boss80 ep961-970

  ตอนที่ 961: ฉันชวน เธอก็ต้องมา


“ถ้าอย่างนั้นฉันจะเป็นคนชวนเจียงเหยียนเอง”


ขนมปังบนโต๊ะถูกพานเป่าหัวขยำกินจนหมดแล้ว ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็ดึงสติกลับมาได้


“ฉันจะเป็นคนชวนเจียงเหยียนมาเอง ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอทำตัวลับๆล่อๆอยู่แบบนี้แน่ ฉันจะท้าให้เธอเอาเอกสารที่จะช่วยพลิกคดีให้พี่พานซานมาด้วย เพราะฉะนั้นเธอจะต้องมาแน่!”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ประเมินตัวเองสูงเกินไป


หากชวนคนอื่น คนอื่นอาจจะไม่มา แต่ถ้าเป็นเจียงเหยียน เธอต้องมาแน่


เจียงเหยียนมักจะดูถูกเธอ คิดว่าเธอไม่คู่ควรกับโจวเฉิง


แต่ถ้าเธอไม่คู่ควรกับโจวเฉิง แล้วใครเล่าที่คู่ควร?


เซี่ยเสี่ยวหลานไว้หน้าอีกฝ่ายไม่พูดออกไปตรงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่เข้าใจ


เช่นนั้นเธอก็จะให้โอกาสคุณหนูตระกูลเจียงแสดงความสามารถ ถ้ามีโอกาสเอาชนะเธอได้เช่นนี้ เจียงเหยียนคงดีใจมากสินะ


อย่างไรก็ตามเจียงเหยียนอาจจะไม่คิดเช่นนี้


เจียงเหยียนแสดงออกเหมือนเป็นคนใสซื่อที่ไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างชายหญิง และไม่เห็นว่าตัวเองเป็นผู้หญิง จนนานวันเข้า จากความเคยชินก็ได้กลายเป็นตัวตนของเธอ


แต่ถ้าเจียงเหยียนไม่รู้จักความแตกต่างระหว่างชายหญิงจริง ทำไมเธอต้องตามโจวเฉิงไปเรียนที่วิทยาลัยทหารบกด้วยเล่า?


ถ้าอยากช่วยพี่พานซาน ต่อให้หาตัวพี่พานซานไม่เจอก็แค่เอาเอกสารต้นฉบับมาให้โจวเฉิงก็พอไม่ใช่หรือ คนใสซื่อไม่มีทางทำอะไรวกไปวนมาเช่นนี้ เจียงเหยียนหลอกตัวเองได้ บอกว่าตนคือ ‘เพื่อน’ ของโจวเฉิง แต่เธอได้แสดงออกถึงความชอบพอในตัวโจวเฉิงจนคนอื่นเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง


ดังนั้นไม่จำเป็นต้องให้โจวเฉิงเป็นคนชักชวน เพราะหากเซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ยปากชวนเมื่อไร เธอจะต้องเดินทางมาตามนัดอย่างแน่นอน


เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจมากเช่นนี้ โจวเฉิงกับพานเป่าหัวจะพูดอะไรได้อีก


ผู้หญิงบางทีก็มีเหตุผล แต่บางทีก็หาเหตุผลไม่ได้เช่นกัน เถียงเธอไปก็เท่านั้น เอาเถอะ ถ้าชวนไม่สำเร็จค่อยว่ากันใหม่ทีหลัง


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้เบอร์โทรศัพท์ของวิทยาลัยทหารบก เธอจึงใช้โทรศัพท์ของโรงแรมโทรไปขอสายเจียงเหยียน


ครึ่งชั่วโมงให้หลัง ทางนั้นก็โทรกลับมา เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนรับแล้วพูดตามตรงว่า


“เจียงเหยียนใช่ไหม ฉันจะรอเธอที่เผิงเฉิง เอาเอกสารมาด้วยล่ะ ฉันสามารถทำให้เธอเจอกับพี่พานซานได้ แต่เธอก็ต้องผ่านด่านฉันก่อน ถ้าโจวเฉิงไม่อนุญาตแล้วฉันจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าเธอมีเอกสารอยู่ในมือ? ไม่กล้ามาเจอฉันอย่างนั้นหรือ... อืม ได้ ฉันจะรอเธออยู่ที่เผิงเฉิง!”


แกรก หลังวางสาย ผู้ชายสองคนในห้องก็จ้องเธอไม่วางตา


เซี่ยเสี่ยวหลานแบมือพร้อมทั้งยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้หญิงก็ตรงไปตรงมาแบบนี้ได้เหมือนกัน ฉันไม่สนหรอกว่าเจียงอู่จะทำอะไร ถึงอย่างไรคนที่ฉันนัดก็คือเจียงเหยียน ฉันบอกแล้วว่าเธอจะต้องยอมมาเจอฉัน”


เฮ้อ เจียงเหยียนถูกเซี่ยเสี่ยวหลานเดาใจออกหมดสินะ


พานเป่าหัวชักรู้สึกสงสารเจียงเหยียนขึ้นมานิดหน่อย


โจวเฉิงไม่เข้าข้างเจียงเหยียนสักนิด อีกทั้งเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ฉลาดเป็นกรดเสียขนาดนี้ โอกาสที่เจียงเหยียนจะแทรกกลางระหว่างคนทั้งสองสำเร็จมีน้อยเหลือเกิน เมื่อก่อนตอนเจียงเหยียนอยู่แนวหน้า เธอไม่ได้ดูโง่ขนาดนี้มิใช่หรือ


ผู้หญิงฉลาดแค่ไหน เวลาเจอปัญหาเรื่องรักๆใคร่ๆ มักกลายเป็นคนโง่


ถ้าอย่างนั้นน้องสะใภ้เสี่ยวหลานทำไมถึงยังฉลาดขนาดนี้เล่า


พานเป่าหัวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง


ผู้ชายที่โกนผมจนหัวโล้นมักดูชั่วร้าย อีกทั้งพานเป่าหัวยังมีแผลเป็นที่เปลือกตายิ่งทำให้เขาดูชั่วร้ายมากขึ้นไปอีก


นักเลงปลายแถวอย่างเคออีสยงเทียบกับพี่พานซานไม่ติดแม้แต่น้อย ถ้าพี่พานซานไม่มีความศรัทธาในกฎหมาย และเดินทางไปยังพื้นที่ซับซ้อนอย่างมณฑลหมิ่น เขาคงได้รับตำแหน่งราชาอันธพาลอย่างแน่นอน!


เวลาเขานิ่งคิด มักมีจิตสังหารแผ่ออกมาอยู่เสมอ


สรุปคือการเดินทางกลับเผิงเฉิงพร้อมกับพานเป่าหัวนั้น รับรองว่าระหว่างทางต้องสงบสุขเป็นที่สุด แม้แต่ยุงก็คงไม่กล้าบินผ่านตัวเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอน


ต้องเป็นคนแบบไหนกันถึงจะสามารถใช้ชีวิตร่วมกับพี่พานซานได้?


เซี่ยเสี่ยวหลานหมายถึงผู้หญิงแบบไหน


คงต้องเป็นแบบพี่ไป๋


ถ้าบอกว่าไม่เห็นตัวเองเป็นผู้หญิง ไม่แบ่งแยกชายหญิง เจียงเหยียนยังสู้ไป๋เจินจูไม่ได้ด้วยซ้ำ


สหายไป๋เจินจูนั้นเป็นผู้กล้าตัวจริง อยู่ที่ตลาดสินค้าขนาดเล็กของเผิงเฉิงต้องต่อสู้กับพวกนักเลงประจำถิ่นอยู่เป็นประจำ อีกทั้งเธอยังบริหารร้านวัสดุได้โดยไม่ต้องพึ่งครอบครัว ขนาดที่หยางเฉิง ชื่อเสียงของโรงฝึกวิชาตระกูลไป๋ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับที่เผิงเฉิง


ถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ใช้กำลังบังคับจนกว่าจะยอมแพ้!


จุดนี้ไป๋เจินจูกับพานเป่าหัวคล้ายกันมาก


จะพูดอย่างไรดี เห็นสองคนนี้ทีไรเซี่ยเสี่ยวหลานนึกถึงคำว่า ‘ใช้ชีวิตในยุทธภพไม่จำเป็นต้องคิดเล็กคิดน้อย’


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยจนเดินทางมาถึงเผิงเฉิง


เดิมทีเธอบอกว่าหลังจบงานสัมมนาก็จะกลับมาเผิงเฉิงทันที เพื่อจะได้กลับมาทันเวลาเปิดสาขาใหม่ของร้านวัสดุก่อสร้าง


แต่ใครจะไปรู้ว่างานสัมมนาจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด ดันเจอเนี่ยเว่ยกั๋วหาเรื่องกันเสียได้


หลังจากนั้นโจวเฉิงก็มาหาเธอ และพาเธอเดินทางจากเจียงเฉิงไปเที่ยวชมจินหลิง ก่อนจะไปยังเซี่ยงไฮ้ต่อ เที่ยวเล่นอยู่สองวัน กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะกลับเผิงเฉิงก็เป็นช่วงเดือนสิงหาคมแล้ว ร้านวัสดุก่อสร้างสาขาใหม่ได้เปิดกิจการเป็นที่เรียบร้อย


เส้ากวงหรงกับคังเหว่ยยังคงอยู่ที่เผิงเฉิง พอพวกเขาเห็นโจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานกลับมาพร้อมกันก็รู้สึกดีใจมาก


ดีใจเสร็จคังเหว่ยก็เริ่มเกิดอาการร้อนตัว เขาเขยิบตัวเข้าใกล้เซี่ยเสี่ยวหลาน ถึงจะไม่รู้ว่าพี่สะใภ้เสี่ยวหลานจะสามารถช่วยเขาได้หรือไม่ก็ตาม


พานเป่าหัวคว้าแขนเขาแล้วลากให้มายืนข้างหน้า


“หลบทำไม โจวเฉิงไม่จับนายกินหรอก อย่าไปกลัว พี่พานซานคนนี้จะคุ้มครองนายเอง!”


คังเหว่ยทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ออกมา


พี่พานซานเป็นคนคุ้มกันให้เขาไปทั้งชีวิตไม่ได้ พอพี่พานซานกลับไปเมื่อไร เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับพี่เฉิงจื่อเองอยู่ดี


คังเหว่ยพยายามดิ้นให้หลุดจากมือของพานเป่าหัว “ผมมีเรื่องอยากคุยกับพี่สะใภ้เสี่ยวหลานครับ”


แม้แต่พี่พานซานก็สู้พี่สะใภ้เสี่ยวหลานไม่ได้


คังเหว่ยดึงเซี่ยเสี่ยวหลานไปอีกทาง “พี่สะใภ้ เรามาคุยเรื่องงานกันก่อนดีกว่า ตอนเธออยู่เจียงเฉิง ให้ทายว่าใครมาหาเธอถึงที่นี่?”


ใคร?


นายกทังหรือว่าจี้เจียงหยวน?


คงไม่ใช่จอร์จหรือจี้หย่าหรอกนะ


เซี่ยเสี่ยวหลานเดาไม่ถูก


“นักเลงที่หยางเฉิงคนนั้น คนที่แซ่เคอ เธอยังจำได้ไหม”


“เคออีสยงอยู่เผิงเฉิงหรือ?”


แปลก เคออีสยงมาทำอะไรที่เผิงเฉิง


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้สุงสิงกับอีกฝ่ายมานานมากแล้ว นอกจากครั้งก่อนตอนเจอเคออีสยงที่หยางเฉิง เขาบอกว่าน้องชายภรรยาเก่าของเฉินซีเหลียงได้จ้างเขาให้มาจัดการกับเธอ ทว่าลูกน้องของเคออีสยงไม่ได้รับงานไว้ แถมยังบอกให้อีกฝ่ายถอดใจอีกด้วย


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับเฉินซีเหลียง และบอกเขาไปตามตรง


ไม่รู้ว่าเฉินซีเหลียงจัดการเรื่องนี้อย่างไร สรุปคือไม่มีข่าวของอดีตภรรยาเขาเล็ดลอดมาถึงหูเซี่ยเสี่ยวหลานอีก


เรื่องนี้คือเรื่องเดียวที่ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานมีความเกี่ยวข้องกับเคออีสยงครั้งล่าสุด


เซี่ยเสี่ยวหลานจับประเด็นสำคัญได้ทันที “ไม่สำคัญว่าทำไมเคออีสยงถึงอยู่ที่เผิงเฉิง สิ่งสำคัญคือเขามาหาฉันทำไม”


เคออีสยงช่างโชคร้ายจริงๆ มาหาเธอตอนไหนไม่มา ดันมาหาตอนโจวเฉิงกับพี่พานซานอยู่ด้วย โจวเฉิงลืมอันธพาลคนนี้ไปนานแล้ว และนี่คือการรื้อฟื้นความทรงจำของโจวเฉิงว่าเคออีสยงเคยอยากจะ ‘คบหา’ กับเธอชัดๆ


เห็นได้ชัดว่าคังเหว่ยก็คิดเหมือนเธอ


มาตอนไหนไม่มา ดันมาถูกจังหวะพอดีเสียได้ ช่างดวงซวยเหลือเกิน


คังเหว่ยยิ้ม “พี่สะใภ้ เธอพูดผิดไปอย่างหนึ่ง สาเหตุที่เขาอยู่เผิงเฉิงก็สำคัญมากเหมือนกัน พี่ใหญ่เคอคนนี้ไม่รู้ว่าไปเกาะขาตู้เจ้าฮุยได้อย่างไร สองเดือนมานี้เขาถึงได้ทำธุรกิจที่เผิงเฉิงอย่างราบรื่น ทำทั้งรับเหมาก่อสร้างและรับขนส่งขยะจากไซต์งานก่อสร้างด้วย เขาสู้กับพวกเจ้าถิ่นที่เผิงเฉิงไปหลายครั้ง ตอนนี้เรียกลมได้ลม เรียกฝนได้ฝน เปลี่ยนโฉมหน้าตัวเองกลายเป็นเถ้าแก่เคอไปเสียแล้ว!”


สีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานชะงักไปเล็กน้อย


หากเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนเธอกับเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันจริง


เซี่ยเสี่ยวหลานตัดสินใจแล้วว่าจะตามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากแฮร์รอดส์ ดังนั้นหากโครงการสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อไร เธอจะเลือกที่ดินสักร้อยกว่าไร่โดยรอบมาลองสร้างอาคารที่อยู่อาศัย


เคออีสยงกำลังเข้ามาทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างนั้นหรือ?


คังเหว่ยบอกว่าเขาเกาะขาตู้เจ้าฮุยได้ เช่นนั้นแสดงว่าเคออีสยงกำลังรับงานจากเครือเชิงหรง


น่าแปลก สองคนนี้รู้จักกันได้อย่างไร


“แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่ามาหาฉันทำไม”


รอยยิ้มของคังเหว่ยดูแปลกประหลาดพิกล “เขาบอกว่าอยากชวนเธอมาร่วมหุ้น รวยไปด้วยกัน”


ถุย อยากมาเอาเปรียบพี่สะใภ้น่ะสิไม่ว่า! แต่ไหนแต่ไรมีแต่พี่สะใภ้พาคนอื่นร่ำรวย แล้วนี่อะไร นักเลงหัวไม้คนหนึ่งดันกล้าประกาศกร้าวออกมาว่า จะพาพี่สะใภ้รวยไปด้วยกัน!



ตอนที่ 962: ผู้หญิงคนนี้ใจเด็ด



เธอจำเป็นต้องร่วมหุ้นกับเคออีสยงตั้งแต่เมื่อไรกัน?


ถ้าไม่สนใจเรื่องประวัติความเป็นมา ไม่ว่าใครก็เป็นเพื่อนร่วมงานของเธอได้ ตอนนั้นเธอคงตอบตกลงร่วมงานที่ ‘เกื้อกูลกันและกัน’ ของตู้เจ้าฮุยไปแล้ว


ตู้เจ้าฮุยพูดเองว่า สามารถให้เงินช่วยเหลือกับเธอได้จำนวนหลายล้าน


เขาอยากใช้เงินแค่ไม่กี่ล้านซื้อเส้นสายจากเซี่ยเสี่ยวหลานหวังเข้าหาทังหงเอินกับตระกูลโจว และเพื่อขจัดอคติของคังเหลียนหมิงที่มีต่อเขา... โดยที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่จำเป็นต้องเสียสละอะไรสักอย่าง


เงื่อนไขที่ดีแบบนั้น เธอยังปฏิเสธทันที!


เพราะเธอไม่อยากพัวพันกับตู้เจ้าฮุย แล้วจะทำงานร่วมกับเคออีสยงได้อย่างไร


เธอยอมต่อสู้ตามลำพัง แม้จะช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่มีความมั่นคงก็พอแล้ว


“จะพี่ใหญ่เคอหรือเถ้าแก่เคอก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเรา เราเปิดกิจการต้อนรับลูกค้า ถ้าเถ้าแก่เคออยากซื้อวัสดุก่อสร้าง เขาก็คือลูกค้าคนหนึ่ง ส่วนเราคือเจ้าของร้าน ขอแค่เขาพกเงินมาเราก็จะขายของให้ ถ้าเขาอยากให้ลุงของฉันทำงานตกแต่งภายในก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรคนจ่ายเงินก็คือลูกค้า พวกเราย่อมยินดีต้อนรับเขาเหมือนเดิม!”


คนทำธุรกิจสามารถมีปัญหากับใครก็ได้ แต่ถ้าเกิดเป็นลูกค้ามาเยือนที่ร้าน พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องขับไล่ไสส่ง


ทว่าหากอยากร่วมงานกันมากกว่านั้น คงเป็นไปไม่ได้


สถานีรถไฟหยางเฉิงเต็มไปด้วยนักต้มตุ๋น และเคออีสยงก็คือเจ้าถิ่นของแถบนั้น พวกอันธพาลอาจจะไม่ใช่ลูกน้องของเขาทั้งหมด แต่ถ้าพวกอันธพาลหลอกใครได้ในพื้นที่ของเคออีสยง สุดท้ายก็จะต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้กับเขาอยู่ดี


หัวหน้าอันธพาลแบบเคออีสยงคือคนที่ปกป้องนักต้มตุ๋นเหล่านั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยรู้สึกดีกับพวกอันธพาล เพราะมันไม่ต่างอะไรกับสังคมมาเฟีย!


เคออีสยงจัดระเบียบอันธพาลที่สถานีรถไฟเพื่อความสะดวกในการควบคุม หาใช่กำลังทำความดีแต่อย่างใด


เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งแจ้งจับตัวพวกค้ามนุษย์บนรถไฟได้สองคน นี่แสดงให้เห็นว่าเธอรังเกียจคนพวกนี้มาก แต่เคออีสยงกลับบอกว่าอยากร่วมงานกับเธอ ร่วมงานบ้านเขาสิ!


คนแบบนี้กลายเป็นพวกเดียวกับตู้เจ้าฮุยได้ก็ไม่แปลก งูกับหนูย่อมสามารถอยู่ในรูเดียวกันได้


เซี่ยเสี่ยวหลานกำชับคังเหว่ยว่า “ไม่ต้องบอกโจวเฉิงกับพี่พานซาน พวกเขามาเผิงเฉิงเพราะเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากับเคออีสยง”


เซี่ยเสี่ยวหลานกลัวว่าพอพี่พานซานได้ยินชื่อของเคออีสยงแล้วจะอดบีบคออีกฝ่ายไม่ได้


เรื่องพี่พานซานกับเจียงอู่ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ดังนั้นเขาไม่ควรมาวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้


“รับทราบ!”


คังเหว่ยคิดไว้แล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานต้องมีทางออกให้กับทุกปัญหาเสมอ


หากคนอื่นปิดบังโจวเฉิง โจวเฉิงคงรู้สึกโมโห แต่ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานต้องการปิดบัง นั่นคงเพราะเธอมีเหตุผลมากพอ


“พี่เฉิงจื่อกับพี่พานซานมาเผิงเฉิงครั้งนี้...”


“ก็ต้องเป็นเพราะเรื่องของตระกูลเจียงน่ะสิ ฉันนัดเจียงเหยียนมาเจอกันที่เผิงเฉิง!”


คังเหว่ยทำหน้าเหมือนเพิ่งกลืนแมลงวันลงคอ


“พี่สะใภ้ เธอจะเจอเจียงเหยียนไปทำไมกัน ฉันว่าผู้หญิงคนนั้นมีเจตนาร้ายถึงได้ไปเรียนที่วิทยาลัยทหารบก พี่เฉิงจื่อไม่มีทางคิดอะไรเกินเลยกับเธอ แต่เธอก็ช่างหน้าด้านหน้าทนเสียเหลือเกิน”


เมื่อก่อนเจียงเหยียนเคยเป็นเพื่อนกับโจวเฉิง


เจียงเหยียนได้ทำในสิ่งที่ต่งลี่ลี่พยายามทำมาหลายปีสำเร็จแล้ว


แม้โจวเฉิงจะไม่ชอบเจียงเหยียน แต่เขาก็เคยมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเปิดเผย หญิงสาวที่พยายามตามจีบโจวเฉิงมานาน เขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจแม้แต่น้อย ทว่าเขากับเจียงเหยียนเป็นเพื่อนกัน ดังนั้นเขาย่อมปฏิบัติตัวกับเธอไม่เหมือนที่ปฏิบัติกับคนอื่น


อย่างไรก็ตามตระกูลเจียงกล้าทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนั้น แถมยังมีเรื่องของพี่พานซานเข้ามาเกี่ยวข้องอีก โจวเฉิงย่อมเกลียดชังตระกูลเจียงเป็นเรื่องธรรมดา แต่เจียงเหยียนกลับหน้าด้านบอกว่าอยากรื้อฟื้นมิตรภาพระหว่างเธอกับโจวเฉิง


พอคิดถึงเอกสารที่เจียงเหยียนมอบให้โจวเฉิง คังเหว่ยก็อดตัวสั่นไม่ได้


ทุกคนบอกว่าเจียงเหยียนองอาจไม่แพ้ชายชาตรี แต่คังเหว่ยกลับคิดว่าเรื่องความใจเด็ด เจียงเหยียนชนะผู้ชายได้เสียด้วยซ้ำ


ถ้าเอกสารนั้นเป็นเรื่องจริง นอกจากตระกูลเจียงจะเสียหายอย่างหนัก เจียงอู่ก็คงไม่รอดด้วยเช่นกัน


นั่นคือพี่ชายของเจียงเหยียนเชียวนะ!


เมื่อก่อนต่อให้คังเหว่ยจะเกลียดชังอารองอย่างไร เขาก็ไม่เคยอยากให้อารองของตนหลุดจากตำแหน่งข้าราชการ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ใช้แซ่คังเหมือนกัน ล้วนได้รับและสูญเสียประโยชน์ร่วมกัน หากเขาคิดอยากทำลายอาแท้ๆของตัวเอง คงเป็นเพราะเขาว่างมากหรือไม่ก็สมองกลับอย่างแน่นอน


ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่เข้าใจ คังเหว่ยกับโจวเฉิงมีนิสัยเหมือนกันคือ เวลาใช้ความคิดมักจะรู้สึกคันคออยากสูบบุหรี่


“พี่สะใภ้ เจียงเหยียนเป็นคนใจเด็ด เพราะฉะนั้นอย่าประมาทเธอเด็ดขาด”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ขอบคุณมากที่เตือน ฉันจะระวังตัวให้ดี”


โจวเฉิงเดินมาตามคนทั้งสอง “เธอกับคังเหว่ยคุยอะไรกันหรือ”


“ก็เพราะเธอน่ะสิ เธอทำคังเหว่ยกลัวหมดแล้ว เขากลัวว่าเธอจะจัดการกับเขา โจวเฉิง คังเหว่ยไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ ตอนนี้เขาทำอะไรรู้ขอบเขตตัวเองดี ถ้าเขาทำเรื่องขัดใจเธอ เธอควรฟังเขาอธิบายก่อน ไม่ว่าจะดีหรือร้ายเขาก็ทำไปเพราะหวังดีกับเธอทั้งนั้น”


แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดเพื่อกลบเกลื่อน แต่คังเหว่ยกลับฟังแล้วรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก


เขาเข้าข้างพี่สะใภ้ผิดตรงไหน พี่สะใภ้เสี่ยวหลานมักจะปกป้องเขาเสมอ!


“พี่พานซานมาหาเขาเองแบบนี้ ฉันจะโทษคังจื่อไปทำไมกัน”


โจวเฉิงพูดเช่นนี้ แต่สีหน้าของเขากำลังบอกให้คังเหว่ยไสหัวไป อย่ามาเป็นก้างขวางคอของเขากับเสี่ยวหลาน


เฮ้อ ความผูกพันระหว่างเพื่อนผู้ชายช่างเปราะบางราวกับกระดาษ ไม่สนุกเลยสักนิด


คังเหว่ยตัดสินใจแล้วว่าคืนนี้เขาจะเขียนจดหมายหาซ่านอวี๋จวิน


เขาจะบอกสิ่งที่ตนได้พบและได้เห็นในภาคใต้กับซ่านอวี๋จวิน ซ่านอวี๋จวินชอบอ่านเรื่องพวกนี้ คังเหว่ยจึงคิดว่าตนมีความหวังที่จะได้สละโสดเสียที


ขณะที่คังเหว่ยกำลังคิดถึงซ่านอวี๋จวิน ซ่านอวี๋จวินเองก็เพิ่งได้รับจดหมายของเขาพอดี


ทันทีที่ได้รับเธอก็เปิดจดหมายอ่านทันที ก่อนจะเมินคำเรียกอันหวานเลี่ยนของคังเหว่ยไป เพราะเธอสนใจเนื้อหาในจดหมายมากกว่า


เนื้อความเริ่มจากการทักทายตามธรรมเนียม หลังอ่านไปหลายบรรทัด เขาถึงจะเขียนเรื่องประสบการณ์และสิ่งที่เขาพบเจอที่เผิงเฉิง


เนื้อหาส่วนนี้ซ่านอวี๋จวินอ่านค่อนข้างละเอียด


หลังอ่านจบเธอก็ยังคงคิดถึงเนื้อหาในจดหมาย


คังเหว่ยบอกว่าเขาอยากลาออกจากงาน แต่ที่บ้านกลับบอกเขาว่าการทำเช่นนั้นมันเสี่ยงเกินไป เขาจึงตัดสินใจ ‘หยุดพักงานแบบไม่รับเงินเดือน’ ไปก่อน และได้ขอเวลาตั้งใจทำธุรกิจที่เผิงเฉิงเป็นระยะเวลาสองปี


เด็กฉลาดแบบนักศึกษาหัวชิงย่อมสนใจการเปลี่ยนแปลงของประเทศชาติ ข้อมูลข่าวสารบนหนังสือพิมพ์ยังไม่ละเอียดเท่าสิ่งที่คังเหว่ยเล่าจากประสบการณ์ตรงของเขา


คังเหว่ยส่งจดหมายคุยกับซ่านอวี๋จวินได้ตลอด ไม่ใช่เพราะเขาพยายามเอาใจในสิ่งที่เธอชอบ อย่างเช่นการสรรหาหนังสือที่ซ่านอวี๋จวินชอบมาอ่านอะไรทำนองนั้น


สิ่งที่เขาเขียนล้วนเป็นประสบการณ์ของตัวเองทั้งสิ้น และอธิบายอย่างจริงใจ ซ่านอวี๋จวินคิดว่าคังเหว่ยเป็นคนมีความคิดความอ่าน ไม่ใช่พวกที่ชื่นชมอะไรง่ายๆ


ผู้ชายหลายคนรอบกายซ่านอวี๋จวินเองก็มีคุณสมบัติดีเยี่ยม แต่พวกเขาล้วนเก่งในเรื่องการเรียน และยังไม่เคยเข้าทำงานเลยสักคน พวกเขาเอาแต่คุยกันเรื่องนโยบายของประเทศชาติตามความรู้จากในหนังสือเรียน จากหนังสือพิมพ์ และจากโทรทัศน์


หรือไม่ก็เป็นพวกรักในวิชาการ แค่อ้าปากก็พูดถึงซิกมันด์ ฟรอยด์ ทั้งมั่นอกมั่นใจในตัวเองและใจกล้า แต่กลับชอบทำตัวสูงส่งจนขาดความติดดิน


ทว่าคังเหว่ยนั้นไม่เหมือนกัน เขาเรียนมาไม่สูง เป็นคนคุยสนุก สิ่งที่เขาได้เขียนเล่าให้ซ่านอวี๋จวินอ่านมีแต่ประสบการณ์ของตัวเองทั้งนั้น


ตอนคังเหว่ยเพิ่งเขียนจดหมายมาหา เธอเพียงตอบกลับเขาตามมารยาทเท่านั้น แต่ตอนนี้เธอกับคังเหว่ยส่งจดหมายหากันถี่มาก


“งานที่กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมแค่ได้ยินเด็กหัวชิงยังอดที่จะใจสั่นไม่ได้ ทว่าเธอกลับรังเกียจมัน คิดแต่จะทำธุรกิจที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ... อย่างไรก็ตามกระแสการปฏิรูปเศรษฐกิจรุนแรงถึงเพียงนี้ ในเมื่อเธอมั่นใจเต็มร้อยก็ลงมือทำอย่างเต็มที่เถิด!”


ซ่านอวี๋จวินเอาจดหมายที่เคยอ่านแล้วสอดไว้ในสมุดบันทึก


เพราะคังเหว่ยทำให้เธอรู้จักเซี่ยเสี่ยวหลานดีกว่าชาวห้อง307เสียอีก


คังเหว่ยทำธุรกิจที่เขตเศรษฐกิจพิเศษย่อมหนีไม่พ้นการกล่าวถึงชื่อของเซี่ยเสี่ยวหลาน


ตอนเปิดภาคเรียนเมื่อปีที่แล้ว พวกว่างงานอย่างพวกเธอต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เซี่ยเสี่ยวหลานผิดหมดทุกอย่าง


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีครอบครัวหนุนหลัง ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายในการหาเงิน สิ่งที่เธอพึ่งพาคือตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานสร้างธุรกิจขึ้นมาด้วยมือเปล่าของเธอ


“พวกเรามีสิทธิ์อะไรไปวิพากษ์วิจารณ์เธอกัน เทียบกันแล้วเราคือดอกไม้ในเรือนกระจกที่ยังไม่เคยผ่านลมมรสุมเลยสักครั้ง...”


ได้ยินว่าปิดเทอมฤดูร้อนครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานได้พาหยางหย่งหงไปที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย


หยางหย่งหงเป็นนักศึกษารุ่น84 เด็กกว่าซ่านอวี๋จวินหนึ่งรุ่น ทั้งสองคนเรียนวิศวกรรมโยธาเหมือนกัน ซ่านอวี๋จวินอยากเห็นเหลือเกินว่า ตอนเปิดภาคเรียนใหม่หยางหย่งหงจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง!



ตอนที่ 963: เธอยังไม่เข้าใจคุณค่าของตัวเอง



“ปิดเทอมฤดูร้อนปีหน้า ถ้าฉันอยากไปที่เขตเศรษฐกิจพิเศษบ้าง จะเป็นการรบกวนคังเหว่ยเกินไปไหมนะ...”


อยู่ๆ ซ่านอวี๋จวินก็มีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ


หยางหย่งหงไปได้ เพราะสนิทสนมกับเซี่ยเสี่ยวหลาน


แต่ซ่านอวี๋จวินเรียนคนละภาควิชาและอยู่คนละรุ่น แน่นอนว่าเธอไม่ได้สนิทสนมกับเซี่ยเสี่ยวหลานขนาดนั้น


คนเรียนวิศวกรรมโยธาย่อมอยากไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยการก่อสร้างอย่างเผิงเฉิง เป้าหมายการไปเผิงเฉิงของซ่านอวี๋จวินนั้นแตกต่างจากหยางหย่งหงอย่างสิ้นเชิง


ซ่านอวี๋จวินไม่ขัดสนเงินทอง แต่หยางหย่งหงนั้นร้อนเงิน


ในขณะที่ซ่านอวี๋จวินอ่านจดหมายอยู่ที่ปักกิ่ง แต่หยางหย่งหงตอนนี้กำลังรอรับเงินเดือนอยู่ที่เผิงเฉิง


อีกสองวันก็จะครบหนึ่งเดือนแล้วที่เธอกับหยางเจี๋ยมาทำงานที่เผิงเฉิง ต้นเดือนคือวันจ่ายค่าแรงของหย่วนฮุย แน่นอนว่าย่อมมีส่วนของหยางหย่งหงกับหยางเจี๋ยอยู่ด้วยอย่างแน่นอน


หย่วนฮุยเวลานี้ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนอีกแล้ว พวกเขาได้เช่าสำนักงานไว้หลายห้อง และแบ่งห้องให้กับฝ่ายบัญชีโดยเฉพาะ


หยางหย่งหงกำลังยืนอยู่หน้าห้องฝ่ายบัญชี


ตรงหน้าเธอมีคนงานที่ยืนรออยู่อีกจำนวนไม่น้อย แต่ละคนล้วนถือกระดาษที่บันทึกไว้ว่าเดือนที่แล้วตนได้เข้าทำงานเป็นเวลากี่วัน


ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาเขียนหนังสือ วันที่ทั้งหมดล้วนใช้ตราประทับ ได้เข้าทำงานหรือไม่แค่ทำเครื่องหมายไว้ในตารางก็พอ แน่นอนว่ายังต้องมีตราประทับของบริษัทประทับไว้เพื่อยืนยันการเข้างานอีกด้วย


ยุ่งยากหน่อยก็จริง แต่โปร่งใสเป็นอย่างมาก


คนที่ไม่ได้เข้าทำงานจะไม่ได้รับเงินเกินกว่าที่ควร คนที่เข้าทำงานแล้วก็จะไม่ได้รับเงินน้อยกว่าที่เป็น ด้วยระบบนี้ทำให้เวลาหย่วนฮุยจ่ายค่าแรงคนงานจึงไม่เคยมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเลย


ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ไม่มีใครรู้สึกไม่ยุติธรรม


หยางเจี๋ยยืนอยู่หน้าพี่สาว ตารางในมือเขามีเครื่องหมาย ‘√’ อยู่28อัน และประทับตราสีแดงอีก28ครั้ง


ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน


“ผมจะได้เงิน364หยวนหรือ?”


คนงานที่ยืนอยู่ข้างหน้าหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “ฝันหวานจริงๆนะ ถ้าเถ้าแก่จ่ายค่าแรงให้นายทั้งหมดแล้วนายหนีไปเลยจะทำอย่างไรเล่า พวกเราจำเป็นต้องมัดจำค่าแรงไว้ครึ่งหนึ่ง ทุกเดือนจะได้รับค่าแรงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น พอถึงปลายปีเถ้าแก่ก็จะให้เงินที่เหลือในคราวเดียว!”


“ผมจะหนีได้อย่างไรเล่า!” หยางเจี๋ยสวนกลับทันที


เขาไม่ใช่คนโง่ เขาได้งานดีๆทำเพราะพี่เสี่ยวหลาน เดือนหนึ่งได้เงินตั้งสามสี่ร้อยหยวน ใครหนีก็บ้าแล้ว!


คนงานข้างหน้าหงุดหงิดที่ถูกหยางเจี๋ยสวนกลับเช่นนั้น


“อย่างไรนี่ก็คือกฎ ถ้าอยากลาออกต้องแจ้งล่วงหน้าไว้หนึ่งเดือน ทำงานกับพี่หย่ง ทุกเดือนได้ค่าแรงครึ่งหนึ่ง และปลายปีก็จะได้เงินไม่ขาดเลยแม้แต่หยวนเดียว ถ้าเป็นที่อื่นปกติไม่ให้ค่าแรงด้วยซ้ำ ใครรีบร้อนอยากใช้เงินต้องเกลี้ยกล่อมเถ้าแก่อยู่นานกว่าจะสามารถเบิกเงินมาใช้ได้... ถ้าคนที่บ้านป่วย ลูกต้องเข้าเรียน ต้องซื้อยาฆ่าแมลงหรือซื้อปุ๋ยเคมีคงร้อนใจตายแน่นอน”


ดังนั้นหย่วนฮุยจึงถือเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ เพราะต่อให้เป็นกิจการของรัฐก็ยังมีการติดค้างชำระเงินเดือนค่าแรงของคนงานอยู่ดี


หยางเจี๋ยไม่พูดอะไรต่อ


หยางหย่งหงนึกว่าน้องชายกำลังเป็นห่วงเรื่องเงินค่าแรงจึงตบไหล่เขาเบาๆ


“คิดอะไรของเธอ พวกเขาไม่โกงเงินเธอหรอก!”


หยางเจี๋ยยังคงเงียบ


ตอนเขาออกจากบ้านมา เขาบอกว่าจะทำงานหาเงินเพื่อแต่งงาน อย่างไรก็ตามพ่อกับแม่คงไม่เชื่ออยู่ดี ไม่ทันไรก็เข้าเดือนสิงหาคมแล้ว ถ้าเขาไม่ส่งเงินกลับไปที่บ้านเกิดก้อนหนึ่งก่อนแล้วพ่อแม่จะสบายใจได้อย่างไร


หยางเจี๋ยกลัวว่าพ่อกับแม่จะไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่น และที่กังวลยิ่งกว่าคือกลัวพ่อกับแม่จะไปขายเลือดแลกเงิน


เขาบอกความกังวลของตนให้พี่สาวฟัง หยางหย่งหงได้ฟังดังนั้นก็เงียบไปอีกคน


“ต่อให้ได้ค่าแรงแค่ครึ่งเดียว ถึงอย่างไรเงินเดือนของพวกเราสองพี่น้องก็ได้รวมกันประมาณ200กว่าหยวน เราค่อยเอาเงินที่ได้มาส่งกลับไปก่อน จากนั้นก็เขียนจดหมายบอกพวกเขาว่า ถึงเดือนตุลาคมเมื่อไรจะหาเงินแต่งงานได้ครบอย่างแน่นอน!”


ขอแค่ไปทำงาน บริษัทจะดูแลเรื่องอาหารการกินให้ครบสามมื้อ


หยางหย่งหงคิดว่าพวกเธอสองพี่น้องคงไม่จำเป็นต้องใช้เงินเลยตลอดทั้งเดือน ดังนั้นไม่มีเงินเก็บติดตัวไว้ก็ไม่เป็นไร


พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็ยกมือขึ้นมาลูบผมตัวเอง


ผมสั้นดีจริงๆ สระผมไม่ลำบาก พวกแชมพูหอมๆ เธอทำใจเสียเงินซื้อมาไม่ได้ ใช้ผ้าขนหนูถูกับสบู่แล้วเอามาสระผมก็พอแล้ว เท่านี้เส้นผมก็สะอาดเอี่ยมเหมือนกัน


หยางหย่งหงคิดถึงตรงนี้แล้วยังหัวเราะออกมาได้ เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นคนมุมานะมากแค่ไหน


หยางเจี๋ยได้รับอิทธิพลจากพลังบวกของพี่สาว


ทั้งคู่ไม่ได้คุยกันอีก และค่อยๆ ขยับตามแถวไปข้างหน้า


ในที่สุดก็ถึงคิวของหยางเจี๋ย เขาเข้าไปในห้องบัญชีอยู่หลายนาทีก่อนจะออกมาพร้อมกับสีหน้ามึนงง


“ได้เงินมาเท่าไร 182หยวนหรือเปล่า”


หยางเจี๋ยส่ายหน้า “เขาบอกว่าผมทำงานล่วงเวลา5วัน ที่แท้หลังสองทุ่มคือการทำงานล่วงเวลา ค่าแรงช่วงนั้นคือชั่วโมงละ2หยวน เงินค่าล่วงเวลาจะจ่ายแยกต่างหากทุกเดือน พี่ครับ ผมได้เงินมา220หยวน!”


หยางหย่งหงไม่อาจกลั้นยิ้มเอาไว้ได้


ต่อให้เธอได้ค่าแรงไม่มาก แต่แค่เงินเดือนของหยางเจี๋ยคนเดียวก็เท่ากับจำนวนเงินที่ปรึกษากันเมื่อครู่แล้ว


หยางหย่งหงเดินเข้าห้องไป หลิวหย่งกำลังนั่งรออยู่ ส่วนหลี่ต้งเหลียงยืนเยื้องไปทางด้านหลัง


“เสี่ยวหยาง เดือนนี้ลำบากเธอแล้ว!”


หลิวหย่งคิด เพื่อนสนิทของเสี่ยวหลานเป็นเด็กดีจริงๆ ไม่เกี่ยงงานเลยสักนิด แถมยังสามารถช่วยงานหลี่ต้งเหลียงได้


หยางหย่งหงยิ้มกว้าง “ที่นี่ไม่มีคนอื่น ฉันขอเรียกว่าคุณอาแล้วกันนะคะ ขอบคุณที่ให้งานกับพวกเราสองพี่น้อง คุณอาช่วยครอบครัวฉันไว้มากจริงๆค่ะ!”


ช่วยก็คือช่วย ในเมื่อเขามีบุญคุณต่อพวกเธอก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง ถึงอย่างไรหยางหย่งหงก็ไม่ใช่คนไม่รู้จักบุญคุณคน


หลิวหย่งยื่นซองจดหมายให้หยางหย่งหง “ในนี้มีเงินอยู่จำนวน200หยวน ผู้จัดการหลี่บอกแล้วว่า เธอช่วยงานเขาได้มาก อาอยากจ่ายเงินให้เธอมากกว่านี้ ทั้งที่เธอมีการศึกษาแต่ก็ยังยอมทำงานหนัก ช่างเกิดมาเพื่อทำงานด้านนี้จริงๆ... เฮ้อ ขอโทษที ฉันพูดไม่ค่อยเก่งเท่าไร ในอนาคตหลังจากเรียนจบแล้วเธอคงมีอนาคตไกล เพราะฉะนั้นอย่ารังเกียจเงินเล็กน้อยแค่นี้เลยนะ!”


ลูกน้องของหลิวหย่งตอนนี้มีแค่กงหยางคนเดียวที่เรียนจบมหาวิทยาลัย


กงหยางได้เงินเดือนรวมโบนัสเป็นจำนวนเงินเดือนละแปดถึงเก้าร้อยหยวน ดังนั้นหลิวหย่งจึงรู้สึกว่าเงินที่เขาให้หยางหย่งหงนั้นน้อยมาก


หยางหย่งหงไม่รู้จะเอามือไปไว้ที่ไหน


“200หยวนเยอะเกินไปแล้วค่ะ เยอะกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก แต่คุณอาคะ คุณอาอย่าดูแลฉันดีเกินไปเลยค่ะ ฉันทำงานเท่าไรก็ควรได้เงินเท่านั้น”


เธอควรรับเงินก้อนนี้ไว้หรือเปล่า


ก่อนหน้านี้ชาวห้อง307เปิดประเด็นคุยกันบนที่นอน เป้าหมายชีวิตของหยางหย่งหงคือหลังจากเข้าทำงานแล้ว เธออยากเลื่อนตำแหน่งไวๆ ขอเพียงได้เงินเดือนสัก200หยวนก็พอใจแล้ว


พอมาถึงเผิงเฉิง หยางหย่งหงก็รู้ทันทีว่าเป้าหมายชีวิตของตนนั้นต่ำเกินไป


อยู่ที่นี่อยากได้เงินเดือนเดือนละ200หยวนนั้นไม่ยาก ขอแค่มีแรง มีทักษะ หรือความรู้ เพียงเท่านี้ก็สามารถได้เงินเดือนสูงตามใจหวัง


แต่ไม่ว่าอย่างไร เธอก็มาที่นี่เพื่อทำงานระยะสั้นเท่านั้น


ไม่มีทักษะในการทำงาน ความรู้ที่มีก็แค่ถูๆไถๆ ยังไม่ทันเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วจะมีความหมายอะไรกัน


หยางหย่งหงคิดว่าเงิน200หยวนนั้นมากเกินไป หลิวหย่งเห็นเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกโล่งใจ


“ฉันกลัวว่าเธอจะคิดว่ามันน้อยเกินไปเสียอีก เงินเดือนจะจ่ายให้แค่ครึ่งเดียวก่อน ที่เหลือจะทำการจ่ายคราวเดียวตอนเธอเดินทางกลับ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ หย่วนฮุยจึงมีกฎระเบียบเช่นนี้ แต่สถานการณ์ของเธอนั้นพิเศษกว่าคนอื่นมาก ถ้าอยากเบิกเงินล่วงหน้าก็สามารถทำได้...”


หลิวหย่งพูดหลายประโยค แต่หยางหย่งหงได้ยินแค่ประโยคเดียวเท่านั้น


จ่ายเงินเดือนแค่ครึ่งเดียว?


นี่คืออะไร นี่คือเงินเดือนแค่ครึ่งหนึ่งอย่างนั้นหรือ!


นั่นเท่ากับว่าหลิวหย่งให้เงินเดือนเธอเดือนละ400หยวน?


หยางหย่งหงขอบตาเริ่มแดงเรื่อ


“คุณอาคะ ฉันเป็นแค่ลูกน้องของผู้จัดการหลี่ เงินเดือน400หยวนจ้างคนแบบฉันได้เป็นสิบคนด้วยซ้ำ คุณอา...”


จะให้เธอทำงานอยู่ที่นี่ต่อได้อย่างไร เธอกำลังเอาเปรียบคุณลุงของเสี่ยวหลานอยู่มิใช่หรือ?


หลิวหย่งรู้สึกประหลาดใจกับคำพูดของหยางหย่งกง “เสี่ยวหยาง เธอยังไม่เข้าใจคุณค่าของตัวเอง ฉันให้เงินเดือนเธอเดือนละ400หยวน ไม่ใช่เพราะเห็นแก่เสี่ยวหลาน... เดือนนี้เธอช่วยงานได้ตั้งเท่าไร มีครั้งหนึ่งเธอได้ช่วยแก้ไขปริมาณวัสดุก่อสร้างที่ต้องใช้ให้ถูกต้อง ช่วยฉันประหยัดต้นทุนไปได้หลายหมื่นหยวน นักศึกษาที่มีความสามารถ อยู่ที่เผิงเฉิงสมควรได้รับเงินเท่านี้ เธอไม่เหมือนกับพวกคนงานตกแต่งภายใน พวกเขามีทักษะมากแค่ไหน สุดท้ายก็สามารถหาคนมาแทนได้เสมอ แต่ตรงนี้ของเธอไม่เหมือนใคร”


หลิวหย่งชี้มาที่ศีรษะ


สมองของคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงได้ ย่อมฉลาดเฉลียวอย่างแน่นอน



ตอนที่ 964: การวิวาทของสองพี่น้อง



สิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดคือสมอง?


ไม่ สิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดคือความรู้ที่อยู่ในสมองต่างหาก


ความรู้คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด เธอสามารถมองเห็นจุดผิดพลาดเล็กน้อยได้ก็เพราะเธอเก่งคณิตศาสตร์


ตัวเลขที่ผิดพลาด มองปราดเดียวก็สามารถรู้ได้


เธอคอยติดตามหลี่ต้งเหลียง เรียนรู้งานได้อย่างรวดเร็วจนได้รับการยอมรับจากอีกฝ่าย ทั้งหมดนี้หาใช่เพราะเธอฉลาดกว่าทุกคน แต่เพราะเธอขยันใฝ่รู้ตั้งแต่ยังเด็ก พอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วการเรียนรู้ด้านศาสตร์อื่นจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด การสะสมความรู้มักเกิดขึ้นทีละนิด เมื่อสะสมความรู้ได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็สามารถพัฒนาขึ้นได้ ก็เหมือนตัวเอกในนิยายกำลังภายในที่ฝึกพลังลมปราณ เมื่อมีความรู้ระดับหนึ่งแล้วการฝึกวิชาย่อมสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว


หยางหย่งหงออกจากห้องบัญชีมาอย่างใจลอย


หยางเจี๋ยลากพี่สาวไปอีกทาง “พี่ ผมส่งเงินเดือนของตัวเองกลับไปก็พอ พี่เก็บเงินของพี่ไว้เถอะ”


พี่สาวเขาคงได้เงินไม่มากสินะ


หยางเจี๋ยไม่อยากทำให้พี่สาวรู้สึกแย่


พี่สาวเขาคือคนที่เก่งที่สุดในบ้าน นักศึกษาได้รับการเคารพจากทุกคน ไม่เหมือนคนงานก่อสร้างที่ขายแรงงานแลกเงิน อีกหน่อยหลังเรียนจบพี่สาวเขาก็จะได้รับการจัดสรรตำแหน่งงาน คงไม่ต้องทำงานอยู่ในไซต์งานก่อสร้างที่วุ่นวายเช่นนี้


อนาคตพี่สาวเขาจะได้นั่งทำงานในสำนักงาน จะกลายเป็นคนเมืองคนแรกของตระกูลหยาง!


คำพูดของหยางเจี๋ยทำให้หยางหย่งหงได้สติขึ้นมา


เธอยื่นซองจดหมายในมือตัวเองให้กับน้องชาย “รวมกันส่งกลับไปให้พ่อกับแม่เถอะ เดี๋ยวนะ พวกเราเก็บไว้กับตัวสัก20หยวน แล้วส่งเงิน400หยวนกลับบ้านก็แล้วกัน”


แสดงว่าพี่สาวเขาได้เงิน200หยวนอย่างนั้นหรือ?


หยางเจี๋ยรู้สึกดีใจแทนพี่สาว


หยางหย่งหงมองหน้าน้องชายแล้วอยากร้องไห้เหลือเกิน


คนงานได้ค่าแรงสูงเช่นนี้มาด้วยความยากลำบาก เดือนที่ผ่านมาหยางเจี๋ยต้องทำงานหนักมากแค่ไหนกันนะ!


เทียบกันแล้ว แม้เธอจะคอยติดตามหลี่ต้งเหลียงตลอดเวลา แต่สภาพของงานที่ทำนั้นสบายกว่ามาก


ไม่ได้ลำบากเหมือนหยางเจี๋ย แต่กลับได้เงินเดือนมากกว่า... หยางหย่งหงจับประเด็นสำคัญได้ทันที เธอรีบคว้ามือน้องชายไว้ไม่ยอมปล่อย “รับปากพี่ หาเงินค่าสินสอดได้ครบเมื่อไร อย่าเพิ่งแต่งงาน เรียนซ้ำอีกปี ปีหน้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง ถ้าปีหน้าสอบไม่ติดก็รอปีถัดไป! ปีที่แล้วเกิดข้อผิดพลาด พี่เชื่อว่าผลการเรียนของเธอต้องสามารถเข้าเรียนระดับปริญญาตรีได้อย่างแน่นอน อาเจี๋ย เธอต้องเรียนมหาวิทยาลัย ต้องเรียนมหาวิทยาลัยดีๆให้ได้!”


คำพูดของหยางหย่งหงล้วนกลั่นกรองออกมาจากหัวใจ


เมื่อครู่ตอนอยู่ในห้องบัญชี หลิวหย่งพูดเองว่าอยากหานักศึกษาปริญญาตรีสักคนมาช่วยดูแลบริษัท


เขาไม่กลัวว่าจะต้องจ่ายเงินเดือนสูงๆให้กับนักศึกษา กลัวแค่ว่าจะไม่มีใครยอมมาทำงานให้เสียมากกว่า


ครั้งนี้หยางหย่งหงได้สัมผัสถึงสังคมการทำงานอย่างแท้จริง คนมีการศึกษากับไม่มีการศึกษานั้นได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และอนาคตของเธอกับน้องชายจะเห็นความแตกต่างระหว่างกันอย่างชัดเจน


อาเจี๋ยไม่ใช่คนโง่ หากเรียนซ้ำอีกครั้ง เขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน


หยางเจี๋ยก้มหน้าไม่ตอบรับอะไร


หยางหย่งหงร้อนใจจนอยากตีเขา


“เธอต้องเรียนซ้ำ ไม่อย่างนั้นพี่ก็จะเลิกเรียนต่อ! เรื่องเงินไม่ต้องห่วง พวกเราทำงานที่หย่วนฮุยสองเดือน จ่ายเงินค่าสินสอดให้กับคู่ครองของเธอก่อน ส่วนเงินที่เหลือเก็บไว้เรียนซ้ำ ถ้ายังไม่พอพี่ก็ยังมีทุนการศึกษากับเงินช่วยเหลือ ต่อให้พี่ลำบากแค่ไหนก็จะทำให้เธอได้ดี เชื่อฟังพี่ ขอเพียงอดทนเรียนอีกแค่ไม่กี่ปี อนาคตครอบครัวของเราจะสุขสบายแน่นอน!”


ปกติหยางเจี๋ยจะเชื่อฟังหยางหย่งหงทุกอย่าง เว้นแต่เรื่องเรียนซ้ำเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย หยางหย่งหงพูดถึงขนาดนี้แล้ว หยางเจี๋ยก็ยังไม่ตอบตกลง


ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเรียน ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่านักศึกษามีอนาคตที่สดใสมากแค่ไหน แต่ฐานะทางบ้าน...


เห็นหยางเจี๋ยใช้ความเงียบแทนการคัดค้านเช่นนี้ หยางหย่งหงผู้มองโลกในแง่บวกมาโดยตลอดก็รู้สึกโมโหจนอยากร้องไห้


ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานเจอเธอ ตาของหยางหย่งหงบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด


“พี่ใหญ่ พี่เป็นอะไรไป วันนี้คือวันจ่ายเงินเดือนไม่ใช่หรือ”


หรือว่าคิดเงินเดือนให้ผิด?


ไม่มีทาง หยางหย่งหงเป็นคนฉลาดขนาดนั้น หลิวหย่งมีแต่จะให้มาก ไม่มีทางให้น้อยอย่างแน่นอน


หยางหย่งหงเองก็คงเข้าใจเรื่องนี้ดี


แล้วเธอร้องไห้ทำไมกัน


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กลัวการทะเลาะกับคนอื่น แต่เธอกลัวเวลาเห็นคนอื่นร้องไห้


แน่นอนว่าหากทำให้พวกคนชั่วร้องไห้ได้ เซี่ยเสี่ยวหลานคงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ทว่าปัญหาก็คือคนที่ร้องไห้ในตอนนี้เป็นหยางหย่งหงเพื่อนที่ดีของเธอน่ะสิ!


“เสี่ยวหลาน อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ถูกใครเอาเปรียบ วันนี้อาหลิวบอกฉันตอนจ่ายเงินเดือนว่า ฉันได้เงินเดือนเดือนละ400หยวน แน่นอนว่าฉันรู้สึกดีใจมาก แต่อาหลิวบอกฉันว่าที่ฉันได้เงินเยอะเพราะฉันมีความรู้ เป็นคนฉลาด หลังเรียนจบแล้วทางรัฐจะจัดสรรงานให้ หน่วยงานจะมีบ้านพักให้ ทะเบียนบ้านก็จะได้ย้ายไปอยู่ในเมือง นี่คืออนาคตของฉัน แต่หยางเจี๋ยเล่า? เขาไม่ได้โง่กว่าฉันเสียหน่อย ถ้าเขาเรียนซ้ำอีกปีคงสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน ฉันไม่อยากให้เขาอยู่ที่บ้านเกิด แต่งงานมีลูก ใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ชาวนาไปตลอดชีวิต! ทว่าพอฉันบอกให้เขากลับไปเรียนซ้ำ เขากลับทำเงียบใส่ ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรเขาก็ใช้ความเงียบแทนคำคัดค้าน!”


หยางหย่งหงพูดแล้วก็รู้สึกปวดใจ


คนอย่างเธอปกติไม่เคยร้องไห้เพื่อตัวเอง


คนที่สามารถทำให้เธอร้องไห้ได้มีแค่คนในครอบครัวเท่านั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วก็เงียบไป


“พี่ใหญ่ ที่หยางเจี๋ยไม่เห็นด้วยเช่นนี้ เขาก็คงมีเหตุผลของเขา ฉันได้ยินพวกคนงานบอกว่า หยางเจี๋ยนั้นเรียนรู้ไวมาก ฉันเองก็เชื่อว่าถ้าเขากลับไปเรียนซ้ำอีกปีคงสามารถสอบเข้าระดับปริญญาตรีได้ ความจริงเรียนต่อสายอาชีพยังดีกว่าจบแค่มัธยมปลายเสียอีก”


คนทำธุรกิจแบบหลิวหย่ง เรียนไม่จบประถมก็ไม่เป็นไร แต่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเป็นแบบหลิวหย่งได้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางชวนให้ใครมาทำธุรกิจด้วยกันอย่างส่งเดช


ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับความยินยอมของอีกฝ่าย ต้องดูอุปนิสัยและที่สำคัญกว่าคือจังหวะเวลา


คนบางคนทำอะไรก็ขาดทุน ซึ่งแน่นอนว่ามีคนแบบนี้อยู่จริง


ดังนั้นหากคนทั่วไปอยากเปลี่ยนชะตาชีวิต การเรียนหนังสือมีความเสี่ยงต่ำที่สุด และเป็นทางเลือกที่ต้นทุนต่ำที่สุดเช่นกัน


แต่แล้วทำไมหยางเจี๋ยถึงไม่อยากเรียนซ้ำ?


นั่นเพราะฐานะทางการเงินของตระกูลหยางคือปัญหาใหญ่


แต่คงไม่ได้มีเหตุผลนี้เพียงอย่างเดียวแน่นอน


ตอนนี้หยางเจี๋ยรู้แล้วว่าเงินเดือนของคนงานตกแต่งภายในดีมาก เดือนหนึ่งได้เงินประมาณ300หยวน ถ้าเขาทำงานที่เผิงเฉิงสักปีก็จะเก็บเงินได้3,000กว่าหยวน แน่นอนว่าคงมากพอที่จะใช้สำหรับเรียนซ้ำและเรียนมหาวิทยาลัยได้หลายปี อีกทั้งหยางหย่งหงก็เรียนมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินจากทางบ้าน แถมเธอยังสามารถส่งเงินกลับบ้านได้อีกด้วย... ตกลงแล้วหยางเจี๋ยกังวลเรื่องอะไรอยู่กันแน่


หยางหย่งหงแววตาเฉียบขาด เธอขยี้ตาอย่างแรง


“อย่างไรก็ตามฉันไม่ยอมปล่อยให้อาเจี๋ยทิ้งโอกาสก้าวหน้า ต่อให้ต้องบ่นกับเขาทุกวัน ฉันก็จะต้องทำให้เขาเปลี่ยนใจให้ได้ จริงสิ เสี่ยวหลาน เธอมาหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้จะพูดดีหรือไม่


ตอนนี้โจวเฉิงอยู่ที่เผิงเฉิงพอดี


หลังรู้ว่าคู่ครองของเธอคือครูฝึกโจว ชาวห้อง307 ต่างก็มักจะร้องขอให้โจวเฉิงเลี้ยงข้าวมาโดยตลอด


เรื่องเลี้ยงข้าวเป็นเพียงการล้อเล่นเสียส่วนใหญ่ แต่หยางหย่งหงไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมหอ แต่เธอยังเป็นเพื่อนที่ดีของเธอคนหนึ่ง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงอยากแนะนำโจวเฉิงให้หยางหย่งหงรู้จักอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ในฐานะ ‘ครูฝึกโจว’ แต่เป็นฐานะแฟนหนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลาน!


“ฉันแค่อยากบอกว่าโจวเฉิงมาแล้ว พวกเราไปกินข้าวด้วยกันสักมื้อเถอะ”


หยางหย่งหงเรอออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบปิดปากตัวเองอย่ารวดเร็ว


“โทษที ฉันตกใจมากไปหน่อย หลังจบการฝึกทหารเธอก็ซ่อนครูฝึกโจวเอาไว้เสียดิบดี ในที่สุดก็ยอมให้สถานะกับเขาแล้วหรือ?”


โจวเฉิงหน้าตาหล่อเหลา ครอบครัวฐานะดี แถมยังเป็นคนมีความสามารถ


เพื่อนมีคู่ครองที่ดีเช่นนี้ แต่หยางหย่งหงกลับไม่รู้สึกอิจฉาแม้แต่น้อย


นั่นก็เพราะเสี่ยวหลานคือเด็กสาวที่เก่งที่สุดเท่าที่หยางหย่งหงเคยเจอมา แม้แต่หนิงเสวี่ยก็ไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง


คนแบบเซี่ยเสี่ยวหลานสมควรแล้วที่จะมีคู่ครองแบบโจวเฉิง!



ตอนที่ 965: เจียงเหยียนมาแล้ว



กินข้าวเป็นเรื่องรอง


ในฐานะแฟนหนุ่มของเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเฉิงได้ปฏิบัติตัวต่อหน้าหยางหย่งหงอย่างสมบูรณ์แบบ


ความจริงแล้วเขาไม่ได้จงใจทำดีอะไร


แต่พอออกจากสถานการณ์การเป็นนักศึกษาทหารและครูฝึกเมื่อไร ความชอบที่เขามีให้เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นมีมากแค่ไหน คนรอบข้างหากไม่ได้ตาบอด ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน สายตาของเขาแทบจะติดอยู่บนตัวของเซี่ยเสี่ยวหลานตลอดเวลา ตอนกินข้าวเซี่ยเสี่ยวหลานสั่งซานเย่าเคลือบน้ำตาลมาพอดี เวลาหยางหย่งหงใช้ตะเกียบคีบซานเย่าขึ้นมา เส้นน้ำตาลที่ติดมาด้วยช่างเหมือนสายตาที่โจวเฉิงใช้มองเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีผิด


หยางหย่งหงเคี้ยวซานเย่า เธอไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเซี่ยเสี่ยวหลานอีกแล้ว


ดูท่าโจวเฉิงจะเป็นฝ่ายขาดเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มากกว่า


หยางหย่งหงเคยเห็นคู่รักที่แต่งงานและใช้ชีวิตในชนบท สามีภรรยาต้องมีใครสักคนเป็นฝ่ายกุมอำนาจ


และชนบทของมณฑลจี้เป่ย ครอบครัวส่วนใหญ่จะมีผู้ชายเป็นผู้กุมอำนาจ


เมื่อก่อนในตระกูลหยาง พ่อของหยางหย่งหงคือคนที่มีอำนาจเด็ดขาด


แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ผ่านมานานมากแล้ว ตั้งแต่หยางหย่งหงสอบติดหัวชิง เธอก็มีอำนาจในการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หยางหย่งหงกำลังครุ่นคิดว่า ใครมีอำนาจตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมีความสามารถกว่ากันต่างหาก


ครูฝึกโจวเป็นคนเก่ง แต่เขาเอาใจใส่เสี่ยวหลานเป็นอย่างมาก สามารถพูดได้เลยว่าครูฝึกโจวชอบเสี่ยวหลานจากใจจริง


คำว่าเป็นผู้ชายต้องมีศักดิ์ศรี เมื่อเทียบกับการได้ครองคู่กับเสี่ยวหลานแล้ว ศักดิ์ศรีไม่สำคัญเลยสักนิด


หยางหย่งหงดีใจแทนเซี่ยเสี่ยวหลาน พอดีใจแล้วความอยากอาหารของเธอก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ ซัดข้าวไปทั้งหมดสามชาม! ไม่กลัวว่าจะขายหน้าโจวเฉิงแม้แต่น้อย


เธอเป็นคนอย่างไรไม่จำเป็นต้องปิดบัง ถึงอย่างไรโจวเฉิงกับเซี่ยเสี่ยวหลานก็คบหากันระยะยาวอยู่แล้ว ช้าเร็วย่อมรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน อีกอย่างอาหารร้านนี้ก็อร่อยมากจริงๆ หยางหย่งหงนึกขึ้นได้ว่า โตมาจนป่านนี้แล้วเธอเคยกินของอร่อยมาไม่มาก ปกติเวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็มักจะประหยัดเงินเสมอ ไม่ซื้ออาหารประเภทเนื้อเลยสักครั้ง เท่าที่เธอจำได้ เธอได้กินอาหารอร่อยๆเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งนั้น


คิดถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที


“โจวเฉิง ฉันขอดื่มให้เธอสักแก้ว!”


การดื่มเหล้าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหยางหย่งหง เพราะตอนที่หยางหย่งหงยังเด็ก พ่อของเธอก็ใช้ตะเกียบจิ้มเหล้าขาวใส่เข้าปากเธอแล้ว


หลังกินข้าวลงท้องไปสามชาม หยางหย่งหงก็มีความสุขล้นปรี่จึงขอชนแก้วกับโจวเฉิง


โจวเฉิงรู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา มิน่าถึงเข้ากับเสี่ยวหลานได้


คนที่เข้มแข็งและรักตัวเอง โจวเฉิงย่อมให้ความนับถือ


“เสี่ยวหลานเรียกคุณว่าพี่ใหญ่ ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอเรียกคุณว่าพี่แล้วกัน พี่หยาง ผมควรดื่มให้พี่มากกว่า!”


ทั้งคู่ผลัดกันดื่มให้กันไปหลายแก้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งมองทั้งคู่อย่างเอือมระอา หยางหย่งหงตาลอยจนใกล้ฟุบลงกับโต๊ะเต็มที “ครูฝึกโจว เสี่ยวหลานเป็นเด็กดี คุณห้ามทำเรื่องผิดตะ… ต่อเธอ ถ้าคุณทำอะไรไม่ดีกับเธอละก็ มีคนพร้อมจัดการ...”


หยางหย่งหงพูดอย่างติดๆ ขัดๆ เพราะความมึนเมา


หยางหย่งหงเป็นคนตัวใหญ่ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงแบกเธอไม่ไหว


“โจวเฉิง ช่วยพยุงที”


มือของโจวเฉิงยังไม่ทันถูกตัวหยางหย่งหง เธอก็ยืนตรงขึ้นอย่างกะทันหันก่อนจะผลักเซี่ยเสี่ยวหลานออกไป “พวกเธอสองคนไม่ต้องสนใจฉัน ฉันกลับเองได้!”


เดี๋ยวเมาเดี๋ยวได้สติ เดินเซซ้ายเซขวา กว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพาหยางหย่งหงกลับมาที่พักได้ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ พี่ใหญ่หยางไม่ใช่คนพิถีพิถันในการใช้ชีวิต เธอปฏิเสธความหวังดีของเซี่ยเสี่ยวหลานที่จะช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้ ก่อนจะดันเซี่ยเสี่ยวหลานออกจากห้องและปิดประตู จากนั้นก็ล้มตัวนอนบนเตียงทันที


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกหงุดหงิดระคนขบขัน เธอเดินออกไปถามโจวเฉิงด้วยความฉุนเฉียว


“เธอจะดื่มเหล้าสู้กับเขาทำไมกัน!”


โจวเฉิงรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกปรักปรำ “เธอกำลังปรักปรำฉัน ฉันไม่ได้อยากดื่มกับเขาเสียหน่อย เป็นเขาที่อยากดื่มเองต่างหาก”


การดื่มเหล้าครั้งนี้ หยางหย่งหงดื่มด้วยความรู้สึกดีใจปนกังวล เธอดีใจแทนเซี่ยเสี่ยวหลานที่ได้เจอคนที่ดีอย่างโจวเฉิง แต่ในขณะเดียวกันเธอก็กังวลเรื่องของหยางเจี๋ยและความยากจนของที่บ้าน


เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดี เธอก้มหน้าถอนหายใจ


“พี่ใหญ่ลำบากไม่น้อย โจวเฉิง ฉันเห็นพี่ใหญ่หยางแล้วคิดถึงตัวเอง เธอคือคนที่ต่อให้เจอทางตันก็ไม่มีวันถอยหลังกลับ”


คนเราเลือกเกิดไม่ได้


หยางหย่งหงลำบากเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เป็นคนเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมในชนบทเป็นเช่นนั้น สองสามีภรรยาตระกูลหยางเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของครอบครัวตัวเองไม่ได้ แต่พวกเขาถือว่าเป็นคนที่มีทัศนคติดี อย่างน้อยก็ยังสนับสนุนให้ลูกสาวและลูกชายเรียนหนังสือ พอส่งลูกไปโรงเรียน ครอบครัวก็ขาดแรงงาน นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ตระกูลหยางยากจนลงทุกวัน เมื่อเป็นเช่นนี้แม้หยางหย่งหงจะต้องการฉุดครอบครัวให้พ้นจากความแร้นแค้นมากเท่าไร ย่อมทำได้ยากกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งนัก


สิ่งเดียวที่หยางหย่งหงมีดียิ่งกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานก็คือ หลังเซี่ยเสี่ยวหลานได้เจอหยางเจี๋ยแล้ว เห็นได้ชัดว่าคนตระกูลหยางไม่ใช่พวกชอบเอาเปรียบใคร!


โจวเฉิงเห็นเธอดูกลุ้มใจ ก็อดยื่นมือลูบใบหน้าเนียนไม่ได้


“ฉันดูออก เธอชื่นชมนักศึกษาหยางมาก ในอนาคตชีวิตของทุกคนจะต้องดีขึ้นแน่นอน”


เขากับเสี่ยวหลานเองก็จะดีขึ้นทุกวันด้วยเช่นกัน


คนที่ขยันหมั่นเพียรย่อมมีชีวิตไม่แย่นัก บางครั้งผลตอบแทนอาจจะมาช้า แต่ต้องมีสักวันที่ได้รับมันอย่างแน่นอน!


เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มายังเผิงเฉิงได้แค่สองวัน เจียงเหยียนก็มาถึง


เซี่ยเสี่ยวหลานปฏิเสธไม่ให้โจวเฉิงไปด้วย ส่วนเธอได้ขอยืมรถจากเสี่ยวหวัง และไปรับเจียงเหยียนด้วยตัวเอง


เจียงเหยียนเห็นเธอมาแค่คนเดียวสีหน้าจึงบูดบึ้งขึ้นมาทันที


“ขึ้นรถสิ ผิดหวังใช่ไหมที่ไม่เห็นโจวเฉิง โจวเฉิงอยู่เผิงเฉิงจริง แต่คงต้องรอให้ฉันคุยกับเธอเสร็จก่อน แล้วฉันถึงจะตัดสินใจว่า จะยอมให้เธอเจอผู้ชายของฉันดีหรือเปล่า”


เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจเน้นย้ำคำว่า ‘ผู้ชายของฉัน’ เป็นพิเศษ


เจียงเหยียนไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย หลังขึ้นมานั่งบนรถเธอก็เริ่มตำหนิเซี่ยเสี่ยวหลาน


“เธอถึงกับใช้วิธีนี้ทำลายมิตรภาพระหว่างฉันกับโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลาน รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงไม่ชอบเธอ เพราะเธอมันจิตใจคับแคบ มองเห็นแต่เรื่องชู้สาวระหว่างชายหญิง”


โจวเฉิงคือพญาเหยี่ยวที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องโบยบินไปจนถึงสุดขอบฟ้า ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับคิดที่จะดึงพญาเหยี่ยวลงมาเดินดิน ทำให้โจวเฉิงกลายเป็นแค่นกที่ใครเห็นก็สามารถชื่นชมได้อย่างนั้นหรือ? เจียงเหยียนเม้มปาก พอคิดถึงเรื่องนี้ทีไร เธอก็อยากบีบคอเซี่ยเสี่ยวหลานผู้บอบบางคนนี้เหลือเกิน!


เซี่ยเสี่ยวหลานหลุดหัวเราะ ก่อนจะปรายตามองเธอ


“อย่ามาพูดเรื่องมิตรภาพกับฉัน ฉันใจไม่กว้างก็จริง แต่ฉันรู้ว่าคนเราต้องรู้จักรักษาคำพูด ถ้าอยากเจอพี่พานซาน ฉันทำให้เธอเจอกับเขาได้! เอกสารสำคัญอยู่ไหนล่ะ”


เซี่ยเสี่ยวหลานเรียกชื่อพานเป่าหัวอย่างสนิทสนม


โจวเฉิงไว้ใจเซี่ยเสี่ยวหลานมากถึงขนาดนี้เชียวหรือ ถึงกับยกเรื่องของพี่พานซานให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนจัดการเช่นนี้


เจียงเหยียนอธิบายความรู้สึกของตัวเองตอนนี้ไม่ถูก


ระยะเวลาสั้นๆแค่สองปี ข้างกายโจวเฉิงกลับมีเซี่ยเสี่ยวหลานโผล่เข้ามา


ด้วยนิสัยของโจวเฉิงจะถูกใจเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างไร เจียงเหยียนไม่เข้าใจสักนิด


เธอนึกว่าตนรู้จักโจวเฉิงและพี่พานซานดี แต่ทำไมพวกเขาถึงไว้ใจเซี่ยเสี่ยวหลานกัน?


คนเจ้าเล่ห์แบบนี้ ไม่มีทางปกป้องคนที่อยู่ข้างหลังสนามรบได้


“เจอพี่พานซานเมื่อไร ฉันจะเอาของให้เขาเอง”


ช่างเถอะ ไม่จำเป็นต้องครุ่นคิดเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลาน เพราะมันไม่คู่ควรให้เธอต้องเสียเวลาด้วยเลยแม้แต่น้อย


เจียงเหยียนนั่งตัวตรง ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่สนใจเซี่ยเสี่ยวหลานอีก


จู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานก็เหยียบเบรกอย่างกะทันหัน


เจียงเหยียนถลาตัวไปด้านหน้า ถ้าเธอไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ศีรษะเธอคงชนกับกระจกหน้ารถไปแล้ว


เซี่ยเสี่ยวหลานจงใจ เธอทำให้แววตาของเจียงเหยียนมีเพลิงโทสะ


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะให้โอกาสเจียงเหยียนระเบิดอารมณ์แม้แต่น้อย เพราะเธอได้ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “เจียงเหยียน ฉันไม่ใช่คนขับรถของเธอ ต่อให้เธอเป็นคุณหนูใหญ่ของตระกูลเจียง ก็ไม่มีปัญญาจ้างฉันเป็นคนขับรถหรอก ได้ยินที่ฉันพูดไม่ชัดหรือ? ถ้าไม่เห็นของ ฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้เธอได้เจอพี่พานซาน... อย่ามามองฉันด้วยสายตาแบบนี้ ตระกูลเจียงของพวกเธอทำเรื่องผิดศีลธรรมก่อนแท้ๆ การที่พี่พานซานไม่เชื่อใจเธอก็สมควรแล้ว!”



ตอนที่ 966: ด่าสาดเสียเทเสีย!



เจียงเหยียนกำหมัดแน่น


“เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอควรดีใจที่ฉันไม่ลงมือกับประชาชนทั่วไป”


เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้างพลางพยักหน้ารับ “ก็สมควรเป็นเช่นนั้น เธอเกลียดฉันมากแค่ไหนถึงอย่างไรก็ต้องทนฉัน ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์ของเธอในสายตาโจวเฉิงจะแย่ยิ่งกว่าเดิมน่ะสิ”


ปากของเซี่ยเสี่ยวหลานช่างน่าตบจริงๆ


คำพูดที่ออกมาแต่ละคำล้วนมีแต่การท้าทาย


เจียงเหยียนหายใจลึกเพื่อปรับอารมณ์ “ตั้งแต่เจอกัน เธอก็พยายามกระตุ้นให้ฉันโกรธ ไม่สิ ตั้งแต่วันที่เธอโทรมาหาฉันเธอก็เริ่มทำแบบนี้แล้ว เซี่ยเสี่ยวหลาน เธออยากให้ฉันโกรธไปเพื่ออะไรกันแน่”


คำพูดของเจียงเหยียนเหมือนกำลังพึมพำกับตัวเองเสียมากกว่า


เธอไม่รู้จุดประสงค์ของเซี่ยเสี่ยวหลาน


ระหว่างที่เธอระเบิดอารมณ์ โจวเฉิงกับพานเป่าหัวจะโผล่มาหรือเปล่า?


เจียงเหยียนปรับลมหายใจจนนิ่ง โทสะที่มีได้มลายหายไปแล้ว


เธอจะหลงกลเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้!


นึกไม่ถึงเลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมา


“ใช่ ฉันกำลังยั่วให้เธอโกรธ มนุษย์ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ในสังคมด้วยการสวมหน้ากาก แสดงออกถึงตัวตนที่ตัวเองต้องการให้เห็นต่อหน้าผู้อื่น แต่เวลาโกรธมากๆ คนเรามักจะสลัดหน้ากากเหล่านั้นทิ้ง และเปิดเผยความคิดที่แท้จริงออกมา ความจริงฉันอยากรู้มากว่า อคติของเธอที่มีต่อฉันมันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่? ต่อให้เธอชอบโจวเฉิง แต่การที่คนเย่อหยิ่งอย่างเธอมาพาลโกรธฉันแบบนี้ ไม่รู้สึกผิดต่อสถานะคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเจียงของตัวเองบ้างเลยหรือ?”


ความรู้สึกที่เจียงเหยียนมีให้กับโจวเฉิง คงไม่ได้มีแค่ความชอบเท่านั้นสินะ


เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ค่อยเข้าใจเธอสักเท่าไร


เจียงเหยียนพยายามข่มโทสะของตัวเองเอาไว้อย่างเต็มที่


โกรธไปก็ไร้ค่า ความโกรธจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาด


แต่ตอนนี้เจียงเหยียนโมโหมากจริงๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานอ้าปากก็เอาแต่เรียกเธอว่า ‘คุณหนูใหญ่ตระกูลเจียง’ ทั้งที่เจียงเหยียนคิดมาตลอดว่าการที่ตนมีผลงานเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ ไม่ใช่เพราะครอบครัว


ทหารหญิงที่ทำงานหนักอย่างเธอนั้นหาได้ยาก เธอคือคนที่เคยไปรบที่แนวหน้า ดังนั้นจะได้เลื่อนตำแหน่งก็ไม่แปลก


“เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอไม่คู่ควรกับโจวเฉิง”


เจียงเหยียนเหมือนเสือดาวที่งดงาม มั่นใจในตัวเองและอันตราย เธอไม่ได้เกลียดชังเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คู่ควรกับโจวเฉิงแม้แต่น้อย ดอกไม้ในเรือนกระจกแสนบอบบางอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน ควรคบกับผู้ชายที่คอยประคบประหงมดอกไม้งามอย่างเอาใจใส่สิ


ส่วนโจวเฉิงน่ะหรือ?


โจวเฉิงเป็นคนมีอุดมการณ์ที่กว้างไกล เขาไม่ควรมีเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นตัวถ่วงเช่นนี้


เซี่ยเสี่ยวหลานมองหน้าเจียงเหยียนอยู่นาน ก่อนจะเดาะลิ้นเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เธอพูดจากใจจริงสินะ เธอไม่ได้อิจฉาริษยาฉัน แต่เธอคงเห็นว่าฉันไม่เหมาะกับโจวเฉิง ไม่คู่ควรกับเขาจริงๆ... เอาเถอะ ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่คนแรกหรอกที่คิดแบบนี้ เดิมทีฉันขี้เกียจจะอธิบายเรื่องนี้กับเธอ ไม่อยากสนใจเธอ เพราะไม่ว่าโจวเฉิงจะอยากคบกับฉันหรือไม่ สุดท้ายมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอสักนิด”


คิ้วของเจียงเหยียนขมวดเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


เจียงเหยียนตั้งมั่นไว้แล้วว่า เธอจะไม่ปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานยั่วโมโหได้สำเร็จ และไม่สนใจว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดอะไร


แต่เสียงอ่อนหวานของเซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนหมอกควัน เบาหวิวไร้พลัง แต่กลับวนเวียนอยู่ข้างหูเจียงเหยียนตลอดเวลา


“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงพูดแบบนี้? เพราะต่อให้เธอร้องไห้ฟูมฟาย ใช้มิตรภาพมาเป็นข้ออ้าง ใช้เอกสารที่จะช่วยพลิกคดีให้พี่พานซานมาเป็นเหยื่อล่อ... วิธีการพวกนี้ทำไปก็ไร้ประโยชน์ โจวเฉิงอยากคบกับฉันหรือไม่ สุดท้ายก็เป็นเรื่องของเราสองคน ปัจจัยภายนอกอาจจะทำให้โจวเฉิงไม่มั่นใจได้บ้าง แต่ปัจจัยเหล่านั้น ไม่ได้มีเธอรวมอยู่ด้วย”


“ฉันไม่คู่ควรกับโจวเฉิง ไม่เหมาะสมกับโจวเฉิง เช่นนั้นเธอเหมาะสมกับเขาหรือ?”


“เจียงเหยียน ฉันยอมรับว่าเธอเก่งกว่าคนทั่วไป การเกิดมามีชาติตระกูลดีถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง เธอชนะเพราะจุดเริ่มต้นของเธออยู่เหนือกว่าคนอื่น สถานะคุณหนูใหญ่ตระกูลเจียงทำให้ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็มีคนคอยสนับสนุน เธอไม่ได้มีดีแค่ชาติตระกูล ทว่าเธอยังสวยและชาญฉลาดอีกด้วย พอกอปรกับความเพียรพยายาม ดังนั้นจะมีคนชื่นชมและเชิดชูเธอก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!”


“แต่ว่านะ โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวที่ดีเลิศที่สุด ทุกอาชีพล้วนมีคนแบบนี้ สังคมขับเคลื่อนได้เพราะคนหลากหลายอาชีพ นอกจากอาชีพถือปืนอย่างทหาร อย่างไรก็ต้องมีคนทำไร่ทำนา ต้องมีคนรักษาชีวิตผู้คน และจำเป็นต้องมีคนผลิตของใช้ในชีวิตประจำวัน... คนกวาดถนน คนดูดส้วม ไม่ว่าจะเป็นใคร ทุกคนล้วนเป็นบุคลากรที่ประเทศชาติต้องการทั้งนั้น!”


“ฉันสู้เรื่องชาติตระกูลกับเธอไม่ได้ แต่แค่นี้ก็ไม่คู่ควรกับโจวเฉิงแล้วอย่างนั้นหรือ? เจียงเหยียน ฉันด้อยกว่าเธอตรงไหน? สิ่งที่เธอให้โจวเฉิงได้ ฉันก็สามารถให้ได้เหมือนกัน ดีไม่ดีอาจจะให้ได้มากกว่าเธอเสียด้วยซ้ำ ถ้าฉันแต่งงานกับโจวเฉิง เขาจะไม่รู้สึกขายหน้าใคร ตระกูลโจวเองก็เช่นกัน... อนาคตคนบางคนอาจจะพูดด้วยซ้ำว่า ได้แต่งงานกับฉันถือว่าโจวเฉิงโชคดียิ่ง!”


เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจในตัวเองเป็นที่สุด


ทุกอย่างที่เธอมีในปัจจุบัน ล้วนเป็นสิ่งที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น


มันคือประสบการณ์ชีวิตที่เธอสั่งสมมาตลอดทั้งสองชาติของเธอ


ความรู้เสริมสร้างความร่ำรวย หน้าที่การงานเองก็ทำให้คนมั่นใจในตัวเองมากขึ้น


ผู้หญิงอย่างเจียงเหยียนคงคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคอยตามตอแยโจวเฉิง... เซี่ยเสี่ยวหลานแค่นหัวเราะ อนาคตถ้าโจวเฉิงได้รับตำแหน่งระดับสูง ก็คงมีบางเวลาที่เธอต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและเสียสละเพื่อเขาเหมือนกัน!


คนที่เป็นมิตรกับโจวเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็สามารถเป็นเพื่อนกับอีกฝ่ายได้เช่นกัน


ครอบครัวของโจวเฉิง มีใครบ้างที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ช่วยดูแลเป็นอย่างดี?


เธอไม่จำเป็นต้องให้โจวเฉิงเลี้ยงดู แถมยังช่วยทำให้เงินเก็บของโจวเฉิงเพิ่มพูนขึ้นได้ทุกวัน


เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจตอกกลับเจียงเหยียน แต่หลังพูดจบเธอก็รู้สึกเหมือนได้ระบายความอัดอั้นใจ และรู้สึกโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก


ที่ผ่านมามีคนสงสัยในตัวเธอแล้วกี่คนกัน?


จนถึงตอนนี้ คนที่สงสัยในตัวเธอมีน้อยลงทุกวัน เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่คนมีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด แต่เธอใช้ความมุมานะของตนทำให้มีชีวิตเป็นเหมือนทุกวันนี้


เธออาศัยความเพียรพยายามจนทำให้คนนอกเปลี่ยนทัศนคติต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโจวเฉิงได้ จากฝ่ายชายที่อยู่เหนือกว่าฝ่ายหญิงทุกอย่าง กลับกลายเป็นทั้งสองฝ่ายมีความเท่าเทียมกัน การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นแค่เรื่องความสัมพันธ์ แต่รวมไปถึงชีวิตหลังเกิดใหม่ของเธอด้วย!


เธอเห็นสีหน้าของเจียงเหยียนบูดบึ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้วอยากเงยหน้าระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียจริงๆ


“โจวเฉิงยินดี ครอบครัวโจวเฉิงไม่คัดค้าน เพื่อนฝูงของโจวเฉิงก็อวยพร เจียงเหยียน เธอคิดว่าตัวเองเป็นใคร เธอรู้สึกว่าฉันไม่เหมาะสมกับโจวเฉิง ไม่คู่ควรกับเขา ดังนั้นฉันก็ต้องยอมโบกมือลาโจวเฉิงแต่โดยดีอย่างนั้นหรือ? คนเราต้องรู้จักประมาณตน ความคิดเห็นของเธอไม่ได้สำคัญอะไรเลยสักนิด แต่เธอไม่อยากยอมรับในจุดนี้... ในใจโจวเฉิง เธอไม่ได้สำคัญกับเขามากอย่างที่เธอคิด แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมาดูถูกฉัน?”


เด็กสาวพวกนี้ชอบหาเรื่องกันอยู่เรื่อย คิดว่าเธอเป็นเด็กอมมือที่รังแกง่ายหรืออย่างไรกัน?


เจียงเหยียนไม่ชอบเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเกลียดชังเจียงเหยียน ทุกประโยคของเธอแทงใจดำเจียงเหยียนเข้าอย่างจัง!


เจียงเหยียนมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลาน เธอพูดอะไรไม่ออกสักคำ


เซี่ยเสี่ยวหลานขี้เกียจสนใจอีกฝ่าย เธอขับรถตรงเข้าเมืองเผิงเฉิงทันที เผิงเฉิงตอนนี้เต็มไปด้วยเขตก่อสร้าง เจียงเหยียนไม่คุ้นเคยกับที่นี่เลยแม้แต่น้อย เซี่ยเสี่ยวหลานจอดรถข้างทางแล้วแบมือมาทางเธอ


“ถ้าไม่เห็นแก่เอกสารชุดนั้นของเธอ ฉันคงไม่พูดกับเธอเยอะขนาดนี้! ตอนนี้ถึงเผิงเฉิงแล้ว เธอควรให้เอกสารนั้นกับฉันสักที แล้วฉันจะให้เธอได้เจอกับพี่พานซาน”


เจียงเหยียนยังไม่เคยเจอผู้หญิงวัยเดียวกันที่สามารถข่มเธอได้


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานวาจาเชือดเฉือน ทำลายเกราะป้องกันของเจียงเหยียนไปจนหมด เธอมองซ้ายมองขวา


“...เธอบอกเองว่าฉันจะได้เจอพี่พานซาน ฉันถึงได้มาที่นี่”


แล้วตอนนี้พี่พานซานอยู่ไหน?


เซี่ยเสี่ยวหลานเรียกเธอมาจากวิทยาลัยเพื่อด่าสาดเสียเทเสียชัดๆ


ประโยคคำถามที่เซี่ยเสี่ยวหลานรัวใส่ราวกับปืนใหญ่ ทุกประโยคราวกับกำลังเหยียบย่ำเจียงเหยียนจนมิอาจสวนกลับ และที่ทำให้เจียงเหยียนโมโหกว่าคือ เธอดันพาตัวเองมาให้เซี่ยเสี่ยวหลานด่าถึงที่!



ตอนที่ 967: แพ้ในการปะทะคารม!



เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะออกมาเบาๆ “ทำไมฉันถึงไม่ให้เธอเจอกับพี่พานซานโดยตรงน่ะหรือ เจียงเหยียน เธอไม่รู้จริงหรือ? ตระกูลเจียงของพวกเธอทำเรื่องลอบกัดน่าคลื่นไส้มาเยอะแค่ไหน ไหนจะเจียงอู่พี่ชายเธอที่ขาเป๋ไปแล้วข้างหนึ่งก็ยังมิวายทำตัวเหมือนหมาบ้า ไล่กัดพี่พานซานไม่ยอมปล่อย อย่างไรก็ตามเธอก็ตระหนักคิดได้ ถึงได้ยอมทำลายครอบครัวเพื่อความยุติธรรม แม้ฉันจะไม่ชอบเธอเพราะเรื่องอื่น แต่ฉันนับถือเธอในจุดนี้จริงๆ อย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ ถ้าเอกสารนั้นเป็นของจริง พี่พานซานก็จะสามารถพลิกคดีได้ เธอจะได้เจอกับเขาหรือไม่ผลลัพธ์ย่อมไม่ต่างกัน แต่มิตรภาพของพวกเธอจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม!”


ไม่ใช่แค่กลับไปเป็นเหมือนเดิม ทว่าอาจจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ


ถึงอย่างไรเจียงเหยียนก็เลือกที่จะทำลายครอบครัวตัวเอง ยอมทำผิดต่อลูกพี่ลูกน้องตัวเองและวงศ์ตระกูลเพื่อปกป้องพานเป่าหัว บุญคุณครั้งนี้คงทำให้เจียงเหยียนกลายเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายของพานเป่าหัวได้ในทันที


แม้แต่โจวเฉิงก็คงไม่อาจเย็นชากับเธอได้อีกต่อไป


หากพูดจากมุมของเซี่ยเสี่ยวหลาน ถ้าเอกสารของเจียงเหยียนเป็นเรื่องโกหก คงตรงกับใจเซี่ยเสี่ยวหลานมากกว่า


ตอนนี้ที่เซี่ยเสี่ยวหลานยินดีให้ความช่วยเหลือ เพราะพี่พานซานเคยช่วยเธอมาแล้วสองครั้ง ดังนั้นเธอจึงเห็นเขาเป็นเพื่อนของตัวเอง!


อีกอย่างก็เหมือนที่เธอเพิ่งบอกไป ถ้าเธอกับโจวเฉิงมีปัญหากันคงเป็นเพราะเธอไม่ชอบโจวเฉิงหรือโจวเฉิงคงไม่ชอบเธอแล้ว... ถ้าโจวเฉิงคิดเปลี่ยนใจ ต่อให้ไม่มีเจียงเหยียนก็คงเป็นเพราะผู้หญิงคนอื่น


เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจว่าเธอสามารถป้องกันการ ‘จู่โจม’ ของเจียงเหยียนได้!


แต่ก่อนอื่นสิ่งที่สำคัญก็คือ คำพูดของเจียงเหยียนและเอกสารของเธอจะต้องเป็นความจริงทั้งหมด


เจียงเหยียนจ้องหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่วางตา


ต่อให้เป็นตอนเพิ่งเข้ารับราชการทหารใหม่ๆ แต่เพราะเธอมักจะทำผลงานได้ดี เจียงเหยียนจึงไม่เคยถูกใครชี้หน้าด่ามาก่อน


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานคนที่เธอดูแคลนมาตลอดกลับด่าทอเธอจนเธอเถียงไม่ออกสักคำ


เจียงเหยียนรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในอก


เธอควรให้เอกสารต้นฉบับกับเซี่ยเสี่ยวหลานหรือไม่?


เซี่ยเสี่ยวหลานสบตาเธอ ท่าทางไม่ยอมแพ้ แสงแดดของเผิงเฉิงร้อนแผดเผาจนรู้สึกแสบร้อน สาวสวยสองคนยืนอยู่ริมถนนเช่นนี้ ผู้คนที่เดินสัญจรผ่านไปมาอดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้


ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย เพราะยังไม่ทันเข้าใกล้พวกเธอ พวกเขาก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดันมหาศาล


ไม่มีใครยอมใคร


และเหมือนจะไม่มีใครกลัวว่าผิวจะคล้ำขึ้นแม้แต่น้อย


เจียงเหยียนยืนตัวตรงสง่า ซึ่งเป็นผลจากการฝึกฝนมานานหลายปี


ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานภายนอกดูบอบบาง แต่กลับให้ความรู้สึกถึงความหนักแน่น


ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดเจียงเหยียนก็ยอมถอย เธอไม่สนใจสักนิดว่าตนกำลังยืนอยู่ริมถนน เจียงเหยียนถกชายเสื้อขึ้นแล้วหยิบเอกสารออกจากกระเป๋าหนังที่คาดไว้ตรงเอว


เอกสารบางๆมีเพียงไม่กี่แผ่น ตรงขอบกระดาษมีร่องรอยของการถูกเผา


“ฉันเก็บมันจากกองเพลิง เดิมทีมันสมควรถูกเผาทำลายไปแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นตัวเองคิดอะไรอยู่ ถึงได้แอบเก็บเอกสารนี้ไว้ แต่ฉันรู้ว่าถ้าโจวเฉิงกับพี่พานซานได้มันไป มันจะกลายเป็นอาวุธที่ถูกใช้ทำลายพี่ชายของฉัน หรือแม้กระทั่งตระกูลเจียง!”


เจียงเหยียนก้มหน้าพลางยิ้มอย่างขมขื่น เธอมองหลักฐานในมือตัวเองด้วยสีหน้าซับซ้อน


“...คนแบบเธอคงไม่เข้าใจ”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามอดทนที่จะไม่กลอกตามองบน ก่อนจะยื่นมือออกไปขอเอกสารนั้น “ฉันไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระหรอกนะ ถ้าวันนี้เธอไม่อยากส่งมอบมัน ฉันรับรองได้เลยว่า ในอนาคตต่อให้เธออยากส่งมอบเอกสารเมื่อไร โจวเฉิงจะไม่มีทางรับมันไว้อีกแล้ว”


การประชันหน้ากันในครั้งนี้ เจียงเหยียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เธอก้าวไปข้างหน้าเพื่อมอบเอกสารให้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ไม่ได้ปล่อยมือในทันที


“เธอเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเลยจริงๆ ถ้าเธอเห็นเอกสารนี้แล้ว นั่นก็เท่ากับว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้อง หากพี่ชายของฉันรู้เข้า ต่อให้เธอสวยแค่ไหน พูดเก่งแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์”


เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเปิดอ่านมันจริง


พอเจียงเหยียนพูดเช่นนี้ เธอก็หัวเราะออกมา


“ฉันเจอกับพี่ชายเธอแล้ว”


แววตาของเจียงเหยียนฉายความสงสาร เหมือนเธอกำลังสงสารที่เซี่ยเสี่ยวหลานต้องเจอกับความโชคร้าย


ในที่สุดเธอก็ปล่อยมือจากเอกสารชุดนั้น


เซี่ยเสี่ยวหลานอดใจไว้ไม่เปิดอ่าน เธอได้เอกสารมาแล้วแต่ไม่ควรเปิดดู ความอยากรู้อยากเห็นสามารถฆ่าคนได้ เซี่ยเสี่ยวหลานรักชีวิตตัวเองมาก และถึงอ่านไปเธอก็แยกไม่ออกอยู่ดีว่าเอกสารนี้เป็นของจริงหรือไม่ ในเมื่อได้เอกสารมาแล้วก็ควรปล่อยให้โจวเฉิงกับพานซานเป็นคนจัดการเอง


เซี่ยเสี่ยวหลานทำให้เจียงเหยียนโกรธจนขาดสติได้ แต่กลับไม่อาจตรวจสอบความจริงของเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง


เจียงเหยียนพูดติดประชดประชัน “ที่แท้เธอก็ไม่ได้ใจกล้าขนาดนั้น”


เซี่ยเสี่ยวหลานสวนกลับ “ฉันไม่ใช้ความกล้าในการทำงาน ฉันใช้สมอง ไปเถอะ อยากเจอพี่พานซานไม่ใช่หรือ”


เซี่ยเสี่ยวหลานก้าวเท้าเข้าไปในโรงแรม


สีหน้าของเจียงเหยียนดูแปลกใจยิ่งนัก


“อย่าบอกนะว่า พี่พานซานกับโจวเฉิงพักอยู่โรงแรมนี้”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า “ก็ใช่น่ะสิ เธอคิดว่าฉันหาที่จอดรถเฉยๆ เพื่อทะเลาะกับเธอข้างทางอย่างนั้นหรือ? เราถึงจุดหมายปลายทางกันตั้งนานแล้ว!”


เจียงเหยียนหอบหายใจแรงด้วยความโกรธ


เซี่ยเสี่ยวหลานเจ้าเล่ห์มากถึงเพียงนี้!


ต่อให้เธอไม่ยอมส่งมอบเอกสาร ก็คงได้เจอพี่พานซานกับโจวเฉิงอยู่ดีไม่ใช่หรือ!


เธอกับเซี่ยเสี่ยวหลานยืนห่างจากประตูโรงแรมไม่เกิน10เมตร


พอคิดว่าตอนปะทะคารมกับเซี่ยเสี่ยวหลาน โจวเฉิงกับพานเป่าหัวอาจจะแอบมองอยู่ตรงหน้าต่างสักบานของโรงแรม เส้นเลือดตรงหน้าผากของเจียงเหยียนก็ปูดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน


ผู้หญิงคนนี้ต่อให้เป็นดอกไม้งามมาจากไหน เจียงเหยียนก็ทำใจชอบไม่ลง!


แต่โจวเฉิงชอบ


ทำไมโจวเฉิงถึงชอบกัน?


ผู้หญิงคนนี้ทั้งปากคอเราะรายและเจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก


อย่าให้พูดเลยว่าเจียงเหยียนรู้สึกสับสนมากแค่ไหน


ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานโทรมาหาเธอที่วิทยาลัยและเธอตอบตกลงมาที่เผิงเฉิง นั่นก็เท่ากับว่าเธอตกหลุมพรางแล้ว


เจียงเหยียนใช้เอกสารเป็นเหยื่อล่อเพื่อเข้าใกล้โจวเฉิง


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ใช้โจวเฉิงเป็นเหยื่อล่อ ทำให้เจียงเหยียนเดินทางมาให้ด่าถึงที่... เจียงเหยียนมองแผ่นหลังของเซี่ยเสี่ยวหลาน และเกิดความรู้สึกอยากทำร้ายผู้หญิงเป็นครั้งแรก


เซี่ยเสี่ยวหลานเดินตรงมาที่ชั้นหก และเคาะประตูห้องห้องหนึ่ง


คนเปิดประตูคือโจวเฉิง


เซี่ยเสี่ยวหลานยื่นเอกสารที่ได้จากมือเจียงเหยียนให้โจวเฉิง


“แค่ทำท่าทีจริงใจสักหน่อย สหายเจียงเหยียนจะไม่ให้ความร่วมมือได้อย่างไร ฉันบอกแล้วว่าคงเป็นเพราะเธอไม่ได้คุยกับเจียงเหยียนดีๆ”


เซี่ยเสี่ยวหลานได้ผลประโยชน์แล้วยังแสร้งทำตัวเป็นคนดี เจียงเหยียนรู้สึกเอือมระอาเหลือเกิน


อยู่ต่อหน้าโจวเฉิง เธอจำต้องฉีกยิ้ม “โจวเฉิง ฉันไม่ชอบเธอคนนี้เลยจริงๆ...”


“ไม่เป็นไร ฉันชอบก็พอแล้ว”


โจวเฉิงพูดขัด ก่อนจะเบี่ยงตัวหลีกทางให้ “พี่พานซานรอเธออยู่ในห้อง”


เจียงเหยียนไหล่สั่นขึ้นมาเล็กน้อย ตั้งแต่พี่พานซานออกจากกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอกับเขา


คนที่นั่งอยู่บนโซฟาคือพานเป่าหัว


แผลเป็นที่เกือบถูกเจียงอู่ทำให้ตาบอดมองเห็นเด่นชัด


พี่พานซานเวลานี้โกนผมทั้งหัว ผิวคล้ำขึ้น แต่รูปร่างยังเหมือนเดิม


“พี่พานซาน...”


เจียงเหยียนที่มีบุคลิกองอาจดั่งชายชาตรี เวลานี้เสียงกลับสั่นเครือ


พานเป่าหัวพยักหน้าให้เธอ “ความแค้นของฉันกับเจียงอู่ไม่เกี่ยวกับเธอ เข้ามานั่งคุยกันสิ ฉันไม่กินคนหรอก เธอกลัวอะไรกัน”


ใช่ พี่พานซานไม่กินคน


พี่พานซานแค่ชอบขยำขนมปังนุ่มๆเป็นก้อนแล้วยัดเข้าปากเท่านั้น นิสัยการกินอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาทำเอาเซี่ยเสี่ยวหลานพูดไม่ออกเลยทีเดียว


แต่ไม่ว่าเจียงเหยียนจะคิดอะไรกับโจวเฉิง พอเจอกับพานเป่าหัว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ดูออกว่าอีกฝ่ายให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก มีทั้งความรู้สึกผิดและหวาดหวั่น เห็นได้ชัดว่าเจียงเหยียนไม่ใช่คนเลวร้ายไปเสียหมด


ความรู้สึกเวลาเจอเจียงเหยียนแตกต่างจากเจียงอู่อย่างสิ้นเชิง


แต่แน่นอนว่าคำด่าที่เธอมอบให้เจียงเหยียนเมื่อสักครู่ก็ไม่ผิดสักคำอยู่ดี!



ตอนที่ 968: เธอควรเปิดใจให้กว้าง



เจียงเหยียนนั่งลงตรงข้ามพานเป่าหัว เธอรู้สึกน้อยใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


เธอรู้จักพี่พานซานและโจวเฉิงตั้งแต่ตอนอยู่แนวหน้า พวกเธอเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกันหลายต่อหลายครั้ง


แต่เพราะพี่ชายของเธออย่างเจียงอู่ทำเรื่องผิดพลาดจนถึงขั้นบาดหมางกับพี่พานซาน พี่พานซานเดือดดาลจนถึงกับต้องต่อสู้กับเจียงอู่ และในการต่อสู้ครั้งนั้นเจียงอู่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แม้แพทย์จะทำการยื้อชีวิตมาได้ ทว่าเขากลับต้องพิการไปตลอดชีวิต ขาซ้ายพิการยังเป็นแค่เรื่องเล็ก แต่ยังมีบาดแผลอีกอย่างที่ไม่อาจบอกกล่าวกับคนนอกได้... ตอนนั้นเธอไม่รู้ความจริงเลยสักอย่าง แต่ในฐานะที่เธอเป็นคนตระกูลเจียงย่อมไม่อาจยืนอยู่ข้างเดียวกับพี่พานซานได้


ตอนเจียงอู่อยู่ระหว่างการยื้อชีวิต เจียงเหยียนได้แอบไปเยี่ยมพานเป่าหัวที่ถูกจับขังเดี่ยว


พานเป่าหัวบอกว่า พี่ชายของเธอได้ทำเรื่องผิดพลาดที่ไม่อาจให้อภัยได้ เมื่อได้ยินดังนั้นเจียงเหยียนก็รู้สึกสับสนและลังเลใจ


เธอเชื่อในตัวพานเป่าหัวว่าเขาไม่มีทางทำร้ายใครโดยไร้สาเหตุ


แต่เจียงอู่กับเจียงเหยียนโตมาด้วยกัน ทั้งสองเป็นพี่น้องที่รักกันมาก เจียงอู่คือคนที่สอนอะไรหลายๆอย่างให้กับเจียงเหยียน


ขณะที่เธอกำลังลังเล ตระกูลเจียงนั้นคิดแต่จะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พวกเขาต้องการให้พานเป่าหัวรับโทษ ทว่าผู้บัญชาการระดับสูงของหน่วยงานนั้นเชื่อในตัวพานเป่าหัว เจียงเหยียนไม่รู้ว่าเกิดการประชันอำนาจกันแบบไหน เธอรู้แค่ว่าสุดท้ายแล้วพานเป่าหัวไม่ได้ขึ้นศาลทหาร แต่ถูกขอให้ถอนตัวออกจากกองทัพ และนับตั้งแต่นั้นมาเจียงเหยียนก็ไม่ได้เจอพานเป่าหัวอีกเลย


จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว เจียงเหยียนได้พบกับเอกสารชุดนี้เข้า


พอคิดถึงตรงนี้ หัวใจของเจียงเหยียนก็ปวดร้าว


ทุกคนที่เธอสนิทสนมล้วนพากันช่วยเจียงอู่ปกปิดความผิด ตระกูลเจียงที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเธอมา ไม่เหมือนกับคนที่เธอเคยรู้จักมาก่อน


ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวพังทลายลง เจียงเหยียนไม่รู้เลยว่าโลกของเธอยังมีสิ่งไหนที่เป็นเรื่องจริงอยู่บ้าง


“พี่พานซาน ตอนนั้นฉันควรเชื่อพี่ ถ้าตอนนั้นฉันยอมตามหาหลักฐาน พี่คงไม่ถูกบีบให้ออกจากหน่วยงาน...”


ในที่สุดเจียงเหยียนก็เริ่มพูด น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด


พานเป่าหัวยื่นขนมปังให้เธอ “ยังไม่ได้กินข้าวสินะ ลองกินดูสักคำสองคำสิ หวานอร่อยดีนะ สาวๆอย่างพวกเธอน่าจะชอบกิน”


พูดเหลวไหลอะไรกัน พี่เองก็ชอบกินมากเหมือนกันไม่ใช่หรือ ไม่อย่างนั้นจะขยำขนมปังเล่นทำไม


เซี่ยเสี่ยวหลานคิด แต่ก็ไม่ได้พูดหักหน้าพานเป่าหัวออกไปแต่อย่างใด


เจียงเหยียนรับขนมปังมา เธอกัดแค่สองสามคำก็กินหมด


พานเป่าหัวถามเธอว่าเอาอีกไหม พอเห็นเจียงเหยียนส่ายหน้า เขาก็ลูบหัวตัวเองไปมา


“ที่จริงเธอไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองหรอก ถึงเจียงอู่จะสมควรตาย แต่ตอนนั้นฉันเองก็ทำผิดกฎของหน่วยงานจริง ฉันลงไม้ลงมือกับเจียงอู่โดยพลการ ถ้าไม่ได้โจวเฉิงกับเบื้องบนช่วยไว้ ฉันคงไม่เพียงถูกบีบให้ออกจากกองทัพหรอก! แต่ถ้าถามว่าฉันรู้สึกเสียใจภายหลังหรือเปล่า ฉันเสียใจมาก ไม่ใช่เสียใจที่ต้องออกจากกองทัพเพราะความวู่วาม แต่เสียใจที่ไม่ได้จัดการกับเจียงอู่ให้ตายไปซะ”


ตอนนั้นเขาถูกโทสะครอบงำ แต่ก็ไม่เคยลืมสถานะของตัวเอง


ดังนั้นเจียงอู่จึงบาดเจ็บแค่พิการ ทว่ายังไม่ถึงตาย


ตอนนี้พอคิดดูแล้ว ตอนนั้นสู้เขาฆ่าเจียงอู่ไปเลยเสียยังดีกว่า ตระกูลเจียงจะได้ไม่มาหาเรื่องทำให้โจวเฉิงเดือดร้อนได้อีก


จู่ๆ พานเป่าหัวก็หันหน้ามาหาเซี่ยเสี่ยวหลาน “น้องสะใภ้เสี่ยวหลาน เธอกับเฉิงจื่อช่วยซื้อขนมปังกลับมาเพิ่มให้ฉันอีกได้ไหม”


โจวเฉิงอ้าปากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


เซี่ยเสี่ยวหลานจับมือเขาแน่น “พี่พานซาน ฉันจะซื้อรสชาติใหม่มาให้ค่ะ มีไส้แยมผลไม้ด้วยนะคะ!”


พูดจบเซี่ยเสี่ยวหลานก็ลากโจวเฉิงออกจากห้องพักทันที


พานเป่าหัวเห็นเจียงเหยียนดูมีท่าทีไม่พอใจ จึงยื่นขนมปังชิ้นสุดท้ายให้เธอ


“โจวเฉิงกับเสี่ยวหลานรักกันหวานชื่น แน่นอนว่าเรื่องบางเรื่องนั้นฝืนใจกันไม่ได้ ถ้าเขาชอบเธอ พวกเธอคงคบกันไปตั้งนานแล้ว เธอควรเปิดใจให้กว้าง ท้องฟ้าและผืนดินกว้างใหญ่ไพศาลมากขนาดไหน ยังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าเรื่องความรักของหนุ่มสาวอีกเยอะ ถ้าเป็นคู่รักกันไม่ได้ก็เป็นเพื่อน หรือไม่ก็เป็นพี่น้องกัน... มนุษย์เราไม่ได้มีความสัมพันธ์แค่รูปแบบเดียวเท่านั้นเสียหน่อย”


เจียงเหยียนบีบขนมปังในมือแน่น ไม่รู้ว่าคำพูดที่หวังเตือนสติของพานเป่าหัวจะเข้าหูเธอบ้างหรือเปล่า


พานเป่าหัวไม่ได้พูดอะไรอีก


พวกเขามีจุดเด่นมากมาย แต่บางครั้งจุดเด่นเหล่านั้นก็สามารถกลายมาเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน


เมื่อไรก็ตามที่พวกเขาตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว ย่อมมีความต้องการอยากปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จให้ได้ และไม่มีทางที่คนนอกจะเข้ามาก้าวก่ายได้สำเร็จ


พานเป่าหัวคิดว่า ตอนนี้เจียงเหยียนกำลังเป็นแบบนั้น


“เจียงเหยียน เธอคิดให้ดี เธอเอาเอกสารให้ฉันแบบนี้แล้ว ฉันย่อมไม่มีทางออมมือให้เจียงอู่ ตระกูลเจียงที่ช่วยกันปกปิดความผิดของเขา ย่อมถูกหางเลขไปด้วย ถึงตอนนั้นเธอจะทำอย่างไร? ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ติดหนี้บุญคุณเธอ แต่เธอจะช่วยฉันก็ควรมีเหตุผล ฉันไม่ใช่พ่อของโจวเฉิง ไม่อาจยกเขาเป็นของขวัญเพื่อตอบแทนบุญคุณให้เธอได้ จริงหรือไม่?”


เจียงเหยียนเงยหน้า


“ก่อนไปที่วิทยาลัยทหารบกฉันคิดมาดีแล้วค่ะ พี่พานซาน ฉันจะไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป”


เฮ้อ ช่างเป็นเด็กสาวที่โง่เขลาจริงๆ


คนโง่เจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วจะชนะได้อย่างไร


พานเป่าหัวรู้สึกเสียดายยิ่งนัก


โลกนี้มีชัยชนะทั้งสองฝ่ายเสียที่ไหน โจวเฉิงวางตัวถูกแล้ว เขาไม่ควรให้ความหวังเจียงเหยียน เจียงเหยียนถึงจะตัดใจได้


-------------------------------


เซี่ยเสี่ยวหลานลากโจวเฉิงออกจากห้อง


“พี่พานซานอยากคุยกับเจียงเหยียน แล้วเธอจะอยู่ในนั้นต่อไปทำไม”


โจวเฉิงลูบเอกสารในกระเป๋าแล้วตอบเซี่ยเสี่ยวหลานออกไปตามตรง “ฉันไม่เชื่อใจเจียงเหยียน หรือพูดได้ว่าฉันไม่เชื่อใจตระกูลเจียง เจียงเหยียนเอาเอกสารฉบับนี้ออกมา มันดูจงใจเกินไป”


เจียงเหยียนช่างน่าสงสารยิ่งนัก


แต่ความสงสารของเซี่ยเสี่ยวหลานใหญ่เท่าเม็ดข้าวเท่านั้น


คนที่อยากแย่งโจวเฉิงไปจากเธอ ทำไมเธอต้องรู้สึกเห็นใจด้วย


ความสงสารจะส่งผลต่อการตัดสินใจ


เจียงอู่ให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัยกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ดังนั้นโจวเฉิงจะรู้สึกระแวงก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว


“เอาเป็นว่าของอยู่ในมือพวกเราแล้ว ตอนนี้พวกเราเป็นฝ่ายคุมเกม จะสืบหรือไม่ จะสืบอย่างไร ขึ้นอยู่กับความเห็นของพี่พานซาน โจวเฉิง ฉันว่าพี่พานซานดูไม่ค่อยกระตือรือร้นกับเรื่องนี้สักเท่าไร...”


ไม่กระตือรือร้นเท่าโจวเฉิงเสียด้วยซ้ำ


ทั้งที่ตามหลักแล้ว นี่คือเรื่องของพานเป่าหัวเองชัดๆ


เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด


โจวเฉิงชะงัก แฟนสาวของเขาช่างสังเกตจริงๆ เพราะเรื่องนี้โจวเฉิงเองก็สงสัยเช่นกัน


วันนั้นตอนอยู่กับพี่พานซานแค่สองคนในห้อง พี่พานซานพูดเปิดอกกับเขาว่า จะได้กลับกองทัพหรือไม่นั้นตระกูลเจียงไม่ใช่ปัญหาใหญ่แม้แต่น้อย โจวเฉิงรู้สึกข้องใจ แต่พี่พานซานก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ


“เธอก็กลัวว่านี่คือแผนการของตระกูลเจียงเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?”


เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ฉันเองก็บอกไม่ถูก เธอรู้จักเจียงเหยียนกับตระกูลเจียงมากกว่าฉัน แต่ถึงอย่างไรถ้าฉันอยากทำลายหลักฐานก็คงทำตั้งแต่แรก ไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสเข้าถึงมัน... แม้แต่แม่ฉันก็ไม่ได้ หากฉันทำเรื่องเลวร้ายแล้วปล่อยให้แม่รู้ มีแต่จะทำให้แม่รู้สึกกังวลไม่ใช่หรือ ดังนั้นอยู่ต่อหน้าแม่ ฉันคงยิ่งระวังตัวมากกว่าเดิม”


ตระกูลเจียงจะปล่อยให้เจียงเหยียนเข้าถึงเอกสารได้อย่างไร?


ลูกสาวที่เลี้ยงมากับมือ พวกเขามีหรือจะไม่รู้นิสัยของเจียงเหยียน


ต่อให้เจียงเหยียนไม่ขายครอบครัว แต่หากปล่อยให้เธอรู้ว่าเจียงอู่ทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ แน่นอนว่าย่อมกระทบกับความสัมพันธ์ของคนในตระกูล


“เธอสงสัยว่านี่จะเป็นกับดักสินะ แต่เธอก็ยังอุตส่าห์เรียกให้เจียงเหยียนเอาของมาให้ที่เผิงเฉิง?”


เซี่ยเสี่ยวหลานมองค้อนใส่เขา “ก็ใช่น่ะสิ พอของอยู่ในมือเรา เราจะอยากใช้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพวกเรา! แต่ถ้าของยังอยู่ในมือเจียงเหยียน เจียงเหยียนคงใช้มันเป็นเหยื่อล่อเพื่อเข้าใกล้เธอไม่หยุด เพราะเจียงเหยียนรู้จักเธอดี รู้ว่าเธอรักพวกพ้อง หากเป็นเรื่องของพี่พานซานเธอจะต้องสนใจแน่...”


บรรยากาศตึงเครียดเมื่อสักครู่ถูกเซี่ยเสี่ยวหลานทำลายไปจนหมดสิ้น


โจวเฉิงอดขำไม่ได้ “ขนมปังไส้แยมผลไม้ที่เธอจะซื้อไปให้พี่พานซานคงเปรี้ยวน่าดูสินะ?”


ฮึ ผู้หญิงคนไหนบ้างไม่ขี้หึง?


เธอหึงแล้วมันแปลกตรงไหน!



ตอนที่ 969: ค่าจ้างสัปดาห์ละ 500ดอลลาร์



เซี่ยเสี่ยวหลานลากโจวเฉิงไปซื้อขนมปังด้วยฝีเท้าอันหนักอึ้ง


เจียงเหยียนเจอกับพานเป่าหัวแล้ว เช่นนั้นวันหยุดของโจวเฉิงก็คงใกล้สิ้นสุดลงแล้วสินะ


ถ้าเจียงเหยียนกลับวิทยาลัย โจวเฉิงก็ต้องกลับทางเดียวกับเธอใช่หรือไม่?


การรู้ว่าพวกเขามีโอกาสเจอกันในวิทยาลัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากไม่เห็นย่อมไม่คิดมาก แต่พออยู่ในสายตาเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก


“เธอห้ามกลับพร้อมเจียงเหยียนนะ ไม่อย่างนั้นเขาคงเหมือนออกมาเที่ยวกับเธอ”


“ได้ ฉันจะไม่กลับพร้อมเขา”


เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำ “จะกลับไปด้วยกันก็ได้ แต่ต้องพาฉันไปด้วย ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ฉันจะไปส่งเธอกลับวิทยาลัย”


เหมือนตอนที่เธอกับโจวเฉิงเดินเที่ยวในสือเจียจวง ถ้าเจียงเหยียนอยากเดินตามติดทุกฝีก้าว เซี่ยเสี่ยวหลานรับรองได้เลยว่าจะทำให้อีกฝ่ายอิจฉาจนอกแตกตายแน่นอน


“เธอไม่มีงานที่เผิงเฉิงแล้วหรือ?”


“มีสิ เธอคงไม่รู้สินะว่าฉันอยากทำธุรกิจใหม่... แต่เงินน่ะหาเมื่อไรก็ได้ อยู่กับเธอก็สำคัญมากเหมือนกัน”


เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอย่างไม่คิดอะไรมาก แต่โจวเฉิงกลับรู้สึกปลื้มใจเหลือเกิน


ต่อให้หัวใจเซี่ยเสี่ยวหลานจะทำมาจากก้อนหิน แต่เขานั้นคอยประคบประหงมมาตลอดสองปีก็คงต้องมีใจอ่อนกันบ้าง ไม่ง่ายเลยจริงๆ ในหัวใจของเสี่ยวหลาน เขามาก่อนการหาเงินแล้วหรือนี่!


โจวเฉิงจูงมือเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นไปชั้นบนของโรงแรม ห่างไปไม่ไกล ชาวต่างชาติคนหนึ่งกำลังขยี้ตาของตัวเองอยู่


“อัลเลน นั่นคือคุณเซี่ยใช่หรือเปล่า”


“ท่านครับ ท่านก็รู้ว่าพออายุมากขึ้นสายตาของผมก็แย่ลง... แต่ดูแล้วน่าจะใช่นะครับ เพราะคุณเซี่ยเป็นคนสวยมาก”


ชาวจีนส่วนใหญ่โครงหน้าแบนราบ ทำให้อัลเลนจดจำใบหน้าได้ยาก เพราะทุกคนหน้าตาคล้ายกันหมด


แต่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นสวยจนทำให้อัลเลนจำได้ขึ้นใจ


แสดงว่าหลังบังเอิญเจอกันที่ภัตตาคารอาหารฝรั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน คุณเซี่ยคนที่ไม่ได้ติดต่อแฮร์รอดส์มาเลย ทำตัวเงียบหายไปจากเผิงเฉิงอย่างไร้ร่องรอยคนนั้น เมื่อสักครู่เพิ่งเดินจูงมือกับหนุ่มชาวจีนขึ้นห้องไปอย่างนั้นหรือ?


เฮ้อ


คุณแฮร์รอดส์เพิ่งถูกหมางเมินอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้เป็นครั้งแรกสินะ


อัลเลนคิดไปไกล แต่สีหน้าของเขากลับเรียบเฉย และยังคงรักษามารยาทของพ่อบ้านที่ดีเอาไว้ได้


แฮร์รอดส์ถอนสายตากลับมา แล้วปรายตามองพ่อบ้านของตน


“ฉันรู้ว่านายอยากหัวเราะ หัวเราะออกมาเถอะอัลเลน ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”


“ท่านเข้าใจผิดแล้วครับ ความจริงผมสงสัยว่าบางทีคุณเซี่ยอาจจะทิ้งเบอร์ติดต่อของท่านไปแล้ว ในเมื่อได้เจอกันอีกครั้ง ท่านควรเข้าไปทักทายเธอสักหน่อยนะครับ”


“ไม่จำเป็น”


เขาเพียงรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนน่าสนใจ เลยอยากสานสัมพันธ์อันดีสักครั้งที่ประเทศจีน


แต่เขาคือใคร?


เขาคือแฮร์รอดส์ วิลสัน!


ไม่ใช่คนโง่ที่ขาดผู้หญิงไม่ได้แบบจอร์จ


“จอร์จซื้อบริษัทตกแต่งภายในHK ดูท่าคงคิดที่จะอยู่เผิงเฉิงไม่ไปไหน แถมยังอยากให้ฉันยกสนามกอล์ฟให้เขาดูแลอีก ท่าทางเขาคงอยู่จีนนานเกินไปสินะถึงได้ถูกวัฒนธรรมของจีนล้างสมองไปแล้วแบบนี้”


“ใช่ครับ ชาวจีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของเครือญาติมาก”


ที่อเมริกา ลูกบรรลุนิติภาวะเมื่อไรจะใช้ชีวิตแยกกับพ่อแม่ทันที ถ้าอยู่กันคนละมลรัฐ ปีหนึ่งอาจจะไม่ได้เจอหน้ากันสักครั้งก็เป็นได้


ทว่าที่ประเทศจีน คนที่แต่งงานมีลูกแล้วยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับพ่อแม่เสียด้วยซ้ำ


นอกจากพ่อแม่แล้ว ยังมีลุงป้าน้าอาที่พักอาศัยอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกันอีก


ชาวจีนมีเครือญาติหลายสิบคน เรื่องนี้แม้แต่พ่อบ้านอย่างอัลเลนก็รู้สึกหวาดกลัว


พ่อแม่จำเป็นต้องดูแลลูกหลาน คนเป็นอาต้องช่วยสนับสนุนหลานชาย... วัฒนธรรมเหล่านี้ช่างน่ากลัวจริงๆ!


คุณแฮร์รอดส์พูดถูก จอร์จถูกวัฒนธรรมจีนล้างสมองไปแล้ว ถึงได้คิดอย่างไร้เดียงสาว่า ที่แฮร์รอดส์มาลงทุนในเผิงเฉิงคือโอกาสของเขา


ยกโครงการสนามกอล์ฟเผิงเฉิงให้จอร์จดูแล?


อัลเลนปิดปากสนิท เรื่องนี้เขาไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น แต่เขาอยากหัวเราะให้กับความไร้เดียงสาของจอร์จเหลือเกิน


จอร์จจะสร้างประโยชน์อะไรได้?


ดีไม่ดีเขาคงแค่อยากสร้างเรื่องเดือดร้อนให้กับนายกเทศมนตรีของเขตเศรษฐกิจพิเศษมากกว่าน่ะสิ


ด้วยสภาพสังคมแบบประเทศจีน พฤติกรรมไร้สมองเช่นนี้คือการทิ้งโอกาสทำกำไร


แฮร์รอดส์บ่นเรื่องหลานชายจอมโง่เขลาเสร็จก็เปลี่ยนมาคิดเรื่องงานทันที


เวลาครึ่งเดือนหลังยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงให้กับทางรัฐบาลของเผิงเฉิงเรียบร้อยแล้ว นับว่านี่เป็นศึกระยะยาวของเขาเลยทีเดียว จนถึงตอนนี้ ในที่สุดเขาก็ใกล้จะได้รับชัยชนะอย่างเต็มที่ ที่ดินจำนวน2,500กว่าไร่บริเวณรอบนอกเซียงมี่หู แฮร์รอดส์เล็งเห็นคุณค่าของมันอย่างชัดเจน


“ไปเถอะ วันนี้เรายังต้องนัดเจอกับเผิงอีก”


เผิงคือเลขาของนายกเทศมนตรี เป็น ‘พ่อบ้าน’ ข้างกายนายกเทศมนตรี เปรียบเสมือนอัลเลนที่ทำงานกับเขา มีอำนาจในการประสานงานกับบุคคลภายนอกแทนนายกเทศมนตรี


นายกเทศมนตรีไม่ได้ดูแลแค่งานโครงการสนามกอล์ฟของเขา แน่นอนว่าแฮร์รอดส์รู้ดีว่าการลงทุนของเขา หลักๆแล้วผู้รับผิดชอบคือเผิง


เลขาเผิงเป็นมิตรกับเขามาโดยตลอด เหมือนที่แฮร์รอดส์รู้มา หากมีเงินดอลลาร์ก้อนโตในมือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในประเทศจีนก็จะสามารถทำอะไรก็ได้


อย่างไรก็ตามที่เลขาเผิงดูเป็นมิตรมาก สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะจี้เจียงหยวน


แฮร์รอดส์ไล่จอร์จกับจี้หย่าไปก็เพราะจี้เจียงหยวนเช่นกัน


หลังจี้เจียงหยวนยอมรับความจริงได้ว่าที่แฮร์รอดส์ยอมให้เขาติดตามเป็นเพราะสถานะของเขา จี้เจียงหยวนก็เสนอตัวว่าอยากช่วยงาน คนหนุ่มไม่โง่เขลา งานที่แฮร์รอดส์ให้จี้เจียงหยวนจัดการ เขาทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว


เด็กหนุ่มที่เข้าใจวัฒนธรรมของอเมริกา และมีประวัติความเป็นมาในประเทศจีน ความจริงแล้วเหมาะกับการดูแลกิจการของแฮร์รอดส์ที่จีนเป็นอย่างมาก


ถ้าจี้เจียงหยวนอายุมากกว่านี้สักหน่อยเขาคงเหมาะสมยิ่งกว่านี้


ระหว่างนั่งรถไปเทศบาลเมือง แฮร์รอดส์ถามจี้เจียงหยวนว่า


“เธอยินดียอมรับงานพิเศษที่ฉันเสนอให้ไหม ค่าแรงสัปดาห์ละ500ดอลลาร์ ภาระงานไม่ได้มากมายอะไร ฉันเพียงต้องการให้เธอไปกลับระหว่างเผิงเฉิงกับปักกิ่งในช่วงสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตามฉันรู้ว่าการเรียนของเด็กมหาลัยนั้นกดดันไม่น้อย แต่เธอก็ลองพิจารณาดูแล้วกัน”


ค่าแรงสัปดาห์ละ500ดอลลาร์


หนึ่งปีจะได้เงิน26,000ดอลลาร์


ความจริงแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องทำงานแค่สองวันเท่านั้น


ต่อให้อยู่อเมริกา ก่อนเรียนจบปริญญาตรีจี้เจียงหยวนก็ไม่อาจหางานพิเศษที่เงินดีขนาดนี้ได้


“ผมต้องทำอะไรบ้างครับ”


จี้เจียงหยวนสงสัยว่า เงินก้อนนี้แฮร์รอดส์อยากใช้เพื่อซื้อใจพ่อของเขา มันคือการติดสินบนทางอ้อมหรือเปล่า?


“ทำงานคล้ายกับที่เธอทำตอนนี้ พวกเราจำเป็นต้องมีคนคอยประสานงานระหว่างทางเรากับรัฐบาลท้องถิ่น เธอเป็นคนจีน ย่อมมีความสามารถที่จะทำงานนี้”


การลงทุนไม่ใช่การซื้อขายขาดในครั้งเดียว ดังนั้นเงินจำนวนสองหมื่นกว่าดอลลาร์ต่อปีจึงไม่ใช่การติดสินบนแต่อย่างใด


แต่ถ้ามีจี้เจียงหยวนเป็นตัวช่วยทำให้ทุกอย่างราบรื่นขึ้น แฮร์รอดส์คิดว่ามันเป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่ามากทีเดียว


“ผมไม่ทำเรื่องที่ผิดกฎหมาย คุณแฮร์รอดส์ยอมรับได้ไหมครับ”


“จี้ ฉันเป็นนักธุรกิจที่เคารพกฎหมาย ฉันแค่อยากทำกำไรจากประเทศจีนเท่านั้น การที่เธอมีเพื่อนเป็นเจ้าแม่มาเฟีย เธอก็ไม่ควรพาลมาสงสัยฉันด้วย”


จี้เจียงหยวนชะงัก เขาอยากบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ใช่มาเฟีย แต่พอคิดดูแล้วแฮร์รอดส์เป็นว่าที่เจ้านายของเขา เขาไม่จำเป็นต้องต่อปากต่อคำเพื่อเอาชนะ


“ผมตกลง”


ทำงานพิเศษในโครงการของแฮร์รอดส์ ได้ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์มากกว่างานเป็นเพื่อนเที่ยวระดับวีไอพีของจอร์จเสียอีก


แน่นอนว่าเงินค่าแรงของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน


สัปดาห์หนึ่งทำงานสองวัน ค่าแรงต่อวันคือ250ดอลลาร์ คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการแล้ว เงินเดือนของเขาจะมีจำนวนสูงถึง6,000หยวน


หักค่าเครื่องบินไปกลับปักกิ่งถึงหยางเฉิง รวมถึงค่ากินค่าอยู่ช่วงสุดสัปดาห์ รายได้ต่อเดือนของจี้เจียงหยวนจะเหลืออยู่จำนวน4,000หยวนขึ้นไป!


พอคิดถึงภาระหนี้ของตัวเองแล้ว ตอนลงจากรถจี้เจียงหยวนจึงเน้นย้ำอีกครั้งว่า


“คุณแฮร์รอดส์ ผมขอเงินเดือนเป็นดอลลาร์สหรัฐนะครับ”


อัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับอัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดทั่วไปนั้นแตกต่างกันมาก จี้เจียงหยวนเรียนเศรษฐศาสตร์มา ดังนั้นเขาจะละเลยเรื่องนี้ได้อย่างไร!


ต้องขอบคุณความใจกว้างของแฮร์รอดส์ วิลสัน งานพิเศษเพียงงานเดียวนี้ หากเขาทำไปจนถึงเรียนจบปริญญาตรีคงสามารถจ่ายหนี้คืนแม่ได้ทั้งหมดแน่นอน



ตอนที่ 970: ปีกผีเสื้อ



ศึกระยะยาวตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา


แฮร์รอดส์ใช้เงินดอลลาร์เป็นใบเบิกทาง จนเขาสามารถไล่คู่แข่งที่มีความคิดอยากทำสนามกอล์ฟเช่นเดียวกันออกจากสนามรบได้สำเร็จ


และอีกฝ่ายไม่อาจคิดบัญชีกับแฮร์รอดส์ได้ เพราะแฮร์รอดส์เป็นชาวต่างชาติ


อย่าให้พูดเลยว่าคนเหล่านั้นรู้สึกอัดอั้นมากแค่ไหน


แต่ก็เหมือนที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอก บัญชีทดสอบระบบที่ไม่ต้องจ่ายเงินเติมเกม แม้จะสามารถเอาชนะผู้เล่นเติมเงินหยวนทั่วไปได้ แต่คงเอาชนะผู้เล่นที่เติมเงินดอลลาร์ระดับวีไอพีไม่ได้ การลงทุนครั้งนี้ใช้งบประมาณหลายสิบล้านดอลลาร์ ดังนั้นต่อให้คู่แข่งมีเส้นสายในรัฐบาลท้องถิ่นมากแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้อยู่ดี!


ในปี1985 ไม่ว่าเมืองไหนก็ไม่อาจปฏิเสธเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ได้


หลายสิบล้านดอลลาร์สามารถสร้างโรงแรมเกรทวอลล์ได้อีกแห่ง


โรงแรมเกรทวอลล์มีห้องพักหนึ่งพันกว่าห้อง แน่นอนว่าห้องพักเหล่านี้สามารถสร้างงานให้กับผู้คนได้เป็นจำนวนมาก!


เลขาเผิงมองหนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุนของแฮร์รอดส์แล้วถอนหายใจ


“ถ้าเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ถูกนำไปลงทุนสร้างโรงงานคงจะดีกว่านี้”


โรงงานเป็นอุตสาหกรรมการผลิต และประเทศจีนขาดแคลนทุกอย่าง ยกเว้นแรงงาน


โรงงานมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ อย่างน้อยคงต้องใช้คนงานจำนวนหลายล้านคน สามารถสร้างงานให้กับผู้คนมากมาย และยังต้องจ่ายเงินภาษีจากมูลค่าการผลิตให้กับรัฐบาลท้องถิ่นอีกด้วย ขณะที่สนามกอล์ฟนั้น ทางรัฐบาลท้องถิ่นนอกจากได้เงินจากการขายที่ดินแล้วควรสร้างรายได้เพิ่มจากตรงไหน ยังเป็นปัญหาที่ต้องขบคิดกันต่อไป


“เลขาเผิง พวกคุณวิลสันมาถึงแล้วครับ”


เลขาเผิงลุกขึ้นทันที “รีบเชิญไปที่ห้องประชุม”


ทางพวกเขาเองก็จ้างล่ามมาด้วยเช่นกัน เพราะมิอาจเชื่อใจล่ามของชาวต่างชาติได้ทั้งหมด แม้คนที่รับหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาช่วงนี้จะเป็นจี้เจียงหยวนก็ตาม


ความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดระหว่างสองพ่อลูกทำให้เลขาเผิงรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก เทศบาลเมืองแทบไม่มีคนรู้ว่าจี้เจียงหยวนเป็นลูกชายของทังหงเอิน เนื่องจากพวกเขาใช้คนละแซ่ แถมหน้าตาก็ไม่เหมือนกันอีกต่างหาก เพราะจี้เจียงหยวนเหมือนคนตระกูลจี้มากกว่า


พอคิดถึงอดีตภรรยาของนายกทังแล้ว สมองของเลขาเผิงก็แทบจะระเบิดเสียให้ได้


ไม่รู้ว่าหัวหน้าทนไหวได้อย่างไร หากให้เลขาเผิงใช้ชีวิตร่วมกับจี้หย่าสักปี... เลขาเผิงคิดว่าตนอาจจะเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ พอเอามาเทียบกันแล้วก็ไม่แปลกที่รสนิยมของนายกทังจะเปลี่ยนไป ปัจจุบันเขาอยากมีคู่ชีวิตเหมือนสหายหลิวเฟิน เพราะสหายหลิวเฟินเป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจนั่นเอง!


เลขาเผิงพยายามไล่ความคิดที่ฟุ้งซ่านออกจากหัว วันนี้เขาต้องฟังแผนการลงทุนของแฮร์รอดส์ ดังนั้นเขาจำเป็นต้องรวบรวมสมาธิให้จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า


แฮร์รอดส์มาถึงแล้ว


เขาจับมือกับเลขาเผิง ด้านหลังมีคนตามมาด้วยหลายคน จากนั้นพวกเขาทยอยกันเดินเข้าห้องประชุมก่อนนั่งประจำที่ของตัวเอง


เลขาเผิงตัดเข้าประเด็นหลักทันที


“คุณวิลสัน ทางเทศบาลเมืองได้ทำการเปิดประชุมเพื่อปรึกษาหารือกันแล้ว เบื้องต้นทางเรายินดีมอบพื้นที่จำนวน2,500ไร่บริเวณรอบเซียงมี่หูให้คุณเช่า แต่ราคาของที่ดินยังต้องหาข้อสรุปกันอีกครั้ง โดยที่ดินจำนวน1,900ไร่จะถูกใช้เป็นพื้นที่การกีฬา ระยะเวลาให้เช่าคือ30ปี ส่วนอีก600ไร่ที่เหลือจะถูกใช้สำหรับก่อสร้างอาคาร ระยะเวลาเช่าคือ50ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ทางเทศบาลเมืองจะจ่ายค่าชดเชยให้อย่างเหมาะสม หลังจากนั้นเทศบาลเมืองจะมีสิทธิ์ยึดคืนที่ดินที่ปล่อยให้พวกคุณเช่ายืมชั่วคราวกลับคืนมา และถ้าคุณอยากขยายระยะเวลาการเช่าที่ดินจะต้องเจรจากับทางเทศบาลเมืองใหม่อีกครั้ง โดยอ้างอิงราคาที่ดินของท้องตลาดในช่วงเวลานั้น”


แฮร์รอดส์ฟังคำแปลจากจี้เจียงหยวนจบก็มีข้อสงสัยขึ้นมาทันที


“นี่ไม่ค่อยเหมือนกับเนื้อหาในหนังสือแสดงเจตจำนงการลงทุนที่ผมยื่นให้กับทางเทศบาลเมืองตั้งแต่แรกสักเท่าไร ระยะเวลาการใช้งานพื้นที่สำหรับการกีฬาคือ30ปีเท่านั้นเองหรือ? เลขาเผิง ดูท่าทางเทศบาลเมืองจะยังไม่ได้แสดงความจริงใจสักเท่าไรเลยนะครับ”


เลขาเผิงฟังออกแค่บางคำเท่านั้น


เขายังต้องรอล่ามแปลเนื้อความทั้งหมดให้ชัดเจน แต่เลขาเผิงรับรู้ได้ถึงแรงกดดันที่อีกฝ่ายส่งมาให้


เลขาเผิงเองก็กลัวว่าตนเองจะทำโครงการนี้ล่ม เงินลงทุนรวมหลายสิบล้านดอลลาร์ หากเผิงเฉิงคว้ามาได้ก็จะกลายเป็นผลงานของหัวหน้า และเป็นผลงานของผู้รับผิดชอบอย่างเขาด้วยเช่นกัน


แต่หลังได้คุยกับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว เลขาเผิงจึงคิดและกล่าวไปตามนั้น


ปัจจุบันคือปี1985 《ข้อบังคับชั่วคราวการถือครองและการโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ใช้สอยที่ดินภายในประเทศ》ต้องรอให้ถึงปี1990 ก่อนจึงจะประกาศใช้ แม้เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ก็ได้นำสิ่งที่ตนรู้มาปรึกษากับเลขาเผิงแล้ว


หลังกลับจากเจียงเฉิง ทังหงเอินได้เคยเรียกเซี่ยเสี่ยวหลานมาพูดคุยเป็นการส่วนตัว


และพอวันรุ่งขึ้น ทังหงเอินก็ได้เสนอ《ข้อบังคับชั่วคราวการถือครองและการโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ใช้สอยที่ดินภายในเผิงเฉิง》ในที่ประชุมเทศบาลเมือง โดยมีเนื้อความเป็นไปตามข้อบังคับที่เซี่ยเสี่ยวหลานรับรู้มาจากชาติที่แล้ว


การพัฒนาของเผิงเฉิงก้าวนำเมืองอื่นของประเทศ


ที่ดินของรัฐห้ามทำการซื้อขาย เงื่อนไขนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเช่นนั้นก็ทำได้เพียง ‘ปล่อยเช่า’ เท่านั้น


แต่การเซ็นสัญญา ‘เช่า’ ก่อนหน้านี้กำหนดระยะเวลาไม่ตายตัว ดังนั้นทังหงเอินจึงคิดว่าควรจัดระเบียบมันให้มีระยะเวลาที่แน่นอนเสียก่อน


เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเสนอความเห็นตามสิ่งที่ตนจำได้จากชาติที่แล้ว หลังจากนั้นทังหงเอินก็นำเรื่องนี้เข้าปรึกษาในที่ประชุม สุดท้ายก็สรุปข้อบังคับการใช้สอยที่ดินของเผิงเฉิงได้ดังนี้


ที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัย ระยะเวลาเช่าคือ70ปี


ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม ระยะเวลาเช่าคือ50ปี


ที่ดินเพื่อการศึกษา เทคโนโลยี วัฒนธรรม สาธารณสุข และการกีฬา ระยะเวลาเช่าคือ50ปี


ที่ดินเพื่อภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และสันทนาการ ระยะเวลาเช่าคือ40ปี


ที่ดินเพื่อการใช้สอยภาครวมและเพื่อประโยชน์ด้านอื่น ระยะเวลาเช่าคือ50ปี


ทั้งหมดนี้คือระยะเวลาเช่าสูงสุด สามารถลดได้แต่เพิ่มไม่ได้


เบื้องต้น ข้อบังคับฉบับนี้ของเผิงเฉิงก็คือฉบับลอกเลียนข้อบังคับที่ถูกบังคับใช้ทั่วประเทศในปี1990 ปีกผีเสื้อของเซี่ยเสี่ยวหลานสั่นไหว ทำให้ข้อบังคับนี้ถูกประกาศใช้ก่อนเวลาที่ควรเป็น


ผลกระทบที่ตามมาจะเป็นเช่นไรคงไม่อาจบอกได้ แต่ปัจจุบันสิ่งที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือการลงทุนของแฮร์รอดส์


ข้อเสนอที่เขายื่นให้กับทางเทศบาลเมืองตอนแรกคือ เขาจะขอเช่าที่ดิน2,500ไร่บริเวณโดยรอบเซียงมี่หูเป็นระยะเวลา60ปี ไม่ว่าจะเป็นส่วนสนามกอล์ฟหรือที่อยู่อาศัย โดยระยะเวลาการเช่าที่ดินจะใช้กำหนดการเดียวกัน


หากไม่มีสนามกอล์ฟ โครงการที่อยู่อาศัยย่อมดำเนินต่อไปไม่ได้ แล้วสนามกอล์ฟหมดระยะเวลาเช่าก่อนที่อยู่อาศัยเช่นนี้เขาจะยอมรับได้อย่างไร?


สีหน้าของแฮร์รอดส์ไม่สู้ดีนัก


เลขาเผิงเองก็พยายามเก็บอารมณ์ ไม่แสดงให้แฮร์รอดส์เห็นว่าเขานั้นร้อนใจยิ่งกว่า


“เรื่องนี้ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่คุณครับ ความจริงแล้วในอนาคตที่ดินของเผิงเฉิงจะใช้ข้อบังคับนี้ทั้งหมด”


เลขาเผิงแอบเสริมในใจว่า อย่างน้อยช่วงที่นายกทังยังคงดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ข้อบังคับนี้จะไม่ถูกยกเลิกอย่างแน่นอน


แฮร์รอดส์มองหน้าจี้เจียงหยวน จี้เจียงหยวนเองก็ไม่รู้เรื่องข้อบังคับนี้มาก่อนเช่นกัน


การเจรจาครั้งนี้จบลงอย่างไม่ค่อยเบิกบานใจนัก


เลขาเผิงเห็นแฮร์รอดส์พาคนกลับไปแล้ว อย่างไรก็ตามเขาคงไม่อาจเรียกอีกฝ่ายให้กลับมาอีกครั้ง นายกทังเพิ่งทำให้ทางสภาเมืองอนุมัติข้อบังคับชั่วคราวฉบับนี้ ดังนั้นเขาคงไม่อาจหักหน้าตัวเองเพื่อเหนี่ยวรั้งการลงทุนของแฮร์รอดส์ได้


ไม่ควรยอมถอยให้เร็วขนาดนั้น


คำแนะนำที่เซี่ยเสี่ยวหลานให้กับหัวหน้านั้นถูกต้อง หากไร้ระเบียบแบบแผน ไม่กำหนดอำนาจการใช้สอยที่ดินอย่างเป็นระบบ อนาคตคงวุ่นวายอย่างแน่นอน


แน่นอนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้คิดเผื่อตัวเองไว้แล้วด้วยเช่นกัน เพราะถ้าจัดระเบียบอำนาจการใช้สอยที่ดินของเผิงเฉิงแล้ว อีกหน่อยหากเธอต้องการเช่าที่ดิน ขอแค่ทำตามกฎระเบียบอย่างถูกต้อง ไม่ว่าใครก็จับผิดเธอไม่ได้


เลขาเผิงพึมพำ “ฉลาดอย่างกับลิง!”


เลขาเผิงรู้สึกกลุ้มใจยิ่งนัก ถ้าเจรจาการลงทุนกับแฮร์รอดส์ไม่สำเร็จ คงส่งผลกระทบกับนายกทังเป็นแน่ และแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับเขามากเช่นกัน


ลิงเซี่ย... ไม่สิ เซี่ยเสี่ยวหลานทายถูก เวลานี้เลขาเผิงกำลังจะไปรับตำแหน่งประจำเขต


ตอนนี้ทางเผิงเฉิงได้จัดตั้งสำนักงานสาขาขึ้นมาสี่แห่ง ได้แก่ หลัวหู ซั่งปู้ หนานโถ่ว และซาโถวเจี่ยว ซึ่งถือเป็นหน่วยงานระดับอำเภอของเทศบาลเมือง หนึ่งในนั้น สำนักงานเขตซั่งปู้มีหน้าที่ดูแลตั้งแต่ถนนหงหลิ่งฝั่งตะวันตกมาจนถึงวัดเชอกงฝั่งตะวันออก โดยมีสำนักงานท้องถิ่นซั่งปู้และฝูเถียนอยู่ภายใต้การกำกับการณ์


และเซียงมี่หูเองก็อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนด้วยเช่นกัน


ปัจจุบันแฮร์รอดส์ต้องการสร้างสนามกอล์ฟใกล้เซียงมี่หู โดยเทศบาลเมืองได้วางแผนจะทำการพัฒนาเขตพื้นที่ใหม่ที่ฝูเถียน ซึ่งแผนงานนี้ได้ถูกนำเสนอให้กับเบื้องบนได้รับทราบเรียบร้อยแล้ว และสถานที่ที่เลขาเผิงจะต้องไปรับตำแหน่งก็คือเขตฝูเถียนที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการนั่นเอง!




จบตอน

Comments