countryside ep1-20

   ‘ลู่เซี่ย’ หญิงสาวกำพร้าจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด จำต้องจบชีวิตลงด้วยอาการเจ็บแปลบที่หน้าอก จากการทำงานที่ล่วงเลยไปถึงเวลาเที่ยงคืน 


          เมื่อลู่เซี่ยจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดตื่นขึ้นมาภายในห้องนอนอันคับแคบ เธอจึงคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงความฝัน และในสิ่งที่เธอเข้าใจว่าเป็นเพียงความฝันนั้น เธอกลับตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะตระหนักได้ว่า เธอในตอนนี้คือ ‘ลู่เซี่ยในยุคเจ็ดศูนย์’ หญิงสาวที่จบชีวิตลงในเวลาเดียวกันกับเธอ 


          ทั้งสองสลับร่างกันหรือมีเพียงเธอผู้เดียวที่ทะลุมิติมา แล้วลู่เซี่ยในยุคเจ็ดศูนย์จะใช่ตัวละครจากนิยายที่เคยอ่านหรือไม่ หากใช่... ชีวิตเธอจะจบลงอย่างน่าอนาถเช่นเดียวกับในนิยายหรือเปล่า? เช่นนั้นเธอควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ในยุคเจ็ดศูนย์ได้อย่างสงบสุข!


บทที่ 1: การข้ามภพ

   

    เมื่อลู่เซี่ยตื่นขึ้น เสียงจากภายนอกก็เงียบสงบลงแล้ว คาดว่าคนในบ้านน่าจะออกไปกันหมดแล้ว

   

    เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่งอย่างระมัดระวัง แล้วมองไปรอบๆห้อง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

   

    ห้องนี้มีขนาดเล็กมาก แต่กลับมีข้าวของวางอยู่เต็มไปหมด ดูอึดอัดมากเลยทีเดียว

   

    ก็อยู่กันสามคนนี่ จะไม่ให้คับแคบได้ยังไง!

   

    ฝั่งตรงข้ามมีเตียงเหล็กสองชั้นวางอยู่แนบชิดกำแพง นั่นคือเตียงของพี่สาวคนโตกับน้องสาวของเธอ

   

    มีกล่องหลายใบวางอยู่ข้างเตียง ถัดไปก็สุดขอบกำแพงห้องแล้ว

   

    ส่วนเตียงของเธออยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งแทบจะเรียกว่า ‘เตียง’ ไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะมันก็แค่เอาแผ่นไม้สองแผ่นมาวางประกอบกันง่ายๆ มีความยาวเพียงหนึ่งเมตรครึ่งเท่านั้น ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะรู้สึกว่าเท้าลอยๆ

   

    มุมห้องอันคับแคบถูกเบียดเสียดด้วยโต๊ะเครื่องแป้งที่ดูไม่จืดเอาไว้ ซึ่งโต๊ะนี้เป็นที่เฉพาะของพี่สาวเธอ

   

    ส่วนพื้นที่เหลือของห้องก็เต็มไปด้วยข้าวของ เว้นเพียงตรงกลางไว้เป็นทางเดินแคบๆ โชคดีที่ภายในห้องนี้มีหน้าต่างบานเล็กๆเลยไม่รู้สึกว่าบรรยากาศมืดทึบจนเกินไป

   

    ลู่เซี่ยมองไปยังเตียงเหล็กสองชั้นฝั่งตรงข้ามที่ดูแข็งแรง แล้วกลับมามองเตียงที่แสนจะธรรมดาของตัวเอง ไม่รู้เลยว่าเจ้าของร่างเดิมทนอยู่ได้ยังไง

   

    ใช่แล้ว เจ้าของร่างเดิม

   

    ลู่เซี่ยคนปัจจุบันไม่ใช่ลู่เซี่ยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

   

    ลู่เซี่ยคนปัจจุบันทะลุมิติมาจากศตวรรษที่21

   

    เธอใช้เวลาทั้งเช้ากว่าจะยอมรับความจริงนี้ได้

   

    แล้วเจ้าของร่างเดิมไปไหนล่ะ?

   

    เรื่องนี้ยาวนานมาก…

   

    ลู่เซี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อคิดถึงเจ้าของร่างเดิม เธอรู้สึกใจหายและมีความรู้สึกงุนงงเกิดขึ้นเล็กน้อย

   

    เจ้าของร่างเดิมชื่อ ‘ลู่เซี่ย’ เธอเป็นลูกคนที่สองของ ‘ตระกูลลู่’ พ่อแม่ของลู่เซี่ยเป็นคนงานธรรมดาในเมืองหลวงยุค70

   

    ‘ลู่เจี้ยนไห่’ ผู้เป็นพ่อ เป็นพนักงานขนส่งสินค้าในโกดังของโรงงานทอผ้า

   

    ตามหลักแล้ว งานขนส่งสินค้าที่เป็นงานหนักแบบนี้ คนงานหนุ่มสาวหรือลูกมือจะเป็นคนทำ แต่พ่อลู่ที่ทำงานในโรงงานทอผ้ามาแล้วกว่ายี่สิบปีกลับยังไม่ได้เปลี่ยนตำแหน่ง

   

    พ่อลู่เป็นคนซื่อสัตย์ พูดไม่เก่ง มักจะถูกคนอื่นเอาเปรียบอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสที่จะได้เปลี่ยนตำแหน่ง หัวหน้าก็มักจะคิดถึงคนอื่นก่อน ดังนั้นหลายปีมานี้จึงยังคงทำงานแบบนี้ต่อไป โชคดีที่ร่างกายแข็งแรง ก็ยังพอทนได้

   

    ส่วน ‘ซุนกุ้ยฟาง’ ผู้เป็นแม่ เป็นคนงานปั่นด้ายธรรมดาในห้องปฏิบัติการของโรงงานทอผ้าเช่นกัน

   

    ทั้งคู่เป็นคนงานรุ่นแรกของโรงงานทอผ้าแห่งนี้ ที่ก่อตั้งขึ้นหลังการสถาปนาประเทศ เนื่องจากทั้งคู่ทำงานในโรงงานเดียวกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะได้รู้จักและแต่งงานกัน

   

    หลังแต่งงาน ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกันสามคนและลูกชายอีกหนึ่งคน

   

    ลูกสาวคนโตชื่อ ‘ลู่ชุน’ แม้จะเป็นผู้หญิง แต่เนื่องจากเป็นลูกคนแรกทั้งคู่จึงรักเธอมาก

   

    ตอนตั้งท้องลูกคนที่สอง ทั้งคู่คาดหวังให้เป็นผู้ชาย แต่กลับได้ลูกสาวอีกคน ความผิดหวังที่เกิดขึ้นทำให้ดูแลเธอน้อยลงและละเลยเธอไปบ้าง

   

    และลูกสาวคนนี้ก็คือ ‘ลู่เซี่ย’

   

    ต่อมาทั้งคู่ก็มีลูกแฝดชายหญิง ซึ่งก็คือ ‘ลู่ชิว’ ลูกคนที่สาม และ ‘ลู่ตง’ ลูกคนที่สี่

   

    แม้การให้กำเนิดพวกเขาจะทำให้ซุนกุ้ยฟางไม่สามารถมีลูกได้อีก แต่เธอกลับมีความสุขมาก เพราะการให้กำเนิดลูกแฝดชายหญิงถือว่านับเป็นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในตระกูลลู่ และในที่สุดเธอก็มีลูกชายสืบสกุล ดังนั้นเธอจึงดูแลลูกชายคนเล็กเป็นอย่างดี

   

    สถานการณ์เช่นนี้ ในบรรดาลูกๆทั้งหลาย ลูกคนโตและลูกคนเล็กจึงเป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ ส่วนลูกคนที่สามก็พลอยได้ใช้ประโยชน์จากน้องคนเล็กไปด้วย ดังนั้น ลูกที่ไม่เป็นที่โปรดปรานที่สุดในบ้านก็คงเป็นคนที่สองอย่าง ‘ลู่เซี่ย’

   

    และเธออาจรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กว่าพ่อแม่ไม่รักเธอ ทำให้เธอมีนิสัยที่ชอบเก็บตัว พยายามทำงานบ้านอย่างหนักเพื่อให้พ่อแม่รักเธอมากขึ้น

   

    ด้วยเหตุผลนี้ เธอจึงรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมดมาตั้งแต่อายุยังน้อย

   

    แม้เธอจะไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่ แต่พวกเขาก็ไม่อยากแสดงความลำเอียงต่อหน้าคนอื่น ดังนั้นเมื่อถึงวัยเรียน พวกเขาก็ให้เธอเรียนด้วย



 บทที่ 2: งาน


   

    แม้ลู่เซี่ยจะอายุน้อยกว่าลู่ชุนผู้เป็นพี่สาวเพียงปีเดียว แต่ตั้งแต่เล็กจนโต เธอนั้นฉลาดกว่าลู่ชุนมาก และผลการเรียนก็ยังดีกว่าด้วย

   

    ปีนั้นลู่ชุนสอบไม่ติดโรงเรียนมัธยมปลาย เพื่อที่จะไม่ต้องไปทำงานในชนบท เธอจึงพยายามอย่างหนักที่จะเรียนซ้ำชั้นอีกหนึ่งปี ซึ่งบังเอิญว่าเรียนชั้นเดียวกับลู่เซี่ย เธอจึงขอให้ลู่เซี่ยช่วยติวหนังสือให้ เพื่อที่จะสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้

   

    และลู่เซี่ยก็เก่งจริงๆ เธอช่วยติวหนังสือจนลู่ชุนสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้สำเร็จ

   

    ส่วนลู่เซี่ยเองซึ่งเรียนเก่งอยู่แล้ว เธอจึงสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้อย่างง่ายดาย แต่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เธอเรียนต่อ อยากให้เธอรีบหางานทำ เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัวมากกว่า

   

    แต่เมื่อพี่สาวของเธอต้องเรียนซ้ำชั้น และเธอก็ช่วยติวหนังสือให้พี่สาวจนสอบเข้าเรียนในระดับมัธยมปลายได้ หากไม่ให้โอกาสเธอเรียนต่อก็คงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

   

    ดังนั้น เธอกับพี่สาวจึงได้เรียนมัธยมปลายด้วยกัน

   

    และเมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเธอก็เพิ่งจะจบมัธยมปลายพร้อมกัน

   

    หลังจากจบมัธยมปลาย พวกเธอจำเป็นต้องเผชิญกับการหางานทำ ไม่เช่นนั้นก็ต้องตอบรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งกำลังคนรุ่นใหม่ไปทำงานในพื้นที่ชนบท

   

    เพียงแต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงงานไม่ค่อยรับพนักงานใหม่เข้าทำงาน และหลายโรงงานก็ยังไม่เปิดรับสมัครพนักงาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะหางานทำได้

   

    สำนักงานเขตได้เข้ามาติดตามเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว กฎระเบียบในตอนนี้ระบุไว้ว่า ทุกครอบครัวต้องส่งบุตรหลานคนใดคนหนึ่งลงไปเป็นปัญญาชนในพื้นที่ชนบท

   

    ลู่ชุนไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในชนบท ช่วงเวลาก่อนหน้านี้เธอจึงวิ่งวุ่นอยู่บ่อยครั้ง เพื่อหาข้อมูลการรับสมัครงานของโรงงานต่างๆ ส่วนพ่อแม่ของเธอก็พยายามติดต่อญาติพี่น้อง เพื่อขอความช่วยเหลือในการสืบหาข้อมูลให้ลูกสาวเช่นกัน

   

    แต่สำหรับลู่เซี่ย ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้ให้ความสนใจเลย ไม่แน่ใจว่าลืม หรือไม่ได้ใส่ใจเลยจริงๆกันแน่

   

    ถึงอย่างไรลู่เซี่ยเป็นเด็กเรียนดีและได้รับคำชื่นชมจากครูอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นเมื่อใกล้จบการศึกษา ครูจึงให้ข้อมูลว่าโรงงานผลิตหลอดไฟกำลังรับสมัครพนักงานอยู่ แต่เนื่องจากมีการเปิดรับสมัครจำนวนน้อย ข่าวสารจึงไม่ได้แพร่หลายออกไป

   

    ลู่เซี่ยดีใจมากเมื่อได้ยิน และเธอก็ไม่ได้บอกที่บ้าน

   

    แม้ลู่เซี่ยจะขี้อาย แต่เธอก็ไม่ได้เป็นโง่ กลับเฉลียวฉลาดรู้ทันคน เธอรู้ว่าหากบอกเรื่องนี้กับครอบครัว เธอคงโดนคัดค้าน เพราะพ่อแม่ของเธอจะต้องคำนึงถึงพี่สาวเป็นอันดับแรก

   

    แต่เธอไม่อยากเสียโอกาสนี้ไป จึงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ รอจนถึงวันที่กำหนดก็แอบไปสอบ

   

    จนกระทั่งเธอสอบติดและได้รับการตอบรับจากโรงงานผลิตหลอดไฟ เธอจึงบอกเรื่องนี้กับครอบครัวด้วยความดีใจ

   

    จากนั้นที่บ้านก็ระเบิด!

   

    ลู่ชุนโวยวายอย่างหนัก พ่อแม่ของเธอก็รู้สึกผิดหวังในตัวเธอ และด่าว่าเธอเห็นแก่ตัว มีเรื่องดีๆก็ไม่คิดถึงคนในครอบครัว

   

    ส่วนน้องชายและน้องสาวที่เพิ่งจบประถมก็ดูเฉยๆ

   

    ลู่เซี่ยคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ออกมา การที่เธอใช้ความพยายามของเธอเองในการหางานจนสำเร็จ มันก็ถือเป็นเรื่องดีๆไม่ใช่เหรอ ทำไมพวกเขาถึงได้โกรธขนาดนี้?

   

    หรือเพราะคนที่ได้งานไม่ใช่พี่สาวคนโตหรือเปล่า? แล้วเธอล่ะ เธอก็เป็นลูกสาวของพวกเขาไม่ใช่เหรอ?

   

    สุดท้ายเรื่องนี้ก็จบลงไม่สวยนัก พ่อกลับเข้าห้องของตัวเอง ขณะที่แม่ก็ไปปลอบพี่สาวคนโต

   

    ไม่มีใครแสดงความยินดีกับเธอ

   

    เมื่อลู่เซี่ยต้องเผชิญกับการปฏิบัติเช่นนี้ หัวใจของเธอก็เย็นชาลงอีกครั้ง...

   

    แต่หลังจากที่หัวใจเย็นชาลงแล้ว ลู่เซี่ยก็คิดได้ว่าอย่างน้อยเธอก็ได้งานเรียบร้อยแล้ว จากนี้ไปก็แค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้ดีก็พอ

   

    จากนั้นเธอกก็วางแผนที่จะไม่สนใจท่าทีของคนในครอบครัวอีกต่อไป พวกเขาจะทำอย่างไรก็ตามใจ ขอแค่ไม่กระทบถึงเธอก็พอ

   

    แต่ลู่เซี่ยคิดไม่ถึงว่าเธอจะมองพวกเขาในแง่ดีจนเกินไป

   

    ลู่เซี่ยไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า แม่กับพี่สาวของเธอจะแอบลงชื่อให้เธอไปเป็นปัญญาชนในชนบท

   

    กว่าเธอจะรู้ตัว เอกสารจากสำนักงานจัดหางานก็ถูกส่งมาแล้ว และไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

   

    เมื่อวานที่ลู่เซี่ยรู้เรื่องนี้ เธอรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางกระบาล ยิ่งไปกว่านั้น แม่ของเธอยังแสร้งปลอบใจให้เธอทำใจและยอมรับมัน

   

    เธอจะทำใจยอมรับมันได้ไหม? ในเมื่อเธอเองก็รู้ดีว่าการไปเป็นปัญญาชนในชนบทมันเป็นอย่างไร

   

    ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ในละแวกนี้ก็มีคนรุ่นใหม่ที่เคยเป็นปัญญาชนในชนบทกลับมาเยี่ยมญาติ พวกเธอที่เคยเป็นเด็กสาววัยรุ่นอายุน้อย แต่กลับมาด้วยใบหน้าที่ดูโทรมจนแทบจะจำพวกเธอไม่ได้เลย!



บทที่ 3: สลับตัวตน


   

    ลู่เซี่ยไม่คาดคิดว่าแม่ของเธอจะใจร้ายได้ขนาดนี้!

   

    สิ่งที่ใจร้ายยิ่งกว่าคือ แม่ของเธอกล้าที่จะพูดสาเหตุที่ทำเช่นนี้ออกมาตรงๆ!

   

    โดยขอให้ลู่เซี่ยยอมยกงานที่ได้ให้แก่พี่สาวของเธอ ทั้งยังพูดออกมาอย่างหน้าไม่อาย “ยังไงเธอก็ต้องลงไปเป็นคนรุ่นใหม่ในชนบทอยู่แล้ว ก็ยกงานนั้นให้คนในครอบครัวซะเถอะ”

   

    หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านั้น หัวใจของลู่เซี่ยไม่เพียงแต่จะเย็นชาลง แต่ทั้งร่างกายยังสั่นสะท้านด้วยความโกรธ เธอพยายามควบคุมอารมณ์ที่อยากจะลงไม้ลงมือผลักแม่ของเธอออกจากห้อง

   

    แต่ไม่ว่าจะอย่างไรลู่เซี่ยก็ระงับความโกรธนี้เอาไว้ไม่ได้ เธอรับไม่ได้ที่คนในครอบครัวปฏิบัติเช่นนี้กับเธอ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ จนกระทั่งคืนนั้นก็กลั้นใจที่จะมีชีวิตต่อไปไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจจากไป…

   

    ส่วนลู่เซี่ยในตอนนี้ก็ข้ามภพมาในช่วงเวลานี้เอง

   

    ชื่อจริงของเธอก็คือ ‘ลู่เซี่ย’ เช่นกัน ในศตวรรษที่21 เธอเป็นเพียงพนักงานธรรมดาที่เพิ่งเรียนจบมาได้หนึ่งปี

   

    เมื่อคืนหลังจากเลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน เจ้านายก็ส่งข้อความมาในกลุ่มเพื่อให้เธอแก้ไขโครงการ ซึ่งโครงการนี้เธอแก้ไขไปแล้วหลายสิบฉบับ แต่ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติเสียที

   

    สุดท้ายเวลาก็ล่วงเลยมาถึงเที่ยงคืน ลู่เซี่ยรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก สายตาพร่ามัว เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็กลายมาเป็นลู่เซี่ยในยุค70เสียแล้ว

   

    ลู่เซี่ยได้รับความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม เมื่อลืมตาขึ้นมาก็คิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แต่เพราะยังรู้สึกเหนื่อยเกินไป เธอจึงหลับลงไปอีกครั้ง

   

    ไม่คาดคิดว่าหลังจากที่หลับไปแล้ว เธอจะฝันอีกครั้ง...

   

    ในความฝัน ลู่เซี่ยในศตวรรษที่21 ตื่นขึ้นมา เดิมทีเธอรู้สึกประหลาดใจและไม่คุ้นเคย จากนั้นก็หวนรำลึกความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง และพยายามปรับตัวให้เข้ากับชีวิตของลู่เซี่ยในยุค70 อย่างระมัดระวัง และใช้ชีวิตแทนเธอต่อไป...

   

    หลังจากที่ลู่เซี่ยตื่นขึ้นมา และตระหนักได้ว่าเธอเองได้ข้ามภพมาแล้ว เธอจึงเข้าใจเอาเองว่า เจ้าของร่างเดิมก็น่าจะข้ามภพไปเป็นเธอเช่นกัน...

   

    ลู่เซี่ยสองคนในสองยุคที่แตกต่างได้สลับตัวตนกันแล้ว

   

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกสะท้อนใจ อันที่จริงแล้วสถานการณ์ของพวกเธอทั้งสองคนก็ไม่อาจบอกได้ว่าใครดีกว่าใคร มีแต่จะบอกได้ว่าต่างคนต่างมีปัญหาของตัวเอง

   

    ลู่เซี่ยในศตวรรษที่21 เธอเป็นเด็กกำพร้าไร้ญาติพี่น้อง เพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ยังไม่มีเงินเก็บมากนัก และยังต้องเก็บเงินเพื่อชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เรียกได้ว่าชีวิตค่อนข้างขัดสน

   

    ในทางกลับกัน ลู่เซี่ยในยุค70 แม้จะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่ก็เหมือนไม่มีเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลู่เซี่ยในความฝันยอมรับบทบาทใหม่ได้อย่างรวดเร็ว คงเพราะหมดหวังจากชีวิตเดิมแล้วจริงๆ

   

    ตอนนี้เธอกลายเป็นลู่เซี่ยในยุคนี้แล้ว ทั้งยังต้องรับช่วงต่องานที่ยากลำบากนี้ และเธอมีความรู้สึกว่าตัวเองคงไม่ได้กลับไปในศตวรรษที่21อีกแล้ว ดังนั้น เธอจึงต้องคิดหาทางออกสำหรับอนาคตเอาไว้บ้าง

   

    คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงก้มลงมองข้อมือขวา และแน่นอนว่าเห็นรอยกำเนิดรูปใบไม้บนนั้นจริงๆ

   

    ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมไม่มีรอยกำเนิดนี้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเธอเป็นคนนำมันมา

   

    เธอใช้มือซ้ายสัมผัสรอยกำเนิดนั้นอีกครั้ง จนในที่สุดก็เห็น ‘ช่องว่างมิติ’ ขนาดไม่ใหญ่นักปรากฏอยู่ในห้วงความคิด

   

    ลู่เซี่ยถอนหายใจโล่งอก ยังดีที่ช่องว่างมิติติดตามมาด้วย

   

    ถูกแล้ว! ลู่เซี่ยมีช่องว่างมิติอยู่หนึ่งช่อง เป็นสิ่งที่เธอซื้อมาจากแผงลอยริมถนนใกล้มหาวิทยาลัยในปีที่จบการศึกษา

   

    ในตอนนั้นลู่เซี่ยจ่ายเงินไปยี่สิบห้าหยวน ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับคนประหยัดอย่างเธอ เงินก้อนนั้นเท่ากับค่าอาหารทั้งวันเลยทีเดียว

   

    ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ทั้งๆที่มันก็แค่จี้พลาสติกรูปใบไม้เล็กๆ แม้ว่าจะดูดีก็ตาม แต่มันก็ไม่คุ้มกับราคานี้ แต่เธอก็ยังควักเงินซื้อมันมาโดยไม่รู้ตัว

   

    เมื่อกลับถึงบ้านในคืนนั้น แม้จะรู้สึกเสียใจที่ซื้อมันมา แต่ก็สายไปเสียแล้ว

   

    ลู่เซี่ยคิดเพียงว่า เมื่อซื้อมาแล้วก็ต้องใช้ให้คุ้มค่า เธอจึงหาเชือกมาผูกเพื่อจะแขวนไว้ที่คอ แต่หาเชือกที่มีความยาวพอดีไม่ได้ จึงหยิบเอาเชือกถักห้าสีที่เพื่อนร่วมห้องให้มาในช่วงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมาผูกแทน แต่ก็ยังสั้นไป เธอจึงตัดสินใจผูกไว้ที่ข้อมือ

   

    ใครจะไปคิดว่าหลังจากตื่นขึ้นมา จี้รูปใบไม้จะกลับกลายเป็นรอยกำเนิดรูปใบไม้ปรากฏขึ้นที่ข้อมือ

   

    ลู่เซี่ยตกใจจนเกือบจะร้องลั่น หลังจากตั้งสติได้ก็รู้สึกตื่นเต้น เพราะเธอเคยอ่านนิยายมาบ้าง จึงรู้ว่าตัวเองอาจจะได้พบเจอกับเหตุการณ์พิสดารบางอย่างเข้าแล้ว



บทที่ 4: ช่องว่างมิติ


   

    หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็แอบค้นคว้าจนพบว่ารอยกำเนิดนี้คือ ‘ช่องว่างมิติ’

   

    ช่องว่างมิติมีพื้นที่ประมาณห้าไร่

   

    พื้นที่ตรงกลางมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ บ่อน้ำนี้ก็น่าจะเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน แต่สรรพคุณไม่ได้เวอร์วังเหมือนในนิยาย ไม่สามารถชำระไขกระดูกหรือย่นระยะเวลาการเติบโตของพืชได้

   

    แต่การดื่มเข้าไปก็เป็นผลดีต่อร่างกาย ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้น แต่ก็ต้องดื่มไประยะยาวถึงจะเป็นผล

   

    หากเอามารดน้ำต้นไม้ก็จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีขึ้นและไม่ล้มตาย

   

    หลังจากที่ลู่เซี่ยศึกษาเรื่องราวของช่องว่างมิติจนหมดแล้ว เธอก็ต้องผิดหวัง เพราะเดิมทีคิดเอาไว้ว่า หลังจากเรียนจบเธอสามารถใช้ช่องว่างมิติสร้างเนื้อสร้างตัวได้ แต่กลับพบว่ามันไม่ได้มีประโยชน์อะไรขนาดนั้น

   

    ถึงจะปลูกข้าวในช่องว่างมิติ ก็ไม่ได้ทำให้เก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น ทั้งยังต้องใช้เวลาตามปกติ

   

    อย่างมากก็แค่ไม่ต้องกำจัดวัชพืช แมลงศัตรูพืช ข้าวที่รดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จะได้รสชาติที่ดีขึ้น กินแล้วดีต่อร่างกาย นี่คือสิ่งที่เธอค้นพบหลังจากที่ได้ศึกษาเรื่องราวของช่องว่างมิติ

   

    ในเมื่อคิดจะขายข้าวคงไม่ได้ ลู่เซี่ยเลยคิดจะปลูกดอกไม้หายากขาย แต่เธอกลับไม่มีความรู้ในเรื่องพวกนี้เอาเสียเลย และเมื่อลองหาข้อมูลดูก็ต้องผิดหวัง เพราะดอกไม้หายากเหล่านั้นมีราคาสูงมาก ตอนนี้เธอยังไม่มีปัญญาซื้อ คงต้องรอไปก่อน

   

    เธอรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นนานนัก

   

    ลู่เซี่ยคิดว่าในเมื่อเธอได้ช่องว่างมิติมาแล้ว จะเกิดวันสิ้นโลกหรืออะไรทำนองนั้นหรือไม่? แล้วเธอควรกักตุนเสบียงล่วงหน้าหรือเปล่า?

   

    ถึงอย่างไรเธอก็ทำได้แค่คิด แม้เธออยากจะตุนเสบียงมากแค่ไหน เธอก็ไม่มีเงิน!

   

    ดังนั้นหลังจากเรียนจบและยังเป็นหนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา ลู่เซี่ยจึงต้องหางานทำก่อน หลังจากนั้นก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับงานใหม่ที่วุ่นวายจนแทบไม่มีเวลา เธอเลยไม่ได้สนใจช่องว่างมิติมากนัก

   

    แต่ถึงอย่างไร ลู่เซี่ยก็ไม่ได้จะเพิกเฉยมันเสียทีเดียว เพราะเธอคิดว่าหากในอนาคตเกิดอะไรขึ้นมา ก็ยังมีช่องว่างมิติเป็นที่พึ่ง

   

    และตอนนี้ ช่องว่างมิติก็เป็นที่พึ่งเดียวที่มีอยู่ในยุค70นี้แล้ว

   

    คิดได้ดังนั้น ลู่เซี่ยก็ค่อยๆเข้าไปในช่องว่างมิติ

   

    อันที่จริงแล้วเมื่อเข้าไปในช่องว่างมิติ ร่างกายจะไม่ได้เข้าไปด้วย ครั้งหนึ่งลู่เซี่ยเคยใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกวิดีโอเอาไว้ ครั้นเมื่อเข้าไปในช่องว่าง คนภายนอกจะเห็นว่าเธอกำลังหลับอยู่เท่านั้น ซึ่งช่วยให้เธอสะดวกขึ้นมากโข

   

    แต่คราวนี้เมื่อเข้ามาแล้ว ลู่เซี่ยกลับพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในช่องว่างมิติ

   

    แม้ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยจะไม่ได้ใส่ใจช่องว่างมิติมากนัก ทั้งยังไม่ได้ใช้งานบ่อยเพราะกลัวว่าถูกจับได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ได้นำของบางอย่างมาแอบวางเอาไว้บนที่ว่างรอบๆช่องว่างมิติ

   

    สิ่งของที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับเธอ เช่น สมุดบัญชีธนาคาร ใบปริญญา และอื่นๆ

   

    ตอนนี้สิ่งของเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว!

   

    ไม่ ไม่สิ ควรจะพูดว่า สิ่งของจากศตวรรษที่21ได้หายไปหมดสิ้น!

   

    ไม่รู้ว่าสิ่งของเหล่านั้นได้สูญหายไป หรือได้กลับไปยังศตวรรษที่21กันแน่

   

    หากสิ่งของเหล่านั้นกลับไปได้ก็ยังดี เพราะเจ้าของร่างเดิมที่รับช่วงตัวตนของเธอ ยังจะได้ใช้สิ่งของเหล่านั้น แม้ว่าเธอจะไม่มีเงินออมมากมายก็ตาม

   

    แต่หากว่าสิ่งของเหล่านั้นได้สูญหายไปแล้ว ลู่เซี่ยก็เกรงว่าเจ้าของร่างเดิมจะต้องรู้สึกกังวลใจ และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรหากต้องดำเนินการขอเอกสารใหม่

   

    แน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมควรจะเป็นกังวล

   

    จากนั้นลู่เซี่ยก็ได้สำรวจสิ่งของที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในช่องว่างมิติ

   

    สิ่งเดียวที่ยังไม่สูญหายไปจากช่องว่างมิติก็คือ เสบียงกับเมล็ดพันธุ์

   

    ก่อนหน้านี้ที่ลู่เซี่ยได้มิติช่องว่างมา เธอก็ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของมัน และพบว่าผืนดินในช่องว่างมิตินั้นเป็นทั้งนาและไร่ จึงสามารถปลูกอะไรก็ได้

   

    แม้จะยังไม่เข้าใจในหลักการ แต่ลู่เซี่ยก็ได้ทดลองปลูกข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพด แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากมาย

   

    แต่เพราะเธอไม่สามารถบอกที่มาของมันได้ และไม่กล้าที่จะนำออกไปขาย ดังนั้นมันจึงถูกกองรวมกันอยู่อย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้มีมากนัก เพราะปลูกเพียงครั้งเดียว ไม่ได้ปลูกเต็มพื้นที่ด้วยซ้ำ ดังนั้นรวมๆแล้วก็เพียงสี่พันกว่าจิน



บทที่ 5: จัดการสิ่งของจำเป็น


   

    หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็ไม่ได้ปลูกข้าวอีกต่อไป แต่หันไปปลูกผักลงแปลงแทน

   

    มีผักหลากหลายชนิด ลู่เซี่ยคิดว่าอย่างนี้เธอคงไม่ต้องซื้อผักอีกต่อไป ประหยัดเงินซื้อผักไปได้เยอะเลย

   

    ยิ่งไปกว่านั้น ผักที่ปลูกในช่องว่างมิติยังอร่อยเป็นพิเศษ กินแล้วรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงเป็นที่น่าพอใจ

   

    ดังนั้นลู่เซี่ยจึงสะสมเมล็ดพันธุ์ผักไว้จำนวนหนึ่ง

   

    ผักบางชนิดที่สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้วและยังกินไม่หมด ลู่เซี่ยก็นำมาเก็บไว้บริเวณพื้นที่ว่างภายในช่องว่างมิติ เนื่องจากพื้นที่นี้สามารถเก็บรักษาความสดได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา จึงไม่เป็นเรื่องที่ต้องกังวล

   

    ส่วนบริเวณริมขอบของช่องว่างมิติ ลู่เซี่ยยังปลูกไม้ผลสามต้น คือ ต้นแอปเปิลสองต้น และต้นแพร์หนึ่งต้น

   

    แม้เพิ่งจะปลูกได้แค่ปีเดียว และต้นยังไม่โตเต็มที่ แต่ก็ออกผลแล้ว

   

    นั่นก็เพราะลู่เซี่ยเลือกซื้อต้นที่กำลังจะออกผล

   

    ส่วนเหตุผลที่ซื้อเพียงสองชนิดนี้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากจะซื้อชนิดอื่น แต่เป็นเพราะไม่ค่อยสะดวก

   

    เพราะลู่เซี่ยอาศัยอยู่ในที่พักที่เช่าร่วมกับผู้อื่น การสั่งซื้อของทางออนไลน์และรับของจึงไม่ค่อยสะดวก

   

    แม้แต่สามต้นนี้ ลู่เซี่ยก็ยังไปเจอโดยบังเอิญที่ตลาดนัดต้นไม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ เธอเลยซื้อมาแอบๆซ่อนๆ ทั้งยังต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อหาที่ที่ไม่มีกล้องวงจรปิด เพื่อจะเอาเข้าไปปลูกในช่องว่างมิติ แม้จะปลูกได้สำเร็จ แต่เธอก็ยังรู้สึกกังวลอยู่ดี

   

    อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ลู่เซี่ยไม่มีเงินมากนัก ทุกเดือนต้องจ่ายเงินกู้เพื่อการศึกษา เธอเพิ่งเรียนจบ เงินเดือนน้อย และยังต้องเช่าที่พัก เงินเก็บเลยยังไม่มี

   

    เดิมทีตั้งใจว่าจะรอวันหยุดแล้วค่อยไปเที่ยวชนบทสักหน่อย แต่ยังไม่ทันได้ไปก็ทะลุมิติมาเสียก่อน คงต้องรอโอกาสหน้าอีกทีละกัน

   

    ส่วนไม้ผลสามต้นนี้กำลังออกผลเป็นปีแรก อาจเป็นเพราะได้รดน้ำด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีผลผลิตค่อนข้างมาก ลู่เซี่ยเก็บเกี่ยวลงมาทั้งหมด และตอนนี้ยังเหลืออยู่พอประมาณ เลยเก็บไว้ข้างๆกองเสบียง

   

    เสียดายอย่างเดียวคือ ไม่สามารถเลี้ยงสิ่งมีชีวิตไว้ในช่องว่างมิติได้ ไม่เช่นนั้นลู่เซี่ยคงซื้อเป็ดซื้อไก่มาเลี้ยงไว้ในนี้แล้ว ต่อไปนี้ก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องเนื้อและไข่แล้ว

   

    คิดไปไกลมากแล้ว มีแค่นี้ก็ดีมากพอแล้ว จะคาดหวังมากเกินไปทำไม!

   

    ดังนั้น ในช่องว่างมิติจึงมีเพียงสิ่งเหล่านี้

   

    ลู่เซี่ยถอนหายใจ ยังดีที่ยังทิ้งของเอาไว้ให้

   

    นอกจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ภายในช่องว่างมิติก็ยังมีกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่ริมขอบ

   

    กระท่อมหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก จริงๆแล้วจะเรียกว่ากระท่อมก็ไม่เชิง เพราะมันยังสูงไม่เท่าตัวเธอด้วยซ้ำ ดูเผินๆก็เหมือนกล่องสี่เหลี่ยมด้านเท่า กว้างยาวสูงด้านละหนึ่งเมตรครึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น ประโยชน์ของมันก็น่าอัศจรรย์มาก

   

    เป็นสิ่งที่ลู่เซี่ยค้นพบก่อนหน้านี้

   

    กระท่อมหลังนี้ไม่สามารถเข้าไปได้ และใส่ของไม่ได้ ประโยชน์อย่างเดียวคือ เอาเปลือกข้าวออก

   

    ใช่! ประโยชน์ของกระท่อมหลังนี้น่าอัศจรรย์มาก เมื่อใส่ข้าวเปลือกเข้าไป แล้วออกมาจากช่องเล็กๆด้านข้าง ก็จะเหลือเพียงข้าวสารที่ถูกขัดสีแล้ว

   

    หากใส่ข้าวสาลีเข้าไป สิ่งที่ออกมาจะไม่ใช่เพียงเมล็ดที่ไม่มีเปลือกเท่านั้น แต่จะกลายเป็นแป้งสาลีเลยทีเดียว ส่วนข้าวโพดก็เช่นกัน เมื่อออกมาแล้วจะกลายเป็นวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปที่พร้อมนำไปปรุงอาหารได้ทันที

   

    แต่กระท่อมหลังนี้ใช้งานได้กับข้าวเท่านั้น

   

    ลู่เซี่ยเคยลองเอาแอปเปิลและผักใส่เข้าไป เพื่อดูว่าจะกลายเป็นน้ำผลไม้หรือผักอบแห้งหรือไม่

   

    แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะเมื่อใส่ธัญพืชต่างๆเข้าไป ประตูของกระท่อมก็จะปิดลงโดยอัตโนมัติ โดยไม่รู้ว่าภายในมีกระบวนการทำงานอย่างไร ขอเพียงแค่เอากระสอบไปวางไว้ที่ช่องเล็กๆด้านข้าง ธัญพืชที่ผ่านการแปรรูปแล้วก็จะไหลลงไปในถุง

   

    แต่หลังจากใส่สิ่งเหล่านี้เข้าไป ประตูของกระท่อมกลับไม่ปิด นั่นหมายความว่ามันไม่ทำงาน หลังจากที่นำออกมา แอปเปิลก็ยังคงเป็นแอปเปิล ผักก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

   

    แม้กระทั่งลู่เซี่ยเคยทดลองซื้อธัญพืชจากที่อื่น แล้วนำมาใส่เพื่อแปรรูป แต่ก็ต้องผิดหวังอีกเช่นเคย เพราะกระท่อมหลังนี้ไม่รองรับผลผลิตที่ไม่ได้มาจากช่องว่างมิติ

   

    สรุปแล้ว กระท่อมหลังนี้ก็คือสถานที่แปรรูปธัญพืชที่ปลูกในช่องว่างมิตินี่เอง

   

    ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เธอประหยัดแรงไปได้เยอะ เพราะการจะนำข้าวเปลือกจำนวนมากขนาดนั้นออกไปสีก็เป็นเรื่องยุ่งยาก การมีกระท่อมหลังนี้อยู่จึงสะดวกขึ้นเยอะ

   

    และแกลบที่ได้จากการสีข้าวเปลือกในกระท่อมก็จะถูกดูดซึมไปเป็นปุ๋ยโดยอัตโนมัติ เธอจึงไม่ต้องดูแลอะไรมากมายนัก



บทที่ 6: รูปลักษณ์


   

   เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็หวนคิดถึงเครื่องสีไฟฟ้าขนาดเล็กที่เธอเพิ่งตัดสินใจซื้อไปเมื่อไม่นานมานี้

   

   แต่แล้วก็จบเห่ สิ่งนั้นไม่เหลือแล้ว

   

   ลู่เซี่ยรู้สึกเสียดายเหลือเกิน!

   

   เพราะลู่เซี่ยตั้งใจจะเอาไว้ใช้ในช่องว่างมิติโดยเฉพาะ เธอถึงขั้นติดตั้งแบตเตอรี่ชาร์จไฟให้เป็นพิเศษ แถมยังราคาสูงอีกต่างหาก!

   

   แต่หลังจากซื้อมาแล้วลู่เซี่ยก็เกิดรู้สึกเสียดาย เพราะเธอเพิ่งค้นพบว่า แม้จะใส่ข้าวเข้าไปทั้งรวงก็ไม่เป็นปัญหา เพราะการทำงานของกระท่อมหลังนี้สามารถแยกและจัดการให้เองโดยอัตโนมัติ เมื่อสิ้นสุดกระบวนการแล้วก็จะคายข้าวสารออกมา เธอเพียงแค่ต้องขนข้าวสารที่ได้ ไปเก็บไว้ที่ลานก็พอ

      

   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรู้สึกเสียดายมาก เดิมทีตั้งใจจะขายมือสอง แต่ยังไม่ทันได้ขายก็หายไปแล้ว

   

   เสียดาย!

   

   แม้ตอนนี้จะเสียดายไปก็ไร้ประโยชน์ ลู่เซี่ยพยายามลืมเรื่องนี้แล้วมองดูไปรอบๆช่องว่างมิติอย่างละเอียด ก่อนจะค่อยๆโล่งใจไปในที่สุด ตราบใดที่มีช่องว่างมิติอยู่ ก็เหมือนยังมีที่พึ่ง

   

   เมื่อออกมาจากช่องว่างมิติแล้ว ลู่เซี่ยก็ลุกจากเตียง

   

   เตียงไม้ที่เรียบง่ายส่งเสียง ‘เอี๊ยดอ๊าด’ ราวกับว่าจะพังลงมาให้ได้

   

   แต่ลู่เซี่ยรู้ดีว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเจ้าของร่างเดิมนอนแบบนี้มาหลายปี และมันก็ยังเป็นแบบนี้มาตลอด จนเธอคุ้นชินกับมันไปแล้ว

   

   หลังลงจากเตียง ลู่เซี่ยก็เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่มุมห้อง ซึ่งเป็นที่ของลู่ชุนพี่สาวคนโต เดิมทีแล้วเจ้าของร่างเดิมจะไม่มาที่นี่ และพี่สาวของเธอก็ไม่อนุญาตให้เธอใช้ด้วย

   

   หากพี่สาวของเธอรู้เข้า เกรงว่าคงจะโกรธอีกแน่ๆ

   

   แต่ลู่เซี่ยไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก เธอเดินไปนั่งลงแล้วหยิบกระจกขึ้นส่องดู เและได้เห็นรูปลักษณ์ของเจ้าของร่างเดิม

   

   ภาพสะท้อนกระจก ปรากฏเป็นหญิงสาวที่ดูผอมแห้งแรงน้อย และสีหน้าเหลืองหม่น ส่วนเส้นผมนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่เพียงแต่จะออกสีเหลืองเท่านั้น แต่ยังแห้งกร้านและแตกปลายอีกด้วย

   

   แน่นอนว่าเป็นผลมาจากการขาดสารอาหาร

   

   แม้จะไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ แต่ก็ไม่น่าจะขาดแคลนอาหารจนเติบโตมาถึงขนาดนี้หรอก เพราะครอบครัวของเธอมีพ่อแม่ที่ทำงานทั้งคู่ สามารถเลี้ยงลูกทั้งสี่คนได้

   

   แต่ครอบครัวของลู่เซี่ยต่างออกไป พ่อแม่ของเธอต่างก็กตัญญูเป็นพิเศษ 

   

   และความกตัญญูนั้นก็มุ่งไปยังครอบครัวของตัวเอง

   

   พ่อของลู่เซี่ยเป็นลูกชายคนที่สอง สถานะในครอบครัวก็คล้าย ๆ กับลู่เซี่ย เพื่อแย่งชิงความสนใจจากพ่อแม่ เขาจึงแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่เป็นพิเศษ แม้จะแยกครอบครัวออกไปแล้ว แต่ย่าของลู่เซี่ยก็ยังหาข้ออ้างเพื่อขอเงินจากเขาอยู่บ่อยๆ และเขาก็จะไม่ปฏิเสธ

   

   ส่วนแม่ของลู่เซี่ยก็กตัญญูเช่นกัน แต่เป็นการกตัญญูต่อครอบครัวของตัวเอง เธอจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวสองสามวันต่อหนึ่งครั้ง และทุกครั้งก็จะไม่ไปมือเปล่า เนื่องจากเธอทำงานในโรงงานทอผ้า จึงมักจะมีเศษผ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ถูกนำไปให้ครอบครัวของเธอในราคาถูก

   

   ดังนั้น แม้ครอบครัวของลู่เซี่ยจะมีรายได้มาจากการทำงานของพ่อแม่ แต่ก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด

   

   แน่นอนว่าพ่อแม่จะดูแลลูกๆคนอื่น พวกเขาจึงไม่ต้องหิวโหย แต่ลู่เซี่ยที่เป็นเหมือนคนที่ไม่มีตัวตนก็ไม่ได้รับการดูแล เพราะคิดว่าไม่หิวจนตายหรอก

   

   คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจ และมองดูรูปลักษณ์ของเจ้าของร่างเดิมอย่างพิจารณา แม้จะค่อนข้างผอม แต่ก็ยังเห็นได้ว่ามีใบหน้าที่งดงาม

   

   และสิ่งที่ทำให้ลู่เซี่ยเกิดความสนใจมากกว่านั้นคือ เจ้าของร่างเดิมมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเธอเอง

   

   ลู่เซี่ยในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเคยผอมบ้าง แต่ต่อมาก็มีช่องว่างมิติ เธอกินผักจากช่องว่างมิติและดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายจึงค่อยๆมีน้ำมีนวลขึ้น ผิวพรรณก็ขาวสะอาด กลายเป็นสาวสวยคนหนึ่ง มีผู้ชายหลายคนมาติดตาม แต่เธอก็แค่อยากหาเงิน

   

   ดังนั้น ในตอนนี้ลู่เซี่ยจึงไม่ได้กังวลอะไร เพราะรู้ว่าสักวันก็จะฟื้นสภาพได้ ยิ่งเจ้าของร่างเดิมมีอายุไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำ

   

   หลังจากคิดจนได้คำตอบแล้ว ลู่เซี่ยก็หาเสื้อผ้าของเจ้าของร่างเดิมมาสวม แม้จะเป็นเสื้อผ้ามือสองที่ลู่ชุนไม่ต้องการ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรสวมเลย จากนั้นเธอก็ออกจากห้อง  

   

   ตอนนี้ในห้องนั่งเล่นก็ไม่มีใครแล้ว คงเป็นเพราะทุกคนรู้ว่าลู่เซี่ยเพิ่งผ่านช่วงเวลายากลำบาก จึงตั้งใจเปิดพื้นที่ให้เธอได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆ



บทที่ 7: สัมผัสวันเวลาในยุค70


   

    ลู่เซี่ยสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆบ้าน

   

    บ้านหลังนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีพื้นที่เพียงห้าสิบตารางเมตร เป็นบ้านพักที่โรงงานทอผ้าจัดสรรให้พนักงานอาศัยอยู่ที่นี่ บ้านพักของลู่เซี่ยตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เรียกว่า ‘ถงจือโหลว’ แม้จะมีพื้นที่เพียงห้าสิบตารางเมตร แต่ก็ถือว่าไม่ได้เล็กเกินไป

   

    ตอนนี้ไม่มีพื้นที่ส่วนกลางใดเลย มีเพียงพื้นที่ใช้สอยจริงห้าสิบตารางเมตรเท่านั้น

   

    อย่างไรก็ตาม ตระกูลลู่มีสมาชิกด้วยกันถึงหกคน การอาศัยอยู่ด้วยกันจึงคับแคบพอสมควร

   

    บ้านหลังนี้มีสองห้องนอน หนึ่งห้องโถง ห้องนอนหนึ่งห้องเป็นของพ่อแม่ อีกห้องหนึ่งเป็นของลูกสาวสามคน ส่วนห้องโถงก็กั้นส่วนหนึ่งให้น้องชายคนเล็กอาศัยอยู่

   

    ทั้งๆที่รู้สึกว่าไม่ค่อยยุติธรรมกับลูกชายคนเล็กที่พวกเขารักและตามใจ แต่ก็รู้ว่าลูกสาวจะต้องแต่งงานออกเรือนไปในสักวัน และห้องที่เหลืออยู่ก็จะตกเป็นของลูกชายอยู่ดี ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจจัดการแบบนี้ไปก่อน

   

    ส่วนพื้นที่ในห้องโถงก็เหลือน้อยมาก วางโต๊ะเข้าไปก็กลายเป็นห้องอาหารไปเลย

   

    ส่วนห้องครัวและห้องน้ำอยู่นอกตัวบ้านชั้นละหนึ่งห้อง บันไดทางฝั่งซ้ายคือห้องครัว ส่วนทางขวาคือห้องน้ำ ปัจจุบันอาคารบ้านพักทุกแห่งล้วนมีโครงสร้างแบบนี้

   

    ทุกครั้งที่ออกไปเข้าห้องน้ำหรือทำอาหาร ก็จะต้องเจอกับเพื่อนบ้าน หากมื้อไหนทำอาหารอร่อย ก็จะเป็นที่รู้กันของคนทั้งชั้น ไม่มีความเป็นส่วนตัวเลย

   

    ดังนั้นแล้วแต่ละครอบครัวจึงเตรียมเตาไฟขนาดเล็กไว้ในบ้าน เพื่อที่พวกเขาจะได้ทำอาหารอย่างเป็นส่วนตัว

   

    เมื่อสำรวจบริเวณโดยรอบบ้านเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยก็เพิ่งสังเกตว่า ยังมีอาหารเหลือไว้อยู่บนโต๊ะในห้องโถงอีกด้วย

   

    นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น!

   

    ดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้วิธี ‘ตบหัวแล้วลูบหลัง’ โดยทำดีกับลู่เซี่ยสักหน่อย เพียงหวังให้เธอยอมสละงานให้แก่ลู่ชุนด้วยความเต็มใจ แล้วไปใช้ชีวิตอยู่ในชนบทด้วยความยินดี

   

    ลู่เซี่ยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลก พวกเขาคงไม่คิดว่าเธอจะยอมไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายในชนบทหรอก คิดมากไปแล้ว รอดูต่อไปเถอะ

   

    แต่ลู่เซี่ยก็นั่งลงและเริ่มทานอาหารอย่างไม่เกรงใจ อาหารอร่อยใช้ได้ ทั้งยังมีไข่ตุ๋นที่พวกเขาทำให้เธอเป็นพิเศษอีกด้วย เธอจึงรีบกินมันจนหมด เพราะเธอกำลังหิวอยู่พอดี

   

    จากนั้นก็กลับเข้าไปในห้อง หยิบเงินเก็บทั้งหมดของเจ้าของร่างเดิมที่มีเพียงหกเหมาสามเฟินติดตัวออกจากบ้านไป

   

    หลังจากออกจากบ้านมา ลู่เซี่ยก็เลียนแบบท่าทีของเจ้าของร่าง เดินก้มหน้า เดินเร็วๆเมื่อเจอผู้คนก็ยิ้มขวยเขิน

   

    ผู้คนมองมาด้วยสายตาเห็นใจ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้ยินข่าวเรื่องที่เธอจะลงชนบทกันแล้ว

   

    แต่พวกเขาไม่น่าจะรู้เรื่องงานของลู่เซี่ย คงคิดว่าครอบครัวของเธอแค่หลีกเลี่ยงลูกสาวคนโต แล้วให้เธอซึ่งเป็นลูกสาวคนที่สองไปชนบทแทน

   

    ลู่เซี่ยแสร้งทำเป็นไม่รู้ถึงความเห็นใจที่ผู้คนมีให้ ก่อนจะเดินออกจากบ้านพัก เพื่อเที่ยวชมเมืองหลวงในยุค70

   

    ลู่เซี่ยเพิ่งจะทะลุมิติ ทั้งยังต้องเจอกับปัญหามากมายที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งเอาไว้ เธอยังคงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง คงต้องค่อยๆจัดการความคิดให้เข้าที่ก่อน ถึงจะคิดได้ว่าควรทำอะไรต่อไป

   

    ขณะเดินเล่นอยู่ตามท้องถนนในกรุงปักกิ่งยุค70 ลู่เซี่ยมองดูอาคารรอบข้างที่ให้ความรู้สึกถึงยุคสมัย ทำให้เธอรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของขึ้นมาในใจ และตระหนักได้ว่า ต่อจากนี้ไปเธอจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้

   

    เดินไปเรื่อยๆก็เห็นรถเมล์จอดอยู่ริมถนน ลู่เซี่ยจึงใช้เงินหนึ่งเฟินในการเดินทาง

   

    ตอนนี้บนรถมีผู้โดยสารไม่มากนัก ลู่เซี่ยหาที่นั่งรับลมริมหน้าต่าง สัมผัสบรรยากาศและวิถีชีวิตที่ต่างจากศตวรรษที่21 อากาศบริสุทธิ์ที่ยังไม่ถูกมลภาวะรบกวน ทำให้รู้สึกมีความหวังกับชีวิตใหม่มากขึ้น

   

    เมื่อเจ้าหน้าที่ประจำรถประกาศว่าถึงสถานีสวนสาธารณะเป่ยไห่ ลู่เซี่ยจึงลงจากรถ

   

    ลู่เซี่ยตั้งใจจะหาที่นั่งเงียบๆ เพื่อคิดทบทวนดูว่าจะทำอะไรต่อไปดี เพราะหากอยู่ในบ้านหลังนั้นเธอไม่มีอารมณ์ผ่อนคลายเลย

   

    พอเข้าไปในสวน ลู่เซี่ยนั่งลงบนเก้าอี้ยาวริมทะเลสาบ มองไปยังแนวต้นไม้สีเขียวที่ไกลออกไป และผืนน้ำที่สะท้อนแดดจนดูระยิบระยับ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกผ่อนคลายขึ้น

   

    ค่อยๆเริ่มคิดถึงหนทางในอนาคต



บทที่ 8: แผนในอนาคต


   

    ประการแรก การลงไปชนบทนั้นเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ดังนั้น สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการเตรียมตัวก่อนลงไปชนบท

   

    ปัจจุบันคือ1973 เหลือเวลาอีกสี่ปีก่อนที่จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง นั่นหมายความว่าเธอจะต้องใช้เวลาอยู่ในชนบทอย่างน้อยสี่ปี

   

    ลู่เซี่ยไม่เคยไปชนบท แต่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ก็ตั้งอยู่ในเมืองเล็กๆที่ยากจนแห่งหนึ่ง ที่พักก็เป็นเพียงบ้านชั้นเดียว

   

    และเนื่องจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ายากจนมาก ผู้อำนวยการจึงได้พาพวกเขาไปถางที่ดินรกร้างใกล้ๆสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพื่อทำการเกษตรไว้เลี้ยงตัวเอง

   

    แม้จะมีที่ดินไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่ต้องทำการเกษตร พวกเขาต้องวุ่นวายกันทั้งปีถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

   

    ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงรับรู้ถึงความยากลำบากของเกษตรกรเป็นอย่างดี

   

    และตอนนี้อยู่ในยุคเจ็ดศูนย์ ความยากลำบากในชนบทจะต้องยิ่งทวีคูณอย่างแน่นอน

   

    ลู่เซี่ยจึงจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการใช้ชีวิตอยู่ในชนบทเป็นเวลาอย่างน้อยสี่ปี

   

    สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ เงิน แม้ตอนนี้การซื้อของเกือบทุกอย่างจะต้องใช้ ‘ตั๋ว’ แต่การจะใช้ชีวิตอยู่อย่างคนไม่มีเงินนั้น นับเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

   

    ดังนั้น สิ่งแรกที่ลู่เซี่ยต้องคิดคือ วิธีการหาเงิน

   

    อย่าได้หวังอะไรจากที่บ้านเลย ดูจากท่าทีที่พวกเขาปฏิบัติต่อเธอแล้ว ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงไม่มีใครเตรียมอะไรไว้ให้หรอก

   

    ดังนั้น ลู่เซี๋ยจึงจำเป็นต้องคิดถึงตัวเธอเอง

   

    และวิธีหาเงินที่คิดออกในตอนนี้ก็มีเพียงสองวิธี

   

    วิธีแรกคือ ในช่องว่างมิติยังคงมีเสบียงหลงเหลืออยู่ ลู่เซี่ยสามารถหาโอกาสเพื่อนำมันออกมาขายในตลาดมืดได้ แต่เธอไม่ทราบสถานการณ์ของตลาดมืดในยุคนี้ ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษาให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจขาย

   

    วิธีที่สองคือ งาน ลู่เซี่ยไม่คิดจะให้ลู่ชุนไปฟรีๆ จึงวางแผนจะหาโอกาสขายงานนี้ทิ้งไป และต้องทำให้เร็วที่สุดด้วย หากถึงตอนนั้นที่ครอบครัวหมดความอดทนกับเธอ และให้เธอพาลู่ชุนไปดำเนินการโอนย้าย มันก็จะสายเกินไปแล้ว

   

    ดังนั้น ต้องแก้ไขเรื่องงานก่อนเป็นอันดับแรก

   

    แม้จะได้รับการตอบรับให้เข้าทำงานแล้ว แต่โชคดีที่โรงงานไม่ได้กำหนดให้ไปรายงานตัวทันที กลับให้เวลาเตรียมตัวมากกว่าสิบวันเพื่อให้ครบรอบเดือน ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกในการจ่ายเงินเดือนของโรงงาน จึงเลื่อนการรายงานตัวไปเป็นต้นเดือนหน้า

   

    เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็ตรงกับช่วงเวลาที่จะต้อไปชนบทพอดี หากรีบจัดการให้เรียบร้อยก็จะสามารถผ่านพ้นไปได้

   

    เมื่อมี ก็จะมีโอกาสในการเตรียมของใช้ในชนบทเพิ่มขึ้น

   

    จากความทรงจำของลู่เซี่ย สถานที่ที่ต้องไปอยู่ชนบทดูเหมือนจะอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศใช่ไหมนะ?

   

    ลู่เซี่ยค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสถานที่ที่เธอเติบโตในชาติก่อนก็อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเช่นกัน ก่อนจะย้ายมาทำงานที่เมืองหลวงหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว

      

    ลู่เซี่ยจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับสภาพอากาศขงภาสคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี ที่นั่นหนาวมากในช่วงฤดูหนาว

   

    จึงควรเตรียมเสื้อผ้าหนาๆ และผ้าห่มหนาๆไว้เป็นจำนวนมาก

   

    นอกจากนี้ยังมีสิ่งของอื่นๆอีกมากมาย เช่น หม้อ ไห จาน ชาม และของใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆที่ขาดไม่ได้

   

    เมื่อนึกถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็อดเป็นกังวลไม่ได้ ในขณะที่มีสิ่งของให้ตระเตรียมอีกมากมาย แต่เวลากลับเหลือน้อยมากแล้ว เธอจำเป็นต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยภายในเวลาสิบกว่าวันนี้ ซึ่งนับเป็นบททดสอบอีกอย่างหนึ่ง

   

    ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด

   

    ด้วยเหตุนี้ ลู่เซี่ยจึงพยายามคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรต่อไปและต้องเตรียมอะไรบ้าง

   

    ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้น คาดว่าคงไม่ไกลมากนัก จึงทำให้ได้ยินเสียงของพวกเขาชัดเจน

   

    เป็นเสียงของชายและหญิงคู่หนึ่ง ดูเหมือนพวกเขากำลังนัดดูตัวกัน

   

    น้ำเสียงฝ่ายหญิงดูเหมือนจะพอใจฝ่ายชายมาก ทั้งสองพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเขินอาย

   

    ‘คุณชอบวาดรูปในเวลาว่างเหรอ?’

   

    ชายหนุ่มตอบกลับมาอย่างใจเย็น ‘ใช่ครับ’

   

    น้ำเสียงของชายหนุ่มฟังดูเย็นชา แต่กลับความอ่อนแอเจือปนอยู่เล็กน้อย เมื่อฟังดูแล้วก็พอจะบอกได้ว่าเป็นเสียงของเด็กหนุ่ม ฟังแล้วเพราะจับใจ



บทที่ 9: พบกับการนัดหมายแปลกๆ


   

    หญิงสาวพูดด้วยความชื่นชม ‘อย่างนั้นคุณน่าจะมีความรู้ไม่น้อยเลย ฉันชอบคนที่มีพรสวรรค์ที่สุดเลย!’

   

    จากนั้นก็ได้ยินชายหนุ่มตอบอย่างเย็นชา ‘อย่างนั้นคุณคงผิดหวังแล้วล่ะ ผมไม่ได้มีพรสวรรค์อะไรเลย เป็นแค่คนธรรมดาที่ชอบวาดรูปฆ่าเวลาไปวันๆ’

   

    ‘อืม…’ หญิงสาวอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบแก้ต่าง ‘แต่ก็เก่งมากแล้วค่ะ ฉันเองก็ชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่ฝีมือไม่ค่อยดี คุณช่วยสอนฉันหน่อยได้ไหมคะ?’

   

    เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวมีความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

   

    ไม่นาน ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ ‘ดีใจที่คุณชอบ ถ้าคุณตกลง ผมก็ขอพูดถึงสถานการณ์ของผมบ้างนะครับ’

   

    ไม่รอให้หญิงสาวได้ตอบตกลง ‘ผมเพิ่งจบมัธยมปลาย แต่ด้วยเหตุผลปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีงานทำ คนที่แนะนำเรามาคงบอกคุณแล้วว่าพ่อแม่ของผมเสียชีวิตไปแล้ว ผมถูกเลี้ยงดูโดยพี่สาวมาตั้งแต่เด็ก แต่ในตอนนี้พี่สาวแต่งงานออกไปหมดแล้ว ตัวผมมีเพียงบ้านหลังเล็กๆที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้

   

    ถ้าเราแต่งงานกัน ในอนาคตผมจะรับผิดชอบเรื่องค่าบ้าน ส่วนค่าอาหารเสริมบำรุงร่างกายรายเดือน คุณปู่ของผมจะช่วยเหลือ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านอาจจะไม่ไหว อาจจะต้องขอให้คุณรับผิดชอบ

   

    แน่นอนว่าผมจะช่วยแบ่งเบางานบ้านด้วยเช่นกัน ผมอยู่กับพี่สาวก็ช่วยซักผ้า ทำอาหาร และดูแลเด็กๆมาตั้งแต่เด็ก ผมจะดูแลบ้านให้เป็นอย่างดี ส่วนเรื่องอื่นๆก็แล้วแต่คุณ!’

   

    ‘อะไรนะ... อะไรกัน!’ เพียงแค่หญิงสาวที่ตอบโต้ไม่ถูก แม้แต่ลู่เซี่ยที่แอบฟังอยู่ก็ถึงกับอึ้งไปเลย

   

    แต่ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะไม่รู้สึกอะไร เขายังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ 

   

    ‘จริงๆแล้วทางบ้านเคยหางานสบายๆให้ผมทำ แต่ผมไม่ค่อยชอบ เลยปฏิเสธไป แต่คุณวางใจได้นะ ผมจะดูแลทุกอย่างในบ้านให้เป็นอย่างดี โดยที่คุณไม่ต้องกังวล และถ้าเป็นแบบนี้ คุณต้องจ่ายเงินเดือนให้ผมทุกเดือนด้วยนะ เพราะอย่างนี้ก็ถือว่าผมทำงานเพื่อครอบครัวแล้ว’

   

    เมื่อได้ยินเช่นนี้ หญิงสาวจึงได้สติ และตอบกลับไปด้วยความไม่เชื่อ ‘คุณปฏิเสธงานแล้วนัดดูตัวกับฉัน เพื่อหาคนโง่มาเลี้ยงดูคุณงั้นเหรอ? คุณตั้งใจจะเกาะผู้หญิงกินงั้นเหรอ?’

   

    ชายหนุ่มตอบอย่างใจเย็น ‘จะเรียกว่าเกาะผู้หญิงกินได้ยังไงล่ะ? ในเมื่อไม่มีกฎหมายข้อไหนกำหนดว่าสามีต้องทำงานนอกบ้านนี่ ผมก็แค่อยากหาภรรยาที่เลี้ยงผมได้’

   

    เมื่อหญิงสาวได้ยินคำพูดที่ไร้เดียงสาของเขา ราวกับว่าเธอถูกขโมยหัวใจไป ไม่หลงเหลือแม้เสี้ยวของความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นเมื่อครู่


    จากนั้นก็พูดทิ้งท้ายว่า ‘โรคจิต’ แล้ววิ่งหนีไป

   

    ไม่นานนัก ลู่เซี่ยก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง สวมชุดสีเหลือลายดอกโบตั๋นวิ่งผ่านหน้าเธอไป ใบหน้าสะสวยยังคงเต็มไปด้วยความโกรธ

   

    ในเวลาต่อมา ตัวละครหลักอีกคนก็เดินมาถึงด้านหน้าของเธอ

   

    ลู่เซี่ยเงยหน้าขึ้นมอง แต่ก็ตกใจในทันที!

   

    โอ้โห! คนๆนี้เป็นคนที่อยู่ในยุคเจ็ดศูนย์จริงๆเหรอเนี่ย? ไม่ใช่นักแสดงหนุ่มหน้าใสในยุคที่เธอจากมาหรอกเหรอ?

   

    เปล่า เขาหล่อกว่านักแสดงหนุ่มหน้าใสซะอีก!

   

    ผิวขาว ดวงตาเฉี่ยว จมูกโด่ง ริมฝีปากราวกับทาลิปสติกอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อสังเกตบนแก้มดีๆ เหมือนว่าจะมีลักยิ้มด้วย

   

    โอ้พระเจ้า! ทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเขาตรงกับความชอบของลู่เซี่ยไปซะทุกอย่าง อดใจไม่ได้ที่มองอีกครั้ง

   

    ความสูงก็น่าจะราวๆหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรได้เลยทีเดียว เป็นเรื่องที่หาได้ยากในยุคนี้!

   

    สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือ ร่างกายของเขาอาจจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก สีหน้าดูซีดเซียวไม่เป็นธรรมชาติ ไม่แปลกใจที่ต้องกินยาอยู่ตลอด

   

    แต่ดูจากการแต่งตัวของเขาแล้ว คาดว่าฐานะทางบ้านคงจะดีพอสมควร ถึงจะสามารถเลี้ยงดูเขาได้

   

    คิดมาถึงตรงนี้ก็พอเข้าใจได้แล้วว่าทำไมเขาถึงไม่อยากออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ก็ช่างเถอะ คิดมากไปแล้ว จริงๆแล้วรูปลักษณ์ก็เป็นเพียงความงามที่ทำให้คนลุ่มหลง

   

    ในยุคสมัยที่การทำงานถือเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ความคิดของเขาถือว่าแปลกประหลาดมากจริงๆ ขนาดลู่เซี่ยที่เป็นคนจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ก็ยังไม่สามารถยอมรับได้

   

    เฮ้อ คงไม่เหมาะกับเธอหรอกนะ! คนมีค่าใช้จ่ายเยอะขนาดนี้เธอก็เลี้ยงดูไม่ได้หรอก แค่ได้ชื่นชมความงามจากระยะไกลก็พอแล้ว!



บทที่ 10: ตามหาผู้อำนวยการหวัง


   

    ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มดันสังเกตเห็นสายตาของลู่เซี่ย และหันหน้ามองมาทางเธอโดยบังเอิญ

   

    การสบตากันอย่างกระทันหัน ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกเขินอายอยู่เล็กน้อย แม้เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่เธอก็ได้ยิน

   

    แต่ชายหนุ่มดูจะไม่สนใจอะไร เพียงโบกมือให้เธอ แล้วเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

   

    หลังจากหายไปจนลับสายตาแล้ว ลู่เซี่ยถึงได้ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

   

    ก่อนหัวเราะเยาะตัวเองอีกครั้ง จริงๆแล้วในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด ลู่เซี่ยเคยพบเจอผู้ชายหล่อๆมาแล้วมากมาย ไม่น่าจะทำตัวเพ้อฝันแบบนี้ได้อีก

   

    แต่การหลงใหลในความงาม นับเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ เพราะฉะนั้น การที่เธอเป็นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

   

    แต่หลังจากผ่านพ้นไป ลู่เซี่ยก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย

   

    จากนั้นเก็เตรียมตัวที่จะไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องงานก่อน

   

    ลู่เซี่ยเดินออกมาจากสวนสาธารณะ แล้วมุ่งตรงไปยังโรงงานผลิตหลอดไฟ

   

    เวลานี้ยังคงเป็นเวลาทำการของโรงงาน ลู่เซี่ยเดินวนไปมาอยู่หน้าประตูใหญ่สองรอบ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในวัยชราที่สังเกตเห็น ก็เอ่ยปากถามว่าเธอมาทำอะไร

   

    ลู่เซี่ยหันไปยิ้มให้ชายชราอย่างเกรงใจ ก่อนจะตอบออกไป “คุณลุงคะ ฉันเป็นพนักงานใหม่ที่จะมาเริ่มงานในอีกไม่กี่วันนี้ค่ะ เมื่อได้งานดีก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย เลยแวะมาดูล่วงหน้าค่ะ”

   

    ชายชรามองลู่เซี่ยอย่างละเอียด ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ดีมาก ฉันได้ยินมาว่า โรงงานเพิ่งเปิดรับสมัครงานไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แม้จะไม่ได้ประกาศออกไปอย่างแพร่หลาย แต่ก็มีคนมาสมัครมากกว่าร้อยคน สุดท้ายรับเข้าทำงานเพียงแค่ห้าคน ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวอย่างเธอก็จะได้โควตานี้ไปด้วย”

   

    ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ยิ้มอย่างเขินอาย "โชคดีค่ะ"

   

    ชายชราพยักหน้าเห็นด้วย และพึมพำอยู่ในใจ ‘ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่โชคดีหรอกนะ ปกติโอกาสแบบนี้ไม่เคยตกไปถึงคนนอกเลย’

   

    ครั้งนี้เป็นเพราะรองผู้อำนวยการคนใหม่เพิ่งย้ายมาจากกองทัพ เขาเป็นคนซื่อสัตย์และยุติธรรม จึงยืนกรานว่าจะรับเฉพาะคนที่มีความสามารถเท่านั้น ทำให้เด็กสาวคนนี้ได้โอกาสไป

   

    ก็แน่ล่ะ แค่มองการแต่งตัวของเด็กสาวคนนี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าฐานะทางบ้านธรรมดา ธรรมดาทั่วไป คาดว่าคงไม่มีเส้นสายอะไรด้วยซ้ำ แต่หากโดดเด่นออกมาได้ขนาดนี้ นั่นก็เป็นเพราะความสามารถของเธอ

   

    ชายชราจึงยิ้มให้ลู่เซี่ยอีกครั้ง “ก็เพราะเธอมีความสามารถไงล่ะ ฉันได้ยินมาว่าหลานสาวของหัวหน้าฝ่ายการผลิตเองก็สอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ!”

   

    “จริงเหรอคะ?"

   

    เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เซี่ยก็เบิกตากว้าง ก่อนจะพูดคุยกับชายชราอีกสองสามประโยค แล้วย้อนกลับมาถามเรื่องของครอบครัวหัวหน้าฝ่ายการผลิตอย่างอ้อมๆ เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเลิกงานแล้วจึงขอตัวจากไป

   

    แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล แค่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ เมื่อเห็นว่ามีคนทยอยกันออกมาในช่วงพักกลางวัน ลู่เซี่ยจึงค่อยๆเดินไปยังบ้านพักของโรงงานผลิตหลอดไฟ

   

    เมื่อครู่ได้ทราบตำแหน่งบ้านพักจากชายชรามาแล้ว

   

    เมื่อมาถึง ลู่เซี่ยก็ถามหาบ้านของหัวหน้าฝ่ายผลิต แล้วเคาะประตู

   

    ประตูถูกเปิดออกโดยหญิงวัยกลางคน หน้าตาดูมีอำนาจ

   

    ลู่เซี่ยรับรู้ได้ทันทีว่าเธอคือใคร เพราะได้ยินมาว่าภรรยาของหัวหน้าฝ่ายผลิตทำงานในสหพันธ์สตรี

   

    เมื่อเห็นลู่เซี่ย เธอก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “สาวน้อย เธอมาหาใคร?”

   

    ลู่เซี่ยยิ้มให้และกล่าวคำทักทาย “สวัสดีค่ะ ขอโทษที่รบกวนนะคะ ฉันอยากพบหัวหน้าหวังค่ะ”

   

    ดูเซี่ยเพิ่งไปสอบถามมาเมื่อครู่ ก็ทราบว่าหัวหน้าฝ่ายผลิตแซ่หวัง

   

    ภรรยาของหัวหน้าหวังได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง “เข้ามาสิ”

   

    จากนั้นก็หันไปตะโกนเข้าไปในบ้าน “คุณหวัง มีคนมาขอพบ” 

   

    ส่วนลู่เซี่ยเมื่อเข้ามาแล้ว ก็พบว่าเธอมาไม่ถูกเวลาเสียแล้ว เพราะครอบครัวของพวกเขากำลังรับประทานอาหาร แต่ในบ้านก็ไม่มีคนอื่น นอกจากหัวหน้าหวังและภรรยาเท่านั้น

   

    เมื่อหัวหน้าหวังได้ยินคำพูดของภรรยา เขาก็มองลู่เซี่ยที่เดินตามมาด้านหลัง เมื่อพบว่าไม่รู้จักก็เลยขมวดคิ้ว

   

    ก่อนจะถามออกไป “สาวน้อย ตามหาฉันมีธุระอะไรหรือเปล่า?”



บทที่ 11: เหตุผล


   

    หลังจากได้ยินถามคำถามของหัวหน้าหวัง ลู่เซี่ย็รู้ดีว่าเธอมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา “สวัสดีค่ะหัวหน้าหวัง  ฉันชื่อ ลู่เซี่ย ฉันคือหนึ่งในผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากการรับสมัครงานของโรงงานหลอดไฟค่ะ

   

    “โอ้?” หัวหน้าหวังได้ยินก็ถึงกับต้องเลิกคิ้ว แม้ว่างานในครั้งนี้จะมีตำแหน่งที่ดี แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก แม้กระทั่งหลานสาวของเขายังไม่ได้รับการคัดเลือก แต่กลับคาดไม่ถึงว่า สาวน้อยตรงหน้าที่ดูเหมือนมีภูมิหลังไม่ดี กลับได้รับการคัดเลือก

   

    อย่างไรก็ตาม หัวหน้าหวังก็ยังไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของลู่เซี่ยสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงยิ้มให้ “คุณลู่ สวัสดีครับ คุณมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?"

   

    ลู่เซี่ยไม่อ้อมค้อม เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวตอบ “ฉันได้ยินมาว่าหลานสาวของหัวหน้าหวังยังไม่มีงาน ไม่ทราบว่าเธอสนใจงานนี้ไหมคะ”

   

    “โอ้?” ได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของลู่เซี่ยแล้ว

   

    หัวหน้าหวังเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แม้โรงงานผลิตหลอดไฟของพวกเขาจะไม่เป็นที่นิยมเท่าโรงงานเหล็กหรือโรงงานเสื้อผ้า แต่ก็เป็นโรงงานขนาดใหญ่ และงานในครั้งนี้ยังเป็นงานในสำนักงาน แต่กลับมีคนไม่ต้องการมันอย่างนั้นหรือ?

   

    ยิ่งไปกว่านั้น สาวน้อยตรงหน้าที่ดูเหมือนมีภูมิหลังไม่ดีคนนี้ เธอจะต้องดีใจมากแน่ๆ ที่ได้งานดีๆแบบนี้ไป แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอต้องสละงานนี้ล่ะ?

   

    ความคิดแรกของหัวหน้าหวังก็คือ เขาโดนกลั่นแกล้ง

   

    แต่เมื่อได้เห็นแววตาจริงใจของลู่เซี่ย ก็รู้ว่าเธอน่าจะจริงจังแล้ว

   

    ดังนั้น หัวหน้าหวังจึงสนใจขึ้นมาจริงๆ 

   

    หลานสาวของเขาเป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหวัง ครอบครัวของพวกเขามีคนงานจำนวนมาก การหางานทำจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่การหางานในสำนักงานนั้นค่อนข้างยาก

   

    เพราะตำแหน่งงานในปัจจุบันมีจำกัด คนในตระกูลแทบจะรับช่วงต่อกันเอง การขายตำแหน่งให้คนนอกนั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก ดังนั้นจึงอยากถามเหตุผลให้ละเอียดเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่กล้าซื้อแน่

   

    จากนั้นหัวหน้าหวังจึงลุกขึ้น แล้วพาลู่เซี่ยไปนั่งคุยที่โซฟาในห้องนั่งเล่น

   

    ตำแหน่งของหัวหน้าหวังอยู่ในระดับสูง บ้านของเขาก็ใหญ่กว่าบ้านของลู่เซี่ยมาก ภายในห้องนั่งเล่นจึงกว้างขวาง แม้จะวางโซฟาแล้วก็ยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกมากมาย

   

    แต่ลู่เซี่ยกลับไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้ หลังจากนั่งลง เธอก็ได้ยิน เสียงหัวหน้าหวังถามขึ้น “ฉันพอจะถามเหตุผลจากคุณลู่ได้ไหม?”

   

    ลู่เซี่ยฟังแล้วพยักหน้า “ไม่มีอะไรจะพูดไม่ได้ หลังจากได้งาน ฉันก็ถูกคนในครอบครัวแอบไปลงชื่อให้เป็นปัญญาชน อีกไม่กี่วันก็จะต้องไปชนบทแล้ว”

   

    ได้ยินดังนั้น หัวหน้าหวังก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเข้าใจบางอย่างได้ว่า สถานการณ์ในครอบครัวของสาวน้อยคนนี้น่าจะยุ่งเหยิง

   

    แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เขาแค่อยากรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่

   

    จึงถามออกไปตรงๆ  “แล้วไม่ทราบว่าคุณลู่ต้องการเงินเท่าไรงสำหรับงานนี้?"

   

    ลู่เซี่ยพูดราคาที่เตรียมไว้ในใจอย่างไม่รีรอ “แปดร้อยหยวน”

   

    “เอ๊ะ?” ได้ยินดังนั้น หัวหน้าหวังก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง “คุณลู่พูดจริงเหรอ? หรือคุณไม่รู้ราคาตลาด? คุณต้องรู้ไว้ว่านี่คืองานนั่งโต๊ะในสำนักงาน ซึ่งสูงกว่างานกรรมกรทั่วไปพอสมควร”

   

    ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ยิ้มเจื่อนๆ แน่นอนว่าเธอรู้ เพราะที่นี่คือเมืองหลวง งานกรรมกรในโรงงานทั่วไปอาจจะมากกว่าแปดร้อยหยวนด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น

   

    “พูดตามตรง ที่บ้านตั้งใจจะให้พี่สาวคนโตของฉันทำงานนี้ หลังจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องยุ่งยาก…”

   

    พูดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกลังเลอยู่เลอยู่บ้าง แน่นอนว่างานไม่ใช่สิ่งที่สามารถซื้อขายได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่ก็จะหาคนในครอบครัวหรือญาติมารับช่วงแทน

   

    ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะรู้จักกันหรือไม่ ต่างก็จะหาเหตุผลมาอ้างในที่แจ้ง

    แต่แม่ของเธอและลู่ชุนน่าจะไม่ยอมง่ายๆ หากรู้ว่าลู่เซี่ยได้ขายงานนี้ให้คนอื่นไปแล้ว พวกเขาอาจจะไปก่อเรื่องที่โรงงาน ดังนั้นความรับผิดชอบที่เธอต้องแบกรับในภายหลังก็มีไม่น้อย



บทที่ 12: ตลาดมืด


   

    หัวหน้าหวังได้ฟังสิ่งเหล่านี้ก็เข้าใจและหัวเราะออกมา “วางใจเถอะ ตราบใดที่คุณตกลงขาย หลังจากนี้ฉันจะเป็นคนจัดการเรื่องเหล่านี้เอง”

   

    ได้ยินอย่างนั้นลู่เซี่ยก็วางใจได้ในที่สุด นี่คือเหตุผลที่เธอมาหาหัวหน้าหวัง ว่ากันว่าเขามีเครือข่ายเยอะมาก คงจะสู้กับตระกูลลู่ได้

   

    ท้ายที่สุด หัวหน้าหวังยังคงต้องการเพิ่มราคาเป็นหนึ่งพันสองร้อยหยวน ขณะที่ลู่เซี่ยขอเพียงหนึ่งพันหยวน พร้อมกับคูปองอีกบางส่วน จากนั้นก็ตกลงที่จะไปโรงงานเพื่อดำเนินการโอนสิทธิ์ในวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นเธอก็จากไป

   

    หลังออกจากบ้านพักของโรงงานผลิตหลอดไฟ ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

   

    เมื่อมองดูเวลาแล้วยังเช้าอยู่ ลู่เซี่ยจึงคิดจะเดินไปรอบๆ เพื่อหาดูว่าจะสามารถหาตลาดมืดได้หรือไม่

   

    ใช้เวลาเดินประมาณสองชั่วโมงกว่า ก็เห็นเงาลึกลับที่แบกของเข้าออกในตรอกใกล้ๆโรงพยาบาล

   

    ลู่เซี่ยแน่ใจแล้วว่าที่นี่คือ ตลาดมืด

   

    แต่สภาพของเธอในตอนนี้ไม่เหมาะที่จะไป

   

    ยังไงซะก็ต้องปลอมตัวเล็กน้อย แต่ลู่เซี่ยก็ไม่มีอะไรอยู่ในมืออยู่ดี เธอจึงหยิบเอาถุงป่านที่ใช้ใส่ข้าวจากช่องว่างมิติขึ้นมา ก่อนจะใช้แทนผ้าโพกศรีษะ เพื่อปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง โดยเผยให้เห็นเพียงดวงตา จากนั้นก็แอบเดินเข้าไปตรอกใกล้ๆโรงพยาบาล

   

    ก่อนที่จะได้เข้าไป ลู่เซี่ยก็ถูกคว้าแขนเอาไว้ ทำให้เธอสะดุ้งด้วยความกลัวและเตรียมจะวิ่งหนี แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขา ก็ได้ยินเสียงหนึ่งถามขึ้นอย่างแผ่วเบา “มาทำอะไรที่นี่?” 

   

    ลู่เซี่ยมองดูเขาอย่างละเอียด ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้มาจับใคร เธอถึงจะโล่งใจขึ้นเล็กน้อย “ฉันมาซื้อของ”

   

    “อืม… ห้าเฟิน”

   

    “หา?” ลู่เซี่ยตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเห็นมือของเขาที่ยื่นออกมา เธอจึงเข้าใจและหยิบเงินให้เขาไปห้าเฟิน

   

    หลังจากชายคนนั้นรับเงินไปแล้วก็หลีกทางให้ ลู่เซี่ยจึงเข้าใจได้ว่าชายคนนี้น่าจะเป็นยาม ดูเหมือนว่าตลาดมืดแห่งนี้น่าจะปลอดภัย

   

    แต่หลังจากนั้นก็รู้สึกเจ็บปวด

   

    ห้าเฟิน!

   

    เงินเก็บทั้งหมดของเจ้าของร่าเดิมมีเพียงหกเหมาสามเฟิน แค่ค่าเข้าก็ห้าเฟินแล้ว

   

    แต่ที่นี่ก็มีกฎของเขา อย่างน้อยลู่เซี่ยก็รู้สึกปลอดภัย จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

   

    หลังจากเข้าไปแล้ว ลู่เซี่ยพบว่าที่นี่มีขนาดใหญ่อยู่เหมือนกัน ของที่ขายก็ค่อนข้างครบครัน และไม่เหมือนอย่างที่เธอคิดมาก่อนว่าจะต้องระมัดระวังเหมือนการติดต่อใต้ดิน ของต่างๆวางอยู่ตรงหน้าอย่างเปิดเผย แม้เสียงพูดคุยจะไม่ดังมากแต่ก็ดูคึกคักดี

   

    นึกถึงยามที่อยู่ด้านนอก ลู่เซี่ยก็คาดเดาว่าที่นี่น่าจะมีองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง เธอจึงสบายใจขึ้นเล็กน้อย

   

    หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็สอบถามราคาตามแผงต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับราคาตลาดของที่นี่

   

    โดยทั่วไปแล้วมีราคาไม่สูงนัก แต่เมื่อเทียบกับศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว สิ่งของในตลาดมืดยุคนี้มีราคาสูงกว่าสหกรณ์มาก

   

    ลู่เซี่ยมองไปรอบๆ ก็รู้สึกว่าพอใจแล้ว จึงไปซื้อตะกร้าสะพายหลังใบใหญ่จากพ่อค้าที่กำลังเก็บร้าน แล้วเตรียมตัวออกไป

   

    เมื่อกลับมาอีกครั้ง ตะกร้าก็เต็มไปด้วยข้าวสารแล้วครึ่งกระสอบ

   

    คราวนี้ก็ยังเป็นยามคนเดิม “มาทำอะไร?”

   

    “ขายของ” ลู่เซี่ยตอบ

   

    “หนึ่งเหมา”

   

    ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ พลางคิดในใจ ‘ขึ้นราคากันตรงนี้เลยเหรอ?’

   

    แต่ลู่เซี่ยก็คาดเดาได้ว่าราคาซื้อกับราคาขายไม่เหมือนกัน

   

    ดังนั้นจึงไม่คิดอะไรมาก ใช้เงินหนึ่งเหมาอย่างเจ็บปวด แล้วก็เดินเข้าไปหาที่นั่งยองๆ ก่อนจะวางตะกร้าไว้ตรงหน้า

   

    เพราะก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยปิดฝาตะกร้าเอาไว้ ผู้คนจึงไม่รู้ว่าภายในมีอะไร

   

    หลังจากวางและเปิดฝาเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็เปิดกระสอบข้าวสารที่อยู่ภายในออกเล็กน้อย เพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าภายในมีอะไร

   

    ข้าวสารที่ลู่เซี่ยเอาออกมาไม่เหมือนกับคนอื่น ข้าวสารของคนอื่นแม้จะเป็นข้าวขัดสีแล้วก็ยังมีสีเหลืองเล็กน้อย แต่ของเธอกลับแตกต่างออกไป ข้าวของเธอเป็นสีขาวบริสุทธิ์ และเมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นหอมของข้าวอีกดวย ซึ่งดูยังไงก็รู้ว่าเป็นข้าวคุณภาพดี



บทที่ 13: หาเงิน


   

    ผู้คนที่มาที่นี่ล้วนมีสายตาเฉียบคม มองปราดเดียวก็ดูออกทันที ไม่นานก็มีพี่สาวคนหนึ่งเข้ามาถามอย่างแผ่วเบา “น้องสาว ข้าวสาร ขายยังไงหรอ?”

   

    ลู่เซี่ยกดเสียงของตัวเองไว้ว่า “จินละห้าเหมา”

   

    “อะไรนะ?! จินละห้าเหมา?! ไปปล้นเขามาหรือไง! ร้านสหกรณ์ ขายแค่เหมากว่าๆตลาดมืดก็แค่สองเหมากว่าๆเอง นี่ขึ้นราคาไปกี่เท่าเนี่ย!”

   

    ลู่เซียมองท่าทีตื่นตระหนกของพี่สาวอย่างใจเย็น แต่ในใจยังรู้สึกเสียดายอยู่เลย ข้าวสารนี้รดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ปลูกออกมาขายแค่ห้า เหมาก็เหมือนแจกฟรี  ถ้าไม่ใช่ว่าต้องการหาเงิน เธอคงไม่ขายแน่ๆ

   

    แม้พี่สาวจะเกรงใจตลาดมืด แต่เสียงของเธอก็ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ได้ยินต่างก็กรูกันเข้ามาด้วยความตกใจ บ้างรีบช่วยต่อราคา

   

    แต่ลู่เซี่ยกลับไม่สะทกสะท้าน “นี่มันข้าวขัดชั้นดี มีคุณค่าทางอาหารสูง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กๆ เมื่อได้กินเข้าไปแล้วก็จะดีต่อร่างกาย”

   

    แต่พี่สาวไม่เชื่อคำพูดของเธอ “ใครๆก็เคยกินข้าว ฉันไม่เคยรู้ว่ากินข้าวแล้วจะบำรุงร่างกายได้ นี่เธอตั้งราคาสูงเกินไปแล้ว!”

   

    ลู่เซี่ยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “เธอไม่รู้ก็เรื่องของเธอ แต่ข้าวของฉันเป็นข้าวที่ดีจริงๆ"

   

    ลู่เซี่ยพูดพลางรูดปากถุงข้าวสารออกเล็กน้อยให้เห็นได้ชัดขึ้น

   

    “ข้าวของฉันปลูกด้วยความใส่ใจเป็นอย่างดี โอบล้อมไปทั้งภูเขาและแหล่งน้ำที่ดี คุณภาพดีกว่าข้าวสารขาวทั่วไปมาก ไม่ต้องใช้คูปองแลกซื้อ แถมมีจำนวนไม่เยอะ ราคาแค่นี้ก็ไม่แพงแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าฉันต้องการเงิน ฉันคงเสียดายจนไม่อยากขายแน่ๆ”

   

    ผู้คนที่ได้ยินต่างก็เข้ามาดูใกล้ๆ 

   

    เมื่อมองดูก็พบว่าข้าวสารนี้ดูดีกว่าข้าวสารโดยทั่วไปมากจริงๆ ข้าวสารในตลาดมืดมีราคาสามเหมากว่าๆต่อหนึ่งจิน ทั้งยังหาซื้อได้ยากอีก ฉะนั้นผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์จึงเกิดความสนใจ

   

    พี่สาวรู้ดีว่าข้าวสารที่ลู่เซี่ยนำมาขายเป็นช้าวสารชั้นดี ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ถามราคา

   

    ลูกชายของเธอกินยาก ไม่ยอมกินธัญพืชไม่ขัดสี แต่นับเป็นเรื่องโชคดีที่เธอและสามีมีงานทำ จึงสามารถเลี้ยงดูได้ แต่โควตาข้าวขัดสีแต่ละเดือนนั้นน้อยมาก จึงจำใจต้องแอบมาซื้อตลาดมืดอย่างเลี่ยงไม่ได้

   

    เมื่อเธอสะดุดตากับข้าวสารที่ลู่เซี่ยขาย แต่ไม่คาดคิดว่าจะแพงขนาดนี้ เดิมทีตั้งใจจะถอย แต่เมื่อได้กลิ่นหอมของข้าว ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าลูกชายจะต้องชอบแน่ๆ เมื่อเห็นผู้คนต่างพากันอยากจะซื้อ ทำให้เธออดใจไม่ไหวอีกต่อไป

   

    “แม้ว่าจะเป็นข้าวขัดชั้นดี แต่ก็ไม่น่าจะแพงขนาดนี้ ลดราคาหน่อยได้ไหม สี่เหมา สี่เหมาต่อจิน ฉันจะซื้อเลย”

   

    แต่ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไร ลู่เซี่ยก็ไม่มีทีท่าจะยอมได้เลย “ไม่ได้ ต้องห้าเหมา ถ้าขายไม่ออก ฉันก็ไม่ขาย”

   

    เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดอย่างหนักแน่น ทุกคนจึงรู้ว่าที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งยิ่งตอกย้ำชัดเจนว่าข้าวสารของเธอมีมูลค่าสมราคา ไม่เช่นนั้นแล้วจึงยอมไม่ขายดีกว่าลดราคา

   

    ดังนั้น จึงมีผู้คนมากมายเริ่มเปิดปากร้องขอซื้อ

   

    ผู้ที่สามารถมาซื้อของที่ตลาดมืดได้ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้มีอันจะกินพอสมควร พวกเขามาซื้อของเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตอยู่ให้ดีขึ้น แม้ราคาห้าเหมาต่อจินจะแพงไป แต่พวกเขาก็ยังสามารถซื้อได้

   

    ผ่านไปไม่นาน ลู่เซี่ยก็ขายข้าวไปได้สี่สิบจิน เมื่อเห็นว่าเหลือเพียงสิบจินสุดท้าย พี่สาวคนนั้นก็อดรนทนไม่ไหวจึงรีบพูดขึ้น “น้องสาว พอแล้ว ขายที่เหลือให้พี่เถอะ พี่จะลองเอากลับไปชิมดูก่อน ถ้ามันอร่อยจริงๆ พี่จะกลับมาซื้ออีก”

   

    เมื่อได้ฟังดังนั้น ลู่เซี่ยจึงยิ้มโดยไม่ปริปากพูดอะไร จากนั้นเธอจึงขายข้าวสารสิบจินที่เหลือให้กับพี่สาว แล้วเดินออกจากตลาดมืดทันที

   

    ในครั้งนี้ ลู่เซี่ยขายข้าวสารได้เพียงห้าสิบจิน ได้เงินมายี่สิบห้าหยวน แม้จะเป็นจำนวนไม่มาก แต่เมื่อรู้ราคาสินค้าแล้วก็รู้สึกพอใจมาก นี่เป็นเพียงการลองตลาดเท่านั้น

   

    เพราะเธอตั้งใจว่าจะกลับไปขนข้าวสารมาขายอีกรอบ

   

    แต่ก่อนที่เลู่เซี่ยจะทันก้าวออกจากตลาดมืด ยามคนเดิมก็เข้ามาขวางหน้าเอาไว้

   

    “น้องสาว ข้าวสารที่เธอเอามาขาย ยังพอมีเหลืออยู่อีกไหม?”



บทที่ 14: อาหารมื้อค่ำ


   

    “มีอะไร?” ลู่เซี่ยถามอย่างระมัดระวัง ราวกับเตรียมตัววิ่งหนีได้ตลอดเวลา

   

    ชายคนนั้นเหมือนจะดูออกว่าลู่เซี่ยระแวดระวังอยู่ จึงพูดออกไปตรงๆ “ผมแค่ถามว่า ถ้าของของคุณมีเยอะ คุณสามารถขายให้หัวหน้าของพวกเราโดยตรงได้ไหม?”

   

    ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจได้ทันที

   

    พวกเขากะจะทำเป็นพ่อค้าคนกลางอย่างนั้นเหรอ?

   

     แน่นอนว่าลู่เซี่ยอยากจะตอบตกลง หากขายให้พวกเขาโดยตรง เธอก็จะประหยัดเรื่องต่างๆได้เยอะ แต่เรื่องนี้ไม่สามารถตกลงได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น เพราะตอนนี้เธอยังปกป้องตัวเองไม่ได้ หากเป็นกับดักขึ้นมาคงไม่ดีแน่

   

    ลู่เซี่ยจึงซักไซ้รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘หัวหน้า’ ของพวกเขาอย่างละเอียด พอจะรู้ได้ว่าเขาน่าจะมีเส้นสายอยู่พอสมควร ตลาดมืดแถวนี้ถึงเปิดได้ใหญ่ขนาดนี้ ก็เพราะความสัมพันธ์ของเขา

   

    ทั้งยังพูดถึงเรื่องความซื่อสัตย์ และการช่วยเหลือผู้คนอีกเยอะแยะ

   

    ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เริ่มสนใจ จึงคิดทบทวนอยู่สักพัก ก่อนจะตอบกลับไป “มีนะ และไม่ได้มีแค่ข้าวสารเท่านั้น ยังมีข้าวสาลีและข้าวโพดด้วย ทุกอย่างเป็นของคุณภาพดี รับรองว่ารสชาติดีเยี่ยม ฉันจะเอามาให้ชิมก่อน หากตกลงกันได้ก็ค่อยมาคุยรายละเอียดกัน แต่ขออย่างหนึ่งคอ ห้ามต่อราคา”

   

    ชายคนนั้นฟังแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ได้ เรื่องนี้ฉันจะบอกหัวหน้า”

   

    จากนั้นลู่เซี่ยก็หาข้ออ้างออกไปหาที่เงียบๆแห่งหนึ่ง ก่อนจะหยิบอาหารแต่ละชนิดออกมาเล็กน้อย แล้วกลับมายื่นให้เขา

   

    ชายคนนั้นหยิบขึ้นมามาชั่งน้ำหนักดูในมือ คาดว่าแต่ละอย่างน่าจะมีน้ำหนักประมาณหนึ่งจิน จากนั้นก็ล้วงเงินออกมาสองหยวนแล้วส่งให้ลู่เซี่ย

   

    ลู่เซี่ยยิ้มรับโดยไม่คิดว่าเขาจะจ่ายเงิน เดิมทีเธอตั้งใจจะให้เป็นตัวอย่างฟรีๆอยู่แล้ว การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือ ทำให้เธอรู้สึกไว้วางใจหัวหน้าที่เขาพูดถึงมากยิ่งขึ้น

   

    หลังจากลู่เซี่ยออกไปแล้ว เธอก็คอยสังเกตการณ์โดยรอบอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามออกมาถึงได้สบายใจ

   

    ลู่เซี่ยเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองมากขึ้น นับตั้งแต่มีช่องว่างมิติ อาจเป็นเพราะจิตวิญญาณเข้าไปในช่องว่างมิติอยู่บ่อยครั้ง ทำให้รู้สึกว่าพลังจิตของเธอได้รับการฝึกฝน แม้จะยังไม่สามารถปล่อยพลังจิตออกไปได้เหมือนในนิยายเรื่องต่างๆ แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกว่าสัญชาตญาณของเธอเฉียบคมมากขึ้น แม้แต่ความจำก็ยังดีขึ้นอีกด้วย ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้มาอย่างไม่คาดคิด


    แม้ร่างนี้จะพลังจิตที่เทียบไม่ได้กับร่างก่อน แต่ก็ยังดีกว่าคนทั่วไปพอสมควร

   

    ดังนั้นลู่เซี่ยจึงวางใจแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน

   

    เมื่อกลับถึงบ้าน พ่อแม่ก็เลิกงานกลับมาแล้ว น้องชายละน้องสาวก็เลิกเรียนกลับมาแล้ว ส่วนลู่ชุนที่ไม่รู้ว่าหายไปไหนก็กลับมาแล้วเช่นกัน

   

    ลู่เซี่ยเพิ่งจะเข้ามาในบ้าน ขณะที่แม่ของเธอก็ยกอาหารเข้ามา เมื่อเห็นเธอก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว แล้วดุออกไป “ไปไหนมา? ทำไมตอนเที่ยงไม่กลับมา? ผู้หญิงตัวคนเดียวเที่ยวซุกซนไปทั่วอย่างนั้นเหรอ?”

   

    ตั้งแต่ลู่เซี่ยเข้ามาในบ้านก็เลียนแบบความเงียบเช่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิม เมื่อได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับไป “ฉันออกไปพักผ่อน”

   

    เมื่อพูดจบ แม่ของลู่เซี่ยก็ชะงักไป เหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับนึกบางสิ่งขึ้นได้จึงไม่พูดต่อ

   

    แต่กลับพูดในสิ่งที่ลู่เซี่ยไม่คุ้นหูนัก “รีบกินข้าวเถอะ ไม่ได้กินข้าวเที่ยงคงหิวแล้ว”

   

     ลู่เซี่ยเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพราะเธอหิวจริงๆ เธอไม่มีคูปองข้าว แม้จะมีเงินแต่ก็ไม่สามารถไปกินที่ร้านอาหารของรัฐได้

   

    ลู่เซี่ยจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะอาหาร วันนี้ไม่ได้วุ่นวายเหมือนเมื่อก่อนที่ต้องรอให้ทุกคนนั่งให้เรียบร้ออยแล้วถึงจะมานั่งกินเป็นคนสุดท้าย

   

    การกระทำนี้ก็ทำให้ทุกคนตกใจ แต่ทุกคนก็รู้ว่าเธอโมโหเลยไม่ได้พูดอะไร

   

    อาหารมื้อเย็นของตระกูลลู่ในวันนี้มีสองอย่างคือ แกงกะหล่ำปลีและแกงมันฝรั่ง แม่ของลู่เซี่ยทำอาหารไม่เก่ง ลู่เซี่ยกินแล้วรู้สึกเหมือนกำลังกินน้ำล้างหม้อ แต่เพราะหิวมากเลยต้องฝืนกิน

   

    อาหารมื้อนี้กินกันแบบเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรมากนัก

   

    ลู่ตงกินข้าวเสร็จหนึ่งชามอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งชามเปล่าให้ลู่เซี่ยเหมือนปกติที่เคยทำ

   

    “พี่สาวตักข้าวให้ผมอีกชาม”

   

    ลู่เซี่ยสังเกตเห็นท่าทีที่เป็นธรรมชาติของเขา จึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วกินข้าวต่อ

   

    ลู่ตงตกใจ ก่อนจะส่งเสียงเรียก “พี่สาว” อีกครั้ง แต่แม่ของเธอก็พูดแทรกขึ้นมา “ไม่เป็นไร แม่จะไปตักให้เอง ข้าวยังเหลืออยู่นิดหน่อย แม่จะตักให้หนูหมดเลย”

   

    ลู่ตงไม่สนใจว่าใครจะเป็นคนตักข้าวให้ ขอแค่มีกินก็พอแล้ว

   

    ลู่ชุนและลู่ชิวแอบมองลู่เซี่ย แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้สนใจ เธอรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นเหมือนคนรับใช้ในบ้าน แต่เธอไม่ใช่ เธอไม่สนใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร และเธอจะไม่ตามใจพวกเขาเด็ดขาด



บทที่ 15: เป็นเรื่องจริงที่ควรเป็น


   

    หลังจากกินข้าวเสร็จ ลู่เซี่ยไม่ได้เก็บโต๊ะอาหารเหมือนเช่นทุกวัน แต่เธอกลับออกไปล้างหน้าแปรงฟัน ก่อนกลับเข้าห้องนอนไปเลย

   

    แม้แต่ตอนที่ลู่ชุนและลู่ชิเข้ามาในห้องเธอก็ยังไม่ตื่น

   

    แน่นอนว่าในตอนนี้ลู่เซี่ยไม่ได้หลับสนิทจริงๆ เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อนในเดือนมิถุนายน แม้จะเป็นเวลาทุ่มกว่าแล้ว แต่ท้องฟ้าก็ยังคงมีแสงรำไรอยู่พอสมควร

   

    ลู่เซี่ยแค่อยากจะไม่เจอหน้าพวกเขา

   

    ส่วนคนในครอบครัวอาจจะอยากให้ลู่เซี่ยได้มีเวลาคิดทบทวนและยอมรับความจริง พวกเขาจึงปล่อยเธอไป

   

    ถูกแล้ว ลู่เซี่ยตระหนักดีว่าคนในครอบครัวมีความคาดหวังว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เธอก็จะยอมรับมันอย่างจำนวน เพราะในสายตาของพวกเขา ตั้งแต่เด็กจนโต ลู่เซี่ยป็นเด็กดี มีเหตุผล ไม่เคยมีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่ว่าจะทำอะไรกับเธอ เธอก็ไม่เคยโกรธ

   

    ในอดีต ลู่ชุนเป็นพี่สาวคนโตจึงมีเสื้อผ้าใหม่ ส่วนน้องชายคนเล็กก็มีเสื้อผ้าใหม่เพราะเป็นผู้ชาย

   

    ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงใส่แต่เสื้อผ้าเก่าของลู่ชุนมาตั้งแต่เกิด

   

    เมื่อถึงคราวลู่ชิว เสื้อผ้าที่ลู่เซี่ยเคยใส่ก็ขาดจนใส่ไม่ได้อีกแล้ว จึงจำเป็นต้องซื้อของใหม่

   

    เพราะฉะนั้น ในบรรดาเด็กๆของบ้านก็มีเพียงลู่เซี่ยเท่านั้นที่ไม่มีเสื้อผ้าใหม่

   

    ตอนเด็กๆ ลู่เซี่ยเองก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ความลำเอียงและความไม่ใส่ใจของพ่อแม่ที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทำให้เธอเคยชินไปแล้ว

   

    ลู่เซี่ยจึงขี้เกียจคิด ขี้เกียจบ่น จึงกลายเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายในสายตาพ่อแม่ไปแล้ว

   

    ลู่เซี่ยคิดเพียงว่า ไม่ว่าอย่างไรพ่อแม่ก็รักเธอ เธอจึงยอมเสียสละและทุ่มเทเพื่อครอบครัว แต่ความคิดแบบนั้นช่างน่าขัน

   

    พวกถือเอาาการยอมจำนนของลู่เซี่ยป็นเรื่องปกติ เหยียบย่ำเธออย่างอย่างไม่ใยดี ดังนั้นหลังจากที่ร่างเดิมจากไป เธอจะไม่มองว่าพวกเขาเป็นคนในครอบครัวอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม เธอมีเวลาเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ไม่มากแล้ว อดทนอีกไม่กี่วัน แล้วก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้ากันไป

   

    ตกดึก ลู่ชุนและลู่ชิวเข้ามาในห้องก็ไม่ได้พูดอะไร

   

    ลู่ชุนรู้สึกผิดเล็กน้อย เพราะเธอรู้ว่าการที่แม่ยอมแย่งงานของลู่เซี่ยมาให้ในครั้งนี้ เป็นเพราะเธอเองที่อ้อนวอนนทั้งน้ำตา 

   

    ทั้งยังแอบลงชื่อให้ลู่เซี่ยไปทำงานในชนบทโดยเฉพาะอีกด้วย 


    ในตอนนี้ลู่ชุนจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับลู่เซี่ยอย่างไร

   

    แต่ในใจกลับรู้สึกโล่งอกที่ไม่ต้องลงไปทำงานในชนบท และรู้สึกดีใจที่กำลังจะมีงานนั่งโต๊ะสบายๆอยู่ในสำนักงานแล้ว

   

    ส่วนลู่ชิวยังเด็กมาก ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบสามปี แต่เธอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัว และรู้ด้วยว่าพี่สาวคนที่สองที่เรียบร้อยของเธอถูกกลั่นแกล้งอีกแล้ว

   

    ใจหนึ่งคิดเงียบๆว่า ต่อไปเธอต้องไม่เป็นเหมือนพี่สาวคนที่สอง เธอต้องเก็บซ่อนของของเธอให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจจะโดนแย่งไปได้

   

    ลู่เซี่ยไม่สนว่าทั้งสองคิดอย่างไร เธอเพียงแค่นอนลงแล้วก็แกล้งทำเป็นหลับ ก่อนเข้าไปดูข้าวของที่กองอยู่ในช่องว่างมิติ

   

    ใจหนึ่งก็รู้สึกโชคดีที่ก่อนหน้านี้ตัดสินใจซื้อกระสอบป่านเก่าๆมาใส่ข้าวสาร เพื่อเป็นการประหยัดเงิน หากใช้กระสอบสานคงไม่มีทางเอาออกมาใช้ได้ในยุคนี้แน่ๆ 

   

    มองไปยังผักมากมายที่ปลูกอยู่ในแปลง ก่อนจะเก็บเอาผักที่สุกแล้วออกมา

   

    ลู่เซี่ยนำผักที่เก็บได้มาวางไว้ข้างๆ คิดว่าอีกไม่กี่วันจะเก็บผักทั้งหมดแล้วปลูกข้าวสารแทน

   

    ที่สำคัญ ผักเยอะขนาดนี้กินก็ไม่หมด ปลูกไปก็ไม่คุ้ม วันนี้ไปถามราคามา ผักในตลาดมือซื้อขายกันเพียงสองสามเฟินต่อหนึ่งจิน หากไปซื้อที่สหกรณ์ก็จะยิ่งถูกกว่า คิดไปคิดมาเลยล้มเลิกความคิดนี้ไป

   

    หลังจากนี้จะปลูกธัญพืชให้เยอะๆ เมื่อไปถึงชนบทแล้วจะหาผลไม้มาปลูกเพิ่มด้วยก็ดี ถึงอย่างไรผลไม้ก็ราคาสูงกว่า

   

    แล้วก็คิดถึงสิ่งที่จะต้องทำในวันพรุ่งนี้

   

    เมื่อคิดจนเกือบจะเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยจึงออกมาจากช่องว่างมิติ

   

    ร่างกายเดิมของเจ้าของร่างนี้อ่อนแอมาก วันนี้เดินมาทั้งวันเลยรู้สึกเหนื่อยหน่อย หลังจากออกมาได้ไม่นาน ลู่เซี่ยก็ผลอยหลับไป

   

    เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าคนในบ้านตื่นกันหมดแล้ว แต่ลู่เซี่ยยังไม่ออกไป เพราะเธอไม่อยากเผชิญหน้ากับพวกเขา และกลัวจะถูกจับได้ 

   

    หลังจากนั้นสักพัก เธอจึงลุกขึ้นหลังจากที่ทุกคนในบ้านออกไปแล้ว

   

    เมื่อออกมา ลู่เซี่ยก็พบว่ามีข้าวเหลือไว้ให้เธออยู่บนโต๊ะ หลังจากกินเสร็จแล้ว เธอก็ตรงไปยังโรงงานผลิตหลอดไฟก่อน



บทที่ 16: การแลกเปลี่ยน


   

    เมื่อลู่เซี่ยมาถึง ก็พบว่าหัวหน้าหวังได้ให้คนมารออยู่ก่อนแล้ว

   

    หลังจากพบกัน ก็พาลู่เซี่ยไปจัดการเรื่องเอกสารทันที

   

    เนื่องจากมีหัวหน้าหวังอยู่ด้วย การส่งมอบงานจึงเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว และเนื่องจากลู่เซี่ยยังไม่ได้เข้าทำงานอย่างเป็นทางการ จึงลดขั้นตอนไปได้มาก ทำให้การส่งมอบงานเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว

   

    ส่วนชื่อของลู่เซี่ยที่ได้รับการตอบรับเข้าทำงาน ก็ถูกเปลี่ยนเป็น ‘หวังเสี่ยวอวี้’ หลานสาวของหัวหน้าหวัง

   

    หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว หัวหน้าหวังก็มอบเงินและคูปอให้ลู่เซี่ย เธอเปิดดูก็พบว่าจำนวนเงินถูกต้องและมีคูปองอีกไม่น้อย ในที่สุดก็พยักหน้าด้วยความพอใจ แล้วก็ออกจากโรงงานผลิตหลอดไฟไป

   

    เรื่องที่ตระกูลลู่อาจจะมาก่อกวนนั้น ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไรกับเขามากนัก และคาดว่าเขาคงเข้าใจ ในเมื่อเขากล้าซื้อ ก็น่าจะแก้ปัญหาได้

   

    ดังนั้นจึงไม่ต้องเป็นห่วงเขา

   

    หลังจากออกมาแล้ว ลู่เซี่ยก็เอาเงินไปเก็บไว้ในช่องว่างมิติ เธอตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจะจัดการเรื่องงานได้ง่ายขนาดนี้ และตอนนี้เธอก็มีเงินอยู่ในมือของเธอแล้ว!

   

    หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ลู่เซี่ยก็มุ่งหน้าไปยังตลาดมืด

   

    เมื่อมาถึงแล้ว ลู่เซี่ยยังไม่ได้ไปตลาดมืด แต่เดินเล่นรอบ ๆ บริเวณนั้นสองรอบ ก่อนจะเจอตรอกที่ซ่อนอยู่ข้างๆ น่าจะเป็นบ้านร้าง เพราะดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่มานาน แม้แต่รั้วและตัวบ้านก็พังไปครึ่งหนึ่งแล้ว 

   

    แต่ลู่เซี่ยกลับคิดว่าที่นี่เหมาะสม สงบ คนน้อย และบริเวณโดยรอบก็เหมาะแก่การซ่อนตัว

   

    แต่ตอนนี้เป็นกลางวัน ซึ่งไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ แต่หากเป็นตอนกลางคืน เธอก็ไม่ค่อยสะดวกที่จะออกจากบ้านมา

   

    ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นกลางวันนี่แหละ เพียงแค่ต้องระวังเพิ่มอีกหน่อยก็พอ

   

    เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น ลู่เซี่ยจึงนำเสบียงจากช่องว่างมิติอกมาวางไว้ในบ้านร้างหลังนั้น โดยเลือกวางไว้หลังกำแพงที่ยังดีอยู่ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากด้านนอก

   

    หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็รีบมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด คราวนี้เห็นชายคนนั้นมองมาแต่ไกล เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยยังคงแต่งตัวแบบเดิม ก็จำได้ทันทีและรีบวิ่งเข้ามาหา

   

    “น้องสาวคนสวย ในที่สุดเธอก็มาสักที ฉันรอเธอมาสักพักแล้ว”

   

    ลู่เซี่ยได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “มีอะไรรึเปล่า? หัวหน้าของคุณตัดสินใจแล้วเหรอ?”

   

    ชายคนนั้นตอบกลับอย่างไม่อ้อมค้อม “แน่นอน เมื่อวานนี้หัวหน้าของเราได้ให้คนเอาข้าวของเธอไปลองชิมดูแล้ว เป็นข้าวชั้นดีจริงๆ และตกลงรับซื้อในราคาที่เธอเสนอด้วย มีเท่าไหร่ก็รับหมด”

   

    ลู่เซี่ยได้ยินก็ยิ้ม “ได้ ฉันมีข้าวสารและแป้งสาลีอย่างละหนึ่งพันห้าร้อยจิน ข้าวโพดหนึ่งพันจิน หากคุณตกลง เราก็ทำการค้ากันได้เลย ฉันให้คนขนมาแล้ว กำลังรออยู่ตรงนั้น”

   

    “อะไรนะ! ขนมาแล้วเหรอ? อยู่ที่ไหน? ฉันจะไปหาหัวหน้าเดี๋ยวนี้เลย!”

   

    ลู่เซี่ยบอกสถานที่ จากนั้นเขาก็บอกกับเธอว่าจะรีบตามไปทันที ก่อนจะวิ่งไปหาหัวหน้า

   

    ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นก็เดินกลับไปทางเดิม

   

    เมื่อกลับมาถึงลานบ้าน ก็พบว่าในช่วงเวลาสั้นๆ เสบียงก็ยังคงถูกวางไว้ที่เดิม ลู่เซี่ยจึงรู้สึกวางใจขึ้นมา 

   

    เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบๆลานบ้านมีก้อนหินจากกำแพงที่พังลงมา ลู่เซี่ยจึงนำไปเก็บไว้ในช่องว่างมิติจำนวนหนึ่ง เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

   

    ผ่านไปไม่นาน ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามา นำโดยชายวัยสามสิบต้นๆ ดูสุขุมเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นแสดงความเคารพต่อเขา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าน่าจะเป็นหัวหน้าของพวกเขา 

   

    เมื่อหัวหน้ามาถึงและเห็นว่าในลานบ้านมีข้าวสารกองอยู่กว่าสามสิบกว่ากระสอบ ก็ยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นจึงทักทายลู่เซี่ย

   

    “เธอคือน้องสาวคนสวยสินะ เจ้าเด็กเฝิงจื่อนั่นบอกฉันแล้ว เอาล่ะ ฉันจะไม่เสียเวลาแล้ว เพราะตอนกลางวันแบบนี้ฉันไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ พวกเรารีบจัดการให้เรียบร้อยดีกว่า เริ่มจากตรวจสอบสินค้าก่อนดีไหม?


    คำพูดนั้นตรงใจลู่เซี่ย เธอรู้ดีว่าการทำอะไรแบบนี้ในเวลากลางวันนับเป็นเรื่องที่เสี่ยง แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อไม่มีใครยอมให้เธอออกมาตอนกลางคืน การจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและรีบออกไปโดยเร็วจึงเป็นทางเลือกเดียว แม้จะไม่อาจปิดบังทุกอย่างได้ แต่เธอก็ได้แต่ภาวนาว่าจะไม่มีใครในตระกูลลู่มาพบเห็นเข้า

   

    ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงตอบตกลงทันที “ได้ ตกลงตามที่พี่ชายบอกได้เลย พอดีฉันก็รีบ เพราะพวกที่มาส่งของกำลังรอรับเงินอยู่ และพวกเขาต้องรีบไปส่งที่อื่นต่อ หากช้ากว่านี้เกรงว่าจะต้องรอจนถึงตกลางคืนแน่ๆ”

   

    หลังจากได้ยินคำพูดของลู่เซี่ย หัวหน้าก็จ้องมองเธอด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาได้ ก่อนจะหันไปบอกลูกน้องที่อยู่ด้านหัลง “ลงมือได้” 



บทที่ 17: ตรวจสอบสินค้า


   

    หลังจากได้ยินคำพูดของหัวหน้า ลูกน้องทั้งหมดก็หยิบกระสอบที่เตรียมมาแล้วเริ่มตรวจสินค้าทันที พวกเขาตรวจอย่างละเอียดแม้กระทั่งสินค้าที่อยู่ก้นกระสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิงของเจือปน

   

    สิ่งนี้นี่ทำให้ลู่เซี่ยดีใจมาก เนื่องจากพวกเขาเทข้าวสารของเธอใส่กระสอบที่พวกเขานำมาโดยตรง ทำให้เธอได้เก็บกระสอบเดิมที่ใช้ใส่ข้าวสารไว้ 

   

    ลู่เซี่ยดีใจมาก ก่อนหน้านี้เธอยังกังวลอยู่เลยว่าในช่องว่างมิติของเธอมีกระสอบป่านเพียงหนึ่งร้อยใบเท่านั้น เมื่อใช้หมดแล้วจะไปหาซื้อได้จากที่ไหน หากเป็นแบบนี้ก็จะประหยัดได้ไม่น้อยเลย

   

    ทางด้านหัวหน้า หลังจากเห็นคุณภาพของข้าวสารถุงแรกแล้ว เขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

   

    ข้าวแบบนี้หายากจริงๆ เมื่อวานเขาได้ลองชิมดูแล้ว ปรากฏว่าคุณภาพดีจริงๆ รสชาติก็ดี นำไปต้มเป็นโจ๊กก็ยังได้รสหวาน ดีกว่าข้าวที่ขายอยู่ในท้องตลาดตอนนี้หลายเท่า แม้แต่ข้าวของ*** ที่เขาเคยเห็นมาก่อนก็ยังสู้ไม่ได้

   

    และที่เรียก*** ว่า*** ก็เพราะมันหายาก จึงเป็นข้าวที่จัดหาให้กับ*** โดยเฉพาะ

   

    แต่ตอนนี้เธอสามารถหยิบยื่นข้าวที่ดีกว่าข้าว*** ให้เขาได้มากขนาดนี้ ทำให้เขาอดสงสัยที่มาของมันไม่ได้

   

    แต่ก็ทำได้แค่สงสัยเท่านั้นแหละ เขาเป็นนักธุรกิจ จึงรู้ว่าอะไรควรถามอะไรไม่ควรถาม อีกอย่าง เมื่อครู่ยังได้ยินลู่เซี่ยพูดเหมือนว่ายังมีคนรอเธออยู่ คาดว่าน่าจะอยู่แถวนี้

   

    ไม่อย่างนั้นคงไม่วางใจให้ผู้หญิงคนเดียวมาทำการค้าขาย และการที่สามารถหยิบยื่นของดีขนาดนี้ได้ครั้งละมากๆ คงต้องคนคอยหนุนหลังอยู่แน่ๆ 

   

    ดังนั้น เขาจึงต้องการแค่ทำการค้าขายเท่านั้น เพราะอย่างไรข้าวชุดนี้ก็เป็นข้าวคุณภาพดีทั้งหมด คงจะทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยเลยทีเดียว

   

    คิดได้ดังนั้น หัวหน้าจึงอดไม่ได้ที่จะลองหยั่งเชิงลู่เซี่ย “น้องสาวยังมีของอีกไหม?”

   

    ได้ยินแบบนี้ สีหน้าลู่เซี่ยก็เคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ไม่มีแล้ว ทำไมเหรอ?”

   

    หัวหน้ารู้สึกผิดหวังไปชั่วขณะ “ไม่มีอะไร ฉันก็แค่เห็นว่าสินค้าของน้องสาวมีคุณภาพดี หากมีอีกก็อย่าลืมมาหาฉันนะ ฉันชื่อ ‘จินหมิง’ รับผิดชอบตลาดมืดแถวนี้ทั้งหมด น้องสาววางใจได้ จะมีมากแค่ไหนฉันก็รับไว้ได้ทั้งหมด”

   

    ลู่เซี่ยได้ฟังก็พยักหน้ารับ “ได้ค่ะ หากครั้งหน้ามีอีก ฉันจะมาหาคุณแน่นอน”

   

    แม้จะพูดออกไปแบบนี้ แต่ในใจลู่เซี่ยกลับรู้ดีว่าอาจจะไม่มีครั้งหน้าแล้ว

   

    ลู่เซี่ยคิดในใจว่าต่อไปอาจจะต้องขายข้าวสารที่มาจากช่องว่างมิติให้น้อยลง เพราะข้าวสารของเธอมีคุณภาพดีเกินไป อาจจะทำให้ผู้คนสังเกตุความแตกต่างได้ง่ายและอาจถูกจับตามองได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป

   

    ไม่นานนัก คนของจินหมิงก็ตรวจสอบสินค้าเสร็จแล้ว

   

    ไม่พบปัญหาอะไร จินหมิงพอใจมาก

   

    ขณะตรวจสอบสินค้าเมื่อครู่ พวกเขาก็ได้ชั่งน้ำหนักไปด้วย ดังนั้นจึงคำนวณเงินออกมาตามราคาที่ลู่เซี่ยได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ ข้าวสารราคาห้าเหมาต่อหนึ่งจิน แป้งสาลีราคาสี่เหมาต่อหนึ่งจิน ข้าวโพดราคาสามเหมาต่อหนึ่งจิน นับว่าเป็นราคาที่สูงกว่าในตลาดมืดพอสมควร แต่คุณภาพก็คุ้มค่ากับราคา ดังนั้นจินหมิงจึงจ่ายเงินโดยไม่ลังเล

   

    รวมทั้งหมด หนึ่งพันหกร้อยห้าสิบหยวน ลู่เซี่ยไม่คิดว่าสินค้ามากมายขนาดนั้นจะทำเงินได้เพียงเท่านี้ เธอรู้สึกเสียดายนิดหน่อย แต่ก็ไม่มีทางเลือก ในยุคที่คนงานได้ค่าแรงเดือนละไม่กี่สิบหยวน เงินจำนวนนี้ก็ถือเป็นเงินก้อนโตแล้ว

   

    หลังจากลู่เซี่ยรับเงินแล้ว เธอก็แลกเปลี่ยนคูปองกับเขาพอประมาณจากนั้นก็สั่งซื้อของบางอย่างไว้และนัดมารับในวันพรุ่งนี้ ก่อนที่เธอจะรีบหิ้วถุงจากไป

   

    มองดูเงาร่างของลู่เซี่ยที่หายไปในตรอกอย่างรวดเร็ว จินหมิงมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าของคนที่กำลังจากไป สายตาของเขาเป็นประกาย เดาว่านั่นอาจจะเป็นพวกพ้องของเธอ เขาจึงโล่งใจที่ตัวเองไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับเธอ

   

    จากนั้นจึงรีบสั่งให้ลูกน้องเริ่มขนสินค้าด้วยความระมัดระวัง

   

    ลู่เซี่ยไม่รู้เลยว่าข้ออ้างที่เธอพูดออกไปเมื่อครู่ จะทำให้จินหมิงตกใจกลัว

   

    หลังจากลู่เซี่ยรีบออกมาจากที่นั่นด้วยความรวดดเร็ว เธอก็ไปหาที่ลับตาและเมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครตามมา เธอจึงรู้สึกโล่งใจ ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ต้องใช้หินจากช่องว่างมิติแล้ว



บทที่ 18: ห้างสรรพสินค้า


   

    ลู่เซี่ยยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมความกล้าหาญของตัวเอง หากพวกเขามีความคิดไม่ดีอะไร เธอคงหนีออกมาได้ไม่ง่ายนัก โชคดีที่ทุกอย่างราบรื่น

   

    อย่างไรก็ตาม ลู่เซี่ยคิดว่าหลังจากนี้ควรจะเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวสักหน่อย เพราะการเป็นผู้หญิงคนเดียวยังคงอันตรายเกินไป โดยเฉพาะหลังจากลงไปอยู่ในชนบทแล้ว เธอจะต้องระมัดระวังให้มากขึ้น

   

    แต่เมื่อนึกถึงร่างกายของตัวเอง ลู่เซี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจ เจ้าของร่างเดิมมักจะกินไม่อิ่ม ร่างกายจึงผอมแห้งและไร้เรี่ยวแรง รู้สึกอ่อนแอเล็กน้อย

   

    โชคดีที่ตั้งแต่เมื่อวานเธอเริ่มดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากช่องว่างมิติแล้ว วันนี้จึงรู้สึกมีแรงมากขึ้นพอสมควร

   

    คาดว่าจะค่อยๆฟื้นตัวได้ดี

   

    คิดไปไกลแล้ว หลังจากออกไปอย่างรวดเร็วและเก็บกระสอบเรียบร้อยแล้ว เมื่อเลี้ยวออกไป ลู่เซี่ยก็เห็นคนหลายคนเดินผ่านเธอไปอย่างรวดเร็ว

   

    เมื่อมองให้ดี พวกเขายังหามคนคนหนึ่งอยู่ ตามมาด้วยคนอีกจำนวนไม่น้อย คาดว่าคงรีบพาไปโรงพยาบาล

   

    ลู่เซี่ยไม่ได้ใส่ใจนัก หลังจากออกมาก็เห็นว่าเป็นเวลาเที่ยงแล้ว แต่เธอไม่อยากกลับบ้าน จึงไปยังร้านอาหารของรัฐที่อยู่ใกล้ๆ 

   

    หัวหน้าหวังให้ตั๋วมาจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นตั๋วที่ลู่เซี่ยใช้ได้ทั้งนั้น ทั้งตั๋วข้าว ตั๋วสินค้าอุตสาหกรรม ตั๋วผ้า เมื่อครู่ก็ไปแลกตั๋วสบู่ ตั๋วขนม ตั๋วน้ำตาล และตั๋วอื่นๆที่หายากมาจากจินหมิงไม่น้อย

   

    ลู่เซี่ยตั้งใจว่าจะซื้อของใช้ที่จำเป็นในอนาคตจากในเมืองหลวงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะหลังจากไปอยู่ในชนบทแล้ว เธอยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะหาซื้อได้หรือเปล่า

   

    เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐก็เป็นเวลาอาหารพอดี มีคนอยู่จำนวนไม่น้อยแล้ว

   

    เมื่อเข้าไปด้านใน ลู่เซี่ยก็เห็นกระดานดำที่มีเมนูของวันนี้เขียนไว้ ลู่เซี่ยมองดูอย่างละเอียด แต่ยังไม่ทันได้เลือกว่าจะกินอะไรดี ก็ได้ยินพนักงานเร่งขึ้น “ใครยังไม่สั่งก็รีบสั่งเร็วๆ เนื้อหมดแล้ว ผักก็ใกล้จะหมดแล้ว!”

   

    ได้ยินดังนั้นลู่เซี่ยก็เริ่มร้อนใจ เดิมทีเธอตั้งใจจะสั่งหมูผัดพริกแกงสักจาน แต่ปรากฏว่ามันหมดไปแล้ว เธอจึงรีบบอกออกไป “สหาย ขอเกี๊ยวหมูผักกาดขาวหนึ่งที่!”

   

    พนักงานเหลือบมองลู่เซี่ยแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดว่าเธอจะซื้อไม่ไหวเพราะการแต่งตัวของเธอ ก่อจะพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คูปองเนื้อสองใบ หกเหมา”

   

    แพงจริงๆ!

   

    แต่ลู่เซี่ยก็ยังคงจ่ายเงินไปโดยตรง จากนั้นจึงหาที่นั่ง

   

    ในไม่ช้าเกี๊ยวก็ถูกยกออกจากหม้อ จานใบใหญ่เต็มไปด้วยเกี๊ยวเป็นจำนวนมาก!

   

    สองวันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยต้องทนกินอาหารที่มีรสชาติเหมือนน้ำล้างหม้อ เมื่อได้เห็นเกี๊ยวในตอนนี้ก็รู้สึกอดใจไม่ไหวแล้ว

   

    หยิบตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มกิน

   

    อืม~ เมื่อใส่เกี๊ยวเข้าปาก ลู่เซี่ยแทบจะร้องไห้ออกมา อร่อยมาก! ฝีมือของหัวหน้าพ่อครัวไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ช่วงนี้พ่อครัวจะเป็นที่ต้องการ ถ้าไม่มีฝีมือจริงๆ ก็คงทำไม่ได้หรอก

   

    ลู่เซี่ยไม่หยุดกินจนกระทั่งกินเกี๊ยวหมด ในที่สุดท้องของเธอก็ป่องออกมามา ถึงตอนนั้นเธอถึงพอใจและเดินออกมา

   

    ในที่สุดก็ได้กินอิ่มแล้ว ดีจังเลย!

   

    หลังจากออกมา ลู่เซี่ยก็มุ่งตรงไปยังห้างสรรพสินค้า 

   

    เมื่อมีเงินและคูปองอยู่ในมือ ลู่เซี่ยจึงตั้งใจที่จะเริ่มกักตุนสินค้าและเตรียมเสบียงสำหรับการไปอยู่ชนบท

   

    ห้างสรรพสินค้าถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวง มีทั้งหมดห้าชั้น

   

    ลู่เซี่ยมาพร้อมกับเป้ที่เธอซื้อเมื่อวานนี้

   

    หลังจากมาถึง ก็เริ่มกวาดซื้อของทันที

   

    นอกจากอาหารแล้ว ลู่เซี่ยขาดทุกอย่าง ก่อนอื่นก็ใช้คูปองผ้าที่มีอยู่ในมือก่อน เธอเลือกซื้อผ้าสามสิบฟุต ทั้งหมดเป็นผ้าฝ้ายธรรมดา ธรรมดา สีก็เป็นสีทั่วไป แม้ว่าจะดูเยอะ แต่จริงๆแล้วสามารถทำเสื้อผ้าผู้ใหญ่ได้แค่สามชุดกว่าๆเท่านั้น

   

    ลู่เซี่ยยังอยากซื้อเพิ่มอีกนิดหน่อย แต่ไม่มีคูปองผ้าเหลือแล้ว คงก็ต้องไว้คราวหน้าแล้วกัน

   

    จากนั้นก็ไปยังร้านขายรองเท้า ซื้อรองเท้าผ้าใบสีเหลืองสำหรับใส่ทำงาน เมื่อเห็นว่ามีรองเท้าบูทยางขาย ลู่เซี่ยก็ตัดสินใจซื้อมาด้วย แม้จะมีราคาถึงสิบหยวนต่อคู่ แต่เธอก็ซื้อมา

   

    ลู่เซี่ยซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปสองชุดที่ดูธรรมดาที่สุด ในตอนนี้เธอไม่ได้คำนึงถึงความสวยงาม แต่พยายามที่จะไม่โดดเด่น

   

    นอกจากนี้ ลู่เซี่ยยังใช้คูปองสินค้าอุตสาหกรรมซื้อกระติกน้ำร้อน กาน้ำ ถ้วยชา ปิ่นโตอลูมิเนียม กุญแจสองขนาด และกะละมังสองใบ ใบหนึ่งสำหรับล้างหน้า ส่วนอีกใบหนึ่งสำหรับล้างเท้า



บทที่ 19: จับจ่ายใช้สอย


   

    หลังจากจับจ่ายใช้สอยอย่างบ้าคลั่ง คูปองสินค้าอุตสาหกรรมก็ใกล้จะหมดแล้ว

   

    เดิมทีลู่เซี่ยอยากซื้อเตาและหม้อด้วย คิดว่าหลังจากไปอยู่ชนบทแล้วจะลองทำอาหารเอง แต่เนื่องจากไม่มีคูปองสินค้าอุตสาหกรรมแล้ว คงต้องรอดูอีกที ของเหล่านี้ยังไม่เร่งด่วน รอจนกว่าจะไปถึงชนบทแล้วค่อยเตรียมก็ได้

   

    ลู่เซี่ยไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่เพราะไม่มีคูปองแล้ว เธออยากจะซื้อนาฬิกาสักเรือน เพราะการมองไม่เห็นเวลานั้นไม่สะดวกจริงๆ พรุ่งนี้ไปถามจินหมิงดูก็แล้วกัน

   

    ส่วนคูปองขนมและคูปองขนมหวานที่เหลือ ลู่เซี่ยก็เอาไปซื้อขนมโก๋ถั่วเขียวและลูกอมนมกระต่ายขาวหมดแล้ว เพราะอย่างไรก็เก็บไว้ในช่องว่างมิติอยู่แล้ว นานแค่ไหนก็ไม่กลัวเสีย

      

    หลังจากนั้นก็ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันอีกเล็กน้อย เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

   

    เมื่อคูปองในมือใกล้หมดแล้ว ลู่เซี่ยก็แบกตะกร้าที่เต็มไปด้วยของและเตรียมตัวจะกลับ

   

    แม้จะมีของอีกมากที่อยากซื้อ แต่ตอนนี้ลู่เซี่ยไม่มีคูปองแล้ว คงก็ต้องรอโอกาสหน้าอีกที

   

    ขณะลงบันไดผ่านเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง ลู่เซี่ยก็ยังซื้อครีมบำรุงผิวอีกหลายขวด เธอไม่ได้ซื้อของดีๆหรอก สำหรับคนในยุคเจ็ดศูนย์นี้ ครีมบำรุงผิวถือเป็นเครื่องสำอางระดับไฮเอนด์แล้ว แต่สำหรับคนทั่วไปนั้น แม้แต่น้ำมันมะพร้าวก็ยังไม่กล้าซื้อเลย

   

    ลู่เซี่ยตั้งใจจะเก็บไว้ทาบำรุงผิวในฤดูหนาว แม้เธอจะรู้ว่าดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยบำรุงผิวได้ แต่ฤดูหนาวในปักกิ่งทั้งลมแรงและหนาวกว่ามาก หากไม่ระวังผิวก็อาจจะแตกเป็นริ้วรอยได้ง่าย ดังนั้นเธอจำเป็นต้องป้องกันไว้ก่อน

   

    สุดท้าย เมื่อมองไปยังเครื่องสำอางที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของยุคนี้ ลู่เซี่ยเห็นว่ามีทั้งดินสอเขียนคิ้ว ครีมทาหน้าสีขาว บลัชออน อายแชโดว์ มาสคาร่า และลิปสติก ไม่คิดเลยว่าจะมีครบขนาดนี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ใช้ของพวกนี้เลยก็ตาม แต่ก็ยังซื้อกลับมาหนึ่งชุดเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก

   

    ในที่สุดเมื่อเห็นว่าถือของไม่ไหวแล้ว ลู่เซี่ยก็หยุดซื้อของชั่วคราว แล้วออกจากห้างสรรพสินค้า

   

    หลังจากออกมาแล้ว ก็หาที่ลับตาคนเพื่อนำของเข้าไปเก็บในช่องว่างมิติ

   

    ยุคนี้ไม่มีกล้องวงจรปิด จะทำอะไรก็สะดวกกว่าศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมาก ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะเลย

   

    เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เซี่ยก็กลับบ้าน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับเมื่อวาน ตอนเวลาเดียวกับเมื่อวานนี้

   

    ครอบครัวไม่ได้ถามอะไรมากมายเกี่ยวกับการที่ลู่เซี่ยออกไปข้างนอกทั้งวัน เพราะพวกเขาก็รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรลู่เซี่ยก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว จึงปล่อยให้เธอได้ทำตามใจชอบ

   

    ในขณะที่กำลังทานอาหารเย็น แม่ของลู่เซี่ยที่คาดว่าเธอคงหายโกรธแล้ว จึงเอ่ยขึ้น

   

    “เซี่ยเอ๋อร์ อีกไม่กี่วันก็จะไปอยู่ชนบทแล้ว ลูกควรจะเริ่มเตรียมของได้แล้ว แม่รู้ว่าครั้งนี้ลูกต้องรู้สึกแย่ ผ้าห่มสี่ผืนที่แม่เตรียมไว้เป็นของขวัญแต่งงาน ครั้งนี้ให้ลูกเอาไปสองผืน ได้ยินว่าที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาวมาก ลูกเอาไปห่มสองผืนก็ยังอุ่นกว่า ครั้งนี้ก็ให้ลูกก่อนนะ รอให้น้องสาวโตขึ้น แม่จะเตรียมให้ใหม่”

   

    ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเย็นชาอยู่ภายในใจ เธอรู้ดีว่าผ้าห่มทั้งสี่ผืนนั้น แม่ของเธอเตรียมไว้หลายปีแล้ว แต่เดิมตั้งใจจะให้ลู่ชุนเพื่อเป็นของขวัญแต่งงาน ซึ่งเคยพูดไว้ที่บ้านหลายครั้งแล้ว

   

    ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะยอมเอาออกมาให้อย่างเต็มใจ ดูท่าจะมีเรื่องขอร้องอะไรสักอย่าง และเมื่อเห็นว่าลู่ชุนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ลู่เซี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเธอรู้เรื่องนี้แล้ว

   

    ลู่เซี่ยรู้แล้วว่าเรื่องอะไร แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องงาน เพราะหากเธอใช้ของของลู่ชุน แม่ของเธอคงคลั่งแน่ๆ

   

    แน่นอนว่าหลังจากที่แม่ของลู่เซี่ยพูดจบ และเห็นว่าเธอก้มหน้าก้มตาไม่ยอมตอบ ก็เลยคิดไปเองว่าเธอคงดีใจจนเขินอาย จึงพูดขึ้นต่อ “สองวันนี้ลูกก็ออกไปเที่ยวให้น้อยลงหน่อยนะ ใช้เวลาที่ยังเหลือไปจัดการเรื่องส่งมอบงานที่โรงงานหลอดไฟให้พี่สาวของลูกก่อน จะได้ไม่ต้องรีบร้อนในภายหลัง”

   

    ลู่เซี่ยฟังถึงตรงนี้ เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะในใจ จริงอย่างที่คาดเดาเอาไว้ พวกเขารีบร้อนกันจริงๆ แต่เธอก็เตรียมรับมือไว้แล้ว 

   

    จากนั้นจึงเงยหน้าแล้วมองไปยังแม่ของเธอ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ เลียนแบบเจ้าของร่างเดิม “ถ้าฉันยังไม่ได้ไปรายงานตัวที่โรงงานแล้วมีคนมาแทน มันจะดีเหรอคะ?”



บทที่ 20: แผนการของลู่เซี่ย


   

   “ทำไมจะไม่ดีล่ะ? การสับเปลี่ยนงานเป็นเรื่องปกติ เธอไม่ได้ขายงานซะหน่อย แต่เปลี่ยนให้พี่สาวแท้ๆของเธอทำ”

   

   พูดมาถึงตรงนี้ แม่ของเธอก็ทำหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ “หรือว่าเธอไม่อยากให้พี่สาวเธอ?”

   

   “ไม่ใช่” ลู่เซี่ยส่ายหัว “ฉันได้ยินมาว่าโรงงานผลิตหลอดไฟเพิ่งเปลี่ยนรองผู้จัดการโรงงานคนใหม่ เขาเข้มงวดกับพนักงานใหม่มาก พนักงานทุกคนต้องสอบคัดเลือก ฉันถึงได้สอบเข้ามา”

   

   ได้ยินแบบนี้ ครอบครัวลู่ก็เข้าใจในที่สุด

   

   พวกเขาคิดว่า งานที่ดีขนาดนี้หากเป็นโรงงานอื่นคงถูกกำหนดให้บรรดาลูกหลานของผู้นำไปนานแล้ว จะเป็นไปได้ยังไงที่จะตกมาถึงลู่เซี่ยในครอบครัวพวกเขา ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุผลนี้นี่เอง

   

   “แต่ถึงอย่างนั้น ผู้นำก็ไม่สามารถจัดการเรื่องสับเปลี่ยนงานได้ไม่ใช่เหรอ? ประเทศของเราอนุญาตให้ญาติสับเปลี่ยนงานกันได้นะ!”แม่ของลู่เซี่ยพูดตรงๆ

   

   ลู่เซี่ยได้ฟังแล้วก็พยักหน้า "ใช่ ทำได้ แต่ฉันยังไม่ได้ไปรายงานตัวอย่างเป็นทางการเลย ฉันกลัวว่าพวกเขาจะเห็นว่าฉันยังไม่ได้เริ่มงานก็ให้งานคนอื่นไปแล้ว หากถึงตอนนั้นถ้าพวกเขาไม่ต้องการฉันแล้วจะทำยังไง พวกเขาอยากได้คนที่มีผลการเรียนดี บางทีอาจจะให้คนที่อยู่ลำดับหลังมาแทนก็ได้”

   

   เมื่อครอบครัวลู่ได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนี้ก็ตกใจ พูดไปก็ไม่น่าเชื่อ แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน

   

   หากยังไม่ได้ไปรายงานตัว ก็แสดงว่ายังไม่ได้ตกลงเข้ารับทำงานอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนคนตอนนี้นับว่ามีความเสี่ยงจริงๆ

   

   คราวนี้ครอบครัวลู่เริ่มร้อนใจ โดยเฉพาะลู่ชุน เพราะในที่สุดเธอก็ไม่ต้องไปชนบทแล้ว ทั้งยังมีงานที่ดีขนาดนั้นรออยู่ แล้วเธอจะยอมปล่อยไปได้ยังไง

   

   “งั้นควรทำยังไงดี? ให้น้องสาวไปรายงานตัวก่อนได้ไหม? ไม่อย่างนั้นเมื่อถึงเวลารายงานตัว เธอก็ต้องไปชนบทแล้ว!” ลู่ชุนร้อนใจจริงๆ เธอกลัวว่าจะมีอะไรผิดพลาด หากถึงตอนนั้นไม่เพียงแค่จะเสียงาน แต่เธอยังต้องไปชนบทด้วย

   

   แม่ของเธอส่ายหัวพร้อมปลอบใจ “อย่าร้อนใจเลยลูก เราค่อยๆหาวิธีกันนะ ลูกไม่ต้องกังวล ยังไงงานนี้ก็เป็นของลูก ใครก็เอาไปไม่ได้หรอก!”

   

   ลู่ชุนได้ยินแม่พูดแบบนี้ จิตใจที่ร้อนรนก็สงบลง

   

   ส่วนลู่เซี่ยที่ได้ยินถึงตรงนี้ก็รู้สึกเยาะเย้ยเล็กน้อย ตอนนี้แม่ของเธอยังคงตำหนิเธอ ทั้งๆที่เธอไม่เคยคิดที่จะอยู่ต่อ แม้ว่าเธอจะอยู่ต่อได้ เธอก็ต้องหาทางออกไปเองอยู่ดี

   

   ยุคนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความกตัญญู ลู่เซี่ยเป็นลูกของครอบครัวลู่ หากเอไม่ไปทำงานในชนบทก็คงหนีการควบคุมของพวกเขาไม่พ้น เพราะฉะนั้นการไปทำงานในชนบทน่าจะสงบกว่า

   

   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงไม่อ้อมค้อมที่จะพูดออกไป “ฉันคิดว่า ให้พี่สาวคนโตไปรายงานตัวแทนฉันก็แล้วกัน ยังไงพวกเราก็อายุไล่เลี่ยกัน พวกเขาน่าจะดูไม่ออกหรอก รอให้พี่สาวเริ่มงานแล้วค่อยเปลี่ยนชื่อกลับมาทีหลังก็ได้ไม่ใช่เหรอ?”

   

   ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าวิธีนี้ใช้ได้ ถึงอย่างไรตอนนั้นลู่เซี่ยก็ต้องไปชนบทแล้ว แม้จะถูกจับได้ ก็บอกได้ว่าเธอรีบไปจนไม่ทันจัดการเรื่องเอกสารเพื่อส่งต่องานให้พี่สาว

   

   เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ แม่ของเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฉันว่าได้นะ ทำแบบนี้แหละ ต้าชุนและเสี่ยวเซี่ยหน้าตาคล้ายกัน คงไม่มีใครจับได้หรอก”

   

   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้น มุมปากของเธอก็กระตุกเล็กน้อย

   

   แม่ของเธอกหกหน้าตาเฉยเลย แม้เธอกับลู่ชุนจะเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่หน้าตากลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง

   

   ลู่ชุนรูปร่างใหญ่ แถมไม่ได้รับเอาข้อดีจากพ่อแม่มา หากจะพูดกันตามตรง เธอมีหน้าตาที่ธรรมดามาก แต่เธอแต่งตัวเป็นประจำ มีเสื้อผ้าใหม่ๆเยอะ เลยทำให้เธอดูสวยขึ้น

   

   ส่วนลู่เซี่ยกลับตรงข้าม เธอได้รับเอาข้อดีจากพ่อแม่มา แม้เธอจะผอมบาง แต่ก็เห็นได้ชัดว่าหน้าตาดี นี่จึงเป็นสาเหตุที่ลู่ชุนไม่ชอบเธอ ทั้งยังอิจฉาเธออีกด้วย

   

   ส่วนลู่ชิวถึงแม้จะตัวเล็ก แต่จริงๆแล้วก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร คาดว่าโตขึ้นจะต้องเป็นสาวน้อยที่สวยคนหนึ่งแน่ๆ

   

   ดังนั้น ในบรรดาพี่น้องสามคนของครอบครัวลู่ คนที่หน้าตาแย่ที่สุดก็คือ ลู่ชุน แม้แต่ลู่ตงที่เป็นผู้ชายก็ยังมีหน้าตาที่หล่อเหลาเลย

   

   แน่นอนว่าเมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น ลู่ชุนก็ทำหน้าเย็นชาโดยไม่รู้ตัว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป




จบตอน

Comments