ตอนที่ 971: ออกจากที่ลับสู่ที่แจ้ง
แผนการเหล่านี้ของทางเทศบาลเมือง ก่อนประกาศอย่างเป็นทางการ รายละเอียดส่วนใหญ่จำต้องเก็บเป็นความลับ
ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้เข้าคงตัวสั่นไปหลายนาทีอย่างแน่นอน
การกระพือปีกผีเสื้อของเธอครั้งนี้ ทำให้ข้อบังคับการใช้ที่ดินถูกประกาศใช้ก่อนเวลา และเขตฝูเถียนก็มีแนวโน้มว่าจะผ่านการอนุมัติเร็วขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น
จะว่าไปก็บังเอิญยิ่งนัก《ข้อบังคับชั่วคราวการถือครองและการโอนถ่ายกรรมสิทธิ์ใช้สอยที่ดินภายในประเทศ》กับการก่อตั้งเขตฝูเถียนของเผิงเฉิง ชาติที่แล้วของเซี่ยเสี่ยวหลานล้วนเกิดขึ้นในปีเดียวกันคือปี1990
เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี1995 เรียนจบปี1999 จากนั้นก็เดินทางมาทำงานที่เผิงเฉิงหลังปี2000
ตอนเธอมาถึงเผิงเฉิง เขตฝูเถียนได้ก่อตั้งมานานแล้ว จะมีใครสนใจเล่าว่าเขตฝูเถียนก่อตั้งขึ้นในปีไหน?
ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่ได้ทำงานที่เทศบาลเมือง
เธอเรียกว่าเขตฝูเถียนด้วยความเคยชิน แต่ความจริงแล้วตอนนี้ผู้คนยังคงเรียกว่าสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน
แน่นอนว่าต่อให้รู้ว่าตนทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปนิดหน่อย เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงไม่ตื่นตระหนกมากนัก
ตัวสั่นไม่กี่นาที จากนั้นควรทำอะไรก็ทำไป เธอคนเดียวคงไม่ส่งผลกระทบต่อประวัติศาสตร์มากมายขนาดนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจจะทำให้ประเทศพัฒนาอย่างไรก็ยังคงเป็นไปตามแผนการเดิม เธอแค่สนิทกับทังหงเอิน และทังหงเอินก็บังเอิญเป็นนายกเทศมนตรีของเผิงเฉิงพอดี จึงทำให้หลายๆเรื่องของเผิงเฉิงเกิดขึ้นก่อนเวลาสักปีสองปีก็เท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานเรียกเจียงเหยียนจากสือเจียจวงมาด่าถึงเผิงเฉิงได้ ดังนั้นเวลานี้เธอย่อมกำลังอารมณ์ดี
พานเป่าหัวคุยอะไรกับเจียงเหยียนบ้างเซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้ แต่ตอนเธอกับโจวเฉิงกลับมาถึงห้องพัก เจียงเหยียนดูกลุ้มใจอยู่ไม่น้อย
พอเห็นโจวเฉิง เธอก็กัดฟันขอโทษ
“โจวเฉิง ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ยังไม่เข้าใจการเลือกคู่ครองของนายอยู่ดี แต่ฉันจะเคารพการตัดสินใจของนาย ต่อไปฉันจะไม่แสดงความเห็นเรื่องความสัมพันธ์ของนายต่อหน้านายอีก”
โจวเฉิงคิดในใจ ความเห็นของเธอฉันไม่คิดจะฟังอยู่แล้ว
แต่หากเจียงเหยียนคิดได้เช่นนี้ก็ดี
เอกสารเป็นของจริงหรือปลอมตอนนี้ยังไม่อาจรู้ได้ แต่ท่าทีของเจียงเหยียนดูเหมือนอยากคืนดีกับพวกเขาจริงๆ
ต่อไปโจวเฉิงคงทำเหมือนเจียงเหยียนเป็นอากาศธาตุไม่ได้อีกแล้ว
เรื่องนี้เขาเคยปรึกษากับเสี่ยวหลาน เสี่ยวหลานเองก็เข้าใจในจุดนี้ ขอเพียงเวลาที่เขาคุยกับเจียงเหยียน เขาไม่ทำอะไรให้เจียงเหยียนเข้าใจผิดก็พอ
เพื่อนก็คือเพื่อน คนรักก็คือคนรัก สถานะที่ไม่เหมือนกันย่อมมีขอบเขตที่แตกต่างกันไป
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ชอบเจียงเหยียน แต่เธอไม่ได้เผด็จการถึงขนาดอยากขับไล่เพศตรงข้ามทุกคนที่อยู่รอบกายโจวเฉิงออกไป
เจียงเหยียนรู้จักโจวเฉิงและพานเป่าหัวก่อนเธอ นี่คือเรื่องจริง
“เธอเข้าใจหรือไม่ก็แล้วแต่ แค่เคารพกันก็พอ”
โจวเฉิงพูดจบ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ปรบมือขึ้นมาด้วยท่าทางดีใจ “แสดงว่าตอนนี้พวกเธอกลับมาเป็นเพื่อนกันแล้วหรือ เจียงเหยียน ยินดีต้อนรับการออกจากที่ลับสู่ที่แจ้ง กลับมาอยู่ในป้อมปราการแห่งความยุติธรรมอีกครั้ง”
เจียงเหยียนไม่สนใจเธอสักนิด พานเป่าหัวจึงกระแอมขึ้นมาเล็กน้อย เจียงเหยียนถึงพยักหน้าให้เซี่ยเสี่ยวหลานอย่างขอไปที
ยังจะทำท่าไม่เต็มใจอีก
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ขี้เกียจจะใส่ใจเธอเหมือนกัน
“พี่พานซาน โจวเฉิงต้องกลับวิทยาลัยแล้วค่ะ ฉันเดาว่าพี่เองก็คงไม่อยู่เผิงเฉิงต่อ ตอนนี้พวกคังเหว่ยอยู่เผิงเฉิงพอดี พวกเรานัดกินข้าวกันสักมื้อดีไหมคะ”
พานเป่าหัวลังเลเล็กน้อย พอคิดได้ว่าเขาเดินทางจากเซี่ยงไฮ้มาที่เผิงเฉิง คนที่รู้จักก็คงรู้ข่าวกันหมดแล้ว พานเป่าหัวจึงไม่กังวลอีกต่อไป
“ได้สิ กินข้าวด้วยกันสักมื้อ มื้อนี้พี่พานซานคนนี้จะเป็นคนเลี้ยงเอง! เสี่ยวหลาน เธอคุ้นเคยกับเผิงเฉิงดี จะกินที่ไหนอย่างไรเธอจัดการได้เลย คิดเสียว่าช่วยฉันก็แล้วกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
อาหารมื้อนี้เธอได้เรียกทุกคนที่อยู่เผิงเฉิงมาอย่างพร้อมหน้า ทั้งหลิวหย่ง เส้ากวงหรง และคังเหว่ย พอได้ยินว่าพี่พานซานจะเลี้ยงข้าว ไป๋เจินจูก็ถามว่าเธอสามารถมาด้วยได้หรือไม่
ไป๋เจินจูเคารพและชื่นชมคนแข็งแกร่งอย่างพานเป่าหัวเป็นอย่างมาก
ถ้ามีโอกาสเธออยากประลองฝีมือกับพานเป่าหัวดูสักครั้ง
นี่คือคำพูดของเธอ “พี่ใหญ่ฉันเก่งกว่าฉัน แต่พี่พานซานสามารถทำให้พี่ใหญ่ฉันนับถือได้ แสดงว่าเขาคือแบบอย่างในการเรียนรู้ของฉัน”
ไป๋จื๋อหย่งทำงานมานานหลายปี เขาเขียนจดหมายมาหาที่บ้านพร้อมกับเล่าว่าชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง แต่เขาไม่เคยพูดถึงงานที่ตนทำเลยสักครั้ง อย่างไรก็ตามไป๋จื๋อหย่งเคยพูดถึงพานเป่าหัวในจดหมาย แสดงว่าเขานับถือผู้ชายคนนี้มากจนอดเล่าให้ไป๋เจินจูฟังไม่ได้
“ปีนี้พี่ใหญ่ฉันจะกลับมาเยี่ยมญาติ และคิดจะจัดการเรื่องใหญ่ของชีวิตด้วยเสียเลย หัวหน้าหน่วยรบเร้าเขา ย่าฉันเองก็กลัวจะไม่ได้อุ้มหลานชายด้วยเช่นกัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานรีบแสดงความยินดี “พี่ใกล้จะมีพี่สะใภ้แล้วสินะ”
ไป๋เจินจูพยักหน้ารับ “ครั้งนี้เขาลาหยุดเยี่ยมญาติหนึ่งเดือน ย่าฉันบอกว่าคงมีเวลาให้เขาได้ดูตัวและจัดงานแต่งพอดี แถมยังมีเวลาอยู่กับพี่สะใภ้คนใหม่อีกหลายวัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานฟังแล้วได้แต่เหงื่อตก
ทว่านี่ก็คือรูปแบบการแต่งงานที่พบเห็นได้บ่อยในยุค80
การเดินทางไม่สะดวก การติดต่อสื่อสารก็ยากลำบาก ไม่มีเวลาให้รอช้าแม้แต่น้อย โดยทั่วไปแล้วทางครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันก่อน จากนั้นค่อยเรียกฝ่ายชายกลับมาที่บ้าน หลังฝ่ายชายและฝ่ายหญิงเจอกันแล้วหากไม่มีปัญหาอะไร ก็เตรียมตัวจัดโต๊ะจีนฉลองได้เลย
การแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ มีต้นกำเนิดมาจากการแต่งงานลักษณะนี้นั่นเอง
คู่รักแบบเซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิงที่คบหากันมาสองปีแล้วยังไม่จดทะเบียนสมรสต่างหากที่แปลกประหลาด
แน่นอนว่าโจวเฉิงคงรู้สึกอิจฉาไป๋จื๋อหย่งมากแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดเรื่องนี้ขึ้นได้ก็รีบข่มมันลงไปทันที
กว่าเธอกับโจวเฉิงจะเข้าใจตรงกันได้นั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว ตอนนี้โจวเฉิงเองก็เห็นด้วยที่เธอให้ความสำคัญกับเรื่องเรียน พวกเธอจะต่อสู้ไปกับเรื่องงานก่อนแล้วค่อยจัดการเรื่องการแต่งงานทีหลัง เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นอีกแล้ว
อาหารมื้อนี้ผ่านไปได้อย่างค่อนข้างมีความสุข
พานเป่าหัวเป็นคนเปิดเผย ขอแค่เขาต้องการ เขาสามารถสนิทกับทุกคนได้ในระยะเวลาอันสั้น
หลิวหย่งดื่มจนเมา เส้ากวงหรงสาบานว่าจะแก้นิสัยเมาแล้วกลายเป็นฆ้องปากแตก ทว่าเวลานี้เขาดื่มจนเริ่มเมาแล้วเช่นกัน ส่วนคังเหว่ยนั้นกำลังแกล้งทำเป็นเมา แล้วใช้น้ำเสียงเหมือนไม่ค่อยพอใจถามเจียงเหยียนว่ามาที่นี่ได้อย่างไร เจียงเหยียนมองหน้าเขาก่อนจะตอบกลับไปว่า
“ฉันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เธอคิด”
คังเหว่ยยิ้มกว้าง “ถ้าอย่างนั้นไหนบอกมาสิว่าฉันคิดอะไรอยู่?”
พอคังเหว่ยถามเช่นนั้น เจียงเหยียนก็ไม่สนใจเขาอีก
หลังปะทะคารมกับคังเหว่ย เจียงเหยียนได้ตัดสินใจเดินทางกลับวิทยาลัยก่อน เธอไม่ได้กลับไปพร้อมกับโจวเฉิง
การกระทำที่ดูเหมือนใจแคบของคังเหว่ยได้รับการตำหนิจากพานเป่าหัวและโจวเฉิง ทว่ามีเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานเท่านั้นที่ลอบยกนิ้วให้เขา ที่เขาโวยวายเอาแต่ใจก็เพื่อเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งนั้น เขากลัวว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะกลุ้มใจเรื่องเจียงเหยียน เห็นได้ชัดว่าคังเหว่ยมีจุดยืนของตัวเองที่ชัดเจน เซี่ยเสี่ยวหลานคือพี่สะใภ้เพียงคนเดียวของเขาเท่านั้น
คังเหว่ยกล่าวว่า “ฉันคิดว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น เจียงอู่เป็นคนสารเลว เช่นนั้นเจียงเหยียนก็คงไม่ได้ดีไปกว่ากัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ตอบรับหรือปฏิเสธสักคำ “แต่ตอนนี้เขาแสดงด้านดีให้เห็น... อย่างไรก็รอดูไปก่อน ทุกอย่างยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด หากเรื่องของพี่พานซานมีบทสรุปเมื่อไร สุดท้ายก็คงรู้ว่าเจียงเหยียนเป็นคนดีหรือเลวกันแน่”
เจียงเหยียนเดินทางกลับไปก่อน ขากลับสือเจียจวงจึงมีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานกับโจวเฉิง
ทั้งคู่น้อยครั้งจะได้อยู่ด้วยกันนานๆ ยิ่งนานก็ยิ่งอาลัยอาวรณ์
เซี่ยเสี่ยวหลานรับปากโจวเฉิงว่า “ก่อนเปิดเทอมฉันจะกลับมาเยี่ยมเธอ หลังเปิดเทอมช่วงสุดสัปดาห์คงมีเวลาว่าง ฉันก็จะมาหาเธออีก”
ตัวติดกันมาหลายวันขนาดนี้ ที่เคยบอกว่าให้ห่างกันสักพักเพื่อตระหนักคิดควรจบลงได้แล้วสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับจากสือเจียจวงมาอีกทีคือวันที่10สิงหาคม เมื่อได้เจอเลขาเผิงก็ดูเหมือนว่าเขากำลังตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย
“แฮร์รอดส์ยอมถอยแล้ว การลงทุนยังคงดำเนินต่อไป อีกไม่นานก็จะได้เซ็นสัญญาเช่าที่ดิน2,500ไร่กันแล้วละ”
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะร่า “ถ้าอย่างนั้นก็ยินดีกับเลขาเผิงด้วยนะคะ!”
เลขาเผิงอดภูมิใจในตัวเองไม่ได้
“เช่นกันครับ ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่ข่าวดีของฉันแค่คนเดียว”
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นด้วย
ฝรั่งกินเนื้อ เธอกินน้ำแกง
โครงการสร้างสนามกอล์ฟประสบความสำเร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ดีใจมากเช่นกัน!
ตอนที่ 972: เป็นลูกศิษย์แล้วมีผลประโยชน์ไหมคะ
“เรื่องทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฉันคงต้องเลื่อนกำหนดให้เร็วขึ้นแล้วละค่ะ”
จู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานก็พูดประโยคนี้กับหลิวหย่ง
หลิวหย่งได้ฟังเช่นนั้นก็กระตือรือร้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างมาก “หลานอยากให้ลุงช่วยออกเงินหรือออกแรง ว่ามาได้เลย!”
“ฉันคงต้องหาหน่วยงานที่จะสามารถยืมชื่อมาใช้ก่อนค่ะ ถ้าตั้งบริษัทใหม่คงยังไม่ได้รับใบอนุญาตการก่อสร้างทันที”
เซี่ยเสี่ยวหลานเปิดหานามบัตรที่ได้รับมาจากงานสัมมนา
จะขอให้โหวฉีช่วยเป็นสะพานเชื่อมดีไหมนะ?
โหวฉีดูชอบเธอมาก แต่เพิ่งรู้จักกันก็ขอความช่วยเหลือเสียแล้ว มันจะดูเป็นการเสียมารยาทเกินไปหรือเปล่า หรือจะไม่รบกวนคนอื่นดี ไปหาบริษัทก่อสร้างจากซางตูที่เคยให้หย่วนฮุยยืมชื่อดีหรือไม่
ความจริงแล้วบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในโลกอนาคต พวกเขาแทบไม่ต้องสร้างบ้านด้วยตัวเองเลยด้วยซ้ำ
พวกเขาจะคอยควบคุมโครงการ แต่งานก่อสร้างทั้งหมดพวกเขาจะจ้างผู้รับเหมาจากบริษัทอื่นมาทำให้ ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งเริ่มเข้าสู่วงการนี้ หากเธอยกโครงการให้คนอื่นมาทำทั้งหมด แล้วเธอจะทำกำไรได้อย่างไร
เทียบกับการยกกำไรให้คนอื่นแล้ว สู้ทำกำไรด้วยตัวเองเสียยังจะดีกว่า
หย่วนฮุยเป็นบริษัทของลุงเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานให้หลิวหย่งร่วมหุ้นได้ แต่เธอไม่มีทางเอาบริษัทอสังหาริมทรัพย์กับบริษัทตกแต่งภายในมาผนวกรวมกันอย่างแน่นอน
ซึ่งนั่นหมายความว่า เธอจะต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง
หลิวหย่งไม่คัดค้านสักคำ ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเงินทั้งหมดที่เขาหามาได้ ครึ่งหนึ่งเขาจะมอบให้กับลูกชายอย่างหลิวจื่อเทา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเอาให้เสี่ยวหลานก็ไม่เป็นไร แม้แต่ตอนนี้หลิวหย่งก็ยังคงคิดเช่นนั้น
แต่ยิ่งทำธุรกิจก็ยิ่งหาเงินได้เยอะขึ้น ปัจจุบันมีญาติฝั่งหลี่เฟิ่งเหมยมาทำงานเป็นลูกน้องของหลิวหย่งด้วย
ถึงตอนนี้จะยังไม่ได้เลื่อนตำแหน่งให้พวกเขามาเป็นผู้บริหาร แต่นั่นก็เป็นเพราะความสามารถของพวกเขายังมีไม่มากพอ
ทว่าอนาคตอย่างไรพวกเขาก็คงต้องเข้ามามีส่วนร่วมในธุรกิจของหลิวหย่งไม่มากก็น้อย
เขาเป็นลุงแท้ๆของเซี่ยเสี่ยวหลาน มีความผูกพันกันทางสายเลือดกับน้องสาวและหลานสาว ในขณะที่หลี่เฟิ่งเหมยเป็นเพียงป้าสะใภ้เท่านั้น
หลิวหย่งไม่ได้ระแวงภรรยา แต่เขากลัวว่ายิ่งทำเงินได้มาก อนาคตคนตระกูลหลี่จะเข้าไปแทรกแซงธุรกิจของเสี่ยวหลานผ่านบริษัทของเขา ดังนั้นบริษัทของเสี่ยวหลานควรเป็นเอกเทศ หลิวหย่งเข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ก็ตอนแยกกันบริหารร้านหลานเฟิ่งหวงนั่นเอง
ตอนแรกที่จะแยกร้านหลานเฟิ่งหวง หลี่เฟิ่งเหมยไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย
แต่หลังจากหลานเฟิ่งหวงแยกกันบริหารได้ครึ่งปี หลี่เฟิ่งเหมยก็ค่อยๆรับรู้ได้ถึงความสนุกเมื่อได้เป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง
ความจริงแล้วหลิวหย่งก็ไม่ค่อยอยากร่วมหุ้นสักเท่าไร ถึงอย่างไรอนาคตของบริษัทตกแต่งภายในก็ไม่เลวเช่นกัน อีกหน่อยค่อยพัฒนาบริษัทให้รับงานก่อสร้างอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ย่อมได้ ตอนก่อตั้ง ‘หย่วนฮุย’ เซี่ยเสี่ยวหลานให้ยืมทั้งเงินและเส้นสาย แต่เธอก็ไม่ได้ร่วมหุ้นด้วยแม้แต่น้อย หลิวหย่งอยากลอกเลียนแบบวิธีนี้บ้าง พองานที่โรงแรมหนานไห่เสร็จสิ้นเมื่อไร เขากับเสี่ยวหลานจะทำกำไรรวมกันได้จำนวนหนึ่งล้านกว่าหยวน แต่หากเงินนี้ไม่พอให้เสี่ยวหลานทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถึงตอนนั้นต้องไปขอสินเชื่ออีกหรือ?
พานเหวยเลี่ยงกำลังไปได้สวยที่ร้านวัสดุสาขาใหม่ เช่นนั้นอาของเขาควรตอบแทนอะไรบางอย่างได้แล้วสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจว่าจะเดินเรื่องทำเอกสารเพื่อก่อตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ให้เสร็จก่อนเปิดเทอม
ทว่าเธอยังไม่ทันไปหาโหวฉี ก็มีคนติดต่อมาหาเธอถึงที่
เหมาคังซานที่เคยเจอกันในงานสัมมนาได้ขอเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของเซี่ยเสี่ยวหลานจากหนิงเยี่ยนฝาน พอเขาโทรไปที่สือช่าไห่ ขอสายเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่หลายครั้ง ย่าอวี๋จึงตัดสินใจโทรมาหาเซี่ยเสี่ยวหลานที่เผิงเฉิง
“คนแซ่เหมาโทรมาที่บ้านอยู่หลายครั้ง ทั้งยังบอกว่าจะไปหาเธอที่เผิงเฉิง ระวังตัวหน่อยล่ะ”
เหมาคังซานอยากเจอเธอไปทำไมกัน?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกมึนงง
พอเธอติดต่อเหมาคังซานได้ เขาก็ไม่อ้อมค้อมเลยสักนิด เหมาคังซานบอกว่าถูกใจเซี่ยเสี่ยวหลานและถามเธอว่าอยากเป็นลูกศิษย์ของเขาไหม
สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานวันๆคิดแต่เรื่องเปิดบริษัท พอเหมาคังซานพูดออกมาตามตรงเช่นนี้ เธอจึงไม่อ้อมค้อมเช่นกัน
“อาจารย์เหมา เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มีผลประโยชน์ไหมคะ”
เหมาคังซานเกือบสำลักน้ำลายตาย
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ แต่ไหนแต่ไรผู้เป็นอาจารย์มีหน้าที่สั่งสอนลูกศิษย์ และลูกศิษย์ก็ต้องกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์... แต่เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันฝากตัวเป็นศิษย์ก็ถามหาผลประโยชน์เช่นนี้เสียแล้ว เธอคงเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์แน่นอน
เหมาคังซานอดกลั้นความรู้สึกอยากวางสายเอาไว้
“เธออยากได้อะไรล่ะ”
“คืออย่างนี้ค่ะ ฉันอยากสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อการพาณิชย์...”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เกรงใจเหมาคังซานเลยสักนิด เธอบอกปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่ให้เขาได้รับรู้
ลูกศิษย์ต้องตอบแทนบุญคุณครูบาอาจารย์อยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นลูกศิษย์ก็ต้องมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นด้วยน่ะสิ
ถ้าอาจารย์ไม่สร้างลู่ทาง ปล่อยให้ลูกศิษย์ก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ด้วยอายุของเหมาคังซาน บางทีเขาอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานพอที่จะได้รับการตอบแทนจากลูกศิษย์อย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน
เหมาคังซานฟังจบแล้วก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งสรรพางค์กาย
“เธออยากสร้างบ้านขาย อยากเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างนั้นหรือ? รู้ไหมว่าต้องใช้เงินทุนมากแค่ไหน?”
“ไม่ว่าที่ดินจะเล็กแค่ไหน อย่างน้อยคงต้องมีเงินทุนสักหลายล้านค่ะ...”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเหมือนเงินหลายล้านเบาหวิวเหมือนเงินหลายร้อย
เหมาคังซานเริ่มสงสัยในเซี่ยเสี่ยวหลานขึ้นมาทันที
เขาค้นพบหยกน้ำงามที่ไม่มีใครเก็บมาจากธรรมชาติ จึงอยากเก็บกลับบ้านมาและค่อยๆ เจียระไนให้กลายเป็นหยกน้ำงามที่เจิดจรัส
อีกทั้งหยกก้อนนี้ยังมีนิสัยถูกจริตเหมาคังซาน เป็นคนไม่ยอมถูกใครเอาเปรียบ โดนรังแกแล้วไม่เอาแต่ก้มหน้ายอมรับอย่างยอมจำนน
แต่การพูดจาเหมือนคนรวยเช่นนี้ หรือว่าหยกก้อนนี้จะได้รับพรจากเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยด้วย?
หนิงเยี่ยนฝานบอกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมาจากชนบทมิใช่หรือ?
เหมาคังซานคิดถึงใบปลิวหลายหมื่นฉบับที่เจียงเฉิงขึ้นมา เซี่ยเสี่ยวหลานร่ำรวยขนาดนี้ แสดงว่าเรื่องของเนี่ยเว่ยกั๋วคงเป็นฝีมือของเซี่ยเสี่ยวหลานจริงสินะ เมื่อคิดได้เช่นนี้เหมาคังซานยิ่งถูกชะตากับเซี่ยเสี่ยวหลานมากขึ้นทุกที เมื่อครู่เซี่ยเสี่ยวหลานดูลังเล แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเหมาคังซานที่ชะงักไป...
เขาอยากรับเธอเป็นลูกศิษย์ แต่ทำไมกลับเหมือนคุยเรื่องธุรกิจเสียได้เล่า
“อาจารย์เหมา อาจารย์มีวิธีไหมคะ”
“มีน่ะมี แต่ว่า...”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ! พวกเราตกลงตามนี้นะคะ อาจารย์อยู่ที่ไหนคะ ฉันจะเอาของขวัญไปเคารพอาจารย์และฝากตัวเป็นศิษย์โดยเร็วที่สุดค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเดินข้ามสะพานที่เหมาคังซานทอดมาให้ เธออยากเป็นลูกศิษย์ของอีกฝ่ายโดยเร็วเพราะกลัวว่าเหมาคังซานจะเปลี่ยนใจอย่างกะทันหัน
เหนือหนิงใต้เหมา จากประโยคนี้บอกให้รู้ได้ทันทีว่าเหมาคังซานเป็นคนทางใต้ เขาเป็นชาวหางเฉิง
เขาทำงานอยู่ที่หางเฉิง แม้ตอนนี้จะเกษียณแล้วก็ยังคงอยู่ที่หางเฉิง ทว่าทางสถาบันออกแบบประจำมณฑลเจ้อได้เรียกเขากลับมาทำงานอีกครั้ง
สองปีก่อนเขารับงานสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย แต่เพราะสองปีที่ผ่านมานี้เขาอายุมากขึ้น เวลาส่วนใหญ่จึงนั่งเขียนบทความอยู่ที่บ้านเสียมากกว่า
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนทำอะไรมีประสิทธิภาพ
เมื่อเธออยากได้เหมาคังซานเป็นอาจารย์ ดังนั้นเธอย่อมไม่ปล่อยให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
พอรู้ว่าแฮร์รอดส์จะลงทุนที่เซียงมี่หู เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกร้อนรุ่มใจ ไปหางเฉิงคราวนี้ เธอเชื่อคำเตือนของโจวเฉิงด้วยการขอให้เก่อเจี้ยนติดตามมาด้วย เธอซื้อของขวัญจำนวนไม่น้อย แน่นอนว่าต้องมีคนช่วยขนย้าย อีกอย่างความสามารถของเก่อเจี้ยนก็ไม่ได้มีแค่การขนของเท่านั้น
ปี1985 ยังไร้เงาของสนามบินนานาชาติเซียวซานของหางเฉิง ตอนนี้สนามบินประจำเมืองหางเฉิงคือสนามบินเจี่ยนเฉียว
สนามบินเจี่ยนเฉียวเป็นสนามบินทหาร ที่นี่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนก่อตั้งสาธารณรัฐ ในปี1956 สนามบินเจี่ยนเฉียวได้ทำการสร้างท่าอากาศยานสำหรับประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น และปัจจุบันที่นี่ได้กลายเป็นสนามบินที่ทหารกับประชาชนใช้งานร่วมกัน...
ขอแค่มีสนามบินก็พอ จากหยางเฉิงไปหางเฉิงนั่งเครื่องบินย่อมไวกว่ารถไฟแน่นอน
ณ อาคารที่พักพนักงานประจำสถาบันออกแบบมณฑลเจ้อ
เหมาคังซานนึกไม่ถึงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะมาหาเขาอย่างรวดเร็วปานพายุเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าอีกไม่นานจะมาหา เหมาคังซานจึงบอกกับภรรยาตอนกลางคืนว่า “พรุ่งนี้ไปซื้อเนื้อมาสักหนึ่งกิโลกับปลาอีกหนึ่งตัว อาจจะมีแขกมาหาที่บ้าน”
ภรรยาเขาได้ยินดังนั้นก็ตกใจ “ใครจะมาหา?”
มีแขกมาบ้านไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คนขี้เหนียวอย่างเหมาคังซาน ไม่ว่าที่บ้านจะกินอะไร แขกก็ต้องกินอย่างนั้น
ต่อให้ลูกชายลูกสาวกลับบ้านมา อาหารบนโต๊ะของตระกูลเหมาก็จะมีเมนูเนื้อเพิ่มมานิดหน่อยเท่านั้น
หายากเหลือเกินที่เหมาคังซานจะเป็นฝ่ายขอให้เธอไปซื้อเนื้อซื้อปลา ภรรยาของเหมาคังซานอยากรู้ใจจะขาดอยู่แล้วว่าแขกคนนั้นคือใคร!
เหมาคังซานเอ่ยด้วยเสียงคลุมเครือ “...นักศึกษาคนหนึ่ง”
นักศึกษา?
เหมาคังซานไม่เคยสนิทกับนักเรียนคนไหน เพราะเขามักจะบอกว่าตัวเองมีแต่ศัตรู อาจจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วยนั่นเอง
ตอนที่ 973: ไก่เหล็กยอมถอนขน!
เหมาคังซานปิดปากเงียบ
ภรรยาของเขาแซ่ซ่ง ป้าซ่งถามอยู่นานก็ไม่ได้รับคำตอบ
เหมาคังซานบอกว่าวันพรุ่งนี้ ‘อาจจะ’ มีคนมาหา
เรื่องยังไม่แน่ชัด แต่กลับบอกให้เธอไปซื้อเนื้อซื้อปลากลับมาเสียแล้ว เดือนสิงหาคมเป็นช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว วางเนื้อทิ้งไว้เพียงวันเดียวก็เน่าเสียแล้ว!
เหมาคังซานเป็นคนดื้อรั้น ป้าซ่งจึงไม่อยากเถียงกับเขาอีก จึงคิดในใจว่าหากวันพรุ่งนี้ไม่มีคนมา เธอจะเรียกลูกชายคนเล็กที่พักอยู่ใกล้กันมากินข้าว นานๆสามีเธอจะใจกว้าง เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้เนื้อที่ซื้อมาสิ้นเปลืองไม่ได้
แต่นักศึกษาที่จะมาเยือนเป็นใครกันแน่ ป้าซ่งนั้นอยากรู้เหลือเกิน
วันรุ่งขึ้น ป้าซ่งได้ออกจากบ้านไปซื้ออาหาร ทิ้งเหมาคังซานให้นั่งอยู่ในบ้านเพียงลำพัง เขามองซ้ายมองขวาไปรอบๆบ้าน
บ้านเล็กเกินไป
เครื่องเรือนก็เก่าเกินไป
โชคดีที่ป้าซ่งรักความสะอาด แม้บ้านจะเล็ก เครื่องเรือนจะเก่า แต่เธอก็ปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยม
แต่ที่บ้านดูคับแคบนั้นก็เป็นเพราะหนังสือและอุปกรณ์การทำงานของเหมาคังซานมีจำนวนมากเกินไป ทั้งยังถูกเขากั้นห้องเป็นพื้นที่สำหรับทำงานอีกด้วย นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ตัวบ้านยิ่งคับแคบเข้าไปใหญ่
“บนโลกนี้มีใครรังเกียจอาจารย์ว่ายากจนบ้างเล่า? เขาดูกันที่ความสามารถของอาจารย์กันทั้งนั้น... ฮึ ไม่อยากเป็นศิษย์ก็ไม่เห็นจะเป็นไร!”
เหมาคังซานพึมพำกับตัวเอง
พอป้าซ่งซื้ออาหารกลับมาก็เห็นเหมาคังซานกำลังใช้ผ้าชุบน้ำในกะละมังเช็ดเก้าอี้อยู่
“วันนี้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกหรือนี่! เหล่าเหมา ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าไม่อธิบายให้ฉันฟัง วันนี้ฉันจะไม่ทำกับข้าวแล้ว!”
เก้าอี้ที่สีถลอก ไม่ว่าจะเช็ดอย่างไรก็ดูไม่สะอาด
เหมาคังซานรู้สึกร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว ป้าซ่งถามจี้เขาไม่หยุด ด้วยนิสัยอารมณ์ร้อนของเขาจึงอยากระบายอารมณ์ แต่เมื่อเห็นป้าซ่งซื้ออาหารกลับมาพร้อมเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เหนื่อยจนยกมือทุบน่อง โทสะของเขาก็ดับมอดลงไปในบัดดล เหมาคังซานไม่เหมือนกับหนิงเยี่ยนฝาน เพราะเขานั้นมีศัตรูอยู่เต็มไปหมด ช่วงที่ประเทศเกิดการจลาจล หนิงเยี่ยนฝานแทบไม่ได้รับผลกระทบ ต่างจากเหมาคังซานที่ถูกคนกลั่นแกล้งจนแทบแย่
เขาถูกขังอยู่ที่คอกวัวอยู่นานหลายปี ป้าซ่งเองก็ต้องทนลำบากกับเขามาเนิ่นนาน
ลูกๆ ของหนิงเยี่ยนฝานประสบความสำเร็จกันหมด
แต่ตระกูลเหมานั้นสถานการณ์กลับไม่สู้ดีนัก
เหมาคังซานจึงทำใจพูดแรงกับภรรยาไม่ได้ เขาลุกขึ้นไปซักผ้าขนหนูในมือแล้วนำไปแขวนตากไว้ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนไปเจียงเฉิงให้เธอฟัง
ในที่สุดป้าซ่งก็เข้าใจแล้ว
“เธออยากรับลูกศิษย์อย่างนั้นหรือ?”
ลูกศิษย์ไม่เหมือนกับนักเรียน
นักเรียนเรียนจบเมื่อไร เหมาคังซานก็เป็นได้แค่อาจารย์ที่เคยให้ความรู้เท่านั้น
แต่หากเป็นลูกศิษย์ เขาจะต้องพาอีกฝ่ายเดินเข้าสู่เส้นทางอาชีพไปด้วยกัน
การรับลูกศิษย์มีหลายเรื่องให้ต้องกังวล
อีกทั้งก่อนหน้านี้ที่เหมาคังซานถูกจับไปอยู่ที่คอกวัว ก็เพราะลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาเป็นคนร้องเรียน เรื่องนี้ทำให้เหมาคังซานรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งใจ แม้จะได้กลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิมแล้ว แต่ลูกศิษย์ที่เขาเคยให้ความสำคัญต่างก็ตัดขาดกับเขาไปจนหมด คนที่เคยร้องเรียนเขาก็ไม่เคยติดต่อมาอีก ส่วนคนที่ปกป้องเขา เหมาคังซานก็จะทำเป็นมองไม่เห็น
เมื่อก่อนเหมาคังซานไม่ใช่คนขี้งกเช่นนี้
ทว่าที่ตอนหลังเขากลายมาเป็นคนตระหนี่เช่นนี้ ป้าซ่งรู้ดีว่าความจริงแล้วเหมาคังซานแค่อยาก ‘ไล่แขก’ เขาไม่อยากผูกมิตรกับใคร แม้กระทั่งลูกตัวเองก็ผลักไสไล่ส่งไปให้ไกลสายตา
ป้าซ่งนึกว่าตัวเองหูฝาด เหล่าเหมาของเธอกำลังจะรับลูกศิษย์อีกครั้งแล้วอย่างนั้นหรือ?
เท่าที่ฟัง อีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นเด็กสาว
“คนเขายินยอมหรือ?”
รู้สถานการณ์ของเหล่าเหมาดี แต่ก็ยังมิวายบินเข้ากองไฟ เด็กสาวคนนั้นโง่หรือเปล่า
เหมาคังซานเกือบระเบิดความหงุดหงิดออกมา “ไม่ยอมก็ช่าง ฉันชวนเสร็จแล้วก็ยังนึกเสียใจอยู่เลย ก่อนหน้านี้ฉันก็แค่อยากสู้กับหนิงเยี่ยนฝานสักตั้ง คิดว่าฉันอยากทำนักหรือ!”
ป้าซ่งเงียบไป ก่อนจะตัดสินใจเดินไปหั่นเนื้อหั่นปลาในครัว
รับลูกศิษย์สักคนก็ไม่เลวเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กสาวหรือเด็กหนุ่ม หากมีคนไปมาหาสู่บ้าง บ้านหลังนี้คงมีชีวิตชีวามากขึ้น
---------------------------------------
ในอาคารที่พักตึกเดียวกัน
ลูกชายคนเล็กของเหมาคังซานเองก็พักอยู่ที่นี่
ลูกชายคนเล็กชื่อเหมากั๋วเซิ่ง เขาทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบเช่นเดียวกับเหมาคังซานผู้เป็นพ่อ
เพียงแต่เพราะได้รับผลกระทบจากเรื่องของเหมาคังซาน ทำให้เหมากั๋วเซิ่งถูกหมางเมิน แม้ฝีมือของเขาจะไม่แย่ แต่ตำแหน่งกลับไม่สูงสักเท่าไร
หลังเหมาคังซานกลับมารับตำแหน่งงาน สถาบันออกแบบก็เริ่มคืนสวัสดิการต่างๆ ให้กับเหมาคังซาน พวกเขาได้จัดสรรห้องชุดขนาดสามห้องนอนให้กับครอบครัวของเหมาคังซาน ทว่าบ้านพักที่เหมาคังซานกับป้าซ่งอาศัยอยู่ในตอนนี้คือบ้านพักที่เหมากั๋วเซิ่งได้รับการจัดสรรมานั่นเอง
ห้องพักแบบสามห้องนอนหนึ่งห้องรับแขก กว้างขวาง อบอุ่นในฤดูหนาว เย็นสบายในฤดูร้อน
กับอีกห้องคือห้องพักขนาดเล็กแบบสองห้องนอนที่ชั้นหก
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งเป็นคนเจ้าแผนการ เธอมักจะบ่นกับป้าซ่งอยู่หลายครั้งเรื่องห้องพักที่ได้รับการจัดสรรมา ป้าซ่งจึงตัดสินใจขอแลกห้องพักกับครอบครัวลูกชายคนเล็กเสีย
เหมาคังซานเองก็ไม่คัดค้าน เพราะถึงอย่างไรเหมากั๋วเซิ่งก็มีลูกชายหญิงจำนวนสามคน หากเบียดเสียดกันอยู่ในห้องเล็กๆคงลำบากน่าดู อีกอย่างลูกชายคนเล็กอย่างเหมากั๋วเซิ่งตอนนั้นเพิ่งเข้าทำงานได้ไม่นาน ดังนั้นเหมากั๋วเซิ่งจึงเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องของเขามากที่สุด...
เหมาคังซานกับเหมากั๋วเซิ่งนั้นไม่ค่อยสนิทสนมกันนัก
เหมากั๋วเซิ่งมีความรู้สึกที่ซับซ้อนกับพ่อบังเกิดเกล้าของตน
ระหว่างพ่อลูกมีกำแพงกั้น เมียของเขาเองก็ไม่พอใจพ่อแม่ของเขา คิดว่าชีวิตนี้ทนทุกข์มามากพอแล้ว สลับบ้านพักกันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วมิใช่หรือ
นอกจากนี้เธอก็ยังใส่ใจความเคลื่อนไหวของบ้านพ่อแม่สามีตลอดเวลา เพราะกลัวว่าลูกๆคนอื่นจะกลับมาเอาเปรียบกัน
มีสิทธิ์อะไรมาทำเช่นนั้น?
พอคนแก่สองคนนี้มีเรื่องอะไรก็เป็นเธอกับกั๋วเซิ่งที่คอยดูแลอยู่เสมอ จะปล่อยให้คนอื่นมากอบโกยผลประโยชน์ได้อย่างไร?
มีตรรกะแบบนี้ที่ไหน
เหมาคังซานกับป้าซ่งใช้ชีวิตกันอย่างมัธยัสถ์มาก คนแก่กินไม่เยอะ ปกติก็กินแค่บะหมี่น้ำที่แสนจืดชืด
อีกทั้งเหมาคังซานยังเป็นคนขี้เหนียวยิ่งนัก แม้ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งจะอยากเอาเปรียบ แต่ทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็ได้กินแต่อาหารจืดชืดจนทนไม่ไหว
วันนี้พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกจริงๆ ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งถึงได้เห็นแม่สามีซื้อเนื้อและซื้อปลาที่ตลาด ทันทีที่เห็นเธอก็รีบวิ่งกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว
“กั๋วเซิ่ง วันนี้พ่อกับแม่เรียกพวกเราขึ้นไปกินข้าวที่บ้านหรือเปล่า”
เหมากั๋วเซิ่งมึนงง “พูดอะไรของเธอกัน ไม่ใช่สักหน่อย”
ขึ้นไปกินข้าวอะไร ยังกินบะหมี่จืดๆ ไม่หนำใจอีกหรือ?
ภรรยาของเขาเล่าเรื่องที่ป้าซ่งซื้อปลาและเนื้อกลับบ้านให้เหมากั๋วเซิ่งฟัง “ถ้าไม่เรียกพวกเราไปกินข้าว แล้วแม่ซื้อของไปเยอะขนาดนั้นจะกินหมดหรือ?”
เป็นลูกสะใภ้ แต่เจ้ากี้เจ้าการลามไปถึงโต๊ะอาหารของพ่อแม่สามี
เหมากั๋วเซิ่งทำหน้าไม่ถูก “จะสนใจเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน ถ้าเรียกก็ไปกิน ไม่เรียกก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อีกอย่างพวกเขาสองคนก็ควรเปลี่ยนอาหารการกินได้แล้ว!”
ภรรยาของเขาส่งเสียงฮึอย่างไม่พอใจ
เปลี่ยนอาหารการกินอะไรกัน แอบกินของดีมากกว่าสิไม่ว่า
เธอรู้แค่ว่าพ่อสามีเป็นคนขี้งก เหมือนไก่เหล็กที่ไม่ยอมถูกถอนขน แต่วันนี้ไก่ตัวนี้กลับยอมถอนขนตัวเอง ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
คนอื่นที่มีคุณวุฒิเทียบเท่ากับพ่อสามีเธอ ไม่มีใครมีสภาพชีวิตแบบเหมาคังซานเลยสักคน
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งรู้สึกอัดอั้นเหลือเกิน ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ลืมซื้อของมาทำกับข้าว จึงต้องกลับไปที่ตลาดสดใหม่อีกครั้ง
พอลงมาที่ชั้นหนึ่งก็พบแท็กซี่คันหนึ่งจอดอยู่
ประตูรถถูกเปิดออก เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็ก้าวลงจากรถ
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งมองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า อ้อนแอ้นยั่วยวน ดูแล้วไม่เหมือนคนดีสักนิด
เด็กสาวคนนี้กำลังเดินมาหาเธอ
“พี่สาว ที่นี่ใช่อาคารที่พักของสถาบันออกแบบหรือเปล่าคะ”
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งพยักหน้ารับ
“มาหาใครหรือ”
เด็กสาวคลี่ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นฉันคงมาถูกที่แล้ว ฉันมาหาเหมาคังซาน อาจารย์เหมาค่ะ”
มาหาพ่อสามีเธอรึ?
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งเข้าใจทันทีว่าทำไมแม่สามีถึงซื้อเนื้อซื้อปลากลับมาทำอาหาร
ที่แท้ก็มีแขกมาเยี่ยมที่บ้านนี่เอง!
คนแก่สองคนนั้นบ้าไปแล้วหรือเปล่า ไม่ยอมให้ลูกชายตัวเองกินอาหารดีๆ แต่กลับใจกว้างกับคนนอกไปเพื่ออะไร
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งข่มความโกรธไว้ ก่อนจะชี้ขึ้นไปข้างบน “ชั้นหก ห้องที่สาม คือบ้านของเขา!”
เด็กสาวดีใจมาก “ขอบคุณนะคะ”
เด็กสาวคนนั้นหันหน้าตะโกนไปทางรถแท็กซี่ “เก่อเจี้ยน รีบขนของลงมาเร็วเข้า บ้านของอาจารย์เหมาอยู่ที่นี่ เรามาถูกที่แล้วล่ะ!”
ตอนที่ 974: ฉันจงใจ!
คนที่ถามทางย่อมเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างแน่นอน
จากหยางเฉิงถึงสนามบินเจี่ยนเฉียว เธอไม่ได้หยุดพักเลยสักนิด
หลังลงจากเครื่องบินเธอก็เรียกแท็กซี่และตรงมาที่อาคารที่พักพนักงานของสถาบันออกแบบประจำมณฑลเจ้อ พร้อมกับหิ้วถุงน้อยใหญ่มาด้วย อากาศร้อนขนาดนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่อยากเดินแม้แต่ก้าวเดียว
เก่อเจี้ยนจ่ายเงินค่ารถ แล้วเดินลงมาจากเบาะหลัง
ของเยอะเกินไปจนใส่ไว้ในกระโปรงท้ายรถไม่พอ จึงต้องนำของหลายอย่างมาวางไว้ตรงที่นั่งเบาะหลังแทน
คนขับรถแท็กซี่อัธยาศัยดียิ่งนัก เขาช่วยเก่อเจี้ยนขนย้ายของ
“ชั้นหกหรือครับ พวกคุณคงถือของไปไม่หมด เดี๋ยวผมช่วยขนขึ้นไปดีกว่า”
เก่อเจี้ยนรีบยัดบุหรี่ใส่มือคนขับรถหนึ่งซองเป็นการตอบแทน “ขอบคุณมากเลยครับ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานบ่นพึมพำกับตัวเอง “สถาบันออกแบบของมณฑลคิดอะไรอยู่กันนะ ตอนจัดสรรบ้านพักไม่คิดหน่อยหรือว่าอาจารย์เหมาอายุมากแล้ว ให้คนแก่พักอยู่ชั้นหกเหมาะสมตรงไหนกัน?”
เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันฝากตัวเป็นศิษย์ก็เริ่มรู้สึกร้อนใจแทนเสียแล้ว
เธอบ่นอย่างไม่คิดอะไร แต่พี่สาวคนที่บอกทางให้กับเธอเมื่อครู่กลับหน้าแดงขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะไม่รู้จักเซี่ยเสี่ยวหลาน อีกฝ่ายคงคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจงใจแน่นอน นี่กำลังด่าว่าเธอไม่กตัญญูต่อคนแก่มิใช่หรือ?
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้สนใจเธอสักนิด
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ได้สลักคำว่าลูกสะใภ้ของเหมาคังซานเอาไว้บนหน้าผากเสียหน่อย
เก่อเจี้ยน คนขับรถแท็กซี่ รวมถึงเซี่ยเสี่ยวหลานช่วยกันขนของขึ้นไปชั้นบน
เซี่ยเสี่ยวหลานพาคนขึ้นไปชั้นบน เพื่อนบ้านที่ได้ยินเสียงต่างก็ทนกับความสงสัยไม่ไหว ปรี่เข้ามาคว้าตัวภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งไว้
“ของขวัญพวกนี้ให้กับพ่อสามีเธอหรือ?”
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งเองก็รู้สึกข้องใจไม่แพ้กัน คนนิสัยแบบเหมาคังซานยังมีใครอยากให้ของขวัญอีกหรือ หาได้ยากจริงๆ
“อย่าพูดเหลวไหล ต่อให้มีคนให้ของขวัญ ตาแก่คนนั้นอาจจะโยนของขวัญทิ้งก็ได้!”
ที่พูดก็ถูก นิสัยของเหมาคังซานแย่ขนาดไหน คนทั้งตึกล้วนรู้ดี
ฟังเสียงเดินขึ้นบันได ต่อด้วยเสียงเคาะประตูและเสียงกล่าวทักทาย
เหมาคังซานบอกให้พวกเขาเข้าไปในบ้านก่อน
เอ๋ นี่ก็ผ่านมานานแล้ว ทำไมไม่โยนของออกมาเล่า?
ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งชักรู้สึกทนไม่ไหว ของขวัญมากมายเมื่อครู่ราคาเท่าไรกัน ทำไมถึงไม่โยนออกมาข้างนอกเสียที!
วันนี้ตาแก่เหมากินยาผิดขวดอย่างนั้นหรือ เธอจะต้องกลับบ้านไปเล่าให้กั๋วเซิ่งฟัง
ภรรยาเหมากั๋วเซิ่งสงสัยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นใครจนแทบทนไม่ไหว
คนทั้งอาคารหอพักเองก็อยากรู้มากเช่นกัน!
-------------------------------
ชั้นหก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้างยืนอยู่หน้าห้อง พูดตามตรงเหมาคังซานรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง
เขาบอกให้ภรรยาเตรียมอาหารไว้แล้ว ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานเปลี่ยนใจกลางคัน ไม่ไหว้เขาเป็นอาจารย์ เขาคงเสียหน้าเป็นอย่างมาก
พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานมายืนอยู่หน้าห้องเช่นนี้ เหมาคังซานก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
แต่พอเห็นผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังหิ้วถุงน้อยใหญ่ เหมาคังซานก็เริ่มรู้สึกโมโหอย่างฉับพลัน
“นี่เธอกำลังทำอะไร?”
เซี่ยเสี่ยวหลานตอบอย่างเปิดเผย “อาจารย์เหมา ฉันมาเยี่ยมอาจารย์ครั้งแรกจะมามือเปล่าได้อย่างไรละคะ ข้างในนี้คือของไหว้ครู และของขวัญให้กับภรรยาของอาจารย์ค่ะ”
ของไหว้ครูจะโยนทิ้งได้อย่างไร
นอกจากนี้เซี่ยเสี่ยวหลานยังบอกว่า มีของขวัญให้กับป้าซ่งอีก
ขณะที่เหมาคังซานกำลังนิ่งอึ้ง เซี่ยเสี่ยวหลานถือโอกาสนี้สั่งให้เก่อเจี้ยนยกข้าวของเข้าไปในบ้านทันที
ห้องรับแขกเดิมทีก็คับแคบมากพออยู่แล้ว ตอนนี้พอมีของที่เธอนำมาวางเต็มไปหมดจึงยิ่งดูคับแคบเข้าไปใหญ่
เซี่ยเสี่ยวหลานขมวดคิ้วมุ่น หนิงเยี่ยนฝานมีสตูดิโอใหญ่โตเสียขนาดนั้น คนที่มีชื่อเสียงระดับเดียวกันอย่างเหมาคังซานกลับได้พักอยู่ในห้องคับแคบเช่นนี้ สถาบันออกแบบไม่เพียงจัดสรรบ้านพักชั้นหกให้เหมาคังซาน ทว่าแม้แต่สภาพแวดล้อมก็ไม่ค่อยดีอีกด้วย... เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นบ้านตระกูลเหมาเรียบง่ายเช่นนี้แล้วรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
แน่นอนว่านี่เป็นการมาเยือนครั้งแรกเธอคงพูดอะไรมากไม่ได้
ป้าซ่งกำลังทำอาหารอยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมาดู และเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานยกของเข้าบ้านเสร็จแล้ว
ป้าซ่งไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน
มีคนเคยมาขอร้องเหมาคังซานให้ช่วยเหลือถึงบ้านก็จริง แต่ไม่เคยมีใครเอาของขวัญมาให้มากมายขนาดนี้
“เหล่าเหมา นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
เหมาคังซานเองก็ยังคงตั้งสติไม่ได้เช่นกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพวกสนิทกับคนง่าย มาถึงเธอก็ทักทายป้าซ่งอย่างสนิทสนม “อาจารย์หญิง ฉันชื่อเสี่ยวหลานค่ะ เป็นลูกศิษย์คนใหม่ของอาจารย์เหมา ฉันเพิ่งมาเยี่ยมครั้งแรกก็เลยพกของฝากจากบ้านเกิดมาให้อาจารย์หญิงกับอาจารย์เหมาเล็กน้อยค่ะ”
หา?
ข้าวของที่กองเต็มห้องรับแขกคือของฝากประจำท้องถิ่นอย่างนั้นหรือ?
ป้าซ่งอ่านหนังสือออกเพียงไม่กี่ตัว บนพื้นมีกล่องวางอยู่สองใบ ใบหนึ่งเขียนว่าสุราเหมาไถ อีกใบเขียนว่าบุหรี่จงหัว
กล่องกระดาษและถุงใบอื่นถูกห่อเอาไว้อย่างดี ดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่าข้างในคืออะไร
อย่างไรก็ตามป้าซ่งนั้นจมูกดี แม้จะมองไม่เห็นของข้างในแต่เธอก็ได้กลิ่นหอมของผลไม้ รวมถึงกลิ่นอาหารทะเลแห้ง ผลไม้กับอาหารแห้งไม่เท่าไร แต่สุราเหมาไถเป็นของฝากจากมณฑลเฉียน บุหรี่จงหัวเป็นของฝากจากเซี่ยงไฮ้ ของมาจากสองที่ แล้วจะเป็นของฝากจากบ้านเกิดได้อย่างไรเล่า
บ้านเกิดของใครอยู่ทั้งมณฑลเฉียนและเซี่ยงไฮ้กันบ้าง?
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง “อาจารย์หญิง ทำของอร่อยอะไรอยู่หรือคะ คงเหนื่อยแย่เลย อากาศร้อนขนาดนี้ยังต้องเข้าครัวอีก”
กลิ่นหอมลอยฟุ้งออกมาจากห้องครัว ป้าซ่งนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังทอดปลาอยู่!
“เสี่ยวหลานใช่ไหม นั่งก่อนสิ เดินทางมาตั้งไกลคงหิวแล้วสินะ เดี๋ยวกับข้าวก็เสร็จแล้วล่ะ”
ป้าซ่งเบนความสนใจไปเรื่องอื่น
แต่เหมาคังซานนั้นไม่ใช่คนหัวอ่อน
บ้านพักซ้ายขวามีแต่เพื่อนบ้านที่ทำงานด้วยกัน เหมาคังซานจึงกดเสียงต่ำและถามออกไปว่า
“เซี่ยเสี่ยวหลาน เธอจงใจใช่ไหม?”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “อาจารย์สายตาหลักแหลมจังเลยค่ะ ฉันจงใจจริงๆ เพราะถ้าเอาของมาไหว้ครูอย่างเอิกเกริก อาจารย์จะได้เปลี่ยนใจไม่ได้อย่างไรละคะ ตอนนี้ทุกคนคงรู้หมดแล้วละค่ะว่าฉันเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์”
เหมาคังซานจ้องหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่สักพัก ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ถ้าฉันเปลี่ยนใจไม่ได้ เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ รู้หรือไม่ว่าฉันมีศัตรูเยอะแค่ไหน ไหว้ฉันเป็นอาจารย์แล้ว อีกหน่อยเธอคง...”
ช่างเถอะ ไม่ว่าเธอจะเป็นหยกน้ำงามเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ หรือเป็นเทพเจ้าแห่งความร่ำรวยก็ตาม เหมาคังซานคิดถึงสิ่งที่จะตามมาในอนาคตก็รู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาในบัดดล
หากเขาให้ความสำคัญกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาก็ไม่ควรทำร้ายเธอ
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากฝากตัวเป็นศิษย์ แน่นอนว่าเรื่องนี้เธอพิจารณามาก่อนแล้ว
ในเมื่อแม่หนิงเสวี่ยดูแคลนเธอมากมายขนาดนั้น ให้ตายเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีทางฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหนิงเยี่ยนฝาน
เหนือหนิงใต้เหมา เหมาคังซานกับหนิงเยี่ยนฝานมีคุณวุฒิอยู่ในระดับเดียวกัน เท่ากับเป็นคนมีความสามารถอย่างแท้จริง แม้อุปนิสัยของเหมาคังซานจะยืดหยุ่นสู้หนิงเยี่ยนฝานไม่ได้ หรือปากของเขาจะทำเรื่องผิดต่อผู้คนมามาก แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่สนใจ
ไหว้เหมาคังซานเป็นครู เธอจะได้ความรู้และคำแนะนำจากผู้มากประสบการณ์
ไหว้เหมาคังซานเป็นครู เธอสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองได้
ได้รับผลประโยชน์มากแค่ไหน ก็ควรแบกรับเรื่องยุ่งยากที่จะตามมาภายหลังมากเท่านั้น เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
“อาจารย์เหมา ฉันคิดดีแล้วค่ะ คนเราไม่มีใครได้ผลประโยชน์โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ตอนนี้อาจารย์สามารถช่วยฉันได้ สำหรับฉันเหมือนฝนตกตอนหน้าแล้ง เหมือนการช่วยเหลือในยามคับขัน ต่อไปถ้าอาจารย์มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ฉันก็จะช่วยสุดความสามารถแน่นอนค่ะ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนตรงไปตรงมา
เหมาคังซานไม่รู้ว่าตนควรดีใจหรือโมโหดี
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้บอกว่าเคารพยกย่องเขามากแค่ไหน
ไม่ได้เสแสร้งแสดงความจริงใจ... ไม่สิ วิธีการแสดงความจริงใจของเธอคือของขวัญกองมหึมาที่วางอยู่ในห้องรับแขกนั่นอย่างไรเล่า
เธอเป็นคนเช่นนี้ และสิ่งที่เหมาคังซานถูกใจก็ดันเป็นความจริงใจที่ไม่มีอะไรแอบแฝงของเธอ!
เพราะเขาถูกพวกเสแสร้งจอมปลอมแทงข้างหลังมามากพอแล้ว
ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนเลวร้าย ทว่าอย่างน้อยเธอก็ไม่คิดสร้างภาพหลอกลวงเขา เหมาคังซานมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างชัดเจน
ครั้งนี้เขาคงมองคนไม่ผิดแล้วสินะ?
เหมาคังซานทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้
“ดี! ในเมื่อเธอไม่กลัว ฉันคนนี้ก็จะไม่พะวงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป เรื่องที่รับปากเธอ ฉันทำได้แน่ เป็นลูกศิษย์ของฉันไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมากมาย แค่คำนับและยกน้ำชา พอดื่มน้ำชาหมดถ้วยเมื่อไร เราสองคนก็คือศิษย์อาจารย์กัน!”
ตอนที่ 975: ลูกศิษย์อยากตอบแทนอาจารย์
ผู้มีความรู้คืออาจารย์
การเคารพและเชื่อฟังอาจารย์ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของประเทศจีน
นอกจากนี้การคำนับและการดื่มชาเคารพอาจารย์ถือเป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดว่าตนกำลังถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด
คิดเสียว่าเป็นการเคารพผู้ใหญ่ในช่วงปีใหม่ก็แล้วกัน
เธอคุกเข่าคำนับอย่างดีใจ ก่อนจะยกถ้วยชาบนโต๊ะไปให้เหมาคังซานโดยไม่มีท่าทีลังเลแม้แต่น้อย
เซี่ยเสี่ยวหลานโค้งคำนับสามครั้ง เหมาคังซานก็ดื่มชาไปสามหน
“พอแล้ว รีบลุกขึ้นมาเถิด!”
“ขอบคุณค่ะอาจารย์!”
เซี่ยเสี่ยวหลานลุกขึ้นแล้วกวักมือเรียกเก่อเจี้ยนเพื่อแนะนำตัว “เก่อเจี้ยน ต่อไปท่านผู้นี้ก็คืออาจารย์ของฉัน หากอาจารย์เหมาสั่งงานอะไร คิดเสียว่าเป็นคำสั่งของฉัน จากนั้นก็จัดการธุระที่ท่านสั่งให้เรียบร้อยด้วยล่ะ!”
“ครับ คุณผู้หญิงเซี่ย อาจารย์เหมา หากมีเรื่องอะไรก็บอกผมได้เลยนะครับ”
เก่อเจี้ยนเป็นคนพูดน้อย แต่มารยาทงาม
ความจริงเขารู้ดีอยู่แล้วว่าคุณผู้หญิงเซี่ยอยากเปิดบริษัทใหม่เพื่อสร้างบ้านขาย ดังนั้นตนกับศิษย์พี่หลี่ต้งเหลียงคงต้องแยกกันทำงาน โดยหลี่ต้งเหลียงจะคอยติดตามหลิวหย่ง ส่วนเขาจะติดตามเซี่ยเสี่ยวหลาน
เก่อเจี้ยนไม่คัดค้านแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรเดิมทีเขาก็ติดตามคุณผู้หญิงเซี่ยอยู่แล้ว
คุณผู้หญิงเซี่ยสอนงานให้เขากับศิษย์พี่หลี่ หลังจากนั้นก็แค่ฝากให้เขาทำงานอยู่ที่หย่วนฮุนเท่านั้น แน่นอนว่าเก่อเจี้ยนยินดีทำงานกับหลิวหย่ง หลิวหย่งเองก็ให้ความสำคัญกับเขาและหลี่ต้งเหลียงเป็นอย่างมาก แต่ลึกๆแล้วในใจเขาก็ยังอยากกลับมาทำงานกับเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ดี
บริษัทใหม่ของคุณผู้หญิงเซี่ยจะราบรื่นหรือไม่ ผู้ชายร่างผอมผิวคล้ำตรงหน้าเขาอย่างเหมาคังซานคือปัจจัยสำคัญ
คุณผู้หญิงเซี่ยเคยบอกไว้ว่า อยากได้อะไรก็ต้องทุ่มเทก่อน ห้ามคิดเล็กคิดน้อย อย่าคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งที่ต้องการก่อนที่จะเสียสละ เพราะหากคิดเช่นนั้นความสำเร็จที่ได้รับจะลดลงมากกว่าครึ่ง ดังนั้นเรื่องประจบเอาใจเหมาคังซาน เก่อเจี้ยนย่อมไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานมาถึงได้ไม่นานก็สร้างเรื่องน่าตกใจให้กับเหมาคังซานมากกว่าที่เขาเคยเจอมาตลอดทั้งปีเสียอีก
บ้านที่เคยเงียบเหงาเวลานี้มีคนเพิ่มมาสองคน คนหนึ่งคือเก่อเจี้ยนที่มีนิสัยพูดน้อย ส่วนอีกคนคือเซี่ยเสี่ยวหลานที่เอาแต่พูดไม่หยุด
การมาของเธอทำให้บ้านของเหมาคังซานเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
เด็กสาวพูดจาน่าฟัง น้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน แม้จะรู้ว่าเธอกำลังประจบประแจงอยู่ แต่การประจบประแจงของเธอช่างพอเหมาะพอดีจนปฏิเสธไม่ลง
เหมาคังซานมองข้าวของที่กองเต็มห้องรับแขก มันเยอะจนเขาเริ่มรู้สึกอึดอัด
“ของไหว้ครูสำคัญที่คุณค่าหาใช่ปริมาณ เธอขนของอะไรมาเยอะแยะขนาดนี้กัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานล้วงใบรายการสีแดงแผ่นใหญ่ออกมาจากกระเป๋าสะพาย
“อาจารย์ลองดูสิคะ”
เหมาคังซานนึกไม่ถึงว่าเธอจะเตรียมใบรายการสินค้าเอาไว้ด้วย
จะมีอะไรที่รับไว้ไม่ได้อีกเล่า ถึงอย่างไรอีกไม่นานเขาก็จะต้องช่วยงานเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่แล้วน่ะสิ
เหมาคังซานเปิดใบรายการออกมาอ่าน
“สาลี่เหยียนโจวหนึ่งลัง มันเทศจากเซียวซานหนึ่งลัง เป๋าฮื้อแห้งหนึ่งกิโลครึ่ง กุ้งแห้งสองกิโลครึ่ง หอยเชลล์สองกิโลครึ่ง เห็ดหัวลิงหนึ่งกิโล เห็ดร่างแหหนึ่งกิโล เห็ดหูหนูหนึ่งกิโล พุทราสองกิโลครึ่ง นมผึ้งหนึ่งกิโล น้ำผึ้งสองกิโลครึ่ง... สุราเหมาไถหนึ่งลัง บุหรี่จงหัวสิบแถว”
มิน่าถึงต้องใช้คนสามคนช่วยกันขนขึ้นมา
นับดูคร่าวๆแล้ว ของพวกนี้คงหนักกว่าห้าสิบกิโลกรัมได้
ยิ่งอ่านเหมาคังซานก็ยิ่งรู้สึกคันปาก
“อย่างกับย้ายร้านขายของชำมาไว้ที่บ้านฉัน!”
ของพวกนี้มีมูลค่าเท่าไร?
มีของทั้งของถูกและของแพง
ทั้งหมดราคาเท่าไรยังไม่แน่ชัด แต่สุราเหมาไถหนึ่งลังกับบุหรี่จงหัวสิบแถว นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถหาซื้อกันได้ง่ายๆ
ในห้องครัว ป้าซ่งเตรียมอาหารเสร็จแล้วแต่เธอยังไม่กล้ายกออกมาข้างนอก นานๆ ทีเหมาคังซานจะใจกว้างสักครั้งถึงได้ให้เธอซื้อเนื้อมาหนึ่งกิโลกับปลาอีกหนึ่งตัว ป้าซ่งถูกชะตากับเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งแต่แรกพบ เด็กสาวที่ทั้งสวยและปากหวานแบบนั้น ใครเล่าจะเกลียดลง
แต่หลังเหมาคังซานอ่านใบรายการเสร็จ หนังตาของป้าซ่งก็กระตุกถี่ๆ
นี่ต้องใช้เงินเท่าไรกัน?
ของขวัญราคาแพงเช่นนี้ ถ้าเหล่าเหมารับเธอเป็นศิษย์ คนอื่นจะวิจารณ์เขาว่าอย่างไร?
ใช้เนื้อหนึ่งกิโลกับปลาอีกหนึ่งตัวมาต้อนรับเซี่ยเสี่ยวหลาน ช่างดูตระหนี่เสียจนน่าหัวเราะ
ในห้องรับแขก เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงยิ้มกว้าง “ฉันเพิ่งมาเยี่ยมอาจารย์เป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าอาจารย์กับอาจารย์หญิงชอบทานอะไรเลยซื้อมาอย่างละนิดละหน่อย ถ้ามีสิ่งไหนถูกปาก อาจารย์บอกฉันได้เลยนะคะ”
มารยาทงามเสียจนหาที่ติไม่ได้
ยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา
คนอารมณ์ร้อนอย่างเหมาคังซานเจอกับคนหน้าด้านแบบเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นนี้ เขาไม่สามารถระเบิดอารมณ์ออกมาได้แม้แต่นิดเดียว
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดเก่งแบบนี้ คงหาคนที่ทั้งเจ้าเล่ห์และพูดจาหวานเลี่ยนขนาดนี้มาเทียบได้ยากนัก
แม้แต่เหมากั๋วเซิ่งก็ไม่เคยพูดจากับเหมาคังซานเช่นนี้!
แน่นอนว่าเหมากั๋วเซิ่งทำงานกินเงินเดือนประจำ สภาพทางการเงินคงเทียบกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้
แต่สองสามีภรรยารู้ว่าพ่อกับแม่กินอยู่อย่างประหยัดทุกวัน แต่ก็ไม่เคยเอาเนื้อนมไข่หรือของบำรุงร่างกายมาให้เลยสักครั้ง
เหมาคังซานไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ในห้องครัว ขอบตาของป้าซ่งเริ่มร้อนผ่าว
ใครที่มีบุญได้ลูกสาวแบบเซี่ยเสี่ยวหลานกันนะ
ป้าซ่งควบคุมอารมณ์ของตัวเองก่อนจะยกอาหารออกมา
“ได้เวลาทานข้าวแล้ว เสี่ยวเซี่ย อย่ารังเกียจอาหารธรรมดา ธรรมดาพวกนี้นะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเบิกตากว้าง “มีทั้งปลาทั้งเนื้อ ยังธรรมดาได้อีกหรือคะ อาจารย์หญิงเหนื่อยไหมคะ เดี๋ยวทานเสร็จแล้วฉันจะช่วยล้างจานเอง เดิมทีฉันก็อยากช่วยทำอาหารนะคะ แต่ฉันทำอาหารได้แย่มาก ไม่กล้าแสดงฝีมือเลยจริงๆค่ะ”
สาวสวยบอบบางเช่นนี้ เพียงเห็นมือคู่นั้นก็รู้ว่าไม่เหมาะกับการล้างจาน
ดีไม่ดีน้ำเย็นๆที่บ้านก็คงไม่เคยแตะสักหยดเลยสินะ
ป้าซ่งคิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแค่พูดล้อเล่น จะทำจริงหรือไม่ก็อีกเรื่อง แต่คำพูดคำจาฟังแล้วทำให้เธอรู้สึกชื่นใจเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานช่วยยกอาหารขึ้นโต๊ะ ป้าซ่งทำเนื้อผัดซอสแดงกับปลาเปรี้ยวหวาน ผัดผักสองจาน และยำสาหร่ายอีกหนึ่งจาน
ความจริงนับว่าอาหารมื้อนี้ครบครันมากแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ใช่ว่าจะเป็นพวกต้องกินเนื้อกินปลาทุกมื้อ อาหารราคาไม่กี่หยวนที่โรงอาหารเธอยังสามารถกินได้สบายสบาย อีกอย่างฝีมือการทำอาหารของป้าซ่งก็ไม่เลวเลยทีเดียว เซี่ยเสี่ยวหลานชมว่าอร่อยไม่ขาดปาก ป้าซ่งถูกชมจนยิ้มไม่หุบ
บรรยากาศในตอนนี้ดีมากจนเหมาคังซานมิอาจคงสีหน้าที่เข้มงวดได้อีกต่อไป
เขาอยากดื่มเหล้าสักหน่อย ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับผลักเหล้าในบ้านเขาไปอีกทาง ก่อนจะหยิบเหมาไถออกจากลังหนึ่งขวด
“ต่อไปนี้อาจารย์ดื่มเหล้านี้นะคะ ยี่ห้อเดียวกับแซ่ของอาจารย์เลยค่ะ! เรื่องอื่นไม่ว่า แต่อาจารย์ควรได้ดื่มสุราชั้นดี สูบบุหรี่ชั้นยอด ให้ลูกศิษย์คนนี้ได้ตอบแทนบุญคุณของอาจารย์นะคะ!”
เหมาไถในปี1985 คุณภาพชั้นเลิศ
เพียงแต่มันหาซื้อยาก สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วราคาของเหมาไถไม่เรียกว่าแพง เธอยังอยากกักตุนเอาไว้ใช้รับแขกในอนาคตเสียด้วยซ้ำ ตอนบอกแขกว่านี่คือเหมาไถเมื่อ30ปีก่อน ฟังแล้วคงเท่ไม่หยอก
วันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานฝากตัวเป็นศิษย์ของเหมาคังซานได้สำเร็จ แต่กลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
เธอรู้สึกว่าสถาบันออกแบบไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่จัดสรรห้องพักที่เหมาคังซานสมควรได้รับ หลังจากไหว้ครูเสร็จแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยิ่งรู้สึกอยากปกป้องคนของตัวเองมากขึ้น ถึงอย่างไรเหมาคังซานก็เป็นอาจารย์ของเธอ ต่อไปเขาไม่ควรใช้ชีวิตอย่างอัตคัดขัดสนเช่นนี้ ระดับคุณวุฒิของอาจารย์เธอไม่ได้ด้อยไปกว่าหนิงเยี่ยนฝานเสียหน่อย ชีวิตสุขสบายที่หนิงเยี่ยนฝานมี เธอก็จะทำให้อาจารย์ของเธอได้รับเช่นเดียวกัน
ป้าซ่งฟังแล้วก็อดพูดออกมาไม่ได้ว่า “เสี่ยวเซี่ย มีเงินไม่ควรใช้ส่งเดช อีกอย่างพวกเราแก่แล้ว จำเป็นต้องใช้ของดีแบบนี้ที่ไหนกัน”
“เหนื่อยมาทั้งชีวิต ทำงานเพื่อประเทศชาติมาจนแก่เฒ่า ทำไมจะเสพสุขบ้างไม่ได้คะ? อาจารย์หญิง ฉันรู้ขอบเขตดีค่ะ ของแค่นี้ไม่ทำให้ฉันจนลงอย่างแน่นอน”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง ความจริงเหมาคังซานเองก็รู้สึกปลื้มใจเป็นอย่างมาก
มีใครบ้างไม่อยากถูกคนยกย่อง?
อีกทั้งคนที่ยกย่องก็เป็นลูกศิษย์คนที่เขาถูกใจอีกด้วย
จุดประสงค์ของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นชัดเจนมาก ในเมื่อเธอยอมเป็นลูกศิษย์ เขาก็ต้องช่วยเธอจัดการเรื่องเอกสารการเปิดบริษัท แม้เหมาคังซานจะมีศัตรูอยู่ครึ่งวงการ แต่ก็ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งมิใช่หรือ?
เขากำลังจะคุยเรื่องนี้กับเซี่ยเสี่ยวหลาน ก็เห็นใครบางคนทำตัวลับๆล่อๆ มองเข้ามาทางหน้าต่างห้องพักของเขา
เก่อเจี้ยนวางชามกับตะเกียบแล้วลุกขึ้นทันที
“นั่นใครน่ะ!”
ตอนที่ 976: ช่างเป็นลูกชายกับลูกสะใภ้ตัวอย่าง
กลางวันแสกๆ คนอื่นนั่งคุยกันในบ้าน นอกบ้านกลับมีคนแอบมองอยู่
ขอเพียงเซี่ยเสี่ยวหลานส่งสายตาเป็นสัญญาณบอกใบ้ เก่อเจี้ยนก็จะจับตัวอีกฝ่ายลากเข้ามาในห้องทันที!
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับส่ายหน้า ถึงอย่างไรที่นี่ก็คืออาคารบ้านพักของสถาบันออกแบบประจำมณฑล คงไม่มีอันตรายอะไร น่าจะเป็นเพื่อนบ้านที่อยากรู้อยากเห็นมากกว่า
เหมาคังซานวางแก้วเหล้าในมือลง
“ใครอยู่ข้างนอก เข้ามา!”
ประตูที่ถูกแง้มค่อยๆเปิดออก ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เธอก็คือคนที่เซี่ยเสี่ยวหลานถามทางตอนอยู่ชั้นล่างนั่นเอง
ด้านหลังเธอมีชายคนหนึ่งที่สีหน้าไม่สู้ดีนักเดินตามมา หน้าตาของเขาคล้ายกับเหมาคังซานอยู่บ้าง
เอ๋ พวกเขาคือคนตระกูลเหมาอย่างนั้นหรือ?
เหมากั๋วเซิ่งถูกเมียกล่อมประสาทอยู่นาน กว่าจะตัดสินใจเดินขึ้นมาดูที่ชั้นบน
เมียของเขาบอกว่ามีคนเอาของขวัญจำนวนมากขึ้นมาที่ชั้นหก เหมากั๋วเซิ่งคิดไปคิดมา เอาของขวัญมาให้พ่อของเขาเช่นนี้ อีกฝ่ายคงมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือเป็นแน่ อีกทั้งเหมาคังซานก็ไม่ได้โยนของขวัญทิ้งเหมือนอย่างทุกครั้ง เหมากั๋วเซิ่งกลัวเหลือเกินว่าพ่อของเขาจะแก่จนเลอะเลือน รับของขวัญที่ไม่สมควรรับ แล้วทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนกันหมดอีกครั้ง... เหมากั๋วเซิ่งถูกกลั่นแกล้งมาตลอดสิบปีจนรู้สึกกลัวไปหมด แม้เขาจะเป็นลูกชายของเหมาคังซาน แต่กลับเป็นคนขี้ขลาดต่างจากผู้เป็นพ่ออย่างสิ้นเชิง
พอขึ้นมาชั้นบน กลิ่นหอมของเนื้อและปลาก็โชยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เหมากั๋วเซิ่งนิ่งคิด นี่คือการเตรียมการไว้ล่วงหน้าอย่างที่คิด ที่แม่ของเขาไปซื้ออาหารเพราะต้องต้อนรับคนที่เอาของขวัญมาให้สินะ
มิน่าถึงไม่ได้โยนของออกไปข้างนอก
พ่อเขากำลังทำเรื่องสุ่มเสี่ยงตอนบั้นปลายชีวิตหรือนี่ เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกกลุ้มใจเหลือเกิน
เพราะเหมาคังซานไม่อยากให้เพื่อนบ้านรู้เห็นตอนเซี่ยเสี่ยวหลานคุกเข่าและยกน้ำชา เขาจึงปิดประตูห้องไว้
ทว่าอากาศของชั้นบนสุดนั้นร้อนอบอ้าวยิ่งนัก พวกเขาจึงเปิดหน้าต่างเอาไว้ เป็นเหตุให้ภรรยาของเหมากั๋วเซิ่งชะเง้อมองเข้ามาทางหน้าต่างถึงถูกจับได้เช่นนี้
“กั๋วเซิ่ง พวกลูกขึ้นมาทำอะไรกัน”
เสียงของพ่อสามีราบเรียบ ลูกสะใภ้เห็นของที่กองอยู่ในห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว หนังตาของเธอกระตุกถี่อยู่ตลอดเวลา
เหมากั๋วเซิ่งไม่ได้เป็นคนโลภเหมือนภรรยา
แม้เขาจะกลัวว่าเขาอาจต้องรับเคราะห์เพราะพ่อ แต่ใจหนึ่งก็เป็นห่วงว่าพ่อจะเดือดร้อนในช่วงบั้นปลายชีวิต
พอเห็นของขวัญมากมายที่กองพะเนินอยู่ตรงห้องรับแขก เหมากั๋วเซิ่งก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา
“ผมได้ยินว่ามีคนเอาของมาให้ที่บ้านเลยขึ้นมาดูกับซูฉิน... มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”
เหมากั๋วเซิ่งเสริมประโยคสุดท้ายอย่างแกนๆ
แต่เมื่อมองจากท่าทางแล้ว เหมือนพ่อแม่ของเขาจะไม่ต้องการความช่วยเหลืออะไร อาหารวางเรียงรายเต็มโต๊ะ พ่อของเขากำลังดื่มเหล้าอย่างมีความสุข และหากสังเกตให้ดีก็พบว่า เหล้าที่ดื่มคือเหมาไถ!
สีหน้าของเหมากั๋วเซิ่งชักไม่ค่อยดีเท่าไร!
เหมาคังซานเหลือบตาขึ้นมอง “ในเมื่อมาแล้วพ่อก็จะแนะนำให้รู้จัก นี่คือเซี่ยเสี่ยวหลาน ลูกศิษย์ที่พ่อเพิ่งรับไว้ เสี่ยวหลาน เขาคือกั๋วเซิ่ง ลูกชายคนเล็กของฉัน ทำงานที่สถาบันออกแบบเช่นกัน เขาพักอยู่ที่ชั้นสาม ส่วนนี่คือลูกสะใภ้ของฉัน เจิ้งซูฉิน”
พวกเขาคือครอบครัวของอาจารย์เหมาจริงด้วยสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจยิ่งนัก เจิ้งซูฉินเป็นลูกสะใภ้ของอาจารย์เหมา แต่ทำไมตอนที่เธอถามทางถึงไม่พูดอะไรออกมาสักคำ แถมยังทำท่าเหมือนเป็นแค่เพื่อนบ้านกันเท่านั้น
อีกอย่างตระกูลเหมาทำไมเป็นเช่นนี้กันเล่า คนหนุ่มสาวพักอยู่ชั้นสาม แต่กลับให้คนแก่สองคนพักอยู่ที่ชั้นหกอย่างนั้นหรือ?
ดูแล้วอาจารย์เหมากับอาจารย์หญิงซ่งน่าจะอายุเข้าเลขหกแล้ว ต้องปีนบันไดขึ้นชั้นหกทุกวันเช่นนี้ ลูกชายกับลูกสะใภ้ไม่เป็นห่วงบ้างหรือ?
ตระกูลเหมามีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเช่นนี้ ดูท่าเธอยังสืบข่าวมาไม่ดีพอ
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นความผิดปกติรอบกาย แต่ริมฝีปากกลับแย้มยิ้มกล่าวทักทายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ที่แท้พี่เจิ้งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เมื่อครู่ฉันเจอกับพี่เจิ้งที่ชั้นล่างแล้วค่ะ พี่เจิ้งยังช่วยบอกทางให้ฉันด้วยนะคะ พี่เหมา พี่เจิ้ง เรียกฉันว่าเสี่ยวเซี่ยก็พอ วันนี้ฉันมาเคารพอาจารย์เหมาเพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ค่ะ”
เหมากั๋วเซิ่งกับเจิ้งซูฉินได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง
อะไรนะ?
ตาแก่รับลูกศิษย์แล้วอย่างนั้นหรือ?
เรื่องนี้น่าตกใจเสียยิ่งกว่าเขายอมรับของขวัญไว้เสียอีก
เหมาคังซานเคยถูกลูกศิษย์ร้องเรียนมาก่อน ทำให้ถูกส่งไปทำงานที่คอกวัวอยู่นานหลายปี
ตระกูลเหมาทั้งตระกูลได้รับผลกระทบไปตามๆกัน!
ตอนหลังเหมาคังซานได้กลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ทำได้เพียงไม่กี่ปีก็ถึงวัยเกษียณ
ตอนนี้แม้จะกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้ดูแลงานของสถาบันออกแบบสักเท่าไร
เดือนก่อนเหมาคังซานไปร่วมงานสัมมนาที่เจียงเฉิง เหมากั๋วเซิ่งอยากตามไปเช่นกัน แต่เหมาคังซานกลับไม่ได้พาเขาไปด้วย
เรื่องนี้เหมากั๋วเซิ่งสามารถทนได้
ทว่าหลังงานสัมมนาจบลง เนี่ยเว่ยกั๋วก็ถูกจับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเหมาคังซานเลยสักนิด แต่เหมาคังซานกลับทนไม่ไหว ด่ากราดพวกหัวหน้าผู้จัดงานสัมมนาเสียยับเยิน ที่สถาบันออกแบบมณฑลเจ้อ นอกจากเหมาคังซานแล้วยังมีคนอื่นที่เป็นสมาชิกสมาคมสถาปนิกและเข้าร่วมงานสัมมนารวมอยู่ด้วย ข่าวนี้จึงแพร่สะพัดไปทั่วสถาบันออกแบบมณฑลเจ้ออย่างรวดเร็ว พอเหมากั๋วเซิ่งรู้ข่าวแล้วเขาก็รู้สึกเดือดดาลมาก
เขาไม่คาดหวังให้พ่อของตนก้าวหน้าไปมากกว่านี้ ถึงอย่างไรเหมาคังซานก็อายุหกสิบกว่าแล้ว คงทำงานได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้น
แค่ไม่กี่ปีพ่อของเขาจะช่วยทนหน่อยไม่ได้เชียวหรือ?
เหมาคังซานทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบของมณฑลเจ้อมาหลายสิบปี แม้แต่ตำแหน่งผู้จัดการกิจการทั่วไปของสมาคมสถาปนิกก็ยังคว้ามาไม่ได้ เหมากั๋วเซิ่งถูกพ่อของตนทำให้เดือดร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่มีลูกเมียต้องเลี้ยงดู ไม่ได้มีจิตใจสูงส่งขนาดนั้น เขาเองก็เสียใจเป็นเหมือนกัน
เหมาคังซานด่าคนอื่นที่เจียงเฉิงเสร็จก็เดินทางกลับมาพร้อมข่าวที่แพร่สะพัดไปทั่วหางเฉิง เรื่องนี้ทำให้เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกโกรธจนกินข้าวไม่ลงไปสองวัน
เขาไม่ได้ขึ้นมาที่ชั้นหกเกือบครึ่งเดือนแล้ว
ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้เซี่ยเสี่ยวหลานหอบของขวัญมาอย่างเอิกเกริก เหมากั๋วเซิ่งก็คงไม่ขึ้นมาข้างบนนี้อย่างแน่นอน
แต่หลังขึ้นมาแล้ว สภาพจิตใจของเหมากั๋วเซิ่งก็สับสนยิ่งกว่าเดิม
พ่อของเขากำลังนั่งกินดื่มกับคนอื่นอย่างสนิทสนม แนะนำเด็กสาวว่าเป็นลูกศิษย์ สาวสวยขนาดนี้ แค่ดูก็รู้ว่าบ้านรวย บอกว่าเรียนสถาปัตยกรรมแถมยังขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์เหมาคังซานด้วย... นี่ล้อกันเล่นหรือเปล่า?
เหมากั๋วเซิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น เขารู้สึกว่าพ่อของตนอายุปูนนี้แล้ว แต่กลับมีแนวโน้มที่จะไม่รักษาศีลธรรมจริยธรรม
สายตาของเจิ้งซูฉินหยุดอยู่ที่กองของขวัญ ก่อนจะละสายตาออกมาอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วถามเสียงเบาว่า
“เสี่ยวเซี่ย ทำไมถึงมาขอเป็นลูกศิษย์กับคุณพ่อล่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นความผิดปกติของสองสามีภรรยา แต่สีหน้าของเธอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“อาจารย์เหมาเป็นบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิในแวดวงสถาปัตยกรรม การได้เป็นลูกศิษย์ของเขาคือเกียรติของฉันค่ะ”
เจิ้งซูฉินอ้าปากค้าง
เด็กสาวคนนี้พูดจาเหลวไหลอะไรกัน
พ่อสามีเธอเป็นคนปกติเสียที่ไหน?
ไม่รู้ว่าพ่อสามีสร้างศัตรูเอาไว้เท่าไร ที่สถาบันออกแบบจ้างเขาอีกครั้งเพราะอยากได้ชื่อเสียงของเหมาคังซานมาประดับบารมีเท่านั้น แต่พวกหัวหน้าในสถาบันมีใครชอบนิสัยของเหมาคังซานกันบ้างเล่า!
มาไหว้พ่อสามีเธอเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ เด็กสาวคนนี้ยังสติดีอยู่หรือเปล่า
เหมากั๋วเซิ่งคิดต่างไปจากภรรยา “พ่อ เสี่ยวเซี่ยเรียนสถาปัตยกรรมหรือครับ”
เหมาคังซานไม่รู้ว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ต้องการทำอะไรกันแน่ ดีไม่ดีวันนี้อาจทำให้ลูกศิษย์คนใหม่ของเขาต้องเห็นเรื่องน่าขายหน้าเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้นเหมาคังซานก็ไม่สนใจ ในเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นลูกศิษย์ของเขาแล้ว อีกหน่อยคงต้องเจอกับเรื่องขายหน้าอีกมาก
“ใช่แล้ว ปีที่แล้วเสี่ยวหลานสอบติดภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิง พ่อรู้จักกับเธอที่เจียงเฉิง และคิดว่าเธอมีพรสวรรค์มาก พวกเรานิสัยเข้ากันได้ พ่อเลยตกลงรับเธอไว้เป็นลูกศิษย์”
สมองของเหมากั๋วเซิ่งใกล้จะระเบิดเต็มที
มหาวิทยาลัยหัวชิงสอบเข้ายากมาก
ภาควิชาสถาปัตยกรรมของที่นั่นดูแลรุ่นน้องเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของเซี่ยเสี่ยวหลานดีกว่าเขามาก
แต่เพิ่งสอบติดเมื่อปีที่แล้ว พ่อเขาดูออกได้อย่างไรว่าเธอมีพรสวรรค์? วิชาเฉพาะของภาคคงยังได้เรียนแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น นี่พ่อของเขาพูดเหลวไหลอะไรอยู่
ทั้งยังบอกว่านิสัยเข้ากันได้ เช่นนั้นก็คงนิสัยเลวร้ายเหมือนกันสินะ!
เด็กกับคนแก่ที่มีนิสัยคล้ายกัน มารวมตัวกันเช่นนี้ ตระกูลเหมาคงไม่สงบสุขอีกแล้วอย่างแน่นอน
เหมากั๋วเซิ่งอยากคัดค้านเรื่องรับลูกศิษย์ยิ่งนัก ถึงอย่างไรเขาก็เป็นลูกชายแท้ๆ เรื่องใหญ่แบบนี้ทำไมไม่มาปรึกษาเขาก่อน
ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกลับชิงพูดก่อน เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผาก พลางพูดถึงสิ่งที่ตนรู้สึกข้องใจ
“พี่เหมา สถาบันออกแบบทำงานกันอย่างไรหรือคะ ตอนจัดสรรบ้านพักให้อาจารย์ ไม่คำนึงถึงอายุของท่านกับอาจารย์หญิงเลยหรือ? อยู่ชั้นหกเดินขึ้นมาก็ลำบาก ฤดูร้อนยังอบอ้าวเสียขนาดนี้ แล้วฤดูหนาวจะหนาวขนาดไหนกัน!”
ตอนที่ 977: หน้าด้านหน้าทน
คนทั้งห้องไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดถึงเรื่องการจัดสรรบ้านพักขึ้นมา
ระบบความคิดที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คนอื่นจะตั้งรับทันได้อย่างไรกัน
เดิมทีเหมากั๋วเซิ่งกำลังจะตั้งคำถาม แต่พอได้ฟังข้อสงสัยของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วเขาก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
เหมาคังซานเป็นถึงบุคลากรระดับสูงของแวดวงสถาปัตยกรรมประจำมณฑล สถาบันออกแบบจะไม่ไว้หน้าเขาได้เสียที่ไหน
เขามีลูกศิษย์และเพื่อนเก่าอยู่มากมาย ถึงเหมาคังซานจะไม่อยากไปมาหาสู่ด้วย แต่นั่นก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสถานะของเขาแต่อย่างใด
แม้แต่สมาคมสถาปนิกก็ทำอะไรเหมาคังซานไม่ได้ แถมยังแต่งตั้งตำแหน่ง ‘ที่ปรึกษา’ ให้กับเหมาคังซานโดยเฉพาะอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจไล่เหมาคังซานออกจากสมาคมไปได้ ดังนั้นความคับข้องใจของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงกลายเป็นการปรักปรำสถาบันออกแบบทันที ทว่าความจริงแล้วห้องพักที่สถาบันจัดสรรให้กับพวกเขาคือห้องที่ครอบครัวเหมากั๋วเซิ่งอาศัยอยู่ในปัจจุบัน... ถูกคนนอกทักท้วงขึ้นมาเช่นนี้ เหมือนกำลังชี้หน้าด่าเหมากั๋วเซิ่งว่าอกตัญญูไม่มีผิด!
เดิมทีเจิ้งซูฉินกำลังน้ำลายไหลกับของขวัญไหว้ครู แต่ตอนนี้น้ำลายนั้นกลับติดคอเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เธอสงสัยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจงใจพูด พ่อแม่สามีเธอคงบ่นเรื่องนี้กับเซี่ยเสี่ยวหลานสินะ เซี่ยเสี่ยวหลานถึงได้เอาเรื่องห้องพักมาพูดอย่างกะทันหันแบบนี้
เจิ้งซูฉินชักจะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียแล้ว
เรื่องของตระกูลเหมา คนนอกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานมายุ่งอะไรด้วย?
นึกว่าตัวเองได้เป็นลูกศิษย์แล้วจะสามารถยุ่มย่ามเรื่องภายในครอบครัวเหมาได้อย่างนั้นหรือ!
พี่น้องของเหมากั๋วเซิ่งไม่พอใจยังไม่เท่าไร แต่คนนอกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานกลับเข้ามาแทรกแซงเช่นนี้ เจิ้งซูฉินจึงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก
“อ้าว เสี่ยวเซี่ย จะพูดจาใส่ร้ายพวกหัวหน้าแบบนี้ไม่ได้นะ ความจริงห้องพักที่ทางสถาบันจัดสรรให้ทั้งสองท่านคือห้องชุดที่พวกฉันอาศัยอยู่ตอนนี้ จำนวนห้องนั้นมากกว่าชั้นบนแค่ห้องเดียว แต่พ่อกับแม่เห็นใจพวกฉัน รู้ว่าครอบครัวฉันอยู่กันหลายคน พวกท่านเลยยอมสลับห้องให้เท่านั้นเอง... เฮ้อ ต้องโทษฉันกับกั๋วเซิ่งที่ไร้ความสามารถ ยื่นเรื่องขอห้องชุดใหม่ให้กับพ่อแม่ไม่ได้”
เจิ้งซูฉินชิงพูดแก้ตัวอย่างครบถ้วนทุกประเด็น
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ทันทีว่า ลูกสะใภ้ของอาจารย์เหมาเป็นพวกชอบเอารัดเอาเปรียบคนอื่น
ถ้ากตัญญูจริง จะปล่อยให้พ่อแม่สามีปีนขึ้นบันไดหกชั้นทุกวันได้อย่างไร?
ทว่าแม้แต่คนเป็นลูกชายอย่างเหมากั๋วเซิ่งยังไม่เป็นห่วง เช่นนั้นจะโทษเจิ้งซูฉินก็คงไม่ได้
“อย่างนี้นี่เอง ฉันเข้าใจหัวหน้าของสถาบันออกแบบผิดไปแล้วค่ะ”
สีหน้าของป้าซ่งดูกระอักกระอ่วนยิ่งนัก เสี่ยวเซี่ยเพิ่งมาเยี่ยมบ้านวันแรกก็คุยเรื่องอ่อนไหวเช่นนี้ ลูกชายกับลูกสะใภ้อาจคิดว่าเธอกับตาแก่พูดตัดพ้อให้เสี่ยวเซี่ยฟังก็เป็นได้
ป้าซ่งกังวลยิ่งนัก แต่ลึกๆก็รู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ลูกศิษย์แบบเสี่ยวเซี่ย ไม่ใช่แค่ใจกว้าง แต่ยังมีจิตใจที่ละเอียดอ่อน เป็นห่วงเหล่าเหมากับเธออย่างแท้จริง ถึงได้สงสัยเรื่องห้องพักเช่นนี้
แต่ในเมื่อสลับบ้านพักกันแล้ว หากยกมาพูดในตอนนี้จะทำให้ขัดแย้งกันเสียเปล่าๆ
“กั๋วเซิ่ง ลูกกับซูฉินนั่งกินข้าวด้วยกันหน่อยไหม”
เหมากั๋วเซิ่งไม่อยากกินแม้แต่คำเดียว
เขาอยากคัดค้านเหมาคังซานไม่ให้รับลูกศิษย์
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานดันพูดเรื่องบ้านขึ้นมาเสียก่อน เหมากั๋วเซิ่งจึงรู้สึกอับอายจนพูดอะไรไม่ออก
แล้วเขาจะเอาเหตุผลอะไรมาคัดค้านได้อีกเล่า?
เจิ้งซูฉินมองอาหารและเครื่องดื่มอย่างดีบนโต๊ะ ก่อนจะกระชากเสื้อของสามีให้นั่งลง
“ลูกไม่อยู่บ้านพอดี ไปหาคุณยายกันหมด ฉันกับกั๋วเซิ่งนั่งกินกันสักคำสองคำก็แล้วกันค่ะ จะได้ฉลองให้เสี่ยวเซี่ยด้วยเสียเลย ตอนนี้เสี่ยวเซี่ยเป็นลูกศิษย์ของคุณพ่อแล้ว ต่อไปพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกัน ฐานะที่บ้านของเสี่ยวเซี่ยคงไม่เลวสินะ ถึงได้ให้ของขวัญมากมายเช่นนี้”
เจิ้งซูฉินแค่อ้าปากก็เริ่มสืบข่าวทันที
ลูกสะใภ้ไม่รู้จักวางตัวเช่นนี้ เหมาคังซานรู้สึกขายหน้าลูกศิษย์คนใหม่เหลือเกิน
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางหักหน้าอาจารย์ของตัวเอง เธอจึงตอบกลับอย่างคลุมเครือว่า “ฐานะที่บ้านไม่เท่าไรหรอกค่ะ ฉันเพียงอยากตอบแทนบุญคุณของอาจารย์กับอาจารย์หญิงเท่านั้น ตอนนี้ทั้งสองท่านยังสุขภาพแข็งแรง มือเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เช่นนั้นก็ควรได้ทานของดีหน่อยสิคะ”
เจิ้งซูฉินเป็นคนหน้าหนา เธอมองของดีที่ว่าแล้วรู้สึกตาร้อนยิ่งนัก
ของส่วนใหญ่ถูกห่อไว้จนมองไม่เห็นว่าข้างในคืออะไร แต่บุหรี่จงหัวกับสุราเหมาไถนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทว่าเหมากั๋วเซิ่งค่อนข้างหน้าบาง เขารู้สึกว่าคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นแฝงความนัยอะไรบางอย่างเอาไว้ เหมือนกำลังกล่าวโทษว่าเขาเนรคุณ... เงินของที่บ้านเขายกให้เมียเป็นคนดูแล และเพราะเหมากั๋วเซิ่งไม่พอใจพ่อตัวเอง เขาจึงไม่สนใจชีวิตประจำวันของพ่อแม่สักเท่าไร
แม้เจิ้งซูฉินจะหาเหตุผลได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นหลังคุณพ่อกลับมารับตำแหน่ง ท่านก็ได้รับทั้งเงินบำนาญ และเงินเดือน เงินเดือนในแต่ละเดือนเยอะกว่าเงินของเธอกับเหมากั๋วเซิ่งรวมกันเสียอีก อีกอย่างท่านก็ประหยัดจนเคยตัว ชอบกินอาหารเรียบง่าย แล้วพวกเธอจะทำอะไรได้!
เหมากั๋วเซิ่งฟังเธอแล้วก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน
แต่ทำไมพอเซี่ยเสี่ยวหลานพูดขึ้นมา เขากลับรู้สึกนั่งไม่ติด
ทั้งที่เป็นคนเหมือนกัน
ไม่มีเหตุผลที่คนแก่สมควรใช้ชีวิตอย่างประหยัด ความหอมของเนื้อ ความละมุนของไข่ ความเข้มข้นของนม สิ่งเหล่านี้คนหนุ่มสาวชื่นชอบได้ แล้วทำไมคนแก่จะไม่ชื่นชอบเล่า?
แก้มของเหมากั๋วเซิ่งแสบร้อนไปหมด
แม้เขาจะไม่พอใจพ่อ แต่เขาก็ไม่ควรหมางเมินแม่ไปด้วยอีกคนไม่ใช่หรือ
ทั้งหมดคือข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนความไม่เอาไหนของตัวเอง เขาสามารถดูแลครอบครัวตัวเองได้ แต่กลับไม่มีปัญญาดูแลพ่อแม่ สุดท้ายพ่อกับแม่จึงต้องพึ่งพาให้คนนอกมาช่วยดูแล ดังนั้นถ้าเขาไม่อยากให้พ่อรับเสี่ยวเซี่ยมาเป็นลูกศิษย์ เขาจะใช้เหตุผลอะไรมาอ้างได้อีกเล่า?
ในเมื่อนั่งลงแล้ว เหมาคังซานก็ไม่คิดจะเอ่ยปากไล่แต่อย่างใด
อีกทั้งยังรินสุราเหมาไถให้กับเหมากั๋วเซิ่งอีกด้วย
อาหารมื้อนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกสองคน บรรยากาศจึงแปลกประหลาดยิ่งนัก เหมากั๋วเซิ่งเอาแต่ก้มหน้าดื่มเหล้าเงียบๆ ในขณะที่เจิ้งซูฉินแค่มาถึงก็แย่งความสนใจไปจากเซี่ยเสี่ยวหลานจนหมด เธอพูดอยู่คนเดียวเป็นต่อยหอย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงกินข้าวอย่างเงียบงันต่างจากบรรยากาศในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง
กินอาหารเสร็จเจิ้งซูฉินก็ยังไม่ยอมกลับ เหมาคังซานอยากคุยเรื่องงานกับลูกศิษย์จึงตัดสินใจเอ่ยปากไล่
แต่เจิ้งซูฉินช่างหน้าด้านหน้าทน พูดจามีเหตุผลเสียเหลือเกิน
“ลูกศิษย์ของคุณพ่อก็เหมือนคนในครอบครัว เป็นครอบครัวเดียวกันก็ควรสนิทกันให้มากๆจริงไหมคะ พ่อคุยกับเสี่ยวเซี่ย ฉันกับกั๋วเซิ่งย่อมไม่รบกวนอยู่แล้ว แต่ในเมื่อลูกศิษย์ฟังได้ แล้วทำไมลูกชายแท้ๆจะฟังไม่ได้ล่ะคะ? กั๋วเซิ่งเองก็เรียนสถาปัตยกรรม ถึงเสี่ยวเซี่ยจะมีพรสวรรค์มากแค่ไหน แต่เธอก็เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ต่างจากกั๋วเซิ่งที่ทำงานด้านนี้มาหลายปีแล้ว ส่วนฉัน… ฉันสามารถช่วยแม่ล้างจานเก็บกวาดห้องได้ค่ะ!”
วาจาฉะฉาน อ้างเหตุผลได้ตลอดเวลา
เพียงแต่จิตใจคิดอะไรก็เขียนเอาไว้บนใบหน้าจนหมด ลูกสะใภ้ของเหมาคังซานคนนี้ ช่างมีเอกลักษณ์เสียเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานมองเจิ้งซูฉินเดินเข้าไปในห้องครัว ก่อนจะเห็นว่าเหมาคังซานมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เธอจึงรีบพูดเพื่อคลายบรรยากาศทันที
“อาจารย์คะ ฉันว่าที่พี่เจิ้งพูดนั้นถูกต้องแล้วค่ะ ขอบคุณที่พี่เจิ้งใส่ใจฉัน ฉันบอกว่าจะช่วยอาจารย์หญิงเก็บกวาด แต่ดูเหมือนตอนนี้พี่เจิ้งจะทำให้ฉันเป็นไทเสียแล้วสิ เรื่องที่ฉันอยากคุยด้วยไม่ต้องรีบร้อนหรอกค่ะ ฉันจองโรงแรมที่หางเฉิงไว้แล้ว เราไปคุยกันที่โรงแรมดีไหมคะ”
เหมาคังซานได้ยินดังนั้นก็เห็นด้วยในบัดดล
การอาศัยอยู่ในอาคารที่พักของหน่วยงานนั้นมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน
ข้อดีคือเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันมาหลายสิบปีต่างคอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน
ส่วนข้อเสียคือบ้านไหนมีความเคลื่อนไหวอะไรย่อมปิดไม่อยู่น่ะสิ
หากพูดเสียงดังหน่อยเพื่อนบ้านก็จะได้ยินกันหมด
ขนาดแค่กินเนื้อสักมื้อ กลิ่นยังลอยเข้าบ้านคนอื่นได้ด้วยซ้ำ
“ทำตามที่เธอว่าเถอะ!”
เก่อเจี้ยนใช้โทรศัพท์บ้านเหมาคังซานโทรเรียกรถแท็กซี่ ส่วนเจิ้งซูฉินล้างจานอยู่ในครัวพลางเงี่ยหูฟังก่อนจะได้ยินเก่อเจี้ยนเอ่ยชื่อโรงแรมหางเฉิงหัวเฉียว ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซีหู
อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่โรงแรมที่ราคาแพงที่สุด
เจิ้งซูฉินคิดคำนวณในใจ แต่เธอยังคงหมายตาของขวัญที่กองอยู่ในห้องรับแขกจึงไม่ร้องอยากจะตามไปด้วย
จนกระทั่งเจิ้งซูฉินเก็บกวาดห้องครัวเสร็จแล้ว แท็กซี่ก็มาถึงชั้นล่างและบีบแตรเพื่อส่งสัญญาณพอดี
เซี่ยเสี่ยวหลานชิงประคองตัวเหมาคังซานลงบันได ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้ป้าซ่ง
“อาจารย์หญิง คืนนี้ไม่ต้องทำอาหารแล้วนะคะ ก่อนมื้ออาหารฉันจะให้เก่อเจี้ยนมารับ ฉันได้จองร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำไว้ที่ถนนเยียนอันแล้วค่ะ”
ตอนที่ 978: ประธานเซี่ยไม่พอใจ
ป้าซ่งยังไม่ทันปฏิเสธ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ประคองตัวเหมาคังซานเดินออกจากห้องไปเสียแล้ว
พอพวกเขาขึ้นรถแท็กซี่ ทั้งอาคารที่เมื่อครู่เหมือนอากาศหยุดนิ่งก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
ป้าซ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง จู่ๆก็มีคนเจ็ดแปดคนมารุมล้อมทันที
“บ้านเธอมีญาติรวยๆมาหาหรือ?”
“เมื่อก่อนไม่เห็นเคยเจอเลยนะ!”
“หิ้วถุงน้อยใหญ่ ขนของขึ้นมาตั้งมากมาย”
“กินข้าวเสร็จแล้วพาอาจารย์เหมาไปไหนต่อล่ะนั่น?”
ทุกคนต่างพากันซักถามป้าซ่ง ทว่าป้าซ่งไม่รู้จะตอบอย่างไร พูดออกไปก็เหมือนโอ้อวด เสี่ยวเซี่ยทำเรื่องเอิกเกริกเกินไปแล้ว!
เจิ้งซูฉินยังคงใส่ผ้ากันเปื้อน มือของเธอชุ่มไปด้วยหยดน้ำจากการล้างจาน
อดทนเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเหมามานานหลายปี แม้เหมาคังซานจะมีชื่อเสียงโด่งดังมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด
หายากที่จะมีโอกาสได้โอ้อวดสักครั้ง วันนี้มีหรือที่เจิ้งซูฉินจะยอมปล่อยไปง่ายๆ เธอพูดเสียงสูงว่า “อุ๊ย ไม่ใช่ญาติหรอก พอดีพ่อสามีฉันรับลูกศิษย์คนใหม่ เห็นว่าเรียนสถาปัตยกรรมอยู่ที่หัวชิง ที่บ้านทำอะไรฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ลูกศิษย์คนใหม่ของพ่อสามีฉันช่างกตัญญูจริงๆ ให้ของยังไม่เท่าไร แต่กินข้าวเสร็จแล้วยังอุตส่าห์เชิญพ่อสามีฉันไปดื่มชาที่ทะเลสาบซีหูอีกน่ะสิ ได้ยินว่าจองร้านอาหารสำหรับมื้อค่ำไว้ที่ถนนเหยียนอันด้วย...”
เจิ้งซูฉินพูดหนึ่งประโยค คนอื่นกล่าวสรรเสริญหนึ่งคำ
ห้องของเหมาคังซานมีขนาดเล็ก ของขวัญที่กองไว้ตรงห้องรับแขกยังไม่ถูกเก็บเข้าไปด้านใน
คนที่นิสัยไม่น่าคบและรักสันโดษมานานหลายปีอย่างเหมาคังซานมีลูกศิษย์ที่กตัญญูขนาดนี้เชียวหรือ?
ภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิงนั้นมีชื่อเสียง
ปัจจุบันเกณฑ์คะแนนสอบเข้าหัวชิงนั้นสูงมาก การจะสอบให้ติดจึงเป็นเรื่องยาก ทว่าหลังเรียนจบแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะหางานทำไม่ได้
สถานที่อย่างสถาบันออกแบบประจำมณฑล สำหรับนักศึกษาที่เรียนจบจากหัวชิงไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อมแม้แต่น้อย แสดงว่าที่อีกฝ่ายมาขอเป็นลูกศิษย์เหมาคังซาน ไม่ใช่เพราะอยากเอาเปรียบเหมาคังซานอย่างนั้นหรือ?
สุราเหมาไถกับบุหรี่จงหัวที่วางอยู่ในห้องรับแขกช่างเด่นสะดุดตายิ่งนัก
คนนิสัยเลวร้ายแบบเหมาคังซานไปหาลูกศิษย์แบบนี้มาจากไหนกัน ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
เหมาคังซานใช่ว่าจะไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพราะเมื่อก่อนเขาดื้อรั้นไม่ยอมรับใครเป็นศิษย์ ตอนนี้คิดได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
เพื่อนบ้านที่มาสืบข่าวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง พวกเขาพูดคุยอย่างเป็นมิตรกับป้าซ่งมาก แถมยังพูดเยินยอเจิ้งซูฉินอีกด้วย
กว่าจะส่งทุกคนกลับไปนั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว ป้าซ่งรู้สึกว่าการพูดคุยนั้นเหนื่อยกว่าการทำกับข้าวเสียอีก
เจิ้งซูฉินปิดประตู เธอกำลังจะเดินไปแกะของขวัญที่ถูกห่อเอาไว้ แต่กลับถูกป้าซ่งทักขึ้นว่า
“เธอจะทำอะไรน่ะ”
เจิ้งซูฉินยิ้มกว้าง “แม่ ฉันแค่อยากดูว่ามันคืออะไรเองค่ะ จมูกฉันไม่แย่ ได้กลิ่นหอมของผลไม้ รวมถึงกลิ่นคาวด้วย ดูท่าเสี่ยวเซี่ยจะให้ของกินมาเยอะเลยสินะคะ แม่กับพ่อคงกินไม่ได้ วางทิ้งไว้ก็เสียของเปล่าๆ!”
พูดจาดีดูมีเหตุผลยิ่งนัก
ต่อให้เจิ้งซูฉินไม่พูดเช่นนี้ ถึงอย่างไรลูกชายแท้ๆ ของป้าซ่งก็อาศัยอยู่ชั้นล่างของตึกเดียวกัน ป้าซ่งย่อมไม่เก็บอาหารไว้กินคนเดียวอย่างแน่นอน
แต่พอได้ยินคำพูดของเจิ้งซูฉิน ป้าซ่งก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบใจนัก
แม้จะยิ้มเหมือนกัน แต่รอยยิ้มของเสี่ยวเซี่ยทำให้คนมองรู้สึกสบายใจมากกว่า อีกทั้งคำพูดคำจาก็เต็มไปด้วยความห่วงใยที่มีให้เธอและตาแก่จากใจจริง
ลูกสะใภ้เจิ้งซูฉินเองก็กำลังยิ้มเช่นกัน แต่รอยยิ้มของเธอกลับเต็มไปด้วยมารยา เสแสร้งเสียจนป้าซ่งรู้สึกต่อต้าน
ป้าซ่งห้ามเจิ้งซูฉินไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“อย่าเพิ่งยุ่งกับของพวกนั้น รอพ่อของเธอกลับมาแกะดูก่อน นี่เป็นของที่เสี่ยวเซี่ยให้เขามา พ่อของเธอจะแบ่งอย่างไรก็แล้วแต่เขา ถึงอย่างไรย่อมแบ่งให้ครอบครัวเธออยู่แล้ว”
เจิ้งซูฉินหน้าบูดบึ้งขึ้นมาทันที “แต่พ่อขี้เหนียวเสียขนาดนั้น...”
ป้าซ่งไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ขี้เหนียวก็ไม่เห็นจะแย่ตรงไหน
คนเราหากแก่แล้วไม่มีเงินเก็บ จะทำให้ลูกหลานเดือดร้อนในภายหลัง
เหมาคังซานเคยบอกเธอนานแล้วว่า ไม่อยากใกล้ชิดกับพวกลูกๆมากนัก เพราะกลัวว่าหากเป็นอะไรไปแล้วจะทำให้พวกเขาต้องเดือดร้อนตามไปด้วย
ความจริงเหมาคังซานไปหาหมอก็ไม่ต้องจ่ายเงินเอง และหากสิ้นอายุขัยเมื่อไรทางสถาบันออกแบบจะเป็นผู้จ่ายค่าทำศพให้
แล้วเขาจะขี้เหนียวไปทำไมกัน?
เงินที่เขาเก็บออม เหมาคังซานบอกว่าจะทิ้งไว้ให้ป้าซ่ง
ป้าซ่งไม่เคยทำงานมาก่อน เธอแต่งงานกับเหมาคังซานตั้งแต่ก่อนก่อตั้งสาธารณรัฐ เหมาคังซานพูดอยู่เป็นประจำว่าชีวิตของเขามีขึ้นมีลงไม่แน่นอนนัก ทำให้เธอต้องลำบากอยู่นานหลายปี อนาคตหากเขาเป็นอะไรไปก่อน เหมาคังซานกลัวว่าจะไม่มีใครดูแลเธออีก
แต่ถ้ามีเงินอยู่ในมือก็ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวอีกแล้ว
ต่อให้ลูกหลานไม่กตัญญู ทว่าหากเห็นแก่เงินเก็บเหล่านั้นสุดท้ายพวกเขาก็คงยอมทำดีกับป้าซ่งอย่างแน่นอน
ป้าซ่งขอบตาร้อนผ่าว
กินอาหารเรียบง่ายไม่ใช่เรื่องลำบาก แต่เธอสงสารเหมาคังซานที่ต้องใช้ชีวิตประหยัดอดออมมากจนเกินไป
พอมีเสี่ยวเซี่ยโผล่มาอย่างกะทันหันเช่นนี้ เด็กคนนั้นเหมือนได้ทลายกำแพงบางอย่างจนแตกสลาย
ทำลายความเย็นชาและความเคร่งขรึมของตระกูลเหมา?
ทำลายชีวิตเรียบง่ายที่กินแค่บะหมี่กับน้ำเปล่า?
ป้าซ่งเองก็ยังไม่แน่ใจสักเท่าไร
เธอเพียงรู้สึกว่า ตอนเหมาคังซานอ่านใบรายการของขวัญ พลางต่อว่าเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเหมือนยกร้านขายของชำมาไว้ในบ้าน ความจริงแล้วน้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความดีใจ!
ดีใจก็ดีแล้ว เห็นได้ชัดว่าลูกศิษย์คนนี้รับไว้ไม่เสียเปล่า
------------------------------
เหมาคังซานไม่รู้ว่าภรรยาที่บ้านคิดมากขนาดนั้น
แต่การกระทำของเซี่ยเสี่ยวหลานคงทำให้คนทั้งอาคารที่พักรู้กันทั่วแล้วว่า เขาเหมาคังซานรับลูกศิษย์คนใหม่แล้ว
แบบนี้ก็ดี เขาจะได้ไม่นึกอยากเปลี่ยนใจอีก
โรงแรมหัวเฉียวอยู่ที่ถนนเจี่ยฟ่าง อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบซีหูมากนัก สภาพแวดล้อมสงบสุขและผ่อนคลายเหมาะสำหรับการนั่งจิบชายิ่งนัก
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าไม่จำเป็นต้องปิดบังเหมากั๋วเซิ่ง เหมาคังซานเองก็ไม่เกรงใจ เขาจึงพูดเรื่องสำคัญขึ้นมาตามตรง
“ฉันคงไม่อาจทำให้เธอมาเสียเที่ยวได้ เธอบอกว่าอยากตั้งบริษัทก่อสร้างสินะ อยากได้เอกสารรับรองอะไรบ้างเล่าฉันจะได้ช่วยเหลือ เธอแค่เตรียมเงินทุนสำหรับจดทะเบียนบริษัทไว้ก็พอแล้ว เพราะเรื่องเงินตาแก่อย่างฉันคงไม่มีให้หรอก”
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่เคยคิดจะขอเงินจากเหมาคังซานอยู่แล้ว
สิ่งที่เธอให้ความสำคัญคือความสามารถของเหมาคังซาน ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทองของเขา
“ทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านหยวน ฉันจะเตรียมไว้ให้พร้อมค่ะ อาจารย์คะ บริษัทแห่งนี้ของฉันทางที่ดีควรจะเดินเรื่องทำเอกสารเบื้องต้นให้เสร็จก่อนวันชาติ เรื่องนี้คงต้องรบกวนอาจารย์แล้วละค่ะ”
เหมากั๋วเซิ่งฟังแล้วรู้สึกมึนงงไปหมด
ทำไมถึงคุยกันเรื่องเปิดบริษัทเล่า?
เขานึกว่าธุระสำคัญที่ว่า คือการที่พ่อของเขาจะอบรมและให้คำเตือนว่าเซี่ยเสี่ยวหลานควรหรือไม่ควรทำอะไรเสียอีก
ใครจะไปคิดว่าเหมาคังซานจะมีท่าทีอ่อนโยนกับเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอะไร เหมาคังซานล้วนพยักหน้าเห็นด้วยไปเสียหมด
แม้แต่ลูกชายแท้ๆอย่างเหมากั๋วเซิ่ง เหมาคังซานยังไม่เคยพูดคุยอย่างใจเย็นด้วยขนาดนี้เลย
เหมากั๋วเซิ่งเริ่มรู้สึกสับสนอีกครั้ง
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็กำลังจับสังเกตเหมากั๋วเซิ่งอยู่เช่นกัน
บรรยากาศภายในครอบครัวอาจารย์เหมาดูเหมือนจะไม่ค่อยสงบสุขเท่าไร ลูกชายกับลูกสะใภ้พักอยู่ที่ชั้นสาม สลับห้องพักกับคนแก่สองคนให้พวกเขามาอยู่ที่ชั้นหก อาจารย์เหมาเป็นคนโมโหร้ายขนาดนั้นยังยอมทน แสดงว่าเขายินดีทำเช่นนั้นเอง
คนเป็นพ่อแม่ไม่ว่าอยู่นอกบ้านจะดุดันแค่ไหน แต่เวลาอยู่ต่อหน้าเลือดเนื้อเชื้อไข มักจะ ‘อ่อนแอ’ อยู่เสมอ
พอคิดถึงชีวิตของหนิงเยี่ยนฝาน แล้วหันกลับมามองดูชีวิตของอาจารย์ตัวเองอย่างเหมาคังซาน เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก
ไปๆมาๆ เธอก็พูดถึงเรื่องบ้านขึ้นมาอีกครั้ง
“อาจารย์คะ อาจารย์กับอาจารย์หญิงอายุมากแล้ว ฉันทราบดีว่าอาจารย์รักบ้านเกิด แต่ถ้าอยู่ที่หางเฉิงแล้วไม่สะดวกใจ ไปพักอยู่ที่ปักกิ่งสักระยะหนึ่งดีไหมคะ ฉันจะหาทางขอห้องพักใหม่จากสถาบันออกแบบให้เองค่ะ ฉันสังเกตดูแล้วเหมือนขาของอาจารย์หญิงจะเดินเหินไม่ค่อยสะดวก ปีนขึ้นบันไดทุกวันแบบนี้คงลำบากมากแน่ๆ”
เรื่องย้ายห้องเหมาคังซานไม่ค่อยจะสนใจนัก แต่พอเซี่ยเสี่ยวหลานพูดถึงป้าซ่ง เหมาคังซานก็จำเป็นต้องกลับมาพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง
เหมากั๋วเซิ่งที่นั่งฟังอยู่เงยหน้าขึ้นมาทันที
“เสี่ยวเซี่ย เธอมีคนรู้จักอยู่ที่สถาบันออกแบบหรือ?”
ตอนที่ 979: กล้าพูดขนาดนี้เลย
ไม่เพียงต้องมีคนรู้จักอยู่ที่สถาบันออกแบบ แต่คนรู้จักยังต้องเป็นถึงระดับหัวหน้าผู้ดูแลเรื่องการจัดสรรบ้านพักอีกด้วย
เวลานี้เหมากั๋วเซิ่งไม่สนเรื่องกตัญญูหรือเนรคุณอีกแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานอ้าปากก็บอกว่าจะช่วยให้พ่อกับแม่ย้ายไปห้องใหม่ได้ กล้าพูดขนาดนี้คงมีเส้นสายอยู่ที่สถาบันออกแบบประจำมณฑลเจ้อสินะ
เห็นสายตาคาดหวังของเหมากั๋วเซิ่งแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้แต่ส่ายหน้า
“ฉันคงไม่กล้าโกหก นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันมาที่หางเฉิง ไม่คุ้นเคยกับสถาบันออกแบบของมณฑลเจ้อเลยสักนิด คนที่รู้จักก็มีแค่อาจารย์กับพี่เหมานี่แหละค่ะ”
เหมากั๋วเซิ่งดูมีท่าทางผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด และยังแสดงออกถึงความไม่พอใจเล็กน้อยอีกด้วย
สาเหตุที่เขาไม่ได้เป็นคนสำคัญของหน่วยงาน ไม่ใช่เพราะถูกลูกหลงจากเหมาคังซานทั้งหมด
แต่เป็นเพราะตัวเขามีความสามารถไม่พอ เส้นสายเองก็มีไม่มากเช่นเดียวกัน
นอกจากโกรธพ่อของตนแล้ว เขาไม่รู้จักการต่อสู้ฝ่าฟันด้วยตัวเองเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นต่อให้เหมากั๋วเซิ่งมีพ่อแบบหนิงเยี่ยนฝาน ชีวิตของเขาก็คงดีกว่านี้แค่นิดหน่อยเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานลอบส่ายหน้าในใจ ลูกชายของอาจารย์เหมาคนนี้ทำไมถึงเป็นเช่นนี้กันนะ ไม่ได้นิสัยจากอาจารย์เหมามาเลยสักนิด
เหมาคังซานเหลือบตามองลูกชาย “ที่เสี่ยวหลานพูดไม่จำเป็นต้องหมายถึงบ้านพักของสถาบันออกแบบ เสี่ยวหลาน ฉันรู้ว่าเธอหวังดี อยากให้ฉันได้อยู่ในบ้านที่สภาพแวดล้อมดีกว่านี้ แต่ฉันขอรับไว้เพียงน้ำใจเท่านั้น อาจารย์หญิงของเธออยู่ที่นั่นมาครึ่งค่อนชีวิต คงไม่ยอมย้ายไปไหนแน่”
บ้านย่อมหาใหม่ได้
ปัจจุบันคือปี1985 นโยบายต่างๆในอดีตถูกผ่อนปรนมานานแล้ว
ขอแค่มีเงินย่อมสามารถหาซื้อบ้านที่เหมาะสมในหางเฉิงได้
ไม่ใช่แค่เรือนสี่ประสานที่ปักกิ่ง หางเฉิงเองก็มีการส่งคืนมรดกของบรรพบุรุษให้กับประชาชนเช่นกัน
เหมาคังซานมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งจริง ทว่าเขาแค่ไม่อยากใช้มันเท่านั้น
แต่เขาก็ไม่มีทางยอมให้เซี่ยเสี่ยวหลานเสียเงินไปมากกว่านี้เช่นกัน
เขาไม่ได้รับลูกศิษย์คนนี้มาเพื่อรีดไถทรัพย์สินเสียหน่อย
เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าใจแล้ว “เป็นฉันที่คิดไม่รอบคอบเองค่ะ แต่เรื่องอาจารย์หญิงไม่ยอมย้ายออกจากอาคารที่พักของสถาบันออกแบบ ฉันจะพยายามหาวิธีอื่น บางทีน่าจะขอย้ายห้องพักของอาจารย์ไปอยู่ที่ชั้นล่างได้ ชั้นหนึ่งแสงคงมืดไป พวกสัตว์และแมลงต่างๆคงเยอะมาก ส่วนชั้นสอง... ชั้นสองเหมาะสมมากค่ะ!”
พอได้ยินเซี่ยเสี่ยวหลานวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่พ่อกับแม่ของเขาควรอาศัยอยู่ ใบหน้าของเหมากั๋วเซิ่งก็แดงก่ำราวกับตูดลิง เขารู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนตะปู เจ็บปวดจนแทบนั่งไม่ติด
“พ่อ ห้องชั้นสามทางหน่วยงานเป็นคนจัดสรรให้พ่อกับแม่ ไม่ต้องรบกวนเสี่ยวเซี่ยหรอกครับ พวกเราเปลี่ยนห้องกลับมาตามเดิมเถิด”
ไม่รู้ว่าเขาไปเอาความกล้ามาจากไหน
แต่เขารู้สึกตลอดเวลาว่าทุกประโยคของเซี่ยเสี่ยวหลานคือการตำหนิเขาอยู่กลายๆ
เหมากั๋วเซิ่งเองก็รักศักดิ์ศรีของตัวเองเช่นกัน ลูกชายอย่างเขานั่งอยู่ตรงนี้ แต่กลับปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลาน ‘แสดงความกตัญญู’ เป็นใครก็คงทนไม่ไหว
เพียงแต่ความวู่วามเอ่ยปากขอสลับห้องกลับมาตามเดิมของเขา พอกลับถึงบ้านเมื่อไรเมียของเขาคงโวยวายขึ้นมาอย่างแน่นอน
นิสัยของเจิ้งซูฉิน เหมากั๋วเซิ่งรู้ดีที่สุด
แต่ในเมื่อเขาโพล่งออกไปแล้วก็คงต้องทำแบบนั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ เหมากั๋วเซิ่งคนนี้ยังพอมีทางเยียวยา
หลังได้มาเยือนบ้านของอาจารย์เหมาแล้ว ความรู้สึกไม่สบายใจของเซี่ยเสี่ยวหลานก็คลายลงไปเล็กน้อย
“พี่เหมา ไม่จำเป็นต้องสลับห้องหรอกค่ะ ฉันไม่ได้มีเจตนาอื่น พี่เจิ้งเองก็บอกแล้วนี่คะ ว่าอาจารย์หญิงเห็นครอบครัวพี่มีสมาชิกหลายคนก็เลยขอสลับห้อง ในเมื่ออยู่กันมานานจนชินแล้ว จะย้ายตอนนี้ก็คงวุ่นวายเกินไป อีกอย่างฉันก็เป็นคนพูดเองว่าจะขอห้องใหม่ให้อาจารย์กับอาจารย์หญิง ดังนั้นฉันจะหาวิธีจัดการเรื่องนี้ให้ได้ค่ะ”
เธอไม่มีคนรู้จักอยู่ที่สถาบันออกแบบมณฑลเจ้อจริง
แต่ครึ่งเดือนก่อน เธอก็ยังไม่รู้จักอาจารย์เหมาด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ
คนรู้จักสามารถสร้างกันได้ ถึงอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่กลัวทำความรู้จักใครอยู่แล้ว
คนเราไม่มีทางอยู่ได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
เมื่อมีการร้องขอ ย่อมมีการช่วยเหลือ ไปๆมาๆ เดี๋ยวก็สนิทกันเอง!
เหมาคังซานเป็นคนดื้อรั้น เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เป็นพวกตัดสินใจอะไรแล้วต้องทำให้ได้เช่นกัน แต่เธอไม่ได้โง่ถึงขนาดวิ่งชนกำแพงโดยไม่คิดวิเคราะห์ก่อน เห็นกำแพงอยู่ตรงหน้า นอกจากเอาหัวพุ่งชนแล้ว คนเราสามารถคิดหาหนทางเพื่อข้ามผ่านมันไปได้
เมื่อคนสองคนที่นิสัยแบบนี้มาเจอกัน กลับไม่ได้ปะทะคารมกันอย่างดุเดือดอย่างที่หนิงเยี่ยนฝานคาดการณ์ไว้
เนื่องจากตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นฝ่ายเหนือกว่า เพราะเหมาคังซานเป็นฝ่ายทนไม่ไหวขอให้เซี่ยเสี่ยวหลานมาเป็นลูกศิษย์ของตัวเอง!
แต่อนาคตนั้นไม่แน่นอน เหมาคังซานกลัวเหลือเกินว่าเรื่องของเขาจะส่งผลกระทบกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดคือพวกเธอเป็นศิษย์อาจารย์ย่อมร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคจนกว่าจะประสบความสำเร็จ เธอได้รับผลประโยชน์จากเหมาคังซาน ดังนั้นเธอย่อมเห็นเหมาคังซานเป็นเสมือนผู้ใหญ่ในครอบครัวที่เธอต้องทดแทนบุญคุณ
ผู้อาวุโสที่ถูกเซี่ยเสี่ยวหลาน ‘ตอบแทนบุญคุณ’ มีใครที่ไม่ชื่นชมเธอบ้าง?
คนที่แข็งกระด้างราวกับหินผาอย่างย่าอวี๋ ยังถูกเธอเอาชนะใจได้เลยมิใช่หรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากทำดีกับใครขึ้นมาก็ทำอย่างไร้ที่ติ ยากนักที่ใครจะสามารถปฏิเสธเธอได้
เธอมักจะคิดเผื่ออีกฝ่ายอย่างรอบคอบเสมอ สิ่งที่คนอื่นคิดได้ เธอจะทำมันให้ได้
และสิ่งที่คนอื่นไม่คาดคิด เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะจำใส่ใจ และเห็นมันเป็นเรื่องด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว
นี่ก็คือความลื่นไหลที่ได้จากการทำงานเป็นพนักงานขาย หาใช่ความเจ้าเล่ห์อย่างที่ใครคิด
พนักงานขายที่เอาใจลูกค้าเก่งมีอยู่จำนวนมาก แต่ทำไมมีแค่เซี่ยเสี่ยวหลานที่ประสบความสำเร็จ นั่นก็เพราะความลื่นไหลของเธอใส่ความจริงใจเข้าไปด้วยนั่นเอง การแสดงชั่วขณะคือ ‘การแสดง’ ทว่าหากแสดงทั้งชีวิต จากเรื่องหลอกย่อมกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาแน่นอน
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือหลอกก็ไม่สำคัญขนาดนั้น ที่สำคัญคือคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ชีวิตของพวกเขาจะดีขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านตระกูลเหมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น อีกหน่อยเหมาคังซานจะได้รับรู้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นกว่านี้!
เหมากั๋วเซิ่งถูกคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานทำเอารู้สึกหวั่นใจ ที่พูดอยู่คือบ้านพักพนักงาน หลายคนทำงานทั้งชีวิตเพื่อการเลื่อนตำแหน่งจะได้ถูกจัดสรรบ้านพักดีๆให้ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับพูดเหมือนการเปลี่ยนบ้านพักใหม่นั้นง่ายราวกับเปลี่ยนเสื้อผ้า ทำไมถึงกล้าพูดขนาดนั้น? ขี้โม้หรือเปล่า... แต่ถ้าไม่ใช่การโม้ล่ะ?
เหมาคังซานไม่เห็นด้วย แต่ก็ปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานทำตามใจตัวเอง
คุยงานเสร็จแล้วได้จิบชาริมทะเลสาบซีหูช่างผ่อนคลายยิ่งนัก นี่คือวันเวลาอันแสนสุขที่เหมากั๋วเซิ่งยากที่จะได้สัมผัส ไม่มีความอึกทึกวุ่นวาย ไม่ต้องประจบประแจงเอาใจใคร เสี่ยวเซี่ยคนนี้ช่างรู้จักใช้ชีวิตจริงๆ
ห้าโมงเย็น เซี่ยเสี่ยวหลาน เหมาคังซาน และเหมากั๋วเซิ่งได้เดินทางไปที่โรงแรมตรงถนนเหยียนอันแล้วล่วงหน้า ส่วนเก่อเจี้ยนนั้นเดินทางไปรับป้าซ่งที่บ้านพักของสถาบันออกแบบ
เจิ้งซูฉินผู้หน้าด้านก็ตามมาด้วยเช่นกัน ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ถือสาแต่อย่างใด
คนมาเพิ่มก็แค่สั่งอาหารเพิ่มอีกสักสองอย่าง ถึงอย่างไรเธอก็ไม่เสียดายเงินอยู่แล้ว
เธอทำดีกับอาจารย์และภรรยาของเขาจากใจจริง ถ้าใครคิดที่จะทำเสียเรื่อง และหวังที่จะยื่นมือเข้ามายุ่มย่าม เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะหักมือนั้นทิ้งไปซะ
เธอจ่ายเงินเลี้ยงอาหารเพราะให้เกียรติอาจารย์เหมา
แม้เหมากั๋วเซิ่งจะไม่มีจิตใจเลวร้าย แต่เขาเป็นคนไม่เอาไหน
ส่วนเจิ้งซูฉินนั้นหน้าด้านเกินไป ไม่ได้กตัญญูพ่อแม่สามีอย่างแท้จริง เจอกันแค่วันเดียวเซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
“หมูสามชั้นราดน้ำแดงของที่นี่สู้ฝีมือของอาจารย์หญิงไม่ได้เลยค่ะ”
“อาจารย์คะ ลองชิมกุ้งหลงจิ่งดูสิคะ”
บนโต๊ะอาหาร เซี่ยเสี่ยวหลานคอยเอาอกเอาใจเหมาคังซานและป้าซ่งอยู่ตลอดเวลา ทำเอาป้าซ่งยิ้มกว้างไม่ยอมหุบ
ป้าซ่งไม่ได้รู้สึกครึกครื้นแบบนี้มานานแล้ว หลังกินข้าวเสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานก็พูดเสียงหวานว่าอยากชวนเธอกับเหล่าเหมาไปเที่ยวที่ปักกิ่ง หรือไม่ก็ไปดูทะเลที่เผิงเฉิง พักอยู่ที่นั่นสักระยะแล้วค่อยกลับหางเฉิง คุยไปคุยมาไม่รู้เกิดอะไรขึ้นกับป้าซ่ง รู้ตัวอีกทีเธอก็ตอบตกลงกับเซี่ยเสี่ยวหลานไปเสียแล้ว
เอ๋ ทำไมตาแก่บ้านเธอทำหน้าเหมือนไม่ค่อยพอใจสักเท่าไรเล่า
หรือจริงๆแล้วเธอไม่ควรตอบตกลง?
ป้าซ่งรีบกู้สถานการณ์ทันที “ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันปวดแขนปวดขาไปหมด เดินทางไกลแบบนั้นได้เสียที่ไหน เสี่ยวเซี่ย ฉันขอรับแค่น้ำใจเธอไว้แล้วกันนะ ปักกิ่งกับเผิงเฉิง ฉันกับอาจารย์เหมาของเธอคงไปไม่ได้หรอก”
เหมาคังซานได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก “ไปเถอะ ทำตามที่เสี่ยวหลานบอก ไปเที่ยวเผิงเฉิงสักครั้ง เมื่อก่อนเคยมีหน่วยงานอยากเชิญฉันไปเป็นที่ปรึกษา แต่ฉันไม่ได้ตอบตกลง ครั้งนี้ก็ลองไปเผิงเฉิงดูสักทีก็แล้วกัน!”
ตอนที่ 980: ยังพอเยียวยาได้
เจิ้งซูฉินกลอกตาไปมา
“กั๋วเซิ่ง เราจะปล่อยให้พ่อกับแม่ไปเผิงเฉิงกันเองโดยไม่มีคนคอยดูแลได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นให้ฉัน...”
เหมากั๋วเซิ่งวางตะเกียบลงและพูดแทรกขึ้นว่า “เธอไม่ต้องทำงานหรือ? เสี่ยวเซี่ยเป็นคนชวนพวกท่าน เธอย่อมเตรียมการไว้แล้ว”
เจิ้งซูฉินชะงักไปทันที
นั่นสินะ เธอเองก็มีงานที่ต้องทำเหมือนกัน
แม้วันนี้จะไม่ทำงาน แต่พอถึงวันจันทร์ก็ต้องทำงานอยู่ดี
เธอคิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่นจนลืมเรื่องงานไปเสียสนิท
ทว่าเจิ้งซูฉินไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ เธอฉุกคิดได้ว่าพวกลูกๆของเธอกำลังปิดเทอมฤดูร้อนอยู่พอดี “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ลูกๆตามคุณปู่กับคุณย่าไปเปิดหูเปิดตาดีไหม คืนนี้ฉันจะไปรับพวกเขากลับมา!”
ไม่ว่าเธอพูดอะไร เซี่ยเสี่ยวหลานก็เอาแต่ยิ้มกว้างไม่พูดไม่จา
เหมาคังซานกระแทกตะเกียบลงกับชามข้าว “พวกฉันสองคนไม่มีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนั้นหรอกนะ เดินทางไกลแล้วยังจะต้องคอยดูแลหลานอีกหรือ หรือเธอกล้าขอให้เสี่ยวหลานช่วยเลี้ยงลูกกันเล่า? ลูกชายคนโตของเธอ อายุน้อยกว่าเสี่ยวหลานแค่สี่ปีเท่านั้นเองนะ!”
เหมาคังซานเป็นคนอารมณ์ร้อน เจิ้งซูฉินจึงไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่เก็บมาต่อว่าในใจ
ทั้งชาติไม่มีเกียรติยศอะไร พอแก่ตัวลงไม่รู้ไปหาลูกศิษย์รวยๆมาจากไหน แถมยังจะเข้าข้างคนนอก อยากช่วยประหยัดเงินให้คนนอกมากถึงเพียงนี้!
หลังมื้ออาหารเก่อเจี้ยนได้จัดการเรื่องที่พักและพาทุกคนกลับไปส่งอย่างเรียบร้อย
เก่อเจี้ยนพาครอบครัวเหมาคังซานกลับไปยังอาคารที่พักแล้ว จนกระทั่งสี่ทุ่มถึงจะกลับมาที่โรงแรม
“คุณผู้หญิงเซี่ย อาจารย์เหมาอยากช่วยเหลือเราจากใจจริง แต่ผมว่าลูกชายกับลูกสะใภ้เขาไม่น่าไว้ใจเท่าไร ผมเลยถือวิสาสะไปสืบข่าวเรื่องครอบครัวของอาจารย์เหมามาครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับพร้อมกับเอ่ยปากชม “เธอทำถูกต้องแล้ว กลับมาดึกเสียขนาดนี้ ท่าทางจะสืบอะไรดีๆมาได้สินะ”
เก่อเจี้ยนเล่าสิ่งที่ตนสืบรู้มาให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟังทันที
ที่แท้เหมาคังซานกับภรรยามีลูกชายสามคนกับลูกสาวอีกสองคน เหมากั๋วเซิ่งคือลูกชายคนเล็ก นอกจากเขาแล้วยังมีน้องสาวอีกสองคน
ชีวิตของเหมาคังซานทุ่มเทให้กับงานสถาปัตยกรรมมาโดยตลอด ดังนั้นอาชีพการงานของลูกชายและลูกสาว ล้วนเกี่ยวข้องกับงานด้านสถาปัตยกรรมทั้งสิ้น
ช่วงที่บ้านเมืองไม่สงบสุข เหมาคังซานถูกลูกศิษย์ร้องเรียน และโดนเนรเทศไปอยู่ที่คอกวัว
ป้าซ่งไม่ได้ทำงาน เธอจึงตามเหมาคังซานไปใช้ชีวิตอยู่ที่คอกวัวในชนบทด้วยกัน
ลูกชายคนโตของเหมาคังซานยืนหยัดอยู่ข้างเดียวกับผู้เป็นพ่อ และได้รับผลกระทบมากที่สุด แม้เขาจะไม่ได้ถูกเนรเทศไปที่คอกวัว แต่เขาก็มักถูกคนเล่นงานอยู่เป็นประจำ เพราะแรงกดดันจากสภาพร่างกายและจิตใจ ยังไม่ทันได้เห็นฟ้าหลังฝน ลูกชายคนโตก็จากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควรเสียแล้ว
ลูกชายคนรองไม่ได้ทำงานที่สถาบันออกแบบ แต่ทำงานอยู่ที่บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง โครงการก่อสร้างอยู่ที่ไหน เขาก็ต้องเดินทางไปทำงานที่นั่น เรียกได้ว่าเขาเดินทางไปทั่วประเทศ ไม่ได้อาศัยอยู่ประจำที่หางเฉิง
ลูกสาวอีกสองคนคงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง ส่วนเหมากั๋วเซิ่งนั้นหลังเข้าทำงานได้เป็นปีที่สาม เหมาคังซานก็ถูกเนรเทศพอดี
หลายปีนั้นเหมากั๋วเซิ่งมักจะถูกกลั่นแกล้งที่สถาบันออกแบบประจำมณฑลไม่น้อยเลยทีเดียว
กว่าเหมาคังซานจะกลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง ลูกชายคนโตที่ได้ดั่งใจเขาที่สุดก็ป่วยตายไปเสียแล้ว อาจเพราะความเสียใจ นิสัยอารมณ์ร้อนของเหมาคังซานจึงเบาบางลง
ตั้งแต่นั้นมา เหมาคังซานก็กลายเป็นคนสันโดษ
เขาไม่ติดต่อกับลูกศิษย์และเพื่อนฝูงในอดีต ใครมาเยี่ยมที่บ้าน เหมาคังซานก็จะเย็นชาใส่อยู่เสมอ
เหมากั๋วเซิ่งนึกว่าหลังพ่อกลับมารับตำแหน่ง ตนคงได้เลื่อนขั้นและร่ำรวยขึ้น ทว่าเหมาคังซานกลับไม่มีส่วนร่วมกับงานบริหารของสถาบันออกแบบเลยแม้แต่น้อย เหมากั๋วเซิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจหวัง จึงเกิดช่องว่างทางความสัมพันธ์กับผู้เป็นพ่อในบัดดล
“คนที่สถาบันออกแบบบอกว่า ลูกสะใภ้คนเล็กของอาจารย์เหมาชอบพูดกับคนนอกว่า เหมากั๋วเซิ่งถูกอาจารย์เหมาถ่วงความเจริญ เป็นอาจารย์เหมาที่ติดหนี้เหมากั๋วเซิ่ง ดังนั้นเจิ้งซูฉินจึงรับห้องชุดที่ทางสถาบันออกแบบจัดสรรให้กับอาจารย์เหมาไปอย่างเปิดเผย”
เซี่ยเสี่ยวหลานแค่นเสียงฮึในลำคอ
“พ่อแม่เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ส่งเขาร่ำเรียนหนังสือ แถมยังทำให้เขาได้เข้าทำงานที่สถาบันออกแบบของมณฑล สิ่งที่เขาได้รับยังไม่มากพออีกหรือ? คนอื่นไม่ได้ตาบอด ถ้าเขามีความสามารถจริง คงดูออกไปนานแล้ว”
สุดท้ายแล้ว สาเหตุก็เป็นเพราะความสามารถมีไม่มากพอ
อีกทั้งความฉลาดทางอารมณ์ก็คงไม่ได้ดีเด่อะไร ชีวิตของเขาถึงได้ลุ่มๆดอนๆมาจนถึงทุกวันนี้
คนเก่งจริงจะเป็นเหมือนเหมาคังซาน ไม่ว่าศัตรูจะเยอะแค่ไหนก็ไม่หวั่น แม้แต่สถาบันออกแบบก็ยังต้องเรียกเหมาคังซานกลับมารับตำแหน่งหลังเกษียณอายุด้วยซ้ำ
ทั้งยังจัดสรรบ้านพักเป็นห้องชุดสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่นให้กับเหมาคังซานตามคุณสมบัติของเขาอีกด้วย
แค่เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินว่าเหมาคังซานอยากรับเธอเป็นศิษย์ แม้เหมาคังซานจะบอกว่าการเป็นลูกศิษย์ของเขาในอนาคตอาจมีเรื่องเดือดร้อนเข้ามาหาเป็นจำนวนมาก เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยังมิวายรีบหอบหิ้วของขวัญมาเคารพเขาถึงที่
พรสวรรค์และทักษะของเหมาคังซาน แม้จะถูกจับขังไว้ในห้องอันมืดมิด ก็สามารถเปล่งแสงออกมาได้ด้วยตัวเอง!
สถานการณ์ของตระกูลเหมาเป็นเช่นนี้นี่เอง ก่อนหน้านี้เธอพอรู้ ‘ตำนาน’ ของเหมาคังซานในแวดวงสถาปนิกมาบ้าง แต่หลังจากมาหางเฉิงครั้งนี้ถึงได้รู้เรื่องภายในครอบครัวของเขามากยิ่งขึ้น
อาจารย์มีปัญหาอะไร ลูกศิษย์ย่อมจัดการให้
เพราะการสูญเสียลูกชายคนโตและประสบการณ์ที่ได้รับช่วงประเทศเกิดความโกลาหล จึงทำให้อาจารย์เหมาเกิดความสะเทือนใจ ลูกสะใภ้คนเล็กคิดว่าอาจารย์เหมาติดหนี้เหมากั๋วเซิ่ง จึงไม่เคารพพ่อแม่สามี ยิ่งไม่ต้องถามถึงความกตัญญู
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ว่างช่วยเหมาคังซานอบรมลูกสะใภ้
คนอายุเท่าเจิ้งซูฉิน นิสัยแก้กันยาก เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่อาจเสียเวลาไปกับเรื่องนี้ได้
แต่เหมากั๋วเซิ่งเหมือนจะยังพอเยียวยาได้ อย่างน้อยเขาก็ยังรู้จักละอายใจ
คิดว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำนักไม่ใช่หรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานจะขอดูสิว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
ตัดเจิ้งซูฉินออกไป การเดินทางไปเผิงเฉิงของอาจารย์เหมาและภรรยาควรมีคนคอยดูแล เพราะหากเซี่ยเสี่ยวหลานงานยุ่ง เธอก็อาจจะไม่ว่างมาดูแลพวกเขา เช่นนั้นเธอจะให้โอกาสเหมากั๋วเซิ่งแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่สักครั้งก็แล้วกัน
“เก่อเจี้ยน ได้ถามหรือเปล่าว่าหัวหน้าที่ดูแลเรื่องบ้านพักของสถาบันออกแบบคือใคร”
ข่าวนี้จำเป็นต้องสืบรู้ให้ได้
เก่อเจี้ยนมีประสบการณ์แล้ว เขาทำงานได้อย่างมืออาชีพ
“รองผู้อำนวยการแซ่จงครับ เขารับผิดชอบเรื่องจัดสรรบ้านพัก”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “...ถ้าอย่างนั้นเราไปหาท่านรองจงคนนี้กัน ยังไม่ต้องพูดถึงบ้านพัก ไปลางานแทนเหมากั๋วเซิ่งก่อน!”
-------------------------------
เหมากั๋วเซิ่งไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง
เจิ้งซูฉินถามว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่ เหมากั๋วเซิ่งฟังเรื่องเมื่อตอนบ่ายแล้วยังคงรู้สึกงุนงงไม่หาย แล้วเขาจะเล่าให้เมียฟังว่าอย่างไรดี
“ฉันได้ยินเสี่ยวเซี่ยบอกพ่อว่าจะเปิดบริษัท พ่อบอกว่าไม่ต้องห่วงเรื่องเอกสาร ให้เสี่ยวเซี่ยเตรียมเงินทุนจดทะเบียนไว้ก็พอ เสี่ยวเซี่ยยังบอกอีกว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนวันชาติ พ่อเองก็รับปากไปแล้ว”
เปิดบริษัท?
เจิ้งซูฉินผลักตัวเหมากั๋วเซิ่ง
“อย่างนี้นี่เอง! มิน่าเล่าถึงได้ให้ของขวัญราคาแพงมากมายแบบนั้น ฉันบอกแล้วว่าลูกศิษย์ที่ไหนจะกตัญญูขนาดนี้ ที่แท้ก็มาขอความช่วยเหลือจากพ่อ! ไม่รู้ว่าพ่อคิดอย่างไร ถึงได้ยอมใช้เส้นสายช่วยเหลือคนอื่น... เหมากั๋วเซิ่ง ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้ใครเปิดบริษัทก็สามารถรวยกันได้ทั้งนั้น พ่อของเธอมีเส้นสายแต่ดันไม่ช่วยเธอ กลับหันไปช่วยเสี่ยวเซี่ยอะไรนั่นแทน เขายังสติดีอยู่หรือเปล่า”
เหมากั๋วเซิ่งเองก็ไม่ชอบใจเช่นกัน
ความจริงหากบอกให้เขาลาออกเพื่อไปทำธุรกิจ เขาคงมืดแปดด้าน และไม่มีความกล้าหาญที่จะทำอย่างแน่นอน
แต่พอเจิ้งซูฉินพูดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเหมือนโอกาสรวยวางอยู่ตรงหน้า แต่เหมาคังซานกลับยกมันให้กับคนนอกอย่างไรอย่างนั้น
ความไม่พอใจของเหมากั๋วเซิ่งคงอยู่ได้ไม่นานนัก เจิ้งซูฉินด่าเขาว่าไม่เอาไหน ทว่าจู่ๆ เหมากั๋วเซิ่งก็ฉุกคิดเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“เสี่ยวเซี่ยบอกว่าเตรียมเงินทุนสำหรับจดทะเบียนเอาไว้หนึ่งล้านหยวนแล้ว พ่อถึงได้ยอมช่วยเธอ อย่าเอาแต่โทษพ่อเลย พวกเรามีปัญญาหาเงินหนึ่งล้านหยวนหรืออย่างไรกัน”
เจิ้งซูฉินตาค้าง
หนึ่งล้านหยวน?
เธอต้องเลี้ยงดูลูกสามคน อย่าว่าแต่หนึ่งล้านหยวนเลย หนึ่งหมื่นหยวนยังไม่มีด้วยซ้ำ!
หัวใจของเจิ้งซูฉินเหมือนถูกไฟแผดเผา พลางบ่นพึมพำออกมา
“เสี่ยวเซี่ยเนี่ยนะมีเงินหนึ่งล้านหยวน? พ่อคงไม่ได้ถูกหลอกใช่ไหม!”
จบตอน
Comments
Post a Comment