countryside ep121-140

บทที่ 121: ส่งของจากภูเขาไปให้ครอบครัวเจียง

   

   ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากฟังจบ “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้นายไม่ได้ทานยามานานแค่ไหนแล้ว? ก่อนหน้านี้ทานเฉพาะตอนที่รู้สึกแย่ หรือทานเป็นเวลา?”


   “ก่อนลงมาอยู่ชนบท ผมก็ทานเป็นเวลา ทานหนึ่งวันเว้นสองวัน หลังจากลงมาอยู่ชนบทใหม่ๆ ร่างกายของผมค่อนข้างแย่ ผมจึงต้องทานทุกวัน พอหลังๆ ร่างกายดีขึ้นหน่อย บวกกับยาที่เอามาก็มีเหลือไม่มาก ผมจึงเปลี่ยนมาทานเฉพาะตอนที่ป่วย”


   ลู่เซี่ยพยักหน้าอีกครั้งหลังจากฟังจบ “ถ้าอย่างนั้น ครั้งสุดท้ายที่นายทานยาคือเมื่อไหร่?”


   เจียงจวินโม่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเขาไม่ได้ทานยาอีกเลยตั้งแต่แต่งงาน และร่างกายของเขาก็ไม่ได้ป่วย นอกจากจะขี้หนาวนิดหน่อย


   จากนั้นก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที “นานขนาดนั้นแล้วเหรอ? ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมหยุดยาได้แล้วใช่ไหม?”


   ลู่เซี่ยยิ้ม “ยาทุกอย่างล้วนมีพิษ ทานมากเกินไปก็ไม่ดีต่อร่างกาย อีกอย่าง นายก็บอกเองว่าตอนนี้ร่างกายของนายดีขึ้นมาก ฉันคิดว่า หลังจากนี้หากนายไม่อยากทานก็ไม่ต้องทานแล้ว ที่สำคัญ ครั้งนี้ที่บ้านก็ส่งยามาเยอะแยะ หากป่วยขึ้นมาอีกครั้งก็ยังมียา!”


   “ถูกแล้ว เป็นแบบนั้นแหละ ตอนนี้ผมรู้สึกว่าร่างกายของผมไม่ได้ต้องการยาอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็ออกกำลังกายตอนเช้าได้ทุกวันแล้ว”


   ดวงตาของเจียงจวินโม่เป็นประกาย ไม่มีความกังวลอีกต่อไป


   “ผมจะเขียนจดหมายบอกพวกเขาว่า หลังจากนี้ไม่ต้องส่งยามาแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ร่างกายของผมอาจจะหายดีในสักวัน”


   เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ เจียงจวินโม่ก็ยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าการลงมาอยู่ชนบทของผมครั้งนี้จะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”


   ได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ได้ยิ้มและส่ายหน้า หากไม่มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ของเธอ เขายังจะมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้


   แต่เมื่อมองเจียงจวินโม่ที่กำลังเขียนจดหมายถึงครอบครัวด้วยความตื่นเต้น ลู่เซี่ยก็ได้แต่ส่ายหัวและยิ้มโดยไม่พูดอะไรออกมา


   “จริงสิ ช่วยฝากความคิดถึงจากฉันไปถึงครอบครัวนายด้วยนะ พวกเขาส่งของมาให้พวกเรามากมายขนาดนี้ ปีนี้พวกเราไม่ได้เตรียมอะไรเลย รอให้ถึงต้นปีหน้า ไว้พวกเราหาของป่าเยอะๆ แล้วส่งไปให้พวกเขาลองชิมกัน”


   “ได้สิ!” เจียงจวินโม่ตอบรับด้วยดวงตาเป็นประกาย ดูเหมือนว่าจะมีความสุขมากขึ้นไปอีก


   ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อพูดถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกลังเลขึ้นมา “หรือปีนี้พวกเราจะซื้อของส่งไปให้พวกเขาก่อนดี ในหมู่บ้านน่าจะมีอยู่ไม่น้อย พวกเราคงจะพอหาซื้อได้บ้าง”


   เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นก็มองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ดี ผมฟังคุณทุกอย่าง”


   ลู่เซี่ยถูกเขามองจนหน้าแดงก่ำ “ตกลง งั้นนายอย่าเพิ่งรีบส่งจดหมายนะ พรุ่งนี้ฉันจะไปถามในหมู่บ้านดูว่าพอจะหาซื้อได้ไหม?”


   “ตกลง ผมรู้แล้ว”


   ทุกบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีของป่าติดบ้าน เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะเก็บมาตากแห้งเอาไว้กินช่วงฤดูหนาว ลู่เซี่ยค่อนข้างสนิทสนมกับคนในหมู่บ้านเป็นทุนเดิม เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น เธอก็ไปหาซื้อตามบ้านต่างๆ จนได้มาไม่น้อย


   เธอและเจียงจวินโม่เก็บบางส่วนไว้กินเองนิดหน่อย ส่วนที่เหลือก็เตรียมส่งกลับไปให้ครอบครัว


   แม้มันจะไม่มีมูลค่ามากมาย แต่ก็ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆของทั้งคู่ ไม่อย่างนั้นทั้งคู่คงจะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเป็นฝ่ายรับของที่ส่งมาจากทางบ้านอยู่ฝ่ายเดียว


   วันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ก็นำของป่าที่เตรียมเอาไว้ไปส่งในตัวเมือง


   ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งคู่ก็ได้พบกับจ้าวหัวที่เพิ่งกลับมาจากในตัวเมืองพอดี


   ตอนนี้เขาขี่จักรยานของลู่เซี่ยกลับมา เมื่อเห็นทั้งคู่ เขาจึงหยุดรถแล้วถือโอกาสคืนให้เสียในตอนนั้น พร้อมกับเล่าเรื่องราวที่เขาเพิ่งเจอมาให้ฟัง


   ปรากฎว่า หลังจากที่เขาช่วยกันพาเฉิงอวี้เจียวเข้าไปส่งในตัวเมืองอย่างยากลำบาก บังเอิญตอนนั้นคลินิกในตัวเมืองกำลังจัดอบรมให้กับหมออยู่พอดี


   หมอจึงสละเวลามาดูอาการของเธอ แต่กลับพบว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของเธอค่อนข้างรุนแรง กระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ สุดท้ายต้องส่งตัวไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ


   ดังนั้นหลังจากทำการดามขาของเฉิงอวี้เจียวแบบง่ายๆแล้ว พวกเขาจึงรีบพาเธอไปส่งที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ



บทที่ 122: เรื่องเล่าของจ้าวหัว



   แต่ตอนนั้นไม่มีรถโดยสาร ดังนั้นกู้เซี่ยงหนานจึงสอบถามข้อมูลและจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อให้สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรยอมส่งรถแทรกเตอร์มารับพวกเขาไปที่อำเภอ


   หลังจากที่ทุกคนมาถึงอำเภอด้วยความยากลำบาก เมื่อลงจากรถแทรกเตอร์ เฉิงอวี้เจียวก็ร้องเพราะความเจ็บจนเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว


   โชคดีที่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก็สามารถส่งตัวเข้าผ่าตัดได้ทันที


   แต่หลังจากการผ่าตัดก็ยังมีเรื่องต้องจัดการอีกมากมาย เขาและกู้เซี่ยงหนานเป็นผู้ชายสองคนจึงไม่สามารถดูแลได้ ต้องให้ซุนเสิ้งหนานมาช่วย


   แต่เฉิงอวี้เจียวเป็นคนอารมณ์ไม่ดี เมื่อได้รับบาดเจ็บในคราวนี้ อารมณ์ของเธอก็ยิ่งแย่ลงไปอีก ตะโกนโวยวายทั้งวัน ทำให้ซุนเสิ้งหนานทนไม่ไหว


   การที่ซุนเสิ้งหนานมาดูแล เพราะเธอเป็นหัวหน้าปัญญาชน่ายหญิง แต่ตอนนี้เธอกลับกลายเป็นเหมือนคนรับใช้ ทำให้เธอไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ จึงไปหากู้เซี่ยงหนานและให้เขาดูแลเฉิงอวี้เจียวด้วยตัวเอง


   แต่กู้เซี่ยงหนานเป็นผู้ชาย ไม่สามารถดูแลเฉิงอวี้เจียวได้เลย สุดท้ายก็ต้องขอโทษซุนเสิ้งหนาน และตำหนิเฉิงอวี้เจียว กระทั่งซุนเสิ้งหนานยอมช่วยดูแลให้อีกสองสามวัน ระหว่างที่เขาหาพยาบาลมาดูแลแทน


   ซุนเสิ้งหนานได้แต่ยอมรับอย่างไม่เต็มใจ


   ทางด้านจ้าวหัว หลังจากวุ่นวายอยู่สองวัน เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรแล้ว เขาก็รีบกลับมาทำจดหมายแนะนำตัวเพิ่มเติม


   ถูกแล้ว! ในยุคนี้… การออกไปข้างนอกหรือทำธุระอะไรก็ต้องมีจดหมายแนะนำตัว


   โดยปกติแล้ว พวกเขาไปกลับอำเภอภายในวันเดียวกัน หากไม่ได้ทำธุระอะไรก็ไม่จำเป็นต้องใช้ หรือจะพูดให้ถูกคือ เพราะไม่มีใครตรวจสอบเลยขี้เกียจทำ แต่หากโชคไม่ดีเจอคนตรวจสอบก็ต้องมีจดหมายแนะนำตัว แต่โอกาสที่จะโดนตรวจสอบนั้นมีน้อยมาก เพราะคนในหมู่บ้านก็ทำแบบนี้กันหมด


   แต่หากต้องทำธุระ เช่น พักค้างคืน ซื้อคูปอง หรือเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก็ต้องมีจดหมายแนะนำตัว


   วันนั้นพวกเขารีบออกไป เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็พบว่าไม่มีจดหมายแนะนำตัว ทางโรงพยาบาลจึงปฏิเสธการเข้ารับการรักษา แต่โชคดีที่กู้เซี่ยงหนานบังเอิญเจอคนรู้จัก ดูเหมือนจะเป็นผู้นำอำเภอ เขาจึงช่วยรับรองให้ เฉิงอวี้เจียวจึงเข้ารับการรักษาได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องนำจดหมายแนะนำตัวมาส่งในภายหลัง


   ดังนั้นจ้าวหัวจึงกลับมาเพื่อขอให้ผู้นำหมู่บ้านออกจดหมายแนะนำตัวย้อนหลังให้


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกสะเทือนใจ และยิ่งเห็นใจซุนเสิ้งหนานมากขึ้นไปอีก การเป็นหัวหน้าปัญญาชนฝ่ายหญิงช่างไม่ง่ายเลย


   แต่ลู่เซี่ยก็คิดว่า กู้เซี่ยงหนานคงไม่ปล่อยให้ซุนเสิ้งหนานลำบากฟรีๆหรอก


   บาดเจ็บถึงกระดูกจำเป็นต้องพักฟื้นถึงร้อยวัน การที่เฉิงอวี้เจียวเจ็บตัวในคราวนี้ เธอคงสงบเสงี่ยมไปได้สักพัก


   ซุนเสิ้งหนานดูแลเฉิงอวี้เจียวที่โรงพยาบาลอีกสามวันก็กลับมายังที่พักของปัญญาชน ถึงตอนนั้นลู่เซี่ยจึงได้ไปถามเรื่องราว ได้ยินว่า ในที่สุดกู้เซี่ยงหนานก็หาพยาบาลมาช่วยดูแลเธอได้


   แต่เมื่อได้เห็นสภาพซุนเสิ้งหนานที่เหนื่อยล้า ลู่เซี่ยก็รู้ได้ทันทีว่าสองสามวันที่ผ่านมา เธอคงจะถูกเฉิงอวี้เจียวรังแกไม่น้อย


   จู่ๆ ลู่เซี่ยก็รู้สึกสงสารซุนเสิ้งหนานขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ


   เฉิงอวี้เจียวยังต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลอีกระยะหนึ่ง โดยมีกู้เซี่ยงหนานคอยช่วยเหลือพยาบาลที่ดูแลเธออีกแรง ทำให้บรรยาากาศในที่พักของปัญญาชนระยะนี้ดีขึ้นไม่น้อย หากไม่นับรวมซูม่านที่คอยแต่จะทำหน้าบึ้งตึง


   ลู่เซี่ยเองก็แวะไปนั่งเล่นบ้างเป็นครั้งคราว


   จากนั้นก็ได้ยินข่าวที่ว่า หมู่บ้านจะมีการจัดประชุมรำลึกความหลังขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่วันนี้ ซึ่งเป็นกิจกรรมประจำหมู่บ้านที่จัดขึ้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี สถานที่จัดงานคือโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน


   เดิมทีลู่เซี่ยแค่อยากรู้ว่าในกิจกรรมทำอะไรกันบ้าง แต่ไม่คิดว่าไปเข้าร่วมเพียงครั้งเดียวก็รู้สึกเบื่อเหลือเกิน ก็แค่ผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในหมู่บ้านผลัดกันพูดไม่กี่ประโยค แล้วพากันอ่านหนังสือแดง จากนั้นคนในหมู่บ้านก็รำลึกถึงชีวิตในอดีตที่ยากลำบาก ก่อนจะจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างอิสระ


   ดูเหมือนคนในหมู่บ้านจะคุ้นเคยกับเรื่องนี้มานานแล้ว พวกเขายังนำเมล็ดแตงโมมาเองอีกด้วย พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ทำให้ลู่เซี่ยและเจีงจวินโม่ถึงกับพูดไม่ออก


   หลังจากที่งานจบลง ขณะที่ลู่เซี่ยและเจีงจวินโม่เดินออกมา ทั้งคู่ก็ได้พบกับเฉินเอ้อร์และจวงหงเหมยที่เดินไปด้วยกัน


   เรื่องที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว


   ในตอนแรกคนในหมู่บ้านต่างพากันไม่เชื่อ แต่ต่อมาก็ได้รับรู้ว่าเป็นเรื่องจริง


   ส่วนใหญ่ก็รู้สึกเหมือนกับลู่เซี่ย รู้สึกว่าพูดอะไรไม่ถูก...



บทที่ 123: ข่าวที่เฉินเอ้อร์นำมา



   อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มในหมู่บ้านหลายต่อหลายคนต่างอิจฉาเฉินเอ้อร์ ที่เขาสามารถเอาชนะใจปัญญาชนหญิงอย่างจวงหงเหมยได้ แม้นิสัยของเธอจะไม่ค่อยเป็นที่รักใคร่นัก แต่เธอก็เป็นปัญญาชนจากในเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดีกว่าหญิงสาวในหมู่บ้านอย่างแน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปถูกใจเฉินเอ้อร์ได้อย่างไร


   หากจะพูดกันตามตรง ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ไม่กี่วันต่อมาก็ได้ยินว่าทั้งคู่กำลังวางแผนที่จะแต่งงานกัน และครอบครัวเฉินยังเตรียมสินสอดไว้ให้จวงหงเหมยอีกมากมาย


   ครั้งหนึ่ง ลู่เซี่ยไปยังที่พักของเหล่าปัญญาชน และได้เห็นจวงหงเหมยกำลังยิ้มแย้มแจ่มใส แต่เมื่อเธอหันมาเจอเข้ากับลู่เซี่ย เธอก็เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พร้อมทั้งมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับว่าเธอกำลังจะได้แต่งงานกับเศรษฐีหนุ่มรูปงาม...


   ลู่เซี่ยได้แต่ปลงอยู่ในใจ ก่อนจะแสร้งมองไม่เห็น


   ก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกัน เฉินเอ้อร์ก็มาพบลู่เซี่ยเพื่อบอกเรื่องนี้กับเธอเป็นการส่วนตัว


   ลู่เซี่ยไม่ได้ปฏิเสธ ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นปัญญาชนเหมือนกัน คนภายนอกไม่รู้ว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีหรือไม่ แต่หากเธอไม่เข้าร่วมงาน พวกเขาก็ต้องนินทาว่าพวกเธอมีปัญญากันแน่นอน


   “ยินดีล่วงหน้าด้วยนะ ขอให้มีความสุขกับการแต่งงาน ฉันไปร่วมงานแน่นอน”


   “ฮิๆ ขอบคุณคุณลู่”


   เฉินเอ้อร์ยิ้มอย่างมีความสุข


   จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องหนึ่งให้เธอฟัง “ได้ยินมาว่า สือชุนเยี่ยน กำลังจะไปเป็นครูที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน”


   ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ ก่อนหน้านี้เธอได้ยินมาว่าสือชุนเยี่ยนจะไปเป็นครูที่โรงเรียนประถมในเมือง แต่หลังจากเกิดเรื่องเจียงจวินโม่ตกแม่น้ำ เธอก็อยู่แต่ในบ้านและไม่ได้ไปเป็นครู ลู่เซี่ยคิดว่าเรื่องนี้คงจบไปแล้ว ไม่คิดว่าจะได้ยินเรื่องของเธออีก


   เมื่อได้ฟังเฉินเอ้อร์เล่าจนจบ เธอถึงรู้ว่า แม้ตอนนั้นผู้นำหมู่บ้านจะออกหน้าห้ามไม่ให้ใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป แต่ทุกครอบครัวก็มีญาติพี่น้อง เรื่องนี้จึงแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว จนเรื่องรู้ถึงโรงเรียนประถมในเมือง ด้วยทางโรงเรียนก็กลัวว่าชื่อเสียงของเธอจะส่งผลเสีย จึงปฏิเสธการรับเข้าสอน


   เท่ากับว่าเงินก้อนใหญ่ที่เหรัญญิกจ่ายไปเพื่อเส้นสายก็สูญเปล่า แน่นอนว่าเขาโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทางโรงเรียนได้รับครูคนอื่นเข้าไปแทนแล้ว จึงต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไปโดยปริยาย


   ไม่คิดว่าไม่กี่วันนี้ ครูคนหนึ่งของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านจะตั้งครรภ์ แม้จะเพิ่งตรวจเจอ แต่ร่างกายของเธอกลับแย่มาก ไม่สามารถทนได้ไหวจนถึงสิ้นเทอมนี้ จึงต้องหาคนมาสอนแทนชั่วคราว


   เรื่องนี้ยังไม่ทันแพร่ออกไป แต่เหรัญญิกก็แนะนำลูกสาวของตัวเองทันที พวกผู้ที่มีตำแหน่งในหมู่บ้าน ต่างลงความเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีการศึกษาสูงที่สุดในหมู่บ้าน จึงตอบตกลง ดังนั้นอีกไม่กี่วันสือชุนเยี่ยนก็จะไปทำงานที่โรงเรียนประถมของหมู่บ้าน


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกหนาวใจ นับว่าสือชุนเยี่ยนมีการศึกษาสูงสุดในหมู่บ้านแล้วเหรอ? แล้วพวกปัญญาชนอย่างพวกเขาล่ะ?


   ก่อนหน้านี้บอกว่าจะปฏิบัติกับปัญญาชนเหมือนคนในหมู่บ้าน ไม่คิดว่าตอนนี้จะกีดกันปัญญาชนออกไปอีก ได้ฟังก็ยิ่งทำให้โกรธมากขึ้นไปอีก


   จึงพูดกับเฉินเอ้อร์ “ฉันรู้เรื่องนี้แล้ว ขอบคุณที่บอกฉันนะ”


   เฉินเอ้อร์รู้สึกเขินเมื่อได้รับคำขอบคุณอย่างจริงจังแบบนั้น “เอ่อ ไม่เป็นไรหรอก ถึงผมไม่บอก ลู่จือชิงก็คงรู้เร็วๆนี้อยู่แล้ว”


   แต่ตอนนั้นบางทีโรงเรียนประถมของหมู่บ้านอาจจะตัดสินใจรับสือชุนเยี่ยนเป็นครูอย่างแน่นอนแล้วก็ได้


   ลู่เซี่ยพยักหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ


   หลังจากเฉินเอ้อร์กลับไปแล้ว เมื่อกลับเข้าไปในบ้าน สีหน้าของเธอก็ไม่สู้ดีนัก


   เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “เป็นอะไรรึเปล่า?”


   ลู่เซี่ยถอนหายใจ แล้วเล่าเรื่องที่เฉินเอ้อร์เพิ่งพูดไปให้ฟัง


   “ชาวบ้านพวกนี้ก็แบบนี้แหละ พูดอย่างทำอย่าง พอเกี่ยวกับผลประโยชน์ตัวเองก็ลืมเรื่องที่เคยพูดไปจนหมด”


   สีหน้าของเจียงจวินโม่ก็ไม่สู้ดีนักหลังจากที่ฟังจบ เขาเองก็ไม่ได้ชอบสือชุนเยี่ยนอยู่แล้ว


   “เรื่องนี้... บอกคนอื่นก่อนดีกว่า พวกเราสองคนไม่ได้สนใจเรื่องจะเป็นครูอยู่แล้ว แต่คนอื่นไม่เหมือนกัน”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “ใช่ เรื่องนี้ต้องบอกคนอื่น แล้วค่อยมาปรึกษากันต่อว่าจะทำอย่างไรดี”


   พูดจบ เธอก็อยู่เฉยไม่ได้ รีบสวมเสื้อผ้าแล้วออกไปยังที่พักของปัญญาชนพร้อมเจียงจวินโม่



บทที่ 124: แจ้งให้ปัญญาชนทั้งหลายทราบ



   อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ แม้แต่ซูม่านก็แทบไม่ได้ออกไปไหน ในที่พักของปัญญาชนฝ่ายหญิงตอนนี้ เฉิงอวี้เจียวไม่อยู่ จวงหงเหมยกำลังจัดของ ซูม่านกำลังเรียนหนังสือ ส่วนปัญญาชนรุ่นเก่ากำลังรวมตัวกันติดกล่องไม้ขีด


   เมื่อเห็นลู่เซี่ยมาถึง ซุนเสิ้งหนานก็ยิ้มรับ “อากาศหนาวขนาดนี้ เธอคิดยังไงถึงมาที่นี่ได้?”


   ลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างไม่อ้อมค้อม “ฉันได้ยินข่าวมา เลยรีบมาบอกพวกเธอน่ะ!”


   “อ้อ? ข่าวอะไรเหรอ?”


   “ฉันเพิ่งได้ยินมาว่า มีครูคนหนึ่งของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านตั้งครรภ์ เธอจึงทำงานไม่ได้ พวกเขาเลยตั้งใจจะหาครูคนใหม่มาแทน และทางหมู่บ้านได้ตัดสินใจเลือกสือชุนเยี่ยน”


   หลังจากลู่เซี่ยพูดจบ ทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียวกัน แม้แต่ซูม่านก็วางหนังสือลง


   จวงหงเหมยที่กำลังจัดของอยู่ข้างๆ ถึงกับตาโตด้วยความตกใจ “เธอน่ะนะ คู่ควรจะเป็นครูเหรอ?”


   เธอคิดว่าเธอเองกำลังจะแต่งงานเข้าบ้านในหมู่บ้านแล้ว หากในอนาคตมีโอกาสดีๆก็น่าจะเป็นคิวของเธอ ไม่คิดเลยว่าก่อนจะแต่งงาน งานดีๆแบบนี้ก็ตกเป็นของสือชุนเยี่ยนซะแล้ว


   ลู่เซี่ยไม่ได้มองเธอ แต่กลับพูดกับทุกคนต่อไป “ได้ยินทางหมู่บ้านบอกว่า สือชุนเยี่ยนมีการศึกษาสูงที่สุดในหมู่บ้านตอนนี้ ทุกคนจึงตัดสินใจเลือกเธอ"


   เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนั้น สีหน้าของเหล่าปัญญาชนก็ไม่สู้ดีนัก ด้วยเพราะพวกเธอมีกันตั้งหลายคน มีใครบ้างที่ไม่ได้เรียนจบระดับมัธยมปลาย เว้นแต่เสิ่นชิงชิงที่อายุยังน้อย


   สือชุนเยี่ยนน่ะหรือ? ไม่ต้องพูดถึงนิสัยใจคอหรอก แค่เรื่องการศึกษาก็ไม่สามารถเทียบพวกเธอได้แล้ว ทำไมถึงได้งานดีๆแบบนี้ล่ะ?


   ลู่เซี่ยเห็นสีหน้าของทุกคนก็ถอนหายใจ “ไม่ปิดบังพวกเธอหรอกนะ ฉันกับเจียงจือชิงน่ะ ไม่ชอบสือชุนเยี่ยนคนนั้นจริงๆ ไม่อยากให้เธอได้งานดีๆแบบนี้เลย ทำไมกันล่ะ ครั้งก่อนทางหมู่บ้านยังบอกว่าจะปฏิบัติกับพวกเราอย่างเท่าเทียม ผลสุดท้ายกลับกีดกันพวกเราออกไปแบบนี้ นี่มันไม่เรียกว่าผิดคำพูดหรอ?”


   ซุนเสิ้งหนานก็เข้าใจความหมายของเธอ ลู่เซี่ยพูดออกมาตรงๆเลยว่าเธอไม่ชอบสือชุนเยี่ยน แม้การที่เธอมาบอกเรื่องนี้กับทุกคนจะมีจุดประสงค์แอบแฝงอยู่บ้าง แต่เหล่าปัญญาชนก็รู้ดีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของทุกคน พวกเธอจึงไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้หรอก


   “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปคุยกับปัญญาชนฝ่ายชายดู เรื่องนี้ปล่อยผ่านไปไม่ได้หรอก”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “เจียงจือชิงไปแล้ว ตอนนี้ปัญญาชนฝ่ายชายน่าจะรู้แล้ว พวกเรามาปรึกษากันดีกว่า หากไปเจรจากับทางหมู่บ้าน พวกเขาจะเปลี่ยนใจได้รึเปล่า?”


   “ตกลง”


   พวกเธอจึงพากันไปที่ฝั่งของปัญญาชนฝ่ายชาย และก็เป็นอย่างที่คิด พวกเขากำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่พอดี


   ทันทีที่ลู่เซี่ยเดินเข้ามาก็ต้องประหลาดใจ เมื่อเห็นว่ากู้เซี่ยงหนานกลับมาแล้ว


   เมื่อเห็นเธอ กู้เซี่ยงหนานก็พยักหน้าให้ แล้วก็ปรึกษาเรื่องที่จะไปคุยกับทางหมู่บ้านกับทุกคน


   หลังจากปรึกษากันเสร็จแล้ว พวกเขาก็ไม่รีรอที่จะไปยังสำนักงานหมู่บ้านทันที 


   ระหว่างทาง ลู่เซี่ยถามเจียงจวินโม่เบาๆเกี่ยวกับเรื่องที่กู้เซี่ยงหนานกลับมา


   เจียงจวินโม่เหลือบมองเธออย่างจนใจ ก่อนจะอธิบาย “ได้ยินมาว่าเฉิงจือชิงเตรียมเสื้อผ้าไปไม่พอ เธอเลยให้กู้จือชิงกลับมาเอา แถมยังให้เอาเสบียงไปให้ด้วย เพราะเธอทานอาหารที่นั่นไม่ค่อยได้”


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ได้แต่พูดไม่ออก รู้สึกว่ากู้เซี่ยงหนานนี่โชคร้ายจริงๆ ที่มาเจอกับเฉิงอวี้เจียว


   เมื่อลู่เซี่ยมองไปที่ซูม่าน ตอนนี้เธอเพิกเฉยต่อกู้เซี่ยงหนานโดยสิ้นเชิง ไม่เข้าใกล้เขาแม้แต่น้อย แม้แต่ตอนที่กู้เซี่ยงหนานพยายามเข้าใกล้ เธอก็จะรีบผละตัวออกห่างทันที


   ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็รู้สึกอึดอัดแทนทั้งสองคน


   แต่ก็นั่นแหละ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของซูม่านเสียหน่อย เพราะสิ่งที่กู้เซี่ยงหนานทำ เขาก็ทำเพื่อเฉิงอวี้เจียว จนตอนนี้มันดูเกินเลยไปมาก ใครเจอก็ต้องทนไม่ได้ทั้งนั้น


   แต่เขาก็ไม่สามารถทิ้งเฉิงอวี้เจียวเอาไว้แบบนั้นได้ ก็ได้แต่ทำแบบนี้ต่อไป เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจไม่น้อย


   แต่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ เธอขอเป็นเพียงคนดูอยู่เงียบๆดีกว่า



บทที่ 125: ความโกรธของเหรัญญิกสือ



   เมื่อทุกคนมาถึงที่ทำการหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่นๆ เห็นเหล่าปัญญาชนทั้งหลายมาก็รู้สึกไม่ดี


   เมื่อได้ยินพวกเขามาถามเรื่องครูโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านก็รู้สึกใจหายวาบ ก่อนจะเหลือบมองไปทางเหรัญญิกสือ


   เห็นเหรัญญิกสือนั่งหน้าตาดำทะมึนไม่ต่างกัน แต่เดิมเขาคิดว่าจะจัดการเรื่องนี้เงียบๆ รอให้ลูกสาวของเขาเข้าทำงานก่อน หลังจากนั้นค่อยบอกให้คนอื่นรู้ แต่ตอนนี้คงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว


   ไม่รู้ว่าข่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไร ถึงกับทำให้เหล่าปัญญาชนรู้ล่วงหน้า


   เขาทั้งโกรธทั้งแค้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นเจียงจวินโม่ที่เดินตามหลังมา


   แต่เดิม ลูกสาวของเขากำลังจะได้งานดีๆเป็นครูโรงเรียนประถมในตัวเมือง นั่นเป็นงานที่ดีกว่าครูโรงเรียนประถมในหมู่บ้านมาก


   ไม่คิดเลยว่าโอกาสนั้นจะหลุดมือไป เสียแรงที่เขาลงทุนลงแรงไปตั้งมากมาย


   แค่เรื่องนั้นก็แย่พออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ แม้แต่ตำแหน่งครูโรงเรียนประถมในหมู่บ้านก็กำลังจะถูกแย่งไป ปัญญาชนเหล่านี้ช่างไร้ยางอายจริงๆ!


   เหรัญญิกสือรู้สึกไม่พอใจมาก


   ในขณะเดียวกัน กู้เซี่ยงหนานก็เริ่มถามผู้นำหมู่บ้านเกี่ยวกับเรื่องงานครูโรงเรียนประถม


   ผู้นำหมู่บ้านได้แต่หัวเราะแห้งๆ พยายามคิดหาข้ออ้าง


   ความหมายก็คือ จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ไม่คิดว่าเหล่าปัญญาชนจะสนใจมากขนาดนี้ แล้วก็บอกว่าครูฟางลาเพราะตั้งครรภ์ ไม่ได้ลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียน แค่หาครูมาสอนแทนชั่วคราวก็เท่านั้น หลังจากเธอคลอดลูกแล้วก็ต้องกลับมาทำงานอีก


   แต่เหล่าปัญญาชนก็ไม่ยอมให้ถูกหลอกง่ายๆ ประการหนึ่ง ครูฟางเพิ่งตั้งครรภ์ ต้องใช้เวลาอีกเจ็ดแปดเดือนกว่าจะคลอด


   ประการสอง แม้จะคลอดแล้วก็ไม่สามารถกลับมาทำงานได้ทันที ดังนั้น งานนี้ก็ใช้เวลาทำอย่างน้อยหนึ่งปี


   ที่สำคัญ หลังจากทำงานไปได้หนึ่งปี หากทำได้ดีก็อาจจะได้อยู่ต่อ หรือหากในอนาคตมีการคัดเลือกครู ก็น่าจะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ


   เรื่องพวกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน พวกเขาไม่มีทางปล่อยโอกาสแบบนี้ไปง่ายๆ ไม่อย่านั้นเหรัญญิกสือคงไม่ดิ้นรถจนลูกสาววได้งานนี้ไป


   สุดท้ายกู้เซี่ยงหนานก็เอ่ยปากขึ้น “ผมรู้ว่าผู้นำหมู่บ้านอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเล็ก ไม่จำเป็นต้องบอกพวกเรา แต่ผู้นำหมู่บ้านเคยสัญญากับพวกเราไว้ว่าจะปฏิบัติต่อปัญญาชนอย่างเท่าเทียมกับชาวบ้าน ตอนนี้โรงเรียนประถมของหมู่บ้านขาดครูสอนแทน ในเมื่อปัญญาชนมีคนจบมัธยมปลายตั้งมากมาย ไม่มีสักคนเลยเหรอที่ผู้นำหมู่บ้านจะเห็นว่าเหมาะสม?”


   ผู้นำหมู่บ้านไม่อาจยอมรับคำพูดนี้ได้ จึงรีบปฏิเสธ “จะเป็นไปได้อย่างไร! ทางหมู่บ้านคิดว่าแค่ครูสอนแทนคนเดียวพวกคุณคงไม่สนใจ แต่หากพวกคุณอยากได้ด้วย งั้นเรื่องนี้ก็มาปรึกษากันอีกที เดี๋ยวผมจะถามผู้อำนวยการโรงเรียนดูว่าจะเลือกใครดี”


   เมื่อผู้นำหมู่บ้านยอมถอยแล้ว เหล่าปัญญาชนก็ไม่ได้คิดกดดันต่อ ถึงอย่างไรก็เป็นผู้นำหมู่บ้าน มีปัญหากันไปก็ใช่ว่าจะดี


   เมื่อได้คำตอบแล้ว เหล่าปัญญาชนก็จากไปอย่างพอใจ แกล้งทำเป็นไม่เห็นเหรัญญิกสือที่กำลังพยายามควบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองเอาไว้


   หลังจากทุกคนเดินออกไป สุดท้ายเหรัญญิกสือก็ทนไม่ไหว ลุกขึ้นถามผู้นำหมู่บ้านทันที “ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วว่าจะให้ชุนเยี่ยนไปหรอกเหรอ? ทำไมพอได้คุยกับพวกเขา คุณถึงได้เปลี่ยนใจง่ายๆแบบนี้ล่ะ?”


   ผู้นำหมู่บ้านมองเขาอย่างหงุดหงิด “แล้วคุณจะให้ทำยังไง? ให้พวกเขาเอะอะต่อไปเหรอ?”


   เหรัญญิกสือชะงัก “แต่เราก็ไม่ควรทำตามที่พวกเขาพูดทุกอย่างนะ นี่มันที่ทำการหมู่บ้านนะ ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาจะมาทำอะไรตามใจได้!”


   “พอเถอะ เรื่องนี้เราทำไม่ดีจริงๆ คิดว่าตัดสินใจเงียบๆได้ แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้ว เราก็ต้องยอมแพ้ คุณอย่าดื้อเลย รอดูว่าจะมีงานอื่นที่เหมาะกับชุนเยี่ยนอีกไหม”


   เหรัญญิกสือไม่ยอมแพ้ ไม่อยากให้พวกเขาชนะไปง่ายๆแบบนี้ แต่เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เก็บความคับแค้นเอาไว้ในใจ


   ก็เหมือนที่ผู้นำหมู่บ้านพูดนั่นแหละ ในเมื่อเรื่องแดงขึ้นมา สุดท้ายก็ไม่มีทางปิดบังได้อีก แต่ในใจของเขาก็ยิ่งเกลียดเหล่าปัญญาชนมากขึ้นไปอีก



บทที่ 126: จวงหงเหมยแต่งงาน



   แต่เหล่าปัญญาชนไม่รู้เรื่องพวกนี้ ทุกคนจึงพากันกลับที่พักอย่างมีความสุข โดยเฉพาะจวงหงเหมย เพราะในความคิดของเธอ เธอใกล้จะได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นงานนี้จะต้องเป็นของเธออย่างแน่นอน


   คิดได้แบบนั้น จวงหงเหมยจึงเผยสีหน้าภูมิใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่างานนี้ตกอยู่ในกำมือของเธอแล้ว


   คนอื่นๆที่เห็นสีหน้าของเธอในตอนนี้ ต่างก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกยากที่จะสรรหาคำพูดใดๆออกมา


   แต่ไม่นานนัก จวงหงเหมยก็ต้องผิดหวัง


   เพราะในวันรุ่งขึ้น การคัดเลือกครูโรงเรียนประถมของหมู่บ้านก็ได้ข้อสรุป


   ผู้ที่ได้รับเลือกคือ เฉินเสวี่ย


   ผู้ที่ตัดสินใจเลือกเฉินเสวี่ยก็คือ ครูใหญ่ ครูฟาง และผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในที่ทำการหมู่บ้าน


   เพราะงานนี้เป็นงานแทน การคัดเลือกคนจึงไม่ได้เป็นทางการมากนัก ไม่ได้มีการทดสอบความรู้ความสามารถอะไรทำนองนั้น


   พูดให้ไม่น่าฟังก็คือ งานนี้เป็นแค่งานแทน ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่โตอะไร


   ดังนั้นจึงตัดสินใจเลือกคนกันแบบตรงๆไปเลย


   ส่วนเหตุผลที่ตัดสินใจเลือกเฉินเสวี่ย


   ทางครูใหญ่ต้องการเพียงคนที่จบระดับมัธยมปลายและมีความอดทน


   ทางด้านครูฟางก็ต้องการปัญญาชนฝ่ายหญิง เพราะยังต้องส่งมอบงานบางอย่างให้เธอ หากเป็นปัญญาชนฝ่ายชายก็เกรงว่าจะไม่สะดวก


   และคนที่ตัดสินใจเลือกเฉินเสวี่ยก็คือ สวีต้าเจี่ย ผู้นำสตรีของหมู่บ้าน ซึ่งก็คือ คนที่เคยเป็นแม่สื่อแม่ชักจับคู่ให้เฉินเสวี่ยกับหูเจี้ยนจวินก่อนหน้านี้


   เพราะเรื่องนั้นทำให้สวีต้าเจี่ยรู้สึกผิดต่อเฉินเสวี่ยมาโดยตลอด เมื่อครั้งนี้มีโอกาสเลือกคนจากปัญญาชนฝ่ายหญิง เธอจึงตัดสินใจเลือกเฉินเสวี่ยอีกครั้ง


    ทางด้านผู้ที่มีตำแหน่งสำคัญในที่ทำการหมู่บ้านก็ไม่มีความเห็นอะไร สุดท้ายทุกคนจึงตัดสินใจเลือกเธอ


   ทางด้านเฉินเสวี่ย เมื่อเธอรู้ข่าวนี้ก็ถึงกับตกตะลึง เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเป็นคนที่ถูกเลือก จึงกังวลว่าคนอื่นๆจะพากันโกรธ แต่เมื่อสังเกตดูดีๆ ทุกคนดูเหมือนจะไม่เป็นไร


   จริงๆแล้วเมื่อทุกคนรู้เหตุผลที่เธอเป็นคนถูกเลือก ทุกคนก็เข้าใจ และเหมือนที่ผู้นำหมู่บ้านบอก แม้งานครูสอนแทนจะเป็นงานที่ดี แต่มันก็ไม่มั่นคง ทุกคนจึงไม่ได้สนใจมากนัก


   ส่วนเหตุผลที่พวกเขาพากันไปหาผู้นำหมู่บ้าน เพราะผู้นำหมู่บ้าน ไม่ได้ปฏิบัติต่อปัญญาชนอย่างเท่าเทียมกัน


   ดังนั้น หลังจากเลือกเฉินเสวี่ยในครั้งนี้ นอกจากทุกคนจะแสดงความยินดีกับเธอแล้ว ทุกคนก็ยังรู้สึกโล่งใจที่ในที่สุดพวกเขาก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน


   แน่นอนว่าทุกคนที่กล่าวมานั้น ไม่รวมจวงหงเหมย เธอไม่คาดคิดว่างานที่คิดว่าได้มาง่ายๆ จะสูญหายไปต่อหน้าแบบนี้


   แต่เมื่อเห็นว่าทุกคนไม่ได้โกรธ เธอก็ไม่กล้าโวยวาย ได้แต่ไปอาละวาดอยู่ในที่พักของปัญญาชน เพื่อระบายความไม่พอใจ แต่ทุกคนก็ไม่ได้ใส่ใจเธอ เพราะเห็นแก่ที่เธอกำลังจะแต่งงาน


   หลังจากนั้นไม่กี่วัน เฉินเสวี่ยก็ทำการส่งมอบงานกับครูฟางเรียบร้อย และเริ่มไปทำงานที่โรงเรียนประถม


   จริงๆแล้วโรงเรียนประถมในหมู่บ้านก็ใกล้จะปิดเทอมแล้ว ระยะนี้เธอจึงไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมาก แค่ตรวจการบ้าน ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนงานให้เธอ ดังนั้นเธอจึงปรับตัวได้เร็ว


   ส่วนจวงหงเหมย เธอเองก็แต่งงานหลังจากนั้นสามวัน


   วันแต่งงานของเธอ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ไปร่วมงานพร้อมด้วยเหล่าปัญญาชนคนอื่นๆ


   แต่พวกเขาไม่ได้กินข้าวที่บ้านของฝ่ายชาย เพราะช่วงเวลาจัดงานแต่งงานของเธออยู่ในช่วงฤดูหนาว นับว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก เพราะอากาศหนาวมาก!


   และเนื่องจากในบ้านไม่มีพื้นที่มากมายนัก โต๊ะจัดเลี้ยงจึงถูกจัดวางไว้ด้านนอก อาหารร้อนๆที่ยกออกมาไม่นานก็เย็นชืด ทานไปก็ทรมาน


   ดังนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จึงขอตัวกลับบ้านทันทีที่พิธีเสร็จสิ้น


   เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทั้งสองก็ทำอาหารง่ายๆทานกัน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หิมะเริ่มตก


   แม้ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว หิมะได้ตกไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะตกหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แม้กระทั่งตอนเย็นก็ไม่มีทีท่าจะหยุดตก ระดับความหนาของหิมะจึงสูงกว่าข้อเท้าแล้ว


   เจียงจวินโม่ยืนมองบรรยากาศภายนอกผ่านประตู ราวกับเขากำลังกังวลอะไรบางอย่าง


   ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเขากังวลกำลังเรื่องอะไร เธอคิดว่าเขาอาจจะกลัวว่าบ้านจะพังลงมา จึงเข้าไปพูดปลอบใจอยู่ข้างๆ “ไม่ต้องกังวลไปหรอก บ้านของเราน่ะเพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ ไม่มีทางเป็นอันตรายหรอกน่า!”



บทที่ 127: พี่ชายร่วมสำนัก



   เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอกำลังเข้าใจผิด จึงได้แต่ถอนหายใจโดยไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่ความกังวลบนใบหน้าของเขายังไม่ลดลง


   ลู่เซี่ยยังคงมีความสงสัย เพราะห็นเขาเดินไปเดินมาในห้องด้วยท่าทีกังวลและกระวนกระวาย สุดท้ายเธอจึงถามออกไปด้วยสีหน้าเย็นชา “นายกังวลเรื่องอะไรกันแน่? มีอะไรที่พูดไม่ได้งั้นเหรอ?”


   เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดของเธอ เขาจึงรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเอ่ยปากในที่สุด “ผมกังวลเกี่ยวกับพี่ชายร่วมสำนักของผม”


   “พี่ชายร่วมสำนักของนาย?”


   ลู่เซี่ยเพิ่งเคยได้ยินเขาพูดถึงเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เธอรู้สึกอยากรู้อยากเห็น “ทำไมนายถึงกังวลเกี่ยวกับพี่ชายร่วมสำนักของนายล่ะ? เขาอยู่ที่ไหน? มีอะไรเกิดขึ้นเหรอ”


   คำถามของเธอทำให้เจียงจวินโม่รู้สึกเครียดอยู่ในใจ แต่เขากลับตัดสินใจที่จะไม่ปิดบังอีกต่อไป


   “จริงๆแล้วผมเองก็เพิ่งรู้โดยบังเอิญ พี่ชายร่วมสำนักของผมก็อยู่ในหมู่บ้านต้าอิ่งซานเหมือนกัน”


   “อะไรนะ? พี่ชายร่วมสำนักของนายก็อยู่ในหมู่บ้านต้าอิ่งซานด้วยเหรอ? อยู่ที่ไหน? ทำไมก่อนหน้านี้นายไม่เคยพูดถึงเลย?”


   ทันทีที่ถามเสร็จ เธอก็เห็นสีหน้าที่ดูเคร่งเครียดของเจียงจวินโม่ สีหน้าของเขาทำให้เธอหยุดชะงักลงทันที ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้


   เธอลังเลก่อนจะถามอยู่นิดหน่อย “พี่ชายร่วมสำนักของนายอยู่ทางเหนือของหมู่บ้านใช่ไหม?”


   เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอพูดถูกต้องจึงพยักหน้ารับ


   ครั้งนี้ลู่เซี่ยก็เข้าใจได้ทันที เพราะทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านค่อนข้างห่างไกล ผู้คนอาศัยอยู่ไม่มากเท่าไหร่ โรงเลี้ยงวัว โรงเลี้ยงหมูของหมู่บ้านจึงถูกสร้างเอาไว้ที่นั่น เพราะแม้ว่าจะมีกลิ่นแรง แต่ก็ไม่รบกวนชาวบ้านคนอื่นๆ


   เมื่อพิจารณาจากท่าทีและความเป็นกังวลของเขา เธอก็รู้ได้ทันทีว่าพี่ชายร่วมสำนักของเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร


   ลู่เซี่ยประหลาดใจ “นายรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”


   “หลังจากลงมาที่นี่ได้ไม่นาน ผมบังเอิญไปเจอเข้าพอดี ต่อมาผมก็ไปเยี่ยมพวกเขาอยู่หลายครั้ง แต่พวกเขาไม่อยากให้ผมเดือดร้อนไปด้วย จึงขอไม่ให้ผมไปที่นั่นอีก”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า ก่อนจะนึกถึงเหตุการณ์ที่เธอแอบทำอาหารในครั้งแรก และสุดท้ายเขาก็บังเอิญมาเจอพอดี


   แม้ตอนนั้นเธอจะสงสัยว่าทำไมเขาถึงไปที่เปลี่ยวแบบนั้นได้ แต่หลังจากนั้นเธอก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เมื่อลองมาคิดดูในตอนนี้ เขาคงจะไปหาพี่ชายร่วมสำนักของเขานั่นเอง


   “พอหิมะตก นายก็เลยเป็นกังวลว่าพี่ชายร่วมสำนักของนายจะลำบากใช่ไหม?”


   เจียงจวินโม่พยักหน้า “สภาพแวดล้อมที่นั่นมันแย่มาก พี่ชายร่วมสำนักของผมเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ยังมีภรรยาและลูกของเขาอีก ลูกของเขาอายุแค่แปดขวบ ชื่อ ‘เสี่ยวเทียน’ ไม่รู้ว่าจะผ่านคืนนี้ไปได้หรือเปล่า?”


   พูดถึงตรงนี้ เจียงจวินโม่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดต่อ “ถ้ำที่ผมพาคุณไปก่อนหน้านี้ ก็คือที่ที่เสี่ยวเทียนพาผมไป ต่อมาพี่ชายร่วมสำนักของผมรู้ว่า ผมมักจะพาเสี่ยวเทียนไปแอบกินขนม เขาคงกลัวว่าจะเป็นภาระให้ผม จึงไม่อนุญาตให้เสี่ยวเทียนออกมาเจอผมอีก”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า หลังจากได้ฟังเขาพูดแบบนั้น เธอจึงคิดว่าพี่ชายร่วมสำนักของเขาน่าจะเป็นคนดี


   ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้รู้แล้วก็ต้องช่วยเหลือบ้าง


   ลู่เซี่ยคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะลุกไปค้นตู้เสื้อผ้า


   เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นจึงถามออกไป “คุณกำลังหาอะไร?”


   “หาดูว่าพอจะมีของที่พี่ชายร่วมสำนักของนายใช้ได้ไหม จะได้ส่งไปให้พวกเขา”


   เจียงจวินโม่แปลกใจเล็กน้อย “คุณจะส่งของไปให้พวกเขาเหรอ?”


   “นายไม่ได้กังวลว่าพวกเขาจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไรหรอกเหรอ?”


   “แต่ว่า…” คุณไม่กลัวจะพลอยเดือดร้อนด้วยหรือ?


   เจียงจวินโม่อยากถามออกไปแบบนั้น แต่เมื่อเห็นสายตาที่เปิดเผยของลู่เซี่ย เขาจึงตัดสินใจที่จะไม่ถามออกไป “ขอบคุณ!”


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะ! รีบช่วยฉันหาหน่อยเถอะ จะได้รีบเอาไปให้”


   “ตกลง”


   ทั้งคู่ต่างช่วยกันค้นหาของของตัวเอง แต่กลับพบว่าไม่มีของที่เหมาะสม เพราะพวกเขาเพิ่งลงมาอยู่ชนบทได้ไม่ถึงครึ่งปี ของใช้ที่มีจึงมีไม่มาก


   เสื้อหนาวบุผ้าฝ้ายของลู่เซี่ยก็มีพอสำหรับใช้เองเท่านั้น


   เจียงจวินโม่ก็เช่นกัน ส่วนของชิ้นอื่นๆล้วนเป็นของที่ครอบครัวของเขาเพิ่งส่งมาให้ ไม่เหมาะที่จะเอาไปให้พี่ชายร่วมสำนักของเขา


   ทั้งคู่จึงรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง



บทที่ 128: ส่งอาหาร



   สุดท้าย ลู่เซี่ยตัดสินใจนำผ้าห่มออกมาผืนหนึ่ง


   ตอนที่เธอลงมาชนบท เธอนำผ้าห่มมาสองผืน ทั้งหมดเป็นของที่แม่ลู่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของลู่ชุน ด้านในจึงใช้ฝ้ายคุณภาพดี


   หลังจากลู่เซี่ยลงมาชนบท เธอได้นำออกมาใช้เพียงผืนเดียว ส่วนอีกผืนหนึ่งเก็บไว้ตลอด


   เธอพูดกับกับเจียงจวินโม่ขณะหยิบออมา “เอาผ้าห่มมารื้อเถอะ ฝ้ายด้านในน่าจะทำเสื้อนวมได้หลายตัว”


   เจียงจวินโม่มองดูผ้าห่มผืนใหม่เอี่ยมด้วยความตกตะลึง เขาเองก็รู้ว่าเป็นของที่เธอไม่อยากใช้ จึงรีบปฏิเสธทันที


   “ไม่เป็นไร คุณเก็บไว้เถอะ หากรื้อออกมาใช้น่าเสียดายแย่”


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ชำเลืองมองเขา "ผ้าห่มจะสำคัญกว่าคนได้ยังไง อีกอย่าง เราเองก็มีผ้าห่มเหลือใช้ ไม่ต้องพูดถึงสองผืนที่เรากำลังใช้อยู่ ก่อนหน้านี้ที่บ้านของนายก็ส่งผ้าห่มดีๆมาให้ใช้ตอนแต่งงานไม่ใช่เหรอ? เพราะฉะนั้นเราไม่ขาดแคลน เอาผืนนี้มารื้อเถอะ ไม่งั้นก็ไม่สามารถหาฝ้ายได้ทันแน่ๆ”


   พูดจบก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดต่อ “ฉันเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น งั้นเรื่องนี้คงต้องให้นายทำแล้วล่ะ ผ้าที่พี่สาวนายส่งมายังไม่ได้ใช้ นำพวกนั้นออกมาใช้ได้ แต่ฉันว่าควรปะผ้าเพิ่มลงไปด้วยดีกว่า อย่างน้อยๆก็เพื่อพรางตา นายว่าไง?”


   เจียงจวินโม่ได้ยินการจัดการของเธอก็รู้สึกอบอุ่นในใจ จนดวงตาเริ่มชื้น สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ได้ ทำตามที่คุณว่าทั้งหมด”


   ลู่เซี่ยไม่อยากเห็นสีหน้าซาบซึ้งของเขา ในใจก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย จึงหันหน้าไปพูดต่อ “อืม! นายรื้อไปก่อนนะ ฉันจะไปเอาเสบียงออกมาอีกหน่อย วันนี้เราส่งไปแค่นี้ก่อน ดูว่าที่นั่นเป็นยังไงบ้าง ส่วนเรื่องเสื้อผ้าก็ค่อยว่ากันทีหลัง”


   “ตกลง!”


   เสบียงส่วนใหญ่ที่ลู่เซี่ยเตรียมไว้เป็นธัญพืชหยาบที่ซื้อมาจากในหมู่บ้าน และยังใส่ธัญพืชชั้นดีลงไปเล็กน้อย ผักกาดขาวที่เก็บไว้ที่บ้านก็ใส่ลงไปสองสามต้น เธอนำทุกอย่างใส่ลงในกระสอบป่าน พลางมองดูท้องฟ้าที่เริ่มมืด ก่อนจะคิดว่าจะให้เจียงจวินโม่ช่วยเอาไปให้


   เจียงจวินโม่เห็นเธอเอาเสบียงออกมาเยอะขนาดนั้นก็แปลกใจเล็กน้อย “มันจะมากเกินไปหรือเปล่า?”


   “ไม่หรอก ที่นั่นไม่น่าจะมีแค่พี่ชายของนายคนเดียว เมื่อถึงเวลา พี่ชายของนายคงไม่ทานคนเดียวหรอก คงต้องแบ่งให้คนอื่นด้วย แบบนั้นก็น่าจะทานได้ไม่กี่มื้อหรอก”


   เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนี้ เจียงจวินโม่ก็ไม่พูดอะไรต่อ


   อันที่จริงแล้ว ลู่เซี่ยเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นได้จากความทรงจำในนิยายต้นฉบับ


   เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เนื้อเรื่องจากในนิยายต้นฉบับ นางเอกของเรื่องเคยบังเอิญช่วยชีวิตคุณตาคนหนึ่งได้ที่คอกวัว ต่อมาคุณตาคนนั้นได้กลับไปที่ปักกิ่งและได้เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทั้งยังให้ความช่วยเหลือนางเอกไว้มากมาย


   แต่นั่นก็เป็นเรื่องราวหลังจากนั้นหลายปี ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้ติดต่อกัน


   ดังนั้น ตอนนี้คุณตาคนนั้นน่าจะอยู่กับพี่ชายของเจียงจวินโม่ เมื่อคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ลำบากของที่นั่น แม้ว่าเธอไม่ต้องการผลตอบแทนใดๆ แต่การช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆก็เป็นเรื่องที่ดี


   ดังนั้นเธอจึงสวมเสื้อนวมผ้าฝ้าย ก่อนจะสวมเสื้อโค้ททหารทับอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นก็แบกกระสอบป่าน วางแผนที่จะไปพร้อมกับเจียงจวินโม่ตอนที่ฟ้ามืด


   เจียงจวินโม่ก็เหมือนกับเธอ เขาสวมเสื้อโค้ททหารพร้อมรบแบบเต็มยศ แต่เมื่อเห็นเธอสะพายกระสอบป่านอย่างคล่องแคล่ว มุมปากของเขาก็กระตุกเล็กน้อย


   เขารีบเข้าไปเพื่อจะรับมาสะพายเอง “ให้ผมสะพายเถอะ”


   ลู่เซี่ยปฏิเสธทันที “แรงของนายน้อยเกินไป พวกเราต้องรีบเดิน ไม่งั้นจะถูกจับได้แน่ๆ เพราะฉะนั้นฉันจะสะพายเอง”


   เจียงจวินโม่ได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไม่ดึงดันที่จะสะพายอีกต่อไป แต่ในใจก็แอบตัดสินใจว่า ต่อไปต้องเพิ่มการฝึกฝนให้มากขึ้นกว่านี้ พยายามให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วๆ


   ทั้งคู่อาศัยความมืดของค่ำคืนเพื่อแอบออกจากบ้านอย่างเงียบๆ


   แม้หิมะจะสะท้อนแสง แต่วันที่หิมะตกก็จะไม่มีแสงจันทร์ ดังนั้นภายนอกจึงมืดมาก


   โชคดีที่ลู่เซี่ยมีไฟฉาย แต่ตอนเดินผ่านหมู่บ้านทั้งคู่ก็ไม่กล้าเปิดใช้ รอจนเดินมาถึงทางเหนือของหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีบ้านของชาวบ้านแล้ว ทั้งคู่จึงตัดสินใจเปิดใช้


   ทั้งคู่ค่อยๆเดินอย่างระมัดระวัง ไม่นานก็เดินมาถึงคอกวัว ซึ่งที่นี่ก็มืดสนิทไม่ต่าง



บทที่ 129: หมดหวัง



   ทันทีที่มาถึงหน้าประตู ลู่เซี่ยก็มองสำรวจบริเวณโดยรอบ เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดเล็ดลอดออกมา เจียงจวินโม่ก็เดินเข้าไปเคาะประตูพร้อมกับเอ่ยเรียกเบาๆว่า “พี่สวี หลับหรือยัง?”


   เจียงจวินโม่ร้องเรียกอยู่สองสามครั้งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าลากยาวออกมาจากด้านใน ก่อนจะเห็นร่างของใครบางคนเดินออกมาอย่างระแวดระวัง


   “ใครน่ะ?”


   “พี่สวี ผมเอง! เจียงจวินโม่!” เจียงจวินโม่รีบตอบ


   ราวกับร่างนั้นจะรู้สึกโล่งใจขึ้น จากนั้นจึงรีบเดินมาที่ประตู แต่ก็ไม่ได้เปิดออกทันที ด้วยเกรงว่าจะเกิดเสียงดังเกินไปจนคนอื่นได้ยิน


   “น้องชาย! นายมาที่นี่ได้อย่างไร หนาวไหม?”


   เจียงจวินโม่พูดตอบพร้อมร้อยยิ้ม “ผมไม่เป็นไร ผมใส่เสื้อหนาขนาดนี้ ไม่หนาวหรอก!”


   พูดจบก็รีบถามต่อ “พวกพี่เป็นอย่างไรบ้าง? หิมะตกแบบนี้หลังคาจะรับน้ำหนักได้ไหวเหรอ? จะเป็นอันตรายไหม?”


   พี่สวีกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก ฉันอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ในฤดูหนาวของทุกปีก็มีหิมะตกแบบนี้ พวกเราก็แค่กวาดหิมะบนหลังคาออกเป็นระยะระยะก็ไม่เป็นอันตรายแล้ว น้องชายไม่ต้องกังวล”


   แม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่เมื่อเห็นเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งที่ผู้เป็นพี่ชายร่วมสำนักสวมใส่อยู่ เจียงจวินโม่ก็รู้ได้ทันทีว่าไม่หนาพอที่จะกันหนาวได้ และตัวเขาในตอนนี้ก็ยังสั่นเทาเพราะความหนาวเหน็บ ทำให้เจียงจวินโม่รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ


   ลู่เซี่ยที่ยืนเงียบอยู่ด้านหลังมานาน เมื่อเธอเห็นแบบนั้นจึงรีบพูดขึ้น “เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาข้าวสารให้พี่ชายแล้วรีบกลับกันเถอะ ดึกป่านนี้แล้ว อย่าปล่อยให้พี่ชายต้องมาทนหนาวอยู่แบบนี้เลย”


   สิ้นเสียงของลู่เซี่ย พี่สวีถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าด้านหลังของเจียงจวินโม่ยังมีคนอื่นอยู่อีก เขาจึงรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที


   ด้วยประสบการณ์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เขากลัวคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว


   เจียงจวินโม่ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของพี่สวี เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูด ถึงตอนนั้นจึงนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมแนะนำภรรยา


   เจียงจวินโม่จึงรีบหันไปบอกกับพี่สวี “พี่ชาย เธอคือลู่เซี่ย ภรรยาของผมเอง ครั้งนี้มาเยี่ยมพี่ชายพร้อมกับผม”


   เมื่อพี่สวีได้ยินฐานะของลู่เซี่ย เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่ง-อก


   ถึงแม้จะมืดจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่เมื่อฟังจากน้ำเสียงที่อ่อนโยนของเจียงจวินโม่ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นคนดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ยอมมาพบเขา ผู้ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้


   พี่สวีจึงกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม “ดี ดี ช่วงก่อนหน้านี้ฉันได้ยินว่านายแต่งงานแล้ว ฉันก็ยังกังวลใจอยู่เลย เพราะทำอะไรไม่ได้ และไม่สามารถออกไปไหนได้ด้วย ตอนนี้ได้เห็นพวกเธอก็รู้สึกสบายใจแล้ว วันนี้ภรรยาฉันไม่อยู่ ไม่งั้นต้องดีใจมากแน่ๆ”


   ลู่เซี่ยยิ้มตอบ “พวกเราน่าจะมาเยี่ยมพี่ตั้งนานแล้ว แต่จริงโม่เพิ่งจะมาบอกเมื่อวันนี้ พี่สวีอย่าถือสาพวกเราเลยนะ”


   “ไม่ถือสาหรอก น้องสะใภ้อย่ารังเกียจพวกเราก็เป็นพอ พูดกันตามตรง ไม่ว่าใครก็รังเกียจสภาพแบบนี้ของฉันกันทั้งนั้น พวกเธออุตส่าห์มาหาถึงที่นี่ ฉันเองก็ดีใจมากแล้ว”


   ลู่เซี่ยได้ยินความสิ้นหวังในน้ำเสียงของเขา เธอก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไรดี จึงได้เพียงปลอบประโลมไป “พี่สวีมองโลกในแง่ดีหน่อยเถอะ อย่างน้อยตอนนี้พี่ก็ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีวันได้เห็นแสงสว่างอีกครั้ง”


   พี่สวียิ้มเยาะให้กับตัวเองอีกครั้ง “ตอนนี้ฉันไม่หวังจะได้เห็นแสงสว่างอีกแล้ว ขอเพียงมีชีวิตอยู่ก็พอ ถึงอย่างไรฉันก็ยังมีภรรยาและลูก”


   เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะไม่รู้จะพูดอะไรดี ในตอนนั้นเจียงจวินโม่จึงเอ่ยปากขึ้นมา “พี่ชายอย่าคิดมากเลย ครั้งนี้พวกเราเอาอาหารมาฝากด้วย เพราะเตรียมตัวกะทันหัน จึงเอาของพวกนี้มาก่อน อีกไม่กี่วันจะเอาของอย่างอื่นมาส่งให้อีกครั้ง”


   พี่สวีได้ยินแล้วรีบปฏิเสธทันที “จะเอาอะไรมาอีก แค่พวกเธอมาเยี่ยมฉันก็ดีใจมากแล้ว รีบเอาอาหารกลับไปเถอะ ที่นี่ไม่ขาดอาหาร ไม่อดตายหรอก”


   เจียงจวินโม่ได้ฟังคำพูดของเขา ก็พูดกลับไปตรงๆ “พี่ชายเลิกปิดบังผมเถอะ ถ้าไม่ขาดแคลนอาหารจริงๆ ทำไมเสี่ยวเทียนถึงได้ผอมแห้งขนาดนั้นล่ะ?”


   ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น พี่สวีก็ถึงกับชะงักไป



บทที่ 130: ความทรงจำของเจียงจวินโม่



   ลู่เซี่ยที่อยู่ข้างๆก็พูดเสริม “พี่ชายไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก พวกเราไม่ขาดแคลนอาหารหรอกนะ ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเราสามารถหาคะแนนงานได้เอง ที่บ้านก็ส่งคูปองอาหารมาให้พวกเราเสมอ พวกเราหาซื้ออาหารได้สะดวกกว่าที่นี่มาก”


   เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนั้น พี่สวีก็ไม่สามารถพูดปฏิเสธออกมาได้


   เหมือนกับที่เจียงจวินโม่พูดไว้ก่อนหน้านี้ คนที่นี่ทำงานโดยไม่ได้คะแนนงาน ทางหมู่บ้านจะให้อาหารพวกเขาแค่พอไม่ให้อดตายเท่านั้น เขาและภรรยาพยายามกินให้น้อยเพื่อเก็บอาหารไว้ให้ลูก แต่ลูกก็ยังผอมแห้งจนแทบจะไม่มีแรงเดิน


   ในฐานะพ่อ แม้เขารู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ไปมากกว่านี้


   ดังนั้นสำหรับอาหารที่เจียงจวินโม่นำมาให้ เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลย


   ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็ยกกระสอบใส่อาหารส่งให้เขาทันที


   พี่สวีรับกระสอบไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเพิ่งรู้จักว่าพวกเขานำอาหารมาให้มากถึงขนาดนี้


   จึงอยากจะปฏิเสธอีกครั้ง “นี่มันมากเกินไปแล้ว นี่ต้องเป็นอาหารที่พวกเธอเก็บสะสมมานานแค่ไหนกัน ไม่ได้! พวกเธอเอากลับไปบ้างสิ ให้พวกเราแค่หนึ่งในสามก็พอแล้ว”


   ลู่เซี่ยส่ายหัว “พี่ชายเก็บไว้เถอะ ได้ยินว่าที่นี่มีคนไม่น้อย ถ้าเห็นใครหิวก็ช่วยแบ่งปันได้ ถือว่าเป็นน้ำใจจากพวกเราด้วย”


   พี่สวีได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็ดึงมือที่ยื่นออกไปกลับมา


   คนที่นี่มีไม่น้อยจริงๆ ทุกคนต่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หากให้ครอบครัวของเขาทานอาหารต่อหน้าคนอื่น พวกเขาคงทนดูไม่ได้ ถึงตอนนั้นคงต้องแบ่งเสบียงให้คนอื่นๆไปด้วย


   แต่ไม่นึกเลยว่า น้องสะใภ้จะคิดเผื่อไปถึงขนาดนี้ เธอช่างเป็นคนดีจริงๆ


   ดังนั้นเขาจึงได้แต่ตัดสินใจในใจว่า บุญคุณนี้เขาจะจดจำไว้


   “ดีแล้ว งั้นฉันรับไว้ก็ได้ น้องชาย น้องสะใภ้ ขอบคุณพวกเธอมาก!”


   เจียงจวินโม่และลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย


   “ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่ชาย รีบกลับเข้าไปเถอะ อากาศหนาวมากแล้ว อีกไม่กี่วันพวกเราจะมาเยี่ยมพี่อีก”


   “ดี พวกเธอกลับไปก็ระวังตัวด้วย ไม่ต้องมาบ่อยนัก อย่าให้คนอื่นจับได้”


   “รู้แล้วพี่ชาย”


   หลังจากบอกลาพี่สวี ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงจวินโม่ก็เล่าเรื่องครอบครัวของพี่สวีให้เธอฟังเบาๆ


   พี่ชายร่วมสำนักคนนี้ชื่อ ‘สวีจิ้ง’ เคยเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยศิลปะ ฐานะทางครอบครัวก็ถือว่าดี ภรรยาชื่อ ‘ชิวหลิง’ ฐานะทางบ้านก็ถืือว่าพอๆกัน เรียกได้ว่าคู่สร้างสมที่เหมาะกันทั้งฐานะและการศึกษา หลังจากแต่งงานก็มีลูกด้วยกันทันที การใช้ชีวิตก็เป็นไปอย่างราบเรียบและมีความสุข


   ตอนเจียงจวินโม่ยังเป็นเด็ก หลังจากได้เข้าเรียนกับอาจารย์สอนศิลปะได้ไม่นาน เขาได้พบกับสวีจิ้งอยู่สองสามครั้ง ตอนที่รู้จักกัน สวีจิ้งมีอายุยี่สิบต้นๆ เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย และได้รับการว่าจ้างให้สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นสวีจิ้งยังไม่ได้แต่งงาน หากไม่นับตัวเขา สวีจิ้งก็ถือได้ว่าเป็นลูกศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดของอาจารย์


   แม้ว่าสวีจิ้งจะมีอายุมากกว่าเขาสิบกว่าปี แต่สวีจิ้งก็ดีกับเขามาก มักจะพาเขาไปเรียนวาดรูปด้วยกันเสมอ ส่วนพี่ชายร่วมสำนักคนอื่นๆล้วนมีอายุมากกว่าเขามากทั้งสิ้น สวีจิ้งจึงเป็นพี่ชายร่วมสำนักคนเดียวที่เขาสามารถเล่นด้วยกันได้


   ภายหลังจากสวีจิ้งแต่งงาน แม้ว่าเวลาที่พวกเขาได้พบกันจะน้อยลง แต่บางครั้งก็ยังเชิญเขาไปทานอาหารที่บ้าน


   หลังจากนั้นมหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอน สวีจิ้งก็พาภรรยาและลูกชายกลับบ้านเกิด


   จนกระทั่งมาได้ยินว่าสวีจิ้งมีปัญหา เขาพยายามสอบถามข่าวคราว แต่ก็ไม่ได้ความมากมายนัก ไม่คิดว่าหลังจากลงชนบทจะได้พบกันโดยบังเอิญ


   ลู่เซี่ยได้ฟังคำบอกเล่าเจียงจวินโม่ เธอก็รู้สึกสงสารขึ้นมาจับใจ ที่น่าประหลาดยิ่งกว่าคือ พี่ชายร่วมสำนักมีอายุมากกว่าเขาแค่สิบกว่าปี นั่นหมายความว่าปีนี้เขาก็มีอายุแค่สามสิบกว่าปีเท่านั้น


   แต่เมื่อครู่ที่เธอเห็นเงาร่างที่เลือนรางของเขา ลู่เซี่ยคิดว่าเขาอายุสี่สิบห้าสิบปีแล้ว


   คิดว่าเป็นชายวัยกลางคนเสียอีก เดิมทีเธอยังแปลกใจว่าทำไมลูกชายของเขาถึงอายุน้อยขนาดนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าตัวเขาเองจะดูแก่ลงมาก


   เมื่อได้ยินน้ำเสียงเศร้าสร้อยของเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยจึงได้แต่ปลอบใจอีกครั้ง “อย่ากังวลไปเลย ในเมื่อเรารู้แล้ว ต่อไปพวกเราก็แค่ดูแลเอาใจใส่พวกเขาให้มากขึ้นก็พอ”



บทที่ 131: จับมือ



   ได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกตื้นตันใจ “ลู่เซี่ย ขอบคุณคุณมากนะ”


   เมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อจริงจังแบบนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่


   เจียงจวินโม่เองก็รู้สึกแบบเดียวกัน จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามออกไป คุณมีชื่อเล่นไหม?”


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ไม่มีชื่อเล่นเป็นทางการหรอก แต่ก่อนที่บ้านเรียกฉันว่า ‘ลู่เอ๋อร์’ น่ะ”


   เจียงจวินโม่หยุดไปครู่หนึ่ง “งั้นต่อไปผมขอเรียกคุณว่า ‘เซี่ยเซี่ย’ ได้ไหม?”


   “อืม! ได้สิ”


   ลู่เซี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “แล้วฉันจะเรียกนายว่าอะไรดีีล่ะ?”


   “คุณก็เรียกผมว่า ‘จวินโม่’ ไปแล้วนี่”


   “ก็ฉันคิดว่าการเรียกชื่อมันดูห่างเหินไปหน่อยน่ะ นายมีชื่อเล่นไหม?”


   เจียงจวินโม่ตอบออกไปตรงๆโดยไม่คิดจะปิดบัง “เสี่ยวโม่”


   ลู่เซี่ยยิ้มรับพลางพยักหน้า “ตกลง ถ้าอย่างนั้นต่อไปฉันจะเรียกนายว่า ‘โม่โม่’ ละกัน”


   เจียงจวินโม่นิ่งเงียบ เมื่อเขาได้ยินเธอเรียกเขาว่า ‘โม่โม่’ ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนคุณปู่กำลังเรียกเจ้าตูบสีดำตัวใหญ่เลี้ยงไว้


   ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังตอบตกลง “อืม”


   พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปคว้ามือของลู่เซี่ยเอาไว้ “ทางเดินไม่ค่อยดี จีบมือผมไว้ดีกว่า”


   ลู่เซี่ยมองเขาอย่างอ่อนใจ “... ข้างนอกหนาว มือจะเย็นเป็นน้ำแข็งเอานะ!”


   เมื่อได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รีบซุกมือเธอเข้าไปไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ททหารของตัวเอง


   “แบบนี้ก็ไม่หนาวแล้ว”


   ท่ามกลางความมืด ลู่เซี่ยแอบกรอกตาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะแอบบ่นในใจ ‘ที่แท้ก็เจ้าเล่ห์!’


   แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร ปล่อยให้เจียงจวินโม่กุมมือพากลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้ม


   ตกดึกก่อนเข้านอน เธอมองหิมะที่ยังคงโปรยปรายอยู่ด้านนอก


   ลู่เซี่ยรู้สึกโล่งใจ ด้วยคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เมื่อพรุ่งนี้ตื่นมารอยเท้าก็คงหายไปหมดแล้ว…


   วันรุ่งขึ้น หิมะก็ยังคงตกไม่หยุด ลู่เซี่ยออกไปดูก็พบว่าหิมะนั้นทับถมกันสูงเกือบถึงเข่า จนเมื่อครู่เธอเกือบจะเปิดประตูบ้านไม่ออก


   เธอรู้สึกโล่งใจ เพราะหิมะที่ทับถมกันสูงขนาดนี้ ทำให้รอยเท้าเมื่อคืนหายไปหมดแล้ว


   หลังจากที่ทั้งคู่ตื่นนอน และทานอาหารเช้าแบบง่ายๆเสร็จแล้ว เจียงจวินโม่ก็ถือไม้กวาดออกไปกวาดหิมะที่ข้างนอกอย่างรู้หน้าที่


   ลู่เซี่ยเห็นว่าหิมะยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก คิดว่าต่อให้กวาดไปก็คงไร้ประโยชน์ จึงตะโกนบอกเขาไป “กวาดแค่ทางเดินออกไปก็พอแล้ว ระวังตัวด้วยนะ ถ้าหนาวก็รีบเข้ามา!”


   “ครับ!” เจียงจวินโม่ตอบรับอย่างว่าง่าย


   แต่เมื่อลู่เซี่ยทำความสะอาดบ้านเสร็จ แล้วมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง เธอก็ต้องพบว่าเขาได้กวาดทางเดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังกวาดหิมะตรงที่อื่นๆอยู่


   ลู่เซี่ยรีบสวมเสื้อโค้ทแล้ววิ่งออกไป “ไม่ได้บอกเหรอว่ากวาดแค่ทางเดินก็พอแล้ว? ทำไมยังกวาดอยู่อีก?”


   เจียงจวินโม่เงยหน้ามองเธอพร้อมรอยยิ้ม “หิมะที่อื่นก็ต้องกวาดออกไปอยู่ดี ผมกวาดออกไปก่อน หากรอให้มันหนากว่านี้ก็จะกวาดยากนะ”


   ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ร่างกายของเขาจะไหวเหรอ?


   ลู่เซี่ยจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “นายกวาดหิมะมานานแล้ว กลับไปพักเถอะ ฉันจะกวาดที่เหลือเอง”


   เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอเป็นห่วงเขา แต่เขาก็ไม่ได้วางไม้กวาดลง “ไม่เป็นไร ผมไม่เป็นไร ออกกำลังกายแบบนี้ร่างกายก็อบอุ่นดี!”


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็มองเขาอย่างพิจารณา จะว่าไปแล้ว ใบหน้าของเขาในตอนนี้ก็แดงระเรื่อ ดูเหมือนคนกำลังได้รับความอบอุ่นจริงๆ


   “ก็ได้ ถ้าเหนื่อยก็รีบพักล่ะ เฮ้อ! รอให้หิมะหยุดตก คงต้องไปซื้อไม้กวาดจากในหมู่บ้านเพิ่มอีกอันแล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะช่วยกวาดด้วย”


   “ตกลง!”


   สุดท้ายเจียงจวินโม่ก็ยืนกรานที่จะกวาดหิมะในลานให้เสร็จเสียก่อน เขาถึงจะยอมเข้าบ้าน


   อย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ ไม่เพียงแค่ไม่หนาว แต่ร่างกายของเขากลับอบอุ่นขึ้นเพราะการออกแรง เมื่อกลับเข้ามาถอดเสื้อโค้ททหารออก ร่างกายของเขายังคงระอุไปด้วยความร้อน


   ลู่เซี่ยมองด้วยความประหลาดใจ ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะแข็งแรงขึ้นมากแล้วจริงๆ


   ในใจก็แอบยินดีกับเขา


   เจียงจวินโม่เองก็รู้ตัวเช่นกัน วันทั้งวันนี้เขาจึงมีแต่รอยยิ้มอยู่บนใบหน้า



บทที่ 132: มอบเสื้อนวมผ้าฝ้าย



   ในวันที่หิมะตก ทั้งคู่ไม่ได้ออกไปไหน ได้เพียงขลุกตัวอยู่ภายในบ้านเพื่อเย็บเสื้อผ้า


   ลู่เซี่ยเย็บผ้าไม่เป็น จึงทำหน้าที่เป็นลูกมือให้เจียงจวินโม่


   แม้ผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่รื้อออกจะได้ฝ้ายจำนวนไม่น้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการทำเสื้อผ้าสามชุดอยู่ดี


   ท้ายที่สุดเจียงจวินโม่จึงตัดสินใจที่จะทำเพียงเสื้อตัวนอกเท่านั้น ผู้ใหญ่สองคน เด็กหนึ่งคน ตัดเย็บเป็นเสื้อนวมผ้าฝ้ายหนาๆสามตัว


   ลู่เซี่ยช่วยยัดผ้าฝ้าย ตัดผ้า ทีละเล็กละน้อยจนได้มีส่วนร่วมในการเย็บด้วย แม้ฝีเข็มจะไม่ละเอียดเท่าเจียงจวินโม่ แต่ก็พอถูไถไปได้


   เมื่อเห็นเจียงจวินโม่ตัดเย็บอย่างชำนาญ แม้แต่ขนาดก็กะเอาเองอย่างพอเหมาะ ลู่เซี่ยก็ยิ่งรู้สึกอิจฉา ชายอกสามศอกแท้ๆ ทำไมถึงได้เก่งอย่างนี้!


   เมื่อเทียบกันแล้ว เธอช่างเป็นคนไร้ความสามารถอะไรถึงขนาดนี้!


   ใช้เวลาถึงสามวันเต็มๆ ในที่สุดเสื้อนวมผ้าฝ้ายก็เสร็จสมบูรณ์ทั้งสามตัว จากนั้นทั้งคู่จึงทำรอยปะชุนจำนวนหนึ่งไว้บนเสื้อ เพื่อให้ดูเป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่ดึงดูดสายตาของผู้คนมากนัก


   จากนั้นก็นำไปมอบให้สวีจิ้งในตอนกลางคืน


   เมื่อสวีจิ้งเห็นเสื้อนวมผ้าฝ้ายหนาๆถึงสามตัว ชายชาตรีอย่างเขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ก็อาศัยความมืดในการปกปิดมันจากคนทั้งคู่


   ไม่ว่าอย่าไร ลู่เซี่ยยังคงได้ยินเสียงสะอื้นอยู่ในน้ำเสียงของเขา


   สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดในตอนนี้ สวีจิ้งย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภรรยาและลูกชายที่หนาวสั่นอยู่ทุกวัน หัวใจของเขาก็เจ็บปวดจนทนไม่ไหว


   ในที่สุดเขาก็กัดฟันแล้วรับสิ่งเหล่านั้นมา “น้อยชาย น้องสะใภ้ ฉันจะจดจำความหวังดีนี้ไว้ ตอนนี้ฉันไม่สามารถให้สัญญาอะไรได้ นอกจากจะจดจำไว้ในใจ ฉันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต”


   เจียงจวินโม่รีบพูดแทรกทันทีที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้นน “อย่าพูดแบบนั้นเลยพี่ชาย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ผมเองต่างหากที่ไม่ได้คิดให้รอบคอบ น่าจะเตรียมไว้ให้พี่ชายตั้งนานแล้ว!”


   “แบบนี้ก็ดี แบบนี้ก็สบายใจแล้ว”


   ทั้งสองคนพูดคุยกันสั้นๆ ก่อนที่เจียงจวินโม่และลู่เซี่ยจะขอตัวลากลับ


   ระหว่างทางกลับบ้าน ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะยังคงโทษตัวเอง ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นจึงจับมือเขาไว้แล้วปลอบโยน “อย่าคิดมากเลย นายไม่ใช่เทพเซียนซะหน่อย จะไปคิดได้หมดทุกเรื่องได้ยังไงกัน”


   เจียงจวินโม่ถอนหายใจ “แต่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าสภาพความเป็นอยู่ที่นั่นมันไม่ดี ผมก็น่าจะคิดได้ว่าพวกเขาอาจจะไม่มีแม้แต่เสื้อหนาวหนาๆ ทำให้พี่ชายและครอบครัวต้องลำบากมานาน”


   ลู่เซี่ยรู้ว่าเขากำลังโทษตัวเอง “เรื่องนี้จะโทษนายไม่ได้หรอกนะ ถ้านายไม่มา พวกเขาก็คงต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆถูกไหม? ในเมื่อตอนนี้นายก็รู้แล้ว ต่อไปก็แค่ช่วยเหลือพวกเขาให้มากขึ้นก็เท่านั้นเอง”


   เจียงจวินโม่ถอนหายใจ ดูเหมือนว่าจะเข้าใจอะไรบางอย่าง “คงต้องเป็นแบบนี้แหละ”


   เขาพูดพลางมองไปยังลู่เซี่ย “เซี่ยเซี่ย ขอบคุณนะ”


   ลู่เซี่ยเหลือบมองเขา “พอแล้ว ไม่ต้องมาทำเป็นซึ้ง รีบกลับบ้านกันเถอะ ค่ำมืดแบบนี้ นายไม่กลัวหนาวรึไง...”


   “อืม”


   จากนั้นทั้งคู่ก็จูงมือกันท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดที่หิมะโปรยปรายและลมหนาวพัดกระหน่ำ


   วันรุ่งขึ้น ในที่สุดหิมะก็หยุดตก


   หิมะตกติดต่อกันหลายวัน ทำให้ทั่วทั้งหมู่บ้านถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนกลายเป็นสีขาวโพลน ทุกบ้านจึงเริ่มออกมากวาดหิมะ


   ลู่เซี่ยเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อซื้อไม้กวาดอีกอันหนึ่ง เธอและเจียงจวินโม่ใช้เวลาทั้งเช้าในการกวาดลานบ้าน แม้แต่ถนนหน้าบ้านก็ยังถูกกวาดจนสะอาดหมดจน


   หลังจากหิมะหยุดตก อุณหภูมิภายนอกก็ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายของพวกเขาจะอบอุ่นขึ้นจากการทำงานหนักมาทั้งเช้า แต่ใบหน้าที่สัมผัสกับลมหนาวยังคงรู้สึกเจ็บปวดอยู่


   ลู่เซี่ยคิดในใจ ‘เดี๋ยวกลับเข้าบ้านไปคงต้องทาครีมบำรุง ไม่อย่างนั้นผิวพรรณคงจะหยาบกร้านน่าดู อืม! แล้วก็ต้องทางให้เจียงจวินโม่ด้วยเหมือนกัน ใบหน้าอันหล่อเหลานี่ต้องดูแลบำรุงให้ดีๆนะ’



บทที่ 133: เฉิงอวี้เจียวออกจากโรงพยาบาล



   ที่พักของปัญญาชนก็มีคนกำลังกวาดหิมะอยู่ เนื่องจากหิมะตกและอากาศเย็นลง กลุ่มคนที่ออกไปซ่อมถนนก่อนหน้านี้จึงพากันกลับมาหมดแล้ว ทุกคนดูผอมลงถนัดตา เห็นได้ชัดว่าคงจะเหนื่อยกันมาก


   ลู่เซี่ยมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง ไม่แม้แต่จะเห็นเงาของกู้เซี่ยงหนาน เธอจึงนึกขึ้นได้ว่าเขายังดูแลเฉิงอวี้เจียวอยู่ที่โรงพยาบาล นานขนาดนี้แล้ว คงใกล้กลับมาแล้วสินะ?


   ขณะที่เธอกำลังคิดแบบนั้น กู้เซี่ยงหนานก็กลับมาในตอนบ่ายของวันนั้นจริงๆ แต่เขากลับมาคนเดียว


   ตอนนี้เฉิงอวี้เจียวยังเดินไม่ได้ หลังจากกลับมาก็ต้องพักฟื้นอีกหลายเดือน ดังนั้นเขาจึงกลับมาเพื่อขอยืมเกวียน


   หลังจากตกลงกับทางหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว เขาจึงกลับเข้าไปในอำเภออีกครั้งในวันต่อมา บ่ายของวันเดียวก็พาเฉิงอวี้เจียวนั่งรถโดยสารกลับเข้ามายังตัวเมือง โดยมีจ้าวหัวและหลี่หงจวินก็ขับเกวียนมารออยู่ล่วงหน้าแล้ว


   จากนั้นเฉิงอวี้เจียวก็นั่งเกวียนกลับยังที่พักของปัญญาชน


   หลังจากหิมะตกหนัก ลมหนาวพัดแรง แม้กู้เซี่ยงหนานจะเอาเสื้อผ้าหนาๆไปให้เธอมากมาย แต่เฉิงอวี้เจียวยังคงดูทรมานอยู่ไม่น้อย


   กว่าจะถึงที่พักของปัญญาชน เธอก็แทบจะแข็งเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ไม่มีอารมณ์จะโมโหอีกต่อไป


   เมื่อถึงที่พักของปัญญาชน เธอนอนบนเตียงเตาอยู่นานกว่าจะรู้สึกดีขึ้น ตอนนี้เธอถึงได้สังเกตว่าปัญญาชนที่นอนในห้องนี้เปลี่ยนไปแล้ว


   ตั้งแต่เฉิงอวี้เจียวเข้าโรงพยาบาล และจวงหงเหมยแต่งงานออกไป ห้องนี้จึงเหลือเพียงซูม่านคนเดียวเท่านั้น


   แต่อีกห้องหนึ่งกลับมีปัญญาชนฝ่ายหญิงอยู่ด้วยกันถึงสี่คน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจัดการใหม่อีกครั้ง


   ในตอนนั้นเอง ซูม่านจึงฉวยโอกาสบอกว่าไม่อยากอยู่ห้องเดียวกับเฉิงอวี้เจียวอีกต่อไป และขอย้ายไปอีกห้องหนึ่ง ทำให้ซุนเสิ้งหนานและอวี๋ฟางย้ายเข้ามาแทน


   ห้องนี้จึงมีเฉิงอวี้เจียว ซุนเสิ้งหนาน และอวี๋ฟางอาศัยอยู่ด้วยกัน ส่วนอีกห้องหนึ่งก็มีซูม่าน เฉินเสวี่ย และเสิ่นชิงชิงอาศัยอยู่


   เฉิงอวี้เจียวไม่มีความคิดอะไร เพียงแค่รู้สึกภูมิใจที่ซูม่านกลัวเธอจนต้องย้ายออกไป แต่อีกใจก็รู้สึกเสียดายนิดหน่อย เพราะหลังจากนี้คงจะกลั่นแกล้งซูม่านได้ไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


   หลังจากเฉิงอวี้เจียวออกจากโรงพยาบาล เธอยังต้องพักฟื้นอยู่อีกนาน แต่เนื่องจากปัญญาชนชายหญิงต้องแยกกัน กู้เซี่ยงหนานจึงไม่สามารถเข้ามาดูแลเธอได้ ดังนั้นเขาจึงจ้างอวี๋ฟางให้ช่วยดูแลเธอในราคาเดือนละสิบหยวน


   ด้วยเงินจำนวนมากขนาดนี้ อวี๋ฟางจึงตอบตกลงโดยไม่ลังเล


   เฉิงอวี้เจียวเป็นคนดูแลยาก ขณะที่อวี๋ฟางมีนิสัยเงียบขรึม ทุกครั้งที่เฉิงอวี้เจียวหาเรื่องโวยวายโดยไม่มีเหตุผล เธอก็พูดของเธอไป ส่วนอวี๋ฟางก็ทำงานของตัวเองไป


   ทำให้เฉิงอวี้เจียวโกรธมาก เธอไปหากู้เซี่ยงหนานหลายต่อหลายครั้งเพื่อขอให้เปลี่ยนคน แต่ปัญญาชนฝ่ายหญิงต่างรับรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน แม้จะให้เงินมากขนาดนี้ ก็ไม่มีอยากรับ


   ท้ายที่สุดกู้เซี่ยงหนานก็โมโห และบอกว่าหากเธอยังคงทำตัวเรื่องมากไม่เลิก เขาจะไม่สนใจเธออีกต่อไป ทำให้เธดสงบลงในที่สุด


   แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ลู่เซี่ยได้เห็นหลังจากไปยังที่พักของปัญญาชน


   เธอมองดูแล้วถึงกับพูดไม่ออกเลยจริงๆ ไม่รู้ว่ากู้เซี่ยงหนานอดทนต่อนิสัยแบบนี้ไปได้อย่างไร?


   หลังจากมองดูกู้เซี่ยงหนานอย่างละเอียด เธอรู้สึกว่าหลังจากลงชนบทมาได้เพียงครึ่งปี เขากลับดูโทรมลงไปมาก


   กลับกันนั้น ซูม่านดูเหมือนจะปล่อยวางและไม่สนใจกู้เซี่ยงหนานอีกแลเว ทั้งยังปฏิบัติต่อเขาไม่ต่างจากปัญญาชนฝ่ายชายคนอื่นๆ


   ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกงงงันอยู่บ้าง นี่เธอเลิกสนใจพระเอกแล้วอย่างนั้นเหรอ?


   แต่ตอนนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกู้เซี่ยงหนานและเฉิงอวี้เจียวช่างเป็นความสัมพันธ์ที่ยากจะอธิบาย หากเป็นเธอ เธอเองคงไม่อยากเข้าไปวุ่นวายเหมือนกัน แล้วจะนับประสาอะไรกับซูม่านที่ทั้งเย่อหยิ่งและถือตัว


   อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องรอดูกันต่อไป


   ผ่านไปหลายวัน โรงเรียนประถมในหมู่บ้านได้ปิดเทอมลงแล้ว เห็นได้ชัดว่าใกล้จะถึงวันปีใหม่ วันหนึ่ง เสียงระฆังที่มักใช้เรียกคนในหมู่บ้านให้มาประชุมก็ดังขึ้น


   ตอนนั้นลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในบ้าน เมื่อได้ยินเสียง ทั้งคู่ก็มองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ก่อนจะสวมเสื้อโค้ททหารแล้วเตรียมตัวจะออกไปดู


   เมื่อทั้งคู่ออกมา พบว่าเหล่าปัญญาชนก็พากันออกมาจากที่พัก แล้วมุ่งหน้าไปยังลวนนวดข้าวอย่างพร้อมเพียงกัน



บทที่ 134: การล่าสัตว์ในฤดูหนาว



   เหล่าปัญญาชนเห็นลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่สวมเสื้อโค้ททหารตัวหนาและหมวกผ้าฝ้าย ต่างก็อดอิจฉากันไม่ได้ เพราะชุดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะหาใส่ได้


   ซุนเสิ้งหนานเห็นเข้าจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณแต่งตัวแบบนี้ ฤดูหนาวนี้ก็คงไม่กลัวหนาวแล้วสินะ”


   ลู่เซี่ยก็ยิ้มตอบ “ก็ไม่มีทางเลือกนี่คะ ใครจะไปทนเห็นสหายเจียงของพวกเราหนาวได้ล่ะ?”


   คนอื่นๆได้ยินแบบนั้นก็เก็บสีหน้าอิจฉาไว้ แล้วเปลี่ยนเป็นความสงสารเข้ามาแทนที่


   ก็ใช่น่ะสิ หากร่างกายของเจียงจือชิงไม่มีเสื้อผ้าหนาๆปกคลุม เขาก็คงออกจากบ้านไม่ได้แน่ๆ


   คงเป็นเพราะคนในครอบครัวกลัวว่าเขาจะป่วย จึงหาเสื้อผ้าหนาๆแบบนี้มาให้สินะ


   ลู่เซี่ยเห็นทุกคนเบนความสนใจไปแล้ว จึงรีบพูดขึ้น “ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงได้เรียกพวกเราออกมาทั้งๆที่อากาศหนาวขนาดนี้”


   ซุนเสิ้งหนานดูเหมือนจะเดาออก “น่าจะถึงเวลาล่าสัตว์ในฤดูหนาวแล้ว”


   “ล่าสัตว์ในฤดูหนาว?”


   เห็นลู่เซี่ยและเหล่าปัญญาชนรุ่นใหม่สงสัย ซุนเสิ้งหนานก็เริ่มอธิบาย “ทุกคนก็รู้ว่าบนเขามีสัตว์ป่า แต่ในป่าก็อันตราย และมีสัตว์ร้ายมากมาย ฉะนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเข้าไปในป่าลึก เพราะเกรงว่าอาจจะกลับออกมาไม่ได้”


   พูดถึงตรงนี้เธอก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งสายตาไปยังซูม่าน ผู้ที่เข้าไปในป่าแล้วไม่เคยได้รับอันตราย ทั้งยังสามารถนำของป่ากลับมาได้อีกด้วย


   เรื่องนี้คงอธิบายให้เธอเข้าใจไม่ได้


   จากนั้นก็เบนสายตากลับมาแล้วพูดต่อ “เพราะมันอันตรายมากๆ รัฐบาลจึงกำหนดให้แต่ละหมู่บ้าน สามารถล่าสัตว์ในช่วงฤดูหนาวก่อนปีใหม่ได้ปีละหนึ่งครั้ง เมื่อถึงตอนนั้น ทุกคนจะเข้าไปล่าสัตว์ในป่าลึกด้วยกัน ถือช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก”


   กู้เซี่ยงหนานได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้น “ไม่ว่าใครก็ไปได้เหรอ?”


   ซุนเสิ้งหนานเข้าใจความหมายของเขา จึงส่ายหน้า “ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวบ้านที่มีความชำนาญ หรือผู้ชายที่แข็งแรงและขึ้นภูเขาบ่อยๆ เหล่าปัญญาชนไม่ค่อยเป็นที่ต้อนรับในหมู่พวกเขา เมื่อก่อนก็เคยมีปัญญาชนฝ่ายชายไปบ้าง แต่สุดท้ายก็เหนื่อยจนทำไม่ไหว”


   ทันใดนั้น หลิวจวินที่มีนิสัยค่อนข้างเงียบขรึมก็เอ่ยปากขึ้นมา “ผมเคยไปกับพวกเขาครั้งหนึ่ง พวกเขาเดินกันเร็วมาก แม้แต่บนหิมะก็ไม่ชะลอฝีเท้า บางครั้งเมื่อเจอกระต่ายหรืออะไรแบบนั้นก็ต้องวิ่งไล่ตาม ผมตามไม่ทันเลย และตอนกลางคืนก็ต้องนอนค้างในป่า แม้จะมีถ้ำแต่ก็หนาวมาก ทรมานสุดๆ หลังจากนั้นผมยอมไปซ่อมถนนดีกว่าไปล่าสัตว์ในฤดูหนาว”


   ลู่เซี่ยมองหลิวจวินแวบหนึ่ง เขาเหมือนกับซุนเสิ้งหนานและจ้าวหัวที่ลงมาอยู่ชนบทได้สี่ปีแล้ว ดูมีร่องรอยความทุกข์ยาก ระยะที่ผ่านมาซ่อมถนนจนผอมลงอย่างถนัดตา ดูท่าจะลำบากไม่น้อย


   แต่สิ่งที่เขาพูดน่าจะเป็นความจริง


   จากนั้นก็ได้ยินซูม่านถามขึ้น “แล้วสัตว์ที่พวกเขาล่ามาได้จะแบ่งให้คนในหมู่บ้านไหม?”


   “แบ่ง” ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า “อีกไม่กี่วันก็จะถึงเวลาที่หมู่บ้านแจกจ่ายรายได้ประจำปี บางคนจะไม่รับเงิน แต่เปลี่ยนเป็นธัญพืช บางคนก็เปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อสัตว์ที่ว่านี้ นอกจากหมูที่หมู่บ้านเลี้ยงเองแล้ว ก็มีสัตว์ป่าพวกนี้ แต่คนที่ไปด้วยจะได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น”


   เมื่อพูดจบ ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   ดีแล้วที่สามารถเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ถึงจะต้องซื้อ อย่างน้อยก็ปลอดภัย


   แต่ลู่เซี่ยยังคงสงสัยอยู่ “ในเมื่อรู้ว่าหิมะตก เดินทางบนภูเขาได้อย่างลำบาก ทำไมไม่ไปช่วงก่อนหน้านี้ล่ะ? ตอนนั้นหิมะยังไม่ตกหนัก บนภูเขาก็ยังมองเห็นทางเดิน”


   เมื่อได้ยินลู่เซี่ยถามแบบนั้น คนอื่นๆก็แสดงสีหน้าสงสัยเช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็คิดแบบเดียวกัน


   จากนั้นก็ได้คำตอบจากหลิวจวิน “หลังจากหิมะตก เราจะเห็นรอยเท้าสัตว์ได้ชัดเจน ทำให้สามารถหาพวกมันได้เจอ ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะเริ่มล่าพวกมันจากตรงไหน”


   อ้อ! ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง พวกเขาช่างรู้น้อยเหลือเกิน



บทที่ 135: มิติช่องว่าง เก็บเกี่ยวธัญพืช



   เมื่อเหล่าปัญญาชนมาถึงลานนวดข้าว พวกเขาต่างได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันถึงเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูหนาว


   ในหมู่บ้านมีหน่วยทหารรักษาความปลอดภัยประจำการอยู่ แต่เป็นเพียงในนามเท่านั้น เพราะโดยปกติแล้วก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น


   การล่าสัตว์ในฤดูหนาวครั้งนี้ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ หัวหน้าหน่วยทหารรักษาความปลอดภัย ‘กัวต้าจู้’


   กัวต้าจู้มีรูปร่างสูงใหญ่ ดูแข็งแรง และน่าเชื่อถือ


   อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่มีการคัดเลือกคน ผู้นำหมู่บ้านก็ได้พูดกับเขาต่อหน้าทุกคนว่า ‘หากปัญญาชนอยากไปด้วยก็สามารถเลือกปัญญาชนได้ ต่อไปหมู่บ้านจะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน’


   เหล่าปัญญาชนได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดในใจ ตอนนี้กลับมาพูดเรื่องความเท่าเทียมเสียแล้ว


   ดังนั้น กู้เซี่ยงหนานจึงอาสาปฏิเสธแทนเหล่าปัญญาชน


   นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะในป่ามีทั้งหมาป่าและเสือ หากไม่ระวังก็อาจจะเอาชีวิตรอดกลับมาไม่ได้ พวกเขาจึงไม่อยากไปร่วมสนุกด้วย


   ท้ายที่สุด ทางหมู่บ้านได้คัดเลือกคนจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งนัดหมายเวลาที่จะออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น


   หลังจากทีมล่าสัตว์จากไป หมู่บ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ที่จริงแล้วระยะนี้ลู่เซี่ยค่อนข้างยุ่ง แต่ก็เป็นการยุ่งแบบแอบๆของเธอเอง


   เพราะธัญพืชที่เธอปลูกไว้ในช่องว่างมิตินั้น ในที่สุดก็สุกงอมพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว


   ช่องว่างมิติของเธอไม่ได้เป็นแบบที่เขียนไว้ในนิยาย ที่จะสามารถควบคุมได้ด้วยจิตใจ หรือแค่คิดก็สามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชได้โดยอัตโนมัติ


   ช่องว่างมิติของเธอนั้นจำเป็นต้องค่อยๆเก็บเกี่ยวด้วยตัวเอง


   แม้ว่าจะใช้จิตใจควบคุมได้ แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี


   โชคดีที่ช่องว่างมิติมีข้อดีอย่างหนึ่งคือ หลังจากธัญพืชสุกงอมแล้ว ตราบใดที่ยังไม่เก็บเกี่ยว สภาพก็ยังคงอยู่แบบเดิม ไม่เน่า ไม่เสีย เธอจึงเก็บเกี่ยวไปได้แบบเรื่อยๆ


   ถึงอย่างนั้น ทุกคืนก่อนนอนเธอจะแอบเข้าไปทำงานสักพัก แม้ไม่ได้ทำมากนัก แต่จิตใจก็ค่อนข้างรู้สึกเหนื่อยล้า


    ไม่รู้ว่าเจียงจวินโม่สังเกตเห็นได้อย่างไร เขาคิดว่าเธอคงเหนื่อยจากการเรียน จึงไม่ให้เธอทำอาหารในระยะนี้ ทั้งยังรับหน้าที่ทำงานบ้านเองทั้งหมด เพื่อให้เธอได้พักผ่อนอย่างเต็มที่


   ลู่เซี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจ ตั้งใจว่าจะให้เขาดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น พยายามทำให้ร่างกายของเขาดีในเร็ววัน


   หลังจากทำงานอย่างหนักเป็นเวลาสี่วัน ลู่เซี่ยก็สามารถเก็บเกี่ยวธัญพืชทั้งหมดได้สำเร็จ จากนั้นจึงนำไปสีเพื่อแยกเปลืองในกระท่อมหลังเล็ก แล้วบรรจุลงในกระสอบป่าน ก่อนจะนำไปกองรวมกันที่ลานโล่งๆ


   แม้ครั้งนี้จะไม่ได้ปลูกธัญพืชเต็มพื้นที่ แต่ก็ยังเก็บเกี่ยวได้เกือบห้าพันชั่ง


   ลู่เซี่ยคิดอยากจะหาโอกาสนำไปขาย แต่ก็ยังลังเลอยู่ หลังจากที่เธอไปสังเกตมาหลายครั้ง รู้สึกว่ามันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่นัก อีกทั้งธัญพืชของเธอก็ดูโดดเด่นเกินไป


   ดังนั้นยังคงต้องพิจารณาดูอีกที


   เมื่อมาอยู่ในยุคสมัยนี้แล้ว เธอจึงไม่กล้าที่จะประมาท เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่โลกในนิยาย แต่เป็นโลกที่มีอยู่จริง


   เธอไม่มีพลังของนางเอก จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก


   เธอเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกใบนี้ เรื่องนี้เธอเข้าใจดีมานานแล้ว


   ดังนั้น เธอจึงรู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถเข้าไปในป่าลึกที่อันตราย แล้วนำของที่ต้องการออกมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังไม่สามารถทำการค้าในตลาดมืดได้โดยไม่เกิดเรื่องแบบที่ซูม่านทำได้


   เธอเป็นเพียงคนธรรมดา!


   ดังนั้น เธอจึงควรทำตัวเป็นคนธรรมดา ไม่กล้าท้าทายกฎเกณฑ์ของสังคมและความเป็นจริง


   จะพูดว่าเธอหวงชีวิตก็ได้ หรือจะบอกว่าเธอกลัวตายก็ไม่ต่างกัน สิ่งที่เธอต้องการก็แค่อยากมีชีวิตที่ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร เธอต้องพิจารณาถึงผลลัพธ์อย่างรอบคอบ


   หลังจากเก็บเกี่ยวธัญพืชเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยก็ใช้เวลาพักร่างกายอยู่สองวัน ก่อนจะเริ่มปลูกธัญพืชใหม่อีกครั้ง


   หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น


   เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอกลับมาเป็นปกติแล้วก็โล่งใจ แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเหนื่อยล้าอย่างกะทันหัน แต่ก็แอบตัดสินใจว่าต่อไปจะไม่ให้เธอทำงานหนักจนเกินไป แม้เธอจะแข็งแรง แต่เธอก็เป็นผู้หญิง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะพยายามทำด้วยตัวเองให้ได้มากที่สุด



บทที่ 136: กลับมาพร้อมบาดแผล



   ลู่เซี่ยไม่รู้ถึงแผนการของเจียงจวินโม่ หลังจากเก็บเกี่ยวธัญพืชเสร็จแล้ว ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น ทีมล่าสัตว์ก็กลับมาอย่างกะทันหัน


   คนในหมู่บ้านต่างรู้สึกประหลาดใจ เพราะเดิมทีทีมล่าสัตว์จะใช้เวลาอยู่ในป่าราวสิบวันถึงครึ่งเดือน


   เพราะหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียว ทุกคนจึงอยากได้เนื้อสัตว์กลับมาให้มากที่สุด


   แต่ไม่คาดคิดว่าครั้งนี้จะใช้เวลาเพียงเจ็ดวันเท่านั้น เขาออกล่าจนได้เนื้อสัตว์มามากพอแล้วเหรอ?


   แต่ไม่นานทุกคนก็ต้องผิดหวัง เพราะทีมล่าสัตว์ล้วนกลับมาพร้อมบาดแผล


   ครั้งนี้ทีมล่าสัตว์ไปด้วยกันสามสิบกว่าคน กลับไม่มีใครปลอดภัยเลยสักคน


   โดยเฉพาะกัวต้าจู้ หัวหน้าหน่วยทหารรักษาความปลอดภัย ถึงกับต้องถูกหามกลับมา


   เรื่องนี้ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก รีบรุดไปตามหมอจากสถานีอนามัยมาดูอาการ


   หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ เมื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บกันครบทุกคนแล้ว ทุกคนจึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   ยกเว้นกัวต้าจู้ที่อาการค่อนข้างหนัก ส่วนคนอื่นๆล้วนมีเพียงบาดแผลภายนอก


   ส่วนอาการของกัวต้าจู้ ขาของเขาหัก แต่กระดูกไม่แตก ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด แค่พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านก็พอ


   อย่างน้อยก็ทำให้ชาวบ้านโล่งใจไปเปราะนึง


   ในตอนนี้ ทุกคนจึงมีเวลาถามพวกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่


   เมื่อทีมล่าสัตว์ได้ยินคำถามจากทุกคน พวกเขาก็ขมวดคิ้วแล้วเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน


   กลายเป็นว่าคราวนี้ทีมล่าสัตว์โชคไม่ดีเท่าไหร่นัก


   หลังจากทีมล่าสัตว์เข้าไปในป่าเป็นเวลาสี่วัน แต่กลับพบสัตว์ตัวใหญ่เลยสักตัว มีเพียงกระต่ายกับไก่ป่าที่ล่ามาได้เพียงน้อยนิด ไม่มากพอที่จะปันส่วนให้กับทุกคนในหมู่บ้านได้แน่นอน


   ดังนั้น กัวต้าจู้จึงถามความเห็นของทุกคน ก่อนจะนำทางพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า


   ไม่มีใครคาดคิดว่าการเดินทางครั้งนี้จะดันโชคร้ายจนไปเจอฝูงหมาป่าเข้า


   แม้ว่าทีมล่าสัตว์จะมีจำนวนมากกว่า แต่จำนวนหมาป่าก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน หากสู้กันจริงๆ คงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหมาป่าทั้งฝูงแน่


   แต่การจะหนีก็สายเกินไปแล้ว กัวต้าจู้จึงเสนอให้ทุกคนรุมเล่นงานหมาป่าจ่าฝูง


   อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการโจมตีของฝูงหมาป่าที่มีพละกำลังมากกว่า ในที่สุดทีมล่าสัตว์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ไหว ไม่นานก็มีคนได้รับบาดเจ็บ


   ขาของกัวต้าจู้ได้รับบาดเจ็บในระหว่างให้ความช่วยเหลือคนในทีม โชคดีที่ทุกคนพยายามอย่างหนักจนสามารถฆ่าหมาป่าจ่าฝูงได้ ทำให้หมาป่าตัวอื่นๆเกิดความกลัวแล้ววิ่งหนีไป


   แต่สถานการณ์ของทีมล่าสัตว์ก็ย่ำแย่มาก เพราะได้รับบาดเจ็บกันเกือบทุกคน


   ในตอนนี้ สภาพของทุกคนไม่เหมาะที่จะออกล่าต่อได้ จึงจำเป็นต้องเดินทางมายังหมู่บ้าน


   ทีมล่าสัตว์เร่งเดินทางกลับโดยไม่หยุดพักแม้ในตอนกลางคืน ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืน ในที่สุดก็กลับมาถึงหมู่บ้าน


   ดังนั้น นอกเหนือจากกระต่ายและไก่ป่าจำนวนหนึ่งที่ล่าได้ในตอนแรก สัตว์ที่นำกลับมาเพิ่มเติมก็มีเพียงซากหมาป่าสี่ตัว กับกวางตัวหนึ่ง ที่บังเอิญเจอระหว่างทางกลับ


   ของเหล่านี้ไม่เพียงพอสำหรับแบ่งให้ทุกคนอย่างแน่นอน อีกทั้งยังมีคนบาดเจ็บมากมาย อาจกล่าวได้ว่าการล่าสัตว์ในฤดูหนาวครั้งนี้ไม่คุ้มค่าเลย


   แม้ชาวบ้านรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ เพราะมันเป็นเรื่องของโชคชะตา และทีมล่าสัตว์ก็ยังได้รับบาดเจ็บ


   ดังนั้น ผู้นำหมู่บ้านจึงตัดสินใจไม่แบ่งเนื้อที่ล่ามาได้ แต่จะให้ทีมล่าสัตว์แบ่งเนื้อที่ล่ามาได้ตามผลงาน


   แม้ชาวบ้านจะรู้สึกไม่พอใจ แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา


   เพียงแค่ทุกคนต่างรู้ดีว่าปีนี้มีเนื้อน้อยลง


   ในหมู่บ้านเลี้ยงหมูไว้ทั้งหมดสี่ตัว สองตัวเป็นหมูตามภาระหน้าที่ ส่วนอีกสองตัวที่เหลือพวกเขามักจะขายไปหนึ่งตัว และแบ่งกันกินอีกหนึ่งตัว


   แต่หลังจากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น จึงมีคนในหมู่บ้านเสนอว่าให้เก็บหมูไว้ทั้งสองตัวโดยไม่ต้องขาย แต่ผู้นำหมู่บ้านคำนึงถึงทรัพย์สินของหมู่บ้านจึงลังเลอยู่บ้าง เพราะเงินที่ได้จากการขายหมูจะเก็บไว้เป็นทรัพย์สินของหมู่บ้าน


   ท้ายที่สุดก็ยังไม่ได้ให้คำตอบ เพียงบอกว่าค่อยว่ากันทีหลัง ทำให้ทุกคนรู้สึกผิดหวังไปตามๆกัน


   ลู่เซี่ยก็เช่นกัน


   หมูที่เลี้ยงในหมู่บ้านมีขนาดตัวที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ละตัวก็แค่ร้อยกว่าจินเท่านั้น แม้จะเก็บไว้สองตัวก็คงไม่พอให้คนในหมู่บ้านแบ่งกัน


   เดิมทีคิดว่าเมื่อถึงปีใหม่จะได้กินเนื้อกันอย่างเต็มที่ ดูเหมือนว่าจะต้องผิดหวังเสียแล้ว


   ลู่เซี่ยถอนหายใจ คิดว่าทำไมการจะกินเนื้อได้อย่างอิสระถึงได้ยากเย็นเหลือเกิน!



บทที่ 137: หมูป่าสามตัว



   เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของลูเซี่ยก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ “คราวหน้าเขียนจดหมายให้ที่บ้านส่งคูปองเนื้อมาให้เพิ่มได้นะ”


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็มองเขาอย่างหงุดหงิด “อย่าพูดเหลวไหล คูปองเนื้อที่บ้านนายก็ให้นายมาหมดแล้ว นายยังกล้าขออีกเหรอ?”


   เจียงจวินโม่ยิ้มเล็กน้อย “พวกเขาก็ต้องเก็บไว้บ้างแหละ แต่ละเดือนคุณปูู่จะได้รับคูปองเนื้อมาหลายใบ แบ่งให้ผมบ้างก็พอกินแล้ว”


   “ไม่ได้หรอก นายแต่งงานแล้ว ไม่ควรพึ่งพาครอบครัวตลอด อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าพวกเราจะซื้อไม่ได้สักหน่อย รอให้หมู่บ้านฆ่าหมู ถึงตอนนั้นเราก็รีบไปหน่อย พยายามซื้อให้ได้เยอะๆ”


   “ตกลง ผมฟังคุณ”


   ขณะทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่ในบ้าน ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากด้านนอก


   ทั้งคู่คิดว่าคงจะเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ จึงรีบออกไปดู


   จากนั้นก็เห็นว่าชาวบ้านวิ่งไปทางเดียวกันหมด


   ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่เธอเห็นป้าชุ่ยอวิ๋นอยู่ด้านหน้าพอดี จึงเดินเข้าไปถาม “ป้ารู้ไหมว่าทุกคนกำลังไปไหนกัน?”


   ป้าชุ่ยอวิ๋นเห็นลู่เซี่ยก็ยิ้มตอบ “โอ้! ลู่จือชิงไม่รู้หรอกเหรอ? เป็นซูจือชิงน่ะ! เธอเก่งจริงๆ แค่เธอคนเดียวก็จับหมู่ป่าได้ทั้งรังแล้ว!”


   “หา! อะไรนะ?” ซูจือชิง... ซูม่านเหรอ?


   ก่อนที่เธอจะทันคิดให้กระจ่าง ป้าชุ่ยอวิ๋นก็พูดต่อ “ก็ซูม่าน ซูจือชิงนั่นแหละ เธอขึ้นเขาไปขุดกับดักคนเดียว จับหมูป่าได้ถึงสามตัว เป็นหมู่ป่าตัวใหญ่สองตัว และหมู่ป่าตัวเล็กอีกหนึ่งตัว ซูจือชิงนี่กล้าจริงๆเลยนะ เป็นเด็กสาวตัวเล็กๆแต่กลับกล้าขึ้นเขาคนเดียว”


   ลู่เซี่ยฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจแล้ว ดูเหมือนซูม่านจะขึ้นเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ได้ผลตอบแทนเป็นสัตว์ใหญ่ถึงสามตัว


   ช่างกล้าจริงๆ คงต้องบอกว่าเป็นเพราะพลังของนางเอกที่แรงกล้า ไม่อย่างนั้นจะมีใครกล้าขึ้นเขาไปคนเดียว


   ดูเหมือนครั้งนี้เธอจะกลับมาโดดเด่นขึ้นอีกครั้งแล้ว


   ป้าชุ่ยอวิ๋นให้ข้อมูลเสร็จสรรพก็รีบบอกลาลู่เซี่ย “ฉันต้องไปดูหน่อยแล้ว หมูป่าตั้งสามตัวเชียวนะ จะมีเนื้อมากแค่ไหนกัน!”


   มองร่างของป้าชุ่ยอวิ๋นที่รีบเดินจากไป ลู่เซี่ยจึงหยุดรอเจียงจวินโม่ เห็นได้ชัดว่าเจียงจวินโม่ก็ได้ยินคำพูดของป้าชุ่ยอวิ๋นเหมือนกัน เขาเดินมาข้างๆเธอแล้วพูดอย่างจริงจัง “คุณห้ามขึ้นเขาคนเดียวนะ”


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้ม “ฉันไม่กล้าขึ้นเขาคนเดียวหรอก นายคิดว่าใครๆก็เป็นซูม่านกันได้หมดเหรอ?” หลังจากซูม่านขึ้นเขา ไม่เพียงแค่เธอจะไม่ได้รับอันตราย แต่เธอยังได้ของติดไม้ติดมือกลับมาอีกด้วย”


   แต่เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็กลอกตาไปมา ก่อนจะแกล้งถามขึ้นอีกครั้ง “นายไม่รู้สึกหรอกเหรอว่าซูม่านเก่งมาก? ขึ้นเขาทีไรก็ได้ของติดไม้ติดมือมาตลอด คนอื่นทำไม่ได้หรอก”


   เจียงจวินโม่ได้ยินก็ขมวดคิ้ว “อันตรายเกินไป! เรื่องแบบนี้ไม่ควรคิดว่าโชคดีหรอกนะ”


   เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการกระทำของซูม่าน


   ลู่เซี่ยได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับเขาต่อ


   เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงเชิงเขา สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือ ชายฉกรรจ์หลายคนจากในหมู่บ้านกำลังแบกหมูป่าสามตัวลงมา


   แม้จะมีหมูป้าตัวใหญ่สองตัว และตัวเล็กอีกหนึ่งตัว แต่ตัวเล็กนั้นดูเหมือนจะหนักเกือบสองร้อยจินเข้าไปแล้ว ไม่ต้องพูดถึงตัวใหญ่ ต้องใช้คนสี่คนหามถึงจะแบกลงมาได้ เห็นได้ชัดว่าหนักไม่เบาเลย


   ชาวบ้านที่เห็นต่างตื่นเต้นไม่หยุด


   โดยเฉพาะเมื่อเห็นซูม่านที่เดินตามลงมา ทุกคนต่างเข้าไปถามโน่นถามนี่


   ซูม่านตอบสั้นๆเพียงกี่ประโยค ก่อนจะหันไปพูดกับผู้นำหมู่บ้านโดยตรง “หมูป่าพวกนี้ยังอุ่นๆอยู่ น่าจะเพิ่งตายไปไม่นาน ฉันขอเสนอให้จัดการเลยดีกว่า ถ้าทิ้งไว้นานกว่านี้จะไม่อร่อย อีกอย่างใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว ชาวบ้านก็รอกินเนื้อกันอยู่”


   ผู้นำหมู่บ้านได้ยินแล้วก็ยิ้มทันที “ดีๆ งั้นก็จัดการเลย เดิมทีก็กะจะฆ่าหมูพรุ่งนี้ งั้นวันนี้ก็ฆ่าไปพร้อมกันเลยแล้วกัน พวกที่อยากซื้อเนื้อหรือใช้คะแนนงานแลกเนื้อก็กลับไปเตรียมตัวกัน เดี๋ยวจะไปเแบ่งนื้อที่ลานนวดข้าว แล้วก็แจกเงินด้วย”



บทที่ 138: ซื้อเนื้อหมู



   ชาวบ้านได้ยินต่างก็พาตื่นเต้นกันใหญ่


   “ดีจังเลยนะ มีเนื้อเยอะขนาดนี้ คงจะพอแบ่งให้ทุกบ้านแน่ๆ”


   “ถูกแล้ว! ปีนี้บ้านฉันตั้งใจจะแลกไปเยอะหน่อย หลังปีใหม่ลูกชายคนรองก็จะแต่งงานแล้ว”


   “บ้านฉันก็จะแลกไปเยอะๆเหมือนกัน ไม่ได้กินเนื้อมาทั้งปี เด็กๆอยากกินกันจะแย่แล้ว”


   “ไม่นึกเลยว่าซูจือชิงจะเก่งขนาดนี้ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแต่กลับขุดกับดักจับหมูป่าได้”


   “ใช่แล้ว! พวกเราคงต้องขอบคุณซูจือชิงด้วย ไม่งั้นปีนี้คงมีเนื้อไม่พอให้แบ่งแน่ๆ ก่อนหน้านี้ผู้นำหมู่บ้านก็กังวลอยู่ ตอนนี้คงโล่งใจได้บ้างแล้ว!”


   “ถูก! ซูจือชิงเป็นคนดีจริงๆ กล้าหาญ และยังทำประโยชน์ให้หมู่บ้านด้วย”


   ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ได้ยินคำเยินยอของชาวบ้าน ต่างก็สบตากันแวบหนึ่ง แล้วรีบกลับไปเตรียมตัว


   แต่ลู่เซี่ยยังสงสัยอยู่ในใจ ทำไมซูม่านถึงยอมเอาเนื้อให้หมู่บ้านง่ายๆแบบนี้


   แม้ตอนนี้จะมีกฎว่าของในป่าเป็นของส่วนรวม แต่นี่ก็เป็นผลงานที่ซูม่านวางกับดักเองนี่นา ยกให้หมู่บ้านไปง่ายๆแบบนี้ แล้วเธอจะได้อะไรล่ะ?


   คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก แต่เธอรู้ว่าซูม่านไม่มีทางทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทนแน่นอน


   เธอคงมีเป้าหมายบางอย่างที่ต้องการ ถึงได้ยอมเสียสละเนื้อให้ทางหมู่บ้านด้วยความเต็มใจ แต่ลู่เซี่ยก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายของเธอคืออะไร


   อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเธอ ตอนนี้เธอแค่อยากไปให้เร็วที่สุดเพื่อซื้อเนื้อให้ได้มากๆ


   ลู่เซี่ยกลับบ้านไปเอาเงินและตระกร้าใส่เนื้อ ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ลานนวดข้าวพร้อมกับเจียงจวินโม่


   ที่ลานนวดข้าวตอนนี้มีชาวบ้านมากันเยอะแล้ว ทุกคนต่างเข้าแถวรอคิว


   ผู้นำหมู่บ้านและเหรัญญิก รวมถึงฝ่ายคิดเงินก็อยู่ที่นั่นด้วย พวกเขากำลังคำนวณว่า หลังจากนำคะแนนงานในรอบหนึ่งปีของชาวบ้านมาแลกข้าวแล้ว ถึงตอนนั้นจะเหลือเงินให้แจกจ่ายอีกเท่าไหร่ จะได้แจกจ่ายไปในคราวเดียวกันนี้เลย


   ครอบครัวที่อยู่ด้านหน้าลู่เซี่ย หลังจากพวกเขาใช้คะแนนงานแลกข้าวแล้ว พวกเขายังได้รับเงินอีกห้าสิบหยวนแปดเหมา ทั้งครอบครัวดีใจกันมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นเงินจำนวนมากสำหรับพวกเขา เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจซื้อเนื้อหมูป่าถึงห้าจิน


   ทำให้คนในหมู่บ้านคนอื่นๆ ต่างมองด้วยความอิจฉา


   “ปีนี้ครอบครัวลุงหวังไม่เลวเลยนะ!”


   “ใช่ ทั้งครอบครัวมีกันอยู่แปดคน ก็พากันออกไปทำงานกันหมด ลูกชายก็ขยัน ทำให้คะแนนงานสูงตามไปด้วย!”


   “ใช่แล้ว เนื้อห้าจินเลยนะ ช่างกล้าซื้อจริงๆ”


   “โอ้! บ้านฉันซื้อแค่สองจินก็ต้องกัดฟันซื้อแล้ว”


   “สองจินก็ไม่น้อยนะ บ้านฉันวางแผนจะซื้อแค่ครึ่งจินเอาไว้กินแก้อยาก”


   เมื่อถึงคิวของลู่เซี่ย เหรัญญิกสือมองพวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลังจากคืนข้าวที่ยืมไปก่อนหน้านี้แล้ว ที่เหลือก็เอาไปแลกข้าวหมด พวกคุณทั้งคู่ไม่มีเงินเหลือแบ่งหรอก!”


   ลู่เซี่ยไม่สนใจท่าทีของเขา “ฉันรู้ พวกเราตั้งใจจะจ่ายเงินซื้อเนื้อสักหน่อย”


   ผู้นำหมู่บ้านที่อยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์จึงเอ่ยปากด้วยตัวเอง “เนื้อหมู เจ็ดเหมาต่อหนึ่งจิน เนื้อหมูป่า ห้าเหมาต่อหนึ่งจิน”


   พูดจบก็อธิบายต่อ “ราคานี้ถูกกว่าที่ร้านสหกรณ์นะ ถ้าไปซื้อที่ร้านสหกรณ์ต้องเพิ่มอีกอย่างละสองเหมา นี่เพราะเห็นว่าทุกคนเป็นคนในหมู่บ้านถึงได้ขายให้ในราคาที่ถูก”


   ลู่เซี่ยรู้ดีอยู่แล้ว เนื้อที่ถูกที่สุดของร้านสหกรณ์ก็ยังมีราคาสูงถึงเจ็ดเหมาแปด และนั่นก็เป็นเนื้อส่วนที่ไม่ดี เนื้อส่วนดีๆก็เกือบหนึ่งหยวนต่อจินแล้ว


   ดังนั้นราคาที่หมู่บ้านขายจึงถูกจริงๆ ทั้งยังไม่ต้องใช้คูปองด้วย


   ลู่เซี่ยจึงเอ่ยปากทันที “เอาเนื้อหมูนะ เนื้อสามชั้นห้าจิน สันในหนึ่งเส้น ซี่โครงหนึ่งแผง ขาหมูสองอัน”


   หลังจากการสั่งซื้อครั้งนี้ ผู้คนรอบข้างต่างพาตะลึงงัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คาดคิดว่าเธอจะซื้อมากมายขนาดนี้


   ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็ยิ้มอย่างเขินอาย “ตั้งแต่ลงชนบทมา ฉันแทบไม่ได้กินเนื้อสักเท่าไหร่ ร่างกายของเจียงจือชิงไม่ค่อยแข็งแรง จำเป็นต้องบำรุงให้ดีๆสักหน่อย ฉันคิดว่าตอนนี้อากาศหนาว เนื้อเก็บได้นาน เลยตั้งใจจะซื้อให้เยอะหน่อยน่ะ”


   หากไม่ติดว่าต้องระวังไม่ให้ดูโดดเด่นเกินไป เธออยากจะซื้อหมูครึ่งตัวเลยทีเดียว


   เธออยากทานจริงๆ และการเข้าไปในตัวเมืองในช่วงฤดูหนาวก็เป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเท่าไหร่ ที่สำคัญ คูปองเนื้อที่เหลืออยู่ก็มีไม่มาก เนื้อสองสามจินที่อยู่ในช่องว่างมิติ เธอก็หาข้ออ้างเอาออกมาทานจนหมดแล้ว


   ตอนนี้ทั้งคู่ไม่มีเนื้อเหลืออยู่เลยจริงๆ



บทที่ 139: ความอิจฉาของชาวบ้าน



   ทุกคนต่างเข้าใจให้เหตุผลของลู่เซี่ย แต่ถึงแม้จะเข้าใจเป็นอย่างดี สุดท้ายก็ยังอดอิจฉาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมควักเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อซื้อเนื้อในคราวเดียว


   ผู้นำหมู่บ้านเห็นได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มทันที “ต้องการเนื้อหมูใช่ไหม? ไม่เอาเนื้อหมูป่าหรอกเหรอ?”


   ลู่เซี่ยส่ายหัว “ไม่เอา ขอแค่เนื้อหมูเท่านั้น” เนื้อหมูป่าเหนียวเกินไป เธอจึงไม่ชอบ


   ผู้นำหมู่บ้านพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปสั่งให้เหรัญญิกคิดราคา เมื่อลู่เซี่ยจ่ายเงิน คนที่รับผิดชอบหั่นเนื้อด้านหลังก็หั่นเนื้อเสร็จพอดี จากนั้นทั้งคู่ก็ถือเนื้อจากไปท่ามกลางสายตาอิจฉาของคนอื่นๆ


   เกือบสิบหยวนเชียวนะ!


   คนแก่ในหมู่บ้านมองลู่เซี่ยด้วยสายตาที่ราวกับว่าเธอเป็นแม่บ้านที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย


   แต่คนหนุ่มสาวกลับอิจฉาที่สามีภรรยาคู่นี้มีชีวิตที่ดี ไม่มีผู้ใหญ่คอยควบคุม และญาติในเมืองยังคอยดูแลอยู่เสมอ


   ช่างเป็นชีวิตที่ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องและความเป็นอยู่ น่าอิจฉาจริงๆ!


   แต่เมื่อนึกถึงสถานะปัญญาชนของทั้งคู่ ความอิจฉาเหล่านั้นก็จางลงไป


   ทั้งที่เป็นคนเมืองแท้ๆ แต่กลับต้องมาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ในชนบท ทั้งยังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่ ร่างกายของผู้ชายก็ไม่แข็งแรง หาคะแนนงานได้ไม่มาก หากวันไหนไม่มีครอบครัวคอยดูแล ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือเปล่า


   เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทุกคนจึงไม่ค่อยสนใจอะไรแล้ว


   ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ช่วยกันถือเนื้อกลับมาด้วยความดีใจ


   “คราวนี้เราจะได้ทานกันไปสักพัก งั้นคืนนี้เรามาทานกันเลยดีกว่า จะได้แก้อาการอยากทานเนื้อสักที”


   เจียงจวินโม่คิดอยู่ครู่หนนึ่ง “อีกไม่กี่วันก็ถึงวันปีใหม่แล้ว เก็บไว้ทานตอนปีใหม่ดีกว่ามั้ย”


   “ไม่เป็นไรหรอก อีกไม่กี่วันเองนี่ หลายวันมานี้ฉันไม่ได้ทานเนื้อเลย ฉันอยากทานจริงๆนะ”


   เจียงจวินโม่ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้น


   “ได้ งั้นก็ทำเลย”


   ลู่เซี่ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะถาม “นายจะทำหรือให้ฉันทำ? ที่บ้านไม่ค่อยมีผักเท่าไหร่ ไม่งั้นเนื้อสันในผัดพริกนี่อร่อยที่สุดเลยนะ อ๊ะ! ลืมไปเลย น่าจะซื้อกระดูกมาสักหน่อย ที่บ้านมีผักกาดดองตุนไว้เยอะแยะ น่าจะซื้อมาต้มกับผักกาดดองนะ”


   เจียงจวินโม่ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดของเธอ “สิ่งที่คุณคิดได้ คนอื่นก็คิดได้เหมือนกัน กระดูกราคาถูก คุณไม่เห็นเหรอว่าคนในหมู่บ้านซื้อเนื้อเสร็จแล้วก็ยังไม่ไป เพราะพวกเขากำลังรอซื้อกระดูกกันอยู่น่ะ"


   ได้ยินเข้าพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยถึงได้เข้าใจ ก็จริงนะ ถึงตอนนี้จะกลับไปซื้อก็คงไม่ถึงคิวพวกเราแล้ว งั้นช่างมันเถอะ มีเนื้อนิดหน่อยก็ยังดี หากต้องทานแค่ผักกาดดองต้มคงเบื่อแย่”


   เจียงจวินโม่ยิ้มพลางส่ายหัว “คืนนี้ผมจะทำผักกาดขาวตุ๋นเนื้อเองนะ”


   “ได้เลย นายทำเถอะ!”


   วันนั้น ครอบครัวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านต่างทำอาหารที่มีเนื้อ ทั่วทั้งหมู่บ้านจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นเนื้อ


   ที่พักของปัญญาชนก็ซื้อเนื้อมาไม่น้อย แต่เป็นการรวมกันซื้อของคนหลายคน ที่พักของปัญญาชนมีหม้อเพียงสองใบ เพียงแค่ต้องการประหยัดฟืนก็ไม่สามารถทำอาหารแยกกันได้ ดังนั้นทุกคนจึงทำอาหารมาทานร่วมกัน เพียงแค่แบ่งฝั่งชายและหญิง


   คราวนี้ปัญญาชนฝ่ายหญิงรวมเงินกันซื้อเนื้อหมูป่ามาสิบจิน แม้แต่เฉิงอวี้เจียวที่มีคะแนนงานไม่มากก็ยังร่วมออกเงิน


   ตอนเย็นก็นำมาทำเป็นอาหารทานกันเพียงนิดหน่อย แต่ระหว่างที่กำลังทานข้าว เฉิงอวี้เจียวก็ได้ยินว่าเนื้อหมูป่านี้เป็นซูม่านที่ขุดหลุมพรางมาได้ เธอจึงเริ่มทำหน้าบูดบึ้งอีกครั้ง


   “ฉันก็ว่าทำไมเนื้อนี่มันไม่อร่อยเลย ยังมีกลิ่นเหม็นสาบอีก ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เองที่เอามา น่าแปลกใจจริงๆ!”


   อวี๋ฟางที่กำลังยกอาหารมาให้เธอทำหน้าเฉยเมยแสร้งไม่ได้ยิน


   แต่ซุนเสิ้งหนานที่อยู่ในห้องกลับได้ยินเข้า


   เธอรู้สึกขัดหูกับคำพูดของเฉิงอวี้เจียวมาก จึงขมวดคิ้วด้วยความรำคาญใจ “ถ้าเธอไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน”


   ใครจะรู้ว่าเมื่อเฉิงอวี้เจียวได้ยินแล้วก็เบ้ปากพูดทันที “ฉันก็จ่ายเงินมาแล้ว ทำไมจะกินไม่ได้? ฉันจะกิน! แต่ทำไมมีเนื้อน้อยจัง พวกเธอตั้งใจตักให้ฉันแค่นิดเดียวใช่ไหม? ไม่ได้นะ พวกเธอจะมารังแกฉันที่ต้องใช้ชีวิตอยู่แต่บนเตียงแบบนี้ไม่ได้! ฉันต้องไปบอกพี่เซี่ยงหนานให้รู้เรื่องนี้!”



บทที่ 140: ความลังเลของซุนเซิ่งหนาน



   เมื่อซุนเสิ้งหนานได้ยินนแบบนั้น คำอธิบายที่เธอเตรียมไว้ก็ชะงักลง สุดท้ายก็ไม่อยากสนใจเฉิงอวี้เจียวอีกต่อไป


   “ตามใจเธอเถอะ อยากหาก็หาไป” แล้วเธอก็เดินออกไป


   อวี๋ฟางที่เหลืออยู่ก็พูดกับเฉิงอวี้เจียวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เธอกินเสร็จแล้วฉันจะมาเก็บ”


   แล้วอวี๋ฟางก็จากไปเช่นกัน


   เฉิงอวี้เจียวที่นอนอยู่บนเตียง เมื่อเห็นพวกเธอเป็นแบบนั้นก็โกรธจนแทบจะเขวี้ยงข้าวในมือทิ้ง


   แต่สุดท้ายก็อดทนเอาไว้ ทำได้เพียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันคิดในใจว่า ‘เมื่อเธอหายดีแล้ว เธอจะต้องให้บทเรียนกับคนที่รังแกเธอซะบ้าง!’


   ทางด้านลู่เซี่ย เมื่อวานเธอยังสงสัยว่าทำไมซูม่านถึงยกเนื้อให้เนื้อกับทางหมู่บ้านไปง่ายๆ วันรุ่งขึ้นก็ได้รู้เหตุผลจากซุนเสิ้งหนาน


   ซุนเสิ้งหนานมาหาเธอเพื่อพูดคุย เพราะใกล้ถึงช่วงปีใหม่แล้ว ปัญญาชนรุ่นเก่าหลายคนวางแผนจะกลับไปเยี่ยมบ้าน


   เหล่าปัญญาชนที่ลงชนบทมาเกินหนึ่งปีสามารถขอลาไปเยี่ยมบ้านได้ แต่ต้องกลับมาตามเวลา ไม่อย่างนั้นจะถูกทางรัฐบาลส่งตัวกลับและจะมีบันทึกไว้ในการตรวจสอบทางการเมือง


   ซุนเสิ้งหนานลงชนบทมาหลายปีและไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเลย ปีนี้จึงตั้งใจว่าจะกลับไปสักครั้ง แต่เพราะก่อนหน้านี้เธอซื้อของขวัญแต่งงานให้น้องสาว ทำให้เงินในมือค่อนข้างตึง


   เหล่าปัญญาชนฝ่ายหญิงอย่างเฉินเสวี่ยก็วางแผนจะกลับบ้านเหมือนกัน บ้านของพวกเธอทั้งสองอยู่ทางใต้ หากกลับก็จะไปทางเดียวกัน ส่วนเหล่าปัญญาชนฝ่ายชายก็มีหลายคนที่วางแผนจะกลับเช่นกัน


   ที่เหลือก็ตัดสินใจจะอยู่ฉลองปีใหม่ในหมู่บ้าน


   ส่วนซุนเสิ้งหนานยังคงมีความลังเลอยู่ เธอยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกลับหรือไม่ และไม่มีใครให้คำปรึกษาได้ เธอจึงนึกถึงลู่เซี่ย


   แม้ลู่เซี่ยจะลงมาอยู่ชนบทมาได้เพียงครึ่งปี แต่จากที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เธอก็รู้ว่าลู่เซี่ยเป็นคนที่มีความคิดดี แม้จะเป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ แต่กลับปรับตัวได้เร็วที่สุด และตอนนี้ลู่เซี่ยก็เป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ที่มีชีวิตดีที่สุด


   ดังนั้นเธอจึงอยากมาถามความคิดเห็นของลู่เซี่ย


   ส่วนลู่เซี่ยก็แปลกใจ เพราะเดิมทีซุนเสิ้งหนานเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่ครั้งนี้กลับต้องมาขอความเห็นจากเธอ


   สมแล้วที่ใครต่อใครต่างพูดกัน เมื่อเผชิญหน้ากับครอบครัวและความรักของญาติพี่น้อง แม้แต่คนที่มีเหตุผลที่สุดก็ยังใช้อารมณ์


   เธอไม่รู้จักครอบครัวของซุนเสิ้งหนาน แต่จากเรื่องที่ได้ยินในครั้งก่อน และที่ได้เห็นได้ยินในทุกวัน ลู่เซี่ยคาดว่าครอบครัวของเธอคงทอดทิ้งเธอไปแล้ว เพียงแต่เธอยังมีความหวังดีต่อครอบครัวอยู่


   หากไม่เป็นอย่างนั้น หลายปีที่ผ่านมานี้เธอคงไม่ส่งของดีๆที่หามาได้อย่างยากลำบาก รวมถึงของป่ากลับไปให้ครอบครัวทุกครั้ง


   เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยปากแนะนำ “ลองกลับไปดูสักครั้งก็ดีนะ”


   ซุนเสิ้งหนานได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ฉันนึกว่าเธอจะห้ามไม่ให้ฉันกลับไปซะอีก”


   “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ?”


   “ก่อนมาหาเธอ ฉันพอจะถามความเห็นจากคนอื่นๆมาบ้าง พวกเขาบอกว่าอย่ากลับไปเลย”


   ลู่เซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะรู้ความหมายของทุกคนดี แค่เพียงกลัวว่าเธอจะเสียใจหลังจากกลับไปเท่านั้นเอง


   แต่คนเราก็เป็นแบบนี้แหละ เมื่อไม่ได้เจอกันก็จะคิดถึงตลอด จะเป็นอย่างไรจริงๆก็ต้องได้เห็นกับตาถึงจะรู้ บางครั้งความผิดหวังก็ต้องได้สัมผัสด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจ มีเพียงความผิดหวังเท่านั้นที่จะทำให้ตัดใจได้อย่างสิ้นเชิง


   ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงพูดอีกครั้งด้วยความจริงใจ “เธอมาอยู่ชนบทหลายปีแล้ว ถ้าคิดถึงบ้านก็กลับไปดูสักครั้งสิ แต่รถไฟในช่วงปีใหม่นี่คนเยอะนะ ไม่ค่อยปลอดภัย ตอนเธอกลับไปอย่าเอาของไปเยอะนัก เอาเสื้อผ้าไปเปลี่ยนสักสองชุดก็พอแล้ว”


   ซุนเสิ้งหนานได้ยินแบบนั้นก็อุทานเสียดัง “ฉันยังตั้งใจจะเก็บเงินซื้อของป่าติดไม้ติดมือกลับไปด้วยเลย ถ้ากลับไปมือเปล่าจะดูไม่ดีรึเปล่า?”


   “จะเป็นไปได้ยังไง? เธอเป็นลูกสาวของพวกเขา ไม่ได้เจอกันมาหลายปี แค่ตัวเธอกลับไปพวกเขาก็ดีใจจะแย่แล้ว อีกอย่าง หลายปีมานี้เธอก็ส่งของกลับบ้านไปไม่น้อยแล้วนี่ ไม่ขาดตกบกพร่องหรอก”


   “อย่างนั้นเหรอ? งั้นก็ได้ ฉันจะทำตามที่เธอบอก”




จบตอน

Comments