ตอนที่ 991: คนขี้ขลาดหลัวเย่าจง
คนขี้ขลาดกลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจนหัวหด
ครั้งก่อนเพราะเขาหื่นกามกล้าจับเอวเซี่ยเสี่ยวหลาน สุดท้ายเซี่ยเสี่ยวหลานจึงขนคนมาทั้งคันรถเพื่อเอาเรื่องเขา
คนขี้ขลาดถูกจับกดกับพื้นโดนรุมประชาทัณฑ์
ไป๋เจินจูลงมือด้วยตัวเองเช่นนั้น มีหรือเขาจะรอดพ้น แผลภายนอกดูไม่ร้ายแรง แต่หลังกลับบ้านไปเขารู้สึกปวดระบมไปทั้งตัวอยู่หนึ่งเดือนเต็ม เขาร้องโอดครวญอยู่แต่ในบ้านเป็นเดือน ทว่าแผลภายนอกสมานตัวนานแล้ว พอไปตรวจที่โรงพยาบาลก็คงไม่เจออะไร คนที่บ้านเองต่างพากันหมดความอดทนกับเขา ทั้งยังบอกว่าเขาแกล้งป่วยอีกด้วย
คนขี้ขลาดรู้สึกกล้ำกลืนฝืนทน
เขาทนอยู่แต่ในบ้านมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม กว่าจะหายดีนั้นไม่ง่ายเลยทีเดียว วันนี้จึงได้ฤกษ์ออกมาฉลองกับพวกเพื่อนให้หนำใจ
เขาดื่มตั้งแต่เที่ยงวันยันพลบค่ำ พอเดินเมากลับบ้าน กลับเจอเข้ากับคู่อริเก่าอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานเสียได้
ผู้หญิงคนนี้ต่อให้สวยแค่ไหน เขาก็ไม่กล้าคิดทำมิดีมิร้ายอีกแล้ว
ปฏิกิริยาแรกของเขาคือวิ่งหนี แต่สุดท้ายก็ถูกเก่อเจี้ยนจับตัวกลับมาได้
เก่อเจี้ยนบอกว่าตอนนี้ยังไม่ทำอะไร แสดงว่าอีกเดี๋ยวจะลงไม้ลงมืออย่างนั้นหรือ?
ชีวิตของเขาทำไมช่างอาภัพนัก!
เซี่ยเสี่ยวหลานถามว่าพ่อเขาคือผู้ใหญ่บ้านใช่หรือไม่ คนขี้ขลาดรีบพยักหน้าตอบรับทันที
“ใช่ครับใช่ พ่อผมเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บ้านครับ...”
ครั้งก่อนพ่อของเขาแนะนำชื่อและตำแหน่งของตัวเอง แถมยังพาคนในหมู่บ้านมาด้วยตั้งมากมาย แต่ก็ช่วยเขาไว้ไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้กลับมาถามซ้ำอีกครั้งว่าพ่อของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านใช่หรือเปล่า คนขี้ขลาดไม่รู้เลยสักนิดว่าเซี่ยเสี่ยวหลานคิดจะทำอะไรกันแน่ ถ้าเขาไม่ได้ตัดสินใจอย่างกะทันหันว่าจะกลับบ้านมาทางนี้ เขาคงสงสัยไปแล้วว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกับเก่อเจี้ยนตั้งใจมาดักรอเขา
ก็แค่ลูบเอวนิดหน่อยมิใช่หรือ?
คราวก่อนซ้อมเขาจนนอนซมอยู่บ้านเป็นเดือนยังไม่พอใจอีกรึ
มีผู้ชายคนหนึ่งมาร้องไห้ฟูมฟายอยู่ตรงหน้า เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเอือมระอาเหลือเกิน
“เก่อเจี้ยน ทำให้เขาหยุดร้องที”
“ครับ คุณผู้หญิงเซี่ย”
เก่อเจี้ยนไม่มีทางพูดเตือนดีๆแน่นอน เขาลากตัวคนขี้ขลาดเข้าไปในป่าไผ่ เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเสียงร้องโอดโอยอยู่สักพัก จากนั้นก็เงียบไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายนาที เสียงของเก่อเจี้ยนก็ดังขึ้น
“คุณผู้หญิงเซี่ยถามแกก็ตอบให้มันดีๆอย่าร้องไห้ฟูมฟายให้น่าขายหน้า เข้าใจแล้วหรือยัง?”
“ขะ เข้าใจแล้วครับ!”
คนขี้ขลาดไม่กล้าตอบว่าไม่เข้าใจ เพียงไม่นานเขาก็เดินไหล่ตกกลับมา
“พ่อผมชื่อหลัวเต๋อกุ้ย เป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนผมชื่อหลัวเย่าจง ผม...”
การแนะนำตัวดูแข็งกระด้างยิ่งนัก แต่เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้กำลังดูตัวกับอีกฝ่าย ดังนั้นเธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ “ฉันขอถามอะไรเธอหน่อย ที่ดินของหมู่บ้านพวกเธอถูกขายให้กับนักลงทุนชาวต่างชาติแล้วใช่ไหม”
หลัวเย่าจงส่ายหน้า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นพยักหน้า
เก่อเจี้ยนหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที หลัวเย่าจงเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัวจนตัวสั่น
“เปล่าครับ ที่นาของพวกเราถูกเซียงมี่หูซื้อไป แต่ครั้งนี้ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการคือบ้านของพวกเรา”
“นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืน ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท!”
หลัวเย่าจงไม่เข้าใจว่าเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังพูดเรื่องอะไรกันแน่ แต่เธอว่าอย่างไร เขาก็ว่าอย่างนั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานเดินไปไม่กี่ก้าว “บ่อขยะกับป่าไผ่ตรงนี้ก็เป็นที่ดินของหมู่บ้านพวกเธอหรือเปล่า”
“นะ... น่าจะใช่ครับ”
หลัวเย่าจงเองก็ไม่มั่นใจ
ผู้ชายคนนี้คือเศษสวะอย่างแท้จริง
แต่สิ่งที่ออกจากปากเศษสวะคงไม่ใช่เรื่องโกหก เพราะเขาคงไม่มีสมองที่จะไปกุเรื่องหลอกใครได้
“ตกลงใช่หรือไม่ใช่ คิดให้ดีๆก่อนตอบ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสะสวย น้ำเสียงไพเราะอ่อนหวาน แต่หลัวเย่าจงรู้สึกกลัวเธอจะตายอยู่แล้ว
“ใช่ครับ เป็นที่ดินของหมู่บ้านเราครับ”
ถ้าตอบว่าไม่ใช่ เขากลัวเหลือเกินว่าจะโดนซ้อมอีกรอบ
เซี่ยเสี่ยวหลานยังคงรู้สึกข้องใจ “มายึดครองพื้นที่สองรอบ รอบแรกคือที่นา รอบสองคือที่อยู่อาศัย นี่เท่ากับขายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ แล้วจะเหลือบ่อน้ำเสียเอาไว้ทำไมกัน”
หลัวเย่าจงเหงื่อไหลเต็มใบหน้า
นั่นสิ เหลือบ่อน้ำเสียไว้ทำไม ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนถูกครูประจำชั้นเรียกชื่อถามในชั้นเรียนสมัยอยู่ชั้นประถม ถ้าตอบไม่ได้จะต้องถูกตี แล้วเขาจะไม่รู้สึกกลัวได้อย่างไร
เพียงแต่ครูตีแค่ที่มือ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานตีไม่เลือกที่
หลัวเย่าจงไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมถึงไม่ขายบ่อน้ำเสียไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน
ปกติเขาขลุกอยู่แต่กับพวกเด็กหนุ่มในหมู่บ้าน มีเพื่อนคอยประจบประแจงเพราะเขาเป็นลูกชายของผู้ใหญ่บ้านอยู่เสมอ วันๆไม่เคยคิดเรื่องมีสาระ ดังนั้นต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานซ้อมเขา เขาก็ตอบไม่ได้อยู่ดี
เซี่ยเสี่ยวหลานมองชายที่ยืนเหงื่อไหลไม่หยุดแล้วก็รู้สึกขบขัน
“พอแล้ว คืนนี้กลับไปถามพ่อเธอซะ อย่าพูดถึงฉัน ถามเขาว่าทำไมไม่ขายที่ดินตรงนี้ แล้วคิดจะขายไหม ถามมาให้ชัดเจนแล้วพรุ่งนี้เช้ามารอฉันที่นี่! อย่าคิดตุกติกล่ะ เธอรู้ฝีมือฉันดี”
หลัวเย่าจงตัวสั่นเป็นเจ้าเข้า
เขาถูกซ้อมจนระบมไปหนึ่งเดือน แต่โรงพยาบาลกลับตรวจไม่พบความผิดปกติ ช่างร้ายกาจเหลือเกิน
ตอนนี้เขากลัวเซี่ยเสี่ยวหลานจนหัวหด เทียบกันแล้ว พ่อของเขาอ่อนโยนกว่าเซี่ยเสี่ยวหลานมาก
พ่อเขาอย่างมากก็แค่ด่ากราด แต่ไม่เคยตีเขาเลยสักครั้ง!
“ผมจะทำให้เต็มที่ครับ จะต้องหาคำตอบมาให้ได้...”
หลัวเย่าจงตอบรับอย่างนอบน้อม เก่อเจี้ยนหันไปมองเซี่ยเสี่ยวหลานก่อนจะปรายตามองหลัวเย่าจง “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก รอพวกฉันเลี้ยงมื้อค่ำแกหรือไง”
หลัวเย่าจงเบิกตากว้าง ก่อนจะวิ่งหนีไป และสะดุดล้มตรงป่าไผ่
เก่อเจี้ยนชะงัก “คุณผู้หญิงเซี่ย เขาจะทำสำเร็จหรือครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่สนใจ “ทำสำเร็จหรือไม่ ฉันไม่รู้หรอก แต่ฉันไม่มีทางฝากความหวังทั้งหมดไว้กับเขา ถึงฉันจะอยากซื้อที่มากแค่ไหน สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อที่จากเขาเสียหน่อย ฉันแค่อยากดูสิว่า จะมีทางลัดให้เดินบ้างหรือเปล่าก็เท่านั้น”
อย่างนี้นี่เอง!
--------------------------------------
หลังจากเสร็จธุระที่หน้างานบิลก็กลับมารายงานแฮร์รอดส์ เขาไม่ลืมกล่าวถึงเรื่องที่ตนเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลานให้แฮร์รอดส์ฟัง
พ่อบ้านอัลเลนได้ฟังก็ถลึงตาใส่บิล
คนหนุ่มสมัยนี้ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์บ้างเลยหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่าคุณแฮร์รอดส์ไม่ได้พูดถึงคุณเซี่ยคนนั้นนานแล้ว นี่เท่ากับเป็นการย้ำเตือนความทรงจำมิใช่หรือ?
แฮร์รอดส์ดูสนใจเรื่องของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่น้อยเลยทีเดียว “เธอไปทำอะไรที่เซียงมี่หู เผิงเฉิงมีที่เที่ยวที่เดียวอย่างนั้นหรือ”
บิลเองก็ไม่รู้ “จี้เจอเธอโดยบังเอิญครับ ทั้งคู่ดูไม่เหมือนนัดเจอกันแต่อย่างใด”
แฮร์รอดส์ครุ่นคิด
เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนน่าสนใจจริงๆ
แม้แฮร์รอดส์จะเคยเจอเธอแค่ไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งเซี่ยเสี่ยวหลานมักจะทิ้งความประทับใจไว้ให้เขาอยู่เสมอ
ครั้งแรกเธออยู่ในคราบเจ้าแม่มาเฟีย ครั้งที่สองคือคุณหนูไฮโซ
ครั้งที่สามเธอกำลังนั่งกินข้าวกับนายกเทศมนตรีทัง
ครั้งที่สี่จูงมือกับหนุ่มชาวจีนอย่างสนิทสนม
คนคนหนึ่งมีหลายหน้าขนาดนี้เชียวหรือ ช่างน่าสนใจจริงๆ
ก่อนหน้านี้แฮร์รอดส์ยุ่งอยู่กับการเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่น ตอนนี้โครงการของเขาได้ข้อสรุปที่แน่ชัดแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมงานขั้นแรก แฮร์รอดส์จึงมีเวลาว่างอีกครั้ง
“อัลเลน นายว่าเธอไปทำอะไรที่เซียงมี่หู ฉันว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างแน่นอน”
มันจะมีอะไรซับซ้อนกัน หมู่บ้านตากอากาศเซียงมี่หูเป็นสถานที่ท่องเที่ยว การที่เซี่ยเสี่ยวหลานไปที่นั่นก็ไม่เห็นจะน่าแปลกตรงไหน
“ถ้าเธอมีจุดประสงค์บางอย่างคงไม่ได้ไปแค่ครั้งเดียว ผมจะให้บิลคอยจับตาดูครับ ดูสิว่าสองวันนี้เธอจะไปที่นั่นอีกไหม”
แฮร์รอดส์พยักหน้าอย่างเชื่องช้า
เขารู้ว่าอัลเลนคงกำลังคิดว่าเขายังไม่ตัดใจจากเซี่ยเสี่ยวหลาน
จริงอยู่ที่แฮร์รอดส์ยังไม่ตัดใจ ถึงอย่างไรเขาก็รู้สึกสนใจเซี่ยเสี่ยวหลานมาก แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นความสนใจในเชิงชู้สาว ใช่ ไม่ใช่เชิงชู้สาว เขาใช้เงินแปดสิบกว่าล้านดอลลาร์เพื่อซื้อที่ดิน อนาคตก็คงมีการลงทุนอีกไม่น้อย ดังนั้นเขาไม่อยากให้ธุรกิจของเขามีข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว!
จอร์จบอกว่าคนจีนโง่เขลา แต่ดูจากการเจรจากับรัฐบาลเผิงเฉิงแล้ว แฮร์รอดส์ไม่รู้สึกว่าชาวจีนโง่เลยสักนิด
ตอนที่ 992: บ่อทอง
หลัวเย่าจงวิ่งแจ้นกลับหมู่บ้านพร้อมกลิ่นเหล้าเหม็นคละคลุ้งไปทั้งตัว
พ่อของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน วันนี้จึงออกไปทำงานกับพวกข้าราชการระดับสูง เพราะเขาต้องคอยเคาะประตูบ้านของชาวบ้านทีละหลังเพื่อคุยกันเรื่องย้ายถิ่นฐาน
เขาเห็นหลัวเย่าจงเมากลับบ้านก็รู้สึกเดือดดาลทันที
“ไอ้ลูกเวร ไหนบอกว่าเจ็บจนลุกจากเตียงไม่ขึ้น วันๆเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย ตอนนี้กลับไปดื่มเหล้าอย่างนั้นรึ แกนี่มันไม่เอาถ่านจริงๆ พาลแต่จะสร้างความซวยให้คนทั้งบ้าน!”
หลัวเย่าจงก้าวตรงมา “พ่อ เดี๋ยวลูกจะไปยกน้ำมาให้ เลิกด่าสักทีเถอะ ด่ามากๆเข้าเดี๋ยวก็เป็นจริงหรอก ให้ลูกคนนี้ถ่ายทอดความไม่เอาไหนให้ทายาทรุ่นหลังของตระกูลหลัวด้วยเลยดีไหมล่ะ”
หลัวเต๋อกุ้ยทั้งโมโหและขบขัน
หลัวเย่าจงรู้จุดอ่อนของผู้พ่อบังเกิดเกล้า
ที่หลัวเย่าจงกล้าเอาแต่ใจ และไม่เกรงกลัวใครเช่นนี้ ก็เพราะเขาเป็นทายาทรุ่นที่สามของตระกูลหลัว
หลัวเต๋อกุ้ยกับภรรยามีลูกหลายคน แต่กลับได้ลูกสาวทั้งหมด ยกเว้นหลัวเย่าจงที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียว
เขาคือทายาทรุ่นที่สามที่จะเป็นผู้สืบทอดของตระกูล ดังนั้นจะตีก็ไม่ดี ด่าก็ไม่ได้
ทุกครั้งไม้เรียวยังไม่ทันถูกตัวเขา ปู่กับย่าของหลัวเย่าจงก็จะรีบกางปีกปกป้อง หัวหน้าครอบครัวอย่างหลัวเต๋อกุ้ยที่เป็นถึงผู้ใหญ่บ้านจำได้ว่า ตอนพ่อของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน พ่อของเขาไม่เคยทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้มาก่อน แต่ตอนนี้พอแก่แล้วกลับโอ๋หลานชายอย่างหน้ามืดตามัวเสียได้
วันนี้หลัวเย่าจงเหมือนถูกผีเข้า เขาไม่เพียงยกน้ำมาให้พ่อบังเกิดเกล้า แถมยังเดินวนเวียนอยู่ไม่ห่างกายอีกด้วย
ทำตัวกตัญญูขึ้นมากะทันหันเช่นนี้ หลัวเต๋อกุ้ยรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาฉับพลัน
“ไอ้ลูกหมา ไปก่อเรื่องที่ไหนมาหรือเปล่า?”
หลัวเย่าจงทำหน้ากระอักกระอ่วน “พ่อ ตอนเที่ยงผมไปดื่มมา ไม่ได้ก่อเรื่องสักหน่อย!”
หลัวเต๋อกุ้ยไม่สนใจเขา วันนี้หลัวเย่าจงอยากทำภารกิจที่เจ้าแม่มาเฟียสั่งมาให้สำเร็จ ดังนั้นเวลานี้เขากำลังร้อนใจ
ทันใดนั้นเองปู่ของเขาก็ร้องเรียกขึ้นมา “เข้ามาดื่มเป็นเพื่อนปู่สักสองแก้วสิ อย่าไปสนใจพ่อเอ็งเลย”
หลัวเย่าจงตาเป็นประกาย
ทำไมเขาต้องถามพ่อกันเล่า ถามปู่ไม่ได้เรื่องกว่าหรือ
ตอนนี้หลายเรื่องในบ้าน ปู่ของเขาเป็นผู้ตัดสินใจ
อย่างเรื่องในหมู่บ้าน ปู่เขาก็ยังมีอำนาจอยู่ไม่น้อยทีเดียว
หลัวเย่าจงเข้ามาในห้อง และไม่คิดจะปิดบังอะไร เพราะถึงอย่างไรปู่ก็รักเขามาก
“ปู่ เราขายที่ดินของหมู่บ้านไปจนหมดแล้ว ทำไมถึงยังเก็บที่ดินตรงบ่อน้ำเน่าข้างป่าไผ่ไว้อีกล่ะ ผมเพิ่งเดินผ่านตรงนั้นมา เกือบสะดุดล้มหน้าทิ่ม!”
อดีตผู้ใหญ่บ้านหลัวก็เริ่มเมาแล้วเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าหลัวเย่าจงได้นิสัยรักการดื่มมาจากบรรพบุรุษของเขา
จะโทษผู้เฒ่าหลัวว่าเข้าข้างหลานชายก็ไม่ได้
ไม่รู้ลูกชายของเขาจะด่าหลานชายไปทำไม นี่คือทายาทของตระกูลหลัว! ผู้เฒ่าหลัวพูดกับลูกชายอย่างหลัวเต๋อกุ้ยเป็นประจำ ว่าหลัวเย่าจงยังไม่โต ผู้ชายตระกูลหลัวต่างโตช้ากันทั้งนั้น วันไหนเป็นผู้ใหญ่แล้วรับรองว่าต้องประสบความสำเร็จแน่นอน!
พอได้ยินหลานชายตัดพ้อเช่นนี้ ผู้เฒ่าหลัวก็พยายามลืมตาที่เริ่มปรือเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์
“อย่าพูดเหลวไหล ที่นั่นไม่ใช่บ่อน้ำเน่า มันเป็นขุมสมบัติของตระกูลหลัว ปู่เป็นคนกำชับพ่อของเอ็งเองว่าห้ามขาย ต้องเก็บไว้ให้ลูกหลาน สืบทอดกันไปรุ่นสู่รุ่น...”
ผู้เฒ่าหลัวเรอออกมาเสียงดัง
หลัวเย่าจงทำหน้าประจบ “ปู่ อธิบายให้ละเอียดที เล่าให้ผมฟังหน่อย ทำไมมันถึงเป็นขุมสมบัติได้ล่ะ”
บ่อน้ำเหม็นเน่าจะกลายเป็นขุมสมบัติได้อย่างไร?
ปู่ของเขาคงดื่มมากไปสินะ
หลัวเย่าจงคิดถึงเจ้าแม่มาเฟียแสนสวยแต่โหดร้ายคนนั้นขึ้นมา เขาจึงอยากรู้ความจริงจากปากของปู่โดยเร็วที่สุด
ถ้าทำภารกิจที่ได้รับมาไม่สำเร็จ เขาโดนซ้อมตายแน่ๆ !
ผู้เฒ่าหลัวหัวเราะ “มันคือบ่อทอง ได้ยินแบบนี้ เอ็งว่ามันคือขุมสมบัติหรือเปล่าล่ะ”
หลัวเย่าจงเกือบตกเก้าอี้
อะไรนะ?!
บ่อทอง!
ทอง?
หมู่บ้านของพวกเขามีทองด้วยหรือ?
สีหน้าของหลัวเย่าจงดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ถ้ามีทองอยู่จริงคงขายไม่ได้
ไม่สิ ถ้ามีทองปู่กับพ่อเขาคงไม่ปล่อยให้มันกลายเป็นบ่อน้ำเน่า ป่านนี้คงพาคนไปขุดทองนานแล้วสิ
หลัวเย่าจงอยากถามให้ละเอียด แต่ปู่ของเขาดันหลับคาโต๊ะไปแล้ว ปลุกอย่างไรก็ไม่ยอมตื่น
สีหน้าหลัวเย่าจงดูสับสน ถ้าบ่อน้ำเน่าตรงนั้นมีทองอยู่จริง เช่นนั้นที่เจ้าแม่มาเฟียมาสืบข่าวกับเขา หรือเพราะอยากมาขุดทองของตระกูลหลัวกัน?
จะบอกความจริงกับเธอไม่ได้
หลัวเย่าจงครุ่นคิดแผนการ
หลัวเต๋อกุ้ยนั่งฟังอยู่หน้าห้อง ก่อนจะบุกเข้ามาอย่างโมโห
“หลัวเย่าจง ไสหัวออกมา!”
เวลานี้ตาแก่หลับไปแล้ว เขาจะต้องสั่งสอนหลัวเย่าจงให้ได้ ไม่อย่างนั้นโทสะคงอัดอั้นอยู่ในใจจนทำเขานอนไม่หลับแน่นอน
ทว่าหลัวเต๋อกุ้ยกลับเห็นหลัวเย่าจงเดินออกจากห้องด้วยท่าทางกลัดกลุ้ม
หลัวเต๋อกุ้ยรู้จักลูกชายของตนเป็นอย่างดี พอได้ยินคำพูดเหลวไหลของตาแก่ ไม่แน่เขาอาจจะพาคนไปขุดทองจริงๆ... บ่อน้ำเน่าแบบนั้นมีทองอยู่ที่ไหนกันเล่า
หลัวเต๋อกุ้ยนวดขมับ “อย่าไปฟังปู่พูดเหลวไหล สมัยหนุ่มๆเขาดื่มจนเมา เมาแล้วสะดุดล้มอยู่ตรงบ่อน้ำเน่านั่น ตอนนั้นน้ำยังใสสะอาด ปู่แกนอนเมาแช่อยู่ในน้ำค่อนคืน บอกว่าเห็นบ่อเต็มไปด้วยทรายสีทอง! ตอนหลังเขาเลยซื้อที่ดินตรงนั้นเอาไว้ บอกว่าจะเก็บไว้ให้ลูกหลานตระกูลหลัว!”
ก่อนเผิงเฉิงจะถูกก่อตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่นี่ยังเป็นชนบท
ก่อนปฏิรูปเปิดประเทศยิ่งแล้วใหญ่ คนที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่หาเลี้ยงชีพด้วยการจับปลา ไม่ค่อยมีใครคิดที่จะทำไร่ทำนามากนัก
และพวกที่ทำการเกษตรก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไร
หลังก่อตั้งประเทศแล้ว ที่ดินทั้งหมดถูกริบไปเป็นของประเทศ
ดังนั้นที่ดินบริเวณบ่อน้ำเน่าจึงกลายเป็นสถานที่ทิ้งขยะของคนในหมู่บ้าน
หลัวเย่าจงฟังอย่างใจลอย “แล้วหลังจากนั้นล่ะ ปู่ไม่ได้ไปขุดทองจริงหรือ”
“ขุดอะไรเล่า ตอนหลังที่ดินเป็นของประเทศทั้งหมด จนกระทั่งไม่กี่ปีก่อนถึงมีการจัดสรรที่นา แบ่งที่ดินให้กับแต่ละครอบครัว ปู่ของแกถึงคว้าป่าไผ่ตรงนั้นเอาไว้ จนมันกลายเป็นที่ดินสงวนของครอบครัวเรา!”
คุณปู่ช่างเก่งกาจ พอคว้าบ่อน้ำเหม็นเน่านั้นมาได้ถึงจะยอมเกษียณ
หลัวเต๋อกุ้ยคิดแล้วก็โมโห หลังตาแก่เกษียณแล้วเขาถึงได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน บ่อน้ำเน่าแห่งนั้นก็กลายเป็นที่ดินสงวนของตระกูลหลัวไปเสียแล้ว
ที่ดินเหม็นเน่าแห่งนั้นจะสร้างประโยชน์อะไรให้ตระกูลหลัวได้?
ที่ดินสงวนของครอบครัวอื่นสามารถเพาะปลูกได้ แต่ที่ดินสงวนของตระกูลหลัวกลับมีไว้ทิ้งขยะ!
ก่อนเผิงเฉิงจะกลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ คนยังน้อย ที่ดินยังมาก ดังนั้นที่ดินจึงเป็นสิ่งที่ไร้ค่าที่สุดในช่วงเวลานั้น
ทุกบ้านได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวนมาก
อย่างไรก็ตามแม้คนตระกูลหลัวจะมีสมาชิกในครอบครัวเป็นจำนวนมาก แต่ทายาทชายกลับมีแค่หลัวเย่าจงเพียงคนเดียว ที่เหลือมีแต่ผู้หญิงทั้งสิัน
ดังนั้นที่ดินแคบยาวผืนใหญ่ตรงบริเวณบ่อน้ำเน่าขนาดราว20กว่าไร่จึงเป็นของตระกูลหลัวทั้งหมด
หลัวเย่าจงพูดติดๆขัดๆ “แสดงว่าบ่อน้ำเน่าเป็นที่ดินของพวกเราหรือพ่อ?”
ที่แท้มันไม่ใช่ที่ดินของหมู่บ้าน แต่เป็นของตระกูลหลัว เป็นของตระกูลหลัวก็เท่ากับเป็นของเขาหลัวเย่าจง หลัวเย่าจงคิดแบบนี้เพราะเขาเป็นทายาทรุ่นที่สาม ทุกอย่างของตระกูลล้วนต้องเป็นของเขา พี่สาวกับน้องสาวถูกอบรมมาตั้งแต่เด็ก ย่อมไม่มีทางคิดแย่งสมบัติกับเขาแน่นอน
หลัวเย่าจงรู้สึกตื่นเต้น “เช่นนั้นทั้งหมดก็เป็นที่ดินของผมใช่ไหม? แล้วทำไมไม่ขายล่ะ!?”
ครั้งนี้หมู่บ้านต้องการขายที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยกับที่ดินสงวน ที่ดินสงวนขนาด20กว่าไร่ จะได้ค่าชดเชยมากแค่ไหนกัน!
หลัวเต๋อกุ้ยกวาดตามองรอบบ้าน “ปู่ของแกบอกว่าไม่ขาย เพื่อที่ดินผืนนี้เขาพยายามมากแค่ไหน แกรู้บ้างไหม! ปู่แกบอกว่าจะเก็บไว้ให้แก!”
หลัวเต๋อกุ้ยเองก็รู้สึกเซ็งมากเหมือนกัน เขาพยายามแทบตายกว่าจะทำให้บ่อน้ำเน่าอยู่นอกอาณาเขตที่ดินกว่า2,000ไร่ที่ถูกนายทุนชาวต่างชาติซื้อไป
หลัวเต๋อกุ้ยไม่รู้ว่ารัฐขายที่ดินให้กับนายทุนต่างชาติไร่ละเท่าไร
แต่พวกเขาเวนคืนที่ดินสงวนกับที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในหมู่บ้าน โดยให้ค่าชดเชยสำหรับที่ดินสงวนของแต่ละครอบครัวไร่ละหนึ่งหมื่นหยวนเท่านั้น
หลัวเต๋อกุ้ยเห็นเงินสองแสนกว่าหยวนหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตาก็ปวดใจเช่นกัน
สองแสนกว่าหยวน!
แม้เผิงเฉิงจะมีตึกสูงขึ้นเต็มไปหมด และเงินเดือนของบริษัทต่างชาติก็สูงกว่าเงินเดือนของพนักงานทั่วไปห้าถึงหกเท่า ทว่าเงินจำนวนสองแสนกว่าหยวน สำหรับคนทั่วไปก็ยังเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมากอยู่ดี
หลัวเย่าจงถอนหายใจ
เวลานี้สมองของเขาเต็มไปด้วยคำว่าที่ดินของเขา เงินของเขา บ่อน้ำเน่าของเขา บ่อทองของเขา!
ตอนที่ 993: คนขี้ขลาดผิดนัด
เช้าวันรุ่งขึ้น เซี่ยเสี่ยวหลานมาที่เซียงมี่หูอีกครั้ง
เมื่อคืนหลังเธอกลับไปคิดอย่างถี่ถ้วน ในบรรดาพื้นที่ที่เธอไปดูมาทั้งหมด มีแค่บริเวณบ่อน้ำเน่าเท่านั้นที่เธอชอบมากที่สุด
แม้รูปทรงของพื้นที่จะไม่เป็นสี่เหลี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่การสร้างบ้านเดิมทีก็สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ตามความเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสมอไป ขอเพียงแปลนบ้านเป็นสี่เหลี่ยมก็พอ
บริเวณอื่นสามารถทำเป็นสวนพักผ่อน หรือไม่ก็ทำเป็นที่จอดรถได้
หลังคิดมาทั้งคืน เซี่ยเสี่ยวหลานก็ยิ่งถูกใจที่ดินผืนนั้น
เธอมาถึงที่ดินตรงตามเวลานัด แต่กลับไม่เห็นคนขี้ขลาดอย่างหลัวเย่าจง
“คุณผู้หญิงเซี่ย ให้ผมไปตามไหมครับ”
เก่อเจี้ยนชะเง้อคอมองเข้าไปในหมู่บ้าน
เซี่ยเสี่ยวหลานส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ
หากเดินเข้าไปตามทางในป่าไผ่ ก็จะเจอกับหมู่บ้านที่หลัวเย่าจงอาศัยอยู่
แต่หลายวันที่ผ่านมานี้พวกชาวบ้านต่างอยู่ในหมู่บ้านกันหมดเพื่อรอให้เจ้าหน้าที่ของทางรัฐมาเจรจาเรื่องเงินชดเชยค่าเวนคืนที่ดิน นอกจากพวกนักเลงไม่เอาไหนแบบหลัวเย่าจงแล้ว คงไม่มีใครออกจากบ้านมาเดินเล่นอย่างแน่นอน
เมื่อวานหลัวเย่าจงตื่นตกใจขนาดนั้น วันนี้ยังกล้าไม่มาตามนัดอีกหรือ?
“ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน ที่ดินตรงนี้ไม่ชอบมาพากล ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถกดความกลัวของหลัวเย่าจงที่มีต่อฉันได้” เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิด
เก่อเจี้ยนเชื่อการวิเคราะห์ของเซี่ยเสี่ยวหลาน “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไม่สนใจหลัวเย่าจงแล้วหรือครับ”
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะเบาๆ “เก่อเจี้ยน เธอรู้ไหมว่าฉันชอบเผิงเฉิงในปี1985 เรื่องไหนมากที่สุด”
เก่อเจี้ยนส่ายหน้า
เซี่ยเสี่ยวหลานเดินวนรอบบ่อน้ำเน่า เหมือนไม่รู้สึกรังเกียจกลิ่นเน่าเหม็นของมันเลยสักนิด แต่แค่ขยะในชีวิตประจำวันเล็กน้อยพวกนี้ มีอะไรให้ต้องรังเกียจกัน ให้เซี่ยเสี่ยวหลานจินตนาการว่ามันคือกลิ่นของธนบัตรก็ยังได้
“ฉันชอบเผิงเฉิงปี1985 เพราะไม่มีใครไม่ยอมย้ายบ้านจากการเวนคืนที่ดิน ฉันชอบเผิงเฉิงปี1985 เพราะทุกคนยอมถอยให้กับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจกันหมด!”
ที่ดินทั่วประเทศเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ นี่คือนโยบายพื้นฐานของประเทศ
เรื่องนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยก่อตั้งประเทศใหม่ จนกระทั่งถึงปี2017
ภาคเอกชนไม่สามารถซื้อที่ดินได้ พวกเขาทำได้เพียง ‘เช่า’ ที่ดินเท่านั้น
และภาคเอกชนก็ไม่สามารถครอบครองที่ดินได้ ต่อให้เป็นเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่นาก็ตาม ไม่ว่าอย่างไรที่ดินเหล่านั้นก็เป็นเพียงที่ดินของรัฐที่แบ่งให้เกษตรกรนำไปปลูกพืชทำกินอยู่ดี
เพื่อการพัฒนาประเทศ ที่ดินเหล่านั้นจึงสามารถถูกริบคืนได้ทุกเมื่อ
ที่ดินของแฮร์รอดส์กับเซียงมี่หูเองก็เป็นที่ดินของรัฐบาลท้องถิ่นทั้งหมด
ก่อนก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ เผิงเฉิงคือเมืองชนบท
แฮร์รอดส์กับเซียงมี่หูเช่าที่ดินได้ ย่อมไม่มีเหตุผลที่เซี่ยเสี่ยวหลานจะทำไม่ได้ เพียงแต่ถ้ามีหลัวเย่าจงช่วย เรื่องการสืบข่าวคงง่ายขึ้น ทว่าหากไม่มีเซี่ยเสี่ยวหลานก็จะดำเนินการตามกฎระเบียบของรัฐต่อไป
หึ คนขี้ขลาดคนนั้น หลบหน้าเธอไปไม่ได้ตลอดอยู่แล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานเตรียมสืบหาผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ แน่นอนว่าเธอไม่จำเป็นต้องรบกวนทังหงเอิน ขอเพียงเลขาเผิงออกคำสั่งแค่คำเดียว เจ้าหน้าที่สำนักงานท้องถิ่นฝูเถียนไม่มีทางไม่ให้ความร่วมมือแน่นอน
เมื่อคืนหลังกลับไป เซี่ยเสี่ยวหลานได้ทำการบ้านมาก่อนแล้ว
เดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำนักงานท้องถิ่นซั่งปู้ได้เปลี่ยนเป็นเขตซั่งปู้ ตอนนี้ทางซั่งปู้คือผู้รับผิดชอบดูแลสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน หนานหยวน ซาโถว หยวนหลิง เหมยหลิง รวมทั้งหมด5แห่ง และรับผิดชอบกำกับดูแลหน่วยงานที่คอยดูแลผู้อยู่อาศัยทั้งหมด25หน่วยงาน คณะกรรมการหมู่บ้านอีก14หมู่บ้าน และหมู่บ้านดั้งเดิมอีก45แห่ง
หมู่บ้านกานเฉวียนที่หลัวเย่าจงอาศัยอยู่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน
หมู่บ้านกานเฉวียนคงไม่ย้ายไปไหน ดังนั้นมีหรือที่พวกเขาจะไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน!
คนขี้ขลาดหลัวเย่าจง ต้องมีแผนการอะไรบางอย่างแน่นอน
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้โง่ยืนรออยู่ข้างบ่อน้ำเน่า เธอตัดสินใจพาเก่อเจี้ยนเดินทางกลับ ห่างออกไปร้อยกว่าเมตร หลัวเย่าจงใช้ประโยชน์จากทางภูมิศาสตร์ แอบดูพวกเซี่ยเสี่ยวหลานอยู่หลังกำแพงผุพัง
เขากลัวเหลือเกินว่าเจ้าแม่มาเฟียจะบุกเข้าไปจับตัวเขาในหมู่บ้าน
แต่พอเห็นเซี่ยเสี่ยวหลานพาคนมาแค่คนเดียวเหมือนเดิม หลัวเย่าจงก็รู้สึกโล่งใจ
“ถุย คิดว่าฉันจะกลัวแกจริงๆอย่างนั้นหรือ!”
บ่อน้ำเน่ามูลค่าสองแสนกว่าหยวน เงินก้อนนี้เป็นของเขา มาเฟียหญิงคนนั้นมาสืบข่าวเรื่องบ่อน้ำเน่าเช่นนี้ ต้องมีแผนการชั่วเป็นแน่
หลัวเย่าจงหลบอยู่หลังกำแพงพลางมองไปยังบ่อน้ำเน่า เขาจะต้องเกลี้ยกล่อมให้ปู่ขายมันให้ได้ แต่ไม่รู้ว่านักธุรกิจชาวต่างชาติจะอยากได้มันหรือเปล่าน่ะสิ
พ่อดุกับเขา แต่กตัญญูกับปู่
หลัวเย่าจงเบ้ปาก พ่อของเขาไม่น่าพยายามรักษามันเอาไว้เลย ถ้าขายที่ดินไปพร้อมกับชาวบ้านคนอื่นๆอีกไม่นานเงินชดเชยสองแสนกว่าหยวนก็คงตกถึงมือเขาแล้ว
ถ้าเขามีเงินสองแสนกว่าหยวนเมื่อไร ยังจะต้องกลัวหาผู้หญิงสาวๆสวยๆไม่ได้อีกหรือ คนที่สวยกว่าเจ้าแม่มาเฟียคนนั้น... พอคิดถึงใบหน้าสวยใสไร้ที่ติของเธอแล้ว หลัวเย่าจงก็เริ่มตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ทำไมถึงมีผู้หญิงที่โหดขนาดนั้นอยู่บนโลกใบนี้กันนะ!
พี่สาวกับน้องสาวเขาว่านอนสอนง่ายกันทุกคน ตั้งแต่เด็กไม่ว่าจะเรื่องไหน เขาก็เป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุด
อย่าว่าแต่ทุบตีเขาจนนอนซมเป็นเดือนเลย พี่สาวกับน้องสาวเขาไม่มีทางปล่อยให้เขาเป็นอันตรายแม้แต่ปลายเล็บเสียด้วยซ้ำ
หลัวเย่าจงอดถลึงตาใส่แผ่นหลังของเจ้าแม่มาเฟียกับลูกน้องด้วยความเกลียดชังไม่ได้ แต่พอเห็นทั้งคู่เดินออกจากบริเวณบ่อน้ำเน่าแล้วหยุดยืนริมถนน หลัวเย่าจงตกใจแทบตาย นึกว่าพวกเขาจะเดินกลับมาอีกครั้ง ว่าแล้วเขาก็รีบหลบอยู่หลังกำแพงพลางกลั้นหายใจ
---------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้สังเกตเห็นหลัวเย่าจง
แต่เธอเห็นขบวนรถที่จอดอยู่ริมถนนต่างหาก!
หลังออกมาจากป่าไผ่ เธอก็เห็นรถหลายคันจอดเรียงรายอยู่ริมถนน ประตูรถคันหนึ่งเปิดออกมาพอดี และคนที่ลงจากรถมาก็คือมหาเศรษฐีจากอเมริกา แฮร์รอดส์ วิลสัน
แฮร์รอดส์เอียงศีรษะพูดบางอย่างกับผู้ช่วย เมื่อหันหน้ามาก็พบเข้ากับเซี่ยเสี่ยวหลาน
“คุณเซี่ย?”
เซี่ยเสี่ยวหลานถอนหายใจอย่างปลงตก ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆเลย ถูกคนขี้ขลาดผิดนัดไม่พอ ยังต้องเจอกับคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดอีกด้วย
อีกฝ่ายทุ่มเงินลงทุนเฉียดร้อยล้านดอลลาร์ ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานอยากฉกฉวยประโยชน์จากโครงการสนามกอล์ฟของเขา พอเจอแฮร์รอดส์เช่นนี้เธอย่อมรู้สึกร้อนๆหนาวๆแน่นอน เพราะหากแฮร์รอดส์ค้นพบที่ดินผืนเล็กที่ถูกเขาละเลยไป แล้วเกิดเขาซื้อที่ดินบริเวณบ่อน้ำเน่าแห่งนั้นมาเป็นของตัวเอง เซี่ยเสี่ยวหลานคงหมดทางสู้
สู้เรื่องเงิน?
เธอสู้ไม่ไหว
เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานเห็นว่ามันเป็นบ่อน้ำเน่า ไม่ใช่ที่ดินดีเลิศอะไรเธอถึงมั่นใจว่าจะสามารถคว้ามันมาได้
ดังนั้นเธอจะปล่อยให้แฮร์รอดส์ค้นพบที่ดินผืนนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
ผ่านไปชั่วพริบตา เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตัดสินใจได้
“คุณวิลสัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอคุณที่นี่ ไม่สิ ฉันหมายความว่า ฉันทราบว่าคุณซื้อที่ดินผืนใหญ่แห่งนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะมาสำรวจที่ดินที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงตั้งแต่เช้าด้วยตัวเองแบบนี้”
รวยขนาดนั้นแล้วยังจะทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดนี้ ไม่ไว้ใจลูกน้องหรืออย่างไร?
คนที่คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดยังตั้งใจทำงานเช่นนี้ ช่างทำให้เกษตรกรรุ่นที่สองผู้สร้างธุรกิจด้วยมือเปล่าอย่างเธอรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก!
แฮร์รอดส์เดินตรงมาหาเซี่ยเสี่ยวหลาน “ความขยันมักสร้างเรื่องประหลาดใจให้มนุษย์ได้เสมอ ผมบังเอิญเจอคุณเซี่ยที่ร้านอาหาร และยังได้พบกับคุณเซี่ยอีกครั้งในที่ดินเวิ้งว้างแห่งนี้ ผู้ช่วยของผมบอกว่าเจอคุณเมื่อวาน หรือว่าคุณเซี่ยจะชอบที่ดินที่ผมเพิ่งซื้อมาครับ? ถ้าคุณเซี่ยชอบขนาดนั้น ผมขอเชิญคุณเซี่ยเดินดูรอบๆที่ดินผืนนี้ ไม่ทราบว่าคุณเซี่ยจะให้เกียรตินี้กับผมได้หรือเปล่า?”
แฮร์รอดส์คิดในใจ เซี่ยเสี่ยวหลานมาอีกแล้ว มีบางอย่างผิดปกติอย่างที่คิดจริงๆด้วย
ขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานนั้นคิดในใจว่าแย่แน่ ถูกจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ จะปล่อยให้แฮร์รอดส์สงสัยไม่ได้
ก็แค่เดินดูรอบที่ดินของแฮร์รอดส์มิใช่หรือ?
หรือนี่คือพฤติกรรมโอ้อวดอาณาเขตตัวเองของเพศชาย?
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่แน่ใจ
เธอไม่กล้าดูถูกคนแบบแฮร์รอดส์แม้แต่น้อย ความสนใจที่ผู้ชายลักษณะนี้แสดงออกมาอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง ต่อให้เขารู้สึกดีกับเธอ ความรู้สึกนั้นคงเบาหวิวราวกับขนนก จะเทียบกับโครงการเกือบร้อยล้านดอลลาร์ได้อย่างไร?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแฮร์รอดส์คงบ้าไปแล้ว!
เพราะถ้าเป็นเซี่ยเสี่ยวหลาน ต่อให้เธอเจอกับผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก ก็คงไม่คลั่งไคล้ถึงขั้นเห็นอีกฝ่ายสำคัญเท่ากับเงินเกือบร้อยล้านดอลลาร์... อ้อ ไม่สิ ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลกก็คือโจวเฉิงของเธอ
น่าเสียดายที่เธอยังมีเงินไม่ถึงร้อยล้านดอลลาร์ และยังไม่มีปัญญาให้เงินโจวเฉิงไปชอปปิงตามใจชอบ!
ตอนที่ 994: หลอกถามและหลอกถามกลับ
“จะว่าไป ฉันยังไม่ได้แสดงความยินดีกับคุณวิลสันเลยที่สามารถคว้าที่ดินผืนใหญ่เช่นนี้มาได้สำเร็จ บริษัทของคุณคงทำกำไรได้ไม่น้อยแน่นอนค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานสวมรองเท้ากีฬา
รองเท้ากีฬาสามารถทำให้เธอเดินบนพื้นที่รกร้างได้เหมือนกำลังเหยียบย่ำบนพื้นเรียบ
เดิมทีเธอตั้งใจจะมาดูที่ดิน จึงสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาวสำหรับออกกำลังกายตัวบางเท่านั้น
ส่วนแฮร์รอดส์นั้นค่อนข้างแย่กว่าหน่อย เพราะแค่เซี่ยเสี่ยวหลานมองก็รู้ว่าเขาใส่เสื้อผ้าราคาแพงทั้งตัว
รองเท้าและกางเกงเนื้อผ้าแบบนี้กลับต้องมาเดินผ่านพงหญ้ารกร้าง เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกปวดใจแทนอีกฝ่ายจริงๆ
เธอดูไม่ออกว่ายี่ห้อไหน ไม่แน่อาจจะเป็นชุดสั่งตัดชั้นสูงก็เป็นได้
ถ้าอย่างนั้นราคาก็ยิ่งแพงอย่างแน่นอน
พระเจ้า กางเกงถูกหยดน้ำค้างบนหญ้าซึมจนเปียกไปหมด สถานที่แบบนี้มหาเศรษฐีอย่างแฮร์รอดส์ไม่ควรมาเลยจริงๆ
แฮร์รอดส์ไม่เข้าใจ มีผู้หญิงคนไหนที่เดินเล่นกับเขาแล้วยังใจลอยแบบนี้ได้อีกหรือ?
พวกสาวๆหุ่นเซ็กซี่ ต่อให้สวมบิกินีเดินอยู่บนชายหาดส่วนตัว เยื้องย่างเหมือนไม่สนใจโลกภายนอก แต่ความจริงล้วนพยายามเดินด้วยท่วงท่าที่เย้ายวนใจเขามากที่สุดด้วยกันทั้งนั้น
ในใจพวกเธอเต็มไปด้วยแผนการ ไม่มีทาง ‘ใจลอย’ แน่นอน
แต่เซี่ยเสี่ยวหลานขนาดคำพูดแสดงความยินดียังฟังดูไม่จริงใจเลยสักนิด
แฮร์รอดส์เหลือบตามองเธอ “ที่แท้คุณเซี่ยก็ใส่ใจผมอยู่เหมือนกันอย่างนั้นหรือครับ นี่คงเป็นข่าวดีที่สุดของวันนี้ ผมมีเรื่องอยากขอร้องคุณเซี่ยสักเล็กน้อย คุณช่วยเรียกผมว่าแฮร์รอดส์เถอะครับ เรียกคุณวิลสันมันดูห่างเหินเกินไป!”
เซี่ยเสี่ยวหลานสะอึก
คนรวยทำไมเรื่องมากขนาดนี้กันนะ
เรียกแบบนอบน้อมไม่ดีตรงไหน?
เห็นเซี่ยเสี่ยวหลานมีท่าทางลังเล แฮร์รอดส์จึงทำหน้าเศร้าเล็กน้อย “ผมนึกว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้วเสียอีก คืนนั้นที่งานเลี้ยง สิ่งที่คุณพูดสร้างความประทับใจให้ผมมากทีเดียว คำพูดของคุณกระตุ้นให้ผมตัดสินใจลงทุนที่เผิงเฉิง”
เหลวไหล!
สิ่งที่ทำให้คุณตัดสินใจลงทุนในเผิงเฉิงคือแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเผิงเฉิงต่างหาก
นักธุรกิจใจเต้นกับผลประโยชน์เท่านั้น
การพบเจอใครสักคนตอนอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีส่วนในการตัดสินใจลงทุนทำโครงการหลักร้อยล้านดอลลาร์อย่างนั้นหรือ?
หนังฮอลลีวูดยังไม่กล้าถ่ายทำเรื่องราวแบบนี้เลย
ถ้าผู้เขียนบทกล้าเขียนเรื่องราวแบบนั้น ผู้ชมคงเดือดจัดจนลงดาบผู้เขียนบทเป็นแน่!
นอกเสียจากเป็นหนังแอนิเมชันของดิสนีย์ถึงจะกล้าทำ... แต่แอนิเมชันส่วนใหญ่ล้วนมีไว้หลอกเด็กกันทั้งนั้น
สมองของเซี่ยเสี่ยวหลานเหมือนกำลังพิมพ์คอมเมนต์ลอยบนคลิปหนัง สีหน้าของเธอเหมือนเชื่อว่าสิ่งที่คิดอยู่ในหัวเป็นเรื่องจริง เธอรีบสลัดความคิดเหล่านั้นทิ้ง ก่อนจะปรับสีหน้าแสดงออกถึงความจริงใจ ใบหน้าใสไร้ที่ติอาบแสงแดดยามเช้า ช่างงดงามกว่าทุกครั้งที่ได้เจอ
“ขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าคนรวยกับคนธรรมดาเป็นเพื่อนกันได้แค่ในหนังเสียอีก ที่งานเลี้ยงฉันไม่ทราบตัวตนของคุณ แต่กลับถือวิสาสะคุยเรื่องการลงทุนกับคุณ ตอนนี้พอคิดดูแล้วช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย แต่ถ้าคุณอนุญาตให้ฉันเรียกว่าแฮร์รอดส์ คุณก็เรียกฉันว่าเสี่ยวหลานได้เหมือนกันค่ะ หรือจะเรียกแค่แซ่ของฉันก็ได้”
คนที่เรียกเธอว่าเสี่ยวหลานมีถมไป
คนเราตั้งชื่อเพื่อให้คนเรียกมิใช่หรือ?
ให้แฮร์รอดส์เรียกเพิ่มอีกสักคน ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน
แววตาของแฮร์รอดส์มีประกายหลงใหลวูบผ่าน แต่ก็เป็นแค่ชั่ววูบสั้นๆเท่านั้น
มีใบหน้าที่งดงามเช่นนี้ ขอแค่เซี่ยเสี่ยวหลานยินดี เธอย่อมสามารถทำให้ผู้คนหลงใหลได้อย่างง่ายดาย
เธอกำลังยั่วยวนเขา แต่ไม่ใช่การยั่วยวนในเชิงชู้สาว เธอเหมือนคู่แข่งทางธุรกิจที่แสร้งทำเหมือนจริงใจ ทำให้เขาคลายความระแวงลงเสียมากกว่า
แฮร์รอดส์หัวเราะเสียงดังลั่น “คนรวยกับคนธรรมดาอย่างนั้นหรือครับ? เซี่ย คุณเป็นคนธรรมดาอย่างนั้นหรือ? แม้ตอนนี้คุณจะไม่มีทรัพย์สินมากมาย แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณ คุณแค่ถูกสภาพแวดล้อมของประเทศจีนจำกัดเอาไว้ ผมรู้ว่าก่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ชาวจีนไม่ได้รับอนุญาตให้สั่งสมความร่ำรวย ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจอิสระ หญิงสาวที่ทั้งสวยและฉลาดแบบคุณ ถ้าคุณต้องการ อีกไม่นานคุณก็จะมีความร่ำรวยเป็นของตัวเอง”
สำหรับชาวอเมริกัน ชื่อ ‘เสี่ยวหลาน’ คงออกเสียงยากเกินไป
แฮร์รอดส์จึงเรียกเธอว่า ‘เซี่ย’ การออกเสียงของคำนี้ช่างไพเราะเสนาะหูยิ่งนัก ทำให้แฮร์รอดส์คิดถึงบทสนทนาครั้งแรกที่ระเบียง โดยเซี่ยเสี่ยวหลานได้แนะนำแซ่ของตัวเอง และได้สร้างความประทับใจให้กับเขา
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม
เฮ้อ ช่วยไม่ได้ เช้าตรู่แบบนี้ใครๆก็อยากฟังคำพูดระรื่นหู
คำอวยพรจากมหาเศรษฐีร้อยล้านชาวอเมริกัน ไม่แน่อาจจะนำพาโชคลาภมาให้เธอก็เป็นได้
อีกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานกำลังจะกอบโกยผลประโยชน์จากแฮร์รอดส์ คำพูดเมื่อครู่ที่ออกจากปากแฮร์รอดส์ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมยินดีที่จะเชื่อ
ถ้าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของเธอทำโครงการแรกสำเร็จอย่างราบรื่น เธอมั่นใจว่าเธอจะสามารถสั่งสมความร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว
เงินหลายแสนหรือหลายล้าน สำหรับชาวบ้านทั่วไปในประเทศจีนช่วงยุค80 ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล
แต่ถ้าจะทำธุรกิจใหญ่ อยากทำตามสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานตั้งใจไว้ เวลานี้ยังขาดเงินอีกมากมายนัก
ถ้าตอนนี้เธอมีเงินสดหลายล้านหยวน เธอคงไม่จำเป็นต้องระแวงแฮร์รอดส์ และคงซื้อที่ดินตรงบ่อน้ำเน่านั้นมาทันที หากเป็นเช่นนั้นแฮร์รอดส์คงทำอะไรไม่ได้ เขาอาจจะโกรธที่ถูกเธอเอาเปรียบ แต่เขาจะห้ามเธอไม่ให้สร้างบ้านได้หรือ?
ทว่าเพราะเงินทุนยังไม่พอ เซี่ยเสี่ยวหลานถึงต้องประนีประนอมกับแฮร์รอดส์ก่อนน่ะสิ
“แฮร์รอดส์ คุณเป็นคนดีจริงๆค่ะ สำหรับชาวจีนอย่างเรา การได้ฟังคำพูดเช่นนี้ตั้งแต่เช้าตรู่ ถือเป็นการนำโชคมาให้”
เซี่ยเสี่ยวหลานเตะก้อนหินที่อยู่ตรงเท้าตัวเอง “คนธรรมดาอยากประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยาก แต่ฉันเกิดมาในยุคสมัยที่ดี ยิ่งนักธุรกิจชาวต่างชาติแบบคุณเข้ามาในจีนมากขึ้นเท่าไร เผิงเฉิงก็จะยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเท่านั้น”
และความเจริญของเผิงเฉิงก็จะส่งผลให้ทั่วทั้งประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
ขอเพียงมีสภาพแวดล้อมที่ดี คนเราก็สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้
น้ำเสียงดีใจของเซี่ยเสี่ยวหลานเจือไปด้วยความจริงใจ
ไม่ว่าอย่างไร เธอก็หาที่ดินที่เหมาะสมได้แล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเดินเรื่องขออนุญาตเท่านั้น เธอต้องพยายามคว้ามันมาในราคาที่ถูกที่สุดให้ได้... ที่ดินของบ่อน้ำเน่าคงไม่แพงสักเท่าไรหรอกกระมัง
แฮร์รอดส์รับรู้ได้ถึงความดีใจของเซี่ยเสี่ยวหลาน
มันไม่เหมือนกับความดีใจอันฉาบฉวยก่อนหน้านี้ ครั้งนี้เธอรู้สึกดีใจจริงๆ
แฮร์รอดส์ชะงักไปชั่วอึดใจ และไม่ได้ถามจี้ต่อว่า เซี่ยเสี่ยวหลานมาทำอะไรแถวนี้
หากถามออกไปคงเป็นการทำลายบรรยากาศ ในฐานะสุภาพบุรุษคนหนึ่ง เขาไม่ควรบีบบังคับสาวงาม แต่แน่นอนว่าเขาคงไม่หลงเซี่ยเสี่ยวหลานจนขาดสติ เขาสามารถสืบเองได้ว่าแท้จริงแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
สายลมพัดผ่านมาให้ความรู้สึกเย็นสบาย เศษกรวดหินและพงหญ้าไม่น่ารำคาญอีกต่อไป
ที่ดินรกร้างแห่งนี้ อนาคตจะกลายเป็นสนามกอล์ฟของเขา โครงการของเขา และเงินดอลลาร์ของเขา
แฮร์รอดส์ชี้ไปยังพื้นที่ด้านหน้าอย่างอารมณ์ดี “อีกไม่นานตรงนี้จะถูกสร้างเป็นสนามกอล์ฟ ไว้มันสร้างเสร็จเมื่อไร ผมขอชวนคุณมาเล่นกอล์ฟด้วยกันได้หรือเปล่าครับ”
แววตาของเซี่ยเสี่ยวหลานทอประกาย
สนามกอล์ฟจะถูกสร้างตรงพื้นที่ที่อยู่ติดกับหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หู
นั่นก็หมายความว่า โครงการที่อยู่อาศัยของแฮร์รอดส์จะตั้งอยู่บริเวณอื่นอย่างนั้นหรือ?
ถ้าอย่างนั้น ที่ดินบ่อน้ำเน่าที่เธอถูกใจก็จะแทรกอยู่ตรงกลางระหว่างเซียงมี่หูกับสนามกอล์ฟน่ะสิ?
เช่นนั้นก็จะไม่มีอาคารที่พักบดบังทิวทัศน์... เซี่ยเสี่ยวหลานใจเต้นแรง นี่เธอกำลังจะรวยแล้วใช่ไหม!
“ได้สิคะ ถึงฉันจะเล่นกอล์ฟไม่เป็น แต่ฉันยินดีที่จะเรียนกีฬาประเภทนี้ค่ะ”
ถ้าโครงการแรกประสบความสำเร็จ หากมีคนชวนเธอเล่นกอล์ฟ เธอย่อมต้องยินดีอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นคนที่มาสนามกอล์ฟ คงเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยกลุ่มแรกของเผิงเฉิง ที่แบบนั้นต่อให้ต้องจ่ายเงินเข้าใช้บริการ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมต้องอยากไปอย่างแน่นอน
แฮร์รอดส์ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานถึงดูดีใจมากขนาดนั้น แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตาม
“คุณคิดว่าโครงการของผมจะประสบความสำเร็จอย่างนั้นหรือครับ”
ตอนที่ 995: ไม่มีเสน่ห์เลยหรือ?
น้ำเสียงของเซี่ยเสี่ยวหลานเต็มไปด้วยความชื่นชม “แฮร์รอดส์ สายตาของคุณนั้นหลักแหลมมากค่ะ ดังนั้นฉันเชื่อว่าสนามกอล์ฟต้องทำกำไรให้คุณได้แน่นอน!”
ความยกย่องจากใจจริงที่สาวงามมอบให้ ทำให้แฮร์รอดส์อารมณ์เบิกบานยิ่งนัก
หากเป็นสาวงามทั่วไปเขาคงไม่สนใจ
แต่นี่คือสาวงามที่เย็นชากับเขามาโดยตลอด แถมยังไม่ใช่พวกสาวผมบลอนด์ไร้สมองที่เขาเคยเจออีกด้วย
เช้าตรู่วันนี้ช่างงดงามจริงๆ
แฮร์รอดส์ลืมจุดประสงค์แรกเริ่มของตัวเองไปจนหมด เขาพาเซี่ยเสี่ยวหลานเดินไปทั่ว แน่นอนว่าเขายังสามารถควบคุมตัวเองได้ พูดถึงสนามกอล์ฟไม่เป็นไร แต่เขาจะทำกำไรอย่างไรนั้น คงไม่อาจคุยโวโอ้อวดต่อหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานได้
ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้ความคิดของแฮร์รอดส์ตอนนี้คงกระอักเลือดเป็นแน่
คุยเรื่องเงินไม่ดีตรงไหน?
เธออยากฟังแผนการลงทุนของแฮร์รอดส์ใจจะขาดอยู่แล้ว
ที่เขาว่ากันว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
หากไม่มีเป้าหมายนี้ เธอคงไม่ว่างมากถึงขนาดมาเดินเล่นกับแฮร์รอดส์แบบนี้แน่นอน
แฮร์รอดส์ไม่ใช่โจวเฉิงสักหน่อย
จะว่าไปก็แปลก วันนี้จี้เจียงหยวนไม่ได้ติดตามแฮร์รอดส์มาด้วย
เพื่อนนักศึกษาเสี่ยวจี้ทำงานสองงาน สถานการณ์แบบนี้เขาควรอยู่ไม่ห่างจากแฮร์รอดส์ถึงจะถูก
หลังเดินดูที่ดินกันอยู่หนึ่งชั่วโมง เซี่ยเสี่ยวหลานก็มองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะประกาศสิ้นสุดการพบกันโดยบังเอิญครั้งนี้ “ขอโทษนะคะ พอดีฉันยังมีธุระอื่นที่ต้องไปทำต่อ วันนี้คงได้คุยกันเท่านี้ แฮร์รอดส์ การได้คุยกับคุณ ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมาย หวังว่าเราจะได้พบกันอีกนะคะ!”
แฮร์รอดส์กะพริบตาปริบๆ “ถ้าอย่างนั้นหวังว่าคุณจะยังไม่โยนนามบัตรของผมทิ้งไปนะครับ คุณคงรู้ว่าสามารถหาผมได้ที่ไหน”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ!”
เธอไม่ว่างมายั่วยวนเขา แต่ถ้าเพื่อสืบข้อมูลทางธุรกิจละก็ ต่อให้ไม่ว่างเธอก็จะเจียดเวลามาให้ได้
ทั้งสองคนค่อยๆเดินกลับมาที่ริมถนนอีกครั้ง เซี่ยเสี่ยวหลานโบกมือลาแล้วเดินขึ้นรถจากไป
รถที่เซี่ยเสี่ยวหลานนั่งเป็นรถแท็กซี่ที่เช่ามา คงไม่อาจเทียบกับรถหรูของแฮร์รอดส์ได้
เมื่อเห็นรถถูกขับออกไปแล้ว ลูกน้องข้างกายแฮร์รอดส์ก็ไม่ได้พูดอะไร
เฮ้อ เช้าตรู่แบบนี้เจ้านายไม่นอนพักแต่กลับอยากออกมาจีบสาว ทั้งที่ตั้งใจมาดักรอ แต่กลับทำเหมือนบังเอิญเจอกัน แล้วพวกเขาจะทำอะไรได้ นอกเสียจากช่วยเจ้านายเล่นละครตบตา!
ขณะที่บิลกำลังฟุ้งซ่าน ทันใดนั้นแฮร์รอดส์ก็ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “บิล ช่วงนี้ฉันไม่มีเสน่ห์เลยหรือ?”
บิลทำหน้างง
ว่าอย่างไรนะ?!
เมื่อตั้งสติได้ว่าเจ้านายยังรอคำตอบจากเขาอยู่ บิลก็รีบรวบรวมสติกลับมาแล้วตอบว่า “บอสครับ ถ้าคุณส่งจดหมายชวนนัดเดต คุณหนูไฮโซทั่วอัปเปอร์อีสต์ไซด์1คงกรีดร้องเป็นแน่ คุณพูดแบบนี้จะเป็นการทำให้สาวสวยที่คุณเคยควงด้วยใจสลายเอานะครับ...”
“อย่างนั้นก็น่าแปลก ฉันคุยกับเซี่ยตั้งนาน ตอนแรกเธอดูใจลอยสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก่อนจะค่อยๆหันมาสนใจฉัน ตั้งใจฟังทุกประโยคของฉัน หลังจากนั้นฉันก็สัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายและความสนุกของเธอ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ฉันกลับหลอกถามอะไรเธอไม่ได้เลย”
บิลมีสีหน้าชะงักค้าง
นี่ไม่ปกติเลยสักนิด
คุณแฮร์รอดส์มักจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากการสนทนาอยู่เสมอ
แม้คนอื่นจะคุยเรื่อยเปื่อย แต่คุณแฮร์รอดส์ไม่เคยคุยเรื่องไร้สาระอย่างแน่นอน
คุณเซี่ยคนนั้นเมินเสน่ห์ของคุณแฮร์รอดส์ได้เด็ดขาดขนาดนี้เชียวหรือ?
ถ้าใจเต้นกับคุณแฮร์รอดส์บ้าง ไม่มีทางที่จะไม่หลุดปากเลยตลอดการพูดคุย
บิลชักสงสารแฮร์รอดส์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
และรู้สึกอยากหัวเราะด้วยเช่นกัน เขาจะทำอย่างไรดี?
คนคุ้มกันคนหนึ่งลากตัวชายชาวจีนร่างผอมออกมา
“บอสครับ ชาวจีนคนนี้แอบมองอยู่นานมากแล้วครับ”
แฮร์รอดส์ปรายตามอง ผู้ชายชาวจีนคนนี้ยืนหลังงอ กลิ่นเหล้าเหม็นคละคลุ้งตั้งแต่เช้า ดูหื่นกามอย่างบอกไม่ถูก
คนแบบนี้มีหรือที่เขาจะใส่ใจ
แฮร์รอดส์ก้าวขึ้นรถ ทันใดนั้นรถก็เคลื่อนจากไปอย่างรวดเร็ว
บิลอยู่จัดการต่อ “เกิดอะไรขึ้น เขามีอันตรายรึ?”
คนที่ยืนตัวสั่นอยู่ภายใต้การควบคุมของคนคุ้มกันคือหลัวเย่าจงนั่นเอง
เขาตั้งใจมาแอบดูเซี่ยเสี่ยวหลานกับเก่อเจี้ยน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจู่ๆ เซี่ยเสี่ยวหลานจะพูดคุยกับชาวต่างชาติ แถมยังเดินเล่นแถวนี้ด้วยกันอยู่นานสองนาน หลัวเย่าจงด่าเซี่ยเสี่ยวหลานว่าไร้ยางอาย เขาลูบเอวแค่นิดเดียวกลับถูกซ้อมเกือบปางตาย พอเจอชาวต่างชาติกลับมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผู้หญิงคนนี้เป็นพวกบูชาชาวต่างชาติเพื่อเกียรติยศจอมปลอมโดยแท้
หลัวเย่าจงเผลอเดินเข้าไปดูใกล้ยิ่งขึ้น
คนคุ้มของแฮร์รอดส์เห็นเขานานแล้ว แต่ตอนนั้นบอสของเขากำลังจีบสาวอยู่ พวกเขาจึงไม่อยากเอาเรื่องนี้มาทำลายวันดีๆของบอส
จนกระทั่งเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไป คนคุ้มกันถึงลากตัวหลัวเย่าจงออกมา
หลัวเย่าจงด่าเซี่ยเสี่ยวหลานว่าเป็นพวกบูชาชาวต่างชาติ แต่พอถูกลากออกมายืนอยู่ตรงหน้าชาวต่างชาติ เขาก็ไม่กล้าหือกล้าอือแต่อย่างใด ชาวต่างชาตินับได้ว่าเป็นแขกบ้านแขกเมือง ลูกชายผู้ใหญ่บ้านอย่างเขาไม่ควรหาเรื่องด้วย
บิลบอกให้ล่ามถามเขา ทว่าหลัวเย่าจงไม่กล้าพูดความจริง
“ผะ ผมก็แค่ไม่เคยเห็นชาวต่างชาติเยอะขนาดนี้มาก่อน ก็เลย... ก็เลยอยากรู้อยากเห็น ผมไม่รู้ว่าห้ามดูคนต่างชาติด้วย”
ล่ามแปลเสร็จก็อธิบายตามความเข้าใจของตนว่า “น่าจะเป็นชาวบ้านละแวกนี้ครับ คงเห็นว่าคุณแฮร์รอดส์ไม่เหมือนคนทั่วไปเลยมาแอบดู”
บิลพยักหน้าเป็นเชิงว่าเข้าใจ
หลายวันมานี้ เขาจัดการงานที่หน้างานอยู่ตลอด และพบว่ามีพวกชาวบ้านมาแอบดูอยู่ไกลๆจริง
ผู้ชายคนนี้คงแค่บังเอิญเดินมาดูใกล้เกินไปเท่านั้น
“ตรวจสอบให้ดีว่าเขาเป็นใคร ถ้าไม่มีปัญหาก็ปล่อยไปเถอะ”
คนคุ้มกันค้นตัวหลัวเย่าจงแล้วก็พบว่า หลัวเย่าจงไม่ได้พกอาวุธ เขารูปร่างผอมบาง ดูไม่มีพิษภัยแต่อย่างใด
หลัวเย่าจงตื่นตระหนกมาก
ล่ามเห็นเขามีท่าทางหวาดกลัว ในฐานะเพื่อนร่วมชาติจึงช่วยปลอบใจว่า “คุณแฮร์รอดส์คือนักธุรกิจที่ซื้อที่ดินผืนนี้ เขาเป็นคนสำคัญ พวกคนคุ้มเลยเข้มงวดเป็นอย่างมาก ต่อไปถ้าเห็นคุณแฮร์รอดส์อีกอย่าเข้ามาใกล้ขนาดนี้เด็ดขาด!”
หลัวเย่าจงพยักหน้าหงึกหงัก
นักธุรกิจชาวต่างชาติที่ซื้อที่ดินผืนนี้... เจ้าแม่มาเฟียคนนั้นรู้จักกับนักธุรกิจชาวต่างชาติเจ้าของที่ดินอย่างนั้นหรือ?
ดีที่เขาไม่ได้บอกว่าสะกดรอยตามเธอมา คนพวกนี้เป็นพวกเดียวกับเธอ แน่นอนว่าคงไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆ
หลัวเย่าจงคิดอย่างชื่นชมตัวเอง
อย่างไรก็ตามตัวตนของเขานั้นตรวจสอบได้ไม่ยาก
หลังถูกปล่อยตัว หลัวเย่าจงก็เดินกลับบ้านตัวลอยๆ
เขานั่งดื่มกับปู่ตั้งแต่เช้า มีปลาตากแห้งเป็นกับแกล้ม ยิ่งดื่มก็ยิ่งเพลิน หลัวเย่าจงจึงเริ่มเมามาย
ไม่ได้ ไม่ได้การแล้ว พอคิดถึงเงินสองแสนกว่าหยวนก้อนนั้น หลัวเย่าจงก็รู้สึกว่าตนควรทำสิ่งที่สำคัญก่อน
“ปู่ ปู่เคยบอกใช่ไหมว่าต่อไปจะยกทุกอย่างของตระกูลหลัวให้ผม?”
อดีตผู้ใหญ่บ้านหลัวพยักหน้า “หลานรัก ทุกอย่างเป็นของหลาน แม้แต่พ่อเอ็ง ปู่ก็ไม่ยกให้”
ยกให้หลัวเต๋อกุ้ย สุดท้ายก็ต้องส่งต่อให้หลานรักของเขาอยู่ดีไม่ใช่หรือ สู้ข้ามขั้นตอนตรงกลางไปเลยดีกว่า ถึงอย่างไรเขาก็มีหลานชายแค่คนเดียวคือหลัวเย่าจงอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือคือหลานสาวอีกหลายคน หากเขายกให้หลัวเต๋อกุ้ย เกิดวันไหนหลัวเต๋อกุ้ยสติไม่ดี คิดยกสมบัติให้คนนอกตระกูลจะทำอย่างไรเล่า
หลัวเย่าจงดีใจมาก
“ปู่ ถ้าอย่างนั้นผมจะขายที่ดินตรงบ่อน้ำเน่า!”
ผู้เฒ่าหลัวกระแทกตะเกียบ “ไม่ได้ ตรงนั้นคือบ่อทอง เป็นที่ดินทองคำของตระกูลหลัว อยากขายอะไรก็เชิญตามสบาย แต่ที่ดินผืนนั้นห้ามขายเด็ดขาด! ปู่เคยให้คนมาดูดวง ที่ตรงนั้นฮวงจุ้ยดีมาก เพราะหลังจากนั้นปู่ก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ตอนหลังพ่อของเอ็งก็ได้สืบทอดตำแหน่ง ต่อไปก็จะเป็นตาของเอ็งแล้ว... ไม่สิ ปกติเอ็งไม่สนใจเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือ ทำไมจู่ๆ เมื่อคืนก็ถามถึงมัน ไปถูกใครหลอกมาหรือเปล่า?”
บนโลกนี้ยังมีใครไม่เอาไหนเท่าหลัวเย่าจงอีกหรือ
เขาเกิดเป็นคนชนบท แต่กลับไม่เคยทำงานหนัก บอกว่าตัวเองเป็นลูกหลานเกษตรกร แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าครอบครัวตัวเองมีที่ดินสงวนในครอบครอง
คนไม่เอาไหนแบบนี้ ผู้เฒ่าหลัวกลับตั้งความหวังกับเขา พอเป็นเรื่องของหลานชายสุดที่รัก ผู้เฒ่าหลัวกลับกลายเป็นคนเลอะเลือน แต่พอเป็นเรื่องอื่น เขาทั้งฉลาดและหลักแหลมเป็นอย่างยิ่ง!
ตอนที่ 996: ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
หลานรักของเขาดื่มเหล้าเสเพลกับเพื่อนไม่เอาไหนได้ทุกวัน
แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะสมัยหนุ่มๆ ผู้เฒ่าหลัวก็เป็นเช่นนี้ ในสายตาเขา พฤติกรรมของหลัวเย่าจงจึงไม่นับว่าเลวร้ายอะไร
อย่างน้อยหลัวเย่าจงก็ไม่ได้ไปหาเรื่องคนที่ไม่ควรหาเรื่อง นอกจากเดือนก่อนที่ไปตอแยผู้หญิงคนหนึ่งที่เซียงมี่หู คนเขาถึงได้เรียกลูกน้องกล้ามโตหลายสิบคนมารุมซ้อมหลัวเย่าจง
จากเหตุการณ์วิวาทครั้งนั้น ทำให้ผู้เฒ่าหลัวด่าลูกชายอย่างหลัวเต๋อกุ้ยอยู่หลายวัน
ทั้งที่หลัวเต๋อกุ้ยเป็นผู้ใหญ่บ้าน แต่กลับไม่เห็นมีความน่าเกรงขามเหมือนสมัยเขายังอยู่ในตำแหน่ง ถึงได้ปล่อยให้เย่าจงถูกซ้อมเช่นนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีแม้แต่แผลถลอกได้อย่างไรกัน
การวิวาทครั้งนั้นทำให้หลัวเย่าจงนอนซมอยู่บ้านนานเป็นเดือน เมื่อวานเป็นครั้งแรกที่เขาออกไปดื่มเหล้าหลังจากหายป่วย ทว่าทำไมหลังกลับมาก็เริ่มถามถึงเรื่องบ่อน้ำเน่ากัน?
นัยน์ตาของผู้เฒ่าหลัวทอประกายประหลาด
“หลานรัก ไหนบอกปู่สิว่าใครใช้ให้เอ็งกลับมาถามเรื่องที่ดินผืนนี้? ใช่พวกนักเลงที่ดื่มเหล้าด้วยกันหรือเปล่า”
สีหน้าของหลัวเย่าจงดูกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
เมื่อคืนเขาตกใจกลัวเจ้าแม่มาเฟีย ถึงได้รีบกลับมาถามเรื่องบ่อน้ำเน่านั่น
แต่ตอนนี้เขาชักรู้สึกขอบคุณเธอขึ้นมา ถ้าไม่ใช่เพราะสาเหตุนี้ เขาคงไม่รู้ว่าบ่อน้ำเน่านั่นเป็นที่ดินของตระกูลหลัว แถมยังมีมูลค่าสูงขนาดนั้น... หลัวเย่าจงตบเข่าฉาด วันนี้เขาเจอกับนักธุรกิจชาวต่างชาติที่มาซื้อที่ดินไม่ใช่หรือ? ตอนนั้นเขาควรถามพวกชาวต่างชาติว่า อยากซื้อบ่อน้ำเน่าหรือไม่ ถ้าอีกฝ่ายอยากซื้อ ปู่กับพ่อของเขาคงปฏิเสธไม่ได้อย่างแน่นอน
เพราะพ่อเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ส่วนบ่อน้ำเน่านั้นถูกพ่อของเขาจงใจ ‘เก็บซ่อน’ เอาไว้ ถ้าชาวต่างชาติรู้เข้า บ่อน้ำเน่าคงไม่ใช่ที่ดินลับอีกต่อไป!
หลัวเย่าจงตบเข่าตัวเองอยู่หลายครั้ง
เขานี่มันโง่จริงๆเลย ดันไม่รู้จักคว้าโอกาสเอาไว้เสียได้
แต่ตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าชาวต่างชาติที่เจ้าแม่มาเฟียคุยด้วยนั้นจะเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินนี่นา
สีหน้าของหลัวเย่าจงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
“ปู่ ไม่ใช่สักหน่อย ผมฉลาดจะตาย ใครจะหลอกผมได้เล่า”
ผู้เฒ่าหลัวไม่เชื่อสักนิด แต่หลัวเย่าจงเลิกคุยกับเขาแล้ว ก่อนจะวิ่งออกไปที่ลานบ้าน “ย่ารักผมที่สุด ผมจะไปหาย่า ย่าต้องยกที่ดินให้ผมแน่!”
ผู้เฒ่าหลัวคว้าปลาแห้งบนโต๊ะปาใส่หลานชาย “ไอ้หลานเวร ไม่ว่าย่าจะรักเอ็งมากแค่ไหน แต่สุดท้ายบ้านหลังนี้ก็ต้องเชื่อฟังข้าโว้ย!”
ตกลงใครอยากได้ที่ดินของตระกูลหลัวกันแน่?
หลัวเย่าจงวิ่งเร็วปานสายลม ผู้เฒ่าหลัวจึงไม่อาจไล่ตามเขาได้ทัน
แต่ผู้เฒ่าหลัวก็ไม่ตื่นตระหนก ที่ดินผืนนั้นถ้าเขาไม่พยักหน้ายินยอม ต่อให้เป็นหลัวเต๋อกุ้ยก็ไม่กล้าแอบขายให้ใคร
---------------------------------
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้เลยสักนิดว่าหลังเธอกลับไปแล้ว คนคุ้มกันของแฮร์รอดส์จะจับตัวคนขี้ขลาดได้
อย่างไรก็ตามแฮร์รอดส์ไม่ชายตาแลพวกคนปลายแถวอย่างหลัวเย่าจงแม้แต่น้อย
หลัวเย่าจงกำลังเพ้อฝัน แม้เขาจะอยากขายที่ดินให้กับชาวต่างชาติ แต่เขาคงไม่มีทางได้คุยกับแฮร์รอดส์ด้วยวิธีการปกติอย่างแน่นอน สถานะลูกชายผู้ใหญ่บ้าน แค่ขอพบผู้ช่วยของแฮร์รอดส์ยังเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
หลัวเต๋อกุ้ยพ่อของเขาก็คงไม่ต่างกัน
แต่ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของสำนักงานท้องถิ่นฝูเถียน อาจจะมีโอกาสได้เจอผู้ช่วยของแฮร์รอดส์
ส่วนคนระดับหัวหน้าของเขตซั่งปู้ อาจจะได้เจอกับพ่อบ้านอัลเลน
ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมือง อย่างเช่นเลขาเผิงที่ได้รับความไว้ใจจากทังหงเอินเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ได้พูดคุยกับแฮร์รอดส์โดยตรง
หลัวเย่าจงคิดการณ์ไกล เพราะเขาอยากสลัดเซี่ยเสี่ยวหลานทิ้ง จึงตัดสินใจที่จะลุยเดี่ยว
หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกลับจากเซียงมี่หู เธอก็ตรงไปหาเลขาเผิงทันที
“เลขาเผิง ฉันไปดูที่มาแล้วค่ะ”
ที่ดินที่เธอถูกใจ ไม่มีอยู่บนแผนที่ด้วยซ้ำ
บ่อน้ำเน่าแห่งหนึ่ง คนที่ทำงานให้กับแฮร์รอดส์คงนึกไม่ถึงว่า จะมีคนแอบซุกซ่อนที่ดินขนาด20กว่าไร่แห่งนี้เอาไว้
ถึงอย่างไรแฮร์รอดส์ก็ซื้อที่ไปทั้งหมด2,500กว่าไร่แล้ว หลายวันนี้เขาคงยุ่งอยู่กับการกำหนดอาณาเขต กว่าจะค้นพบที่ดินตกหล่นแห่งนี้ ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน
เลขาเผิงมองแปลนที่ดินที่เซี่ยเสี่ยวหลานวาดขึ้นมาคร่าวๆ โดยอิงจากสัดส่วนตามสถานที่จริงแล้ว เขาก็ได้แต่ทำหน้างง
“ระหว่างที่ดินของแฮร์รอดส์กับเซียงมี่หูมีที่ดินแบบนี้หลงเหลือให้คุณด้วยหรือ?”
ไม่มีใครอยากได้รึ?
แฮร์รอดส์กว้านซื้อที่ดินบริเวณนั้นไปหมดแล้วมิใช่หรือ?
ขนาดกำลังพอเหมาะแค่20กว่าไร่ และอาจจะเป็นขนาดที่ดินที่เซี่ยเสี่ยวหลานสามารถซื้อไหวพอดี
เลขาเผิงคิดไม่ตก ถ้าดวงการเงินมีอยู่จริง เซี่ยเสี่ยวหลานก็คงเป็นคนที่ดวงการเงินดีเหลือเกิน เธอถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องรวย!
“คุณช่วยอธิบายที่ดินผืนนี้ให้ผมฟังอย่างละเอียดที ถ้าเกิดมันเป็นสุสานของหมู่บ้านไหนขึ้นมาคงลำบาก เพราะหากไปแตะต้องอาจจะเกิดเรื่องวิวาทกันได้”
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาทันที โครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกของเธอ ไม่มีทางสร้างขึ้นตรงพื้นที่ของสุสานเป็นอันขาด
แม้การปลุกเร้าเพื่อพิฆาตสี่เก่า ช่วงหลายปีนั้นจะมีอิทธิพลมาก แต่ประชาชนไม่มีทางเลิกยึดติดกับความเชื่อเก่าๆได้ภายในชั่วพริบตา แน่นอนว่าชาวจีนหลายคนยังคงเชื่อในหลักฮวงจุ้ย เซี่ยเสี่ยวหลานรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
ขายบ้านบนที่ดินของสุสาน ถ้ามีข่าวลือเล็ดลอดออกไปละก็ คอนโดแห่งแรกของเธอคงขาดทุนย่อยยับเป็นแน่!
“ไม่ใช่สุสานค่ะ ฉันกับเก่อเจี้ยนเดินดูอย่างละเอียดแล้ว ไม่เห็นหลุมฝังศพเลยค่ะ ที่นั่นมีแค่บ่อน้ำเน่า เป็นสถานที่ทิ้งขยะของพวกชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง รอบๆเต็มไปด้วยต้นไผ่”
พอเธออธิบาย เลขาเผิงก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่
“บ่อน้ำเน่ามีแต่คนหลีกหนี แล้วคุณจะซื้อมันไปทำอะไรกัน”
“ดูคุณพูดเข้าสิคะ ที่ดินราบเรียบกว้างขวางใครๆต่างก็อยากได้ แต่ที่ดินแบบนั้นราคาแพงมาก อย่างไรก็ตามฉันให้ความสำคัญกับทำเลที่ตั้งเป็นหลักค่ะ ฝั่งซ้ายคือสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์ ฝั่งขวาคือหมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หู ไม่สำคัญอีกแล้วว่ามันจะมีบ่อน้ำเน่าหรือไม่ ตอนถมที่ดินอย่างไรก็ต้องจัดการเรื่องพวกนี้อยู่ดี ฉันยินดีลงทุนเพิ่มค่ะ นี่ถือเป็นการช่วยรัฐบาลท้องถิ่นทางอ้อมนะคะ กองขยะเหม็นเน่าแบบนั้นถ้าตั้งอยู่ระหว่างเซียงมี่หูกับสนามกอล์ฟจะสร้างความรำคาญใจให้นักธุรกิจชาวต่างชาติมากแค่ไหน ถ้าให้ทางรัฐเป็นคนจัดการก็ต้องเสียงบประมาณเพิ่ม แต่ถ้าขายมันให้ฉัน รัฐจะได้ทั้งเงินค่าเช่าที่และประหยัดเงินค่าปรับปรุงที่ดินอีกด้วย... ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ฉันพูดถูกไหมคะ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดจาดีมีเหตุผล
ข้างสนามกอล์ฟสุดหรูมีบ่อน้ำเน่าตั้งอยู่ติดกัน มันใช้ได้เสียที่ไหน
เลขาเผิงอดที่จะพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอย่างรวดเร็วเพราะร้อนใจ เธอไม่ให้เวลาเลขาเผิงครุ่นคิดเลยด้วยซ้ำ
หลังพยักหน้าเสร็จ เลขาเผิงก็ฉุกคิดได้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนฉลาดแค่ไหน เธอจะยอมขาดทุนเงินได้อย่างไร
“ผมเกือบเชื่อคุณแล้ว อย่างไรก็ตามที่ดินผืนนี้ไม่ชอบมาพากล คุณยอมจ่ายเงินค่าปรับปรุงที่ดิน แล้วแฮร์รอดส์มีหรือที่จะไม่ยอม เพราะฉะนั้นต้องมีสาเหตุบางอย่างที่ทำให้แฮร์รอดส์ไม่ได้ที่ดินผืนนี้มาแน่นอน แต่ที่คุณพูดแบบนี้เพราะอยากต่อรองราคาใช่ไหม!”
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มออกมาอย่างเขินอาย
“เรื่องนี้คงปิดบังเลขาเผิงไม่ได้ และฉันก็ไม่คิดที่จะปิดบังด้วย ตอนนี้ทางเทศบาลเมืองเซ็นสัญญากับแฮร์รอดส์ไปแล้ว ถึงคุณจะไปเตือนเขาว่าลืมซื้อบ่อน้ำเน่าแห่งหนึ่งมันก็เท่านั้น สำหรับเขา บ่อน้ำเน่าแห่งนี้มีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญ แต่มันสำคัญกับฉันค่ะ อีกอย่าง จะพูดอย่างไรดีล่ะ ความจริงแล้วฉันสนิทกับคุณมากกว่าเขาจริงไหมคะ”
เรื่องนี้คือความจริง
มนุษย์เรามีทั้งคนสนิทและคนที่ไม่สนิท
ต่อให้เลขาเผิงจะแอบบ่นเซี่ยเสี่ยวหลานในใจวันละหลายรอบ แต่เขารู้ดีว่าทังหงเอินคือเจ้านาย เป็นเขากับเซี่ยเสี่ยวหลานต่างหากที่ลงเรือลำเดียวกันอย่างแท้จริง
ถ้าเขาไม่ช่วยเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วคาบข่าวไปบอกแฮร์รอดส์ เขาคงบ้าไปแล้วแน่ๆ
“เอาละ หยุดประจบเถอะครับ ผมจะคิดดูว่าควรทำอย่างไร แม้มันจะเป็นบ่อน้ำเน่า แต่คุณก็ต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากเทศบาลเมืองก่อนถึงจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ว่าแต่เรื่องที่คุณจะตั้งบริษัทมีความคืบหน้าแล้วหรือยัง หรือจะใช้ชื่อของหย่วนฮุยจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินล่ะ?”
ตอนที่ 997: อย่างนี้นี่เอง
“เรื่องบริษัทฉันกำลังเร่งดำเนินการอยู่ค่ะ และฉันจะไม่ใช้ชื่อของหย่วนฮุย เพราะตอนนี้หย่วนฮุยมุ่งเน้นธุรกิจด้านการตกแต่งภายในเป็นหลัก ไม่เหมาะที่จะรับงานหลายแขนงเกินไปค่ะ”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ ถึงอย่างไรก็มีแต่สวรรค์ที่รู้ว่าเธอยังติดหนี้ธนาคารก้อนใหญ่ แถมยังจดทะเบียนบริษัทไม่ได้ อย่าว่าแต่ทุนบริษัทจำนวน1ล้านหยวนเลย แค่1แสนหยวนเซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่มีให้... ถ้าสัก1หมื่นหยวนอาจจะไม่เป็นไร เนื่องจากเธอยังมีรายได้ของร้านขายเสื้อผ้า หากกระแสเงินสดปริมาณไม่มากเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมสามารถหามาให้ได้อย่างแน่นอน
สถานการณ์ทางฝั่งเธอค่อนข้างเคร่งเครียด แต่เธอจะบอกให้เลขาเผิงรู้ไม่ได้เด็ดขาด
ปากเธอบอกว่าสนิทกับเลขาเผิง แต่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้ดีแก่ใจว่า ความสนิทสนมของเธอกับเลขาเผิงยังห่างไกลจากความสนิทสนมที่เธอมีให้กับทังหงเอินนัก
เธอเดาได้ว่าเลขาเผิงกำลังจะไปรับตำแหน่งที่อื่น เขาถึงได้เปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเธอเช่นนี้ ดังนั้นตอนนี้เธอควรแสดงความสามารถให้เขาเห็น ทำให้เลขาเผิงไว้ใจเธอให้ได้เสียก่อน
เลขาเผิงไม่ถามอะไรให้มากความ เขาแค่โบกมือเล็กน้อยเหมือนรู้สึกรำคาญใจ
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะร่า “เรื่องนี้คงต้องรบกวนคุณแล้วค่ะ”
คำขอของเธอไม่มากเกินไป ถึงอย่างไรเธอก็ไม่ได้ถูกใจที่ดินบริเวณอื่น แต่เป็นที่ดินบ่อน้ำเน่าแห่งหนึ่งเท่านั้น หมู่บ้านพักตากอากาศเซียงมี่หูจะได้รับความนิยมไปอีกหลายปี ส่วนสนามกอล์ฟของแฮร์รอดส์คือโครงการสุดหรู แล้วจะปล่อยให้มีบ่อน้ำเน่าคั่นกลางได้หรือ?
เลขาเผิงยอมรับว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนฉลาดเฉลียว แม้เธอจะมีเรื่องมารบกวนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยขอร้องในสิ่งที่ทำให้นายกทังรู้สึกลำบากใจ
หลายครั้งเป็นเพราะนายกทังรู้ว่าตนสามารถช่วยได้เลยยินดีช่วย คอยช่วยเหลือเซี่ยเสี่ยวหลานในเรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
ครั้งแรกคือโครงการบ้านพักรับรองเทศบาลเมือง ส่วนอีกครั้งคือโรงแรมหนานไห่ เป็นเซี่ยเสี่ยวหลานที่สามารถคว้าโอกาสทั้งสองครั้งนี้ไว้ได้ด้วยตัวเอง และตอนนี้ก็ดูเหมือนจะไปได้สวยทีเดียว ไม่ได้ทำให้นายกทังขายหน้าแต่อย่างใด
เธอไม่เพียงไม่สร้างเรื่องเดือดร้อนให้ มิหนำซ้ำยังสร้างความภาคภูมิใจแก่คนอื่นได้อีกด้วย เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนแบบนี้ ดังนั้นเลขาเผิงจึงไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธเธอ
หลังเขาเข้ารับตำแหน่งใหม่คงต้องประสานงานกับเซี่ยเสี่ยวหลานอย่างใกล้ชิด ดังนั้นอย่างน้อยก็ไม่ควรทำผิดต่อเธอ
คิดถึงตรงนี้ เลขาเผิงก็คลายสีหน้าลงไปมาก
“พอแล้ว เรื่องนี้ผมจะดูให้ ขอเพียงดำเนินการถูกต้องตามกฎระเบียบ คุณย่อมได้ที่ดินแน่นอน ผมจะให้คนไปสอบถามว่าที่ดินผืนนั้นเป็นของใคร ส่วนราคาที่ดินคือเท่าไรผมคงเคาะให้ไม่ได้ ต้องดูความเห็นจากทางเทศบาลเมืองด้วย แต่ผมคิดว่าคงไม่แพงมากหรอก”
เผิงเฉิงอยากผลักดันการปฏิรูปที่อยู่อาศัย ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานทำการซื้อที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ เรื่องนี้ย่อมไม่ถือเป็นการติดสินบนหรือใช้เส้นสายแต่อย่างใด ตามความคิดของทังหงเอินผู้เป็นเจ้านาย ให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปที่อยู่อาศัย น่าเชื่อถือกว่ายกให้เป็นหน้าที่ของบริษัทอื่น
อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานก็ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด
เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินว่าราคาที่ดินคงไม่แพงมากก็ดีใจ
เธอถูกใจที่ดินลักษณะนี้ก็เพราะอยากได้ราคาถูกนั่นเอง
เซี่ยเสี่ยวหลานพาเก่อเจี้ยนกลับไปอย่างอารมณ์ดี
หลังกลับมาถึงโรงแรมก็พบว่าเหมาคังซานไม่อยู่ที่ห้อง
ป้าซ่งเห็นเธอเหงื่อเต็มหน้าผากก็เอ็ดเธอยกใหญ่ “เสี่ยวเซี่ย เป็นสาวเป็นนางแท้ๆ ทำไมถึงทำงานหนักขนาดนี้!”
เซี่ยเสี่ยวหลานดื่มน้ำอึกใหญ่ “อาจารย์หญิงคะ ฉันแค่อยากทำงานหนักในวัยสาว อนาคตจะได้อยู่อย่างสุขสบายค่ะ อีกอย่างฉันไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักเช่นนี้ ฉันย่อมมีความสุขไปกับมัน”
ทุกวันหลังลืมตาตื่นมักมีปัญหาใหม่ๆที่ต้องแก้ไขรออยู่เสมอ
เหมือนการเล่นเกม ค่อยๆสู้ผ่านไปทีละด่าน ความรู้สึกภูมิใจเวลาผ่านด่านนั้นช่างยากที่จะอธิบาย
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้โกหก เธอไม่รู้สึกงุ่นง่าน แต่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการต่อสู้
เธอมีหน้าที่การงานของตัวเอง มีทรัพย์สินที่สร้างขึ้นมาด้วยสองมือเปล่า ทั้งยังได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อีกด้วย
คนเราเวลาว่างเกินไปมักคิดฟุ้งซ่าน ทำไมถึงบอกว่าผู้หญิงรวมตัวกันเยอะๆ แล้วเรื่องแยะน่ะหรือ ก็เพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ปล่อยให้ตัวเองว่างเกินไป ในขณะที่ผู้ชายตั้งใจทำงานหาเงิน แต่ผู้หญิงกลับเสียเวลาไปกับการนินทาชาวบ้าน แม้จะเริ่มต้นจากจุดเดียวกัน แต่หลังผ่านไปสัก5หรือ10ปี ความแตกต่างเรื่องความก้าวหน้าของอาชีพการงานก็จะปรากฏให้เห็น รู้ตัวอีกทีผู้หญิงเหล่านั้นอาจถูกผู้ชายทอดทิ้งไปโดยไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่แล้วปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะตัวผู้หญิงเองทั้งนั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดว่าตนด้อยกว่าผู้ชายตรงไหน
เธอทำธุรกิจด้วยมันสมอง ไม่ใช่การใช้แรงงาน เธอไม่ได้อยากแข่งขันในเรื่องพละกำลัง แล้วทำไมต้องยอมตกเป็นรองคนอื่น!
ป้าซ่งเห็นเธอมีสีหน้าสดใสก็รู้สึกอารมณ์ดีตามไปด้วย
เสี่ยวเซี่ยต่างจากกั๋วเซิ่ง เพราะเสี่ยวเซี่ยมีชีวิตชีวา ทำอะไรก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่
ส่วนกั๋วเซิ่งนั้นไม่เอาไหน มาเผิงเฉิงตั้งหลายวันแล้ว มัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ได้
คิดทั้งวันว่าเสี่ยวเซี่ยเป็นนักต้มตุ๋นหรือเปล่า บริษัทของเสี่ยวเซี่ยเป็นบริษัทจริงหรือหลอก เสี่ยวเซี่ยไปเอาเงินหนึ่งล้านมาจากไหน... คิดเรื่องพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ทั้งๆที่แต่ละอย่างที่เสี่ยวเซี่ยทำนั้นเป็นที่ประจักษ์ให้เห็นอย่างชัดเจนแท้ๆ แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมรับ ติดอยู่ในวังวนความคิดของตัวเอง มัวพะวงหน้าพะวงหลังเช่นนี้ ชีวิตย่อมมีแต่จะหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้!
ป้าซ่งรู้สึกกลุ้มใจกับลูกชายบังเกิดเกล้าของตัวเองเหลือเกิน
แต่เธอก็ไม่อยากให้เซี่ยเสี่ยวหลานเป็นคนจัดการปัญหาในครอบครัว ว่าแล้วจึงบอกเซี่ยเสี่ยวหลานเสียงเบาว่า
“ฉันได้ยินอาจารย์ของเธอคุยโทรศัพท์ในห้อง เรื่องบริษัทคงราบรื่นดี ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่โรงแรม คงออกไปข้างนอกแล้วละ!”
เซี่ยเสี่ยวหลานนึกว่าเหมาคังซานไปที่โรงแรมหนานไห่เสียอีก
แต่เท่าที่ฟังป้าซ่งพูด เหมือนจะไม่ใช่
แถมเธอยังไม่เห็นเหมากั๋วเซิ่งอีกด้วย
สองพ่อลูกออกไปข้างนอกพร้อมกันเช่นนี้ ช่างหาได้ยากจริงๆ
เธอบอกว่าอยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนวันชาติ เห็นได้ชัดว่าอาจารย์เหมาใส่ใจในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง เช่นนั้นอีกไม่นานก็คงทำเรื่องให้เธอเสร็จแล้วสินะ
เซี่ยเสี่ยวหลานหาที่ดินที่เหมาะสมได้เร็วกว่าที่คิด จัดการตั้งบริษัทไวหน่อยก็ดีเหมือนกัน
ว่าแต่เรื่องทุนสำหรับจดทะเบียนบริษัทหนึ่งล้านหยวน เธอควรทำอย่างไรดี?
ไม่รู้ว่าลุงของเธอพอจะมีเงินให้ยืมก่อนไหม
ครั้งนี้เธอไม่ได้ล้อเล่น เธอต้องใช้เงินหลายล้านหยวน และเซี่ยเสี่ยวหลานคงเสกเงินหลายล้านออกมาไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เธอหมายตาคือค่าก่อสร้างที่ตงเฟิงโฮลดิ้งต้องจ่ายให้หย่วนฮุยนั่นเอง
ร้านวัสดุก่อสร้างเป็นของตัวเอง สามารถค้างชำระค่าสินค้าก่อนได้ รออีกแค่สองเดือน หลังคว้าที่ดินผืนนั้นมาได้เมื่อไรค่อยเอาที่ดินไปจำนองกับธนาคารเพื่อขอกู้เงินมาคืนค่าก่อสร้างให้กับหย่วนฮุย
ส่วนเงินทุนในการก่อสร้างบ้านนั้นไม่ใช่ปัญหา บ้านสำเร็จรูปของเธอจะทำการขายตั้งแต่ยังไม่ก่อสร้าง
คนฮ่องกงนิยมซื้อตึกแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ยังไม่ทันเห็นตัวบ้านก็จ่ายเงินก่อนแล้ว การขายบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มก่อสร้างของโลกอนาคตก็เช่นเดียวกัน วิธีการขายบ้านตั้งแต่โครงการเพิ่งเริ่มถมที่ดิน เธอเรียนรู้มาจากชาวฮ่องกงทั้งนั้น
อยากสร้างอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสิบล้านหยวน ไม่จำเป็นต้องมีเงินสดสิบล้านหยวนตั้งแต่แรก
ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแค่ที่ดินก็สามารถขายบ้านได้ ตั้งแต่ต้นจนจบโครงการใช้แค่เงินกู้จากธนาคารกับเงินของผู้ซื้อบ้านเท่านั้นเพื่อทำกำไร!
นี่ก็คือสาเหตุที่หนี้สูญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การใช้เงินของคนอื่นมาต่อยอดเงินอีกที เย้ายวนใจจนทำให้คนขาดสติได้ง่าย
ถ้าค้างชำระหนี้ธนาคาร หรือกระแสเงินสดที่มีอยู่ในมือหมุนเวียนไม่ทัน คนที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บางคนถึงขั้นยอมกระโดดตึกปลิดชีพตัวเอง
“ทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านหยวน ได้สิ ถ้าหลานต้องการ ลุงจะหามาให้!”
คำขอของเซี่ยเสี่ยวหลาน หลิวหย่งย่อมพยายามทำให้ทุกอย่างอยู่แล้ว
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง พอตกกลางคืนเธอก็เจอกับเสี่ยวหวัง เสี่ยวหวังได้นำเอาเอกสารจากเลขาเผิงมาส่งให้ เรื่องที่ว่าเจ้าของที่ดินผืนที่เซี่ยเสี่ยวหลานถูกใจเป็นใคร ตอนนี้มีคำตอบแล้ว
“ตระกูลหลัว หมู่บ้านกานเฉวียน?”
เสี่ยวหวังพยักหน้า “ทายาททั้งสองรุ่นของตระกูลหลัวเป็นผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านกานเฉวียน พวกเขามีอำนาจพอที่จะปิดบังเรื่องที่ดินผืนนั้นเอาไว้ แต่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม”
รัฐจ่ายเงินชดเชยให้แท้ๆ บ้าไปแล้วหรือถึงไม่อยากได้?
ที่ดินตรงนั้นกว้างถึง20กว่าไร่เชียวนะ
เซี่ยเสี่ยวหลานกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที “ผู้ใหญ่บ้านชื่อหลัวเต๋อกุ้ย เขามีลูกชายชื่อหลัวเย่าจงสินะ”
อย่างนี้นี่เอง!
ตอนที่ 998: อาจารย์ออกโรงเอง
ที่แท้ที่ดินผืนนั้นเป็นของครอบครัวหลัวเย่าจงนี่เอง
วันนั้นการแสดงออกของหลัวเย่าจงไม่เหมือนการเล่นละคร บางทีเขาอาจจะยังไม่รู้เรื่องนี้ พอเซี่ยเสี่ยวหลานบีบให้เขากลับไปสืบข่าว ด้วยความที่หลัวเย่าจงมีความคิดเป็นของตัวเอง เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเลือกที่จะผิดนัด
เสี่ยวหวังรู้สึกแปลกใจ “รู้จักกับผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านกานเฉวียนด้วยหรือ?”
เซี่ยเสี่ยวหลานตอบอย่างคลุมเครือ “นับว่ารู้จักได้กระมังคะ”
เธอซ้อมลูกชายผู้ใหญ่บ้านหลัวไปหนึ่งรอบ แถมยังข่มขู่ซ้ำอีกรอบ ผู้ใหญ่บ้านหลัวคงจำเธอได้ไม่ลืมแน่นอน
ไม่รู้ทำไมตระกูลหลัวถึงปิดบังการมีอยู่ของที่ดินผืนนั้นเอาไว้ ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานไม่คิดจะเผชิญหน้ากับตระกูลหลัวอีกแล้ว เพราะมันอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม จะทำให้ตระกูลหลัวรู้ไม่ได้ว่าเธออยากซื้อที่ ดังนั้นเธอต้องคว้าที่ดินผืนนั้นมาครองให้ได้ก่อน แล้วค่อยจัดการกับเจ้าคนขี้ขลาดคนนั้น
หลังได้คุยกับเสี่ยวหวัง เซี่ยเสี่ยวหลานก็ตัดสินใจได้ทันที
เสี่ยวหวังไม่รู้ว่าเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านได้อย่างไร แต่เสี่ยวหวังคิดเสมอว่าเธอคือมนุษย์มหัศจรรย์ อยากรู้จักใครก็ได้ทำความรู้จักไปหมด... ตอนนั้นก็เช่นกัน แค่ยืนรอริมถนนก็ได้พูดคุยกับนายกทังเสียแล้ว พูดออกไปใครจะเชื่อกันเล่า?
“เลขาเผิงฝากบอกว่า ถ้าเธอยังไม่ได้ก่อตั้งบริษัทอย่างถูกต้อง คงไม่มีใครยอมขายที่ดินให้ และไม่ว่าเธอจะเสนอเงินมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ถึงจะเป็นบ่อน้ำเน่า อย่างไรก็เป็นที่ดินของประเทศอยู่ดี”
เซี่ยเสี่ยวหลานพยักหน้ารับ “ฉันเข้าใจดีค่ะ พี่หวัง ฝากพี่ไปบอกเลขาเผิงทีนะคะ ว่าฉันจะไม่ก่อเรื่องแน่นอนค่ะ”
วิธีหลอกล่อใช้ลูกไม้แพรวพราว เป็นสิ่งที่นักธุรกิจชอบใช้กันทั้งสิ้น และเซี่ยเสี่ยวหลานเองก็ไม่รังเกียจที่จะทำเช่นนั้น
แต่ธุรกิจนี้เธอวางแผนมาตลอดสองปีตั้งแต่ได้เกิดใหม่ เธอไม่ได้ทำเพื่อให้อิ่มท้อง แต่เป็นการวางแผนอนาคตระยะยาว
มันคือรากฐานของชีวิตเธอ เพราะฉะนั้นคงใช้การหลอกลวงเพื่อให้ได้มาไม่ได้
ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรีบดำเนินการจดทะเบียนบริษัท จากนั้นก็รีบคว้าที่ดินผืนนั้นมาครอง ตอนกลางคืนเธอจะได้นอนหลับสนิทเสียที
หลังเสี่ยวหวังกลับไป เก่อเจี้ยนถึงเอ่ยว่า
“คุณผู้หญิงเซี่ย ให้ผมไปที่หมู่บ้านกานเฉวียนสักรอบดีไหมครับ”
“เธออยากไปหาหลัวเย่าจงอย่างนั้นหรือ? ไม่ต้องหรอก ไปแล้วเดี๋ยวแหวกหญ้าให้งูตื่น ช่วงนี้เราไม่ต้องไปแถวเซียงมี่หูแล้ว เรื่องของหลัวเย่าจงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ฉันกลัวว่าความเคลื่อนไหวในสองวันนี้ของพวกเราจะทำให้แฮร์รอดส์รู้สึกระแวงมากกว่า”
ทำไมวันนี้จี้เจียงหยวนถึงไม่มาด้วย?
เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา
เก่อเจี้ยนไม่ยึดติดเรื่องจัดการกับคนขี้ขลาดที่ผิดนัดอีกต่อไป ถึงอย่างไรคุณผู้หญิงเซี่ยก็ฉลาดกว่าเขา คิดรอบด้านมากกว่าเขา เขาเพียงเชื่อฟังคุณผู้หญิงเซี่ยก็พอแล้ว หลายครั้งที่ทำงานตามคำสั่งคุณผู้หญิงเซี่ยล้วนไม่เคยมีข้อผิดพลาด เก่อเจี้ยนรู้ดีว่าเวลาไหนที่ตนไม่ควรอวดฉลาด
เซี่ยเสี่ยวหลานโยนเรื่องหลัวเย่าจงทิ้งไปก่อน แต่เธอไม่รู้เลยว่าหลัวเย่าจงกำลังคิดหาทางขายบ่อน้ำเน่าให้กับนายทุนชาวต่างชาติ
เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้รับการเห็นชอบจากผู้เฒ่าหลัว เขาพูดย้ำกับคนในครอบครัวอยู่ซ้ำๆ ว่า ตอนนั้นเขาเห็นทองในบ่อน้ำจริงๆ
ภรรยาของเขาเข้าข้างหลานชายจึงเถียงเขากลับ
“แล้วทองพวกนั้นมันอยู่ที่ไหน?”
“เอาเป็นว่ามีก็แล้วกัน ผู้หญิงอย่างเธอจะไปเข้าใจอะไร!”
ผู้เฒ่าหลัวเดือดจัดจนเลิกคุยด้วยเหตุผล เขาหันไปกำชับลูกชายตัวเองว่า “จับตาดูเย่าจงให้ดี ฉันกลัวเขาจะขายที่ดินผืนนั้น... เขายังเด็ก ตามโลกไม่ทัน เกิดถูกคนข้างนอกหลอกเข้าจะทำอย่างไร”
จุดนี้หลัวเต๋อกุ้ยเห็นด้วยกับพ่อเป็นอย่างมาก
จะขายหรือไม่ขายที่ดินก็อีกเรื่องหนึ่ง ดูจากเงินชดเชยที่รัฐจ่ายให้ในตอนนี้ ที่ดินผืนนั้นมีมูลค่าสองแสนกว่าหยวน แล้วจะปล่อยให้หลัวเย่าจงตัดสินใจเรื่องนี้คนเดียวได้อย่างไร?
เขาจะต้องจับตาดูหลัวเย่าจงอย่างใกล้ชิด แน่นอนว่าหลัวเต๋อกุ้ยรู้ดีว่าลูกชายของตัวเองเป็นคนแบบไหน
หลังผู้ใหญ่ของบ้านมีความเห็นตรงกัน หลัวเย่าจงก็ถูกจับขังไว้ชั่วคราว
คราวนี้ทำเอาหลัวเย่าจงรู้สึกงุนงงยิ่งนัก เขาว่าจะไปหานายทุนชาวต่างชาติเพื่อขายที่ดิน แต่ถูกจับขังไว้แบบนี้แล้วจะติดต่ออีกฝ่ายอย่างไร? กว่าเขาจะได้ออกไป เกิดนายทุนชาวต่างชาติไม่ต้องการที่ดินแล้วเขาจะทำอย่างไรเล่า ถ้าชีวิตนี้เขาต้องนั่งเฝ้าบ่อน้ำเน่าไปตลอดชีวิต ต้องชวดเงินกว่าสองแสนหยวน แล้วใครจะเป็นคนรับผิดชอบ!
บ่อทองอะไรนั่น ปู่ของเขาคงดื่มเยอะจนตาฝาดน่ะสิ
คำพูดของคนเมาเชื่อถือไม่ได้ พ่อของเขาเองก็เสียสติพอกัน ถึงได้ยอมพลาดเงินก้อนใหญ่ไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้
“ทุกคนโกหกผมกันหมด ไหนบอกว่าผมเป็นทายาทรุ่นที่สาม ทุกอย่างในบ้านเป็นของผม ถ้าอย่างนั้นบ่อน้ำเน่าก็เป็นของผมด้วยเหมือนกัน แต่ตอนนี้ดันมาขังผมไว้ไม่ให้ขายที่ดิน แน่จริงก็ขังไปตลอดชีวิตเลยแล้วกัน! ต่อให้ตอนนี้ไม่ขาย แต่อนาคตผมก็จะต้องขายที่ดินผืนนั้น!”
“ปู่ ปล่อยผมออกไป ผมไม่อยากได้บ่อทองอะไรนั่น ปู่เป็นผู้ใหญ่บ้าน พ่อก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน อนาคตผมก็ต้องเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วยอย่างนั้นหรือ? ไม่เห็นน่าภูมิใจตรงไหนเลยสักนิด!”
“พ่อ พ่อช่วยพูดกับปู่ที”
หลัวเย่าจงพยายามร้องโวยวายอยู่ในห้อง
หน้าประตู ผู้เฒ่าหลัวนั่งเคี้ยวปลาตากแห้งพลางกระดกเหล้า ไม่ว่าหลัวเย่าจงจะพูดอะไรเขาก็ไม่โกรธแม้แต่น้อย
สมัยหนุ่มๆ ผู้เฒ่าหลัวก็มีนิสัยแบบนี้ หลานชายของเขาเหมือนเขามากจริงๆ
กินปลาตากแห้งสลับกับจิบเหล้า ชีวิตช่างงดงาม ถ้าไม่ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาคงไม่มีชีวิตอย่างทุกวันนี้แน่นอน
เฮ้อ หลานรักเอ็งยังเด็กนัก คิดว่าอนาคตให้เอ็งเป็นผู้ใหญ่บ้านเท่ากับทำร้ายเอ็งอย่างนั้นหรือ!
อย่าเห็นว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นแค่ตำแหน่งเล็กๆเท่านั้น อยู่ในหมู่บ้านตำแหน่งนี้ไม่ต่างอะไรกับฮ่องเต้ มีอำนาจเยอะไม่ใช่น้อยๆ แถมยังได้รับผลประโยชน์มากมายที่ไม่อาจบอกใครได้อีกด้วย
หลัวเย่าจงยังมีน้องสาวอีกสองคนที่ยังไม่ออกเรือน แม้พวกเธอจะได้ยินหลัวเย่าจงบอกว่าทุกอย่างในบ้านเป็นของเขา น้องสาวทั้งสองคนก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไร ตั้งแต่เล็กพวกเธอได้รับการสั่งสอนว่า ผู้ชายสำคัญกว่าผู้หญิง ทรัพย์สินของครอบครัวเป็นของพี่ชาย พวกเธอไม่เคยคิดแย่งชิงอะไรกับเขา เวทีหลักของพวกเธออยู่ที่บ้านสามีในอนาคต!
-------------------------------
เหมาคังซานออกจากโรงแรมไปสองสามวันกว่าจะกลับมา
เขากลับมาพร้อมเหมากั๋วเซิ่งคราวนี้เรื่องใบรับรองการจดทะเบียนบริษัทของเซี่ยเสี่ยวหลานเรียกได้ว่าขาดแค่ขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น
ครั้งนี้เหมาคังซานรู้สึกเหนื่อยจนสายตัวแทบขาด
เหมากั๋วเซิ่งโมโหเป็นอย่างมาก “เพื่อธุระของเธอ พ่อถึงกับยอมติดหนี้บุญคุณคนอื่นมากมาย!”
จะไม่ให้เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกโมโหได้อย่างไร
ถ้าพ่อยอมช่วยเรื่องของเขาแบบนี้บ้าง เขาจะอยู่ที่สถาบันออกแบบมณฑลเจ้อหลายปีโดยไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างนั้นหรือ? ไม่ต้องพยายามถวายชีวิตแบบครั้งนี้ก็ได้ แค่ทุ่มเทให้ได้สักครึ่งหนึ่งของครั้งนี้ก็พอ
เซี่ยเสี่ยวหลานหน้าตาสวยเหลือเกิน สวยจนไม่คล้ายคนตระกูลเหมาเลยสักนิด เพราะหน้าตาของคนตระกูลเหมานั้นธรรมดามาก
ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานไม่สวยแบบนั้น เหมากั๋วเซิ่งคงสงสัยแล้วว่า เซี่ยเสี่ยวหลานคือลูกนอกสมรสของพ่อเขากับคนอื่น
เพราะพ่อเขาดีกับเซี่ยเสี่ยวหลานยิ่งกว่าคนในครอบครัวเสียอีก!
เหมาคังซานตอกกลับ “หุบปากซะ พูดจาแบบนั้นกับเสี่ยวหลานได้อย่างไร ทำตัวให้สมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่หน่อย ลูกอายุเท่าไร แล้วเธอเพิ่งอายุเท่าไรกัน?”
เหมาคังซานแยกแยะอย่างชัดเจน เขากับเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นศิษย์กับอาจารย์
อาจารย์ด่าลูกศิษย์ได้เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ถ้าคนอื่นด่าเซี่ยเสี่ยวหลาน เหมาคังซานไม่มีทางยอม
ต่อให้คนคนนั้นจะเป็นเหมากั๋วเซิ่งก็ไม่ได้ กิริยาวาจาไม่รู้จักขอบเขต เอาแต่โวยวายไม่หยุดหย่อน
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่โกรธแม้แต่น้อย เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกน้อยใจเช่นนี้ แน่นอนว่าเธอดูออกนานแล้ว
“อาจารย์คะ พี่เหมาแค่เป็นห่วงอาจารย์ค่ะ เวลาพูดก็เลยดูโมโหไปหน่อย ฉันไม่เก็บมาใส่ใจหรอกค่ะ สองวันนี้อาจารย์กับพี่เหมาไปไหนกันมาหรือคะ ทำไมไม่บอกกันบ้างเลย ฉันจะได้เตรียมรถไปรับไปส่ง”
เหมาคังซานตั้งใจไม่บอกเธอ
ถ้าจัดการเรื่องนี้ให้ไม่ได้ อาจารย์อย่างเขาคงขายหน้าลูกศิษย์แย่
จัดการเรียบร้อยแล้วค่อยบอก ถึงจะแสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถ
“เลิกพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว ฉันอยากถามว่าจะเตรียมเงินให้พร้อมได้เมื่อไร บริษัทจะจดทะเบียนที่เผิงเฉิงใช่ไหม? อีกสองวันจะมีคนมาจากหยางเฉิงพร้อมกับของที่เธอต้องการ ทำเรื่องขอเอกสารกับทางเผิงเฉิงแล้วบริษัทของเธอก็จะสามารถก่อตั้งขึ้นได้อย่างเป็นทางการ... จริงสิ เธอยังไม่ได้บอกเลยว่าบริษัทชื่ออะไร”
ตอนที่ 999: เสี่ยวเซี่ยโมโหแล้ว
หายไปสองวัน กลับมาคราวนี้ก็สามารถตั้งบริษัทได้แล้วหรือ?
ช่างเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มากจริงๆ!
เหมาคังซานถามเธอว่าบริษัทชื่ออะไร เซี่ยเสี่ยวหลานครุ่นคิดในใจมานานแล้วหลายต่อหลายครั้ง จึงอดตอบไปไม่ได้ว่า
“อาจารย์คะ ชื่ออสังหาริมทรัพย์ฉี่หางเป็นอย่างไรคะ?”
ฉี่หาง?
ชักใบเรือเพื่อออกเดินทาง?
เหมาคังซานครุ่นคิดอยู่สักพัก “ความมุ่งมั่นด้านธุรกิจของเธอ รับรู้ได้จากการตั้งชื่อจริงๆ”
ความจริงเหมาคังซานอยากพูดคำว่าความทะเยอทะยาน แต่เขาไม่อยากพูดแรงกับลูกศิษย์ของตัวเองมากเกินไปจึงเปลี่ยนมาใช้คำว่าความมุ่งมั่นแทน
ชื่อดีหรือไม่เหมาคังซานไม่อยากวิจารณ์ ในเมื่อเซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าชื่อของบริษัทสามารถปรึกษากันได้ เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนตัดสินใจ สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือที่เหมาคังซานบอกว่าจะมีคนมาที่เผิงเฉิง ตกลงเธอจะต้องเอาบริษัทไปฝากไว้ที่ไหน เซี่ยเสี่ยวหลานยังไม่รู้เลยสักนิด
“อาจารย์ อาจารย์บอกว่าอีกไม่กี่วันใครจะมานะคะ?”
“ฉันคิดอยู่แล้วว่าเธอคงใจร้อน ถ้าอย่างนั้นฉันจะบอกตามตรงเลยก็แล้วกัน เขาเป็นคนจากเครือเยวี่ยคอนสตรักชั่น เยวี่ยคอนสตรักชั่นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี1953 ก่อนหน้านี้เป็นกรมสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมมณฑลเยวี่ย พอถึงปี1983 ถึงเปลี่ยนมาเป็นภาคธุรกิจ ดังนั้นพวกเขาจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนในทุกด้าน แต่พวกเขายังไม่เชื่อใจเธอ เลยอยากมาเจอกับเธอสักครั้ง”
เยวี่ยคอนสตรักชั่น?
ใบหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานฉาบไปด้วยความดีใจ
อาจารย์ของเธอคนนี้ดีหรือไม่?
ดีจนหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วน่ะสิ!
เยวี่ยคอนสตรักชั่นมีใบอนุญาตครบทุกอย่าง ก่อนหน้านี้เป็นกรมการก่อสร้างประจำมณฑล หลังปรับเปลี่ยนมาเป็นบริษัท แทบไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดที่พวกเขาสร้างไม่ได้ พวกเขาคือบริษัทก่อสร้างระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนนหรือสะพาน ระบบประปาหรือไฟฟ้าก็สามารถทำได้ทั้งนั้น และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยคืองานขั้นพื้นฐานที่สุด
“อาจารย์ คนที่จะมาคุยด้วยง่ายไหมคะ”
เหมาคังซานส่งเสียงฮึ “คุยด้วยง่ายหรือไม่ง่าย อย่างไรเขาก็ต้องช่วยเธออยู่ดี”
โอ้ ชายชราหยิ่งผยองใช่เล่น ว่าแล้วเขาก็เดินเอามือไพล่หลังกลับห้องไป
เซี่ยเสี่ยวหลานได้แต่มองหน้าเหมากั๋วเซิ่ง เห็นได้ชัดว่าเหมากั๋วเซิ่งกำลังหงุดหงิด
“คนที่จะมาชื่อโจวเม่าทง เป็นลูกศิษย์ที่พ่อเคยสอน เมื่อก่อนเขาทำงานอยู่ที่กรมการก่อสร้างมณฑลเยวี่ย หลังกรมก่อสร้างปรับโฉมมาเป็นรูปแบบบริษัท เขาก็ได้ขึ้นเป็นผู้บริหารของที่นั่น”
เซี่ยเสี่ยวหลานตาเป็นประกาย “ถ้าอย่างนั้นก็คือรุ่นพี่โจวสินะคะ”
เธอช่างถูกชะตากับคนแซ่โจวเสียจริงๆ แฟนหนุ่มก็แซ่โจว ตอนนี้ยังมีรุ่นพี่แซ่โจวเพิ่มมาด้วยอีกคน แถมยังเป็นคนที่มาช่วยเหลือเธอในยามคับขันอีกด้วย
ถ้าเธอฝากบริษัทไว้กับเยวี่ยคอนสตรักชั่น ต่อไปก็ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องใบอนุญาตอีกแล้ว
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
ใช่ รุ่นพี่โจว
เขายังจำรุ่นพี่คนนี้ได้ เมื่อก่อนเขามาหาเหมาคังซานที่บ้านเป็นประจำ เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่พ่อของเขาค่อนข้างถูกใจมากที่สุด
รุ่นพี่โจวเป็นคนเก่ง เขาได้รับราชการตั้งแต่สมัยอยู่ที่กรมการก่อสร้าง หลังกรมการก่อสร้างกลายมาเป็นบริษัท รุ่นพี่โจวจึงได้ขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัทไปโดยปริยาย แถมยังไม่ใช่ผู้บริหารระดับล่าง เขาเป็นถึงผู้บริหารคนสำคัญที่มีอำนาจในการตัดสินใจอีกด้วย
ก่อนหน้านี้โจวเม่าทงอยากให้พ่อของเขามาเป็นที่ปรึกษาให้กับเยวี่ยคอนสตรักชั่น
แต่พ่อของเขาไม่สนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ครั้งนี้พ่อของเขาไปหาโจวเม่าทงด้วยตัวเอง บอกว่าตนยอมเป็นที่ปรึกษาให้ได้ แต่โจวเม่าทงต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการแลกเปลี่ยน
โจวเม่าทงไม่ทันถามว่าเรื่องอะไรก็ตกปากรับคำทันที
“อาจารย์ อาจารย์ต้องการอะไรบอกได้เลยครับ เรื่องนี้ไม่ใช่ข้อแลกเปลี่ยน ต่อให้อาจารย์ไม่มาเป็นที่ปรึกษา ขอแค่บอกผมมา ผมต้องพยายามช่วยอาจารย์อย่างเต็มที่อยู่แล้ว”
ตอนนั้นเหมากั๋วเซิ่งก็ยืนอยู่ด้วย เขาดูออกว่าโจวเม่าทงนั้นตื่นเต้นมากแค่ไหน
ราวกับว่าการให้ความช่วยเหลือพ่อของเขา คือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของโจวเม่าทงก็ไม่ปาน
เหมากั๋วเซิ่งเป็นพวกมีอะไรอัดอั้นในใจก็อยากระบายออกมาให้หมดสิ้น
ช่างรังแกกันเหลือเกิน พ่อของเขาไม่ใช่ขอร้องคนอื่นไม่เป็น แต่เขาแค่ไม่อยากทำต่างหาก พ่อปล่อยให้เขาเน่าเฟะอยู่ในสถาบันออกแบบมณฑลเจ้ออย่างไม่แยแส เขาไม่พอใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นหลังกลับจากหยางเฉิงและได้มาเจอเซี่ยเสี่ยวหลานเช่นนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมเซี่ยเสี่ยวหลานทันที
เซี่ยเสี่ยวหลานอ่านความคิดเขาออก แต่เพราะไม่อยากถือสาคนใจแคบแบบเหมากั๋วเซิ่ง เธอจึงไม่ได้สนใจในสิ่งที่เขาพูด
เหมากั๋วเซิ่งไม่เข้าใจเสียทีว่า หากอยากได้อะไรต้องเอ่ยปากร้องขอด้วยตัวเอง
มัวแต่คิดอยู่ในใจ ถ้าเธอเป็นอาจารย์เหมาคงอบรมสั่งสอนเหมากั๋วเซิ่งไปนานแล้ว ดูสิว่าเขาจะเก็บกดความต้องการของตัวเองไปจนถึงเมื่อไร!
เหมากั๋วเซิ่งรู้สึกน้อยใจ แต่เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเห็นใจเหมาคังซานมากกว่า
ผู้คนชอบพูดคำว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่คนนิสัยแบบอาจารย์เหมากลับมีลูกชายใจเสาะ มัวแต่พะวงหน้าพะวงหลังเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ
“ฉันต้องไปเจอกับรุ่นพี่โจวครั้งแรก และต้องคุยกับเขาอย่างราบรื่น พี่เหมา รุ่นพี่โจวมีอะไรที่ชอบเป็นพิเศษไหมคะ”
เหมากั๋วเซิ่งโมโหจนปวดใจไปหมด
“ฉันไม่รู้ ฉันไม่ชอบประจบใคร!”
ได้ยินดังนั้นสีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานก็เย็นชาขึ้นเล็กน้อย “พี่เหมา รุ่นพี่ที่มีอาจารย์คนเดียวกันอยากสนับสนุนฉัน ถือเป็นความเอ็นดูที่มีให้รุ่นน้องอย่างฉัน และเป็นการให้ความเคารพแก่อาจารย์ด้วย ถ้าพี่รู้สึกว่าฉันกำลังประจบประแจงเขา พี่คงต้องปรับทัศนคติบ้างแล้วจริงๆ... ฉันไม่ได้ล้อเล่น พี่คิดอะไรอยู่ฉันรู้ดีทุกอย่าง ทำไมอาจารย์เหมาไม่ช่วยเปลี่ยนงานให้พี่เหมา สาเหตุนั้นคืออะไรพี่เหมาคงต้องคิดเอาเองแล้วละค่ะ”
เปลี่ยนงานอะไรกัน คนที่ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ แค่อ้าปากก็ทำให้คนอื่นไม่พอใจแบบนี้ ต่อให้มีพ่อเป็นเหมาคังซานก็ไร้ประโยชน์
เหมาคังซานย้ายงานให้เหมากั๋วเซิ่งได้ แต่เขาจะดูแลเหมากั๋วเซิ่งได้ทั้งชีวิตหรือ?
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่า ในเมื่อความสามารถไม่ถึงก็ไม่ควรเพ้อฝันถึงตำแหน่งที่สูงเกินไป ตัวอย่างของเรื่องนี้ก็คือตระกูลจี้
ไม่ว่าเมื่อก่อนจี้หวายซินจะรุ่งโรจน์มากแค่ไหน ทิ้งเส้นสายเอาไว้มากมายเท่าไร คาดหวังอยากให้คนเหล่านั้นมาช่วยดูแลตระกูลจี้ในภายภาคหน้า แน่นอนว่าความคิดของเขานั้นไม่ผิดอะไร แต่ตระกูลจี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหนนั้น จี้หวายซินที่นอนอยู่ในหลุมศพจะช่วยอะไรได้?
เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเจอคนใหญ่คนโตมาไม่น้อย
คนที่อยู่ในระบบราชการแบบทังหงเอินกับโจวกั๋วปินพ่อของโจวเฉิงนั้นมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูง ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะกระทำหรือพูดอะไรล้วนระมัดระวังตัวอยู่เสมอ ดูไม่ออกสักนิดว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จี้หลินที่ทำงานในกระทรวงการต่างประเทศมานานหลายปี ตอนเจอกันครั้งแรกเขาไม่คิดจะปิดบังความดูถูกที่มีต่อเซี่ยเสี่ยวหลานเลยแม้แต่น้อย
ต่างจากตอนที่เซี่ยเสี่ยวหลานเจอกับโจวกั๋วปิน แม้ตระกูลโจวจะมีท่าทีไม่ดีกับเธอ แต่โจวกั๋วปินกลับไม่แสดงความรู้สึกใดๆออกมา
ระดับของเขาสูงกว่าจี้หลินมาก
และถึงแม้จี้หลินจะเกาะใบบุญเก่าของพ่อ แต่อย่างน้อยเขาก็มีประสบการณ์การทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ไม่น้อย ถ้าไม่มีจี้หย่าคอยเป็นตัวถ่วง หน้าที่การงานของเขาก็ไม่นับว่าเลวร้ายแต่อย่างใด
เรื่องนี้จี้หลินยังดีกว่าเหมากั๋วเซิ่งนัก
เหมากั๋วเซิ่งเป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำจริงๆ
แม้จะฉุดเขาขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นสะดุดตามากแค่ไหน แต่ก็เท่านั้น หลังเหมาคังซานจากโลกนี้ไป เขาคงถูกคนเล่นงานจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกอย่างแน่นอน!
ถ้าไม่ใช่เพราะเซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณเหมาคังซาน เธอคงไม่เข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวชาวบ้านเช่นนี้ ที่เธอลากเหมากั๋วเซิ่งออกจากหางเฉิง ก็เพราะอยากให้เขามีการพัฒนา ถึงอย่างไรสภาพแวดล้อมของเผิงเฉิงก็แตกต่างจากหางเฉิงอย่างสิ้นเชิง
แต่ใครจะไปคิดว่าสิ่งที่เหมากั๋วเซิ่งพัฒนามากขึ้น กลับเป็นความกล้าที่จะเหน็บแนมเซี่ยเสี่ยวหลาน!
เซี่ยเสี่ยวหลานไม่มีทางปล่อยให้ใครมารังแกตัวเอง เธอทำให้เหมากั๋วเซิ่งรู้ซึ้งทันทีว่า ท่าทีของคนเราเปลี่ยนได้ไวมากแค่ไหน เธอพูดแทงใจดำเหมากั๋วเซิ่งไปหลายประโยค ทำเอาเหมากั๋วเซิ่งหน้าแดงก่ำ นิ้วมือสั่นเทิ้ม เขาชี้หน้าเซี่ยเสี่ยวหลานแล้วพูดได้แค่คำว่า “เธอ เธอ เธอ” อยู่นาน แต่กลับไม่พูดอะไรต่อ
อีกฟากหนึ่งของกำแพง ป้าซ่งจับสังเกตความเคลื่อนไหวทางนี้อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เธอกำลังฟังพวกเขาคุยกัน จู่ๆ เด็กใจดีแบบเสี่ยวเซี่ย กลับโมโห ป้าซ่งคาดไม่ถึงเลยจริงๆ
ทว่าเหมาคังซานกลับแค่นหัวเราะออกมา
“อย่าไปสนใจเลย กั๋วเซิ่งอายุปูนนี้แล้ว ยังต้องให้เธอกับฉันสอนอีกหรือว่าควรทำตัวอย่างไร ให้เสี่ยวหลานสั่งสอนเขาเถิด ทำไมเสี่ยวหลานถึงพาเขามาเผิงเฉิงเธอไม่รู้หรือ นั่นก็เพราะเสี่ยวหลานกำลังคิดเผื่อพวกเรา เสี่ยวหลานไม่ทำร้ายเขาหรอก ให้อิสระกับเธอเถอะ ฮึ แก่ปูนนี้แล้วสู้เสี่ยวหลานไม่ได้ แล้วยังจะอิจฉาเสี่ยวหลานอีก ขายขี้หน้าชาวบ้านจริงๆ!”
ตอนที่ 1000: การวิวาทของสองพ่อลูก
ในเมื่อเหมาคังซานตัดสินใจแล้ว ป้าซ่งจึงทำได้แค่เชื่อฟังเขา
ลำบากเสี่ยวเซี่ยแล้วจริงๆ ที่ต้องจัดการเรื่องพวกนี้แทนเธอกับเหล่าเหมา
ใครก็ตามที่ได้เสี่ยวเซี่ยเป็นลูกศิษย์ช่างมีบุญยิ่งนัก ลูกศิษย์คนนี้เอาใจใส่กันยิ่งกว่าลูกแท้ๆเสียอีก
ป้าซ่งรู้สึกขอบคุณเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่ในขณะเดียวกันเธอก็อดเป็นห่วงเหมากั๋วเซิ่งไม่ได้
เขามีลูกสามคน อายุอานามก็เกือบจะสี่สิบปีอยู่แล้ว แต่กลับไม่เอาไหนจนถึงขนาดที่ถูกเซี่ยเสี่ยวหลานตอกกลับแล้วพูดไม่ออกเลยหรือ ถ้าเขาคิดหาคำพูดมาเถียงกลับได้ ก็คงไม่พูดแค่คำว่า ‘เธอ เธอ เธอ’ อยู่นานแบบนี้
เซี่ยเสี่ยวหลานใส่ยาแรงกระตุ้นเหมากั๋วเซิ่ง จนเหมากั๋วเซิ่งรู้สึกเดือดดาลจนแทบทนไม่ไหว
พอคิดได้ว่าอาหารที่ตนกิน ห้องที่ตนพัก ล้วนเป็นเงินของเซี่ยเสี่ยวหลานทั้งสิ้น เหมากั๋วเซิ่งก็ไม่อาจทนได้อีกต่อไป ใบหน้าของเขาแดงก่ำก่อนจะเตรียมตัวเก็บข้าวของกลับหางเฉิง
ป้าซ่งรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมาก แต่เหมาคังซานกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ปล่อยเขาไป ครั้งนี้กลับไปแล้วก็อย่าตัดพ้ออีกว่าพ่ออย่างฉันไม่ช่วยเหลือ เหมากั๋วเซิ่ง คำพูดของเสี่ยวหลาน แกไม่เคยเก็บมาคิดบ้างเลยหรือ?”
เหมากั๋วเซิ่งโกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขาระบายสิ่งที่เก็บกดไว้จนทุกข์ทรมานมานานออกมา
“พ่อยินดีช่วยเหลือคนนอก พอช่วยเธอเสร็จ เธอยังมีสิทธิ์อะไรมาชี้นิ้วด่าผม! ถ้าอย่างนั้นพ่อมีลูกศิษย์คนนี้คนเดียวก็พอแล้ว เธอมีทั้งเงินและความกตัญญู แถมยังมีพรสวรรค์ด้านสถาปัตยกรรม เธอจะกลายเป็นความภาคภูมิใจของพ่อ พ่อไม่จำเป็น...ไม่จำเป็นต้องมีลูกชายอย่างผม!”
เขาไม่ได้พูดเก่งจนทำให้ทุกคนรู้สึกเอ็นดู และไม่ได้ฉลาดหลักแหลมเหมือนอย่างเซี่ยเสี่ยวหลาน
แม้แต่สมัยยังหนุ่ม สมองของเขาก็ไม่ได้มีไหวพริบดีเยี่ยมเหมือนเซี่ยเสี่ยวหลานแม้แต่น้อย
สองวันก่อน เหมากั๋วเซิ่งอยากสืบประวัติของเซี่ยเสี่ยวหลานจากปากหลิวหย่ง หลิวหย่งผู้เป็นลุงย่อมถือโอกาสนี้ชื่นชมหลานสาวของตัวเอง ตั้งแต่เรื่องที่เป็นจอหงวนการสอบเกาเข่าของมณฑลอวี้หนาน ทั้งยังสอบได้คะแนนสูงเป็นลำดับสามของประเทศ เหมากั๋วเซิ่งฟังจนหูชาไปหมด
ต่อให้เหมากั๋วเซิ่งอายุน้อยกว่านี้อีกยี่สิบปี หากให้เขาไปสอบเกาเข่าบ้าง การจะสอบได้เป็นจอหงวนของมณฑลนั้นยากแค่ไหน เขาย่อมรู้ดี
เหมาคังซานถลึงตาใส่ลูกชาย “พูดบ้าบออะไรออกมา แม่แกยังยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่อยากเป็นลูกชายฉันแล้ว สิบเดือนที่แม่แกอุ้มท้องแก เลี้ยงดูแก แกต้องชดใช้คืนแม่แกมาให้หมดก่อน!”
แม้เหมากั๋วเซิ่งจะระเบิดอารมณ์ออกมา แต่เหมาคังซานก็ไม่คิดจะถอยให้เช่นกัน
ป้าซ่งยืนฟังน้ำตาไหลพราก
“เป็นพ่อลูกกันก็คุยกันดีๆ อย่าทะเลาะกันเลย...”
อย่างน้อยก็ไม่ควรทะเลาะกันแบบนี้ เพราะมันทำร้ายความรู้สึกกันมากเกินไป
เหมาคังซานแข็งกร้าวกับเหมากั๋วเซิ่ง แต่พอเห็นภรรยาเสียน้ำตา เพลิงโทสะจากเดิมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมก็หายไปกว่าครึ่ง
เขาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรง เหมาคังซานนึกสงสัยในตัวเองเช่นกัน
สิ่งที่เขาทำมันผิดจริงหรือ?
แต่นิสัยของกั๋วเซิ่ง ถ้าเขาฝืนอุ้มชูลูกชายคนนี้ นั่นไม่เท่ากับเป็นการทำร้ายหรอกหรือ!
เดิมทีเหมาคังซานมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก และคิดว่าหนิงเยี่ยนฝานไม่ควรยืนอยู่หน้าเขา ทว่าตอนนี้พอคิดดูให้ดี หากไม่พูดถึงฝีมือด้านสถาปัตยกรรม เรื่องการอบรมสั่งสอนลูกหลาน หนิงเยี่ยนฝานต่างหากที่ประสบความสำเร็จ
ลูกหลานของหนิงเยี่ยนฝานล้วนว่านอนสอนง่ายกันทุกคน
ในสายตาคนอื่น ข้าราชการแบบพ่อของหนิงเสวี่ยมีอนาคตอันสดใส
อีกทั้งหนิงเยี่ยนฝานก็ไม่เคยบังคับลูกหลานว่าต้องเรียนสถาปัตยกรรม
เหมาคังซานคิดถึงลูกชายสองคนกับลูกสาวอีกสองคนที่ยังมีชีวิตอยู่ของตัวเอง เมื่อรวมกับลูกชายคนโตที่จากโลกนี้ไปแล้ว ทุกคนล้วนทำงานที่เกี่ยวข้องกับวงการสถาปัตยกรรมกันทั้งนั้น
เขาไม่เคยคิดอยากให้ลูกเรียนศาสตร์ด้านอื่น ธรรมเนียมสืบทอดอาชีพของตระกูลไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังก่อตั้งประเทศใหม่ การที่ลูกชายช่างตีเหล็กเรียนตีเหล็ก ลูกชายเกษตรกรต้องเรียนรู้ปลูกพืชผัก ลูกชายข้าราชการต้องเรียนหนังสือเพื่อรับราชการในอนาคต... สิ่งเหล่านี้คือธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของประเทศจีน
“ช่างเถอะ อยากไปไหนก็ไป อนาคตจะเดินเส้นทางไหนก็เลือกเองแล้วกัน ฉันจะไม่สนใจอีกแล้ว”
เหมาคังซานพูดคำว่า ‘ไม่สนใจ’ ออกมาแล้วสองครั้ง ทว่าสองครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อครู่เขาพูดเพื่อกระตุ้นให้เหมากั๋วเซิ่งฉุกคิด แต่ตอนนี้น้ำเสียงของเขาฟังดูห่อเหี่ยวใจเป็นอย่างยิ่ง
เหมากั๋วเซิ่งตะลึงงัน
เหมาคังซานมักจะด่าคนอื่นเป็นประจำ น้อยครั้งที่เขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็น ตั้งแต่เกิดมาเขาดูอ่อนแอเช่นนี้แค่ไม่กี่ครั้ง ต่อให้อยู่กับครอบครัวตัวเองก็ตาม
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เหมาคังซานดูมีความสุขมาก เหมากั๋วเซิ่งเห็นได้ด้วยตาตัวเอง
เหนื่อยก็ส่วนเหนื่อย แต่เหมาคังซานดูมีพลังยิ่งนัก ถ้าให้เหมากั๋วเซิ่งอธิบาย เหมาคังซานดูเปี่ยมไปด้วยพลังเหมือนตอนยังไม่ถูกเนรเทศ เขาจำได้ว่าตอนนั้นเหมาคังซานเป็นคนพูดเสียงดังอยู่เสมอ บ้านหลังเล็กหลังนั้น สุดสัปดาห์จะเต็มไปด้วยลูกศิษย์ของเหมาคังซาน เสียงอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ของเหมาคังซานดังกึกก้องไปทั่วบ้าน
ความกล้าที่เหมากั๋วเซิ่งรวบรวมมาได้เมื่อครู่มลายหายไปชั่วพริบตา
ความจริงเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้มองเหมากั๋วเซิ่งผิดไป เทียบกับเจิ้งซูฉินภรรยาของเขาแล้ว แม้เหมากั๋วเซิ่งจะไม่เอาไหนก็จริง แต่เขายังมีความรู้สึกผิด แรงกระตุ้นจากเซี่ยเสี่ยวหลานตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้ความรู้สึกผิดของเหมากั๋วเซิ่งก่อตัวจนถึงขีดสุด จนทำให้เขารู้สึกอับอายและสับสนไปหมด
‘ความกตัญญู’ ของเซี่ยเสี่ยวหลาน ทำให้เหมากั๋วเซิ่งอับอายที่ตัวเองละเลยพ่อแม่
ถึงเขาจะไม่เก่งอะไรมากมายนัก แต่การปล่อยให้พ่อกับแม่กินแต่อาหารจืดชืด ทำให้แม่ที่ขาไม่ค่อยดีต้องปีนขึ้นบันไดถึงหกชั้น เรื่องเหล่านี้เหมากั๋วเซิ่งหลับหูหลับตาและเมินเฉยมาโดยตลอด
เขาไม่ควรขอสลับบ้านพัก และไม่ควรปล่อยให้พ่อกับแม่ต้องประหยัดขนาดนั้น
เมื่อคิดได้ว่าความใส่ใจที่เขามีให้กับพ่อแม่บังเกิดเกล้ายังสู้คนนอกอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ เขาย่อมรู้สึกอับอายและเสียใจขึ้นมา
ส่วนที่เขารู้สึกสับสนก็คืออนาคตของตัวเอง
เขาไม่อยากอยู่อย่างไร้ผลงานในสถาบันออกแบบ แต่ก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร
เมื่อก่อนเขานึกว่าตัวเองนั้นโชคร้าย แต่หลังจากมาที่เผิงเฉิง เขาก็พบว่าตัวเองช่างอ่อนด้อยยิ่งนัก เขาถูกเด็กอายุเท่าเซี่ยเสี่ยวหลานทิ้งห่างไปไกล แม้ความรู้พื้นฐานของเขาจะแน่นกว่าเซี่ยเสี่ยวหลาน แต่เขากลับไม่มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหมือนเธอ อย่าว่าแต่ได้ปรับปรุงแผนงานของหนิงเยี่ยนฝานในวัย20ปีเลย ตอนนี้อายุของเขาใกล้40แล้ว ต่อให้เอาแผนงานของหนิงเยี่ยนฝานมาวางกองไว้ตรงหน้า เขาก็ไม่กล้าแตะต้อง
เขากลัวความมีชื่อเสียงของหนิงเยี่ยนฝาน และไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง
นอกจากความอับอาย คับแค้น และสับสน เหมากั๋วเซิ่งยังมีความไม่มั่นใจซุกซนอยู่ด้วย
ที่พ่อไม่สนับสนุนเขาก็เพราะว่าเขาไม่เก่งพอ กลัวทำให้คนในตระกูลขายหน้าอย่างนั้นหรือ?
สองพ่อลูกเงียบไป
เหมากั๋วเซิ่งโยนเสื้อผ้าในมือทิ้งพลางพึมพำกับตัวเอง
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้...”
สมัยหนุ่มๆ เขาเองก็เคยเจิดจรัส เคยคิดว่าตนจะประสบความสำเร็จในโลกของสถาปัตยกรรม เขาเคยมั่นใจในตัวเอง เพราะในบรรดาพี่น้องชายทั้งสาม เขาเป็นคนเดียวที่พ่อส่งไปทำงานในสถาบันออกแบบ
ตั้งแต่เมื่อไรกันที่เขายิ่งมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งขี้ขลาด?
ตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่เขากลายเป็นพวกเอาแต่โทษคนอื่น
ป้าซ่งยังคงซับน้ำตาที่ไหลอยู่บนใบหน้า
เหมาคังซานรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ
ส่วนเหมากั๋วเซิ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
ภายในห้องเงียบจนน่ากลัว
มีแต่เวลาแบบนี้เท่านั้นที่มนุษย์จะค้นพบว่าการทะเลาะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คนเรามักวิวาทกันเพราะไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะอยากปรับปรุงให้มันดีขึ้น และเพราะไม่มีหนทางอื่นจึงต้องปะทะคารม แต่เมื่อใดก็ตามที่ไม่มีเสียงทะเลาะอีกต่อไป เวลานั้นต่างหากคือความน่ากลัวอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามเหมากั๋วเซิ่งไม่ได้บอกว่าจะกลับไปหางเฉิงอีกแล้ว
ทั้งสามคนไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก
และเซี่ยเสี่ยวหลานก็ใจกว้างพอที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็นถึงความผิดปกติของตระกูลเหมา แม้เธอจะเป็นคนเปิดปากแผล แต่แผลนั้นจะสมานตัวอย่างไร เธอไม่มียารักษา
เซี่ยเสี่ยวหลานเจอรุ่นพี่ร่วมอาจารย์คนแรกอย่างโจวเม่าทงภายใต้บรรยากาศเช่นนี้
โจวเม่าทงอายุประมาณ40กว่าปี เป็นชายวัยกลางคนที่ประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด
ความสุขุมลุ่มลึกของเขาดูน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง เมื่อก่อนเยวี่ยคอนสตรักชั่นไม่ใช่บริษัท ดังนั้นผู้บริหารอย่างโจวเม่าทงย่อมมีบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ของคนเป็นข้าราชการ
เมื่อเจอกับเซี่ยเสี่ยวหลาน ประโยคแรกที่โจวเม่าทงเอ่ยคือคำถามที่ว่า
“ฉันได้ยินอาจารย์บอกว่า รุ่นน้องหญิงเรียนภาควิชาสถาปัตยกรรมรุ่นที่84ของมหาวิทยาลัยหัวชิงอย่างนั้นหรือ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment