ตอนที่ 981: คุยโวโอ้อวด!
คนทั่วไปคงไม่มีเงินหนึ่งล้านหยวนอย่างแน่นอน
แม้หลังปฏิรูปเศรษฐกิจจะมีคนร่ำรวยเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะคนที่ลงทุนกับธุรกิจด้านการเกษตรในชนบท หลายๆคนมีทรัพย์สินมากมายหลายแสนหยวน
แต่เจิ้งซูฉินไม่เคยรู้จักกับคนที่สามารถควักเงินก้อนในคราวเดียวได้ถึงหนึ่งล้านหยวนมาก่อน เงินหนึ่งล้านหยวน ต่อให้เอาเงินเดือนของพนักงานทุกคนในสถาบันออกแบบประจำมณฑลมารวมกัน ยังไม่ได้เงินจำนวนนี้เลยด้วยซ้ำ ทรัพย์สินของเซี่ยเสี่ยวหลานเพียงคนเดียวสามารถเลี้ยงดูคนทั้งสถาบันออกแบบได้เลยหรือ?
ตัวเลขนี้พวกเขาสองคนจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่ามันจะมหาศาลขนาดไหน
เพราะรู้สึกว่าเงินจำนวนนี้มันดูไม่สมจริง เจิ้งซูฉินจึงเลือกที่จะเชื่อว่าเซี่ยเสี่ยวหลานแค่คุยโว! เธอไม่เชื่อว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะร่ำรวยขนาดนั้น ฮึ คุยโวโอ้อวดเสียใหญ่โต ข่มพ่อสามีเธอเสียอยู่หมัด ดูสิว่าอนาคตจะทำอย่างไร!
เงินจำนวนหนึ่งล้านหยวนทำให้เจิ้งซูฉินหมดอารมณ์คุยต่อ
เธอไม่ได้ถามเรื่องบริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานอีก ถึงอย่างไรเรื่องแบบนี้ดูจับต้องไม่ได้ ควรคุยเรื่องที่เอื้อมถึงจะดีกว่า อย่างเช่นเรื่องข้าวของมากมายในห้องรับแขกที่ชั้นหก
เจิ้งซูฉินออกแรงผลักเหมากั๋วเซิ่ง
“เสี่ยวเซี่ยเอาของมาให้เยอะเสียขนาดนั้น พวกพ่อจะกินหมดหรือ? เดิมทีพวกเขาก็ขี้เหนียวจะตาย ไม่แน่อาจจะปล่อยมันเน่าเสียไปเฉยๆก็ได้ สิ้นเปลืองของเสียเปล่าๆ! ไหนจะเหล้าเหมาไถกับบุหรี่จงหัวอีก เหมากั๋วเซิ่ง เธอทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบมาหลายปีขนาดนี้ ยังไม่เคยได้ลิ้มลองของดีพวกนี้เลยไม่ใช่หรือ ลูกเขยอย่างเธอดูไม่เอาไหนในสายตาครอบครัวฉันเสียจริงๆ ไม่รู้ละ เธอจะต้องไปเอาเหล้ามาสองขวดกับบุหรี่อีกสองแถว ให้ฉันเอาไปให้พ่อฉันบ้าง... ทำไมถึงมองฉันแบบนี้ ถ้าอยากดื่มหรืออยากสูบเองก็หยิบมาเยอะๆสิ! ถ้าเธอไม่ไปเอามา ไม่แน่พ่ออาจจะยกให้คนอื่นก็ได้”
เจิ้งซูฉินพูดแฝงความนัย คนอื่นที่เธอพูดถึงก็คือลูกคนอื่นๆของเหมาคังซานนั่นเอง
เธอกับเหมากั๋วเซิ่งคอยดูแลคนแก่อย่างใกล้ชิดเช่นนี้ แล้วจะปล่อยให้คนอื่นมาคว้าของดีไปได้อย่างไร?
พ่อแม่สามีเป็นคนขี้เหนียว ความจริงแล้วเรื่องนี้เจิ้งซูฉินรู้สึกพึงพอใจมาก
คนแก่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ควรเก็บหอมรอมริบเอาไว้ และอีกหน่อยมันก็จะตกเป็นของเธอกับกั๋วเซิ่งทั้งหมด
ถึงอย่างไรเธอกับกั๋วเซิ่งก็พักอยู่ชั้นล่าง ใครฉกฉวยอะไรไปจากบ้านพ่อแม่สามี รับรองว่าหนีไม่พ้นสายตาเจิ้งซูฉินคนนี้อย่างแน่นอน!
ทว่าครั้งนี้เหมากั๋วเซิ่งไม่ตอบรับแต่อย่างใด
เขายังคงคิดเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าจะขอย้ายบ้านพักให้กับพ่อแม่
นอกจากรู้ว่าเสี่ยวเซี่ยเป็นนักศึกษาของหัวชิงแล้ว ครอบครัวของเสี่ยวเซี่ยเป็นใครมาจากไหน เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
เสี่ยวเซี่ยพูดเหมือนการย้ายบ้านพักเป็นเรื่องง่ายเช่นนั้น นี่เธอไม่รู้จักคนระดับหัวหน้าของสถาบันออกแบบจริงหรือ?
เด็กสาวที่พูดถึงเงินหนึ่งล้านหยวนได้อย่างสบายๆธรรมดาเสียที่ไหนกัน!
นอกจากความอยากรู้อยากเห็น เหมากั๋วเซิ่งยังรู้สึกหวั่นเกรงและอับอายยิ่งนัก
เจิ้งซูฉินยังคงบ่นไม่หยุด แต่ครั้งนี้เหมากั๋วเซิ่งไม่ได้รับปากว่าจะขึ้นไปเอาของที่ชั้นหกแต่อย่างใด
คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานราวกับมีพลังวิเศษ มันดังวนเวียนอยู่ในสมองของเหมากั๋วเซิ่งตลอดเวลาจนเขารู้สึกแสบร้อนใบหน้า
ที่ชั้นสาม เมื่อเจิ้งซูฉินไม่บรรลุเป้าหมาย สองสามีภรรยาจึงเริ่มทะเลาะกัน
ขณะเดียวกันที่ห้องพักชั้นหก
เหมาคังซานกับป้าซ่งกำลังคุยกันเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานกล่าวไว้
ป้าซ่งเป็นคนเริ่มยอมรับผิดก่อน
“เหล่าเหมา วันนี้ฉันคงเสียสติไปแล้ว ฉันไม่ควรรับปากเสี่ยวเซี่ยว่าจะเดินทางไกล ฉันทำให้เธอลำบากใจหรือเปล่า”
ป้าซ่งรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก
เธอกับเหมาคังซานแต่งงานกันแบบคลุมถุงชน อีกทั้งเธอเป็นคนไม่มีการศึกษา ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ล้วนเป็นเพราะเหมาคังซานช่วยสอนให้หลังแต่งงานกันทั้งสิ้น
เธอต้องเลี้ยงดูลูกห้าคน ทำงานบ้านมาทั้งชีวิต ไม่เคยออกไปทำงานที่ไหน
แต่เหมาคังซานคือผู้ทรงคุณวุฒิของวงการสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมเท่านั้น เหมาคังซานยังเข้าใจภาษารัสเซียและภาษาอังกฤษอีกด้วย เขาคือคนที่ป้าซ่งรู้สึกนับถือและยกย่องมาตลอดชีวิต
เหมาคังซานเป็นคนอารมณ์ร้อน
สามีภรรยาใช้ชีวิตร่วมกัน หากเป็นคนแข็งกร้าวกันทั้งคู่คงอยู่ด้วยกันไม่รอด ดังนั้นเมื่อเหมาคังซานอารมณ์ร้อน ป้าซ่งจึงเป็นฝ่ายประนีประนอมก่อนเสมอมา
เธอชินกับการคอยตามใจเหมาคังซาน สายตาที่เธอใช้มองสามีเต็มไปด้วยความยกย่อง
เหมาคังซานอยากด่าใคร ป้าซ่งไม่ปริปากห้าม
เหมาคังซานอยากประหยัดอดออม ป้าซ่งกลับสงสารที่เขากินแค่บะหมี่จืดชืดทุกวัน
ส่วนตัวเธอเองกลับรู้สึกว่า ตนมีชีวิตที่ดีมากพอแล้ว
เหมาคังซานเห็นสีหน้าของป้าซ่ง ต่อให้เป็นคนอารมณ์ร้อนมากแค่ไหนก็พูดคำรุนแรงไม่ออก เขาจะต่อว่าป้าซ่งว่าหลงระเริงกับวาจาอ่อนหวานของเซี่ยเสี่ยวหลานได้อย่างไร? เหมาคังซานไม่ใช่คนจิตใจเลวร้าย ดังนั้นเขาพูดไม่ออกจริงๆ
“ไม่เป็นไร พวกเราจะได้ไปดูว่าเสี่ยวเซี่ยทำงานอะไรที่เผิงเฉิงกันแน่ เธออยากเปิดบริษัท ฉันเองก็รับปากไปแล้วว่าจะช่วยหาเส้นสายให้ แต่เราคงปล่อยให้เธอเอาชื่อเสียงของฉันไปทำเรื่องเสียหายไม่ได้จริงหรือไม่ รับปากไปแล้วก็ดีเหมือนกัน พวกเราไปเห็นกับตาตัวเองจะได้สบายใจขึ้น”
เหมาคังซานพยายามพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย แน่นอนว่าป้าซ่งมีท่าทางดีใจตามคาด
“ถ้าอย่างนั้นเราจะไปเผิงเฉิงกันจริงหรือ พรุ่งนี้ฉันจะได้ไปถอนเงินจากบัญชีออกมาก่อน จะปล่อยให้เสี่ยวเซี่ยเป็นคนจ่ายเงินเองทั้งหมดไม่ได้หรอก”
ป้าซ่งเป็นคนหน้าตาเป็นมิตร เวลาดีใจเธอมักจะยิ้มออกมาจนเห็นตีนกาที่มีอยู่เพียงน้อยนิด
เห็นภรรยาดีใจเช่นนี้ เหมาคังซานก็รู้สึกผิด
มีประโยคหนึ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก อาศัยตอนที่เขากับภรรยายังเดินเหินได้ ควรออกไปเที่ยวนอกบ้านบ้าง
เขากำลังสงสัยว่ากลยุทธ์การเก็บออมเงินของตนนั้นมีปัญหา
ตอนนี้ยอมกินอาหารจืดชืดทุกวันเพื่อเก็บเงินไว้ให้ภรรยาใช้ในอนาคต แต่เมื่อถึงตอนนั้นฟันของเธอคงหลุดหมดแล้ว แล้วเธอยังจะสามารถกินของอร่อยๆได้อีกหรือ?
หรือเขาจะคิดผิดไป!
ได้เงินเดือนมาควรนำมาใช้ครึ่งหนึ่งและเก็บออมไว้ครึ่งหนึ่ง... ไม่สิ ใช้หนึ่งในสาม เก็บออมสองในสามดีกว่า เพราะใช้ชีวิตแบบประหยัดอดออมมานานหลายปี เหมาคังซานคงเปลี่ยนนิสัยในทันทีไม่ได้
ป้าซ่งบอกว่าจะไปถอนเงิน เหมาคังซานไม่คัดค้าน แต่ปากของเขาช่างไม่ตรงกับใจเอาเสียเลย
“ถอนเงินอะไรกัน อาจารย์ไปไหน ลูกศิษย์ก็ต้องเป็นคนดูแล นั้นถูกต้องแล้ว”
ป้าซ่งไม่ได้เถียงกับเหมาคังซานต่อ เธอชี้ไปที่กองของขวัญที่ยังคงกองอยู่ในห้องนั่งเล่น
“ลูกสะใภ้จ้องของพวกนั้นทั้งวัน เธอจะแบ่งมันอย่างไร ตัดสินใจให้ชัดเจนเล่า บุหรี่กับเหล้าคงแบ่งให้ไม่ได้ แต่พวกผลไม้กับของกินอื่นๆล่ะ จะแบ่งให้พวกลูกๆบ้างหรือเปล่า”
เหมาคังซานแค่นเสียงฮึในลำคอ “เมียกั๋วเซิ่งช่างไร้มารยาทจริงๆ กั๋วเซิ่งเองก็ใจเสาะ ดีแต่เอ่ยปากขอกับเธอ แน่จริงก็ให้พวกเขามาขอจากฉัน ฉันบอกไว้ก่อนเลยว่าห้ามแบ่งของให้ใครเด็ดขาด เสี่ยวเซี่ยบอกแล้วว่าของพวกนี้เอามาให้เธอกินบำรุงร่างกาย ดังนั้นเธอก็ควรทำตาม พุทราจีน นมผึ้งอะไรนั่น เริ่มกินตั้งแต่พรุ่งนี้เลย!”
ป้าซ่งรู้สึกกลุ้มใจยิ่งนัก
เธออยู่กับเหมาคังซานมาทั้งชีวิต นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งจะต้องกลุ้มใจเพราะมีของดีอยู่เต็มบ้านแบบนี้
เหล่าเหมาพูดเพราะความโกรธ ไม่ให้ของอย่างอื่นไม่ว่า แต่พวกผลไม้เก็บไว้นานได้เสียที่ไหน
แคนตาลูปกับสาลี่อย่างละลัง ถ้าให้เธอกับเหล่าเหมากินกันสองคน ครึ่งเดือนกว่าก็คงกินไม่หมดอยู่ดี อีกอย่างพวกเธอกำลังจะไปเผิงเฉิงคงไม่มีเวลากินมันอย่างแน่นอน ช่างเถอะ ตาแก่กำลังโมโห ใครใช้ให้เจิ้งซูฉินลากกั๋วเซิ่งมาขัดจังหวะตอนมื้อเที่ยงเล่า ทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนั้น เหล่าเหมาถึงได้ไม่พอใจน่ะสิ
-------------------------------
บ้านตระกูลเหมามีเรื่องคึกคักเกิดขึ้น แน่นอนว่าย่อมปิดบังคนทั้งอาคารที่พักของสถาบันออกแบบไม่ได้
ทุกบ้านต่างกำลังถกกันเรื่องที่หาได้ยากของตระกูลเหมา เหมาคังซานที่อารมณ์ร้ายและแข็งกร้าวอยู่เสมอ ไม่รู้ทำไมถึงยอมรับของขวัญจากคนอื่น แถมยังรับลูกศิษย์คนใหม่อีกด้วย
สิ่งที่ผู้คนคุยกันมากที่สุดคือความเป็นมาของเซี่ยเสี่ยวหลาน
รองผู้อำนวยการสถาบันออกแบบเองก็ฟังคนที่บ้านคุยกันอยู่นาน แต่เขาไม่ค่อยใส่ใจสักเท่าไร
“ผู้เฒ่าเหมายอมรับลูกศิษย์แล้วเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย มีคนมาแบ่งสมาธิของเขาไปบ้างก็เป็นเรื่องดีแล้ว ผู้เฒ่าเหมาแก่ปูนนี้ จะได้เลิกด่าคนไปทั่วเสียที”
รองผู้อำนวยการจงนึกว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง ทว่าเช้าวันรุ่งขึ้น เขายังไม่ทันออกจากบ้านไปทำงานก็มีคนมาเคาะประตูห้องเสียก่อน
พอเปิดประตูออกก็พบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่อุ้มกล่องมาสองใบ อีกฝ่ายเอ่ยชื่อรองผู้อำนวยจง ก่อนจะวางของทิ้งไว้แล้วเตรียมตัวกลับ
รองผู้อำนวยจงมีหรือจะกล้ารับของจากคนแปลกหน้าเอาไว้!
“กลับมาก่อน ทำอะไรกันนี่ เอาของมาทิ้งไว้แบบนี้ได้อย่างไร”
ชายหนุ่มคนนั้นยื่นบุหรี่ให้รองผู้อำนวยการจงอย่างนอบน้อม “ผมไม่ได้เอาของมาทิ้งครับ ผมแค่มีเรื่องอยากรบกวนจึงเอาของฝากจากบ้านเกิดมาให้นิดหน่อย ผมอยากขอลาหยุดแทนสหายเหมากั๋วเซิ่งครับ พอดีผมมีเรื่องต้องรบกวนเขา... อาจจะสักสิบวันหรือไม่ก็ครึ่งเดือน รบกวนรองผู้อำนวยการจงช่วยพิจารณาทีนะครับ”
ตอนที่ 982: ลูกศิษย์ผู้น่าสนใจ
“เธอคือ...”
แปลกจริง ไม่มาลาหยุดด้วยตัวเอง แต่กลับให้คนอื่นเอาของขวัญมาให้?
ทว่ามันก็เหมาะกับนิสัยของเหมากั๋วเซิ่งยิ่งนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเหมากั๋วเซิ่งก็ไม่ใช่คนกล้าหาญอะไรอยู่แล้ว
ชายหนุ่มยิ้ม “สรุปคือท่านจะอนุมัติหรือเปล่าครับ”
ภรรยาของรองผู้อำนวยการจงแกะของขวัญดู ก่อนจะส่งสายตาให้กับสามี รองผู้อำนวยการจงหยุดคิดชั่วครู่ และตอบกลับชายหนุ่มว่า “ครั้งนี้ครั้งเดียว ไม่มีครั้งหน้า!”
ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณรองผู้อำนวยการจงและจากไปทันที
มาแบบไม่เอิกเกริกและจากไปอย่างเงียบงัน ไม่มีใครรับรู้เลยสักคน
นี่ก็คือการให้ของขวัญอย่างที่ควรจะเป็น
ของขวัญบางอย่างควรให้อย่างเอิกเกริก แต่บางอย่างไม่ควรทำให้เป็นที่สนใจ
ชายหนุ่มคนนั้นกลับไปแล้ว ภรรยาของรองผู้อำนวยการจงชี้ไปที่ของในกล่องพร้อมกับพูดว่า “ฉันก็ว่าคุ้นหน้านัก เขาคือคนที่ไปบ้านอาจารย์เหมามาเมื่อวานนี้ เหล่าจง เธอว่าแค่ขอลาหยุดแทนเหมากั๋วเซิ่ง จำเป็นต้องให้ของแพงขนาดนี้เลยหรือ?”
ของในกล่องย่อมเป็นเหล้าและบุหรี่
เหล้าและบุหรี่คือของขวัญที่ไม่มีทางผิดพลาด โดยเฉพาะหากผู้รับคือชายวัย40ปี หายากนักที่พวกเขาจะไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่
นอกจากเหล้าและบุหรี่แล้ว ยังมีใบชาอีกสองกระป๋องด้วย
แม้เหล้าจะไม่ใช่เหมาไถ บุหรี่จะไม่ใช่จงหัว แต่ก็นับว่าเป็นของชั้นเลิศที่หาซื้อได้ในหางเฉิง
ใบชาสองกระป๋องคือชาซีหูหลงจิ่งเกรดเอ
ของสองกล่องนี้คงมีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า300หยวนแน่นอน
เสียเงินจำนวนนี้เพื่อขอลาหยุดให้กับเหมากั๋วเซิ่งรึ?
เหมากั๋วเซิ่งเดือนหนึ่งได้เงินเดือนแค่เท่าไรกันเชียว หากเจ้าตัวรู้เรื่องนี้เข้าคงรู้สึกปวดใจตาย ยอมไม่ลาหยุดยังดีเสียกว่า
รองผู้อำนวยการจงครุ่นคิด “คงมีเรื่องอื่นอยากขอร้องฉันมากกว่า วันนี้คงแค่มาดูทีท่า อย่างไรก็รับไว้เถิด พวกเขาพูดถูก ลูกศิษย์ของผู้เฒ่าเหมาคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”
เหมาคังซานคิดจะทำอะไรกันแน่
อยู่ที่สถาบันออกแบบมาครึ่งค่อนชีวิต เพิ่งมารังเกียจว่าที่นี่เล็กไปอย่างนั้นหรือ?
เดิมทีเหมาคังซานเกษียณอายุแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับมารับตำแหน่งอีกครั้งเพราะคำเชิญของสถาบัน ดังนั้นหากวันไหนเขาไม่อยากทำงานแล้ว เพียงบอกกับทางสถาบันคำเดียวก็พอ
แต่เหมากั๋วเซิ่งนี่สิ ขอลาหยุดเป็นครึ่งเดือน คงไม่ใช่เพราะอยากประสบความสำเร็จมากกว่านี้หรอกนะ
คนอื่นอยากออกจากสถาบันออกแบบ รองผู้อำนวยการไม่มีทางห้าม ถึงอย่างไรตำแหน่งงานของสถาบันออกแบบก็มีแต่คนคอยจับจ้อง ออกไปหนึ่งคน รองผู้อำนวยการจงสามารถใช้ตำแหน่งงานของเขาไปสร้างบุญคุณให้กับคนอื่นต่อได้ ส่วนที่ว่าตระกูลเหมาคิดจะทำอะไรกันแน่นั้น เขาไม่รู้สึกร้อนใจแม้แต่น้อย เพราะอีกฝ่ายคงมาหาเขาเอง
ดูท่า ตระกูลเหมากำลังจะขึ้นมามีอำนาจแล้วอย่างนั้นสินะ?
------------------------------
ตอนเก่อเจี้ยนลางานให้เหมากั๋วเซิ่งเสร็จ เซี่ยเสี่ยวหลานก็เพิ่งเดินทางมาถึงบ้านพักของเหมาคังซานพอดี
“อาจารย์คะ เมื่อวานพวกเราคุยกันไว้ว่า ถ้าอาจารย์เก็บของเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เราจะเดินทางกันเลย แต่ฉันว่า อาจารย์พาพี่เหมาไปด้วยเถอะค่ะ พวกอาจารย์เดินทางไกล พี่เหมากับพี่เจิ้งคงเป็นห่วงแย่”
ป้าซ่งฟังแล้วก็รู้สึกคล้อยตาม ถ้าได้พาลูกชายไปด้วยคงจะดียิ่งนัก เพียงแต่เรื่องงานของเหมากั๋วเซิ่งเล่า จะทำอย่างไร
ทว่าเหมาคังซานกลับมองหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างพิจารณา
เป็นไปตามคาด แค่งานสัมมนาครั้งเดียวจะรู้จักตัวตนของคนคนหนึ่งได้อย่างไรกัน
ยิ่งรู้จัก เหมาคังซานก็ยิ่งรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง
ทั้งที่รู้ดีว่าเจิ้งซูฉินอยากตามไปด้วย แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่เอ่ยปากชวน
ต่างจากเหมากั๋วเซิ่งที่ไม่เคยคิดอยากตามไป แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับบอกว่าอยากพาเขาไปด้วยกัน
ทิ้งเจิ้งซูฉินไว้ที่หางเฉิงตามลำพังเช่นนี้ เจิ้งซูฉินคงทรมานใจแย่...
นี่ก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน ใครทำให้เธอรู้สึกไม่ชอบใจ เธอจะไม่มีวันอดทน หากสามารถแก้แค้นได้อย่างทันท่วงทีก็จะแก้แค้น แต่หากเป็นศัตรูที่ยังจัดการในทันทีไม่ได้ เธอก็จะรีบพัฒนาความสามารถของตัวเอง และจะแก้แค้นให้ได้ในที่สุด
ทำราวกับว่าหากตนไม่รีบแก้แค้น ศัตรูจะตายไปเสียก่อนอย่างไรอย่างนั้น
อีกทั้งวิธีการแก้แค้นของเซี่ยเสี่ยวหลานก็ช่างตรงจุดยิ่งนัก อีกฝ่ายยึดติดกับเรื่องไหน เธอก็จะเหยียบย่ำตรงจุดนั้น
อย่างเช่นวิธีการที่เธอใช้จัดการกับเนี่ยเว่ยกั๋ว ทั้งเด็ดขาดและโหดร้ายยิ่งนัก
ส่วนเจิ้งซูฉินเป็นแค่การสับขาหลอกเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าสามารถทำให้เจิ้งซูฉินต้องทุกข์ทรมานใจอย่างแน่นอน
นี่ก็คือเซี่ยเสี่ยวหลาน ช่างเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ
“เสี่ยวเซี่ยบอกว่าจะพากั๋วเซิ่งไปด้วยก็คงพาไปได้นั่นแล ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้แล้ว นานๆจะได้ออกจากบ้านสักที ให้พวกเด็กๆเขาจัดการเองเถิด”
เหมาคังซานพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย ป้าซ่งจึงทำได้เพียงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้าง อาจารย์เหมากับเธอคิดเหมือนกัน เพราะพวกเธอไม่ชอบเดินบนเส้นทางปกติ ไหว้เขาเป็นอาจารย์เช่นนี้ ไม่เพียงแต่สามารถช่วยเหลือเธอได้ แถมยังไม่น่าเบื่ออีกด้วย
เพิ่งตกลงเป็นศิษย์อาจารย์กันได้สองวันกลับเข้ากันได้ดีจริงๆ
ตอนเหมากั๋วเซิ่งรู้ข่าว ตั๋วเครื่องบินของเขาก็ถูกจองเรียบร้อยแล้ว
เจิ้งซูฉินภรรยาเขาอ้าปากค้าง
“กั๋วเซิ่ง นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
เหมากั๋วเซิ่งส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน วันนี้รองหัวหน้าจงเรียกฉันไปคุย ฉันยังไม่รู้เลยว่าไปขอลาหยุดกับหน่วยงานตอนไหน แถมยังจองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้วอีกด้วย”
นี่คือวิธีการทำงานของพ่อเขาหรือ?
พ่อเขาเป็นคนอย่างไรเขารู้ดี นิสัยแปลกประหลาด ไม่มีทางเอาใจใส่กันขนาดนี้แน่นอน
เจิ้งซูฉินฉุกคิดขึ้นได้ “...ฝีมือเสี่ยวเซี่ย?”
เจิ้งซูฉินดีใจ “เสี่ยวเซี่ยต้องการประจบเธอด้วยหรือนี่ ดูท่าคุณพ่อจะช่วยเหลือเด็กนั่นได้มาก แต่ทำไมต้องจองตั๋วเครื่องบินให้โดยไม่บอกกล่าวแบบนี้ด้วยเล่า ตอนกินมื้อค่ำด้วยกันก็ไม่บอกอะไรกันบ้างเลย!”
เจิ้งซูฉินรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก
ถ้ารู้ว่าจะได้นั่งเครื่องบินไปเผิงเฉิง เธอคงขอลางานไปแล้ว
ไม่ได้เอาเปรียบคนอื่นแล้วเจิ้งซูฉินรู้สึกอัดอั้นใจเหลือเกิน
กั๋วเซิ่งฉลาดเหมือนเธอเสียที่ไหน ไปแล้วไม่รู้ว่าเขาจะสามารถสืบประวัติของเสี่ยวเซี่ยได้หรือเปล่า
เจิ้งซูฉินยกมือทาบอก แต่เหมากั๋วเซิ่งเหมือนไม่ค่อยเชื่อเธอสักเท่าไร
เสี่ยวเซี่ยอยากประจบเขาหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร เขาไม่ได้มีความสามารถเหมือนพ่อเสียหน่อย
เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งปรากฏตัวได้สองวัน เหมากั๋วเซิ่งก็ไม่ค่อยอยากเชื่อฟังคำพูดของภรรยาอีกแล้ว เพราะการมีอยู่ของเซี่ยเสี่ยวหลานกระตุ้นความกระดากอายในจิตใจของเหมากั๋วเซิ่ง อย่างเช่นเวลาเจิ้งซูฉินอยากเอาเปรียบพ่อกับแม่ เหมากั๋วเซิ่งได้ยินแล้วจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
ทั้งสองคนคือพ่อแม่บังเกิดเกล้า แม้เขาจะไม่ค่อยได้ตอบแทนบุญคุณพวกท่าน แต่จะคิดเอาเปรียบได้อย่างไร
เขายังสู้คนนอกอย่างเสี่ยวเซี่ยไม่ได้ด้วยซ้ำ...
เจิ้งซูฉินยังคงพูดพล่ามไม่หยุด เหมากั๋วเซิ่งทำได้เพียงฟังหูซ้ายทะลุหูขวา เขาจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนแทบไม่สนใจเจิ้งซูฉินเลยแม้แต่น้อย
เสี่ยวเซี่ยทำตัวสนิทสนมมากเกินไป การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนนั้นไม่มีในโลก เขาได้ตามไปเผิงเฉิงด้วยก็ดี เพราะเขาจะคอยจับตาดูสิว่า เสี่ยวเซี่ยกำลังหลอกลวงพ่อเขาอยู่หรือไม่!
เหมากั๋วเซิ่งเก็บสัมภาระเสร็จแล้ว ป้าซ่งก็เรียกเขามาเพื่อแบ่งผลไม้ไปกิน
เหมากั๋วเซิ่งอยู่บ้านพอดี จะได้ช่วยแบ่งแคนตาลูปกับสาลี่อย่างละกล่องไปให้บ้านพี่ชายกับน้องสาวด้วย
ทุกบ้านจะได้ของเหมือนกัน ไม่มากไม่น้อย ยุติธรรมที่สุด
ส่วนสุราเหมาไถกับบุหรี่จงหัวที่เจิ้งซูฉินหมายตา เพราะเหมาคังซานยังไม่หายโกรธ ป้าซ่งจึงไม่กล้าตัดสินใจด้วยตัวเอง
พวกเขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของเจิ้งซูฉิน ก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าเผิงเฉิงอากาศร้อนมาก ให้เธอกับเหมาคังซานไม่ต้องพกเสื้อผ้าไปมากนัก เพราะถึงอย่างไรที่นั่นก็มีทุกอย่าง หลังป้าซ่งเก็บสัมภาระของตนกับสามีเสร็จแล้ว เธอก็ไปถอนเงินมาจำนวน1,000หยวนเพื่อพกติดตัวไปด้วย
รถแท็กซี่มาจอดที่ชั้นล่าง มีคนทักทายป้าซ่งตลอดทาง
“ครอบครัวเธอจะไปไหนกันหรือ”
เหมาคังซานเอามือไพล่หลังเดินนำหน้าสุด เก่อเจี้ยนช่วยเปิดประตูรถให้เขา ส่วนเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นคอยประคองตัวป้าซ่งอยู่ไม่ห่างกาย
“ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงนะคะ ฉันจะพาอาจารย์กับอาจารย์หญิงไปเที่ยวต่างเมืองน่ะค่ะ”
เสียงฮือฮาดังขึ้น เหมาคังซานยังคงทำหน้าบูดบึ้ง แต่ความจริงตอนที่เขาก้มหน้าก้าวเท้าขึ้นรถ มุมปากของเขาอดแย้มยิ้มออกมาไม่ได้
เขาค้นพบหยกน้ำงามที่ยังไม่มีใครเก็บไป จึงอดใจไม่ไหวอยากเก็บกลับบ้าน
แต่ใครจะไปคิดว่าหยกน้ำงามก้อนนี้จะเปล่งประกายยิ่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เสียอีก
เซี่ยเสี่ยวหลานทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลเขาเช่นนี้ เหมาคังซานตัดสินใจแล้วว่า ตนจะต้องช่วยขจัดเรื่องกลุ้มใจของเซี่ยเสี่ยวหลานให้ได้โดยเร็วที่สุด!
ตอนที่ 983: สืบประวัติเสี่ยวเซี่ย
คนที่ทรมานใจที่สุดคือเจิ้งซูฉิน
เธออยากตามไปด้วย แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับไม่เห็นความสำคัญของเธอแม้แต่น้อย
เธอมองแท็กซี่สองคันเคลื่อนตัวลับไปจากสายตา หัวใจปวดร้าว มือเท้าระบม ศีรษะก็ปวดไปหมด ไม่มีตรงไหนของร่างกายที่ไม่รู้สึกทรมาน
ป้าซ่งล็อกประตูบ้านอย่างแน่นหนา เจิ้งซูฉินคิดถึงของดีที่ยังไม่ได้ถูกแบ่งให้ใครเหล่านั้นแล้วก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงทันที
“ที่ฉันพูดไป ไม่รู้กั๋วเซิ่งฟังเข้าหูบ้างหรือเปล่า...”
เจิ้งซูฉินพูดอะไรไปบ้างน่ะหรือ
ใจความสำคัญคือต้องสืบประวัติของเสี่ยวเซี่ยให้ชัดเจนว่า ตกลงแล้วเสี่ยวเซี่ยมีเงินหนึ่งล้านหยวนจริงหรือไม่ แล้วครอบครัวของพวกเธอจะได้ส่วนแบ่งจากธุรกิจนั้นมากแค่ไหน!
ใจความรองลงมาคือ เหมากั๋วเซิ่งจะต้องเดินนำหน้าพี่น้องคนอื่นๆปิดบังการมีอยู่ของเสี่ยวเซี่ยได้นานเท่าไรก็ยิ่งดี จะปล่อยให้คนอื่นมาตักตวงผลประโยชน์ไปไม่ได้เด็ดขาด!
เจิ้งซูฉินคิดว่าคนอื่นเป็นเหมือนตัวเอง แต่หากลูกคนอื่นๆของเหมาคังซานเป็นแบบเธอที่นั่งวางแผนร้ายทั้งวัน เหมาคังซานกับป้าซ่งคงน่าสงสารยิ่งนักที่ไม่มีลูกคนไหนได้เรื่องเลยสักคนอย่างแน่นอน
ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ภรรยากำชับมา เหมากั๋วเซิ่งฟังเข้าหูมากแค่ไหน?
หลังจากขึ้นรถแท็กซี่ที่เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมไว้ให้ เรื่องที่เหลือเหมากั๋วเซิ่งไม่มีอำนาจตัดสินใจอีกแล้ว
เดินทางกับเซี่ยเสี่ยวหลานไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเรื่องไหนทั้งนั้น
นั่งแท็กซี่มาถึงสนามบิน จากนั้นก็ขึ้นเครื่องต่อ
พอลงจากเครื่องบินก็มาถึงสนามบินไป๋อวิ๋นของหยางเฉิง เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมรถเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เธอไม่ได้เร่งรีบที่จะเดินทางแต่อย่างใด เธอคิดเผื่อเหมาคังซานกับป้าซ่งที่อายุมากแล้ว จึงบอกให้ทุกคนค้างคืนที่หยางเฉิงสักหนึ่งคืนก่อน
พอวันรุ่งขึ้นหลังจากเก็บข้าวของเสร็จ พวกเขาก็ได้ไปเดินเที่ยวรอบๆ ก่อนจะได้สัมผัสกับวัฒนธรรมการดื่มชายามเช้าของชาวหยางเฉิง จากนั้นก็นั่งรถไปที่เผิงเฉิงพร้อมกัน
ทันทีที่รถขับผ่านด่านข้ามแดนของเผิงเฉิง เหมากั๋วเซิ่งก็รู้สึกราวกับกำลังตรงเข้าสู่โลกใบใหม่
ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยพื้นที่ก่อสร้าง เหมากั๋วเซิ่งย่นจมูกเล็กน้อย ที่นี่คือสวรรค์ของสถาปนิกชัดๆ!
“พี่เหมาสนใจที่นี่มากหรือคะ”
คำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานแฝงไปด้วยความนัย แต่เหมากั๋วเซิ่งไม่เข้าใจ และถามเธอกลับว่า
“เสี่ยวเซี่ย ที่บอกว่าจะเปิดบริษัทเป็นเรื่องจริงหรือ เธออยากสร้างบ้านเองหรือสร้างให้ใครกัน?”
มีบริษัทก่อสร้างอยู่มากมายขนาดนั้น งานจะตกมาถึงมือเซี่ยเสี่ยวหลานได้หรือ
เหมากั๋วเซิ่งคิดเรื่องนี้มาตลอดทาง
ตอนแรกเขาตกใจกับจำนวนเงินหนึ่งล้านหยวน แต่เขาทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบ และไม่ใช่คนโง่เขลาขนาดนั้น อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันของอาชีพนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น
บริษัทก่อสร้างอย่างเช่นบริษัทหัวเจี้ยนล้วนมีเงินทุนจำนวนมหาศาล คนทั่วไปได้ยินคำว่าเงินหนึ่งล้านหยวนจะคิดว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก แต่นั่นคือการเอาทรัพย์สินของตัวเองไปเทียบกับทรัพย์สินคนรวย เงินหนึ่งล้านพอสร้างแค่อาคารหอพักสักแห่งเท่านั้น แถมยังไม่รวมค่าที่ดินที่ต้องหามาอีก
เจอกับคำถามของเหมากั๋วเซิ่ง เซี่ยเสี่ยวหลานแค่ยิ้มตอบไปว่า “ถ้าพี่เหมาสนใจก็ลองดูรอบๆเมืองได้ค่ะ ส่วนคำถามของพี่ฉันขออนุญาตเก็บไว้เป็นความลับ บริษัทก่อตั้งเสร็จเมื่อไร พี่ก็จะรู้เองค่ะ”
เหมากั๋วเซิ่งประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน “เป็นบริษัทของเธอเองจริงหรือ?”
ไหนบอกว่าปีที่แล้วเพิ่งสอบเข้าหัวชิงได้ เหมากั๋วเซิ่งดูอย่างไรเซี่ยเสี่ยวหลานก็อายุแค่20ต้นๆเท่านั้น เพราะเธอเป็นคนหน้าเด็ก หากบอกว่าอายุแค่สิบกว่าปีย่อมมีคนเชื่อ แต่ที่เหมากั๋วเซิ่งเดาว่าเธออายุ20ปี เป็นเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นมีวาจาและการกระทำที่ดูเป็นผู้ใหญ่มาก
“ก็ต้องบริษัทของฉันเองสิคะ เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลยค่ะ ฉันจะโกหกอาจารย์กับอาจารย์หญิงได้อย่างไรกัน”
เหมากั๋วเซิ่งยังอยากถามต่อ แต่ป้าซ่งทนฟังต่อไม่ไหวแล้ว
“กั๋วเซิ่ง ให้เสี่ยวเซี่ยพักบ้างเถอะ เธอช่วยดูแลพวกเรามาตลอดทาง ทำไมลูกถึงพูดจาเหมือนกำลังสอบสวนนักโทษไม่มีผิด...”
ความฉลาดทางอารมณ์ของเหมากั๋วเซิ่งนั้นต่ำเกินไปจริงๆ
แม้แต่ป้าซ่งยังรู้เลยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานตอบคำถามอย่างระมัดระวัง แต่เหมากั๋วเซิ่งกลับพยายามขุดคุ้ยไม่หยุดหย่อน
มันคือบริษัทของเสี่ยวเซี่ย เปิดเผยข้อมูลให้คนอื่นส่งเดชได้เสียที่ไหน
คนเราต้องรู้จักมารยาท ไม่ใช่พอเห็นว่าเสี่ยวเซี่ยคุยด้วยง่าย ไม่ว่าจะเป็นคำถามที่ควรหรือไม่ควรถาม ก็ถามมันเสียทุกอย่าง
เซี่ยเสี่ยวหลานหันไปคุยกับป้าซ่งต่ออย่างสนุกสนาน
พอถึงเผิงเฉิง เมื่อหลิวหย่งได้ยินว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้เชิญเหมาคังซาน หนึ่งใน ‘เหนือหนิงใต้เหมา’ มาได้ แถมยังได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เหมา เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น ก่อนหน้านี้หย่วนฮุยจ้างวิศวกรมาสองคน แม้พวกเขาจะได้รับเงินเดือนสูงลิ่ว แต่ก็ยังมีความหยิ่งทะนงในตัวเอง และมักจะดูแคลนเจ้านายที่มาจากบ้านนอกอย่างหลิวหย่งอยู่บ้าง
แต่พอเถ้าแก่บ้านนอกมีเส้นสายเป็นเหมาคังซาน วิศวกรสองคนนั้นก็ว่านอนสอนง่ายขึ้นมาทันที
เช้าวันต่อมา เหมาคังซานไปเดินสำรวจรอบๆโครงการโรงแรมหนานไห่ คนของหัวเจี้ยนที่เคยเห็นเหมาคังซานก็จำเขาได้
คราวนี้แม้แต่คนของหัวเจี้ยนก็รู้สึกมึนงง
บริษัทเล็กๆอย่างหย่วนฮุย เพราะมีนายกเทศมนตรีเป็นที่พึ่งถึงสามารถคว้างานมาได้ ดังนั้นพวกคนของหัวเจี้ยนจึงมักจะดูถูกหลิวหย่งอยู่เสมอ
แต่หลิวหย่งไปมีความสัมพันธ์กับเหมาคังซานได้อย่างไร?
คนของหัวเจี้ยนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดจาเหลวไหล ท่าทีก็หาได้เย่อหยิ่งเหมือนทุกครั้ง เจ้าของสมญานาม ‘เหนือหนิงใต้เหมา’ คนหนึ่งคือหนิงเยี่ยนฝานที่เปิดสตูดิโอส่วนตัวหลังเกษียณ ขอแค่จ่ายเงินมากพอก็สามารถเชิญอาจารย์หนิงมาดูหน้างานและช่วยชี้แนะได้
แต่นิสัยของเหมาคังซานนั้นโด่งดังพอๆกับชื่อเสียงของเขา
แค่มีเงินก็สามารถเชิญหนิงเยี่ยนฝานได้ แต่กับเหมาคังซานจะทำเช่นนั้นไม่ได้
ถ้าหอบเงินไปเชิญถึงที่บ้าน ไม่แน่อาจจะถูกเหมาคังซานด่ากราดกลับมา เพราะฉะนั้นเหมาคังซานไม่มีทางไปมาหาสู่กับหย่วนฮุยเพียงเพราะเรื่องเงินอย่างแน่นอน
แสดงว่าหย่วนฮุยจะต้องมีสิ่งที่เหมาคังซานให้การยอมรับ คนของหัวเจี้ยนคงไม่อาจดูแคลนพวกเขาได้อีกต่อไป
หย่วนฮุยคงไม่ได้มีแค่นายกทังคอยหนุนหลังแน่ ผู้เฒ่าเหมาเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ หากนายกทังขอให้ผู้เฒ่าเหมามาช่วยเหลือ ไม่แน่อาจจะถูกผู้เฒ่าเหมาด่าสาดเสียเทเสียไปแล้ว
หลิวหย่งคิดไม่ถึงเลยว่า แค่เหมาคังซานเดินทางมาเผิงเฉิงจะทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้
เขาลากหลานสาวมาพูดอย่างอ่อนใจ
“เสี่ยวหลาน หลานต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่ว่าประเทศจะปฏิรูปเศรษฐกิจหรือไม่ นักธุรกิจหาเงินได้มากแค่ไหนก็มิวายถูกคนนินทา มีเพียงคนมีการศึกษาเท่านั้นที่จะได้รับการเคารพนับถือ! หลานต้องเป็นปัญญาชน เป็นปัญญาชนที่เก่งกาจเหมือนผู้เฒ่าเหมาให้ได้!”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกได้ว่า ลุงของเธอใกล้จะร้องไห้ออกมาเต็มที ไม่รู้ว่าเขากำลังซาบซึ้งอะไรอยู่กันแน่
เซี่ยเสี่ยวหลานเพิ่งพยักหน้ารับ เหมาคังซานที่เดินนำหน้าก็เริ่มด่าคนเสียแล้ว
“เซี่ยเสี่ยวหลาน ทำตัวแบบนี้ได้หรือ เป็นเด็กเป็นเล็กให้คนแก่อย่างฉันรอเธอได้อย่างไร? รีบเดิน มาอธิบายเรื่องที่นี่ให้ฉันฟังเสีย!”
นี่ก็คือปัญญาชนที่ได้รับการยกย่องจากผู้คน
เวลาด่าคนล้วนมีเหตุผลรองรับ... หลิวหย่งไม่ได้ตั้งใจพาเหมาคังซานมาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับโครงการโรงแรมหนานไห่ แต่เหมาคังซานไม่สนใจงานโครงการอื่น เพราะมันไม่เกี่ยวข้องกับเขา สิ่งเดียวที่เขาสนใจคืองานตกแต่งภายในที่เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นผู้ดูแลอยู่นั่นเอง
เซี่ยเสี่ยวหลานรีบวิ่งไปหาเหมาคังซานทันที
“อาจารย์ มีคำถามตรงไหนหรือคะ”
เหมาคังซานชี้ไปยังส่วนบนสุดของโรงแรม “ตรงนั้นมันเรื่องอะไรกัน?”
เซี่ยเสี่ยวหลานร้องอ๋อขึ้นมาทันที “เดิมทีการออกแบบของผู้เฒ่าหนิงคือ ยอดตึกตรงกลางจะสูงกว่าตึกทั้งสองด้านที่ขนาบข้างค่ะ แต่ตอนหลังเพื่อให้สอดคล้องกับการออกแบบสระว่ายน้ำไร้ขอบ ฉันก็เลยแก้ไขตรงนั้น...”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกข้องใจยิ่งนัก
งานสัมมนาที่เจียงเฉิง เธอเคยอธิบายเรื่องนี้แล้วมิใช่หรือ
เหมาคังซานพยักหน้ารับอย่างเงียบๆ
เขามองการปรับแก้แบบตรงยอดตึกไม่วางตา
เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่เข้าใจความรู้สึกอันซับซ้อนของเหมาคังซาน
คนเราแก่แล้วใช่ว่าจะเปรียบเทียบตัวเองกับใครไม่ได้
ผู้คนให้สมญานามเหนือหนิงใต้เหมา แต่ทำไมหนิงเยี่ยนฝานถึงได้อยู่หน้าเขา? แน่นอนว่าเหมาคังซานรู้ดีว่าเพราะตนไม่มีความยืดหยุ่นเหมือนหนิงเยี่ยนฝาน
เขาไม่อิจฉาเจ้านั่นสักนิด เพราะสักวันหนึ่งทุกคนจะเรียกกันใหม่ว่า ‘ใต้เหมาเหนือหนิง’ ถึงเขาจะอายุมากแล้ว และคงไม่แข่งกับหนิงเยี่ยนฝานด้วยตัวเองได้ แต่เขามีลูกศิษย์ เพราะฉะนั้นเขาให้ลูกศิษย์แข่งแทนได้!
ตอนที่ 984: ไม่อยากได้ที่หนึ่งเสมอกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานคงไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกของเหมาคังซานแน่นอน
และไม่รู้เลยว่าอาจารย์ที่เธอเพิ่งฝากตัวเป็นศิษย์กำลังฝากความหวังไว้ที่ตนมากขนาดนี้ ยังไม่ทันสอนวิชาความรู้ เขาก็อยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานแข่งขันกับหนิงเยี่ยนฝานแทนตัวเองเสียแล้ว
เหมาคังซานเดินดูรอบๆโครงการโรงแรมหนานไห่ เดินไปถามไป โดยให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนคอยตอบคำถาม
เซี่ยเสี่ยวหลานตอบได้แค่เฉพาะส่วนของงานตกแต่งภายในเท่านั้น ทว่าแบบโครงสร้างอาคารของหนิงเยี่ยนฝาน เธอไม่เข้าใจทั้งหมด
เหมาคังซานด่าเธอว่าโง่เขลา เมื่อด่าเสร็จก็นั่งลงกับพื้นแล้วคว้ากิ่งไม้มาขีดๆเขียนๆ พลางอธิบายให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟัง
เซี่ยเสี่ยวหลานจึงต้องนั่งลงอีกคน เธอไม่กล้าไม่ตั้งใจฟัง เห็นได้ชัดว่าเหล่าเหมากำลังเข้าสู่โหมดอาจารย์แล้วเรียบร้อย
ที่แท้เหมาคังซานสอนเก่งขนาดนี้เลยหรือนี่
เซี่ยเสี่ยวหลานเคยฟังคาบเรียนของหนิงเยี่ยนฝาน โดยเขาจะเริ่มจากความรู้เบื้องต้นแล้วค่อยไล่ไปถึงความรู้เชิงลึก แต่เหมาคังซานนั้นต่างออกไป
เขาหยิบเอาแบบโครงสร้างโรงแรมหนานไห่ของหนิงเยี่ยนฝานมาใช้เป็นต้นแบบในการสอนเซี่ยเสี่ยวหลาน จากนั้นก็ทำการชำแหละความคิดของหนิงเยี่ยนฝานออกมาวิเคราะห์ ด้วยความที่ทั้งสองคนมีความสามารถที่เทียบเคียงกัน ดังนั้นเหมาคังซานย่อมเข้าใจการออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานเป็นอย่างดี
เขากำลังใช้การออกแบบของหนิงเยี่ยนฝานมาสอนเซี่ยเสี่ยวหลาน
บางจุดเซี่ยเสี่ยวหลานฟังไม่เข้าใจ ทว่าเหมาคังซานไม่คิดจะโอ๋หรือตามใจเธอแม้แต่น้อย ไม่มีอีกแล้วชายที่เอาแต่นั่งง่วงอยู่ในห้องสัมมนา ตอนนี้เขาได้ตื่นตัวเต็มที่ ด่าเซี่ยเสี่ยวหลานเละจนไม่มีชิ้นดี
พอด่าเสร็จเขาก็ทำการอธิบายให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟังอีกครั้ง
อธิบายจุดนี้เสร็จก็ไม่สนใจว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะซึมซับความรู้ได้หมดหรือยัง ทั้งยังบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเธอต้องกลับไปอ่านหนังสือเล่มไหนบ้าง
หนังสือพวกนั้นคือเนื้อหาที่นักศึกษาปริญญาตรีภาควิชาสถาปัตยกรรมของหัวชิงต้องเรียนรู้
แต่บางเล่มก็เห็นได้ชัดว่าเกินขอบเขตความรู้ของระดับปริญญาตรี
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยอ่านหนังสือพวกนั้นมาก่อน จึงรีบหยิบปากกามาจดชื่อหนังสือเอาไว้
เห็นเหมาคังซานพูดจนน้ำลายแตกฟองแล้ว เธอก็รีบยื่นขวดน้ำให้เขาทันที
“อาจารย์ พักสักครู่เถอะค่ะ พวกเราไม่นั่งยองกับพื้นแล้วดีไหมคะ ฉันไม่ได้ติดอะไร แต่อาจารย์อายุมากแล้ว ถ้านั่งนานๆแล้วลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ฉันกลัวว่าอาจารย์จะหน้ามืดค่ะ”
เหมาคังซานกรอกน้ำลงคอไปหลายอึก
“พักอะไรกัน ฉันร้อนใจแทนเธอจะตายอยู่แล้ว ความรู้พื้นฐานของเธอยังตามหลังคนอื่นอีกมาก!”
ความจริงแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ตามหลังคนอื่นอย่างแท้จริง ถึงอย่างไรเธอก็เพิ่งจะขึ้นชั้นปีที่สอง หากเทียบกับนักศึกษาคนอื่น ความจริงความรู้ของเธอนำหน้าคนอื่นไปมากแล้ว
คำว่าตามหลังคนอื่นของเหมาคังซาน คือเขาได้เอาเธอไปเปรียบเทียบกับหลานสาวของหนิงเยี่ยนฝานอย่างหนิงเสวี่ยนั่นเอง
หนิงเยี่ยนฝานสอนความรู้พื้นฐานให้หนิงเสวี่ยตั้งแต่อายุยังน้อย เดิมทีเหมาคังซานไม่สนใจเรื่องหลานสาวคนอื่น แต่อีกฝ่ายดันเรียนอยู่ภาควิชาเดียวกัน ชั้นเรียนเดียวกัน และมหาวิทยาลัยเดียวกันกับเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาไม่อยากให้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เซี่ยเสี่ยวหลานต้องรำพึงรำพันว่า ‘สวรรค์ส่งจิวยี่มาเกิดแล้ว เหตุใดต้องส่งขงเบ้งมาเกิดด้วยเล่า’ ถ้าจะเป็นที่หนึ่งก็ต้องเป็นที่หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว หาใช่เป็นที่หนึ่งเสมอกัน
สองดรุณีแห่งหัวชิงอะไรนั่น สมญานามแบบนี้เหมาคังซานไม่อยากได้ยินเลยแม้แต่น้อย
เพราะเหมาคังซานได้ยินคำว่า ‘เหนือหนิงใต้เหมา’ มามากพอแล้วเช่นกัน!
แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่พอเหมาคังซานถูกเซี่ยเสี่ยวหลานพูดเช่นนี้ เขาก็ค่อยๆลุกขึ้นยืน
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดถูก เขาอายุมากแล้วต้องรักษาสุขภาพ มิเช่นนั้นคงอยู่สอนเซี่ยเสี่ยวหลานได้อีกแค่ไม่กี่ปี หากไม่ได้เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานแซงหน้าหลานสาวของหนิงเยี่ยนฝาน เหมาคังซานคงตายตาไม่หลับ... ใช่ การแซงหน้าหนิงเสวี่ยเป็นเพียงก้าวแรก ก้าวที่สองคือการประชันหน้ากับหนิงเยี่ยนฝาน
พอคิดได้ว่านายทุนของโรงแรมหนานไห่เลือกแผนงานของเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ตีกลับแผนงานเดิมของหนิงเยี่ยนฝาน เหมาคังซานก็เอามือไพล่หลังพลางเดินรอบโครงการอีกหนึ่งรอบอย่างพึงพอใจ
หยางหย่งหงยืนมองจากที่ไกลๆ ด้วยแววตาฉายความอิจฉา
เธอไม่ได้อิจฉาที่เซี่ยเสี่ยวหลานรวย แต่เธออิจฉาที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้เรียนรู้วิชากับอาจารย์เหมา
ภาควิชาสถาปัตยกรรมกับวิศวกรรมโยธามีความเชื่อมโยงกัน ดังนั้นคนดังในแวดวงสถาปัตยกรรมอย่างเหมาคังซาน ย่อมเป็นคนดังของวงการวิศวกรรมโยธาด้วยเช่นกัน
หลี่ต้งเหลียงเห็นหยางหย่งหงมองตามอย่างไม่วางตาก็ถามว่า
“ทำไมไม่เข้าไปฟังด้วยล่ะ”
หยางหย่งหงเกาศีรษะ “ผู้จัดการหลี่อย่าหลอกฉันเลยค่ะ มันคนละเรื่องกัน”
คนเราต้องรู้จักประมาณตน เสี่ยวหลานหวังดีแนะนำงานพิเศษให้เธอ ได้ค่าแรงสูงถึง400หยวนต่อเดือนเช่นนี้ เพราะฉะนั้นหยางหย่งหงก็ต้องทำงานให้คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับ
เธอมาที่นี่เพื่อหาเงินแล้วยังจะมีหน้าขอเรียนด้วยอีกหรือ
ความจริงหากเธอหน้าด้านไปขอฟังด้วย เสี่ยวหลานก็คงไม่ว่า
แต่หยางหย่งหงไม่คิดจะทำเช่นนั้น
หยางหย่งหงถอนสายตากลับมาแล้วถามหลี่ต้งเหลียงว่า “ผู้จัดการหลี่ ไหนบอกว่าจะไปตรวจนับของไงคะ”
“จริงสิ อย่างนั้นก็ไปกันเถอะ!”
อยู่ที่นี่ต่อก็มีแต่จะคันยุบยิบในใจ สู้ไม่อยู่มองเลยเสียยังดีกว่า หยางหย่งหงหันหลังเดินนำหลี่ต้งเหลียงไปทางอื่น ในขณะที่หลี่ต้งเหลียงเดินตามหลังเธอด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เพื่อนของคุณผู้หญิงเซี่ยคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ
ขยันอดทนมีความสามารถ
ที่สำคัญที่สุดคืออุปนิสัย!
รู้จักจดจำน้ำใจของคุณผู้หญิงเซี่ย อิจฉาที่คุณผู้หญิงเซี่ยได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เหมา แต่กลับไม่มีความริษยา หลี่ต้งเหลียงกับเก่อเจี้ยนสนิทกัน ย่อมรู้ดีกว่าใครว่าท่าทีของเหมาคังซานในตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานต้องใช้ความพยายามและทุ่มเทมากแค่ไหนถึงจะได้มันมา
สถานะความเป็นศิษย์อาจารย์นั้นแน่นอนแล้ว แต่การสอนลูกศิษย์หนึ่งคนกับสองคนมันเหมือนกันที่ไหน
คนเราต้องรู้จักขอบเขต ไม่ควรโลภในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง อยากได้อะไรก็ควรเพียรพยายามไขว่คว้าด้วยตนเอง หาใช่เอาแต่พึ่งพาผู้อื่นหรือคิดเอาเปรียบใคร!
จุดนี้หยางหย่งหงทำได้ไม่เลวจริงๆ... ถ้าคุณผู้หญิงเซี่ยมีเพื่อนแบบนี้หลายๆคนก็คงจะดี หลี่ต้งเหลียงครุ่นคิด คุณผู้หญิงเซี่ยเป็นคนที่ต้องทำการใหญ่อยู่ตลอดเวลา เรื่องนี้เขากับเก่อเจี้ยนรู้นานแล้วว่า คุณผู้หญิงเซี่ยเปิดร้านเสื้อผ้ากับร้านวัสดุก่อสร้าง ปูทางไว้มากมายเช่นนั้นก็เพื่อทำธุรกิจ ‘อสังหาริมทรัพย์’
คำว่า ‘อสังหาริมทรัพย์’ หลี่ต้งเหลียงเพิ่งเข้าใจและเพิ่งได้ใช้มัน
ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร คุณผู้หญิงเซี่ยก็จำเป็นต้องมีผู้ช่วย
หลี่ต้งเหลียงอยากคุยกับหลิวหย่ง ดูสิว่าจะหาทางคว้าตัวหยางหย่งหงมาทำงานด้วยกันได้หรือไม่
กงหยางจากซางต้ายังทำงานให้พวกเขาได้ แล้วทำไมหยางหย่งหงจากหัวชิงจะทำไม่ได้เล่า?
ต้องลองดูสักตั้ง
พอคิดได้ดังนั้น หลี่ต้งเหลียงก็รีบสาวเท้าเดินตามหยางหย่งหงไปทันที
-----------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานเรียนวิชาจากสถานที่จริงกับเหมาคังซาน
ส่วนเหมากั๋วเซิ่งนั้นกำลังพาป้าซ่งไปเที่ยวที่เซียงมี่หู
หลังมาถึงเผิงเฉิง หัวใจของเหมากั๋วเซิ่งเหมือนหยดน้ำที่ตกลงไปในหม้อน้ำมันจนแตกกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
หัวใจของเขาคือหยดน้ำ แม้จะไม่ได้หลอมรวมกับน้ำมัน แต่ต้องสะดุ้งเพราะอุณหภูมิภายในหม้อ!
“กั๋วเซิ่ง ลูกมีอะไรในใจหรือเปล่า”
แม้ป้าซ่งจะเรียนมาไม่สูง แต่อย่างน้อยเธอก็เป็นคู่ชีวิตให้กับเหมาคังซานมาครึ่งค่อนชีวิต ดังนั้นย่อมมีทักษะในการจับสังเกตติดตัวมาไม่น้อย
เธออาจจะไม่รู้ตัวเลยว่า เหมาคังซานมีอิทธิพลต่อชีวิตของเธอในทุกๆด้าน
ป้าซ่งไม่มีความรู้หรือทฤษฎีอันยิ่งใหญ่ ที่เธอสนใจคือเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนในครอบครัว
อย่างเช่นสภาพจิตใจของเหมากั๋วเซิ่งหลังมาถึงเผิงเฉิง ป้าซ่งสังเกตเห็นมาโดยตลอด
เมื่อเจอกับคำถามของผู้เป็นแม่ เหมากั๋วเซิ่งก็ไม่ได้รีบตอบไปในทันที
เขากำลังเรียบเรียงคำพูด เพราะไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดี
ป้าซ่งจ้องมองมา เหมากั๋วเซิ่งจึงกลั้นใจบอกสิ่งที่ตนรู้สึกกังวลออกไป
“เสี่ยวเซี่ยให้คนพาพวกเราเที่ยวจนทั่ว แต่ไม่รู้ว่าพาพ่อไปทำอะไรบ้าง แม่ แม่ไม่ห่วงเลยหรือครับ ผมว่าเสี่ยวเซี่ยคนนี้ทำอะไรเอิกเกริก เหมือนมีเงินใช้ไม่ขาดมือ เงินของเธอมาจากไหนแม่เคยคิดบ้างไหม แม่อย่า...”
เหมากั๋วเซิ่งไม่อาจพูดต่อไปได้อีกแล้ว
ป้าซ่งถอนหายใจ “แม่ว่าเสี่ยวเซี่ยเป็นคนใช้ได้ ลูกสงสัยแล้วทำไมไม่ถามเองล่ะ ต่อให้เปิดปากถามไม่ได้ ก็ควรใช้ดวงตาเฝ้ามองสิ”
เหมากั๋วเซิ่งหน้าแดงก่ำ เขาเคยถามเซี่ยเสี่ยวหลานแล้ว แต่เธอไม่เห็นจะตอบอะไรเลยนี่!
ตอนที่ 985: พูดความจริงทำไม
ป้าซ่งรู้สึกอ่อนใจเหลือเกิน
ทั้งที่อยากรู้อยากเห็น แต่กลับคาดเดาไปเอง ไม่ยอมเอ่ยปากถามให้แน่ชัด
ถ้าไม่ถามเซี่ยเสี่ยวหลานก็ควรคุยกับพ่อตัวเอง คอยติดตามอยู่เคียงข้างพ่อสิ ไม่ใช่มาเที่ยวอย่างใจลอยอยู่แบบนี้ พูดเรื่องพวกนั้นออกไปมันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว?
ความกล้าหาญของเหมากั๋วเซิ่งช่างมีน้อยยิ่งนัก
ดูเหมือนเหตุการณ์ตอนบ้านเมืองไม่สงบจะทำลูกชายคนนี้ตกใจจนเสียคนไปเสียแล้ว
ไม่สิ จะโทษยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้ มันคือนิสัยส่วนบุคคล เทียบกับลูกคนอื่นๆแล้ว กั๋วเซิ่งก็ไม่ได้มีนิสัยกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆมาตั้งแต่เด็ก เขาไม่ได้ซุกซนเหมือนพี่ใหญ่กับพี่รอง ดังนั้นตอนครอบครัวจัดการเรื่องหน้าที่การงานให้กับลูก เธอกับเหล่าเหมาถึงได้บอกให้กั๋วเซิ่งทำงานอยู่ใกล้ตัว นี่เป็นเหตุผลว่าในบรรดาลูกทั้งหมด ทำไมเหมากั๋วเซิ่งจึงเป็นคนเดียวที่ทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบของมณฑล
ให้อยู่ในสายตาของเหมาคังซาน เวลาลูกคนนี้รู้สึกกลัวหรือเกิดเรื่องผิดพลาดจะได้มีคนคอยปกป้อง
แต่แผนการที่วางไว้หรือจะสู้การเปลี่ยนแปลง เพียงชั่วพริบตาฟ้าก็เปลี่ยนสี กั๋วเซิ่งที่ทำงานอยู่สถาบันออกแบบไม่เพียงไม่มีคนคอยปกป้อง แต่ยังต้องตื่นตระหนกเพราะความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
ป้าซ่งไม่รู้จะพูดอย่างไรกับเหมากั๋วเซิ่งดี
ลูกชายที่ตัวเองเลี้ยงมากำลังคิดอะไรอยู่ คนเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้
กั๋วเซิ่งกำลังไม่พอใจพ่อบังเกิดเกล้า!
เป็นคนบ้านเดียวกันแท้ๆ มีอะไรก็ควรพูดคุยกันสิ ป้าซ่งเองก็ไม่รู้ว่าจะปฏิบัติตัวกับลูกชายคนนี้อย่างไรดี
เขาบอกว่าอยากสลับบ้านพัก เธอกับเหล่าเหมาก็ยินดีสลับให้
ถ้าไม่ใช่เพราะรักลูกชาย ด้วยนิสัยของเหล่าเหมาป่านนี้คงด่ากราดเหมากั๋วเซิ่งไปนานแล้ว
ลูกสะใภ้อย่างเจิ้งซูฉินเป็นคนเจ้ามารยา เธอกับเหล่าเหมารู้ดี แต่ปกติพวกเธอสองคนก็ยอมทนอยู่เสมอมิใช่หรือ?
ก็เพราะตอนนั้นเหล่าเหมาต้องไปอยู่ที่คอกวัว ส่วนเธอก็มัวแต่ห่วงคู่ชีวิตจนติดตามไปอาศัยอยู่ที่คอกวัวด้วย เลยไม่ทันสังเกตว่าลูกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้าตระกูลมาเป็นคนแบบไหน
เหมากั๋วเซิ่งอึกอักพูดอะไรไม่ออก
เวลานี้ป้าซ่งหมดอารมณ์เที่ยวต่อแล้ว
“ช่างเถอะ อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ กลับโรงแรมเลยก็แล้วกัน”
เขาสงสัยว่าเสี่ยวเซี่ยมีเจตนาร้าย?
คนแบบไหนกันที่จะหอบของมีค่ามาทำร้ายตระกูลเหมาถึงที่แบบนั้น
ป้าซ่งเชื่อในสายตาของสามี และเธอเองก็ไม่ใช่คนตาบอด เสี่ยวเซี่ยไม่ใช่แค่ทุ่มเงินให้กับเหล่าเหมา แต่ยังทุ่มเทแรงใจให้อีกด้วย
ถ้าไม่ทุ่มเทแรงใจจะพากั๋วเซิ่งมาเผิงเฉิงด้วยทำไมกัน?
ป้าซ่งซาบซึ้งในความหวังดีของเซี่ยเสี่ยวหลาน เด็กคนนั้นกำลังช่วยทลายกำแพงที่ขวางกั้นระหว่างสองพ่อลูก!
แต่กั๋วเซิ่งไม่เอาไหนเลยจริงๆ เสี่ยวเซี่ยอุตส่าห์เตรียมช่องทางไว้ให้แล้ว กั๋วเซิ่งยังมัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังอยู่อีก
เที่ยวเซียงมี่หูได้แค่ครึ่งวันป้าซ่งก็บอกอยากกลับโรงแรม เก่อเจี้ยนที่ทำหน้าที่เป็นคนขับรถรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก
“คุณผู้หญิงเซี่ยอยากให้คุณป้าได้เที่ยวที่หมู่บ้านพักตากอากาศหลายๆวัน คืนนี้เลยเตรียมการให้ค้างคืนที่นี่ครับ แต่ถ้าคุณป้าอยากกลับโรงแรม ผมจะไปเอารถมาเดี๋ยวนี้”
ค้างคืนที่นี่?
หมู่บ้านพักตากอากาศแห่งนี้มีสวนน้ำที่คึกคัก และมีห้องพักที่สงบร่มรื่น
ถ้าไม่ใช่เพราะเหมากั๋วเซิ่ง ป้าซ่งก็อยากอยู่เที่ยวที่นี่หลายวันเช่นกัน
“เสียวเก่อ ถ้าอย่างนั้นเธอพาฉันไปหาเสี่ยวเซี่ยหน่อยเถิด สองวันนี้เธออยู่กับตาแก่ตลอด ฉันกลัวตาแก่จะอารมณ์ร้อนจนเสี่ยวเซี่ยตกใจน่ะสิ”
ลูกชายมัวแต่อ้ำอึ้ง ป้าซ่งจึงต้องเอ่ยปากพูดแทน
พูดจบเธอยังกลัวเลยว่าเก่อเจี้ยนจะหัวเราะเยาะ ช่างน่าขายหน้าจริงๆ!
โชคดีที่เก่อเจี้ยนเป็นคนพูดน้อย และปกติเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ทางสีหน้าสักเท่าไร อาจเพราะเซี่ยเสี่ยวหลานกำชับแล้วว่า ไม่ว่าป้าซ่งอยากทำอะไรก็ให้ตามใจเธอ เก่อเจี้ยนจึงไม่ลังเลที่จะตัดสินใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมจะพาไปส่งครับ สองวันนี้คุณผู้หญิงเซี่ยกับอาจารย์เหมาอยู่ที่หน้างานตลอด”
เหมากั๋วเซิ่งหูผึ่ง หน้างานอะไร?
เก่อเจี้ยนเป็นคนพูดน้อย จบประโยคนี้เขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกร้อนใจจะตายอยู่แล้ว!
ป้าซ่งเองก็ไม่ได้ถามอะไรมาก
ในเมื่อเหมากั๋วเซิ่งไม่ยอมถามเอง ป้าซ่งจึงตั้งใจปล่อยให้ลูกชายร้อนรน
เก่อเจี้ยนพาทั้งสองคนไปที่โรงแรมหนานไห่
งานตกแต่งภายในของโรงแรมหนานไห่เริ่มดำเนินการในช่วงเดือนมิถุนายน ตอนนี้ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว ความจริงสระว่ายน้ำไร้ขอบได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนบริเวณอื่นกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง หน้างานจึงเต็มไปด้วยฝุ่นผง งานตกแต่งภายในและภายนอกดำเนินการพร้อมกัน ดังนั้นคนงานของหัวเจี้ยนกับหย่วนฮุยย่อมทำงานรวมกันอยู่ที่นี่ หน้างานลักษณะนี้ คนที่หมกตัวอยู่แต่ในสถาบันออกแบบอย่างเหมากั๋วเซิ่งจึงไม่ค่อยได้เห็นสถานการณ์แบบนี้บ่อยนัก
อย่างมากเขาก็แค่นั่งวาดแบบเท่านั้น
เพราะพูดไม่เก่งและไม่มีความกล้าหาญ ต่อให้ตนมีส่วนร่วมในการวาดแบบงาน สุดท้ายคนที่ได้เดินทางไปดูหน้างานก็ไม่ใช่เขาอยู่ดี
โชคดีที่พ่อของเขาคือเหมาคังซาน คนที่สถาบันจึงไม่กล้าขโมยผลงานของเขา มิเช่นนั้นเขาก็คงเหมือนพวกเด็กรุ่นใหม่ที่ถูกเนี่ยเว่ยกั๋วกลั่นแกล้ง และทำได้เพียงทำงานแทนคนอื่นเท่านั้น
หน้างานแบบนี้...
ป้าซ่งพึมพำ “เสี่ยวเซี่ยอดทนมากจริงๆ...”
เด็กสาวที่ดูบอบบาง นึกไม่ถึงเลยว่าจะอยู่ในหน้างานที่ทั้งสกปรกและวุ่นวายได้เป็นเวลานานขนาดนี้
เหมากั๋วเซิ่งชะเง้อคอมองรอบกาย ก่อนจะเห็นหลิวหย่งที่สวมหมวกนิรภัยอยู่วิ่งมาหา
“อาจารย์หญิงซ่ง พวกคุณมาได้อย่างไรครับ เฮ้อ ที่นี่สกปรกไปหมด! เก่อเจี้ยน เสี่ยวหลานบอกให้เธอพาอาจารย์หญิงซ่งไปเที่ยวรอบเมืองมิใช่หรือ?”
เหมากั๋วเซิ่งรู้จักหลิวหย่ง
วันที่พวกเขาเพิ่งมาถึงเผิงเฉิง หลิวหย่งเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารครอบครัวเขา
หลิวหย่งคนนี้คือลุงของเซี่ยเสี่ยวหลาน
เหมากั๋วเซิ่งมองหน้างานที่เต็มไปด้วยการก่อสร้าง เขาไม่แน่ใจว่าหลิวหย่งมีหน้าที่อะไรในโครงการนี้
จริงสิ วันนั้นหลิวหย่งแนะนำตัวว่าอย่างไรนะ เขาบอกว่าทำอาชีพตกแต่งภายในบ้านคนอื่นอย่างนั้นหรือ
เหมากั๋วเซิ่งคิด ถ้าเป็นบ้านแบบที่คนทั่วไปอยู่กัน... แน่นอนว่าบ้านที่อยู่ตรงหน้าเขาก็สามารถให้คนอาศัยอยู่ได้ เพียงแต่ขนาดของมันใหญ่โตจนเกินคำว่าธรรมดาไปมากน่ะสิ
“พวกคุณกำลังสร้างอะไรหรือ”
ในที่สุดเหมากั๋วเซิ่งก็ทนไม่ไหว “แล้วทำไมไม่เห็นพ่อผมกับเสี่ยวเซี่ยเลยล่ะ”
หลิวหย่งหยิบบุหรี่ยื่นให้เขาหนึ่งมวน “สูบสักหน่อยสิครับ ต้องโทษเสี่ยวหลานที่เรียกสรรพนามคนอื่นมั่วซั่วไปหมด พวกเรามาคุยกันก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งสนใจเธอเลย พี่กั๋วเซิ่ง ที่นี่คือโรงแรมหนานไห่ที่ทางนักธุรกิจฮ่องกงเป็นผู้ลงทุน บริษัทเล็กๆของผมรับงานตกแต่งภายในมาบางส่วน โชคดีที่แผนงานออกแบบของเสี่ยวหลานผ่านความเห็นชอบจากนักธุรกิจฮ่องกง พวกเขาถึงได้อนุญาตให้บริษัทผมเข้ามาทำงานตกแต่งภายในร่วมกับหัวเจี้ยน แน่นอนว่าทางหัวเจี้ยนเป็นคนรับงานส่วนใหญ่ไป ส่วนพวกผมทำแค่งานเล็กน้อยเท่านั้น”
หลิวหย่งพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
แต่ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันก็มีหลายคนเดินมาหาเขา เพื่อขอให้เถ้าแก่หลิวช่วยตัดสินใจเรื่องงาน
เหมากั๋วเซิ่งมองดูทุกอย่าง หลิวหย่งบอกว่าทำแค่งานเล็กน้อย แต่เขาชักไม่อยากเชื่อแล้ว
ที่แท้ความมั่นใจของเสี่ยวเซี่ยได้มาจากลุงของเธออย่างนั้นหรือ?
ธุรกิจของลุงเธอเหมือนจะไม่เล็ก...
เหมากั๋วเซิ่งทดไว้ในใจ
หลิวหย่งคุยงานเสร็จก็กล่าวว่า “อาจารย์หญิงซ่ง ช่วงสองวันนี้อาจารย์เหมากับเสี่ยวหลานเดินรอบหน้างานตลอด อาจารย์หญิงกับพี่กั๋วเซิ่งไปนั่งพักตรงเต็นท์พักผ่อนก่อนเถอะครับ ที่นี่ฝุ่นเยอะเกินไป เดี๋ยวผมจะไปเชิญอาจารย์เหมาให้มาหา เฮ้อ อาจารย์หญิงช่วยเตือนอาจารย์เหมาทีนะครับ ผมไม่กลัวเรื่องอาจารย์เหมาสอนความรู้เสี่ยวหลาน แต่ผมกลัวว่าท่านจะเหนื่อยเกินไปมากกว่า”
เต็นท์คนงานนั้นเรียบง่ายมาก
แต่เพราะที่นี่อยู่ห่างจากหน้างานก่อสร้างจึงไม่มีฝุ่นผงสักเท่าไร
ผ่านไปสักพัก เซี่ยเสี่ยวหลานกับเหมาคังซานที่กำลังสวมหมวกนิรภัยก็เดินตรงมาหา
เหมาคังซานหน้าบึ้งตึง “มาที่หน้างานก่อสร้างทำไม ทำเรื่องเหลวไหลเสียจริง!”
สองวันนี้เหมาคังซานสอนลูกศิษย์อย่างเซี่ยเสี่ยวหลานด้วยความราบรื่น จู่ๆถูกคนขัดจังหวะกะทันหันจึงเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา โชคดีที่อีกฝ่ายเป็นป้าซ่ง หากเป็นคนอื่นเหมาคังซานคงเดือดดาลยิ่งกว่านี้
ป้าซ่งชี้ไปที่เหมากั๋วเซิ่ง “ลูกชายเธอกลัวเธอถูกเสี่ยวเซี่ยหลอกน่ะสิ ฉันเลยพาเขามาหา”
เหมากั๋วเซิ่งอ้าปากค้าง แม่ของเขาเป็นอะไรไป ทำไมถึงพูดความจริงออกมาแบบนี้เล่า!?
ตอนที่ 986: ตกลงใครคือลูกในไส้
ผู้หญิงที่จ้างมาทำอาหารให้กับคนงานเป็นคนช่างสังเกต ทันทีที่เธอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานและเหมาคังซาน เธอก็รีบรองน้ำอุ่นมาสองกะละมังและยกมาให้เซี่ยเสี่ยวหลานกับเหมาคังซานล้างหน้าล้างมือ
ผ้าขนหนูสีขาวสะอาดถูกเซี่ยเสี่ยวหลานใช้เช็ดใบหน้าจนกลายเป็นสีเทาขมุกขมัว
พอเช็ดหน้าแล้วใบหน้าที่แท้จริงของเธอก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง
“อาจารย์คะ จะโทษพี่เหมาก็ไม่ได้หรอกค่ะ เขาเป็นห่วงอาจารย์ถึงได้มาที่นี่ แต่มาดูที่หน้างานก็ดีแล้วค่ะ พี่เหมาจะได้สบายใจขึ้น!”
เธอนึกว่าเหมากั๋วเซิ่งจะทนได้อีกหลายวันเสียอีก สุดท้ายแค่สองวันก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานโยนผ้าขนหนูที่ใช้แล้วทิ้งไป ส่วนเหมาคังซานกำลังล้างมือและล้างหน้าอยู่เช่นกัน
อากาศแบบนี้สวมหมวกนิรภัยแล้วร้อนมาก ต่อให้แค่นั่งอยู่ในห้องเฉยๆ ถ้าไม่มีพัดลมคงร้อนจนทนไม่ไหวอยู่ดี ดังนั้นหากอยากสบายที่สุดคงต้องไปนั่งตากแอร์ในโรงแรมเท่านั้น
เหมากั๋วเซิ่งสบายแค่ไม่กี่วันก็ร้องจะมาหน้างานเสียแล้ว เซี่ยเสี่ยวหลานห้ามไม่ไหวจริงๆ
เหมากั๋วเซิ่งถูกแม่บังเกิดเกล้าเปิดเผยความในใจเช่นนี้ เขาจึงมีสีหน้ากระอักกระอ่วนราวกับทำตัวไม่ถูก
เหมาคังซานฟังคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วก็ได้แต่ส่งเสียงฮึออกมา
“มีอะไรน่าเป็นห่วงกัน ฉันเจอความลำบากมามากกว่าเขานัก กั๋วเซิ่ง อยากมาดูก็ดูให้ดี! ทำไมพ่อถึงรับเสี่ยวหลานเป็นศิษย์น่ะหรือ เห็นโรงแรมหนานไห่แห่งนี้ไหม แผนงานตกแต่งภายในเป็นฝีมือของเสี่ยวหลาน! และโรงแรมแห่งนี้เดิมทีเป็นผลงานการออกแบบของหนิงเยี่ยนฝาน แต่สุดท้ายแผนงานตกแต่งภายในของหนิงเยี่ยนฝานถูกนักธุรกิจฮ่องกงตีกลับ โชคดีที่เสี่ยวหลานช่วยแก้แบบให้... ในงานสัมมนา พ่อถึงได้รู้ว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์!”
หลอกลวงอย่างนั้นหรือ?
เขาจะถูกอะไรหลอก?
คิดว่าแค่เอาของขวัญมาให้ก็จะสามารถล่อลวงเขาได้อย่างนั้นหรือ!
คนที่ทำให้เหมาคังซานประทับใจได้ย่อมมีความสามารถ และเซี่ยเสี่ยวหลานก็ได้แสดงความสามารถของเธอให้เขาเห็นแล้ว
การตกแต่งภายในนับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวกับการออกแบบอาคาร ไม่มีสถาปัตยกรรมชิ้นไหนหนีพ้นการตกแต่งภายในไปได้ เซี่ยเสี่ยวหลานมีพรสวรรค์ด้านการตกแต่งภายใน และเหมาคังซานก็คิดว่ามันคือพรสวรรค์ด้านสถาปัตยกรรมด้วยเช่นกัน
สองวันนี้เขาทดสอบเซี่ยเสี่ยวหลานไปไม่น้อย
แต่เธอเพิ่งเรียนจบชั้นปีที่หนึ่ง ยังมีหลายอย่างที่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้จัก อย่างไรก็ตามเหมาคังซานได้สาดความรู้ให้เธอไม่ยั้ง ทว่าเธอก็ยังคงรับไหว
เหมาคังซานทำสีหน้าบึ้งตึง แถมยังด่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นครั้งคราว แต่ความจริงแล้วเขาดีใจแทบตาย
เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นเรียนรู้ได้ไวเหลือเกิน
เธอมีความจำและมีความสามารถในการทำความเข้าใจอันเป็นเลิศ แถมยังไม่ย่อท้ออีกด้วย
นักเรียนตั้งใจเรียนหรือไม่ มีหรือเขาจะไม่รู้
เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมารวมกัน เหมาคังซานรู้สึกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเก่งกว่าลูกศิษย์ที่เขาเคยรับมาทั้งหมด... พูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยยุติธรรมกับลูกศิษย์ในอดีตสักเท่าไร แต่ความจริงก็คือความจริง เหมาคังซานไม่อยากอ้อมค้อม เดิมทีต้นกล้าชั้นดีก็เป็นสิ่งหายาก ไม่มีใครรู้ว่าจะได้พบเมื่อไร
หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน ตอนเหมาคังซานเพิ่งกลับจากชนบท ช่วงนั้นคือช่วงที่สภาพจิตใจของเขาตกต่ำที่สุด ต่อให้เจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานเขาก็คงไม่หวั่นไหวอย่างแน่นอน
การปรากฏตัวของเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมยิ่งนัก เพราะเวลานี้สภาพจิตใจของเหมาคังซานเปลี่ยนไปแล้ว
แม้ตอนอยู่กันสองคนเขาจะด่าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ยั้ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าป้าซ่งกับลูกชายอย่างเหมากั๋วเซิ่ง เหมาคังซานกลับเอ่ยแต่คำชม
เขาเป็นคนเอาแต่ใจเช่นนี้ ไม่สนใจว่าเหมากั๋วเซิ่งฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร
อายุแค่นี้ออกแบบแผนงานให้กับโรงแรมขนาดใหญ่ได้ด้วยหรือ?
แถมแผนงานนั้นยังเอาชนะแผนงานเก่าของหนิงเยี่ยนฝานได้อีกด้วย
เหมากั๋วเซิ่งได้ยินแล้วอดหันไปมองเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้
มิน่าพ่อของเขาถึงได้ให้ความสำคัญกับเสี่ยวเซี่ยนัก พ่อเขาเป็นคนช่างเลือก หากคุณสมบัติไม่โดดเด่นคงไม่มีทางเข้าตาคนอย่างเหมาคังซานแน่นอน
มีแต่คนที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษเท่านั้น ถึงจะทำให้พ่อของเขายอมรับเป็นศิษย์ได้
ที่แท้เรื่องทั้งหมดมีความเป็นมาเช่นนี้นี่เอง เหมากั๋วเซิ่งเข้าใจแล้ว เพียงแต่ความรู้สึกแปลกประหลาดในใจยังไม่จางหาย คำพูดที่เหมาคังซานกล่าวชมเซี่ยเสี่ยวหลานนั้น เหมากั๋วเซิ่งไม่เคยได้รับมาก่อน อีกทั้งเหมาคังซานก็ไม่เคยบอกว่าเขามีพรสวรรค์อย่างมั่นอกมั่นใจเช่นนี้ หรือว่าเขาจะไร้พรสวรรค์จริงๆ?
เหมากั๋วเซิ่งเชื่อมาตลอดว่าตนเป็นคนมีพรสวรรค์ เพียงแต่พ่อของเขามีศัตรูเยอะเกินไป เขาถึงไม่ก้าวหน้า แม้ว่าจะทำงานอยู่ที่สถาบันออกแบบมาสิบกว่าปีแล้วก็ตาม
เหมากั๋วเซิ่งจมดิ่งอยู่กับความคิด เหมาคังซานเองก็ขี้เกียจจะเถียงกับลูกชายแล้ว หลังกินมื้อเที่ยงเสร็จเหมาคังซานก็เตรียมตัวไปส่งป้าซ่งที่รถเพื่อกลับไปพักที่โรงแรม เหมาคังซานเรียกเหมากั๋วเซิ่งไว้
“ถ้าสงสัยนักก็อยู่ดูกับตาตัวเอง!”
เขายัดหมวกนิรภัยใส่มือเหมากั๋วเซิ่ง ก่อนจะเริ่มคาบเรียนช่วงบ่ายอีกครั้ง
เหมากั๋วเซิ่งตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ เขามองตามศิษย์อาจารย์คู่นั้นที่กำลังเดินไปรอบๆเขตก่อสร้าง
ฝุ่นผงคละคลุ้ง อากาศร้อนอบอ้าว เหงื่อบนเนื้อตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไม่เคยแห้งเหือด เซี่ยเสี่ยวหลานยังทนความลำบากเช่นนี้ได้ เหมากั๋วเซิ่งจึงยิ่งต้องอดทนเดินตามหลังพวกเขา
เขาได้ยินพ่อเดี๋ยวก็ด่าเดี๋ยวก็สอนเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานทนได้อย่างไร
เซี่ยเสี่ยวหลานยังยิ้มออกได้อีกหรือ?
ไม่ใช่แค่หน้าด้าน แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน
เหมากั๋วเซิ่งเดินตามแค่ครึ่งวันก็รู้สึกเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหว เสื้อของเซี่ยเสี่ยวหลานเปียกแล้วแห้ง แห้งแล้วเปียกวนไปแล้วหลายรอบ
เรื่องกลิ่นเหงื่อไม่ต้องพูดถึง ฝุ่นติดเต็มตัวเธอ แทบไม่เหลือเค้าของสาวงาม
“อาจารย์คะ พรุ่งนี้เราพักสักสองวันเถอะค่ะ ความรู้ตลอดสามวันที่อาจารย์ให้มา ฉันอยากซึมซับมันให้ดีก่อน”
“ฮึ แค่นี้ยังทนไม่ไหวแล้วยังจะเรียนสถาปัตยกรรมไปทำไม ฉันว่าเธอคิดจะแอบอู้น่ะสิ”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ว่าเหมาคังซานนั้นแค่ปากแข็งจึงไม่คิดมากกับคำพูดของเขา
ถ้าถือสาเขาจริงคงต้องถือสาไม่หยุดน่ะสิ
เธอเหนื่อยจริง และคิดได้ว่าขนาดคนอายุอย่างเธอยังรู้สึกเหนื่อย แล้วคนอายุเท่าเหมาคังซานเล่า หากปล่อยให้เหมาคังซานทำงานท่ามกลางอากาศร้อนเช่นนี้อีกสักสองวัน เธอกลัวเหลือเกินว่าจะทำให้เขาล้มป่วย
การเรียนรู้ก็ต้องการการพักผ่อนที่เหมาะสมเช่นกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมห้องอบไอน้ำและอ่างน้ำร้อนไว้ให้เหมาคังซาน ทั้งยังเรียกคนมานวดคล้ายกล้ามเนื้อให้เขาอีกด้วย
นอกจากนี้เธอจัดการให้เหมาคังซานกับป้าซ่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ราวกับอยากให้อาจารย์และภรรยาอายุยืนเป็นร้อยปี
ทุกสิ่งที่เธอทำ ทำให้เหมากั๋วเซิ่งได้แต่อ้าปากค้าง
ตกลงใครเป็นลูกในไส้กันแน่?
เซี่ยเสี่ยวหลานคือลูกศิษย์ที่พ่อเพิ่งรับมาแค่ไม่กี่วัน แต่กลับทำให้ลูกชายแท้ๆอย่างเขาดูไร้ค่าไปเลยทีเดียว
ทว่าเหมากั๋วเซิ่งคงหันหลังหนีไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้นเขาก็ยิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบน่ะสิ
เหมาคังซานมองเขาด้วยสายตาเย็นชา และอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนมขึ้นมา
“ทำไม ตอนนี้ยังคิดว่าเสี่ยวหลานเป็นนักต้มตุ๋นอยู่อีกหรือ? คนเขาเลี้ยงอาหารดีๆ พามาเที่ยวถึงเผิงเฉิง พ่อยังมีความรู้ให้เขาหลอก แล้วลูกเล่ามีอะไร”
“พ่อ เธอจะเปิดบริษัทจริงหรือครับ เธอไปเอาเงินหนึ่งล้านมาจากไหน เป็นไปได้อย่างไรกัน... คงเป็นบริษัทของลุงเธอใช่หรือเปล่า?”
เหมาคังซานกลอกตามองบน
“เงินคงไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า ลูกจะสนไปทำไมว่าเธอเอาเงินมาจากไหน คนเขาหาเงินเองบ้างไม่ได้อย่างนั้นหรือ? กั๋วเซิ่ง ลูกอย่าใช้สายตาแบบคนยุคเก่ามองคนอื่น มาเผิงเฉิงก็หลายวันแล้ว ลองสงบจิตสงบใจมองโลกรอบข้างบ้าง ดูสิว่าสังคมเปลี่ยนไปมากแค่ไหน!”
เซี่ยเสี่ยวหลานบอกว่าอยากซึมซับความรู้ แต่ไม่รู้หายหัวไปไหนแล้ว
เหมาคังซานครุ่นคิด สองวันนี้ได้หยุดพัก เขาจะรีบจัดการเรื่องที่เซี่ยเสี่ยวหลานขอไว้ เห็นได้ชัดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอยากเปิดบริษัท สองวันก่อนยังมาถามเหมาคังซานอยู่เลยว่า มีรุ่นพี่ที่อยากแนะนำให้เธอบ้างหรือไม่ เธอคงทำงานในบริษัทคนเดียวไม่ไหว ต้องการคนช่วยงาน
เหมาคังซานหยุดคิด เขาตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกลูกศิษย์ในอดีตไปนานแล้ว แต่เพื่อช่วยงานเซี่ยเสี่ยวหลาน เขาคงต้องไปมาหาสู่กับคนพวกนั้นอีกครั้ง
ทำก็ทำ ไปก็ไป เด็กคนนี้เอาใจใส่เขายิ่งกว่าลูกชายในไส้เสียอีก หากเหมาคังซานไม่ช่วยเธอแล้วจะช่วยใคร
ตอนที่ 987: มีคนไร้ยางอายขนาดนี้ด้วยหรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานเอาใจใส่กันเสียยิ่งกว่าลูกชายแท้ๆ
คนที่คิดเช่นนี้ไม่ได้มีแค่เหมาคังซานคนเดียว
ทังหงเอินก็คิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน
เซี่ยเสี่ยวหลานกลับจากหางเฉิงก็หอบหิ้วผลไม้ประจำท้องถิ่นมาให้เขาสองลัง แถมยังพกใบชาชั้นดีกลับมาให้เขาอีกจำนวนมาก
หลงจิ่งซีหูคือชาชื่อดังที่ทังหงเอินชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง
แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่จ่ายเงินไปมากเท่าไร แต่อยู่ที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงเขา ทั้งที่ลูกชายแท้ๆอย่างจี้เจียงหยวนก็อยู่ที่เผิงเฉิง แต่นอกจากการพบหน้ากันตามงานต่างๆ จี้เจียงหยวนไม่เคยมาเยี่ยมทังหงเอินเลยสักครั้ง
ทังหงเอินรู้ว่าความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขานั้นเหินห่างกันมาก กอปรกับจี้หย่าและจอร์จก็ยังคงวนเวียนอยู่ในเผิงเฉิงเช่นนี้ การที่จี้เจียงหยวนไม่มาหาเขาคงเพราะอยากหลีกเลี่ยงความขัดแย้งนั่นเอง
ทังหงเอินเข้าใจเหตุผลดีกว่าใคร อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายจะมีท่าทีเกรงอกเกรงใจแค่เวลาร่วมงานกันเท่านั้น ต่างจากเซี่ยเสี่ยวหลานที่หอบข้าวของจากหางเฉิงมาให้เขา เขาถึงได้รู้สึกสะท้อนใจเช่นนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานเอาใจใส่กันยิ่งกว่าลูกในไส้ อนาคตถ้าเขากับอาเฟินตกลงปลงใจก็คงได้กลายเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง พูดตามตรง นายกเทศมนตรีทังที่มีอำนาจและฐานะทางสังคมอยู่ในมือ เวลานี้กำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าก่อนหน้านี้เซี่ยเสี่ยวหลานแค่ส่งของมาให้ ไม่ได้มาหาเขาด้วยตัวเองเช่นนี้
กว่าเธอจะมาเยี่ยมเยียนเขาได้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ทังหงเอินยิ้มพลางกล่าว “เด็กสาวอย่างเธอดูยุ่งกว่าฉันเสียอีก ยุ่งเรื่องอะไรอยู่ล่ะ เสี่ยวหวังบอกว่าเธอไปฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์ที่หางเฉิง ทำไมรึ ฝากตัวเป็นศิษย์ไม่สำเร็จหรือ?”
“อาทัง อารู้จักกับฉันมานานแล้ว มีอาจารย์คนไหนที่ฉันจะฝากตัวเป็นศิษย์แล้วทำไม่สำเร็จบ้างคะ อีกอย่างเดิมทีอาจารย์ของฉันเป็นฝ่ายถูกใจฉันก่อน เขาอยากรับฉันเป็นศิษย์มานานแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นฉันไปที่หางเฉิงราบรื่นดี นอกจากนี้ฉันไม่เพียงเป็นศิษย์อาจารย์เหมาคังซานได้สำเร็จ แต่ยังสามารถพาอาจารย์เหมามาที่เผิงเฉิงได้ด้วยนะคะ หลายวันนี้เพราะคอยติดตามอาจารย์เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็เลยไม่ว่างแวะมาค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานในตอนนี้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ทังหงเอินเองก็ดีใจที่เห็นเธอเป็นเช่นนี้ พอได้ยินว่าเธอชวนเหมาคังซานมาเผิงเฉิงด้วยกัน เขาก็ดูออกทันทีว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว
“เธอจะทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จริงหรือ จำเป็นต้องเป็นตอนนี้ด้วยหรือ? ปกติเธออยู่ที่ปักกิ่ง ไหนจะต้องไปเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนอีก มีเวลาดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เสียที่ไหน... เรื่องนี้ฉันจะตามใจเธอไม่ได้ เธอต้องอธิบายมาให้ชัดเจน การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เหมือนการตกแต่งภายในที่หากทำไม่ดีก็สามารถปรับปรุงใหม่ได้ อย่างมากก็แค่ขาดทุนกำไร แต่การสร้างบ้านเพื่อให้คนอาศัยอยู่ ประชาชนมาซื้อบ้านแล้วไม่ควรมีปัญหา ต้องมีการรับรองด้านความปลอดภัย บ้านของเธอจะต้องแข็งแรงสามารถใช้งานได้จริง!”
สีหน้าของทังหงเอินเคร่งเครียดมาก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่กล้าล้อเล่นอีก
เธอรู้ดีกว่าใครว่าหากคุณภาพบ้านไม่ผ่านเกณฑ์จะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายมากแค่ไหน
ปัญหาที่จอดรถใต้ดิน ปัญหาผนังบ้านแตกร้าว บนหน้าข่าวในโลกอนาคตเต็มไปด้วยข่าวเจ้าของบ้านเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็เคยเป็นเจ้าของบ้าน แม้บ้านที่เธอซื้อจะไม่มีปัญหา แต่เพื่อนที่รู้จักต่างเคยเจอปัญหาเหล่านี้กันทั้งสิ้น
อีกสามสิบปีข้างหน้า ราคาบ้านที่เผิงเฉิงจะแพงมาก
ราคาต่อตารางเมตรหลักหลายหมื่นหยวน ราคาต่อยูนิตหลายล้าน ถ้าเป็นห้องขนาดใหญ่ราคาจะพุ่งสูงถึงหลักสิบล้านหยวน แม้จะคิดจากรายได้ของเซี่ยเสี่ยวหลานก็นับว่าเป็นเงินก้อนโตอยู่ดี
คนทั่วไปหากอยากซื้อบ้าน ไม่เพียงต้องควักเงินเก็บทั้งเนื้อทั้งตัวของตัวเอง แต่ยังต้องอาศัยเงินเก็บของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายอีกด้วย หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘หกกระเป๋าสตางค์’
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไม่ใช่อยากเป็นพวกหลอกลวง เธอไม่มีทางทำเรื่องผิดพลาดเหมือนอย่างที่ทังหงเอินกังวลอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่เธอต้องการสร้างคือชื่อเสียงของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นการขายเสื้อผ้า วัสดุก่อสร้าง หรือบ้านพักอาศัย สิ่งสำคัญคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์ทั้งสิ้น
“คุณอาวางใจเถอะค่ะ ถ้าฉันไม่มั่นใจคงไม่ลงมือทำด้วยตัวเอง ช่วงสุดสัปดาห์ฉันสามารถเดินทางมาที่นี่ได้ อีกอย่างตอนนี้ฉันก็ไม่ได้ต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวอีกแล้ว ฉันมีอาจารย์ และมีรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบันเดียวกัน จะสร้างบ้านอย่างไร ฉันจะขอคำปรึกษาจากคนอื่นด้วย ไม่ว่าจะขายบ้านให้กับชาวฮ่องกงหรือชาวแผ่นดินใหญ่ อย่างไรพวกเราต่างก็เป็นชาวจีนเหมือนกัน เป็นเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน ลูกค้าใช้เงินเก็บมาซื้อบ้าน ฉันย่อมไม่มีทางหลอกเอาเงินจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาหรอกค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานกล้าเอ่ยปากรับประกัน
หากบ้านมีปัญหา ทังหงเอินสามารถมาเอาเรื่องเธอได้เลย
เธอใช้วิสัยทัศน์ในการเลือกทำโครงการดีๆ หาเงินอย่างสุจริต ทำไมต้องหาเงินสกปรกด้วย?
สีหน้าของทังหงเอินดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ฉันเชื่อว่าเธอรู้ขอบเขตดี แม้ฉันจะไม่สนับสนุนให้เธอเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เร็วขนาดนี้ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอตัดสินใจแล้ว เสี่ยวเผิงบอกว่าเธออยากได้ที่ดินข้างเซียงมี่หู เธอก็รู้ว่าแฮร์รอดส์อยากได้ที่ดินจำนวน2,500ไร่ และเขาก็ได้เลือกที่ดินดีๆรอบเซียงมี่หูไปเกือบทั้งหมดแล้ว พื้นที่ที่เหลือก็มีแต่บริเวณชายขอบ อีกอย่างการลงทุนของเขาคงทำให้ราคาที่ดินตรงนั้นสูงขึ้น ถึงฉันจะเป็นนายกเทศมนตรี แต่ทางรัฐบาลท้องถิ่นคงขายที่ดินราคาถูกให้เธอไม่ได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจะเป็นผู้ริเริ่ม!
ที่ดินที่เผิงเฉิงขายออกไปในปัจจุบัน หรืออาจเรียกว่า ‘ปล่อยเช่า’ คงเหมาะสมกว่า ที่ดินที่เผิงเฉิงปล่อยเช่า ส่วนใหญ่แล้วจะตกไปอยู่ในมือของนายทุนชาวต่างชาติทั้งสิ้น
ถ้าไม่ใช่นายทุนชาวต่างชาติก็เป็นนักธุรกิจฮ่องกง
หรืออาจเป็นโครงการร่วมทุน
ไม่อย่างนั้นก็เป็นโครงการของหน่วยงานรัฐบาลเอง
คนที่อยากเช่าที่ดินมาเพื่อสร้างบ้านขายทางพาณิชย์ในฐานะบริษัทเอกชนแบบเซี่ยเสี่ยวหลาน ไม่เคยมีมาก่อนที่เผิงเฉิง
ก่อนหน้านี้ที่หลิวเทียนเฉวียนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เผิงเฉิง เขาทำธุรกิจแบบกล้าๆกลัวๆ และยังไม่ถึงขั้นสร้างบ้านพักสำเร็จรูปเพื่ออยู่อาศัย
ในขณะที่สิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานอยากทำคือบ้านเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ
และมีแค่ที่เผิงเฉิงเท่านั้น ที่ทังหงเอินกล้าปล่อยให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นผู้ริเริ่ม ปีที่แล้วทังหงเอินก็เคยคุยกับเบื้องบนเรื่องการปฏิรูปที่อยู่อาศัยในเผิงเฉิง
บางทีหากให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนมาเปิดเส้นทางนี้ อาจจะเหมาะสมกว่าคนอื่นก็เป็นได้
เทียบกับคนอื่นแล้วทังหงเอินเชื่อใจเซี่ยเสี่ยวหลานมากกว่า
เซี่ยเสี่ยวหลานพอได้ยินว่าราคาที่ดินจะแพงขึ้นก็ทำหน้ากลุ้มใจ
“อาทัง อาก็รู้นี่คะว่าฉันมีเงินไม่มาก ถ้าที่ดินแพงเกินไปฉันคงซื้อไม่ไหว... อาช่วยแง้มๆหน่อยได้ไหมคะ ว่าแฮร์รอดส์ได้ที่ดินไปราคาเท่าไรต่อหนึ่งไร่?”
ทังหงเอินกลอกตาใส่
“คนเขาเป็นชาวต่างชาติ ซื้อที่ดินด้วยเงินดอลลาร์ การดึงดูดเงินตราต่างประเทศคือภารกิจสำคัญของพวกเรา และหากโครงการของเขาดำเนินการอย่างสมบูรณ์แล้วก็จะสามารถสร้างงานให้ชาวเผิงเฉิงได้เป็นจำนวนมาก คนที่จ่ายเงินหยวนอย่างเธอจะเทียบได้หรือ?”
อีกอย่างที่ดินที่แฮร์รอดส์ต้องการ ส่วนใหญ่ใช้สำหรับการกีฬาทั้งสิ้น
ราคาที่ดินสำหรับการกีฬาถูกกว่าราคาที่ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เพราะระยะเวลาเช่าสั้นกว่า
หลังแฮร์รอดส์ยอมตกลงเรื่องการปรับเปลี่ยนระยะเวลาเช่าที่ดินของทางรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งสองฝ่ายก็ทำการเจรจาต่อรองราคากันอีกครั้ง ในเมื่อแฮร์รอดส์ยอมถอยให้เรื่องระยะเวลาเช่า ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงยอมเพิ่มพื้นที่สำหรับใช้สร้างที่อยู่อาศัยให้เป็นการแลกเปลี่ยน
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากสร้างบ้านติดกับที่ดินของแฮร์รอดส์ เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากสนามกอล์ฟของเขา
ขณะเดียวกันทังหงเอินก็เป็นห่วงว่า การทำเช่นนี้จะทำให้โครงการของเซี่ยเสี่ยวหลานกับแฮร์รอดส์กลายเป็นคู่แข่งกันหรือเปล่า
อีกฝ่ายทุ่มเงินลงทุนหลายสิบล้านดอลลาร์ราวกับเป็นแค่เศษเงิน ต่างจากเซี่ยเสี่ยวหลานที่แค่เงินไม่กี่ล้านหยวนก็ต้องรู้สึกกลุ้มใจ ถ้าสองฝ่ายปะทะกันแล้วเธอจะสู้ไหวหรือ?
ทังหงเอินบอกสิ่งที่ตนเป็นห่วงออกไป เซี่ยเสี่ยวหลานได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะออกเสียง
“ดังนั้นฉันถึงได้รีบอย่างไรล่ะคะ ถ้าโครงการของคุณแฮร์รอดส์เริ่มก่อสร้างเมื่อไร ทางฉันก็จะต้องลงมือก่อสร้างแล้วเช่นกัน โครงการของเขาเป็นโครงการใหญ่มาก คงถูกซอยแบ่งย่อยเป็นหลายส่วน ตอนเขาสร้างเสร็จได้ครึ่งทาง ฉันคงขายบ้านออกไปหมดแล้วค่ะ!”
เลขาเผิงถือน้ำชาเข้ามาพอดี พอได้ยินคำพูดไร้ยางอายของเซี่ยเสี่ยวหลานก็ถึงกับสะดุด ถ้วยชาสองใบเกือบหลุดจากมือ
บนโลกนี้มีคนไร้ยางอายขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ!
ตอนที่ 988: ที่ดินของเผิงเฉิงแพงจริงๆ!
เลขาเผิงคิดในใจ บนโลกนี้มีคนไร้ยางอายขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ
เซี่ยเสี่ยวหลานรีบลุกขึ้นไปรับถ้วยชามาวางไว้บนโต๊ะ “ให้เลขาเผิงชงชาเอง ฉันเกรงใจจริงๆ”
“ไม่เป็นไร ผู้มาเยือนคือแขก สมควรแล้ว”
ทังหงเอินยิ้ม “เสี่ยวหลาน นั่งอยู่เฉยๆเถอะ เธอสมควรรับชาถ้วยนี้จากเสี่ยวเผิง ไม่ว่าใครก็เป็นอาจารย์ให้ผู้อื่นได้เสมอ เสี่ยวเผิงทำงานกับฉันมานานหลายปี ความสามารถในเรื่องอื่นนั้นไม่เลว แต่เรื่องเศรษฐกิจกลับอ่อนไปบ้าง ครั้งนี้เป็นเธอที่ช่วยออกความเห็นให้เขา ข้อบังคับชั่วคราวเหล่านั้น เธอก็เป็นคนชี้แนวทางให้กับฉันด้วย”
เลขาเผิงไม่กล้าด่าเซี่ยเสี่ยวหลานในใจอีกแล้วว่าเป็นคนไร้ยางอาย
ถ้าเขตฝูเถียนก่อตั้งขึ้นจริง เขาก็จะได้ไปรับตำแหน่งที่นั่น และหากเซี่ยเสี่ยวหลานต้องการสร้างบ้านบริเวณรอบเซียงมี่หู พวกเขาทั้งคู่คงต้องทำงานร่วมกันไปอีกนาน
หัวหน้าพูดถูก เรื่องเศรษฐกิจเขายังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แม้แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็สามารถเป็นอาจารย์ให้เขาได้
ถึงเธอคนนี้จะไร้ยางอายไปบ้าง แต่ก็เก่งจริง
เธอไม่ได้มีความสามารถแค่เรื่องการทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น แต่จากเรื่องข้อบังคับการปล่อยเช่าที่ดินก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เธอเป็นคนมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
แน่นอนว่าวิสัยทัศน์กว้างไกลเป็นคำที่ทังหงเอินเอ่ยขึ้น ส่วนเลขาเผิงเพียงนำมาปรับใช้
หัวหน้ามองคนเก่งกว่าเขา ดังนั้นไม่ว่าหัวหน้าจะว่าอย่างไร เขาแค่ทำตามก็พอ
เซี่ยเสี่ยวหลานคุยเรื่องจิปาถะกับทังหงเอิน เลขาเผิงยกน้ำชามาให้เพื่อเตือนเธอกลายๆว่า นายกทังงานยุ่งมาก เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่อยากรบกวนเขามากไปกว่านี้
“คุณอาทัง คุณอาทำงานก่อนเถอะค่ะ ว่างเมื่อไรฉันจะชวนไปกินข้าวด้วยกันนะคะ”
ทังหงเอินมองนาฬิกา “ได้สิ เธอกลับไปก่อนเถอะ บอกว่ากำลังเรียนกับผู้เฒ่าเหมาอยู่มิใช่หรือ ใช้โอกาสนี้ตั้งใจเรียนให้ดี คนแบบผู้เฒ่าเหมามีความสามารถมาก เธอช่างโชคดียิ่งนักที่ได้เป็นลูกศิษย์ของเขา ถ้าอย่างนั้นให้เสี่ยวเผิงไปส่งแล้วกัน ฉันไม่รั้งเธอไว้แล้ว”
เซี่ยเสี่ยวหลานตอบรับก่อนจะบอกลาทังหงเอิน
เลขาเผิงเดินไปส่งเซี่ยเสี่ยวหลานจนถึงชั้นล่าง
เซี่ยเสี่ยวหลานมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็ทำสีหน้าอ้อนวอน “เลขาเผิง คุณห้ามตัดมิตรภาพของเรานะคะ อาทังไม่ยอมบอกเรื่องราคาที่ดิน แต่อย่างน้อยคุณคงช่วยบอกใบ้ให้ฉันรู้ได้ใช่หรือเปล่า”
เลขาเผิงเห็นสีหน้าอ้อนวอนของเธอแล้วก็ได้แต่อ่อนใจ
นี่ก็คือความเก่งกาจของเซี่ยเสี่ยวหลาน หากพูดกันตามจริงจากความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเสี่ยวหลานกับทังหงเอิน อีกหน่อยเธอคงจะมีความใกล้ชิดกับเขามากยิ่งกว่านี้
ดังนั้นต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานใช้วิธีบีบบังคับให้เขาบอกรายละเอียด เขาก็คงปฏิเสธเธอไม่ไหว
แต่การที่เซี่ยเสี่ยวหลานทำท่าทาง แถมยังเปลี่ยนโทนเสียงมาเป็นเช่นนี้ ฟังแล้วช่างระรื่นหูนัก
“ก่อนหน้านี้คุณบอกว่าอยากได้ที่ดิน100ไร่ ผมว่าจากราคาที่ดินโดยรอบเซียงมี่หูในตอนนี้ คุณคงซื้อได้อย่างมากแค่20ไร่... หรือไม่แน่ก็อาจจะไม่ถึง แต่ถ้าบ้านขายกันเป็นหน่วยตารางเมตร ที่ดินหนึ่งไร่เท่ากับ600กว่าตารางเมตร ถ้าคุณอยากสร้างบ้าน100ไร่ ก็เท่ากับต้องการที่ดิน6หมื่นกว่าตารางเมตรมิใช่หรือ?”
สิ่งที่เลขาเผิงพูดนั้นมีเหตุผล
อีกสามสิบปีข้างหน้า คอนโดที่มีพื้นที่ขนาด100ไร่ก็ถือว่าขนาดไม่เล็กแล้ว เรียกได้ว่าโครงการของเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นเป็นโครงการขนาดใหญ่
แต่จะทำแบบที่เลขาเผิงบอกก็ไม่ได้ ที่ดินหนึ่งไร่เท่ากับ666ตารางเมตร จะให้เธอซื้อที่ดินหนึ่งไร่แล้วสร้างบ้านไว้สำหรับขายเท่านั้นหรือ? บ้านของตัวเองยังไม่เท่าไร แต่การขายบ้านสำเร็จรูปนั้นต้องสร้างสาธารณูปโภคอื่นๆด้วย มีครอบครัวตั้งมากมายอาศัยอยู่ในอาคารเดียวกัน ถ้าสร้างแค่ตึกตึกเดียวแล้วจะเรียกว่าโครงการที่อยู่อาศัยได้อย่างไร?
ต่อให้เป็นหอพักของบริษัท เป็นอาคารที่พักของพนักงาน อย่างน้อยก็ต้องมีสวนล้อมรอบ
เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย ระหว่างตึกสองตึกจะต้องเว้นระยะห่างอย่างพอเหมาะ เพราะหากสร้างตึกสองตึกชิดติดกันจนเกินไป ก็อาจจะบดบังทัศนียภาพซึ่งกันและกันได้ แล้วใครจะอยากซื้อ!
จะต้องแบ่งพื้นที่สำหรับทางเท้าและให้รถขับผ่านได้
พอคิดถึงคนที่มีปัญญาซื้อบ้านสำเร็จรูปในยุคสมัยนี้ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีรถขับกันหมดแล้ว แต่ถึงจะไม่มี อีกสิบกว่าปีข้างหน้าก็มีแนวโน้มสูงมากที่พวกเขาจะซื้อรถ ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สำหรับจอดรถไว้ด้วย!
ที่จอดรถใต้ดินไม่กินพื้นที่ แต่ถ้าจะสร้างชั้นใต้ดิน ต้นทุนการสร้างอาคารก็จะสูงตามไปด้วย
ถ้าราคาที่ดินถูก การสร้างที่จอดรถบนดินจะคุ้มค่ามากกว่า
แต่เพราะยังไม่ได้ที่ดินมาครอบครอง เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่รู้ว่าที่ดินจะมีพื้นที่กว้างขนาดไหน ดังนั้นแผนการของเธอจึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พอเลขาเผิงเตือนสติกันเช่นนี้ ความคิดของเธอก็ล่องลอยไปไกลอีกครั้ง
เลขาเผิงมองเธอตาไม่กะพริบ เซี่ยเสี่ยวหลานอดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นออกไป
“ราคาที่ดินถูกก็ยิ่งต้องซื้อไว้ให้มากๆสิคะ ฉันกลัวว่าหากไม่ซื้อไว้ตอนนี้ ในอนาคตมันจะยิ่งแพง อีกอย่างฉันมีแผนสำหรับที่ดินราคาแพงแล้ว อย่างไรก็คงไม่น่าจะได้น้อยกว่า10ไร่ใช่ไหมคะ”
เลขาเผิงกระอักเลือดในใจ
เธอไม่ใช่แค่ไร้ยางอาย แต่ยังกล้าคุยโวอีกด้วย ทั้งที่คว้าที่ดินไปได้เพียง10ไร่ แต่กลับพูดเหมือนได้ที่ดินเป็น100ไร่
เวลาฟังนักธุรกิจพูดอะไรต้องกลั่นกรองก่อนเสมอ หลังจากกลั่นกรองเสร็จแล้วถึงจะเห็นความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา แต่สำหรับนักธุรกิจคนอื่นอาจจะจำเป็นต้องกรองออกแค่ครึ่งเดียว ทว่าหากเป็นเซี่ยเสี่ยวหลานคงต้องกรองออกถึงเก้าในสิบส่วน!
เลขาเผิงได้ยินคำพูดของเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วพูดไม่ออก
จากนั้นเขาก็ยกนิ้วขึ้นทำมือเป็นเลข1 กับเลข8
สิบแปด?
หรือว่าราคาที่ดินของแฮร์รอดส์คือ180,000ต่อไร่?
ราคานี้แพงจนเซี่ยเสี่ยวหลานต้องกัดฟัน
“ขอบคุณค่ะเลขาเผิง ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนแล้วนะคะ สองวันนี้ฉันจะไปดูที่ดินที่เซียงมี่หู หากเลือกได้เมื่อไรจะรบกวนคุณอีกครั้งค่ะ”
เลขาเผิงกระแอมเล็กน้อย “ไปเถอะครับ ตอนนี้คุณแฮร์รอดส์ได้เซ็นสัญญากับทางเทศบาลเมืองแล้ว ที่ดินพวกนั้นที่เป็นของเขาน่าจะมีป้ายติดไว้”
เขากำลังห่วงว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะถูกใจที่ดินของแฮร์รอดส์เข้านั่นเอง
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานจะทำแบบนั้นได้อย่างไรเล่า
เก่อเจี้ยนรอเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่ที่ชั้นล่าง
“เก่อเจี้ยน สองวันนี้เธอคงต้องเหนื่อยหน่อยนะ ไปเดินดูที่ดินรอบๆเซียงมี่หูกับฉันที”
เดิมทีเซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจให้ป้าซ่งไปพักร้อนที่เซียงมี่หู เพราะเวลาเธอไปแถบนั้นบ่อยๆ จะได้ไม่น่าสงสัย แต่ป้าซ่งกับเหมากั๋วเซิ่งดันกลับมาเสียก่อน ดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานคงต้องไปที่นั่นคนเดียว
“ฉันก็แค่ไปเดินเที่ยวเซียงมี่หู คนอื่นคงทำอะไรไม่ได้ พวกเขาคงห้ามไม่ให้ฉันไปเดินเล่นที่นั่นไม่ได้จริงไหม”
คนอื่นไม่ใช่พยาธิในกระเพาะอาหารของเธอเสียหน่อย มีหรือจะเดาออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดอย่างมุ่งมั่น โอกาสทางธุรกิจที่เซียงมี่หู เธอไม่ได้เห็นช้าไปกว่าแฮร์รอดส์ เพียงแต่อีกฝ่ายมีทุนหนากว่าเธอ แค่บอกว่าอยากซื้อที่ดินก็สามารถทุ่มเงินซื้อได้2,500ไร่ในคราวเดียว
ราคา180,000หยวนต่อไร่คงเป็นราคาที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัย
หักพื้นที่ที่ต้องใช้สร้างสนามกอล์ฟออกไป การสร้างที่อยู่อาศัยอย่างน้อยคงต้องใช้พื้นที่หลายร้อยไร่
คิดเสียว่าใช้600ไร่ เช่นนั้นแค่ราคาที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยก็ต้องทุ่มเงินถึงหนึ่งร้อยล้านหยวนแล้วไม่ใช่หรือ
ยังมีพื้นที่สำหรับสร้างสนามกอล์ฟอีก1,900ไร่ หากคิดเป็นราคาครึ่งหนึ่งของที่ดินสำหรับที่อยู่อาศัย ก็จะเป็นเงินหนึ่งร้อยล้านกว่าหยวน
ดังนั้นแค่ซื้อที่ดินในเผิงเฉิง แฮร์รอดส์ก็ใช้เงินไปแล้วเกือบสามร้อยล้านหยวน หากคิดตามอัตราแลกเปลี่ยน3:1 ของเงินสกุลหยวนกับดอลลาร์สหรัฐ แฮร์รอดส์ลงเงินช่วงแรกไปแล้วสูงถึง80-90ล้านดอลลาร์?
เซี่ยเสี่ยวหลานกุมอกด้วยความสะท้อนใจ มนุษย์เราต่างกันที่การเลือกเกิดได้หรือไม่ได้จริงๆ
คนที่เลือกเกิดได้ ถึงจะมีศึกชิงมรดกกันในตระกูล แต่ก็มีทรัพย์สินมากมายอยู่ในครอบครอง อย่างเช่นแฮร์รอดส์กับตู้เจ้าฮุย สองคนนี้คนแรกเป็นผู้ชนะของสงครามภายในของตระกูล ส่วนตู้เจ้าฮุยนั้นกำลังอยู่ระหว่างการสู้รบ
แต่คนที่เลือกเกิดไม่ได้อย่างเธอต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ช่างยากและลำบากยิ่งนัก!
อย่างไรก็ตามเซี่ยเสี่ยวหลานแค่รู้สึกเซ็งเท่านั้น แต่เธอรู้ดีว่าใครๆก็มีโอกาสรวยได้ทั้งสิ้น
เธอไม่คิดเลยว่าถ้าคนอย่างเหมากั๋วเซิ่งได้ยินความในใจของเธอแล้วเขาอาจจะอกแตกตายขึ้นมาก็เป็นได้
ปี1985 คนที่มีเงินหลักล้านหยวนยังเรียกว่าจนอีกหรือ?
แล้วคนที่ได้เงินเดือนแค่ร้อยกว่าหยวนแบบเขาเล่า ยอมตายเสียเลยดีไหม?
ตอนที่ 989: แสร้งหูทวนลม
เซี่ยเสี่ยวหลานใช้เวลาไม่นานก็ปลุกใจตัวเองให้ฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
ที่ดินแพงหรือไม่ เธอต้องไปดูให้เห็นกับตาตัวเอง
แฮร์รอดส์เลือกที่ดินดีๆไปเกือบหมดแล้ว ส่วนเธอขอแค่ที่ดินตามมุมขอบ ไม่แน่ราคาอาจจะไม่ถึง180,000หยวนต่อไร่ก็ได้
ราคา180,000หยวนแพงเกินขอบเขตที่เธอจะรับไหว
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยว่า เพราะมีเธอเข้ามาแทรกแซง ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยของเผิงเฉิงได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว หากอ้างอิงจากชาติก่อนของเธอ ต้องรอจนถึงปี1987 โครงการบ้านเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศจีนอย่าง ‘ตงเสี่ยวการ์เดน’ จะทำการเปิดจำหน่ายในเผิงเฉิง พื้นที่ของโครงการรวมแล้วคือ8,000กว่าตารางเมตร หรือแค่ประมาณ13ไร่เท่านั้น แต่สุดท้ายกลับปิดประมูลราคาที่ดินสูงถึง5.25ล้านหยวน!
เท่ากับว่าราคาที่ดินต่อหนึ่งไร่คือ400,000หยวน
แน่นอนว่านี่คือราคาประมูลเท่านั้น ในขณะที่การแข่งขันของบริษัทต่างๆ คงมีส่วนทำให้ราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นสูงกว่ามาตรฐานอย่างแน่นอน
แต่มูลค่าของมันนั้นก็ไม่ได้ต่างไปจากนี้มากนัก
เซี่ยเสี่ยวหลานลงสนามนี้ก่อน ‘ตงเสี่ยวการ์เดน’ สองปี แม้สุดท้ายจะต้องซื้อที่ดินในราคา180,000หยวนต่อไร่เหมือนแฮร์รอดส์ ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
ถ้าเธอเก็บที่ดินเอาไว้เฉยๆ แล้วค่อยปล่อยขายในอีกสองสามปีข้างหน้า ราคาที่ดินคงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว นี่ก็คือความรวดเร็วในการทำกำไรที่น่ากลัวของการเก็งกำไรจากที่ดิน ซื้อที่ดินหนึ่งไร่ในราคา180,000หยวน แต่กลับขายได้ในราคา400,000หยวนในอีกสองปีข้างหน้า ยังไม่เรียกว่าทำกำไรได้มหาศาลอีกหรือ?
อย่างไรก็ตามประธานเซี่ยอยากเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักปั่นราคาที่ดิน... แต่ถ้าจะปั่นราคาที่ดินก็คงไม่ทำที่เผิงเฉิง เพราะตอนนี้ราคาที่ดินของเผิงเฉิงถูกทุนต่างชาติปั่นจนสูงเกินควร ดังนั้นเธอคงซื้อมาเก็บได้ไม่มากนัก ไม่รู้สึกว่าน่าทำกำไรสักเท่าไร
ถ้าจะปั่นราคาที่ดิน สู้ไปปั่นที่ผู่ตงของเซี่ยงไฮ้ยังดีเสียกว่า
ชิงซื้อที่ดินไว้ก่อนที่เขตผู่ตงใหม่จะถือกำเนิดขึ้นในปี1990 เล็งที่ดินทำเงินจากความทรงจำในชาติก่อน ซื้อที่ดินสักไม่กี่ผืนที่อยู่ในเขตผู่ตงใหม่ จากนั้นก็แค่นอนรอนับเงินอยู่บนเตียงสบายๆ
หยุด! เธอต้องจัดการเรื่องที่ดินในเผิงเฉิงให้เรียบร้อยก่อน จะจับปลาหลายมือพร้อมกันไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดฟุ้งซ่านจนกระทั่งมาถึงเซียงมี่หู
ก่อนหน้านี้เธอไปสัมมนาที่เจียงเฉิง จากนั้นก็ยุ่งกับการฝากตัวเป็นศิษย์ของเหมาคังซาน ดังนั้นช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเธอไม่ได้มาเดินเล่นที่นี่เลย เห็นได้ชัดว่ามันเปลี่ยนไปเยอะมากตามคาด
ที่ดินตรงไหนเป็นของแฮร์รอดส์บ้าง เธอไม่จำเป็นต้องถามเลขาเผิง เพราะตอนนี้มันถูกล้อมด้วยเชือกเอาไว้หมดแล้ว และที่อยู่ติดกับตำแหน่งล้อมเชือก ก็เริ่มมีการสร้างกำแพงกั้นเขต แฮร์รอดส์ช่างทำงานไวจริงๆ
ตรงบริเวณนั้นมีคนยืนรวมตัวกันหลายคน อีกทั้งพวกเขายังแต่งตัวคล้ายพวกข้าราชการด้วย
เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแลก สอดเสื้อเชิ้ตเข้าไปในกางเกงแล้วรัดเข็มขัดหนังสูงๆ กอปรกับทรงผมของพวกเขา เซี่ยเสี่ยวหลานมั่นใจได้อย่างเต็มร้อยว่าพวกเขาคือพวกข้าราชการท้องถิ่น
ก็ไม่แปลก สนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของเผิงเฉิง ดังนั้นข้าราชการท้องถิ่นย่อมให้ความสนใจเป็นพิเศษ
เบื้องบนได้ผลงานครั้งใหญ่ไปแล้ว และโครงการนี้ได้ตกอยู่ในความรับผิดชอบของเขตซั่งปู้ ข้าราชการประจำสำนักงานเขตซั่งปู้จึงรู้สึกตื่นเต้นกันมาก
แถบฝูเถียนเดิมทีเป็นสถานที่เวิ้งว้าง แต่ตอนหลังมีการก่อสร้างเซียงมี่หู จากนั้นมหาเศรษฐีของอเมริกาก็ถูกใจที่ดินสองพันกว่าไร่รอบเซียงมี่หู เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“คุณผู้หญิงเซี่ย พวกเราจะลงไปไหมครับ”
เก่อเจี้ยนเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานเหม่อลอยจึงเอ่ยถามขึ้น
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้า ก่อนจะสวมหมวกลงบนศีรษะ
“ต้องลงสิ พวกเราต้องเดินดูรอบๆบริเวณนี้ ห้ามปล่อยผ่านแม้แต่ซอกซอยเดียว”
ตามซอกตามซอยที่คนอื่นคิดว่าไม่มีราคา บางทีอาจจะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าก็ได้
ปัจจุบันเซี่ยเสี่ยวหลานทำธุรกิจขนาดเล็ก คงเทียบกับมหาเศรษฐีชาวต่างชาติผู้มีเงินอู้ฟู่ไม่ได้ แต่ถ้าให้เธอเก็บตกความร่ำรวยที่คนอื่นละเลย เธอทำได้อย่างแน่นอน
เงินก้อนใหญ่ถูกแฮร์รอดส์เก็บไปหมดแล้ว ถ้าอยากจับปลาที่หลุดจากแห เซี่ยเสี่ยวหลานจะต้องเบิกตาให้กว้าง ห้ามละเลยพื้นที่แม้แต่ซอกซอยเดียว
แฮร์รอดส์ไม่มีทางกว้านซื้อที่ดินรอบเซียงมี่หูได้ทั้งหมด ต้องมีบางจุดที่แฮร์รอดส์ละเว้นไปและหลุดรอดจากสายตาของเขา
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่กลัวความร้อน เธอเดินนำเก่อเจี้ยนดูจนทั่วบริเวณรอบเซียงมี่หู
ที่ดินขนาด2,500ไร่ที่แฮร์รอดส์ต้องการหาใช่พื้นที่เวิ้งว้างทั้งหมด บางส่วนยังเป็นที่ดินที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่อีกด้วย
แน่นอนว่าทางรัฐได้ยกที่ดินให้นายทุนชาวต่างชาติเช่าแล้ว ชาวบ้านเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องย้ายออก
รัฐบาลท้องถิ่นขายที่ดินได้ไร่ละ180,000หยวน แต่คงไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้กับชาวบ้านสูงขนาดนั้น งานเวนคืนที่ดินและย้ายถิ่นฐาน ทางสำนักงานเขตซั่งปู้และสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนจะเป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ปี1985 เรื่องย้ายถิ่นฐานจากการเวนคืนที่ดินคงมีแต่ที่เผิงเฉิงเท่านั้น
นายทุนไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดมอบหน้าที่ขับไล่ถิ่นฐานให้กับพวกอันธพาล และชาวบ้านก็ไม่ได้สร้างความวุ่นวายด้วยการไม่ยอมย้ายออกไป
ชาวบ้านในปัจจุบันยังคงใสซื่อ พวกเขาล้วนคิดว่าที่ดินเป็นของประเทศชาติ ประเทศอยากพัฒนาเศรษฐกิจ ประชาชนก็จะต้องทำตามการบริหารของทางรัฐบาล
เผิงเฉิงไม่ใช่เมืองเล็ก ในเมื่อที่ดินตรงนี้ถูกยึดครองแล้ว ทุกคนก็แค่ย้ายไปอยู่ที่อื่น
ถึงอย่างไรรัฐบาลก็จ่ายเงินค่าบ้านพักและที่ดินให้เป็นการชดเชยแล้ว คงไม่มีใครมานั่งคิดว่า เงินชดเชยที่ได้มานั้นสมเหตุสมผลหรือไม่
เซี่ยเสี่ยวหลานกับเก่อเจี้ยนเดินดูที่ดินตลอดช่วงบ่าย ทั้งคู่เดินดูแค่นอกกรอบเชือกกั้น เมื่อเจอที่ดินที่เหมาะสม เซี่ยเสี่ยวหลานก็จะจดไว้ในสมุด
เธอพยายามทำตัวไม่ให้โดดเด่น แต่สุดท้ายก็มีคนสังเกตเห็นเธอเข้าจนได้
ต่อให้ปิดหน้าจนมิดชิด แต่รูปร่างอรชรของเธอก็ไม่อาจหนีพ้นไปจากสายตาของคนอื่น คนรู้จักย่อมสามารถจำเธอได้อย่างง่ายดาย
“เซี่ยเสี่ยวหลาน!”
เสียงคุ้นหูเรียกชื่อเธออยู่หลายครั้ง
เซี่ยเสี่ยวหลานแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน
อย่าเรียกฉัน ไม่ใช่ฉัน ฉันอยากซ่อนตัว ทำไมต้องทำให้ฉันเป็นจุดสนใจด้วย!
เธอคงซ่อนตัวจากใครไม่สำเร็จ เพราะหลังจี้เจียงหยวนเห็นว่าเธอไม่ตอบรับ เขาก็รีบก้าวตรงมาหาเธอทันที
“บังเอิญจัง เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ฉันไม่เจอเธอมาตั้งหลายวันแล้ว”
จี้เจียงหยวนค่อนข้างรู้สึกเกรงใจ
หลังเจอกันที่ภัตตาคาร เขาก็ไม่กล้าติดต่อกับเซี่ยเสี่ยวหลานอีก เพราะกลัวว่าจะเป็นการไปกระตุ้นจิตใจที่บอบบางของจี้หย่า โดยเฉพาะหลังเขารู้ความต้องการที่แท้จริงของจี้หย่า พอจี้เจียงหยวนเจอเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งก็อดรู้สึกอับอายไม่ได้
แม่ของเขาอยากคืนดีกับพ่อ
ถ้าอย่างนั้นหลังกลับจีนมาก็ควรทำตัวตรงไปตรงมา และบอกความคิดนี้ให้พ่อของเขารู้สิ
ถึงอย่างไรตอนนี้จี้เจียงหยวนก็รู้แล้วว่า ที่พ่อกับแม่หย่ากัน สาเหตุเป็นเพราะสถานการณ์ในยุคนั้นไม่ปกติ
แต่กลับประเทศจีนมาก็นานแล้ว ทุกสิ่งที่แม่เขาทำมีแต่จะเป็นการผลักไสให้พ่อของเขาถอยห่างออกไป
จี้เจียงหยวนไม่เข้าใจสักนิด คำว่าศักดิ์ศรีมันสำคัญกว่าความสุขที่ครอบครัวจะได้อยู่พร้อมกันหน้าอย่างนั้นหรือ?
น่าเสียดายที่เขารู้ความคิดของแม่ช้าไป วันนั้นที่ภัตตาคารอาหารยุโรป จี้เจียงหยวนดูออกว่าทังหงเอินต้องการสื่ออะไร ตอนนี้ทังหงเอินกำลังพัฒนาความสัมพันธ์กับหลิวเฟิน... ระหว่างหลิวเฟินกับจี้หย่า จี้เจียงหยวนคงไม่อาจโกหกตัวเองได้ว่า แม่ของเขาน่าเอ็นดูกว่าหลิวเฟิน
แม้มองจากภายนอก ตระกูลจี้จะมีคนนับหน้าถือตามากกว่าก็ตาม
อีกทั้งจี้หย่าเองก็เคยไปต่างประเทศ แถมยังเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า การแต่งกายก็ทันสมัยอยู่เสมอ
แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ภายใต้เปลือกนอกที่สง่างาม สุดท้ายเธอก็คือผู้ป่วยทางจิตคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะเอาใครมาเปรียบเทียบกับจี้หย่า แค่เรื่องการควบคุมอารมณ์ก็สามารถเอาชนะจี้หย่าได้อย่างง่ายดายแล้ว อีกอย่างพ่อของเขาก็ชอบเซี่ยเสี่ยวหลานมาก ถ้าได้เป็นครอบครัวเดียวกับแม่ของเสี่ยวหลาน คงไม่มีอุปสรรคคอยขัดขวาง มีแต่ความราบรื่นอย่างแน่นอน
จี้เจียงหยวนสลัดความคิดที่ซับซ้อนของตัวเองออกไป “เมื่อกี้ฉันเห็นจากที่ไกลๆว่าดูคล้ายเธอมาก เรียกอยู่หลายครั้งแต่เธอก็ไม่ตอบรับเลยตัดสินใจเดินมาหา ที่นี่ทั้งเปลี่ยวและเวิ้งว้าง เธอมาทำอะไรอย่างนั้นหรือ”
เซี่ยเสี่ยวหลานซ่อนตัวไม่สำเร็จจึงพลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมอย่างเนียนๆ
“ฉันเองก็นึกไม่ถึงว่าจะเจอเธอที่นี่เหมือนกัน จะว่าไป เธอมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานมองคนที่เดินมากับจี้เจียงหยวน เหมือนจะมีชาวต่างชาติอยู่คนหนึ่ง เห็นดังนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานก็เข้าใจในชั่วพริบตา “เธอกำลังทำงานให้แฮร์รอดส์อยู่หรือ?!”
ตอนที่ 990: เจอปลาที่หลุดจากแห
“ใช่แล้วละ ตอนนี้ฉันมีงานพิเศษเพิ่มมาอีกงานแล้ว”
ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นงานเดียวกัน แต่เขากลับได้รับเงินค่าจ้างจากนายจ้างสองเจ้า ดูเหมือนว่าชีวิตของจี้เจียงหยวนกำลังราบรื่น!
พอเซี่ยเสี่ยวหลานถาม จี้เจียงหยวนก็ยอมรับตามตรง
ทำงานให้ใครไม่ใช่เรื่องน่าอาย ถึงอย่างไรจี้เจียงหยวนก็ไม่ได้หยิ่งในศักดิ์ศรีเหมือนนักศึกษาชาวจีนบางส่วน ความคิดของเขาเป็นแบบตะวันตก ที่อเมริกาคงมีแต่เด็กที่มาจากครอบครัวชนชั้นกลางขึ้นไปเท่านั้น ที่สมัยเรียนไม่ต้องทำงานเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอม
เพื่อนของเขาหลายคนก็เริ่มทำงานพาร์ทไทม์หลายอย่างตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย
เทียบกับคนเหล่านั้น จี้เจียงหยวนคิดว่าตนไม่ได้ทำงานที่ตรากตรำอะไรนัก
“ยินดีด้วยนะ หาเงินดอลลาร์ได้แบบนี้ ท่าทางการชำระคืนหนี้นอกระบบของเธอคงมีความหวังแล้วละสิ คุณวิลสันดูไม่ใช่คนขี้เหนียว ถ้าเขาชื่นชมความสามารถของเธอจริง เงินเดือนที่ให้คงไม่ต่ำจนเกินไปแน่นอน”
แม้จะเป็นพันธมิตรกันไม่ได้ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานก็รู้สึกดีใจแทนจี้เจียงหยวน
ถึงอย่างไรจี้เจียงหยวนก็ไม่ใช่คนเลว แถมเขายังเป็นลูกชายของทังหงเอินอีกด้วย
แน่นอนว่าเขาเป็นลูกชายของคนน่ารังเกียจอย่างจี้หย่าด้วยเช่นกัน โลกเรานั้นช่างประหลาด พ่อแม่ที่ดีมักจะโอ๋ลูกจนเสียคน แต่คนเลวร้ายอย่างจี้หย่ากลับเลี้ยงลูกให้เป็นคนเก่งและกตัญญูได้ถึงเพียงนี้
ลูกไม้ช่างหล่นไกลต้นดีจริงๆ!
แต่ถ้าจี้เจียงหยวนมีอิสระทางการเงินจริง สำหรับเซี่ยเสี่ยวหลานถือเป็นเรื่องดี เพราะมันคงเป็นการยั่วโมโหจี้หย่าทางอ้อมได้น่ะสิ
จี้หย่าคงไม่รู้สึกดีใจสักเท่าไรที่ลูกชายสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ เพราะหากจี้เจียงหยวนสามารถหาเงินเองได้เร็วขึ้นเท่าไร เขาก็จะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของจี้หย่าได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดถึงตรงนี้แล้ว ความดีใจจากใจจริงก็กระจายไปทั่วใบหน้า
จี้เจียงหยวนเห็นแล้วก็รู้สึกดีใจตามไปด้วย จึงไม่คิดจะถ่อมตัวจนเกินไป เขาเล่าให้เซี่ยเสี่ยวหลานฟังว่า
“คุณแฮร์รอดส์ให้เงินฉันสัปดาห์ละ500ดอลลาร์ ปิดเทอมฤดูร้อนจบลงเมื่อไร ฉันก็ยังสามารถทำงานนี้ต่อไปได้ โครงการสนามกอล์ฟถ้าเริ่มดำเนินการแล้วคงไม่ได้ใช้เวลาแค่ปีสองปีในการก่อสร้าง อีกหน่อยฉันคงต้องมาเผิงเฉิงทุกสัปดาห์”
จี้เจียงหยวนนั้นเปิดเผยมาก เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะแกนๆ “ถ้าอย่างนั้นก็บังเอิญจริง ฉันเองก็มีธุรกิจที่ต้องทำอยู่ที่นี่ อีกหน่อยคงมีโอกาสมาเผิงเฉิงบ่อยๆเหมือนกัน”
เที่ยวบินจากปักกิ่งมาเผิงเฉิงไม่ได้มีเยอะเหมือนในโลกอนาคต
บางครั้งมีเที่ยวบินแค่หนึ่งเที่ยวต่อวันเท่านั้น ถ้าจี้เจียงหยวนต้องมาเผิงเฉิงทุกอาทิตย์ ดูเหมือนว่าเธอกับเขาคงได้เจอกันบ่อยขึ้น
จี้เจียงหยวนเห็นเธอพยายามเปลี่ยนประเด็นหลายรอบ จึงไม่ได้ถามจี้ว่าเธอจะมาทำอะไรที่นี่
เห็นได้ชัดว่าเธอคงไม่สะดวกพูดสักเท่าไร
จี้เจียงหยวนมองสีของท้องฟ้าแล้วก็เอ่ยเตือนเธอว่า “ที่นี่มีพวกอันธพาลปะปนอยู่ด้วย ตอนนี้ฟ้าใกล้มืดแล้ว เธออย่าอยู่ต่ออีกเลย”
จี้เจียงหยวนคิดถึงวันนั้น เซี่ยเสี่ยวหลานเคยถูกคนในหมู่บ้านรุมล้อมที่บริเวณนี้ แม้ครั้งก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจะเป็นฝ่ายชนะ และถูกแฮร์รอดส์เข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าแม่มาเฟียของประเทศจีน แต่สถานการณ์ในวันนี้ไม่เหมือนกัน ครั้งก่อนมีคนงานหลายคนมาช่วยปกป้องเซี่ยเสี่ยวหลาน ทว่าครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานพาคนมาด้วยแค่คนเดียวน่ะสิ
ต่อให้สู้เก่งแค่ไหนก็คงไม่เหมือนบรูซลีในภาพยนตร์แน่นอน
จี้เจียงหยวนกลัวว่าชาวบ้านที่เคยถูกซ้อมเมื่อคราวก่อนจะจำหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานได้แล้วคิดแก้แค้นเธอ
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้”
เธอไม่รู้ว่าจี้เจียงหยวนเห็นเหตุการณ์ตอนเธอได้ทำการสั่งสอนพวกนักเลงประจำหมู่บ้าน แต่ในเมื่อจี้เจียงหยวนเตือนด้วยความปรารถนาดีเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานจึงขอรับน้ำใจนี้เอาไว้
ตอนนี้จี้เจียงหยวนทำงานให้แฮร์รอดส์ ดังนั้นการที่เธอเจอจี้เจียงหยวนจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด
เธอไม่คิดว่าตัวเองจะได้เจอแฮร์รอดส์ เพราะอีกฝ่ายเป็นมหาเศรษฐี คงไม่มาตากแดดถึงที่นี่ งานจิปาถะล้วนมีลูกน้องคอยดูแลกำกับ ไม่เหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานที่เพิ่งสร้างธุรกิจ เธอจึงต้องลงมือทำด้วยตัวเองทุกเรื่อง
คนอื่นกำลังยืนรอจี้เจียงหยวนอยู่ พอจี้เจียงหยวนเดินกลับไป หนึ่งในนั้นที่เป็นชาวอเมริกันได้ถามเขาว่า “สาวชาวจีนคนนี้ คุณแฮร์รอดส์รู้จักเธอด้วยใช่หรือเปล่า”
ผู้ชายคนนี้คือบิล เป็นผู้ช่วยคนหนึ่งของแฮร์รอดส์ ซึ่งจี้เจียงหยวนมีหน้าที่ประสานงานกับเขา
“จะรู้จักก็ไม่แปลกครับ เธอเป็นเพื่อนผม พอดีบังเอิญเจอกันก็เลยคุยกันไม่กี่ประโยค”
บิลมองไปทางเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่นาน คุณแฮร์รอดส์สนใจเด็กสาวคนนี้เป็นอย่างมาก กลับไปเขาควรรายงานเรื่องนี้กับคุณแฮร์รอดส์
คนอเมริกันเองก็ต้องประจบเอาใจเจ้านาย
เพราะแฮร์รอดส์มีผู้ช่วยอยู่หลายคน จึงไม่แปลกที่บิลเองอยากกลายเป็นคนโปรดของแฮร์รอดส์เหมือนพ่อบ้านอัลเลนบ้าง
เด็กสาวชาวจีนคนนั้น ตั้งใจมาเจอกับจี้อย่างนั้นหรือ?
แต่ดูจากท่าทางของจี้แล้ว เหมือนบังเอิญเจอกันมากกว่า
ถ้าอย่างนั้นเด็กสาวชาวจีนคนนี้มาที่นี่ทำไมกัน?
บิลไม่ได้คิดอะไรมาก เขาแค่รายงานไปตามจริงก็พอ เธอมีจุดประสงค์อะไร ให้คุณแฮร์รอดส์เป็นคนวิเคราะห์เอาเอง
---------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานได้รับคำเตือนจากจี้เจียงหยวน และวันนี้เธอเองก็ดูสถานที่มาพอสมควรแล้ว แต่จะเลือกที่ดินบริเวณไหนนั้น เธอต้องรอดูแผนงานโครงการของแฮร์รอดส์ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
“ไปเถอะ วันนี้พอเท่านี้ก่อน พรุ่งนี้เราค่อยมาดูใหม่อีกครั้ง”
เก่อเจี้ยนย่อมไม่คัดค้านแต่อย่างใด
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินกลับ ชายร่างผอมคนหนึ่งก็เดินผิวปากเดินเข้ามาใกล้
สถานที่ที่เซี่ยเสี่ยวหลานอยู่คือพื้นที่ว่างระหว่างเซียงมี่หูกับที่ดินของแฮร์รอดส์ บริเวณนี้มีบ่อน้ำเสียที่เต็มไปด้วยขยะ รอบด้านคือป่าไผ่ เมื่อไม่มีแสงแดดสาดส่องเข้ามาถึง รอบกายจึงรายล้อมด้วยเงาตะคุ่มดูน่ากลัวไม่หยอก
ไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือไม่ แฮร์รอดส์ถึงไม่ต้องการที่ดินผืนนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจะซื้อที่ดินผืนนี้ได้หรือเปล่านะ?
เทียบกับที่ดินราคาแพง เซี่ยเสี่ยวหลานยอมจ่ายเงินปรับปรุงบ่อขยะมากกว่า
อีกทั้งที่นี่ก็ทำเลดีมาก ด้านขวาคือหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หู ด้านซ้ายคือสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ เห็นได้ชัดว่าได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่งเต็มๆ
มีบ่อขยะอยู่เช่นนี้ ไม่แน่ราคาที่ดินอาจจะถูกลงบ้างไม่มากก็น้อย
แต่ถึงแม้ราคาจะยังคงเป็น180,000หยวนต่อไร่ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยินดีที่จะซื้อ!
เธอจมอยู่กับความคิดของตัวเอง และเพราะมีเก่อเจี้ยนอยู่ด้วย เซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่ทันสังเกตเห็นคนที่เดินตรงมาหา ทันทีที่อีกฝ่ายเดินมาประชันหน้ากับเธอ เขาก็ร้องอุทานออกมาแล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่ทันออกคำสั่ง เก่อเจี้ยนก็คว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้
เขายกตัวชายร่างผอมเหมือนกำลังหิ้วลูกไก่พร้อมกับเดินตรงมาหาเซี่ยเสี่ยวหลาน
ชายคนนั้นร้องโวยวาย เก่อเจี้ยนจึงเตะหน้าแข้งเขาไปหนึ่งที “อยู่นิ่งๆแล้วหุบปากซะ ทำตัวลับๆล่อๆ คิดจะหนีไปไหน!”
ผู้ชายที่เห็นคุณผู้หญิงเซี่ยไม่มีใครไม่ตะลึงกับความงามของเธอ
แต่ถ้าเห็นคุณผู้หญิงเซี่ยแล้วทำตัวเหมือนเจอกับปีศาจร้าย นั่นหมายความว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน
เพราะอยู่ใกล้กัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน
เก่อเจี้ยนทำอีกฝ่ายตกใจกลัวจนตัวสั่นเป็นลูกนก พวกนิสัยไม่ดีแต่ขี้ขลาด เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกคุ้นหน้าเหลือเกิน
“หนีทำไม ทำเรื่องไม่ดีอะไรมาอีกแล้วใช่ไหม เห็นฉันเลยคิดหนีแบบนี้”
ชายร่างผอมอยากร้องไห้ยิ่งนัก
เดิมทีเขาเป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้าน ใช้ชีวิตอย่างอิสรเสรี แต่อยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่องด้วย พอบังเอิญเจอกันแล้วจะไม่ให้เขาวิ่งหนีได้อย่างไร
“เปล่าครับเปล่า ผมเปล่าทำเรื่องไม่ดี ปล่อยผมไปเถอะครับ!”
เขาทำท่าเหมือนอยากโค้งคำนับร้องขอชีวิต ท่าทางดูน่าสงสัยเสียเหลือเกิน
ผู้ชายคนนี้ก็คือเจ้าถิ่นประจำหมู่บ้านที่เคยคิดทำมิดีมิร้ายเซี่ยเสี่ยวหลานตอนมาเซียงมี่หูคราวก่อน
ช่างขี้ขลาดตาขาวจริงๆ!
เก่อเจี้ยนบีบคอเขา “ห้ามร้องไห้ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรแกเลย!”
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นอีกฝ่ายตกใจจนฉี่แทบราด ก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาทันที “หุบปากซะ ฉันมีเรื่องจะถาม ฉันจำได้ว่าพ่อของเธอเป็นผู้ใหญ่บ้านใช่หรือไม่”
จบตอน
Comments
Post a Comment