ตอนที่ 941: กลัวไปแล้วไม่ยอมกลับ!
เจ้าของเสียงที่ดังมาจากนอกกลุ่มคนคือบุคคลที่เซี่ยเสี่ยวหลานคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าใคร เขาก็คือโจวเฉิง แฟนหนุ่มที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานานของเธอนั่นเอง!
หลังทะเลาะกับโจวเฉิงเพราะเรื่องตระกูลสือ ทั้งสองคนก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกไม่ถึงจริงๆว่า โจวเฉิงจะโผล่มาในสถานการณ์แบบนี้
กลุ่มคนแหวกทางให้เขาแต่โดยดี แม้โจวเฉิงจะอยู่ในชุดไปรเวท แต่รัศมีของเขาก็สามารถข่มนายตำรวจในชุดเครื่องแบบได้อยู่ดี
“คุณคือใคร?”
“ผมเป็นคู่ครองของเธอ นี่คือบัตรพนักงานของผม”
โจวเฉิงยื่นบัตรให้ หลังนายตำรวจเปิดออกดูเขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
แม้จะเป็นหน่วยงานรักษาความสงบเช่นเดียวกัน แต่พวกเขาไม่อยากสุงสิงกับคนจากกองทัพมากที่สุด เพราะหากทหารทำผิด พวกเขาก็จะมีศาลทหารทำการตัดสินโทษโดยเฉพาะ เมื่ออยู่ในระบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ พวกเขาย่อมไม่อาจก้าวก่ายกิจการของอีกฝ่ายได้
เนี่ยเว่ยกั๋วบอกว่าแค่พาตัวเด็กสาวคนหนึ่งกลับโรงพัก ขู่เธอเพียงไม่กี่ประโยค เธอก็จะสารภาพความจริงเอง
แต่เด็กสาวคนนี้กลับพูดจาฉะฉานมีไหวพริบ และจู่ๆก็มีทหารหนุ่มคนหนึ่งโผล่มา ซึ่งคือคนที่ไม่ควรหาเรื่องเสียยิ่งกว่า
หัวหน้าตำรวจคืนบัตรให้กับโจวเฉิง “สหาย พวกเราไม่พาตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไปย่อมได้ แต่เธอต้องตอบคำถามของพวกเราตามความจริง”
โจวเฉิงพยักหน้า “ถามมาเถอะครับ อยู่ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ต่อให้อยากโกหกก็คงทำไม่ได้หรอก”
สิ่งที่ตำรวจถามย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความเคลื่อนไหวของเซี่ยเสี่ยวหลานตลอดสองวันที่ผ่านมา
แต่ชีวิตช่วงสองวันที่ผ่านมาของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นไปตามแบบแผน ทุกวันเธอเดินทางแค่จากบ้านพักรับรองมาที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเท่านั้น
อีกทั้งยังไม่เคยไปไหนมาไหนตามลำพัง เพราะเธอจะมีโหวฉีอยู่ด้วยเสมอ คงไม่ว่างเตรียมการก่อคดีอย่างแน่นอน
“ทางเราสืบพบว่า คุณโทรศัพท์ที่บ้านพักรับรองครั้งหนึ่ง...”
“อ้อ ฉันโทรไปที่เผิงเฉิงค่ะ ลุงของฉันอยู่เผิงเฉิง ฉันโทรไปบอกว่าสบายดี มันคงไม่ผิดกฎหมายหรอกกระมังคะ?”
ไม่ผิดกฎหมายก็จริง แต่มันน่าสงสัยน่ะสิ
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกเบอร์โทรศัพท์กับตำรวจ “พวกคุณสามารถตรวจสอบดูได้ค่ะ ลุงของฉันยังอยู่ที่เผิงเฉิง อีกทั้งฉันก็เป็นแค่นักศึกษา ไม่มีความสามารถมากมายขนาดนั้น ก่อนหน้านี้รุ่นพี่เนี่ยสงสัยว่าฉันไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะเข้าร่วมงานสัมมนา แน่นอนว่าพวกเราเคยเข้าใจผิดกันจริง แต่เรื่องเข้าใจผิดได้คลี่คลายกันไปนานแล้ว ฉันกับรุ่นพี่เนี่ยเองก็ปรับความเข้าใจกันไปแล้วค่ะ!”
คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานมีคนยืนยันให้ทันทีว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง
เธอกับเนี่ยเว่ยกั๋วเคยโต้เถียงกันที่ทางเดินในบ้านพักรับรอง ในงานสัมมนา โดยท้ายที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตนมีคุณสมบัติพอที่เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ และไม่ได้ไล่บี้เนี่ยเว่ยกั๋วต่อ อีกทั้งยังพูดอย่างใจกว้างอีกว่า ที่เนี่ยเว่ยกั๋วตั้งข้อสงสัยเป็นเพราะ ‘เอ็นดู’ เธอ
โจวเฉิงขมวดคิ้วมุ่น “พวกคุณยังมีคำถามอีกไหม บางทีผมก็อาจจะน่าสงสัย เพราะอยู่ๆ ทำไมผมถึงได้โผล่มาที่เจียงเฉิงพอดี พวกคุณต้องการให้ผมไปให้ปากคำที่โรงพักหรือเปล่าครับ”
คงไม่จำเป็น เพราะหากเชิญไปแล้วคงเชิญกลับยาก
ถ้าโจวเฉิงไปสถานีตำรวจก็คงเหมือนอย่างที่เขาบอก หลังไปแล้วไม่ยอมกลับ ทางสถานีตำรวจจะทำอย่างไร?
หลังพวกตำรวจกลับไป โหวฉีก็ปลอบใจเซี่ยเสี่ยวหลานว่าอย่าคิดมาก ก่อนจะขอตัวกลับ และคนอื่นๆก็ไม่ได้อยู่เป็นก้างขวางคอคู่รักต่อเช่นกัน
หนิงเยี่ยนฝานยืนมองอยู่ห่างออกไป “ไม่ต้องไปหาเธอแล้วละ ทายาทตระกูลโจวอยู่ที่นี่ด้วย คงไม่มีทางปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานถูกเอาเปรียบได้ง่ายๆ”
ตระกูลโจวปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างสุดพลัง นั่นก็หมายความว่าโจวเฉิงให้ความสำคัญกับเซี่ยเสี่ยวหลานมากจริงๆ
ดูท่าเนี่ยเว่ยกั๋วจะไม่มีหลักฐานสินะ เหล่าสหายตำรวจจึงไม่สามารถพาตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไปจากโจวเฉิงได้ เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบประจำมณฑล หาใช่รองผู้ว่าการมณฑลเอ๋อเสียหน่อย เขาไม่มีอำนาจล้นฟ้ามากขนาดนั้น!
ชาวจีนมุงต่างพากันแยกย้าย ไม่ทันไรก็เหลือแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิง
“เธอมาได้อย่างไร”
หลังจ้องตากันอยู่นาน เซี่ยเสี่ยวหลานก็เป็นฝ่ายเอ่ยถามทำลายบรรยากาศที่แสนน่าอึดอัดนี้
เธอไม่ได้คุยกับโจวเฉิงมานานมากแล้ว พอมองหน้าเขาตรงๆเช่นนี้จึงรู้สึกไม่ชินไปบ้าง
โจวเฉิงมองเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเจ็บปวด
“พรุ่งนี้วันเกิดเธอ ถึงฉันจะเป็นแฟนที่ไม่เอาไหน แต่วันสำคัญแบบนี้ฉันต้องพยายามหาเวลามาหาเธอให้ได้อยู่แล้ว”
วันเกิดอายุครบ20ปีไม่เหมือนวันอื่นๆ
ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์ ประเทศยังไม่ได้กำหนดเกณฑ์อายุว่าครบ18ปีแล้วจะถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ดังนั้นการตัดสินว่าใครเป็นผู้ใหญ่แล้วหรือไม่นั้น ใช้อายุที่สามารถแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายจึงจะเหมาะสมที่สุด หากสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้ก็เท่ากับบรรลุนิติภาวะแล้ว
วันที่24 กรกฎาคมคือวันเกิดของเซี่ยเสี่ยวหลาน แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่ลืม
แต่เธอนึกไม่ถึงว่าโจวเฉิงจะโผล่มาที่เจียงเฉิงอย่างกะทันหันเช่นนี้ เขาคงอยากเซอร์ไพรส์เธอสินะ?
“ฉันนึกว่าเธอจะไม่มีวันหยุด” เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวเสียงเรียบ
เจตนาของโจวเฉิงนั้นชัดเจนมาก แต่เธอกลับยึดติดกับเรื่องตระกูลสือ ใช้ไม่ได้เลยใช่หรือเปล่า
ทว่าเรื่องของตระกูลสือไม่ใช่ปัญหาแค่การยกบ้านหรือหางานให้ แต่เธอกับโจวเฉิงมีทัศนคติที่แตกต่างกัน ปัญหาที่ถูกมองข้ามเพราะความรักบังตา ปรากฏให้เห็นหลังเกิดเรื่องตระกูลสือ ซึ่งเซี่ยเสี่ยวหลานหลอกตัวเองไม่ได้อีกแล้ว
พอคิดว่าอีกหลายสิบปีข้างหน้า เธอจะต้องทะเลาะกับโจวเฉิงเพราะเรื่องแบบนี้ จากนั้นก็ทำสงครามเย็นใส่กัน ไม่อยากเจอหน้ากัน สู้เหลือภาพความทรงจำอันสวยงามเอาไว้แล้วคงจะดีกว่า...
“เสี่ยวหลาน เธออยากถามเรื่องตระกูลสือใช่หรือเปล่า”
หกโมงเย็น เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงนั่งอยู่บนม้านั่งตัวยาวของมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นคนหน้าตาดี พวกนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาจึงอดมองไม่ได้
หนุ่มหล่อสาวสวยราวกับภาพวาด มองแล้วช่างเจริญตาเจริญใจยิ่งนัก
ทว่าสองคนนี้ ทั้งที่อยากใกล้ชิดกัน แต่กลับมีความกังวลปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “เธอคิดเสียว่าฉันเป็นคนใจแคบก็ได้ ฉันรู้ว่าเธออยากชดเชยให้ตระกูลสือ แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีการชดเชยของเธอ ฉันไม่ชอบความมั่นใจที่เว่ยเจวียนหงแสดงออกมาราวกับว่า เขาต้องการอะไร เธอก็จะทำให้เสมอ พูดให้ไม่น่าฟังหน่อยก็คือ สิ่งที่เรียกร้องมา ต่อให้สือข่ายยังมีชีวิตอยู่ก็คงทำให้ไม่ได้! แต่เธอคือผู้ชายของฉันนะ ถูกผู้หญิงอื่นชี้นิ้วสั่งตลอดมันใช่เรื่องอย่างนั้นหรือ? กับตระกูลสือพวกเราช่วยอะไรได้ก็ควรช่วย ช่วยในสิ่งที่พวกเขาเดือดร้อน ไม่ใช่ช่วยปลดปล่อยพวกเขาออกจากความยากจน หากเราช่วยทำให้พวกเขาเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ช่วยให้คนตระกูลสือสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เรื่องพวกนี้ฉันเห็นด้วยทุกอย่าง! แต่ก็เหมือนที่ฉันเคยบอกไว้ เธอควรมีขอบเขตบ้าง เธอต้องเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และสิ่งที่ทำอยู่มันถูกต้องหรือไม่”
ต่อให้สือข่ายยังมีชีวิตอยู่ ก็คงไม่มีปัญญาซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งราคาหลายหมื่นหยวนให้
แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ดูแคลนสือข่าย แต่เงินเดือนของทหารเป็นที่รู้กันทั่ว อยู่ตำแหน่งไหนได้เงินเดือนเท่าไรไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด
แม้อนาคตสือข่ายจะได้ขึ้นเงินเดือน แต่ถ้าเขาทำงานอยู่ในกองทัพไปตลอด อาศัยแค่เงินเดือนคงไม่อาจซื้อเรือนสี่ประสานที่ปักกิ่งได้แน่นอน
ปี1985 ซื้อไม่ไหว ผ่านไปอีกสามสิบปีจนปี2015เมื่อไร สือข่ายก็คงซื้อไม่ไหวอยู่ดี
เรือนสี่ประสานแพงเกินระดับรายได้ของตระกูลสือยิ่งนัก
ดังนั้นการที่โจวเฉิงฉุดตระกูลสือขึ้นมาไว้สูงเช่นนี้ หากต้องการลดระดับลงภายหลังคงเป็นไปได้ยาก การทำเช่นนี้ไม่ได้ดีต่อตระกูลสือสักนิด แต่เป็นการทำให้ตระกูลสือเคยตัว เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีวันมีชีวิตดีเท่ากับสิ่งที่โจวเฉิงเคยมอบให้ แล้วพวกเขาจะขยันขันแข็งไปทำไม สู้แบมือขอโจวเฉิงก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
“อืม ยังมีอีกหรือเปล่า”
โจวเฉิงไม่ได้มาเพื่อชวนทะเลาะ เพราะเขาสงบจิตสงบใจมานานพอแล้ว วันนี้เขาจะต้องคลายปมทั้งหมดที่อยู่ในใจเสี่ยวหลานให้จงได้
หากนิ่งเฉยต่อไป แน่นอนว่าเสี่ยวหลานยังคงเป็นเสี่ยวหลาน แต่เธอจะยอมเป็นแฟนเขาอีกหรือเปล่าก็ยังไม่แน่น่ะสิ
บนโลกนี้ คนที่เห็นความยอดเยี่ยมของเสี่ยวหลานไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจอะไรอีกแล้ว เรื่องทั้งหมดเก็บเอาไว้คนเดียวก็มีแต่ทุกข์ใจ
“ฉันไม่ชอบเจียงเหยียนคนนั้นด้วย แม้พวกเธอจะเคยผ่านความเป็นตายมาด้วยกันในสนามรบ แต่เจียงเหยียนมีสิทธิ์อะไรมาก้าวก่ายว่าเธอจะคบหากับใคร”
เจียงเหยียนคอยจับผิดเธอตลอด อย่าคิดว่าเธอไม่รู้!
ตอนที่ 942: ไม่เจอกันนาน จีบเก่งขึ้น?
อยากเป็นแค่เพื่อน เพื่อนที่ดีต่อกัน เซี่ยเสี่ยวหลานรำคาญอะไรแบบนี้ที่สุด!
ใช่ว่าระหว่างชายหญิงจะไม่มีมิตรภาพที่แท้จริง แต่เป็นเพื่อนสนิทกันแค่ไหนก็ควรรู้จักขอบเขตมิใช่หรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานถูกกวนฮุ่ยเอ๋อจับผิดก็ถือเป็นเรื่องสมควร เพราะกวนฮุ่ยเอ๋อเป็นแม่ของโจวเฉิง เธอสามารถเป็นห่วงว่าโจวเฉิงจะเจอคู่ครองไม่ดี แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจได้
แต่เจียงเหยียนคือใคร เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะยอมทนกับคนแบบนี้แม้แต่น้อย!
ปากเธอบอกว่าเชื่อใจโจวเฉิง ต้องทำตัวเป็นคนใจกว้าง แต่ถ้าเธอไม่สนใจเลยสักนิด นั่นก็หมายความว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ชอบโจวเฉิงมากถึงขั้นนั้นน่ะสิ ความรักคือการเปิดใจให้กว้างรึ? กว้างอะไรเล่า ความรักคือความเผด็จการ คือความรู้สึกต้องการครอบครอง คือการกีดกันไม่ให้เพศตรงข้ามมาเข้าใกล้คนของเรา!
โจวเฉิงเห็นเธอโกรธจนแก้มพองแล้วรู้สึกคันมือเหลือเกิน เขาอยากจิ้มแก้มเธอสักครั้งจริงๆ
ช่วงนี้แฟนของเขาคงเหนื่อยมาก ถึงได้ผอมลงและคล้ำขึ้นเช่นนี้
แน่นอนว่าเธอยังสวยไม่เปลี่ยน ถึงจะจ้องมานานแล้ว แต่โจวเฉิงยังคงรู้สึกไม่พอ เขามองใบหน้าของแฟนสาว เขายอมกินข้าวไม่กินกับ กินเกี๊ยวไม่จิ้มซอสเปรี้ยว กินบะหมี่แบบไม่มีน้ำแกง... เอาเป็นว่าจะให้เขาทำอะไรก็ได้ เพราะตอนนี้โจวเฉิงรู้สึกปลื้มปริ่มใจเหลือเกิน เขาไม่อาจใช้คำไหนมาอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ได้เลย
อาจเพราะยังอ่านหนังสือไม่มากพอ ถึงไม่สามารถสรรหาคำศัพท์มาบรรยายความรู้สึกได้
“ยังมีอะไรอีกหรือเปล่า”
เซี่ยเสี่ยวหลานชะงัก โจวเฉิงถามมาไม่ยอมหยุด คิดว่าเธอกำลังแสดงทอล์กโชว์อยู่หรือ?
“นี่ยังไม่พออีกหรือ? ถ้ายังมีเรื่องอื่นอีก คิดว่าฉันจะยอมเจอเธอหรืออย่างไร!”
อากาศช่วงปลายเดือนกรกฎาคมร้อนแค่ไหนกัน เพลิงโทสะของแฟนเขาถึงได้จุดติดง่ายเช่นนี้ โจวเฉิงไม่ได้อยากหาเรื่องให้ตัวเองถูกด่า แต่เมื่อเทียบกับการนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา การระบายออกมาของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เขารู้สึกสบายใจมากกว่า
เขาจับมือเซี่ยเสี่ยวหลานแน่น ก่อนหน้านี้เขากับเธอนั่งห่างกันครึ่งเมตร ซึ่งมันดูเหินห่างกันเกินไป ถ้าเธอไม่เป็นฝ่ายเข้าหาเขา เขาก็จะเป็นฝ่ายเข้าหาเธอ และขยับไปหาเธอเอง ใครจะทำอะไรได้!
พวกเขาสองคนจูบกันไม่รู้กี่ครั้งแล้ว นับประสาอะไรกับแค่การจับมือ
แต่อาจเพราะไม่เจอหน้ากันนานเกินไป พอถูกโจวเฉิงจับมือคราวนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา
“ที่นี่คือมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง อย่าทำแบบนี้...”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามดึงมือออกอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ มือของโจวเฉิงไม่ชื้นเหงื่อ ทว่ามันกลับแห้งและเย็น เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกได้ถึงรอยด้านบนฝ่ามือของเขาที่กำลังเสียดสีกับผิวเนียนนุ่มของเธอ สัมผัสนี้ทำเอาเธอขนลุกซู่ไปหมด!
เธอเข้าใจคำว่ายิ่งห่างยิ่งรักกัน แต่มันต้องอ่อนไหวขนาดนี้ไหม?
โจวเฉิงเองก็รู้สึกถึงความรู้สึกเกร็งของเธอ
“มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงแล้วอย่างไรเล่า ถึงอย่างไรก็คงมีคู่รักอยู่ในนี้ไม่น้อย ฉันจูงมือแฟนตัวเองใครจะทำอะไรได้?”
ที่นี่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยหัวชิง ดังนั้นมหาวิทยาลัยเจียงเฉิงย่อมไม่อาจบังคับเสี่ยวหลานได้
ถ้าอยู่ที่หัวชิง โจวเฉิงคงสนใจสายตาคนอื่น เพราะความหลงใหลของเขาอาจสร้างความเดือดร้อนให้กับเซี่ยเสี่ยวหลานได้นั่นเอง
“เด็กดี อย่าขยับ ให้ฉันจับมือเธอสักพักเถอะนะ อย่างน้อยก็รอจนกว่าฉันจะพูดจบได้หรือเปล่า”
เซี่ยเสี่ยวหลานถลึงตาใส่เขา การพูดกับการจับมือมันเกี่ยวอะไรกัน นี่เขากำลังปั่นหัวเธอสินะ!
โจวเฉิงทำหน้าจริงจัง “ฉันกลัวว่ายังพูดไม่ทันจบเธอก็จะต่อยฉัน ฉันเลยอยากจับมือเธอไว้ก่อน”
เซี่ยเสี่ยวหลานเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม “ตกลงที่วิทยาลัยสอนอะไรให้เธอกันแน่!”
เธอต่อยใครเป็นเสียที่ไหน โจวเฉิงทำหน้านิ่งพูดแบบนี้เหมือนกำลังจีบเธอไม่มีผิด เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานแล้ว จะว่าอย่างไรดี มันเหมือนกับตอนยังไม่ได้คบกัน มันทำให้เธอคิดถึงเมื่อครั้งที่โจวเฉิงพาเธอไปส่งที่สถานีรถไฟ และคว้าตัวเธอไปกอดไว้
หลังจากนั้นพวกเธอตกลงคบกันอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ค่อยได้เจอหน้า แต่ทุกครั้งที่เจอก็หวานชื่นกันมาตลอด
หวานกันก็จริง แต่ไม่มีความรู้สึกหัวใจกระตุกแบบน่าค้นหาเช่นนี้
ดังนั้น สิ่งที่โจวเฉิงเรียนรู้จากวิทยาลัยคือวิชาจีบสาวอย่างนั้นหรือ!
โจวเฉิงหัวเราะออกมา เขาใช้ปลายนิ้วถูไถฝ่ามือของเซี่ยเสี่ยวหลานเบาๆ
นี่คือความจริง นี่คือสัมผัสที่เขาฝันหา
เขาอยากจีบเธอให้มากกว่านี้ แต่ถ้ายังไม่ตัดเข้าประเด็นเขาคงถูกต่อยเข้าจริงๆแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอพูดเรื่องตระกูลสือก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้ตระกูลสือได้ย้ายไปอยู่ที่หอพักของโรงงานบุหรี่แล้ว งานของพี่สะใภ้เว่ยเองก็ถูกย้ายไปอยู่ในสำนักงานแล้วเช่นกัน แต่เหมือนเธอจะปรับตัวไม่ได้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะมันคือเส้นทางที่เธอเลือกเอง เสี่ยวหลาน ฉันอยากขอโทษเธอ ขอโทษที่ฉันไม่ได้บอกทุกอย่างกับเธอ และแยกแยะไม่ได้ว่าสือข่ายก็คือสือข่าย ภรรยาของเขาไม่ใช่เขา ก่อนนี้เว่ยเจวียนหงเคยเขียนจดหมายมาหาฉันหลายฉบับ... ฉันควรบอกเธอตั้งนานแล้ว”
จดหมายพวกนั้นไม่ใช่การขอร้องเขา
แต่หลังเกิดเรื่องขึ้น พอคิดดูให้ดีถึงพบว่ามันไม่น่าอภิรมย์สักนิด
ทั้งที่แม่ของเขากับเสี่ยวหลานอยู่ปักกิ่งกันหมด ทั้งสองคนต่างลงทุนลงแรงช่วยเหลือตระกูลสือทุกอย่างโดยเฉพาะกวนฮุ่ยเอ๋อแม่ของเขา แต่เวลามีอะไรเว่ยเจวียนหงกลับไม่คุยกับแม่ของเขา เธอเลือกที่จะเขียนจดหมายมาบอกเขาแทน?
จดหมายสองฉบับแรกโจวเฉิงยังพอเข้าใจได้
ทว่าหลังป้าสือใช้เรื่องกลับบ้านเกิดมาขู่ เพื่อบีบให้เว่ยเจวียนหงยอมย้ายไปอยู่ที่หอพักของโรงงานบุหรี่ แม้เว่ยเจวียนหงจะยอมย้าย แต่เธอกลับเขียนจดหมายมาหาเขาอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเพราะโจวเฉิงมีคังเหว่ยเป็นพิราบส่งข่าว โจวเฉิงจึงรู้ก่อนแล้วว่าทำไมเว่ยเจวียนหงถึงยอมตอบตกลงย้ายไปอยู่ที่หอพัก ทว่าในจดหมายเว่ยเจวียนหงกลับไม่กล่าวถึงเลยสักคำเดียว
โจวเฉิงลบความเห็นใจทั้งหมดออกไป แล้วอ่านจดหมายฉบับนั้นอีกครั้ง ถึงได้ตระหนักเห็นปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้น
ไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ โกรธแค้น ไม่อยากให้อภัย แต่มิวายอยากสร้างภาพลักษณ์เป็นคนจิตใจดีต่อหน้าเขา
มันคือความรู้สึกที่ไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลย!
โจวเฉิงยินดีให้เว่ยเจวียนหงพูดตามตรงว่าโกรธแค้นเขา สือข่ายสละชีวิตเพื่อช่วยเขา เขาควรดูแลคนตระกูลสือไปทั้งชีวิต หากเว่ยเจวียนหงพูดมาตามตรงเช่นนี้เขายังพอเข้าใจได้
หลังเขียนจดหมายมาแล้วโจวเฉิงไม่สนใจ เธอก็ยังเขียนจดหมายตามมาอีกสองฉบับ
น้ำเสียงในตัวอักษรดูมีความร้อนรนมากขึ้นเรื่อยๆ
เธอพยายามบอกว่าอยู่ที่หอพักโรงงานบุหรี่ไม่สะดวกมากแค่ไหน บอกว่าไม่สามารถปรับตัวเข้ากับงานใหม่ได้ บอกว่าคนที่สำนักงานกีดกันเธออย่างไร เล่าอ้อมไปมา ไม่ยอมบอกความต้องการของตัวเองอย่างชัดเจน รอให้โจวเฉิงตระหนักรู้และเป็นฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
เซี่ยเสี่ยวหลานแบมือ “จดหมายล่ะ?”
โจวเฉิงอ่อนใจ “ฉันจะพกติดตัวได้อย่างไรกัน จะให้เอาออกมาอ่านระหว่างทางอย่างนั้นหรือ? เสี่ยวหลาน สิ่งสำคัญไม่ใช่จดหมาย แต่หลังเจอเรื่องเหล่านี้ มันทำให้ฉันคิดถึงขอบเขตที่เธอพูดถึง”
“คิดได้ความว่าอย่างไรบ้างล่ะ”
“ฉันคิดว่าผู้ชายกับผู้หญิงนั้นแตกต่างกัน เวลามองปัญหา ฉันไม่ได้คิดละเอียดรอบคอบเหมือนพวกเธอ และฉันก็ประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินไป เอาเรื่องของตระกูลสือมาอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเองทั้งหมด ถึงทำให้พี่สะใภ้เว่ยกลายเป็นคนแบบนี้ แม้มันจะเกี่ยวข้องกับนิสัยของเธอ แต่ก็เป็นเพราะฉันจัดการปัญหานี้ไม่ดีด้วยเช่นกัน”
สหายโจวเฉิงได้ ‘พิจารณาตัวเอง’ อย่างลึกซึ้ง
เห็นได้ชัดว่าช่วงที่เซี่ยเสี่ยวหลานทำสงครามเย็นอยู่ เขาตั้งใจพิจารณาตัวเองอย่างจริงจังมากแค่ไหน
โจวเฉิงจำแนกเรื่องนี้อยู่ในหมวด ‘ความแตกต่างระหว่างชายหญิง’ แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่จากมุมมองของเขาจะบอกว่าผิดก็คงไม่ได้ ถึงอย่างไรโจวเฉิงก็คงคาดไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะใช้สายตาของคนจากโลกอนาคตมองปัญหานี้ และมันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เขาคิดเหมือนเธอ ต่อให้ตอนนี้เป็นปี2017 สังคมก็ยังมีแนวคิดเรื่องชายเป็นใหญ่ มีพวกผู้ชายที่ยึดติดกับความคิดของตัวเองอยู่ไม่น้อย
“แล้วต่อจากนี้ หากตระกูลสือมีปัญหาอะไรอีก...”
เห็นได้ชัดว่าโจวเฉิงเตรียมคำตอบเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว “ตอนนี้ฉันได้จัดการเรื่องที่พักกับเรื่องงานให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง คิดเสียว่าเป็นญาติห่างๆ ช่วยเหลือในยามคับขันก็พอ ถ้าขยันทำงานฉันคงยินดีช่วยเหลืออีกสักครั้ง แต่วันปกติ พวกเขาต้องใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง!”
ตอนที่ 943: เคารพเธอ รักเธอ เธอคือยอดดวงใจ
ยามคับขันคืออะไร?
คือสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิต
ถึงอย่างไรเขายังคงไม่ปล่อยปละละเลยตระกูลสือ กลับปักกิ่งเมื่อไร เขาก็ย่อมไปเยี่ยมป้าสืออยู่ดี
เขารับหน้าที่ดูแลคนตระกูลสือแทนสือข่ายได้ แต่เขาจะต้องแยกแยะระหว่างคนตระกูลสือกับเว่ยเจวียนหง
เขาสามารถเป็นลูกชายให้ป้าสือได้ แต่เป็นสามีให้เว่ยเจวียนหงไม่ได้
พูดแบบนี้อาจจะฟังดูโหดร้าย ทว่าในเมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องยอมรับชะตากรรม! โดยเฉพาะการยอมรับว่าตนคือภรรยาของทหารผู้เสียสละ
ถ้าเว่ยเจวียนหงยอมรับความลำบากของการเป็นภรรยาทหารผู้เสียสละไม่ได้ ถึงอย่างไรตอนนี้เธอก็อายุยังน้อย ย่อมสามารถแต่งงานใหม่ได้อยู่แล้ว
ดังนั้นเธอไม่ควรยอมรับในสิ่งที่ประเทศชาติชดเชยให้ไปพร้อมๆกับการร้องขอให้มีผู้ชายสักคนคอยห่วงใย แน่นอนว่าโจวเฉิงทำให้ไม่ได้ ที่จริงเขาเคยจินตนาการว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันขึ้นกับเขา ถ้าตนเป็นอะไรไปแล้วมีเพื่อนร่วมงานเข้ามาแทนที่คอยช่วยดูแลเสี่ยวหลาน เพียงคิดเขาก็สาบานกับตัวเองทันทีว่า จะต้องมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้
เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจฟังแต่ไม่แสดงความเห็นอะไรออกมา โจวเฉิงจึงพูดถึงเจียงเหยียนอีกครั้ง
“เธอไม่ชอบเจียงเหยียน ฉันเองก็ไม่ชอบเขา ทว่าเมื่อก่อนเขาไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนี้ ฉันพูดแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันสงสัยว่าที่เจียงเหยียนโผล่มาคราวนี้อาจจะมีจุดประสงค์แอบแฝง เขาให้เอกสารฉบับหนึ่งกับฉัน ทั้งยังบอกว่าเอกสารฉบับนั้นสามารถพลิกคดีพี่พานซานได้ แต่เรื่องนี้จะส่งผลร้ายกับลูกพี่ลูกน้องของเจียงเหยียนอย่างเจียงอู่ เธอคิดว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาอะไร? แต่ฉันสงสัยว่าเจียงเหยียนตั้งใจหลอกล่อให้พี่พานซานปรากฏตัว คิดว่ามันคือแผนหลอกล่อให้พวกเราติดกับ หวังให้พี่พานซานกระโจนลงหลุมกับดักที่ถูกขุดเตรียมไว้”
โจวเฉิงไม่เข้าใจสักนิด ว่าทำไมเจียงเหยียนถึงทำได้ขนาดนี้
หากเอกสารลับนั้นเป็นของจริงก็แสดงว่าเรื่องเมื่อตอนนั้นตระกูลเจียงช่วยกันปกปิดหลักฐานแทนเจียงอู่ และแน่นอนว่าหากเอกสารนั้นเป็นของจริงตระกูลเจียงทั้งตระกูลจะต้องเดือดร้อน ไม่ใช่แค่เจียงอู่คนเดียวเท่านั้น
เจียงเหยียนทรยศพี่ชายได้ แต่เธอสามารถทรยศตระกูลเจียงทั้งตระกูลได้หรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานอดที่จะครุ่นคิดไม่ได้
เวลาแบบนี้เธอไม่ควรหึงหวง เรื่องนี้แปลกประหลาดจริงอย่างที่โจวเฉิงว่า
“ผู้หญิงคนหนึ่งสามารถผดุงความยุติธรรมได้ แต่คนเรามักมีความลำเอียงอยู่เสมอ หากรู้ว่าญาติของตัวเองทำเรื่องเลวร้าย แค่ไม่สมรู้ร่วมคิดด้วยก็ยากมากแล้ว คนที่คิดจะแฉความจริงด้วยตัวเองนั้นหาได้ยากนัก ถ้าเจียงเหยียนไม่ได้ชอบเธอก็คงชอบพี่พานซานมาก นอกจาก ‘รักแท้’ ฉันก็นึกไม่ออกอีกแล้วว่าจะมีแรงผลักดันอะไรให้เธอทำเรื่องแบบนี้ได้”
เพื่อนต่อให้สนิทกันมากแค่ไหน มีหรือจะผูกพันมากกว่าพ่อแม่
คนไร้สมองบางกลุ่ม อาจจะเห็นคนรักสำคัญกว่าพ่อแม่ พวกที่ไม่มีความรักแล้วมีชีวิตอยู่ไม่ได้ มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ให้กำเนิดลูกชายหรือลูกสาวที่มีความคิดเช่นนี้ คนเป็นพ่อเป็นแม่คงได้แค่ทำใจ
เซี่ยเสี่ยวหลานดูไม่ออกเลยว่าเจียงเหยียนจะเป็นคนแบบนั้น หรือไม่เจียงเหยียนก็คงเก็บซ่อนตัวตนของเธอเอาไว้ดีเหลือเกิน
ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นเหมือนที่โจวเฉิงบอก มันคือ ‘กับดัก’ แต่หากเป็นเช่นนั้นตระกูลเจียงก็คงโหดร้ายเหลือเกิน ทั้งที่พี่พานซานออกจากกองทัพมาแล้ว ยังจะตามราวีไม่เลิกรา
หรือไม่เจียงเหยียนก็คิดอยากทำลายลูกพี่ลูกน้องของตนเองเพื่อความยุติธรรมจากใจจริง
เซี่ยเสี่ยวหลานมองโจวเฉิงอย่างหยอกเย้า “เธอคงไม่ได้สร้างความหวังให้ผู้หญิงคนนั้นเพ้อฝันหรอกใช่ไหม?”
โจวเฉิงไม่สนใจ ไม่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานพูดอะไรเขาก็ไม่โกรธ เว้นแต่เธอจะสงสัยในความจริงใจของเขา หากเป็นเช่นนั้นโจวเฉิงคงรู้สึกไม่สบายใจ
เจียงเหยียนชอบใครก็เป็นสิทธิ์ของเจียงเหยียน แต่โจวเฉิงรับประกันได้ว่าตนไม่มีทางชอบเจียงเหยียนเด็ดขาด
“เอกสารที่เจียงเหยียนให้ฉัน ฉันให้คังเหว่ยนำไปให้พ่อตรวจสอบดูแล้วและพบพิรุธบางอย่างจริงๆ ทว่าเจียงเหยียนให้แค่สำเนากับฉัน ส่วนเอกสารตัวจริงยังอยู่กับเธอ”
พอโจวเฉิงพูดแบบนี้ เขาเหมือนตำรวจที่กำลังตามจับผู้ร้ายไม่มีผิด
“พี่พานซานยังอยู่ที่มณฑลหมิ่นหรือ?”
“ไม่รู้สิ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ เรื่องนี้ฉันยังไม่ได้บอกพี่พานซานเลยนะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก ฉันอาจจะคิดมากไปเอง เพราะก่อนหน้าที่คังเหว่ยจะมาเผิงเฉิง เขาไม่ได้มาพร้อมเส้ากวงหรง เขาแวะไปที่มณฑลหมิ่นก่อน”
โจวเฉิงเริ่มรู้สึกปวดหัวแล้ว
คังเหว่ยอยู่ดีๆไปที่มณฑลหมิ่นทำไมกัน อุตส่าห์บอกแล้วว่าอย่าสนใจ หรือคังเหว่ยอดที่จะสืบเองไม่ได้?
“เรื่องคังเหว่ยฉันจะจัดการเอง เสี่ยวหลาน กลับมาคุยเรื่องของเราดีกว่า เธอบอกให้พวกเราใจเย็นลง ตั้งสติและคิดให้ดี ตอนนี้เราสองคนห่างกันนานพอแล้วใช่หรือไม่? ฉันโทรไปหาเธอตั้งหลายครั้งแต่ก็ไม่มีคนรับสาย แม้แต่ย่าอวี๋ยังสงสารฉัน แต่ทำไมเธอถึงไม่สนใจฉันเลย!”
โจวเฉิงรู้สึกน้อยใจยิ่งนัก ที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกให้ใจเย็นลง ความจริงคือการเงียบหายอย่างนั้นหรือ
เหตุผลของเธอมีมากมาย เดี๋ยวก็ยุ่งกับการสอบปลายภาค พอสอบเสร็จก็ตรงไปยังเผิงเฉิง สรุปคือเธอไม่ว่างมาสนใจเขาใช่หรือไม่?
นี่น่ะหรือคือการใจเย็นเพื่อคิดทบทวน?
ไม่ใช่ นี่คือสงครามเย็นต่างหาก!
เหมือนเยอรมันตะวันตกกับตะวันออกที่ถูกกำแพงเบอร์ลินขวางกั้น ผู้คนทั้งสองฝั่งถูกตัดขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
“อนาคตถ้าเจอเรื่องแบบเดียวกันอีกเล่า เราจะทะเลาะกันอีกหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ยอมให้โจวเฉิงผ่านด่านนี้ไปได้ง่ายๆ
โจวเฉิงทำหน้าทุกข์ใจ “เจอสถานการณ์แบบเดียวกับตระกูลสืออีกน่ะหรือ? ก็จัดการเหมือนตอนนี้ ช่วยเฉพาะยามคับขัน ดูแลคนแก่และเด็ก ไม่สนคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะญาติที่เป็นผู้หญิง ฉันจะรักษาระยะห่างแน่นอน ถ้าสามารถยกให้แฟนของฉันจัดการได้ ฉันจะไม่ก้าวก่ายแม้แต่น้อย เพียงแต่แฟนของฉันอาจจะต้องเหนื่อยหน่อย ส่วนฉันนั้นไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวถูกบ่นหรือตัดพ้อ เรื่องน้อยใหญ่ในบ้านจะเชื่อฟังเธอทุกอย่าง เคารพเธอ รักเธอ เห็นเธอเป็นดั่งยอดดวงใจ”
เซี่ยเสี่ยวหลานบ่นอุบพร้อมใบหน้าที่แดงก่ำ
“เรียนรู้คำเลี่ยนๆพวกนี้มาไม่น้อยเลยนะ!”
“ยกโทษให้ฉันเถอะนะ ก่อนหน้านี้ในหัวของฉันสับสนมากจริงๆ จัดการเรื่องตระกูลสือได้ไม่ดี ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น แม้แต่แม่ของฉันก็โมโหเช่นกัน ฉันโทรไปหาเธอมีแต่ย่าอวี๋คอยรับสาย โทรไปที่บ้านตัวเองคนรับสายก็มีแต่พี่เจิง... เธอลองคิดดูสิว่าฉันน่าสงสารมากแค่ไหน”
ก็น่าสงสารมากอยู่
ผู้ชายคนหนึ่ง หากทะเลาะกับแฟนสาวและแม่บังเกิดเกล้าพร้อมกัน คงรู้สึกทุกข์ใจมิใช่น้อย
และยิ่งถ้าทั้งแม่และแฟนสาวต่างพร้อมใจกันมอบบทเรียนให้เขา ความทรมานก็จะยิ่งทวีคูณ
ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็อดยกยิ้มมุมปากไม่ได้
“ฉันไม่เคยคุยเรื่องพวกนี้กับน้ากวนเลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นนี่เป็นผลจากการกระทำของเธอเอง ก่อนหน้านี้เธอทำตัวแบบไหนคงไม่รู้ตัวสินะ เธอดูหมดสภาพ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวสักนิด แต่ถ้าน้ากวนเห็นเธอในตอนนี้ท่านคงไม่โกรธแล้วละ... โจวเฉิง เรื่องในอดีตไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นเธอต้องเดินออกมา ออกมาจากเรื่องในอดีตและเผชิญหน้ากับโลกใบนี้ใหม่อีกครั้ง”
คิดถึงบุคคลที่ล่วงลับได้ แต่ไม่ควรทรมานตัวเอง
ดูแลคนอื่นได้ แต่ไม่ควรประนีประนอมและทุ่มเทอย่างไร้ขอบเขต
หากรักตัวเองยังไม่เป็น แล้วจะดูแลคนในครอบครัวได้หรือ? เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าก่อนจะเป็นคนรักของใคร สิ่งแรกที่ทำคือควรรักตัวเองให้เป็นก่อน
โจวเฉิงเองก็รู้สึกเช่นกันว่าตัวเองเหมือนถูกผีเข้า
หลังเกิดเรื่องกับสือข่าย เขาก็จมดิ่งกับอารมณ์ด้านลบ
ทั้งทีเขาไม่ได้อยู่ในสนามรบอีกแล้ว แต่กลับเดินออกจากชีวิตที่เต็มไปด้วยเขม่าดินปืนไม่ได้ โชคดียิ่งนักที่เสี่ยวหลานทำให้เขาได้ตระหนักคิด ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองเรื่องตระกูลสือ และพิจารณาตัวเองใหม่อีกครั้ง
“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ มาพูดเรื่องเธอดีกว่า เธอมาสัมมนาที่เจียงเฉิงไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีตำรวจมาหาถึงที่แบบนี้เล่า ถ้าฉันไม่มา แล้วพวกเขาพาตัวเธอไปจริงๆจะทำอย่างไร!”
โจวเฉิงมาเจียงเฉิงเพื่อเซอร์ไพรส์เซี่ยเสี่ยวหลาน
เขาสืบมาแล้วว่างานสัมมนาจะเลิกเวลาไหน และตั้งใจมาหาเธอที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงโดยเฉพาะ
งานสัมมนาสถาปัตยกรรมคราวนี้ใหญ่ไม่เบาเลยทีเดียว ดังนั้นการที่เซี่ยเสี่ยวหลานมีคุณสมบัติมากพอจนได้เข้าร่วม โจวเฉิงรู้สึกดีใจแทนเธอเป็นอย่างยิ่ง
แต่หลังได้ฟังเรื่องเมื่อครู่ เหมือนจะมีคนหาเรื่องแฟนสาวของเขาสินะ?
โจวเฉิงไม่เข้าใจสักนิด คนที่เขาไม่กล้าทำร้ายแม้แต่ปลายนิ้ว ทำไมถึงมีคนอยากรังแกเยอะขนาดนี้กันนะ?
คิดว่าแฟนเขารังแกง่ายขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร!
ตอนที่ 944: เมื่อไรจะได้ปฏิบัติหน้าที่
เรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีอะไรน่าเล่าเลยสักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานจึงสามารถอธิบายได้ภายในไม่กี่ประโยค
เนี่ยเว่ยกั๋วเล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลานหนึ่งเท่า เธอก็เลยตอบแทนเขาเป็นสิบห้าเท่า
ต่อให้โจวเฉิงไม่โผล่มา เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถจัดการเองได้ เพียงแต่คงเปลืองแรงหน่อยเท่านั้น
“ความจริงแล้วเป้าหมายของเขาไม่ใช่ฉัน คงมีความแค้นกับผู้เฒ่าหนิงมากกว่า ครั้งนี้เขาต้องการเล่นงานผู้เฒ่าหนิงเป็นหลัก ฉันก็แค่หมากตัวหนึ่ง”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดด้วยเสียงสบายๆ แต่โจวเฉิงกลับแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“อยากเล่นงานหนิงเยี่ยนฝานลงมือกับหนิงเสวี่ยที่เป็นเพื่อนร่วมสถาบันของเธอก็ได้ไม่ใช่หรือ หนิงเสวี่ยคือหลานสาวแท้ๆของหนิงเยี่ยนฝาน แต่เขากลับไม่แตะต้อง ที่มาหาเรื่องเธอแบบนี้ก็เพราะคิดว่าเธอรังแกได้ง่ายน่ะสิ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะร่า “ดังนั้นเขาถึงทำพลาดอย่างไรล่ะ ฉันเป็นคนมีความแค้นต้องชำระ ไม่ว่าเป้าหมายสุดท้ายของเขาจะเป็นใคร แต่คนที่เขาสร้างความเดือดร้อนให้ก็คือฉัน”
ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานถูกเนี่ยเว่ยกั๋วพิสูจน์ได้ว่าติดสินบนเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ชื่อเสียงของเธอคงเสียหายไม่น้อย
และคงไม่มีใครยอมฟังคำอธิบายของเธออีก
ผู้ที่ได้เข้าร่วมงานสัมมนาล้วนแต่เป็นเสาหลักของวงการสถาปัตยกรรมของจีน เซี่ยเสี่ยวหลานยังอยากใช้สาขาวิชาที่เรียนมาสนับสนุนธุรกิจของตน หากเธอปล่อยให้ชื่อเสียงย่อยยับตั้งแต่งานแรก อนาคตหน้าที่การงานของเธอคงได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน
มีประโยคหนึ่งที่เนี่ยเว่ยกั๋วพูดถูก ถ้าเธอถูกพิสูจน์ว่าเป็นพวกสวมรอยผลงานคนอื่นเพื่อเข้าร่วมงานสัมมนา เธอก็จะทำให้ชื่อเสียงของหัวชิงย่อยยับ
และเมื่อใดก็ตามที่มีคนพูดถึงเซี่ยเสี่ยวหลาน ผู้คนก็จะคิดขึ้นได้ว่า เคยมีนักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมของหัวชิงขโมยผลงานของคนอื่น
ทว่าต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการเรียน ถึงอย่างไรเธอก็ยังมีธุรกิจส่วนตัวที่ต้องทำ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเรียนในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว
แต่เนี่ยเว่ยกั๋วไม่รู้เรื่องเหล่านี้ เขาจึงมีความคิดที่ชั่วร้ายกับเธอ หากเป็นนักศึกษาคนอื่นตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเซี่ยเสี่ยวหลานคงยอมศิโรราบแต่โดยดี
ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานถึงใช้วิธีการแบบเดียวกันจัดการกับเขา ทำให้เนี่ยเว่ยกั๋วได้ลิ้มรสชาติของความทุกข์เสียบ้าง
โจวเฉิงยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด “สำหรับเรื่องนี้ถ้าฉันไม่มาเห็นเข้า เธอก็คงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่คิดจะบอกฉันใช่หรือเปล่า การแจกใบปลิวไม่ต่างกับการติดป้ายประจาน หลังถูกจับได้คงวุ่นวายไม่น้อย ใครเป็นคนช่วยทำงานนี้ให้เธอกัน”
ถึงจะเป็นช่วงหัวค่ำ แต่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงก็ยังคงมีผู้คนเดินไปมาอย่างขวักไขว่ ดังนั้นเวลาคุยเรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วทั้งสองคนจึงพูดเสียงเบา
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกชื่อไป โจวเฉิงจึงส่ายหน้าไปมา “ฉันได้ยินไม่ชัด เข้ามาใกล้ๆหน่อยสิ พูดอีกครั้ง”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เชื่อสักนิด เพราะแม้โจวเฉิงจะจ้องหน้าเธอนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยประกายขบขัน ทำหน้าชื่นมื่น ช่างโกหกหน้าตายเหลือเกิน
ทำไมเขาถึงเจ้าเล่ห์แบบนี้?
โจวเฉิงมีความเป็นผู้ชายร้ายๆมาโดยตลอด เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนได้เห็นผู้ชายคนที่เคยตามติดเธอ คนที่เคยไปขายไข่ไก่ที่ซางตูกับเธอคนนั้นอีกครั้ง
คู่รักต้องทะเลาะกัน ถึงจะกลับมาหวานเหมือนตอนแรกพบจริงหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นหน้าไปที่ข้างใบหูโจวเฉิง พลางกระซิบใส่หูเขาเบาๆ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกับหูของโจวเฉิงทำเอาหูของเขาแดงก่ำ
ราวกับมีเปลวเพลิงลามไปทั่วทั้งตัว
เขารู้สึกราวกับสมองมึนงง ตาพร่าไปหมด ครั้งนี้เขาไม่ได้ยินจริงๆ ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานพูดอะไร
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานแกล้งเขาสำเร็จก็ลุกจากม้านั่งทันที
“ไปเถอะ กลับบ้านพักรับรองก่อนค่อยคุยกัน พระอาทิตย์ตกแล้ว เราสองคนไม่ควรมานั่งเป็นอาหารยุงอยู่ตรงนี้จริงไหม?”
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากกระชากตัวโจวเฉิงให้ลุกขึ้น แต่ก้นของโจวเฉิงเหมือนถูกทากาวติดไว้กับม้านั่งก
“รอเดี๋ยว...”
รออะไร?
ก็รอความรู้สึกนั้นหายไปน่ะสิ หากลุกขึ้นแล้วความลับแตกจะทำอย่างไรเล่า โจวเฉิงนั่งตัวตรง ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายยั่วยวนเธอก่อน แต่พอเจอเสี่ยวหลานเอาคืนฝ่ายที่ทนไม่ไหวกลับเป็นเขา
เขากับว่าที่ภรรยาเมื่อไรจะได้จดทะเบียนสมรสและพร้อมปฏิบัติหน้าที่กันเสียทีนะ?
------------------------------
ทันทีที่หลิวเฟินเจอโจวเฉิงก็รู้สึกดีใจมาก
เธอไม่ได้เจอโจวเฉิงมานานมากแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะโจวเฉิงยังคงโทรมาที่บ้านอยู่เสมอ และกวนฮุ่ยเอ๋อก็มาที่ร้านอยู่บ่อยครั้ง หลิวเฟินคงสงสัยว่าโจวเฉิงเลิกกับลูกสาวตนไปแล้วหรือเปล่า พอเห็นโจวเฉิงโผล่มาเช่นนี้ เธอจึงวางใจได้เสียที
เธอไม่เคยคิดว่าพอฐานะของที่บ้านดีขึ้นแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานควรเปลี่ยนคู่ครองที่มีคุณสมบัติดียิ่งกว่าโจวเฉิง
นั่นก็เพราะตอนที่ครอบครัวเธอยังยากลำบาก โจวเฉิงไม่เคยรังเกียจเลยสักครั้ง!
หนุ่มสาวสองคนชอบพอกันถือเป็นเรื่องที่ดีงามที่สุด
เมื่อก่อนหลิวเฟินกลัวเหลือเกินว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงของลูกสาว แต่ตอนนี้ร้านเสื้อผ้าของเธอกำลังไปได้สวย เธอจึงมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
แม้เธอจะเทียบกับกวนฮุ่ยเอ๋อและโจวกั๋วปินไม่ได้ เพราะเธอไม่อาจให้ชาติกำเนิดที่ดีกับลูกสาวของตน แต่เรื่องฐานะทางการเงิน เธอสามารถช่วยได้แน่นอน
ธุรกิจร้านเสื้อผ้า เสี่ยวหลานบอกว่าต้องจ้างคนมาดูแล ไม่อยากให้เธอเหนื่อยขนาดนั้น แต่หลิวเฟินจะวางใจยกร้านให้คนอื่นดูแลได้อย่างไร ลูกจ้างตั้งใจทำงานแค่ไหนก็ไม่มีทางทุ่มเทเหมือนเป็นกิจการของตัวเอง อีกทั้งถ้าร้านเสื้อผ้าทำกำไรได้มาก แรงกดดันเรื่องเงินสินเชื่อของเซี่ยเสี่ยวหลานก็จะลดลง
ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการฉลองวันเกิดครบรอบ20ปีให้เสี่ยวหลาน หลิวเฟินคงไม่อยู่เที่ยวต่างถิ่นหลายวันเช่นนี้
พอคิดถึงวันเกิดของเสี่ยวหลาน หลิวเฟินก็เข้าใจทันที
“เธอมาฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนเสี่ยวหลานใช่ไหมจ๊ะ”
วัยรุ่นชอบสร้างเรื่องให้รู้สึกประหลาดใจและโรแมนติก แม้หลิวเฟินไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ แต่โจวเฉิงลงทุนเดินทางมา ทำให้หลิวเฟินรู้สึกสบายใจยิ่งนัก
คนเราต่อให้ยุ่งแค่ไหน ยามคบกันจะไม่เจอกันเลยได้หรือ?
เขียนจดหมายเป็นร้อยฉบับ โทรหากันเป็นร้อยสาย ก็สู้เจอหน้ากันหนึ่งชั่วโมงไม่ได้อยู่ดี
โจวเฉิงรู้สึกเกรงใจมาก “คุณน้า ผมอยากอยู่กับเสี่ยวหลานนานๆหน่อยน่ะครับ ครั้งนี้จึงขอลาหยุดหลายวัน เพื่อมาฉลองวันเกิดเป็นเพื่อนเธอ เธออยากไปเที่ยวที่ไหน ผมก็จะตามไปเป็นเพื่อนครับ”
หยุดหลายวัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าอย่างช้าพรุ่งนี้โจวเฉิงคงเดินทางกลับเสียอีก
หากบอกว่าไม่ดีใจก็คงจะโกหก แม้แต่หลิวเฟินยังรู้สึกดีใจเช่นกัน
“พอดีเลย ร้านที่ปักกิ่งต้องมีคนคอยเฝ้า พรุ่งนี้น้าคงกลับ มีเราอยู่กับเสี่ยวหลานเช่นนี้ น้าจะได้สบายใจ”
หลิวเฟินอยากทำอาหารให้ลูกสาวกินที่บ้านพักรับรอง แต่ที่นี่ทำอาหารไม่สะดวกเอาเสียเลย โรงอาหารของบ้านพักเองก็ต้องทำอาหารให้แขกที่มาเข้าพัก คงให้หลิวเฟินยืมใช้สถานที่ไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานเขย่าแขนแม่เบาๆ “ถ้าอย่างนั้นแม่ต้มบะหมี่ให้ฉันสักชามเถอะ แล้วใส่ไข่ดาวไว้ที่ก้นชามสักฟอง ฉันอยากกินบะหมี่ค่ะ”
ถ้าต้องทำอาหารเต็มโต๊ะ เซี่ยเสี่ยวหลานกลัวว่าแม่จะร้อนเกินไป สภาพอากาศของเจียงเฉิงในเวลานี้ อยู่ในห้องครัวคงร้อนยิ่งกว่าอยู่ในเตาอบแน่นอน
ถ้าแค่ต้มบะหมี่กคงไม่เป็นไร แม้บ้านพักรับรองไม่ให้ยืมห้องครัว แต่การต้มบะหมี่แค่มีหม้อกับเตาแก๊สกระป๋องก็พอแล้ว
หลิวเฟินถามว่าต้มคืนนี้เลยไหม
“คืนนี้เราไปกินข้างนอกกันเถอะครับ นานๆผมจะขอลาหยุดมาได้ คุณน้าให้โอกาสผมสักครั้งนะครับ เสี่ยวหลานดีกับคนที่บ้านผมมาก เพื่อเป็นการตอบแทนผมขอเลี้ยงอาหารสักมื้อได้ไหมครับ”
ถึงอย่างไรคืนนี้ก็คงไม่ได้อยู่ด้วยกันสองต่อสอง
อีกทั้งโจวเฉิงไม่ใช่คนไม่รู้จักกาลเทศะ หากไล่หลิวเฟินไปที่อื่น มันใช้ได้เสียที่ไหน
กงหยางปฏิเสธคำชวนอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายโจวเฉิงก็ชวนเขามาด้วยจนได้
“คนกันเองทั้งนั้น ฉันยังต้องขอบคุณเธอด้วยซ้ำที่ช่วยเสี่ยวหลานกับลุงหลิวไว้”
โจวเฉิงพูดอย่างใจกว้าง กงหยางเป็นแค่พนักงาน ทำงานแลกเงินเดือนก็เป็นเรื่องสมควรแล้วมิใช่หรือ แต่พอได้ยินโจวเฉิงพูดเช่นนี้ กงหยางย่อมรู้สึกดีใจ!
“เรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วไม่ต้องสนใจแล้วหรือครับ”
พูดเรื่องนี้ขึ้นมาแม้จะเป็นการทำลายบรรยากาศ แต่ช่วงบ่ายตำรวจต้องการพาตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไป กงหยางกลัวเหลือเกินว่าขณะกำลังกินข้าว ตำรวจจะโผล่มาอีกครั้ง
โจวเฉิงยกมุมปาก
“ไม่ต้องสนใจแล้วละ เขาเป็นแค่รองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาจากไหนกัน อีกอย่างฉันไม่ใช่คนในวงการสถาปัตยกรรมเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใครทั้งนั้น”
ตอนที่ 945: คุณไม่มีหลักฐาน!
เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงบ่ายในมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง กงหยางได้เล่าให้หลิวเฟินฟังแล้ว
พอตอนนี้โจวเฉิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง หลิวเฟินก็ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เธอก็ล้มเลิกความตั้งใจนั้นกลางคัน
หลิวเฟินแยกแยะได้ว่า ใครคือคนนอกหรือคนใน
ถ้าไม่ช่วยลูกสาวตัวเอง แล้วจะให้เธอช่วยพูดแทนเนี่ยเว่ยกั๋วอย่างนั้นหรือ?
เนี่ยเว่ยกั๋วอาศัยความเป็นผู้อาวุโสกว่าจ้องรังแกเสี่ยวหลาน แน่นอนว่าหลิวเฟินย่อมโกรธมากเช่นกัน
เธอเห็นใบปลิวแล้ว ถ้าเรื่องบนใบปลิวนั้นคือสิ่งที่เนี่ยเว่ยกั๋วทำจริงๆ การถูกเสี่ยวหลานนำมาประจานก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว หลิวเฟินไม่สนใจเหตุผลอะไรทั้งสิ้น เธอก็เหมือนพ่อแม่คนอื่น เธอไม่พร้อมเผื่อแผ่ความรักให้ใคร ความรักของเธอจำกัดให้เฉพาะคนเท่านั้น ต่อให้ลูกสาวเธอจะทำเรื่องเลวร้าย เธอก็จะออกมาปกป้องเป็นคนแรก แม้มันจะเป็นการทำลายความผิดชอบชั่วดี แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเธอ จะให้เธอส่งตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไปยอมรับความผิดคงไม่มีทางเป็นไปได้ คนเป็นพ่อแม่อยากรับโทษแทนลูกเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลิวเฟินจึงไม่ถามอะไรอีก
เมื่อไม่ถามก็เท่ากับไม่รู้ ถ้าตำรวจมาถามเธอ เธอย่อมไม่มีทางพูดผิดเป็นอันขาด!
ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้ความคิดนี้ของหลิวเฟินคงตกใจมาก
พัฒนาการด้านการใช้ชีวิตของคนซื่อตรงนั้นประมาทไม่ได้เลยจริงๆ
โจวเฉิงบอกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วอีก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงออกไปกินข้าวได้อย่างสบายใจ
อาหารเลิศรสของเจียงเฉิง นอกจากบะหมี่แห้ง ขนมแก้วตาโบ๋ และอาหารว่างอื่นๆยังมีเมนูขึ้นชื่ออย่าง ‘ปลาอู่ชาง’ อีกด้วย
ดื่มนทีแยงซีเกียง ลิ้มรสโอชาปลาอู่ชาง
กลอนบทนี้เป็นสาเหตุให้ปลาอู่ชางกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย
ปลาอู่ชางสามารถนำมาอบน้ำมัน ผัดน้ำแดง นึ่ง หรือทำด้วยกรรมวิธีอื่นๆอีกมากมาย
ตอนแรกกงหยางยังรู้สึกเกรงใจไม่กล้าหยิบตะเกียบ แต่เมื่อได้ลองทานแล้ว ไม่ทันไรเขาก็ลืมทุกอย่าง และกินอาหารจนมุมปากมันเยิ้ม
สหายกงหยางเพิ่งได้แรงบันดาลใจใหม่ในการทำงานให้หย่วนฮุย อาหารทั่วประเทศช่างเอร็ดอร่อยยิ่งนัก ทำงานหาเลี้ยงชีพคือเรื่องหลัก แต่หลังตั้งตัวได้เมื่อไร เขาก็จะสามารถพาครอบครัวออกมาเที่ยวชมโลกภายนอกได้อีกด้วย
กินอิ่มเที่ยวสนุก เป้าหมายนี้ไม่ไกลเกินเอื้อม แค่ต้องหาเงินให้ได้จำนวนมากๆ !
-------------------------------
โจวเฉิงสร้างความประทับใจให้กับว่าที่แม่ยายได้เป็นอย่างดี แค่กินปลาอู่ชางก็ทำให้ว่าที่แม่ยายและภรรยาของเขาเบิกบานใจ แม้แต่กงหยางก็เลิกประหม่า
ทว่าภายในอาคารที่พักของสถาบันออกแบบประจำมณฑล เนี่ยเว่ยกั๋วกลับกินข้าวไม่ลงสักนิด
เนี่ยเว่ยกั๋วใกล้จะเป็นบ้าเต็มที
เหมาคังซานพูดถูก ไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเท่านั้น แต่ทุกถนนหนแห่งของเจียงเฉิงล้วนมีคนยืนแจกใบปลิวแบบเดียวกัน
ดูท่าจะมีใบปลิวหลายหมื่นใบ!
ปัจจุบันค่าพิมพ์เอกสารราคาไม่ใช่ถูกๆ พิมพ์ใบปลิวหลายหมื่นใบเช่นนี้ต้องใช้เงินมากเท่าไรกัน ลงทุนเล่นงานเขาถึงเพียงนี้ คงอยากทำให้เขาหมดอนาคตเลยสินะ
มันร้ายแรงยิ่งกว่าตอนที่เขาแปะประกาศประจานคนอื่นเสียอีก
ประกาศที่เขาพิมพ์ถูกแปะไว้ที่หน่วยงาน แต่ใบปลิวนี้ถูกแจกจ่ายไปทั่วเมืองเจียงเฉิง
เนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีปัญญาเก็บใบปลิวกลับมาทั้งหมด ทว่าเขาแจ้งความแล้ว อย่างน้อยเขาก็เป็นคนมีตำแหน่งหน้าที่ มีคนรู้จักอยู่ในเจียงเฉิงไม่น้อย อีกทั้ง ‘การแพร่ข่าวลือ’ อย่างเอิกเกริกเช่นนี้ ทางตำรวจย่อมไม่นิ่งนอนใจ
ทว่าคนแจกใบปลิวสองคนที่ตำรวจจับตัวกลับมาได้กลับให้ปากคำเหมือนกันว่า
“มีคนจ้างพวกเรา พวกเราก็เลยมายืนแจก พวกเราอ่านหนังสือไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบนใบปลิวเขียนว่าอะไร!”
มีแต่คนอ่านหนังสือไม่ออกทั้งนั้น
พวกเขาถูกจ้างด้วยเงิน20หยวนต่อวัน ให้ยืนแจกใบปลิวตามมุมถนน งานง่ายๆเช่นนี้มีแต่คนแย่งกัน
เมื่อถามว่าผู้ว่าจ้างหน้าตาเป็นอย่างไร
เรื่องนี้อธิบายยากยิ่งนัก “เขาสวมหมวกบังหน้าไปกว่าครึ่ง แดดแรงเช่นนั้นใครจะเห็นหน้าชัดล่ะครับ”
ตำรวจฟังแล้วก็รู้สึกปวดหัว และทำได้แค่ขังสองคนนี้เอาไว้ก่อน
แต่ก็ขังไว้ได้ไม่นานนัก เพราะพวกเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ เพราะอ่านหนังสือไม่ออก ทำให้พวกเขาไม่รู้ว่าการกระทำของตนนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ขังไว้สักสองวันพร้อมอบรมเล็กน้อยก็จำเป็นต้องปล่อยตัวไป คนแจกใบปลิวทั้งสองคนไม่มีปัญหากับการถูกขัง เพราะพวกเขาได้รับเงินค่าจ้างมาแล้ว อีกทั้งทางสถานีตำรวจก็มีอาหารการกินให้ ถือว่าไม่แย่สักนิด
เนี่ยเว่ยกั๋วเดือดดาลอยู่ในบ้าน
“จะต้องเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอนที่เล่นงานฉัน พวกคุณแค่ไปจับตัวเธอมาเค้นถาม เดี๋ยวก็ได้เรื่อง!”
“รองผู้อำนวยการเนี่ย คุณไม่มีหลักฐาน พวกเราไม่สามารถจับตัวใครส่งเดชได้ อีกทั้งเธอก็ไม่ใช่คนใจเสาะที่แค่ขู่ไม่กี่คำก็กลัวจนสารภาพทุกอย่าง เธอคือนักศึกษาของหัวชิง ถ้าจับผิดคนขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ”
นักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังย่อมจัดการยาก ไม่มีใครกล้าแตะต้องนักศึกษา หากไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด
อีกทั้งยังมีคนรู้เห็นเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก รอบแรกพวกเขาพาตัวเซี่ยเสี่ยวหลานมาไม่ได้ รอบที่สองยิ่งยากขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
เนี่ยเว่ยกั๋วหน้าดำหน้าแดง “เธอเป็นแค่นักศึกษาหัวชิงคนเดียวหรืออย่างไร ใครๆก็จบหัวชิงกันทั้งนั้น ผมเองก็ด้วย!”
เฮ้อ เรียนจบมาตั้งกี่ปีแล้ว ยังคิดจะใช้สถานะการเป็นนักศึกษามาข่มคนอื่นอีกหรือ?
ไม่รู้ว่าทำไมรองเนี่ยถึงได้เดือดดาลเช่นนี้ พูดเรื่องนี้ทีไรเหมือนถูกเหยียบหางไม่มีผิด
เจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจความอ่อนไหวของเนี่ยเว่ยกั๋วแม้แต่น้อย
เนี่ยเว่ยกั๋วหอบหายใจถี่ “เธอมาร่วมงานสัมมนา มีผู้ชายอีกคนตามมาด้วย แล้วพวกคุณบอกว่าอยู่ๆ คู่ครองของเธอก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ใช่หรือเปล่า ไม่แน่คนที่สั่งพิมพ์และจ้างคนแจกใบปลิวอาจจะเป็นคู่ครองของเธอก็ได้!”
ตำรวจมองหน้ากัน
ความคิดของรองเนี่ยควรเอาไปเขียนนิยายเสียจริงๆ
อีกฝ่ายเป็นผู้บังคับการกองพัน อีกทั้งพวกเขายังไม่เคยเจอผู้บังคับการกองพันที่ยังหนุ่มขนาดนี้มาก่อน คนเขามีอนาคตไกลขนาดนั้นจะทำเรื่องน่าเบื่อหน่ายแบบนี้ได้อย่างไร?
หากไม่มีหลักฐานแล้วจับตัวโจวเฉิงมาคงกลายเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่า
“รองเนี่ย คุณลองคิดดูให้ดีว่าเคยมีเรื่องกับใครหรือเปล่า พวกผมจะได้สืบกันต่อ หวังว่าคุณจะให้เบาะแสที่ช่วยคลี่คลายคดีได้ และคุณไม่ควรสงสัยคนอื่นโดยใช้แค่การคาดเดาครับ!”
ใบปลิวหลายหมื่นใบถูกสั่งพิมพ์ที่ไหนในเจียงเฉิง เรื่องนี้คงมีเบาะแสแน่นอน แต่ต้องใช้เวลาในการสืบน่ะสิ
ทำงานได้อย่างไร้ที่ติเช่นนี้ ตำรวจคิดว่าคงเป็นฝีมือของคนที่มีระบบความคิดเหมือนนักสืบ ดังนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วคงไม่ได้มีเรื่องกับคนธรรมดา เพราะหากเป็นเพียงการแก้แค้นเพื่อระบายโทสะ คงไม่ไร้ช่องโหว่เช่นนี้
จะเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลานจริงหรือไม่?
การแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบันนั้นสูงมาก ตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่สามารถใช้การเสนอชื่อเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกแล้ว สติปัญญาของคนที่สอบเข้าหัวชิงได้คงไม่ธรรมดา
ถ้าบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนวางแผนก็อาจจะพอเป็นไปได้ แต่ก็วกกลับมาที่ปัญหาเดิมคือไม่มีหลักฐาน
เซี่ยเสี่ยวหลานมีหลักฐานยืนยันว่าเธอไม่ได้อยู่ในที่ก่อเหตุ และเธอได้ใช้โทรศัพท์ที่บ้านพักรับรองโทรไปที่เผิงเฉิงจริง ซึ่งทางตำรวจได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว
ยอมลงทุนทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อเล่นงานเนี่ยเว่ยกั๋ว... ต้องมีความแค้นต่อกันมากแค่ไหนกัน ตำรวจสงสัยว่ามันคือแผนการแก้แค้นที่ถูกเตรียมการมานานแล้ว อีกฝ่ายอดทนรอจนกระทั่งมีการจัดงานสัมมนาขึ้นที่เจียงเฉิง และจ้องทำลายชื่อเสียงของเนี่ยเว่ยกั๋วต่อหน้าคนทั้งวงการ
เนี่ยเว่ยกั๋วนั่งลงบนโซฟา แววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เขามีเรื่องกับใครบ้างอย่างนั้นหรือ?
เสี่ยวชุยที่สถาบันออกแบบ?
ไม่ เสี่ยวชุยกำลังจะแต่งงาน คงอยากได้ชีวิตที่เงียบสงบ และคงไม่กล้าทำเช่นนี้
หรือว่าจะเป็นเสี่ยวจาง ตอนนั้นเคยประกาศกร้าวว่าจะต้องจัดการเขาให้ได้
ไม่มีทาง เสี่ยวจางตอนนี้กลายเป็นเหล่าจางแล้ว ไม่กี่ปีที่ผ่านมาถูกเขาสั่งสอนจนยอมศิโรราบ อีกอย่างเขาคงไม่มีกำลังคนและกำลังทรัพย์มากขนาดนั้น หากคนที่สถาบันออกแบบไม่ให้การสนับสนุน แม้จะทำงานหนักแต่ก็ได้เงินน้อยอยู่ดี เหล่าจางได้เงินมากน้อยแค่ไหน เนี่ยเว่ยกั๋วในฐานะรองผู้อำนวยการย่อมรู้ดี
กริ๊ง...
โทรศัพท์ในบ้านพักของเนี่ยเว่ยกั๋วส่งเสียงดัง
“มีอะไร! ไม่... ขอโทษครับ ผมจำเสียงท่านไม่ได้ ใช่ครับใช่ เกิดเรื่องนิดหน่อย ได้ยินข่าวแล้วหรือครับ? ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมจัดการได้แน่นอน ท่านจะบอกว่ามันส่งผลเสียกับชื่อเสียงของสถาบันอย่างนั้นหรือครับ ถ้าผมจัดการไม่ได้คงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง? ไม่ต้องติดต่อมาอีก? ท่านฟังผมอธิบายก่อน...”
ตรู๊ด....
โทรศัพท์มีแต่เสียงสัญญาณดังเนื่องจากปลายสายวางหูไปแล้ว
เนี่ยเว่ยกั๋วกำโทรศัพท์แน่น เขาครั่นเนื้อครั่นตัว เดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนจนตัวสั่นเทิ้มไปหมด
ตอนที่ 946: ขอบคุณที่ช่วยกำจัดเนื้อร้าย
ข่าวลือทั่วไป เนี่ยเว่ยกั๋วย่อมสามารถกลบกระแสข่าวได้ทั้งหมด
แต่ครั้งนี้คือช่วงเวลาเดียวกับการจัดงานสัมมนาที่เจียงเฉิง เพื่อนร่วมอาชีพที่มาร่วมงานล้วนได้รับการแจกใบปลิว ‘ประวัติอันน่ายกย่อง’ ของเนี่ยเว่ยกั๋วด้วยกันทั้งสิ้น
เนื้อหาบนใบปลิว อาจจะไม่ได้ถูกต้องทั้งหมด
บอกว่าเขาขโมยผลงานคนอื่น อีกทั้งยังแย่งคนรักของคนอื่น แน่นอนว่าเรื่องหลังนั้นคือการปั้นน้ำเป็นตัว!
ผลงานถูกขโมยยังสามารถวาดใหม่ได้ แต่ถ้าเขาทำให้คู่รักแตกแยกกันจริง อีกฝ่ายจะไม่เอาเรื่องเขาจนถึงที่สุดหรือ?
แม้เนี่ยเว่ยกั๋วอยากทำเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ดังนั้นเรื่องนี้คือการใส่ร้ายเขา!
ทว่าคนเราชื่นชอบการนินทา โดยเฉพาะเรื่องชู้สาว พวกเขาจะยิ่งนินทากันอย่างออกรสออกชาติ ข่าวลือเรื่องนี้จึงแพร่สะพัดไปเร็วกว่าเรื่องที่เนี่ยเว่ยกั๋วขโมยผลงานของพวกเด็กใหม่จากสถาบันออกแบบเสียอีก
การแจกใบปลิวทั่วเมืองเจียงเฉิงทำให้ชีวิตของเนี่ยเว่ยกั๋วสะดุดล้มกลางคัน
ผู้สนับสนุนของเนี่ยเว่ยกั๋วโทรมาหาเขา บอกเขาให้เลิกคิดเรื่องเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการเสีย และยังเตือนเขาอีกด้วยว่า ผลกระทบจากใบปลิวนั้นร้ายแรงมาก รวมถึงบอกว่าเบื้องบนจะทำการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องของเขาด้วย
แม้แต่ผู้หนุนหลังเขายังบอกว่าอย่าติดต่อมาอีก เห็นได้ชัดว่าเวลานี้เนี่ยเว่ยกั๋วได้สูญเสียอำนาจไปเสียแล้ว
เมื่อก่อนก็เคยมีคนร้องเรียนเขาแบบไม่ประสงค์ออกนาม แต่ก็ไม่อาจสั่นคลอนสถานะของเนี่ยเว่ยกั๋วได้
ทว่าครั้งนี้... ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน!
“เซี่ยเสี่ยวหลาน! หนิงเยี่ยนฝาน!” เนี่ยเว่ยกั๋วกัดฟันกรอด
แม้ตำรวจจะบอกว่าไม่มีหลักฐาน แต่เขาก็ยังคงสงสัยสองคนนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานทำคนเดียวไม่ได้ แต่ก็ยังมีหนิงเยี่ยนฝานอีกคนไม่ใช่หรือ
เนี่ยเว่ยกั๋วทรุดตัวนั่งบนโซฟาอย่างหมดแรง เขารู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว อาการเหมือนคนถูกพิษร้าย
ไม่ ชีวิตเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะทางทีมสอบสวนยังพอสามารถวิ่งเต้นได้!
เนี่ยเว่ยกั๋วบอกให้ภรรยาเอาสมุดบัญชีออมทรัพย์ออกมาให้หมดพลางคิดในใจว่า ไม่ว่าครั้งนี้จะเป็นฝีมือใคร เขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายสมปรารถนาเป็นอันขาด!
“เนี่ยเว่ยกั๋วใกล้จบเห่แล้ว”
ในบ้านพักรับรอง ขณะที่หนิงเสวี่ยกำลังเก็บสัมภาระอยู่นั้น จู่ๆ หนิงเยี่ยนฝานก็กล่าวขึ้น
เนี่ยเว่ยกั๋วสงสัยว่าหนิงเยี่ยนฝานจ้างคนมาแจกใบปลิว อย่างไรก็ตามคนที่รู้ดีที่สุดว่าหนิงเยี่ยนฝานทำหรือไม่คือตัวหนิงเยี่ยนฝานเอง
นอกจากตัวเขา อีกคนที่อาจจะทำเรื่องนี้ได้ก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน!
แม้จะไม่รู้ว่าเธอทำได้อย่างไร แต่การแจกใบปลิวคือการใช้วิธีการเดียวกับที่เนี่ยเว่ยกั๋วชอบใช้เล่นงานคนอื่นในสมัยก่อนมาแก้แค้นเขา ซึ่งเป็นความคิดที่แยบยลยิ่งนัก
สวี่เยวี่ยจิ้นเอ่ย “คนแบบเนี่ยเว่ยกั๋วสมควรได้รับผลกรรมนี้ กรรมตามสนองได้ถูกเวลาเสียจริงๆ! คนแบบนี้ควรลงจากตำแหน่งนานแล้ว มีเขาอยู่ที่สถาบันออกแบบมณฑลเอ้อเช่นนี้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่หลายคนไม่ได้รับโอกาส และพากันคิดว่ามีพรสวรรค์ไปก็เท่านั้น เนี่ยเว่ยกั๋วเป็นเหมือนเนื้อร้าย ยิ่งกว่าปลิงที่คอยดูดเลือดจากสถาบันออกแบบมณฑลเอ้อเสียอีก!”
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอำนาจในการสั่งย้ายใครได้ ดังนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วจึงเลือกเล่นงานแค่บางคน อย่างเช่นเด็กใหม่ที่ไม่มีใครคอยหนุนหลังนั่นเอง
หลายปีมานี้แม้จะมีข่าวลือเล็ดลอดออกมา แต่มันก็เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น ทีมสอบสวนภายในสถาบันออกแบบต่างทำงานอย่างขอไปที เนี่ยเว่ยกั๋วจึงย่ามใจและกร่างขึ้นทุกวัน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา ใบปลิวถูกแจกจ่ายไปทั่วเจียงเฉิง เบื้องบนต้องการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และต่อให้เรื่องบนใบปลิวเป็นความจริงแค่ครึ่งเดียว เนี่ยเว่ยกั๋วก็คงถูกไล่ออกอยู่ดี
สวี่เยวี่ยจิ้นไม่ได้คิดถึงเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย เขาเพียงรู้สึกว่าความโชคร้ายของเนี่ยเว่ยกั๋วนั้นมาได้ถูกจังหวะเสียจริงๆ ช่างสะใจยิ่งนัก
หนิงเยี่ยนฝานกับหนิงเสวี่ยต่างคิดว่าเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่พวกเขาก็ไม่ได้บอกสวี่เยวี่ยจิ้นแต่อย่างใด
ด้วยความที่สวี่เยวี่ยจิ้นเป็นคนซื่อตรง หลังบอกเขา เขาอาจจะเก็บไปคิดมากก็เป็นได้
“สวรรค์เฝ้ามองทุกการกระทำของมนุษย์ ทุกคนล้วนเข็ดขยาดกับช่วงเวลาที่ประเทศไม่สงบสุข ตอนนี้ทุกคนต่างพากันใช้ชีวิตอย่างกล้าๆกลัวๆ และไม่มีใครอยากเดือดร้อน มิเช่นนั้นเนี่ยเว่ยกั๋วจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร”
หนิงเยี่ยนฝานรำพึงรำพัน
หลายปีนั้นที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้คนแค่ปกป้องตัวเองกับครอบครัวยังยาก แล้วใครจะว่างคิดถึงความยุติธรรมกัน
ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ย่อมไม่อยากออกหน้าช่วยเหลือผู้อื่น
อย่างเช่นเหมาคังซาน เมื่อก่อนเขาเป็นคนเอะอะเสียงดัง และอารมณ์ร้อนจนมีฉายาว่า ‘เหมาปืนใหญ่’ แต่หลังถูกส่งไปคอกวัวหลายปี อารมณ์ร้อนที่เคยมีก็หายไปจนหมด ตอนนี้เขาจึงกลายเป็นตาแก่ที่เอาแต่ทำหน้าง่วงตลอดเวลา!
กลัวเรื่องวุ่นวาย กลัวความเดือดร้อน ปิดหูปิดตา เน้นความสบายใจ
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนไม่เกรงกลัวใคร ด้วยอายุและชาติกำเนิดของเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่เคยรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคสมัยนั้น ดังนั้นเธอจึงกล้าปะทะกับผู้มีอำนาจ ช่างเป็นเด็กสาวที่มีทั้งความกล้าและมันสมอง หนิงเยี่ยนฝานยอมใจเธอจริงๆ
ตกกลางคืน หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงกินข้าวเสร็จก็กลับมาที่บ้านพักรับรอง และเจอเข้ากับหนิงเยี่ยนฝานที่โถงทางเดินพอดี
“อาจารย์หนิง ฉันต้องขอบคุณอาจารย์อีกครั้งค่ะ ถ้าอาจารย์ไม่เสนอชื่อฉัน ฉันคงไม่ได้มาร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ ถึงงานจะมีแค่สามวัน แต่ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเลยค่ะ”
หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้า “งานสัมมนาครั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเธอด้วย เพราะเธอได้ช่วยนำพาความคิดสร้างสรรค์และการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆมาให้พวกเรา”
เซี่ยเสี่ยวหลานได้อะไรกลับไปหลายอย่างจริง สิ่งที่เธอได้คือ ได้ปรากฏตัวในวงการสถาปนิก ได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์จำนวนหนึ่ง และใช้เหตุผลว่าอยากขอคำปรึกษาด้านความรู้ทางวิชาชีพเป็นข้ออ้างในการขอเบอร์ติดต่อจากพวกเขามาจำนวนไม่น้อย
ส่วนหนิงเยี่ยนฝานก็ขอบคุณเธอที่ช่วยกำจัดเนื้อร้ายของวงการสถาปัตยกรรมออกไป
โจวเฉิงเรียกหนิงเยี่ยนฝานว่าอาจารย์หนิงตามเซี่ยเสี่ยวหลาน และขอบคุณที่เขาคอยช่วยดูแลเธออยู่เสมอ
โจวเฉิงยืนตัวตรงเป็นการเคารพอย่างสง่า หนิงเยี่ยนฝานพยักหน้าเป็นการตอบรับ “พวกเธอสองคนดูแลกันและกันให้ดี ส่วนเธอ อนาคตอย่าลืมช่วยสนับสนุนการเรียนและการงานของเซี่ยเสี่ยวหลานให้มากๆ เห็นพรสวรรค์ของเธอหรือยังเล่า อีกหน่อยถ้าเธอต้องกลายเป็นแม่บ้านอยู่แต่ในบ้านคงน่าเสียดายยิ่งนัก”
“ไม่เป็นเช่นนั้นหรอกครับ เสี่ยวหลานเก่งขนาดนี้ ผมมีแต่จะดีใจมากกว่า ผมย่อมสนับสนุนให้เธอมีหน้าที่การงานและทำตามความต้องการของตัวเองอยู่แล้วครับ”
โจวเฉิงตบอกรับคำ
ตั้งแต่รู้จักกับเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเฉิงก็รู้ทันทีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่บ้านเป็นแม่บ้านเต็มตัวได้
ถ้านิสัยเธอเป็นเช่นนั้น โจวเฉิงก็คงไม่ชอบแน่นอน
ผู้ชายอยากประสบความสำเร็จ แล้วผู้หญิงอยากประสบความสำเร็จบ้างมิได้หรือ?
หลักสูตรปริญญาตรีของภาควิชาสถาปัตยกรรมต้องเรียนห้าปี กว่าจะเรียนศาสตร์ความรู้มากมายมาได้นั้นไม่ง่ายเลย หลังเรียนจบแล้วจะให้เซี่ยเสี่ยวหลานมาเป็นช้างเท้าหลังของเขาอย่างนั้นหรือ?
โจวเฉิงไม่กล้าคิดเช่นนั้น แม้เขาจะอยากอยู่กับเธอทุกวัน แต่เขาไม่อยากให้ภรรยาต้องมาเสียสละหน้าที่การงานเพื่อเขา โจวเฉิงรู้ดีว่า หากบีบให้เธอเลือกระหว่างงานกับเขา เซี่ยเสี่ยวหลานคงเลือกงานอย่างแน่นอน!
หลังส่งหนิงเยี่ยนฝานแล้ว โจวเฉิงก็ทำสีหน้าน้อยใจ
เซี่ยเสี่ยวหลานสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “เธอเป็นอะไรไป? สิ่งที่ผู้เฒ่าหนิงพูดคงเพราะเห็นแก่ย่าอวี๋ ท่านไม่ได้คิดร้ายอะไรหรอก เรารู้จักกันดีไม่ใช่หรือ ฉันรู้ว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้น ผู้เฒ่าหนิงแค่เป็นห่วงเกินไปหน่อยเท่านั้น!”
โจวเฉิงทำหน้าขัดเขิน
“ได้ยินคนอื่นชมเธอแบบนั้นฉันเองก็ดีใจ จะโกรธได้อย่างไรเล่า เพียงแต่ขณะเดียวกันฉันก็กังวล กลัวว่าอนาคตตัวเองจะเก่งสู้เธอไม่ได้ และจะกลายเป็นตัวถ่วงของเธอ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เธอยังเป็นโจวเฉิงของฉันหรือเปล่า? คงไม่ได้ปลอมตัวมาใช่ไหม? ผู้ชายของฉันไม่มีทางไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้!”
ความกังวลของโจวเฉิงถูกเซี่ยเสี่ยวหลานขับไล่ออกไปจนหมด “เธอพูดขนาดนี้แล้ว ฉันจะทำให้เธอผิดหวังได้อย่างไร เสี่ยวหลาน เธอคอยดูฉันนะ!”
ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งปีกว่าเขาก็จะจบการศึกษาที่วิทยาลัยทหารบก โจวเฉิงมั่นใจว่าตนจะต้องก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน
ตอนที่ 947: ใครบอกว่าไม่รู้จักความโรแมนติก
เช้าวันเกิดเซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟินได้ต้มบะหมี่อายุยืนให้เธอตามคำขอ
ไม่ใช่แค่เซี่ยเสี่ยวหลาน แต่โจวเฉิงก็ได้ทานด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ว่าที่แม่ยายยังใส่ไข่ดาวให้โจวเฉิงด้วยอีกฟอง เซี่ยเสี่ยวหลานปรายตามองไปในชามของเขา โจวเฉิงจึงคีบไข่ดาวให้เซี่ยเสี่ยวหลานอย่างรู้งาน
หลิวเฟินเห็นดังนั้นก็รู้สึกขบขัน “ลูกคนนี้นี่ โจวเฉิงเป็นผู้ชาย ต้องกินมากกว่าอยู่แล้ว”
“คุณน้าครับ หากมีของดีที่บ้านผมต้องให้เสี่ยวหลานกินก่อนอยู่แล้วครับ”
นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องไข่ดาว แต่นี่คือปัญหาเรื่องสถานะภายในครอบครัว!
โจวเฉิงเอาตัวรอดเก่งที่หนึ่ง รอยยิ้มในแววตาเซี่ยเสี่ยวหลานฟ้องให้เห็นชัดเจนว่าพึงพอใจในคำตอบของเขา
แค่ไข่ดาวฟองเดียว ตอนนี้ไม่ใช่สมัยก่อนที่ยากจนจนไม่มีเงินกินข้าว ไม่จำเป็นต้องประหยัดเสียหน่อย
กงหยางก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างเงียบงัน มีแฟนช่างซับซ้อนยิ่งนัก อยากกินไข่ดาวก็ทำเพิ่มหลายๆฟองก็ได้มิใช่หรือ คีบให้กันไปมาทำไม คนโสดอย่างกงหยางไม่เข้าใจสักนิด
หมาโสดไม่เข้าใจความฉลาดของโจวเฉิง
อดกินไข่ดาวแค่ฟองเดียวทำให้แฟนสาวรู้สึกดีใจได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความจริงใจให้ว่าที่แม่ยายเห็นอีกด้วย กงหยางไม่เข้าใจเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่เขาจะยังหาคู่ครองไม่ได้
เพราะเรื่องไข่ดาวตอนเช้า ทำให้หลิวเฟินขึ้นรถไฟกลับปักกิ่งไปอย่างสบายใจ
“พวกลูกสองคนกว่าจะได้เจอกันนั้นไม่ง่าย พาเสี่ยวหลานเที่ยวหลายๆวันหน่อยเถอะ”
รถไฟเริ่มเคลื่อนตัวแล้ว หลิวเฟินก็ได้ยัดซองจดหมายใส่กระเป๋าโจวเฉิง
โจวเฉิงแค่จับก็รู้ว่ามันคือเงิน เขาอยากคืนให้หลิวเฟิน แต่หลิวเฟินกลับปิดหน้าต่างตรงที่นั่งไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยเสี่ยวหลานปรายตามองเขา
“เธออดกินไข่ดาวแค่ฟองเดียว ก็ทำแม่ฉันขาดทุนไม่น้อยเลย”
ขาดทุนไม่น้อยจริงๆ
ก่อนออกเดินทางหลิวเฟินยัดเงินให้โจวเฉิงหนึ่งพันหยวนเช่นนี้ เพราะเธออยากให้โจวเฉิงพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปเที่ยวหลายๆวัน แต่ก็เป็นห่วงว่า ว่าที่ลูกเขยจะมีเงินไม่พอจึงมอบเงินให้เขา
แม่ยายคนนี้ช่างเอาใจใส่เหลือเกิน
หลิวเฟินนั่งรถไฟกลับปักกิ่ง ส่วนกงหยางก็กลับไปที่หยางเฉิง ทั้งสองคนมีจุดหมายปลายทางต่างกัน ดังนั้นย่อมนั่งรถไฟคนละเที่ยว
รถไฟของหลิวเฟินออกเดินทางแล้ว แต่กงหยางนั้นกำลังรอรถไฟเที่ยวของตัวเอง
กงหยางเห็นโจวเฉิงได้รับอั่งเปาซองใหญ่ เขาจึงอดนับถือในใจไม่ได้ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง น่านับถือนัก เขาจะเรียนรู้เอาไว้!
โจวเฉิงไม่ได้สนใจสายตาอิจฉาของกงหยางแม้แต่น้อย และยื่นซองจดหมายนั้นให้เซี่ยเสี่ยวหลานแทน
“ฉันมีเงินเดือน ไม่ถึงกับไม่มีเงินใช้หรอก”
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่รับไว้ “ตอนย่าโจวให้สมุดบัญชีกับฉัน เธอเคยบอกว่าอย่างไรนะ? เงินนี้แม่ฉันให้เธอ เธอก็รับไว้เถอะ”
ย่าโจวให้เงินเก็บทั้งชีวิตกับเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเฉิงบอกว่าไม่ต้องรู้สึกกดดัน ควรใช้ก็ใช้ อนาคตพวกเราจะตอบแทนท่านมากกว่านี้ ตอนนี้พอหลิวเฟินให้เงินกับโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่ยึดมาเก็บไว้เองอยู่แล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่พวกที่อยากยึดเงินทั้งหมดของแฟนหนุ่มมาเก็บไว้กับตัวเอง
โตๆกันแล้ว โจวเฉิงมีสิทธิ์จัดสรรและใช้เงินของตัวเอง
ก่อนหน้านี้เขาได้ยกเงินเก็บก้อนโตให้เธอดูแลแล้ว ถ้าแค่ค่าขนมเล็กๆน้อยๆ เธอยังจะยึดมาอีกคงดูโหดร้ายเกินไป
โจวเฉิงไม่คัดค้าน เวลานี้เขารู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ
ถ้าแม่ยายไม่ชอบเขาก็คงไม่แอบยัดเงินให้แบบนี้สินะ
ทั้งคู่ไม่ได้โอบกอดกัน แต่กงหยางกลับรู้สึกทำตัวไม่ถูกจึงพูดขึ้นมาว่า
“ประธานเซี่ย ผมรอรถคนเดียวได้ครับ ผมตัวโตขนาดนี้คงไม่หายไปไหน”
อยากไปทำอะไรก็ไปทำเถิด เพราะการที่ทั้งสองอยู่ส่งเขาที่นี่ มันทำให้เขารู้สึกกดดันเหลือเกิน
ก็จริง กงหยางเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว และใช่ว่าจะเพิ่งเคยเดินทางไกลเป็นครั้งแรกเสียหน่อย
โจวเฉิงเองก็อยากอยู่กับเซี่ยเสี่ยวหลานตามลำพังเช่นกัน
หลังบอกลาก้างขวางคอ ทั้งสองคนก็เดินออกจากสถานีรถไฟทันที
โจวเฉิงจับมือเซี่ยเสี่ยวหลานแน่น ครั้งนี้เธอไม่ขัดขืนอีกแล้ว
“หลังจากนี้เราจะไปไหนกัน?”
วันนี้เป็นวันเกิดของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวเฟินได้ทำบะหมี่ให้ตั้งแต่เช้า ถือเป็นการฉลองวันเกิดให้เซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยง โจวเฉิงกลับยังไม่บอกอะไร เขาดูนิ่งจนเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกถึงความผิดปกติ
“วันนี้ขอแค่เดินตามฉันมา ไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น”
โจวเฉิงมีท่าทางมั่นใจเต็มเปี่ยม เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นดังนั้นก็ชักรู้สึกสนใจ
ถ้าอย่างนั้น ลองเชื่อฟังโจวเฉิงสักครั้งก็แล้วกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็อยากผ่อนคลายสักวันสองวัน ก่อนหน้านี้เธอยุ่งกับงานมาโดยตลอด ควรให้เวลาตัวเองได้หยุดพักบ้างเสียที!
โจวเฉิงเรียกแท็กซี่มาแล้ว และเขาได้พาเซี่ยเสี่ยวหลานไปยังท่าเรือ
เรือโดยสารขนาดเล็กจอดเทียบท่าเรือ ผิวน้ำมีไอน้ำระเหยขึ้นมาให้ความรู้สึกเย็นสบายท่ามกลางอากาศของฤดูร้อน
“นั่งเรือเที่ยวชมแม่น้ำแยงซีหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานเดินขึ้นเรือแล้วก็พบว่า ไม่มีใครอยู่บนเรือเลยสักคน มีแค่ร่มกันแดดขนาดใหญ่ โต๊ะหนึ่งตัวกับเก้าอี้อีกสองตัวที่ตั้งอยู่ใต้ร่มคันนั้น
“คนอื่นล่ะ?”
โจวเฉิงเลื่อนเก้าอี้ให้ “ร้อนขนาดนี้คงไปหลบแดดที่อื่นกันหมดแล้ว”
ก็จริง อากาศแบบนี้ใครจะอยู่ตากแดดที่กราบเรือกัน
เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงนั่งลง เรือก็เริ่มเคลื่อนที่ ถึงตรงนี้เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติสักนิด
ผ่านไปสักพักก็มีพนักงานหญิงยกผลไม้ที่หั่นไว้เรียบร้อยแล้วออกมาวางไว้บนโต๊ะ
แตงโมแช่เย็น สาลี่หั่นพอดีคำ และองุ่น ได้นั่งพิงเก้าอี้กินผลไม้เช่นนี้ ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
แม้อากาศจะยังคงร้อนจัด แต่เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนไหวก็มีสายลมพัดโชยไอเย็นจากผิวน้ำ กอปรกับผลไม้ที่ถูกแช่เย็นมาแล้วได้ช่วยให้คลายความร้อนไปจนหมดสิ้น
นั่งเรือชมทิวทัศน์สองข้างทาง เก็บบรรยากาศของเจียงเฉิงไว้ด้วยสายตาของตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก “โจวเฉิง ของขวัญชิ้นนี้ฉันชอบมากเลยละ!”
ก็เหมือนได้กินบะหมี่อายุยืนรสมือแม่ การมีโจวเฉิงนั่งเรือชมเมืองเจียงเฉิงไปด้วยกันทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานมีความสุขมาก
เพราะของขวัญชิ้นนี้ไม่เพียงต้องมีความตั้งใจ แต่โจวเฉิงยังต้องสละเวลาของตัวเองอีกด้วย
โจวเฉิงไม่ขัดสนเรื่องเงินทอง แต่การหาเวลาว่างนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ดังนั้นการที่เขามีเวลาอยู่กับเธอเช่นนี้ เธอยังจะไม่พอใจอะไรได้อีก?
โจวเฉิงยิ้มแต่ไม่ตอบอะไรเซี่ยเสี่ยวหลาน
เรือแล่นรอบเจียงเฉิงจนครบรอบแล้ว แต่กลับไม่ยอมเทียบท่าจอด ก่อนจะแล่นไปตามแม่น้ำต่อไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
บนเรือลำนี้เงียบเกินไป
ต่อให้ตอนเพิ่งขึ้นเรือ แขกคนอื่นๆอาจกำลังนอนกลางวัน แต่นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วโมง พวกเขาควรจะตื่นแล้วไม่ใช่หรือ?
ทว่านอกจากพนักงานหญิงที่มาเสิร์ฟผลไม้และของว่างเป็นครั้งคราว บนเรือก็เงียบสงัด ราวกับมีเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงแค่สองคน
นักท่องเที่ยวคนอื่นๆจะเรียบร้อยขนาดนั้นเลยหรือ ไม่ส่งเสียงดัง และนั่งอยู่แค่ในห้องโดยสาร?
“เธอมีเรื่องปิดบังฉันหรือเปล่า”
“เรื่องนี้เธอต้องไปเห็นกับตาตัวเอง ลองเดินดูรอบๆสิ”
โจวเฉิงแกล้งพูดให้เกิดความอยากรู้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจเขาอีก และตัดสินใจเดินลงไปที่ห้องโดยสาร
ที่นี่ไม่มีแขกคนอื่น นอกจากคนขับเรือ พนักงานบริการ และพนักงานทำอาหาร นอกเหนือจากพนักงานแล้ว เรือทั้งลำมีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงเท่านั้น
โจวเฉิงบ้าไปแล้ว เขาเหมาเรือทั้งลำเลยอย่างนั้นหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่านี่คือเรื่องที่บ้าคลั่งที่สุด ทว่าหลังเรือแล่นไปตามแม่น้ำเรื่อยๆ ก็ไม่มีท่าทีว่าจะวกกลับแต่อย่างใด เซี่ยเสี่ยวหลานคิดแล้วว่า ‘ความบ้าคลั่ง’ ของโจวเฉิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น
“โจวเฉิง บอกความจริงฉันมา เรือลำนี้จะไปที่ไหน?”
“ไปเซี่ยงไฮ้ดีไหม เธอยังไม่เคยไปเซี่ยงไฮ้ไม่ใช่หรือ”
นั่งเรือจากเจียงเฉิงไปเซี่ยงไฮ้?
หากแล่นเรือไปตามแม่น้ำคงต้องใช้เวลาสองถึงสามวัน
หมายความว่าระยะเวลาสองสามวันนี้ เธอกับโจวเฉิงต้องอยู่บนเรือด้วยกันอย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่ต่างจากการนั่งเรือสำราญในโลกอนาคตเลยสักนิด!
อ้อ ยังพอมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เพราะนี่เป็นแค่เรือโดยสารธรรมดา ไม่ได้หรูหราเหมือนเรือสำราญที่ใหญ่โต
แต่ปัจจุบันคือปี1985 โจวเฉิงไปหาเรือโดยสารมาจากที่ไหนกัน?
อีกอย่างเรือทั้งลำก็มีแค่เธอกับโจวเฉิง ไม่สำคัญว่าจะเป็นเรือแบบไหน สิ่งที่สำคัญคือโจวเฉิงทุ่มเทแรงกายแรงใจเตรียมแผนล่องเรือเอาไว้ และที่สำคัญที่สุดคือเธอกับเขาได้ใช้เวลาร่วมกันตามลำพัง
ตอนที่ 948: เต็มใจฝึกวิชาความอดทน
ทำเรื่องโรแมนติกขนาดนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้จะพูดอะไรดี
“พวกเราจะไปเซี่ยงไฮ้กันจริงหรือ?”
“ตามแผนการเป็นแบบนั้น แต่ถ้าเธอไม่ชอบ พวกเราสามารถขึ้นฝั่งกลางทางได้”
“ไม่ ฉันชอบ แต่มันกะทันหันเกินไป... ฉันหมายถึงสัมภาระของฉันยังอยู่ที่บ้านพักรับรองอยู่เลย เรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วฉันก็ยังไม่เห็นว่าสุดท้ายแล้วจะจบลงอย่างไร...”
“สัมภาระของเธอไม่ได้อยู่ที่บ้านพักรับรองแล้ว เมื่อวานฉันวานให้คุณน้าช่วยเก็บสัมภาระให้และนำมาส่งขึ้นเรือก่อนล่วงหน้า ส่วนเรื่องเนี่ยเว่ยกั๋วเธอยิ่งไม่ต้องกังวล คนที่มีชีวิตล้มเหลวอย่างเขา เมื่อก่อนไม่มีใครกำราบ ครั้งนี้เรื่องของเขารู้ไปถึงหูคณะกรรมการสอบสวน เนี่ยเว่ยกั๋วคงหนีไม่รอดแล้วละ พวกเราอยู่บนเรือเช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าเนี่ยเว่ยกั๋วจะมาแว้งกัดได้ เอาละ เธอยังมีคำถามอื่นอีกไหม”
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าไปมา
ทำไมการสอบสวนของเนี่ยเว่ยกั๋วถึงเกิดขึ้นเร็วเช่นนี้ ทั้งที่วิธีการแจกใบปลิวทั่วเมืองต้องใช้เวลาในการกระจายข่าว เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าอย่างน้อยคงต้องรออีกหลายวัน... แต่เห็นโจวเฉิงพูดอย่างมั่นใจเช่นนี้ นั่นก็แสดงว่าเขาได้ยื่นมือเข้ามาช่วย ทำให้การตรวจสอบเนี่ยเว่ยกั๋วเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
โจวเฉิงจัดการทุกอย่างได้ดีมาก ส่วนเธอแค่ดื่มด่ำไปกับมันก็พอแล้ว
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ห้องครัวก็ได้นำเค้กครีมสดมาเสิร์ฟ
นอกจากนี้โจวเฉิงยังเตรียมช่อดอกไม้สดเอาไว้ให้เซี่ยเสี่ยวหลานอีกด้วย นี่ไม่ใช่มาตรฐานของปี1985อีกต่อไปแล้ว และต่อให้เป็นอีก30ปีข้างหน้า แม้จะต้องพัฒนาเรื่องรายละเอียดปลีกย่อย แต่สำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ การทำเช่นนี้ถือว่ามีพลังทำลายล้างสูงยิ่งนัก
เมื่อก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ เพราะคิดว่ามันไม่มีความสมจริง
แต่พอเกิดขึ้นตัวเองและอีกฝ่ายเป็นคนที่เธอชอบ... แม้ว่าโจวเฉิงจะเลียนแบบฉากในภาพยนตร์ ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอดที่จะรู้สึกดีใจไม่ได้
ชีวิตต้องการความโรแมนติกเช่นนี้เป็นครั้งคราว
ได้ใช้เวลากับคนที่ชอบ ถึงสิ่งที่ทำจะดูเชยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดเช่นนี้
“เป่าเทียนดีไหม”
เซี่ยเสี่ยวหลานหลับตาเป่าเทียน พอลืมตาขึ้นก็รำพึงรำพันว่า “นี่ไม่ใช่แค่การฉลองวันเกิด แต่เหมือนเป็นการฮันนีมูนฉลองแต่งงานต่างหาก”
แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะแค่พูดแบบขอไปที แต่โจวเฉิงกลับรู้สึกดีใจมาก
“เสี่ยวหลาน วันนี้เธออายุครบ20แล้ว ก่อนหน้านี้ความปรารถนาสูงสุดของฉันคือรอให้เธออายุครบ20 จากนั้นก็จะพาไปจดทะเบียนสมรส วันนี้ควรเป็นวันที่พวกเราจะกลายเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นเธอจะเห็นว่ามันคือการฮันนีมูนก็ไม่ผิดอะไร”
ตั้งแต่เขาได้เจอกับเสี่ยวหลานเขาก็รู้ทันทีว่าเธอคือภรรยาของเขา
ปีนั้นโจวเฉิงอายุ20ปี ส่วนเสี่ยวหลานเพิ่งอายุ18ปี
ทว่าสองปีก่อนกลับมีการแก้ไขกฎหมายสมรส ความหวังที่อยากจะแต่งงานให้เร็วที่สุดของโจวเฉิงจึงพังทลายลง
เวลานั้นโจวเฉิงคิดในใจว่า ถ้าอย่างนั้นเขาจะรออีกสักสองปีก็ได้
รอแล้วรอเล่า ในที่สุดระยะเวลาสองปีก็ผ่านไป ปีนี้เขาอายุ22 เสี่ยวหลานอายุครบ20แล้ว ถึงวัยที่สามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย... แต่เสี่ยวหลานกลับมีเป้าหมายด้านการเรียนและการงาน เธอไม่ได้อยากแต่งงานเร็วขนาดนั้น!
จากสิ่งที่เสี่ยวหลานเคยบอกไว้ อย่างน้อยคงต้องรอให้เรียนจบปริญญาตรีก่อน เพราะทางมหาวิทยาลัยคงไม่สนใจว่านักศึกษาปริญญาโทจะแต่งงานเมื่อไร
โจวเฉิงนับไปนับมา หากไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นกลางคัน เขาต้องรอต่อไปอีก4ปี!
เวลา4ปี ถ้าพวกคังเหว่ยกับเส้ากวงหรงแต่งงานมีครอบครัวตอนนี้4ปีให้หลังลูกของพวกเขาก็คงเดินได้แล้ว ส่วนเขาอาจจะเพิ่งได้จดทะเบียนสมรส
โจวเฉิงทำได้แค่บอกตัวเองว่า แม้ตอนนี้เขาจะยังแต่งงานไม่ได้ แต่วันเกิดอายุครบ20ปีของเสี่ยวหลาน พวกเขาสองคนก็ได้มาฮันนีมูนกันล่วงหน้าแล้ว!
เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความปวดใจของโจวเฉิง
เด็กโง่คนนี้คงไม่เคยคิดเลยสินะ ว่าสำหรับเธอแล้วเรื่องแต่งงานกับเรื่องเพศเป็นคนละเรื่องกัน ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงคืนวันแต่งงาน ก็สามารถทำเรื่องสิบแปดบวกได้
เพราะความแตกต่างกันด้านยุคสมัยก่อให้เกิดความแตกต่างทางความคิด เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีว่าโจวเฉิงนั้นอดทนรอคอยด้วยความยากลำบาก
เธอวางมือไว้ทาบแผงอกโจวเฉิง
“ถ้าเธอต้องการ...”
โจวเฉิงจับมือซุกซนของเธอแน่น “อย่าทดสอบความอดทนของฉันเลย ฉันต้องการจะบ้าอยู่แล้ว! แต่แน่นอนว่าไม่ใช่ตอนนี้ ฉันควรให้สิ่งที่ดีกว่านี้กับเธอ!”
เขาไม่ได้ตั้งใจเตรียมการล่องเรือท่องเที่ยวมาเพื่อหลอกล่อให้เสี่ยวหลานยอมโอนอ่อน
ชายหนุ่มเลือดร้อนอย่างโจวเฉิงนั้นย่อมต้องการทำกิจกรรมระหว่างชายหญิงจนใกล้คลั่งเต็มที
ความปรารถนาไม่ใช่เรื่องน่าอาย มนุษย์ควรเผชิญหน้ากับความปรารถนาของตัวเอง ถ้าเขาไม่รู้สึกปรารถนาในตัวแฟนสาวคงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากทีเดียว
แต่มนุษย์กับสัตว์ไม่เหมือนกัน มนุษย์ไม่เพียงต้องยอมรับว่าตนมีความปรารถนา อีกทั้งยังต้องรู้จักควบคุมมันให้ได้... อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่ ไม่ควรง่ายดายแบบนี้ และไม่ใช่บนเตียงที่ไม่รู้ว่ามีคนเคยนอนมาแล้วกี่คน
โจวเฉิงให้ความสำคัญกับครั้งแรกของพวกเขามาก และเขาคิดว่าเสี่ยวหลานคู่ควรกับสิ่งที่ดีกว่านี้
เมื่อก่อนเสี่ยวหลานเคยถูกหวังเจี้ยนหัวหลอกให้รัก และไม่รู้ว่าเธอจะรู้สึกกดดันจากเสียงนินทามามากมายเท่าไร ถึงได้บีบคั้นเธอจนเธอถึงกับต้องวิ่งเอาหัวชนเสา
เพราะแบบนี้ แม้เขาจะปรารถนาจนแทบบ้า โจวเฉิงก็ยังอยากรอจนกว่าจะได้ครองคู่กับเธอตามกฎหมาย ไม่มีทางปล่อยให้คนนอกฉกฉวยโอกาสดูแคลนเสี่ยวหลานได้อีกแล้ว!
โจวเฉิงยืนกรานว่าจะ ‘รอจดทะเบียนก่อนแล้วค่อยปฏิบัติหน้าที่’ เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานได้ฟังเหตุผลของเขาแล้วก็ตะลึงงัน
เธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี
เธออยากบอกว่าเรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับเธอ มันไม่ใช่การกระทำของเธอสักนิด
ต่อให้เธอทำจริงก็ไม่มีทางยอมปล่อยให้คำนินทามากดดันให้เธอทำร้ายตัวเองแบบนั้น
ทว่าพออ้าปากเซี่ยเสี่ยวหลานกลับพูดอะไรไม่ออก
เธอกับโจวเฉิง ‘คิดทบทวน’ มานานพอแล้ว และเธอก็เคยคิดในแง่ร้ายที่สุดว่าเธอกับโจวเฉิงอาจจะต้องเลิกรา และได้จัดการแบ่งแยกทรัพย์สินอย่างชัดเจน
โจวเฉิงรู้ความคิดพวกนั้นของเธอหรือเปล่า?
ถ้ารู้เขายังจะควักหัวใจออกมาให้เธอดูแบบนี้อีกไหม?
“โจวเฉิง เธอจะทำให้ฉันเสียคน!”
เซี่ยเสี่ยวหลานจับสาบเสื้อของเขาแน่น “นี่คือแผนร้ายของเธอสินะ เธออยากทำให้ฉันเสียคน ต่อไปฉันจะได้มองไม่เห็นใครอีกใช่ไหม”
ชีวิตคนเราย่อมได้เจอผู้คนมากมาย
ในอนาคตเซี่ยเสี่ยวหลานอาจจะได้เจอกับผู้ชายที่หล่อกว่า รวยกว่า และมีอำนาจมากกว่าโจวเฉิง
ผู้ชายแบบนั้นใช่ว่าไม่มีให้เห็น ในโลกกว้างใหญ่ไพศาลนี้ แน่นอนว่าโจวเฉิงไม่มีทางเอาชนะได้ทุกคน
แต่โจวเฉิงนั้นมีเพียงคนเดียวบนโลก
เมื่อเธอเคยมีคนที่จริงใจ ร้อนแรง มอบความรักให้โดยไม่หวังผลประโยชน์เช่นนี้ แล้วดวงตาเธอจะมองใครได้อีก?
คนอื่นดีหรือไม่ดีก็ไม่เกี่ยวกับเธอ
พวกเขามีเงินมีอำนาจ แต่ก็ไม่ใช่โจวเฉิง
คงไม่มีใครยอมนับนิ้วรอวันที่เธออายุถึงเกณฑ์แต่งงาน
และคงไม่มีใครปฏิเสธคำอนุญาตของเธอ เพียงเพราะอยากเก็บครั้งแรกเอาไว้ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด
“นี่ไม่ใช่แผนร้ายแต่เป็นแผนดีต่างหาก ฉันจะใช้แผนการร้ายกับเธอได้อย่างไร นี่คือแผนดีที่เปิดเผยในที่แจ้งเพื่อให้เธอมองเห็นได้อย่างชัดเจน และยินดีกระโจนลงมาสู่แผนการของฉัน เพราะฉันจะรอรับเธออยู่ข้างล่างตลอดไป”
พูดจบโจวเฉิงก็ได้มอบจุมพิตสุดลึกซึ้งแก่เซี่ยเสี่ยวหลาน
เธอหายใจไม่ทัน ขาดอากาศจนรู้สึกหน้ามืดตาลาย เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนปลาขาดน้ำ ดิ้นรนอยากกระโจนสู่แม่น้ำใจจะขาด แต่กลับไม่สามารถทำอะไรได้
เริ่มแรกเธอจับสาบเสื้อของโจวเฉิง แต่หลังจากนั้นร่างกายของเธอก็อ่อนปวกเปียกอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างยอมจำนน
ค่ำคืนนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานผ่านไปอย่างไร้สติ ความทรงจำช่างเลือนรางยิ่งนัก
เธอรู้เพียงว่าโจวเฉิงได้อุ้มเธอกลับมาที่ห้องผู้โดยสาร แล้ววางตัวเธอลงบนเตียงนอน
จากนั้นเขาก็ตระกองกอดเธอไว้ ไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้นตามที่เคยบอก
เซี่ยเสี่ยวหลานนอนหลับสบาย ส่วนโจวเฉิงที่มีร่างนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ในอ้อมกอด และได้กลิ่นหอมจากเส้นผมสลวยกลับข่มตาหลับไม่ลง
เขาเปลี่ยนใจตอนนี้ยังทันหรือเปล่า? เมื่อครู่ตอนอยู่บนดาดฟ้าเรือ เขาพูดเด็ดขาดเกินไปหรือไม่ เสี่ยวหลานเชื่อใจเขาเกินไป แม้เขาจะเคยเอ่ยปากรับประกัน แต่คำมั่นของผู้ชายในเวลาแบบนี้มันเชื่อได้อย่างนั้นหรือ?
ตอนที่ 949: หยกงามตามธรรมชาติ
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ผิดไปจากที่โจวเฉิงคิดแม้แต่น้อย ขณะที่เขากับเสี่ยวหลานกำลังนอนโอบกอดกัน เนี่ยเว่ยกั๋วนั้นกำลังดิ้นรนหาทางเอาตัวรอด
แต่การดิ้นรนของเนี่ยเว่ยกั๋วไม่ใช่การหาคนมาแก้แค้นโจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่ใช่คนเลวทุกคนที่จะมีความเหี้ยมโหด คนแบบเนี่ยเว่ยกั๋วคือคนเลวที่ใจเสาะ เมื่อไม่มีผู้หนุนหลัง เนี่ยเว่ยกั๋วก็เริ่มคิดแผนชั่ว เขาได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของครอบครัวมาจำนวนสองหมื่นหยวนเพื่อติดสินบน
เดิมทีคณะกรรมการสอบสวนตั้งใจสืบหาความจริงเรื่องที่เขาขโมยผลงานคนอื่น แต่ไม่ทันไรก็มีโทษการให้สินบนเพิ่มเข้ามาอีกหนึ่งข้อ
และสิ่งที่ตามมาจากการให้สินบนด้วยก็คือโทษการทุจริต
เนี่ยเว่ยกั๋วสามารถจ่ายเงินสองหมื่นหยวนได้ภายในชั่วพริบตา นั่นก็หมายความว่าทรัพย์สินของครอบครัวเขาคงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เช่นนั้นก็ควรสืบดูว่า เงินของเนี่ยเว่ยกั๋วได้มาอย่างไร
เมื่อสืบดูแล้วก็พบหลักฐานจำนวนนับไม่ถ้วน เนี่ยเว่ยกั๋วจึงถูกจับกุมอย่างรวดเร็ว เขาถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพร้อมความผิดหลายกระทง หมดหวังที่จะแก้ตัว เจ้าทุกข์ที่เคยถูกเขากดขี่ข่มเหงตลอดหลายปีที่ผ่านมาต่างก็ออกมาฟ้องร้องเขา
ไม่ทันไรสถาบันออกแบบประจำมณฑลก็วุ่นวายระส่ำระสาย และข่าวเนี่ยเว่ยกั๋วหมดอำนาจก็ถูกแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
หลายคนยังไม่ได้เดินทางกลับทันทีหลังจบงานสัมมนา และได้เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเนี่ยเว่ยกั๋วมาโดยตลอด
ตอนนี้พอนัดรวมตัวกัน คนดีศรีสังคมอย่างสิงลี่ซินย่อมรู้สึกละเหี่ยใจเป็นที่สุด
“นึกไม่ถึงเลยว่าเหล่าเนี่ยจะทำเรื่องเลวร้ายมากมายเช่นนี้ แต่กฎหมายไม่เคยละเว้นใคร สุดท้ายเหล่าเนี่ยก็ถูกจับจนได้”
โหวฉีมองหน้าเขา “ยังเรียกเขาว่าเหล่าเนี่ยอีกหรือ? ฉันไม่เชื่อหรอกว่าสมาคมสถาปัตยกรรมจะไม่มีใครรู้ชื่อเสียงของเนี่ยเว่ยกั๋ว สองปีนี้ทำไมไม่มีใครกล้าจัดการเขาเล่า ถ้าไม่ใช่เพราะ...”
โหวฉีหยุดพูดกลางคัน ถึงอย่างไรคนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เธอจึงไม่กล้าพูดความจริงต่อหน้าสิงลี่ซิน
เห็นหน้าตาดูใสซื่อบางทีอาจเสแสร้งอยู่ก็ได้ ไม่แน่สิงลี่ซินอาจจะแว้งกัดเธอเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในอนาคต ดังนั้นโหวฉีจึงต้องระวังตัวให้มาก
เหมาคังซานลืมตาที่ง่วงงุนขึ้นมองทุกคน
“เอาละ ตอนนี้เนี่ยเว่ยกั๋วก็ถูกจับแล้ว ถือเป็นข่าวดีของวงการสถาปัตยกรรม อย่างไรก็ตามค่านิยมเช่นนี้คงไม่สามารถกำจัดออกไปได้หมด แต่พวกเราก็ควรให้การตักเตือนคนอื่นที่ทำตัวแบบเนี่ยเว่ยกั๋ว อยากสร้างสรรค์ผลงานใหม่เพื่อความรุ่งเรือง? หากสภาพแวดล้อมของการสร้างสรรค์ผลงานยังไม่ขาวสะอาด แล้วจะสามารถสร้างผลงานที่ออกนอกกรอบได้อย่างไร!”
หนิงเยี่ยนฝานหนังตากระตุก เขานึกว่าเหมาคังซานนิสัยเปลี่ยนไปแล้วเสียอีก
ที่แท้เหมาปืนใหญ่ไม่ว่าจะแก่แค่ไหนก็ยังคงอารมณ์ร้อนเหมือนเดิม เพียงแต่ปกติเขาเลือกที่จะไม่แสดงให้เห็นก็เท่านั้น
ฟังจากที่พูด แม้เขาอยากเก็บกวาดสภาพแวดล้อมการสร้างสรรค์ผลงานให้ขาวสะอาด แต่คนแบบเนี่ยเว่ยกั๋วนั้นมีอยู่เต็มไปหมด ถ้าอยากเก็บกวาดจริงวงการสถาปัตยกรรมคงเกิดแรงสั่นสะเทือนไม่น้อยเลยทีเดียว
อย่างเช่นสมาคมสถาปัตยกรรมแห่งประเทศจีนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนตุลาคมปี1954 จนถึงเดือนพฤศจิกายนปี1983 ได้มีการจัดการเลือกตั้งคณะบริหารมาแล้วทั้งหมดหกครั้ง
เมื่อก่อนหนิงเยี่ยนฝานกับเหมาคังซานก็เคยเป็นผู้จัดการกิจการทั่วไป ทว่าการเลือกตั้งในปี1983 ครั้งนั้น หนิงเยี่ยนฝานยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการกิจการทั่วไป แต่เหมาคังซานกลับได้รับตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’
เหนือตำแหน่งผู้จัดการกิจการทั่วไปคือตำแหน่งหัวหน้าเลขาธิการ รองคณะกรรมการ และประธานกรรมการ
ส่วนตำแหน่งที่ปรึกษาเพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาในการเลือกตั้งประจำปี1983
ตำแหน่งนี้อยู่คั่นกลางระหว่างรองคณะกรรมการกับหัวหน้าเลขาธิการ ซึ่งเป็นตำแหน่งของผู้มีคุณวุฒิมากพอ แต่กลับเป็นตำแหน่งที่ไร้หน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ
ว่ากันว่ามีคนไม่อยากให้เหมาคังซานจัดการไล่กัดคนอื่นอีก ถึงได้ใช้ตำแหน่งที่ปรึกษามาเทิดทูนเขาให้อยู่บนฟ้าแต่กลับไร้ซึ่งอำนาจการจัดการ
ตำแหน่งผู้จัดการกิจการทั่วไปของหนิงเยี่ยนฝานเองก็ไม่ได้มีอำนาจมากมายเช่นกัน
สมาคมสถาปัตยกรรมมีคนดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ1คน รองประธานกรรมการ4คน ที่ปรึกษา3คน และหัวหน้าเลขาธิการ1คน ในขณะที่ตำแหน่งผู้จัดการกิจการทั่วไปแบบที่หนิงเยี่ยนฝานได้รับนั้นมีถึง35คน!
แน่นอนว่าระดับผู้จัดการธรรมดาทั่วไปนั้นมีเยอะกว่า โดยทั่วประเทศมีผู้ดำรงตำแหน่งทั้งหมด141คน
เหมาคังซานบอกว่าอยากจัดระเบียบใหม่ เมื่อเบื้องบนบิดเบี้ยว เบื้องล่างย่อมไม่อาจตั้งตรงได้ หากต้องการจัดระเบียบใหม่จำเป็นต้องเริ่มที่สมาคมสถาปัตยกรรม
ในสมาคม ต่อให้เป็นแค่ผู้จัดการทั่วไปก็มีเส้นสายโยงใยอยู่เบื้องหลังจำนวนนับไม่ถ้วน ดังนั้นถ้าอยากจัดระเบียบสมาคมสถาปัตยกรรมมันใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน?
เหมาคังซานแค่นหัวเราะ “หึ ปล่อยให้พวกคนเลวยึดตำแหน่งแต่ไม่ทำประโยชน์อะไร สู้เชิญพวกเขาออกไปแล้วให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนเสียยังดีกว่า!”
โหวฉีกับสิงลี่ซินได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกไป
ไม่ว่าเหมาคังซานจะพูดอะไร หรือต่อให้ผู้จัดการกิจการทั่วไปได้ยินเข้าก็ไม่อาจตำหนิเหมาคังซานได้
แล้วพวกเขาสองคนที่มีคุณวุฒิสู้เหมาคังซานไม่ได้ จะกล้าแสดงความเห็นโดยพลการได้อย่างไร
อยากเพิ่มคนรุ่นใหม่เข้ามา?
เซี่ยเสี่ยวหลานคงยังมีคุณสมบัติไม่เพียงพอ
หนิงเสวี่ยเองก็เช่นกัน
แม้การยอมให้เด็กนักศึกษาสองคนเข้าร่วมงานสัมมนาจะเป็นการช่วยชักนำความคิดแปลกใหม่ให้กับทุกคน
แต่การให้เด็กนักศึกษาสองคนกลายมาเป็นสมาชิกของสมาคม อยู่ดำรงตำแหน่งเดียวกันกับพวกผู้จัดการที่มีประสบการณ์มานานหลายปี เรื่องนี้คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
“สหายคังซาน เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถึงอย่างไรเนี่ยเว่ยกั๋วก็เป็นเพียงกรณีพิเศษเท่านั้น คนอื่นคงไม่ถูกสอบสวนอย่างรวดเร็วเช่นนี้ หากพวกเราสงสัยใครก็ไม่ควรเลียนแบบกรณีของเนี่ยเว่ยกั๋ว การแจกใบปลิวเพื่อสร้างแรงกดดันทางสังคม หากอีกฝ่ายถูกปรักปรำด้วยวิธีการประจานเช่นนี้ คงยากที่จะกลับมาทำงานและใช้ชีวิตปกติได้”
วิธีการสุดโต่งเช่นนี้มีเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้นที่สามารถทำได้
สรุปคือนี่ไม่ใช่วิธีการทำงานแบบฉบับหนิงเยี่ยนฝาน
จะว่าไป เซี่ยเสี่ยวหลานกับเหมาคังซานน่าจะคุยกันถูกคอ เพราะทั้งคู่คือระเบิดเหมือนกัน
เหมาคังซานคือระเบิดปืนใหญ่ ที่แม้จะยิงปืนใส่คนอื่นแต่ตัวเองกลับถูกลูกหลงไปด้วย และบาดเจ็บร่วมกันทั้งสองฝ่าย
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นเป็นระเบิดเงียบ มองผิวเผินดูไร้พิษภัย แต่ถ้าลองได้เหยียบลงไปรับรองว่าถูกระเบิดจนเละไม่มีชิ้นดี... เซี่ยเสี่ยวหลานวางระเบิดทิ้งไว้แล้วหนีไปเช่นนี้ ถือว่าฉลาดกว่าเหมาคังซานยิ่งนัก
หนิงเยี่ยนฝานเพิ่งคิดเสร็จก็ได้ยินโหวฉีเปลี่ยนเรื่อง
“เนี่ยเว่ยกั๋วถูกจับไปเช่นนี้ถือเป็นข่าวดียิ่งนัก ฉันยังกลัวอยู่เลยว่าในอนาคตเขาจะกลั่นแกล้งเสี่ยวเซี่ย เสี่ยวเซี่ยเป็นเด็กถ่อมตนและมีพรสวรรค์ ฝึกปรือฝีมืออีกไม่กี่ปีคงเป็นดาวดวงใหม่ สายตาอาจารย์หนิงช่างหลักแหลมยิ่งนัก ถึงได้ค้นพบหยกน้ำงามเช่นนี้”
ฟังดูสิว่า เซี่ยเสี่ยวหลานเอาใจคนอื่นเก่งแค่ไหน โหวฉีไม่สงสัยเลยสักนิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคือคนที่ลากเนี่ยเว่ยกั๋วลงจากเก้าอี้บัลลังก์
หยกที่ไร้ประกายคือหยกที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน ทว่าคนที่เจิดจรัสแต่แรกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน โหวฉีถึงกับใช้คำว่า ‘หยกน้ำงาม’ มาเปรียบเปรยเซี่ยเสี่ยวหลาน
และเธอก็เป็นหยกน้ำงามจริงอย่างที่ว่า
เหมาคังซานเหลือบตามองหนิงเยี่ยนฝาน “เหล่าหนิง คุณแนะนำเธอมางานสัมมนาเช่นนี้ เสี่ยวเซี่ยเป็นลูกศิษย์ของคุณอย่างนั้นหรือ”
หนิงเยี่ยนฝานส่ายหน้า “เปล่า เธอไม่ยอมรับฉันเป็นอาจารย์”
ยังไม่มีอาจารย์อย่างนั้นหรือ?
เช่นนั้นหยกก้อนนี้ก็เพิ่งถูกคลื่นซัดเข้าฝั่งสินะ หยกน้ำงามที่ลอยล่องเข้าสู่ชายฝั่ง ไม่มีใครเก็บมาเจียระไน เป็นหยกที่งดงามตามธรรมชาติ!
เหมาคังซานทำสีหน้าแปลกประหลาด
เหล่าหนิงตั้งใจฟูมฟักหลานสาวอย่างเต็มที่ ดังนั้นพอเห็นหยกน้ำงามอยู่ตรงหน้าจึงอดทนไม่ยอมชี้แนะอย่างนั้นหรือ?
เหมาคังซานหลับตาลงเพื่อใช้ความคิด แต่ดูเหมือนเขาผล็อยหลับไปแล้วไม่มีผิด
-------------------------------
บนเรือโดยสาร
เซี่ยเสี่ยวหลานหลับสบายตลอดคืน พอถึงเช้าวันใหม่เธอจึงตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น สายตาของโจวเฉิงที่มองเธอเต็มไปด้วยความตัดพ้อ เมื่อคืนเขาต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหน กว่าจะรักษาคำพูดของตัวเองไว้ได้!
ทางห้องครัวหว่านแหลงแม่น้ำ และนำเอาสัตว์น้ำที่เพิ่งจับได้ขึ้นมาต้มเป็นโจ๊ก โจ๊กปลาอุ่นร้อน หอมอร่อยละลายในปาก
“อยู่แต่บนเรือแบบนี้เธอจะเบื่อหรือเปล่า ถ้าเบื่อแล้วพวกเราเปลี่ยนไปเดินทางทางบกได้นะ”
โจวเฉิงให้ตัวเลือกกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าปฏิเสธ “นั่งเรือก็ดีอยู่แล้วละ ได้ชมทิวทัศน์ตลอดทาง บางทิวทัศน์ในอนาคตพวกเราอาจจะไม่มีโอกาสเห็นอีกแล้วก็ได้ ว่าแต่พวกเราจะถึงเซี่ยงไฮ้พรุ่งนี้ใช่หรือเปล่า”
โจวเฉิงพยักหน้า “คืนนี้จะถึงจินหลิง เธออยากขึ้นฝั่งไปดูหน่อยไหม”
ไปเที่ยวชมจินหลิงรึ?
เมืองจินหลิงนอกจากแกงจืดวุ้นเส้นเลือดเป็ดกับเป็ดต้มเกลือที่เป็นของขึ้นชื่อแล้ว ที่นั่นยังเป็นถิ่นของตระกูลเจียงอีกด้วย!
ตอนที่ 950: ตระกูลเจียงแห่งจินหลิง
จากเจียงเฉิงมายังเซี่ยงไฮ้โดยอาศัยการเดินทางทางน้ำจะต้องล่องเรือผ่านหลายเมือง และจินหลิงก็คือเมืองใหญ่เมืองสุดท้ายก่อนที่จะถึงเซี่ยงไฮ้
ที่นี่คือเมืองหลวงเก่าของหกราชวงศ์
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพวกไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์และอารยธรรมมากนัก
โบราณสถานต่างๆ ยังไม่ยั่วยวนใจเท่าแกงจืดวุ้นเส้นเลือดเป็ดด้วยซ้ำ
คุยเรื่องประวัติศาสตร์เครียดเกินไป คุยเรื่องของอร่อยสบายใจกว่า
อีกอย่างตระกูลเจียงก็อยู่ที่จินหลิง!
ตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนทั้งสองนั่งเรือผ่านเมืองมาหลายเมือง โจวเฉิงยังไม่เคยพูดสักคำว่าจะขึ้นฝั่ง มีเพียงจินหลิงเท่านั้นที่เขาบอกว่าอยากลองขึ้นไปดูสักครั้ง แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอดคิดมากไม่ได้
“โจวเฉิง หยุดงานคราวนี้ นอกจากมาฉลองวันเกิดกับฉัน เธอมีภารกิจอื่นอีกใช่ไหม”
“ไม่ใช่ภารกิจหรอก ฉันต้องการมาอยู่กับเธอจริงๆ”
เพียงแต่พอนั่งเรือผ่านเมืองจินหลิง อยู่ๆ เขาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาว่า บางทีเขาควรถือโอกาสนี้ไปเจอใครสักคนสองคนเพื่อสืบความเคลื่อนไหวของตระกูลเจียงเสียหน่อย พอเซี่ยเสี่ยวหลานถามเช่นนี้ โจวเฉิงก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที เพราะเขาควรทุ่มเทกับแฟนอย่างเต็มที่น่ะสิ
“ได้ ฉันเห็นด้วย พวกเราขึ้นฝั่งที่จินหลิงกันเถอะ!”
การฉลองวันเกิดเมื่อวานและเซอร์ไพรส์ที่โจวเฉิงเตรียมมาทั้งหมด เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากทำลายบรรยากาศดีๆเช่นนี้
หาเรือโดยสารมาเพื่อให้บริการเธอกับโจวเฉิงแค่สองคนเช่นนี้ก็คือการเหมาเรือ แน่นอนว่าโจวเฉิงต้องจ่ายเงินไม่น้อยเลยทีเดียว!
เมื่อวานสมองของเธอทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เธอกลายเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่ถูกความดีใจครอบงำสติปัญญา
แม้จะนั่งรับลมบนเรือลำเดิม แต่เธอได้กลับมาเป็นประธานเซี่ยผู้ฉลาดหลักแหลมอีกครั้ง
ในเมื่อโจวเฉิงต้องแวะทำธุระระหว่างทาง แล้วเธอยังจะพูดอะไรได้อีก ดังนั้นขึ้นฝั่งที่จินหลิงก็พอ
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกแปลกใจ “ฉันอยากถามตั้งนานแล้ว เรือกับแท็กซี่ไม่เหมือนกัน ใช่ว่าอยากเรียกเมื่อไรก็เรียกได้ ถ้าอย่างนั้นเธอไปหาเรือโดยสารลำนี้มาจากไหน?”
“เป็นเรือว่างของบริษัทขนส่งทางเรือน่ะ บริษัทเพื่อนที่ฉันเคยรู้จักสมัยยังขายบุหรี่ เขาบอกให้ฉันออกค่าน้ำมันไปกลับ และให้ค่าตอบแทนพนักงานบนเรือก็พอ ไม่ได้ยุ่งยากมากมายอะไร”
โจวเฉิงพูดเหมือนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย
เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นหน้าเข้าไปหอมแก้มเขาก่อนจะผละออกอย่างรวดเร็ว
“พูดง่ายแต่ไม่รู้ต้องทุ่มเทมากแค่ไหนน่ะสิ!”
ไม่ว่าโจวเฉิงจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่มีทางที่เขาจะมีคนรู้จักอยู่ทั่วประเทศ
เขาต้องคำนวณระยะเวลาที่เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าร่วมงานสัมมนาที่เจียงเฉิง และเตรียมการทุกอย่างไว้ให้พร้อมอย่างลงตัว ซึ่งทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินและการวิ่งเต้นหาเส้นสาย
แน่นอนว่าเปลืองทั้งแรงและเวลา
แก้มของโจวเฉิงอุ่นร้อน แต่สภาพจิตใจช่างเบิกบานยิ่งนัก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าเขาจะทำอะไรล้วนเกิดจากความต้องการของเขาทั้งสิ้น
แต่หลังทำเสร็จแล้วมีคนให้การยอมรับความทุ่มเทของเขา รวมถึงความเข้าอกเข้าใจของเสี่ยวหลานทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าเหลือเกิน!
แฟนเขาทำไมถึงเข้าใจคนอื่นเป็นอย่างดีแบบนี้นะ
เสี่ยวหลานไม่เอาแต่ใจเลยสักนิด ไม่เหมือนกับหญิงสาวคนอื่นที่เขารู้จัก
แน่นอนว่าผู้หญิงที่โจวเฉิงจำได้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ลูกพี่ลูกน้องอย่างโจวอี๋ ต่งลี่ลี่ เกาเฟย... รวมไปถึงเจียงเหยียนอะไรนั่น แต่ละคนมีนิสัยเย่อหยิ่งไม่น่าเอ็นดูเลยสักนิด
เจียงเหยียนเป็นคนห้าว มีนิสัยตรงไปตรงมา แต่ก็มีความหยิ่งผยองในตัว
ถ้าไม่มีตระกูลเจียงคอยหนุนหลัง เจียงเหยียนคงไม่มีความมั่นใจในคำพูดและการกระทำเช่นนี้
โจวเฉิงเข้าใจ เพราะเขาเองก็ต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากครอบครัวเช่นกัน
ถ้าเขาเป็นแค่ผู้บัญชาการกองพันธรรมดา ธรรมดา จะสามารถมีเส้นสายเหมือนในปัจจุบันได้หรือ?
นับวันโจวเฉิงก็ยิ่งมองเห็นความจริง ที่คนอื่นให้เกียรติเขาไม่ใช่เพราะตัวเขาเองทั้งหมด แต่นั่นเป็นการให้เกียรติตระกูลโจว เพราะมีปู่ พ่อ และลุงของเขา เพราะความเพียรพยายามของคนรุ่นก่อน ชีวิตของเขาจึงราบรื่นมาได้อย่างทุกวันนี้
อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของโจวเฉิงคือการมีสติ
เวลานี้เขาไม่คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานอีกต่อไป
เขามีสติตระหนักรู้ถึงความสามารถและสถานะของตัวเอง
คนบางคนไม่เคยตระหนักคิดถึงเรื่องนี้ตลอดทั้งชีวิต และแม้โจวเฉิงจะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เขากลับเข้าใจโลกตอนอายุ22ปี
พึ่งพาครอบครัวน่าอายหรือเปล่า?
เขามีจุดเริ่มต้นสูงกว่าคนอื่น ดังนั้นเขาก็ต้องเดินไปให้ไกลกว่าคนทั่วไป
พอคิดถึงเจียงเหยียน ความคิดของโจวเฉิงก็ล่องลอยไปไกล
เซี่ยเสี่ยวหลานยืนอยู่ข้างๆ แต่เธอก็ไม่ได้ขัดจังหวะความคิดของเขา
โจวเฉิงไม่เหมือนเดิมตรงไหน
เขาไม่เหมือนตอนสือข่ายเพิ่งสละชีพ ตอนนั้นคนอื่นอ่านความคิดของโจวเฉิงไม่ออกสักนิด เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็สงสัยว่าเขากำลังจะเปลี่ยนเป็นคนชั่วร้ายได้ตลอดเวลา แต่ตอนนี้น่ะหรือ โจวเฉิงเหมือนกระบี่วิเศษที่ซ่อนคมเอาไว้ในฝัก แม้ยามอยู่ต่อหน้าเธอเขาจะยังคงทำตัวเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม ทว่ากลับดูนิ่งและสุขุมกว่าเมื่อก่อนมาก!
การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เป็นเรื่องดีใช่ไหม?
เซี่ยเสี่ยวหลานจับมือเขาพลางรู้สึกสงสารอยู่ในใจ
โจวเฉิงเพิ่งอายุ22ปีเท่านั้น หรือก็คืออายุของเด็กที่เรียนจบใหม่ คนทั่วไปไม่จำเป็นต้องแบกรับภาระมากมายขนาดนี้ แต่โจวเฉิงกลับเคยเจอทั้งสงคราม ผ่านความเป็นตาย นอกจากมุ่งมั่นกับความก้าวหน้าทางอาชีพของตัวเองแล้ว เขายังต้องการช่วยพี่พานซานพลิกคดี...
ทั้งสองคนต่างคนต่างกำลังใช้ความคิดของตัวเอง
จนกระทั่งถึงเมืองจินหลิง
โจวเฉิงจ่ายเงินให้พนักงานบนเรือ และบอกให้เรือโดยสารขับกลับไปได้
หลังจากเขากับเซี่ยเสี่ยวหลานลงเรือไปแล้ว พนักงานก็ตบอกตัวเองอย่างโล่งอก “หายากจริงๆ จ่ายเงินเหมาเรือไปตั้งมาก แต่กลับนั่งไปไม่ถึงจุดหมาย ไม่รู้ว่าเป็นคุณชายมาจากไหนถึงได้ผลาญเงินครอบครัวเช่นนี้!”
“เธอรู้ได้อย่างไรว่าเขาผลาญเงินครอบครัว?”
“ถ้าไม่ใช่เงินของครอบครัว เขาจะหาเงินเองได้มากถึงเพียงนี้หรือ!”
“ถ้าฉันมีคู่ครองสวยขนาดนั้นก็คงยอมควักเงินหมดตัวเพื่อเอาใจเธอเหมือนกัน...”
“ถุย เงินทั้งเนื้อทั้งตัวของนายยังไม่พอจ่ายค่าน้ำมันเรือเที่ยวนี้ด้วยซ้ำ!”
ทำไมถึงมีเงินมากมายขนาดนั้น?
พนักงานบนเรือไม่เข้าใจสักนิด
แต่แน่นอนว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พวกเถ้าแก่ทางใต้คงขับรถเบนซ์พร้อมโอบกอดสาวสวยให้เห็นกันทั่วเมือง และพฤติกรรมใช้เงินราวกับเศษกระดาษเช่นนี้ คงทำให้พนักงานกินเงินเดือนเหล่านี้รู้สึกกระทบกระเทือนใจไม่น้อย
ยุคสมัยกำลังเคลื่อนไปข้างหน้า หากไม่รีบไล่ตามให้ทัน จะถูกทิ้งห่างมากขึ้นทุกที!
เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเสียงนินทาของคนเหล่านั้นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
ครั้งนี้โจวเฉิงจ่ายเงินไปไม่น้อย แต่เขาคือคนที่หาเงินมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง จะใช้จ่ายอย่างไรไม่จำเป็นต้องรายงานให้ใครฟัง
ไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ?
ยังมีเรื่องให้ไม่เข้าใจอีกมาก ทว่าเธอไม่จำเป็นต้องอธิบายให้คนแปลกหน้าเกิดความกระจ่างแจ้ง
ดูเหมือนว่าดินฟ้าอากาศของจินหลิงจะยอดเยี่ยมมาก สหายหญิงที่เดินอยู่ตามท้องถนนก็ไม่เหมือนสหายหญิงจากอวี้หนานแม้แต่น้อย
ผิวขาวเนียนละเอียด และรู้จักแต่งเนื้อแต่งตัว
มิน่าคนถึงพูดกันว่า สาวเจียงซูพูดจาอ่อนหวาน แค่ฟังพวกเธอคุยกันก็รับรู้ได้ถึงความแตกต่างจากอวี้หนานอย่างสิ้นเชิง
โจวเฉิงพาเซี่ยเสี่ยวหลานไปกินแกงจืดวุ้นเส้นเลือดเป็ด และซื้อเป็ดต้มเกลือกลับโรงแรม
ตกกลางคืนโจวเฉิงก็ออกไปข้างนอกตามลำพัง จนกระทั่งฟ้าสว่างเขาก็ยังไม่กลับมา อยู่ที่จินหลิงไม่เหมือนอยู่บนเรือ พวกเขาได้เปิดห้องสองห้อง ตอนเช้าหลังเซี่ยเสี่ยวหลานจัดการธุระของตัวเองเสร็จ เธอจึงอยากเรียกโจวเฉิงไปกินมื้อเช้าด้วยกัน แต่เคาะประตูสักพักก็ไม่มีคนเปิดประตู
สิบโมงผ่านไป โจวเฉิงถึงรีบร้อนกลับมาจากข้างนอก สีหน้าเขาดูอ่อนเพลียยิ่งนัก
“พวกเราคงอยู่จินหลิงต่อไม่ได้แล้ว ต้องรีบเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ตอนนี้เลย”
เซี่ยเสี่ยวหลานใจกระตุก รีบร้อนขนาดนี้ หรือว่าตระกูลเจียงจะรู้ข่าวแล้ว?
“ฉันเก็บสัมภาระเสร็จตั้งแต่เช้าแล้วละ ถ้าเธอบอกว่าต้องรีบไป เราก็ไปกันเถอะ”
โจวเฉิงพยักหน้ารับ เขากลับห้องไปเพื่อเก็บข้าวของของตัวเอง
ตั้งแต่โจวเฉิงกลับมาจนกระทั่งทั้งคู่เก็บของคืนห้องเสร็จ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เพิ่งเดินออกจากโรงแรม รถจี๊ปคันหนึ่งก็เคลื่อนมาจอดตรงหน้าพวกเขา
ชายคนหนึ่งยื่นศีรษะออกมาทางหน้าต่างรถ
“โจวเฉิง บังเอิญขนาดนี้เลยหรือ มีคนแจ้งข่าวกับฉันตั้งแต่เช้าว่านายมาที่จินหลิง แต่ฉันไม่อยากเชื่อหรอก โจวเฉิงเป็นใครกัน จะมาเมืองเล็กๆแบบนี้ได้อย่างไร ฉันถึงได้มาดูให้เห็นกับตาตัวเองเช่นนี้ ในเมื่อมาถึงแล้วทำไมถึงรีบกลับนักล่ะ ทำแบบนี้ใช้ได้เสียที่ไหน ถ้าฉันต้อนรับไม่ดีแล้วคนลือกันออกไป ฉันเจียงอู่คนนี้คงเสียหน้าแย่!”
ผู้ชายคนนี้ก็คือคนที่เซี่ยเสี่ยวหลานเคยได้ยินแค่ชื่อแต่ไม่เคยเจอหน้า เจียงอู่!
จบตอน
Comments
Post a Comment