countryside ep141-160

บทที่ 141: แผนการของซูม่าน


   ซุนเสิ้งหนานรับปากด้วยความดีใจ เห็นได้ชัดว่าเธอได้รับคำตอบที่ต้องการจากลู่เซี่ยแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็เพิ่มมากขึ้น


   หลังจากคุยกันไปสักพัก เธอก็อดทนต่อความตื่นเต้นไม่ไหว จึงตั้งใจจะรีบกลับไปเตรียมตัว และหาเวลาเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อซื้อตั๋วรถไฟ


   อย่างไรก็ตาม เธอไม่ลืมที่จะบอกลู่เซี่อถึงเหตุผลที่ซูม่านยอมยกเนื้อให้กับทางหมู่บ้านไปง่ายๆ


   ที่แท้หลังจากที่ซูม่านยกเนื้อเหล่านั้นให้กับทางหมู่บ้านแล้ว เธอก็เสนอข้อเรียกร้องหนึ่งข้อคือ เธออยากสร้างบ้านหลังหนึ่งแยกต่างหาก


   ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่นๆ คิดสักครู่แล้วตอบตกลง


   เหตุผลที่ก่อนหน้านี้ทางหมู่บ้านไม่ยอมตอบลงก็คือ ทนไม่ได้ที่เหล่าปัญญาชนอยู่กันอย่างสุขสบาย แต่ตอนนี้เมื่อได้รับผลประโยชน์แล้ว จึงอนุญาตให้พวกเขาสร้างได้ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ออกเงินเอง เมื่อจากไปก็ยังทิ้งไว้ให้กับทางหมู่บ้านอีกด้วย


   ส่วนคนอื่นๆในที่พักของปัญญาชนได้ยินว่าเธอจะสร้างบ้านด้วยตัวเอง ต่างก็พากันรู้สึกอิจฉาทั้งนั้น


   อีกทั้งยังได้ยินว่า หากต่อไปคนอื่นอยากสร้างก็สามารถสร้างได้เหมือนกัน


   ทันใดนั้นกู้เซี่ยงหนานก็ถามถึงรายละเอียด ดูเหมือนว่าเขาเองก็อยากสร้างด้วย


   คนอื่นๆก็อยากจะสร้างเหมือนกัน แต่เพราะไม่มีเงินมากพอ จึงได้แต่คิดอยู่ในใจเท่านั้น


   ลู่เซี่ยฟังแล้วเข้าใจ เพราะเธอคาดเดาไว้แต่แรกแล้วว่านางเอกไม่มีทางทำอะไรโดยเปล่าประโยชน์


   แต่เดิมหมูป่าบนภูเขาก็เป็นของทางหมู่บ้านอยู่แล้ว ตอนนี้ซูม่านใช้หมูป่าพวกนั้นแลกกับสร้างบ้านของตัวเอง ต่อไปเธอก็จะได้อยู่บ้านของตัวเอง ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเฉิงอวี้เจียวอีก สำหรับเธอแล้วก็ถือว่าไม่เลวเลย


   ถึงอย่างไร เรื่องพวกนี้ก็ไม่เกี่ยวกับลู่เซี่ยอีกนั่นแหละ


   ในวันที่เหล่าปัญญาชนรุ่นเก่าจะเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อซื้อตั๋วรถไฟ ลู่เซี่ยก็ลังเลว่าจะไปด้วยดีหรือไม่


   แม้ว่าตอนนี้ที่บ้านจะมีข้าวของเครื่องใช้ครบทุกแล้ว แต่เธอก็อยากเข้าไปดูที่ตลาดมืด เพราะเธอคิดว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่คงไม่เข้มงวดมาก ถึงตอนนั้นจะได้ดูว่าจะนำธัญพืชในช่องว่างมิติออกได้บ้างไหม


   แต่สุดท้ายความคิดนี้ก็ถูกเธอล้มเลิกไป เพราะขณะที่เธอกำลังวางแผนทั้งหมดนี้ เจียงจวินโม่ก็เสนอว่าจะเข้าไปในตัวอำเภอด้วย แม้เธอจะปฏิเสธหลายต่อหลายครั้งก็ไม่เป็นผล สุดท้ายจึงตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้ไปเลยดีกว่า


   ผ่านไปอีกไม่กี่วัน ทั้งคู่หาวันว่างเข้าไปในตัวเมืองด้วยกัน


   อีกไม่กี่วันก็จะถึงปีใหม่แล้ว เหล่าปัญญาชนที่อยากกลับบ้านเกิดก็ได้กลับไปแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าตอนนี้ตระกูลเจียงจะส่งของมาอีก!


   ขณะที่พวกเขารอรับพัสดุในครั้งนี้ กลับมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นคือ มีจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงลู่เซี่ย


   ลู่เซี่ยหยิบจดหมายขึ้นมาดู ก่อนจะพบว่าชื่อบนซองเป็นลายมือของลู่ชิว เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าทำไมลู่ชิวถึงเขียนจดหมายถึงเธอ


   แต่ต่อให้แปลกใจอย่างไร เธอก็ไม่คิดจะเปิดอ่านทันที เพราะเลือกที่จะกลับบ้านพร้อมกับเจียงจวินโม่ก่อน


   ภายหลังที่ออกมาจากตัวเมือง ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินอยู่บนทางเดินของป่าเล็กๆ ทั้งคู่ก็เห็นรอยเท้ามากมายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน


   ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจ จึงอยากเข้าไปดูว่าจะสามารถซื้อเนื้อได้อีกหรือไม่


   แต่ตอนนี้ทั้งคู่กำลังเข็นจักรยานและถือกล่องพัสดุ คงจะดูเป็นเป้าหมายที่เด่นชัดจนเกินไป


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงคิดและตัดสินใจล้มเลิกความคิดนั้น


   แต่บางครั้งโชคก็ถึงตัวแบบไม่ทันคาดคิด ขณะที่เธอเกือบจะล้มเลิกความคิดนั้น เธอก็เห็นชายชราคนหนึ่งกำลังถือกระสอบอย่างระมัดระวังเดินอยู่ไกลๆ ดูเหมือนว่าเขากำลังจะเข้าไปในป่าเล็กๆนั้น


   และสิ่งที่เธอสังเกตเห็นคือ มีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในกระสอบใบนั้นกำลังเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งมีชีวิต


   ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจขึ้นมาทันใด เธอบอกให้เจียงจวินโม่รออยู่ที่เดิม ก่อนจะเดิรตรงไปหาชายชรา


   “ลุงคะ รอก่อน!”


   ชายชราที่กำลังเดินอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นเขาก็ตกใจเมื่อได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านหลังอย่างกะทันหัน


   เขาอยากจะเดินหนีไปให้ไกลตามสัญชาตญาณ


   ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นจึงรีบพูดขึ้นอีกครั้ง “ลุงคะ รอก่อน ของที่ลุงถืออยู่จะขายหรือเปล่าคะ? ฉันอยากซื้อ”


   เมื่อได้ยินแบบนั้น ชายชราลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยุดเดิน



บทที่ 142: ไก่ตัวผู้



   เมื่อชายชราหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง แม้เธอจะสวมเสื้อโค้ททหารและหมวก ทั้งยังมีผ้าพันคอปิดบังใบหน้า ทำให้มองเห็นหน้าตาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนว่าเธอยังอายุน้อย สิ่งสำคัญคือการแต่งกายของเธอดูไม่เหมือนคนขัดสน


   ดังนั้นเขาจึงรีบยิ้มและพูดตอบ “หนูน้อย เธอต้องการซื้อไก่ตัวผู้เหรอ? ไก่ตัวผู้ที่บ้านฉันตัวใหญ่และแข็งแรงมาก!”


   ลู่เซี่ยได้ยินว่าเป็นไก่ตัวผู้ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ใช่! ฉันอยากซื้อค่ะ! มีทั้งหมดกี่ตัวคะ? ฉันขอดูหน่อยได้ไหม?”


   ดูเหมือนชายชราจะไม่คาดคิดว่าจะได้เจอลูกค้าเร็วขนาดนี้ เดิมทีเขาตั้งใจจะไปลองเสี่ยงโชคที่ตลาดมืด ตอนนี้เขาจึงรีบตอบด้วยความตื่นเต้น “ดูได้ ดูได้ ดูได้ตามสบาย!”


   พูดพลางเปิดกระสอบพลาง


   ลู่เซี่ยเข้าไปดูใกล้ๆ ในกระสอบมีไก่ตัวผู้สองตัว แม้จะไม่อ้วนมาก แต่สำหรับยุคนี้ก็ถือว่าตัวโตมากแล้ว เห็นได้ชัดว่าเลี้ยงมาเป็นอย่างดี


   ลู่เซี่ยจึงพยักหน้าอย่างพอใจ


   “ฉันเอาทั้งสองตัวนะ ราคาเท่าไหร่คะ?”


   “อะไรนะ! เธอซื้อทั้งหมดเลยเหรอ?” ชายชราตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจะขายได้เร็วขนาดนี้


   เมื่อคนหนึ่งอยากซื้อ อีกคนอยากขาย การซื้อขายจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว


   ทางด้านเจียงจวินโม่ที่ยืนรออยู่ไกลๆ เขาเห็นลู่เซี่ยจ่ายเงินให้ชายชรา แล้วถือกระสอบกลับมา จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก


   “คราวหน้าให้ผมไปทำเรื่องแบบนี้เอง!”


   ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดของเขาก็เลิกคิ้ว “ตกลง คราวหน้าเป็นหน้าที่ของนาย”


   ลู่เซี่ยพูดพลางเปิดปากกระสอบในมือให้เขาดู “ไก่ตัวผู้สองตัวนี้ตัวโตมาก พวกเราโชคดีแล้ว”


   เดิมทีเธอตั้งใจจะไปถามจากชาวบ้านตอนปีใหม่ ไม่คิดว่าจะซื้อได้ตั้งแต่ตอนนี้ ถือว่าประหยัดเวลาไปได้เยอะ


   เมื่อเห็นเธอมีความสุข เจียงจวินโม่ก็ยิ้มตาม “ถ้าคุณชอบ ต่อไปพวกเราซื้ออีกก็ได้”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “หลังปีใหม่พวกเราเลี้ยงไก่กันเองก็ได้ เลี้ยงไก่ตัวเมียสักสองสามตัว จะได้มีไข่กินด้วย”


   “ได้ ตามใจคุณ”


   เมื่อกลับถึงบ้าน ทั้งคู่ก็จัดการกับไก่ทันที จากนั้นก็เอาไปแช่แข็งไว้ด้านนอก หากไม่ทำอย่างที่กล่าวมา ก็คงต้องเลี้ยงไว้ให้ยุ่งยากอีก


   เจียงจวินโม่เป็นคนฆ่าไก่ รวมถึงการถอนขนและทำความสะอาด เขาจัดการด้วยตัวเองทุกขั้นตอน ทั้งยังทำได้อย่างคล่องแคล่วจนลู่เซี่ยอดชื่นชมไม่ได้


   หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งคู่จึงเริ่มอ่านจดหมายและเปิดพัสดุ


   พัสดุจากตระกูลเจียงก็เป็นเหมือนเช่นเคย ส่งของใช้สำหรับช่องเทศกาลปีใหม่มาให้มากมาย โดยเฉพาะเนื้อหมูรมควันชิ้นใหญ่ที่ไม่รู้ว่าหาซื้อมาได้ยังไง นอกจากนี้ยังมีเงินและคูปองที่เยอะกว่าเดิมอีกด้วย


   ในจดหมาย ตระกูลเจียงเขียนว่าได้รับของป่าที่ทั้งคู่ส่งไปแล้ว และรู้สึกดีใจมาก แต่ก็บอกว่าต่อไปไม่ต้องเสียเงินส่งมาอีก เพราะที่บ้านมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ขอให้พวกเขาดูแลตัวเองให้ดีก็พอ


   คาดว่าที่ส่งเงินมาให้ก็เพราะกลัวว่าทั้งคู่จะซื้อของป่าส่งไปจนเหลือเงินไม่พอใช้


   นอกจากนี้ยังมีข้อความถึงลู่เซี่ยโดยเฉพาะ พวกเขาบอกว่านี่เป็นปีแรกที่เธอแต่งเข้าตระกูลเจียง พวกเขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ฉลองปีใหม่ด้วยกัน หวังว่าปีหน้าจะได้กลับไปอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพราะคนที่บ้านอยากพบเธอมาก


   ลู่เซี่ยอ่านเนื้อหาในจดหมายแล้วก็รู้ว่าครอบครัวของเจียงจวินโม่เข้าอกเข้าใจดี


   ดูเหมือนพวกเขาจะพอใจเธอ ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง


   หลังจากนั้น ขณะที่เจียงจวินโม่กำลังจัดเก็บข้าวเก็บของ ลู่เซี่ยก็เปิดจดหมายที่ตระกูลลู่ส่งมา


   จดหมายนี้ยังคงเป็นลู่ชิวที่เขียน


   เดิมทีลู่เซี่ยคิดว่าลู่ชิวแอบเขียนเอง เพราะก่อนหน้านี้แม่ลู่บอกว่าไม่มีลูกสาวคนนี้แล้ว ไม่คิดว่าหลังจากอ่านจดหมายแล้วจะพบว่าเธอเข้าใจผิดไป


   จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายที่แม่ลู่ที่ให้ลู่ชิวเขียนจริงๆ


   แต่ในจดหมายไม่มีการถามถึงความเป็นอยู่ของลู่เซี่ยแม้แต่น้อย มีแค่บอกว่า มีปัญญาชนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่งของป่ากลับมาให้ครอบครัวมากมาย


   ครอบครัวเหล่านั้นดีใจมาก โอ้อวดกันไม่เว้นแต่ละวัน แม่ลู่เห็นแล้วก็อยากให้เธอหาทางส่งของป่ากลับบ้านบ้าง พอดีใกล้ปีใหม่แล้วคนที่บ้านจะได้กินดีขึ้นหน่อย



บทที่ 143: ประสบการณ์ของลู่ชุน



   ลู่เซี่ยมองเนื้อความในจดหมายด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ก่อนจะพลิกกลับไปอ่านจดหมายที่ลู่ชิวเขียนถึงเธอ


   ในจดหมาย ลู่ชิวเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลลู่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา


   อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ลู่ชุนแต่งงาน ตระกูลลู่ก็ไม่เคยสงบสุขเลย


   ครอบครัวของสามีลู่ชุนมีฐานะไม่ดี แม้แต่ห้องสำหรับคู่แต่งงานใหม่ก็ไม่มี หลังจากพยายามมานาน สุดท้ายแม่ลู่ต้องออกเงินเช่าห้องในสลัมให้พวกเขาอยู่กันเอง


   แต่ลู่ชุนไม่มีงานทำ สามีของเธอก็หาเงินได้ไม่มาก ทั้งคู่จึงกลับมาขอเงินที่บ้านบ่อยๆ


   ทุกครั้งที่ลู่ชุนกลับมา เธอจะบ่นว่าชีวิตลำบากแค่ไหน ต่อให้แม่ลู่จะโกรธ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นลูกสาวลำบาก จึงทำอาหารอร่อยๆให้เธอทานทุกครั้ง


   ถึงอย่างนั้น สามีของเธอก็เป็นคนฉลาด ไม่รู้ว่าทำอย่างไรถึงควบคุมลู่ชุนได้อยู่หมัด


   หลังจากแต่งงานไม่นาน ลู่ชุนก็ตั้งครรภ์ ทำให้แม่ลู่เป็นห่วงเธอมากกว่าเดิม และมักจะทำเนื้อสัตว์ให้เธอทานเพื่อบำรุงร่างกายทุกครั้งที่เธอกลับมา


   จากนั้นสามีของเธอก็อ้างว่าไม่วางใจที่จะปล่อยให้เธออยู่บ้านตามลำพังในขณะที่เขาไปทำงาน จึงให้น้องสาวคนโตที่มีอายุสิบสามปีมาดูแล


   แต่น้องสาวคนโตของเขาเป็นคนที่อายุมากที่สุดในบ้านรองจากเขา ปกติยังต้องดูแลคนอื่นๆอีก


   ด้วยเหตุนี้ น้องสาวคนโตของเขาจึงพาน้องชายและน้องสาวไปดูแลเธอที่บ้านเช่าด้วย หลังจากตื่นนอนในตอนเช้า พวกเขาต่างช่วยทำงานบ้านและทำอาหาร พร้อมทั้งทานมื้อกลางวันและมื้อเย็นร่วมกัน


   เรื่องนี้ทำให้ลู่ชุนรู้สึกสบายใจขึ้นมาก เธอเพียงแค่ต้องดูแลครรภ์ให้ดี และรู้สึกพอใจกับชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น บางครั้งเธอก็พาน้องๆของสามีกลับบ้านไปด้วย


   แม่ลู่รู้สึกเกรงใจที่จะไล่พวกเขาออกไป แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากมาทานข้าวหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็เริ่มติดเป็นนิสัย และถือว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งยังพากันมาทุกๆสองสามวัน


   เงินที่แม่ลู่เก็บสะสมมาอย่างยากลำบาก รวมถึงคูปองเนื้อที่ซื้อมาก็เข้าไปอยู่ในปากของลูกเขยและน้องๆ


   เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม่ลู่ก็เริ่มไม่พอใจ การเลี้ยงดูลูกของตัวเองก็แย่พอแล้ว ใครจะอยากเลี้ยงลูกคนอื่นล่ะ โดยเฉพาะเมื่อมีถึงสี่คน


   ในหมู่บ้านก็เริ่มมีข่าวลือกันหนาหูว่า หลังจากลู่ชุนแต่งงานไปแล้ว ตระกูลลู่ยังต้องช่วยเลี้ยงดูครอบครัวของลูกเขยอีก


   ทำให้ตระกูลลู่ถูกหัวเราะเยาะเป็นเวลานาน


   ในที่สุด พ่อลู่ซึ่งปกติจะเป็นคนเงียบขรึมก็ทนไม่ไหว สั่งห้ามแม่ลู่ไม่ให้ลู่ชุนกลับมาทานข้าวที่บ้านอีกต่อไป


   ไม่รู้ว่าแม่ลู่พูดอะไรกับลู่ชุน จนทำให้ลู่ชุนโมโหอย่างรุนแรง และเกิดการทะเลาะเสียงดังจนเธอเกือบแท้ง สุดท้ายก็ปิดประตูดังสนั่นแล้วจากไป พร้อมทั้งประกาศว่าไม่ต้องการตระกูลลู่อีกแล้ว


   หลังจากนั้นแม่ลู่ก็ล้มป่วยเพราะความโกรธ เมื่อหายดีแล้วก็ทำหน้าเย็นชาและกัดฟันอดทนที่จะไม่ไปเยี่ยมเธอ


   ทุกคนคิดว่าเรื่องนี้คงจบไปแล้ว และลู่ชุนก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านอีกเลย


   ใครจะคิดว่าครั้งหนึ่งหลังเลิกงาน แม่ลู่กลับรู้สึกว่ามีคนสะกดรอยตาม


   เมื่อหันไปมองก็เห็นลู่ชุนที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกและผิวหนัง มีเพียงท้องที่ยังอวบอ้วน


   แม่ลู่ตกใจ ส่วนลู่ชุนที่เห็นแม่ลู่ก็ร้องไห้


   จากนั้นจึงได้รู้ว่า หลังจากลู่ชุนไม่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัว ทำให้หนึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก อาหารในบ้านไม่พอทาน เงินเดือนที่สามีหามาได้ก็ถูกส่งให้ครอบครัวของเขาทั้งหมด


   เมื่อครอบครัวของสามีรู้ว่าเธอทะเลาะกับครอบครัว ท่าทีของพวกเขาก็เปลี่ยนไปมาก ด่าทอเธอว่าไร้ความสามารถ บอกว่าพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเธอแล้ว


   สามีของเธอก็ผิดหวังในตัวเธอมาก ไม่ได้อ่อนโยนกับเธอเหมือนแต่ก่อน


   ตอนนี้ลู่ชุนไม่ได้สบายเหมือนเดิมแล้ว ต้องทำงานทุกวันทั้งที่ท้องแก่ ไม่เพียงแต่ต้องซักผ้าให้คนทั้งบ้าน เธอยังต้องทำอาหารสามมื้อให้ทุกวัน ได้กลับไปพักที่ห้องเช่าแค่เพียงตอนกลางคืนเท่านั้น


   ผ่านไปเพียงเดือนเดียว สภาพของลูชุ่นก็กลายเป็นแบบนี้



บทที่ 144: การโอบกอด



   แม่ลู่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก


   ด้วยความโกรธ เธอจึงตรงไปยังบ้านเช่า และด่าทอพวกเขาจนสาสมใจ


   กระทั่งสามีของเธอกลับมาถึงบ้านเช่า เขาก็ขอโทษแม่ลู่และสัญญาว่าจะดีกับลู่ชุนต่อไป แม่ลู่ถึงยอมกลับ


   หลังจากนั้น ตระกูลลู่ก็เริ่มกลับมาให้เงินช่วยเหลือลู่ชุนอีกครั้ง


   แต่คราวนี้แม่ลู่ฉลาดขึ้น เธอสั่งห้ามไม่ให้ลู่ชุนมาที่บ้านอีก แต่ทุกครั้งจะซื้อเนื้อไปส่งให้ลู่ชุนเพื่อให้เธอได้ทำอาหารทานเอง


   ลู่ชิวบอกว่าเคยไปส่งของที่บ้านเช่าของเธอครั้งหนึ่ง และพบว่าเนื้อที่แม่ลู่ส่งไปทุกครั้งนั้น ครอบครัวของสามีก็มาทานด้วยกัน ส่วนลู่ชุนไม่ได้ทานมากนัก


   แต่ครอบครัวสามีก็ดีกับลู่ชุนมากขึ้น พูดจายกยอเธอ และบอกให้เธอกลับไปขอความช่วยเหลือจากที่บ้านบ่อยๆ


   เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็หัวเราะเยาะ พลางคิดว่าครอบครัวพี่เขยก็ฉลาดเหมือนกัน ต้นไม้เงินต้นนี้พวกเขาจะไม่ทะนุถนอมได้อย่างไร


   และก่อนหน้านี้ที่พวกเขาปฏิบัติต่อลู่ชุนแบบนั้น คงเป็นเพราะความตั้งใจ ไม่อย่างนั้นคงบรรลุเป้าหมายได้ไม่ง่ายขนาดนี้


   ในตอนท้ายของจดหมาย ลู่ชิวบอกว่าการที่ครอบครัวขอของจากเธอในครั้งนี้ เป็นเพราะคำยุยงลู่ชุน บอกว่าไม่ควรปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายเพียงคนเดียว


   ทุกคนในครอบครัวต่างรู้ดีว่าเธอมีเงินในมือ นอกจากเงินช่วยเหลือที่ได้รับตอนเป็นปัญญาชน เธอยังมีเงินจากการขายงานด้วย


   ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการให้เธอซื้อของส่งมาเยอะๆ เพื่อเป็นการตอบแทนครอบครัว


   จดหมายจบลงแค่นี้


   ลู่เซี่ยอ่านจบก็ยิ้มเยาะอย่างเสียดสี


   แม่ลูกคู่นี้คิดว่าเธอโง่จริงๆเหรอ? พวกเขามั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าเธอจะเชื่อฟัง?


   แต่ลู่ชิวคนนี้กลับน่าสนใจทีเดียว ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเธอมีความคิดเป็นของตัวเองแบบนี้มาก่อน


   อายุยังน้อยแต่มองคนในครอบครัวออกหมดแล้ว ดูเหมือนว่าหากเธอไม่ได้มาอยู่ที่ชนบท คนที่จะมีอานาคตดีที่สุดในตระกูลลู่อาจจะเป็นลู่ชิวก็ได้


   เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ยิ้มออกมาอีกครั้ง ลูกสาวคนโตที่รักที่สุดเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าแม่ลู่จะดีใจหรือเปล่านะ?


   เมื่อเห็นว่าเธออ่านจดหมายจบด้วยรอยยิ้ม เจียงจวินโม่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “จดหมายจากครอบครัวของคุณเหรอ?”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า แล้วยื่นจดหมายให้เขา “นายลองอ่านดูสิ!”


   เจียงจวินโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่มีมากกว่า เขาจึงยื่นมือรับมาแล้วเริ่มอ่าน


   ทางด้านลู่เซี่ย ขณะที่เจียงจวินโม่กำลังอ่านจดหมายอยู่นั้น เธอก็ลุกไปจัดการของที่ตระกูลเจียงส่งมา นำเนื้อหมูรมควันไปแขวนไว้ในครัว แต่เมื่อเธอหันกลับมาก็ถูกคนโอบกอดไว้เสียแล้ว


   ลู่เซี่ยมองเจียงจวินโม่ที่จู่ๆก็กอดเธอไว้ด้วยความประหลาดใจ “เป็นอะไรไป?”


   เจียงจวินโม่ซุกหน้าลงบนไหล่ของเธอ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าเสียใจไปเลย คุณยังมีผมนะ!”


   เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงของเขา ลู่เซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ได้เสียใจ ฉันคิดเอาไว้แล้ว ในใจฉัน พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวของฉันอีกต่อไปแล้ว”


   ถึงอย่างไรเจียงจวินโม่ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดใจ เขาเอื้อมมือลูบหัวเธอ ก่อนจะกระชับเธอเข้ามากอดไว้แน่น


   “คุณยังมีครอบครัวนะ คุณปู่ ลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ใหญ่ พี่สาว... พวกเราทุกคนคือครอบครัวของคุณ”


   ลู่เซี่ยยิ้ม “ดีจัง ฉันยังมีครอบครัวอีกมากมาย”


   ทั้งสองกอดกันอยู่พักหนึ่ง กระทั่งท้องของลู่เซี่ยส่งเสียงร้องขึ้นมา


   บรรยากาศอบอุ่นถูกทำลายลงในทันที


   เจียงจวินโม่ผละเธอออกจากอ้อมกอด หลังจากความหุนหันพลันแล่นเมื่อครู่ผ่านไป เขารู้สึกเขินอายกลับเข้ามาทันที ทั้งยังไม่กล้าสบตา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป “ผมจะไปทำอาหาร”


   ลู่เซี่ยเห็นใบหูแดงๆของเขาก็อดขำไม่ได้


   ไอ้หมอนี่ ยังรู้จักอายด้วยเหรอ?


   หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งค่ก็มานั่งเขียนจดหมายด้วยกัน


   ถูกแล้ว! เจียงจวินโม่กำลังเขียนจดหมายตอบกลับไปหาครอบครัว ส่วนลู่เซี่ยก็เช่นกัน


   เธอตั้งใจว่าจะไม่สนใจเหมือนครั้งก่อน แต่ก็คิดว่าหากเธอไม่สนใจ ครอบครัวก็จะไม่มีวันลืมเธอ และอาจจะตามรบกวนเธอไม่เลิก ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจเขียนจดหมายตอบกลับเพื่อให้พวกเขาเลิกหวังในตัวเธอไปเลย



บทที่ 145: จดหมายตอบกลับ



   เนื้อความในจดหมายฉบับนี้ ลู่เซี่ยเขียนลงไปอย่างน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ บรรยายถึงความทุกข์ยากทุกรูปแบบ


   เธอเขียนถึงชีวิตในชนบทที่แย่มาก ต้องทำงานไม่มีวันจบสิ้น อดมื้อกินมื้อไม่อิ่มท้อง ไม่มีเสื้อผ้าอุ่นๆ จึงไม่สามารถออกจากบ้านได้ตลอดฤดูหนาว


   นอกจากนี้ ชาวบ้านก็ไม่ต้อนรับพวกเขา บางครั้งยังมีหนุ่มโสดจ้องมองเธอด้วยสายตาหื่นกระหายและคอยรังควาน


   ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว จึงตัดสินใจแต่งงาน แต่สามีของเธอก็เป็นคนขี้โรค ต้องทานยาทุกวัน และไม่สามารถทำงานหนักได้


   แต่ละวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เงินที่นำติดตัวมาก็ใช้จนเกือบหมดแล้ว เนื่องจากเพิ่งมาอยู่ได้เพียงครึ่งปี คะแนนงานที่ได้ก็มีไม่มากนัก ทำให้มีอาหารไม่พอทาน


   จากนั้นก็เขียนขอความช่วยเหลือจากครอบครัวด้วยการเล่าความน่าสงสารต่างๆ


   ไม่ว่าจะเป็นผ้า ฝ้าย คูปองต่างๆล้วนแล้วแต่ขาดแคลนทั้งสิ้น ขอให้ครอบครัวส่งมาให้เธอเยอะๆ


   ท้ายจดหมาย ยังบอกว่าเธอดีใจมากที่ได้รับจดหมายจากทางครอบครัว ทำให้รู้ว่าครอบครัวจะไม่ตัดขาดจากเธอ เธอยังคิดถึงพวกเขา ยังอยากให้เป็นครอบครัวเดียวกัน และเธอเชื่อว่าครอบครัวจะช่วยให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากในชนบทนี้ไปได้


   สุดท้ายก็เขียนอย่างหน้าไม่อาย บอกว่าเธอแต่งงานกะทันหัน จึงไม่ได้บอกครอบครัว หากครอบครัวจะให้สินสอดเพิ่มเติมก็จะดีมาก จะทำให้เธอมีที่ยืนในหมู่บ้านนี้


   เมื่อเขียนจดหมายเสร็จ ลู่เซี่ยก็พยักหน้าอย่างพอใจ


   เชื่อว่าด้วยวิธีการเขียนที่ไร้ยางอายแบบนี้ แม่ลู่คงจะโกรธจนทนไม่ไหว


   แน่นอนว่าบางทีพวกเขาอาจจะเดาว่าเธอกำลังหลอกพวกเขา โดยตั้งใจทำให้ตัวเองดูน่าสงสาร


   บางทีพวกเขาอาจจะตามสืบข่าวก็ได้


   ถึงอย่างไร ละแวกที่พักของครอบครัวก็มีปัญญาชนที่ลงไปอยู่ที่ชนบทพร้อมกับลู่เซี่ย ทั้งยังถูกส่งตัวมายังภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกัน แม้จะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ระยะทางก็ไม่ไกลกันมากนัก หากอยากจะสืบข่าวก็น่าจะสืบได้


   ถึงตอนนั้นก็จะได้รู้เองว่าเธอโกหกหรือไม่ เพราะตัวเธอเองก็แต่งงานจริงๆ และสามีก็สุขภาพไม่ดีจริงๆเช่นกัน


   ก็ต้องดูว่าหลังจากนี้พวกเขาจะตอบจดหมายเธอหรือเปล่า


   ลู่เซี่ยยิ้มอย่างพอใจ


   หลังจากที่ทั้งคู่เขียนจดหมายเสร็จก็พับลงซอง


   เจียงจวินโม่ไม่ได้ถามเธอว่าเขียนอะไร แต่ลู่เซี่ยกลับเป็นฝ่ายบอกเขาเอง


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา “คุณนี่!”


   ลู่เซี่ยหัวเราะ “ดีแล้วที่นายไม่โกรธที่ฉันเขียนถึงนายไว้แแย่ขนาดนั้น”


   เจียงจวินโม่ยิ้มพลางส่ายหัว “ก็ไม่เชิงว่าโกหกหรอกนะ เพราะแต่ก่อนร่างกายของผมก็แย่จริงๆ”


   สองเดือนที่ผ่านมา ร่างกายของเจียงจวินโม่ก็แทบจะเหมือนคนปกติแล้ว แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่กลัวหนาวอีกต่อไป แม้แต่การออกกำลังกายทุกวันก็ไม่รู้สึกหมดแรงเหมือนแต่ก่อน


   เขารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เป็นคนร่าเริงขึ้น ไม่เงียบขรึมเหมือนแต่ก่อนแล้ว น้ำหนักตัวก็เพิ่มขึ้น ทั้งยังดูหล่อเหลาขึ้น


   แน่นอนว่าลู่เซี่ยก็ไม่ต่างกัน การกินดีอยู่ดีและออกกำลังกายตลอดฤดูหนาว ทำให้เธอเข้าสู่ช่วงเจริญเติบโตครั้งที่สอง ไม่เพียงแต่จะสูงขึ้น เนื้อตัวก็มีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้น แม้แต่หน้าอกที่แบนราบก็กลายเป็นเนินเขาน้อยๆ


   ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผิวขาวขึ้นมาก ผมก็ดำเงางาม ดูสวยขึ้นกว่าเดิม


   การสวมเสื้อผ้าหนาๆปิดบังเนื้อตัวมิดชิด เมื่อต้องออกไปข้างนอกในช่วงเวลานี้จึงถือเป็นความโชคดี ไม่อย่างนั้นคนอื่นเห็นเข้าคงต้องตกใจแน่ๆ


   แน่นอนว่าเจียงจวินโม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ทั้งหมด เวลาที่ได้อยู่ใกล้กัน เขามักไม่กล้ามองเธอ ทำให้เธอรู้สึกเขินอายไปด้วย


   คิดไปไกลแล้ว ทั้งที่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะไปส่งจดหมายวันไหนเลย วันรุ่งขึ้นคนจากที่พักของปัญญาชนก็มาถามทั้งคู่ว่าอยากไปอาบน้ำที่โรงอาบน้ำในตัวเมืองพร้อมกันไหม?


   “อาบน้ำ? ไปอาบที่โรงอาบน้ำในตัวเมืองเหรอ? ที่นั่นไม่ต้องใช้คูปองหรอกเหรอ? พวกเราไม่มีคูปองนะ!” ลู่เซี่ยแปลกใจ



บทที่ 146: ไปอาบน้ำในตัวเมือง



   จากนั้นก็ได้ยินปัญญาชนคนอื่นๆอธิบาย


   “ฤดูหนาวของที่นี่อากาศหนาวจัด การอาบน้ำไม่สะดวก แต่ก่อนจะถึงเทศกาลปีใหม่ ทุกบ้านต่างก็จะอาบน้ำชำระร่างกายกันเป็นอย่างดี ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงเตรียมคูปองอาบน้ำให้กับแต่ละหมู่บ้านทุกปี ใครอยากอาบน้ำก็ไปซื้อจากที่ทำการหมู่บ้านได้เลย ราคาไม่แพงด้วย แต่ก็จะมีแค่ช่วงไม่กี่วันก่อนปีใหม่เท่านั้น”


   ลู่เซี่ยฟังแล้วสบตากับเจียงจวินโม่ ก่อนจะพยักหน้าให้กัน “มีเรื่องดีๆแบบนี้ด้วย พวกเราต้องไม่พลาดแน่นอน”


   “งั้นพวกเราไปซื้อคูปองอาบน้ำด้วยกันเลย แล้วก็ขอหนังสือแนะนำตัวไปด้วย ช่วงก่อนปีใหม่แบบนี้ ตำรวจลาดตระเวนค่อนข้างเข้มงวด เตรียมจดหมายแนะนำตัวไว้ก็ดี”


   “ตกลง!”


   หลังจากนัดหมายกันเรียบร้อยแล้ว บ่ายวันนั้นเหล่าปัญญาชนก็พากันไปยังที่ทำการหมู่บ้านเพื่อซื้อคูปองน้ำ และขอหนังสือแนะนำตัว


   เมื่อกลับมาถึงบ้าน ลู่เซี่ยรู้สึกดีใจมาก


   ที่นี่อาบน้ำไม่สะดวกโดยเฉพาะในฤดูหนาว เพราะกลัวว่าจะเป็นหวัด เธอจึงไม่กล้าใช้อ่างอาบน้ำบ่อยๆ ปกติก็แค่เช็ดตัวอย่างง่ายๆ รู้สึกว่าไม่สะอาด หากได้ไปอาบที่โรงอาบน้ำก็คงจะดี


   จากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่า โรงอาบน้ำในยุคนี้คงไม่มีห้องส่วนตัว ทุกคนต้องอาบรวมกัน ลู่เซี่ยเคยอาบมาก่อนแต่ก็ไม่รู้สึกอึดอัด และในความทรงจำ เจ้าร่างเดิมก็เคยไปโรงอาบน้ำที่โรงอาบน้ำของเมืองหลวงเช่นกัน ซึ่งก็เป็นการอาบรวมกันหลายคน ทุกคนต่างเปิดเผยต่อกัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือก็น่าจะเป็นแบบนี้


   ดังนั้น เธอและเจียงจวินโม่จึงเริ่มเตรียมของกันตั้งแต่ตอนเย็น วันรุ่งขึ้นก็ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเข้าไปในตัวเมืองพร้อมกับเหล่าปัญญาชน


   นอกจากพวกเขาแล้ว ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่ตั้งใจไปซื้อของสำหรับเทศกาลปีใหม่ และถือโอกาสไปอาบน้ำที่โรงอาบน้ำในตัวเมืองด้วย


   เนื่องจากมีคนโดยสารรถเป็นจำนวนมาก เมื่อพวกเขาขึ้นรถก็ไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว อีกทั้งทุกคนใส่เสื้อผ้าหนาๆ ทำให้บนรถแออัดและรู้สึกไม่สบายตัว


   ลู่เซี่ยรู้สึกอึดอัดมาก เธอยืนโงนเงนไม่มั่นคง แต่โชคดีที่เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงใช้มือข้างหนึ่งพยุงเธอไว้ และเว้นช่องว่างรอบๆตัวเธอ ทำให้เธอสามารถหายใจได้สะดวกขึ้น


   ถึงจะเป็นอย่างนั้น เมื่อลงจากรถเธอก็แทบจะอาเจียนออกมา


   เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆรู้สึกกังวล “คุณไม่เป็นไรใช่ไหม? อยากหาที่พักสักครู่ไหม?”


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไร โชคดีที่นายช่วยไว้ ไม่งั้นฉันคงอาเจียนบนรถไปแล้ว”


   พูดจบเธอก็รู้สึกอิจฉาเขา ทำไมเขาถึงไม่เมารถเลยนะ


   แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้คุยกันมากนัก เมื่อจากรถได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็เจอกับตำรวจลาดตระเวนทันที ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมี คาดว่าช่วงเทศกาลปีใหม่คงเข้มงวดขึ้น และดูเหมือนว่าพวกเขาจะรออยู่ที่สถานีรถโดยตรง


   ลู่เซี่ยและคนอื่นๆแสดงหนังสือแนะนำตัวให้พวกเขาดู เมื่อเห็นไม่ว่าไม่ปัญหาติดขัดตรงไหน เหล่าปัญญาชนจึงมุ่งหน้าไปที่โรงอาบน้ำพร้อมกัน


   ตอนนี้เพิ่งแปดโมงกว่าๆ พวกเขาตั้งใจจะรีบไปให้ทันเวลาเปิดของโรงอาบน้ำ ได้ยินมาว่าช่วงเวลานี้คนน้อยที่สุด หากไปช้ากว่านี้คนจะเยอะขึ้น ถึงตอนนั้นก็ต้องรอคิวอีกนาน ดังนั้นลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงตัดสินใจไปอาบน้ำก่อน


   เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่พวกเขาที่คิดแบบนี้ เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงอาบน้ำก็พบว่ามีคนมารออยู่ไม่น้อยแล้ว


   ได้ยินพวกปัญญาชนรุ่นเก่าบอกว่า ‘หลังจากนี้จะมีคนมาอาบน้ำมากขึ้น หากมาสายก็จะต้องรอไปอีกหลายชั่วโมง’


   และหากคนที่อยู่ด้านในใช้เวลานานเกินไป ก็จะมีคนของโรงอาบน้ำเข้าไปไล่


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกทันทีว่าตัวเองช่างรู้น้อยเหลือเกิน ที่แท้การอาบน้ำก็ต้องผ่านประสบการณ์มากมายขนาดนี้...


   ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ในที่สุดประตูของโรงอาบน้ำก็เปิดออก ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจ่ายเงินแล้วเข้าไปด้านใน


   เนื่องจากเป็นกลุ่มของเธอเป็นกลุ่มแรกที่เข้ามา โรงอาบน้ำยังคงสะอาด คนที่มาก็อาบน้ำก็ยังมีไม่มากนัก นอกจากเหล่าปัญญาชนก็มีชาวบ้านบางคนที่รีบมาแต่เช้า


   หลังจากเข้าไปแล้ว็ถอดเสื้อผ้า เมื่อร่างกายผ่านการถูกชำระด้วยน้ำร้อน ลู่เซี่ยแทบจะเปล่งเสียงออกมาด้วยความสบาย


   โอ้! หากได้อาบทุกวันคงจะดี


   คิดไปคิดมาก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ หลังจากแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์อยู่สักพัก เสิ่นชิงชิงที่อยู่ข้างๆ ก็บอกให้เธอรีบอาบ ไม่อย่างนั้นหากคนเยอะขึ้นจะเสียงดังมาก


   เมื่อลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รีบอาบน้ำอย่างรวดเร็ว



บทที่ 147: ซื้อของขวัญปีใหม่



   หลังจากอาบน้ำได้ไม่นาน โรงอาบน้ำก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น


   ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีพี่สาวอายุราวสามสิบกว่าๆ มายืนอยู่ข้างๆลู่เซี่ย


   พี่สาวคนนั้นดูเป็นคนเข้ากับคนได้ง่าย ทันทีที่ได้เห็นลู่เซี่ย เธอก็พูดอย่างชื่นชม “น้องสาว เธอช่างสวยจริงๆ ผิวก็ขาวนุ่มด้วย”


   เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกเขินอย่างมาก แม้ทุกคนจะเปลือยกายกันอยู่แล้ว แต่การถูกมองแบบนี้ก็ทำให้เธอรู้สึกอายอยู่ดี


   ใครจะรู้ว่าพี่สาวคนนั้นจะทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร ทั้งยังถามเธอไม่ขาดปากว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า ปกติไม่ต้องทำงานเหรอ ทำไมถึงได้ดูแลตัวเองได้ดีขนาดนี้


   ทำเอาลู่เซี่ยอยากจะรีบอาบน้ำให้เสร็จโดยเร็ว


   คนอื่นๆที่อยู่ข้างๆ หรือแม้แต่ซูม่านที่เห็นเธอเป็นแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้


   พวกเธอเองก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกันว่า นับตั้งแต่ลู่เซี่ยลงมาอยู่ที่ชนบท ดูเหมือนเธอจะเปลี่ยนไปมาก ไม่เพียงแค่สวยขึ้นเท่านั้น แต่กลับดูมีน้ำมีนวลขึ้น ทั้งร่างราวกับผ่านการปรุงแต่ง ดูสวยสง่าขึ้นมาก


   แม้แต่ซูม่านเองก็รู้สึกอิจฉาอยู่เล็กน้อย แอบคิดว่าคงเป็นเพราะการได้รับการดูแลเป็นอย่างดีหลังแต่งงานหรือเปล่า?


   แต่ซูม่านก็แค่อิจฉาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะตัวเธอเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร


   ในฐานะนางเอก แม้จะไม่มีพรสวรรค์ แต่หลังจากลงมาอยู่ชนบทได้เพียงครึ่งปี เธอไม่เพียงแต่ไม่ดูโทรมลง แต่กลับสวยงามเหมือนเดิม ผิวพรรณยังคงเรียบเนียน ใบหน้าก็งดงามจนน่าตะลึง


   ดังนั้น สำหรับลู่เซี่ยที่แต่งงานแล้วและปกติค่อนข้างเก็บตัว จึงไม่มีความรู้สึกว่าถูกซีนแต่อย่างใด เพียงแค่รู้สึกทึ่งเท่านั้น


   เนื่องจากเวลานี้คนเริ่มทะยอยกันมามากเกินไป ลู่เซี่ยจึงไม่ได้เนิบนาบมากนัก เมื่อรู้สึกว่าอาบน้ำจนพอควร เธอก็รีบออกไป


   เมื่อออกมาก็เห็นซูม่านกำลังใช้ครีมบำรุงผิวเป็นโลชั่นทาตัว


   ผู้หญิงหลายคนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นเธอใช้อย่างสิ้นเปลืองก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ


   แต่เนื่องจากทุกคนไม่รู้จักกัน จึงไม่มีใครกล้าพูดอะไร แม้แต่พวกเธอที่เป็นปัญญาชนฝ่ายหญิงก็เช่นกัน ทุกคนรู้ว่าซูม่านเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีใครเอ่ยปากให้คำแนะนำ


   ไม่นานปัญญาชนฝ่ายหญิงทั้งหมดก็อาบน้ำและแต่งตัวเสร็จ


    ทางด้านปัญญาชนฝ่ายก็คงอาบน้ำเสร็จและออกไปนานแล้ว ด้านนอกจึงมีเพียงเจียงจวินโม่ที่ยืนรออยู่


   เมื่อเห็นลู่เซี่ยและคนอื่นๆออกมา เขาก็ลุกขึ้นแล้วยื่นมือรับของจากลู่เซี่ย “สวมโค้ททหารให้เรียบร้อย ใส่หมวก และพันผ้าพันคอด้วย เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ออกไปด้านนอกอาจจะเป็นหวัดได้ง่าย"


   “ได้” ลู่เซี่ยรับคำแล้วห่อตัวให้มิดชิด จากนั้นจึงพูดกับคนอื่นสองสามประโยคแล้วก็แยกย้ายกันไป


   หลังจากออกมา ลู่เซี่ยก็ถามเขา “อาบน้ำเป็นยังไงบ้าง? พอทนไหวไหม?”


   เจียงจวินโม่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คนเยอะเกินไป รู้สึกแออัดนิดหน่อย”


   ลู่เซี่ยก็รู้สึกเช่นกัน “ฝั่งฉันก็เหมือนกัน แต่อาบน้ำครั้งเดียวก็รู้สึกสบายขึ้นเยอะ ตัวเบาสบายมาก รู้สึกเหมือนได้ลดน้ำหนักไปสี่จินเลย”


   เจียงจวินโม่ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้น “แล้วจะไปไหนกันต่อดี?”


   ลู่เซี่ยคิดสักครู่ “ไปส่งจดหมายก่อนดีกว่า แล้วค่อยไปที่ห้างสรรพสินค้า ใกล้ปีใหม่แล้ว พวกเราก็ต้องซื้อของไว้เตรียมฉลองบ้าง”


   “ได้”


   จากนั้นทั้งคู่ก็ไปส่งจดหมาย ก่อนจะเดินไปยังห้างสรรพสินค้า


   เมื่อใกล้เทศกาลปีใหม่ ผู้คนต่างออกมาจับจ่ายซื้อของ ภายในห้างสรรพสินค้าจึงเต็มไปด้วยผู้คนจนแทบจะเบียดเสียดกันไปหมด


   ของที่ขายก็มีเยอะขึ้นไม่น้อย มีหลายอย่างที่ไม่ต้องใช้คูปอง แต่ก็ต้องแย่งกันซื้อ


   ของใช้สำหรับเทศกาลปีใหม่มีมากมาย เธอจึงเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น


   เมล็ดแตงโม ลูกอม ขนมหวาน แม้แต่สุราที่ผลิตจากผลไม้พื้นเมืองที่ไม่ต้องใช้คูปอง ทั้งคู่ก็เลือกซื้อมาหลายขวด


   สุดท้ายเห็นร้านขายป้ายมงคล จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ ทั้งคู่ลืมเตรียมคู่ประโยคมงคลไว้ ในครั้งนี้จึงเลือกซื้อมาด้วยหนึ่งคู่ด้วย


   หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ซื้อแล้ว ทั้งคู่จึงพากันเดินออกมาจากฝูงชน ก่อนจะถอนหายใจใส่กันด้วยความโล่ง.อก


   การซื้อของสำหรับเทศกาลปีใหม่นี่เหนื่อยมากจริงๆ ไม่รู้ว่าทุกคนเก็บเงินไว้ใช้ตอนนี้หรืออย่างไร พลังในการต่อสู้แย่งซื้อของช่างรุนแรงเหลือเกิน!



บทที่ 148: ทะนุถนอม



   หลังจากออกมาจากห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่ตั้งใจจะไปทานอาหาร เพราะตอนนี้ผ่านพ้นมื้อกลางวันไปนานมากแล้ว จึงรู้สึกหิวเล็กน้อย


   เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐ แม้จะเป็นเวลาบ่าย แต่ที่นี่ก็ยังมีผู้คนมาทานอาหารอยู่ไม่น้อย หลังจากทั้งคู่พยายามหาที่นั่งอยู่นาน ในที่สุดก็ได้ทานสักที


   เดิมทีทั้งคู่คุ้นเคยกับรสชาติของอาหารที่มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนผสม จึงรู้สึกเฉยๆกับรสชาติของอาหารในร้านอาหารของรัฐ คิดเพียงว่าทานให้อิ่มท้องเท่านั้น


   หลังทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็ไม่เหลือธุระอะไรให้ทำ หากจะไปสถานีรถในเวลานี้ก็ยังจะดูเร็วไปหน่อย ลู่เซี่ยจึงเสนอว่าให้ไปเดินเล่นละแวกโรงพยาบาล


   เจียงจวินโม่ก็ไม่ได้ถามว่าทำไม เพียงแค่เดินตามเธอไปเท่านั้น


   เมื่อมาถึงละแวกโรงพยาบาล ทั้งคู่ก็เห็นซูม่านและกู้เซี่ยงหนานเดินออกมาจากตรอกเล็กๆด้วยกัน


   เมื่อทั้งสองฝ่ายเจอหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างก็ประหลาดใจ


   ซูม่านทักทายขึ้นก่อน “พวกเธอก็มาด้วยเหรอ? รีบไปเถอะ ใกล้ปีใหม่แล้ว ที่นี่ไม่ค่อยเข้มงวด มีของดีไม่น้อยเลย”


   เห็นได้ชัดว่า ซูม่านเองเดาได้ว่าทั้งคู่มาที่นี่เพื่ออะไร


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วดีใจ “ดีเลย งั้นพวกเราไปดูกันเถอะ”


   พูดจบก็พยักหน้าให้กู้เซี่ยงหนาน แล้วจูงมือเจียงจวินโม่เดินเข้าไปในตรอก


   ตอนนี้เจียงจวินโม่ก็พอจะเดาได้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน เขาจึงสลับตำแหน่งเป็นฝ่ายเดินนำหน้าลู่เซี่ย


   ลู่เซี่ยเห็นเขาทำแบบนั้นก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ปล่อยให้เขาทำตามใจ เธอเพียงเดินตามหลังเขาไปก็พอ


   หลังจากทั้งคู่เข้าไปแล้ว ด้านในก็เป็นอย่างที่ซูม่านบอกจริงๆ มีคนเยอะมาก คนขายของก็มีไม่น้อย ทั้งยังขายกันอย่างโจ่งแจ้ง ดูเหมือนว่าเมื่อใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่ ที่นี่จะไม่ค่อยเข้มงวดจริงๆ


   ลู่เซี่ยรีบจูงมือเจียงจวินโม่เข้าไปซื้อเนื้อด้วยความดีใจ


   เมื่อเห็นว่ามีเนื้อหมูเหลืออยู่เพียงสิบกว่าจิน ลู่เซี่ยจึงตัดสินใจซื้อมาทั้งหมด


   เมื่อเห็นว่ามีคนขายไก่ เธอก็ซื้อเพิ่มอีกสองตัว


   เนื่องจากไม่สามารถนำไปเก็บไว้ในช่องว่างมิติได้ หากซื้อเพิ่มอีกคงจะนำกลับบ้านไปไม่สะดวก ลู่เซี่ยได้แต่ต้องกัดฟันยอมแพ้ ทั้งคู่ไม่ได้เสียเวลาอยู่ที่นี่มากนัก เมื่อมองดูแล้วไม่มีอะไรที่ต้องการซื้ออีก จึงพากันออกมา


   ระหว่างทาง ลู่เซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่าโชคดีจริงๆที่มาที่นี่ เนื้อที่ซื้อในวันนี้ รวมกับที่มีอยู่ก็น่าจะทานได้อีกนาน


   เมื่อออกมาแล้ว ลู่เซี่ยรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอีกครั้ง


   ตอนนี้เธอถึงมีอารมณ์คิดถึงเรื่องที่ซูม่านและกู้เซี่ยงหนาน เดินไปด้วยกันเมื่อสักครู่


   วันนี้มาอาบน้ำที่โรงอาบน้ำ เหล่าปัญญาชนก็มากันแทบทั้งหมด เว้นแต่อวี๋ฟางและเฉิงอวี้เจียว เพราะอาการบาดเจ็บที่ขาเฉิงอวี้เจียวยังไม่หายดี อวี๋ฟางจึงอยู่ดูแลเธอ


   ไม่คิดว่าซูม่านและกู้เซี่ยงหนานจะกลับมาสนิทสนมกันอีกครั้ง


   “นายคิดว่าเรื่องของซูจือชิงกับกู้จือชิงเป็นอย่างไรบ้าง? พวกเขาคืนดีกันแล้วเหรอ?” ลู่เซี่ยถามเจียงจวินโม่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น


   เจียงจวินโม่มองเธออย่างจนปัญญา “ไม่รู้สิ”


   ลู่เซี่ยเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้คำตอบจากเขา เพียงแค่นึกถึงเนื้อหาในนิยายต้นฉบับ คาดว่าเรื่องราวของทั้งสองคงไม่ได้ราบรื่นนัก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีตัวละครหญิงใหม่อย่างเฉิงอวี้เจียวเพิ่มขึ้นมาอีก


   ท้ายที่สุดเธอถอนหายใจ “เห้อ! หลังจากผ่านอุปสรรคมากมาย บางทีความรักของพวกเขาอาจจะมั่นคงขึ้นก็ได้นะ”


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วดวงตาเป็นประกาย “หากไม่ผ่านอุปสรรคล่ะ?”


   “อาจจะไม่รู้จักทะนุถนอมก็ได้ สิ่งที่ได้มาง่ายดายเกินไปมักจะเป็นแบบนั้น” ลู่เซี่ยตอบโดยไม่ทันคิด


   “ไม่มีทาง!” เจียงจวินโม่ยืนยันอย่างหนักแน่น


   “หา?” ลู่เซี่ยมองเขาอย่างประหลาดใจ


   คราวนี้เจียงจวินโม่ประสานสายตากับเธออย่างจริงจัง เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “แม้จะไม่เคยผ่านอุปสรรคมาก่อน ผมก็จะทะนุถนอมมันอย่างดี”


   ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที


   สุดท้ายด้วยความอายและโกรธ เธอมองเขาอย่างไม่พอใจแล้วพูดขึ้น “อยู่บนถนนแบบนี้ นายพูดอะไรกัน!”


   จริงๆแล้วใบหูของเจียงจวินโม่ก็แดงเช่นกัน นี่เป็นคำพูดที่ต้องใช้ความกล้ามากที่สุดเท่าที่เขาเคยพูดมา ทั้งยังพูดบนถนนอีกด้วย เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพูดไปทำไม รู้เพียงแค่อยากจะพูดออกมาเท่านั้น


   เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอในตอนนี้ เจียงจวินโม่ก็ยิ้ม “อืม ไม่พูดก็ไม่พูด ตอนนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว หากไม่มีอะไรแล้วพวกเราไปสถานีรถกันเถอะ”


   “...ได้!”



บทที่ 149: วันส่งท้ายปีเก่า



   หลังกลับมาจากตัวเมือง ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันก่อนจะถึงวันปีใหม่


   ลู่เซี่ยเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน หลังจากข้ามมิติมาก็เจอกับครอบครัวแบบนั้น เธอจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นกับวันปีใหม่


   แต่เจียงจวินโม่ไม่เหมือนกัน เขาให้ความสำคัญกับวันปีใหม่มาก สองวันนี้จึงวุ่นวายกับการเตรียมของสำหรับวันปีใหม่ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกตื่นเต้นกับวันนี้ไปด้วย


   ยิ่งไปกว่านั้น หากจะพูดกันตามตรงแล้ว บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังแรกของเธอ จู่ๆก็อยากฉลองวันปีใหม่ให้ดีๆ


   เมื่อถึงวันส่งท้ายปีเก่า คนจากที่พักของปัญญาชนก็เชิญทั้งคู่ไปฉลองด้วยกัน


   แต่ทั้งคู่ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ควรปล่อยให้บ้านใหม่ที่เข้าอยู่ปีแรกว่างเปล่า


   ทั้งคู่ชอบที่จะอยู่กันตามลำพังมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้เจียงจวินโม่ยังเตรียมของอร่อยๆไว้เยอะ ทั้งคู่จึงวางแผนจะกินเลี้ยงกันแบบเงียบๆ


   ช่วงเช้าของวันนั้น ทั้งคู่เริ่มจากการทำความสะอาดบ้าน ตามด้วยการติดป้ายมงคลและอื่นๆ ในที่สุดบ้านทั้งบ้านก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเทศกาลปีใหม่


   มื้อกลางวัน เจียงจวินโม่ทำอาหารสามอย่างกับซุปหนึ่งอย่าง มีทั้งผักและเนื้อ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติแล้ว มือนี้ถือว่าหรูหราพอสมควร


   หลังทานอาหารเสร็จ ทั้งคู่ก็พากันงีบกลางวัน เมื่อตื่นแล้วก็ไปนั่งเล่นกับเหล่าปัญญาชนอยู่สักพัก จากนั้นจึงกลับมาเตรียมอาหารเย็น


   แม้อาหารกลางวันจะอุดมสมบูรณ์แล้ว แต่พวกเขาให้ความสำคัญกับอาหารมื้อสุดท้ายของปีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด


   เจียงจวินโม่ใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงในการตุ๋นไก่สองตัวที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเขาไม่ได้ตุ๋นเฉพาะไก่เท่านั้น แต่ยังใส่มันฝรั่งลงไปไม่น้อย หลังจากตุ๋นเสร็จก็ตักใส่ชามใบใหญ่


   ลู่เซี่ยตักแบ่งลงในจานใบเล็ก ส่วนที่เหลือเก็บไว้ในชามแล้วปิดฝาอย่างมิดชิด


   จากนั้นก็หันไปพูดกับเจียงจวินโม่ “เดี๋ยวเอาพวกนี้ไปให้พี่สวีและคนอื่นๆกินนะ ปีใหม่แล้ว ให้พวกเขาได้กินของดีๆบ้าง”


   เจียงจวินโม่เดาได้ตั้งแต่ตอนที่เธอบอกให้เขาใส่มันฝรั่งเยอะๆ และพยายามทำให้ได้มากๆ


   “ได้ เดี๋ยวผมจะไปเอง”


   ลู่เซี่ยมองออกไปข้างนอก “ฟ้าใกล้มืดแล้ว ตอนที่นายไปก็ระวังหน่อยนะ อย่าให้ใครเห็น”


   “ได้”


   หลังจากนั้นเจียงจวินโม่ก็ถือชามใส่เนื้อไก่ออกไป ลู่เซี่ยไม่ได้ไปด้วย เพราะยังทำอาหารไม่เสร็จ เธอจึงต้องอยู่บ้านเพื่อทำอาหารมื้อสุดท้ายของปีต่อไป


   จริงๆแล้วทั้งคู่ก็ทานไม่ได้มาก มื้อกลางวันเจียงจวินโม่ทำหมูผัดพริกแกง รสชาติไม่เลว ส่วนมื้อเย็น นอกจากจะมีไก่แล้ว ลู่เซี่ยยังทำซี่โครงหมูตุ๋น เนื้อแห้งผัดผักกาดขาว และซุปเห็ด


   เมื่อทำเสร็จและกำลังยกขึ้นโต๊ะ เจียงจวินโม่ก็กลับมาพอดี


   ลู่เซี่ยเห็นเขากลับมามือเปล่า ก็รู้ได้ว่าเนื้อถึงมือผู้รับแล้ว


   “พี่สวีและคนอื่นๆเป็นยังไงบ้าง? สบายดีไหม?”


   เจียงจวินโม่พยักหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าเขาอารมณ์ดี


   “พวกเขาก็เตรียมของไว้ไม่น้อย คนในคอกวัวร่วมฉลองปีใหม่ด้วยกัน ตอนที่ผมไปพวกเขากำลังทานข้าวพอดี เมื่อเห็นว่าผมเอาเนื้อไก่ไปให้ ทุกคนก็ดีใจกันมาก ให้ไปหนึ่งชามใหญ่ คงพอให้พวกเขาแบ่งกันทานแล้ว”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “งั้นก็ดีแล้ว”


   จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มทานมื้อเย็นของคืนส่งท้ายปีเก่าด้วยกัน


   เนื่องจากไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทีวี ทั้งคู่จึงช่วยจุดเทียนเทียนภายใต้ความมืดอย่างยากลำบาก แต่โชคดีที่วันนี้ยังต้องอยู่รอให้ถึงปีใหม่ พวกเขาจึงทานกันอย่างช้าๆ


   แต่การทานข้าวและรอเฉยๆก็ค่อนข้างน่าเบื่อเกินไป ดังนั้นลู่เซี่ยจึงชวนเขาพูดคุยถึงเรื่องต่างๆ


   การใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในระยะนี้ ทำให้ทั้งคู่ต่างเข้าใจกันและกันลึกซึ้งขึ้น โดยเฉพาะความรู้สึกของลู่เซี่ยที่เคยมีต่อเจียงจวินโม่นั้น ตอนนี้ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


   เดิมทีเธอคิดว่าเจียงจวินโม่เป็นคนที่ค่อนข้างเงียบขรึมและดูเหมือนจะเบื่อหน่ายชีวิต เพราะเขาดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น


   แต่หลังจากได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน เธอก็พบว่า ความจริงนั้นตรงกันข้ามราวกับพลิกมือ เขาไม่ได้เบื่อหน่ายชีวิตแม้แต่น้อย แต่กลับรักชีวิตของตัวเองมาก


   จากการที่เขาสามารถเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตได้มากมาย ก็แสดงให้เห็นว่าเขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นอย่างดีและมีคุณค่า เพียงแค่ก่อนหน้านี้ร่างกายของเขาไม่อำนวยเท่านั้นเอง


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรู้สึกโชคดีและดีใจมาก ที่เธอสามารถช่วยให้เขามีสุขภาพที่ดีได้


   เพราะเจียงจวินโม่เป็นคนดีขนาดนี้ หากเขาต้องจากไป แบบนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายแย่



บทที่ 150: การเปลี่ยนแปลงและความประทับใจ



   เจียงจวินโม่ก็เช่นกัน ความรู้สึกของเขาที่มีต่อลู่เซี่ยก็แปรเปลี่ยนไปไม่น้อย


   เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง ตั้งแต่เด็กจนโตเขาค่อนข้างเงียบขรึม ทำให้เขาคุ้นเคยกับการสังเกตผู้คน แต่ด้วยนิสัยที่อ่อนไหวและละเอียดอ่อน เขาจึงมองออกได้อย่างง่ายดายว่าคนๆนั้นเป็นอย่างไร


   ตอนที่เพิ่งรู้จักกัน เขาคิดว่าลู่เซี่ยเป็นคนเย็นชา เพียงแต่เคยชินกับการแสร้งทำเป็นกระตือรือร้น แม้จะดูเหมือนไม่ชอบพูดและสามารถเข้ากับคนได้ง่าย แต่จริงๆแล้วเธอกลับเป็นคนปิดกั้นตัวเอง ยากที่จะเปิดใจกับใคร


   แต่หลังจากได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เขาจึงรู้ว่าเธอเป็นคนที่เรียบง่ายมาก อาจเป็นเพราะอิทธิพลจากครอบครัวที่ทำให้เธอต้องแสร้งทำเป็นคนอื่น ถูกบังคับให้สร้างเกราะป้องกัน ความเย็นชาที่แสดงออกมาก็เพราะกลัวโดนทำร้าย


   เพราะเธอแบบนี้ จึงยิ่งทำให้เขารู้สึกสงสาร


   บางทีในใจของลู่เซี่ยอาจคิดว่า การแต่งงานกับเขาในครั้งนี้อาจเป็นเพียงทางออกทางหนึ่งเท่านั้น


   แต่สำหรับเขา การแต่งงานคือเรื่องของชั่วชีวิต!


   ที่เขาตกลง เพราะตอนนั้นเขาไม่ได้รังเกียจลู่เซี่ย และหลังจากได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาพบว่าตัวเองค่อยๆชอบเธอขึ้นมา


   ดังนั้น เขาจึงตั้งใจว่าต่อไปจะต้องดีกับเธอให้ได้


   แม้ก่อนหน้านี้อาจทำไม่ได้ แต่หลังจากร่างกายค่อยๆดีขึ้น เจียงจวินโม่ก็มั่นใจมากขึ้นและเชื่อมั่นว่า ในอนาคตเขาจะต้องให้ชีวิตที่ดีกว่านี้กับลู่เซี่ยได้แน่นอน


   ทั้งคู่คุยกันมากมายตลอดทั้งคืน เจียงจวินโม่พูดมากอย่างที่ไม่ค่อยเคยเป็นมาก่อน


   เขาเล่าเรื่องตอนเด็ก เล่าถึงความรู้สึกด้อย และความเศร้าในอดีต รวมถึงความเสียดายที่ไม่สามารถทำสิ่งที่ชอบได้เพราะปัญหาสุขภาพ


   โชคดีที่ได้เรียนวาดรูป ทำให้เขาได้ค้นพบความสนุกสนานจากมัน แต่เรียนไปได้ไม่กี่ปีก็ขาดการติดต่อกับอาจารย์ด้วยเหตุผลต่างๆ...


   ต่อมาเขาเล่าว่า แม้สมัครใจที่จะลงชนบท แต่จริงๆแล้วเขาก็กังวลและหวั่นใจมาก ตอนแรกที่ลงชนบท เขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้ ถึงขั้นคิดว่าชีวิตของตัวเองอาจจะจบลงที่นี่


   กระทั่งได้พบกับลู่เซี่ยและได้ทานอาหารที่เธอทำ เขาจึงค่อยๆรู้สึกแข็งแรงขึ้น และมีความมั่นใจที่จะใช้ในชีวิตชนบทมากขึ้น


   สุดท้ายเขายังพูดถึงการแต่งงาน เล่าถึงความสบายใจที่ได้อยู่กับลู่เซี่ย และความประหลาดใจที่รู้สึกว่าร่างกายของเขาค่อยๆดีขึ้นหลังจากแต่งงาน


   เขาเล่าเรื่องมากมายทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก


   ภายใต้แสงเทียนสลัว ลู่เซี่ยเห็นว่าดวงตาของเขาถึงกับชื้นขึ้นมาในตอนท้าย…


   ส่วนเธอเองก็รู้สึกประหลาดใจและสะเทือนใจเมื่อได้ฟังความในใจของเจียงจวินโม่


   ที่แท้เขาเคยมีความเสียดาย ที่แท้เขาก็เคยคิดจะยอมแพ้ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะรัก เลือกที่จะพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป


   ลู่เซี่ยไม่รู้ถึงสาเหตุที่เจียงจวินโม่ถึงพูดเรื่องพวกนี้กับเธอ แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงความสุขของเขา


   เธอคิดอยู่สักครู่ ก่อนจะยื่นมือไปเปิดสุราผลไม้ที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ จากนั้นก็รินให้คนละแก้วแล้วยกดื่ม


   เธอคิดว่าสุราผลไม้คงมีรสหวาน มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมไม่มากนัก เธอจึงดื่มเพิ่มอีกสองแก้ว คิดว่าไหนๆเจียงจวินโม่ก็ดูมีความสุขมาก เธอจึงอยากร่วมฉลองกับเขาสักหน่อย


   แต่ไม่คิดว่าเมื่อดื่มไปเรื่อยๆ เธอกลับรู้สึกหนักอึ้งอยู่ในหัว


   หลังจากนั้นเธอเริ่มเล่าเรื่องราวของตัวเอง แต่ก็ระวังควบคุมไม่ให้ความลับหลุดออกไป


   เธอเล่าแค่ว่าชีวิตตอนเด็กของเธอลำบาก ไม่ได้รับความสนใจ ต้องพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อยู่ทุกวัร พยายามมานานกว่าชีวิตจะดีขึ้น สุดท้ายก็ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น


   จริงๆแล้วเธอกำลังเล่าถึงประสบการณ์ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเรื่องการข้ามเวลา แต่เจียงจวินโม่ฟังแล้วกลับเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทำเรื่องไม่ดีกับเธอในตอนเด็ก และเรื่องที่ต้องลงชนบทกะทันหัน


   พูดถึงเรื่องนี้ เรื่องของทั้งคู่ฟังดูคล้ายกันมาก อย่างน้อยเจียงจวินโม่ก็ไม่ได้ยินอะไรที่ผิดปกติ


   แต่สุดท้ายลู่เซี่ยยิ่งพูดก็ยิ่งเศร้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่าที่ทำให้เธอร้องไห้ออกมาทันที


   เธอร้องไห้พลางคิดว่าทำไมตัวเองถึงโชคร้ายขนาดนี้ กว่าการงานจะเข้าที่เข้าทาง ก็ต้องมาเปลี่ยนสภาพแวดล้อมกะทันหัน ต้องมาอยู่ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคย ยุคสมัยที่ต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง


   เธอทั้งกังวลและหวาดกลัว แต่ก็ต้องพยายามใช้ชีวิตต่อไปอย่างยากลำบาก เพราะเธอรู้ว่าตัวเองไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกแล้ว


   ดังนั้นเธอจึงร้องไห้หนักขึ้นเรื่อยๆอย่างน่าสงสาร...



บทที่ 151: ดื่มมากเกินไป



   เจียงจวินโม่เห็นเธอร้องไห้ขึ้นมาก็ตกใจทันที จนต้องรีบเข้าไปปลอบโยนอย่างลนลาน


   แต่เขาไม่คาดคิดว่า ยิ่งปลอบลู่เซี่ยก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ปากบ่นพึมพำไปพลางร้องไห้ไปพลาง ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีใครน่าสงสารเท่าเธออีกแล้ว


   สุดท้ายเจียงจวินโม่ก็หมดปัญญา เพราะไม่ว่าจะปลอบอย่างไรก็ไม่ได้ผล ได้แต่คิดหาวิธีปิดปากเธอ


   อาจเพราะเขาดื่มมากเกินไป สมองจึงไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ วิธีที่เดียวคิดได้กลับเป็นการจูบลงไปที่ปากของเธอโดยตรง...


   เมื่อปากถูกปิดด้วยปาก ในที่สุดลู่เซี่ยก็หยุดร้องไห้ ทั้งยังตะลึงงันอยู่อีกนาน...


   ทางด้านเจียงจวินโม่ เมื่อเห็นเธอหยุดร้องไห้ เขาจึงถอนริมฝีปากของเขาออกจากริมฝีปากของเธอ


   จนตอนนี้เขาถึงได้ตระหนักว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรลงไป


   ทันทีที่รู้ตัวใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันใด ไม่ต้องดูก็รู้ว่าใบหน้าคงแดงก่ำด้วยความเขินอาย


   หลังจากนั้นเขาก็ไม่กล้ามองลู่เซี่ยอีก ทั้งยังหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจที่ตัวเองฉวยโอกาสในยามคับขันแบบนี้


   แต่เมื่อนึกถึงความรู้สึกดีๆจากการสัมผัสเมื่อครู่ ไม่รู้ทำไมใบหน้าของเขาจึงร้อนผ่าวขึ้นอีกครั้ง ประกอบกับการดื่มสุรา ร่างกายของเขาก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาไม่น้อย อีกทั้งตอนนี้ทั้งเตียงเตาและผนังเตาในห้องก็ร้อนมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิในห้องสูงมากขึ้นเช่นกัน


   เพียงไม่นานเขาก็รู้สึกทนต่อความร้อนไม่ไหว หลังจากคิดอยู่สักครู่จึงถอดเสื้อนวมออก


   ผลลัพธ์ก็คือ เมื่อลู่เซี่ยได้เห็นแล้ว ไม่รู้ทำไมความกล้าทางเพศของเธอก็ผุดขึ้นมา ตอนนี้เธอไม่ได้เหม่อลอยอีกต่อไป อาจเป็นเพราะการดื่มสุราและอยู่ภายใต้แสงเทียนสลัว เธอจึงถูกดึงดูดด้วยความหล่อเหลาของเจียงจวินโม่ ก่อนเอะอะโวยวายอยากจะเห็นกล้ามหน้าท้อง


   เจียงจวินโม่ทั้งประหลาดใจและเขินอายจึงรีบปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม แต่สุดท้ายก็โดนเธอเปิดเสื้อชั้นในออก แล้วยื่นมือเข้ามาลูบไล้ไปทั่ว


   แต่การลูบครั้งเดียวก็ยังไม่พอ เธอยังเอาร่างทั้งร่างอิงแอบเข้าไปแนบชิด


   เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือความวุ่นวายบวกกับความไม่คาดคิด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นหมดแล้ว


.....


   เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยรู้สึกปวดไปทั่วทั้งตัว แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจคือ มีร่างที่อุ่นๆแอบอิงอยู่ด้านหลังเธอ


   ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นมาในสมองทันที


   จากนั้นเธอก็เอามือปิดหน้าด้วยความเสียใจ แย่แล้ว! ไม่กล้าเจอหน้าใครเลย!


   ทำไมเธอถึงได้มีเพศสัมพันธ์เพราะความเมาแบบนี้นะ?


   อ้า! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความหล่อเหลาที่ล่อใจเกินไป ทำให้เธอไม่สามารถต้านทานได้!


   “เกิดอะไรขึ้น?” เสียงหนุ่มหล่อด้านหลังถามขึ้น แขนของเขาโอบกอดเธออย่างเป็นธรรมชาติ


   ลู่เซี่ยหน้าแดงด้วยความอาย “ไม่ ไม่มีอะไร”


   เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มมุมปาก เขารู้ว่าเธอกำลังอาย จึงไม่อยากแกล้งเธออีก เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน เขาเองก็รู้สึกหน้าแดงเช่นกัน


   เห็นเธอหันหน้าหนีไม่กล้ามองเขา หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงลุกสวมเสื้อผ้า


   “ผมจะลุกไปทำอาหารก่อนนะ คุณนอนต่ออีกสักพักเถอะ ไม่ต้องรีบ นอนต่ออีกหน่อย”


   “ได้!”


   ได้ยินน้ำเสียงของเขาที่ดูเหมือนไม่โกรธ ลู่เซี่ยจึงรู้สึกโล่งอกได้ในที่สุด


   แต่เธอก็ไม่ได้นอนนานนัก หลังจากเจียงจวินโม่ลุกไปไม่นาน เธอก็ลุกตามไปเช่นกัน


   เมื่อลุกขึ้นมาก็เห็นว่าเจียงจวินโม่ทำอาหารเสร็จแล้ว ทั้งยังเตรียมน้ำร้อนไว้ให้เธอล้างหน้าอีกด้วย


   ลู่เซี่ยรีบล้างหน้า แล้วพวกเขาก็ทานอาหารเช้าด้วยกัน


   อาหารเช้าของพวกเขาคือเกี๊ยว ซึ่งทั้งคู่คนได้ช่วยกันห่อไว้เมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากห่อเสร็จก็เอาไปแช่แข็งไว้ข้างนอก หากต้องการทานก็แค่นำกลับมาใส่หม้อต้มได้เลย เป็นเรื่องที่สะดวกมาก ดังนั้นทั้งคู่จึงห่อไว้ไม่น้อย มีทั้งไส้ผักกาดดองและไส้ผักกาดขาว


   แต่วันนี้ทั้งคู่ทานเพียงไส้ผักกาดขาว เพราะได้ยินชาวบ้านพูดว่า ไม่ควรทานผักกาดดองในช่วงปีใหม่ เนื่องจากเสียงของคำว่าผักกาดดองพ้องกับคำว่า ‘เงินทองฝืดเคือง’ ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่ดี ไม่เป็นมงคล ดังนั้นทุกคนจึงหลีกเลี่ยงที่จะทานมัน


   นอกจากนี้ ชนบทในภาคตะวันออกเฉียงยังมีประเพณีปีใหม่อีกมากมาย เช่น คืนส่งท้ายปีเก่าต้องเปิดไฟทิ้งไว้ในบ้าน วันที่หนึ่งและสองของปีใหม่ห้ามกวาดบ้าน เดือนแรกของปีห้ามตัดผม และอื่นๆอีกมากมาย



บทที่ 152: วันที่หนึ่งของปีใหม่



   ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจเมื่อได้ยินเหล่าปัญญาชนพูดถึงเรื่องเหล่านี้


   ในชาติก่อน เธอก็เติบโตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ตอนนั้นพิธีรีตองเหล่านี้ได้เลือนหายไปแทบจะหมดแล้ว


   ส่วนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธออาศัยอยู่ ที่นั่นให้ความสนใจเพียงเรื่องกินอิ่มนอนอุ่น เรื่องอื่นๆจึงถูกละเลยไปจนหมด ตอนนี้นี่เองที่เธอได้รู้ว่าการฉลองปีใหม่ก็สนุกไม่น้อย


   จริงๆแล้วหากเป็นเมื่อก่อน ชาวบ้านในชนบทจะมีธรรมเนียมในวันปีใหม่ที่มากกว่านี้ แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลห้ามการนับถือผีสาง ไสยศาสตร์ พิธีเผากระดาษเงินกระดาษทองอะไรทำนองนั้นจึงไม่มีอีกต่อไป เหลือเพียงธรรมเนียมปฏิบัติเล็กๆน้อยๆเหล่านี้เท่านั้น


   แม้จะเป็นแบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่ามันมากพออยู่แล้ว ไม่ว่าอย่างไร เธอและเจียงจวินโม่ก็ตั้งใจจะปฏิบัติตามธรรมเนียมท้องถิ่น


   ส่วนเกี๊ยวไส้ผักกาดดองก็คงต้องรอทานวันหลัง


   คิดไปไกลเสียแล้ว


   ลู่เซี่ยไม่กล้ามองเจียงจวินโม่ขณะทานอาหารเช้า เจียงจวินโม่เองก็รู้สึกเขินอายไม่แพ้กัน ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่ได้พูดอะไรกันตลอดมื้ออาหาร


   หลังทานอาหารเสร็จ ในที่สุดเจียงจวินโม่ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นมาก่อน “วันนี้คิดจะทำอะไร?”


   ลู่เซี่ยคิดสักพักแล้วตอบ “ไปที่พักของปัญญาชนกันเถอะ ไปอวยพรปีใหม่พวกเขาก่อน”


   เจียงจวินโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบ “ก็ดีเหมือนกัน แต่รีบไปรีบกลับหน่อยนะ เมื่อคืนคุณเหนื่อยมาทั้งคืนแล้ว วันนี้ต้องพักผ่อนให้มากๆ”


   ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดเหล่านั้นก็เบิกตามองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่คิดว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากของเขา


   ใบหน้าของเธอแดงก่ำในชั่วพริบตา ก่อนจะหันมามองเขาด้วยความไม่พอใจ “พูดอะไรของนายน่ะ!”


   แม้เจียงจวินโม่จะรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง แต่เมื่อได้เห็นท่าทางของเธอก็อดยิ้มไม่ได้ “โอเค โอเค ผมไม่พูดแล้ว แต่ร่างกายของคุณต้องการการพักผ่อนจริงๆนะ"


   ลู่เซี่ยเขินอายจนต้องหันหน้าหนี แต่ก็ยังตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “รู้แล้ว”


   จากนั้นทั้งคู่ก็จัดการเก็บของเล็กๆน้อยๆ แล้วพากันไปยังที่พักของปัญญาชน ตอนนี้เหล่าปัญญาชนต่างก็อยู่กันพร้อมหน้า ทุกคนต่างอวยพรปีใหม่ให้แก่กัน และพากันพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน


   หลังจากนั่งพูดคุยกันพักหนึ่ง ทุกคนก็พากันเดินเล่นไปรอบๆหมู่บ้าน ด้วยไม่ได้ตั้งใจจะไปเยี่ยมบ้านใครเป็นพิเศษ เพียงบังเอิญเจอใครก็จะเข้าไปอวยพรปีใหม่


   วันนี้ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ออกมาเดินอวยพรปีใหม่ให้แก่กัน บนถนนจึงมีผู้คนอยู่ไม่น้อย ลู่เซี่ยและเหล่าปัญญาชนต่างยิ้มทักทายและอวยพรปีใหม่ทั้งคนรู้จักและไม่รู้จัก เมื่อเดินจนครบหนึ่งรอบ ต่างก็พากันกลับไปยังที่พักของปัญญาชน


   หลังจากเดินมาเป็นนาน ลู่เซี่ยก็รู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เธอจึงปฏิเสธคำเชิญของเหล่าปัญญาชน ก่อนจะแยกย้ายกลับไปพักผ่อนกับเจียงจวินโม่


   เมื่อกลับมาถึงบ้าน เธอก็ขึ้นไปนอนบนเตียงเตาทันที อาจเป็นเพราะเธอคงจะเหนื่อยจริงๆ เพิ่งจะล้มตัวลงนอนได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไป


   เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เพราะถูกเจียงจวินโม่ปลุก


   ตอนนั้นเองถึงได้รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงบ่ายแล้ว


   ลู่เซี่ยรู้สึกงุนงงเล็กน้อย “ฉันหลับไปนานขนาดนี้เลยเหรอ?”


   เจียงจวินโม่พูดตอบด้วยรอยยิ้ม “ก็นานพอควร ลุกขึ้นมาทานอาหารก่อนเถอะ หิวไหม?”


   ลู่เซี่ยลูบท้องตัวเอง เธอนอนหลับไปเป็นเวลานาน จนทำให้พลาดมื้อกลางวันไป ตอนนี้จึงรู้สึกหิวมาก


   เจียงจวินโม่เห็นท่าทางก็เข้าใจได้ทันที “งั้นลุกขึ้นมาทานก่อนเถอะ ผมเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว”


   ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็รีบลงจากเตียงเตาทันที “ตกลง”


   หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งคู่ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี ตอนนี้ลู่เซี่ยยังคงรู้สึกเขินอายเจียงจวินโม่เล็กน้อย และเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร ต่างฝ่ายต่างนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะมีคนจากที่พักของปัญญาชนมาชวนทั้งคู่ไปเล่นไพ่


   ไพ่เหรอ? ตอนนี้มีไพ่ให้เล่นแล้วเหรอ?


   ลู่เซี่ยรู้สึกสงสัย ขณะเดียวกันเธอก็ไม่อยากนั่งจ้องหน้ากับเจียงจวินโม่อยู่ที่บ้าน จึงตัดสินใจออกไปดู


   เมื่อไปถึงเธอก็ได้รู้ว่าเป็นไพ่ที่กู้เซี่ยงหนานนำมา


   ไพ่สำรับนี้แตกต่างจากไพ่ที่เธอจินตนาการไว้มาก มันเป็นไพ่แบบแผ่นยาว มีลวดลายและตัวละครวาดไว้บนนั้น มองดูคล้ายงานศิลปะที่ค่อนข้างสวยงาม


   “มากันแล้วเหรอ? กำลังขาดคนพอดี พวกเธอสองคนน่ะใครจะเป็นคนเล่น?” ซูม่านเห็นพวกเขาก็ถามขึ้นด้วยยิ้ม


   ลู่เซี่ยมองดู ตอนนี้พวกเขากำลังรวมตัวอยู่ในห้องของปัญญาชนฝ่ายชาย มีคนสี่คนกำลังล้อมวงเล่นกันอยู่


   ทางฝั่งนี้มีกู้เซี่ยงหนาน หลี่อี้ และซูม่าน เห็นได้ชัดว่าเสิ่นชิงชิงที่นั่งอยู่ข้างๆซูม่านนั้น เธอเพียงแค่มาดูเฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจจะเล่น


   ดังนั้น จึงขาดผู้เล่นอีกหนึ่งคน



บทที่ 153: ผ้าห่มผืนเดียว



   เมื่อลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ก็ได้แต่ตัวหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยปากตอบซูม่าน “ฉันอยากเล่นนะ แต่ฉันไม่รู้วิธีเล่น”


   “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ไม่รู้วิธีเล่นเหมือนกัน ได้ยินว่ามันเล่นง่ายมาก เดี๋ยวเราค่อยๆเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน แต่หากเธอจำไม่ได้ เธอก็ให้สามีของเธอช่วยสอนสิ!” ซูม่านพูดล้อเลียน


   สามี... เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะ “คุณเล่นเถอะ ผมจะสอนให้”


   “นายรู้วิธีเล่นเหรอ?” ลู่เซี่ยมองเขาอย่างประหลาดใจ


   “เคยเล่นมาก่อน”


   “...ก็ได้ งั้นฉันจะลองดู นายต้องช่วยฉันเล่นด้วยนะ”


   “ตกลง!”


    จริงๆแล้วกติกาก็ง่ายมาก ลู่เซี่ยเล่นไปเพียงสองสามรอบก็คุ้นเคยแล้ว จากนั้นก็สามารถเล่นได้เองโดยไม่ต้องให้เจียงจวินโม่คอยเตือน พวกเขาเล่นกันอย่างเพลิดเพลิน จนเวลาล่วงเลยไปถึงตอนเย็น


   ทุกคนก็ไม่ได้เล่นเดิมพันด้วยเงิน เพราะนั่นถือเป็นการพนัน ไม่มีใครกล้าแตะต้อง


   พวกเขาเล่นกันโดยใช้เศษกระดาษติดหน้า ตอนนี้บนใบหน้าของลู่เซี่ยมีกระดาษติดอยู่ไม่น้อย ส่วนคนอื่นๆก็ไม่แพ้กัน


   เมื่อเห็นว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เจียงจวินโมจึงกลับไปทำอาหารเย็นที่บ้าน จากนั้นก็ออกมาอีกครั้งเพื่อรับลู่เซี่ย


   ท้ายที่สุด ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน


   หลังจากกลับมาถึงบ้าน เจียงจวินโม่ก็นำอาหารเย็นที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ ระหว่างที่ทานอาหารกันอยู่นั้น เขาก็ถามขึ้น “สนุกไหม?”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “ก็ใช้ได้นะ เล่นฆ่าเวลา ต่อให้อ่านหนังสือในช่วงนี้ก็ไม่เข้าหัวอยู่ดี”


   เจียงจวินโม่หัวเราะ “งั้นก็ดี หากไม่มีอะไรทำก็ไปเล่นได้”


   ลู่เซี่ยพยักหน้า “ค่อยว่ากันอีกที แต่วันนี้ฉันเห็นว่ากู้เซี่ยงหนานและซูม่านดูเหมือนจะมีอะไรกัน”


   รู้สึกว่าทั้งสองคนมองตากันบ่อยๆ สายตาดูเหมือนจะหวานซึ้ง


   จริงๆแล้วเจียงจวินโม่รู้มานานแล้วว่า ภรรยาของเขาดูเหมือนจะสนใจความสัมพันธ์ระหว่างกู้เซี่ยงหนานและซูม่านเป็นพิเศษ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงอยากรู้อยากเห็นนัก


   ทางด้านเขาก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพียงแค่ยิ้มเท่านั้น เพราะนี่คือความสัมพันธ์ของคนอื่นไม่เกี่ยวกับเขา


   ลู่เซี่ยรู้ดีอยู่แล้วถึงท่าทีของเขา และเธอก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบอะไรเหมือนกัน เธอแค่อยากจะพูดออกมาเท่านั้น เพราะการเก็บกดความรู้สึกไว้คนเดียวตลอดเวลามันทรมานเหลือเกิน


   หลังจากทานอาหารเสร็จ ลู่เซี่ยอาสาไปล้างจาน เพราะช่วงนี้เจียงจวินโม่เป็นคนจัดการทุกอย่าง เธอก็ควรจะทำอะไรบ้าง


   เจียงจวินโม่เองก็ไม่ได้แย่งกับเธอ เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไปล้างจาน เขาก็แยกตัวเข้าไปทำความสะอาดภายในห้อง


   หลังจากที่ล้างจานและเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ลู่เซี่ยกลับพบว่า ผ้าห่มสองผืนที่เคยวางอยู่บนเตียงเตา ตอนนี้เหลือเพียงผืนเดียวที่ปูอยู่ตรงกลางเตียง แลดูคุ้นตาอยู่บ้าง


   เมื่อมองดีๆก็พบว่าเป็นผ้าห่มที่ตระกูลเจียงส่งมาให้ตอนแต่งงาน ปลอกหมอนเป็นสีแดงสด ลวดลายดอกโบตั๋นสีสันสดใส เห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นของคู่แต่งงานใหม่


   ลู่เซี่ยเข้าใจความหมายของเจียงจวินโม่ในทันที เธอรู้สึกเขินอาบขึ้นมาเล็กน้อย พลันยืนนิ่งอยู่กับที่ ด้วยไม่รู้ว่าควรจะขยับเขยื้อนอย่างไร


   ในตอนนั้นเอง เจียงจวินโม่ก็เดินกลับมาพร้อมอ่างล้างเท้า “ล้างเท้าก่อนเถอะ”


   ลู่เซี่ยพยักหน้ารับคำ ก่อนจะนั่งลงล้างเท้าตรงขอบเตียงเตา แล้วปีนขึ้นไปนั่งบนเตียง


   หลังจากเจียงจวิ้นโม่ออกไปเทน้ำและล้างเท้าของตัวเองเสร็จแล้ว เมื่อเขากลับเข้ามาก็พบว่าลู่เซี่ยยังคงนั่งอยู่บนเตียงเตา


   “ทำไมไม่นอนล่ะ? ดึกแล้ว นอนเร็วๆเถอะ”


   ลู่เซี่ยลังเลอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเอ่ยปากถาม “ผ้าห่มของฉันล่ะ?”


   เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นก็มองเธอแวบหนึ่ง “อืม ผมเก็บไว้แล้ว ในเมื่อพวกเราแต่งงานกันแล้ว ต่อไปก็ใช้ผ้าห่มผืนเดียวกันเถอะ”


   ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ ‘แต่ครึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขานอนแยกกันตลอดนี่นา’


   ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปาก เจียงจวินโม่ถามด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายจะน้อยใจเล็กน้อย “คุณไม่อยากนอนร่วมผ้าห่มกับผมเหรอ?”


   ลู่เซี่ยส่ายหัวโดยอัตโนมัติ “ไม่ใช่ ฉันแค่ไม่ชิน”


   เจียงจวินโม่จึงยิ้มออกมา “ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ชินเหมือนกัน พวกเราค่อยๆทำให้ชินก็แล้วกัน”


   แต่ลู่เซี่ยก็ยังอยากดิ้นรนอีกนิด “คือว่า ฉันนอนดิ้นมาก หากบังเอิญเตะโดนนาย…”


   “ไม่เป็นไร ผมไม่รังเกียจคุณหรอก!”



บทที่ 154: คำสัญญาในความมืด

   

   ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ ในเมื่อคิดข้ออ้างปฏิเสธไม่ได้แล้ว ท้ายที่สุดเธอก็ได้เพียงยอมรับชะตากรรม ก่อนจะถอดเสื้อนวมออกแล้วมุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม


   โชคดีที่ผ้าห่มค่อนข้างใหญ่ ห่มสองคนก็ไม่รู้สึกอึดอัด


   ไม่นานเจียงจวินโม่ก็ดับเทียนแล้วขึ้นเตียง เขามุดเข้าไปอีกฝั่งหนึ่งของผ้าห่ม ไม่ได้เข้าไปใกล้เธอ ทำให้ร่างกายที่เกร็งของเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย


   ทั้งสองนอนอยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ในตอนนี้ลู่เซี่ยยังคงไม่ง่วง อาจเพราะเมื่อตอนกลางวันเธอนอนมากเกินไป จากนั้นก็รู้สึกว่า มือข้างที่อยู่ติดกันถูกเจียงจวินโม่จับไว้


   ลู่เซี่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที


   ทันใดนั้นเอง เจียงจวินโม่ก็เอ่ยปากถามเบาๆ “เซี่ยเซี่ย หลับแล้วเหรอ?”


   “...ยัง”


   “ผมก็ยัง”


   ลู่เซี่ยนิ่งอึ้ง พลางคิดในใจ ‘พูดเรื่องไร้สาระ! หากหลับไปแล้วจะพูดได้เหรอ?”


   เจียงจวินโม่พูดจบก็ดูเหมือนจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้


   “เซี่ยเซี่ย ผมมีความสุขมาก”


   “มีความสุขเรื่องอะไร?”


   “มีความสุขที่ในที่สุดเราก็ได้อยู่ด้วยกัน!”


   เดิมทีลู่เซี่ยนอนไม่หลับ เมื่อเห็นเขาอยากจะพูด เธอจึงคิดว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุยกับเขาสักพัก แต่คำพูดตรงไปตรงมาของเขาก็ทำให้เธอหมดหนทางที่จะตอบ


   เห็นได้ชัดว่าเจียงจวินโม่ก็ไม่ได้ต้องการคำตอบจากเธอ หลังจากนั้นเขาก็พูดอีกมากมาย เธอเพียงทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีก็พอ


   “เมื่อก่อนผมไม่เคยเข้าใจ ทำไมคุณแม่ถึงตัดสินใจออกตามหาคุณพ่อทั้งๆที่พึ่งคลอดผมออกมาได้ไม่นาน ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นตัวดี และสุดท้ายทั้งสองคนก็ไม่ได้กลับมา ทำให้ผมที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นานต้องการเป็นคนไม่มีทั้งพ่อและแม่แล้ว


   ตอนเด็กๆ ผมเกลียดพวกเขา และไม่เข้าใจว่าในฐานะแม่คนหนึ่ง ทำไมถึงทิ้งลูกไปได้ง่ายดายแบบนั้น


   ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ที่แท้ก็เป็นเพราะความรัก ไม่ใช่ว่าคุณแม่ไม่รักผม แต่เป็นเพราะรักคุณพ่อมากกว่า


   คุณแม่รู้ดีว่า แม้ผมจะไม่มีพวกเขาทั้งสอง แต่ก็ยังมีคุณปู่และคุณลุงใหญ่ พวกเขาจะดูแลผมให้มีชีวิตที่ดีได้ แต่ถ้าไม่มีคุณพ่อ คุณแม่ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้”


   ดังนั้นคุณแม่จึงทิ้งผมไป…”


.....


   “เซี่ยเซี่ย ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว เพราะผมก็มีคนรักเหมือนกัน


   และสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขมากกว่านั้นคือ ความรักของผมไม่ได้เป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆ เพราะเซี่ยเซี่ยก็มีใจให้ผมเหมือนกัน!”


   เมื่อได้ยินเจียงจวินโม่พูดถึงพ่อแม่ ลู่เซี่ยกลัวว่าเขาจะเสียใจ จึงคิดว่าจะปลอบใจเขาอย่างไรดี


   แต่จู่ๆก็ได้ยินเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใบหน้าภายใต้ความมืดของลู่เซี่ยก็แดงก่ำขึ้นทันที


   อะไรคือการที่บอกว่าเธอก็มีใจให้เขา พูดเหลวไหล! เธอเคยพูดแบบนั้นเมื่อไหร่กัน?!


   ลู่เซี่ยกำลังอ้าปากจะปฏิเสธ แต่แล้วก็ได้ยินเจียงจวินโม่พูดต่อ “เซี่ยเซี่ยเป็นคนที่น่าสงสารมาก และก็เป็นคนที่ใจดีมากด้วย ผมรู้สึกโชคดีมากที่ตอนนั้นเลือกที่จะลงชนบท ทำให้ผมได้รู้จักกับเซี่ยเซี่ย”


   เมื่อพูดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าเจียงจวินโม่กำมือเธอแน่นขึ้น


   “เซี่ยเซี่ย ผมจะดีกับคุณ ผมจะดีกับคุณไปตลอดชีวิต ต่อไปพวกเราจะใช้ชีวิตด้วยกันเป็นอย่างดี อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ตกลงไหม?”


   ในความมืด เจียงจวินโม่รอคอยคำตอบอยู่นาน แต่เขาก็ไม่ได้รับคำตอบ


   ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ขณะที่เขากำลังจะหมดหวัง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงของลู่เซี่ย


   “...ตกลง”


   เจียงจวินโม่รู้สึกตื่นเต้นทันที ความกังวลในใจพลันเลือนหาย เขาอดไม่ได้ที่จะกระชับร่างเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด


   ทางด้านลู่เซี่ย ในตอนนี้หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนและความยินดี


   จริงๆแล้วตอนแรกที่เธอแต่งงานกับเจียงจวินโม่ เธอคิดแค่เพียงว่า การแต่งงานจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหายุ่งยากหลายอย่างได้


   แต่หลังจากอยู่ด้วยกัน เธอก็ค่อยๆพบว่า เจียงจวินโม่เป็นคนเก่งมากและเป็นคนดีมาก เธอเองก็ไม่ใช่คนเลือดเย็น แน่นอนว่าต้องหลงเสน่ห์ของเขาอย่างช่วยไม่ได้


   แต่ในใจลึกๆ เธอรู้สึกว่าจุดเริ่มต้นของทั้งคู่ค่อนข้างเป็นละคร อาจจะง่ายเกินไป และไม่ค่อยเชื่อว่าการแต่งงานครั้งนี้จะยืนยาว


   ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงมีความลังเลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา และอนาคตของพวกเขา



บทที่ 155: ครอบครัวและญาติพี่น้อง



   กระทั่งเมื่อคืนที่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลังจากดื่มสุรา ทำให้เธอรู้สึกว่าเรื่องราวได้บานปลายไปมาก


   แต่ปฏิกิริยาของเจียงจวินโม่กลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเธอ


   จริงๆแล้วลู่เซี่ยก็รู้สึกได้มาก่อนหน้านี้ว่า เจียงจวินโม่อาจจะมีใจให้เธออยู่บ้าง


   แต่หลังจากได้ยินคำพูดของเขา เธอเองก็เพิ่งจะรู้ว่าเจียงจวินโม่มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเธอมากมายขนาดนี้


   และหลังจากได้ยินคำถามที่เขาถามอย่างระมัดระวัง ลู่เซี่ยก็ได้ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนจะให้คำตอบ


   สำหรับสถานะของเจียงจวินโม่ในยุคนี้ ถือว่าดีมากอย่างไม่ต้องสงสัย


   แม้ว่าหลังจากพวกเขากลับเข้าเมืองแล้วจะหย่าร้างกัน เธอก็ไม่แน่ใจว่าจะหาคนที่ดีกว่านี้ได้


   ยิ่งไปกว่านั้น เจียงจวินโม่ปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดีในทุกๆวัน เขาเคารพเธอ ทะนุถนอมเธอ รวมถึงครอบครัวของเขาก็เข้าใจเหตุผล แม้จะยังไม่เคยพบเธอ แต่พวกเขาก็ยอมรับและยินดีในตัวเธอ ไม่มีญาติที่เป็นพิษเป็นภัย


   ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกสบายใจ ดังนั้นการที่อยู่ด้วยกันมานานแล้วก่อเกิดเป็นความชอบ ก็นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา


   ลู่เซี่ยไม่เคยมีความรักมาก่อน ในเมื่อตอนนี้เธอได้พบกับคนดีๆแบบนี้เขา ซ้ำยังเป็นสามีในนามอีกต่างหาก ดังนั้นการลองดูสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย


   อีกอย่าง เธอก็ไม่อยากให้ผู้ชายดีๆแบบนี้ตกไปเป็นของคนอื่น


   ท้ายที่สุดเธอจึงตอบตกลง


   และลู่เซี่ยก็ยอมรับว่า ความรู้สึกของเธอที่มีต่อเจียงจวินโม่ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ ไม่ได้บริสุทธิ์เหมือนที่เจียงจวินโม่มีต่อเธอ


   นั่นเป็นเพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เข้าใจเรื่องความรัก ทั้งเธอยังได้ดูละครและอ่านนิยายเกี่ยวกับความรักในครอบครัวของยุคปัจจุบันมามากมาย ทำให้เธอคิดอะไรซับซ้อนกว่าเขาแน่นอน


   นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเติบโตมาในยุคสมัยที่ต่างกัน ความคิดและทัศนคติในการใช้ชีวิตจึงแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติ


   แต่หลังจากนี้ ลู่เซี่ยจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปรับตัวเข้าหาเขา พยายามที่จะรัก พยายามที่จะทุ่มเท และจะพยายามดูแลครอบครัวของพวกเขา


   เธอเชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นแน่นอน!


   หลังจากลู่เซี่ยพูดคำว่า ‘ตกลง’ ออกไป เธอก็พบว่า ความกังวลที่มีมาตลอดทั้งวันได้หายไป แม้แต่ความสับสนเกี่ยวกับยุคสมัยนี้ที่เกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่ข้ามเวลามาก็ค่อยๆจางหายไปเช่นกัน


   ในตอนนี้เอง ลู่เซี่ยก็ยอมรับได้ในที่สุดว่า ที่แท้เธอก็ชอบเจียงจวินโม่มานานแล้วนี่เอง!


   ถือได้ว่าเป็นคู่รักที่ต่างฝ่ายต่างรักกันได้แล้วสินะ ช่างดีจริงๆ ในที่สุดเธอก็มีบ้านและมีครอบครัวอยู่ในยุคสมัยนี้...


.......


   ในคืนนั้นพวกเขาไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแค่นอนกอดกันจนหลับไป...


   เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่งหลังตื่นนอน ต่างฝ่ายต่างยังรู้สึกเขินอายเล็กน้อย


   แต่หลังจากที่พูดคุยกันอย่างเปิดอก ทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะเข้าสู่ช่วงความรักอันร้อนแรง


   ในแต่ละวันที่เผลอสบตากันโดยไม่ตั้งใจ ภายในใจก็รู้สึกหวานซึ้งจนแทบทนไม่ไหว


   แม้แต่ในช่วงไม่กี่วันนี้ที่ไปเล่นไพ่ในที่พักของปัญญาชน เหล่าปัญญาชนก็รู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่เปลี่ยนแปลงไป


   ซูม่านมองทั้งคู่อย่างพินิจพิเคราะห์ สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วพูดขึ้น “โอ้ย! โดนโจมตีด้วยความหวานของคู่รักที่กำลังตกหลุมรักกัน คนโสดแบบฉันแทบจะทนไม่ไหวแล้ว!”


   แม้เหล่าปัญญชนคนอื่นๆจะไม่เคยได้ยินคำว่า ‘โสด’ มาก่อน แต่ก็พอจะเข้าใจความหมายของคำนี้ได้ และต่างก็รู้สึกเห็นด้วย


   แม้จะแต่งงานกันมานาน แต่ยังรักกันหวานชื่นขนาดนี้ ดูเหมือนว่าความรักของลู่จือชิงและเจียงจือชิงคงจะดีไม่น้อยเลยนะ!


    ระยะนี้ลู่เซี่ยไปเล่นไพ่กับเจียงจวินโม่ในที่พักของปัญญาชนแทบทุกวัน แต่เขากลับเจอกู้เซี่ยงหนานเพียงครั้งแรกเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้มาเล่นด้วยอีกเลย


   ตามที่ได้ยินมา เป็นเพราะเฉิงอวี้เจียวที่กำลังพักฟื้นอยู่รู้ว่ากู้เซี่ยงหนานไปเล่นไพ่กับซูม่าน เธอจึงมีอาการไม่พอใจเล็กน้อย


   ช่วงเทศกาลปีใหม่แบบนี้ กู้เซี่ยงหนานเองก็ไม่อยากทะเลาะกับเธอ สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่ไปเล่นอีกเลย


   ลู่เซี่ยได้ยินมาว่า กู้เซี่ยงหนานเองก็วางแผนจะสร้างบ้านและย้ายออกไป ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่ได้สร้างเพื่ออยู่ตัวคนเดียว แต่กลับวางแผนร่วมลงทุนเพื่อสร้างบ้านหลังหนึ่งกับหลี่อี้


   นอกจากนี้ซูม่านเองก็มีแผนอยู่ก่อนแล้ว นั่นก็หมายความว่า หลังจากหิมะละลาย เหล่าปัญญาชนก็จะสร้างบ้านเพิ่มอีกสองหลัง



บทที่ 156: แผนการของกู้เซี่ยงหนาน



   เมื่อเหล่าปัญญาชนรู้เรื่องนี้ต่างก็พาอิจฉา อีกทั้งคนสองกลุ่มนี้ยังถือโอกาสมาดูบ้านของลู่เซี่ยก่อนเริ่มงานก่อสร้าง โดยตั้งใจจะใช้แบบบ้านของเธอเป็นตัวอย่างในการสร้างบ้านของตน


   แต่กลับมีข่าวลือว่าเมื่อเฉิงอวี้เจียวได้ยินเรื่องนี้ เธอก็เกาะติดกู้เซี่ยงหนานเพื่อขอไปอยู่ด้วยกัน


   กู้เซี่ยงหนานจะยอมได้อย่างไร? เพราะการที่เขาวางแผนย้ายออกจากที่พักของปัญญาชนก็เพื่อจะได้อยู่ห่างจากเธอ


   จริงๆแล้วในช่วงครึ่งปีที่ลงชนบทมานี้ เขาถูกเฉิงอวี้เจียวรบกวนจนแทบทนไม่ไหว


   อีกทั้งก่อนปีใหม่เขาก็ได้เขียนจดหมายกลับไปหาคนที่บ้าน เพื่อขอให้พวกเขาดูว่าพอจะมีหนทางพาเฉิงอวี้เจียวกลับไปได้หรือไม่ หรือไปคุยเรื่องของเธอกับตระกูลเฉิง


   เพราะก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่ดูแลเธอในฐานะเพื่อนบ้านเท่านั้น หากพวกเขายังคิดว่าเฉิงอวี้เจียวเป็นความรับผิดชอบของเขาก็คงจะไม่ดีแน่


   อีกทั้งตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเฉิงอวี้เจียว แต่เขารู้ว่าหากเธอยังคงวุ่นวายแบบนี้ต่อไป คาดว่าชาวบ้านและเหล่าปัญญาชนคงจะโกรธเธอแน่ๆ ถึงตอนนั้นอาจจะกลับเมืองหลวงได้อย่างลำบาก


   แต่เขาก็ไม่อยากให้เฉิงอวี้เจียวคิดว่า ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเธอก็สามารถมาหาเขาได้ ช่วยก็ไม่ดี ไม่ช่วยก็ไม่ดี สุดท้ายก็ทำให้ตัวเองเดือดร้อน อีกทั้งยังเหนื่อยเปล่า


   เขาไม่อยากวุ่นวายเรื่องของเธอแล้วจริงๆ จึงวางแผนจะสร้างบ้านและย้ายออกไป แม้กระทั่งเพื่อตัดปัญหาการรบกวนจากเฉิงอวี้เจียว เขายังเจาะจงให้หลี่อี้มาอยู่ด้วยกัน โดยไม่ต้องออกเงินมากนัก แค่ช่วยลงแรงก็พอ


   ทางด้านเฉิงอวี้เจียว หลังจากถูกกู้เซี่ยงหนานปฏิเสธไปแล้ว เธอก็เรียกร้องที่จะสร้างบ้านของเธอเอง


   แต่ในช่วงครึ่งปีที่เธอลงชนบทมานี้ ทั้งไม่อยากทำงาน ทั้งขาหักจนต้องเข้าโรงพยาบาล ทำให้หมดเงินไปไม่น้อย แม้ว่าตอนลงชนบทจะนำเงินมาเยอะ แต่ระยะที่ผ่านมากลับมีเพียงรายจ่ายไม่มีรายรับ เงินที่นำมาจึงเหลือไม่มากพอ


   ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้เธอยังทะเลาะกับทางบ้านเพราะลาออกจากงานมาลงชนบท ตลอดเวลาที่ลงชนบทมานี้ ทางบ้านก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเธอเลย เธอเองก็ไม่มีหน้าจะเขียนจดหมายไปขอเงิน ดังนั้นจึงทำได้เพียงขอยืมเงินจากกู้เซี่ยงหนาน


   แน่นอนว่ากู้เซี่ยงหนานไม่ยอมให้เธอยืม เขาปฏิเสธโดยอ้างว่าการที่เธออยู่คนเดียวนั้นไม่ปลอดภัย


   เรื่องนี้ทำให้เฉิงอวี้เจี้ยวโกรธมาก เพราะซูม่านก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน ทำไมเธอถึงได้รับอนุญาต


   แต่ไม่ว่าเธอจะโกรธแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะตอนนี้ขาของเธอยังใช้งานไม่ได้ เงินก็มีไม่มากพอ สร้างบ้านก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องจำยอมไปก่อน


......


   ล่วงเลยเทศกาลปีใหม่ไปได้แปดวัน เหล่าปัญญาชนที่กลับบ้านไปฉลองปีใหม่ก็ทยอยกลับมายังชนบท โดยมีซุนเสิ้งหนานเป็นคนแรกที่กลับมา


   ปกติแล้วการได้กลับบ้านน่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ตอนที่ซุนเสิ้งหนานกลับมา ดวงตาของเธอกลับบวมเป่ง ทั้งตัวร่างราวกับคนหมดไฟ จนดูแก่ลงไปไม่น้อย


   แม้แต่ความมุ่งมั่นที่เคยมี ก็ดูเหมือนจะหายไปจนหมดสิ้น


   เหล่าปัญญาชนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากเธอกลับบ้าน แต่เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ของเธอไม่ดี จึงไม่ได้คุยกับเธอมากนัก พวกเขาเพียงคอยดูแลอย่างห่างๆ และให้พื้นที่ว่างแก่เธอ


   แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ วันรุ่งขึ้นซุนเสิ้งหนานก็ไปหาลู่เซี่ย และประโยคแรกที่เธอพูดหลังจากเจอหน้าลู่เซี่ยคือ ‘เธอตั้งใจไม่ให้ฉันเอาของกลับบ้านใช่หรือไม่?’


   เมื่อได้ยินคำถามนั้น ลู่เซี่ยเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?”


   ซุนเสิ้งหนานมองเธอด้วยสายตาซับซ้อน ก่อนจะถามขึ้นอีกครั้ง “จริงๆแล้วเธอเองก็คิดว่าฉันไม่ควรกลับไปใช่ไหม?”


   ยังไม่ทันที่ลู่เซี่ยจะตอบ เธอก็พูดต่อ “จริงๆแล้วตอนกลับมาฉันก็พอจะคิดออกแล้ว เธอเองก็เหมือนคนอื่นๆที่คิดว่าครอบครัวของฉันอาจจะไม่ได้สนใจฉันมากมายขนาดนั้น แต่เธอแค่ไม่อยากให้ฉันเสียใจ จึงเสนอให้ฉันไม่ต้องเอาอะไรกลับไปเลย”


   พูดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็หัวเราะเยาะตัวเอง “พวกเธอพูดถูกทั้งหมด การทดสอบง่ายๆแค่นี้ก็ทำให้ฉันเห็นใบหน้าที่แท้จริงของคนในครอบครัว ไม่คิดว่าแค่สี่ปีพวกเขาก็ลืมฉันไปแล้ว…”



บทที่ 157: ซุนเสิ้งหนานได้เห็นชัดเจนแล้ว



   เมื่อเห็นซุนเสิ้งหนานกลับมา คนในครอบครัวรู้สึกประหลาดใจมากกว่ายินดี และเมื่อเห็นว่าเธอกลับมามือเปล่า พวกเขาก็ทำหน้าบึ้งตึง พร้อมมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แม้จะรู้ว่าเธอนั่งรถไฟอย่างเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน แต่พวกเขากลับไม่ให้โอกาสเธอได้พักผ่อน ทั้งยังสั่งให้เธอทำงานทันที


   ในช่วงไม่กี่วันที่อยู่บ้าน เธอไม่ได้อยู่ว่างเลย แต่ละวันมีงานให้ทำจนล้นมือ


   พ่อแม่ไม่ได้คิดถึงเธอ น้องชายน้องสาวก็ไม่สนใจว่าเธอจะใช้ชีวิตในชนบทได้อย่างยากลำบากหรือไม่ พวกเขาเพียงถามถึงเหตุผลที่กลับมา และจะกลับไปเมื่อไหร่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา


   ที่สำคัญ สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกแย่ที่สุดก็คือ ภายในบ้านหลังนี้ไม่มีแม้ที่ซุกหัวนอนสำหรับเธอ


   เธอไม่สามารถเข้าห้องนอนเดิมของเธอได้แล้ว เนื่องจากพ่อแม่อ้างว่าเธออยู่เพียงไม่กี่วันก็กลับไป จึงให้เธอนอนในห้องรับแขกที่เรียบง่าย และไม่ให้เข้าไปรบกวนน้องสาวที่กำลังจะสอบเข้ามัธยมปลาย


   เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งเธอจะกลายเป็นคนนอกสำหรับคนในครอบครัว


   เมื่อเผชิญกับครอบครัวแบบนี้ ซุนเสิ้งหนานรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจ


   เธอไม่เข้าใจว่าทำไมครอบครัวที่เคยใกล้ชิดกลับแปรเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้


   เธออยู่บ้านได้เพียงไม่กี่วัน พ่อแม่ก็ถามว่าเธอจะกลับไปเมื่อไหร่ และบอกว่าที่บ้านไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ ทั้งยังบอกว่าพวกเขากลัวว่าเธอจะมาขอเงิน


   ดังนั้น จากความตั้งใจเดิมที่จะอยู่จนถึงหลังเทศกาลโคมไฟ เธอจึงกลับชนบทตั้งแต่วันที่ห้าของปีใหม่


   เวลาสามวันระหว่างการเดินทาง เธอได้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว


   บางทีพวกเขาอาจคิดว่าเธอจะไม่มีวันกลับไปได้อีก จึงปฏิบัติกับเธอด้วยท่าทีแบบนั้น ท้ายที่สุดแล้วคนในเมืองก็ไม่อยากมีญาติยากจนจากชนบท


   หลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากซุนเสิ้งหนาน ลู่เซี่ยก็รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก


   ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยตั้งใจให้เธอกลับไปโดยไม่เอาอะไรติดตัวไปเลย เพื่อดูหน้าตาที่แท้จริงของคนในครอบครัว จะได้ตัดขาดได้อย่างสิ้นเชิง


   ท้ายที่สุด ลู่เซี่ยก็ยังชอบซุนเสิ้งหนานคนนี้มากอยู่ดี ซื่อตรง ใจดี และมีความคิด แม้จะอยู่ชนบทมานานหลายปี เธอก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


   ดังนั้น เมื่อได้ยินว่าเงินที่เธอหามาได้และของป่าที่เก็บสะสมไว้ส่วนใหญ่จะถูกส่งกลับบ้าน ในขณะที่ตัวเองกลับใช้ชีวิตอย่างขัดสน ลู่เซี่ยก็รู้สึกสงสารเล็กน้อย


   แต่ไม่คิดว่าครอบครัวของเธอจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่คิดไว้ เพียงเจอหน้ากันได้ไม่นาน กลับทิ้งบาดแผลในใจไว้ลึกถึงขนาดนี้


   ลู่เซี่ยจึงเอ่ยปากปลอบใจทันที “อย่าคิดมากเลย จริงๆแล้วบางครั้งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกก็เป็นเพียงวาสนา บางทีวาสนาระหว่างเธอกับพวกเขาอาจหมดลงแล้ว ต่อไปก็ใช้ชีวิตเพื่อตัวเองเถอะ”


   ซุนเสิ้งหนานสูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อจิตใจสงบลงแล้วจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “ฉันรู้ว่าตอนแรกอาจจะยอมรับไม่ได้และรู้สึกเสียใจมาก แต่หลังจากผ่านไปหลายวัน ฉันก็เริ่มคิดได้และปล่อยวางแล้ว


   ฉันเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงทำแบบนี้ เพราะพวกเขาคิดว่าฉันคงกลับไปไม่ได้แล้ว ต้องอยู่ในชนบทไปตลอดชีวิต พวกเขาคิดว่าฉันไร้ประโยชน์ ดูถูกฉัน และกลัวว่าฉันจะเป็นภาระ


   แม้แต่น้องสาวของฉันที่เพิ่งแต่งงานไป ประโยคแรกที่เธอพูดกับฉัน กลับไม่ใช่คำขอบคุณสำหรับของขวัญที่ฉันตั้งใจเลือกให้ แต่เป็นคำถามที่ว่า ในเมื่อกลับเมืองไม่ได้ ทำไมถึงกลับบ้านได้?”


   พูดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็หัวเราะเยาะตัวเองขึ้นมา พลางนึกถึงปลอกหมอนคู่นั้นที่เธอซื้อด้วยเงินที่เธอเก็บออมมานาน เธอรู้สึกได้ว่า ความจริงใจทั้งหมดของเธอนั้นสูญเปล่า


   แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา


   ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ ก่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอ “อย่าร้องไห้เลย เธอดีมาก พวกเขาต่างหากที่ตาบอด ในเมื่อพวกเขาดูถูกเธอขนาดนี้ ต่อไปเธอยิ่งต้องใช้ชีวิตให้ดี แล้วกลับไปตบหน้าพวกเขาให้แรงๆเลย!”


   เมื่อได้ยินแบบนั้น ซุนเสิ้งหนานก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “เธอนี่จริงๆเลย...”


   หลังจากได้หัวเราะออกมาแล้ว ซุนเสิ้งหนานค่อยๆกลับมาสงบอีกครั้ง “ขอโทษนะ หลายวันมานี้ฉันอัดอั้นมามาก อารมณ์เลยแรงไปหน่อย”


   “ไม่เป็นไร ระบายออกมาบ้างก็ดี เก็บกดไว้นานทรมานเปล่าๆ”



บทที่ 158: เริ่มคิด



   ตอนนี้ซุนเสิ้งหนานรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่สีหน้าของเธอยังคงดูสับสนเล็กน้อย “เธอคิดว่าพวกเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไปเหรอ? พวกเราจะติดอยู่ในชนบทแบบนี้ ไม่มีวันได้กลับเข้าเมืองไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?”


   คิดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็รู้สึกท้อแท้ใจ ทำให้ความมุ่งมั่นที่เพิ่งถูกลู่เซี่ยปลุกขึ้นมาถูกบั่นทอนลงไปบ้าง


   “จะเป็นไปได้ยังไง? ไม่มีทางเป็นแบบนี้ตลอดไปหรอกนะ”


   ลู่เซี่ยเห็นความสับสนของเธอก็พูดออกมาตรงๆ “พวกเราต้องเชื่อมั่นในประเทศชาติ พวกเขาจะไม่ปล่อยให้พวกเราซึ่งเป็นเยาวชนที่มีความรู้ ต้องมาเสียเวลาอยู่ในชนบทแบบนี้ตลอดไปหรอก”


   “จริงเหรอ?” ซุนเสิ้งหนานถามอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง


   “แน่นอนสิ!” ลู่เซี่ยยืนยัน


   “ลองคิดดูสิ ประเทศชาติต้องการความรู้เพื่อพัฒนาใช่ไหม? แล้วตอนนี้คนที่มีความรู้อยู่ที่ไหนกัน? แล้วคนในมหาวิทยาลัยตอนนี้เป็นพวกไหนกัน?”


   เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ซุนเสิ้งหนานก็หยุดชะงักไป ก่อนจะคิดทบทวนคำพูดของเธออย่างละเอียดแล้วเกิดความรู้สึกประหลาดใจ


   “เธอหมายความว่า...?”


   “จริงๆแล้วฉันก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันคิดจะถูกหรือเปล่า แต่ฉันรู้สึกว่าพวกเราคงไม่ต้องทนอยู่แบบนี้กันไปตลอดไปหรอก”


   เธอไม่รู้หรอกว่าจะต้องรอเวลานี้อีกนานแค่ไหน อาจจะหนึ่งหรือสองปี อาจจะสามหรือสี่ปี หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่สักวันหนึ่งก็ต้องได้กลับไป


   เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะเป็นเวลาที่พวกเราได้ทำความฝันให้เป็นจริง!


......


   หลังจากซุนเสิ้งหนานจากไป ลู่เซี่ยยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่ที่เดิม เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองจะสามารถสร้างเรื่องหลอกล่อจิตใจคนอื่นได้


   นึกถึงภาพซุนเสิ้งหนานที่เพิ่งถูกเธอพูดจนฮึกเหิมเมื่อครู่นี้ เธอก็อดขำไม่ได้


   รู้สึกว่าตัวเองมีพรสวรรค์ในการขายตรง


   แต่โชคดีที่ซุนเสิ้งหนานดูจะสนใจคำพูดของเธอบ้างแล้ว ไม่ได้ท้อแท้สิ้นหวังเหมือนตอนแรก แบบนี้ลู่เซี่ยก็วางใจได้


   อย่างน้อยก็ควรให้เธอมีความหวังบ้าง ไม่อย่างนั้นหากเธอหมดหวังแล้วไปแต่งงานกับชาวบ้านคนไหนสักคนเข้า ถึงตอนนั้นก็จะน่าเสียดายเกินไป! ในอนาคตเธอจะต้องเสียใจแน่ๆ


   แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แค่บอกความคิดของตัวเองสั้นๆ เธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เธอ


   อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ซุนเสิ้งหนานจะจากไป เธอไม่ลืมที่จะกำชับกับลู่เซี่ยเป็นพิเศษว่าไม่ให้บอกเรื่องนี้กับใคร เพราะนโยบายปัจจุบัน การลงชนบทของเหล่าปัญญาชนถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจ


   แต่คำพูดของลู่เซี่ยกลับมองว่านี่เป็นความผิดพลาด คำพูดที่ขัดแย้งกับแนวคิดของสังคมในปัจจุบัน หากพลั้งปากพูดออกไป คงจะต้องได้รับผลร้ายแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


   แน่นอนลู่เซี่ยว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ไปทั่ว หากไม่เห็นว่าซุนเสิ้งหนานกำลังท้อแท้สิ้นหวังราวกับคนไร้ชีวิตชีวา ลู่เซี่ยก็คงไม่พูดอะไรแบบนี้


   อย่างไรก็ตาม ลู่เซี่ยก็รับความหวังดีของซุนเสิ้งหนานและบอกว่าจะเชื่อฟัง ซุนเสิ้งหนานจึงวางใจแล้วจากไป


   หลังจากที่เธอจากไป เจียงจวินโม่ก็กลับเข้ามาในห้อง ก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าซุนเสิ้งหนานต้องการพูดคุยกับลู่เซี่ย เขาจึงอาสาไปที่ห้องครัว


   แต่เนื่องจากระหว่างของนอนและห้องครัวมีเพียงประตูกั้น ห้องด้านนอกก็น่าจะได้ยินเสียงจากห้องด้านใน เขาจึงพอรู้ว่าพวกเธอกำลังพูดคุยเรื่องอะไรกัน


   เมื่อเข้ากลับห้องมาและเห็นว่าลู่เซี่ยอยู่ในอาการเหม่อลอย เขาจึงถาม “ยังเป็นห่วงเธออยู่เหรอ?”


   “ไม่หรอก จิตใจเธอแข็งแกร่งมาก ถึงฉันจะไม่พูดอะไร เธอก็จะคิดได้เองในไม่ช้า


   ฉันแค่รู้สึกว่า ทุกบ้านล้วนมีปัญหาที่ยากจะแก้ไข ฉันคิดไม่ออกว่าทำไมพ่อแม่ถึงยอมตัดขาดจากลูกได้ง่ายๆแบบนี้


   เลี้ยงดูลูกมาตั้งแต่เกิด จู่ๆก็จะไม่แยแสและบอกว่าไม่ต้องการได้ง่ายๆเลยเหรอ? พวกเขาไม่รู้สึกเสียใจบ้างรึไง?”


   เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดของลู่เซี่ย เขาจึงเดินเข้าไปลูบหัวของเธอเบาๆ


   “ไม่ต้องกังวล ผมจะไม่ทำแบบนั้นหรอก!”


   “ไม่ทำอะไรเหรอ?” ลู่เซี่ยงุนงงไปชั่วขณะ


   เมื่อนึกขึ้นได้ เธอก็รีบผลักเขาออกไปอย่างหงุดหงิด “ไปๆ! ฉันกำลังพูดเรื่องของซุนเสิ้งหนานอยู่นะ ทำไมนายถึงได้โผล่มาทุกที่เลย วันทั้งวันนายคิดถึงเรื่องอะไรกันแน่!”



บทที่ 159: ยังเป็นเด็กอยู่



   แม้จะถูกผลักออกไปแต่เจียวจวินโม่ก็ไม่โกรธ ตรงกันข้าม เขากลับพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมพูดจริงนะ ถ้าผมมีลูก ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะผมชอบเด็กมาก”


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกตกใจ จากนั้นก็เกิดรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย “ลูกที่ไหนกัน? นายคิดมากไปแล้ว! ไม่มีลูกหรอก ฉันเองก็ยังเป็นเด็กอยู่เลย! ที่สำคัญ ฉันไม่รู้วิธีเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ!”


   เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดของเธอ พลางคิดว่าเธอคงไม่อยากมีลูกกับเขา กระทั่งเธอบอกว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ เขาจึงอดหัวเราะไม่ได้


   ถูกแล้ว ลู่เซี่ยอายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี เพราะฉะนั้นเธอยังเด็กจริงๆ แม้ตอนนี้คนที่อายุเท่าเธอจะมีลูกไปไม่น้อย แต่หากเธอไม่อยากมีก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็ยังอยู่ชนบท คงไม่สะดวกต่อการเลี้ยงลูกเท่าไหร่นัก


   คิดถึงตรงนี้ เจียงจวินโม่ก็รู้สึกโล่งใจ


   ทางด้านลู่เซี่ยที่ยังคงอยู่ในความตกใจ เพราะเธอนึกถึงสถานการณ์นี้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน


   พระเจ้า! ร่างกายของเธอมีอายุได้ไม่ถึงสิบเก้าปี จะมีลูกเร็วได้ขนาดนี้เลยเหรอ?!


   แต่หลังจากที่เธอกับเจียงจวินโม่เปิดใจซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ลึกซึ้งขึ้น และหลังจากนั้นก็ร่วมรักกันโดยไม่ได้ตระหนักถึงการป้องกัน หวังว่าจะไม่ถูกรางวัลใหญ่หรอกนะ?!


   หากจะให้เธอมีลูกเร็วขนาดนี้ เธอก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง


   ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เธอยังคงรู้สึกว่าตัวเองยังคงเป็นเด็ก จึงไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกได้อย่างไร?


   ดังนั้น หากเกิดมีลูกขึ้นมาจริงๆ เธอก็ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไร


   ในตอนนั้นเอง เจียงจวินโม่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติของลู่เซี่ยเช่นกัน เขาจึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรเหรอ?”


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็จ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล “นายคิดว่าฉันจะท้องไหม?”


   “ทำไมถึงนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ?” เจียงจวินโม่ถามด้วยความแปลกใจ


     พวกเขาเพิ่งเป็นสามีภรรยากันจริงๆได้เพียงไม่กี่วัน เธอจะท้องได้เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?


   ลู่เซี่ยรู้สึกอยากร้องไห้ “ฉันก็แค่กลัว ฉันไม่รู้ว่าจะเลี้ยงลูกยังไง ถ้าเกิดท้องขึ้นมาจะทำยังไงดี?”


   เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ เจียงจวินโม่แทบจะหลุดหัวเราะออกมา พระเจ้า! เซี่ยเซี่ยช่างน่ารักอะไรเช่นนี้


   แต่เขาก็พยายามสะกดกลั้นความขำขันนั่นไว้ “ไม่ต้องกังวล ถ้าลูกเกิดมา ผมจะเป็นคนเลี้ยงเอง!"


   “จริงเหรอ? ทำไมนายถึงทำได้ล่ะ?” ลู่เซี่ยรู้สึกแปลกใจ


   เจียงจวินโม่พูดพลางหัวเราะ “ผมเคยเลี้ยงลูกของพี่สาวมาก่อน เมื่อตอนที่พี่รองและพี่สี่คลอดลูก ผู้ใหญ่ในบ้านไม่สามารถไปดูแลได้ ผมจงเป็นคนช่วยดูแลในช่วงที่พวกเธออยู่ไฟ”


   “จริงหรือ?” ลู่เซี่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าเจียงจวินโม่จะทำเรื่องแบบนี้ได้ด้วย


   “จริงสิ คุณไม่ต้องกังวล ถ้าคุณไม่อยากมีลูก เราก็ยังไม่ต้องรีบมีก็ได้ แต่หากมีขึ้นมา คุณก็คลอดออกมาเถอะ ผมรับรองว่าจะเลี้ยงลูกของเราเป็นอย่างดีแน่นอน”


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโล่งใจได้ในที่สุด ก่อนจะยอมรับอย่างฝืนๆ “ก็ได้! แต่ก่อนที่ฉันจะมีประจำเดือนเดือนนี้ นายห้ามทำนะ ถ้ามีประจำเดือนก็แสดงว่าไม่ได้ท้อง ต่อไปทำได้เฉพาะในช่วงปลอดภัยเท่านั้น เข้าใจไหม?”


   ในยุคสมัยนี้ การคุมกำเนิดเป็นเรื่องที่ค่อนข้างไกลตัว เธอจึงเลือกใช้วิธีแบบนี้ไปก่อน หากมีโอกาสต้องไปดูที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอว่าจะหาซื้อได้ไหม? ทั้งยังไม่รู้ว่ายุคนี้จะมีของแบบนั้นหรือเปล่า?


   เจียงจวินโม่ไม่เข้าใจว่าช่วงปลอดภัยคืออะไร แต่ฟังจากที่เธอพูดก็พอเข้าใจ จึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “ได้ ผมฟังคุณ”


   ลู่เซี่ยจึงวางใจ


.......


   หลังจากซุนเสิ้งหนานและปัญญาชนคนอื่นๆที่กลับบ้านค่อยๆทยอยกลับมา ส่วนใหญ่พวกเขาก็มีของติดไม้ติดมือกลับมาเยอะ ดูเหมือนว่าครอบครัวของพวกเขาจะดีกับพวกเขาไม่น้อย ทั้งยังเป็นห่วงการใช้ชีวิตของพวกเขาในชนบท


   ซุนเสิ้งหนานเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็มีสายตาที่ซับซ้อน แต่ส่วนใหญ่เป็นความโล่งใจ เธอคงจะตกตะกอนไปได้เยอะแล้ว


    ระยะนี้ลู่เซี่ยได้รับของฝากพื้นเมืองจากเหล่าปัญญาชนไม่น้อย แม้ราคาจะไม่แพง แต่ก็ถือเป็นน้ำใจอย่างหนึ่ง ดังนั้นเธอและเจียงจวินโม่จึงตัดสินใจที่จะใช้ผักดองเค็มเป็นสิ่งตอบแทน


   ถูกต้อง! นั่นคือผักดองเค็มที่เธอและเจียงจวินโม่ดองไว้เมื่อก่อนเข้าฤดูหนาวปีที่แล้ว เพราะตอนนั้นพวกเขาดองไว้เป็นอ่างใหญ่ แม้ทั้งคู่คนจะทานกันตลอดฤดูหนาวก็ยังทานไม่หมด



บทที่ 160: ชิวหลิง



   ที่สำคัญ ลู่เซี่ยนำผักที่ปลูกในช่องว่างมิติมาใช้ในการดอง รสชาติจึงดีและอร่อยกว่าที่คนอื่นดองมาก


   เมื่อส่งไปยังที่พักของปัญญาชน จึงได้รับความชื่นชอบจากทุกคน


   แม้ลู่เซี่ยจะเอาไปให้ไม่น้อย แต่กับหมดลงภายในสองวัน


   หลังจากนั้น ซุนเสิ้งหนานจากฝั่งปัญญาชนฝ่ายหญิงก็มาขอเพิ่มอีกนิดหน่อย เธอตั้งใจจะทานทีละเล็กทีละน้อย ส่วนปัญญาชนฝ่ายชายก็ไม่กล้าเอ่ยปากขอ


   อย่างไรก็ตาม เหล่าปัญญาชนตัดสินใจร่วมกันแล้วว่า หากจะทำผักดองในคราวหน้า พวกเขาจะมาเรียนรู้จากเธอ ดูว่าเธอทำอย่างไรถึงดองผักได้อร่อยขนาดนี้ ในขณะที่ผักดองของพวกเขากลับมีเพียงรสเค็มเท่านั้น


   แน่นอนว่าลู่เซี่ยไม่รู้ถึงแผนการของพวกเขา แม้จะรู้ก็ได้แต่บอกพวกเขาเงียบๆว่าอย่าคิดเลย ยุคนี้ไม่กล้าใช้เครื่องปรุง หากไม่มีผักจากช่องว่างมิติก็ไม่สามาถดองได้ขนาดนี้หรอก


   นอกจากเหล่าปัญญาชนแล้ว ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ยังแอบเอาไปให้สวีจิ้งอีกหนึ่งไห พอให้พวกเขาได้ทานกันไปอีกนาน


   สวีจิ้งรับไหมาแล้วตั้งใจจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินว่าเป็นผักดองก็ตัดสินใจรับไว้ทันที


   จากการไปเยี่ยมสวีจิ้งในครั้งนี้ ในที่สุดลู่เซี่ยก็ได้เจอภรรยาของสวีจิ้ง ‘ชิวหลิง’ และลูกชาย ‘สวีรุ่ยเทียน’


   ชิวหลิงเป็นคนที่มีความรู้ แม้จะมีร่องรอยของกาลเวลาปรากฏบนใบหน้าไปบ้าง ถึงอย่างนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะปัจจุบันเธออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจทำลายความทะนงในศักดิ์ศรีของเธอได้ มองแวบเดียวก็รู้ว่าเธอเคยเป็นคนที่ภาคภูมิใจมาก่อน


   สวีรุ่ยเทียนที่มีอายุเพียงแปดขวบ แต่เขากลับดูตัวเล็กกว่าเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน โชคดีที่เขาสวมเสื้อนวมที่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ทำให้ เขาจึงใช้ชีวิอยู่ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี


   ครั้งนี้เมื่อชิวหลิงได้ยินว่าลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มา เธอจึงออกมาดูทั้งคู่ด้วยความตื่นเต้น


   ก่อนหน้านี้เธอเคยเห็นเจียงจวินโม่เพียงสองสามครั้ง แต่หลังจากเกิดเรื่องก็ไม่ได้เจอกันอีก


   หลายปีผ่านไป เด็กหนุ่มที่ผอมบางคนนั้นเติบโตขึ้นมากแล้ว ทั้งยังช่วยเหลือพวกเขามากมาย ทำให้ชิวหลิงรู้สึกซาบซึ้งใจ


   ชิวหลิงมองไปยังลู่เซี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆเจียงจวินโม่อีกครั้ง ดวงตาใสซื่อ แววตาไร้ซึ่งความดูถูก นับว่าเธอเป็นเด็กดีคนหนึ่ง และสามารถเข้ากับเจียงจวินโม่ได้เป็นอย่างดี


   ดังนั้นชิวหลิงจึงยิ้มให้ลู่เซี่ย และพูดกับเธอ “ลู่เซี่ยใช่ไหม? ระยะนี้ต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากคู่สามีภรรยาอย่างพวกเธอมาก ไม่อย่างนั้นพวกเราอาจจะไม่มีชีวิตรอดก็ได้ ตอนนี้ฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ไม่มีอะไรจะตอบแทนได้ สิ่งนี้เป็นสินสอดของฉัน ตอนนั้นออกมาอย่างรีบร้อน เอาติดตัวมาได้แค่ชิ้นเดียว ขอมอบให้เธอเป็นของขวัญแต่งงานจากพี่สะใภ้นะ”


   ลู่เซี่ยฟังจบก็เห็นหยกสีขาวที่อยู่ในมือของเธอ แม้เธอจะไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่ดูก็รู้ว่าคงจะมีราคามาก


   เธอจึงรีบปฏิเสธ “พี่สะใภ้พูดอย่างนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ใครๆก็มีวันที่ลำบากกันทั้งนั้น พวกเราก็ช่วยได้ไม่มาก ของชิ้นนี้พี่สะใภ้เก็บไว้เถอะค่ะ ฉันกับจวินโม่ก็ไม่ได้มีความสามารถอะไรมากมาย แค่ทำให้พี่ชายและครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นเล็กน้อยก็พอแล้วค่ะ"


   แต่ชิวหลิงยังคงยืนกรานในความตั้งใจของเธอ


   “รับไว้เถอะ ไม่งั้นต่อไปฉันก็จะไม่รับของจากพวกเธออีกแล้ว”


   “นี่…” เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกลังเลอยู่บ้าง


   เจียงจวินโม่ที่ถูกเด็กน้อยรบเร้าอยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์แบบนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “งั้นพวกเราขอรับไว้นะครับพี่สะใภ้ เพราะนี่เป็นสินสอดของพี่ พวกเราจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้ก่อน แล้วค่อยคืนให้พี่เมื่อกลับเข้าเมืองนะครับ”


   ชิวหลิงรู้ดีว่าเขาหมายถึงตอนที่นโยบายเปลี่ยนแปลง แต่เธอไม่ได้คิดไกลขนาดนั้น เพียงแค่กลัวว่าทั้งคู่จะช่วยเหลือครอบครัวของเธอจนต้องลำบาก เธอจึงอยากให้พวกเขานำหยกไปขายเพื่อให้มีเงินใช้สอยสบายขึ้นเท่านั้น แม้สินสอดจะสำคัญ แต่ก็สู้การมีชีวิตอยู่ไม่ได้


   “ในเมื่อฉันให้พวกเธอไปแล้ว ก็แล้วแต่พวกเธอจะจัดการเถอะ ของสิ่งนี้ก็ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย หากขัดสนเงินทองก็เอาไปขายใช้ได้เลยนะ”


   ทั้งคู่ไม่ได้ตอบตกลง หลังจากรับไว้ก็พูดคุยกับพวกเขาอีกสักพัก จากนั้นก็ขอตัวกลับไป




จบตอน

Comments