boss80 ep951-960

 ตอนที่ 951: เจียงอู่ขาเป๋


เขาก็คือคุณชายใหญ่เจียง ลูกพี่ลูกน้องของเจียงเหยียน คนที่มีความแค้นกับพี่พานซาน และทำให้พี่พานซานจำเป็นต้องถอนตัวออกจากกองทัพ?


มองดูแล้วเหมือนจะอายุมากกว่าโจวเฉิงหลายปี แต่ไม่ได้มากถึงขนาดนั้น อายุของเขาน่าจะประมาณ30ปี


เขายังสามารถขับรถได้ ไม่เหมือนคนพิการตรงไหนเลย


หน้าตาของเขาคล้ายกับเจียงเหยียนอยู่บ้าง เจียงเหยียนเป็นสหายหญิงหน้าตาสะสวย ดังนั้นเจียงอู่ผู้เป็นพี่ชายย่อมไม่อัปลักษณ์ หากพูดตามความจริงเจียงอู่ไม่ใช่แค่ไม่อัปลักษณ์ แต่ยังคมคายมากทีเดียว


เซี่ยเสี่ยวหลานมองเจียงอู่อย่างพิจารณา สายตาของเจียงอู่เองก็หยุดอยู่ที่ตัวเธอด้วยเช่นกัน


เจียงอู่มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน


“โจวเฉิง นี่คือคู่ครองของนายอย่างนั้นหรือ ที่แท้นายชอบแบบนี้เองสินะ มิน่าเล่า ไม่ว่าอาเหยียนจะพยายามแค่ไหนนายก็ไม่หวั่นไหวสักนิด! ก็นั่นสินะ เธอจะฝืนใจคนที่ชอบกินแครอทให้มากินเนื้อได้อย่างไร...”


โจวเฉิงไม่อยากคุยกับเจียงอู่แม้แต่คำเดียว


แต่หากเจียงอู่ไม่ลามปามมาถึงตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาคงเห็นอีกฝ่ายเป็นแค่อากาศธาตุไปแล้ว


เมื่อได้ยินที่เจียงอู่เปรียบเทียบเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นแครอท โจวเฉิงก็จับที่เปิดประตูรถแล้วก็กระชากเปิดมันออกอย่างแรง


“อยากทำหน้าที่เจ้าถิ่นมากไม่ใช่หรือ เช่นนั้นก็ลงมา แอบอยู่ในรถวิพากษ์วิจารณ์ผู้หญิงของฉันใช้ได้เสียที่ไหน เจียงอู่ ถึงเมื่อก่อนนายจะสารเลว แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นลูกผู้ชาย ทว่าตอนนี้คงทำได้แค่เหน็บแนมคนอื่นสินะ!”


โจวเฉิงพูดเช่นนี้ เจียงอู่จะอยู่บนรถต่อได้อย่างไร


หลังจากเขาลงจากรถ เซี่ยเสี่ยวหลานก็พบว่าท่าเดินของเขาดูแปลกประหลาด ขาข้างซ้ายของเขาเดินกะเผลก


นี่ก็คือความพิการของเจียงอู่สินะ?


เจียงอู่จ้องหน้าเธอเขม่น “ทำไม ไม่เคยเห็นคนขาเป๋หรืออย่างไร? นี่คือของขวัญที่พานซานทิ้งไว้ให้ฉันอย่างไรเล่า ฉันล่ะเสียดายจริงๆ ที่ตอนนั้นออมมือไปหน่อย ไม่ได้แทงตามันให้บอดไปเสีย”


รอยแผลเป็นที่ตาขวาของพี่พานซาน ที่แท้เป็นฝีมือของเจียงอู่นี่เอง


เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวเสียงเย็นอย่างไม่หวาดกลัว “อาจจะไม่ใช่การออมมือ แต่เป็นเพราะความสามารถไม่ถึงกระมัง”


ฝีเท้าของเจียงอู่ชะงักกึก ครั้งนี้สายตาที่มองเซี่ยเสี่ยวหลานหาใช่เหยียดหยามอีกต่อไป ทว่ากลับเจือไปด้วยความมุ่งร้าย


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเหมือนถูกงูพิษจับจ้อง เจียงอู่หันไปหาโจวเฉิงพร้อมกับเอ่ยปากชม “ฉันผิดไปแล้ว ผู้หญิงที่นายหามาได้ นอกจากหน้าตาแล้ว นิสัยก็ยังน่าสนใจ... โจวเฉิง นายคอยเฝ้าไว้ให้ดีหน่อยล่ะ ตอนนี้บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุขนัก ผู้หญิงสวยๆควรเก็บเอาไว้ในบ้าน พาออกมาอวดคนอื่นไปทั่วแบบนี้ระวังจะหาเรื่องใส่ตัว!”


“กำลังขู่ฉันอย่างนั้นหรือ?” โจวเฉิงแค่นหัวเราะ “ก็จริง นายมีดีแค่พูดจาเหน็บแนม และลอบกัดคนอื่นลับหลังเท่านั้นสินะ ตอนนี้อย่าว่าแต่พี่พานซานเลย กับคนอื่นนายก็คงสู้ไม่ไหว”


เจียงอู่แค่นเสียงฮึในลำคอ ความขัดแย้งระหว่างเขากับพานซาน ทำให้พานซานถูกบีบออกจากกองทัพ แต่เจียงอู่เองก็ต้องพิการไปตลอดชีวิต!


พานซานหมดอนาคต ทว่าอนาคตของเจียงอู่ก็พังทลายลงเช่นกัน


คนพิการจะสามารถนำกองพันทหารได้อย่างไร?


คนพิการไม่สามารถออกไปปฏิบัติภารกิจได้


เจียงอู่จึงทำได้แค่ย้ายมาเป็นพนักงานนั่งโต๊ะ!


แต่เขาไม่ใช่บุคลากรที่มีความรู้ในด้านทักษะเชิงวิชาการ เขาไม่เข้าใจงานวิจัยจรวด ไม่รู้จักทฤษฎีระเบิดปรมาณู และสร้างเครื่องบินไม่เป็น แน่นอนว่าย้ายมาเป็นพนักงานฝ่ายวิชาการก็มีโอกาสที่จะก้าวหน้า แต่เส้นทางของเขานั้นช่างยากลำบากนัก เจียงอู่มองไม่เห็นอนาคตที่สดใสแม้แต่น้อย พานซานทำให้ขาเขาพิการ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการทำลายทั้งชีวิตของเขา!


คำพูดของโจวเฉิงแทงใจเจียงอู่เข้าอย่างจัง เขาจึงทำสีหน้ากล้ำกลืนอยู่นาน เครียดจนเส้นเลือดตรงขมับนูนปูด เจียงอู่หอบหายใจถี่ และพยายามอดกลั้นโทสะนี้เอาไว้


“ฉันน่ะหรือลอบกัด? นายพูดผิดแล้ว ฉันกับพานซานต้องตายกันไปข้าง วันไหนที่มันยังไม่ฆ่าฉัน ฉันก็จะเป็นคนฆ่ามันให้ตาย”


เจียงอู่พูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่เมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วก็รู้สึกตกใจยิ่งนัก


เจียงอู่ช่างกร่างเหลือเกิน ไม่มีความเกรงกลัวสิ่งใดเลยสักนิด อยู่ต่อหน้าเธอกับโจวเฉิงเช่นนี้ยังกล้าเอ่ยปากยอมรับว่าอยากสังหารพี่พานซานอีกด้วย


เพราะจินหลิงคือถิ่นของตระกูลเจียงอย่างนั้นหรือ?


ตระกูลเจียงเป็นกลุ่มคนแบบไหนกัน ควบคุมเจียงอู่ไม่ได้ หรือไม่อยากใส่ใจเขากันแน่


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดไปถึงเจียงเหยียน พอมีเจียงอู่เป็นตัวเปรียบเทียบแล้ว พฤติกรรมของเจียงเหยียนดูเด็กน้อยไปทันที


โจวเฉิงขมวดคิ้วมุ่น เจียงอู่คือหมาบ้าอย่างแท้จริง


เมื่อคืนเขาอยากหาคนมาช่วยสืบข่าว แต่กลับคว้าน้ำเหลว


คนของเขาที่ประจำการอยู่ที่จินหลิงถูกสั่งย้ายไปหมดแล้วตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ตอนนั้นโจวเฉิงอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ริมชายฝั่ง ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ข่าวนี้เลยสักนิด เมื่อลองนับเวลาดู มันคือช่วงที่เขาถูกกักตัวสอบสวนพอดี... ตอนนี้พอคิดขึ้นมาได้ ดูเหมือนการกักตัวสอบสวนคราวนั้นจะไม่ใช่เพราะอยากโจมตีพานซานเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการปิดหูปิดตาเขาอีกด้วยสินะ


ตระกูลเจียงอาศัยเวลาช่วงนั้นทำเรื่องใหญ่ไม่น้อย


โจวเฉิงที่คว้าน้ำเหลวในการหาคนช่วยสืบข่าวจึงรีบกลับมาเตรียมตัวเดินทางออกจากจินหลิง เพราะเขาไม่อยากให้ตระกูลเจียงรู้ข่าวว่าเขาอยู่ที่นี่


ตระกูลเจียงคงสั่งให้คนคอยจับตามองเขาตลอดเวลา


ระวังตัวกันขนาดนี้เลยหรือ?


เดิมทีโจวเฉิงเชื่อข้อมูลที่เจียงเหยียนให้มาแค่หนึ่งส่วน พอหลังโจวกั๋วปินสั่งให้คนไปตรวจสอบ เขาก็เชื่อเพิ่มขึ้นเป็นสามส่วน แต่ตอนนี้น่ะหรือ เขาชักเชื่อแล้วว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริงถึงห้าส่วน


“เจียงอู่ นี่น่ะหรือมิตรภาพของเจ้าถิ่น? ถ้าทำได้แค่พูดจาข่มขู่ ฉันก็คงไม่ว่างมาเสียเวลาด้วย มาทางไหนก็ไสหัวกลับไปเสียเถอะ”


เจียงอู่หรี่ตามอง “มาถึงที่นี่ทั้งที ฉันก็ต้องอยากต้อนรับนายให้ดีสิ ครั้งก่อนที่นายมาจินหลิงคือตอนจัดงานประลองเมื่อนานมาแล้วสินะ”


เขาทำเหมือนเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นอากาศธาตุ และพูดถึงเจียงเหยียนขึ้นมาอีกครั้ง “นายเลือกยืนอยู่ข้างพานซาน ฉันไม่คัดค้าน ถึงอย่างไรฉันกับพานซานก็ต้องตายกันไปข้าง แต่มันเกี่ยวอะไรกับอาเหยียนด้วยเล่า พอเธอได้ยินว่านายไปเรียนที่วิทยาลัยทหารบก อาเหยียนก็รีบตามไปทันที... เด็กคนนั้นไม่เข้าใจสักที ว่านายไม่เห็นความสำคัญของเธอแม้แต่น้อย”


เจียงอู่กำลังเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจียงเหยียน?


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเอือมระอายิ่งนัก


เขาจงใจตีรวนความสัมพันธ์ของเธอกับโจวเฉิงหรือทำไปเพราะรักน้องสาวกันแน่?


แต่ถ้าพี่น้องรักกันจริง แล้วทำไมเจียงเหยียนถึงเอาข้อมูลที่ส่งผลเสียต่อเจียงอู่ให้กับโจวเฉิงเล่า!


เซี่ยเสี่ยวหลานยืนฟังอยู่เงียบๆ และพยายามเก็บข้อมูลจากคำพูดของเจียงอู่ให้ได้มากที่สุด


แต่เจียงอู่คนนี้เปลี่ยนเรื่องวกวนไปมาอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็บอกว่าอยากฆ่าพานซาน เดี๋ยวก็ตัดพ้อแทนน้องสาว สักพักก็เปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น


เขาบอกว่าอยากทำหน้าที่เจ้าถิ่นที่ดี ที่แท้ก็คือการหาที่นั่งดื่มกับโจวเฉิง


ผู้ชายคนนี้เหมือนจะระแวงมากที่อยู่ๆ โจวเฉิงก็เดินทางมาจินหลิง ทุกประโยคที่เขาพูดกับโจวเฉิงล้วนมีจุดประสงค์แอบแฝง เขากำลังหยั่งเชิงว่าโจวเฉิงรู้เรื่องมากน้อยแค่ไหนอย่างนั้นหรือ?


เหล้าขาวไหลลงคอแก้วแล้วแก้วเล่า


เจียงอู่เริ่มอาละวาดเพราะความเมา พร้อมทั้งด่ากราดโจวเฉิงอย่างไม่มีชิ้นดี


ในขณะที่โจวเฉิงนั้นยิ่งดื่มหน้ายิ่งซีด ทว่าร่างกายกลับไม่โซเซเลยสักนิด แววตาของเขาก็ดูมีสติดีเยี่ยม เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้มาก่อนเลยว่าโจวเฉิงคอแข็งขนาดนี้!


ในที่สุดเจียงอู่ก็ทำท่าพะอืดพะอม ราวกับกำลังจะอาเจียนอยู่สักพัก ก่อนที่เขาจะฟุบลงกับโต๊ะ


โจวเฉิงมองเจียงอู่อยู่นานด้วยแววตาอ่านยาก เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นดังนั้นก็ชักหวั่นใจ


“อย่าวู่วาม”


เจียงอู่ตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะป้องกันตัว แน่นอนว่าโจวเฉิงสามารถเอาชีวิตเขาได้อย่างง่ายดาย แต่ต่อให้ผู้ชายคนนี้จะน่ารังเกียจแค่ไหน โจวเฉิงก็ไม่ควรลงมือปลิดชีวิตเขาด้วยตัวเอง


“เสี่ยวหลาน ช่วยพยุงฉันหน่อย”


ในที่สุดโจวเฉิงก็เริ่มทรงตัวไม่ไหว


ที่แท้ไม่ใช่เขาไม่เมา แต่แค่ฝืนมันเอาไว้เท่านั้น เจียงอู่ตั้งใจมอมเหล้าเขา ดังนั้นการที่โจวเฉิงต้องประคองสติของตัวเองเอาไว้ให้ได้นานที่สุดช่างเป็นเรื่องยาก เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกโมโหแทนโจวเฉิงจนเตะเจียงอู่ไปหนึ่งที


“อยู่จินหลิงต่อไม่ได้แล้ว เรารีบกลับปักกิ่งกันเถอะ ถูกคนแบบนี้ตามตอแย ทำลายบรรยากาศเสียจริง!”



ตอนที่ 952: แค้นนี้ต้องตายกันไปข้าง!



เซี่ยเสี่ยวหลานเตะเจียงอู่ ในขณะที่เจียงอู่กรนเสียงดัง ร่างกายของเขาอ่อนปวกเปียกหมดเรี่ยวแรง ขยับตัวแต่ไร้ซึ่งสติ


คนสารเลวแบบนี้กล้าเมาต่อหน้าโจวเฉิงจริงหรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มั่นใจสักนิดว่าเจียงอู่กำลังเล่นละครอยู่หรือไม่ เธอจึงบอกว่าจะไปปักกิ่ง ทั้งที่ความจริงแล้วเธอกับโจวเฉิงกำลังจะไปเซี่ยงไฮ้ เดิมทีเวลานี้กำลังอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด แต่เมื่อเห็นท่าทางของเซี่ยเสี่ยวหลานโจวเฉิงก็อดยิ้มออกมาไม่ได้


โจวเฉิงช่างหล่อเหลาจริงๆ ดื่มเหล้ามากเสียขนาดนั้น เมื่อครู่หน้าซีดเผือดแต่ตอนนี้พอฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มทำงานหน้าของเขาจึงแดงก่ำไปหมด


เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยพยุงตัวพลางท่องอมิตาพุทธในใจ


เธอไม่แตะเหล้าสักหยด แต่ถึงแม้จะไม่เมาเหล้าแต่เธอก็เมารัก เพราะถูกความดีงามของโจวเฉิงมอมเมาเข้าเสียแล้ว


โจวเฉิงวางแขนข้างหนึ่งพาดบนไหล่เธอ และถ่ายเทน้ำหนักครึ่งตัวลงมา ดูเหมือนเขาจะดื่มไปไม่น้อยเลยจริงๆ!


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่า หลังจากที่เธอเพิ่งพยุงตัวโจวเฉิงออกไป ก็มีคนเปิดประตูเข้ามา


และเจียงอู่ที่เมื่อครู่มีอาการเมามายก็ลุกขึ้นนั่งตัวตั้งตรง


“คุณชาย จะปล่อยเขาไปแบบนี้หรือครับ”


เวลานี้เจียงอู่มีกลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งตัว “คิดว่าเขาเป็นหมาแมวที่อยากรั้งตัวไว้ที่จินหลิงก็สามารถทำได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ เขาคือโจวเฉิงนะ!”


ขนาดพานเป่าหัวยังมีหัวหน้าระดับสูงคุ้มกะลาหัว


ทั้งที่พานเป่าหัวเป็นแค่ลูกหลานชาวนาธรรมดา นอกจากผลงานที่โดดเด่นแล้ว เขาไม่มีอำนาจของครอบครัวคอยหนุนหลังแม้แต่น้อย


แต่โจวเฉิงนั้นไม่เหมือนกัน โจวเฉิงไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป เขาคือคนของตระกูลโจว และตระกูลโจวไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลเจียงเลยสักนิด บางทีอาจจะแข็งแกร่งกว่าตระกูลเจียงเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่รุ่นของพ่อโจวเฉิงไม่ได้เน้นการขยายอำนาจในกองทัพอีกต่อไป ต่างจากตระกูลเจียงที่คอยดูแลอาณาเขตของตัวเองไว้ไม่ให้เกิดการสั่นคลอน


เรื่องของพานเป่าหัว ตระกูลโจวไม่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่


แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับโจวเฉิง ตระกูลโจวคงบ้าคลั่งอย่างแน่นอน


ทุกสิ่งที่เจียงอู่มีในปัจจุบันได้มาเพราะครอบครัวทั้งสิ้น ดังนั้นเขาไม่มีทางทำให้ตระกูลเจียงตกอยู่ในอันตรายเป็นอันขาด


“อยู่ดีๆ โจวเฉิงมาจินหลิงทำไม เขารู้อะไรเข้าหรือเปล่า แล้วรู้มากน้อยแค่ไหน... แต่ถ้ารู้แล้วใครกันที่เป็นคนบอก? อาเหยียนเป็นน้องสาวที่แสนดีของฉัน ที่บ้านก็คาดหวังกับเธอมาก เธอคงไม่ทำเรื่องโง่ๆหรอกใช่ไหม...”


กลิ่นเหล้าที่คละคลุ้งเวลาที่เจียงอู่พูด แม้แต่คนที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ยังไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ


ตั้งแต่เจียงอู่พิการเขาก็กลายเป็นคนอ่านยาก คนรอบข้างดูไม่ออกสักนิดว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ถึงอย่างไรคนในตระกูลก็ต้องตามใจเขาทุกอย่าง


เจียงอู่กับเจียงเหยียนถึงจะเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ก่อนเกิดเรื่องของพานเป่าหัวขึ้น พวกเขานั้นสนิทกันมาก


แต่เพราะความขัดแย้งระหว่างเจียงอู่กับพานเป่าหัว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเหยียน โจวเฉิง พานเป่าหัวและคนอื่นๆได้แตกสลายไป แม้เจียงเหยียนจะเลือกสนับสนุนเจียงอู่ แต่ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว


ก่อนตรุษจีน เจียงเหยียนได้ทะเลาะกับเจียงอู่อย่างรุนแรง


หลังจากนั้นเธอก็บอกว่าจะไปเรียนที่วิทยาลัยทหารบก


พอดีกับที่ทางวิทยาลัยต้องการจัดชั้นเรียนสื่อสารขึ้นมา เจียงเหยียนจึงตัดสินใจยื่นเรื่องเข้าไปเรียนที่นั่นโดยไม่ขออนุญาตจากที่บ้าน


หลังเจียงอู่รู้ข่าว เจียงเหยียนก็ไปรายงานตัวที่วิทยาลัยแล้ว แน่นอนว่าตระกูลเจียงคงลากตัวเธอกลับมากลางคันไม่ได้


เจียงอู่คิดถึงเรื่องนี้แล้วสีหน้ายิ่งบอกบุญไม่รับ


“ถ้าโจวเฉิงชอบพอเจียงเหยียน มันคงเป็นการแต่งงานที่ยอดเยี่ยมไม่น้อยทีเดียว ตระกูลเจียงกับตระกูลโจวเหมาะสมกัน โจวเฉิงเองก็เป็นคนมีอนาคต ทั้งสองตระกูลช่วยส่งเสริมกันและกันได้ น่าเสียดายที่โจวเฉิงเป็นเหมือนก้อนหินในบ่อมูล ทั้งเหม็นและแข็งกระด้าง คิดแต่จะช่วยเหลือพานซานอยู่ตลอด... ผู้หญิงข้างกายโจวเฉิงคนนั้นก็รับมือยาก อาเหยียนคงแย่งโจวเฉิงมาไม่ไหวแน่นอน”


เจียงอู่พึมพำกับตัวเอง คนด้านข้างเขาฟังแล้วรวบรวมความกล้ากล่าวว่า “ถ้าไม่มีเธอ...”


เจียงอู่ชะงักเล็กน้อย “ขอฉันคิดดูก่อน”


เรื่องแบบนี้ไม่ลงมือก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าจะลงมือแล้วก็ต้องทำอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย


แต่โลกใบนี้ขอแค่เคยทำ แล้วจะสามารถลบร่องรอยทั้งหมดได้อย่างไร?


ก็เหมือนเรื่องที่ตระกูลเจียงพยายามลบล้าง สุดท้ายก็มีคนตามกลิ่นมาได้มิใช่หรือ โจวเฉิงถึงมาที่จินหลิงเช่นนี้!


โจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


อากาศช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนั้นแปรปรวนมาก อากาศร้อนอยู่หลายวัน สุดท้ายเมฆฝนก็เริ่มก่อตัว ตามมาด้วยเสียงท้องฟ้าคำราม ดูเหมือนว่าอีกไม่นานฝนคงจะตก


แผลที่ขาของเจียงอู่เจ็บเหมือนมีมดนับพันตัวกำลังแทะเล็ม


ขาข้างนี้ของเขาแม่นยำยิ่งกว่าพยากรณ์อากาศ


วันปกตินั้นไม่เท่าไร แต่วันไหนที่สภาพอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนมันจะมีอาการเจ็บปวดเกินทน เขาผ่าตัดมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง อาการขาเป๋จึงดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่อาจกลับไปเหมือนเมื่อก่อนได้อีกแล้ว


อากาศเปลี่ยนแปลงทีไรอาการเจ็บปวดจะกำเริบ แพทย์แผนตะวันตกเองก็อับจนหนทาง ได้แต่บอกให้เขากินยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเท่านั้น


แพทย์แผนจีนยิ่งแล้วใหญ่ บอกว่าต้องค่อยๆปรับสมดุลในร่างกาย


เจียงอู่ไม่สนใจแม้แต่น้อย


รักษาขาไม่หาย กินยาแก้ปวดไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร เขาต้องการความเจ็บปวดนี้มาเป็นเครื่องเตือนใจ และจดจำเอาไว้ว่าศัตรูของเขาคือพานซาน!


พานซานแค่ออกจากกองทัพ ทว่ามือเท้าไม่พิการ สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญอยู่ข้างนอก ทุกครั้งที่คิดเช่นนี้ เจียงอู่จะรู้สึกทรมานจนกินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่เสมอ


-----------------------------


“นี่คือคู่ครองของเธอหรือ?” พี่สาวฝั่งตรงข้ามถามเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างสนใจ


โจวเฉิงขึ้นรถไฟมาก็ฟุบหลับไปทันที โชคดีที่เขาอดทนจนขึ้นรถไฟสำเร็จ ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็วางใจได้สักที มิเช่นนั้นเธอคงแบกโจวเฉิงต่อไปไม่ไหว แม้โจวเฉิงจะดูผอม แต่เขานั้นสูงมาก ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม น้ำหนักตัวไม่เบาเลยสักนิด


รถไฟเป็นแบบสองที่นั่งหันหน้าเข้าหากัน เพราะรีบร้อนเซี่ยเสี่ยวหลานจึงหาซื้อที่นั่งแบบที่ไม่สามารถนอนได้ แค่หารถไฟไปเซี่ยงไฮ้ได้เซี่ยเสี่ยวหลานพอใจมากแล้ว ทว่านั่งหันหน้าชนกันเช่นนี้ไม่มีความเป็นส่วนตัวสักนิด อีกทั้งพี่สาวฝั่งตรงข้ามก็อยากรู้อยากเห็นมาก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงจำต้องพยักหน้ารับ


“คู่ครองฉันเองค่ะ”


พี่สาวเดาะลิ้นสองที “นี่คงดื่มจนเมาสินะ”


ร่างกายโจวเฉิงมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปทั้งตัว หลับไม่ได้สติเช่นนี้คงปิดบังไม่ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงตอบแบบขอไปทีว่า


“ก่อนขึ้นรถไฟเขาไปดื่มกับเพื่อนมาไม่กี่แก้วก็เป็นแบบนี้แล้วละค่ะ”


“คนหนุ่มก็อย่างนี้แล ดื่มเหล้าทีไรไม่รู้จักคำว่าประหยัดอดออม แต่สองปีมานี้ชีวิตของผู้คนก็ดีขึ้นมาก หลายปีก่อนแค่กินให้อิ่มยังเป็นปัญหา ดื่มเหล้าเต็มที่ได้เสียที่ไหน สามีฉันเองก็ชอบดื่มเหมือนกัน แค่ถั่วลิสงทอดจานเดียวดื่มเหล้าได้เป็นโหล ไม่ว่ากับแกล้มจะเป็นอะไรก็ดื่มได้ทั้งนั้น!”


ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ พี่สาวคนนั้นเริ่มรู้สึกกระดากอาย “จะเล่าให้สาวน้อยคนนี้ฟังไปทำไมกันเล่า!”


พี่สาวถลึงตาใส่ “เธอดื่มได้ แล้วฉันเล่าไม่ได้หรืออย่างไร”


เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วได้แต่เอือมระอาอยู่ในใจ


โจวเฉิงเมาแล้วน่ากลัวยิ่งนัก คนอื่นยิ่งดื่มหน้ายิ่งแดง แต่โจวเฉิงยิ่งดื่มหน้ากลับยิ่งขาวซีด


เวลาพูดชัดถ้อยชัดคำ เวลาเดินก็ทรงตัวได้เป็นอย่างดี


แต่พอฤทธิ์แอลกอฮอล์ค่อยๆปรากฏให้เห็น แก้มของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อ


ตอนมาถึงสถานีรถไฟ โจวเฉิงยังคงมีสติดีเยี่ยม แถมยังบอกเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยว่าการที่เธอพูดต่อหน้าเจียงอู่ว่าจะกลับปักกิ่งนั้นเป็นการระวังตัวที่ดีมาก


ความจริงแล้วทั้งสองคนซื้อตั๋วรถไฟไปที่เซี่ยงไฮ้


หลังรถไฟเคลื่อนออกจากสถานีจินหลิง โจวเฉิงก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงฟุบหลับสนิททันที


เซี่ยเสี่ยวหลานทั้งรู้สึกขำทั้งรู้สึกเป็นห่วง


สองสามีภรรยาฝั่งตรงข้ามยังคงเถียงกันไม่เลิก ทะเลาะกันบนรถไฟเช่นนี้ โจวเฉิงคงหลับไม่ดีเท่าไร


พี่สาวเห็นเธอดูกลุ้มใจ จึงให้คำแนะนำว่า “ไปกดน้ำร้อนมาพักไว้ให้เย็นลงหน่อยสิ คนเมาเวลาตื่นขึ้นมาอย่างแรกคืออยากเข้าห้องน้ำ อย่างที่สองคืออยากดื่มน้ำ เรื่องนี้ฉันมีประสบการณ์มาก่อน พวกเธอคงเพิ่งแต่งงานกันสินะ ถึงไม่รู้เรื่องพวกนี้น่ะ”


ดื่มเหล้ามากๆแล้วจะคอแห้ง แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดี


เธอจึงทำตามคำแนะนำของพี่สาว ก่อนจะลุกขึ้นไปกดน้ำ


เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเดินมาถึงที่กดน้ำก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอกดน้ำพลางปาดน้ำตา ข้างกายเธอมีหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ด้วย ใบหน้าขาว ริมฝีปากสีแดงสด แต่งตัวดูภูมิฐานไม่น้อย


“ฉันเป็นคนมีน้ำใจ ทนเห็นคนเดือดร้อนไม่ได้...”


ได้ยินดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็ชะงักฝีเท้าในบัดดล โลกช่างกลมเสียจริงๆ!



ตอนที่ 953: มีเรื่องอะไรให้ไปหาคุณตำรวจ



เรื่องกดน้ำคงไม่ได้กดอีกแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจเดินกลับที่นั่งทันที


ถึงอย่างไรคนบนรถก็แน่นไปหมด เธอคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้อีกฝ่ายผิดสังเกตแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนความจำดี คนทำธุรกิจ แม้ความจำด้านอื่นจะไม่ดีก็ไม่เป็นไร แต่สิ่งสำคัญคือต้องจดจำหน้าคนให้ได้ เริ่มแรกเซี่ยเสี่ยวหลานก็จำหน้าคนไม่เก่ง บางคนเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว เธอจะจำได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร


ตอนหลังเธอเคยเจ็บปวดเพราะเรื่องนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงฝึกฝนอย่างจริงจัง โดยใช้วิธีสังเกตลักษณะพิเศษของอีกฝ่ายเป็นการจดจำ


ลูกค้าบางคนหลายปีเจอกันแค่ครั้งเดียว แต่เธอก็ยังจำอีกฝ่ายได้ แน่นอนว่าเรื่องนี้ช่วยเพิ่มคะแนนให้กับเธอ ไม่ว่าธุรกิจเล็กหรือใหญ่ ลูกค้าจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอยู่เสมอ


ดังนั้นเมื่อครู่เธอจึงจำหญิงวัยกลางคนคนนั้นได้ทันที


หนึ่งปีกว่าก่อนหน้านี้ เซี่ยเสี่ยวหลานได้ขึ้นรถไฟไปหยางเฉิงตามลำพัง และเจอกับนายหน้าค้ามนุษย์ที่คิดหลอกเธอไปทำงานหาเงินก้อนโต!


ตอนนั้นทังหงเอินเป็นคนช่วยเธอเอาไว้


แค่ชั่วพริบตา นายหน้าค้ามนุษย์ก็หนีลงจากรถไฟทันที


นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะเปลี่ยนเส้นทาง ไม่หลอกคนบนรถไฟจากซางตูไปหยางเฉิงแล้วหรือ? ใบหน้าขาว คิ้วเรียวบาง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางจำผิดแน่


ก็จริง หลังจากนั้นเธอนั่งรถไฟไปหยางเฉิงหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเจอผู้หญิงคนนั้นอีกเลย ดูท่าอีกฝ่ายจะระวังตัวมากขึ้น เมื่อทำงานล้มเหลวจึงเปลี่ยนเส้นทางในการทำงานสิ


“ยังไม่ทันกดน้ำ ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ”


“คนเยอะมากค่ะ อีกเดี๋ยวฉันค่อยไป”


คำตอบของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้พี่สาวรู้สึกอ่อนใจ คนหนุ่มสาวมักเป็นแบบนี้ ไม่มีความอดทนเอาเสียเลย


ภรรยาแบบนี้แต่งงานกลับบ้านมาทำอะไร คงแค่อยากเก็บไว้ดูให้เจริญหูเจริญตาสินะ


“ฉันจะไปกดน้ำเหมือนกัน ให้ฉันช่วยกดให้ไหม”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้างพลางส่งแก้วให้ “ถ้าอย่างนั้นขอบคุณพี่มากนะคะ!”


ที่แท้ไม่ได้มีแค่ความสวย ปากยังหวานอีกด้วย เรื่องนี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง พี่สาวช่วยกดน้ำกลับมาให้เซี่ยเสี่ยวหลาน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงหยิบเป็ดต้มเกลือที่ซื้อจากจินหลิงออกมาแบ่งให้พวกเขาทั้งสองคน


คราวนี้พี่สาวเป็นฝ่ายเกรงใจบ้างแล้ว


แม้เนื้อสัตว์จะไม่ได้หายากเหมือนเมื่อหลายปีก่อน แต่เพิ่งเจอกันครั้งแรกก็กินเนื้อเป็ดของคนอื่นเช่นนี้คงจะไม่งามสักเท่าไรน่ะสิ


“กินเถอะค่ะ อากาศร้อนมาก ถ้าเนื้อเสียก็คงต้องโยนทิ้งอยู่ดี แบบนั้นคือการสิ้นเปลืองไม่ใช่หรือคะ แต่หากกินแล้วก็จะไม่สิ้นเปลืองค่ะ!”


พูดจาดีมีเหตุผล


อีกฝ่ายเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแต่งตัวไม่แย่ คงมีฐานะอยู่บ้าง ถึงไม่สนใจเรื่องของกินเล็กน้อยแค่นี้


ทุกคนต่างพูดคุยกันเป็นครั้งคราว ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยังคงคิดถึงเรื่องเมื่อครู่


พวกค้ามนุษย์คนนั้น คงมีเป้าหมายเป็นเด็กสาวคนเมื่อครู่สินะ?


เด็กสาวกดน้ำพลางปาดน้ำตา อาจจะเจอกับปัญหาบางอย่างอยู่ก็ได้


พวกค้ามนุษย์จะอาศัยช่องโหว่เพื่อฉวยโอกาสลงมือ คนที่ดูนิสัยอ่อนโยนและมีเรื่องกลุ้มใจคือเป้าหมายหลักของพวกค้ามนุษย์ ปัญหาส่วนใหญ่สามารถใช้เงินแก้ไขได้ ปัญหาที่แก้ไขไม่ได้เป็นเพราะจำนวนเงินไม่มากพอทั้งนั้น พวกค้ามนุษย์มักใช้สิ่งนี้เป็นเครื่องมือ ใครรีบร้อนอยากใช้เงิน นายหน้าค้ามนุษย์จะบอกว่าสามารถช่วยแนะนำงานให้ได้ คำโป้ปดที่บอกว่างานที่ทำสามารถหาเงินได้ก้อนโต สำหรับเด็กสาวผู้อ่อนต่อโลกคงติดกับดักของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย


คนพวกนี้ หากไม่แต่งตัวเรียบง่ายเพื่อทำให้อีกฝ่ายไม่รู้สึกหวาดระแวง ก็จะแต่งตัวดูดีมีฐานะ คนทั่วไปที่ได้เห็นคงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นพวกค้ามนุษย์


ครั้งก่อนที่เจอกัน หญิงวัยกลางคนผู้นั้นได้เลือกลงมือกับเด็กสาวหน้าตาดี ครั้งนี้ก็เช่นกัน เพียงเท่านี้ก็ทราบขอบเขตธุรกิจของเธอได้อย่างชัดเจน


แววตาของเซี่ยเสี่ยวหลานดูเย็นชา ไม่ว่าผู้ซื้อจะเป็นใคร แต่คงไม่ใช่สถานที่ที่ดีอย่างแน่นอน ครั้งก่อนเธอปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ ครั้งนี้คงไม่ง่ายขนาดนั้น


เธอคงไม่อาจกำจัดนายหน้าค้ามนุษย์ให้หมดไปจากโลกใบนี้ แต่เมื่อบังเอิญเจอแล้ว เธอคงอยู่เฉยไม่ได้


โลกนี้มีธุรกิจตั้งมากมายให้เลือกทำ แต่มีสองอย่างที่เซี่ยเสี่ยวหลานเกลียดที่สุด หนึ่งคือค้ายาเสพติด และสองคือการค้ามนุษย์ อย่างแรกทำให้ครอบครัวแตกแยก อย่างหลังคือการทำลายชีวิตคนทั้งคน ระดับความเกลียดชังสองธุรกิจนี้ของเซี่ยเสี่ยวหลานเกินกว่าพวกค้าอาวุธสงครามเสียด้วยซ้ำ


เพียงแต่ เธอควรบอกตำรวจรถไฟโดยตรงเลยหรือไม่?


ถ้าจะแจ้งความอีกฝ่าย เธอยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดน่ะสิ


พี่สาวเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พี่สาวจึงชักเกรงใจขึ้นมา ถึงอย่างไรพวกเธอสองสามีภรรยาก็กินเป็ดของเซี่ยเสี่ยวหลานไปครึ่งตัวแล้ว จึงเอ่ยถามออกไปว่า


“น้องสาว เจอเรื่องลำบากอะไรหรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานมองโจวเฉิงที่กำลังหลับใหล เธอเชื่อใจคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันบนรถไฟได้หรือไม่?


“พี่คะ เหมือนฉันจะเจอพวกค้ามนุษย์ค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานกดเสียงต่ำ สองสามีภรรยาได้ยินดังนั้นก็สะดุ้งตกใจจนเกือบลุกพรวดจากที่นั่ง


“มันอยู่ที่ไหน!”


“พี่อย่าเพิ่งทำให้ไก่ตื่นค่ะ พวกนั้นอยู่ที่ตู้โดยสารอื่น ฉันเคยเจอเธอก่อนหน้านี้ แต่โชคดีที่มีคนช่วยเหลือไว้ได้ทันถึงได้ไม่โดนหลอก ทว่าตอนนั้นฉันปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ นึกไม่ถึงเลยว่าเจอกันครั้งนี้เธอจะยังหลอกคนอื่นในสถานที่อื่นอีก”


สองสามีภรรยาตื่นตระหนกและรู้สึกโมโหมาก


ฝั่งสามีกำหมัดแน่น “พวกค้ามนุษย์ควรถูกหั่นเป็นพันๆชิ้น ก่อนนี้ลูกชายอายุ5ปีของเพื่อนร่วมงานฉันเคยนั่งก่อกองทรายเล่นอยู่ที่ตรงปากซอย แล้วถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไป คนที่บ้านตามหาตัวนานหลายปีแต่ก็ไม่พบเบาะแส สองสามีภรรยาจากเดิมที่รักกันมาก แต่พอเสียลูกชายไปกลับผลัดกันโทษอีกฝ่าย ครอบครัวที่เคยรักกันดี ตอนนี้กลับทะเลาะกันทุกวัน ทั้งหมดเป็นเพราะพวกค้ามนุษย์ คนพวกนั้นช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน”


สีหน้าของเขาดูเดือดดาลยิ่งนัก พอพูดถึงความเลวร้ายของพวกค้ามนุษย์ เขาทำท่าเหมือนอยากซ้อมนายหน้าค้ามนุษย์ที่เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวถึงสักครั้ง


พี่สาวรีบห้ามสามีตัวเอง “ฟังน้องสาวพูดก่อน อย่าวู่วามจนเสียเรื่อง เรื่องแบบนี้พวกเราควรแจ้งตำรวจรถไฟ!”


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกลังเล “บอกตำรวจแล้วมีประโยชน์จริงหรือคะ ถึงอย่างไรเราก็จับพวกนั้นคาหนังคาเขาไม่ได้”


ความคิดของเซี่ยเสี่ยวหลานคือการจับคนร้ายต้องใช้หลักฐาน ถ้าจับตัวในที่เกิดเหตุไม่ได้ คนร้ายจะยิ่งมีข้อแก้ตัว


พี่สาวมองหน้าเธออย่างแปลกประหลาด


“จับไปโรงพักได้เมื่อไร สหายตำรวจจะเป็นคนสอบปากคำเอง ขอแค่พวกเขาเป็นพวกค้ามนุษย์จริงย่อมหนีไม่รอดแน่นอน!”


ได้ยินเช่นนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเป็นฝ่ายนิ่งอึ้งไป


บางครั้งเธอก็ยังคงยึดติดกับระบบความคิดของคนในโลกอนาคต แต่ในยุค80 ประชาชนให้ความเชื่อมั่นในตำรวจมาก ที่ตำรวจคลี่คลายคดีไม่ได้เป็นเพราะเทคโนโลยีการสืบสวนยังไม่ทันสมัย ไม่มีกล้องวงจรปิด ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ แต่เมื่อไรที่พวกเขาจับผู้ต้องสงสัยได้ ตำรวจก็จะทำการสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า แน่นอนว่าแทบไม่มีคนร้ายคนไหนทนไหว


ดำก็คือดำ ขาวก็คือขาว ตำรวจยุคนี้ไม่ได้คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้ร้ายแม้แต่น้อย


คนชั่วมีสิทธิมนุษยชนด้วยหรือ?


หากก้าวเท้าเข้าโรงพักมาแล้ว ก็ต้องตอบคำถามตามความจริง!


ก่อนหน้านี้เนี่ยเว่ยกั๋วยังคิดจะจับตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไปที่โรงพัก น่าเสียดายที่มีคนจับตาดูมากมาย อีกทั้งสถานะการเป็นนักศึกษาของเซี่ยเสี่ยวหลานคือหลักประกัน แผนการของเนี่ยเว่ยกั๋วจึงไม่สำเร็จ


ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เชื่อว่าพวกค้ามนุษย์จะมียันต์คุ้มครองภัยคอยปกป้องเหมือนกับสถานะการเป็นนักศึกษาของเธอ


“พี่คะ ฉันคิดผิดไปเองค่ะ ฉันจะไปหาตำรวจรถไฟเดี๋ยวนี้”


พี่สาวลุกขึ้น “ฉันจะไปด้วย เธอตัวเล็กผอมบางแบบนี้ อาจถูกพวกค้ามนุษย์เอาเปรียบเอาได้”


ทั้งสองคนไปหาพนักงานของรถไฟก่อนเพื่ออธิบายสถานการณ์ เมื่อได้ฟังสีหน้าของอีกฝ่ายดูเคร่งเครียดขึ้นไม่น้อยทีเดียว


“พวกคุณสองคนพูดจริงหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า “ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดจะหลอกฉัน ฉันจะจำผิดได้อย่างไรคะ ครั้งนี้เธอคงอยากหลอกคนอื่นอีก นี่ก็เกือบสองปีแล้วหลังเธอหนีไปได้คราวก่อน ไม่รู้ว่าจะมีคนถูกหลอกไปมากแค่ไหน พวกเราจะปล่อยให้เธอลอยนวลไม่ได้นะคะ”


ต่อให้จำผิด ก็แค่ต้องขอโทษไม่กี่คำเท่านั้น


พนักงานบนรถไฟขึ้นชื่อเรื่องความดุดัน ทำงานรวดเร็วฉับไว อีกทั้งนิสัยแข็งกร้าวของเขาเองก็มีประโยชน์


“พวกคุณกลับไปนั่งรอก่อน เดี๋ยวฉันจะพาตำรวจรถไฟไปดูเอง!”


พนักงานหญิงสะบัดผมเปียเงางาม เต็มไปด้วยประกายของความเฉียบขาด


นอกจากถามว่า ‘รับถั่วลิสงหรือเมล็ดแตงโมไหมคะ’ พนักงานรถไฟยังคอยช่วยดูแลความปลอดภัยด้านอื่นด้วยเช่นกัน



ตอนที่ 954: ไหนบอกว่าจะพาฉันไปหาเงินก้อนโต?



“พวกเขารวมหัวกันก่อคดี ดังนั้นต้องไม่ได้มีแค่คนเดียวแน่ อย่าปล่อยให้พรรคพวกคนอื่นหนีไปได้นะคะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานย้ำเตือนอีกประโยค


ครั้งแรกเธอปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นกับพรรคพวกหนีไปได้ เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งรถไฟหลังเกิดใหม่แล้วพบกับพวกค้ามนุษย์ เจอคนร้ายก่อคดีครั้งที่สองเช่นนี้ คนชั่วย่อมต้องได้รับบทลงโทษ วันนี้ประธานเซี่ยจึงตั้งใจว่าจะทำความดีเสียหน่อย


พนักงานหญิงบอกให้พวกเธอรีบกลับที่นั่ง


“อย่าทำตัวมีพิรุธ ทำตัวตามสบาย!”


เซี่ยเสี่ยวหลานกับพี่สาวสบตากันอย่างรู้สึกตื่นเต้น


ถ้าจับตัวพวกค้ามนุษย์ได้คงเป็นเรื่องดี และคนที่ได้ทำความดีย่อมรู้สึกเบิกบานใจ


พี่สาวรู้สึกตื่นเต้นจนทำตัวผิดปกติ เซี่ยเสี่ยวหลานกับพี่สาวเดินกลับที่นั่งด้วยกัน พี่สาวขยิบตาให้สามี ทั้งสามคนสบตาก่อนยิ้มให้กันด้วยความโล่งใจ


โจวเฉิงยังคงนอนหลับไม่รู้เรื่อง


กลิ่นเหล้ายังไม่จางหาย ดูเหมือนแข่งกันดื่มคราวนี้เขาดื่มไปไม่น้อยทีเดียว


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่โทษเขา เธอรู้สึกสงสารเขามากกว่า


สถานการณ์แบบนั้นโจวเฉิงจะยอมแพ้ไม่ได้ เพราะหากใครล้มก่อนก็จะถูกอีกฝ่ายเล่นงาน


ขนาดเจียงอู่ดื่มจนเมามาย โจวเฉิงยังอยากจัดการเก็บอีกฝ่ายเสียตั้งแต่ตอนนั้น แล้วถ้าโจวเฉิงเป็นฝ่ายเมาไม่ได้สติก่อนเล่า เจียงอู่คงไม่กล้าทำอะไรโจวเฉิง แต่เขาจะทำอะไรเซี่ยเสี่ยวหลานหรือเปล่า?


เรื่องนี้ใครก็ไม่อาจรับประกันได้ ถึงอย่างไรเจียงอู่ก็ดูเหมือนคนกำลังวางแผนชั่วอยู่ตลอดเวลา!


ดังนั้นที่โจวเฉิงไม่ยอมแพ้และไม่อ่อนข้อให้ก็เพราะเขาต้องการปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาฝืนทนจนกระทั่งรถไฟเคลื่อนขบวน รอจนเจียงอู่ไม่สามารถไล่ตามมาได้ทันแล้วถึงฟุบหลับไป


แววตาของเซี่ยเสี่ยวหลานอ่อนโยนขึ้นทุกที


“พวกเธอรักกันดีจริงๆ!”


เป็นผู้หญิงเหมือนกันจะอ่านสายตาของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ออกได้อย่างไร คนมีความรัก ดวงตามักเก็บซ่อนความรู้สึกไม่ได้อยู่เสมอ


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “พวกเราก็มีทะเลาะกันบ้างค่ะ”


พี่สาวไม่เห็นว่านั่นเป็นเรื่องใหญ่อะไร “ใครจะไม่ทะเลาะกันบ้างเล่า เวลาโมโห จะฝ่ายไหนก็อยากหยิบมีดมาฆ่าอีกฝ่ายให้ตายไปข้างกันหมดนั่นแล!”


“พี่กับพี่ชายก็ดูรักกันดีมากนี่คะ ถึงขั้นต้องหยิบมีดกันเสียที่ไหน”


พี่ชายฝั่งตรงข้ามทำหน้ากลุ้มใจ “เธอหยิบมีดฟันฉัน ฉันมีหรือจะกล้า... โอ๊ย เจ็บๆๆ ...”


ถูกหยิกเนื้อที่เอวจะไม่เจ็บได้อย่างไร วิธีนี้ผู้หญิงทำเป็นกันทั้งโลก!


ทุกคนพูดคุยยิ้มแย้ม บรรยากาศไม่ได้ตึงเครียดเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ผ่านไปสิบกว่านาที พนักงานก็ได้เดินนำตำรวจรถไฟเข้ามาตรวจตราตามตู้โดยสาร


“หยิบตั๋วออกมา ได้เวลาตรวจตั๋วแล้ว ถ้าไม่ได้ซื้อตั๋วก็รีบจ่ายเงินเสีย!”


“ตรวจตั๋ว แสดงตั๋วด้วย”


การลักลอบขึ้นรถไฟเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ปกติพนักงานประจำรถไฟจะไว้หน้ากัน คิดเสียว่าพวกเขารีบร้อนจนไม่ทันซื้อตั๋ว สถานการณ์เช่นนี้ขอแค่จ่ายเงินค่าตั๋วก็เป็นอันเสร็จ ถึงอย่างไรทุกคนล้วนไม่อยากเสียหน้า นับประสาอะไรกับการถูกประจานต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้


ไม่ทันไรพนักงานก็เดินตรวจตั๋วมาถึงตู้โดยสารของเซี่ยเสี่ยวหลาน


พนักงานหญิงท่าทางดุดัน ไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย ทำราวกับว่าจำเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้


เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงซื้อตั๋วแล้ว ตำรวจรถไฟจึงมองจ้องไปที่โจวเฉิง


“เขาเป็นอะไร”


“สหาย เขาคือคู่ครองของฉันเอง ดื่มหนักไปหน่อยเลยกำลังพักผ่อนค่ะ”


ตอนตำรวจตรวจตั๋ว เซี่ยเสี่ยวหลานฉวยโอกาสนี้ชี้ตัวคนร้าย “ตู้โดยสารติดกัน ผู้หญิงใส่เสื้อเชิ้ตลายสก็อต รูปร่างอ้วน เขียนคิ้วเรียวโค้ง”


ตำรวจรถไฟยืนตัวตรง “ต่อไประวังหน่อย อย่าดื่มมากเกินไป ถ้าเกิดอาละวาดขึ้นมาจะไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสารคนอื่นหรือ”


หลังแกล้งอบรมเซี่ยเสี่ยวหลานเล็กน้อย พนักงานกับตำรวจรถไฟก็เดินตรวจตั๋วต่อไปข้างหน้า


ที่แท้การตรวจตั๋วเป็นแค่ฉากบังหน้า พวกเขาเริ่มตรวจจากหัวขบวนและท้ายขบวน จากนั้นก็ค่อยๆขนาบมาที่ตู้โดยสารตรงกลางขบวน พวกลักลอบขึ้นรถไฟย่อมหนีไม่พ้น พวกที่กระทำความผิดเองก็เช่นกัน พวกเขาต่างพากันหนีมาอยู่ที่ตู้โดยสารตรงกลางกันหมด


พนักงานและตำรวจรถไฟจับคนลักลอบขึ้นรถไฟได้จำนวนไม่น้อย


หลายคนเป็นเพราะไม่มีเงินซื้อตั๋วแต่ต้องการเดินทาง หลายคนแค่ไม่อยากเสียเงินจึงเลือกที่จะเสี่ยงดวงดูสักครั้ง


อย่างหลังส่วนใหญ่จะยอมจ่ายเงินค่าตั๋วในที่สุด แต่ไม่รู้ว่าคนพวกแรกจะจัดการอย่างไร อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าคนยุคนี้มีน้ำใจรักเพื่อนมนุษย์มากกว่าในอนาคต ไม่ว่าใครจะเจอปัญหาอะไร หลายคนมักยินดีให้ความช่วยเหลือ


แน่นอนว่ามีคนไม่ดีอยู่เช่นกัน แต่สภาพสังคมไม่ได้เย็นชาเหมือนอีก30ปีข้างหน้า คนแก่เป็นลมย่อมมีคนช่วยพยุง ไม่ต้องกลัวว่าทำดีแล้วจะถูกคนหลอก นี่ก็คือความรู้สึกที่เซี่ยเสี่ยวหลานมีให้กับยุค80


ในที่สุดก็ตรวจตราจนถึงตู้โดยสารที่กลุ่มพวกค้ามนุษย์นั่งอยู่


ไม่รู้ทำไม ตำรวจรถไฟถึงไม่ได้รีบจับกุมตัวพวกค้ามนุษย์ทันที พวกเขายังคงตรวจตั๋วทีละคนอย่างเข้มงวด


พนักงานหญิงหน้าดุคนนั้นยังคงรักษาสีหน้าได้อย่างดีเยี่ยม


พี่สาวฝั่งตรงข้ามเซี่ยเสี่ยวหลานเหลียวหลังมองบ่อยครั้งอย่างรู้สึกกังวล


เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็กำลังจับตามองสถานการณ์ทางนั้นเช่นกัน


จากมุมที่เธอนั่ง สามารถมองเห็นเด็กสาวที่ถูกพวกค้ามนุษย์พยายามล่อลวงได้พอดี


เธอมีรูปร่างผอม หน้าตาค่อนข้างดี เป็นเด็กสาวที่สะสวยคนหนึ่ง


พวกค้ามนุษย์ช่างเลือกจริงๆ!


ไม่รู้ทำไม ยิ่งพนักงานเดินเข้าไปใกล้ เด็กสาวคนนั้นก็ยิ่งเกิดความประหม่า


นั่งบิดตัวไปมา หน้าตาแดงก่ำ... ดูจากท่าทางหรือว่าจะแอบลักลอบขึ้นรถไฟ? เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งคิดเช่นนี้ พนักงานก็หยุดยืนตรงหน้าเด็กสาวคนนั้นแล้ว


“สหาย คุณไม่สบายหรือเปล่าคะ”


เธอพยายามพูดให้น้ำเสียงดุดันดูอ่อนโยนขึ้น แต่เพราะพูดเสียงดังจนเคยตัว มันจึงฟังแล้วไม่ค่อยอ่อนโยนสักเท่าไร


เด็กสาวยังคงนั่งตัวสั่น ปิดปากเงียบไม่พูดอะไร


พนักงานหญิงจึงถามอีกครั้ง


“ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่าคะ”


คำถามนี้แฝงความนัย ถ้าถูกคนอื่นควบคุมตัวไว้ ก็ควรร้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานตอนนี้


แต่เด็กสาวยังคงหน้าแดงและมีอาการกระสับกระส่าย ถ้าพนักงานหญิงถามต่อ เธอคงร้องไห้ออกมาแน่นอน


พนักงานหญิงรู้สึกข้องใจยิ่งนัก นี่มันเรื่องอะไรกัน?


มันอย่างไรกัน นี่เธอดูน่ากลัวกว่าพวกค้ามนุษย์อย่างนั้นหรือ?


ตกลงใครเป็นคนร้ายกันแน่


ผู้โดยสารหญิงที่เพิ่งมาร้องเรียนเข้าใจผิดไปเองหรือเปล่า!


“ถ้าอย่างนั้นช่วยแสดงตั๋วด้วยค่ะ”


คราวนี้เธอร้องไห้ออกมาจริงๆ มือของเธอล้วงกระเป๋า แต่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น


พนักงานหญิงเข้าใจแล้ว ที่แท้แอบขึ้นรถไฟมาหรือนี่?


พนักงานหญิงยังไม่ทันพูดอะไร หญิงร่างอ้วนที่นั่งอยู่ด้านข้างก็ลุกขึ้น “เฮ้อ สหาย พวกเรารีบร้อนขึ้นรถไฟเลยซื้อตั๋วมาแค่สองใบเท่านั้น หลานสาวฉันตามขึ้นมาด้วย ตอนนี้ฉันจะจ่ายค่าตั๋วให้เธอเอง!”


พนักงานหญิงเหลือบตามองหญิงร่างอ้วนคนนั้นทันที “คุณเป็นอะไรกับเธอหรือ?”


“ฉันบอกแล้วอย่างไรเล่าว่านี่คือหลานสาวของฉัน พวกเราจ่ายเงินค่าตั๋วก็จบแล้วใช่ไหม”


หญิงร่างอ้วนทำสีหน้าไม่พอใจ


พนักงานจากอีกฝั่งของขบวนตรวจตั๋วมาจนถึงด้านนี้แล้ว ในที่สุดตู้โดยสารนี้ก็ถูกล้อมเอาไว้


ตำรวจรถไฟพยักหน้า “โปรดแสดงจดหมายแนะนำตัวของพวกคุณด้วย”


หญิงร่างอ้วนนิ่งอึ้ง และเริ่มรู้สึกผิดสังเกต


ผู้ชายข้างกายเธอบ่นอุบ “ไม่ได้ซื้อตั๋วแค่จ่ายค่าตั๋วก็พอแล้วมิใช่หรือ ต้องดูจดหมายแนะนำตัวด้วยรึ?”


“หยุดพูดพล่าม บอกให้แสดงจดหมายแนะนำตัวก็ทำตาม!”


ตำรวจรถไฟดุคราวนี้ หญิงร่างอ้วนกับชายคนนั้นจึงล้วงจดหมายแนะนำตัวออกมา


แม้เด็กสาวจะไม่มีตั๋วรถไฟ แต่ก็มีจดหมายแนะนำตัว


ตำรวจรถไฟนำมาเปรียบเทียบกัน ก่อนยิ้ม “หลานสาวอย่างนั้นหรือ? ไหนลองบอกสิว่าหลานสาวของคุณพักอยู่ที่ถนนอะไร”


หญิงร่างอ้วนพูดไม่ออก


ตอนชวนคุยใครจะถามอีกฝ่ายเล่าว่าพักอยู่แถวไหน


ที่เธอยอมจ่ายค่าตั๋วรถไฟให้ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความจริงคือเพิ่งถามชื่อมาได้เมื่อครู่นี้เอง หญิงร่างอ้วนทำหน้าเศร้า “สหาย ฉันผิดไปแล้ว ฉันจะทบทวนตัวเอง! ฉันเห็นเด็กสาวคนนี้ไม่มีเงินซื้อตั๋วเลยสงสาร และเพราะไม่อยากให้เธอเสียหน้า ฉันเลยบอกไปว่าเป็นหลานสาวของฉัน ที่จริงพวกเราเพิ่งรู้จักกันวันนี้...”


ดูพูดเข้า พูดเหมือนตัวเองเป็นคนดีเสียจริงๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานยืนมองอยู่ที่ทางเชื่อมระหว่างตู้โดยสารนานมากแล้ว


“เธอไม่ใช่หลานสาวของคุณ แล้วฉันละคะ ครั้งก่อนคุณบอกว่าจะแนะนำงานให้ฉัน จะพาฉันไปหาเงินก้อนโต ยังจำได้หรือเปล่า!”


หญิงร่างอ้วนมองมายังเซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถจำเธอได้ แน่นอนว่าเธอเองก็ยังไม่ลืมเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นกัน ทำงานในวงการนี้มานานหลายปี เซี่ยเสี่ยวหลานคือเหยื่อที่สวยที่สุดเท่าที่เธอเคยพบเจอ น่าเสียดายที่หลอกไม่สำเร็จ!


ทั้งสวยและฉลาดเป็นกรด หญิงร่างอ้วนเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานก็เกิดอาการหน้าถอดสี


“ฉันไม่รู้จักเธอ เธอพูดเหลวไหลอะไรกัน!”



ตอนที่ 955: บัตรคนดี



เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มเย็น


“ต่อให้คุณสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ฉันก็จำคุณได้ ครั้งก่อนฉันปล่อยให้คุณหนีไปได้ ครั้งนี้ที่เราสองคนเจอกันอีกครั้งคงเป็นลิขิตสวรรค์! สหาย ที่ฉันบอกก็คือเธอคนนี้ รวมถึงผู้ชายข้างกายเธอด้วย พวกเขาคือพวกค้ามนุษย์!”


หญิงร่างอ้วนแสร้งทำเป็นแข็งกร้าว “อย่าปรักปรำคนดีส่งเดช ฉันนี่ช่างโชคร้ายเสียจริงๆ ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ! ใครเป็นพวกค้ามนุษย์มิทราบ ฉันหลอกใครหรือยัง ดูจากสีหน้าโอหังของเธอแล้ว ถ้าไม่ได้ใส่ร้ายคนอื่นคงนอนไม่หลับสินะ!”


หญิงร่างอ้วนตบเข่าตัวเองฉาด และประกาศกร้าว


“สหายทุกท่าน พวกคุณช่วยให้ความเป็นธรรมกับฉันด้วย ฉันทำความดีแต่กลับถูกปรักปรำ แล้วอีกหน่อยจะมีใครกล้าทำความดีอีกเล่า?”


หญิงร่างอ้วนคนนี้ฝีมือการแสดงละครเป็นเลิศยิ่งนัก


เห็นตำรวจรถไฟแล้วยังไม่ตื่นตระหนก ช่างเป็นคนจิตแข็งมากจริงๆ


แน่นอนว่าถ้าจิตไม่แข็งคงทำอาชีพนี้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าเด็กสาวที่โดนเธอหลอกล่อจะถูกส่งไปขายที่ไหนบ้าง


คนประเภทนี้ไม่รู้ว่ามีลูกแล้วหรือยัง ทำเรื่องผิดศีลธรรมมามากมายเช่นนี้ จะกล้ามองหน้าลูกตัวเองบ้างหรือเปล่า?


เซี่ยเสี่ยวหลานขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเธอ “ใช่หรือไม่ พวกเราสามารถไปอธิบายกับตำรวจที่โรงพักให้ชัดเจน ถึงอย่างไรสหายตำรวจก็ไม่มีทางปรักปรำคนดี และไม่มีทางปล่อยคนร้ายให้ลอยนวลเช่นกัน!”


พนักงานหญิงกดตัวหญิงร่างอ้วนเอาไว้บนเก้าอี้


“ทำตัวดีๆ ถึงสถานีปลายทางเมื่อไร มีอะไรก็ไปคุยกันที่โรงพัก”


หญิงร่างอ้วนตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ทว่าผู้ชายของเธอไม่มีท่าทีว่าจะยินยอม


“พวกเรากำลังเดินทางไปทำธุรกิจที่เซี่ยงไฮ้ ถ้าต้องไปโรงพักแล้วส่งผลเสียกับธุรกิจของเราจะทำอย่างไร? เด็กคนนี้คงถูกคนอื่นจ้างมาเพื่อทำลายธุรกิจของพวกเราสินะ ถ้าธุรกิจเสียหายแล้วใครจะรับผิดชอบ...”


“ถ้าธุรกิจเสียหาย ผมจะชดเชยให้เอง!”


ชายร่างสูงใหญ่เดินมายืนด้านหลังเซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยเสี่ยวหลานหันกลับไปมองด้วยความดีใจ “ตื่นแล้วหรือ”


โจวเฉิงรู้สึกอ่อนใจยิ่งนัก เผลอไม่ทันไรเธอก็วิ่งไล่จับพวกค้ามนุษย์เสียแล้วหรือนี่?


แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอบรมแฟนสาว เพราะโจวเฉิงต้องจัดการเรื่องวุ่นวายตรงหน้านี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน


บัตรประจำตัวเขามีประโยชน์มาก


แม้ตัวจะเหม็นกลิ่นเหล้า แต่หากเขาคือพวกแอบอ้างเป็นข้าราชการคงไม่กล้าเดินมาหาตำรวจรถไฟถึงที่อย่างแน่นอน


การปรากฏตัวของโจวเฉิงทำให้เรื่องนี้ได้บทสรุป


ตำรวจรถไฟควบคุมตัวหญิงร่างอ้วนกับผู้ชายของเธอไว้ทันที


ทั้งสองคนพยายามทั้งพูดอ่อนหวานและข่มขู่ แต่ก็ใช้ไม่ได้ผลกับตำรวจรถไฟ


“ถ้าถูกปรักปรำจริง สหายท่านนี้ก็บอกแล้วว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายให้ พวกเราเองก็จะขอขมาอย่างเป็นทางการด้วย! ตอนนี้นั่งอยู่ในตู้โดยสารอย่างสงบเสงี่ยมไปก่อน!”


ตำรวจรถไฟพาทั้งคู่ไปยังตู้รถไฟสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หญิงร่างอ้วนเหงื่อไหลโทรมกายด้วยความตื่นตระหนก


โจวเฉิงเตือนพนักงานและตำรวจรถไฟว่า “ระวังพวกเขากระโดดหนีไปทางหน้าต่างด้วยนะครับ”


ตอนรถไฟจะจอดเทียบที่ชานชาลาต้องลดความเร็วลง ไม่แน่สองคนนี้อาจจะกระโดดหนีทางหน้าต่างก็เป็นได้ ผู้ชายคนนั้นพอได้ยินคำพูดนี้ของโจวเฉิงก็หันมาจ้องหน้าเขาเขม่น ท่าทางเหมือนอยากจดจำใบหน้าของโจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานไว้ให้ขึ้นใจ


ตำรวจรถไฟควบคุมตัวคนร้ายไปแล้ว โจวเฉิงถึงได้ทำหน้าเครียดใส่เซี่ยเสี่ยวหลาน


“เธอนี่เอาเรื่องจริงๆ ต้องสนใจทุกเรื่องเลยหรือ เวลาเดินทางคนเดียวก็เป็นแบบนี้หรืออย่างไรกัน?”


เซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มรู้สึกผิดจึงพูดเสียงค่อย “ครั้งก่อนก็เพราะฉันเดินทางคนเดียวเลยปล่อยให้พวกเขาหนีไปได้ แต่ครั้งนี้ฉันเห็นว่าเธออยู่ด้วย ถึงได้กล้าอย่างไรเล่า”


คนโกหก!


โจวเฉิงทั้งขำทั้งหงุดหงิด “แล้วทำไมเธอไม่ปลุกฉัน?”


เซี่ยเสี่ยวหลานชะงัก “ฉันอยากให้เธอนอนต่ออีกสักหน่อย ถึงอย่างไรบนรถไฟก็มีตำรวจ เธอจะตื่นหรือไม่ก็ไม่ต่างกันมาก ขอแค่มีเธออยู่ด้วย ฉันก็สบายใจแล้ว!”


บัตรประจำตัวของโจวเฉิงใช้งานได้ดีจริงๆ


ให้ตำรวจสันติบาลดูก็มีประโยชน์ ให้ตำรวจรถไฟดูก็ได้รับความเชื่อใจ บัตรใบเดียวใช้ได้ทุกที่ มีบัตรประจำตัวจะไปไหนก็สะดวก เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอิจฉาเหลือเกิน


คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานทำให้โจวเฉิงอารมณ์เย็นลงได้ในบัดดล


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก มีเขาอยู่ทั้งคน เขาย่อมไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเซี่ยเสี่ยวหลาน


ทว่าสิ่งที่โจวเฉิงกลัวคือการที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องไปไหนมาไหนคนเดียวอยู่เป็นประจำ ถ้าเธอเกิดเจอเรื่องแบบวันนี้เข้าอีก ไม่แน่เธออาจจะถูกรังแกเอาก็เป็นได้


วันนี้โชคดีเจอพวกค้ามนุษย์สองคน แถมยังเป็นพวกที่ดีแต่พูด ไม่ลงมือทำร้ายใคร


แต่ถ้าวันหลังเกิดเจอพวกโจรวิ่งราวชิงทรัพย์หรือเจอพวกที่พกยานอนหลับติดตัวมาด้วย และเซี่ยเสี่ยวหลานยังคงทำตัวเด่นเช่นนี้แล้วถูกตามล้างแค้นจะทำอย่างไร


โจวเฉิงกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว


“ต่อไปเวลาเดินทางไกลควรมีเพื่อนไปด้วย หลี่ต้งเหลียงหรือเก่อเจี้ยนก็ได้ ฉันรู้ว่าเธออยากให้พวกเขามีอนาคตที่ดี ถึงได้บอกให้ทั้งสองคนทำงานกับลุงของเธอ แต่การติดตามเธอ ก็ไม่ได้ทำให้อนาคตของพวกเขาแย่หรอก!”


เก่อเจี้ยนเป็นคนใช้งานได้จริง


เขาช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานจัดการปัญหามาแล้วหลายเรื่อง


เซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็นต้องยอมรับว่า การมีเก่อเจี้ยนอยู่ข้างกายทำให้เธอทำงานได้ราบรื่นขึ้นมากทีเดียว


หญิงร่างอ้วนกับผู้ชายของเธอถูกตำรวจรถไฟควบคุมตัวไว้แล้ว เด็กสาวที่เกือบถูกหลอกก็รู้สึกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก


พนักงานหญิงถามอยู่หลายครั้ง เธอถึงยอมบอกว่าจะไปหาญาติที่เซี่ยงไฮ้


เพราะหางานทำที่บ้านเกิดไม่ได้ และไม่มีเงินซื้อตั๋วรถไฟถึงได้ลักลอบขึ้นมาเช่นนี้ เดิมทีเธอก็รู้สึกแค่หวาดกลัว แต่พอเจอคนมาตรวจตั๋วความรู้สึกทั้งหวาดกลัวและขายหน้าปะปนกันไปหมด


ทั้งที่เป็นการตรวจตั๋ว แต่กลับควบคุมตัวผู้หญิงที่พยายามชวนเธอคุยตลอดกลับไปด้วย พนักงานหญิงบอกว่าพวกเขาเป็นพวกค้ามนุษย์ เด็กสาวได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกหวาดผวายิ่งกว่าเดิม


“เด็กสาวสมัยนี้ไม่ฉลาดเอาเสียเลย เขาบอกว่าเป็นน้าของคุณ อยากช่วยจ่ายค่าตั๋วรถไฟให้ก็คือคนดีแล้วอย่างนั้นหรือ? ถ้าพวกเราเชื่อว่าพวกคุณเป็นญาติกันจริง หลังลงจากรถไฟแล้วคุณคงถูกพวกเขาพาไปขาย หมดโอกาสขอความช่วยเหลืออีกแล้ว!”


เด็กสาวรู้สึกตื่นตระหนก


เธอไม่เคยเดินทางไกล ไม่มีเงินติดตัว พอเจอคนมีน้ำใจอยากให้ความช่วยเหลือจะไม่ถูกหลอกง่ายๆได้อย่างไร


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นพนักงานหญิงยังตำหนิเด็กสาวไม่หยุด เลยเรียกพนักงานมาอีกทาง “อยู่นอกบ้านใครๆก็มีช่วงเวลาที่ยากลำบากด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งการลักลอบขึ้นรถไฟก็เป็นเรื่องผิด พวกคุณเองก็ทำไปเพราะหน้าที่ เอาเป็นว่าฉันจะช่วยจ่ายค่าตั๋วให้เธอเองค่ะ”


“คุณต่างหากที่เป็นคนดี!”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “สหาย คุณก็เป็นคนดีเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ตำหนิเธอหรอก จริงไหมคะ”


สีหน้าของพนักงานหญิงดูขัดเขินไม่น้อย ก่อนจะส่งเสียงฮึเบาๆ “ฉันตำหนิเธอเพราะเธอไม่จ่ายค่าตั๋ว ทำเรื่องที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ยังเด็ก!”


เธอไม่ได้เป็นห่วงใครสักหน่อย


ถ้าต้องช่วยจ่ายค่าตั๋วให้ทุกคน เงินเดือนทุกเดือนของเธอคงไม่พอใช้ แล้วเธอจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไร?


ถ้าทำได้ใครบ้างจะไม่อยากเป็นคนดี


พนักงานหญิงรับเงินของเซี่ยเสี่ยวหลานเสร็จก็เดินจากไป เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงเองก็เดินกลับมายังที่นั่งของตัวเองเช่นกัน


ผ่านไปสักพัก เด็กสาวคนนั้นก็เดินมาขอบคุณพร้อมใบหน้าที่แดงก่ำ


“ขอบคุณพวกคุณมากค่ะ ฉันชื่อเยี่ยเสี่ยวฉยง ขอบคุณที่ช่วยฉันในวันนี้ เงินค่าตั๋วที่ฉันติดค้างไว้ ฉันจะเขียนสัญญากู้ยืมเงินให้ค่ะ! ฉันจะต้องคืนเงินคุณแน่นอน แต่อาจจะต้องรอหน่อย...”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ปฏิเสธอีกฝ่าย เธอหยิบกระดาษกับปากกาออกมาบอกให้เยี่ยเสี่ยวฉยงเขียนสัญญากู้ยืมเอง


แม้เธอจะไม่สนใจเงินเล็กน้อยแค่นั้น แต่การที่เธอได้ช่วยคนที่มีศักดิ์ศรี เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้เยี่ยเสี่ยวฉยงยังขอตลับหมึกจากพนักงานหญิงเพื่อประทับรอยนิ้วมืออีกด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นท่าทางเยี่ยเสี่ยวฉยงดูตั้งใจมาก ถามที่อยู่ของเธอซ้ำอยู่หลายครั้งเหมือนอยากคืนเงินให้เธอจริงๆ เมื่อเห็นดังนั้นแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจึงกล่าวว่า


“เธอไม่มีเงินซื้อตั๋วรถไฟด้วยซ้ำ หากถึงเซี่ยงไฮ้แล้วยังหาญาติไม่เจอจะทำอย่างไร เพื่อทำให้เธอสามารถคืนเงินค่าตั๋วรถไฟฉันได้ ฉันจะให้เธอยืมเงินอีก100หยวน หาเงินได้เมื่อไรค่อยคืนฉันพร้อมกับค่าตั๋วก็แล้วกัน”


เซี่ยเสี่ยวหลานหยิบเงิน100หยวนออกมา ทว่าเยี่ยเสี่ยวฉยงกลับไม่กล้ารับไว้


“ทำไม ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง หรือกลัวว่าจะหาเงินมาคืนไม่ได้? หรือคิดจะเบี้ยวหนี้ พอเห็นเงินมากกว่าที่คิดเลยรู้สึกร้อนตัว?”


เยี่ยเสี่ยวฉยงนิ่งอึ้งไปกับคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลาน


เธอเขียนสัญญากู้ยืมเงินให้เซี่ยเสี่ยวหลานใหม่ทั้งน้ำตา หยดน้ำซึมเปื้อนกระดาษเป็นดวงๆ


หลังส่งตัวสัญญากู้ยืมให้และรับเงินมาแล้ว เยี่ยเสี่ยวฉยงก็โค้งคำนับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นการขอบคุณ


“พวกคุณเป็นคนดีทุกคนเลยค่ะ!”


พูดจบเธอก็วิ่งกลับที่นั่งของตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานถูกแจกบัตรคนดีให้แล้วก็รู้สึกอ่อนใจ


“ฉันพูดกับเธอแบบนั้น ยังจะเป็นคนดีอีกหรือ?”


โจวเฉิงหลุดหัวเราะออกมา ในเมื่อทำความดีก็สมควรได้รับคำขอบคุณมิใช่หรือ? แฟนสาวของเขาแอบหยิ่งเหมือนกันนะนี่!



ตอนที่ 956: แยกแยะเป็นแล้ว!



เยี่ยเสี่ยวฉยงนั้นน่าสงสารมาก แต่บนโลกนี้มีคนน่าสงสารอยู่มากมาย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่สามารถพากลับบ้านได้หมดทุกคน


เธอต้องการจับตัวพวกค้ามนุษย์เป็นหลัก จึงยื่นมือเข้าไปช่วยเยี่ยเสี่ยวฉยงสักครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานให้ความช่วยเหลือในยามคับขันด้วยการให้ยืมเงินจำนวน100หยวน จากค่าครองชีพในปัจจุบัน ขอแค่มีมือมีเท้ายอมต่อสู้ฝ่าฟันเพื่อหาเงิน เงินจำนวนนี้ถือว่ามากพอที่จะให้เธอตั้งหลักปักฐานที่เซี่ยงไฮ้ได้


อนาคตหากเยี่ยเสี่ยวฉยงมาคืนเงิน เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกดีใจมากที่ได้ช่วยเหลือคนที่รักษาคำพูด


แต่ถ้าไม่คืนเงิน เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะเสียเงิน100หยวนกับค่าตั๋วรถไฟอีกหนึ่งใบไปเปล่าๆ แต่ด้วยฐานะทางการเงินของเธอในตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด


หลังให้ยืมเงินเสร็จ เธอก็สลัดเรื่องนี้ออกจากความคิดทันที


เมื่อครู่สองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังดูเป็นกันเอง แต่พอเซี่ยเสี่ยวหลานทำเช่นนี้ พี่สาวจึงเริ่มทำตัวไม่ถูก


“ฐานะของพวกเรา...”


คงไม่อาจให้เงิน100หยวนกับใครได้ง่ายๆ เพราะมันคือเงินเดือนกว่าหนึ่งเดือนของพวกเขาน่ะสิ


“พี่คะ พวกเราต่างก็ทำความดีด้วยกันทั้งนั้น มีเงินให้เงิน มีแรงก็ช่วยออกแรง ไม่มีความแตกต่างกันหรอกค่ะ”


ได้ยินเซี่ยเสี่ยวหลานพูดเช่นนี้พี่สาวก็อารมณ์ดีขึ้นมาอีกครั้ง


โจวเฉิงยกมือนวดขมับตัวเองเบา เซี่ยเสี่ยวหลานสังเกตเห็นอาการของเขาอย่างรวดเร็ว “รู้สึกไม่สบายหรือ นอนต่ออีกหน่อยไหม”


โจวเฉิงส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ฉันฟังพวกเธอคุยกันดีกว่า ต่อให้หลับก็คงหลับได้ไม่นาน อีกเดี๋ยวตำรวจคงมาหาพวกเราอีก”


โจวเฉิงพูดถูก หลังตำรวจจับพวกค้ามนุษย์ขังไว้แล้วก็เดินกลับมาอีกครั้ง


“สหายทุกท่าน อีกสักครู่ก็จะถึงสถานีปลายทางแล้ว คงต้องรบกวนเวลาพวกคุณตามพวกเราไปให้ปากคำที่โรงพักในฐานะพยานด้วย”


เรื่องนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่โจวเฉิงก็คงไม่อาจปฏิเสธ ต่อให้เขาจะลาหยุดมาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนแฟน และทุกเวลามีค่ามากก็ตาม ทว่าการที่เขาได้ทำความดีร่วมกับเสี่ยวหลาน นับว่าเป็นเรื่องที่มีความหมายมากเช่นกัน


“ฉันจะไปเป็นพยานให้แน่นอนค่ะ!”


ในเมื่อเธอเป็นคนชี้ตัวคนร้ายด้วยตัวเองและอีกฝ่ายก็ยังจำหน้าเธอได้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งยากตามมาภายหลัง ทางที่ดีควรทำให้พวกค้ามนุษย์สองคนนั้นถูกลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด


ไม่ทันไรรถไฟก็มาถึงสถานีเซี่ยงไฮ้


ไม่ว่าสถานีรถไฟของเมืองไหนต่างก็วุ่นวายเหมือนกันทั้งนั้น โจวเฉิงโอบตัวเซี่ยเสี่ยวหลานลงจากรถ พวกเขาและสามีภรรยาที่นั่งมาด้วยกัน รวมถึงเยี่ยเสี่ยวฉยงที่เกือบตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ในครั้งนี้ก็ได้พากันเดินตามตำรวจรถไฟไปที่สถานีตำรวจ


เซี่ยเสี่ยวหลานยืนกรานเสียงหนักแน่นว่าพวกเขาเป็นพวกค้ามนุษย์ “พวกเขาอาจจะก่อคดีบนรถไฟมาแล้วหลายสาย ก่อนหน้านี้ฉันเคยเจอพวกเขาในขบวนรถไฟที่วิ่งจากซางตูไปหยางเฉิง สหายตำรวจ พวกคุณต้องสืบเรื่องนี้อย่างละเอียดนะคะ!”


สีหน้าของตำรวจเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก


“ถ้าสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริง นี่คือคดีใหญ่มากทีเดียว”


ปี1983 ตอนพยายามล่อลวงเซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่ใช่การลงมือก่อเหตุครั้งแรก


ปัจจุบันคือปลายเดือนกรกฎาคมของปี1985 ระยะเวลาผ่านไปเกือบสองปี สองคนนี้จะลงมือไปแล้วกี่ครั้งกัน? สายรถไฟทั่วประเทศมีมากมายขนาดนั้น ทั้งขึ้นเหนือลงใต้ ยามพวกเขาก่อคดีบนขบวนรถไฟย่อมมีคนที่รอดพ้นมาได้แบบเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ก็คงมีคนที่ถูกสองคนนี้ล่อลวงสำเร็จเช่นเดียวกัน อย่างครั้งนี้ หากเซี่ยเสี่ยวหลานไม่บังเอิญเจอและจำหญิงร่างอ้วนได้ เยี่ยเสี่ยวฉยงผู้เดินทางไกลเป็นครั้งแรกแถมยังร้อนเงิน คงติดกับดักของพวกค้ามนุษย์อย่างแน่นอน


ทั้งสองคนมีจดหมายแนะนำตัว


ถ้าจดหมายแนะนำตัวไม่ใช่ของปลอม คนที่ออกจดหมายให้ก็คงมีปัญหา เดินทางขึ้นเหนือลงใต้บ่อยขนาดนี้ ไม่มีใครรู้สึกสงสัยเลยหรือ?


ตำรวจจะทำการสืบสวนอย่างไรไม่เกี่ยวกับเซี่ยเสี่ยวหลานและโจวเฉิงอีกต่อไป เธอกับโจวเฉิงได้รับคำชมจากตำรวจว่าเป็นผู้กล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้อง และได้กล่าวว่าจะส่งคำชมเชยไปยังต้นสังกัดของพวกเขาสองคนอีกด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานรีบปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที เธอไม่อยากดังที่หัวชิงเพราะเรื่องนี้ การเลื่อนขั้นของโจวเฉิงเองก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งสองจึงไม่ได้ตอบรับน้ำใจจากทางตำรวจไว้แต่อย่างใด


หลังออกจากสถานีตำรวจ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ส่งยิ้มให้โจวเฉิง


โจวเฉิงเข้าใจทันที


“เธอคิดถึงตอนพวกเราเจอกันครั้งแรกหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ใช่ ฉันนึกว่าเธอเป็นผู้กล้ายืนหยัดเพื่อความยุติธรรม แต่ใครจะไปคิดเล่า ว่าที่แท้เธอเป็นผู้กล้าเพื่อหวังมัดใจสาว”


ช่วยเธอจับตัวพวกอันธพาลไปส่งสถานีตำรวจ หลังจากนั้นก็ตามจีบเธออย่างไม่ลดละ


“เสี่ยวหลาน คนที่สนใจอีกฝ่าย ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวเสียหน่อย”


เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที โจวเฉิงเอาเรื่องจริงมาพูดทำไมเนี่ย!


ทั้งสองคนหวานกันได้ไม่กี่คำ พี่สาวกับสามีของเธอก็เดินมาบอกลาพวกเขาก่อนจะจากไป


เยี่ยเสี่ยวฉยงถูกตำรวจทำหน้านิ่งเอ็ดใส่ไปหลายประโยค เขาบอกให้เธอระวังตัวให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยให้คนชั่วฉวยโอกาสได้ เธอเพิ่งเดินน้ำตาคลอออกมาจากสถานีตำรวจก็บังเอิญเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานและโจวเฉิง


“เก็บสัญญากู้ยืมไว้ให้ดีนะคะ ฉันจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ฉันจะต้องหาเงินมาคืนคุณแน่นอน ขอบคุณค่ะ!”


เฮ้อ ช่างเป็นเด็กขี้แยเสียจริงๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกอ่อนใจ “อย่าก้มหน้า ก้มหน้าแล้วจะอยากร้องไห้ เวลาเศร้าให้เงยหน้ามองฟ้า ถนนที่อยู่ใต้เท้าล้วนเป็นเส้นทางที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งนั้น อนาคตของคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับสวรรค์ ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องคืนเงินฉันได้แน่ อย่างไรก็ตามเป้าหมายของเธอไม่ควรหยุดอยู่แค่เรื่องนี้ เธอต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้ เข้าใจหรือยัง?”


คราวนี้น้ำตาของเยี่ยเสี่ยวฉยงไหลพรากราวกับทำนบแตก เมื่อครู่เธอแค่น้ำตาคลอ แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าเดินจากไปพร้อมน้ำตา


เซี่ยเสี่ยวหลานปวดหัว


เธอยอมทำตัวร้ายๆ ดีกว่าอ่อนโยนก็เพราะสาเหตุนี้


ทำตัวซาบซึ้งเช่นนี้เธอไม่ค่อยชินสักเท่าไรน่ะสิ


เยี่ยเสี่ยวฉยงจากไปแล้ว เหลือแค่โจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานสองคนอีกครั้ง โจวเฉิงจึงคว้ามือเธอจับไว้แน่น


“แฟนฉันเป็นคนใจอ่อน สิ่งที่เธอสอนให้เสี่ยวเยี่ย ไม่ได้มีมูลค่าแค่100หยวนแน่นอน”


เซี่ยเสี่ยวหลานถลึงตาใส่เขา “เสี่ยวเยี่ยบอกว่าจะไปหาญาติ ฉันว่าเธอเหมือนเด็กกำพร้าเสียมากกว่า อย่าบอกนะว่าเธอมองไม่ออก! คนเราช่วยแล้วก็ควรช่วยให้ถึงที่สุด เด็กคนนั้นน่าสงสารเสียขนาดนั้น เธอไม่คิดว่าฉันควรรับเขาเข้าทำงานหรือ?”


โจวเฉิงสังเกตได้ว่าน้ำเสียงของแฟนสาวฟังดูผิดปกติ


ยังติดใจเรื่องเว่ยเจวียนหงรึ?


โจวเฉิงทำสีหน้าปกติ “ฉันยินดีทำตามคำสั่งสอนของแฟนสาวสุดที่รัก ช่วยเหลือแค่ยามคับขันก็พอ ถึงเขาจะน่าสงสารแค่ไหนก็ไม่มีทางเลวร้ายกว่าสถานการณ์ที่เธอเคยเจอเมื่อสองปีก่อน ฉันสงสารแค่เธอเท่านั้น เสี่ยวเยี่ยอาจจะไม่ได้ฉลาดหรือมุมานะเหมือนเธอ แต่แล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วยเล่า? เสี่ยวเยี่ยต้องเดินในเส้นทางที่ตนเลือก ที่ฉันใส่ใจคืออนาคตของพวกเรามากกว่า”


เมื่อเจอเรื่องอยุติธรรมย่อมต้องให้ความช่วยเหลือ


แต่ถ้าจะให้ช่วยเหลือทุกคน ขอโทษที โจวเฉิงไม่ใช่พระเจ้าเสียหน่อย


ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานช่วยเหลือคนอื่น เขาพยายามพูดให้น้อยที่สุดก็เพราะกลัวเสี่ยวเยี่ยมีความคิดที่ไม่สมควรเหมือนเว่ยเจวียนหง


เซี่ยเสี่ยวหลานยกยิ้มมุมปาก ดูท่าเรื่องของเว่ยเจวียนหงจะให้บทเรียนกับโจวเฉิงไม่น้อยทีเดียว ตอนนี้เขาแยกแยะเป็นแล้ว!


“ไม่รู้ว่าที่เจียงเฉิง เนี่ยเว่ยกั๋วจะได้รับโทษแล้วหรือยัง”


“ถ้าเธอห่วงเรื่องนี้ เจอเก่อเจี้ยนเมื่อไรค่อยถามดูก็ได้”


----------------------------


เจียงเฉิง


เก่อเจี้ยนไม่ได้ปลอมตัว เขาเดินริมถนนอย่างเปิดเผย


ไม่มีใครตามจับเขา


เพราะเนี่ยเว่ยกั๋วล้มลงชนิดที่ไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกแล้ว เนี่ยเว่ยกั๋วทำเรื่องเลวร้ายไว้ไม่น้อย เมื่อก่อนไม่มีใครตรวจสอบอย่างจริงจัง ทั้งยังมีคนหนุนหลัง นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เนี่ยเว่ยกั๋วไม่เกรงกลัวใคร


ถ้าอยู่เสพสุขที่สถาบันออกแบบเงียบๆคงไม่เป็นไร แต่นี่ดันไม่เจียมตัว ถึงได้มาหาเรื่องคุณผู้หญิงเซี่ยแบบนั้น


เก่อเจี้ยนช่วยทำงานแทนเซี่ยเสี่ยวหลานหลายเรื่องอย่างไม่รู้สึกผิด


คนที่เซี่ยเสี่ยวหลานสั่งให้เขาจัดการล้วนมีแต่คนชั่ว เขาก็แค่ทำให้คนชั่วทั้งหลายถูกจับเร็วขึ้นก็เท่านั้น


เก่อเจี้ยนไม่เพียงไม่รู้สึกผิด เขายังรู้สึกสะใจเหมือนตัวเองกำลังเป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์คุณธรรม ซึ่งตรงกับปณิธานของโรงฝึกวิชาตระกูลไป๋!


เขาก็เคยคิดว่าหากวันหนึ่งคุณผู้หญิงเซี่ยสั่งให้เขาไปทำเรื่องที่ขัดกับจุดยืน เขาจะทำอย่างไร... แต่คงไม่มีทางเป็นไปได้ คุณผู้หญิงเซี่ยเป็นคนมีอุดมการณ์มาก หากไม่มีใครไปหาเรื่องเธอก่อน เธอก็จะไม่ทำร้ายใคร


ศิษย์น้องไป๋แนะนำเขากับศิษย์พี่หลี่ให้คุณผู้หญิงเซี่ยรู้จักก็เพราะเชื่อมั่นในตัวคุณผู้หญิงเซี่ย


เก่อเจี้ยนแสร้งทำเป็นเดินเข้าอาคารที่พักของสถาบันออกแบบอย่างแนบเนียน คนที่มารอฟังข่าวซุบซิบอย่างเขามีเยอะมาก ถึงอย่างไรใบปลิวของเนี่ยเว่ยกั๋วก็ถูกแจกจ่ายไปทั่วเมืองแล้ว!


“คนที่กระทำชั่วมานับไม่ถ้วนอย่างเนี่ยเว่ยกั๋ว ในที่สุดก็ถูกจับเสียที สวรรค์ช่างมีตาจริงๆ!”



ตอนที่ 957: เก็บลูกศิษย์กลับบ้านได้ด้วยหรือ!



คนแซ่เนี่ยทำเรื่องขาดศีลธรรมไว้ไม่น้อย


ขโมยผลงานเด็กใหม่ของสถาบันออกแบบ หากไม่เชื่อฟังก็จะถูกกลั่นแกล้ง


พฤติกรรมเหล่านี้ต่อให้เป็นปัญหา สุดท้ายก็แค่ด้านอุปนิสัยส่วนตัวเท่านั้น แต่เรื่องติดสินบนคณะกรรมการสอบสวน อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปสู่ฐานะทางการเงินที่ร่ำรวยผิดปกติของเนี่ยเว่ยกั๋ว เดิมทีอาจจะแค่ตกงาน แต่ตอนนี้กลับลุกลามไปถึงขั้นติดคุกติดตะรางเลยทีเดียว


“คนสารเลวคนนั้นอย่างน้อยคงถูกตัดสินโทษจำคุก10ปี ในที่สุดอากาศของเจียงเฉิงจะได้บริสุทธิ์เสียที!”


“จะว่าไปก็แปลก ตกลงเรื่องนี้เป็นฝีมือของใครกันแน่?”


เสี่ยวจางหรือเสี่ยวชุยต่างก็เป็นคนซื่อ คณะกรรมการสอบสวนต้องไปสอบถามด้วยตัวเอง พวกเขาถึงจะยอมให้ความร่วมมือในการชี้ความผิดของเนี่ยเว่ยกั๋ว แต่หากบอกให้พวกเขาไปร้องเรียนเนี่ยเว่ยกั๋วด้วยตัวเอง พวกเขาคงหวาดกลัวจนหัวหดก่อนได้ลงมือทำแน่นอน


เก่อเจี้ยนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มคน พลางฟังบรรดาคุณป้าเล่าข่าวอย่างออกรสออกชาติ


เขารู้สึกอีกครั้งว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องแล้ว!


หากมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก เขาก็จะช่วยคุณผู้หญิงเซี่ยจัดการ เพราะมันไม่ใช่แค่การช่วยเหลือคุณผู้หญิงเซี่ย แต่ยังสามารถช่วยคนอื่นได้อีกด้วย!


เก่อเจี้ยนไม่เพียงไปฟังข่าวที่อาคารที่พักของสถาบันออกแบบ แต่เขายังรวบรวมข้อมูลข่าวสารต่างๆที่ได้มา เมื่อมั่นใจแล้วว่าเนี่ยเว่ยกั๋วไม่มีทางรอด เขาถึงซื้อตั๋วรถไฟกลับเผิงเฉิงทันที


ตั้งแต่ต้นจนจบ เก่อเจี้ยนเหมือนวิญญาณที่มาอย่างเงียบงัน และจากไปอย่างไร้ร่องรอย


ตำรวจจะจับตัวเขาได้อย่างไร?


ใบปลิวเหล่านั้นเขาสั่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์ในหยางเฉิง ก่อนจะพกติดตัวขึ้นเครื่องบินมายังเจียงเฉิง


เดินทางด้วยเครื่องบินไม่เข้มงวดเหมือนเดินทางด้วยรถไฟ บนรถไฟมีตำรวจรถไฟคอยจับตาดูสิ่งผิดปกติ แต่การนั่งเครื่องบินเขาแค่หิ้วกระเป๋าสัมภาระหลายใบ จ่ายเงินค่าน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มอีกนิดหน่อยเท่านั้น ไม่มีใครตรวจสอบอย่างละเอียดเหมือนการเดินทางด้วยรถไฟ


ถึงอย่างไร นี่ก็คือปี1985 ที่แม้แต่ของเหลวก็สามารถพกขึ้นเครื่องได้อย่างสบายๆ


เตรียมการทุกอย่างที่หยางเฉิง แล้วค่อยมาลงมือปฏิบัติจริงที่เจียงเฉิง ตอนแรกทางตำรวจอยากจะหาตัวคน ‘ปล่อยข่าวเท็จ’ ทว่าตอนหลังคณะกรรมการสอบสวนได้พาตัวเนี่ยเว่ยกั๋วไป และในที่สุดก็พิสูจน์ได้ว่าเขากระทำผิดจริง ดังนั้นสิ่งที่อยู่บนใบปลิวคือเรื่องจริงหาใช่ข่าวเท็จ เมื่อไม่มีเจ้าทุกข์อย่างเนี่ยเว่ยกั๋ว ตำรวจย่อมไม่ควานหาตัวเก่อเจี้ยนไปทั่วเมืองอีก


เก่อเจี้ยนเดินทางไปกลับราวกับสายลม แต่วงการสถาปัตยกรรมนั้นกลับมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


เหมาคังซานที่ก่อนหน้านี้เก็บตัวเงียบมาหลายปี ตอนนี้เขาเริ่มกลับมาโจมตีคนอื่นอีกครั้ง บอกว่าเป็นเพราะหลายคนเพิกเฉยและให้ท้ายคนชั่วอย่างเนี่ยเว่ยกั๋ว เนี่ยเว่ยกั๋วถึงได้ใช้ชีวิตเสพสุขอยู่นานหลายปีเช่นนี้


เหมาคังซานเป็นที่ปรึกษาของสมาคมสถาปัตยกรรม เหนือเขามีเพียงรองประธาน และประธานสมาคมเท่านั้น ดังนั้นคนอื่นๆ ล้วนถูกเหมาคังซานหักหน้าไม่มีชิ้นดี


ไม่ว่าเหมาคังซานด่าใครก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเขา เขาถูกยกย่องให้เป็น ‘ที่ปรึกษา’ ของสมาคม ด้วยเหตุนี้คงไม่อาจขับไล่เขาออกจากสมาคมสถาปัตยกรรมไปโดยพลการได้ เขากับหนิงเยี่ยนฝานมีชื่อเสียงเทียบเคียงกันมาเนิ่นนาน หาก ‘เหนือหนิงใต้เหมา’ อย่างเหมาคังซานไม่ได้อยู่ในสมาคมสถาปัตยกรรมคงเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี


หลังด่าเสร็จเหมาคังซานก็เดินทางออกจากเจียงเฉิง ทว่าก่อนจากไปเขาได้ขอวิธีการติดต่อเซี่ยเสี่ยวหลานจากหนิงเยี่ยนฝาน


หนิงเยี่ยนฝานใจกระตุกวูบ “นึกอยากสนับสนุนคนมีพรสวรรค์ขึ้นมาอย่างนั้นหรือ อยากรับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นลูกศิษย์?”


เหมาคังซานเอ่ย “ทำไม หยกน้ำงามที่เจิดจรัสอยู่ในธรรมชาติ นายไม่เก็บเอาไว้ แล้วยังจะห้ามไม่ให้ฉันเก็บกลับบ้านอีกหรือ บอกให้จัดการพวกปลิงดูดเลือดกับพวกขโมยผลงานคนอื่นดันไม่กล้า พอตอนนี้กลับแข็งกร้าวขึ้นมาเสียอย่างนั้น!”


หนิงเยี่ยนฝานพูดไม่ออก


อยู่ต่อหน้าเหมาคังซานเขาพูดไม่ออกจริงๆว่า ไม่ใช่เขาไม่อยากรับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นศิษย์ แต่เป็นเซี่ยเสี่ยวหลานต่างหากที่ออกปากปฏิเสธการเป็นลูกศิษย์ของเขาด้วยตัวเอง


หลังให้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเซี่ยเสี่ยวหลานกับเหมาคังซาน หนิงเยี่ยนฝานก็เอ่ยเตือนว่า


“ในเมื่อนายอยากสนับสนุนเด็กมีพรสวรรค์ อยากรับลูกศิษย์จริง นั่นก็เท่ากับว่าในอนาคตจะมีความเชื่อมโยงกัน หากนายยังคงสร้างศัตรูไว้ทั่วทั้งวงการสถาปนิก คนที่เป็นลูกศิษย์ของนายก็คงมีศัตรูเยอะตามไปด้วย... พวกเราแก่แล้ว ควรคิดเผื่อเด็กรุ่นหลังบ้าง ใช่หรือไม่?”


เหมาคังซานยัดกระดาษใส่ในกระเป๋า


“คนที่ฉันถูกใจ ไม่มีทางเป็นพวกขี้ขลาด คนที่มัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังคือพวกไร้ความสามารถ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมไม่สนใจแมลงวันที่ชอบเล่นพรรคเล่นพวกเหล่านั้น รอดูก็แล้วกัน อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เมื่อเทียบลูกศิษย์ของฉันกับหลานสาวของนายแล้วเธอมีแต่จะเก่งขึ้นเรื่อยๆ!”


เหมาคังซานนั้นมีความดื้อรั้นเป็นอย่างมาก


หนิงเยี่ยนฝานได้แต่ส่ายหน้าในใจ


เขาไม่สนใจว่าอนาคตหนิงเสวี่ยกับเซี่ยเสี่ยวหลานใครจะเก่งกว่าใคร หนิงเสวี่ยไม่ใช่คนที่คิดอยากแข่งขันกับคนอื่น คนเรามีคู่แข่งมากมาย ทุกช่วงเวลามักจะเจอกับคู่แข่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่มีคู่แข่งแค่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่มีวันหายไปไหน นั่นก็คือตัวเอง!


ตัวเองในวันนี้จะต้องเก่งกว่าตัวเองในเมื่อวาน


และตัวเองในอนาคตจะต้องเอาชนะตัวเองในวันนี้ให้ได้!


เหมาคังซานให้ความสำคัญกับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เด็กสาวคนนั้นจะยอมเป็นลูกศิษย์ของเหมาคังซานง่ายๆอย่างนั้นหรือ?


เธอคือคนฉลาดหลักแหลม เป็นลูกศิษย์เหมาคังซานไม่มีผลประโยชน์เป็นแรงดึงดูด มีแต่จะได้ศัตรูเพิ่มอีกหลายคนเสียมากกว่า ด้วยระดับสติปัญญาของเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอจะตอบตกลงได้อย่างไร


หนิงเยี่ยนฝานไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเหมาคังซานสักเท่าไร


อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้สูงที่เหมาคังซานจะถูกปฏิเสธ


-------------------------------


เรื่องวุ่นวายที่เจียงเฉิงไม่เกี่ยวข้องกับเซี่ยเสี่ยวหลานอีกต่อไป


เป้าหมายของการร่วมงานสัมมนาของเธอนั้นบรรลุผลแล้ว ถ้าเนี่ยเว่ยกั๋วไม่หาเรื่องเธอ เธอก็จะไม่เล่นงานเขา ทว่าการมุ่งร้ายของเนี่ยเว่ยกั๋วกลับทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานกลายเป็นคนดัง


เรื่องที่เธอได้เข้าร่วมงานสัมมนาการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมครั้งที่หนึ่ง รู้ไปถึงหูเหล่าคณาจารย์ภาควิชาสถาปัตยกรรมของมหาวิทยาลัยหัวชิงแล้ว


ถ้าไม่ใช่เพราะอยู่ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน หัวหน้าภาคคงรีบเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานมาถามให้ชัดเจนอย่างแน่นอน


“เธอได้พูดในงานสัมมนาด้วยหรือ?”


นักศึกษาเสี่ยวหลานช่างมีความทะเยอทะยานยิ่ง


มีคุณสมบัติได้เข้าร่วมงานสัมมนาย่อมเป็นเรื่องดี แต่ทำไมเธอไม่บอกทางภาควิชาก่อนเล่า เหล่าอาจารย์ในภาคจะได้ช่วยกันเขียนบทพูดให้เธออย่างน่าสนใจ


ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งของภาควิชาก็ได้รับบัตรเชิญเข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แต่น่าเสียดายที่ก่อนเดินทางเขากลับล้มป่วยเพราะอากาศร้อนอบอ้าวเสียก่อน


ดังนั้นในงานสัมมนาจึงมีแค่นักศึกษาที่เรียนจบจากหัวชิง แต่ไม่มีอาจารย์จากหัวชิงเลยสักคน


มิเช่นนั้นตอนเซี่ยเสี่ยวหลานถูกเนี่ยเว่ยกั๋วเล่นงาน นอกจากหนิงเยี่ยนฝานแล้วคงมีอาจารย์คนอื่นคอยเป็นกำลังหนุนอย่างแน่นอน


เรื่องนี้พูดแล้วก็น่าอับอาย เนี่ยเว่ยกั๋วก็เรียนจบจากหัวชิงเช่นกัน แต่ดันพยายามเล่นงานเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างเอาเป็นเอาตาย งานสัมมนายังไม่ทันสิ้นสุด ข่าวฉาวของเนี่ยเว่ยกั๋วก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมือง... เทียบกันแล้วเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้เห็นถึงความยากลำบากของเซี่ยเสี่ยวหลาน


เฮ้อ คนหนึ่งช่วยสร้างเกียรติยศให้กับภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิง แต่อีกคนกลับสร้างแต่เรื่องขายหน้า


มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย หักล้างกันเป็นศูนย์อย่างนั้นหรือ?


“คนที่ร่วมงานนอกจากเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วยังมีหนิงเสวี่ยอีกคน โดยรวมถือว่าสร้างชื่อเสียงให้พวกเราเป็นอย่างมาก!”


หัวหน้าภาคพยักหน้า


“คุณพูดถูก หนิงเสวี่ยเกิดในตระกูลนักวิชาการ นึกไม่ถึงเลยว่ารุ่น84 จะยังมีเซี่ยเสี่ยวหลานอีกคนที่ฉายแววโดดเด่นเช่นนี้ พวกเราจะต้องฟูมฟักสองคนนี้ให้ดี ใครบอกกันว่าผู้หญิงไม่เหมาะที่จะเรียนสถาปัตยกรรม ทั้งคู่ออกจะทำได้ดีขนาดนี้”


ให้ช่วยอบรมสั่งสอนคงไม่มีปัญหา


อาจารย์ท่านนี้เงียบไปสักพัก ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้


“คุณยังจำได้ใช่ไหม เซี่ยเสี่ยวหลานได้รางวัลชนะเลิศในการแข่งขันภาษาอังกฤษระดับประเทศ กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าจะส่งนักศึกษาที่ได้รับรางวัลไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ อย่างช้าคงเป็นปีหน้า ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานไปแลกเปลี่ยนแล้วได้เรียนสาขาวิชาอื่นเล่า จะไม่ทำให้เธอเสียเวลาเปล่าหรือ?”


และถ้ามหาวิทยาลัยทางนั้นสอนดีเกินไปจนเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากกลับมา แล้วเธอยังจะเป็นนักศึกษาของหัวชิงได้อย่างไร


หัวหน้าภาควิชาครุ่นคิด


“ปัญหาที่คุณกล่าวมานั้นสำคัญมาก ประเทศเรามีปัญหาเรื่องสมองไหล1อย่างรุนแรง ต้นกล้าชั้นดีเช่นนี้ไม่ควรส่งออกนอกประเทศให้ชาวต่างชาติฉกฉวยตัวไปได้ เราจะต้องพิจารณาให้ดีว่านักศึกษาเซี่ยควรถูกส่งไปแลกเปลี่ยนที่ไหน”


เขาคงไม่อาจห้ามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ให้ไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศได้ เธอคือผู้เข้าแข่งขันภาษาอังกฤษที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ นี่คือรางวัลที่กระทรวงศึกษาธิการมอบให้เซี่ยเสี่ยวหลาน หัวหน้าภาควิชาสถาปัตยกรรมไม่มีสิทธิ์ขัดขวางการรับรางวัลของเธอ เพราะหากทำเช่นนั้นมันคือการตัดอนาคตของนักศึกษา อีกอย่างหัวหน้าภาควิชาไม่ใช่คนเลวขนาดนั้น


แต่เขาจะต้องทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานไปต่างประเทศแล้วยินดีกลับมาเรียนสาขาวิชาสถาปัตยกรรมที่หัวชิงให้ได้ หัวหน้าภาคเริ่มใช้ความคิด


เหมาคังซานยังคิดเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคือหยกน้ำงาม หัวหน้าภาควิชาเองก็ไม่ใช่คนโง่ เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเริ่มเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้ไม่นาน แต่กลับมีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาพร้อมกับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนนับไม่ถ้วน อนาคตคงประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน!



ตอนที่ 958: รถเล็ก แต่คนขับน่าเกรงขาม



เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่า หลังจบงานสัมมนาที่เจียงเฉิงจะมีคนคิดถึงเธอตั้งกี่คน


เหมาคังซานอยากเจอเธอ อาจารย์ที่ภาควิชาสถาปัตยกรรมก็อยากเจอเธอ


แต่เธอกับโจวเฉิงกลับกำลังกินเที่ยวกันตั้งแต่เจียงเฉิงมาจนถึงเซี่ยงไฮ้อย่างมีความสุข คนเหล่านั้นจึงไม่สามารถทำอะไรได้ แม้ที่บ้านของเธอจะมีโทรศัพท์ แต่สุดท้ายคนที่รับสายก็คือย่าอวี๋กับหลิวเฟิน และหากส่งข่าวไปยังเผิงเฉิง ก็ไม่แน่ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะอยู่ที่นั่น


ครั้งนี้โจวเฉิงขอลาหยุดเป็นเวลาหลายวัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงรู้สึกแปลกใจ แต่โจวเฉิงกลับกล่าวว่า “ไม่แน่วันดีคืนดีเธออาจจะต้องไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนกะทันหัน ฉันเลยขอใช้วันหยุดของปีหน้าไว้ล่วงหน้าน่ะสิ”


ด้วยอาชีพของโจวเฉิง ทำให้เขาออกไปต่างประเทศลำบาก


ดังนั้นเมื่อถึงวันที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยู่ในจีน แล้วเขาจะมีวันลาไปเพื่ออะไรกัน?


นอกจากเหลือวันลาเพื่อกลับบ้านเยี่ยมครอบครัว วันลาอื่นๆ โจวเฉิงขอใช้ล่วงหน้าจนหมดสิ้น


“ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราวเลย บางทีปีนี้อาจจะไม่ได้ไปแล้ว หรือไม่อาจจะต้องรอถึงภาคเรียนที่สองของชั้นปีที่สอง แต่ตอนนี้เธอใช้วันลาหมดแล้ว เช่นนั้นตรุษจีนพวกเราก็คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วสินะ?”


สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวมานั้นคือสิ่งที่สามารถเป็นไปได้


ตรุษจีนสองปีที่ผ่านมา โจวเฉิงไม่ได้ลาหยุดจึงไม่ได้อยู่กับเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นตรุษจีนปีที่สามเขาควรฉลองพร้อมกับแฟนสาวถึงจะถูก


“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ถ้าอย่างนั้นฉันจะเหลือวันลาเอาไว้ยามฉุกเฉิน”


หลังเซี่ยเสี่ยวหลานมาที่เซี่ยงไฮ้ นอกจากเที่ยวเล่นกับโจวเฉิงแล้ว เธอยังเดินดูรอบๆ เมืองอีกด้วย


เซี่ยงไฮ้ปี1985 คึกคักมากเหลือเกิน ด้วยทำเลที่ตั้งและประวัติศาสตร์ที่พิเศษกว่าพื้นที่อื่น ทำให้หลายปีที่ผ่านมานี้เซี่ยงไฮ้จึงกลายเป็นเมืองใหญ่ของประเทศจีนมาโดยตลอด ของที่ทันสมัยที่สุดไม่ได้อยู่ที่หยางเฉิงหรือปักกิ่ง แต่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้


โจวเฉิงถามเธอว่าชอบอะไร เซี่ยเสี่ยวหลานมองไร่นาแถบผู่ตงแล้วก็เกิดอาการน้ำลายไหล


ผู่ตงปี1985 ยังไม่ได้เป็นหนึ่งในอาณาเขตของเมืองเซี่ยงไฮ้ ในปี1958 พื้นที่แถบนี้ถูกเรียกว่าอำเภอผู่ตง


สามปีต่อมา ในปี1961 ผู่ตงก็ถูกยกเลิกจากการเป็นอำเภอไป


และปีที่แล้ว หนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศจีนในโลกอนาคตอย่างลู่เจียจุ่ย เพิ่งถูกผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขตหวงผู่


ส่วนเขตผู่ตงใหม่น่ะหรือ?


เวลานี้ยังไม่มี


คนยุคนี้คงไม่เคยได้ยินชื่อนี้เสียด้วยซ้ำ


แม้แต่ชาวเซี่ยงไฮ้ยังคิดว่าผู่ตงเป็นเขตชนบท


ได้เตียงนอนหนึ่งหลังที่ผู่ซี ยังดีกว่าได้บ้านที่ผู่ตง!


ชาวเซี่ยงไฮ้เวลาแต่งงานไม่มีใครเลือกเรือนหอที่ผู่ตงเลยสักคน... แต่ใครจะไปคิดว่าอีกแค่5ปีให้หลัง เมื่อถึงช่วงปี1990 คณะมนตรีรัฐกิจจะตัดสินใจพัฒนาพื้นที่ผู่ตงให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น และในปี1992 เขตผู่ตงใหม่จะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ห้องพักหนึ่งห้องในผู่ตง อนาคตหากถูกขอเวนคืน เจ้าของห้องพักคงได้เงินมากพอให้ใช้ได้ทั้งชาติ


ตอนนี้ที่นาขนาดใหญ่ตรงหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังกวักมือเรียกเธออยู่ไหวๆ


ราวกับมีธนบัตรปลิวว่อนทั่วฟ้า ช่างยั่วยวนใจเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างร้ายกาจ


โจวเฉิงไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมแฟนสาวถึงน้ำลายไหลกับที่นาผืนนี้


ตอนนี้ในนามีแต่ข้าวที่ต้องการการเก็บเกี่ยว รวงข้าวสีเหลืองอร่าม ดูแล้วช่างเย้ายวนใจไม่น้อย


“ตอนเที่ยงอยากกินอะไรหรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานหันมามองหน้าโจวเฉิงอย่างแปลกประหลาด เธอกำลังคิดถึงอนาคต แล้วเขาพูดถึงเรื่องกินขึ้นมาทำไม


“หิวแล้วหรือ”


โจวเฉิงส่ายหน้า “ฉันเห็นเธอทำท่าเหมือนหิว ไม่อย่างนั้นแค่เห็นข้าวเปลือกแล้วน้ำลายจะไหลแบบนี้หรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเช็ดมุมปาก มีน้ำลายเสียที่ไหน โจวเฉิงกำลังหลอกเธอ


“เธอไม่เข้าใจ ฉันไม่ได้น้ำลายไหลเพราะข้าวเปลือก แต่เพราะ...”


“ฉันมีเรื่องที่ไม่เข้าใจหลายอย่าง เธอสามารถบอกฉันได้นะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานชะงัก


เธอสามารถบอกโจวเฉิงให้ซื้อบ้านที่ปักกิ่งได้ หากอนาคตเมื่อราคาบ้านพุ่งสูงขึ้น นั่นก็เท่ากับเซี่ยเสี่ยวหลานมีสายตาเฉียบคม


แต่ถ้าเธอบอกโจวเฉิงว่า อีกหน่อยพื้นที่เวิ้งว้างอย่างผู่ตงจะกลายเป็นทำเลทอง เธอไม่รู้จะอธิบายให้เขาฟังอย่างไร นโยบายของรัฐยังไม่ประกาศใช้ด้วยซ้ำ หากบอกว่าอีกหน่อยเผิงเฉิงจะเจริญรุ่งเรือง นั่นก็เป็นเพราะเผิงเฉิงถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว นักขุดทองจึงพากันเดินทางไปที่เผิงเฉิงกันทั้งสิ้น


แล้วผู่ตงล่ะ?


ที่นี่ยังไม่มีวี่แววของนโยบายรัฐแม้แต่น้อย แล้วเซี่ยเสี่ยวหลานจะสามารถบอกว่าล่วงรู้อนาคตได้อย่างไร!


เดินนำหน้าคนอื่นสามก้าวคือคนเก่ง แต่ถ้านำหน้าคนอื่นเป็นสิบก้าวจะเป็นภัย


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเป็นแค่แฟนสาวหรือเป็นภรรยาในอนาคตของโจวเฉิง แต่เธอไม่อยากกลายเป็นนักพยากรณ์ในสายตาเขา


เธออยากได้ความรักของโจวเฉิง ไม่ใช่ความหวาดกลัว


หลังเรียบเรียงความคิดดีแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้ว่าไม่ควรคุยประเด็นนี้ต่อ “ถ้าฉันบอกเธอก็เท่ากับโกงข้อสอบน่ะสิ ฉันกำลังคิดอะไรอยู่ ลองเดาเองแล้วกัน!”


แม้จะเดินทางกลับโรงแรมแล้ว โจวเฉิงก็ยังคงเดาไม่ถูก


ตอนกลับมาถึงที่โรงแรม พนักงานต้อนรับเรียกทั้งสองคนไว้


“คุณโจวห้อง503ใช่ไหมคะ มีจดหมายถึงคุณค่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานสังหรณ์ใจว่าจดหมายฉบับนี้ไม่ธรรมดา เธอกับโจวเฉิงไม่ได้บอกใครเรื่องที่เดินทางมาท่องเที่ยว อีกฝ่ายรู้โรงแรมที่พวกเธอพักได้อย่างไร นอกเสียจากว่าโจวเฉิงจะเป็นคนติดต่ออีกฝ่ายไปเอง และเพราะยังไม่ได้แต่งงานกัน ตอนกลางคืนย่อมแยกกันนอนคนละห้อง โจวเฉิงติดต่อใครบ้าง เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่มั่นใจ


ซองจดหมายมีกระดาษใส่เอาไว้แค่แผ่นเดียว หลังอ่านจบโจวเฉิงก็เผามันทิ้งทันที


“พี่พานซานบอกว่าเขามาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว เขาอยากเจอฉัน... เสี่ยวหลาน เธออยากไปด้วยกันหรือเปล่า”


เดิมทีโจวเฉิงตั้งใจว่าจะไปเจอพานเป่าหัวคนเดียว แต่พอคิดอีกที ถ้าเขาไม่บอกเสี่ยวหลาน เธอคงเป็นห่วงแน่นอน


หากบอกออกไปตามตรง เธอก็จะไม่คิดฟุ้งซ่าน


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ


ด้วยเหตุนี้ช่วงบ่ายเซี่ยเสี่ยวหลานจึงได้พบกับพานซาน


“พี่พานซาน ไม่ได้เจอกันนานเลยค่ะ!”


พานเป่าหัวใส่เสื้อแขนสั้นสีสดใส เขาตัดผมเกรียน และยังคงขับรถโปโลเนซคันเดียวกับตอนที่เจอกันครั้งแรก


รถเล็กแต่คนขับน่าเกรงขาม แม้จะย้อนแย้งแต่ก็ดูน่ารักอย่างบอกไม่ถูก


“น้องสะใภ้ เฉิงจื่อ ฉันไม่อยากจะว่าหรอกนะ แต่นายควรพาน้องสะใภ้ไปเที่ยวให้ทั่วเสียก่อนนะ หน้าตาล่อลวงสาวแบบนาย ยุ่งอยู่กับงานทีไรมักจะลืมทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากเสี่ยวหลานที่ยินดีคบกับนายแล้ว นายยังจะหาคู่ครองแบบนี้ที่ไหนได้อีก?”


ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวหลานแทบถลนออกมา


เธอนึกว่าพานซานเป็นคนพูดน้อยมาโดยตลอด ที่แท้เธอคิดผิด


พานเป่าหัวเป็นคนอัธยาศัยดีมาก แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยู่กับใคร


ดูเหมือนเขาจะสนิทสนมกับโจวเฉิงมากจริงๆ


“ฉันจะออกไปซื้อของกินมาให้นะคะ มีอะไรที่พี่ซานกินไม่ได้บ้างหรือเปล่าคะ”


พานเป่าหัวส่ายหน้า “ลำบากน้องสะใภ้แล้ว ฉันไม่เลือกกิน แค่อิ่มท้องก็พอ”


เซี่ยเสี่ยวหลานให้พื้นที่ส่วนตัวกับทั้งสองคน โดยใช้การออกไปซื้อของกินเป็นแค่ข้ออ้าง


พอเธอออกไป สีหน้าของพานเป่าหัวก็เคร่งขรึมขึ้นมาในบัดดล “เฉิงจื่อ ฉันรู้เรื่องแล้ว นี่เป็นเรื่องของฉัน นายไม่ควรปิดบังฉัน ฉันรู้ว่าสองปีนี้นายยังไม่ตัดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังอยากพลิกคดีให้ฉัน ความจริงนายไม่ต้องทำเช่นนั้นก็ได้ เรื่องที่หน่วยงานมันผ่านไปแล้ว ตอนนี้ฉันเองก็สุขสบายดี!”


โจวเฉิงไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว


“พี่พานซาน พี่กลัวตระกูลเจียงจะมาเอาเรื่องผม! ถ้าพี่ลืมเรื่องที่หน่วยงานไปแล้ว พี่คงไม่ใช่พี่พานซานที่ผมรู้จัก”


พานเป่าหัวล้วงบุหรี่จากกระเป๋ากางเกง แล้วโยนบุหรี่มวนหนึ่งให้โจวเฉิง


ทั้งคู่จุดบุหรี่ พลางคิดถึงภาพตอนได้ร่วมรบด้วยกัน อยู่ที่สนามรบบุหรี่คือของหายาก เพื่อนร่วมรบที่สนิทกันระหว่างพักรบจะนั่งสูบบุหรี่รวมกัน บุหรี่หนึ่งมวนผลัดกันสูบหลายคน หลังวนจนครบรอบก็จะเหลือแค่ก้นบุหรี่เท่านั้น คนสุดท้ายจะสูบบุหรี่อัดเข้าปอดอย่างแรง ถึงตอนนั้นพานเป่าหัวก็จะด่าเสียงดัง


เดิมโจวเฉิงนั้นไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากตอนเข้าทำงานเขาอายุยังน้อย


ทว่าพานเป่าหัวเป็นคนสอนเขา หลายสิ่งหลายอย่างล้วนได้พานเป่าหัวเป็นคนสอนให้รวมถึงเรื่องการค้าบุหรี่ เมื่อโจวเฉิงทำงานหาเงินได้ โจวเฉิงก็มิวายลากคังเหว่ยให้มาร่ำรวยด้วยกัน ส่วนพานเป่าหัวนั้นต่อให้กำลังวิ่งหนีศัตรู เขาก็จะให้โจวเฉิงวิ่งนำหน้าไปก่อน


เพราะโจวเฉิงคือเด็กใหม่ที่เขาเป็นคนฝึก เขาเป็นคนพาโจวเฉิงเดินเข้าสู่สนามรบเป็นทัพหน้า ดังนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของโจวเฉิง!


“เฉิงจื่อ บุหรี่ก็สูบแล้ว ฉันขอพูดเปิดอกเลยแล้วกัน ฉันจะได้กลับเข้าหน่วยงานอีกครั้งหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับตระกูลเจียงหรอก นายคิดว่าตระกูลเจียงมีอำนาจล้นฟ้าจริงหรือ หากพวกเขาอยากเล่นงานฉัน ฉันก็ทำได้แค่อดทนอย่างนั้นหรือ?”



ตอนที่ 959: ตื่นตูมไปเอง



โจวเฉิงลืมสูบบุหรี่ไปเสียสนิท


ประกายไฟที่ปลายมวนบุหรี่ยังคงเผาไหม้ตลอดเวลา จนกระทั่งเผามาจนถึงปลายนิ้ว เขาถึงได้สติขึ้นมา


“พี่ซาน คำพูดของพี่มีความนัย แน่นอนว่าผมพอเดาได้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ!”


“พูดเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว ที่เหลือนายกลับไปพิจารณาเอาเอง คังเหว่ยบอกว่านายแทบเสียสละตัวเองเพื่อพลิกคดีให้ฉัน ต่อให้นายไม่ติดต่อฉันมา ฉันก็จะหาทางติดต่อนาย แต่เพราะนายอยู่ที่วิทยาลัยทหารบก ทำให้ฉันติดต่อไปไม่สะดวก”


พานเป่าหัวไม่สามารถติดต่อโจวเฉิงเองได้


ครั้งก่อนเป็นเพราะเขา โจวเฉิงจึงถูกกักตัวเพื่อสอบสวน


ถึงมรสุมจะผ่านไปแล้ว แต่พานเป่าหัวก็ไม่อยากให้มรสุมนั้นก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง


โจวเฉิงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “พี่พานซาน คำพูดของคังเหว่ยเชื่อได้ที่ไหน มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์...”


ยังไม่ทันที่โจวเฉิงพูดจบประโยค พานเป่าหัวก็พูดขัดเขาขึ้นมาทันที


“แต่ฉันคิดว่าคังเหว่ยพูดถูก ตอนนี้ตระกูลเจียงเอาเอกสารที่ไม่รู้จริงหรือเท็จออกมาหลอกล่อนาย และนายก็กำลังยึดติดกับมัน คิดว่าของนั่นจะทำให้ตระกูลเจียงล่มสลายและสามารถกำจัดเจียงอู่ได้ ทว่าฉันไม่เชื่อเจียงเหยียนอีกแล้ว ต่อให้เอกสารนั้นเป็นความจริง แต่นั่นก็เท่ากับว่าเธอสามารถขายได้แม้กระทั่งพ่อแม่ของตัวเอง ยอมทุ่มเทถึงเพียงนี้เพื่ออะไรกัน? โจวเฉิง สิ่งที่เจียงเหยียนต้องการ นายลองคิดดูให้ดีว่านายให้เธอได้หรือเปล่า”


พานเป่าหัวรู้จักโจวเฉิงดีที่สุด


หากใช้สิ่งที่เจียงเหยียนมอบให้มาเล่นงานเจียงอู่ นั่นก็เท่ากับว่าเจียงเหยียนได้ทรยศคนทั้งตระกูล หากเป็นเช่นนั้นแล้วเขากับโจวเฉิงจะให้อะไรเจียงเหยียนเป็นการตอบแทน?


พานเป่าหัวไม่ติดอะไร ถึงอย่างไรเขาก็ยังโสด ถ้าเจียงเหยียนบอกว่าชอบพอเขา เขาก็สามารถแต่งงานกับเธอได้ทันที


แต่งงานกับใครก็เหมือนกัน พานเป่าหัวเป็นผู้ชายมีความรับผิดชอบ ชอบพอกันหรือไม่ไม่สำคัญ แต่เขาจะต้องทำหน้าที่สามีให้ดีที่สุด


ทว่าน่าเสียดายที่เจียงเหยียนไม่ได้หมายตาพานเป่าหัว


พานเป่าหัวเห็นโจวเฉิงเงียบไป แต่ก็ไม่คิดจะจบประเด็นนี้แต่อย่างใด


“เมื่อครู่ยังมั่นใจเต็มร้อยอยู่เลยมิใช่หรือ ทำไมไม่พูดต่อแล้วล่ะ? สิ่งที่เจียงเหยียนต้องการนายให้เธอไม่ได้ ถ้านายให้ได้ เจียงเหยียนคงเอนเอียงเข้าข้างพวกเรานานแล้ว เมื่อก่อนนายทำไม่ได้ ตอนนี้ยิ่งไม่มีทาง เพราะนายมีน้องสะใภ้เสี่ยวหลานแล้ว... เธอเป็นผู้หญิงที่ดีมากขนาดนั้น เฉิงจื่อ ฉันเป็นพี่นาย ฉันยังรู้สึกอิจฉาเลยที่คนที่นายชอบก็ชอบนายเช่นกัน คนเราต่อให้เดินทางไกลแค่ไหน ในใจก็มักจะมีคำว่าบ้าน มีคนให้ห่วงใย มีคนให้หวนคิดถึง!”


ถ้าโจวเฉิงรับ ‘ข้อเสนอ’ ของเจียงเหยียน พานเป่าหัวคิดว่า ช้าเร็วโจวเฉิงจะต้องอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแน่นอน


ต่อให้โจวเฉิงค่อยๆสืบตามเบาะแสไปเรื่อยๆ แต่หากขาดเอกสารต้นฉบับในช่วงเวลาสำคัญ ถึงตอนนั้นขอแค่เจียงเหยียนเอ่ยปากร้องขอ แล้วโจวเฉิงจะเลือกอย่างไร?


เลือกเจียงเหยียนก็เท่ากับผิดต่อเสี่ยวหลาน ผิดต่อหัวใจของตัวเอง


แต่ถ้าไม่เลือกเจียงเหยียน เขาก็จะขาดหลักฐานสำคัญอย่างสุดท้ายที่จะสามารถช่วยพลิกคดีได้ แล้วโจวเฉิงก็จะรู้สึกผิดต่อมิตรภาพระหว่างพวกเขา


ตามความคิดของพานเป่าหัว ทำไมโจวเฉิงต้องเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นด้วย และเขาไม่ควรรับความหวังดีจากเจียงเหยียนไว้ตั้งแต่แรก


โจวเฉิงสูดหายใจลึก ก่อนจะล้วงบุหรี่ออกมาอีกมวน


“พี่พานซาน ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่เชื่อเอกสารชุดนั้น ทว่าครั้งนี้ผมกับเสี่ยวหลานได้ออกมาเที่ยวด้วยกันจึงแวะไปที่จินหลิง คนที่รู้เรื่องนี้ทั้งหมดถูกสั่งย้ายไปตั้งแต่ครึ่งปีก่อน พอผมเพิ่งสืบข่าวได้เจียงอู่ก็โผล่มาทันที ถ้าเบาะแสนั้นเป็นของปลอม เจียงอู่คงไม่มีท่าทางกังวลขนาดนั้น”


พานเป่าหัวขมวดคิ้วมุ่น “นายเจอเจียงอู่แล้วอย่างนั้นหรือ? มันเป็นหมาบ้า คิดตามตอแยนายเมื่อไรคงไม่มีทางยอมเลิกรา มันกำลังเบี่ยงเบนเป้าหมายจากฉันให้เป็นตัวนายเองชัดๆ! โจวเฉิง ฉันขอเตือนนายไว้เลยนะ ระวังเจียงอู่ให้ดี มันเป็นคนไร้ศีลธรรม มันสามารถลงมือทำได้ทุกอย่าง”


ทหารสองฝั่งเวลาสู้รบกันจะไม่ฆ่าประชาชน


พวกนักเลงริมถนนเวลามีเรื่อง จะไม่พาลไปถึงคนในครอบครัว


เรื่องพวกนี้คือธรรมเนียมที่คนแต่ละกลุ่มปฏิบัติสืบต่อกันมา


แต่เจียงอู่กลายเป็นคนพิการไปแล้ว เขาจึงไม่คิดจะสวมหน้ากากจอมปลอมเพื่ออยู่ในสังคมอีกต่อไป


คนอื่นไม่ลงมือกับครอบครัวของศัตรู แต่หมาบ้าแบบเจียงอู่หากพบจุดอ่อนของโจวเฉิงเมื่อไรคงกัดไม่ยอมปล่อยแน่นอน


ทำให้โจวเฉิงเจ็บปวดและเสียใจ แม้มันจะไม่ทำให้เจียงอู่ได้ผลประโยชน์ แต่มันจะทำให้เจียงอู่รู้สึกสะใจ... ใช่ เจียงอู่มีความสุขเวลาผู้อื่นเจ็บปวด เขาเป็นพวกโรคจิต!


อากาศทั้งร้อนและอบอ้าว แต่จู่ๆ โจวเฉิงกลับรู้สึกหนาววูบ


“ผมอยู่ที่เซี่ยงไฮ้มาสองวันแล้ว พอมั่นใจว่าไม่มีคนสะกดรอยตามถึงได้ส่งข่าวไปบอกพี่ซาน”


พานเป่าหัวสีหน้าเปลี่ยนไปทันที เขากับโจวเฉิงพากันวิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว


จากนั้นทั้งสองก็ชนเข้ากับเซี่ยเสี่ยวหลานที่มุมทางเดินเข้าเต็มเปา


ขนมปังที่เซี่ยเสี่ยวหลานกอดไว้ร่วงหล่นกับพื้น เพิ่งแยกกันไม่เท่าไร แต่โจวเฉิงกลับกอดเธอไว้เหมือนกลัวว่าเธอจะหายตัวไปไหนอย่างนี้เล่า


“โจวเฉิง เธอวิ่งทำไมหรือ”


พานเป่าหัวเกาะกำแพงพลางหายใจหอบถี่ “ฉันบอกเฉิงจื่อว่าอายุมากแล้วสภาพร่างกายสู้คนหนุ่มไม่ได้ แต่เขาไม่เชื่อ ฉันเลยเสนอให้วิ่งไปที่ริมแม่น้ำเพื่อแข่งกัน ดูสิว่าใครจะวิ่งไปกลับได้เร็วกว่า แต่ดูเหมือนว่าคงไม่ต้องแข่งอีกแล้วละ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเอือมระอายิ่งนัก พี่พานซานหาข้ออ้างทั้งที ช่วยแนบเนียนกว่านี้ได้หรือเปล่า


เมื่อกี้โจวเฉิงดูตื่นตระหนกมากอย่างเห็นได้ชัด


เธอไม่เคยเห็นสีหน้าแบบนั้นของโจวเฉิงมาก่อน ดังนั้นจะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานเก็บซาลาเปาบนพื้นขึ้นมา มันถูกบรรจุไว้ในถุงกระดาษจึงไม่ตกลงมาสกปรก


“จะกินขนมปังก่อนแล้วค่อยบอกฉัน หรือบอกก่อนแล้วค่อยกินล่ะ พวกเธอสองคนคงต้องเลือกสักอย่างจริงไหม”


โจวเฉิงมองหน้าพานเป่าหัว พานเป่าหัวจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่


“ถ้าอย่างนั้นฉันคงไม่ปิดบังน้องสะใภ้อีกแล้ว ฉันคิดว่าเจียงเหยียนชอบเฉิงจื่อเลยบอกให้เขาระวังตัว อย่าหลงกลกลยุทธ์สาวงามของเจียงเหยียน”


เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจดี “พี่พานซาน ฉันก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน พวกพี่ไม่ติดต่อกับเธอแล้ว คนปกติทั่วไปย่อมเข้าใจสถานการณ์ดี แต่เจียงเหยียนกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยังไม่ทันรื้อฟื้นมิตรภาพกับพวกพี่ก็เห็นฉันขวางหูขวางตาไปหมด ถ้าเกิดพวกพี่กลับมาเป็นเพื่อนกันอีกเมื่อไร ฉันยังจะมีที่ยืนอยู่ตรงหน้าโจวเฉิงหรือเปล่า อย่างไรก็ตามฉันเคยปรึกษาเรื่องนี้กับโจวเฉิงแล้วละค่ะ เจียงเหยียนมีข้อมูลบางอย่างอยู่ในมือ เพื่อข้อมูลนี้ ดังนั้นฉันจะยอมปล่อยให้เธอโผล่หน้ามาหาโจวเฉิง”


พานเป่าหัวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ


นี่นับว่าใจกว้างกับโจวเฉิงมากแล้ว โจวเฉิงหาคู่ครองถูกคนจริงๆ นอกจากฉลาดและสะสวย เซี่ยเสี่ยวหลานยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย


รู้จักประเมินความสำคัญของเรื่องราว ใช้ชีวิตอย่างมีสติ


แต่เขากับโจวเฉิงจะบอกเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างไรว่า คนที่เธอต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เจียงเหยียน แต่เป็นหมาบ้าอย่างเจียงอู่!


ศัตรูหัวใจเป็นเรื่องเล็ก ขอเพียงหัวใจของโจวเฉิงไม่เปลี่ยนไป จะมีเจียงเหยียนโผล่ขึ้นมาอีกร้อยคนก็ไม่ใช่ปัญหา ทว่าสองพี่น้องตระกูลเจียง คนที่น่ากลัวมากที่สุดคือเจียงอู่ คนปกติคุยเหตุผลกับหมาบ้าไม่รู้เรื่อง และหมาบ้าคิดจะกัดใครบ้าง ก็ไม่มีใครเดาใจได้ถูกเช่นกัน


โจวเฉิงรู้สึกผิดมาก


เขาควรอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวหลานอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก หากเขาทำตามแผนที่วางไว้ ก็คงนั่งเรือท่องเที่ยวจากเจียงเฉิงมาเซี่ยงไฮ้ได้อย่างราบรื่นแล้ว


พี่พานซานพูดถูก พอได้เอกสารจากเจียงเหยียน เขาก็ทนไม่ไหวอยากพลิกคดีให้ได้


ตอนเดินทางผ่านเมืองจินหลิงจึงอดใจไม่ไหวอีกต่อไป


แต่เขาดันปล่อยให้เจียงอู่เจอกับเสี่ยวหลาน


แล้วเขาจะสามารถปกป้องเสี่ยวหลานได้ตลอดเวลาอย่างนั้นหรือ?


“ฉันดึงเธอเข้ามาอยู่ในอันตราย ฉันไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีถึงจะชดเชยความผิดพลาดที่ตัวเองก่อขึ้นได้!”


เมื่อครู่แค่ตื่นตูมเท่านั้น เขากับพานซานตกใจกันไปเอง


แต่ครั้งหน้าโจวเฉิงไม่กล้ารับประกันว่า จะเป็นแค่การตื่นตูมไปเองหรือไม่


เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น “ฉันกะแล้วว่าเรื่องจะต้องไม่เรียบง่ายขนาดนั้น นี่เธอกำลังกลัวเจียงอู่อยู่ใช่หรือเปล่า?”



ตอนที่ 960: ให้เธอเดินตามเกมของฉัน



โจวเฉิงไม่ได้กลัวเจียงอู่


แต่โจวเฉิงกลัวเจียงอู่จะมาทำร้ายเซี่ยเสี่ยวหลาน


เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งอยู่บนเก้าอี้พลางกินขนมปังอย่างใจลอย


โจวเฉิงบอกว่าเธอไม่เข้าใจเรื่องบางอย่าง บนโลกนี้มีหลายคนที่เวลาทำชั่วไม่ใช่แค่ทำเรื่องเล็กน้อยเหมือนอย่างเซี่ยจื่ออวี้ แต่ลงมือแบบโหดร้าย ไม่เหลือพื้นที่ให้คนอื่นหายใจแม้แต่น้อย


ที่จริงเซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี


ยุค80 ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมีน้ำใจ แต่ไม่ว่าสังคมจะพัฒนาไปมากมายแค่ไหน ด้านมืดบางอย่างก็ไม่เคยจางหายไปเลยสักนิด


โลกอนาคตเคยมีสื่อเปิดโปงว่า บนโลกอินเทอร์เน็ตมี ‘เว็บมืด’ ซ่อนอยู่ ขอเพียงมีเงินก็สามารถซื้อได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติดหรืออาวุธปืน สิ่งเหล่านี้คือสินค้าทั่วไป แม้แต่คนตัวเป็นๆ ก็ยังสามารถขายทอดตลาดได้ราวกับทาส


นั่นคือโลกในปี2017!


แต่ในปี1985 การทำให้คนคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นมีวิธีการมากมายยิ่งนัก


“ความหมายของเธอคือ ก่อนจะกำจัดเจียงอู่ได้ ฉันต้องแสร้งทำเป็นเลิกรากับเธอ ทำให้เจียงอู่คิดว่าทำร้ายฉันไปก็ไร้ความหมายอย่างนั้นหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานกลืนขนมปังชิ้นสุดท้ายลงคอ


เธออยากรู้จริงๆว่า เธอแค่เดินออกไปซื้อขนมปังไม่ทันไร โจวเฉิงถูกใครเข้าสิงหรือเปล่า วิธีการเหมือนในละครน้ำเน่าเช่นนี้ โจวเฉิงเป็นคนคิดเองจริงหรือ?


เธอยอมรับได้ที่โจวเฉิงเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ระดับสติปัญญาลดลงฮวบฮาบขนาดนี้ ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยทีเดียว


“พี่พานซาน ทางฉันจะระวังความปลอดภัยของตัวเองค่ะ แต่ฉันคิดว่าปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ฉัน แต่อยู่ที่เจียงเหยียน พวกเราต้องรู้ให้ได้ว่าเธอต้องการทำอะไรกันแน่ เธออยากทำร้ายพี่ชายตัวเองจริงหรือเปล่า โจวเฉิงบอกแล้วนี่คะ ว่าเจียงเหยียนอยากเจอพี่พานซาน... ถ้าอย่างนั้นก็ให้เธอมาหาพี่พานซานด้วยตัวเองสิคะ ทำไมพวกเราต้องเดินตามเกมของเธอด้วย เราควรทำให้เธอเดินตามเกมของเราไม่ดีกว่าหรือ”


เจียงเหยียนบอกเองมิใช่หรือว่า ถ้าไม่เจอพี่พานซานจะไม่ให้เอกสารต้นฉบับ?


เพราะโจวเฉิงมัวแต่กังวลว่ามันจะเป็นกับดัก เขาจึงไม่ยอมให้เจียงเหยียนได้เจอพี่พานซาน


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าพวกเขาควรเจอหน้ากันสักครั้ง


จะออกหัวหรือก้อย เจียงเหยียนก็ต้องโผล่หน้ามาอยู่ดี เซี่ยเสี่ยวหลานอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าให้เจียงเหยียนเจอกับพี่พานซานโดยตรงแล้วเจียงเหยียนจะมีเหตุผลอะไรให้ไปหาโจวเฉิงอีก


มีอะไรก็คุยกับพี่พานซานให้รู้เรื่องไปเสียเลยสิ


“ของที่เจียงเหยียนมีจะสามารถใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า ให้เธอเอาออกมาดูก็รู้ นัดพบที่ไหนให้พี่พานซานเป็นคนกำหนด ถึงเจียงอู่จะเกลียดพี่พานซานเข้าไส้ แต่พี่พานซานก็ยังใช้ชีวิตสุขสบายดีไม่ใช่หรือ นั่นก็แสดงว่าพี่พานซานมีวิธีการของตัวเอง เจียงเหยียนแค่คนเดียวจะเอาชนะพี่พานซานได้อย่างไร จริงไหมคะ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่มีวันร้องไห้ฟูมฟายเพราะหวาดกลัวอย่างแน่นอน


ภัยอันตรายถึงชีวิตเช่นนี้คงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มนุษย์เราแค่เดินอยู่บนถนนก็มีความเสี่ยงที่จะถูกอิฐหล่นทับหัวตาย ถ้าเธอมัวแต่หวาดระแวงเจียงอู่ตลอดเวลา แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร?


การหนีปัญหาหรือมัวแต่อ้อมค้อมไปมาก็ไร้ประโยชน์ จำเป็นต้องหาวิธีการแก้ไขเชิงรุก


ทำไมเซี่ยเสี่ยวหลานต้องปะทะกับเจียงอู่ด้วยตัวเองด้วย ยังมีเจียงเหยียนเป็นไม้กันหมาอยู่อีกคนมิใช่หรือ?


เซี่ยเสี่ยวหลานจะรอดูสิว่า ความอยากพิทักษ์คุณธรรมด้วยการทำร้ายคนในครอบครัวของเจียงเหยียน เป็นเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่!


พานเป่าหัวรู้สึกว่าขนมปังนุ่มฟูกินแล้วไม่สะใจเลยสักนิด เขาจึงขยำมันจนกลายเป็นก้อนยับเยิน ก่อนจะกินเข้าไปในคำเดียว


วิธีการกินขนมปังเช่นนี้ช่างมีเอกลักษณ์ยิ่งนัก แต่พานเป่าหัวกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เพราะมีคนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยิ่งกว่าเขานั่งอยู่ข้างๆนั่นเอง


“เฉิงจื่อ เจียงเหยียนคงไม่ค่อยได้เจอกับน้องสะใภ้สินะ”


โจวเฉิงเข้าใจความหมายของพานเป่าหัวทันที


“พวกเธอเคยคุยกันแค่ครั้งเดียวครับ”


มิน่าล่ะ


เคยคุยกันแค่ครั้งเดียวเท่ากับยังรู้จักเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ดีพอ เจียงเหยียนประมาทศัตรูเกินไป ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่ การหมายตาผู้ชายของเซี่ยเสี่ยวหลานคือความผิดพลาดของเจียงเหยียนอย่างหนึ่ง


พานเป่าหัวอยากหัวเราะยิ่งนัก จากนั้นเขาก็หัวเราะเสียงดังออกมาจริงๆ “น้องสะใภ้พูดถูก เจียงเหยียนบอกว่ารู้สึกผิด อยากเจอกับฉันสักครั้ง เช่นนั้นก็เรียกเธอมา ฉันจะรออยู่ที่มณฑลหมิ่น...”


“พี่พานซาน รอเธอที่เผิงเฉิงเถอะค่ะ”


มณฑลหมิ่นไม่ค่อยปลอดภัยนัก


เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อมั่นในความปลอดภัยของเผิงเฉิงมากกว่า


เขตเศรษฐกิจพิเศษที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นใหม่ ยังไม่มีตระกูลไหนกลายเป็นตระกูลผู้ทรงอำนาจ เพราะระยะเวลาในการสร้างรากฐานยังไม่มากพอ


ทั่วทั้งเมืองยังคงเต็มไปด้วยการก่อสร้าง เผิงเฉิงคือเมืองที่เซี่ยเสี่ยวหลานใช้ชีวิตมาสิบกว่าปีในชาติที่แล้ว ดังนั้นเธอย่อมรู้จักเมืองนี้ดี


มาถึงเผิงเฉิงเมื่อไร สิ่งที่เอามาแข่งกันได้มีแค่การแข่งขันด้านการเงินเท่านั้น


ประเทศเพิ่งเปิดประตูสู่โลกภายนอกได้เพียงไม่กี่ปี ทุนจากต่างชาติแห่เข้ามาบุกตลาดของประเทศจีน ไหนจะพวกค้าของเถื่อนที่ทำกำไรได้มหาศาล สรุปแล้วที่เผิงเฉิงใครใหญ่? เงินหยวนเป็นที่นิยม เงินดอลลาร์ฮ่องกงก็ใช้ได้ ส่วนเงินดอลลาร์สหรัฐนั้นเนื้อหอมที่สุด เอาเป็นว่าเผิงเฉิงไม่ใช่ที่ที่ตระกูลเจียงจะสามารถแผ่อำนาจมาถึงได้!


โจวเฉิงเข้าใจแล้ว “พี่พานซาน ทำตามที่เสี่ยวหลานบอกเถอะครับ นัดเจอที่เผิงเฉิงเถิด”


พานเป่าหัวอยู่ที่มณฑลหมิ่นเป็นหลัก ถ้าให้ตระกูลเจียงเดินทางไปที่นั่น ก็เท่ากับทำลายถิ่นฐานของตัวเองมิใช่หรือ


ดังนั้นไปเผิงเฉิงคือตัวเลือกที่ดีที่สุด


ตระกูลเจียงรวยไม่พอ โจวเฉิงคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้แล้วก็รู้สึกขบขัน


เฮ้อ การปฏิรูปเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ทว่าหลายคนยังคงไม่เข้าใจถึงอำนาจของเงิน


โจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางทำร้ายเขา พานเป่าหัวจึงลูบศีรษะที่มันวาวของตน “ถ้าอย่างนั้นก็นัดเจอที่เผิงเฉิง ให้เจียงเหยียนมาเจอฉัน!”


เซี่ยเสี่ยวหลานเลิกคิ้ว “พี่พานซาน ถ้าบอกว่ามาเจอแค่พี่ เจียงเหยียนคงมาไม่เร็วนัก”


เธอยิ้มกว้างมองโจวเฉิง มองจนโจวเฉิงชักรู้สึกร้อนๆหนาวๆ


“ให้บอกว่ามาเจอฉันรึ?”


นี่เท่ากับใช้วิธีการที่คังเหว่ยบอกมิใช่หรือ ใช้กลยุทธ์หนุ่มรูปงาม


โจวเฉิงหน้าตึงขึ้นมาทันที


“เสี่ยวหลาน อย่าพูดเหลวไหล ฉันไม่มีทางใช้เรื่องนี้หลอกเจียงเหยียนเด็ดขาด”


ก็เหมือนที่พี่พานซานบอก เจียงเหยียนเอาหลักฐานมาล่อเขา ถ้าเขาเดินตามเกมเธอ อนาคตคงตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก


พี่พานซานบอกแล้วว่า พลิกคดีได้หรือไม่ไม่สำคัญ โจวเฉิงไม่อยากให้ความหวังเจียงเหยียนแม้แต่นิดเดียว


เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานอยากหยอกเย้าเล่นอีกไม่กี่คำ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของโจวเฉิง เธอจึงรีบปิดปากทันที


นั่นสินะ เรื่องแบบนี้จะเอามาล้อเล่นได้อย่างไร


เพื่อเรื่องพี่พานซาน โจวเฉิงคงกลุ้มใจอยู่นาน แต่เขาก็ไม่เคยให้โอกาสเจียงเหยียนเลยสักครั้ง... เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกปวดใจปนเศร้า แต่ที่มีมากกว่าคือความหวานชื่น


นี่ก็คือโจวเฉิง


เมื่อก่อนเธอกังวลว่าตระกูลโจวที่มีหน้ามีตาในสังคม คงไม่ถูกใจคนอย่างเธอ หากเป็นเช่นนั้น เธอก็จะไม่สนใจโจวเฉิงเช่นกัน


ก่อนหน้านี้ไม่นาน เธอก็สงสัยว่าตนกับโจวเฉิงมีทัศนคติต่อโลกใบนี้แตกต่างกัน อนาคตคงทะเลาะเบาะแว้ง บางทีพวกเธออาจจะเหมาะเป็นแฟน แต่คงไม่เหมาะกับการแต่งงานเพื่อเป็นคู่ชีวิต


ทว่าสุดท้ายแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่เคยสงสัยในความรู้สึกที่โจวเฉิงมีให้เธอเลย


ตอนเพิ่งรู้จักกัน เขาก็บอกกับหลิวหย่งตรงไปตรงมา แสดงให้เห็นถึงความจริงใจของตัวเองอย่างชัดเจน


“ฉันผิดไปแล้ว ต่อไปฉันจะไม่ล้อเล่นเรื่องนี้อีก”


ความจริงใจของโจวเฉิง เธอควรทะนุถนอมเอาไว้ สิ่งนี้ไม่ควรเอาเรื่องผู้หญิงคนอื่นมาหยอกเย้าเขา


คนอื่นชอบโจวเฉิงก็เพราะโจวเฉิงเป็นคนมีเสน่ห์ แต่โจวเฉิงไม่เคยให้โอกาสพวกเธอเลยสักครั้ง แล้วเขาทำผิดตรงไหน?


ต่อให้เป็นแค่เพื่อนธรรมดาก็ไม่ควรทำเช่นนี้ โจวเฉิงจริงใจกับเธอ เธอควรตอบแทนเขาด้วยความซาบซึ้งใจ ความยินดี และควรให้กำลังใจเขา นี่คือความสัมพันธ์เชิงบวก!


หัวใจของโจวเฉิงไม่ได้เต้นรัวเร็ว แต่มันเต้นอย่างมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ


เขาคิดในใจว่า ในที่สุดเสี่ยวหลานก็เข้าใจเขาแล้ว


ความฉลาดของแฟนเขาถูกนำไปใช้ผิดที่ แม้โจวเฉิงจะเพิ่งมีความรักเป็นครั้งแรก แต่เขาก็สามารถเป็นอาจารย์ให้เสี่ยวหลานได้


ต้องแบบนี้สิ ไม่จำเป็นต้องสงสัย แค่เชื่อใจเขา เดินไปข้างหน้าพร้อมกับเขาก็พอแล้ว!


ทั้งคู่เงียบไป จ้องหน้ากันและกัน บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นเหลือล้น


พานเป่าหัวมองโจวเฉิง แล้วหันมามองเซี่ยเสี่ยวหลาน


เมื่อครู่เซี่ยเสี่ยงหลานยังพูดเหน็บแนมกันอยู่เลยไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆถึงกลายร่างเป็นแกะน้อยว่าง่ายเสียอย่างนั้นเล่า


การมีคู่ครองคือเรื่องของคนหนุ่มสาวจริงๆ พานเป่าหัวหยิบขนมปังมาอย่างเงียบงัน เขากางมือก่อนจะขยำมันจนกลายเป็นก้อนกลมอีกครั้ง วิธีการกินเช่นนี้ช่างทำลายความงามตามธรรมชาติยิ่งนัก แต่ช่วยไม่ได้ พานเป่าหัวอยากทำเสียอย่าง


ใครกล้ามีปัญหากับเขา?


ไม่กลัวถูกเขาขยำเหมือนขนมปังก้อนนี้หรือ!




จบตอน

Comments