comet ep1-10

หนิงเวิ่นเวิ่นลืมตาขึ้นมาในโลกที่ไม่คุ้นเคย 

อาจารย์หายไป แถมครอบครัวในโลกใหม่ตราหน้าว่านางเป็นดาวหายนะ 

ฮึ่ม...!!! ดาวหายนะอะไรกัน นางคือนักพรตน้อยที่เก่งกาจที่สุดในอารามไตรวิสุทธิ์เชียวนะ!


บทที่ 1: ดาวหายนะ ไสหัวไปซะ


แคว้นต้าฉี อำเภอชงหยวน บ้านตระกูลเหอ


เพียะ! ฝ่ามือหนึ่งตบเข้ามา


หนิงเวิ่นเวิ่นถูกตบจนมึน ร่างน้อยๆถลาออกไปไกล กระแทกกับผนังเหมือนกระสอบขาดๆใบหนึ่ง นางเจ็บจนนำตาไหลออกมา


ท่านพ่อ ท่านตีลูกทำไมเจ้าคะ เด็กน้อยร่างเล็กจ้อยกะพริบตาปริบๆ มองชายผู้นั้นด้วยความฉงน นางไม่เข้าใจว่าตนทำสิ่งใดผิดไป แต่อาจารย์เคยบอกว่าหากทำผิดต้องสอนให้เข้าใจ การทุบตีไม่ช่วยแก้ปัญหา


เจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ เจ้ามันปากอีกา เป็นดาวหายนะ สาปแช่งท่านย่าของเจ้าเหมือนมารดาของเจ้าที่ทำให้การค้าของข้าล่มจม พิฆาตคนในตระกูล เมื่อครู่นี้ท่านย่าของเจ้าเป็นลมล้มพับไป โชคดีที่พบเห็นทันท่วงที มิเช่นนั้นผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้าย ข้าว่าอีกไม่ช้าก็เร็วตระกูลเหอคงตกอับยากจนลงเพราะเจ้า


เป็นลมหรือ” เช่นนั้นก็แปลว่านางทำนายถูกแล้ว


นางคือนักพรตน้อยที่เก่งที่สุดในอารามไตรวิสุทธิ์ จนใจที่ชะตาลิขิตให้สิ้นชีพแต่เยาว์วัย ลิขิตสวรรค์ยากฝ่าฝืน แต่อาจเป็นเพราะนางสร้างกุศลไว้มากมาย พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว


ชาติก่อนนางกำพร้าไร้พ่อแม่ หลงนึกว่าในที่สุดก็จะมีพ่อแม่คอยรักถนอมแล้ว น่าเสียดายที่มารดาสิ้นใจเพราะภาวะคลอดยากตอนให้กำเนิดน้องชาย ส่วนบิดาผู้นี้ก็ดุร้ายนัก


แต่ไหนแต่ไรมาอาจารย์ไม่เคยตีนางเลย


เมื่อวานทันทีที่นางตื่นขึ้นมาก็พบว่าท่านย่าในชาตินี้ริมฝีปากล่างคลำ หว่างคิ้วหมองหม่น เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง นางจึงเอ่ยเตือนเล็กน้อย


ไฉนกลายเป็นการสาปแช่งไปได้เล่า


เจ้าทำหน้าแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร เจ้ามันลูกทรพี ท่านย่าของเจ้าล้มป่วย แต่เจ้ากลับไม่นึกห่วงใย 


เหออวิ่นหยางเห็นสีหน้าของหนิงเวิ่นเวิ่นแล้วโมโหกว่าเดิม เขาตวาดกร้าวราวกับสัตว์ป่า เดินเข้าไปหาเด็กน้อย ถีบไปหลายทีโดยไม่พูดพรำใดๆ


หนิงเวิ่นเวิ่นเจ็บจนพูดไม่ออก อยากหนีแต่ถูกชายคนนี้กระชากกลับมาตบอีกหลายฉาด


จี้เสวี่ยหยวนมองเด็กน้อยที่ร้องไห้ ยกยิ้มมุมปากมีความสุขบนความทุกข์ของนาง รอจนเหออวิ๋นหยางทุบตีจนเหนื่อยแล้ว นางถึงแสร้งทำเป็นเข้าไปดึงอีกฝ่ายออกมา 


พอเถิดเจ้าค่ะ ท่านพี่วิ๋น ท่านจะโกรธเคืองเด็กคนหนึ่งขนาดนี้ไปไยล่ะเจ้าคะ ใส่ใจสุขภาพด้วยสิ” นางเหลือบมองเด็กน้อยหน้าบวมช้ำที่อยู่บนพื้น ไม่มีความสงสารเวทนาแม้แต่น้อย


ท่านพี่อวิ๋น น่าจะไม่เกี่ยวกับเวิ่นเวิ่นหรอกเจ้าค่ะ นางจะพูดสิ่งใดก็สมพรปากไปได้อย่างไร คงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น หลายๆเรื่องก็ไม่ได้พูดตรงไปหมดเสียหน่อย


หลายๆเรื่องอย่างนั้นหรือ 


เหออวิ๋นหยางหรี่ตาลง ใช่จริงๆ เขานึกถึงเงินและร้านค้าที่เสียไปเมื่อวานนี้ นังเด็กสารเลวก็เคยพูดไว้เช่นกัน ไม่ใช่แค่เรื่องเดียว


เขายิ่งโมโหเดือดดาล นางต้องเป็นดาวหายนะแน่นอน พิฆาตบิดามารดาล่มตระกูล


ใครก็ได้ เอาตัวนางไปขังในศาลบรรพชนซะ เหออวิ๋นหยางตวาด


ขังในศาลบรรพชน ก็แปลว่าจะไม่ถูกปล่อยตัวออกมาอีก นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ


จี้เสวี่ยหยวนรีบออกปากห้ามเหล่าสาวใช้ไว้ ท่านพี่อวิ๋น พรุ่งนี้ก็วันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ท่านอย่าขังเวิ่นเวิ่นเลยเจ้าค่ะ ให้นางได้อยู่ต้อนรับปีใหม่กับพวกเราเถิด


ต้อนรับปีใหม่หรือ


ชายหนุ่มที่กำลังโมโหอยู่ถลึงตามองหนิงเวิ่นเวิ่นด้วยความชิงชัง ก็จริง หากมีนางอยู่ เกรงว่าบรรพชนที่ล่วงลับไปคงอยู่ไม่สงบ เอาตัวนางไปโยนทิ้งไว้ด้านนอกซะ


พอบรรลุเป้าหมายแล้ว จี้เสวี่ยหยวนยกยิ้ม เอ่ยเสียงหวาน ท่านพี่อวิ๋น อย่าโมโหไปเลยเจ้าค่ะ! เวิ่นเวิ่นก็คงไม่ต้องการเหมือนกันใช่ไหม


เวิ่นเวิ่น เจ้าไม่ต้องกลัวนะ รอข้ามปีแล้วข้าจะเกลี้ยกล่อมพ่อเจ้าให้เจ้ากลับเข้ามาในบ้าน เฮ้อ ...


หนิงเวิ่นเวิ่นคิดว่าแม่เลี้ยงคนนี้ดูเหมือนจะรักถนอมนางอย่างยิ่ง แต่ทุกคำที่นางพูดออกมายิ่งทำให้บิดาโมโห รวมถึงทุบตีตนหนักกว่าเดิม


นางที่อาการเจ็บปวดยังไม่ทุเลา ไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน ถูกสาวใช้สองคนลากออกไปเสมือนไก่อ่อนปวกเปียกตัวหนึ่ง ร่างนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน ทำอย่างไรก็สลัดมือใหญ่เหมือนคีมเหล็กสองข้างนั้นออกไปไม่ได้


อายุสามขวบเท่ากัน แต่ตัวนางในชาติก่อนสามารถแบกรับนำหนักร่างนี้ได้สองร่าง


เหล่าสาวใช้ไม่ออมแรงเลย ราวกับจงใจทำให้นางเจ็บปวด น่าเสียดายที่นางไม่มียันต์อาคมติดตัว มิเช่นนั้นคงจัดการพวกนางทุกคนได้ จากนั้นค่อยทำให้พวกนางเห่าหอนเหมือนสุนัข


นางอยากพูดว่าเจ็บ แต่ปวดร้าวตรงช่วง.อกจึงเปล่งเสียงไม่ออก


ไม่รู้ว่าถูกลากมาไกลขนาดไหน สาวใช้สูงวัยทั้งสองโยนหนิงเวิ่นเวิ่นลงบนพื้นที่หนาวเหน็บ ราวกับโยนกระสอบขาดๆ จากนั้นประตูใหญ่สีแดงชาดที่แปะอักษรมงคลไว้ก็ถูกกระแทกปิดเสียงดัง


นางไม่ได้เจ็บไปทั่วตัวเท่านั้น ยังหิวด้วย


เมื่อวานพอนางตื่นขึ้นมาก็อยู่ในศาลบรรพชน ไม่รู้ว่าคุกเข่ามานานแค่ไหน จนถึงตอนนี้ก็หนึ่งวันเต็มแล้วที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง


นางคิดถึงซาลาเปาลูกโต โจ๊กไข่เยี่ยวม้า เกี๊ยวนำตัวจิ๋ว หมูนำแดง นำแกงไก่ใส่กระเพาะหมู... ตลอดจนของอร่อยสารพัดอย่างที่อาจารย์ทำให้


หนิงเวิ่นเวิ่นพยายามลุกขึ้นมาจากพื้น แต่ดิ้นรนอยู่สองสามครั้งทำอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น เจ็บเหลือเกิน นางรับรู้ได้ว่าเหมือนกระดูกซี่โครงจะหักแล้ว


ร่างกายเล็กๆของนางขดตัวเข้าหากัน คราบโลหิตตรงมุมปากหยดลงบนหิมะผลิบานเหมือนบุปผาสีสด แดงฉานสะดุดตา


นางกำลังจะตายหรือ? ถ้าตายแล้วจะกลับไปหาอาจารย์ได้ไหมนะ?


หนิงเวิ่นเวิ่นที่ลมหายใจรวยรินหลับตาลง อาจารย์ เวิ่นเวิ่นอยากกลับไปหาท่าน!


ขณะเดียวกัน


ณ ตำบลฮวาชี ภายในบ้านเก่าตระกูลหนิงที่หมู่บ้านมู่เหมียน


ผู้เฒ่าตระกูลหนิงหายใจรวยริน ลูกชายทั้งเจ็ดและสะใภ้คนโตรวมถึงหลานชายอีกสองคน ล้วนเฝ้าอยู่รอบกาย


ยามเขาสูดหายใจลำคอก็ประหนึ่งเครื่องสูบลมที่ชำรุด เขาอ้าปากเอ่ยเสียงระโหย เจ้าใหญ่ คนที่ข้า... ห่วงที่สุดก็คือบุตรสาวของจิ่นชิน ไปรับ... รับนางมา... พ่ออยาก... อยากเจออีกสักครั้ง!


หนิงจินหยวนเบือนหน้าหนีพลางถอนหายใจ หร่วนชื่อภรรยาที่อยู่ด้านข้าง.ยกแขนเสื้อซับน้ำตา


ในบรรดาเจ็ดพี่น้องสกุลหนิง เจ้ารองหนิงมู่ชางมีนิสัยใจร้อนที่สุด ท่านพ่อ ท่านรอก่อนนะขอรับ ข้าจะไปพาเวิ่นเวิ่นมาหาท่านเดี๋ยวนี้


น้องสาวได้ออกเรือนกับตระกูลดี พวกเขาก็ดีใจเช่นกัน แต่พอการค้าของตระกูลพวกเขาล้มเหลว หลังจากตกอับ ตระกูลเหอก็ไม่มีสีหน้าดีๆให้พวกเขาอีกต่อไป 


นึกถึงสมัยก่อนหากตระกูลของพวกเขาไม่มอบทรัพย์สินเงินทองให้ ตระกูลเหอไหนเลยจะมั่งคั่งขึ้นมาได้


ยามมั่งมีคนชิดใกล้ ยามยากไร้คนหน่ายหนี แม้กระทั่งตอนน้องสาวตาย พวกเขาพี่น้องก็ไม่ได้พบหน้าเช่นกัน


เจ็ดพี่น้องนึกถึงสภาพของบิดาก็กลัวจะทนอยู่ได้อีกไม่กี่วัน จึงตัดสินใจเดินทางไปรับหลานในตัวอำเภอกลับมาให้เขาพบหน้าสักครา


แต่ผู้ใดจะคาดคิด พอพวกเขามาถึงประตูบ้านสกุลเหอก็เห็นเด็กน้อยถูกโยนทิ้งไว้บนพื้นหิมะ อยู่ในสภาพไร้คนเหลียวแล


เจ็ดพี่น้องโกรธเกรี้ยวสุดขีด!


เจ้าสามหนิงสุ่ยเหยารีบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาจากพื้น ถอดเสื้อออกมาห่อหุ้มร่างน้อยๆที่ปราศจากไออุ่นไว้ แววตาเต็มไปด้วยความปวดใจ เวิ่นเวิ่น ไม่ต้องกลัวนะ พวกลุงมาแล้ว


[1] ปากอีกา : เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าอีกาเป็นสัตว์ที่นำมาซึ่งความโชคร้าย เป็นลางไม่ดี ดังนั้นคนที่พูดจาไม่เป็นมงคล หรือคนที่พูดเรื่องอัปมงคลแล้วกลายเป็นจริง จึงถูกเรียกว่าปากอีกา


[2] ชื่อ : คือนามสกุล ตามธรรมเนียมจีนในสมับโบราณนิยมเรียกสตรีที่ออกเรือนแล้วด้วยสกุลเดิม


บทที่ 2 ยันต์สลายกระดูก ช่วยท่านตา

ใครเรียกนางอยู่

หนิงเวิ่นเวิ่นพยายามลืมตา แต่เปลือกตาหนักเกินไป นางพยายามอยู่หลายครั้งถึง

จะมองเห็นใบหน้าแปลกตาแต่ก็รู้สึกคุ้นเคย

นางหนาวเหลือเกิน ราวกับตกเข้าไปในบ่อน้ำแข็ง

"เวิ่นเวิ่น ไม่ต้องกลัวนะ ลุงมาแล้ว เด็กดี!" น้ำเสียงอ่อนโยนของหนิงสุ่ยเหยาทำให้จิตใจ

สงบลง

นับตั้งแต่หนิงเวิ่นเวิ่นฟื้นขึ้นมา ไม่เคยมีใครคุยกับนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขนาดนี้มาก่อน

ถ้าไม่ดุนางก็จะด่านางทั้งยังลงมือทุบตีนาง

นางปวดร้าวไปทั้งตัวแบบที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน ดวงตานางหลุบตำไหวระริกเอ่ยอย่างคับ

ข้องหมองใจ "ท่านพ่อ ... บอกว่าข้าสาปแช่ง ... ท่านย่า ข้า ... ไม่ได้ทำ ข้าแค่เตือน ... เตือนนางเจ้าค่ะ"

ใจหนิงจินหยวนเจ็บปวดรวดร้าว เอ่ยปลอบเสียงเบา "เวิ่นเวิ่นบอกว่าไม่ได้ทำ ก็แปลว่าไม่

ได้ทำ"

"เหออวิ๋นหยาง ไสหัวออกมาพบข้า!"

หนิงมู่ชางเห็นเด็กน้อยหนาวจนตัวแข็งไปหมด ใบหน้าปราศจากสีเลือด ถึงขั้นมีชั้นนำแข็ง

เกาะบางๆ แล้ว เขาตะโกนกร้าว กำหมัดทุบลงบนประตูบ้านสกุลเหอ

สมัยเด็กๆ หนิงมู่ชางเคยรำเรียนวิชาหมัดมวยมาก่อนจึงใช้หมัดนี้ทุบประตูบานสีแดงชาด

ของบ้านสกุลเหอจนสั่นสะเทือนอยู่สองสามที "เหออวิ๋นหยาง พยัคฆ์ร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง แต่

เจ้ากลับปฏิบัติต่อบุตรสาวตัวเองเช่นนี้ เจ้ายังใช่คนอยู่หรือ"

เหออวิ๋นหยางกำลังจะออกไปข้างนอกพอดี คิดจะไปเล่นพนันเอาเงินและร้านค้าที่เสียไป

เมื่อวานคืนมา พอได้ยินคนมาทุบประตูบ้านตนก็เปิดประตู เอ่ยด้วยเสียงเย็นชา "ผู้ใดกัน หน่ายจะ

ใช้ชีวิตแล้วกระมัง รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน"

"เหออวิ๋นหยาง!" หนิงมู่ชางขบกรามเค้นเสียงเรียก

เมื่อเหออวิ๋นหยางเห็นพี่น้องสกุลหนิงยืนเรียงแถวกัน โดยเฉพาะหนิงมู่ชางที่โกรธเกรี้ยวจน

ดวงตาแทบลุกเป็นไฟ เขาตื่นตกใจ คิดจะปิดประตูโดยเร็ว แต่สายไปแล้ว

หนิงมู่ชางเดินเข้าไปแล้วยกเท้าถีบเข้าที่ท้องเขาทันที เหออวิ้นหยางถูกถีบจนกระเด็นถอย

ไปสองสามก้าว ล้มหงายบนพื้นลุกไม่ขึ้น

"เดรัจฉาน เจ้าคิดว่าตระกูลหนิงเราไม่เหลือใครแล้วอย่างนั้นหรือ"

เหออวิ๋นหยางกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง จากนั้นหนิงมู่ชางที่กำลังโกรธเกรี้ยวคิดจะเข้าไป

ซ้ำอีก แต่ถูกหนิงจินหยวนรั้งไว้

จี้เสวี่ยหยวนที่คิดจะตามออกมาดูว่านังดาวหายนะตายหรือยังก็ตกใจจนหน้าถอดสี

กรีดร้องเสียงแหลม "จะฆ่ากันแล้ว!"

เวลานี้หนิงมู่ชางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อยากชกเหออวิ๋นหยางให้ตายใจแทบขาด

อย่างมากก็แค่ชีวิตแลกชีวิต

หนิงจินหยวนกลัวว่าจะวิวาทจนแก่ถึงชีวิตจริงๆ อีกทั้งเด็กน้อยในอ้อมแขนก็อ่อนแอมาก

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาจัดการเรื่องนี้ จึงเอ่ยว่า "เจ้ารอง พาเวิ่นเวิ่นกลับไปก่อนเถอะ แล้วค่อย

มาคิดบัญชีทีหลัง"

หนิงมู่ชางนึกถึงใบหน้าซีดเซียวของเด็กน้อย เอ่ยเตือนชายคนนั้นด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม

"คนแซ่เหอ เจ้าควรภาวนาให้เวิ่นเวิ่นปลอดภัยจะดีที่สุด มิเช่นนั้น ข้าจะทำให้ทั้งตระกูลเหอของ

พวกเจ้าลงหลุมไปพร้อมกัน"

เหออวิ้นหยางเจ็บจนตัวงอ ทว่ายังคงอดตัวสั่นไม่ได้

เขาเชื่อว่าหนิงมู่ชางกล้าทำเช่นนั้นแน่นอน

จี้เสวี่ยหยวนเห็นว่าเจ็ดพี่น้องจะพาเด็กไป ดวงตาพลันกลอกกลิ้งไปมา "เวิ่นเวิ่นทำผิด

ท่านพื่อวิ๋นก็แค่ทำโทษนางเล็กน้อย พวกเจ้าทำแบบนี้ เช่นนั้นต่อไปพวกเราจะอบรมสั่งสอนลูกได้

อย่างไร หากเด็กคนนี้โตไปเสียคน พวกเจ้าก็จะมาโทษว่าพวกเราไม่ใส่ใจอีก"

"นี่คือการทำโทษนางหรือ ต้องการเอาชีวิตนางมากกว่ากระมัง ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าสั่ง

สอนหรอก หากพวกเจ้าเลี้ยงให้ดีไม่ได้ เช่นนั้นพวกเราจะเลี้ยงเอง" ครั้งนี้หนิงหั่วเหยียนบุตรชาย

คนที่สี่ของตระกูลหนิงที่ซื่อตรงไม่ช่างพูดเท่าไรกลับเอ่ยออกมาเร็วกว่าผู้ใด

ตระกูลหนิงของพวกเขาต่อให้ตกอับเพียงใด ก็ไม่ถึงขั้นเลี้ยงเด็กคนเดียวไม่ไหว

จี้เสวี่ยหยวนปรีดาอยู่ในใจ ในที่สุดก็ไล่นังดาวหายนะคนนี้ไปได้แล้ว "เช่นนั้น ... เช่นนั้น

ถือว่าพวกเจ้าพูดเองนะ ใช่ว่าพวกเราจะไม่เลี้ยง แต่เป็นพวกเจ้าจะพาไปเอง"

จี้เสวี่ยหยวนมองแผ่นหลังของพี่น้องสกุลหนิงที่เดินจากไป ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ด้วยความ

สมใจอยาก จากนั้นก็บีบน้ตาออกมาเล็กน้อย "ท่านพื่อวิ๋น เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ ตระกูลหนิง

รังแกกันเกินไปแล้ว! จะแล้วกันไปเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"

เหออวิ๋นหยางอ้าปาก อยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไป สองตาปิดลง สลบ

ไปแล้ว


พี่น้องสกุลหนิงพาหนิงเวิ่นเวิ่นไปหาหมอก่อน เดิมคิดว่าหิมะกัด แต่หลังจากหมอตรวจ

อาการของเสี่ยวเวิ่นเวิ่นเสร็จก็บอกว่าเด็กคนนี้ข้อแขนหลุด แถมยังมีบาดแผลที่ชวนให้ตกใจอยู่ทั่ว

ร่างด้วย


หากไม่ใช่เพราะกังวลว่าบิดาชราจะรั้งรอต่อไปไม่ไหว เจ็ดพี่น้องสกุลหนิงต้องพุ่งกลับ

ไปทุบตีเหออวิ๋นหยางให้น่วมักยกเป็นแน่

เด็กน้อยขาดมารดาก็น่าสงสารมากพอแล้ว บิดายังเป็นสวะเช่นนี้อีก

บาปกรรมนัก

หนิงเวิ่นเวิ่นรับรู้เพียงว่าตนนอนอยู่ในอ้อมแขนแสนอบอุ่น นางตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียง

เอะอะเจี๊ยวจ๊าว

"ยังค้างอยู่ เอาออกมาไม่ได้"

"ท่านพ่อ ท่านพยายามหน่อยเถิด หากกลืนไม่ลงต้องขาดอากาศตายแน่"

"ท่านพ่อ พยายามเข้าขอรับ!"

ค้างหรือ

อะไร


ใช้ยันต์สลายกระดูกได้ไหมนะ

หนิงเวิ่นเวิ่นลืมตาทันที มองเห็นสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย

นางไม่ทันได้คิดอะไรมาก รวบรวมพลังทั้งหมดในกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา[1] จากนั้นก็

เห็นคนกลุ่มใหญ่ห้อมล้อมชายชราคนหนึ่งอยู่ ช่วยทุบหลังกันวุ่นวาย

"หลีกไป!" เสียงของหนิงเวิ่นเวิ่นไม่ดัง ซ้ำยังเจือความอ่อนแรงไว้ด้วย

โชคดีที่ทุกคนได้ยินกันหมด หนิงรื่อเชิงบุตรชายคนที่หกหันมาเอ่ยด้วยเสียงร้อนรน

"เวิ่นเวิ่นเด็กดี เจ้านอนพักไปก่อน อีกประเดี๋ยวค่อยคุยกัน ท่านตามีกระดูกติดคออยู่น่ะ"

ที่แท้ก็เป็นท่านตานี่เอง นางนึกออกแล้ว ดูเหมือนตนจะถูกท่านลุงหน้าตาดีหลายคนพา

กลับบ้าน

หนิงเวิ่นเวิ่นอ้าปากหอบหายใจ มองเห็นว่าชายชราขาดอากาศจนใบหน้ากลายเป็นสีม่วง

แล้ว นางรีบหยิบชามน้แกงขึ้นมา ขยับนิ้วเขียนอักขระอาคมในความว่างเปล่า ปากก็ท่องว่า

"ระกาทองขันบนชั้นฟ้า ระกาพฤกษ์ขันใต้ปฐพี สองระกาผสานเป็นหนึ่ง เก้ามังกรโถมสมุทร ขยาย

คอกว้างดั่งชลาลัย"

ความสนใจของทุกคนไปรวมกันที่ตัวชายชรา ได้ยินนางเอ่ยงึมงำ แต่จับใจความไม่ได้ว่าพูด


"รีบให้เขาดื่มเร็วเข้า ดื่มลงไปหายแล้ว" หนิงเวิ่นเวิ่นยื่นชามนำแกงให้ จากนั้นก็นอน

แผ่หลาบนเตียงเตาอย่างอ่อนแรง

ทุกคนจนปัญญาแล้วจริงๆ ทุ่มเทกำลังไปมากมายก็ยังเอาไม่ออก ทำได้แค่ลองเสี่ยงดวงแล้ว

หนิงจินหยวนตัดสินใจป้อนน้ำแกงที่หนิงเวิ่นเวิ่นยื่นให้ เขาไม่ได้คิดอื่นใดเลย คิดว่าน้ำอาจ

ทำให้กระดูกไหลลงไปได้กระมัง

ที่น่าแปลกใจคือ หลังจากหนิงอี้ดื่มเข้าไป กระดูกไก่ชิ้นนั้นที่ติดอยู่ในลำคอก็หายไปจริงๆ

หนิงอี้ที่โล่งขึ้นแล้วอ้าปากหอบหายใจ มองหลานสาวตัวน้อยที่แก้มแดงปลั่งเพราะเพิ่งผ่าน

ความหนาวมา ยิ้มออกมาอย่างปลื้มใจ

หนิงเวิ่นเวิ่นกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม นี่คือท่านตาของนางสินะ ดูเหมือนจะไม่ใช่คนใจร้าย

แถมยังคิ้วหนาตาโต ดูวาสนาดี แต่น่าเสียดายที่มีไอดำกลุ่มหนึ่งปกคลุมอยู่

หนิงอี้ใช้เวลาอยู่ลักพัก จากนั้นก็ลองเข้าไปใกล้หลานสาวตัวน้อย "ต้องขอบใจเวิ่นเวิ่นมาก.

.. ที่ช่วยชีวิตตาเอาไว้"

เมื่อครู่เขาคิดว่าจะต้องกลับบ้านเก่าโดยไม่ทันได้คุยกับหลานสาวเสียแล้ว

หนิงจินหยวนเช็ดเหงื่อบนศีรษะ รู้สึกโชคดีเป็นล้นพ้น อีกทั้งไม่ลืมอาศัยจังหวะนี้เอ่ยถ้อยคำ

รื่นหูกับบิดาชรา "ใช่ขอรับ ต้องขอบใจเวิ่นเวิ่นมากที่ส่งนำแกงไก่ให้ทันเวลา ท่านพ่อ เวิ่นเวิ่นคือ

ดาวนำโชคของท่านนะขอรับ นางกลับมาครั้งนี้ อาการป่วยของท่านอาจจะดีขึ้นก็ได้"

นางได้รับคำชมหรือ

หนิงเวิ่นเวิ่นยิ้มออกมา บรรดาท่านลุงกับท่านตาเชื่อนาง แถมยังไม่ด่านางด้วย

ดีจริงๆ

"เวิ่นเวิ่น รีบมาดื่มน้ำแกงไก่สิ บำรุงร่างกายสักหน่อย เด็กน้อยที่น่าสงสารผอมจน

กลายเป็นอะไรไปเสียแล้ว" พอหร่วนซื่อเห็นพ่อสามีปลอดภัยแล้วก็หันหลังเข้าครัวไปยกน้ำแกงไก่

ที่เคี่ยวไว้มาให้หนิงเวิ่นเวิ่นดื่มอบอุ่นร่างกาย

กระเพาะของหนิงเวิ่นเวิ่นร้องโครกคราก นางหิวมากจริงๆ นางมองไปทางประตู แต่การ

มองครั้งนี้ไม่ได้เลื่อนผ่านไปเร็วนัก

นางเห็นว่ามีผีตัวหนึ่งเกาะร่างของท่านลุงซึ่งไม่ทราบเช่นกันว่าเป็นคนไหนที่ยืนอยู่ตรงนั้น

นางสบตากับผีตัวนั้น จากนั้นนางก็ยิ้มออกมา

เจ้าผีงุนงง!


[1] เตียงเตา คือเตียงที่ก่อขึ้นจากอิฐและดินเหนียว ด้านล่างเจาะเป็นโพรงไว้สำหรับสุมฟืนก่อไฟ

ให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว


บทที่ 3 พวกท่านลุงดีจริงๆ

เจ้าผีสัมผัสได้ว่าสาวน้อยอาจจะยิ้มให้ตน มันรีบวาดไม้วาดมือให้หนิงเวิ่นเวิ่น แสดงท่าทาง

ดุร้ายอย่างยิ่ง ราวกับกำลังพิสูจน์อยู่ว่านางมองเห็นมันจริงหรือไม่

ถึงแม้หนิงเวิ่นเวิ่นจะยังเด็ก แต่ก็ฉลาดมาก

ตอนนี้ร่างกายนางอ่อนแอ ยังพอใช้อาคมเล็กๆ น้อยๆ ไหว แต่ถ้าจะปราบผี แบบนั้นคง

ไม่ไหว อีกทั้งผีตัวนี้ก็เหมือนจะมีคุณธรรมอยู่บ้าง นางจึงตัดสินใจว่าจะแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นจะ

ได้ไม่รบกวนเจ้าผี ปล่อยให้มันแยกเขี้ยวยิงฟันอยู่ตรงนั้น

รอนางฟื้นฟูแข็งแรงค่อยจับผีมาทำปุ๋ยแล้วกัน

พอเห็นว่าหนิงเวิ่นเวิ่นไม่ตกใจกลัวและไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด เจ้าผีก็โล่งใจ แปลว่าเมื่อครู่เป็น

เพียงเรื่องบังเอิญ เด็กน้อยผอมโซคนนี้มองไม่เห็นตน

เพราะเป็นผีนานวันเข้าจึงใจฝ่อขึ้นเช่นนี้แน่ๆ

เวลานี้ หร่วนชื่อยกชามนำแกงไก่อุ่นๆ เดินมาหาหนิงเวิ่นเวิ่น เตรียมจะใช้ช้อนตักป้อนนาง

แต่หนิงเวิ่นเวิ่นหิวเกินไป รอไม่ไหวแล้ว คว้าชามนำแกงไป ยกซดจนหมดในคราวเดียว

น้ำแกงไก่อุ่นๆ ไหลเข้าสู่กระเพาะ สบายท้องเหลือเกิน หนิงเวิ่นเวิ่นแสดงสีหน้าสุขใจ

"อร่อยมาก มีอีกหรือไม่เจ้าคะ ข้าหิวมากเลย"

แค่นำแกงไก่ชามเดียวเท่านั้น หากครอบครัวชาวบ้านทั่วไปหักใจกินไม่ลงก็พอเข้าใจได้ แต่

ทางสกุลเหอก็ใช่ว่าจะไม่มีอันจะกิน

ทุกคนเห็นหนิงเวิ่นเวิ่นมีสภาพเช่นนี้ก็ทราบว่าตอนอยู่ที่สกุลเหอนางจะต้องหิวอยู่แน่นอน

พอสอบถามดูถึงได้รู้ว่าไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว

"น้องเขยทำเกินไปแล้ว ปฏิบัติต่อบุตรสาวตนเช่นนี้ได้อย่างไร อย่าว่าแต่นางไม่ได้ทำผิด

เลย ต่อให้ทำผิดจริง ดุด่าสักหน่อยก็พอแล้ว ไฉนต้องลงไม้ลงมือรุนแรงด้วย"

หร่วนซื่อขอบตาแดงเรื่อไปหมด นางก็เป็นแม่คนเช่นกัน นึกถึงว่าหากน้องสามียังอยู่ เกรง

ว่าคงช้ำใจตาย

"น้องเขยอะไรกัน พี่สะใภ้ใหญ่ เขาก็แค่ไอ้คนถ่อยเนรคุณเท่านั้น" หนิงมู่ชางเอ่ยอย่างชิงชัง

หากไม่ใช่เพราะห่วงเวิ่นเวิ่นกับบิดาชรา เขาอยากจะชกมันอีกสองสามหมัดจริงๆ

เสียงดังก้องของหนิงมู่ชางทำเอาหนิงเวิ่นเวิ่นสะดุ้งโหยง หันมามองด้วยดวงตากลมแป๋ว

หนิงมู่ชางเป็นคนแข็งนอกอ่อนใน ตระหนักได้ว่าตนทำให้นางตกใจ จึงรีบเอ่ยปลอบเสียง

อ่อนโยน "เวิ่นเวิ่นไม่ต้องกลัวนะ ลุงรองใจร้ายกับคนเลวเท่านั้น ถ้าใครมารังแกเวิ่นเวิ่นลุงจะช่วย

จัดการมันแทนหลานเอง หลานลืมหรือยังว่าตอนหลานยังเล็กลุงเคยเป็นม้าให้หลานขี่ด้วย"

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น นางชอบท่านลุงคนนี้

หนิงสุ่ยเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "พี่รอง ตอนนั้นเวิ่นเวิ่นเพิ่งอายุเท่าไรกัน ดูจากท่าทางของ

นางแล้ว เกรงว่าคงแยกไม่ออกหรอกว่าในหมู่พวกเราใครเป็นใครบ้าง!"

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้าอีกครั้ง ท่านลุงคนนี้ฉลาดมาก นางแยกไม่ออกจริงๆ ว่าใครเป็นใคร

จึงไม่กล้าเปิดปากเรียกมาตลอด

หนิงจินหยวนถอนหายใจเอ่ยไปว่า "ล้วนเป็นเพราะไอ้เหออวิ๋นหยวนคนไม่เอาไหน" จากนั้น

ก็เริ่มแนะนำตัวเองก่อน

หนิงเวิ่นเวิ่นความจำดีมาก แนะนำเพียงรอบเดียวก็จำได้แม่นแล้ว ลุงใหญ่หนิงจินหยวน ลุง

รองหนิงมู่ชาง ลุงสามหนิงสุ่ยหยวน ลุงสี่หนิงหั่วเหยียน ลุงห้าหนิงถู่ฉือ ลุงหกหนิงรื่อเชิง ลุงเล็ก

หนิงเยวี่ยหลวน ยังมีป้าสะใภ้ใหญ่หร่วนชินหลานและญาติผู้พี่หนิงอีเจ๋อกับหนิงเอ้อร์วั่งอีกสองคน

หร่วนซื่อยกนำแกงไก่มาให้อีกถ้วย ในถ้วยใส่น่องไก่ไว้ด้วย ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มกระดูกล่อนแล้ว

"พวกเจ้านี่จริงๆ เลย เวิ่นเวิ่นไม่ได้พบพวกเรามานานมาก ไหนเลยจะจดจำคนมากขนาดนี้ในเวลา

ครู่เดียวได้ นางเพิ่งกี่ขวบกัน"

"ป้าสะใภ้ใหญ่ ข้าจำได้แล้ว ข้าจำได้หมดเลยเจ้าค่ะ" หนิงเวิ่นเวิ่นยิ้มยิงฟัน รำร้องอยู่ในใจ

รีบชมข้าสิ

"ถ้าอย่างนั้น ข้าคือใครหรือน้องเล็ก"

"ท่านคือญาติผู้พี่คนรอง หนิงเอ้อร์วั่ง" หนิงเอ้อร์วั่งปรบมือด้วยความตื่นเต้น "ฮี่ๆ ท่านแม่

น้องเล็กจำข้าได้แล้ว"

หนิงอีเจ๋อกลอกตาทีหนึ่ง "ทั้งบ้านมีแค่เราสองคนที่เป็นเด็ก นางย่อมจำได้อยู่แล้ว"

หนิงเอ้อร์วั่งไม่ยอมรับ ชี้ไปทางหนิงถู่ฉือที่มีผีเกาะร่างอยู่ "เช่นนั้นคนนี้เล่า"

"ท่านลุงห้า" หนิงเวิ่นเวิ่นจงใจไม่มองเจ้าผีตัวนั้น

หนิงอีเจ๋อก็เข้ามาร่วมวงด้วย "คนนี้ล่ะ"

"ท่านลุงรอง"

"เขาล่ะ"

"ท่านลุงสาม ฮิๆ" หนิงเวิ่นเวิ่นหัวเราะ เรื่องนี้ง่ายจะตาย นางคือคนที่ท่อง 'คัมภีร์บรรพกาล

ไท่ซางชือเหวิน[1]' กลับหน้ากลับหลังได้อย่างสบายๆ เชียวนะ

หร่วนชื่อกลัวเด็กสาวจะเหนื่อย จึงฟาดไหล่ลูกชายทั้งสอง "ไปเลยนะ น้องเพิ่งฟื้น พวก

เจ้าห้ามมาเอะอะรบกวนนาง"

หนิงเวิ่นเวิ่นยิ้มพลางส่ายหน้า ในอารามไตรวิสุทธิ์มีเพียงนางกับอาจารย์แค่สองคน นาง

หวังให้มีคนมาเล่นเป็นเพื่อนนางมาโดยตลอด

ยิ่งไปกว่านั้นคือ ป้าสะใภ้ท่านนี้ไม่เพียงแต่หน้าตางดงาม พูดจาอ่อนโยนเท่านั้น ยังเอาใจ

ใส่นางมากด้วย

หนิงเวิ่นเวิ่นมองน่องไก่ในถ้วย อาจารย์เคยบอกว่า ต้องแบ่งของดีๆ ให้คนที่ชอบ นาง

จึงหยิบออกมายื่นให้หร่วนซื่อก่อน "ป้าสะใภ้กินก่อนสิเจ้าคะ!"

หร่วนซื่อยิ้มพลางส่ายหน้า แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เด็กคนนี้เคยประสบมาก็ปวดใจอีกครั้ง "ป้า

ไม่หิว พวกเรากินกันหมดแล้ว เวิ่นเวิ่นกินเถอะ ช่างเป็นเด็กน้อยที่รู้ความเหลือเกิน พวกเขากล้า

ลงไม้ลงมือได้อย่างไร!"

หนิงเวิ่นเวิ่นแบ่งให้ญาติผู้พี่ทั้งสองอีก แต่พวกพี่ๆ ก็บอกว่ากินเรียบร้อยแล้ว

หนิงเวิ่นเวิ่นหิวมากจริงๆ ในเมื่อทุกคนกินกันหมดแล้ว นางก็ไม่เกรงใจ กินจนหมดอย่าง

รวดเร็ว แล้วเลียริมฝีปาก

นางยังอยากกินอีก แต่กังวลว่าจะโดนรังเกียจเพราะกินเยอะ

หร่วนซื่ออ่านแววตาของสาวน้อยออก ทว่าไม่กล้านำมาให้อีก "เวิ่นเวิ่น ในหม้อยังมีอีก เป็น

ของหลานหมดเลย แต่เดี๋ยวพวกเรารออีกสักพักค่อยกิน ถ้ากินเยอะๆ รวดเดียว ป้าสะใภ้กลัวเจ้า

จะไม่สบายท้อง นับจากนี้ไปมาอยู่ที่นี่แล้ว เวิ่นเวิ่นไม่อดยากแน่นอน!"

"อยู่ที่นี่หรือ ไม่ต้องกลับบ้านนั้นแล้วใช่ไหมเจ้าคะ" หนิงเวิ่นเวิ่นกะพริบตาปริบๆ มองทุกคน

อย่างสงสัย

หลังจากหนิงอี้ได้พักครู่หนึ่ง รู้สึกว่าไม่ได้แน่นหน้าอกขนาดนั้นแล้ว ดูเหมือนจะดีขึ้น เขา

มองลูกชายคนโตด้วยความตื่นเต้น

"ใช่แล้ว เวิ่นเวิ่น ต่อไปหลานจะอยู่ที่บ้านท่านตา อยู่กับพวกลุง ดีหรือไม่"

หนิงจินหยวนยังคงกังวลว่าเด็กสาวจะร้องไห้งอแง ถึงอย่างไรก็เพิ่งสามขวบครึ่ง อีกทั้ง

พวกเขาก็เคยพบหน้ากันไม่กี่ครั้งเท่านั้น

คนอื่นๆ ก็ลุ้นมากเช่นกัน จ้องมองเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเตียงเตาเขม็ง

หนิงเวิ่นเวิ่นกัดริมฝีปาก ถามอย่างน่ารักน่าเอ็นดู "จะไม่ดีได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ"

หนิงมู่ชางยิ้มออกมา "ดูเอาเถิด ข้าว่าแล้วเด็กย่อมรู้ดีที่สุดว่าใครดีกับนาง"

หนิงอี้ไอโขลกๆ สองครั้งก่อนจะเอ่ยว่า "พาเวิ่นเวิ่น ... กลับมาได้ ถึงตายข้าก็ตายตาหลับ

แล้ว อีกสองวัน ... พอข้าลงไปพบ ... พบจิ่นซิน ... ข้าก็มีคำอธิบายดีๆ ให้นางแล้ว"

"ตายหรือ" หนิงเวิ่นเวิ่นมองชายชราที่นั่งพิงกับเตียงเตาอยู่ในสภาพอ่อนแอใกล้หมดแรง

"ท่านตา ทำไมถึงจะตายล่ะเจ้าคะ"

"เวิ่นเวิ่น ... " หนิงสุ่ยหยวนไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องเกิดแก่เจ็บตายกับสาวน้อยอย่างไรดี

อันที่จริง หนิงเวิ่นเวิ่นเข้าใจดี นางเพ่งพิศชายชรา ร่องปากยาว กระดูกหูนูน ฟันเรียงถี่ มอง

อย่างไรก็เป็นใบหน้าของคนอายุยืน "ขอทราบวันเดือนปีเกิดของท่านตาได้หรือไม่เจ้าคะ"

เด็กน้อยพูดจาเหมือนผู้ใหญ่ ทำให้คนฉงน หนิงจินหยวนเอ่ยถาม "เวิ่นเวิ่น เจ้าถามเรื่องนี้

ไปทำไม"

หนิงเวิ่นเวิ่นกลับเอ่ยด้วยท่าทีจริงจัง "ลุงใหญ่ ท่านรีบบอกข้าสิเจ้าคะ"

หนิงจินหยวนมองคนอื่นๆ ถึงจะไม่ทราบว่าเด็กสาวถามไปทำไม ทว่ายังคงบอกชะตาเกิด

ของหนิงอี้ให้นางทราบ

เห็นเพียงว่าเด็กน้อยยกนิ้วโป้งแตะสี่นิ้วนับไล่ไปมาเหมือนนักพรตที่เดินอยู่ตามถนนคอย

ทำนายชะตาให้คนอื่น ทำให้ครอบครัวสกุลหนิงต่างตกใจด้วยความเหลือจะเชื่อนัก แต่เด็กน้อยมี

สมาธิจดจ่อเกินไป จึงไม่มีใครกล้าขัดจังหวะนาง

จู่ๆ หนิงเวิ่นเวิ่นก็ยิ้มออกมาเผยฟันนำนมซี่น้อยขาววาววับ "ท่านตายังไม่หมดอายุขัย

ไม่ตายแน่นอนเจ้าค่ะ"


[1] คัมภีร์บรรพกาลไท่ซางชือเหวิน เป็นหนึ่งในประมวลคัมภีร์ลัทธิเต๋า ซึ่งประมวลคัมภีร์นี้

ประกอบไปด้วยคัมภีร์กว่า 1500 เล่มเกี่ยวกับลัทธิเต๋า


บทที่ 4 ตำแหน่งฮวงซุ้ยสุดเลิศล้ำ

Zonore


นางทราบกระทั่งว่าท่านตาจะมีชีวิตอยู่อีกนานเพียงใด แต่อาจารย์บอกว่าชะตาชีวิตคือ

ลิขิตสวรรค์ ไม่อาจแพร่งพรายได้

แพร่งพรายลิขิตสวรรค์ย่อมถูกสวรรค์ลงทัณฑ์

"ใช่แล้วๆๆ ท่านพ่อ ท่านได้ยินไหมขอรับ เวิ่นเวิ่นบอกว่าท่านยังอยู่ได้อีกนาน ท่านน่ะทำใจ

ให้สบายเถิด" หนิงจินหยวนชิงเอ่ยปลอบขวัญบิดาก่อน

แต่เขาก็เป็นคนที่ผ่านประสบการณ์ทางโลกมาอย่างโชกโชน รู้สึกอยู่เสมอว่าพฤติกรรมเมื่อ

ครู่ของเด็กน้อยผิดปกติ "เวิ่นเวิ่น เมื่อครู่นี้เจ้า ... ทำอะไรหรือ"

หนิงเวิ่นเวิ่นคิดว่าท่านลุงดีต่อนางมาก แต่นางก็ไม่รู้ว่าหากพวกท่านลุงทราบว่าตน

ไม่ใช่หนิงเวิ่นเวิ่นคนก่อนแล้วจะเสียใจหรือไม่

นางชอบคนในครอบครัวนี้มาก แน่นอนว่านางก็คิดถึงอาจารย์เช่นกัน แต่คงกลับไปไม่ได้

แล้วกระมัง

สิ้น


"ท่านลุง เมื่อครู่ข้าทำนายชะตาท่านตา เขาจะไม่ตายในเร็วๆ นี้แน่นอนเจ้าค่ะ แถมท่านตา

ยังมีชะตารำรวยเรืองอำนาจ สุขภาพต้องสมบูรณ์แข็งแรงสิถึงจะถูก"

หนิงเวิ่นเวิ่นจ้องมองไอดำกลุ่มนั้นที่ลอยอยู่บนหน้าท่านตา ผิดพลาดตรงไหนกันแน่

"ทำนายชะตาหรือ ฮ่าๆ เสี่ยวเวิ่นเวิ่นทำนายชะตาได้ด้วยหรือ" หนิงเยวี่ยหลวนถามด้วย

ความอยากรู้

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้า นี่คือความสามารถพิเศษของนาง ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคลางแคลงทั้ง


นางทำเป็นตั้งหลายอย่าง ปราบผี ทำนายดวง ดูฮวงจุ้ย นางเสริมดวงเป็นด้วยนะ!

"ผู้ใดสอนหรือ"

หนิงเวิ่นเวิ่นตอบ "อาจารย์สอนให้เจ้าค่ะ!"

"อาจารย์หรือ ฮ่าๆ ... อาจารย์ของเจ้ามาจากไหนหรือ"

หนิงเวิ่นเวิ่นกำลังจะบอก แต่พอคิดดูอีกที แบบนั้นก็เท่ากับแฉตัวเองมิใช่หรือ พวกเขาก็รู้น่ะ

สิว่าตนไม่ใช่หนิงเวิ่นเวิ่นคนก่อน

แต่นางฉลาด ใช้สมองอย่างรวดเร็ว "ในฝันเจ้าค่ะ"

ทุกคนหัวเราะครืน คิดว่าเด็กน้อยน่ารักไร้เดียงสา พูดไปตามประสาเด็ก บางทีตอนอยู่สกุล

เหออาจจะเคยเรียนเรื่องพวกนี้มาจากนักพรตสักคน

ทว่าแม้แต่ข้าวสกุลเหอก็ไม่ให้นางได้กินอิ่มท้อง แล้วจะยอมจ่ายเงินเชิญคนมาสอนเรื่องนี้

ให้นางหรือ

อีกอย่าง เด็กสาวที่ไหนจะเรียนรู้เรื่องเช่นนี้

"ได้ๆๆ เรียนจากในฝัน เวิ่นเวิ่นต้องทำนายได้แม่นมากแน่นอน" หนิงจินหยวนคิดว่าจะแม่น

ไม่แม่นก็ไม่เป็นไร บิดาชราได้พบหลานสาวแล้ว แถมยังได้ยินคำพูดรื่นหูเช่นนี้อีก อาจจะ

มีความสุขจนอาการดีขึ้นก็ได้กระมัง

หนิงเวิ่นเวิ่นเชิดหน้าอย่างภูมิใจ "ใช่แล้ว ข้าไม่เคยทำนายพลาดมาก่อนเลยเจ้าค่ะ"

นายผู้เฒ่าหนิงมองหลานสาว ในใจคิดว่า หากมีชีวิตอยู่ต่อได้จริงๆ ก็ต้องอยู่ต่อไป จะได้อยู่

ดูแลหลานสาวตัวน้อยไปนานๆ

นางน่าสงสารเหลือเกิน

"เจ้าใหญ่ ประเดี๋ยวเจ้าพาเวิ่นเวิ่นไปไหว้แม่เจ้ากับจิ่นชิน บอกกล่าวต่อหน้าหลุมศพของ

พวกนางว่าลูกหลานของพวกนางกลับมาแล้ว ไม่ต้องห่วง"

หนิงอี้ถอนหายใจ "น่าเสียดายที่ข้าเดินไม่ไหว"

เดิมทีหนิงจิ่นชินควรถูกฝังในสุสานบรรพชนสกุลเหอ แต่ไม่ทราบว่าสกุลเหอไปเชิญนักพรต

มาจากไหน ยืนกรานว่าหนิงจิ๋นซินตายตั้งแต่ยังสาว หากฝังในสุสานบรรพชนสกุลเหอจะกระทบ

ฮวงจุ้ย ส่งผลเสียกับสกุลเหอของพวกเขา

หนิงอี้โกรธเกรี้ยวนัก จึงนำบุตรสาวมาฝังในสุสานบรรพชนตระกูลตน เหล่าบุตรชายก็

เห็นด้วยเช่นกัน เขาหักใจปล่อยให้บุตรสาวกลายเป็นผีเร่ร่อนไม่ได้ จะตรงตามหลักการหรือไม่เขา

ไม่สนใจ

หนิงจินหยวนเห็นว่าสีหน้าของเด็กน้อยบนเตียงเตาดูดีขึ้นแล้ว คิดว่าไปไหว้สักหน่อยก็ดี

เกรงว่าน้องสาวก็คงคิดถึงลูกเช่นกัน "ทราบแล้วขอรับ ข้าจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้"

"ท่านพ่อ พอถึงเวลานั้นข้าจะสอบถามท่านแม่ดู ทั้งๆ ที่นักพรตเลือกทำเลมงคลให้นางแล้ว

บอกว่าดีอย่างนั้น ประเสริฐอย่างนี้ แต่เหตุใดความเป็นอยู่ของบ้านเราถึงลำบากขึ้นเรื่อยๆ การค้า

ก็ล่มจม แถมยังเจอเรื่องร้ายสารพัด" หนิงเยวี่ยหลวนเอ่ยด้วยสีหน้าทะเล้น

เขาชี้ไปที่พี่ชายฝาแฝดของตน "ดูพี่หกสิ เรียนเก่งขนาดนั้น แต่สอบไม่ผ่านสักครั้ง เรื่อง

แบบนี้เป็นไปได้อย่างไร"

หรือว่านักพรตคนนั้นจะหลอกลวง ไม่ได้เลือกทำเลมงคลให้

นางต้องไปดูสักหน่อยแล้ว


หนิงรื่อเชิงขมวดคิ้ว "หยุดพูดได้แล้ว"

หนิงจินหยวนก็ถลึงตาใส่เขา "ข้าจะถือโอกาสบอกท่านแม่ของพวกเราด้วยว่า เจ้าทำตัวไม่

เป็นโล้เป็นพาย วันๆ รู้จักแต่ฟังกวีชมละคร"

หนิงเยวี่ยหลวนแลบลิ้นปลิ้นตา จากนั้นก็วิ่งหนีไป

หร่วนชื่อไม่กังวลอื่นใดเลย นางห่วงเพียงสุขภาพของเด็กน้อย "เวิ่นเวิ่นอยู่ในสภาพนี้ ขึ้น

เขาเจอลมแรงแถมยังไม่มีเสื้อผ้าสำรองมากนัก จะล้มป่วยอีกหรือไม่ รออีกสองสามวันดีไหม

เจ้าคะ ท่านแม่กับน้องสาวน่าจะเข้าใจ"

หนิงจินหยวนก็ใคร่ครวญตาม รออีกสองสามวันก็ไม่เลว หลานเพิ่งกลับมา ดูอ่อนแอ

เหมือนจะปลิวตามลมได้ ถ้าล้มป่วยขึ้นมาจริงๆ เช่นนั้นก็น่าเป็นห่วง

แต่หนิงเวิ่นเวิ่นกลับอดใจรอไม่ไหวแล้ว คำพูดของลุงเล็กทำให้นางฉุกคิดขึ้นได้ หาก

หลุมศพของท่านยายมีทำเลมงคลอย่างที่ว่ามาจริงๆ สถานการณ์ทางบ้านก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้ถึง

จะถูก

หรือว่านักพรตคนนั้นจะหลอกลวง ไม่ได้เลือกทำเลมงคลให้

นางต้องไปดูสักหน่อยแล้ว

"ไม่เป็นไรเจ้าค่ะป้าสะใภ้ใหญ่ ข้าดีขึ้นแล้ว" หนิงเวิ่นเวิ่นอยากแสดงความสามารถของตน

ให้เห็น คิดจะลงจากเตียง

หร่วนซื่อคิดว่าเด็กน้อยคงคิดถึงมารดา "แบบนั้นก็ได้ ป้าสะใภ้จะเอาผ้าห่มผืนเล็กคลุมให้

เจ้า เดี๋ยวกลับมาจะเย็บชุดลำลองให้เจ้าสักสองตัว อากาศหนาวมาก พวกเขาให้เจ้าสวมเสื้อผ้า

บางขนาดนี้ได้อย่างไร!"

สกุลหนิงมีพี่น้องมากมาย ตลอดการเดินทางเท้าของหนิงเวิ่นเวิ่นไม่ได้แตะพื้นเลย ลุงใหญ่

อุ้มยังไม่ทันเหนื่อย ลุงรองก็แย่งไปอุ้มแล้ว ลุงรองเพิ่งอุ้มได้ครู่เดียว ลุงสามก็มาอุ้มไปอีก จนเวียน

มาถึงลุงเล็ก

แม้แต่หนิงอีเจ๋อกับหนิงเอ้อร์วั่งก็อยากจะอุ้มน้องเล็กทั้งคู่ น่าเสียดายที่ยังไม่ทันถึงตาของ

พวกเขาก็มาถึงสุสานบรรพชนแล้ว

หนิงเวิ่นเวิ่นอยู่ในอ้อมแขนลุงเล็ก อยู่ในมุมสูงมองเห็นได้ไกล

นางกวาดตามองไปรอบๆ ตกใจอย่างยิ่ง ถึงนางจะไม่ได้พกเข็มทิศฮวงจุ้ย[1]มา แต่ก็

มองออกได้ไม่ยาก ตำแหน่งหลุมฝังศพของท่านยายคือฮวงซุ้ยสุดเลิศลำ เป็นทำเลมังกรเก้าชั้น

ฟ้าขนานแท้

จุดนี้อยู่ในตำแหน่งที่รับพลังจากแสงอรุณ ปราณมังกรไหลจากใต้ไปสู่เหนือ เป็นตำแหน่ง

รับความมั่งคั่งรุ่งเรือง มังกรเขียวเกื้อหนุนจากซ้ายขวา ทิศเบื้องหน้าคือหงส์เพลิง ทิศเบื้องหลังคือ

เต่าดำ เจ้าชะตารับโชคสองชั้น ชื่อเสียงขจรทั่วใต้หล้า ทายาทจะรุ่งเรืองไปอีกสามชั่วอายุคน

ลูกหลานได้ขึ้นเป็นขุนนาง

แต่พอหนิงเวิ่นเวิ่นนึกถึงการค้าของตระกูลท่านตาที่นอกจากจะไม่รุ่งเรืองแล้ว ยัง

ล้มละลายจนตกอับ ต้องขายเรือนหลังใหญ่ในตัวอำเภอทิ้งแล้วกลับมาอยู่บ้านเก่า ถึงจะพอฝืน

กลบหนี้ที่ติดค้างได้

ส่วนบรรดาท่านลุง ก็ดูเก่งกาจไม่ใช่หรือ!

เรื่องนี้ไม่ค่อยปกติเท่าไร

หนิงเวิ่นเวิ่นดิ้นออกจากอ้อมแขนของลุงเล็ก กระโดดลงบนพื้น นางอยากจะเข้าไปดู

สถานการณ์ใกล้ๆ

ผิดพลาดตรงไหนกันแน่

"เวิ่นเวิ่น อย่าวิ่งซุกชนล่ะ" หนิงเยวี่ยหลวนเอ่ยเสียงอ่อนโยน

หนิงเวิ่นเวิ่นขานรับ ทันทีที่พ้นจากอ้อมแขนท่านลุง นางก็หนาวจนตัวสั่น

หนิงจินหยวนกำลังจุดไฟเผากงเต๊กอยู่ ปากเอ่ยพึมพำ "ท่านแม่ จิ๋นซิน พวกท่านวางใจเถิด

พวกเราไปรับเวิ่นเวิ่นกลับมาแล้ว ต่อไปจะให้อยู่บ้านเรา กินอยู่กับพวกเรา ไม่มีทางปล่อยให้นาง

ต้องอดอยาก"

"จิ่นซิน เจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่มีทางละเว้นเหออวิ่นหยางแน่" เมื่อเอ่ยถึงชายคนนั้น หนิงจิน

หยวนรวมถึงบรรดาพี่น้องที่อยู่ต่างโกรธแค้นขึ้นมา

หนิงเวิ่นเวิ่นที่มีผ้าห่มห่อหุ้มกายอยู่ มองไปทางนั้นที ทางนี้ที นึกถึงเนื้อหาใน 'คัมภีร์ควาน

มังกร[2]' สมองขบคิดไม่หยุด

ทันใดนั้น ดวงตานางพลันเปล่งประกาย

มองไปยังตำแหน่งที่บรรดาท่านลุงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม นางก็นึกปัญหาออกแล้ว

[1] เป็นอุปกรณ์สำคัญในการตรวจหาฮวงจุ้ยมงคล โดยใช้แม่เหล็กเป็นเข็มทิศ เพราะชาวจีนใน

สมัยโบราณเชื่อว่าสมดุลชีวิตมนุษย์ถูกกำหนดโดยพลังงานสนามแม่เหล็กของจักรวาล พลังงาน

สนามแม่เหล็กอาจส่งผลดีหรือผลเสียต่อชีวิตคนก็ได้

[2] คัมภีร์ควานมังกร เป็นตำราฮวงจุ้ยที่ถูกเขียนขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง หลักๆ คือใช้ตำแหน่งปราณ

มังกรเพื่อหาทำตั้งสุสานบรรพชนหรือฮวงชุ้ยมงคล ต่อมาถูกพัฒนาต่อยอดไว้ใช้สำหรับหาทำเล

สร้างบ้านเรือนด้วย


บทที่ 5 ท่านยายเข้าฝัน


ตำแหน่งนี้หากฝังศพบุรุษ หัวจะอยู่ทางตะวันตกเท้าอยู่ทางตะวันออก แต่หากฝังศพสตรี

หัวควรอยู่ทางตะวันออกส่วนเท้าอยู่ทางตะวันตก แต่ทิศทางในการฝังศพท่านยายกลับอ้างอิง

ตามหลักการฝังบุรุษ

ทิศทางกลับตาลปัตร เรื่องดีย่อมกลายเป็นเรื่องร้าย

นอกจากจะไม่ส่งเสริมทายาทรุ่นหลังแล้ว กลับกลายเป็นชักนำให้ครอบครัวประสบ

เคราะห์ร้าย คาดว่าเจ้าผีตัวนั้นคงฉวยโอกาสนี้มาตามเกาะท่านลุงห้ากระมัง

หนิงจินหยวนสังเกตเห็นว่าหนิงเวิ่นเวิ่นมองค้างอยู่ที่หลุมศพมารดาตนก็ไม่คิดอะไรมากนัก

เพียงกวักมือเรียกเด็กน้อยมา "เวิ่นเวิ่น มานี่เร็ว คนที่ถูกฝังอยู่ข้างในคือท่านยายของหลาน หลุม

ข้างๆ คือแม่ของหลาน รีบมาคำนับพวกนางสิ"

ผู้ตายสำคัญมาก ต่อให้หนิงเวิ่นเวิ่นจะไม่เคยพบพวกนางมาก่อน ก็สมควรโขกศีรษะคำนับอยู่ดี

เด็กน้อยว่าง่ายรู้ความ ทำให้บรรดาท่านลุงที่เฝ้ามองเศร้าใจนัก ระหว่างเดินทางกลับบ้าน

หนิงเวิ่นเวิ่นไม่พูดไม่จา บรรดาบุรุษสกุลหนิงนึกว่าสาวน้อยคิดถึงแม่เท่านั้น

ความจริงแล้วหนิงเวิ่นเวิ่นกำลังคิดว่า ตนจะบอกเรื่องที่ต้องขุดหลุมศพขึ้นมาฝังใหม่กับ

พวกเขาอย่างไรดี

ไม่เช่นนั้น ท่านตาจะยังถูกโรคภัยรุมเร้าเหมือนตอนกระดูกไก่ติดคอ เดินเหินลื่นล้ม พวก

ท่านลุงก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จ หาเงินมาได้ก็ต้องเสียไปเช่นนี้ไม่จบไม่สิ้น

"เวิ่นเวิ่น หนาวไหม มาให้ลุงห้าอุ้มเถอะ ลุงห้าตัวอ้วน ร่างกายอบอุ่น"

หนิงถู่ฉือตบอกตน ชวนเชิญเด็กน้อย

เจ้าผีด้านหลังเขาก็เหล่มองหนิงเวิ่นเวิ่นเช่นกัน

การมองผ่านๆ ครั้งนี้ ทำให้หนิงเวิ่นเวิ่นนึกวิธีการอย่างหนึ่งขึ้นมาได้

เจ้าผีที่ดูไม่ได้เรื่องตัวนี้ คาดไม่ถึงว่าจะมีส่วนช่วยเหลือนางมากนัก

"โอ๊ะ เป็นสาวน้อยของบ้านไหนกัน ทำไมน่ารักขนาดนี้"

หนิงเวิ่นเวิ่นเพิ่งเข้าสู่อ้อมแขนหนิงถู่ฉือได้ไม่นาน เจ็ดพี่น้องลงมาถึงตีนเขาแล้ว เจอหญิง

วัยกลางคนรายหนึ่งเดินกระวีกระวาดเข้ามา

หนิงเวิ่นเวิ่นยังไม่ทันตอบสนองอะไร มือดำคลำคู่หนึ่งที่มีดินโคลนติดอยู่ตามซอกเล็บก็ยื่น

มาถึงหน้านางแล้ว

นางหลบด้วยความตกใจ โชคดีที่สตรีนางนี้มีเงา มิเช่นนั้นนางคงหลงนึกว่าเป็นผีสตรีจากที่

ไหนจะแปะยันต์สะกดบนหน้าผากของนาง

"ท่านป้าซิ่งฮวา นี่ลูกสาวจิ่นซินขอรับ" หนิงจินหยวนเอ่ยแนะนำ "ต่อไปบ้านเราจะเป็นคน

เลี้ยงดูนาง"

ยามที่เขาเอ่ยประโยคนี้ออกมา ไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย ซ้ำยังดูภาคภูมิใจ

มากด้วย

สตรีนางนั้นหัวเราะ เรื่องราวของตระกูลหนิงทุกคนก็พอจะรู้กันไม่มากก็น้อย พอนึกถึงว่า

พาตัวเด็กมาเช่นนี้ ผู้เฒ่าหนิงคงอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้วกระมัง

"ญาติฝ่ายแม่ดีที่สุดแล้ว" ท่านป้าหัวเราะฮ่าๆ จากนั้นก็มองเด็กน้อยอีกครั้ง "จริงสิ ตอน

พวกเจ้าลงเขามาเห็นกุญแจที่ร้อยเชือกแดงไว้บ้างหรือไม่"

"อะไรกัน กุญแจท่านหายหรือขอรับ"

"ใช่แล้วล่ะ ข้าไปไหว้เจ้าผีแก่นั่น พอกลับถึงบ้านล้วงกระเป๋าดูกุญแจก็ไม่อยู่แล้ว เจ้าคิดดูสิ

เจ้าผีเฒ่าคงอยากเจอข้าอีก เลยแกล้งให้ข้าต้องขึ้นเขาไปอีกรอบ"

แม้ปากท่านป้าซิ่งฮวาจะพรำบ่น แต่ทุกคนล้วนทราบดีว่าสามีนางตายไปหลายปีแล้ว แต่

ทุกช่วงเทศกาลหรือครบรอบวันตายนางจะขึ้นไปอยู่บนเขาเป็นเวลานานเสมอ

"พวกเจ้าเห็นบ้างหรือไม่" ป้าซิ่งฮวาถาม

พี่น้องสกุลหนิงส่ายหน้า ความสนใจของพวกเขาล้วนอยู่ที่เด็กน้อย ไหนเลยจะมีแก่ใจมอง

อย่างอื่น

หนิงเวิ่นเวิ่นชำนาญการตามหาของหายที่สุด ตอนทำนายดวงให้ท่านตาก่อนหน้านี้ ทำให้

นางทราบแผนภูมิสวรรค์พิภพ[1]ในวันนี้แล้ว

นางคำนวณอยู่ในใจเงียบๆ อ้างอิงจากเวลาที่สตรีนางนี้ทำของหาย นางสรุปความได้ว่า

ของอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมู่บ้านมู่เหมียน

"ข้าเห็นเจ้าค่ะ"

"เจ้าเห็นงั้นหรือ" ป้าซิ่งฮวาตาเป็นประกาย "อยู่ที่ไหนเล่า"

หนิงเวิ่นเวิ่นบอกทิศทางแก่นางคร่าวๆ ป้าซิ่งฮวาดีใจมาก "แม่หนูน้อยตาดีเสียจริง โอ้ใช่

บนเขาลมแรง รีบกลับบ้านเถอะ ทำไมใส่เสื้อผ้าน้อยขนาดนี้ รีบให้เด็กใส่เสื้อผ้าหนาๆ หน่อย เห็น

แล้วน่าสงสารนัก"

หนิงเวิ่นเวิ่นยิ้มให้ ไม่ควรดูคนที่หน้าตาจริงๆ ท่านย่าคนนี้จิตใจงดงามยิ่ง

เหล่าพี่น้องสกุลหนิงก็ไม่ได้คิดอะไร อุ้มเด็กน้อยเดินกลับบ้านต่อ

ทางด้านของป้าซิ่งฮวาก็เลาะไปตามทิศตะวันตกเฉียงใต้ พบกุญแจอยู่ในพงหญ้าใต้ต้นอวี๋[

2]จริงๆ ตนอาจจะเผลอทำหล่นไว้

ขณะที่นางกำลังดีใจคิดว่าเด็กน้อยช่วยตนได้มาก จู่ๆ นางก็ตระหนักถึงปัญหาข้อหนึ่ง

"ไม่สิ" ป้าซิ่งฮวาพึมพำกับตัวเอง "สุสานของบ้านนายผู้เฒ่าหนิงอยู่ทางตะวันตกนี่นา

ไม่เห็นต้องเดินอ้อมมาทางนี้เลย"

แต่นางก็ย้อนคิดดูอีกที บางทีอาจจะมาเดินเล่นกันกระมัง

แต่ที่นางไม่ทราบคือ บนพื้นหิมะแถบนี้มีเพียงรอยเท้านางคนเดียว

เจ้าผีที่เกาะอยู่บนร่างหนิงถู่ฉือย่อมไม่ทราบเรื่องพวกนี้เช่นกัน ถ้าเขารู้ว่าเด็กสาวตรงหน้า

ตนคือปรมาจารย์น้อยคงเผ่นหนีไปนานแล้ว

เนื่องจากร่างของหนิงถู่ฉือนุ่มนิ่มแถมยังอบอุ่น อีกทั้งร่างน้อยๆ นี้ก็อ่อนแอมาก หนิงเวิ่นเวิ่น

อยู่ในอ้อมแขนเขาแล้วสบายจนเผลองีบหลับไป แต่พอกลับถึงบ้าน นางก็ตื่นขึ้นมา

หนิงอี้ลุกนั่งด้วยตัวเองได้แล้ว สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาบ้าง

หนิงเวิ่นเวิ่นจ้องมองหนิงอี้ นางคำนวณวันมงคลสำหรับย้ายหลุมศพไว้แล้ว นั่นก็คือวัน

ส่งท้ายปีเก่า หากพลาดไปแล้วต้องรอต่อไปถึงครึ่งปี

ครึ่งปีเชียวนะ นางดูท่านตาแล้วคาดว่าคงรอไม่ไหว

หนิงอี้ก็สังเกตเห็นว่าหลานสาวมองตนอยู่ "เวิ่นเวิ่น ทำไมมองตาแบบนี้ล่ะ"

เสียงของหนิงอี้อ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หนิงเวิ่นเวิ่นกัดริมฝีปาก "ท่านตา เมื่อครู่ข้าฝันเห็นท่านยายเจ้าค่ะ"

หนิงอี้หัวเราะ จากนั้นก็ไอขึ้นมาเล็กน้อย "เจ้ายังไม่เคยพบท่านยายของเจ้าเลย ทำไมเจ้า

ถึงรู้ว่าคนที่เจอในฝันคือท่านยายล่ะ"

"ท่านยายบอกเวิ่นเวิ่น นางสวยมากเจ้าค่ะ"

พอเอ่ยถึงภรรยาที่จากไปแล้ว หนิงอี้มีสีหน้าอ่อนโยนขึ้น "ใช่แล้ว ท่านยายของหลาน ... สวย

มาก แม่ของหลานก็คล้ายนางมาก ส่วนหลานก็คล้ายแม่ของหลาน"

หนิงอี้ย่อมเชื่อคำพูดของหนิงเวิ่นเวิ่น ถึงอย่างไรเด็กน้อยก็ยังเล็กขนาดนี้ จะโกหกไปทำไม

"เวิ่นเวิ่น ... ในฝัน ... ในฝันท่านยายเป็นอย่างไรบ้าง นางได้พูดคุย ... กับเจ้าหรือไม่ นางมีเงิน

... พอใช้หรือเปล่า เสื้อผ้าล่ะ ... มีพอใส่ไหม"

หนิงอี้ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพูดจบ

ชาติก่อนหนิงเวิ่นเวิ่นก็ได้ยินว่ามีคนมาทำบุญที่อารามเพื่ออุทิศให้ญาติที่เสียไปแล้ว

เป็นประจำ ที่กล่าวมาคงไม่ต่างกัน

"พอเจ้าค่ะ เพียงพอแล้ว" เสียงอ้อแอ้ของหนิงเวิ่นเวิ่นนุ่มนิ่มน่าฟัง

"แต่ว่า ... "

พอนางหยุดไปเช่นนี้ หนิงอี้ขมวดคิ้วทันทีก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจยิ่ง "แต่ว่าอะไรรึ"

"ท่านยายบอกว่าอึดอัด" หนิงเวิ่นเวิ่นสังเกตเห็นว่าบรรดาท่านลุงล้วนมองมาที่นางแล้ว

ท่านลุงเล็กที่ติดทะเล้นที่สุดเอ่ยถามด้วยความสงสัย "เวิ่นเวิ่น เช่นนั้นท่านยายบอก

เจ้าหรือไม่ว่าอึดอัดตรงไหน"

ในที่สุดก็ถามเข้าประเด็นแล้ว หนิงเวิ่นเวิ่นค่อนข้างประหม่านิดๆ

แต่ดวงตาของนายผู้เฒ่าสกุลหนิงกลับฉายแววไม่สบอารมณ์ "อย่ามา ... กวน นางจะตกใจ"

"ข้า ... ข้าพูดกวนตรงไหนกัน" หนิงเยวี่ยหลวนคับข้องหมองใจแต่ทำอะไรไม่ได้ "เวิ่นเวิ่น

คนดี ลุงเล็กไม่ได้ทำให้หลานตกใจใช่ไหม"

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้า จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้ลุงเล็ก "ท่านตา ท่านยายบอกว่านางนอน

ไม่สบายเลยเจ้าค่ะ บอกว่านอนกลับหัว พอนางอึดอัดก็คุ้มครองเกื้อหนุนทางบ้านไม่ได้"

"เฮือก ... "

หนิงอี้สูดหายใจด้วยความตกใจ พี่น้องสกุลหนิงก็มองหน้ากันเหลอหลา พลันมีสีหน้า

ตึงเครียด


[1] แผนภูมิสวรรค์พิภพ คือปฏิทินยุคจีนโบราณโดยใช้ระบบเลขฐาน 60 วนเป็นวง โดยใช้

ปีนักษัตรและธาตุต่างๆ ประกอบเป็นสองอักษรสำหรับนับวันเดือนปี มักนำมาใช้คำนวณฤกษ์ยาม

ในการทำพิธีต่างๆ

[2] (Ulmus pumila) ชื่อสากลคือต้นเอล์มไซบีเรีย เป็นพืชในวงศ์ต้นขี้เหล็ก เป็นต้นไม้ที่คนจีนนิยม

นำมาทำเครื่องเรือน เนื่องจากลายไม้สวยและแข็งแรงทนทาน


บทที่ 6 ถุงสมบัติครอบจักรวาล

Zonore


"เวิ่นเวิ่น ท่านยายพูดแบบนี้จริงๆ หรือ" หนิงจินหยวนถาม

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้าอย่างหนักแน่น หวังว่าอาจารย์จะไม่โกรธที่นางพูดโกหก นางกำลังทำ

ความดีอยู่

"จริงเจ้าค่ะ นางยังสั่งให้เวิ่นเวิ่นมาบอกท่านตาด้วยว่าวันส่งท้ายปีเก่าเป็นวันดี นาง

ต้องการให้ย้ายในวันนั้น ตอนนี้หัวตำเท้าสูงอึดอัดมาก"

หนิงอี้ขมวดคิ้ว มองบุตรชายคนโต "เจ้าใหญ่ ลูก ... ลูกคิดว่าอย่างไร"

หนิงจินหยวนกระแอมเล็กน้อย "ท่านพ่อ ข้าคิดว่าสิ่งที่เวิ่นเวิ่นพูดเป็นความจริง ท่านคิดดู

สิขอรับ ทั้งๆ ที่ปรมาจารย์ท่านนั้นบอกว่าเลือกทำเลมงคลหายากให้ท่านแม่ ทว่านับตั้งแต่ท่านแม่

จากไป ตระกูลเราก็เละเทะจนกลายเป็นอะไรไปเสียแล้ว บางทีปัญหาอาจอยู่ตรงนี้ขอรับ"

แล้วหนิงอี้ก็มองบุตรชายคนรอง หนิงมู่ชางยักไหล่เล็กน้อย "ลูกรู้เรื่องพวกนี้เสียที่ไหน แต่

เวิ่นเวิ่นพูดฉะฉานขนาดนี้ น่าจะเป็นถ้อยคำที่ท่านแม่ถ่ายทอดให้"

แต่เวลานี้หนิงรื่อเชิงกลับเห็นต่างออกไป แต่แน่นอนว่าเห็นต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนๆ

ไม่ใช่ตัวคน "ในเมื่อเป็นแบบนี้ ไยท่านแม่ไม่มาบอกพวกเราแต่แรกเล่า"

หนิงเวิ่นเวิ่นใจหายขึ้นมา จบเห่แล้ว ถูกจับได้แล้วงั้นหรือ

โกหกไม่ได้จริงๆ สินะ

แต่หนิงเยวี่ยหลวนกลับเอ่ยว่า "จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ เวิ่นเวิ่นว่าง่ายรู้ความขนาดนี้ ท่าน

แม่ของพวกเราเลยชอบนางน่ะสิ ก่อนหน้านี้นางโขกศีรษะคำนับท่านแม่ไม่ใช่หรือ ทันทีที่ท่านแม่

เจอนางก็คงคิดว่า ไอ๊หยา หลานสาวแบบนี้หาได้ยากนัก ยังดูไม่พอเลย เข้าไปเจอในฝันดีกว่า"

หนิงเวิ่นเวิ่นนับถือวาทศิลป์ของลุงเล็กนัก หากไม่ไปเป็นนักเขียนนิยายคงน่าเสียดาย

นางพยักหน้าให้หนิงเยวี่ยหลวน หนิงเยวี่ยหลวนก็ส่งสายตาสื่อว่าให้นางวางใจได้เลย

"ท่านพ่อ ตามความเห็นของลูก ลองดูก็ได้นะเจ้าคะ บ้านเราเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ต่อให้เลวร้าย

ขนาดไหนก็คงไม่แย่ไปกว่านี้แล้วกระมัง" หร่วนชื่อเอ่ย

หนิงเวิ่นเวิ่นก็พยักหน้า "ท่านตาเจ้าขา ลองดูเถิด ท่านยายอึดอัด เวิ่นเวิ่นสงสารนาง"

ภายใต้คำเกลี้ยกล่อมของทุกคน ในที่สุดหนิงอี้ก็พยักหน้าตกลง

วันส่งท้ายปีก็วันส่งท้ายปีสิ ไม่ว่าจะปีไหนเดือนใด หากภรรยาอยู่ในปรโลกแล้วยังอึดอัด

เขาก็อยากจะสั่งให้ลูกๆ ขึ้นเขาไปขุดหลุมศพ วางโลงใหม่เสียเดี๋ยวนี้เลย

เสื้อบุนวมตัวใหม่ ยัดฝ้ายไว้หนา หนิงเวิ่นเวิ่นไม่ได้อุ่นเพียงกายเท่านั้น ยังอุ่นใจด้วย

หนิงเวิ่นเวิ่นไม่วางใจ จึงตามขึ้นเขาไปด้วย ส่วนหร่วนชื่อและลูกชายทั้งสองยุ่งอยู่กับการ

แปะกลอนมงคลคู่รวมถึงจัดเตรียมอาหารกลางวัน มีบางบ้านจุดประทัดกันตั้งแต่เช้าตรู่

แต่ก็ไม่ได้จุดกันมากมายนัก มีเสียงดังประปราย คนในชนบทล้วนยากจน ถึงมีเงินก็หักใจ

ซื้อมาจุดไม่ลง


เรื่องราวตกลงกันตามนี้ สกุลหนิงมีบุรุษมากมาย อีกทั้งไม่มีปีนักษัตรที่ขัดแย้งกันเลย

อาศัยแรงคนในบ้านก็เพียงพอแล้ว

คืนนี้ ครอบครัวสกุลหนิงล้วนเข้านอนแต่หัวคำ หนิงเวิ่นเวิ่นกินอิ่มพอล้มตัวก็หลับไป

หร่วนชื่อกังวลว่านางจะหวาดกลัว จึงมานอนเป็นเพื่อนในห้องของนาง

หนิงเวิ่นเวิ่นตื่นมากลางดึก พบว่าหร่วนชื่อกำลังเย็บชุดอยู่ใต้แสงตะเกียงนำมัน

รุ่งเช้าวันต่อมา ชุดบุนวมลายดอกตัวนั้นก็อยู่บนร่างนาง

หร่วนชื่อเห็นเด็กน้อยได้สวมเสื้อผ้าดีๆ ก็พยักหน้าอย่างพอใจ "ไม่เลว เวิ่นเวิ่นของพวกเรา

งามนัก ใส่อะไรก็ดูดีไปหมด วันหลังจะบอกให้ลุงใหญ่ของเจ้าเข้าตำบลไปซื้อผ้าใหม่ๆ มาสักหน่อย”

เสื้อบุนวมตัวใหม่ ยัดฝ้ายไว้หนา หนิงเวิ่นเวิ่นไม่ได้อุ่นเพียงกายเท่านั้น ยังอุ่นใจด้วย

หนิงเวิ่นเวิ่นไม่วางใจ จึงตามขึ้นเขาไปด้วย ส่วนหร่วนชื่อและลูกชายทั้งสองยุ่งอยู่กับการ

แปะกลอนมงคลคู่รวมถึงจัดเตรียมอาหารกลางวัน มีบางบ้านจุดประทัดกันตั้งแต่เช้าตรู่

แต่ก็ไม่ได้จุดกันมากมายนัก มีเสียงดังประปราย คนในชนบทล้วนยากจน ถึงมีเงินก็หักใจ

ซื้อมาจุดไม่ลง

ระหว่างทางขึ้นเขา จู่ๆ ก็มีเสียงประทัดดังมาจากหมู่บ้านบนเขาเล็กๆ ที่อยู่ด้านหลัง หนิงจิน

หยวนรีบปิดหูหนิงเวิ่นเวิ่นไว้ "เวิ่นเวิ่นไม่ต้องกลัวนะ"

หนิงเวิ่นเวิ่นไม่กลัว แต่นางเห็นว่าเจ้าผีที่เกาะอยู่ข้างหลังลุงห้าตัวสั่นระริก

เดิมทีก็จุดประทัดเพื่อไล่สิ่งอัปมงคล ผีย่อมกลัวเป็นธรรมดา

แค่นี้ก็กลัวแล้ว เช่นนั้นหากตกคำทุกคนพากันจุดประทัด มันไม่กลัวแทบแย่เลยหรือ

ก็ดีเหมือนกัน ถ้าตกใจจนวิญญาณแตกสลาย ก็ลดภาระที่นางต้องปัดเป่า

หนิงเวิ่นเวิ่นคิดอยู่เงียบๆ

ขั้นตอนย้ายโลงใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่ง มีหนิงเวิ่นเวิ่นคอยชี้นำให้ด้วย ต่อให้ผิดพลาด

ไปก็แก้ไขทันท่วงที ถึงอย่างไรก็โบ้ยไปให้ท่านยายได้

ก่อนกลับ หนิงเวิ่นเวิ่นโขกศีรษะคำนับท่านยายที่นอนอยู่ในหลุมศพใหม่ อธิษฐานต่อวิญ

ญาณท่านยายที่อยู่บนสวรรค์ โปรดยกโทษให้คำโกหกด้วยเจตนาดีของนางด้วยเถิด

"ท่านแม่ คราวนี้จัดการให้ท่านได้นอนตามที่ท่านกำชับแล้ว ต้องปกปักคำจุนบ้านเราด้วย

นะขอรับ" หนิงเยวี่ยหลวนกล่าว

หนิงจินหยวนกลอกตาใส่เขาทีหนึ่ง "ถ้าเจ้าทำตัวไม่ได้เรื่อง ท่านแม่ไม่ปกป้องเจ้าหรอก"

อยู่


"ปกป้องพวกท่านก็พอแล้วนี่ ถ้าพวกท่านแต่ละคนได้ดีมีทรัพย์ เงินไหลกองทองไหลมา ข้า

แค่ทำตัวเป็นมอดข้าวสารเสียก็พอ"

หนิงเวิ่นเวิ่นมองลุงเล็ก เขาไม่ใช่มอดข้าวสารสักหน่อย อนาคตแสนสดใสกำลังรอคอยเขา


อาจเป็นเพราะเกิดความหวังแล้ว เจ็ดพี่น้องจึงอารมณ์ดีมาก

"กลับไปจุดประทัดกันให้มากหน่อยเถอะ ฉลองที่เวิ่นเวิ่นได้กลับบ้าน" หนิงมู่ชางกล่าว

หนิงเวิ่นเวิ่นตกใจมาก ระยะนี้จุดเทียนจง[1]ของลุงรองฉาบสีแดง เจ้าชะตาจะมีเคราะห์

เพราะไฟ การจุดประทัดก็เกี่ยวข้องกับไฟเช่นกัน บาดเจ็บได้ง่ายยิ่ง

ตกคำ ก่อนกินเกี๊ยว หนิงมู่ชางถูไม้ถูมือคอยท่า

หนิงเวิ่นเวิ่นไม่อยากให้ลุงรองบาดเจ็บ จึงยืนกรานว่าจะให้เขาอุ้ม

"เวิ่นเวิ่น ให้ลุงสามอุ้มเจ้าดีหรือไม่ ลุงรองจะไปจุดประทัดให้เจ้า เสียงจะดังมากเชียวนะ"

หนิงมู่ชางอ้อนวอนแม่หนูน้อย

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้า "ลุงรองอุ้มๆ ลุงรองแข็งแกร่ง"

ไหนเลยเหล่าบุรุษสกุลหนิงจะทนการออดอ้อนฉอเลาะของเด็กน้อยได้

ยามนี้ แม้จะสั่งให้หนิงมู่ชางไปขึ้นเขาลงห้วย เขาก็ยอมทั้งนั้น

"ได้ ลุงรองเชื่อฟังเวิ่นเวิ่น เจ้าห้า เช่นนั้นเจ้าไปจุดเถอะ"

หนิงถู่ฉือย่อมดีใจ แต่ผีที่เกาะหลังเขาอยู่กลับไม่มีความสุขเลย

มันกลัว

เสียงแบบนั้นฟังอยู่ไกลๆ ก็ทำให้มันทรมานแทบแย่แล้ว ถ้าดังใกล้ๆ คงตกใจจนวิญญาณ

กระเจิงจริงๆ

พอมันไม่มีความสุขก็เริ่มออกแรงบีบเค้นหนิงถู่ฉือ บีบศีรษะของหนิงถู่ฉือเต็มแรง

หนิงถู่ฉือพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่จุดไท่หยาง[2] จากนั้นก็รู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิด

ออกมา เขากุมศีรษะนอนกลิ้งอยู่บนพื้น

ทุกคนเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปดูอาการ

หนิงเวิ่นเวิ่นถลึงตามองผีตัวนั้นอย่างชิงชัง ไม่ได้พูดอะไร หากระฆังวัชระอาวุธวิเศษของ

นางอยู่ด้วยก็คงดี

ทันใดนั้นเอง ระฆังใบหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือนาง

มาจากไหนกัน

เช่นนั้นกระบี่เงินตรา[3]ล่ะ ถ้ามีกระบี่เงินตรา ต้องทำให้เจ้าผีน้อยวิญญาณสลาย

ไปแน่นอน

ระหว่างที่คิด กระบี่เงินตราก็ปรากฏขึ้นในมือนางอีก เป็นกระบี่เล่มนั้นที่อาจารย์มอบให้

นางในชาติก่อน

นี่ ... นี่มันเกิดอะไรขึ้น

หนิงเวิ่นเวิ่นค่อนข้างสับสน แต่เมื่อเจ้าผีที่เกาะหนิงถู่ฉืออยู่มองเห็นของวิเศษสองอย่างนี้

มันตกใจจนวิญญาณแทบสิ้น รีบเก็บมือ เผ่นหนีหายไปไม่เห็นเงา

หนิงเวิ่นเวิ่นมองของที่อยู่ในมือ ถ้าหายวับไปได้ก็คงดี ไม่เช่นนั้นหากรอจนพวกท่านลุง

หันมาสนใจนาง นางก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร

วินาทีต่อมา ของวิเศษทั้งสองก็หายวับไปจริงๆ

นี่มัน ... เรื่องบ้าอะไรกัน

มันไปอยู่ไหนแล้ว ไปหาอาจารย์หรือเปล่า นางก็อยากไปเหมือนกันนะ

ทันใดนั้น เบื้องหน้าหนิงเวิ่นเวิ่นพลันมืดมิด รู้สึกเหมือนวิญญาณตนหลุดออกจากร่าง

ขณะที่นางกำลังดีใจว่าจะได้กลับไปหาอาจารย์แล้ว

นางกลับพบว่าตนเข้ามาอยู่ในสถานที่บางแห่งที่ตนไม่รู้จัก ด้านในมีข้าวของกอง

ระเกะระกะ ดูค่อนข้างคุ้นตา

นี่กระดาษห่อลูกอมผลไม้ที่อาจารย์ซื้อให้นางไม่ใช่หรือ

แถมยังมีกระต่ายของเล่น น่องไก่ที่กินไปครึ่งหนึ่งแล้วแต่หักใจโยนทิ้งไม่ลง ธูปที่ตนทำหัก ...

นางใส่ไว้ในถุงสมบัติครอบจักรวาลไม่ใช่หรือ

ดังนั้น .... นี่คือถุงสมบัติครอบจักรวาลของนางสินะ

ไม่น่าเชื่อว่าจะตามนางมาถึงที่นี่ด้วย


[1] จุดเทียนจง เป็นตำแหน่งกึ่งกลางหน้าผากใต้ไรผม

[2] จุดไท่หยาง อยู่บริเวณรอยบุ๋มที่ขมับ

[3] กระบี่เงินตรา เป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิเต๋า ใช้สำหรับปราบภูตผีสิ่งอัปมงคล สร้างขึ้น

จากการนำเหรียญอีแปะมาร้อยด้วยเชือกแดงให้เชื่อมกันเป็นทรงกระบี่


บทที่ 7 จับผีมาเป็นลูกน้อง

Zonore


นาง


หนิงเวิ่นเวิ่นตื่นเต้นมาก แต่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนแผ่นดินไหว

พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นางเห็นหร่วนชื่อและเหล่าท่านลุงล้วนมองนางด้วยสีหน้าห่วงใย

"เวิ่นเวิ่นตกใจใช่หรือไม่ ไม่ต้องกลัวนะ" หร่วนชื่อแตะหน้าผากนางพลางเอ่ย

หนิงถู่ฉือรู้สึกผิดอย่างยิ่ง เขาลุกขึ้นมาจากพื้นแล้ว "ล้วนเป็นความผิดของข้า จู่ๆ ก็ปวดหัว

ขึ้นมา ย่อมทำให้เวิ่นเวิ่นตกใจ จะว่าไปแล้วก็แปลก ที่ผ่านมาข้าไม่เคยมีอาการแบบนี้เลย!"

เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ อย่าว่าแต่หนิงเวิ่นเวิ่นเลย บรรดาพี่น้องสกุลหนิงล้วนตกใจกันถ้วนหน้า

แต่หนิงเวิ่นเวิ่นกลับส่ายหน้า รีบบอกเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง "ท่านลุงห้า ข้าไม่ได้ตกใจ ข้า

แค่กำลังคิดว่าประทัดมีเสียงดังปานนั้นได้อย่างไรเจ้าค่ะ"

พอเด็กน้อยเอ่ยออกมา ทุกคนก็สบายใจ ซ้ำยังยิ้มแย้มเพราะท่าทางใสซื่อไร้เดียงสาของนาง

หร่วนชื่อกลับเข้าไปห่อเกี๊ยวในบ้านต่อ พร้อมเรียกเจ้าสี่หนิงหั่วเหยียนให้ไปกับนางด้วย

เจอเรื่องแบบนี้เข้า ทุกคนไม่มีอารมณ์อยากจุดประทัดต่อแล้ว พอกินเกี๊ยวปีใหม่เสร็จ ก็

แยกย้ายกันไปรออยู่เฝ้าปี[1]

แน่นอนว่าหนิงเวิ่นเวิ่นเจอเหรียญในเกี๊ยว[2]ที่กิน แต่นางสงสัยว่าจะเป็นเจตนาของป้า

สะใภ้ใหญ่ เนื่องจากป้าสะใภ้ใหญ่เป็นคนคีบเกี๊ยวให้นาง

แต่นางยังไม่ทันได้ใคร่ครวญเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งนัก นางกลับมาที่ห้องเล็กของตน อยาก

มาพิจารณาเรื่องถุงสมบัติครอบจักรวาลของตนเร็วๆ แต่กลับพบว่า เจ้าผีที่ตกใจเตลิดไปตัวนั้น

เข้ามาอยู่ในห้องของตนเสียแล้ว

"อย่า ... อย่าปราบข้าเลย ปรมาจารย์น้อยโปรดไว้ชีวิตด้วย ข้าไม่เคยทำร้ายมนุษย์เลยนะ"

ในที่สุดเจ้าผีก็พูดแล้ว

มันรู้ดีว่าเด็กสาวได้ยินแน่นอน อาวุธวิเศษสองชิ้นนั้นทำให้มันอึดอัดไปทั้งตัว แถมยัง

อ่อนแอมาก ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย

"พวกผีหลอกเก่งที่สุด" หนิงเวิ่นเวิ่นเอ่ยเสียงเบา

จะเสียงดังไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกท่านลุงจะได้ยินเข้า

เจ้าผีแปลกใจมาก แต่ก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน เป็นผีมาตั้งนาน แถมมันยังไม่เคยเจอผีตัวอื่น

ยิ่งไปกว่านั้นคือไม่มีใครได้ยินเสียงมันเลย

มันเหงามาก!

"ข้าเปล่านะ ข้าสาบานเลย ข้าไม่เคยทำจริงๆ"

หนิงเวิ่นเวิ่นถลึงตาใส่มัน "ก่อนหน้านี้เจ้าทำให้ท่านลุงห้าของข้าปวดหัว เจ้ายังจะบอกว่า

ไม่เคยอีกหรือ เจ้าโกหกอยู่นี่"

หว่างคิ้วแววตาของเด็กสาวเปี่ยมด้วยอำนาจ เป็นพยัคฆ์ฟันน้นม

เจ้าผีตกใจลงไปหมอบราบโขกศีรษะให้ "ข้า ... ตอนนั้นข้าก็แค่ไม่อยากให้เขาจุดประทัด

เสียงนั้นทำให้ข้าทรมาน ท่านคิดดูสิ หากข้าต้องการทำร้ายเขา เขาจะมีชีวิตอยู่อีกหรือ"

หนิงเวิ่นเวิ่นคิดๆ ก็ว่าถูก เมื่อคืนเจ้าผีตัวนี้ก็สงบเสงี่ยมมาก ไม่ได้ออกมาหลอกใคร

"ถึงกระนั้นเจ้าก็ไม่อาจมาเกาะติดท่านลุงห้าของข้าได้ เจ้าดูดปราณหยางของเขาไป ท่าน

ลุงห้าของข้าก็จะโชคร้าย ล้มป่วย หนักเข้าก็บั่นทอนอายุขัย เจ้าทำแบบนี้ก็เป็นทำร้ายมนุษย์

เช่นกัน"

เจ้าผีตะลึงงัน "ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ได้อยากทำร้ายเขาจริงๆ ข้าติดตามเขามาตั้งแต่เริ่มเป็น

ผี ไม่เคยไปตามคนอื่นมาก่อน"

มันเป็นผีที่ภักดี

หนิงเวิ่นเวิ่นถอนหายใจ "เช่นนั้นข้าจะรับตัวเจ้าไว้ เข้ามาอยู่ในถุงครอบจักรวาลของข้าซะ

แล้วอีกสามวันให้หลังเจ้าจะไปสู่สุขคติ"

"ไม่ ไม่เอา ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการ"

หนิงเวิ่นเวิ่นเท้าคางด้วยมือน้อยๆ มันก็ดูไม่เหมือนผีร้าย น่าจะทำความปรารถนาของมันให้

สำเร็จได้ "มีความปรารถนาใด"

"ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าข้ามีเรื่องสำคัญมากบางอย่างที่ต้องจัดการ แต่ข้าจำไม่ได้แล้ว"

"เช่นนั้น ... บ้านเจ้าอยู่ที่ไหน ชื่อแช่อะไร"

"ข้าไม่รู้"

หนิงเวิ่นเวิ่นถอนหายใจ มนุษย์เราหากตายตามธรรมชาติย่อมไม่กลายเป็นผี หากตาย

อย่างไม่เป็นธรรม ฆ่าตัวตาย ในใจมีความแค้นเคืองและไม่พอใจถึงจะกลายเป็นผี แต่ก็มีผีบางตน

ที่วิญญาณไม่สมบูรณ์เนื่องด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้สูญเสียความทรงจำบางส่วนไป "เช่นนั้น

เจ้าตายได้อย่างไร"

เจ้าผียังคงส่ายหน้า เรื่องนี้จัดการยากแล้ว

เจ้าผีเห็นเด็กสาวเงียบไปก็ขวัญเสียหนัก "ปรมาจารย์น้อย อย่าปราบข้าเลย ข้าทำงานให้

ท่านได้ หลอกคนให้ท่านยังได้"

หนิงเวิ่นเวิ่นยืนจนเมื่อยแล้ว อยากจะขึ้นเตียงเตา แต่นางตัวเล็ก เตียงเตาค่อนข้างสูง นาง

พยายามปีนขึ้นไป แต่ก็ขึ้นไม่ได้

เวลานี้เอง เจ้าผียื่นมือเข้ามาช่วยนางเล็กน้อย นางจึงขึ้นเตียงสำเร็จ

เจ้าผีอาศัยจังหวะนี้เอ่ยขึ้นว่า "ปรมาจารย์น้อย ท่านดูสิ นี่ข้าก็ช่วยท่านอยู่ไม่ใช่หรือ ท่าน

กระหายหรือไม่ ข้าจะเอานำมาให้ท่าน ท่านไม่ต้องลงจากเตียงหรอก เหนื่อยจะตาย"

เจ้าผีไม่รอให้หนิงเวิ่นเวิ่นปฏิเสธก็กระดิกนิ้วเล็กน้อย จอกนำบนโต๊ะลอยหวือขึ้นมา จากนั้น

ก็หย่อนลงมาในมือหนิงเวิ่นเวิ่น

หนิงเวิ่นเวิ่นมองเจ้าผีที่ทำหน้าประจบประแจงตัวนั้น นางนึกถึงถ้อยคำที่อาจารย์เคยกล่าวไว้

การคลายปมอาฆาตในใจช่วยให้ผีหลุดพ้นได้บุญกุศลมากกว่าปราบผี

นี่ยังอยู่ในช่วงขึ้นปีใหม่ ไม่เช่นนั้นก็จะปล่อยเขาไว้หรือ?

ใช่ว่านางอยากได้รับการปรนนิบัติจากเจ้าผีตัวนี้หรอกนะ

"ปรมาจารย์น้อย ท่านอย่าปราบข้าเลย ต่อไปนี้ท่านสั่งให้ข้าไปหลอกใครข้าก็จะไปหลอก

คนนั้น ท่านสั่งให้ข้าตีหมาข้าย่อมไม่ฟาดไก่แน่นอน" เจ้าผีอ้อนวอนอีกครั้ง "รอจนข้านึกเรื่องที่

ติดค้างอยู่ในใจออกแล้วข้าก็จะหายไปเอง"

หนิงเวิ่นเวิ่นทราบดีว่าผีก็มีแบ่งแยกดีร้ายเช่นกัน อีกทั้งตอนนี้นางก็ค่อนข้างใจอ่อนแล้ว

"เช่นนั้นเจ้าห้ามทำร้ายมนุษย์อีก ไม่อนุญาตให้ตามท่านลุงห้าของข้าด้วย"

"ขอรับ จะเชื่อฟังท่านทุกอย่าง" เจ้าผีมองหนิงเวิ่นเวิ่น "เช่นนั้นหากข้าติดตามท่าน จะ

ส่งผลร้ายต่อท่านด้วยหรือไม่"

มันยังคงมีจิตสำนึกยิ่งนัก

หนิงเวิ่นเว่นคิดอยู่ในใจ เอ่ยไปว่า "ถ้าข้าอยู่บ้านเจ้าก็ติดตามข้าอยู่ในบ้านได้ ถ้าข้าออก

ไปไหน ข้าค่อยหาที่ดีๆ ให้เจ้าอีกที"

ถุงสมบัติครอบจักรวาลก็คุ้มค่าพอให้ใช้ได้ ขอเพียงไม่ขังไว้ต่อเนื่องสามวัน วิญญาณก็จะ

ไม่สลายไป

หนิงเวิ่นเวิ่นก็อยากอยู่เฝ้าปี แต่จนใจที่ร่างนี้ยังเล็กนัก ตกดึกก็ผล็อยหลับไป

รุ่งเช้า นางตื่นเพราะเสียงเอะอะเจี๊ยวจ๊าว นางจึงสวมเสื้อผ้าแล้วไปที่เรือนของหนิงอี้

วันนี้สีหน้าของหนิงอี้ดูดีขึ้นมาก ถึงแม้จะไออยู่บ้าง แต่ไม่มีเสียงครืดคราดในลำคอแล้ว

พอหนิงเวิ่นเวิ่นเข้าห้องไปก็เห็นสตรีสองนาง คนที่อายุมากกว่าค่อนข้างเสียงดังเอะอะ

ก่อนหน้านี้ก็เป็นเสียงของนางที่ปลุกนางให้ตื่น ส่วนคนที่ยังสาวเหลือบมองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็

มองไปทางอื่น

สายตาของลุงรองจดจ่ออยู่ที่ร่างของหญิงสาวคนนั้นตลอด

ลุงรองชอบนางอย่างนั้นหรือ

แต่พวกเขาสองคนไม่มีวาสนาได้เป็นสามีภรรยากันนะ สตรีนางนี้ชะตาพิฆาตสามี มีแวว

เป็นหม้ายได้แต่งงานใหม่

"น้องเอ๋ย เข้าปีใหม่แล้ว มู่ชางยังไม่ได้ไปเยี่ยมถึงบ้าน จะให้เจ้ากับอิ่งอิ่งเป็นฝ่ายมาหาได้

อย่างไร รีบเข้ามาเถอะ ดื่มชาสักหน่อย" หนิงอี้พูดคล่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

สตรีร่างอ้วนเหลือบมองหนิงเวิ่นเวิ่น จากนั้นก็กลอกตาใส่ด้วยความรังเกียจ "พี่ใหญ่หนิง

จะเอาเด็กคนนี้มาเลี้ยงดูที่บ้านสกุลหนิงจริงๆ น่ะหรือ"

"ใช่แล้ว ให้นางอยู่ที่บ้านน่าสงสารเกินไป" หนิงอี้กล่าว

"ต้องเลี้ยงให้ได้เชียวรึ" หญิงอ้วนเอ่ยเสียงแหลม

หนิงอี้สูดหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ทันทีที่ตื่นเต้นก็ไอออกมาเล็กน้อย

หนิงจินหยวนกล่าวว่า "ท่านป้า นี่คือบุตรสาวคนเดียวของน้องสาวข้า ถ้าส่งนางกลับ

ไปบ้านสกุลเหอ ก็ไม่ต่างจากส่งนางไปตาย พวกเราพี่น้องหารือกันแล้วจึงพากลับมาเลี้ยง แต่ท่าน

วางใจเถิด ไม่ทำให้งานแต่งของน้องรองข้ากับอิ่งอิ่งเกิดข้อผิดพลาดแน่นอน สินสอดที่ควรให้ ... "

"เฮอะ ... ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยังจะมีงานแต่งอันใด" หญิงอ้วนแค่นหัวเราะ "พวกเจ้ายืนกราน

จะเลี้ยงเด็กคนนี้ พวกเราย่อมไม่สะดวกจะกล่าวอันใด มิเช่นนั้นก็ไร้คุณธรรมนำใจ แต่สถานการณ์

ของตระกูลหนิงในยามนี้ เลี้ยงตัวเองยังลำบาก กลับมีเพิ่มมาอีกหนึ่งปากท้อง อิ่งอิ๋งของพวกข้า

ไม่ได้ออกเรือนไปเพื่อตกระกำลำบาก เรื่องนี้ก็ให้เลิกแล้วต่อกันไปแล้วกัน"


[1] เฝ้าปี คือประเพณีดั้งเดิมของจีน โดยจะอยู่ส่งท้ายปีเก่าทั้งคืนโดยไม่เข้านอน รอต้อนรับปีใหม่

ที่มาเยือน

[2] เกี๊ยวห่อเหรียญ การรับประทานเกี๊ยวในช่วงปีใหม่ของจีนสื่อถึงการรับโชคลาภ บางท้องถิ่น

นิยมใส่เงินเหรียญไว้ในเกี๊ยวด้วย หากใครโชคดีได้เกี๊ยวที่มีเหรียญซ่อนอยู่เชื่อกันว่าจะมีโชคดี

ตลอดปี


บทที่ 8 เรื่องแต่งงานก็ยกเลิกไปเสียเถอะ


ยิ่งฟังหนิงมู่ชางก็ยิ่งกำมือแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขาพยายามสงบอารมณ์ไว้ ไม่อยากเอ่ยออกไปให้

หลานสาวใจเสีย "พี่สะใภ้ใหญ่ เวิ่นเวิ่นยังไม่ได้กินข้าว พานางไปกินข้าวเถิด"

หร่วนซื่อเป็นคนฉลาดจึงเข้าใจความพยายามของเขาที่ไม่อยากให้เวิ่นเวิ่นได้ยินแล้วคิดว่า

เป็นความผิดตน "จะพาไปเดี๋ยวนี้"

นางกวาดตามองรอบเรือนด้วยความกังวล สุดท้ายก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

แต่หนิงเวิ่นเวิ่นฟังรู้เรื่อง ดูเหมือนนางจะกลายเป็นตัวภาระเสียแล้ว ทำให้ลุงรองไม่ได้แต่ง

ภรรยา

หนิงเวิ่นเวิ่นกัดริมฝีปาก ขอบตาแดงเรื่อเพราะรู้สึกผิด ถึงแม้นางจะคิดว่าสตรีผู้นั้นไม่คู่ควร

กับลุงรอง แต่ลุงรองแสนดีถึงเพียงนั้น เห็นเขาเสียใจ นางก็ทรมานใจเช่นกัน

หร่วนชื่อเห็นเด็กน้อยมีท่าทางหนักอกหนักใจ ก่อนหน้านี้คิดว่าเด็กยังเล็กคงฟังไม่รู้เรื่อง

ดูเหมือนนางจะคิดผิดไป

"เวิ่นเวิ่น กินน่องไก่ไหม หลานชอบกินน่องไก่ไม่ใช่หรือ" หร่วนซื่อเอ่ยเสียงเบา นางไม่รู้ว่า

ควรปลอบเด็กน้อยอย่างไร

ภายในเรือน หนิงจินหยวนเกรงว่าโทสะของน้องรองจะทำให้เรื่องราวเลวร้ายกว่าเดิม "ท่าน

ป้า เรื่องนี้ท่านวางใจได้ ถึงเวิ่นเวิ่นจะอยู่บ้านเรา แต่เรื่องกินอยู่ของนางข้าเป็นคนรับผิดชอบ

ไม่รบกวนน้องรองและไม่รบกวนคนอื่น หาเลี้ยงเด็กคนเดียวข้ารับผิดชอบได้"

"ถึงจะพูดแบบนี้แต่ก็อยู่ร่วมกัน หากไม่ให้เลย คนอื่นคงหาว่าอิ่งอิ่งของพวกเราใจดำ" เสิ่น

ชุ่ยจือมองเฉินเสวี่ยอิ่งผู้เป็นบุตรสาว ไหนเลยจะหักใจปล่อยบุตรสาวแสนสวยออกเรือน

มาตกระกำลำบากอยู่บ้านนอกคอกนาได้

หร่วนชื่อก็เคยเป็นสาวงามเลอโฉม แต่ตอนนี้ผ่านไปสองสามปีกลับดูเหมือนสาวใช้

"ท่านป้า ... "

"พี่ใหญ่ พอเถอะ" หนิงมู่ชางเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา "อิ่งอิ่ง เวิ่นเวิ่นต้องอยู่ที่บ้านสกุลหนิง

นางไม่ใช่หลานของพี่ใหญ่คนเดียว ข้าไม่อาจหมางเมินได้ ดังนั้น เจ้าต้องการถอนหมั้นใช่หรือไม่"

เฉินเสวี่ยอิ๋งเม้มปาก ค่อนข้างหมดความอดทน เดิมก็ไม่ใช่เพราะเรื่องเด็กคนเดียวอยู่แล้ว

"ใช่ ข้าไม่อยากมีภาระตั้งแต่ยังไม่ทันแต่งเข้า หนิงมู่ชาง เรื่องระหว่างเราสองคนก็จบสิ้นไป

เสียเถอะ"

เฉินเสวี่ยอิ๋งพูดจบก็ไม่มองครอบครัวสกุลหนิงอีก คุณชายหวังกำลังรอนางอยู่ "ท่านแม่

พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ"

"อิ๋งอิ๋ง ช้าก่อน นอกจากเวิ่นเวิ่นแล้ว เจ้ายังมีเงื่อนไขอันใดอีกหรือไม่ พวกเราจะทุ่ม

สุดความสามารถเพื่อทำให้เจ้าพอใจ ... "

"ช่างเถิดพี่ใหญ่ ปล่อยนางไป!" หนิงมู่ชางจะไม่ทราบได้อย่างไร สกุลเฉินก็แค่รังเกียจที่สกุล

หนิงของพวกเขาตกอับแล้ว

พวกเขาสองคนหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก ถึงวัยแต่งงานมานานแล้ว ทว่าสกุลเฉินเอาแต่ยื้อ

อยู่รำไป ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะมาถึงอยู่ดี

เสิ่นชุ่ยจือยกผ้าเช็ดหน้าซับมุมปาก มองหนิงอี้ "พี่ใหญ่หนิง เรื่องนี้จะโทษพวกเราไม่ได้ ถ้า

จะโทษก็ต้องโทษที่มู่ชางหัวรั้นเกินไป เฮ้อ ... บางทีเด็กทั้งสองคงไร้วาสนาต่อกัน"

"ไร้วาสนาอันใด ข้าว่าเจ้าคงใช้เวิ่นเวิ่นเป็นข้ออ้างมากกว่ากระมัง พูดเรื่องพวกนั้นไปจะ

มีประโยชน์อะไร หากสกุลหนิงเรายังเหมือนแต่ก่อน พวกเจ้าจะยอมถอนหมั้นหรือ"

ถึงหนิงเยวี่ยหลวนจะอายุน้อยที่สุด แต่ตอบสนองว่องไวที่สุด ฝีปากก็จัดจ้านที่สุดเช่นกัน

เสิ่นชุ่ยจือยิ้มเยาะ คิดในใจว่าหลายปีมานี้สกุลหนิงไม่มีทีท่าว่าจะกลับมารุ่งโรจน์ได้อีก "ข้า

ขอกล่าวไว้ตรงนี้ ต่อให้สกุลหนิงรุ่งเรืองขึ้นมา เสวี่ยอิ๋งของเราก็ไม่มีทางกลับมา"

นางแค่นเสียง "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเงินหรอก"

เสียงจากในเรือนค่อนข้างดัง ขนาดหนิงเวิ่นเวิ่นกินข้าวอยู่ในห้องเล็กๆ ของตนก็ยังได้ยิน

"ป้าสะใภ้ใหญ่ นางโกหก นางชอบเงิน นางคือคนโลภ"

หร่วนชื่อไม่รู้ว่าเด็กน้อยมองออกจากโหงวเฮ้ง คิดเพียงว่านางฉลาดเท่านั้น จึงหยิกแก้ม

เด็กน้อยทีหนึ่ง "ปิดบังอะไรเจ้าตัวแสบไม่ได้เลย เวิ่นเวิ่น อย่าคิดมากเชียวเล่า ไม่ว่าจะเกิดอะไร

ขึ้น ทุกคนในบ้านเราก็รักเจ้า"

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้า นางซดนำแกงในชามหมดอย่างรวดเร็ว "ป้าสะใภ้ใหญ่ ข้าอยากกิน

อีกเจ้าค่ะ"

หร่วนซื่อไม่คิดอะไรมาก "ได้ ป้าจะไปตักนำแกงมาให้"

พอนางหันหลังไป นึกถึงว่างานแต่งงานของน้องรองล่มเช่นนี้ ในใจรู้สึกแย่ แต่ไม่กล้า

แสดงออกให้หลานเห็น

นางมองออกว่าหนิงเวิ่นเวิ่นฉลาดกว่าเด็กทั่วไป จะปล่อยให้นางเห็นไม่ได้ มิเช่นนั้นนางคง

เสียใจ

หนิงเวิ่นเวิ่นก็อยากกันหร่วนชื่อออกไปเช่นกัน นางเอ่ยสั่งการเจ้าผีที่นั่งอยู่บนเตียงสอง

สามประโยค

เจ้าผีพยักหน้าอย่างแข็งขัน จากนั้นก็หายวับไป

พวกเสิ่นชุ่ยจือสองแม่ลูกเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ก็ลื่นล้มหน้าควำ

เสิ่นชุ่ยจือล้มใส่ประตูใหญ่ฟันกระแทกเข้ากับฐานรองเพลาประตู กลายเป็นคนฟันหลอทันที

นางหันกลับไปมอง พื้นเรียบเสมอกันดียิ่ง

เฉินเสวี่ยอิ๋งก็ไม่ดีไปกว่ากัน กระโปรงที่ตัดใหม่สำหรับใส่ปีใหม่ขาดเป็นรู

อีกทั้งตลอดเส้นทางนี้ พวกนางสองแม่ลูกเดินไปไม่กี่ก้าวก็ล้มหน้าทิ่มเหมือนผีหลอก กว่า

จะถึงบ้านก็หน้าบวมช้ำแล้ว

ตอนนี้บรรยากาศในบ้านสกุลหนิงค่อนข้างตึงเครียด

หนิงอี้ถอนหายใจ ในใจรู้สึกผิด ล้วนต้องโทษเขาที่ทำให้บ้านนี้ตกตำ มิเช่นนั้นงานแต่งงาน

ของบุตรชายคงไม่ถูกเลื่อนจนกลายเป็นเช่นนี้

หนิงมู่ชางไหนเลยจะทนเห็นบิดาโทษตัวเองได้ "ท่านพ่อ ท่านอย่าเสียใจเลย เดิมข้าก็มิได้

ชมชอบเฉินเสวี่ยอิ๋ง อยากถอนหมั้นมานานแล้วขอรับ นางเอ่ยปากออกมาพอดี ไม่ใช่บ้านเรา

เมินเฉยเสียหน่อย"

ครอบครัวสกุลหนิงล้วนทราบดี หนิงมู่ชางชอบเฉินเสวี่ยอิ่งมาก เฉินเสวี่ยอิ่งบอกว่าชอบปก

เสื้อที่ทำจากขนจิ้งจอก เขาก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์โดยไม่คำนึงถึงอันตราย ถลกหนังจิ้งจอกมาสอง

สามตัว ตั้งใจว่ารอถึงช่วงเยี่ยมเยือนปีใหม่แล้วจะนำไปมอบให้

เขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนในตระกูลหนิงล้วนรู้สึกไม่ดี โดยเฉพาะหนิงอี้และหนิงจินหยวน

คนหนึ่งเป็นบิดา อีกคนเป็นพี่ชายคนโต ทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถ

หนิงเวิ่นเวิ่นกินจนอิ่มหนำแล้ว จึงอาศัยช่วงที่หร่วนชื่อล้างจานแอบย่องเข้ามา

หนิงมู่ชางเห็นเด็กน้อยมองตาแป๋ว ใสชื่อและน่าสงสาร เขาโน้มตัวลงไปอุ้มเด็กสาวขึ้นมา

"เวิ่นเวิ่น กินอิ่มแล้วหรือ" หนิงมู่ชางพยายามทำลายความเงียบที่รู้สึกได้

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้ารับ "ลุงรองเจ้าขา ท่านอย่าเสียใจเลย สตรีผู้นั้นไม่คู่ควรกับท่าน

ใบหน้านางไร้ราศี ท่านจะได้แต่งโฉมงามใจกว้างจิตเมตตาเป็นภรรยา นางเพียบพร้อมไปเสียทุก

ด้าน ฐานะก็ไม่ตำต้อย นางกำลังรอคอยท่านอยู่ในที่ที่ห่างไกลยิ่งนัก"

หนิงมู่ชางยิ้มอย่างขมขื่น เด็กน้อยช่างวาดฝันให้เสียสวยหรูจริงๆ

ตอนนี้เขาตกอยู่ในสภาพนี้ แม้แต่สกุลเฉินที่ธรรมดาสามัญขนาดนั้นยังดูแคลน แล้วเรื่อง

บุตรีตระกูลใหญ่สูงศักดิ์จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า

เขาบีบแก้มเด็กน้อยที่ไม่ค่อยมีเนื้อเท่าไร ต้องขุนกันอีกหน่อย "ได้ ลุงรองเชื่อเวิ่นเวิ่น ไม่

เสียใจแล้ว"

หนิงเยวี่ยหลวนหัวเราะออกแล้ว "เวิ่นเวิ่น เช่นนั้นลุงเล็กจะได้แต่งกับภรรยาเช่นไรหรือ"

หนิงเวิ่นเวิ่นมองเขา "ร้ายกาจมาก ... แต่ก็ยอดเยี่ยมมาก ฮิฮิ"

หนิงสุ่ยเหยายิ้ม "ดูเหมือนเวิ่นเวิ่นจะรู้จักเจ้าดีนะ จอมกะล่อนอย่างเจ้าต้องหาสตรีร้ายกาจ

สักคนมาค่อยกำราบ"

หนิงเยวี่ยหลวนแค่นเสียง เขาไม่มีทางแต่งกับพยัคฆ์สาวหรอก ถ้าจะแต่งก็ต้องแต่งกับ

แม่นางน้อยที่อ่อนโยนดั่งสายนำถึงจะถูก

ถ้าได้แบบพี่สะใภ้ใหญ่จะดีที่สุด


บทที่ 9 มีเรื่องดีหลั่งไหลมาเรื่อยๆ


หนิงจินหยวนถอนหายใจ "ให้ข้าไปหาสกุลสวีสักหน่อยหรือไม่ พวกเขาติดหนี้บ้านเราอยู่

จำนวนหนึ่ง ผ่านมาหลายปียังไม่คืน หากตามกลับมาจะต้องคืนเงินแน่นอน เจ้ารองจะได้เอาซื้อ

ของกำนัลให้สกุลเฉิน เผื่อว่า ... "

หนิงมู่ชางยิ้มขมขื่น "สกุลสวียำแย่กว่าบ้านเราอีก ซ้ำเงินก็แค่ยี่สิบตำลึง ตอนนั้นท่านพ่อก็

กล่าวไปแล้วว่ายกให้ จะกลับคำไม่ได้เด็ดขาด ข้าไม่ไปหรอก"

อันที่จริง เขารู้ว่าไปหาสกุลเฉินก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี

หนิงเวิ่นเวิ่นคิดในใจ หลังจากย้ายหลุมศพท่านยาย ไอดำบนหัวท่านตาสลายไป แทนที่ด้วย

ประกายสีแดงทั่วหน้า เป็นสัญญาณว่าจะได้ลาภ ลาภนี้เกี่ยวข้องกับสหายเก่า ดูทรงแล้วมีโอกาส

สูงที่สกุลสวีจะเอาเงินมาคืน

เดิมนางยังสงสัยว่าทักษะของตนถดถอย มองผิดไปหรือไม่ เพราะตอนนี้ท่านตายังลงจาก

เตียงไม่ได้ จะมีโอกาสได้ลาภจากไหนเล่า ที่แท้ก็มาในรูปแบบนี้

ขณะที่คุยกันอยู่ มีเสียงคนร้องเรียกจากนอกบ้าน

หร่วนชื่ออยู่ใกล้จึงออกไปดู ไม่นานนักก็พาแขกเข้ามา

เขาถือกล่องเล็กกล่องใหญ่ไว้ในมือ พอเข้าบ้านมาก็คุกเข่าลง

พี่น้องสกุลหนิงรีบเข้าไปประคอง

หนิงจินหยวนแปลกใจ เพ่งพิศอยู่สักพักถึงจำได้ว่าเป็นใคร "ท่านลุงสวี เป็นท่านไปได้

อย่างไร"


พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา[1]จริงๆ

"นายท่านหนิง ท่านยังจำข้าได้หรือไม่ ข้าคือสวีฝู สิบปีก่อนท่านให้ข้ายืมเงินยี่สิบตำลึงนำ

ไปเป็นทุนหมุนเวียน ข้าร่อนเร่อยู่ข้างนอกไม่ประสบความสำเร็จใดๆ จึงไม่มีหน้ากลับมาพบท่าน

ปีก่อนข้าพอจะทำกำไรได้บ้าง ได้ยินสถานการณ์ตอนนี้ของท่าน วันนี้ข้ามาเยี่ยมเยือนท่าน

โดยเฉพาะ ถือโอกาสนำเงินมาคืนด้วยขอรับ"

หนิงเยวี่ยหลวนกระซิบกับบรรดาพี่ชายว่า "แม่เจ้า ผู้เฒ่าสวีคนนี้หายเงียบไปนับสิบปี ข้า

นึกว่าจะเป็นหนี้เสียไปแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะกลับมา พอพวกเราย้ายหลุมศพท่านแม่ เขาก็นำ

เงินมาคืนพวกเราเลย น่าสนใจจริงๆ"

หนิงรื่อเชิงไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา ยิ่งไม่เชื่อเรื่องนั้นด้วย แต่เนื่องจากเด็กน้อยพูดจา

ฉะฉานมั่นใจ ทุกคนก็ไม่โต้แย้ง เขาจึงไม่ออกความเห็น

"บังเอิญเท่านั้น แค่เรื่องเดียวพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก" หนิงรื่อเชิงกล่าว

หนิงถู่ฉือเลิกคิ้ว "แต่ข้าก็ยังคิดว่าเวิ่นเวิ่นเก่งมากอยู่ดี นางบอกว่าแม่นางสกุลเฉินอับโชค

ดูเถอะ นางเพิ่งมาถอนหมั้น บ้านเราก็ได้เงินเลย"

เขาเอ่ยมาเช่นนี้ เหล่าพี่น้องพลันรู้สึกว่าค่อนข้างสมเหตุสมผล

สวีฝูซาบซึ้งในพระคุณของหนิงอี้จนหลั่งนำตาสะอื้นไห้ หากไม่ได้เงินยี่สิบตำลึงนั้นจากหนิง

อี้ ครอบครัวเขาคงอดตายทั้งบ้านไปนานแล้ว

กลับมาครั้งนี้ เขามาคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง

หนิงอี้ปฏิเสธ แต่ค้านไม่ไหวจริงๆ จึงรับไว้เพียงเงินต้นยี่สิบตำลึง

สำหรับเขา สิ่งที่สำคัญก็คือคุณธรรมนำมิตร

สวีฝูนั่งอยู่นานเกินหนึ่งชั่วยาม หลังจากเขากลับไป สีหน้าของหนิงอี้ดูดีขึ้นมาก คงเป็น

เพราะมีความสุข

เขามองหนิงเวิ่นเวิ่น อดพยักหน้าให้ไม่ได้ "ดูเหมือนวิญญาณของแม่พวกเจ้าที่อยู่บน

สวรรค์จะกล่าวถูกจริงๆ นางอึดอัด บ้านเราจึงโชคร้าย พอนางอยู่สบาย โชคดีก็มาเยือนบ้านเรา"

หนิงจินหยวนอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาอย่างตื่นเต้น "ข้าว่าเป็นเพราะเวิ่นเว่นเก่งกาจขอรับ หลาย

ปีมานี้ ท่านแม่อาจจะอยากเข้าฝันพวกเรามาตลอด แต่คงไม่สำเร็จ"

หนิงอี้ยิ้ม เขาก็เคยฝันเห็นภรรยาเช่นกัน แต่ทำไมภรรยาไม่บอกเขาเลยล่ะ

หนิงเวิ่นเวิ่นแลบลิ้นอย่างละอายใจ คำโกหกของนางจะเกินเลยไปหน่อยหรือเปล่า

หนิงอี้มอบเงินทั้งหมดให้หนิงมู่ชาง ให้เขานำไปยังบ้านสกุลเฉิน แต่หนิงมู่ชางหัวแข็งยิ่ง พูด

อย่างไรก็ไม่ยอมไป

หนิงอี้ก็หมดหนทางแล้ว แน่นอน หากเป็นเขา เขาก็ไม่ไปเช่นกัน แต่นี่เป็นเรื่องงานแต่งงาน

ของบุตรชายเชียวนะ

หนิงมู่ชางกลัวว่าทุกคนจะโน้มน้าวเขาอีก จึงลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า "ข้าจะขึ้นเขาไปล่ากระต่าย

เอาเนื้อกระต่ายกลับมาย่างให้เวิ่นเวิ่นกิน ดีหรือไม่"

หนิงเวิ่นเวิ่นพยักหน้ารับ นางชอบเนื้อกระต่ายที่สุด หัวกระต่ายหม่าล่า น่าเสียดายที่นางยัง

เด็ก อาจารย์เลยให้กินแค่นิดเดียว

หนิงมู่ชางหยิบธนขึ้นมา เตรียมมุ่งหน้าไปที่ภูเขาด้านหลัง

หนิงเวิ่นเวิ่นวิ่งตามไป "ท่านลุงรอง ไปทางนั้นนะเจ้าคะ"

หนิงมู่ชางมองไปในทิศทางที่นางชี้ "ทำไมล่ะ"

"ทางนั้น ... กระต่ายเยอะ" หนิงเวิ่นเวิ่นเอ่ย

วันนี้คือวันกุ่ยไห้ เดือนเหรินจือ ปีเหรินอิ่น[2] ทิศตะวันออกเฉียงใต้สมพงศ์กับเทพเจ้าแห่ง

การล่าสัตว์ คือทิศที่นางชี้นั่นเอง

หากมุ่งหน้าไปทางนั้น จะไม่กลับมามือเปล่าแน่นอน

หนิงมู่ชางเห็นท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อยก็ลืมความขุ่นข้องไปชั่วขณะ "ได้ ลุงเชื่อ

เวิ่นเวิ่น เวิ่นเวิ่นคือดาวนำโชคของบ้านเรานี่"

มีเพียงสกุลเหอที่ไม่รู้ดีชั่ว หาว่าเวิ่นเว่นเป็นดาวหายนะ พวกสวะ!

"ท่านอารอง ข้าก็อยากไปกับท่านด้วยขอรับ" หนิงเอ้อร์วั่งวิ่งฉิวออกมา

สองพี่น้องคนหนึ่งรักสงบ อีกคนชอบโลดโผน หนิงเอ้อร์วั่งจึงชอบวิ่งเล่นไปทั่ว

หนิงเวิ่นเวิ่นมองเขาพลางแย้มยิ้ม "พี่รอง ระวังสะดุดล้มนะ"

หนิงเอ้อร์วั่งเกาหัวเล็กน้อย น้องน้อยแสนนุ่มนิ่มช่างน่ารักจริงๆ ญาติผู้น้องรู้จักห่วงเขาด้วย

"วางใจเถอะ พี่ไม่ล้มหรอก"

แต่หนิงเวิ่นเวิ่นไม่ได้พูดส่งๆ อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ ขณะที่หนิงเอ้อร์วั่งขึ้นเขาก็สะดุดล้มหน้า

ทิ่ม เคราะห์ดีที่หนิงมู่ชางตาเร็วมือไวคว้าคอเสื้อเขา รั้งตัวคนไว้ทัน มิเช่นนั้นคงหล่นลงไปในคูน้

แล้ว


อากาศหนาวขนาดนี้ หากตกนำต้องกลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากแน่นอน

แต่หนิงเอ้อร์วั่งไม่รู้จักกลัว ยังคงยิ้มแย้มเอ่ยไปว่า "ท่านอารองห้ามบอกน้องเล็กนะขอรับว่า

ข้าเกือบสะดุดล้ม น่าขายหน้าจะตาย ถ้าเป็นแบบนั้นนางคงไม่นับถือข้าแล้ว"

หนิงมู่ชางหัวเราะ "เจ้าตัวดี ช่างคิดไม่เบา"

เขาก็ไม่ได้คิดมากเช่นกัน จนกระทั่งมาถึงจุดที่เมื่อก่อนต่อให้เดินไปไกลหลายลี้ก็มองไม่เห็น

สัตว์ป่าสักตัว วันนี้กลับเพ่นพ่านเต็มไปหมด โดยเฉพาะกระต่าย ราวกับมีประชุมใหญ่ก็มิปาน

หนิงเอ้อร์วั่งไม่อยากเชื่อสายตา ขยี้ตาเล็กน้อย ตนไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ "ท่านอารอง

กระต่ายก็มาอวยพรปีใหม่เช่นกันหรือขอรับ ทำไมมีมากมายปานนี้เล่า!"

หนิงมู่ชางไม่คิดจะพูดอะไร หยิบธนูแล้วยิงศรออกไปดอกแล้วดอกเล่า

เขาอดคิดไม่ได้ เด็กน้อยช่างเป็นตัวนำโชคโดยแท้ พูดสิ่งใดก็เป็นไปตามนั้น

น่าสนใจอยู่บ้าง

ล่าได้เยอะหน่อยก็ดี จะได้เอากลับไปขายในตำบล แล้วซื้อเสื้อผ้าให้หลานสาวหลายๆ ชุด

เด็กสาวก็ต้องใส่เสื้อผ้าสวยๆ สิ

พอหนิงเอ้อร์วั่งได้ยินว่าจะซื้อชุดใหม่ให้น้องเล็ก ก็ไล่เก็บกระต่ายที่ถูกหนิงมู่ชางยิงอย่าง

กระตือรือร้นกว่าเดิม


ณ บ้านสกุลหนิง หนิงรื่อเชิงมองหนิงเวิ่นเวิ่นที่นั่งเฝ้าหน้าประตูใหญ่เป็นก้อนกลม "เวิ่นเวิ่น

ลุงรองกับพี่รองของเจ้าคงจะกลับมาเกือบคำ อย่ารอเลย ข้างนอกอากาศหนาว ตามลุงหกเข้าไป

ข้างในดีไหม"

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้า "ท่านลุงหก ข้าไม่ได้รอพวกเขาเจ้าค่ะ"

"เช่นนั้นเจ้ารอผู้ใดกัน" หนิงรื่อเชิงพลันกระอักกระอ่วนขึ้นมา "คงไม่ได้รอบิดาของเจ้าอยู่

กระมัง"

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้า บิดาที่ตีลูกไม่ใช่บิดาที่ดี เขาไม่รักถนอมนางแม้แต่น้อย

นางมองหนิงรื่อเชิง ทราบว่าท่านลุงคนนี้เรียนหนังสือเยอะที่สุด ทราบหลักการมากมาย

จึงตัดสินใจจะสยบเขาก่อน "ท่านลุงหก ท่านเชื่อหรือไม่ว่าโลกนี้มีผี ข้ากำลังรอเจ้าผีเลอะเลือนตัว

หนึ่งอยู่เจ้าค่ะ"

เจ้าผีตัวนั้นคงไม่ใช่ว่าพอออกไปก็หลงทางกระมัง

เขาเลอะเลือนขนาดนั้น ไม่รู้ว่าตัวเองชื่ออะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนตายได้อย่างไร

หากไม่รู้ทางกลับบ้านด้วยจะทำอย่างไรดี

รอยยิ้มของหนิงรื่อเชิงแข็งค้างไปทันที "โลกนี้มีผีเสียที่ไหน"

แต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงรู้สึกเย็นยะเยือกตรงท้ายทอยขึ้นมาเล่า


[1] พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา เป็นสำนวนจีน มีที่มาจากเรื่องสามก๊ก อุปมาว่าขณะที่เรากำลังกล่าวถึง

ใครสักคนอยู่ ใครคนนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี

[2] เป็นการนับวันตามปฏิทินแผนภูมิสวรรค์พิภพในยุคจีนโบราณ

กุ่ยไห้ = ปีกุลธาตุนำ

เหรินจือ = ปีชวดธาตุนำ

เหรินอิ่น = ปีขาลธาตุนำ


บทที่ 10 ปรมาจารย์อย่างข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง


หนิงรื่อเชิงคิดว่าคงเป็นเพราะอากาศหนาว ตนสวมเสื้อผ้าบางไป ประเดี๋ยวจะขอให้พี่สะใภ้

ใหญ่เย็บเสริมความหนาปกเสื้อด้านหลังของเขา

โลกนี้มีผีเสียที่ไหน

เขาปลอบใจตัวเอง

แต่เวลานี้ เด็กน้อยกลับหัวเราะคิกคัก แถมยังปรบมือด้วย

"เวิ่นเวิ่น เวิ่นเวิ่น เจ้าเป็นอะไร" หนิงรื่อเชิงถามอย่างระแวดระวังยิ่ง

"เขากลับมาแล้วเจ้าค่ะ" หนิงเวิ่นเวิ่นห่วงจริงๆ ว่าเจ้าผีเลอะเลือนตัวนี้จะกลับบ้านไม่ถูก

หนิงรื่อเชิงกลืนนำลาย เสียงสั่นอย่างไม่อาจควบคุมได้ "ใคร ... ใครกัน เวิ่นเวิ่น ผู้ใดกลับมาหรือ"


"ผีเจ้าค่ะ" เด็กน้อยเอ่ยเสียงอ้อแอ้

หนิงรื่อเชิงมองตามสายตาของนาง ในหัวจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของผีตามที่ชาวบ้านเคย

ว่าไว้ เขาตระหนกจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

ราวกับอากาศแข็งค้างไปในชั่วพริบตา เขาหันไปช้าๆ ค่อยยังชั่ว ไม่มีอะไรทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม หนิงเวิ่นเวิ่นไม่ทราบเลยว่าลุงหกกลัวแทบตายแล้ว ยังอธิบายให้เขาฟังอย่าง

จริงจังว่า "ท่านลุงหกมองไม่เห็นเขาหรอกเจ้าค่ะ โอ๊ะ ... เขาอยู่ข้างๆ ท่านนะ"

หนิงรื่อเชิงไม่กล้าหันไปมอง

"เจ้าเอามือออกจากไหล่ท่านลุงหกของข้าเลยนะ"

"ห้ามหยิกแก้มท่านลุงหกของข้าด้วย"

หนิงรื่อเชิงได้ยินเด็กน้อยพูดเองเออเอง ทำเขาตกใจแทบตาย

หรือว่า เสี่ยวเวิ่นเวิ่นจะโดนคุณไสยเข้าแล้ว

พูดจาฟั่นเฟือน!

หนิงรื่อเชิงรีบวิ่งกลับเข้าไป บอกเล่าพฤติกรรมผิดปกติของหนิงเวิ่นเวิ่นให้คนในบ้านฟัง

หนิงเยวี่ยหลวนไม่เห็นเป็นอันใด เอ่ยด้วยรอยยิ้มทะเล้น "พี่หก ลนลานไปไย ข้าว่าท่าน

แม่ของพวกเราอาจจะมอบสัมผัสที่หกให้เวิ่นเวิ่นก็ได้นะ!"

"อย่าพูดเหลวไหล!" หนิงรื่อเชิงถลึงตาใส่เขา "ข้าว่าเจ้าคงอ่านหนังสือตำนานผีสางเทพ

เซียนพวกนั้นมากไปแล้ว"

หนิงเยวี่ยหลวนยักไหล่ เหลือบเห็นเด็กน้อยเดินเข้าบ้านมา "อย่าเดาไปเลย พวกเรา

ถามเวิ่นเวิ่นดูก็ได้นี่"

หนิงเยวี่ยหลวนเกือบลิ้นพันกันแล้ว "ใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ให้นาง ทำไมชวนให้ลิ้นพันได้ขนาดนี้"

หนิงเวิ่นเวิ่นเป็นเด็กผู้หญิง สกุลเหอให้ค่าบุตรชายมากกว่าบุตรสาวมาตลอด มิเช่นนั้น

จะปล่อยให้นางใช้แซ่ของฝ่ายแม่หรือ ส่วนชื่อก็เป็นหนิงจิ๋นซินที่ตั้งให้

ตอนนั้นนายผู้เฒ่าหนิงก็เคยสงสัยเช่นกัน แต่หนิงจิ่นซินบอกว่า นี่คือความในใจของนาง

นางมีคำถาม[1]เกี่ยวกับเด็กคนนี้มากมายนัก

พวกหนิงจินหยวนเกรงว่าเด็กสาวจะมีสิ่งชั่วร้ายอันใดตามพัวพัน จึงกวักมือเรียกเด็กน้อย

มาสอบถามดู

"เวิ่นเวิ่น ... ลุงใหญ่อยากถามเจ้า ... เจ้ามองเห็นผีได้จริงๆ น่ะหรือ" หนิงจินหยวนเกรง

จะทำให้นางกลัว จึงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่ง

ต้องทราบด้วยว่าตอนเขาคุยกับบุตรชายทั้งสอง โดยเฉพาะกับบุตรชายคนรองจอมซน ล้วน

คุยอย่างกระโชกโฮกฮาก

เดิมทีหนิงเวิ่นเวิ่นอยากจะทำให้เชื่อไปทีละคน แต่พอเห็นท่านตาและบรรดาท่านลุงจับกลุ่ม

ล้อมวงเข้ามาเช่นนี้ นางค่อนข้างกลัวว่าพวกเขาจะตกใจ

"เวิ่นเวิ่น ผีตัวนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร" หนิงเยวี่ยหลวนถามอย่างอดใจไม่อยู่ พลางวาด

ไม้วาดมือให้ "ลิ้นยาวหรือเปล่า ยาวแบบนี้น่ะ ... "

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้า เอ่ยแก้ให้ "ท่านลุงเล็ก ผีผูกคอตายต่างหากที่เป็นแบบนั้น"

"เช่นนั้น ... หน้าซีดขาว มีเลือดออกเจ็ดทวารหรือไม่"

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้าอีกครั้ง "นั่นคือผีที่ตายเพราะถูกพิษ"

"ถ้าเช่นนั้น ... "

หนิงเวิ่นเวิ่นหันมองเจ้าผีเลอะเลือนที่อยู่ข้างกายตน มันไม่ได้น่าเกลียด แถมยังดูดีมาก

ไม่หลอกคนด้วย

แต่ในมุมมองของมนุษย์ อย่ากล่าวถึงเลยว่าน่ากลัวเพียงใด

พอเด็กน้อยจ้องมองความว่างเปล่า แม้แต่หนิงอี้ที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนก็ชักลังเลขึ้นมา

"เวิ่นเวิ่น ไม่ต้องกลัวนะ"

"ข้าไม่กลัวเจ้าค่ะ ท่านตา ตอนนี้เขา ... ดูเหมือนจะเป็นผีที่ดีตัวหนึ่งนะเจ้าคะ"

ช่วยรินนำให้นาง พยุงนางขึ้นเตียง แถมยังช่วยจัดการสองแม่ลูกน่ารังเกียจคู่นั้นให้นางด้วย

นายผู้เฒ่าหนิงส่งสายตาให้หร่วนซื่อเล็กน้อย หร่วนชื่อจึงพาเด็กน้อยไปหาของอร่อยกิน

หนิงเวิ่นเวิ่นเป็นเด็กกินเก่ง พอได้ยินว่ามีของอร่อยก็เดินตามไป

สมาชิกสกุลหนิงมีสีหน้าแตกต่างกัน

นายผู้เฒ่าหนิงสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง "ถ้าอย่างนั้น เวิ่นเวิ่นก็เห็นผีจริงๆ สินะ"

หนิงจินหยวนพยักหน้า "ดูเหมือนจะเห็นจริงๆ ขอรับ"

เขารู้สึกผิดอยู่บ้าง "เด็กยังเล็ก ธาตุหยางอ่อนแอ ไปสุสานมาสองครั้งติด เกรงว่าคง

ไปกระตุ้นสิ่งชั่วร้ายอันใดเข้าแล้ว เป็นความผิดของข้าที่ไม่ดูแลนางให้ดี"

"พี่ใหญ่ จะโทษท่านได้อย่าง ตามความเห็นของข้า เรื่องเช่นนี้น่าตื่นเต้นนัก เวิ่นเวิ่น

มองเห็นผี นี่ไม่ใช่ความสามารถที่ใครๆ ก็มีได้นะ ... "

ขณะที่หนิงเยวี่ยหลวนกำลังตื่นเต้นอยู่ก็มีฝ่ามือสองข้างตบเข้าที่ศีรษะ ข้างหนึ่งเป็นของ

นายผู้เฒ่า ส่วนอีกข้างเป็นของหนิงรื่อเชิง

สองพ่อลูกใจตรงกันนัก

หนิงเยวี่ยหลวนถูกตบหัวก็สูดปากเสียงดัง แต่ไม่สลด ซ้ำยังเอ่ยหยอกผู้เป็นบิดาว่า "ท่าน

พ่อ ฝ่ามือนี้ของท่านแรงใช้ได้เลยนะขอรับ ข้าว่าอีกไม่กี่วันท่านคงแข็งแรงดีแล้ว"

นายผู้เฒ่าหนิงกลอกตาใส่เขา "หุบปาก คุยเรื่องจริงจังกันอยู่นะ"

หนิงเยวี่ยหลวนถูกพี่ๆ หลายคนถลึงตาใส่ เขาจึงเงียบปากไว้ เขาไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย

มองเห็นผี เป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมมาก

หนิงจินหยวนใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเอ่ยว่า "ท่านพ่อ เชิญชินแสมาตรวจสอบที่บ้าน

ไหมขอรับ หากมีผีตามที่เวิ่นเวิ่นกล่าวไว้จริงๆ คงไม่เป็นผลดีต่อเวิ่นเวิ่น"

หนิงอี้ก็คิดเช่นนี้ ผีตัวนั้นจะดีแน่หรือ

ผีมีแต่จะทำร้ายมนุษย์

….

หนิงเวิ่นเวิ่นผอมเกินไป หร่วนซื่อจึงตัดสินใจเพิ่มมื้อพิเศษให้นาง ต้องขุนแม่หนูให้อ้วนขึ้น

สักหน่อยถึงจะดี

ตอนนี้ก็เพิ่งจะส่งมันเผาไปหัวหนึ่ง เด็กน้อยก็ไม่เลือกกินเช่นกัน กินอย่างเอร็ดอร่อย

แถมยังกินอย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้านมาก

หร่วนซื่อลูบหัวเด็กสาว อ่อนโยนอย่างยิ่ง

มารดาแบบที่หนิงเวิ่นเวิ่นเคยจินตนาการถึงก็เป็นเช่นนี้ อ่อนโยน งดงาม ทำของอร่อยให้

นางกิน

แต่ต้องกล่าวกันตามตรงว่าทักษะการทำอาหารของป้าสะใภ้ยังต้องปรับปรุงกันต่อไป

หร่วนชื่อก็เคยเป็นคุณหนูผู้ดีคนหนึ่งเช่นกัน ครานั้นยามที่สกุลหนิงตกอับ มารดานางเคย

คิดจะรับครอบครัวพวกนางสี่ชีวิตกลับไป แต่หนิงจินหยวนไม่อยากทอดทิ้งบิดาและน้องๆ หร่วน

ชื่อก็คล้อยตามสามี มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างอัตคัด

นางจะไม่ทราบได้อย่างไรว่าสามีของตนไม่อยากใช้ชีวิตแบบต้องคอยมองสีหน้าพี่สะใภ้

ใหญ่และพี่สะใภ้รองอยู่ตลอด

พี่สะใภ้สองคนนั้น อย่าเอ่ยถึงเลยดีกว่า

หนิงเวิ่นเวิ่นถูกลูบหัวจนเคลิ้ม อยากใกล้ชิดกับหร่วนชื่อจึงเอ่ยไปว่า "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ ข้า

มองเห็นผีจริงๆ นะเจ้าคะ ไม่ได้โกหก"

หร่วนชื่อคิดว่าเด็กสาวพูดจาตามประสาเด็ก น่ารักไร้เดียงสา สมัยที่บุตรชายทั้งสองยังเล็ก

ก็ชอบพูดจาพิลึกพิลั่นเช่นกัน

"จ๊ะ ป้าสะใภ้เชื่อเวิ่นเวิ่น"

หนิงเวิ่นเวิ่นยิ้ม แก้มข้างหนึ่งมีลักยิ้มเล็กๆ จุดหนึ่ง ทั้งลึกทั้งบุ๋ม อยู่ในตำแหน่งพอเหมาะ

พอดี "ท่านป้าสะใภ้ใหญ่พูดจริงหรือเจ้าคะ"

"จ๊ะ" หร่วนซื่อยิ้ม "กินอีกไหม"

หนิงเวิ่นเวิ่นส่ายหน้า "ท่านลุงรองกับพี่รองล่าสัตว์อย่างยากลำบาก เก็บไว้ให้พวกเขากิน

เถอะเจ้าค่ะ"

หร่วนชื่อยิ้มอย่างเข้าใจ เด็กสาวชวนให้คนรักถนอมยิ่งนัก สกุลเหอคงถูกผีสางครอบงำ

จิตใจไปแล้วจริงๆ บุตรสาวแล้วอย่างไร

นางอยากมีบุตรสาว แต่ก็ไม่มีเสียที


แต่ที่ครอบครัวสกุลหนิงไม่รู้ก็คือ เจ้าผีเลอะเลือนได้ยินบทสนทนาของพวกเขาหมดแล้ว

มาพูดว่าจะปราบผีต่อหน้าผีได้อย่างไร ล้อกันเล่นรึ

ดังนั้น เจ้าผีเลอะเลือนจึงมาฟ้องหนิงเวิ่นเวิ่น

"ทำอย่างไรดี ท่านตากับบรรดาท่านลุงของท่านจะกำจัดข้า"

เวลานี้หนิงเวิ่นเวิ่นวางมาดสมเป็นลูกพี่ใหญ่นัก ตบอกน้อยๆ อย่างห้าวหาญ แม้ตัวเองยืน

บนเตียงแล้วจะยังสูงไม่เท่าเจ้าผีตัวนี้ด้วยซ้ำ แต่ให้ความรู้สึกราวกับสูงสองเมตร

"ไม่ต้องกลัว อาคมของนักพรตทั่วไปล้วนสู้ข้าไม่ได้ เจ้าเป็นเด็กดีว่าง่าย ปรมาจารย์อย่าง


ข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง"

นางยังไม่ได้บอกสินะ อันที่จริง นางเป็นคนลำเอียงเข้าข้างคนของตนอย่างยิ่ง


......


[1] ตัวอักษรเวิ่น ในชื่อของหนิงเวิ่นเวิ่นแปลว่า 'คำถาม'


จบตอน


Comments