บทที่ 101: ค่ำคืนแรกในบ้านใหม่
เมื่อเห็นเขาตกลง ลู่เซี่ยก็เข้าไปอาบน้ำในห้อง
ทันทีที่ร่างกายจุ่มลงในอ่างอาบน้ำ เธอถอนหายใจอย่างสบายใจ สุดท้ายก็ได้อาบน้ำอย่างเต็มที่สักที ช่างสบายจริงๆ!
หลังจากอาบน้ำจนเต็มอิ่มแล้ว เจียงจวินโม่ก็อาสาเทน้ำออกจากอ่างด้วยตนเอง
แต่เมื่อเห็นเขาเทน้ำและยังขัดอ่างจนสะอาด ก่อนจะนำกลับไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของ ลู่เซี่ยก็รู้สึกแปลกใจ “นายไม่คิดจะอาบน้ำเหรอ?"
เจียงจวินโม่รู้สึกเขินอายที่จะมองเธอ “ผมใช้อ่างไม้ก็พอแล้ว”
ตอนเลือกซื้อเครื่องใช้ เจียงจวินโม่ก็ซื้ออ่างไม้ใบใหญ่มาด้วย ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเขาเตรียมไว้ทำอะไร แต่ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าเขาเอาไว้อาบน้ำนั่นเอง
เห็นว่าเขาเริ่มใส่น้ำลงในอ่างแล้ว หลู่เซี่ยจึงไม่สนใจเขาอีก
รอจนกระทั่งเขาเข้าห้องไปอาบน้ำ ลู่เซี่ยจึงไปเช็ดผมในห้องครัว
เจียงจวินโม่ใช้เวลาอาบน้ำไม่นานนัก ส่วนใหญ่แล้วผู้ชายมักจะอาบน้ำกันอย่างรวดเร็ว ในหน้าร้อนเขามักจะไปอาบน้ำในแม่น้ำทุกสามถึงห้าวัน ก็คงไม่สกปรกเท่าไหร่
หลังอาบน้ำเสร็จฟ้าก็มืดแล้ว พวกเขาจึงจุดเทียนหนึ่งเล่ม
ลู่เซี่ยรู้สึกว่าอากาศเย็นลงเล็กน้อย จึงเสนอขึ้น “รีบไปนอนกันเถอะ เพิ่งอาบน้ำเสร็จ อย่าให้หนาวจนเป็นหวัดเลย”
“ตกลง”
ลู่เซี่ยไม่ได้เขินอายที่จะเข้าไปในห้องนอนพร้อมเจียงจวินโม่
เพราะเตียงในห้องนั้นใหญ่มาก ต่อให้นอนด้วยกันถึงสี่ห้าคนก็ยังไม่รู้สึกอึดอัด ดังนั้นการนอนด้วยกันสองคนจึงรู้สึกสบายมาก
ตอนนี้ผ้าห่มของทั้งคู่ถูกจัดวางไว้บนเตียงเรียบร้อยแล้ว แม้ไม่ได้วางไว้คนละฝั่ง แต่ก็ไม่ได้วางไว้ชิดกัน
ลู่เซี่ยขึ้นไปบนเตียงแล้วพุ่งตรงไปยังผ้าห่มของตัวเอง ก่อนจะมุดตัวเข้าไปนอน
“นายก็รีบนอนเถอะ บนเตียงนอนอุ่นแล้ว ยิ่งในผ้าห่มยิ่งอุ่นมาก
“...ตกลง”
จากนั้นเจียงจวินโม่ก็ดับเทียน แล้วค่อยๆขึ้นไปบนเตียง ก่อนจะซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มของเขา
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไร ทางด้านลู่เซี่ยรู้สึกค่อนข้างสงบ หลังจากอาบน้ำอุ่นเสร็จก็เข้ามานอนใต้ผ้าห่มอุ่นๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าพลิกตัวแล้วจะไปโดนใคร เธอจึงหลับไปอย่างรวดเร็ว...
ทางด้านเจียงจวินโม่ที่ลืมตาตื่นจนถึงเที่ยงคืน แล้วหันไปมองลู่เซี่ย แม้ในความมืดก็พอจะเห็นใบหน้าที่หลับสนิทของเธอได้รางๆ
ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจเบาๆแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะหลับไปในที่สุด
วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยตื่นมาในขณะที่เจียงจวินโม่ยังคงหลับสนิทอยู่ เธอจึงไม่คิดจะรบกวนเขา
เธอลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าก่อน
คราวนี้เธอใช้ข้าวสารจากช่องว่ามิติมาต้มเป็นโจ๊ก เมื่อได้เห็นผักที่เก็บไว้ในช่องว่างมิติก็ถอนหายใจออกมา พลางคิดว่าคงถึงเวลาที่จะต้องนำออกมาทานแล้ว หากจะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ก็เสียดาย
เมื่อทำอาหารเช้าเสร็จ เจียงจวินโม่ก็ตื่น
หลังจากตื่นขึ้นมาเขาก็รู้สึกเกรงใจ “ขอโทษด้วย ผมตื่นสายไปหน่อย”
ลู่เซี่ยยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงวันนี้เราก็ไม่ต้องไปทำงานนี่”
ช่วงนี้ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีงานให้ทำ แม้ไม่กี่วันก่อนจะมีงานนวดข้าวอยู่บ้าง แต่เพราะทั้งคู่กำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องสร้างบ้าน จึงไม่ได้ไปทำงาน และตอนนี้งานเหล่านั้นก็เสร็จเกือบหมดแล้ว
ดูเหมือนว่าอากาศจะเย็นลงเรื่อยๆ อีกไม่กี่วันเมื่อเก็บเกี่ยวผักเสร็จ คงจะไม่มีงานอะไรให้ทำอีกแล้ว
หลังจากทั้งคู่ทานอาหารเช้าเสร็จ ขณะที่กำลังอยู่บ้านโดยไม่มีอะไรทำ เจียงจวินโม่ก็เสนอให้เข้าไปในตัวเมือง เพราะของที่ครอบครัวส่งมาให้ในเดือนนี้น่าจะมาถึงแล้ว
ลู่เซี่ยจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปเป็นเพื่อนเชา
ผลปรากฏว่าเมื่อทั้งคู่คนออกมา ก็เจอกับคนในหมู่บ้าน
ทุกคนรู้ว่าทั้งคู่เพิ่งจัดงานแต่งงานกันเมื่อวานนี้ เมื่อเห็นทั้งคู่เดินมาด้วยกัน คนในหมู่บ้านก็เริ่มหยอกล้อทันที
“โอ้! คู่สามีภรรยาใหม่ของเราออกมาแล้ว กำลังจะไปไหนกัน?”
ลู่เซี่ยพยักหน้าอย่างเขินอาย “จะเข้าไปในตัวเมืองน่ะค่ะ”
“โอ้โห! ดีจังเลย ลู่จือชิงและเจียงจือชิงดูเข้ากันดีนะ”
“ถูกแล้ว ทั้งสองคนสร้างบ้านอยู่ด้วยกันแล้ว ได้ยินมาว่าเจียงจือชิงดีกับลู่จือชิงมากเลยนะ!”
“หน้าตาดี และผิดขาวด้วยกันทั้งคู่ ถ้ามีลูกด้วยกันควจะน่ารักมากแน่ๆ!”
บทที่ 102: รับพัสดุ
ตลอดทางที่เดินมา ทุกคนที่เห็นทั้งคู่ต่างพากันพูดจาหยอกล้อ แม้แต่ลู่เซี่ยที่คิดว่าตัวเองหน้าหนาพอสมควรก็ยังทนไม่ไหว ส่วนเจียงจวินโม่นั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งหน้าและหูแดงก่ำไปหมด
เมื่อทั้งคู่หลุดพ้นจากฝูงชนและเดินทางออกจากหมู่บ้านได้ในที่สุด ต่างก็มองหน้ากันแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงคำพูดของทุกคนก็ยังรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง หลังจากนั้นทั้งคู่จึงไม่ได้พูดอะไรกันอีก
กระทั่งเดินทางมาถึงในตัวเมือง ต่างก็พากันไปยังไปรษณีย์เพื่อรับพัสดุ เมื่อมาถึงก็พบว่ามีพัสดุค่อนข้างมาก เจียงจวินโม่จึงต้องไปตรวจสอบด้วยตนเอง ส่วนลู่เซี่ยที่รออยู่ด้วยความเบื่อหน่าย เมื่อเธอเห็นว่ามีการขายแสตมป์จึงเดินเข้าไปเลือกซื้อมาหลายแบบ
จริงๆแล้วเธอไม่คุ้นเคยกับแสตมป์สักเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าอันไหนมีค่า เพียงได้ยินมาว่าสามารถนำไปขายได้ เธอจึงซื้อไว้ก่อน ถึงอย่างไรก็ไม่แพง หากขายได้เงินในภายหลังก็เป็นเรื่องดี หากไม่ได้ก็ไม่เสียหายอะไร
เมื่อเธอซื้อแสตมป์เสร็จ ก็เห็นเจียงจวินโม่กำลังยกพัสดุออกมาด้วยความยากลำบาก
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?” ลู่เซี่ยมองพัสดุกล่องใหญ่ด้วยความประหลาดใจ
เจียงจวินโม่เองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีของมากขนาดนี้ เขารู้สึกเสียใจเล็กน้อย “ถ้ารู้แต่แรกก็น่าจะชวนหลี่จือชิงมาด้วย”
ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ส่ายหัว “ไม่เป็นไร ฉันก็ยกไหว แค่แปลกใจเล็กน้อยที่บ้านของนายส่งมาให้เยอะขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง”
เจียงจวินโม่ยิ้ม “กลับไปเปิดดูก็รู้แล้ว”
เดิมทีทั้งคู่ตั้งใจจะเดินเที่ยวกันสักหน่อย แต่เพราะมีของเยอะเกินไป จึงตัดสินใจกลับบ้านทันที
ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงจวินโม่ยืนกรานไม่ยอมให้ลู่เซี่ยแบกของคนเดียว เขาจะช่วยถือด้วยให้ได้
เนื่องจากร่างกายของเขาไม่แข็งแรงทุนเดิม แค่เดินเฉยๆก็รู้สึกเหนื่อย เมื่อต้องแบกของและเดินไปด้วย เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็หอบแล้ว
ลู่เซี่ยเองก็จนปัญญา “ฉันแบกเองดีกว่า นายก็รู้ว่าฉันแข็งแรงแค่ไหน ตอนแบกนายยังไม่เหนื่อยเลย แต่ถ้านายรู้สึกไม่สบายใจนักล่ะก็ ต่อไปก็ทำอาหารให้ฉันทานบ่อยๆก็แล้วกัน”
เจียงจวินโม่ก็รู้ว่าความดื้อรั้นแบบไร้เหตุผลของตัวเองนั้นไม่จำเป็น แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ควรปล่อยให้ลู่เซี่ยทำทุกอย่าง
จริงๆแล้วเขาฝืนตัวเองมากเกินไป จนเกิดความรู้สึกท้อแท้บ้างในบางครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ได้มีท่าทีผิดหวังในตัวเขา แต่กลับมาปลอบใจเขาเสียอีก เขาก็แอบโล่งใจและเลิกทำตัวดื้อรั้นอีกต่อไป
“ก็ได้ ก็ได้ คุณเดินช้าๆนะ ถ้าเหนื่อยก็พักบ้าง”
“ได้ ฉันรู้แล้ว”
จากนั้นลู่เซี่ยก็แบกพัสดุห่อใหญ่เดินต่อไป แน่นอนว่าเร็วกว่าตอนที่เขาเป็นคนแบกมาก
เมื่อเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ชาวบ้านก็เห็นที่ภาพลู่เซี่ยแบกพัสดุห่อใหญ่กลับมา
แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะรู้ว่าสุขภาพของเจียงจือชิงไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้ได้เห็นว่าแม้แต่การขนของก็ต้องให้ลู่จือชิงซึ่งผู้หญิงเป็นคนทำ พวกเขาอดรู้สึกสงสารลู่เซี่ยไม่ได้
แต่หลังจากได้รู้ว่าพัสดุห่อใหญ่นี้เป็นของที่ครอบครัวของเจียงจือชิงส่งมาให้ ทุกคนก็พากันอิจฉาไม่หยุด กระทั่งลืมความสงสารที่มีต่อลู่เซี่ยไปอย่างรวดเร็ว ในใจต่างคิดว่าลู่เซี่ยมีสายตาหลักแหลม รีบคว้าโอกาสกับเจียงจือชิงไว้แต่เนิ่นๆ ทั้งยังรู้สึกเสียดายแทนสือชุนเยี่ยนที่พลาดโอกาสกับคนที่มีสถานะดีอย่างจือชิงไป
เมื่อตระกูลสือรับรู้เรื่องก็ยิ่งเสียใจไม่หาย หากรู้แต่แรก พวกเขาคงจะรีบตกลงกันให้เร็วกว่านี้ ไม่เช่นนั้นพัสดุห่อใหญ่ห่อนั้นก็ต้องตกเป็นของครอบครัวพวกเขาไปแล้ว
อีกทั้งดูเหมือนว่าสถานะทางบ้านของเจียงจือชิงก็ดีไม่น้อย ต่อไปอาจจะมีโอกาสได้กลับเข้าเมือง หากเขาได้เป็นลูกเขยของตระกูลสือ บางทีตระกูลสือก็อาจจะได้ตามเข้าเมืองไปด้วยก็ได้
ตอนนี้สูญเสียไปหมดทุกอย่าง คนในตระกูลสือรู้สึกเสียดายอย่างมาก นอกจากความโกรธแค้นเพราะลู่เซี่ยแทรกเข้ามา ก็มีเพียงความรู้สึกเสียดายที่สือชุนเยี่ยนทำพลาดไปเสียหมด
แต่ตอนนี้มีคำมั่นของผู้นำหมู่บ้านค้ำคออยู่ ต่อให้พวกเขาเกลียดเธอแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกเสียจากจะยอมรับเท่านั้น
บทที่ 103: จดหมายและของขวัญ
ลู่เซี่ยไม่สนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร เมื่อกลับถึงบ้านเธอก็วางของลง
จากนั้นก็เป็นเจียงจวินโม่ที่เข้ามาแกะห่อพัสดุต่อหน้าเธอ สิ่งที่อยู่ด้านบนสุดคือจดหมายฉบับหนึ่ง
จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับหนา เมื่อเปิดดูก็ต้องพบว่ามีอย่างน้อยเจ็ดแปดหน้า
เจียงจวินโม่เริ่มอ่าน โดยมีลู่เซี่ยนั่งอยู่ห่างๆ เธอไม่ได้เข้าไปดูหรือแตะต้องของอื่นๆ ด้วยความกระหายเธอจึงหันไปดื่มน้ำสักอึกหนึ่ง ก่อนจะหยิบเสื้อไหมพรมที่เคยรื้อแล้วถักใหม่มาถักต่อ
แต่เดิมคิดว่าการถักเสื้อไหมพรมสำหรับมือใหม่คงจะเป็นเรื่องง่ายๆ ใครจะรู้ว่าเธอคิดน้อยเกินไป ครั้งแรกๆก็มีหลวมบ้างแน่นบ้าง หรือบางทีก็มีรูโผล่ขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรื้อแล้วถัก ถักแล้วรื้อ จนถึงตอนนี้ก็ยังถักไม่เสร็จ
แต่เธอคิดว่าตอนนี้ชำนาญแล้ว ครั้งนี้ต้องสำเร็จแน่นอน
ขณะที่ลู่เซี่ยกำลังต่อสู้กับเสื้อไหมพรมอยู่นั้น เจียงจวินโม่ก็อ่านจดหมายจบแล้ว
จากนั้นเขาก็หันมาถามลู่เซี่ย “คุณจะอ่านไหม?”
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้ว ทั้งยังเห็นว่าดวงตาของเขาชื้นนิดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าไม่อยากจะให้เธอเห็นสักเท่าไหร่ เธอจึงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะแสร้งมองไปทางอื่น “ให้ฉันอ่านเหรอ? ไม่ดีหรอกมั้ง”
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ไม่มีอะไรหรอก คุณดูได้ ครอบครัวของผมรู้เรื่องที่ผมแต่งงานแล้ว”
ลู่เซี่ยลังเล แต่เมื่อเห็นเขายืนยันหนักแน่น เธอจึงรับจดหมายมาอ่าน
กระดาษแผ่นแรกเป็นจดหมายจากลุงใหญ่ ในจดหมายแสดงความประหลาดใจที่เขาแต่งงานอย่างกะทันหัน แต่ก็บอกว่าเชื่อในการตัดสินใจของเขา และบอกว่าหากมีโอกาส ต้องพาภรรยากลับมาให้พวกเขารู้จักให้ได้ ทั้งยังบอกว่าหากขาดเหลืออะไรก็ขอให้รีบส่งจดหมายบอกทางบ้าน
ถัดมาเป็นข้อความจากคุณปู่ เมื่อคุณปู่รู้ว่าเขาแต่งงานแล้วก็บอกว่าต่อไปนี้เขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไป แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ให้เขาทำหน้าที่ของผู้ชายและรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครอบครัว
ส่วนกระดาษอีกไม่กี่แผ่นที่เหลือเป็นจดหมายจากพี่สาวของเจียงจวินโม่
ในจดหมายเห็นได้ว่า หลังจากพวกเธอรู้เรื่องที่เขาแต่งงานอย่างกะทันหันแล้ว พวกเธอทั้งตกใจและโกรธ ด้วยตั้งใจจะมาเยี่ยมแต่ไม่มีเวลา จึงได้แต่เขียนจดหมายมาดุว่าเขาหุนหันพลันแล่น แต่เป็นเพราะความห่วงใยและกังวลเป็นส่วนใหญ่ พร้อมกับส่งของใช้สำหรับคู่รักที่เพิ่งแต่งงานมาให้ด้วย
เนื้อหาในจดหมายของพี่สาวแต่ละคนคล้ายๆกัน แสดงถึงความรักและห่วงใยที่มีต่อน้องชายคนนี้
ลู่เซี่ยวางจดหมายลงแล้วถอนหายใจ ตอนนี้เธอเห็นเจียงจวินโม่กลับมาเป็นปกติแล้ว และกำลังเปิดพัสดุที่ส่งมาทางไปรษณีย์
ของที่ส่งมามีของเยอะมาก ทั้งผ้าห่มผืนใหญ่สีแดง ปลอกหมอนชุดหนึ่งที่มีตัวอักษรมงคลปักอยู่ ดูก็รู้ว่าเป็นของใช้สำหรับคู่รักที่เพิ่งแต่งงาน
นอกจากนี้ยังมีเสื้อคลุมทหารตัวหนาอีกสองตัว คงกลัวว่าพวกเขาจะหนาวเกินไปในฤดูหนาว จึงส่งมาให้เป็นพิเศษ
ใต้เสื้อคลุมทหารมีนมผงอีกหลายกระป๋อง ขนมแต่งงานถุงใหญ่ น้ำตาลทรายแดงอีกหลายจิน แม้กระทั่งช็อกโกแลตซึ่งเป็นของที่หาซื้อค่อนข้างยากก็ยังส่งมา
นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้ ยังมีของบางอย่างที่แยกบรรจุเป็นห่อเล็กๆ และมีชื่อเขียนไว้ด้านบน
เจียงจวินโม่ผลักของพวกนั้นให้เธอ “ของพวกนี้เป็นของขวัญทักทายจากคนในครอบครัวของผม มันเป็นของคุณทั้งหมด”
“อะไร?” ลู่เซี่ยตกใจ เธอเปิดหนึ่งในนั้นออกดูด้วยความตกใจ พบว่าเป็นของจากคุณปู่ ซึ่งด้านในมีธนบัตรใบละร้อยหยวนสิบใบ
ลู่เซี่ยประหลาดใจเล็กน้อย เงินเยอะแยะแต่กลับห่อพัสดุแบบสบายๆ ไม่กลัวหายระหว่างทางเหรอ?
หลังจากนั้นของจากลุงใหญ่ก็เป็นเหมือนกัน มีธนบัตรใบละร้อยหยวนห้าใบ
แต่ของจากป้าใหญ่แตกต่างออกไป ด้านในถูกห่อไว้หลายชั้น เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นกำไลหยกที่ทำขึ้นอย่างประณีต
เจียงจวินโม่เห็นแล้วก็บอกกับเธอ “นี่เป็นของคุณย่าผม แม่ผมก็มีอันหนึ่ง พี่สาวที่ออกเรือนไปแล้วก็ให้ผมเก็บไว้ ตอนนี้อยู่ที่บ้านในเมืองหลวง อันนี้น่าจะเป็นของที่คุณย่าให้ป้าใหญ่เอาไว้”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าของชิ้นนี้ร้อนมือขึ้นมาทันที ยังไม่ต้องพูดถึงว่าของชิ้นนี้ควรจะเก็บไว้ให้ลูกสะใภ้แท้ๆของพวกเขาหรือเปล่า แค่คิดว่าพวกเขากล้าส่งของแบบนี้มาทางไปรษณีย์เฉยๆเหรอ? ไม่กลัวว่าจะถูกเสียหายระหว่างทางหรือยังไง?
ลู่เซี่ยทึ่งกับความใจกล้าของพวกเขา
ของขวัญจากพี่สาวทั้งสี่คนนั้นค่อนข้างธรรมดา ทั้งหมดเป็นผ้าสีสันสดใส เห็นได้ชัดว่าเหมาะสำหรับผู้หญิง คาดว่าพวกเขาคงไม่รู้สัดส่วนของเธอ จึงไม่ได้ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้ามาให้
บทที่ 104: ความคิดที่เปลี่ยนไป
ลู่เซี่ยอ่านจบก็ถอนหายใจ ก่อนจะหันมองเจียงจวินโม่ด้วยความอิจฉา
“เป็นอะไรไป?” เจียงจวินโม่ที่เห็นสีหน้าเธอแปลกไปจึงถาม
“ฉันแค่รู้สึกว่าครอบครัวของนายดีกับนายมาก แม้ในจดหมายจะตำหนิไปบ้าง แต่ก็ยังส่งของใช้มาให้เยอะแยะเลย”
“นั่นเพราะพวกเขารู้จักผมดี รู้ว่าผมไม่ใช่คนเหลวไหล”
ลู่เซี่ยพูดไม่ออก การที่พวกเขาแต่งงานกันอย่างกะทันหัน ทั้งยังปราศจากความเห็นจากคนในครอบครัว แบบนี้ยังจะเรียกว่าไม่เหลวไหลอีกเหรอ?
แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนเจียงจวินโม่ตั้งใจจะใช้ชีวิตร่วมกันกับลู่เซี่ยจริงๆ ซึ่งเธอเองก็สัมผัสความรู้สึกนั้นได้
ทางด้านลู่เซี่ย หลังจากครุ่นคิดดูแล้ว เธอเองก็รู้สึกว่าเจียงจวินโม่มีดีไม่น้อย เขาไม่มีความคิดแบบชายโบราณ ไม่หัวแข็งเหมือนผู้ชายคนอื่นในยุคนี้ เขาให้เกียรติเธอ และการอยู่กับเขาก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ แม้จะยังไม่มีความรู้สึกชอบหรือความรัก แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจเขา
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะลองคบหาดู หากเข้ากันได้ดี การตัดสินใจใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ก็คงเป็นทางเลือกที่ดีเหมือนกัน
เจียงจวินโม่ไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในใจของลู่เซี่ย เขาจึงยื่นซองจดหมายอีกซองให้เธอ
“นี่อะไร?”
“เป็นเงินและคูปองที่บ้านผมส่งมา พวกเขาบอกว่า แม้เราจะแต่งงานกันอย่างกะทันหัน แต่ก็ยังอยากให้ผมเตรียมอะไรบางอย่างให้คุณ”
ลู่เซี่ยรับมาเปิดดู เธอเห็นว่าจดหมายด้านในถูกเจียงจวินโม่หยิบออกไปแล้ว เหลือเพียงเงินห้าร้อยหยวน และคูปองอีกหลายใบ นอกจากนี้ยังมีตั๋วจักรยานที่หายากอีกหนึ่งใบ ส่วนที่เหลือก็เป็นคูปองผ้า คูปองข้าว คูปองนํ้าตาล และคูปองสินค้าอุตสาหกรรมที่หายาก
“จริงๆแล้วทางบ้านผมอยากจะหาคูปองจักรเย็บผ้ามาให้ด้วย แต่เวลามีจำกัด จึงตั้งใจว่าจะส่งมาให้ทีหลัง”
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่ต้องการจักรเย็บผ้า” ลู่เซี่ยรีบปฏิเสธ
“ฉันใช้ไม่เป็น แถมตอนนี้พวกเราอยู่ชนบท ซื้อไปก็ไม่สะดวก หากอนาคตพวกเรามีโอกาสกลับเมือง ค่อยซื้อตอนนั้นก็ยังไม่สาย”
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็ไม่ได้โต้แย้ง “เอาอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวผมเขียนจดหมายบอกพวกเขาว่าไม่ต้องเตรียมมาให้แล้ว”
“อืม” ลู่เซี่ยตอบรับ ก่อนจะกวาดสายตาไปยังข้าวของ เงิน และคูปองอีกมากมายในห้อง “ทำให้ทางบ้านของนายสิ้นเปลืองมากเกินไปแล้ว”
เจียงจวินโม่ยิ้ม “การแต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่ใช่เพราะเราแต่งงานกันเร็วแบบนี้ พวกเขาคงเตรียมให้มากกว่านี้แน่นอน
ในตอนที่พ่อแม่ของผมเสีย ผมได้รับเงินช่วยเหลือมาก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้รับจากรัฐบาลมาอีกก้อน ซึ่งเงินเหล่านั้นก็ถูกเก็บไว้ที่คุณปู่ทั้งหมด เงินและข้าวของที่ส่งมาคราวนี้ก็เป็นของที่คุณปู่และคนอื่นๆตั้งใจให้มา พวกเขาเคยบอกไว้ว่าจะไม่แตะต้องเงินก้อนนั้น ทั้งยังเก็บไว้ในบัญชีที่เป็นชื่อของผม
คราวนี้ผมแต่งงานแล้ว ก็ถือว่ามีครอบครัวแล้ว หากในอนาคตจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ให้พวกเขาส่งเงินมาให้ได้”
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รีบส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก แค่นี้ก็มากพอแล้ว!”
เมื่อเห็นท่าทางของเธอ เจียงจวินโม่ก็อดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะอธิบายต่อ “จริงๆแล้วผมตั้งใจจะเอาเงินก้อนนั้นมาแบ่งให้พี่สาวของผมในตอนที่พวกเธอแต่งงาน แต่พวกเธอไม่ยอมรับกันสักคน เพราะของที่ปู่กับย่าเตรียมให้พี่สาวแต่ละคนก็มีไม่น้อยอยู่แล้ว ผมจึงตั้งใจว่าจะหาโอกาสให้พวกเธอทีหลัง"
“ส่วนลุงใหญ่กับครอบครัว ที่ผ่านมาพวกเขาก็ดีกับผมมาก ค่าใช้จ่ายตั้งแต่เล็กจนโตของผมและพี่สาว ก็ได้รับการช่วยเหลือจากลุงใหญ่ทั้งนั้น แม้แต่ในตอนนี้ พวกเขาก็ยังส่งเงินมาให้ผมทุกเดือน แม้ผมจะปฏิเสธไปหลายครั้งแล้ว แต่พวกเขาก็ยังยืนยันที่จะส่งมา
ผมเองรู้ว่าพวกเขาเป็นห่วง จึงไม่ได้ห้ามปรามอะไรต่อ ได้แต่คิดไว้ว่าค่อยหาโอกาสตอบแทนในอนาคต”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง ฉันตามใจนาย”
พูดจบก็ยังเห็นว่าเจียงจวินโม่ยังมีอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก คาดว่าเขาคงคิดถึงที่บ้าน ลู่เซี่ยจึงยื่นคูปองจักรยานไปตรงหน้าเขา แล้วถาม “อันนี้จะซื้อไหม?”
เจียงจวินโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ซื้อเถอะ มีจักรยานแล้วจะได้ไปเมืองสะดวกขึ้นหน่อย”
บทที่ 105: รูปถ่าย
แต่ลู่เซี่ยยังคงลังเลใจ
ในใจของเธอรู้ดีว่าคงไม่ได้อยู่ที่นี่ไปตลอด อย่างมากก็แค่สี่ปี หากซื้อตอนนี้แล้ว เมื่อย้ายออกก็คงจะขนย้ายได้ลำบาก รู้สึกสิ้นเปลืองเปล่าๆ
เมื่อลองคิดดูอีกทีก็ยังมีเวลาอีกตั้งสี่ปีก็นับว่าเป็นเวลาที่นานเหมือนกัน ซื้อตอนนี้เลยก็ได้
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง งั้นวันหลังเราไปซื้อกันเถอะ”
“ไม่ต้องรอถึงวันหลังหรอก พรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน เราไปอำเภอแล้วก็ไปเอาภาพที่ถ่ายไว้ส่งกลับบ้านไปด้วยเลย ให้พวกเขาสบายใจ”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูด “ส่งแค่รูปถ่ายไป พวกเขาจะเบาใจได้ยังไง?”
เจียงจวินโม่ยิ้มแห้งๆ “เอ่อ… พวกเขาเห็นหน้าเธอแล้วก็คงเบาใจได้”
ลู่เซี่ยไม่เข้าใจว่ามันคือคำพูดแบบไหนกัน แต่เธอก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องไร้สาระพวกนี้ เธอจึงลงมือจัดข้าวของ โดยเก็บเงินและของมีค่าไว้ในช่องว่างมิติอย่างดี ส่วนอย่างอื่นก็ใส่ตู้แล้วล็อกกุญแจไว้แน่นหนา
รุ่งขึ้น ทั้งคู่ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ ระหว่างทางก็พบกับคนในหมู่บ้านหลายกำลังจะเข้าไปในตัวอำเภอ
ที่แท้ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จสิ้นแล้ว ถือได้ว่าเป็นช่วง ‘ฤดูกาลแต่งงาน’ ของหมู่บ้าน
ช่วงนี้ทุกคนจะว่างจากการทำงาน อากาศก็ยังไม่หนาวเย็นสักเท่าไหร่ และผักในไร่ก็ยังมีเหลืออีกเยอะ นับว่าเหมาะแก่การจัดงานมงคล จึงมีคนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยเลือกแต่งงานกันในช่วงนี้
มีผู้เฒ่าผู้แก่และคู่หนุ่มสาวในหมู่บ้านหลายคนกำลังเตรียมตัวจะเข้าไปในตัวอำเภอพร้อมกับลู่เซี่ย พวกเขามีจุดประสงค์เดียวกันคือ ไปซื้อข้าวของสำหรับงานแต่งงาน
เมื่อเห็นทั้งคู่เดินมา ทุกคนต่างพากันพูดหยอกล้อ “โอ้! เจียงจือชิงและลู่จือชิงก็กำลังจะเข้าไปในตัวอำเภอเหมือนกันเหรอ? ยังไงกัน ของแต่งงานยังไม่ครบอีกเหรอ?”
“ใช่ๆ เมื่อวานยังเห็นพวกเธอแบกกล่องพัสดุใบโตกลับมา คงเป็นของที่ทางบ้านส่งมาให้สินะ”
ลู่เซี่ยไม่ได้ปิดบังอะไร “ถูกแล้ว ทางบ้านของเจียงจือชิงรู้ว่าพวกเราแต่งงานกันแล้ว พวกเขาก็เลยส่งของใช้สำหรับแต่งงานมาให้”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ทุกคนต่างพากันอิจฉาเข้าไปใหญ่ พลางคิดว่าครอบครัวเจียงจือชิงนี่ดีกับลูกชายจริงๆ
ดังนั้นทุกคนจึงคิดกันไปเองว่า การที่ทั้งคู่เข้าไปในตัวอำเภอในครั้งนี้ ก็คงเป็นการไปหาซื้อของใช้ที่ยังขาดเหลือ
ลู่เซี่ยถูกล้อบ่อยครั้งจนตอนนี้หน้าของเธอหนาขึ้นมากแล้ว ที่สำคัญ เธอยังพูดคุยและหัวเราะกับคนในหมู่บ้าน จนกระทั่งรถมาถึงตัวอำเภอ
หลังจากลงจากรถ ทั้งคู่ก็ตัดสินใจไปรับรูปถ่ายก่อน
จริงๆแล้วรูปถ่ายนั้นล้างเสร็จตั้งแต่หลายวันก่อน เพียงแค่พวกเขายุ่งกับเรื่องบ้านใหม่ จึงยังไม่มีเวลาว่างที่จะเข้ามารับ
เมื่อช่างภาพเห็นหน้าทั้งคู่ เขาก็จำได้ทันที
“โอ้! มาถึงสักทีนะ นึกว่าลืมกันแล้ว”
ลู่เซี่ยตอบอย่างยิ้มๆ “ขอโทษที ช่วงนี้ยุ่งๆน่ะ”
ช่างภาพเข้าใจได้ เขาเองแค่พูดไปอย่างนั้นเอง “เอาล่ะ รูปถ่ายล้างเสร็จแล้ว ลองดูซิว่าถูกใจไหม”
ลู่เซี่ยรับมาดู ในรูปถ่ายนั้นทั้งคู่ต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ชายหนุ่มหล่อเหลา หญิงสาวงดงาม แม้แต่ตัวเธอเองที่เป็นคนในรูปยังรู้สึกว่าดูดีมาก
“ดูดีมากเลยนะ นายว่ายังไง?”
เจียงจวินโม่พยักหน้า แล้วยิ้มรับอย่างพอใจ “สวย”
จากนั้นก็ดูรูปเดี่ยว เจียงจวินโม่ดูจริงจังขึ้น แต่ลู่เซี่ยยังคงยิ้มแย้มไม่ต่างจากภาพคู่ แต่มันก็ไม่เลว
รูปคู่ถูกล้างออกมาสามใบ เป็นเจียงจวินโม่ที่ยืนยันจะล้าง ส่วนรูปเดี่ยวล้างก็ล้างออกมาคนละใบ
เจียงจวินโม่มองรูปถ่ายอีกครั้ง ก่อนจะเก็บไว้อย่างทะนุถนอม
หลังจากรับรูปถ่ายแล้ว ทั้งคู่ก็พากันไปที่ไปรษณีย์
เจียงจวินโม่เขียนจดหมายเสร็จตั้งแต่เมื่อคืน เขาเล่าเรื่องที่สร้างบ้านหลังเล็กแยกออกมา และบอกกับที่บ้านว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งยังไม่ลืมที่จะแนบรูปถ่ายของทั้งคู่ที่มารับในวันนี้ลงไปด้วย จากนั้นก็ปิดผนึกและส่งออกไป
หลังจากส่งจดหมายแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่มีอะไรทำ เพราะรถที่จะกลับไปยังหมู่บ้านนั้นออกเดินทางในช่วงบ่าย พวกเขาจึงมีเวลาเหลือเฟือ เจียงจวินโม่เลยตัดสินใจชวนเธอไปดูหนัง
ลู่เซี่ยไม่เคยดูหนังในยุคนี้มาก่อน เมื่อได้ยินแบบนั้นเธอจึงรู้สึกตื่นเต้นและตอบตกลงทันที
บทที่ 106: ดูหนัง
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงโรงหนังประจำอำเภอ
โรงหนังประจำอำเภอแห่งนี้ไม่ใหญ่ มีห้องฉายหนังเพียงห้องเดียว หนังที่ฉายก็เป็นเรื่องตายตัว ไม่มีให้เลือก แต่โชคดีที่ตอนนี้มีคนดูหนังไม่มากนัก จึงซื้อตั๋วได้ค่อนข้างราบรื่น
รอไม่นานหนังรอบก่อนก็จบลง พวกเขาก็สามารถเข้าไปได้
ก่อนเข้าไป เจียงจวินโม่ไม่ลืมที่จะแวะซื้อข้าวโพดคั่วและน้ำอัดลมที่ร้านค้าข้างๆ
ลู่เซี่ยเห็นเขาทำทุกอย่างได้รวดเร็ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายลึกซึ้ง “ดูหนังบ่อยเหรอ?
เจียงจวินโม่ส่ายหัว “ไม่บ่อย ก่อนหน้าที่พี่สาวผมจะแต่งงาน ผมมักจะไปดูกับพวกเธอ แต่หลังจากพวกเธอแต่งงานแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ไป”
แสดงว่าเขาไม่ได้มีเรื่องอื่นซ้อนเร้นใช่ไหม? แบบนั้นลู่เซี่ยก็ค่อยเบาใจลงได้
หลังจากทั้งคู่เข้าไปแล้วก็หาที่นั่ง รอบนี้คนก็ไม่เยอะ ประกอบกับห้องฉายหนังค่อนข้างใหญ่ บรรยากาศโดยรอบจึงดูโล่งมาก
ไม่ว่าอย่างไร ลู่เซี่ยก็ยังตื่นตากับของแปลกใหม่ เธอกวาดสายตาไปรอบๆ ก็พบว่าคนที่เข้ามาดูล้วนเป็นคนหนุ่มสาวหรือคู่รัก ดูเหมือนว่าไม่ว่ายุคสมัยไหน โรงหนังก็ยังคงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการออกเดทอยู่เสมอ
ไม่นานหนังก็เริ่มฉาย
ว่ากันว่าหนังเรื่องนี้เข้าฉายมาสองปีแล้ว เพราะมีคนชอบกันเยอะ หนังเรื่องนี้จึงยังคงฉายอยู่ ชื่อเรื่อง ‘ล้อกลิ้ง’ เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชาวนาผู้สูงวัยกับโจรในยุคก่อนการปฏิรูป
ลู่เซี่ยรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าสนใจทีเดียว แม้คุณภาพของหนังจะธรรมดา และการแสดงของนักแสดงจะดูคล้ายละครเวที เธอก็ตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างตั้งใจ
เมื่อหนังจบ เธอเองยังรู้สึกติดใจอยู่เล็กน้อย
เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของเธอจึงถามออกไป “หากคุณชอบ ไว้พวกเรามีโอกาสค่อยมาดูใหม่ก็ได้”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง ฉันเพิ่งเคยดูหนังแบบนี้ครั้งแรก มันก็ไม่เลวเลยนะ”
เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขาก็นึกเอาเองว่า เธอคงเพิ่งเคยดูหนังเป็นครั้งแรก ความรู้สึกสงสารได้ก่อเกิดในใจอย่างกะทันหัน จึงรีบตบปากรับคำ “ไม่ต้องห่วง ผมจะพาคุณมาดูบ่อยๆ”
ลู่เซี่ยฟังคำของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเข้าใจผิด แม้เธออยากจะอธิบาย แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมไม่เคยดูหนัง เธอเองก็ไม่ได้โกหก จึงไม่ได้อธิบายอะไรออกมา
หลังจากดูหนังเสร็จ ทั้งคู่ก็ไปยังร้านอาหารของรัฐเพื่อกินข้าวกันตามปกติ จากนั้นจึงไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อจักรยาน
บริเวณที่ขายจักรยานของห้างสรรพสินค้ามีคนอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่พวกเขาจะมาดูมากกว่ามาซื้อ
พนักงานขายนั่งอยู่ด้านข้างอย่างสบายใจ ตราบใดที่ไม่มีใครเข้ามาแตะต้อง พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องสนใจ เพราะรู้ดีว่ามีเพียงไม่กี่คนที่มีกำลังซื้อไหว
เมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มาถึง พวกเขาวางแผนจะมาเลือกดูจักรยานก่อน แต่ก็ต้องพบว่าไม่มีให้เลือกเลย เพราะห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีจักรยานที่นำมาขายเพียงคันเดียว
มันคือจักรยานยี่ห้อเฟิ่งหวงแบบมีคาน
เจียงจวินโม่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จริงๆเขาอยากได้แบบไม่มีคานมากกว่า เพราะแบบนั้นจะได้สะดวกเวลาที่ลู่เซี่ยขี่ แต่มันกลับไม่มี
ลู่เซี่ยเองพอจะเดาได้ เพราะที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ คาดว่าแต่ละเดือนคงขายได้เพียงไม่กี่คัน แน่นอนว่าคงไม่สั่งสินค้ามาเก็บไว้เยอะขนาดนั้น
มีให้ซื้อก็ดีแค่ไหนแล้ว
ในที่สุดทั้งคู่ก็ตัดสินใจซื้อ เพราะอากาศจะยิ่งหนาวขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาก็ไม่อยากออกจากบ้าน และการเดินทางมาในตัวอำเภอแต่ละครั้งก็ลำบาก ทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไหร่
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเข้าไปบอกกับพนักงานขาย “รบกวนถามราคาจักรยานคันนี้หน่อย”
พนักงานขายได้ยินคำถามจนชินหู เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองขณะตอบ “หนึ่งร้อยห้าสิบพร้อมคูปอง” เห็นได้ชัดว่าเธอคงตอบคำถามนี่บ่อย
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ตกลง งั้นพวกเรารับคันนี้ รบกวนออกใบเสร็จให้ด้วย”
“อะไรนะ?”
ดูเหมือนพนักงานขายจะไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจซื้อทันทีหลังจากถามเสร็จ ดังนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองเธอเป็นครั้งแรก และพบว่าเธอไม่ใช่คนที่เคยมาถามก่อนหน้านี้
บทที่ 107: จักรยานเป็นจุดสนใจ
พนักงานขายจักรยานคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่มาที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว
เพราะในยุคนี้ จักรยานเป็นของราคาแพง คนทั่วไปมักจะต้องมาดูหลายต่อหลายครั้งกว่าจะรวบรวมเงินและคูปองซื้อได้
เธอไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้จะตัดสินใจซื้อภายในครั้งแรกที่มา ทันใดนั้นเธอก็มีความคิดว่า ทั้งคู่กำลังล้อเธอเล่นอยู่
เธอจึงพูดย้ำอีกครั้ง “หากจะซื้อจักรยาน ต้องใช้คูปองและเงินอีกหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน”
ลู่เซี่ยพยักหน้า เธอไม่ลังเลที่จะหยิบคูปองและเงินที่เตรียมไว้ออกมาทันที
เมื่อเห็นการกระทำตรงหน้า พนักงานขายก็รู้ว่าทั้งคู่กำลังจะซื้อจริงๆ เธอทั้งตกใจและอิจฉาไปในคราวเดียวกัน แต่ก็ไม่รีรอที่จะรับเงินและคูปองจากมือของลู่เซี่ย จากนั้นก็ไปเขียนใบเสร็จให้พวกเขาทันที
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ก็เข็นจักรยานออกไปท่ามกลางสายตาอิจฉาของพนักงานขายและคนอื่นๆ
หลังจากออกมา ทั้งคู่ยังถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คน เพราะในยุคนี้ จักรยานก็เหมือนกับรถBMW มีคนไม่กี่คนหรอกที่จะสามารถซื้อมันมาได้ ทั้งยังต้องมีคูปองอีกด้วย
ทั้งคู่รู้สึกไม่ค่อยชิน แต่โชคดีที่ไม่นานก็มาถึงกรมขนส่ง หลังจากยื่นหลักฐานการซื้อของจากห้างสรรพสินค้ เจ้าหน้าที่ก็ใส่หมายเลขให้ ซึ่งเทียบเท่ากับป้ายทะเบียน หลังจากนั้นจักรยานของทั้งคู่ก็สามารถแล่นบนท้องถนนได้
หลังจากทำธุระเสร็จ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะที่บ้านยังมีของอื่นๆอีกมากมาย พวกเขาจึงไม่ได้ซื้ออะไรเพิ่มเติมในตอนนี้ จากนั้นก็พากันไปยังสถานีรถโดยสารทันที
จากตัวอำเภอไปถึงหมู่บ้านนั้นมีระยะทางไกลและเป็นเส้นทางภูเขาทั้งหมด การขี่จักรยานกลับไปคงไม่ค่อยสะดวกมากนัก ดังนั้น ทั้งคู่จึงตัดสินใจนั่งรถโดยสารกลับ
ในยุคนี้ รถโดยสารก็ไม่ได้มีกฎระเบียบอะไรมากมาย บ้างก็นำไก่ เป็ด ปลา แพะขึ้นรถก็มี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนนำรถจักรยานขึ้นมาด้วย ดังนั้นทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่ทั้งคู่อย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะคนในหมู่บ้านที่รู้จักพวกเขา แทบทุกคนถามพวกเขาด้วยความอิจฉาและประหลาดใจตลอดทาง
กระทั่งลงจากรถ ลู่เซี่ยรู้สึกว่าหัวมึนไปหมด
โชคดีที่เมื่อมาถึงในเมืองแล้ว คราวนี้พวกเขาสามารถขี่จักรยานกลับบ้านได้เสียที
เจียงจวินโม่เป็นคนขี่จักรยาน โดยมีลู่เซี่ยนั่งซ้อนท้าย เดิมทีเธอกลัวว่าเขาจะเหนื่อย จึงตั้งใจขี่ด้วยตนเอง แต่เมื่อเห็นว่าเจียงจวินโม่ยืนกรานที่จะเป็นฝ่ายขี้ ลู่เซี่ยจึงปล่อยให้เขาขี่ โชคดีที่ระยะทางไม่ไกล ขี่จักรยานเพียงสิบกว่าเฟินก็ถึงหมู่บ้าน
เมื่อเข้าหมู่บ้านก็ไม่แปลกใจที่จะถูกทุกสายตาจับจ้องอีกครั้ง
เด็กๆกลุ่มหนึ่งถึงกับวิ่งมาล้อมรอบทั้งคู่ ทำให้ไม่สามารถขี่จักรยานต่อไปได้
จริงๆแล้วการที่คนในหมู่บ้านจะแปลกใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งหมู่บ้านต้าอิ่งซานมีจักรยานเพียงคันเดียว และเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของที่ทำการหมู่บ้าน โดยปกติจะใช้ก็ต่อเมื่อมีธุระเท่านั้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่อนุญาตให้ใช้
ไม่มีใครคาดคิดว่าปัญญาชนทั้งสองคนที่เพิ่งลงชนบทไม่นานจะสามารถซื้อจักรยานได้
“ดูพวกเขาน่ะสิ แต่งงานกันแล้วก็สร้างบ้าน ตอนนี้ก็ซื้อรถจักรยานอีก ต้องใช้เงินเท่าไหร่กัน?” ชาวบ้านต่างพากันอิจฉา ทั้งยังถามไถ่กันว่าพวกเขาไปเอาคูปองมาจากไหน คนที่มีฐานะดีหน่อยก็แอบถามว่าพอจะช่วยหาให้สักใบได้ไหม
ลู่เซี่ยกะว่าจะบอกปัดพวกเขาไปตรงๆ แต่ไม่นึกเลยว่าเจียงจวินโม่จะพูดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว “คูปองจักรยานใบนี้ ผมเก็บเงินหลายปีเลยนะ หากผมไม่แต่งงาน คนทางบ้านคงไม่ยอมให้ผมหรอก ที่จริงมันก็ไม่ใช่ของผมซะทีเดียว แต่มันเป็นของที่ทางบ้านผมเตรียมไว้เป็นสินสอดให้แก่ลู่จือชิง”
สิ้นเสียงเจียงจวินโม่ ทุกคนก็มองลู่เซี่ยด้วยความอิจฉายิ่งกว่าเดิม ไม่มีใครคิดเลยว่าระยะทางไกลขนาดนี้ ทางบ้านของเจียงจวินโม่ยังไม่ละเลยที่ตะเตรียมสินสอดให้ลู่เซี่ยอีก ยิ่งเป็นการยืนยันได้ว่าครอบครัวเขามีฐานะดี
กว่าทั้งคู่จะหนีจากวงล้อมของชาวบ้านออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อย พอมาถึงก็เจอเหล่าปัญญาชนมามุงดูอีก
เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่ซื้อจักรยาน เหล่าปัญญาชนก็กรูกันออกมาดูด้วยความแตกตื่น
“โอ้โห! ซื้อจักรยานเลยเหรอเนี่ย รวยจริงๆ”
ลู่เซี่ยได้แต่ยิ้มแห้งๆ “บ้านของเจียงจือชิงซื้อให้น่ะ พวกเราสองคนไม่ได้รวยอะไรหรอก”
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ”
“ใช่ แต่พวกเรามีจักรยานแล้ว การออกไปข้างนอกก็สะดวกขึ้นเยอะเลย ไม่อย่างนั้นต้องเดินออกไปทุกครั้ง เหนื่อยแย่!”
“จริงๆนะ ต่อไปนี้หากจะออกไปไหน ฉันว่าไปยืมจักรยานของเจียงจือชิงดีกว่า คิดว่าเจียงจือชิงคงไม่ว่าอะไรหรอกใช่ไหม?”
บทที่ 108: ให้เช่า
เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบอย่างเกรงใจ “จักรยานเป็นสินสอดของลู่จือชิง เรื่องนี้ผมให้เธอเป็นคนตัดสินใจ”
แต่ปัญญาชนฝ่ายชายกลับไม่สนใจคำพูดนี้ “เฮ้! ไม่ใช่ว่านายเป็นคนจ่ายเงินซื้อหรอกเหรอ? งั้นก็เป็นของนายสิ ทำไมต้องผลักไปให้ลู่จือชิงเป็นคนตอบด้วย หรือจริงๆนายไม่อยากให้ยืมกันแน่?”
“ใช่แล้ว เป็นปัญญาชนเหมือนกัน จำเป็นต้องขี้เหนียวขนาดนี้เหรอ?”
“ใช่! ก่อนหน้านี้ที่นายไม่สบาย พวกเราก็ยังช่วยทำงานให้เลยนะ ตอนนี้แค่ขอยืมจักรยานทำไมต้องมาอิดออดแบบนี้!”
ลู่เซี่ยที่อยู่ข้างๆ ได้ยินพวกเขาพูดแบบนั้นก็ทำหน้าเย็นชาทันที “เขาพูดถูกแล้ว จักรยานคันนี้เป็นของฉัน จะเอาไปได้ก็ต่อเมื่อฉันอนุญาตให้ยืมเท่านั้น ฉันเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่องในบ้านหลังนี้ พวกนายไปขอเขาก็ไม่มีประโยชน์”
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ ปัญญาชนฝ่ายชายต่างพากันพอใจ
“จริงหรือเนี่ย? เจียงจือชิงขี้ขลาดขนาดนี้เลยเหรอ? ยอมให้ผู้หญิงเหยียบหัวเลยงั้นสินะ? หรือแกล้งทำเป็นไม่อยากให้ยืมรถกันแน่?”
ใครจะรู้ว่าเจียงจวินโม่พยักหน้ารับตรงๆ “ใช่ ผมฟังเธอทุกอย่าง!”
น้ำเสียงและคำพูดนี้ทำให้ปัญญาชนฝ่ายชายหน้าเครียดขึ้นมาทันที
หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่สายตาที่มองไปทางลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่นั้นไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่
ซุนเสิ้นหนานที่อยู่ข้างๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงขอเป็นฝ่ายพูดบ้าง “พอเถอะ จักรยานคันใหม่ที่ลู่จือชิงเพิ่งซื้อมา ตัวเธอเองยังไม่ได้ขี่สักกี่ครั้ง พวกเธอก็บอกจะยืมแล้ว ถ้าเป็นของพวกเธอ จะไม่เสียดายเลยเหรอ?”
ก็ใช่น่ะสิ จะให้ใครหน้าไหนให้ยืมไปง่ายๆแบบนี้
ลู่เซี่ยไม่อยากฟังพวกเขาอีกต่อไป “เอาบุญคุณมาอ้าง ถ้าฉันจำไม่ผิด ทุกครั้งที่เจียงจือชิงให้ทุกคนช่วยเหลือ เขาก็จะให้ของบางอย่างเป็นการตอบแทนไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นก็ถือว่าพวกเราต่างตอบแทนกันและกัน ไม่มีใครช่วยทำงานโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทน”
พูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มให้คนอื่นๆ “หากจะยืมจักรยานก็ไม่ใช่ว่าจะยืมไม่ได้ แต่รถเพิ่งซื้อมาใหม่ ฉันก็มีความรู้สึกแอบเสียดายอยู่บ้าง เอาเป็นว่า… ถ้าใครมีธุระด่วนแล้วอยากจะขอยืมสักครั้ง ฉันเองก็ไม่มีปัญหา แต่หากแค่ไม่อยากเดิน ฉันจะให้พวกนายเช่าครั้งละสองเหมา”
เมื่อเธอพูดจบ ทุกคนต่างตกตะลึงไปตามๆกัน ไม่มีใครคิดว่าเธอจะพูดแบบนี้
กู้เซี่ยงหนานกลับหัวเราะหลังจากได้ยิน “ผมว่าแบบนี้ก็ดีนะ เมื่อกี้ผมเองก็ยังลังเลอยู่เลย หากผมจะยืมรถใหม่ที่ลู่จือชิงเพิ่งซื้อมา ก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเช่าก็จะสบายใจกว่า
งั้นก็ตกลงตามนี้นะ ผมอยากให้ทุกคนก็เข้าใจว่าจักรยานหายากแค่ไหน ต่อไปนี้ หากใครอยากใช้ก็เช่าเลย แม้พวกเราจะเป็นปัญญาชนกันด้วยกัน แต่เรื่องเงินก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน แบบนี้ก็จะไม่ทำให้มิตรภาพพังลงด้วย”
คนอื่นๆได้ยินแล้วก็พยักหน้าแสดงความเข้าใจกัน
ก็ใช่น่ะสิ เพราะตอนที่ลู่เซี่ยพูดว่าให้เช่า พวกเขารู้สึกไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่ แต่เมื่อกู้เซี่ยงหนานพูดแบบนี้ พวกเขาก็เข้าใจแล้ว
กลับมาคิดดูก็เห็นจะจริง หากเป็นรถที่ตัวเองเพิ่งซื้อมาใหม่ แล้วมีใครบางคนมาขอยืมไปก่อน ก็คงจะเสียดายอยู่เหมือนกัน
เมื่อตกลงกันได้แบบนี้ ทุกคนต่างก็ยอมเห็นพ้องต้องกัน
“ตกลง! ต่อไปหากพวกเราอยากใช้จักรยาน ก็ค่อยไปเช่าลู่เซี่ยเอาก็แล้วกัน”
“ใช่ๆ”
ทุกคนต่างแสดงท่าทีเห็นด้วย ยกเว้นชายหนุ่มสองคนที่ออกความเห็นก่อนหน้านี้ ที่ตอนนี้สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
แต่ก็ไม่มีใครสนใจพวกเขา
กระทั่งลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่เข็นรถเข้าบ้านด้วยความรู้สึกเหนื่อยล้า
ตอนนี้ลู่เซี่ยเองก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง “รู้งี้ไม่ซื้อมาก็ดี”
ตอนนี้ทั้งคู่เพิ่งรู้ตัวว่าเหมือนจะทำตัวเด่นเกินไปหน่อย
เจียงจวินโม่เห็นท่าทีของเธอจึงปลอบใจ “ไม่เป็นไรหรอก ทุกคนรู้กันดีว่าที่บ้านของผมชอบส่งของมาอยู่แล้ว มีจักรยานเพิ่มอีกคันก็ไม่เห็นแปลก”
บทที่ 109: ป้าเหลียวยืมรถ
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่จู่ๆก็มีเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นอีกมากมายโดยไม่จำเป็น คราวนี้ที่เธออยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบทไปอีกไม่กี่ปี ดูท่าว่าคงจะทำได้ยากแล้ว
ตอนนี้จะมาคิดก็สายไปเสียแล้ว ทำได้เพียงเดินหน้าไปทีละก้าว
ลู่เซี่ยถอนหายใจ “ที่ฉันบอกว่าให้เช่าน่ะ นายไม่เห็นด้วยเหรอ?”
“ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่คุณตัดสินใจ” เจียงจวินโม่รีบพูด
ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็อดขำไม่ได้ ก่อนจะอธิบายให้ฟังอีกครั้ง “ฉันก็ไม่ได้ขี้เหนียวอะไร หากเมื่อไหร่ที่มีธุระเร่งด่วนก็มาขอยืมได้ แต่ดูจากท่าทางของพวกเขาแล้ว พวกเขากลับถือว่าจักรยานเป็นของส่วนรวม คำพูดทุกคำแสดงออกว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว ฟังดูไม่เข้าท่าเอาซะเลย ฉันก็เลยปฏิเสธไป”
เจียงจวินโม่ยิ้ม “ผมรู้ คุณทำแบบนั้นก็ดีแล้ว หากให้ยืมไปตั้งแต่แรก ด้วยเห็นว่าเป็นปัญญาชนด้วยกัน ก็คงจะมีครั้งที่สองและครั้งต่อๆไป เมื่อถึงเวลานั้นคงจะปฏิเสธยาก และคงต้องจำใจให้ยืมไปเรื่อยๆ สุดท้ายจักรยานคันนี้ก็จะกลายเป็นของส่วนรวมจริงๆ”
“ถูกแล้ว!” ลู่เซี่ยพยักหน้า “ต่อไปคนในหมู่บ้านคงจะมาขอยืมเหมือนกัน ถึงตอนนั้นเราก็พูดแบบนี้แหละ”
“ตกลง”
ลู่เซี่ยเห็นเขาตอบตกลงอย่างรวดเร็วก็อดขำไม่ได้ “หากนายอายจนไม่กล้าพูด ถึงตอนนั้นก็ผลักมาให้ฉันตอบก็ได้ ถึงอย่างไรฉันก็เป็นคนตัดสินใจเรื่องภายในบ้านอยู่แล้ว”
เจียงจวินโม่ฟังแล้วก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่ก็ยังคงยิ้มและพยักหน้ารับ “ใช่ ผมให้คุณเป็นคนตัดสินใจเรื่องในบ้าน”
ลู่เซี่ยอดขำไม่ได้
แต่แล้วความคิดของพวกเขาก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง เพราะวันต่อมา ก็มีคนในหมู่บ้านมาขอยืมรถจักรยานจริงๆ
คนที่มาก็ไม่ได้สนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ ทั้งยังไม่เคยคุยกันมาก่อน รู้เพียงแค่ว่า คนในหมู่บ้านเรียกเธอว่า ‘ป้าเหลียว’
เมื่อป้าเหลียงมาถึงก็ทำตัวเหมือนเข้าบ้านตัวเอง มองซ้ายมองขวาในลานบ้าน ราวกับไม่เห็นสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น จากนั้นจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆ
“โอ้! ลู่จือชิง จักรยานของพวกเธออยู่ล่ะ? รีบเอามาให้ฉันยืมหน่อย ฉันจะเอาไปให้ลูกชายคนที่สองของฉันฝึกขี่ พรุ่งนี้จะให้เขาขี่จักรยานไปดูตัว คงจะดูเท่ไม่น้อยเลย”
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางที่ราวกับเป็นเรื่องปกติของป้าเหลียว มุมปากของเธอก็กระตุกขึ้น “ได้สิป้าเหลียว ฉันจะรีบเอามาให้ตอนนี้เลย”
“ใช่ๆๆ รีบไปเอามาสิ ใครจะไปรู้ว่าจะหัดขี่ได้ทันไหม”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็ไม่ขยับ แต่กลับพูดขึ้นอีกครั้ง “แล้วป้าเหลียว เตรียมเงินมาหรือยังคะ?”
“เงินอะไร"
“ค่าเช่าจักรยานไงคะ!"
“ค่าเช่าจักรยานอะไร?” ป้าเหลียวแสดงสีหน้าสงสัย
ทางด้านลู่เซี่ยยังคงสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับยิ้มอ่อนๆ “ก็เช่าจักรยานที่บ้านของฉันไงคะ ป้าไม่ใช่จะเช่ารถให้ลูกชายคนที่สองไปนัดดูตัวเหรอ?”
ป้าเหลียวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ “เช่าอะไรกัน ฉันจะมาขอยืมเธอต่างหาก ไม่ได้จะเช่า!”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอโทษด้วยค่ะ ฉันให้เช่าได้อย่างเดียว ไม่ให้ยืม เมื่อวานก็บอกไปแล้ว ทุกคนในที่พักของปัญญาชนก็รับรู้กันหมด ฉันนึกว่าป้าเหลียวจะรู้ซะอีก”
“อะไรกัน! ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง! เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ยังคิดจะเอาเงินเพียงแค่ยืมจักรยานคันเดียว ไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอ? หากคนอื่นรู้เข้า เธอไม่กลัวว่าพวกเขาจะหัวเราะเยาะเอาหรือไง?”
แต่ไม่ว่าป้าเหลียวจะพูดอย่างไร ลู่เซี่ยก็ไม่หวั่นไหว “ป้าสบายใจได้เลยค่ะ ฉันไม่กลัวคนจะหัวเราะเยาะ ฉันให้เช่าครั้งละสองเหมา ไม่มีต่อรอง!”
“อะไรนะ! ครั้งละสองเหมา เธอจะขึ้นไปอยู่บนฟ้าหรือไง!”
ลู่เซี่ยพูดอย่างใจเย็น “ราคานี้แหละค่ะ ถ้าป้าจ่ายไหวก็เช่าไป ถ้าจ่ายไม่ไหวก็ขอโทษด้วยค่ะ ไม่ให้ยืม!”
ป้าเหลียวโกรธจนทำอะไรไม่ถูก จึงงัดไม้ตายออกมาทันที “ฉันไม่คุยกับเธอแล้ว เจียงจือชิงอยู่ไหน?”
พูดจบก็ตะโกนเข้าไปในบ้าน “เจียงจือชิงรีบออกมาดูเมียคุณหน่อยสิ อะไรกัน เป็นคนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ จะขอยืมรถก็ยังต้องจ่ายเงิน ไม่รู้จักสั่งสอนเมียตัวเองซะบ้าง หากเป็นแบบนี้จะอยู่ในหมู่บ้านต่อไปได้อีกหรือเปล่า?”
บทที่ 110: ข่าวลือแพร่สะพัด
ลู่เซี่ยเย้ยหยัน “ป้าเรียกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะฉันเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้”
พูดจบก็เห็นว่าป้าเหลียวยังไม่ละความพยายาม ดังนั้นลู่เซี่ยจึงแกล้งตะโกนเสียงดุเข้าไปในบ้าน “ยังมัวโอ้เอ้อยู่อีกทำไม ทำความสะอาดเสร็จแล้วก็รีบออกมาสิ น้ำที่บ้านหมดแล้วไม่เห็นรึไง ยังไม่รีบไปตักน้ำอีก”
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเจียงจวินโม่ที่ไม่ว่าป้าเหลียวจะตะโกนเสียงดังแค่ไหนก็ไม่เคยขานรับ “ครับ ผมจะรีบออกไปครับ”
จากนั้นเขาก็เดินถือถังออกไปตักน้ำอย่างว่าง่าย โดยไม่แม้แต่จะชายตามองป้าเหลียวเลยสักนิด
ป้าเหลียวที่อยู่ในลานบ้านถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะด่าทออยู่พักหนึ่งด้วยความโกรธจัด แต่ก็รู้ว่าเรื่องมันเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว จึงเดินจากไป
แต่ก่อนจะไป ลู่เซี่ยก็เสนอด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อป้าไม่อยากเช่า ก็ไปยืมของที่ทำการหมู่บ้านก็ได้ พวกเราเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ที่ทำการหมู่บ้านต้องให้ป้ายืมแน่ๆ”
ป้าเหลียวได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ที่ทำการหมู่บ้านน่ะเหรอ? หากใครยืมได้ก็คงยืมไปนานแล้ว จริงๆแล้วตั้งแต่ที่ทำการหมู่บ้านมีจักรยาน พวกเขาก็ไม่เคยให้ใครยืมเลยสักครั้ง
มาถึงตอนนี้ ป้าเหลียวก็รู้แล้วว่าลู่เซี่ยเอาชนะได้ยาก เธอจึงจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง แต่เธอก็ไม่คิดจะปล่อยลู่เซี่ยไปง่ายๆ เพราะเธอตั้งใจจะไปบอกต่อเรื่องไม่ที่ดีเกี่ยวกับลู่เซี่ยให้คนในหมู่บ้านได้ฟัง เพื่อไม่ให้ลู่เซี่ยสามารถอยู่ในหมู่บ้านดีได้อย่างมีความสุข!
หลังจากป้าเหลียวจากไป ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอรอจนกระทั่งเจียงจวินโม่กลับมาจากตักน้ำ “ขอบคุณที่ช่วยเหลือนะคะ”
เจียงจวินโม่นึกถึงท่าทางที่เธอแสร้งสั่งให้ทำนู่นทำนี่ เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ แม้มันจะเป็นเรื่องโกหก แต่เขาก็ยังรู้สึกสนุกกับมัน
“การที่คุณทำแบบนี้ คุณไม่กลัวว่าาป้าเหลียวเอาไปพูดกับคนในหมู่บ้านจนกลายเป็นเรื่องเสียๆหายๆหรือไง?”
“ไม่กลัวหรอก หากป้าเขาจะพูดก็ปล่อยเขาไปสิ อย่างน้อยก็ให้คนในหมู่บ้านรู้ไว้ว่าฉันไม่ใช่คนง่ายๆ ต่อไปใครหน้าไหนก็คงไม่อยากจะมาขอยืมจักรยานหรอก
อีกอย่าง ฉันไม่แคร์เรื่องชื่อเสียงอยู่แล้ว ในเมื่อฉันเองก็แต่งงานแล้ว ปล่อยให้เขารู้ไปเถอะว่าฉันน่ะนิสัยไม่ดี ใครก็อย่ามายุ่ง ฉันจะได้ไม่ต้องปวดหัว”
เจียงจวินโม่ได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนั้นก็รู้สึกโล่งใจ
และเรื่องราวก็เป็นอย่างที่เธอพูดจริงๆ หลังจากป้าเหลียวกลับไป เธอก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นอยู่ในใจ จึงเติมแต่งเรื่องราวของลู่เซี่ยแล้วนำไปพูดต่อ
ชาวบ้านได้ยินดังนั้นต่างก็รู้ว่าจักรยานของลู่เซี่ยนั้นให้เช่าอย่างเดียวไม่มีให้ยืม และรู้ว่าลู่เซี่ยไม่ใช่คนที่ใครจะมาข่มเหงได้ง่ายๆ
ไม่เพียงเท่านั้น หลังจากแต่งงาน ลู่เซี่ยก็สามารถควบคุมเจียงจวินโม่ได้อยู่หมัด สั่งให้ไปทางทิศตะวันออกก็ไม่กล้าไปทิศตะวันตก ทุกเรื่องในบ้านก็ต้องยกให้เธอเป็นคนตัดสินใจ แม้กระทั่งงานบ้านก็ต้องยอมทำให้
เมื่อคนในหมู่บ้านได้ยินแบบนั้น ต่างก็พากันสงสารเจียงจวินโม่ และมองว่าลู่เซี่ยเป็นเหมือนนางยักษ์ใจร้าย
แม้แต่เวลาออกไปนอกบ้าน เจียงจวินโม่ก็ยังได้รับสายตาที่เห็นอกเห็นใจจากคนในหมู่บ้านอยู่บ่ายครั้ง
มีเพียงลู่เซี่ยเท่านั้นที่ไม่แยแส ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอะไรเธอก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ ยังคงยืนยันที่จะให้เช่าอย่างเดียว
คนในหมู่บ้านต่างก็ค่อยๆรับรู้ถึงความไม่ธรรมดาของลู่เซี่ย
โดยทั่วไปแล้ว คนหนุ่มสาวที่มาจากต่างถิ่นต่างก็อยากทำความรู้จักกับคนในหมู่บ้านโดยเร็วที่สุด ถึงขั้นประจบประแจงคนในหมู่บ้านก็มี ดังนั้น หากบางคนเจอสถานการณ์แบบนี้ คงจะไม่กล้าปฏิเสธ หรือบางคนก็อายจนต้องจำยอม
แต่ลู่เซี่ยกลับตรงกันข้าม ไม่ว่าคนอื่นจะพูดถึงเธอเสียๆหายๆอย่างไร เธอเองก็ไม่สนใจ ด้วยเพราะเธอก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทำให้ทุกคนทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับ
ส่วนตัวเธอเองนอกจากชื่อเสียงแล้ว ก็ไม่ได้สูญเสียอะไรไป และเป็นเหมือนอย่างที่เธอพูด ชื่อเสียงที่โด่งดังของเธอก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรอยู่แล้ว เพราะยังไงเธอก็แต่งงานแล้ว ไม่ได้เป็นสาวๆแล้ว
ดังนั้น เมื่อหลายคนเห็นเธอเป็นแบบนี้ ต่างก็คิดในใจว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่แปลกใจเลยที่เจียงจวินโม่จะไม่สนใจเด็กสาวตระกูลสื่อ
บทที่ 111: กลมกลืน
ไม่นานเรื่องนี้ก็ผ่านไป หลังจากเหล่าปัญญาชนรับรู้เรื่องนี้ พวกเขาต่างมองลู่เซี่ยเป็นคนใหม่ ไม่มีใคคาดคิดว่าเธอจะแก้ไขเรื่องราวทุกอย่างได้ด้วยความหน้าด้าน
ตกเย็น ขณะที่ปัญญาชนฝ่ายหญิงกำลังพุดคุยกันอยู่ เฉินเสวี่ยก็เอ่ยปากขึ้นมา “พวกเราควรจะเรียนแบบลู่เซี่ยดูบ้าง การหน้าหนาบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชื่อเสียงหรืออะไรก็ตาม ตราบใดที่ตัวลู่เซี่ยเองไม่สนใจ ผลประโยชน์ก็ยังคงตกอยู่ในกำมือของเธออยู่ดี”
“จริงด้วย” ซุนเสิ้งหนานก็เอ่ยด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกัน การลงมือทำมันช่างยากเย็น สาเหตุหลักก็คือ เหล่าปัญญาชนมักยึดติดกับฐานะของตัวเองและให้ความสำคัญกับเรื่องหน้าตา จึงมักจะโดนคนในหมู่บ้านเอาเปรียบอยู่ร่ำไป
“เฮ้! ฉันไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนเลย ที่แท้ลู่เซี่ยก็เก่งกาจอย่างนี้นี่เอง”
“ใช่แล้ว บางทีอาจเป็นเพราะหลังจากแต่งงานและมีครอบครัวเล็กๆ เธอจึงต้องคิดเพื่อครอบครัวมากขึ้น”
“บางทีอาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ ว่าแต่เจียงจวินโม่จะยอมเชื่อฟังเธอจริงๆเหรอ?”
“เรื่องนั้นใครจะไปรู้ มันเป็นเรื่องของผัวเมียเขา”
เหล่าปัญญาชนต่างก็รู้สึกสงสัย เพียงแค่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับพวกเขา จึงไม่มีโอกาสได้สังเกตเห็น
ตรงกันข้าม ซุนเสิ้งหนานที่นานๆครั้งจะแวะเวียนไปที่บ้านของลู่เซี่ย กลับเคยเห็นเจียงจวินโม่ลงมือทำงานบ้านด้วยตนเอง เธอจึงคิดว่าบางทีอาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆ
ในใจก็ยิ่งอิจฉาชีวิตของลู่เซี่ยมากขึ้นไปอีก
หลังจากซูม่านได้ยินเรื่องของลู่เซี่ย เธอก็ครุ่นคิดว่าตัวเองคงจะมองลู่เซี่ยผิดไป
เดิมทีเธอคิดว่าลู่เซี่ยไม่ยอมย้ายออกไปเพราะกลัว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายคงไม่สนใจข้อเสนอของเธอ และหันไปสร้างบ้านเอง
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เซี่ยทั้งฉลาดและกล้าได้กล้าเสีย อนาคตต้องอยู่ได้สบายแน่ๆ ถ้ามีโอกาส เธอเองก็อยากจะสานสัมพันธ์ด้วย อย่างน้อยการเป็นเพื่อนกับคนแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย
ทางด้านลู่เซี่ย เธอไม่รู้เลยว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็นเพื่อนในตัวเลือกของนางเอกไปแล้ว
ตอนนี้ลู่เซี่ยกำลังขัดอ่างใบโตอยู่กับเจียงจวินโม่ เพราะพรุ่งนี้ทั้งคู่จะเริ่มเก็บเกี่ยวผักกาดขาวในแปลงของหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต้องเตรียมตัวล่วงหน้า
หลังจากขัดอ่างสะอาดแล้ว วันรุ่งขึ้นทั้งคู่ก็ออกไปเก็บผักกาดขาวด้วยกัน
ลู่เซี่ยคิดว่าหลังจากเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อเธอออกไปข้างนอก คงจะไม่มีคนในหมู่บ้านใส่ใจเธออีก
แต่กลับตรงกันข้าม กลับมีคนในหมู่บ้านจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาพูดคุยกับเธอ
เรื่องนี้ทำให้เธอแปลกใจ หรือว่าคนในหมู่บ้านจะมีนิสัยชอบทรมานตัวเองกันนะ?
ความจริงที่ลู่เซี่ยไม่รู้ก็คือ ที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจเธอก็เพราะเธอไม่มีตัวตนเลยต่างหาก
หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งก่อน ในที่สุดคนในหมู่บ้านต่างรู้จักเธอ และส่วนใหญ่ก็เข้าใจเธอ เพราะหากพวกเขามีรถ พวกเขาก็คงไม่อยากให้ใครยืมเหมือนกัน
แต่กลับกัน เพราะท่าทีของเธอทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเธอเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่กลัวที่จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เธอและเจียงจวินโม่ต่างก็ดูดีมีฐานะ ครอบครัวอยู่ในเมืองหลวง หากคบกับทั้งคู่ไว้ก็คงได้ประโยชน์ไม่น้อย
อย่างเช่นคราวก่อน ลู่เซี่ยไปยังบ้านหลี่หงจวิน เธอก็นำน้ำตาทรายแดงหนึ่งจินและขนมไปฝาก ซึ่งของพวกนี้นับเป็นของที่หายากในชนบท นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาอยากคบหาสมาคมกับเธอ
ทางด้านเจียงจวินโม่ก็เช่นกัน ชาวบ้านหลายคนก็เข้ามาทักทายเขามากขึ้น
แต่ผู้ชายนั้นแตกต่างออกไป แค่ทักทายกันก็จบ แต่ฝ่ายลู่เซี่ยกลับเข้ากับกลุ่มสาวๆ และผู้หญิงในหมู่บ้านได้อย่างสนิทสนม
หลายคนทำงานไปคุยกับเธอไป ถามเรื่องชาวบ้านไป ประสบการณ์แบบนี้ทำให้เธอรู้สึกแปลกดี
แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ
เธองัดเอาทักษะการเอาใจลูกค้าเก่าที่สั่งสมมาออกมาใช้ ในไม่ช้าก็เข้ากับทุกคนได้อย่างกลมกลืน
ทางด้านปัญญาชนนั้น เดิมทีได้ยินเรื่องของลู่เซี่ย เฉิงอวี้เจียวและจวงหงเหมยต่างก็รู้สึกสะใจ แต่เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งยังได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้าน ทั้งคู่ต่างก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ
โดยเฉพาะจวงหงเหมย ที่เดิมทีรับเงินมาเพื่อจะเล่นงานลู่เซี่ย แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ลู่เซี่ยก็แต่งงานกับเจียงจวินโม่ไปเสียก่อน ทำให้เธอ แถมเสียแรงเปล่า แต่โชคดีที่ได้พบกับคนคนนั้นโดยบังเอิญ...
คิดมาถึงตรงนี้ จวงหงเหมยก็มีสีหน้าเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อนึกถึงเวลาที่นัดกับคนคนนั้นไว้ เธอก็เหม่อลอย ลืมคิดถึงเรื่องของลู่เซี่ยไปโดยไม่รู้ตัว...
บทที่ 112: ผักกาดดอง
แม้ในหมู่บ้านจะปลูกผักกันเยอะ แต่คนในหมู่บ้านต่างช่วยกันจนสามารถทำงานเสร็จได้ภายในสามวัน
พวกเขาเก็บเกี่ยวผักกาดขาวได้เป็นจำนวนมาก จนกองเป็นภูเขาลูกเล็กๆสองลูกบนลานนวดข้าว
ผักกาดขาวเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกบ้านจะกักตุนผักกาดขาวไว้มากมายก่อนฤดูหนาว นอกจากจะเอาไปทำผักกาดดองแล้ว ที่เหลือก็จะเก็บไว้ในห้องอุ่นๆ ซึ่งสามารถเก็บไว้ได้นานหลายเดือน ถือเป็นผักไม่กี่ชนิดที่สามารหาทานได้ในฤดูหนาว
ดังนั้น ทุกครัวเรือนต่างก็ปลูกผักกาดขาว แน่นอนว่าตอนนี้พื้นที่ปลูกผักของแต่ละครัวเรือนมีจำกัด หากไม่พอก็ไปขอซื้อจากหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านซื้อกันหมดแล้ว ผักเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปขายที่สถานีรับซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน
ปีนี้ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่ได้ปลูกผัก ทั้งคู่เลยต้องซื้อมาเยอะพอสมควร คำนวณดูแล้วก็ประมาณสามร้อยกว่าจินเห็นจะได้
ทั้งคู่มองแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ รู้สึกว่าต่อให้กินทุกวันก็คงกินได้ไม่หมดในฤดูหนาว
แต่นี่ก็ถือว่าทั้งคู่กักตุนน้อยที่สุดในหมู่บ้านแล้ว
อย่างน้อยที่สุด คนในหมู่บ้านก็กักตุนไว้หกถึงเจ็ดร้อยจิน ส่วนที่พักของปัญญาชนกักตุนไว้ถึงสามพันจิน หากไม่ติดว่าพวกเขาไม่มีที่เก็บ ก็คงจะกักตุนไว้มากกว่านี้
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจที่จะทำตามชาวบ้าน เพราะอย่างน้อยการกินผักกาดขาวก็ยังดีกว่าไม่มีผักกิน น่าเสียดายที่ผักในมิติช่องว่างของลู่เซี่ยนั้น ไม่อาจนำเอาออกมาให้เขากินได้
ทั้งคู่ช่วยกันแบ่งผักกาดขาวสามร้อยกว่าจินออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งวางไว้ในบ้าน เพื่อไม่ให้แข็งจนเกินไป ส่วนหนึ่งก็เก็บไว้ทำผักกาดดอง
การทำผักกาดดองนั้นถือเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะอย่างหนึ่ง และทั้งคู่ก็ไม่มีคนใดคนหนึ่งที่สามารถทำมันได้ จึงพากันไปยังที่พักของปัญญาชนเพื่อช่วยทำงานและถือโอกาสเรียนรู้วิธีทำไปในตัว เมื่อกลับมาถึงบ้านจึงลองผิดลองถูกจนได้ผักกาดดองเต็มอ่างใบใหญ่
หลังจากดองผักกาดเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็เข้าไปซื้อผักอื่นๆในหมู่บ้าน จากนั้นก็นำผักเหล่านั้นเข้าช่องว่างมิติของเธอ ก่อนจะนำผักที่อยู่ในช่องว่างมิติออกมาแทนที่ แล้วจึงลงมือทำผักดองกับเจียงจวินโม่อีกหนึ่งอ่าง
แบบนี้แล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินไปตลอดฤดูหนาวแล้ว
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย อากาศก็เริ่มเย็นลงมาก เช้าวันหนึ่งที่ลู่เซี่ยเปิดประตูออกไป เธอก็พบว่ามีน้ำค้างแข็งเกาะอยู่ภายนอก
เจียงจวินโม่เป็นคนขี้หนาว หากตอนนี้เขายังอยู่ที่เมืองหลวง เขาคงไม่ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย
หลังจากแต่งงานกับลู่เซี่ย ด้วยเพราะน้ำที่บ้านล้วนถูกเธอนำน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เข้ามาผสม แม้กระทั่งอาหารก็มักจะใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในการทำ ดังนั้นร่างกายเขาจึงแข็งแรงขึ้นมาก
ถึงอย่างไร โรคนี้ก็คือมันเป็นโรคประจำตัวเขามาตั้งแต่เกิด ไม่น่าจะหายเร็วขนาดนั้น จึงไม่ค่อยกล้าออกจากบ้านสักเท่าไหร่ ลู่เซี่ยจึงให้เขาพักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปข้างนอกเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
เธอตัดสินใจเข้าไปซื้อข้าวสารในเมืองเพียงคนเดียว
ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ทานเพียงข้าวสารที่ลู่เซี่ยนำออกมาจากช่องว่างมิติ แม้บางครั้งจะทานข้าวที่ซื้อจากในหมู่บ้านบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก
ข้าวสารที่ลู่เซี่ยนำออกมาจากช่องว่างมิตินั้นอร่อยมาก เจียงจวินโม่ทานไปเพียงไม่กี่ครั้งก็ติดใจ เมื่อต้องทานข้าวหยาบก็รู้สึกว่าฝืดคอ จึงทานเพียงข้าวข้าวสารมาโดยตลอด
แต่ตอนนี้ข้าวสารที่เคยนำออกมานั้นหมดแล้ว ลู่เซี่ยไม่อยากหยิบออกมาตรงๆ จึงตั้งใจที่จะออกไปซื้อ เพื่อไม่ให้เจิงจวินโม่รู้สึกสงสัย
เดิมทีเจียงจวินโม่ตั้งใจจะไปด้วย แต่กลับถูกลู่เซี่ยปฏิเสธ
“ร่างกายของนายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว หากออกไปข้างนอกแล้วเกิดหนาวขึ้นมาจะทำยังไง? เสียน้อยเสียยากนะ อีกอย่างจักรยานก็คันแค่นั้น หากเราสองคนนั่งไปก็ไม่มีที่จะวางข้าวสารแล้วนะ”
ได้ฟังคำพูดนั้น เจียงจวินโม่ก็ทำได้เพียงล้มเลิกความคิดไป
จากนั้นลู่เซี่ยก็ขี่จักรยานออกไป
ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลง คนในหมู่บ้านจึงไม่ต้องออกไปทำงานแล้ว แต่ทุกช่วงเวลานี้ของแต่ละปี ทางอำเภอจะจัดให้มีการซ่อมแซมถนน โดยมีค่าตอบแทน แม้จะเหนื่อยมาก แต่มันก็เป็นโอกาสหาเงินที่หาได้ยาก
ดังนั้น ผู้ชายเกือบทั้งหมู่จึงพากันไปเกือบหมด
แม้กระทั่งที่พักของปัญญาชน ก็ยังมีปัญญาชนฝ่ายชายไปหลายคน
ส่วนคนอื่นๆที่เหลือก็พากันเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปไหน
ดังนั้น ระหว่างทางที่ลู่เซี่ยขี่จักรยานออกไป เธอจึงไม่ค่อยพบเจอผู้คน
บทที่ 113: บังเอิญเจอซูม่าน
หลังจากลู่เซี่ยขี่จักรยานมาถึงตัวเมือง เธอไม่ได้ไปซื้อข้าวสาร แต่กลับตรงดิ่งไปที่ร้านสหกรณ์ แล้วซื้อเนื้อมาหลายชนิด ทั้งเนื้อแดง เนื้อติดมัน กระดูก เธอเลือกซื้อมาจนคูปองเนื้อที่สะสมมาหมดเกลี้ยง
ไหนๆอากาศก็เริ่มหนาวลงแล้ว เนื้อจึงเป็นวัตถุดิบที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
หลังจากซื้อเนื้อเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยก็ตั้งใจว่าจะกลับบ้านทันที
แต่ระหว่างทางที่กำลังจะออกจากตัวเมือง เธอกลับเห็นผู้คนเดินกันขวักไขว่ อยู่ที่บริเวณส่วนป่าเล็กๆในนแถบนอกเมือง
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอจึงเดินเข้าไปดู และก็ได้พบกับร่างที่คุ้นเคย
ซูม่าน!
แม้ว่าตอนนี้เธอจะปลอมตัวด้วยการสวมเสื้อผ้าเก่าๆและแต่งหน้า แต่ลู่เซี่ยกลับจำเธอได้ในทันที
เธอชื่นชมในความเฉียบแหลมของตัวเอง
เมื่อเห็นซูม่านสะพายตะกร้าเดินเข้าไป ลู่เซี่ยก็เข้าใจได้ทันทีว่าสวนป่าเล็กๆแห่งนี้น่าจะเป็นที่ตั้งของตลาดมืดของเมืองนี้แน่ๆ
ที่แท้ก็ไม่ได้อยู่ในตัวเมืองนี่เอง เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
แต่กลับเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ซูม่านดันรู้เรื่องนี้เข้า
เพียงแค่เห็นท่าทางเธอ ลู่เซี่ยก็เดาได้ทันทีว่าเธอมาซื้อของ
เมื่อคิดได้แบบนั้น ลู่เซี่ยก็ไม่เข้าไป
ความจริงคือ ตอนนี้ลู่เซี่ยเองก็ไม่ได้ต้องการจะซื้ออะไรหรอก ส่วนเรื่องขายน่ะเหรอ? ข้าวในช่องว่างมิติก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว เพราะฉะนั้นเธอจึงไม่มีอะไรจะนำออกมาขาย
คิดได้แบบนั้นก็รีบขี่จักรยานออกไป
ตลอดทางก็ไม่พบเจอผู้คน กระทั่งมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน เธอจึงหาที่เปลี่ยวๆแล้วยิบกระสอบป่านใส่ข้าวที่เตรียมไว้มาผูกไว้บนรถ
ครั้งนี้ เธอไม่เพียงแค่เอาข้าวสารออกมาจากช่องว่างมิติ แต่ยังมีข้าวโพดและแป้งสาลีอีกด้วย
แม้ข้าวโพดจะเป็นธัญพืชหยาบ แต่ข้าวโพดในมิติช่องว่างนั้นอร่อยกว่าที่ขายอยู่ข้างนอก ทั้งธัญพืชหยาบก็มีสารอาหารไม่น้อยจึงสามารถทำกินได้เรื่อยๆ
นอกจากธัญพืชแล้ว เธอยังนำแอปเปิ้ลที่เก็บไว้ก่อนหน้านี้ออกมาด้วยไม่น้อยเลย
แม้ระยะนี้จะมีแอปเปิ้ลขายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่มันก็มีขนาดเล็กและราคานั้นไม่ถูกเลย
เนื่องจากฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในชนบท ผลไม้ที่หาทานได้ก็มีเพียงแอปเปิ้ลกับลูกแพร์แช่แข็งเท่านั้น ดังนั้น แม้ว่าฐานะทางบ้านจะไม่ค่อยดี แต่ทุกๆบ้านก็ต้องซื้อมาเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ทานตลอดฤดูหนาว
ลู่เซี่ยจำได้ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัย มีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เธอเล่าว่าทุกๆฤดูหนาวในวัยเด็ก ที่บ้านต้องเตรียมแอปเปิ้ลไว้สองกระสอบเพื่อทานทั้งฤดูหนาว ตอนเด็กๆเธอชอบทานมาก เมื่อต้องทานนานๆเข้าก็รู้สึกเบื่อ ตอนนี้แค่เห็นก็รู้สึกแย่แล้ว
แต่มันก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นหนาวมาก ผลไม้อื่นๆมีราคาแพงมาก ทั้งยังหาซื้อได้ยากอีกด้วย มีเพียงแอปเปิ้ลเท่านั้นที่เก็บไว้ได้นานที่สุด
เมื่อเผลอคิดไปไกลแล้ว ในที่สุดลู่เซี่ยก็วางของไว้บนเบาะหลังของจักรยานจนเต็ม ด้วยเพราะกลัวว่าจะหล่น เธอจึงต้องเอามือข้างหนึ่งจับไว้ แล้วค่อยๆเข็นจักรยานกลับบ้าน
เจียงจวินโม่รออยู่ที่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อเห็นเธอเข็นจักรยานกลับมาแต่ไกล เขาก็รีบวิ่งไปเปิดประตู แล้วช่วยเข็นรถจักรยานเข้าไปด้านใน
“ทำไมต้องออกมายืนรอข้างนอก? ไม่หนาวเหรอ?”
เจียงจวินโม่ยิ้ม “ไม่หนาว เพิ่งออกมา”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้น จึงมองริมฝีปากที่ซีดเซียวของเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ทั้งสองช่วยกันขนของเข้าบ้าน เจียงจวินโม่เห็นเธอขนข้าวกลับมาเยอะขนาดนี้ก็อดประหลาดใจไม่ได้
“คูปองข้าวพอใช้เหรอ?”
ลู่เซี่ยส่ายหน้า “ไม่ได้ซื้อที่โกดังเก็บข้าว คูปองยังอยู่ครบ”
เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นจึงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดดูข้าวสารทีละถุง “นี่มันแบบที่พวกเราทานกันก่อนหน้านี้หรือเปล่า?”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “เหมือนกันหมดเลย ต่อไปนี้พวกเราก็สามารถทำอาหารได้หลากหลายขึ้นแล้ว”
เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปจับมือลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงจวินโม่จับมือเธอ มือของเขายังคงเย็นเฉียบ คงจะเป็นเพราะเพิ่งออกไปด้านนอกแน่ๆ กลับทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกแปลกๆขึ้นมาในใจ
บทที่ 114: เฉินเอ้อร์กำลังคบกับใครอยู่?
“มันจะปลอดภัยเหรอ? จริงแล้วพวกเราทานข้าวจากโกดังของสหกรณ์ก็ได้” ลู่เซี่ยเข้าใจในความกังวลของเขา เธอคาดว่าเขาน่าจะกังวลว่าเธอไปซื้อมาจากตลาดมืด เลยไม่ได้โต้แย้งอะไร
“วางใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก ช่องทางของฉันเชื่อถือได้ ปลอดภัยแน่นอน” พูดจบก็เห็นเขายังเม้มปากอยู่ ลู่เซี่ยจึงยืนยันอย่างหนักแน่นอีกครั้ง
“วางใจเถอะ ฉันรับรองว่าจะไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเด็ดขาด!” เจียงจวินโม่ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ตกลง! ผมเชื่อใจคุณ ต่อไปนี้คุณต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของคุณเองเป็นสิ่งสำคัญ! เข้าใจไหม?”
“ตกลง!”
เมื่อเห็นลู่เซี่ยตอบตกลง เจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่างยังจับมือเธออยู่ จู่ๆก็รู้สึกเขินขึ้นมา แล้วรีบปล่อยมือเธอออกทันที
“เอ่อ… งั้นผมเอาข้าวสารไปเก็บไว้หลังบ้านก่อนนะ”
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางเก้ๆกังๆของเขาก็ยิ้มออกมาด้วยความตลก
“โอเค! อ้อ! ฉันซื้อแอปเปิ้ลมาด้วย ดูท่าน่าจะอร่อย นายลองชิมดูสิ”
“ได้!” เมื่อเห็นเจียงจวินโม่กำลังขนข้าวสาร ลู่เซี่ยจึงหันไปพูดกับเขา ก่อนจะถือเสื้อกันหนาวที่กำลังถักไปหาซุนเสิ้งหนาน
ลู่เซี่ยใกล้จะถักเสื้อกันหนาวเสร็จแล้ว เหลือแค่เก็บริมผ้าอีกนิดหน่อย แต่เธอกลับทำไม่เป็น จึงจำเป็นต้องไปเรียนรู้จากซุนเสิ้งหนาน
ระหว่างทาง เธอเห็นใครบางคนกำลังเดินออกมาจากที่พักของเหล่าปัญญาชน เมื่อสังเกตดูดีๆก็จำได้ทันทีว่าเขาคือเฉินเอ้อร์!
และในตอนนั้นเอง เฉินเอ้อร์ก็เห็นเธอเช่นกัน เขาตั้งท่าจะวิ่งหนีโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานก็ต้องชะงักฝีเท้า และยืนคิดบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาเธออย่างประจบประแจง
“สวัสดีครับ ผมใกล้จะทำตามที่สัญญากับลู่จือชิงได้แล้วนะ”
“โอ้?” เธอแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“หมายความว่ายังไง? นายสัญญาอะไรกับฉันไว้เหรอ?”
“เอ่อ! ก็จริง! เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลู่จือชิงหรอกครับ เป็นเรื่องของผมเองต่างหาก คือว่า. ผมกำลังคบกับคนๆหนึ่งครับ! เธอคนนั้นคือจวงจือชิง” เฉินเอ้อร์รีบพูด
“ห้ะ?” ลู่เซี่ยประหลาดใจ จวงหงเหมยจะสนใจเฉินเอ้อร์ได้ยังไง?
“จริงหรือเนี่ย? นายไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม?”
“จริงสิครับ!” เฉินเอ้อร์ยืดอก พลางเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“ผมน่ะคิดมาดีแล้ว อีกอย่างช่วงนี้หมู่บ้านของพวกเราก็กำลังเข้มงวด หากยังใช้วิธีเดิมๆมาหลอกล่อผู้หญิงคงไม่สำเร็จแน่!”
“เพราะแบบนั้นผมเลยต้องหาวิธีใหม่ ตอนแรกผมคิดว่า แค่ผมทำดีกับเธอ เธอจะต้องซึ้งใจแน่ๆ ไม่คิดเลยว่าปัญญาชนอย่างจวงจือชิงจะใจอ่อนยอมคบกับผม ผมคุยกับที่บ้านเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานจะไปสู่ขอเธอครับ” เมื่อลู่เซี่ยได้ฟังก็ถึงกับเบ้ปาก เธอมองเฉินเอ้อร์ที่ดูไม่เอาไหนอย่าละเอียดอีกครั้ง
‘เรื่องมันมาถึงขั้นนี้ได้ยังไงกันนะ? นี่เขาพูดจริงหรือเนี่ย?’
‘หรือจวงหงเหมยตาฝ้าฟางถึงยอมตกลงด้วย? แต่ในเมื่อเขาพูดออกมาแบบนี้ ทั้งหมดคงเป็นเรื่องจริงสินะ!’
ลู่เซี่ยได้แต่ส่ายหน้าสลัดทุกความคิดทิ้งไป เธอเองก็นึกไม่ถึงว่าเฉินเอ้อร์จะมีดีอยู่เหมือนกัน
ตอนนั้นที่เธอเสนอไป เธอคิดเพียงแต่จะให้เขาทำลายชื่อเสียงของจวงหงเหมย เหมือนที่จวงหงเหมยกำลังจะทำกับเธอเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าเฉินเอ้อร์จะใช้เสน่ห์ของตัวเอง ทำให้จวงหงเหมยยอมคบหาด้วยจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่อยากเชื่อ!
ลู่เซี่ยเธอมองเฉินเอ้อร์อย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้ง ‘หมอนี่มันมีเสน่ห์ตรงไหนกัน? ช่างเถอะ! คงเป็นเพราะเธอตาถั่วเองละมั้ง’
“ก็ได้! ถ้าอย่างนั้นฉันก็ขอให้นายมีความสุขนะ!”
เมื่อเฉินเอ้อร์ได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะคิกคัก “ได้เลย รอให้พวกเราแต่งงานกันก่อน ถึงตอนนั้นผมจะบอกลู่จือชิงเป็นคนแรก”
หลังจากแยกกับเฉินเอ้อร์ ลู่เซี่ยก็มุ่งหน้าไปยังที่พักของปัญญาชน ก่อนจะเหลือบไปเห็นซุนเสิ้งหนานที่กำลังอยู่ในลานบ้าน
“ได้ยินเสียงเธอดังมาแต่ไกลเลย กำลังคุยกับใครอยู่?”
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาไปมา ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “เฉินเอ้อร์จากในหมู่บ้านน่ะ เขาบอกฉันว่าคบหากับคนในที่พักของปัญญาชน เป็นเรื่องจริงหรือเปล่านะ?”
ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วทำหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาทันที “จริง คบหากันมาสักพักแล้ว”
ลู่เซี่ยได้ฟังแบบนั้นก็รู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง “นี่ทุกคนรู้กันหมดแล้วเหรอ?”
ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า “ก็เห็นมาส่งของบ่อยๆน่ะ”
“...อย่างนี้นี่เอง”
บทที่ 115: ทะเลาะกัน
ลู่เซี่ยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน เธอไม่รู้ว่าจวงหงเหมยกำลังคิดอะไรอยู่ หรือจวงหงเหมยจะชอบเฉินเอ้อร์เข้าแล้วจริงๆ?
จำได้ว่าในนิยายฉบับ จวงหงเหมยชอบพระเอกอย่างกู้เซี่ยงหนานไม่ใช่เหรอ?
ทั้งยังเคยมีเรื่องกับซูม่านก็เพราะเขา แล้วทำไมถึงมาชอบเฉินเอ้อร์ได้ล่ะ?
และไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะเอาเฉินเอ้อร์ไปเทียบกับกู้เซี่ยงหนานเลย ต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยและซุนเสิ้งหนานก็มองตากัน ต่างก็เห็นความไม่เข้าใจในแววตาของกันและกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก
เนื่องจากช่วงนี้ต้องหยุดงาน ปัญญาชนฝ่ายชายบางคนก็ไปร่วมซ่อมแซมถนน ส่วนที่เหลือก็อยู่ในที่พักของปัญญาชน
ตอนที่ลู่เซี่ยเข้าไปในห้องพักปัญญาชนฝ่ายหญิง เธอเห็นซูม่านกำลังทะเลาะกับเฉิงอวี้เจียวอยู่พอดี
หลังจากที่ลู่เซี่ยย้ายออกไป ห้องนี้ก็เหลือเพียงพวกเธอสามคน อยู่กันแบบกว้างขวางขึ้นเยอะ
เดิมทีลู่เซี่ยคิดว่า เมื่อคนน้อยลงก็น่าจะอยู่กันสบายขึ้น แต่เฉิงอวี้เจียวเป็นคนชอบหาเรื่อง คอยแต่จะหาเรื่องซูม่านอยู่ตลอด บ้างก็บ่นว่าหัวเตาร้อนเกินไป ตอนนอนก็ชอบเบียดไปหาคนอื่น บ้างก็แกล้งทำของของซูม่านตกพื้นแบบไม่ตั้งใจ
ส่วนสาเหตุของการทะเลาะกันในครั้งนี้ก็คือ ซูม่านไปเจอโคลนอยู่ในผ้าห่มของตัวเองโดยบังเอิญ
เธอจึงโกรธมาก เรื่องแกล้งเด็กๆแบบนี้ นอกจากเฉิงอวี้เจียวแล้ว เธอก็นึกไม่ออกว่าจะเป็นฝีมือของใคร
เธอจึงไม่ยอมเฉิงอวี้เจียว จนกลายเป็นการทะเลาะกันในที่สุด
“หากเธอไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับฉัน เธอก็ไปเปลี่ยนกับคนอื่นสิ ไปอยู่ห้องอื่น คอยหาเรื่องกันแบบนี้ทุกวันสนุกนักหรือไง? ฉันรำคาญจะแย่!”
เฉิงอวี้เจียวปฏิเสธทันควัน “เธอนี่! อะไรๆก็โทษฉัน มีหลักฐานอะไรว่าฉันทำ ไม่แน่หรอกนะ คนที่ไม่ชอบเธออาจจะแอบทำก็ได้ ทำไมต้องคิดว่าเป็นฉันด้วย”
ซูม่านได้ยินแบบนั้นก็โกรธจนตาลุกเป็นไฟ “ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร? เรื่องแบบนี้เธอเองทำบ่อยซะด้วย”
“อย่ามากล่าวหาฉันนะ! ฉันบอกว่าไม่ได้ทำก็คือไม่ได้ทำ เว้นแต่เธอจะมีหลักฐาน”
ทั้งคู่ต่างไม่ยอมกัน ต่างคนต่างขึ้นเสียงใส่กันไม่หยุด
ซุนเสิ้งหนานได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ ในฐานะที่เธอเป็นหัวหน้าปัญญาชนฝ่ายหญิง ถึงจะลำบากใจแค่ไหน ก็จำเป็นต้องเข้าไปห้ามปรามทั้งสองคน
ทางด้านลู่เซี่ย ตอนนั้นเธอก็ได้ยินจากเสิ่นชิงชิงว่า พวกเธอทั้งสองคนมักมีเรื่องทะเลาะกันแบบนี้แทบทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเฉิงอวี้เจียวที่เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน
นอกจากนี้ ลู่เซี่ยยังได้รับรู้เรื่องราวความเกลียดชังที่ทุกคนมีต่อเฉิงอวี้เจียวจากปากเสิ่นชิงชิงอีกด้วย เธอเล่าว่าเฉิงอวี้เจียวต่างจากซูม่านอย่างสิ้นเชิง แม้ปกติซูม่านจะเข้ากับปัญญาชนคนอื่นๆไม่ได้สักเท่าไหร่ แต่เธอก็เป็นคนที่รู้จักเอาใจใส่คนรอบข้าง และมักจะหาของอร่อยๆมาแบ่งปันให้กับปัญญาชนคนอื่นๆอยู่เสมอ
ดังนั้น เมื่อทั้งคู่คนทะเลาะกัน ทุกคนจึงเข้าข้างซูม่าน และยิ่งไม่ชอบใจเฉิงอวี้เจียวที่คอยแต่จะหาเรื่องซูม่าน
อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับลู่เซี่ยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เธอไม่ได้อาศัยอยู่ในที่พักของปัญญาชนแล้ว เธอเพียงแค่แวะมาดูเหตุการณ์เฉยๆ
เท่าที่เธอรู้จักนิสัยของซูม่าน เธอคิดว่าซูม่านคงจะไม่ปล่อยให้เฉิงอวี้เจียวทำแบบนี้ต่อไปแน่ๆ ซูม่านต้องหาวิธีแก้ปัญหาอย่างแน่นอน
แต่ลู่เซี่ยก็ไม่รู้ว่าซูม่านจะแก้ปัญหาอย่างไร เธอยังรู้สึกโชคดีที่ตัวเองย้ายออกมาแล้ว ไม่อย่างนั้นเรื่องแบบนี้คงจะลุกลามมาถึงตัวเธอด้วยแน่ๆ
หลังจากลู่เซี่ยเรียนรู้วิธีการเก็บริมเสื้อจนเข้าใจแล้ว เธอก็ลาซุนเสิ้งหนานกลับบ้านทันที
เมื่อกลับถึงบ้าน เจียงจวินโม่ก็ทำอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาหุงข้าวด้วยข้าวสารที่เธอเพิ่งซื้อมา และทำมันฝรั่งตุ๋นมะเขือม่วง เมื่อเห็นดังนั้น ลู่เซี่ยก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย “ทำไมไม่ทำเนื้อล่ะ วันนี้ฉันซื้อมาตั้งเยอะ”
เจียงจวินโม่พยักหน้า “เย็นนี้ค่อยทำก็แล้วกัน เนื้อใช้เวลาในการทำนานกว่าของพวกนี้เยอะ ผมกลัวคุณหิว”
ลู่เซี่ยยิ้ม “ก็ได้ งั้นเย็นนี้ค่อยทำ”
ระหว่างที่พูดคุยกัน ทั้งคู่ก็เริ่มทานอาหาร เจียงจวินโม่ไม่ได้โกหก เขาทำอาหารเป็นจริงๆ และรสชาติก็ดีทีเดียว เพียงแค่ตอนแรกๆ เขาอาจจะยังไม่ค่อยชินกับการใช้ฟืนในการทำอาหาร เพราะในเมืองหลวงจะใช้ถ่านหินกันซะส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม เขาเรียนรู้ไปเพียงไม่กี่วันก็เข้าใจแล้ว หลังจากนั้นก็อยากจะทำอาหารด้วยตัวเองอยู่ทุกวัน
แต่ลู่เซี่ยปฏิเสธ การใช้ชีวิตร่วมกันของสองคนไม่ควรให้คนใดคนหนึ่งต้องทุ่มเทฝ่ายเดียว อีกอย่าง เธอยังต้องแอบใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์เพื่อช่วยบำรุงร่างกายของเขาด้วย ดังนั้น หากใครมีเวลาว่าง หน้าที่ในการทำอาหารก็จะเป็นของคนนั้น
งานบ้านก็ทำด้วยกันทั้งสองคน เจียงจวินโม่ไม่เคยปัดความรับผิดชอบ และยังพยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ ทำให้เธอสบายขึ้นมาก ในขณะเดียวกันความรู้สึกที่มีต่อเขาก็ดีขึ้นด้วย
บทที่ 116: เรียนรู้
ระหว่างที่กำลังทานอาหารด้วยกัน ลู่เซี่ยก็เล่าเรื่องของซูม่านและเฉิงอวี้เจียวให้เจียงจวินโม่ฟัง
“เรื่องที่พวกเธอทะเลาะกัน คนในที่พักปัญญาชนคงจะรู้กันหมดแล้ว นายคิดว่าสหายกู้จะรู้เรื่องรึยัง?”
“รู้อยู่แล้วสิ”
“แล้วเขาไม่คิดจะแก้ปัญหาหน่อยเหรอ? ปล่อยไว้แบบนี้คงกลายเป็นเรื่องใหญ่เข้าสักวัน หรือเขาคิดจะควงสองคนพร้อมกัน?”
เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้น เขาก็ถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ “สหายกู้คงจนปัญญาแล้วล่ะ คนที่เขาชอบคือสหายซูอย่างแน่นอน แต่เขากลับปล่อยเฉิงอวี้เจียวไปไม่ได้ คงคิดว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้ดี แต่คิดผิดถนัด ผมว่าอีกหน่อยต้องมีเรื่องแน่ๆ”
ลู่เซี่ยดูประหลาดใจเล็กที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น ไม่คิดว่าเขาจะมองได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ หรือที่ผ่านมาเขาแกล้งโง่มาตลอดนะ?
ลู่เซี่ยมองจนเจียงจวินโม่รู้สึกเขิน “มองอะไร?”
“เปล่า” เธอส่ายหน้า แล้วก็เลิกสนใจเรื่องของพระเอก นางเอก และนางร้าย
“ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงมากแล้ว คงต้องอยู่แต่ในบ้านไปอีกสองสามเดือน หาอะไรทำกันดีกว่า ไม่งั้นคงน่าเบื่อจะแย่”
“คุณอยากทำอะไรละ? ติดกล่องไม้ขีดไฟไหม?”
ในเมืองมีโรงงานไม้ขีดไฟอยู่แห่งหนึ่ง พวกเขาจะแบ่งงานติดกล่องไม้ขีดไฟให้กับคนว่างงานในช่วงฤดูหนาวของทุกปี
นี่ถือเป็นโอกาสในการหาเงินอย่างสุจริต ใครๆก็อยากทำ
เดิมทีงานนี้จะมีเพียงคนในเมืองเท่านั้นที่มีโอกาสได้ทำ แต่ก่อนหน้านี้มีปัญญาชนหญิงจากที่พักของปัญญาชนคนหนึ่ง เธอแต่งงานเข้าไปอยู่ในเมือง นับว่าเป็นปัญญาชนส่วนน้อยที่ได้ออกไปจากที่นี่
ปัญญาชนหญิงคนนั้นลงมาอยู่ชนบทพร้อมกับซุนเสิ้งหนาน พวกเธอจึงค่อนข้างสนิทกันพอสมควร เธอรู้ว่าดีว่าเหล่าปัญญาชนนั้นจะไม่มีงานทำตลอดฤดูหนาว เลยตัดสินใจรับงานมาเพิ่ม เพื่อแบ่งให้เหล่าปัญญาชนช่วยกันทำ แต่รายได้ก็ไม่มากนัก ติดกล่องไม้ขีดไฟหนึ่งพันกล่องได้เงินเพียงหนึ่งเหมาเท่านั้น
ตลอดฤดูหนาวก็หาเงินได้ไม่กี่หยวน ถือว่าเป็นงานหนัก แต่ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ อย่างน้อยก็ฆ่าเวลาได้
แต่ลู่เซี่ยกลับปฏิเสธ เพราะคิดว่าได้เงินไม่กี่หยวน คงไม่คุ้มกับความเหนื่อย
“ช่างเถอะ ฉันทำไม่ได้หรอก”
พูดจบเธอก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงเดินกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบหนังสือที่เธอนำติดตัวมาออกมา
“งั้นพวกเรามาเรียนหนังสือกันไหม?”
“เรียนหนังสือ?” เจียงจวินโม่มองหนังสือที่ลู่เซี่ยหยิบออกมาด้วยความประหลาดใจ ปรากฏว่าเป็นหนังสือเรียนระดับมัธยมปลาย แล้วยังมีแบบฝึกหัดอีกเล่มหนึ่งด้วย
“คุณยังเอาหนังสือมามากมายขนาดนี้เลยเหรอ? รักการเรียนรู้มากขนาดนี้เลยเหรอ?”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วหัวเราะเบาๆ “ฉันแค่รู้สึกว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่ควรหยุดเรียนรู้ ประเทศชาติต้องการคนเก่งในการพัฒนา ดังนั้นพวกเราต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน ถ้าวันไหนโยบายของรัฐบาลเปลี่ยน เราก็จะไม่ตกขบวน!”
เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดของเธอแล้วตกใจ “คุณหมายความว่า... ประเทศจะกลับมาเปิดสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งเหรอ?”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ฉันคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะนักศึกษาจากโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัตินั้นมีความรู้น้อยเกินไป หากคิดแต่จะพึ่งพวกเขา ประเทศคงพัฒนาไม่ขึ้นหรอก ส่วนฉันก็ไม่อยากเสียเวลา เผื่อจะมีโอกาสในภายหลัง…”
เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดของเธอแล้วรู้สึกตกตะลึง ราวกับได้รู้จักลู่เซี่ยอีกครั้ง
"คุณพูดถูก ฟังคุณพูดแล้วผมก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูง แต่เรื่องพวกนี้ คุณพูดแค่กับผมคนเดียวก็พอ อย่าให้คนอื่นได้ยินเลย”
ลู่เซี่ยยิ้ม “ฉันรู้ ฉันคุยกับนายแค่คนเดียวเท่านั้น อ้อ! แล้วการเรียนของนายเป็นยังไงบ้าง?"
“ก็พอไหว”
“ดีแล้ว งั้นนายมาสอนฉันสิ ฉันลืมไปแทบจะหมดแล้วล่ะ” สำคัญคือ ลู่เซี่ยจบมัธยมปลายมานานเกินไป อะไรที่ควรรู้ก็ลืมไปหมดแล้ว
แม้จะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่โรงเรียนในยุคนี้ให้ความรู้น้อยเกินไป ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องทบทวนให้ดีอีกครั้ง
“ตกลง! ผมเองก็ไม่ได้รู้ไปซะทุกเรื่อง เอาเป็นว่าเรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆกันเถอะ” เจียงจวินโม่ตอบตกลงพร้อมกับรอยยิ้ม
บทที่ 117: ออกกำลังกายด้วยกัน
ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ ทุกเช้าที่ตื่นมา ลู่เซี่ยรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมไปทั่วร่าง
แต่ฟืนกลับกองอยู่ที่ลานบ้าน ด้วยกลัวว่าเจียงจวินโม่จะหนาว เธอจึงตัดสินใจออกไปขนฟืนเข้าห้องด้วยตัวเอง
บางทีก็อยากจะให้ร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิอันน้อยนิดได้เร็วขึ้น เธอจึงกระโดดอยู่สองสามที
ทันใดนั้นเอง เธอก็นึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อระยะนี้ไม่มีอะไรทำ ก็น่าจะฝึกการต่อสู้เพื่อเพิ่มฝีมือให้กับตัวเอง
ตั้งแต่ได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ พละกำลังของเธอก็เพิ่มขึ้นมาก ทั้งหลังจากได้ช่องว่างมิติมา เธอก็ยิ่งว่องไวขึ้น ในสถานการณ์อันตรายก็พอจะป้องกันตัวเองได้บ้าง
แต่ลู่เซี่ยกลับรู้สึกว่ามันยังไม่พอ หากตอนนี้ต้องรับมือกับคนธรรมดาหนึ่งหรือสองคนก็ยังไหว แต่หากเป็นคนที่มีฝีมือก็คงจะแย่
แม้จะไม่รู้ตัวเองว่าไปทำให้ใครขุ่นเคือง แต่ก็ต้องเตรียมพร้อมไว้บ้าง ยิ่งอยู่ในยุคสมัยนี้ ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย
ดังนั้น เธอจะต้องเพิ่มพละกำลังให้ตัวเองได้!
ขณะนั้นเอง เธอนึกถึงวิชามวยที่เคยฝึกในค่ายทหาร เมื่อตอนเรียนมหาวิทยาลัย
เธอจึงลองฝึกท่าทางอยู่ในลานบ้าน ปรากฎว่า… เธอลืมมันไปเกือบหมดแล้ว ทำท่าทางแปลกๆไม่เป็นท่า แย่ยิ่งกว่าเป็ดเดินเสียอีก
ลู่เซี่ยรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย “เฮ้อ! ดูท่าจะเพิ่มพละกำลังได้ยากกว่าที่คิดแฮะ”
“คุณกำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” เจียงจวินโม่ที่ไม่รู้ว่าเปิดประตูห้องออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ่ยถาม
“ฉันอยากลองฝึกฝนร่างกายดู แต่ไม่รู้จะฝึกยังไงดี”
ระหว่างที่เธอกำลังพูด เธอสังเกตเห็นว่าเจียงจวินโม่ดูท่าทางจะทนกับลมหนาวข้างนอกไม่ไหว จึงรีบเอ่ยปาก “ฉันไม่เป็นไรแล้ว นายรีบกลับเข้าห้องเถอะ”
ใครจะไปรู้ ไม่เพียงเจียงจวินโม่จะไม่ยอมเข้าห้อง แต่เขากลับเดินออกมายืนข้างๆ เธอพร้อมกับพูดขึ้น “ฝึกฝนร่างกายอย่างนั้นเหรอ? ผมรู้จักท่ากังฟูของทหารอยู่ชุดหนึ่ง คุณอยากลองเรียนรู้ดูไหม?”
“กังฟูของทหาร? นายรู้จักด้วยเหรอ?” ลู่เซี่ยมองร่างกายที่ดูบอบบางของเขาด้วยความสงสัย
เจียงจวินโม่ไม่ได้รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน เขาจึงหัวเราะออกมา
“อืม! ผมรู้จัก ตอนเด็กๆ ร่างกายของผมไม่ค่อยแข็งแรง คุณปู่เลยสอนท่าพวกนี้ให้ แต่ผมฝึกได้พักเดียวก็ต้องหยุด เพราะร่างกายรับไม่ไหว แต่ผมยังจำท่าทางได้นะ ถ้าคุณอยากเรียน ผมสอนให้ได้”
“จริงเหรอ? ฉันอยากเรียน!” ลู่เซี่ยดีใจมาก เธอรู้มาว่าคุณปู่ของเจียงจวินโม่เป็นทหารผ่านศึกมาก่อน ดังนั้นสิ่งที่เขาสอนต้องดีแน่ๆ
แต่เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอกลับลังเลขึ้นมา “ร่างกายของนายจะไหวเหรอ? ฉันคิดว่าเราเข้าไปฝึกกันในห้องดีกว่า”
“ไม่เป็นไร!” เจียงจวินโม่ส่ายหน้า
“ระยะนี้ร่างกายผมดีขึ้นเยอะเลย หลังจากนี้ผมจะลองออกกำลังกายเป็นเพื่อนคุณ เผื่อร่างกายจะได้แข็งแรงเร็วขึ้น”
“จริงเหรอ?” ลู่เซี่ยยังคงแสดงสีหน้าสงสัย
เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นจึงยิ้ม “วางใจเถอะ ผมจะสอนคุณเอง ถ้าไม่ไหวผมจะหยุด ผมไม่เอาตัวเองมาล้อเล่นหรอก”
“ตกลง!” ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น ลู่เซี่ยจึงพยักหน้าตกลง
จากนั้นจึงเริ่มฝึกกังฟูกับเจียงจวินโม่ ทีละเล็กทีละน้อย
การตั้งท่าของกังฟูนั้นไม่ได้ยากมากนัก ลู่เซี่ยเรียนไปสองรอบก็เข้าใจท่าทางคร่าวๆแล้ว หลังจากก็ค่อยๆฝึกไป ร่างกายก็เริ่มอุ่นขึ้น
เมื่อหันไปมองเจียงจวินโม่ เขาก็ยังยืนฝึกอยู่ที่เดิม ดูเหมือนจะไม่รู้สึกทรมานอะไร เธอจึงเบาใจขึ้นเยอะ
นอกจากเรื่องเรียนแล้ว กิจวัตรประจำวันในทุกๆเช้าของทั้งคู่จึงมีการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง
หลังผ่านการฝึกมาหลายวัน ลู่เซี่ยรู้สึกว่าร่างกายของเธอปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวเย็นได้มากขึ้น
ส่วนเจียงจวินโม่กลับคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะสามารถฝึกต่อไปได้ และรู้สึกว่าหลังจากฝึกเสร็จในแต่ละวัน เขาก็ไม่กลัวหนาวมากเท่าไหร่
เมื่อลู่เซี่ยรู้เข้า เธอจึงตั้งใจจะให้เขาฝึกต่อไป
บทที่ 118: ค่าขนม
ยิ่งลู่เซี่ยใช้ชีวิตอยู่กับเจียงจวินโม่มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพบว่าเขามีความสามารถมากขึ้นเท่านั้น
ในเรื่องเรียน สิ่งที่ลู่เซี่ยไม่รู้ เจียงจวินโม่กลับรู้ทั้งหมด ทั้งยังมีงานบ้านต่างๆ นอกจากทำอาหารแล้ว เขายังเย็บผ้าเป็นด้วย
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ลู่เซี่ยกำลังขนฟืน เสื้อผ้าของเธอไปเกี่ยวเข้ากับอะไรบางอย่างจนขาด และเธอก็ลืมมันไปแล้ว แต่พอหยิบมาใส่อีกครั้ง เธอก็เห็นว่าเขาเย็บให้เรียบร้อยแล้ว
ลู่เซี่ยมองดูฝีเข็มของเขา มันละเอียดกว่าของเธอมาก ได้ยินเขาบอกว่า พี่สาวของเขายังสอนให้เขาตัดเย็นเสื้อผ้าอีกด้วย เมื่อได้ยินแบบนั้น เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่า พี่สาวเลี้ยงเขามาแบบผู้หญิงหรือเปล่า ทำไมถึงได้เก่งเธอที่เป็นผู้หญิงแท้ๆเสียอีก
ลู่เซี่ยรู้สึกว่า เธอคงเจอขุมทรัพย์เข้าแล้ว!
ไม่กี่วันต่อมา ทั้งคู่ก็เข้าไปในตัวเมืองอีกครั้ง นอกจากจะไปซื้อเนื้อมาตุนไว้ที่บ้านแล้ว ก็แวะไปรับพัสดุที่ครอบครัวของเจียงจวินโม่ส่งมาให้ด้วย
เดิมทีลู่เซี่ยอาสาจะออกมาคนเดียว แต่เจียงจวินโม่กลับไม่ยอม ทั้งยังบอกว่าร่างกายเขาดีขึ้นมากแล้ว อยากออกไปเดินเล่นบ้าง
เธอจึงนึกได้ว่า หากปล่อยให้เขาอยู่เพียงในบ้านตลอดฤดูหนาว แบบนั้นก็น่าสงสารเกินไป ในเมื่อระยะนี้ร่างกายของเขาก็ดีขึ้นมากจริงๆ เธอจึงตัดสินใจให้เขาไปด้วย
โชคดีที่พัสดุครั้งนี้ไม่ใหญ่ หลังจากรับพัสดุซื้อของเสร็จ เจียงจวินโม่ก็ปั่นจักรยานกลับบ้านรวดเร็ว โดยมีลู่เซี่ยกอดของนั่งซ้อนท้าย
ทันทีที่ถึงบ้าน ทั้งคู่ก็เปิดพัสดุออก สิ่งแรกที่เห็นก็ยังคงเป็นจดหมาย คราวนี้ทั้งคู่อ่านจดหมายพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายเขียนว่า ลุงใหญ่ได้รับรูปถ่ายที่ทั้งคู่ส่งไปให้แล้ว ทุกคนในบ้านต่างก็พอใจในตัวลู่เซี่ยมาก
สุดท้ายแล้ว ลุงใหญ่ยังกำชับให้ทั้งคู่ใช้ชีวิตสามีภรรยาให้ดี หลังจากนั้นก็เป็นคำกำชับจากคนในครอบครัว
ส่วนพัสดุที่ส่งมา มีทั้งส่งยาและอาหารเสริมบำรุงร่างกายสำหรับเจียงจวินโม่ รวมถึงของใช้สำหรับฤดูหนาว ที่ทางบ้านได้เตรียมไว้ให้ทั้งคู่ เช่น หมวก ผ้าพันคอ ทั้งยังมีเงินอีกยี่สิบหยวน รวมถึงคูปองสินค้าต่างๆ
เจียงจวินโม่ส่งเงินและคูปองให้เธอโดยตรง “คุณเก็บไว้ให้ดีนะ”
ลู่เซี่ยรับมาแล้วนึกถึงเงินค่าขนมที่เขาเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าเธอไม่เคยให้เขาเลย ดังนั้นจึงหยิบธนบัตรใบใหญ่ส่งให้เขา “นี่เงินค่าขนมของนาย”
ใครจะรู้ว่าเจียงจวินโม่จะปฏิเสธทันที “ไม่ต้องให้ผมหรอก ผมไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ถ้าต้องการก็จะขอคุณเอง”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วหัวเราะ “นายก็ควรมีเงินติดตัวบ้างสิ นายทำงานบ้านทุกวันแบบนี้ ถ้าฉันไม่ให้ค่าแรงนายบ้างก็ดูไม่ดีนะ”
พูดจบ เธอนึกถึงคำพูดที่ได้ยินในตอนที่พวกเขาเจอกันครั้งแรก แล้วอดหัวเราะไม่ได้ “ฮ่าๆๆ…”
“เป็นอะไรไป?” เจียงจวินโม่ไม่เข้าใจว่าทำไม จู่ๆเธอถึงหัวเราะออกมาเสียง
ลู่เซี่ยเองก็ไม่คิดจะปิดบัง “นายจำได้ไหม ตอนที่เราเจอกันครั้งแรก?”
เจียงจวินโม่แสดงสีหน้าสงสัย “ตอนอยู่บนรถไฟล่ะมั้ง”
ลู่เซี่ยเลิกคิ้ว “ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ?”
“ตอนที่ผมเห็นคุณแวบแรกบนรถไฟ ผมรู้สึกคุ้นหน้า แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอกันที่ไหน”
ได้ยินแบบนั้น เธอจึงตอบโดยไม่ได้ “ถ้างั้น นายยังจำเรื่องที่เกิดขึ้นที่สวนสาธารณะเป่ยไห่ เมื่อสิบกว่าวันก่อนหน้านั้นได้ไหม?”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็ขมวดคิ้ว หลังจากนั้นเขาก็นึกเรื่องบางขึ้นมา “คุณคือผู้หญิงคนนั้นเหรอ?”
ลู่เซี่ยยิ้มและพยักหน้า “ใช่! ฉันคือผู้หญิงคนนั้น ที่บังเอิญได้ยินบทสนทนาการดูตัวของพวกนายไงล่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกเขินเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าลู่เซี่ยจะบังเอิญได้ยินคำพูดพวกนั้นเข้า เขาอ้าปากเหมือนจะกำลังอธิบาย แต่ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
ลู่เซี่ยสังเกตเห็นความประหม่าของเขา จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อน “ไม่ต้องกังวล ฉันไม่ได้ใส่ใจหรอกนะ ฉันแค่นึกขึ้นได้ ตอนนั้นนายคุยกับผู้หญิงคนนั้นว่า ต่อไปนายจะทำหน้าที่ดูแลบ้าน ซึ่งก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือครอบครัวแล้ว และให้เธอจ่ายเงินเดือนให้ นับว่าน่าสนใจดี คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะทำได้สำเร็จแล้ว”
เจียงจวินโม่รู้สึกเขินอายมากขึ้นหลังจากฟังจบ
“....คือ เรื่องมันไม่ใช่แบบนั้น”
ลู่เซี่ยรอคอยอย่างใจจดใจจ่อว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
บทที่ 119: เฉิงอวี้เจียวขาหัก
“จริงๆ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำงานที่ชนบท จึงไม่อยากไปดูตัว แต่ตอนนั้นป้าใหญ่ก็ได้นัดหมายกับอีกฝ่ายไว้แล้ว ผมจึงไม่อยากปฏิเสธ เลยพูดอะไรบางอย่างเพื่อให้เธอยกเลิกความคิดนั้นไป”
“นายเลยพูดแบบนั้นออกไปเหรอ?” ลู่เซี่ยอดขำไม่ได้
“ฮ่าๆๆ นายนี่ตลกจริงๆ นายอยากปฏิเสธถึงขนาดบอกกับเธอว่านายอยากเกาะผู้หญิง งั้นก็ไม่แปลกที่เธอจะโกรธจนวิ่งหนี”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกเขินอาย “จริงๆแล้วตอนนั้นก็ไม่เชิงโกหกซะทีเดียวหรอก ตอนนั้นร่างกายผมไม่ค่อยแข็งแรงจริงๆ ไม่สามารถออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ แต่หลังจากลงมาอยู่ชนบท ร่างกายผมก็ค่อยๆดีขึ้น”
ลู่เซี่ยรับรู้เรื่องนี้ดี จะว่าไปก็เป็นเพราะน้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ
เห็นเจียงจวินโม่หน้าแดงขนาดนั้น ลู่เซี่ยจึงไม่กล้าหัวเราะเยาะเขาต่อ ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงเอ่ยปากถาม “ฉันจำได้ว่า นายเคยบอกว่านายวาดรูปเป็นไม่ใช่หรอ?”
เจียงจวินโม่รู้ว่าเขาไม่ได้บอกเธอ แต่คงจะเป็นตอนที่ไปดูตัวแน่ๆ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่คิดจะปิดบัง
“ครับ ตอนเด็กๆ ผมไม่ทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงเลย ทางบ้านจึงหาอาจารย์วาดภาพมาคนหนึ่ง เพื่อให้ผมไปเรียนกับเขา”
พูดถึงตรงนี้ เจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจ “แต่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง”
เมื่อลู่เซี่ยได้ฟัง เธอก็รู้ได้ทันทีว่า ตอนนี้อาจารย์ของเขาคงไม่ค่อยดีนัก พูดจึงปลอบเพื่อให้เขาสบายใจ “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวมันก็ผ่านไป”
เจียงจวินโม่พยักหน้า “หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะ…”
เห็นเขายังเศร้าอยู่ ลู่เซี่ยจึงเปลี่ยนเรื่องคุย “ฉันยังไม่เคยเห็นนายวาดรูปเลยนะ มีโอกาสวาดให้ฉันสักรูปได้ไหม?”
เจียงจวินโม่ตอบกลับด้วยความดีใจ “ได้สิ ผมเอาสีและกระดาษมาด้วยนะ ถ้าไม่พอก็ให้ที่บ้านส่งมาให้ได้”
“ดีเลย!”
แต่วันนั้นลู่เซี่ยก็ยังไม่ได้เห็นเขาวาดรูปอยู่ดี
เพราะกู้เซี่ยงหนานวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่า เฉิงอวี้เจียวพลาดท่าขาหักโดยไม่ทราบสาเหตุ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาล เขาเลยจะมาขอยืมจักรยาน
ลู่เซี่ยรีบเข็นจักรยานออกมาให้ด้วยตกใจ เธอปฏิเสธเงินที่เขาจะให้ ด้วยเพราะเห็นเขาร้อนรน เธอจึงไม่ได้ถามว่าพลาดท่าได้ยังไง เพียงแค่บอก “ที่บอกว่าให้เช่าจักรยานน่ะ แค่หาข้ออ้างปฏิเสธคนในหมู่บ้านก็เท่านั้น หากนายมีธุระด่วนก็เอาไปใช้ก่อนเถอะ ไม่ต้องเช่าหรอก แต่การใช้จักรยานมันจะสะดวกเหรอ? เฉิงจือชิงขยับขาได้ไหม?”
กู้เซี่ยงหนานได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ เขาไม่ได้คะยั้นคะยอให้มากความ ก่อนจะยื่นมือไปรับเงินคืนพลางอธิบายให้ลูเซี่ยฟัง “บังเอิญว่าเกวียนของหมู่บ้านมีคนยืมไปแล้ว และไม่รู้ว่าจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ ส่วนเรื่องของอวี้เจียวก็รอไม่ได้ จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ไปก่อน!”
ลู่เซี่ยชะงักไปครู่ นี่มันบังเอิญเกินไปแล้ว “งั้นนายก็รีบไปเถอะ ระวังด้วยนะ หากมีอะไรให้ช่วยก็มาหาฉันได้ตลอด”
“ตกลง ผมรู้แล้ว” หลังจากนั้นกู้เซี่ยงหนานก็กล่าวขอบคุณอีกครั้ง ก่อนจะเข็นจักรยานออกไป
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ต่างมองหน้ากัน
ลู่เซี่ยรู้สึกแปลกใจที่เฉิงอวี้เจียวขาหักอย่างกะทันหัน พลันคิดถึงเรื่องที่เธอมักจะทะเลาะกับซูม่านในระยะนี้ หรือเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับซูม่านกันนะ?
คิดได้แบบนั้น ลู่เซี่ยจึงตัดสินใจไปดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในที่พักของปัญญาชน
หลังจากกลับเข้าไปในห้องเพื่อเปลี่ยนเป็นเสื้อนวมผ้าฝ้ายหนาๆ เมื่อเธอกลับออกมา ก็พบว่าเจียงจวินโม่รอเธออยู่ที่ประตูบ้าน “สวมหมวกไปด้วยนะ ข้างนอกอากาศเริ่มหนาว”
ทางบ้านของเจียงจวินโม่เพิ่งส่งหมวกใบนี้มา เป็นหมวกปิดหูสีเขียวลายทหาร ดูแล้วน่าจะให้ความอบอุ่นได้มาก แต่หมวกแบบนี้ ไม่ใช่ว่าควรจะสวมในช่วงฤดูหนาวหรอกเหรอ? สวมตอนนี้ยังเร็วไปหน่อยไหม?
แม้จะคิดแบบนั้น แต่เมื่อเห็นว่าเขายืนกราน ลู่เซี่ยจึงต้องสวมมัน
“นายจะไปไหม?”
“ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณ” เจียงจวินโม่ก็เปลี่ยนเป็นเสื้อหนาๆแล้วเช่นกัน
“งั้นนายก็สวมหมวกด้วยกันสิ”
“อืม”
บทที่ 120: ซูม่านไม่อยู่พอดี
หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็พากันเดินไปยังที่พักของปัญญาชน เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเฉิงอวี้เจียวกำลังนั่งร้องโหยหวนอยู่บนเบาะหลังของจักรยาน
ตอนนี้บนเบาะหลังมีแผ่นไม้ยาวๆวางอยู่ หลังจากเฉิงอวี้เจียวนั่งลง ขาของเธอก็วางพาดอยู่บนแผ่นไม้นั้น พอที่จะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บซ้ำสองได้ แต่การขี่จักรยานไปแบบนี้คงจะลำบากน่าดู ดังนั้น กู้เซี่ยงหนานจึงต้องเข็นรถไป
ด้านหลังมีซุนเสิ้งหนานคอยประคองเฉิงอวี้เจียวไว้ ส่วนจ้าวหัวก็ตามไปเพื่อรอสลับกับกู้เซี่ยงหนานในการเข็นรถ
ส่วนคนอื่นๆไม่มีใครตั้งใจจะไปด้วย เพราะเฉิงอวี้เจียวนิสัยไม่ดี หากไม่นับซุนเสิ้งหนานที่คอยประคองเธอในตอนนี้ นอกจากนั้นก็ไม่มีใครอยากไปดูแลเธอเลย น่าเศร้าจริงๆ
แต่ลู่เซี่ยยังรู้สึกสงสัย เธอจึงถามเสิ่นชิงชิงทันทีที่เจอ “ทำไมพวกเขาไม่ไปสถานีอนามัยก่อนล่ะ?”
หากให้หมอที่สถานีอนามัยช่วยดามให้ก่อนก็น่าจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ?
เสิ่นชิงชิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบ “วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่สถานีอนามัยเลย ได้ยินว่าระยะนี้ โรงพยาบาลประจำอำเภอจัดให้หมอจากทุกหมู่บ้านไปอบรม ดังนั้นหมอเลยพากันไปเรียนที่อำเภอจนหมด ส่วนลูกมือที่เหลืออยู่ก็ใช้เกวียนเข้าไปเอายาในตัวเมือง”
ลู่เซี่ยอึ้งไป โอ้! ที่แท้เกวียนก็ถูกยืมไปแบบนี้นี่เอง
ได้แต่บอกว่า… เฉิงอวี้เจียวช่างโชคร้ายจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยจึงกวาดสายตามองหาร่างของซูม่าน แต่กลับพบว่าเธอไม่อยู่ที่นี่ ทำให้ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหันมาถามเสิ่นชิงชิงอีกครั้ง “ว่าแต่ เฉิงจือชิงนี่ขาหักได้ยังไงกัน?”
เสิ่นชิงชิงได้ยินเธอถามเรื่องนี้ สีหน้าของเด็กสาวก็เผยความรู้สึกยากจะอธิบายออกมา
“ระยะนี้ ซูจือชิงมักจะนำไก่ป่าหรือกระต่ายป่ากลับมาให้ทุกคนในที่พักกินกันทุกๆสองสามวัน เพื่อปรับปรุงอาหารการกินให้ดีขึ้น เห็นแบบนั้นเฉิงจือชิงจึงคิดว่ามันคงหาง่าย เช้าวันนี้เลยเข้าป่าไปพร้อมกับจวงจือชิง
แต่ไม่รู้ว่าเธอล้มได้อย่างไร รู้แค่จวงจือชิงวิ่งกลับมาบอกว่าเฉิงจือชิงล้ม ตอนที่พวกเราเข้าไปในป่า ก็พบว่าเธอคงจะกลิ้งลงมาจากเนินเขา ทำให้ขาไปกระแทกเข้ากับก้อนหิน และตามตัวก็เต็มไปด้วยรอยถลอก อาการจึงค่อนข้างรุนแรง”
ลู่เซี่ยฟังเรื่องราวก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน
เมื่อมองไปที่จวงหงเหมย ก็พบว่าเธอกำลังยืนดูเรื่องวุ่นวายอยู่ในลานบ้าน ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็ไม่อยากถามอะไรเธอ ก่อนจะแกล้งถามขึ้นมาลอยๆ
“แล้วซูจือชิงล่ะ?”
เสิ่นชิงชิงตอบโดยไม่อ้อมค้อม “ซูจือชิงเข้าไปในตัวอำเภอ บอกว่าในช่วงฤดูหนาวไม่มีอะไรทำ เลยตั้งใจจะไปซื้อหนังสือกลับมาเรียน”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกสะดุดใจ สมแล้วกับการเป็นนางเอกที่รู้แนวโน้มการพัฒนา เริ่มเตรียมตัวเรียนเร็วขนาดนี้
“ไม่คิดว่าซูจือชิงจะเป็นคนรักการเรียนรู้”
ทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เรื่องวุ่นวายก็ดูจบแล้ว ลู่เซี่ยคุยกับปัญญาชนฝ่ายหญิงอีกสองสามประโยค ก่อนจะลากลับบ้านไปกับเจียงจวินโม่
แม้เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวกับซูม่าน แต่ลู่เซี่ยกลับรู้สึกอย่างไร้เหตุผลว่าต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่ๆ เพราะมันช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน เมื่อเธอไม่อยู่ และมีเรื่องเกิดขึ้นกับเฉิงอวี้เจียวพอดี นี่มันเป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดไม่ใช่เหรอ?
แต่อาจจะเป็นไปได้ว่านี่คือผลจากพลังของนางเอก เพราะตามนิยายต้นฉบับ ไม่ว่าใครก็ตามที่ขัดขวางนางเอก ล้วนต้องโชคร้ายทั้งนั้น
แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเป็นอย่างไรกันแน่? ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเธออยู่ดี
เธอกับเจียงจวินโม่ก็แค่คนมาดูเรื่องสนุก ดูเสร็จแล้วก็กลับไป
หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจียงจวินโม่หยิบกระดาษและพู่กันออกมา ด้วยเขาตั้งใจจะเขียนจดหมายถึงครอบครัว
แต่คราวนี้เขาลังเลอยู่เล็กน้อย ลู่เซี่ยเห็นเขายกพู่กันขึ้นหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเขียน
“เป็นอะไรไป? มีอะไรอยากพูดแต่พูดไม่ออกเหรอ?” ลู่เซี่ยถามเขาทันที หลังจากเห็นเท่าทางแบบนั้น
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ว่าพูดไม่ออก แค่ลังเลว่าควรเขียนดีไหม?”
“อ้อ! เรื่องอะไรเหรอ? บอกได้ไหม?”
เจียงจวินโม่พยักหน้า “ไม่มีอะไรที่บอกไม่ได้หรอก แค่คราวนี้ทางบ้านส่งยามาให้ผมเยอะเกินไป แต่ผมรู้สึกว่าปีนี้ร่างกายของผมดีขึ้นกว่าปีก่อนๆมาก หากจะไม่กินยาพวกนี้ก็ยังได้ ผมเลยอยากบอกให้พวกเขาเลิกส่งยามาให้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าหากไม่กินยาในตอนนี้ ร่างกายของผมจะแย่ลงหรือเปล่า ผมจึงลังเลอยู่นิดหน่อย”
จบตอน
Comments
Post a Comment