


ไม่แน่หนิงเยี่ยนฝานอาจจะบงการใครสักคนให้ทำเรื่องนี้ก็เป็นได้


ดวงตาเคียดแค้นของเนี่ยเว่ยกั๋วจับจ้องไปที่หนิงเยี่ยนฝานทันที


เหมาคังซานตามมาทีหลัง ในมือเขาถือใบปลิวอยู่ปึกหนึ่ง


“เสี่ยวเนี่ย เรื่องบนใบปลิวคุณรู้แล้วหรือยัง”


อยู่ต่อหน้าเหมาคังซาน เนี่ยเว่ยกั๋วรีบทำหน้าตาน่าสงสารทันที “อาจารย์เหมา ผมกำลังอยากคุยด้วยอยู่พอดีเลยครับ ผมถูกใส่ร้าย ผมจะแจ้งความให้ตำรวจช่วยสืบหาความจริงแน่นอน”


เหมาคังซานพยักหน้า “สมควรแจ้งความจริงๆนั่นแล ถ้าไม่สืบให้แน่ชัด ไม่ใช่แค่คุณที่ได้รับผลกระทบ ทางสมาคมสถาปนิกเองก็คงได้รับความเสียหายเช่นกัน ทางสมาคมต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างชัดเจน ถึงอย่างไรคุณก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคม สมาชิกของพวกเราเคยมีข่าวเสียหายแบบนี้เสียที่ไหน”


“นี่คือแผนการชั่วที่หวังอยากทำลายผม...”


เหมาคังซานพูดขัดเนี่ยเว่ยกั๋ว “มันคือแผนชั่วจริงๆ แต่เพื่อรักษาเกียรติของงานสัมมนาที่จัดขึ้น การสัมมนาช่วงบ่ายวันนี้ เสี่ยวเนี่ยคุณอย่าเพิ่งเข้าร่วมเลยนะ”


เหมาคังซานพูดประโยคนี้กลางห้องสัมมนา


บอกว่าอย่าเพิ่งเข้าร่วม แสดงว่าคิดจะไล่เขาออกจากงานอย่างนั้นหรือ?


งานสัมมนาเหลืออีกแค่ครึ่งวันก็จะปิดฉากลง เนี่ยเว่ยกั๋วนึกไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น


“อาจารย์เหมาครับ...”


เหมาคังซานชี้ไปที่กองใบปลิวที่เขายกเข้ามา “เสี่ยวเนี่ย ผมเห็นคนข้างนอกยืนแจกใบปลิวแล้วดูไม่งาม เลยช่วยเก็บกลับมาได้บางส่วน แต่คนแก่อย่างผมคงไม่สามารถเก็บมันมาได้ทั้งหมด เพราะดูเหมือนว่ามันไม่ได้ถูกแจกแค่หน้างานสัมมนาเท่านั้น แต่ยังมีคนยืนแจกทั่วทั้งมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ผมสงสัยว่าบางทีริมถนนเจียงเฉิงก็คงมีคนยืนแจกด้วยเช่นกัน ได้ยินเช่นนี้คุณยังจะประชุมสัมมนาอะไรอีก รีบหาคนไปห้ามพวกเขาเถิด!”


ใบปลิวมีกี่ร้อยกี่พันใบกัน?


ไม่แน่อาจจะถึงหลักหมื่นใบก็เป็นได้


การแจกใบปลิวจำนวนมหาศาลเช่นนี้ หวังทำลายเนี่ยเว่ยกั๋วให้ตายไปข้างอย่างแน่นอน


เนี่ยเว่ยกั๋วหน้าถอดสี


เขาสังกัดอยู่สถาบันออกแบบมณฑลเอ๋อ ปกติสถาบันออกแบบประจำมณฑลจะตั้งอยู่ที่เมืองหลักของมณฑล ซึ่งก็คือเจียงเฉิง


งานสัมมนาครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่เจียงเฉิงเพราะเนี่ยเว่ยกั๋วเป็นคนวิ่งเต้นทั้งหมด เจียงเฉิงจึงถือว่าเป็นฐานทัพของเนี่ยเว่ยกั๋ว อยู่ที่นี่เขาคิดว่าตนมีพลังมากพอที่จะงัดข้อกับหนิงเยี่ยนฝานและเหมาคังซาน... ทว่าหลังได้ยินสิ่งที่เหมาคังซานพูด เนี่ยเว่ยกั๋วก็รีบออกจากงานไปทันที


ทุกคนในงานเลิกแกล้งโง่ และเริ่มถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น


“เนี่ยเว่ยกั๋วกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการมิใช่หรือ คราวนี้คงต้องลุ้นแล้วละสิ”


“มันก็ไม่แน่หรอก ขึ้นอยู่กับว่าทางสถาบันออกแบบจะทำการสอบสวนเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า”


“เขียนชัดเจนเสียขนาดนั้น จะไม่ถูกสอบสวนได้อย่างไร...”


งานสัมมนาครึ่งบ่ายที่เหลือจะประชุมกันได้อีกหรือ ความสนใจของทุกคนอยู่ที่เรื่องของเนี่ยเว่ยกั๋วจนหมด สิงลี่ซินอยากร้องไห้เหลือเกิน นี่มันเรื่องอะไรกัน งานสัมมนาครั้งแรกจะจบลงแบบสงบสุขไม่ได้เลยหรืออย่างไร?


ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลาน!


หนิงเสวี่ยเองก็คิดเช่นนั้น กงหยางก็คิดเช่นเดียวกัน


พวกเขาไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทำได้อย่างไร แต่เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอน


ทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คงมีเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้


เนี่ยเว่ยกั๋วก็อาจจะคิดเช่นนี้ ดังนั้นหลังการสัมมนาช่วงบ่ายสิ้นสุดลง เซี่ยเสี่ยวหลานที่เพิ่งเดินออกจากห้องประชุมก็เห็นว่ามีตำรวจหลายนายรออยู่ก่อนแล้ว


“เซี่ยเสี่ยวหลานใช่ไหม ไปกับพวกเราหน่อย พวกเราต้องขอให้คุณไปให้ปากคำที่โรงพัก เกี่ยวกับคดีหมิ่นประมาทโดยการกุข่าวเท็จของสถาบันออกแบบประจำมณฑล!”


“สหายตำรวจ เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า!”


“นั่นน่ะสิ พวกคุณคงเข้าใจผิดแล้ว...”


ตำรวจคนที่เป็นหัวหน้าทำหน้าตาเคร่งขรึม “แค่สอบปากคำตามระเบียบเท่านั้น เวลานี้เจ้าหน้าที่กำลังออกปฏิบัติหน้าที่ ผู้ไม่เกี่ยวข้องมิควรขัดขวาง”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทั้งยังเอ่ยขึ้นว่า “สหายตำรวจ พวกคุณคงหมายถึงเรื่องที่สหายเนี่ยเว่ยกั๋วถูกคนแจกใบปลิวเผยความลับใช่หรือไม่ ฉันไม่รู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน ถ้าพวกคุณมีคำถามก็ถามที่นี่เถอะค่ะ หากไปสถานีตำรวจแล้วคนอื่นจะคิดกับฉันอย่างไรคะ แต่ถ้าอยากพาตัวฉันไปสอบปากคำ อย่างน้อยพวกคุณก็ควรมีหลักฐานมายืนยัน! และหากพวกคุณต้องการพาตัวฉันไป โปรดโทรแจ้งกับมหาวิทยาลัยของฉันก่อน เพราะฉันคือนักศึกษาภาควิชาสถาปัตยกรรมมหาวิทยาลัยหัวชิงค่ะ”


เนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าว แต่มีคนคอยแจกใบปลิวไปทั่วทั้งเมือง


พอเนี่ยเว่ยกั๋วบอกว่าจะแจ้งความ คนแจกใบปลิวก็พากันหลบหนีด้วยความหวาดกลัว ทว่าตำรวจสามารถจับกุมคนแจกใบปลิวได้จำนวนสองคน โดยทั้งสองให้การว่ามีคนจ้างวานพวกเขาจริง


ส่วนเรื่องที่ว่าผู้จ้างคือใคร พวกเขาไม่รู้จัก


ตอนนี้เนี่ยเว่ยกั๋วจึงทำได้เพียงชี้ตัวผู้ต้องสงสัยว่าคือเซี่ยเสี่ยวหลาน เพราะเรื่องแบบนี้คงไม่อาจใส่ความหนิงเยี่ยนฝานโดยไม่มีหลักฐานได้


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่ใช่เด็กอมมือเช่นกัน


เนี่ยเว่ยกั๋วใช้ตำรวจมาข่มขู่เธอ คิดว่าประธานเซี่ยอย่างเธอจะตกใจอย่างนั้นหรือ?


เนี่ยเว่ยกั๋วคิดว่านักศึกษาอย่างเธอคงกลัวตำรวจสินะ แต่ขอโทษด้วย เธอรู้จักใช้สถานะของการเป็นนักศึกษาปกป้องตัวเองมานานแล้ว


หาเรื่องใครก็ได้ แต่อย่าหาเรื่องนักศึกษามหาวิทยาลัย


เพราะพวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่า หลังมีเรื่องกับนักศึกษา จะมีผู้มีอำนาจออกมารับเรื่องแทนหรือไม่ นักศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ดีไม่ดีสุดท้ายแล้วทางตำรวจอาจจะเป็นฝ่ายถูกสอบสวนแทนก็ได้


ในขณะที่พวกตำรวจเริ่มลังเล อยู่ๆก็มีเสียงที่เซี่ยเสี่ยวหลานคุ้นเคยดังขึ้นจากนอกกลุ่มคน


“พวกคุณอยากพาเธอไปที่สถานีตำรวจย่อมไม่มีปัญหา แต่ผมเกรงว่าตอนพวกคุณอยากให้เธอกลับ มันจะไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ”


เซี่ยเสี่ยวหลานทั้งรู้สึกดีใจและประหลาดใจ เธอสงสัยเหลือเกินว่าตัวเองจะหูฝาด เวลาแบบนี้เขาโผล่มาที่เจียงเฉิงได้อย่างไรกัน!




จบตอน

Comments