บทที่ 161: คุณยาย
หลังจากกลับถึงบ้าน ลู่เซี่ยลูบคลำหยกในมือ เธอรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลของหยกชิ้นนี้ แม้เธอจะไม่เคยสัมผัสหยกมาก่อน แต่สัมผัสนี้ให้ความรู้สึกอุ่นๆอย่างที่เคยอ่านในหนังสือ คงจะเป็นชิ้นหยกมีค่ามาก
เธอจึงถามเจียงจวินโม่ “นายตั้งใจจะจัดการมันยังไง?”
เจียงจวินโม่เห็นเธอลูบคลำหยกอยู่นาน พลางคิดไปเองว่าเธอคงชอบ จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ที่บ้านผมก็มีอยู่สองสามชิ้น หากคุณชอบมัน เมื่อกลับเมืองหลวงผมจะเอาออกมาให้คุณดู ส่วนชิ้นนี้เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน ค่อยหาโอกาสคืนให้พี่สะใภ้ทีหลัง”
ลู่เซี่ยเข้าใจความหมายของเขา จึงกลอกตาทันที “หมายความว่าอะไร? นายคิดว่าฉันจะยึดมาเป็นของๆตัวเองงั้นเหรอ? วางใจเถอะ! แค่หยกชิ้นเดียวฉันไม่สนหรอก!”
เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นก็รีบขอโทษทันที “ขอโทษครับ ผมผิดเองที่เข้าใจเซี่ยเซี่ยผิด เซี่ยเซี่ยยกโทษให้ผมนะครับ?”
แม้จะพูดขอโทษ แต่ในแววตาของเขายังคงมีรอยยิ้ม ลู่เซี่ยก็รู้ว่าเขาไม่ได้กังวลและรู้ว่าเธอแกล้งโกรธ เธอจึงตอบออกไป “คราวนี้ยกโทษให้ก็ได้ ต่อไปอย่าคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นอีก ฉันจะมองไม่ออกเชียวเหรอว่านายตั้งใจจะทำอะไร ก็แค่อยากให้พวกเขามั่นใจที่จะรับของมากขึ้นใช่ไหมล่ะ พอเถอะ! ไปให้พ้น! อยู่ต่อไปก็จะมีแต่ทำให้ฉันโมโห”
เจียงจวินโม่ได้ยินก็ยิ้มทันที “เซี่ยเซี่ยพูดถูก เซี่ยเซี่ยฉลาดมาก ผมเข้าใจเซี่ยเซี่ยผิดไปเอง”
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็กลอกตาอีกครั้ง พลางพึมพำเบาๆ “ไอ้คนขี้ประจบ!”
ก่อนจะนึกถึงคำพูดของเจียงจวินโม่เมื่อครู่ “นายบอกว่าที่บ้านนายก็มีใช่ไหม? เป็นสินทรัพย์เดิมของคุณย่านายเหรอ?”
เจียงจวินโม่ส่ายหัว “เป็นของที่คุณแม่ผมทิ้งไว้ บรรพบุรุษของท่านเคยทำธุรกิจมาก่อน ต่อมาโรงงานล้มละลายเพราะพิษสงคราม คุณทวดก็เอาทรัพย์สินที่เหลือไปขาย ก่อนพาจะลูกชายและลูกสาวคนโตออกนอกประเทศ ส่วนตระกูลของคุณตาผมเป็นลูกนอกสมรส ไม่เป็นที่ชื่นชอบ ตอนนั้นพวกเขาให้เงินคุณตามาเล็กน้อยแล้วทิ้งไว้ในประเทศ
แต่คุณตาของผมสุขภาพไม่ดี และไม่มีความสามารถในการทำธุรกิจ หลังจากแต่งงานก็ใช้เงินเก่าไปจนหมด เหลือเพียงบ้านหลังเล็กๆในเมืองหลวงและของเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
ต่อมาสุขภาพคุณตาก็แย่ลงเรื่อยๆจนเสียชีวิต หลังจากคุณตาจากไป คุณยายและคุณแม่ก็ใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก กระทั่งคุณแม่เข้ากองทัพและได้รู้จักกับคุณพ่อ
แต่ไม่คาดคิดว่าหลังจากแต่งงานกันและมีลูกด้วยกันถึงห้าคน คุณแม่ของผมก็จากไปเช่นกัน
ส่วนคุณยายของผม หลังจากสูญเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไป ด้วยความเจ็บปวดก็มีชีวิตอยู่ไม่นาน คุณยายจากไปตอนผมอายุห้าขวบ ก่อนจากไปเธอได้ยกบ้านหลังเล็กและของทั้งหมดให้ผม”
ลู่เซี่ยได้ยินเขาเล่าเรื่องครอบครัวของคุณยายเป็นครั้งแรก เมื่อรู้ว่าครอบครัวฝั่งคุณยายของเขาไม่มีใครหลงเหลืออยู่แล้ว เธอก็รู้สึกสงสารเขาขึ้นมาทันที
เธอเดินเข้าไปจับมือเขา
เจียงจวินโม่เห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมา “ไม่เป็นไร ผมไม่ได้เศร้า จริงๆผมแทบไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายเลย แต่ได้ยินพี่สาวเล่าว่า คุณยายเป็นคนดีมาก แม้เท้าของคุณยายจะมีขนาดเล็ก แต่เพราะความคิดถึงหลานๆ คุณยายจึงใช้เวลากว่าครึ่งวันเพื่อเดินอ้อมผ่านครึ่งเมืองหลวงมาเยี่ยมพวกเรา
ในอดีตคุณยายยังปลูกไม้ผลไว้ในสวนและดูแลเป็นอย่างดี เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงก็จะเก็บมาให้พวกเราทาน”
หลังจากฟังจบ ลู่เซี่ยก็กระชับมือเขาจนแน่นขึ้น เพราะเธอรู้สึกได้ถึงความเศร้าในน้ำเสียงของเขา
แต่เธอไม่รู้จะปลอบใจอย่างไร
เนื่องจากเธอเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน จึงไม่คุ้นเคยกับความรักในครอบครัว สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ ‘การอยู่เคียงข้างเขา’
โชคดีที่เจียงจวินโม่กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว “หลังจากเรากลับเข้าเมือง เราจะไปอยู่ที่บ้านหลังเล็กหลังนั้นด้วยกันนะ ผมเคยคุยกับครอบครัวไว้แล้วว่าหลังแต่งงานจะย้ายออกไป แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะไม่ใหญ่ แต่บรรยากาศดี ต่อจากนี้ไปมันจะเป็นบ้านของเรา คุณน่าจะชอบนะ”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ได้เลย”
บทที่ 162: อสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวง
ข้อเสนอนี้ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจและน่ายินดีในเวลาเดียวกัน เธอยังไม่ทันได้กลับเมืองหลวง แต่ที่อยู่ในอนาคตตอนนี้ก็มีแล้ว และยังเป็นบ้านพร้อมสวนเล็กๆที่สามารถปลูกผลไม้ได้อีกด้วย!
แม้ว่าจะเป็นของเจียงจวินโม่แต่เมื่อทั้งสองได้แต่งงานกันแล้ว พอปัดเศษก็ถือว่าเป็นของเธอด้วย นั่นคืออสังหาริมทรัพย์ในเมืองหลวงเชียวนะ! หญิงสาวที่ทะลุมิติคนอื่นๆ คงต้องพยายามหาเงินในช่วงแรก แล้วก็ต้องทำงานหนักจนแทบตาย แต่ในอนาคตก็ยังไม่แน่ว่าจะซื้อบ้านแบบนี้ได้ไหม แต่เธอดันแต่งงานกับคนที่มีบ้านซะเลย แล้วเธอก็ได้มันมาในทันที
‘โชคดีจริงๆเลย!’ พอพูดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็นึกถึงอีกเรื่องบางอย่างขึ้นมาทันที
"นายเพิ่งพูดว่าบ้านคุณปู่ของนายยังมีญาติอยู่ที่ต่างประเทศใช่ไหม?" เจียงจวินโม่หันไปพยักหน้า ราวกับเขาเข้าใจว่าเธอกังวลเรื่องอะไร เขาจึงอธิบายว่า
"คุณไม่ต้องกังวลไป พวกเขาออกไปตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐจีน คงไม่มีผลกระทบอะไรหรอก และคุณปู่ของผมก็เป็นลูกนอกสมรสด้วย เขาได้แยกตัวออกจากตระกูลไปแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เวลาผ่านไปนานขนาดนี้คงไม่มีใครรู้แล้วล่ะ"
เมื่อได้ฟัง ลู่เซี่ยจึงพยักหน้า "งั้นก็ดีแล้ว"
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เจียงจวินโม่ก็หาเวลาว่างส่งธัญพืชและน้ำตาลทรายแดงไปให้พี่สวี
พี่สวีเองก็รับของเหล่านั้นไว้โดยตรง ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามที่พวกเขาคิดเอาไว้จริงๆ หลังจากรับหยกไปแล้ว พวกเขาก็มีความมั่นใจในการรับของมากขึ้น หลังจากผ่านช่วงเทศกาลไปแล้ว ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ไปเล่นไพ่ที่ที่พักของปัญญาชนอีก หนึ่งเพราะตอนนี้ที่พักของปัญญาชนไม่ได้ขาดคนแล้ว สองเพราะพวกเขาเริ่มเรียนหนังสือกันแล้ว
ตอนนี้เป็นปี1974แล้ว อีกสามปีก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แม้ว่าจะยังมีเวลาอยู่ แต่นอกจากฤดูหนาวแล้ว เวลาอื่นๆพวกเขาก็ต้องออกไปทำงาน คิดว่าคงไม่มีแรงเรียนหนังสือ ดังนั้นเธอจึงต้องใช้เวลาในฤดูหนาวให้เป็นประโยชน์
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานเดือนแรกของปีก็ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ข้างนอกยังคงหนาวมาก สำหรับหิมะและน้ำแข็งที่นี่ ลู่เซี่ยคาดว่าต้องรอให้ถึงเดือนมีนาคมถึงจะละลาย ดังนั้นพวกเขาจึงยังสามารถพักผ่อนได้อีกระยะหนึ่ง
ในวันที่แดดดี ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่หาเวลาว่างไปเมืองเล็กๆ
เมื่อพวกเขาไปถึงเมืองเล็กๆนั้น ทั้งสองคนก็แยกย้ายกัน เจียงจวินโม่รีบไปรับพัสดุ ส่วนลู่เซี่ยไป "ซื้อ" อาหาร แม้ว่าเจียงจวินโม่จะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าเขาอยากไปด้วย แต่ก็ถูกลู่เซี่ยปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ขายคงไม่สะดวก
สุดท้ายเจียงจวินโม่ก็ต้องยอมรับอย่างจำใจ
ความจริงแล้ว ในตอนนี้ที่บ้านก็ยังมีอาหารเหลืออยู่ แต่พวกเขายังต้องส่งไปให้พี่สวีและคนอื่นๆอีกเป็นระยะ ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเตรียมของเอาไว้มากหน่อย ครั้งนี้ลู่เซี่ยหยิบถุงใหญ่สองใบออกมาจากช่องว่างมิติ คาดว่าอาหารในครั้งนี้น่าจะกินได้นานทีเดียว
ของทั้งหมดนั้นยังคงเป็นอาหารหยาบและอาหารละเอียดอย่างละครึ่ง สำหรับพี่สวีและคนอื่นๆก็จะเป็นอาหารหยาบ ลู่เซี่ยคิดว่าพวกเขาคงไม่กล้ารับอาหารละเอียด แต่ถึงแม้จะเป็นอาหารหยาบ ก็เป็นผลิตภัณฑ์จากช่องว่างมิติ หากพวกเขากินเป็นประจำก็จะดีต่อร่างกาย ไม่นานหลังจากที่เจียงจวินโม่จัดการธุระของตนเองเสร็จแล้ว พอเขาก็หันไปเห็นถุงอาหารใหญ่สองถุงที่อยู่ข้างๆ ลู่เซี่ยก็ถึงกับอึ้งไปเลย ครู่ใหญ่จึงได้สติ
"ทำไมคุณซื้อมาเยอะขนาดนี้ล่ะ?" ลู่เซี่ยหันไปมองเขาด้วยสายตาดุๆ
"ก็คนกินเยอะขึ้น ก็ต้องซื้อเยอะขึ้นสิ" เจียงจวินโม่อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ท้ายที่สุดเขาก็แค่เอ่ยปากถามเธอว่า "เงินพอไหม?"
ลู่เซี่ยหันไปพยักหน้า "วางใจเถอะ พออยู่แล้ว ตอนนี้แค่ต้องคิดว่าจะเอากลับบ้านยังไงดี?" ลู่เซี่ยเม้มปากพลางมองไปที่ของมากมายที่พวกเขาต้องขนกลับ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงจวินโม่ก็เอาห่อของบนจักรยานลงมาแล้วพูดว่า "วางไว้บนเบาะหลังน่าจะได้นะ แล้วพวกเราก็เข็นไป" ลู่เซี่ยถอนหายใจ เมื่อครู่ตอนที่เธอเอาออกมา เธอลืมไปว่ายังต้องเอากลับไปที่หมู่บ้าน เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ทำได้แค่นี้แหละ
"จะไม่ทำให้จักรยานพังหรอกใช่ไหม?" พอได้ยิน เจียงจวินโม่ก็ส่ายหัว "วางใจเถอะ ไม่พังหรอก!"
ลู่เซี่ยจึงช่วยเขาวางกระสอบสองใบซ้อนกันบนเบาะหลังของจักรยาน จักรยานสั่นเล็กน้อย ยางรถแบนลงครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังทนได้อยู่ ลู่เซี่ยเห็นสภาพแบบนั้นก็อดรู้สึกทึ่งไม่ได้
‘คุณภาพจักรยานยุคนี้มันดีจริงๆ!’
บทที่ 163: ตัดขาดความสัมพันธ์
ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงจวินโม่เข็นรถอยู่ข้างหน้า ส่วนลู่เซี่ยก็แบกห่อของเดินตามหลัง คอยพยุงรถไว้ด้วย ทั้งสองคนเดินกลับบ้านด้วยความยากลำบากแบบนี้ แต่เดี๋ยวโชคดีก็กลับมาตอนทานอาหาร ระหว่างทางนั้น พวกเขาไม่เจอใครมากนัก จึงไม่มีใครสังเกตเห็น และหลังจากที่เขากลับถึงบ้านและเก็บข้าวเรียบร้อยแล้ว เจียงจวินโม่ก็นึกขึ้นได้
"จริงสิ วันนี้ผมเห็นจดหมายของคุณที่ไปรษณีย์ ผมเลยเอากลับมาให้ด้วย"
"อ้อ? มีจดหมายของฉันด้วยเหรอ?" ไม่แน่ว่า นี่อาจจะเป็นจดหมายตอบกลับจากตระกูลลู่ก็ได้
ลู่เซี่ยเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เธอคิดว่าตระกูลลู่คงไม่ตอบกลับมาเร็วขนาดนี้หรอก อย่างน้อยก็น่าจะสืบข่าวก่อน เธอเลยไม่คิดว่าพวกนั้นจะตอบกลับมาแล้ว เธอรู้สึกใจร้อนอยู่บ้างเพราะอยากรู้ว่าในจดหมายเขียนว่าอะไร ลู่เซี่ยจึงรับจดหมายมาเปิดอ่านทันที จดหมายนั้นส่งมาจากตระกูลลู่จริงๆ และเขียนโดยแม่ลู่
ในจดหมายฉบับนั้น แม่ลู่ก็บอกตรงๆว่าต่อไปนี้ทางบ้านจะถือว่าไม่มีลูกสาวคนนี้อีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงขอให้ลู่เซี่ยอย่าส่งจดหมายมาบ้านอีก เพราะพวกเขารู้สึกอับอายขายหน้า
ในเมื่อลู่เซี่ยยอมตกต่ำ แต่งงาน แล้วย้ายไปอยู่ชนบท พวกเขาก็ขอให้อยู่ชนบทให้ดีๆ ดูแลสามีและสั่งสอนลูก และต่อไปนี้ก็อย่ากลับมาที่บ้านเกิดอีก ให้ถือว่าเธอไม่มีบ้านเกิดเสียเลยยิ่งดี และถึงเธอจะกลับไปก็จะไม่ให้เข้าบ้านเด็ดขาด!
เนื้อหาของจดหมายฉบับนี้ไม่ได้มีอะไรมากมายนัก ลู่เซี่ยรู้สึกแปลกใจที่แม่ลู่ไม่ได้ด่าเธอเลย แต่กลับพูดออกมาตรงๆว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
‘นี่คือไม่อยากจะด่าให้เสียเวลาใช่ไหม?’ ลู่เซี่ยคิด แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซี่ยยิ่งแปลกใจคือ เดิมทีเธอคิดว่าตระกูลลู่คงไม่เชื่อคำพูดของเธอง่ายๆ อย่างน้อยก็น่าจะส่งคนมาสืบดูเสียหน่อยว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงหรือไม่ ไม่คิดว่าพวกเขาจะตอบจดหมายกลับมาเร็วขนาดนี้ และพอดูจากเนื้อหาในจดหมายก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเชื่อแล้ว
ดังนั้น เรื่องนี้จึงทำให้เธอรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่โชคดีที่ด้านหลังนั้นยังมีจดหมายที่ลู่ชิวแอบเขียนถึงเธอ
ในจดหมายนั้น ลู่เซี่ยได้รับรู้ถึงสาเหตุที่พวกเขาส่งจดหมายตอบกลับมาเร็วขนาดนี้ ที่แท้ในหมู่บ้านข้างๆที่พวกเขาอยู่ ก็มีปัญญาชนที่ลงชนบทพร้อมกับลู่เซี่ย แต่ปัญญาชนคนนั้นกลับมาในช่วงตรุษจีน ส่วนเหตุผลที่คนนั้นลงชนบท แค่ครึ่งปีก็สามารถกลับมาเยี่ยมบ้านได้ ได้ยินว่าเธอแกล้งป่วยจนทางหมู่บ้านถึงได้ออกใบรับรองให้เธอกลับมา และหลังจากทีกลับมาแล้ว เธอก็ไม่อยากกลับไปอีก ปัญญาชนคนนั้นเล่าถึงความลำบากของชีวิตในชนบทมากมาย และยกตัวอย่างความทุกข์ยากของปัญญาชนหญิงหลายคน
ซึ่งในนั้นก็มีลู่เซี่ยรวมอยู่ด้วย
สถานที่ที่ปัญญาชนคนนั้นลงไป คือชนบทที่อยู่ไม่ไกลจากลู่เซี่ย และด้วความบังเอิญ ที่พักของปัญญาชนคนนั้นก็มีปัญญาชนรุ่นเก่าที่คุ้นเคยกับคนในที่พักของลู่เซี่ยอยู่ด้วย พวกเขาจึงได้พบกันตอนที่มีการซ่อมถนนเมื่อปีก่อน และได้คุยกันเกี่ยวกับเรื่องของที่พักของปัญญาชน
ดังนั้นที่ลู่เซี่ยซึ่งเป็นปัญญาชนคนใหม่ที่ลงชนบทไปได้ไม่นานแล้วแต่งงาน เรื่องนั้นได้แพร่สะพัดออกไปทั่ว แน่นอนว่าพร้อมกันนั้น ก็มีข่าวว่าคู่สมรสของเธอเป็นคนขี้โรคด้วย และเมื่อคนในทีมซ่อมถนนซึ่งอยู่ในที่พักของปัญญาชน พวกเขากลับไปเล่าเรื่องนี้ ปัญญาชนคนนั้นก็รู้สึกประหลาดใจและจดจำเธอได้
ลู่ชิวได้บอกในจดหมายอีกว่า คนนั้นชื่อเหลียงเพ่ยเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกับลู่เซี่ยและลู่ชุน แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน ดังนั้นลู่เซี่ยจึงไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเธอ
เจ้าของร่างเดิมนี้มีนิสัยค่อนข้างเงียบขรึม ที่โรงเรียนเธอก็เอาแต่เรียนอย่างเดียว หลังเลิกเรียนก็กลับบ้านไปทำงาน ไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ไหน จึงไม่มีเพื่อนมากนักและรู้จักคนไม่มาก แต่เหลียงเพ่ยก็ยังจำเธอได้ หรือพูดให้ถูกคือจำลู่ชุนได้ต่างหาก
เพราะ ลู่ชุนเป็นคนที่โดดเด่นในโรงเรียนในฐานะน้องสาวของเธอ แม้ว่าทั้งนิสัยและการแต่งตัวจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ก็ทำให้คนจำได้
ดังนั้นเมื่อรู้ว่า ลู่เซี่ยได้ลงไปชนบทได้ไม่นานเธอก็แต่งงาน พวกนั้นเลยคิดว่าเธอแต่งงานตอนที่เข้าไปในชนบทเพราะไม่อยากทำงาน ในใจก็รู้สึกสงสารเธออยู่บ้าง บางคนก็ดูถูก แต่ส่วนใหญ่เป็นความกังวลเกี่ยวกับตัวเอง เพราะพวกเขาก็กลัวว่าสักวันตัวเองจะทนไม่ไหว
จึงเป็นแรงผลักดันให้ปัญญาชนคนนั้นหาทางกลับบ้าน
บทที่ 164: อั่งเปา
เมื่อเหลียงเพ่ยกลับมา เธอก็เอาแต่ร้องไห้และไม่อยากจากไป เธอเล่าเรื่องของลู่เซี่ยให้พวกเขาฟัง ทำให้ดูลู่เซี่ยดูน่าสงสารมาก ทำให้พ่อแม่ของเหลียงเพ่ยยิ่งเป็นห่วงและสงสารลูกสาวของพวกเขามากขึ้น จนในที่สุดแม่เหลียงก็ตัดสินใจที่จะยกงานของตัวเองให้กับเธอ ดังนั้นเธอจึงได้อยู่ในเมืองตามที่ตนเองปรารถนา
แต่ได้ยินมาว่าเพราะเรื่องนี้ พี่สะใภ้ของเธอถึงได้โกรธมาก เพราะงานนั้นตกลงกันไว้แล้วว่าจะเป็นของพี่สะใภ้
พูดออกนอกเรื่องไปหน่อย หลังจากที่เหลียงเพ่ยได้อยู่ต่อ เธอก็เล่าเรื่องของลู่เซี่ยให้คนอื่นฟัง แล้วเรื่องนั้นก็ค่อยๆแพร่กระจายไปถึงหมู่บ้านของโรงงานทอผ้า ไม่นานตระกูลลู่ก็รู้เรื่องนี้เข้า ตอนแรก พอแม่ลู่ได้ยินเรื่องแล้วเธอไม่เชื่อ จึงวิ่งไปถามเหลียงเพ่ยด้วยตัวเอง ถึงได้แน่ใจว่าลู่เซี่ยแต่งงานจริงๆ ตอนนั้นเธอโกรธมาก ถึงขั้นที่ว่าอยากจะวิ่งไปชนบทเพื่อตีและด่าลู่เซี่ยสักยก
ส่วนคนในหมู่บ้านคนงานก็พูดจาไม่ดี เพราะมีคนที่ไม่ถูกกับตระกูลลู่ถึงกับวิ่งมาแสดงความยินดีที่พวกเขามีลูกเขยเป็นคนในชนบทห่างไกลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน เพราะแบบนั้นเลยยิ่งทำให้ตระกูลลู่รู้สึกอับอายมากขึ้นแม่ลู่โกรธจนหน้าแดงก่ำ ในใจของเธอยิ่งเกลียดลู่เซี่ยมากขึ้นไปอีก
พอดีกับที่ตอนนั้นเอง จดหมายจากลู่เซี่ยก็มาถึง
เมื่อเห็นเนื้อความในจดหมายว่าลู่เซี่ยไม่เพียงแต่หมดเงินแล้ว ยังมีหน้ามาขอของจากพวกเขา แถมขอสินสอดอีก แม่ลู่โกรธจัด แต่ไม่นานก็สงบลงอย่างไม่คาดคิด จากนั้นพวกเขาจึงถือโอกาสระหว่างมื้อเย็นบอกคนในครอบครัวถึงความตั้งใจของเธอ ว่าต่อไปนี้ให้ถือว่าบ้านนี้ไม่มีลูกสาวอย่างลู่เซี่ยอีกแล้ว
พ่อลู่ก็ไม่ได้พูดอะไร ถือว่านั่นเป็นการยอมรับโดยปริยาย
แล้วให้ลู่ชิวเขียนจดหมายตอบเธอ
แต่ในจดหมาย ลู่ชิวกลับเป็นห่วงเธอมาก พยายามถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเธอในตอนนี้ และบอกว่าลู่ชุนที่รู้ว่าเธอแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ในชนบทแล้วก็เอาแต่หัวเราะเยาะเธอทุกวัน ว่าเป็นกรรมของลู่เซี่ยแล้ว ราวกับลู่ชุนคิดว่าลู่เซี่ยคงไม่กลับมาอีกแล้ว ท่าทางถึงได้ยโสโอหัง ถือดีคิดว่าตัวเองได้แต่งงานเข้าเมืองนั้นทำให้คนรู้สึกรำคาญมาก
ยังบอกอีกว่า นี่น่าจะเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายที่ตระกูลลู่เขียนถึงลู่เซี่ยแล้ว เพราะพวกเขาไม่มีเงิน ต่อไปลู่ชิวก็ก็คงไม่มีโอกาสได้เขียนจดหมายถึงลู่เซี่ยอีกแล้ว ดังนั้นจึงขอให้เธอใช้ชีวิตในชนบทให้ดี อย่ายอมแพ้ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีโอกาสให้เธอกลับเข้าเมืองก็ได้
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เธอกลับรู้สึกโล่งใจ เพราะในที่สุดเธอก็ไม่ต้องรับมือกับคนตระกูลลู่อีกแล้ว ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขาได้กลับเข้าเมืองแล้ว ตระกูลลู่จะมาตามหาอีกหรือไม่ ก็ค่อยว่ากันทีหลัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานั้น เธอจะไม่ไปหาพวกเขาก่อนเด็ดขาด แต่ถ้าพวกเขาเข้ามาหาก่อน ลู่เซี่ยเองก็มีวิธีรับมือกับพวกเขาได้
ถึงอย่างไรตอนนี้ลู่เซี่ยก็แต่งงานแล้ว ลูกสาวที่แต่งงานออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไปจากบ้านแล้ว แม้ว่าคนสมัยนี้จะให้ความสำคัญกับความกตัญญูยิ่งกว่าอะไร แต่ก็คงไม่ได้เรียกร้องให้ลู่เซี่ยต้องส่งเสียครอบครัวเดิมหรอก
อีกอย่าง เธอก็เห็นว่าพวกตระกูลลู่นั้น นอกจากลู่ชิวแล้ว คนอื่นๆคงไม่มีความสามารถอะไรมากมายนัก แต่กลับมีจุดอ่อน เพราะเป็นพวกที่ดูน่ากลัวแต่จริงๆแล้วขี้ขลาด ดังนั้นเธอจึงไม่กลัวว่าพวกเขาจะมาวุ่นวาย
แน่นอนว่า เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของอนาคต พอลู่เซี่ยอ่านจดหมายจบแล้ว เธอก็ส่งให้เจียงจวินโม่ตามปกติส่วนเจียงจวินโม่อ่านจบแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว เขาเห็นว่าสีหน้าของเธอดูสงบ แต่ก็แอบกลัวว่าเธอจะเสียใจ จึงดึงเธอไปดูพัสดุที่ตระกูลเจียงส่งมาให้
"คราวนี้ส่งอะไรมาเนี่ย?" เจียงจวินโม่หยิบของที่ห่อด้วยกระดาษแดงหลายอันส่งให้เธอ
"นี่คืออะไรเหรอ?"
"ซองอั่งเปาจากครอบครัวของคุณ"
"ซองอั่งเปาหรือ?" ลู่เซี่ยประหลาดใจ เธอรับมาแล้วเปิดดู ในแต่ละซองมีเงินอยู่ไม่น้อย
"ทำไมถึงให้ซองอั่งเปากับฉันล่ะ?"
"ก็คุณเขียนจดหมายอวยพรปีใหม่ให้พวกเขาไม่ใช่เหรอ? นี่ก็คือซองอั่งเปาปีใหม่ที่พวกเขาส่งมาให้คุณไง เป็นเงินตรุษจีนน่ะ" ลู่เซี่ยทั้งดีใจและแปลกใจในเวลาเดียวกัน
"ครอบครัวของคุณมีน้ำใจจริงๆเลย ฉันโตขนาดนี้แล้วยังได้รับซองอั่งเปาปีใหม่กับเขาด้วย?" ถ้าให้พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับซองอั่งเปาจากญาติ ในใจของลู่เซี่ยไม่รู้ว่ารู้สึกอะไรพิเศษ เหมือนจะอบอุ่น แต่ก็แอบแปลกดี
บทที่ 165: หลี่อ้ายกั๋ว
เจียงจวินโม่เห็นเธอเป็นแบบนี้ ก็คิดว่าเธอคงมีความสุข เขาเลยจึงรู้สึกโล่ง.อกในที่สุด
"ปีนี้เป็นปีแรกที่เธอแต่งงานมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องให้อั่งเปาซะหน่อยสิ แม้แต่ฉันยังได้เลย แต่ไม่มากเท่าของเธอหรอก ไม่ต้องกังวลไป ส่วนเด็กๆในบ้านก็มีกันทุกคน" พอลู่เซี่ยได้ยินแบบนี้ ดวงตาของเธอก็เริ่มชื้น พวกเขาถือว่าเธอเป็นคนในครอบครัวจริงๆสินะ
"ขอบคุณนะโม่โม่ ขอบคุณจริงๆ ครอบครัวของนายดีกับฉันมาก!" เจียงจวินโม่เห็นท่าทางซาบซึ้งของลู่เซี่ย ด็รู้สึกสงสาร เซี่ยเซี่ยของเขานี่ช่างโง่เขลาจริงๆเลย ซาบซึ้งง่ายขนาดนี้
เมื่อเห็นแบบนั้นเขาจึงเดินเข้าไปกอดเธอ "ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ ขอบคุณที่เธอเลือกฉัน"
ทั้งสองกอดกันอยู่แบบนั้น ลู่เซี่ยดูเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากหน้าประตู บรรยากาศอบอุ่นในห้องนั้นถูกทำลายลงในพริบตา ลู่เซี่ยรีบนั่งให้เรียบร้อย แล้วจัดการเช็ดน้ำตาบนใบหน้า รีบบอกให้เจียงจวินโม่ออกไปดู
เจียงจวินโม่ได้แต่ถอนหายใจแล้วลูบหัวเธอ ก่อนที่เขาจะลุกเดินออกไป จากนั้นก็ได้ยินเสียงคุยกันจากข้างนอก ไม่นานเจียงจวินโม่ก็เดินกลับเข้ามา เขาเข็นจักรยานที่จอดอยู่ในห้องด้านหลังแล้วออกไปเลย
พอลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ตรงหน้า เธอก็รีบถามว่า "เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"
"หลี่อ้ายกั๋วน่ะ ดูเหมือนภรรยาของเขากำลังจะคลอด หมอทำคลอดในหมู่บ้านก็ดันไม่อยู่พอดี เขาเลยตั้งใจจะไปหาที่หมู่บ้านข้างๆ เลยมาขอยืมจักรยาน แต่ผมไม่ได้คิดเงินหรอก" ลู่เซี่ยแสดงความเข้าใจออกมาก่อนจะเอ่ยว่า
"รู้แล้ว คุณรีบเข็นออกไปเถอะ อย่าเสียเวลาเลย"
"ได้!" หลังจากที่เจียงจวินโม่เข็นจักรยานออกไปแล้ว ลู่เซี่ยก็เห็นหลี่อ้ายกั๋วผมยุ่งเหยิง แล้วรีบร้อนขี่จักรยานออกไปทันที ลู่เซี่ยเองก็รู้จักหลี่อ้ายกั๋วคนนี้ เขาก็เป็นปัญญาชนเหมือนกัน แต่ลงชนบทมาหลายปีแล้ว ลงมาตั้งแต่ปี1968 นับว่าเป็นรุ่นแรกๆของหมู่บ้านนี้เลย
ต่อมาเขาได้แต่งงานแล้วอยู่ในชนบท เห็นว่าแต่งกับอู๋ซิ่วหงลูกสาวของสวีต้าเจี่ยผู้นำสตรีของหมู่บ้าน ตอนนี้เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประถม แม้ว่าสวีต้าเจี่ยมักจะถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ แต่จริงๆแล้วอายุของเธอก็ไม่น้อยแล้ว ปกติพวกเขาควรเรียกป้าด้วยซ้ำ แต่เพราะเธอรับผิดชอบดูแลเรื่องของผู้หญิงในหมู่บ้านมาหลายปีแล้ว เป็นผุ้นำสตรีของหมู่บ้านมานาน จนคนรุ่นเก่าในหมู่บ้านเรียกเธอว่าสวีต้าเจี่ยมาโดยตลอด คนอื่นๆก็เรียกตาม เรียกไปเรียกมาจนเคยชิน หลังจากนั้นก็ขี้เกียจเปลี่ยน
เธอมีลูกแค่สองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ลูกชายเป็นคนเล็กและตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนลูกสาวก็คือคนที่แต่งงานกับหลี่อ้ายกั๋วนี่แหละ ส่วนหลี่อ้ายกั๋วคนนั้นปกติก็ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขา แต่เพราะพวกเขาต่างก็เป็นปัญญาชน และบางครั้งที่เจอกันก็จะพยักหน้าทักทายกันสองสามคำ ลู่เซี่ยมีความประทับใจต่อเขาว่าเป็นคนใส่แว่นตา ดูท่าทางมีความรู้ ผมเผ้าก็หวีเรียบร้อยเสมอ ดูเหมือนนักวิชาการ
ตามที่เล่าลือกันว่าเขาและภรรยาแต่งงานกันด้วยความรัก แม้ว่าตอนนั้นสวีต้าเจี่ยจะไม่อยากให้ลูกสาวของตนเองไปแต่งงานกับปัญญาชน แต่เมื่อเห็นว่าอู๋ซิ่วหงยืนกรานจริงๆ เธอก็ได้แต่จำใจต้องยอม
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ลูกสาวของเธอได้แต่งงานกับหลี่อ้ายกั๋ว เขาก็ดีต่อภรรยามาก และเพื่อให้ครอบครัวของเธอสบายใจ ทั้งสองคนจึงย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของฝ่ายหญิง แต่หลี่อ้ายกั๋วมีเงินเดือน จึงสามารถเลี้ยงดูทั้งสองคนได้สบาย แถมยังช่วยส่งเสียครอบครัวด้วยเป็นครั้งคราว ดังนั้นคนอื่นๆในตระกูลอู๋จึงไม่ได้รังเกียจเขาเลยสักนิด
นอกจากนี้ ทั้งสองก็แต่งงานกันมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีลูก ว่ากันว่าเป็นเพราะร่างกายของอู๋ซิ่วหง แต่หลี่อ้ายกั๋วก็ไม่ได้รังเกียจเธอเลยสักนิด ยังคงรักเธอเหมือนเดิม ดังนั้นชาวบ้านจึงอิจฉาอู๋ซิ่วหง และคิดว่าเธอได้แต่งงานกับสามีที่ดีจริงๆ
แต่ในขณะที่ทุกคนคิดว่าพวกเขาจะไม่มีลูก แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเพราะปีที่แล้วอู๋ซิ่วหงเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งครอบครัวดีใจมาก หลังจากนั้นพวกเขาก็ยิ่งกลัวว่าหลี่อ้าวกี๋วจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี ในช่วงตั้งครรภ์จึงไม่ให้เธอทำงานเลย
ตอนนี้หากคำนวณดูแล้วก็น่าจะคลอดในช่วงนี้พอดี
บทที่ 166: ไปดูหนัง
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ซุนเสิ้งหนานและพวกเธอพูดคุยกัน พวกเธอยังบอกอีกว่าดูเหมือนจะไม่เคยเห็นผมของหลี่อ้ายกั๋วยุ่งเลย ดังนั้นพอลู่เซี่ยนึกถึงท่าทางของหลี่อ้ายกั๋วเมื่อสักครู่แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะรีบร้อน จริงๆแล้วเธออยากให้พวกปัญญาชนหญิงได้เห็นท่าทางของเขาเมื่อสักครู่นี้จริงๆ
อย่างไรก็ตาม ถ้าให้พูดอีกอย่างหนึ่ง เมื่อลู่เซี่ยเห็นท่าทางรีบร้อนของหลี่อ้ายกั๋วเมื่อครู่ เขาน่าจะเป็นห่วงภรรยาของเขาจริงๆ และดูเหมือนว่าทั้งสองคนน่าจะรักกันจริงๆ นี่เป็นเรื่องที่หายากจริงๆ ยากที่จะจินตนาการไดเว่าหญิงสาวชาวบ้านจะถูกตาต้องใจกับปัญญาชนจากในเมือง
"กำลังคิดอะไรอยู่?" เจียงจวินโม่ส่งจักรยานออกไปเสร็จแล้วก็เข้าบ้านมา ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นจึงยิ้มและพูดว่า
"ฉันกำลังคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นปัญญาชนหลี่รีบร้อนขนาดนั้น" พอได้ยิน เจียงจวินโม่ก็เข้าใจ
‘สามีจะไม่รีบร้อนได้อย่างไรในเมื่อภรรยากำลังคลอดลูก?’
"พรุ่งนี้เราไปอำเภอกันไหม?" ดูเหมือนว่าหัวข้อเปลี่ยนเร็วเกินไป ทำให้ลู่เซี่ยตอบสนองไม่ทัน
"ไปอำเภอทำไม? อากาศหนาวขนาดนี้!" พอได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกน้อยใจนิดๆ "ไปดูว่าที่อำเภอมีสิ่งที่คุณพูดถึงหรือเปล่าไง ช่วงนี้คุณไม่ยอมให้ผมแตะต้องเลย" พอลู่เซี่ยได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้นทันที เธอรู้สึกว่าช่วงนี้เจียงจวินโม่กล้าพูดตรงๆมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
อีกอย่างช่วงนี้ก็เป็นช่วงอันตรายของเธอ เพื่อป้องกันไว้ก่อน เธอจึงไม่ให้เขาแตะต้องเลย ไม่คิดว่าเพียงแค่พูดปลอบใจเขาลอยๆ ว่าต่อไปจะมีสิ่งที่ช่วยป้องกันได้มา เขาก็กันจำมันไว้เสียจริงๆ แต่นี่ดูจะรีบร้อนเกินไปหน่อย
"เรื่องนี้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ ตอนนี้อากาศหนาวมาก ฉันไม่อยากออกไปข้างนอก" แม้จะพูดแบบนั้น แต่เจียงจวินโม่ยังคงยืนกรานอยู่ดี ถึงขนาดใช้ข้ออ้างว่าสามารถพาเธอไปดูหนัง เพื่อโน้มน้าวเธอ แน่นอนว่าในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีนิยายให้อ่าน การอยู่บ้านทุกวันทำให้เธอเบื่อแทบจะขาดใจตาย ดังนั้นพอมีข้อเสนอไปดูหนัง ก็ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ
เจียงจวินโม่เห็นท่าทีแบบนั้นจึงพยายามโน้มน้าวต่อ
"พวกเราสามารถไปเดินเล่นที่เดิมอีกสักครั้ง ดูว่าจะซื้อเนื้อได้บ้างไหม" พอได้ยินแบบนี้ ลู่เซี่ยก็ยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้น! พวกเขาซื้อเนื้อมาไม่น้อยเลยในช่วงปีใหม่ แต่ก็ไม่พอกินทุกวันอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องส่งไปให้พี่สวีบ้างเป็นครั้งคราว
ตอนนี้เทศกาลตรุษจีนก็ได้ผ่านไปแล้ว เนื้อก็กินหมดไปนานแล้ว จะให้พูดว่าไม่อยากกินก็คงเป็นไปไม่ได้
พอเห้นว่าโอกาสมาถึง ลู่เซี่ยก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตกลง
"ก็ได้ งั้นเราค่อยไปพรุ่งนี้ก็แล้วกัน มีอะไรอย่างอื่นที่อยากซื้อก็คิดไว้ด้วย จะได้ซื้อไปพร้อมกันทีเดียวเลย"
"ตกลง"
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปขึ้นรถที่เมืองเล็กๆ และโชคดีที่ตอนนี้คนไปอำเภอไม่มากนัก บนรถจึงมีที่นั่ง แต่เพราะอากาศไม่ค่อยถ่ายเท ในรถจึงมีกลิ่นต่างๆมากมาย ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอำเภอด้วยความยากลำบาก พอลงจากรถได้ก็รีบสูดอากาศบริสุทธิ์ ลู่เซี่ยถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
"จะไปไหนก่อนดี?" เจียงจวินโม่ยืนคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"งั้นไปดูหนังก่อนดีกว่า ถือของไปด้วยเดี๋ยวจะลำบาก"
"อื้ม!"
คราวนี้พวกเขามาที่โรงหนัง คนเยอะกว่าครั้งที่แล้วไม่น้อยเลย และหลังจากที่ซื้อตั๋วเข้าไปแล้วพบว่าที่นั่งในโรงฉายเต็มเกือบหมด คาดว่าตอนนี้ทุกคนคงไม่ยุ่ง ครั้งนี้พวกเขาก็ดูหนังสงครามอีกเรื่อง ต้องบอกว่ายุคนี้ หนังเกือบทั้งหมดก็เป็นแนวนี้ทั้งนั้น แต่ลู่เซี่ยก็ยังดูอย่างเพลิดเพลินอยู่ดี หลังจากดูจบก็ยังรู้สึกอยากดูต่ออีกเจียงจวินโม่เห็นท่าทางแบบนั้นก็เลยพูดว่า
"อยากดูอีกรอบไหม?" พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ส่ายหัว
"เอาไว้คราวหน้าแล้วกันนะ นั่งนานๆมันไม่ดี แต่ในเมื่อพวกเรามาถึงอำเภอแล้ว ไปเดินเล่นกันเถอะ"
"เอาสิ!" แต่ก่อนที่ทั้งสองจะไปเดินเล่น พวกเขาก็แวะไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐก่อน แล้วค่อยไปที่ห้างสรรพสินค้า พอไปถึงก็ไม่มีอะไรที่อยากซื้อจริงๆ จึงซื้อแค่เข็มด้ายกลับมานิดหน่อย ที่เหลือนั้น บ้านของพวกเขาก็มีพร้อมหมดแล้ว
บทที่ 167: คลอดยาก
หลังจากที่เดินวนเวียนโดยที่ไม่รู้จะซื้ออะไร ทั้งสองคนก็ไปโรงพยาบาล แต่พอไปถึงทั้งคู่ก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าจะไปแผนกไหนเพื่อซื้ออุปกรณ์สำหรับคุมกำเนิด พวกเขาเดินวนไปมาที่ชั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามใคร โดยเฉพาะเจียงจวินโม่ที่เอาแต่หน้าแดงตั้งแต่เดินเข้ามา
ในที่สุดลู่เซี่ยก็ไปลงทะเบียนที่แผนกสูตินรีเวช เมื่อเข้าไปข้างในเธอก็ถามเรื่องอุปกรณ์คุมกำเนิดด้วยใบหน้าแดงก่ำภายใต้สายตาประหลาดใจของหมอ หมอที่เห็นว่าทั้งคู่ยังหนุ่มสาว และอยู่ในวัยที่ควรมีลูกพอดี แต่กลับไม่อยากมี เลยสงสัยว่าพวกเขาคงมีความสัมพันธ์แบบชู้สาวจึงทำหน้าบึ้งทันที
โชคดีที่ลู่เซี่ยเตรียมใบทะเบียนสมรสมาด้วย และบอกว่าทั้งคู่เป็นปัญญาชน แต่ตอนนี้ยังไม่สะดวกที่จะเลี้ยงลูก ในที่สุดคุณหมอก็เชื่อ และออกใบรับรองให้ไปซื้ออุปกรณ์คุมกำเนิด หลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล ลู่เซี่ยก็หน้าแดงจนทนไม่ไหว เธอหันไปมองดูเจียงจวินโม่พบว่าเขาก็เป็บแบบนั้นเช่นกัน หน้าแดงจนแทบจะกลายเป็นก้นลิงไปแล้ว
ลู่เซี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ‘ผู้คนยุคนี้ช่างขี้อายจริงๆเลย!’ แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็บรรลุเป้าหมายแล้วเจียงจวินโม่พยายามอดกลั้นความอายไว้ ไม่ให้ตัวเองคิดถึงเรื่องนี้ แล้วจึงเปลี่ยนเรื่องถามเธอว่า "คุณอยากไปไหนอีกไหม?"
ลู่เซี่ยรู้ว่าเขากำลังถามถึงตลาดมืด จึงพยักหน้าและตอบว่า "ไปสิ"
เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดมืด แต่คราวนี้พวกเขาไม่กล้าไปอย่างเปิดเผย จึงปลอมด้วยเสื้อผ้าเก่าที่เตรียมมาล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปแล้วพวกเขาก็ต้องรู้สึกผิดหวัง อาจเป็นเพราะเพิ่งผ่านช่วงปีใหม่มา ทุกคนจึงไม่มีเงินมากนัก ตลาดมืดในตอนนี้ก็มีของขายไม่มาก และไม่เห็นร้านขายเนื้อด้วย ดังนั้นทั้งสองจึงซื้อขนมมาหนึ่งชิ้นแล้วออกมา
ลู่เซี่ยดูท่าจะไม่พอใจที่ซื้อเนื้อไม่ได้ เธอจึงลากเจียงจวินโม่ไปที่ร้านสหกรณ์ในเมืองเพื่อเช็คดูอีกรอบ ที่นี่ก็ขายเนื้อไปจนหมดแล้ว เหลือแต่กระดูกที่ขูดสะอาดมาก เธอไม่รังเกียจ อย่างไรซะของพวกนี้ก็ไม่ต้องใช้คูปองจึงซื้อมาทั้งหมด ตั้งใจจะเอากลับไปต้มกับผักกาดดองกิน
หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่มีอะไรต้องซื้อแล้ว ทั้งสองจึงไปที่สถานีรถเพื่อนั่งรถกลับ
เนื่องจากเมื่อวานให้หลี่อ้ายกั๋วยืมจักรยานของพวกเขาไป วันนี้พวกเขาจึงเดินเท้ามาที่เมืองเล็กๆ โชคดีที่ซื้อของไม่มาก เดินกลับเลยไม่เหนื่อย แต่เมื่อกลับมาถึงแล้ว พวกเขาก็เห็นว่าชาวบ้านแถวนี้ดูแปลกๆไป หลายคนรวมตัวกันคุย สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเสียดาย
ทั้งสองถือของอยู่จึงไม่ได้หยุดถามอะไรมากมาย แต่เมื่อผ่านที่พักของปัญญาชนก็ได้รู้จากปากของซุนเสิ้งหนานว่าเกิดอะไรขึ้นในหมู่บ้าน
เมื่อวานอู๋ซิ่วหงที่กำลังจะคลอดลูกดันเกิดภาวะคลอดยาก พยายามทำคลอดมาครึ่งวันเด็กก็ยังไม่ออกมา หมอก็ดูท่าเหมือนจะทำอะไรไม่ได้แล้ว บอกว่าร่างกายของเธอเล็กเกินไป เด็กจึงออกมาไม่ได้ หลี่อ้ายกั๋วจึงรีบไปตามหมอจากสถานีอนามัยมาในตอนกลางคืน
หมอจากสถานีอนามัยคนนั้นเป็นผู้ชาย ดังนั้นโดยปกติแล้วชาวบ้านเขาจะไม่เรียกเขามาช่วยทำคลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์ทุกอย่างอยู่ในภาวะฉุกเฉิน ทุกคนจึงไม่สนใจเรื่องนั้นแล้ว เมื่อหมอมาดูอาการแล้วก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ของเธอร้ายแรงมาก ก่อนหน้านี้อาจปล่อยไว้นานเกินไป ถ้าไม่คลอดออกมาตอนนี้ทั้งแม่และลูกจะตกอยู่ในอันตราย
อู๋ซิ่วหงมีเลือดออกมากห้ามไม่อยู่ จนตอนนี้จะนำตัวส่งไปโรงพยาบาลก็สายเกินไปแล้ว สุดท้ายแม้ว่าหมอจะพยายามช่วยชีวิตอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเธอไว้ได้ พอลู่เซี่ยฟังจบเธอก็ตะลึงไป
"อู๋ซิ่วหง...ตายแล้วหรือ?" ก่อนหน้านี้เธอเองก็เคยเจออู๋ซิ่วหง ผู้หญิงคนนั้นมีนิสัยท่าทางเหมือนกับชื่อของเธอเลย เพราะเธอหน้าตาสะสวย ผิวขาวสะอาด นิสัยก็ดีด้วย แต่คนที่มีชีวิตชีวาขนาดนี้ กลับต้องจากไปแร็วขนาดนี้เชียวเหรอ...
"ใช่แล้ว" ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วก็ถอนหายใจ "ใครจะไปคิดล่ะ! ตอนแรกที่เธอตั้งครรภ์ ทุกคนเอาแต่บอกว่าเธอโชคดี แต่ไม่คิดว่าได้ลูกมา แต่คนเป็นแม่กลับต้องจากไป"
บทที่ 168: ยอมรับไม่ได้
ลู่เซี่ยยังคงยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ "ทำไมตอนคลอดลูกถึงไม่ไปโรงพยาบาลล่ะ หลี่อ้ายกั๋วก็เป็นปัญญาชนจากในเมืองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเชื่อหมอตำแยในชนบทล่ะ" ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วก็รู้สึกจนปัญญา
"ได้ยินว่าเขาตั้งใจจะพาภรรยาไปคลอดที่โรงพยาบาล แต่ดูเหมือนว่ากำหนดคลอดจะมาเร็วกว่าที่คาด เขาเองก็ไม่รู้ว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ เฮ้อ… ได้ยินว่าตอนนี้โรงพยาบาลสามารถผ่าคลอดได้ ถ้าไปทันก็คงไม่เป็นแบบนี้"
"ใช่แล้ว" แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะพูดอะไรก็สายไปแล้ว เสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ลู่เซี่ยจึงได้แต่ถอนหายใจ
"แล้วเด็กเป็นยังไงบ้าง"
"เด็กยังดีอยู่ เป็นผู้หญิงล่ะ นอกจากจะผอมแล้ว ดูท่าก็น่าจะเลี้ยงรอด"
"ดีแล้วล่ะ ก็ถือว่ายังมีความหวังอยู่บ้าง"
"ใช่" ซุนเสิ้งหนานถอนหายใจอีกครั้ง "เธอไม่เห็นสภาพของหลี่อ้ายกั๋ววันนี้ ผู้ชายตัวโตๆคนนั้นอุ้มลูกสาวนั่งเหม่อลอยอยู่ ดูเหมือนจิตวิญญาณของเขาหายไปเลย อยู่ๆก็ดูแก่ขึ้นหลายปีในพริบตา" พอลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นแล้วเธอก็รู้สึกสลดใจ ไม่คิดว่าคู่สามีภรรยาปัญญาชนที่ชาวบ้านต่างพากันอิจฉา สุดท้ายจะจบลงแบบนี้
"แล้วต่อไปเขาจะทำยังไง จะกลับที่พักของปัญญาชนไหม" ในเมื่อตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ภรรยา แต่ลูกสาวบ้านนนั้นจากไปแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ให้เขาอยู่ต่อก็ได้
แต่ไม่คิดว่าซุนเสิ้งหนานจะส่ายหัวทันที "คงไม่กลับหรอก ฉันเห็นตระกูลอู๋ดีกับเขามาก สวีต้าเจี่ยน่ะ พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็สงสารจนทนแทบไม่ไหว เลยกลั้นน้ำตาเข้าไปปลอบ แถมยังมีลูกอยู่ด้วย แบบนี้เขาคงไม่ย้ายออกหรอก"
"งั้นก็ดีแล้ว" ลู่เซี่ยพยักหน้า เพราะหลังจากที่เธอได้ยินเรื่องนี้ เธอและสามีก็ไม่มีอารมณ์จะพูดอะไรมากนัก เพราะหลังจากที่ทั้งสองคนกลับมา พวกเขาต่างก็เงียบกันไป เจียงจวินโม่เก็บของเสร็จแล้วก็พูดขึ้นมาทันทีว่า
"ต่อไปตอนที่คุณจะคลอดลูก พวกเราไปอยู่โรงพยาบาลก่อนล่วงหน้าสักหนึ่งเดือนไหม" ลู่เซี่ยที่กำลังเศร้าอยู่ พอได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็หันมามองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ "นายคิดว่าโรงพยาบาลเป็นบ้านนายหรือไง ถ้านายคิดจะไปอยู่นานขนาดนั้น พวกเขาคงจะไล่นายออกตั้งแต่ครึ่งวันแรกแลว"
พอเจียงจวินโม่ได้ยินแล้ว เขาก็คิดอย่างจริงจัง "งั้นเราไปหาบ้านเช่าแถวๆโรงพยาบาลอยู่ก็ได้ พอจะคลอดตอนไปโรงพยาบาลจะได้สะดวก" ลู่เซี่ยที่เห็นเขาวางแผนทั้งหมดเอาไว้แล้ว ก็ขี้เกียจพูดกับเขาอีก จึงพูดตัดบทว่า
"พอเถอะ พวกเรารีบไปตักผักกาดดองมาสักสองสามต้นเถอะ เย็นนี้ฉันจะต้มกระดูก" เจียงจวินโม่ที่กำลังคิดแผนอยู่หันมาตอบว่า
"รับทราบ"
ทั้งสองคนทำอาหารอยู่ได้ไม่นาน ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก เจียงจวินโม่รีบเปิดประตูเดินออกไป ลู่เซี่ยเองก็มองออกไปด้วย เธอเห็นว่าเป็นหนุ่มคนหนึ่งในหมู่บ้านคนหนึ่ง และเธอก็เคยเห็นเขาแต่ไม่รู้ชื่อ เห็นเพียงแค่ว่าชายหนุ่มคนนี้มีดวงตาแดงก่ำ เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเห็นเจียงจวินโม่แล้วจึงฝืนยิ้มออกมา เขาเข็นจักรยานเข้ามาแล้วยื่นถุงของให้ จากนั้นก็จากไป
เจียงจวินโม่เข็นจักรยานกลับมาพร้อมถือของ โดยไม่รอให้เธอถามก็พูดขึ้นว่า "เป็นน้องชายของสหายอู๋ ชื่ออู๋ซิ่วจวิน สงสัยมาคืนจักรยานและเอาหงจีต้านมาให้น่ะ" ลู่เซี่ยรู้ว่าธรรมเนียมของที่นี่ก็คือเมื่อมีคนคลอดลูก พวกเขาจะเอาไข่สีแดงหรือหงจีต้านไปให้คนสนิท แต่ตอนนี้คนๆนั้นไม่อยู่แล้ว ไม่คิดว่าพวกเขาจะยังส่งมาให้ เห็นได้ว่าให้ความสำคัญกับเด็กคนนี้มาก
ลู่เซี่ยพยักหน้า "คงเป็นเพราะเห็นว่าเราไม่เก็บค่าเช่าถึงได้ให้มา ยังไงก็เก็บไว้เถอะ สวีต้าเจี่ยก็เป็นคนดี ถ้าปฏิเสธก็จะดูไม่ดีนะ"
"อืม"
หลังจากอู๋ซิ่วหงเสียชีวิต ชาวบ้านก็เงียบไปช่วงหนึ่ง หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็เห็นหลี่อ้ายกั๋วอีกหลายครั้ง เพราะโรงเรียนประถมใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เขาก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนเดิม เพราะเขาเคยเป็นคนที่เคร่งครัดแต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไป ทั้งคนดูรุงรังไปไม่น้อย แต่เขาดูปฏิบัติกับลูกสาวดีมาก ลู่เซี่ยมักเห็นเขาอุ้มลูกสาวออกมาเดินเล่น และมีเพียงตอนนั้นเท่านั้นที่จะเห็นรอยยิ้มของเขา
แน่นอน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายหลัง
บทที่ 169: ผักรากเล็ก
เมื่อถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อากาศโดยรอบก็ค่อยๆอุ่นขึ้น ข้างนอกเริ่มละลายน้ำแข็งแล้ว แต่ก็ยังหนาวอยู่ ลู่เซี่ยไม่กล้าถอดเสื้อนวมหนาที่สวมอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ต้องใส่เสื้อคลุมทหารแล้ว ส่วนเจียงจวินโม่นั้น หลังจากฟื้นฟูร่างกายมาตลอดช่วงฤดูหนาว ร่างกายก็ฟื้นตัวเกือบเป็นปกติแล้ว แถมเพราะอยู่ดีกินดี สุขภาพร่างกายของเขาดูดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ ตอนนี้เขาแทบไม่กลัวความเหน็บหนาวอีกแล้ว บางครั้งเมื่อออกมาเจอคนในหมู่บ้านบ้าง ทุกคนเห็นเขาเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ
เพราะภาพลักษณ์ก่อนหน้านี้ของเขา ที่เดินไม่กี่ก้าวก็หอบ ดูเหมือนลมพัดก็จะล้มนั้น ดูท่าจะจิกจำอยู่ในความทรงจำของคนลึกมาก แต่เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้แล้ว ทุกคนต่างรู้สึกว่าเขาได้แต่งงานกับคนดี สรุปการเปลี่ยนแปลงของเขาล้วนเป็นเพราะว่าลู่เซี่ยดูแลเขาดีหลังแต่งงาน ดังนั้นลู่เซี่ยจึงกลายเป็นภาพลักษณ์ของภรรยาที่ดีในสายตาทุกคนโดยไม่รู้ตัว
เมื่ออากาศค่อยๆอุ่นขึ้น ซูม่านและกู้เซี่ยงหนานก็เตรียมสร้างบ้านใหม่
ส่วนใหญ่นอกจากเตรียมวัสดุไม้และหินแล้ว พวกเขายังต้องไปซื้อกระเบื้องจากโรงงานอิฐและกระเบื้องสำหรับมุงหลังคาด้วย ปกติแล้วจะต้องจองคิวล่วงหน้า แต่โชคดีที่กู้เซี่ยงหนานมีเส้นสาย เลยหาคนแล้วจัดการซื้อกลับมาได้อย่างรวดเร็ว แถมยังขนของซูม่านกลับมาด้วย เมื่อเฉิงอี้เจี้ยวรู้เรื่องนี้เธอก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
แต่ทุกคนก็แค่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ตอนนี้ขาของเธอสามารถเดินได้โดยที่ต้องใช้ไม้ค้ำยัน ไม่จำเป็นต้องอยู่บนเตียงตลอดเวลาอีกแล้ว แต่ปัญญาชนทั้งหลายกลับมีความประทับใจที่ไม่ดีต่อเธอ จึงไม่ค่อยพูดคุยกับเธอ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ทำให้อารมณ์ของเธอแย่ลงเรื่อยๆ
เธอจึงได้แต่ระบายอารมณ์กับอวี๋ฟางซึ่งเป็นคนเดียวที่สนใจเธอ แต่ช่วงนี้อวี๋ฟางก็เริ่มจะไม่สนใจเธอเช่นกัน ทุกครั้งที่รับเงินแล้วเธอจะพูดอะไรก็ได้ตามใจชอบ แต่อวี๋ฟางก็จะแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทำให้เฉิงอี้เจี้ยวไม่มีที่ระบายอารมณ์และรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเธอจึงคิดว่าตัวเองอาจต้องรีบทำอะไรสักอย่าง ที่ดีที่สุดคือต้องให้บทเรียนซูม่านสักหน่อย ไม่เช่นนั้นนางมารน้อยคนนั้นจะแย่งพี่หนานของเธอไป
ลู่เซี่ยไม่รู้ถึงสถานการณ์ในที่พักของปัญญาชนมากนัก หลังจากที่อากาศอุ่นขึ้น เธอก็มักจะออกมาเดินเล่นบ่อยๆ แล้วก็ถูกซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆชวนไปขุดรากผักเล็กๆ
"รากผักเล็กๆ?" ลู่เซี่ยสงสัย ดูเหมือนเธอจะไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
"เป็นผักป่าหรือ? ตอนนี้พื้นดินยังมีหิมะอยู่เลย ผักอะไรจะงอกเร็วขนาดนั้น?"
"ก็ประมาณนั้นแหละ เดี๋ยวไปแล้วก็จะรู้เอง ต้องไปหาในที่ที่ไม่มีหิมะเพราะรสชาติดีมาก เอากลับมาทำอาหารได้ด้วย" ซุนเสิ้งหนานอธิบาย เมื่อเธอได้ยินเช่นนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น
"งั้นได้ ฉันขอกลับไปเอาของก่อน แล้วเดี๋ยวตามไป" ลู่เซี่ยรีบกลับไปหาตะกร้า แล้วก็ชวนเจียงจวินโม่ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรทำไปด้วย
เมื่อปัญญาชนหญิงหลายคนเห็นว่าลู่เซี่ยชวนเจียงจวินโม่มาด้วย พวกเขาก็หัวเราะกันเบาๆ "ตอนที่พวกเราเดินออกมา ก็ถามปัญญาชนชายหลายคน แต่พวกเขาไม่กล้ามากับพวกเรา ถ้ารู้ก่อนว่าปัญญาชนเจียงจะมาด้วย ก็น่าจะชวนพวกเขามาด้วยนะ"
พอลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นเธอหัวเราะ "ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรทำ ก็ให้เขาไปช่วยเถอะ" เจียงจวินโม่เองก็ไม่มีความเห็นอะไร การไปกับปัญญาชนหญิงก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเขินอาย
กลุ่มคนเหล่านั้นเดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็ถึงพื้นที่ทางด้านที่แดดส่อง ที่นี่หิมะละลายไปหมดแล้ว เผยให้เห็นพื้นดิน แต่บนนั้นมีหญ้าสีเหลืองๆปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง
"ผักรากเล็กอยู่ที่นี่เหรอ?" ลู่เซี่ยมองพื้นดินอย่างสงสัย เพราะตรงหน้าเธอไม่เห็นสีเขียวเลย
"ใช่!" ซุนเซิ่งหนานเดินเข้าไปแ้วจัดการพลิกหญ้าขึ้น เผยให้เห็นหญ้าเล็กๆข้างใน
"คุณดูสิ นี่แหละคือผักรากเล็ก แต่เราไม่ได้กินส่วนบนของมัน เรากินรากข้างใน ขุดออกมาก็ใช้ได้แล้ว พวกเราไม่มีจอบแต่ใช้ไม้ขุดก็ได้"
บทที่ 170: ขุดราก
ซุนเสิ้งหนานพูดพลางลงมือทันที เขาใช้ไม้ขุดรากผักเล็กๆเหล่านั้นขึ้นมาในไม่กี่วินาที จากนั้นลู่เซี่ยก็มองรากผักเล็กๆที่ซุนเสิ้งหนานชี้ให้ดูด้วยความประหลาดใจ "นี่คือรากผักเล็กๆที่บอกเหรอ?"
ส่วนที่เป็นลำต้นและใบของโผล่พ้นดินขึ้นมา ใบของมันนั้นเล็กเรียวเหมือนเข็ม คล้ายวัชพืชทั่วไป แต่กลับมีรากสีขาวกลมๆขนาดเท่าเล็บมือได้
"ทำไมไม่เรียกว่ารากผักใหญ่ หรือรากผักกลมล่ะ?" พอซุนเสิ้งหนานได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็หัวเราะทันที "เธอเหมือนชิงชิงเลย ตอนที่เธอเพิ่งมาก็ถามแบบนี้เหมือนกัน"
เสิ่นชิงชิงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินก็รู้สึกเขินๆเหมือนกัน "ชาวบ้านบอกว่าทุกคนเรียกกันแบบนี้มาตลอดเลย"
ลู่เซี่ยหัวเราะเบาๆ "เอาแบบนั้นก็ได้" จริงๆแล้วเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องสงสัยจริงจัง เหมือนกับที่ทำไมแตงเหลืองไม่เรียกว่าแตงเขียวนั่นแหละ แล้วเธอก็หันไปถามเจียงจวินโม่ว่า
"ก็เห็นๆอยู่ว่ามันหน้าตาเป็นยังไง?" พอได้ฟังเจียงจวินโม่ก็พยักหน้า
"มันดูเหมือนหัวหอมใหญ่ที่ย่อส่วนลงร้อยเท่ามากกว่า"
"..." ลู่เซี่ยถึงกับพูดไม่ออกกับคำเปรียบเทียบของเขา ซุนเสิ้งหนานพอได้ฟังก็หัวเราะแล้วพูดว่า
"ปัญญาชนเจียงนี่บรรยายลักษณะได้ตรงเป๊ะเลยนะ ไม่เพียงแต่หน้าตาเหมือน รสชาติก็เหมือนกัน เผ็ดๆ ไม่ว่าจะกินสดหรือผัดก็อร่อย ยิ่งกินกับข้าวร้อนๆนะสุดยอดเลยล่ะ"
"จริงหรือ?" เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกสนใจขึ้นมา
เธอรีบจูงมือเจียงจวินโม่ไปขุดในบริเวณใกล้เคียงทันที ดูท่าเจ้าต้นพวกนี้นจะมีไม่น้อยเลย แต่รากใต้ดินบางอันก็ใหญ่ บางอันก็เล็ก พวกเขาขุดไปได้สักพักก็พอจะทำความเข้าใจพืชพวกนี้ได้บ้างแล้ว จึงเลือกขุดเฉพาะอันที่ใหญ่ เมื่อขุดได้พอแล้ว พวกเขาก็กลับไป
เจียงจวินโม่จัดการล้างมันแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอดีพอดี ส่วนลู่เซี่ยไปแลกไข่ไก่มาจากหมู่บ้านเมื่อไม่กี่วันก่อน จึงเอามาผัดกับไข่ ต้องบอกว่าพอทำออกมาแล้วก็ดูน่ากินทีเดียว
ลู่เซี่ยชิมคำหนึ่งแล้วพูดว่า "นี่มันรสชาติเหมือนต้นหอมเลยไม่ใช่หรือ?"
"ก็ใช่ไง" เจียงจวินโม่พยักหน้าเห็นด้วย
"ไม่เลวเลยนะ พอดีช่วงนี้ฉันกินผักกาดดองจนแทบจะอ้วกแล้ว งั้นพรุ่งนี้พวกเราไปขุดอีกไหม"
"เอาสิ"
พอวันรุ่งขึ้น เมื่อลู่เซี่ยและคนอื่นๆไปถึง ก็พบว่าไม่ได้มีแค่พวกเขา เพราะเหล่าปัญญาชนชายก็มาด้วย คงเป็นเพราะเห็นว่าปัญญาชนหญิงที่มาเมื่อวานได้ผลผลิตดี และชาวบ้านก็มาร่วมด้วยไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กๆซะมากกว่า
ลู่เซี่ยขุดดินไป คุยกันไป พอได้ยินว่าหลังจากน้ำแข็งละลายไปแล้ว ผักป่ารอบๆก็จะเริ่มงอกขึ้นมาเร็วๆนี้ ทุกคนเลยนัดกันไว้แล้วว่าจะขึ้นเขาไปด้วยกัน ลู่เซี่ยเองก็แอบตัดสินใจว่าตอนนั้นจะไปร่วมสนุกด้วย แต่เรื่องพวกนี้ซูม่าน และกู้เซี่ยงหนานไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย เพราะพวกเขาสองคนกำลังเร่งเตรียมวัสดุสำหรับสร้างบ้าน และพยายามจะสร้างบ้านให้เสร็จพร้อมกับที่น้ำแข็งละลาย แต่คิดว่าเรื่องนี้คงเป็นจริงไม่ได้แล้ว
เพราะพอถึงเดือนสามตามปฏิทินจันทรคติ น้ำแข็งก็จะละลายหมดแล้ว ผักป่าบนภูเขาก็งอกขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจะไปเก็บ เขาก็ได้รับแจ้งจากหมู่บ้านว่าจะได้เริ่มทำงานตามปกติกันแล้ว จริงๆแล้วตอนนี้ยังเร็วกว่าช่วงฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิอยู่มาก แต่ในหมู่บ้านก็มีงานให้ยุ่งไม่น้อยเลย
พวกเขาต้องขุดราก หมักปุ๋ย ใส่ปุ๋ย พลิกดิน มีงานหลายอย่างไม่น้อยเลย
ดังนั้นช่วงนี้พวกเขาจึงยุ่งมาก วันแรกที่ลู่เซี่ยไปทำงานเธอก็ถูกจัดให้ไปขุดราก ลู่เซี่ยไม่รู้ว่านี่เป็นงานอะไร แต่เมื่อเห็นปัญญาชนหญิงคนอื่นๆทำหน้าเคร่งเครียด เธอก็อดสงสัยไม่ได้ และหลังจากที่มาถึง ลู่เซี่ยถึงได้รู้ว่าการขุดตอข้าวโพดคือการขุดรากที่เหลืออยู่ในดิน หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดเมื่อปีที่แล้ว
ฟังดูเหมือนง่าย แต่มันเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก
หมู่บ้านนี้ปลูกข้าวโพดไว้ไม่น้อยเลย ดังนั้นวันนี้คนส่วนใหญ่จึงถูกจัดให้มาขุดตอข้าวโพด ลู่เซี่ยก็ทำตามคนอื่น เธอใช้แรงยกจอบขึ้นแล้วฟันลงไปที่รากข้าวโพด
แล้ว...ก็พลาด
แต่เธอไม่ได้สนใจ พร้อมกับพยายามต่อ ครั้งที่สองที่ฟาดจอบลงไปในที่สุดก็โดนเป้าแล้ว แต่เพราะแรงของเธอน้อยเกินไป จอบจึงไม่เข้าไปในตอข้าวโพด แต่พอถึงครั้งที่สามก็สำเร็จในที่สุด จอบขุดเข้าไปในรากข้าวโพด แล้วเธอก็ออกแรงงัด
แต่รากข้าวโพด…
ไม่ออกมา
บทที่ 171: ขุดด้วยจอบ
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ รากของข้าวโพดลึกขนาดนี้เลยหรือ? จากนั้นเธอก็ออกแรงมากขึ้นอีก จนในที่สุดก็งัดรากทั้งหมดออกมาได้
ลู่เซี่ยมองดูใต้รากนั้นกระจายเป็นรูปร่ม ดูแล้วพวกมันน่าจะจับกับดินจนแน่นและลึกจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่คนอื่นๆดูหน้าเคร่งเครียด เพราะนี่เป็นงานที่ต้องใช้แรงจริงๆ! แม้แต่ลู่เซี่ยที่แข็งแรง เธอยังรู้สึกว่าไม่ง่ายเลย ไม่ต้องพูดถึงปัญญาชนหญิงคนอื่นๆ ลู่เซี่ยเริ่มมองไปรอบๆ ทุกคนขุดด้วยความยากลำบาก
แต่พอมองไปทางปัญญาชนชายทั้งหลาย สถานการณ์ของพวกเขาดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ก็เทียบกับชาวบ้านไม่ได้ ลู่เซี่ยมองไปที่เจียงจวินโม่ แล้วก็พบว่าเขาทำได้ดีพอสมควร แม้ตอนแรกจะไม่ค่อยรู้จักใช้แรง แต่ก็เรียนรู้ได้เร็ว ตามทันความก้าวหน้าของคนอื่นๆได้
พอเห็นแบบนี้เธอก็วางใจได้
ลู่เซี่ยเริ่มขุดต่อ หลังจากลองไปสองสามครั้ง เธอก็ค่อยๆเข้าใจวิธีการใช้แรงและเทคนิคในการขุด จนสุดท้ายมันก็ค่อยๆง่ายขึ้น ถึงขนาดที่ว่าสามารถทำได้เร็วกว่าปัญญาชนหญิงที่มีประสบการณ์คนอื่นๆด้วยซ้ำ
แต่เธอก็ยังควบคุมความเร็วไว้ได้อยู่ โดยที่พยายามให้อยู่ในระดับเดียวกับคนอื่นๆ แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น เมื่อเลิกงาน ลู่เซี่ยก็ยังรู้สึกเจ็บไหล่ เพราะการถือจอบทั้งเช้าก็ทำให้เธอเหนื่อยอยู่บ้าง อาหารกลางวันที่เธอกินเป็นฝีมือของเจียงจวินโม่
เขากลัวว่าเธอจะเหนื่อยเกินไปจึงอยากให้เธอพักผ่อนมากขึ้น แต่จริงๆแล้ว ลู่เซี่ยรู้สึกว่าเธอไม่เป็นไร เพียงแต่เป็นเพราะเธอไม่ได้ทำงานมานาน พอได้กลับมาทำเธอก็เหนื่อย พอเริ่มชินเดี๋ยวก็ดีขึ้น และแต่เมื่อเห็น เจียงจวินโม่ดูเต็มใจที่จะดูแลเธอ เธอก็รู้สึกปลื้มใจขึ้นมาทันที
ทั้งสองกินอาหารกลางวันเสร็จแล้วก็นอนพักสักครู่ ก่อนจะลงไปทำงานต่อ
อาจเป็นเพราะนี่เป็นวันแรกหลังจากผ่านช่วงปีใหม่มา ทุกคนจึงค่อนข้างเหนื่อย โดยเฉพาะช่วงบ่าย หลายๆคนก็เริ่มทำงานไม่ไหวแล้ว ผู้ใหญ่บ้านที่ดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้ว พอเห็นทุกคนเริ่มเหนื่อยก็อนุญาติให้ทุกคนเลิกงานก่อนเวลาได้
วันนี้เจียงจวินโม่และลู่เซี่ยได้รับคะแนนงานมาทั้งหมดเจ็ดคะแนน ซึ่งถือว่าไม่น้อยเลย เธอคิดว่าตอนนี้ถ้าพวกเขาทั้งสองคนทำงาน และทุกอย่างเป็นเช่นนี้ต่อไป คะแนนงานที่ได้อาจจะพอใช้ได้ตลอดทั้งปีเลยทีเดียว
หลังจากที่เลิกงานแล้ว ปัญญาชนหญิงหลายๆคนก็มาชวนเธอไปขุดผักป่าด้วยกันอย่างกระตือรือร้น
ลู่เซี่ยที่เห็นทุกคนดูเหมือนจะลืมความเหนื่อยล้าจากการทำงานชั่วครู่ไปหมดแล้ว เธอก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา แต่ถึงเป็นแบบนั้นก็ยังฮึดสู้ไปด้วยกัน เพราะเธอก็อยากกินอาหารสดใหม่บ้าง เจียงจวินโม่พอเห็นแล้วรู้สึกกังวล
"เอาไว้ค่อยไปพรุ่งนี้ดีไหม วันนี้เธอพักผ่อนให้เต็มที่ก่อน ที่บ้านเรายังมีผักกาดขาวอยู่เลย"
ลู่เซี่ยได้แต่ส่ายหน้า "ฉันได้ยินว่าวันนี้คนในหมู่บ้านหลายคนไปขุดผักป่ากันแล้ว ถ้าเกิดเราไปพรุ่งนี้คงไม่เหลืออะไรให้ขุดแล้วล่ะ"
เจียงจวินโม่เห็นว่าตนเองพูดไม่เข้าหูจึงได้แต่พูดว่า "งั้นเก็บแค่นิดหน่อยก็พอแล้ว พวกเราสองคนไม่ได้กินอะไรมากหรอก"
"รู้แล้ว" ลู่เซี่ยเดินตามเกล่าปัญญาชนหญิงไปที่ทุ่งนา แล้วเธอก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คิดว่าจะไปที่ภูเขาเสียอีก
ซุนเสิ้งหนานเห็นท่าทางของเธอดูงงๆ จึงอธิบายว่า "ก็ตอนนี้น้ำแข็งเพิ่งจะละลาย ผักป่าบนภูเขายังไม่งอกออกมาหรอก แต่ตอนนี้ผักที่ติดอยู่บนดินน่าจะงอกแล้ว มีทั้งผักโปโป ผักกาดนา อ้อ! ยังมีหญ้าหนวดแมวด้วย แต่รสชาติของมันออกจะแปลกๆไปหน่อย ถ้าผักกาดนาก็คล้ายๆกับโหระพาจีน ถ้าเธอชอบกินก็เก็บมาได้นะ" พอลู่เซี่ยได้ฟังแล้ว เธอก็พยักหน้า
"มีในทุ่งนาด้วยเหรอ? ทำไมวันนี้ฉันไม่เห็นเลย?"
"เพราะเธอไม่ได้สังเกตไงล่ะ มันมีสีเดียวกับดินในทุ่งนาเลยล่ะ เลยอาจจะดูเหมือนวัชพืชไปหน่อย แต่ฉันเห็นว่าวันนี้คนในหมู่บ้านแอบเก็บไปไม่น้อยเลยนะ แต่ต้องระวังอย่าให้หัวหน้าหน่วยกองผลิต เห็นไม่งั้นจะกระทบคะแนนงาน"ลู่เซี่ยแสดงท่าทีว่าเข้าใจแล้ว เมื่อไปถึงทุ่งนา ลู่เซี่ยก็เดินตามหลังซุนเสิ้งหนาน เพราะเธอไม่รู้จัก จึงต้องทำความคุ้นเคยเสียก่อน
ไม่นานซุนเสิ้งหนานก็เห็นผักกาดนาสองสามต้น "ดูสิ! นี่แหละ เธอจะกินสดหรือผัดก็อร่อยนะ"
บทที่ 172: น้ำพุศักดิ์สิทธิ์
ลู่เซี่ยมองดูแล้วคิดในใจว่า ไม่แปลกที่เธอมองไม่เห็น เพราะสีน้ำตาลของพวกมันก็ใกล้เคียงกับสีของดิน
"ได้ ฉันเข้าใจแล้ว งั้นฉันจะไปดูที่อื่น" คนอื่นๆแยกกันไปนานแล้ว ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า "ผักชีฝรั่งสังเกตง่าย เพราะมีสีเขียว ใบมีหยักคล้ายเลื่อย มองปราดเดียวก็เห็นได้แล้ว ส่วนหญ้าหนวดแมวมีสีม่วง กลิ่นแรง แต่ก็สังเกตง่ายเหมือนกัน"
"ดีเลย!" ลู่เซี่ยเข้าใจแล้วจึงเดินไปอีกทิศทางหนึ่ง แยกจากคนอื่นๆไป ไม่นานนักเธอก็เห็นผักกลุ่มเล็กๆ เธอดีใจมาก รีบย่อตัวลงขุดออกมา เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เห็นสีเขียวในกลุ่มวัชพืช ด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงเข้าไปดูใกล้ๆ ใบของมันมีหยักคล้ายเลื่อยเห็ฯได้ชัดว่านี่ก็คือผักชีฝรั่ง เธอจึงรีบเด็ดมาทันที!
ไม่นาน ในตะกร้าก็มีผักเต็มไปหมด ลู่เซี่ยหันไปมองดูแล้วคิดว่าน่าจะพอสำหรับสองคนกินหนึ่งมื้อ จึงตัดสินใจเลิกเก็บ เธอกลัวว่าถ้ากลับช้าเจียงจวินโม่จะเป็นห่วง เสียดายอย่างเดียวคือเธอไม่เห็นหญ้าหนวดแมว ซุนเสิ้งหนานเห็นเธอเก็บได้เร็วขนาดนี้ก็รู้สึกอิจฉานิดๆ คนน้อยก็ดีอย่างนี้ เพราะที่พักของปัญญาชนแบบพวกเขามีคนกินเยอะ เลยยังต้องช่วยเก็บให้ฝ่ายปัญญาชนชายด้วย จึงต้องเก็บให้มากหน่อย จึงบอกให้ลู่เซี่ยกลับไปก่อนเลย
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้ยินว่าลู่เซี่ยไม่เห็นต้นหญ้าแมว ซุนสิ้งหนานจึงนำสิ่งที่ตัวเองเก็บมาให้เธอดู "สิ่งนี้หายากในทุ่งนา วันหลังไปดูที่ริมแม่น้ำกัน ที่นั่นน่าจะมีเยอะกว่า" ลู่เซี่ยรับมาดูอย่างสนใจ แล้วลองดมดู จากนั้นเธอก็รีบกลั้นหายใจทันที กลิ่นของมันแรงเกินไป "ของแบบนี้กินได้จริงๆเหรอ?"
ซุนเสิ้งหนานเห็นท่าทางของเธอก็หัวเราะ "กินได้สิ คนที่ชอบก็ชอบมาก แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ชอบเอาไปต้มทำซอสมากกว่า รสชาติจะหอมกว่านี้เยอะเลยล่ะ" ลู่เซี่ยยอมรับไม่ค่อยได้ "ฉันว่าฉันไม่เอาดีกว่า เอาไปก็คงกินไม่ลง" ซุนเสิ้งหนานเห็นแบบนั้นก็ไม่พูดอะไรมาก เพราะจริงๆแล้วกลิ่นนี้ก็มีคนที่รับไม่ได้
หลังจากคุยกับซุนเสิ้งหนานเสร็จ เธอก็กลับบ้านก่อน พอถึงบ้านเจียงจวินโม่ก็ทำอาหารเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยเลยไม่อยากยุ่งยาก เธอรีบล้างผักป่าแล้วตั้งใจจะลองทำยำตามที่ซุนเสิ้งหนานบอก ลองดูว่าอร่อยหรือเปล่า
ใส่เครื่องปรุงนิดหน่อย คลุกเคล้าผักป่าแล้วก็เสิร์ฟบนโต๊ะ ลู่เซี่ยลองชิมสองคำ นอกจากรสชาติจะขมนิดๆแล้ว ที่เหลื่อก็นับว่าไม่เลว กลับทำให้สองคนที่กินผักกาดขาวและผักกาดดองมานานรู้สึกแปลกใหม่ทันที จึงกินเพิ่มอีกสองคำ พอเจียงจวินโม่เห็นเธอชอบกินก็พูดขึ้นว่า
"งั้นพรุ่งนี้เดี๋ยวฉันจะไปเก็บให้นะ ของพวกนี้ถือว่าเป็นสมุนไพรด้วย กินแล้วดีต่อร่างกาย" พอได้ฟังลู่เซี่ยก็ส่ายหัวทันที "ไม่ต้องหรอก ฉันไม่เหนื่อย แล้วก็ได้ยินว่าของพวกนี้โตเร็วด้วย กินได้ไม่กี่วันหรอก รอให้ผักป่าบนภูเขางอกออกมาอีกสักสองสามวัน ไว้ตอนนั้นพวกเราค่อยไปด้วยกันนะ"
"ได้"
หลังจากที่พวเขารับประทานอาหารเย็นเสร็จ ก่อนเข้านอนลู่เซี่ยได้ใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ต้มนมผงสองแก้ว เธอยื่นให้เจียงจวินโม่หนึ่งแก้ว "ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง งานก็เหนื่อยหน่อย ก่อนฤดูเพาะปลูกดื่มวันละถ้วยนะ ไม่งั้นร่างกายจะรับไม่ไหว ร่างกายนายเพิ่งดีขึ้นหน่อย อย่าให้เหนื่อยเกินไปล่ะ"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วพยักหน้า "ได้"
จากนั้นพอเขาครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ที่บ้านยังมีนมผงเหลืออีก ตอนเช้าก็ดื่มอีกแก้วดีกว่า" ลู่เซี่ยนึกถึงปริมาณนมผงที่บ้าน ที่เธอยังเอามาไม่หมด เจียงจวินโม่เองก็มีอีกหลายกระป๋อง ตระกูลเจียงก็ส่งมาให้อีกเป็นระยะ ตอนนี้ไม่ขาดแคลนอะไรเลยจริงๆ
"ได้ งั้นก็ดื่มเถอะ ต้องบำรุงร่างกายให้ดีๆ" หลังจากดื่มนมผงพวกเขาก็เข้านอน วันนี้เหนื่อยมาก พอนอนลงทั้งสองคนก็หลับไปเลย ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ วันรุ่งขึ้นตื่นมาพวกเขาจึงได้รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นมาก ไหล่ก็ไม่ปวดมากแล้ว แต่วันที่สอง เมื่อทั้งสองคนเริ่มทำงาน ก็ยังคงรักษาความเร็วเท่ากับคนอื่น พวกเขาไม่ทำตัวโดดเด่น ทำงานพอประมาณ และพักเป็นช่วงๆเหมือนคนอื่น
หลังเลิกงานตอนเย็น ลู่เซี่ยยังคงไปขุดผักป่าร่วมกับพวกปัญญาชนหญิงต่อไป
บทที่ 173: การหมักปุ๋ย
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเจ็ดแปดวัน การขุดรากข้าวโพดในทุ่งนาจึงเสร็จสิ้นในที่สุด ช่วงเวลานี้ทำให้ทุกคนเหนื่อยล้าอย่างมาก ต้องใช้จอบทุกวัน ไหล่และแขนแทบจะไม่ใช่ของตัวเองแล้ว ลู่เซี่ยรู้สึกว่าปัญญาชนทุกคนดูโทรมลงไปไม่น้อย
ส่วนเฉิงอวี้เจี้ยวที่กำลังพักฟื้นจากอาการป่วยนั้น รอดพ้นจากงานหนักไป เธอรู้สึกโล่งใจมากโดยเฉพาะเมื่อเห็นซูม่านที่ดูยากลำบาก และดูท่าจะทุกข์ทรมานอยู่ทุกวัน นั่นเลยยิ่งทำให้เธอรู้สึกดีใจ ในช่วงเวลานี้ยังไม่ถึงเวลาตัดหญ้าให้หมู ดังนั้นซูม่านจึงไม่มีทางเลือกที่จะหางานเบาๆทำ ต้องทำงานเหมือนคนอื่นๆ แน่นอนว่าต้องเหนื่อยเป็นธรรมดา
แต่นางเอกก็สมกับเป็นนางเอก แม้จะเหนื่อยแต่ก็กัดฟันอดทนต่อไป ถึงแม้ว่าเธอจะดูลำบากบ้าง แต่กลับตรงข้ามกับบุคลิกเดิมของเธอโดยสิ้นเชิง กลับมีความงามที่อ่อนโยนและเหนื่อยล้า นั่นยิ่งทำให้กู้เซี่ยงหนานรู้สึกสงสาร มักจะทำงานของตัวเองเสร็จเร็วๆ แล้วมาช่วยเธอ
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เฉิงอวี้เจี้ยวที่อยู่ในที่พักของปัญญาชนไม่รู้เรื่อง และคนอื่นๆก็ไม่มีเวลาว่างพอที่จะบอกเธอด้วย วันนี้หลังเลิกงาน ลู่เซี่ยไม่ได้ไปขุดผักป่ากับปัญญาชนหญิงแล้ว เพราะผักป่าในทุ่งนาเหล่านั้นรเิ่มจะถูกขุดไปเกือบหมด แม้แต่ที่ไม่ได้ขุดก็แก่เกินไปจนกินไม่ได้แล้ว
ผักป่าบนภูเขาในตอนนี้ก็ใกล้จะงอก แต่พวกเขายังต้องทำงาน เลยไม่มีทางเข้าไปในป่าได้ ต้องรอจนกว่าจะถึงวันหยุดก่อน หลังจากขุดรากข้าวโพดเสร็จ วันรุ่งขึ้นเมื่อเริ่มทำงานก็ได้เริ่มลงมือหมักปุ๋ย ลู่เซี่ยและคนอื่นๆไม่ได้ถูกส่งไปยังพื้นที่หมักมูลสัตว์ แต่ถูกส่งไปจัดการกับการขุด ซึ่งก็คือรากข้าวโพด
ก่อนอื่นให้ทุบรากข้าวโพดเหล่านี้ให้แตก แล้วค่อยผสมกับโคลนเน่าจากแม่น้ำ ใบไม้แห้งจากภูเขา และดินภูเขาอันอ่อนนุ่มที่มีแมลงอยู่ด้วย จากนั้นก็เติมน้ำเล็กน้อย แล้วจัดการกองไว้รวมๆกัน หมักไว้สักสองสามวัน แล้วนำไปโรยบนพื้นดิน แบบนี้จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินได้ มีคนบอกว่าแต่ก่อนรากข้าวโพดเหล่านี้เก็บไว้ใช้เป็นฟืนได้ด้วย แต่ต่อมาเมื่อดินในหมู่บ้านขาดความอุดมสมบูรณ์ พวกเขาจึงนำมาใช้เป็นปุ๋ยแทน
อย่างไรก็ตาม ตอนแรกพวกเขาเผาให้เป็นขี้เถ้าแล้วโรยลงไปโดยตรง ซึ่งก็ได้ผลดี แต่ว่าขี้เถ้าไม้ไม่สามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยคอกได้ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงใช้ทุกๆสองปี และปีนี้พวกเขาก็หมักรากให้เป็นปุ๋ยก่อนแล้วค่อยโรยลงดิน จากนั้นจึงใส่ปุ๋ยคอก ซึ่งจะช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์มากขึ้น แต่ลู่เซี่ยเห็นการดำเนินการทั้งหมดนี้แล้วรู้สึกว่าเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนมาก ยังไม่ดีเท่ากับปล่อยรากข้าวโพดไว้ในดินตั้งแต่แรก มันก็อยู่ในดินอยู่แล้ว ส่วนผสมอื่นๆที่หมักโดยไม่มีรากข้าวโพดก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนักหรอก
แน่นอนว่าเธอไม่เข้าใจหลักการเหล่านี้ทั้งหมด เธอแค่ทำตามที่คนอื่นบอกให้ทำเท่านั้น หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาปิดเทอม ในวันปิดเทอมนั้นเอง เจียงจวินโม่ตั้งใจจะไปซื้อเนื้อสัตว์ที่เมืองเล็กๆ เนื้อที่ตระกูลเจียงส่งมาให้ และตั๋วก็ยังพอเหลืออยู่บ้าง ช่วงนี้พวกเขาไม่ได้กินเนื้อเลย เขาจึงกังวลว่าลู่เซี่ยจะเหนื่อยจากการทำงานมานาน จึงอยากไปซื้อเนื้อมาให้เธอกินเพื่อบำรุงร่างกาย
แต่ลู่เซี่ยได้รับปากซุนเสิ้งหนานไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะขึ้นเขาไปกับพวกเขา เจียงจวินโม่รู้ว่าบนภูเขานั้นอันตรายแค่ไหน จึงไม่วางใจที่จะปล่อยให้เธอไปคนเดียว ดังนั้นเขาจึงต้องยกเลิกแผนเดิมและตัดสินใจไปด้วย
แต่พอถึงเวลาที่ตั้งใจจะออกเดินทาง ถึงได้รู้ว่าไม่ใช่แค่เจียงจวินโม่คนเดียวที่เป็นผู้ชาย ที่พักของปัญญาชนคนที่ไม่มีธุระอะไรก็ไปกันหมด และระหว่างทางขึ้นเขานั้นเอง เขาก็ได้ยินจ้าวหัวพูดอย่างรำพึงรำพันว่า "ทั้งปีก็หวังแต่จะมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานี้ หวังว่าปีนี้จะได้ใช้เวลาในตอนนี้นานหน่อยนะ จะได้ตากของป่าไว้เยอะๆ"
คนอื่นๆนั้นพอได้ยินก็พูดเสริมว่า "ใช่แล้ว ถึงตอนนั้นฤดูหนาวก็จะมีพอกิน"
"ปีนี้ต้องส่งไปให้ที่บ้านเยอะหน่อย คนที่บ้านฉันชอบกินแบบนี้มากเลยหล่ะ"
"บ้านฉันก็เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่พวกเขากินของสดๆไม่ได้ แต่ถ้าเป็นของตากแห้งก็ไม่เลวนะ"
"ไม่รู้ว่าร้านสหกรณ์ปีนี้จะขึ้นราคารับซื้อหรือเปล่า ถ้าขึ้นฉันก็จะกินน้อยลงหน่อย ขายเอาเงินเยอะๆเลย"
"คงจะพอๆกับปีที่แล้วล่ะมั้ง"
"งั้นก็ดีแล้ว!"
บทที่ 174: ขึ้นเขาเก็บผักป่า
ลู่เซี่ยฟังคำพูดของพวกเขาแล้วจึงเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงไปที่นั่นกัน ที่แท้นี่ก็เป็นโอกาสหาเงินอย่างเปิดเผยที่หาได้ยากในรอบปีนี่เอง!
พวกปัญญาชนรุ่นเก่าเริ่มจะลับฝีมือกันอย่างกระตือรือร้น ส่วนพวกปัญญาชนรุ่นใหม่ก็อยากจะลองดูบ้าง แต่เมื่อเห็นว่าทั้งภูเขาเต็มไปด้วยชาวบ้าน ความกระตือรือร้นของทุกคนก็ลดลงไปไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางเลือก คนมากกว่าอาหารนี่นา
แต่ทุกคนก็ไม่ยอมแพ้ พวกเขารีบแยกย้ายกันไปหาที่ที่มีคนน้อยทันที ตอนนี้บนภูเขามีคนเยอะแยะมากมาย แต่พวกเขาก็ไม่ต้องกลัวอันตราย แค่ระวังงูและแมลงก็พอ ส่วนลู่เซี่ยไม่ได้แยกตัวออกไปในทันที เพราะเธอและเจียงจวินโม่ไม่ค่อยรู้จักว่าผักป่าหน้าตาเป็นอย่างไร จึงต้องดูของคนอื่นก่อน โชคดีมากที่ลู่เซี่ยมีมนุษยสัมพันธ์ดี เมื่อเธอเจอชาวบ้านไม่กี่คนก็สามารถขอดูผักที่พวกเขาเก็บมาได้ ไม่นานก็คุ้นเคยกับลักษณะของผักป่าหลายชนิด
จากนั้นจึงจูงเจียงจวินโม่เดินไปทางที่มีคนน้อย
ตอนนี้บนภูเขาเริ่มเขียวขจีแล้ว และผักป่าที่กินได้ก็มีหลายชนิดจริงๆ มีทั้งหน่อไม้ฝรั่งป่าที่ขึ้นบนพื้น ผักขาหมี หูหมาใหญ่ และยังมีหน่อไม้ ผักไม้เท้า ใบต้นเอิ้ม เป็นต้น ซึ่งพวกนี้มักจะขึ้นอยู่บนต้นไม้ รู้สึกว่าอะไรที่เป็นสีเขียวก็กินได้หมด
ลู่เซี่ยได้ยินว่ามีหลายชนิดก็รู้สึกตื่นเต้นและเริ่มออกเดินทางกับเจียงจวินโม่ทันที! เส้นทางบนภูเขาเดินลำบาก โดยเฉพาะถ้าต้องการหาผักป่าก็ต้องเข้าไปในป่า ข้างในไม่มีทางเดินเลย ยังมีหินและมอสส์อีกมากมาย ทั้งสองคนเดินสะดุดโดนนั่นโดนนี่ แต่พอเดินมาพักใหญ่แล้ว ระหว่างทางเห็นอะไรหลายอย่างที่ดูคล้าย แต่พอมองดีๆก็ดูเหมือนไม่ใช่
ลู่เซี่ยอดรู้สึกท้อใจไม่ได้ หรือว่าพวกเขายังไม่เจอ? ตอนนั้นเองที่เจียงจวินโม่ดึงเธอเข้าไปหา
"เธอดูนั่นสิ นั่นใช่หรือเปล่า?" ลู่เซี่ยมองตามสายตาของเขา ทันใดนั้นก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
"ดูคล้ายมากเลยนะ!" ทั้งสองค่อยๆเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง สิ่งนี้งอกอยู่บนพื้น มีอยู่เป็นแปลงเล็กๆ ดูคล้ายผักขาหมี แต่ก็คล้ายผักกูดด้วย
ลู่เซี่ยย่อตัวลงดูอย่างละเอียด "ดูเหมือนจะหนากว่าผักขาหมีนิดหน่อยนา แล้วก็มีขนมากกว่าด้วย" เจียงจวินโม่หันไปพยักหน้า "งั้นจะเด็ดกลับไปไหม?" ลู่เซี่ยคิดสักครู่แล้วก็พยักหน้า
"เด็ดเถอะ ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ก็เด็ดไว้ก่อน บางทีอาจกินได้ก็ได้!"
"ตกลง" ดังนั้นทั้งสองคนจึงลงมือเด็ดต้นพวกนี้ พูดถึงว่ามีไม่น้อยเลย และถ้าเหลือรากไว้คาดว่าอีกไม่กี่วันก็คงงอกออกมาใหม่ได้ ลู่เซี่ยเริ่มรู้สึกดีใจอยู่บ้าง ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ใช่ แต่ในที่สุดทั้งสองคนก็มีผลผลิตกับเขาเสียที หลังจากนั้น พวกเขาเหมือนเปิดสวิตช์ได้ ไม่นานก็เห็นผักอีกเยอะแยะมากมาย ผักขาหมี และยังมีหน่อไม้ฝรั่งอีกสองสามอันซึ่งมีราคาแพงที่สุดสำหรับเหล่าปัญญาชน
แต่หน่อไม้ฝรั่งนั้นเด็ดยากมาก ดูเหมือนว่าพวกมันจะขึ้นอยู่บนพุ่มไม้ที่เต็มไปด้วยหนาม ตอนเด็ดถ้าไม่ระวังก็จะถูกหนามทิ่มได้ เจียงจวินโม่ไม่กล้าให้ลู่เซี่ยเด็ด เขาจึงไปเด็ดเอง แม้จะระมัดระวังแล้วก็ยังถูกทิ่มหลายครั้ง พอเห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว ทั้งสองคนจึงตัดสินใจกลับ
หลังจากลงเขา พวกเขาเจอปัญญาชนคนอื่นๆ และเห็นว่าทุกคนต่างก็มีผลผลิตกันทั้งนั้น มากที่สุดน่าจะเป็นซูม่าน เพราะตะกร้าของเธอเต็มไปหมด แต่ทุกคนก็รู้ว่าเธอโชคดี จึงชินกันไปแล้ว แต่ที่น่าประหลาดใจคือลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็เก็บได้ไม่น้อย ตะกร้าของทั้งสองคนแม้จะไม่เต็ม แต่ก็ใกล้เต็มแล้ว
สิ่งนี้ทำให้คนอื่นๆพากันอิจฉาไม่หยุด
ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์จึงอธิบายว่า "พอดีพวกเราสองคนไม่ค่อยรู้จักพวกมันหรอก แค่เห็นอะไรที่ดูเหมือนกินได้ก็เก็บมาหมด ไม่รู้ว่าจะกินได้หรือเปล่า"
ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วก็รีบพูดว่า "งั้นเธอรีบเอาออกมาให้พวกเราดูหน่อย ของพวกนี้กินส่งเดชไม่ได้นะ ถ้าเกิดเป็นพิษขึ้นมาจะไม่ดีเอา" ลู่เซี่ยพอได้ยินแบบนั้นก็ไม่ลังเล เอาของที่พวกเขาไม่แน่ใจออกมาทั้งหมด
คนอื่นๆก็เข้ามาช่วยดูด้วย
บทที่ 175: ตากแห้ง
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผักที่ดูคล้ายขาลิงก่อนหน้านี้ก็เป็นผักป่าเช่นเดียวกัน เรียกว่าต้นหูแมว เห็นเขาว่ากันว่ารสชาติอร่อยมาก และเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ร้านสหกรณ์จึงรับซื้อในราคาที่ค่อนข้างแพง รองจากยอดผักหนาม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็คัดใบไม้ที่ไม่รู้จักออกมาไม่น้อย ซึ่งไม่ใช่ใบของต้นไม้กินได้อย่างที่ลู่เซี่ยคิด แต่เธอกลับโชคดีที่สองอย่างนี้ไม่ได้มีมาก และเพราะความไม่แน่ใจพวกเขาจึงไม่ได้เก็บมาแค่นิดเดียวเท่านั้น
เหล่าปัญญาชน พแเห็นพวกเขาเก็บยอดผักที่หายากได้ ก็พากันอิจฉาไม่หยุด แต่ก็ตั้งใจว่าจะออกไปเก็บต่อในช่วงบ่าย หวังว่าจะเก็บให้ได้มากๆในช่วงวันหยุด ส่วนลู่เซี่ย และเพื่อนก็วางแผนจะขึ้นเขาต่อในช่วงบ่าย เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ทั้งสองคนก็ค่อนข้างสนใจ
แต่ในช่วงบ่ายนี้เอง โชคของทั้งสองคนก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเก็บได้ไม่น้อย ส่วนใหญ่เพราะจำได้เร็วขึ้น พอเห็นก็ไม่ต้องลังเลแล้ว พวกเขาวุ่นวายอยู่แบบนี้ทั้งวัน ทั้งสองคนได้ผลผลิตไม่น้อย
ตอนกลางคืน ลู่เซี่ยก็ลงมือลวกผักป่า แยกส่วนที่จะกินเอง และที่เหลือเอาไปวางในลานบ้านเพื่อตากแห้ง พอเจียงจวินโม่เห็นลู่เซี่ยวางผักป่าบนกำแพงลานบ้านโดยตรง จึงลังเลแล้วถามว่า "จะไม่ถูกขโมยไปหรือ? "
ลู่เซี่ยชะงักไป "คงไม่หรอกมั้ง วันนี้ทุกบ้านในหมู่บ้านก็ขึ้นเขากันหมดไม่ใช่หรือ? "
เจียงจวินโม่คิดสักครู่แล้วพูดว่า "พรุ่งนี้ไปซื้อตะกร้าตากของสักสองสามใบในหมู่บ้านดีกว่า จริงๆแล้วฉันดูเอาไว้บ้างแล้ว การสานก็ไม่น่าจะยาก ถ้าฉันหากิ่งไม้มาสานเองก็คงได้เหมือนนะ" ลู่เซี่ยส่ายหน้าทันที
"ซื้อเถอะ ตอนนี้ยังต้องไปทำงานอีก การสานคงจะใช้เวลามาก ซื้อเอาก็ไม่ได้แพง ซื้อกระด้งมาสักสองอันก็ได้" เจียงจวินโม่พยักหน้า
"ได้ งั้นก็ซื้อไปก่อน เดี๋ยวฉันมีเวลาค่อยสานเอง"
"ดี"
ตอนเย็นมาถึง ทั้งสองคนกินผักป่าสด ไม่ได้ทำอะไรมากมาย เพียงแค่ลวกน้ำแล้วจิ้มน้ำจิ้ม ส่วนน้ำจิ้มก็เป็นซอสไข่ที่ลู่เซี่ยทำเอง พวกปัญญาชนก็บอกว่ากินแบบนี้ดีที่สุด เพราะรสชาติของผักป่าจะยังคงอยู่มากที่สุด ลู่เซี่ยกินคำหนึ่งแล้วเธอก็พบว่ารสชาติของมันดีจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่คนชอบกันมาก
ดังนั้นเธอจึงวางแผนจะเก็บเพิ่มอีก เพื่อส่งกลับไปให้ครอบครัวเจียงด้วย วันรุ่งขึ้น ก่อนที่เธอจะไปทำงาน ลู่เซี่ยไปซื้อตะกร้าตากของและกระด้งในหมู่บ้าน กลับมาแล้วเธอก็เอาผักป่าใส่ไว้ตาก คาดว่าถ้าวันนี้แดดแรง ก็น่าจะแห้งพอดี พอตอนเย็นหลังเลิกงาน ลู่เซี่ยดูแล้วเห็นว่าน่าจะแห้งแล้ว จึงเก็บเข้าที่เลย
เธอคิดว่าไม่ได้กินเนื้อมานานแล้ว เมื่อวานก็ซื้อไม่ได้ จึงให้เจียงจวินโม่ขี่จักรยานไปดูที่เมืองเล็กๆ ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังซื้อได้ไหม เจียงจวินโม่ขี่รถกลับมาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สิ่งที่น่าประหลาดใจคือเขาซื้อเนื้อกลับมาได้
"เป็นเนื้อไม่ติดมันทั้งหมด เนื้อติดมันถูกแย่งซื้อไปหมดตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว ตอนนี้เลยเหลือแต่เนื้อไม่ติดมัน" ลู่เซี่ยยิ้มและพูดว่า "เนื้อไม่ติดมันก็ดีนะ ฉันชอบเนื้อไม่ติดมัน"
ในยุคนี้ส่วนใหญ่คนชอบซื้อเนื้อติดมัน เพราะมีไขมันมาก แต่ลู่เซี่ยกินไม่ค่อยได้ มันเลี่ยนเกินไป
เจียงจวินโม่ยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารู้ว่าลู่เซี่ยชอบอะไร ตัวเขาเองแต่ก่อนเพราะปัญหาสุขภาพจึงกินไม่ค่อยได้ ทั้งเนื้อติดมันและเนื้อไม่ติดมันก็กินได้ไม่มาก แต่หลังจากที่สุขภาพดีขึ้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว แต่ได้รับอิทธิพลจากลู่เซี่ย เขาเลยพลอยชอบกินเนื้อไม่ติดมันมากขึ้นแล้ว ดังนั้นเนื้อที่ซื้อมาครั้งนี้จึงพอดีเลย
ตอนเย็นลู่เซี่ยตุ๋นเนื้อ หลังจากทั้งสองคนกินอิ่มแล้ว ก็ได้ยินเจียงจวินโม่พูดว่า "ตอนฉันกลับมา เห็นที่พักของปัญญาชนมีคนกลับมาจากบนเขาด้วย"
"หา? พวกเขาขึ้นเขาไปในเวลานี้เหรอ? "
"คงอยากเก็บผักป่าให้ได้มากๆล่ะมั้ง" ลู่เซี่ยคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ช่วงนี้ทำงานไม่ค่อยเหนื่อย พรุ่งนี้ตอนเลิกงานก็ลองดูนะ ถ้าเวลายังเหลือ พวกเราก็ลองไปกันดูเถอะ ยังไงทั้งปีก็มีโอกาสแบบนี้แค่ช่วงนี้เท่านั้น"
เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอต้องการหาเงินเพิ่มเพื่อส่งกลับบ้าน เขาอยากจะบอกให้เธอไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ แต่สำหรับเรื่องนี้ เขาก็เข้าใจความคิดและความมุ่งมั่นของเธอ จึงได้แต่พยักหน้า
"ได้ แต่ต้องคำนึงถึงสุขภาพเป็นอันดับแรกนะ"
ลู่เซี่ยยิ้มและตอบว่า "ได้ ไม่ต้องห่วงเลย ฉันจะไม่ทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไปเด็ดขาด"
บทที่ 176: จวงหงเหมยตั้งครรภ์
หลังจากที่ทั้งสองคนตกลงกันแล้ว วันรุ่งขึ้นนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็เหมือนกับคนอื่นๆ พอเลิกงานแล้วพวกเขาก็ขึ้นเขาต่อ และคนในหมู่บ้านหลายคนก็ทำแบบนี้เหมือนกัน เพราะผักป่าเหี่ยวเร็ว ถ้าไม่รีบเก็บ มันก็จะตายไปซะก่อน ดังนั้นแม้ว่าหลังเลิกงานจะเป็นเวลาดึก บนภูเขาก็ยังมีคนอยู่ไม่น้อย
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ทำงานได้เร็วมาก ก่อนฟ้ามืดพวกเขาก็หาผักป่ากันได้ไม่น้อย จากนั้นก็รีบลงจากเขาโดยไม่ชักช้า
เมื่อถึงบ้าน ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ทั้งสองคนจึงต้องรีบทำอาหาร เพราะทำงานมาทั้งวัน พวกเขาต่างก็เหนื่อยกันมากแล้ว ดังนั้นอาหารเย็นจึงต้องช่วยกันลงมือทำ กินเสร็จก็เข้านอนเลย วันรุ่งขึ้นเมื่อลู่เซี่ยตื่นขึ้นมา เจียงจวินโม่ก็ลวกผักป่าเมื่อคืนและจัดการตากเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงเท่านี้อาหารเช้าของพวกเขาก็ทำเสร็จแล้ว เธอกินเสร็จก็สามารถไปทำงานได้เลย
ลู่เซี่ยเข้าใจว่าเขาต้องการให้เธอได้พักผ่อนมากขึ้น รู้สึกอบอุ่นในใจ
พวกเขาทำงานแบบนี้มาสามสี่วัน ลู่เซี่ยและคนอื่นๆที่ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ทุกวันก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย แต่เมื่อมองดูคนในหมู่บ้านและมองไปยังที่พักของปัญญาชน แม้จะเหนื่อยจนเดินโซเซ แต่ก็ยังฝืนขึ้นเขาทุกวัน เพียงเพื่อเก็บผักป่าเล็กๆน้อยๆพวกนี้ พวกเขาก็แทบจะทุ่มเทเวลาชีวิตไปเยอะแล้ว บางครั้งลู่เซี่ยก็รู้สึกชื่นชม
แต่วันเวลาเช่นนี้ก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้อีกนาน เพราะหมู่บ้านเริ่มไถพลิกดินแล้ว การไถพลิกดินฟังดูเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก เมื่อเทียบกับการขุดรั้วก่อนหน้านี้ก็ยิ่งหนักหนาสาหัสกว่า แถมยังยุ่งยากกว่ามากด้วย
จริงๆแล้วในหมู่บ้านก็มีวัว และถ้าใช้วัวไถดินก็จะเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ในหมู่บ้านมีวัวแค่ตัวเดียว ไม่มีทางทำงานทันแน่ๆ อีกทั้งยุคนี้วัวไถนาก็หายากมาก อีกทั้งวัวตัวนี้ยังเป็นสมบัติล้ำค่าของหมู่บ้านด้วย พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้มันเหนื่อยได้ จึงให้มันทำงานแค่วันละไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องพักแล้ว ดังนั้นการไถพลิกดินจึงต้องใช้ทั้งวัวและแรงงานคนร่วมกัน
เพราะเหนื่อยมาก ทุกวันหลังเลิกงาน แม้แต่ไหล่ก็ยังขยับแทบจะไม่ไหว ดังนั้นจึงไม่สามารถขึ้นเขาได้อีก แม้ว่าทุกคนจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหมู่บ้านไม่มีทางยอมให้การขึ้นเขาไปเก็บผักป่าของทุกคนมาส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกแน่นอน
ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่มองดูผักป่าบนภูเขาค่อยๆเติบโตและแก่ตายไป...
การไถพลิกดินเป็นงานที่ต้องใช้แรงมาก แม้แต่ลู่เซี่ยที่มีแรงไม่น้อยก็ยังทนแทบจะไม่ไหว โชคดีที่ตอนนี้ได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์วันละสองมื้อจึงพอทนได้ แต่คนอื่นๆก็ไม่ไหวแล้ว ทั้งคนในหมู่บ้านและคนจากที่พักของปัญญาชน หลายคนเป็นลมหมดสติไประหว่างทำงาน เพราะร่าฃกายของพวกเขาเหนื่อยเกินไป แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่อาจหยุดได้ การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิต้องไม่ล่าช้า แม้จะเหนื่อยก็ต้องพักสักครู่แล้วลุกขึ้นมาทำงานต่อ
ในช่วงเวลานี้ยังมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น
เหตุการณ์นั้นเกี่ยวกับจวงหงเหมยที่แต่งงานกับเฉินเอ้อร์ ซึ่งหลังจากที่ทั้งสองแต่งงานกันโดยไม่ได้พบกันจวงหงเหมยเลย พอได้กลับมาพบกันตอนนี้ดูเหมือนเธอจะอ้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าเธอน่าจะมีชีวิตที่ดี แต่หลังจากที่พวกเขาแต่งงานกันแล้วก็ยังต้องมาทำงาน ก่อนหน้านี้ตอนขุดรากเธอก็มักจะขี้เกียจ จนถูก หัวหน้าหน่วยว่ากล่าวไปหลายรอบ หลังจากนั้นก็ถูกแม่สามีสั่งสอนอีกหลายคำ จึงจำใจทำตัวดีขึ้น แต่คราวนี้ตอนพลิกหน้าดิน เธอก็เริ่มบ่นไม่สบายสองสามวันครั้ง ต่อมาก็เป็นลมล้มพับไปเลย จากนั้นถูกส่งไปที่สถานีอนามัย พอตรวจดูก็พบว่าตั้งครรภ์แล้ว และตอนนี้เธอก็ตั้งครรภ์มาสามเดือนแล้วด้วย
เรื่องนี้ทำให้เธอดีใจจนบอกไม่ถูก เธอหยุดทำงานทันที เพราะมีหลานชายคนโต ตระกูลเฉินก็เลยยอมให้เธอทำตามใจ ส่วนเฉินเอ้อร์ก็ยังคงหายหน้าไปทั้งวันทั้งคืนเหมือนเดิม แต่กลับเป็นจวงหงเหมยเองที่ออกมาเดินไปมาบ่อยๆ พร้อมกับท้องที่ยังมองแทบจะไม่เห็น เธอคงกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์
เธอยังไปอวดที่ที่พักของปัญญาชนหลายครั้งด้วย แต่ทุกคนต่างเหนื่อยล้าจนไม่อยากสนใจเธอ ลู่เซี่ยเองก็เคยเห็นเธอหลายครั้ง แต่เดิมทีทั้งสองคนก็ไม่ได้เข้ากันดีอยู่แล้ว เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่เห็น จวงหงเหมยอยากจะเข้าไปหา เพราะคิดว่าลู่เซี่ยแต่งงานก่อนเธอแต่นับจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตั้งครรภ์ ตอนนี้คงจะอิจฉาเธอมาก
แต่ไม่คิดว่า ลู่เซี่ยจะไม่สนใจเธอเลย แม้แต่เจียงจวินโม่ก็ทำเป็นไม่เห็นเธอ ทำให้เธอโมโหไม่หาย
แต่จวงหงเหมยในใจยังรู้สึกกลัวลู่เซี่ยอยู่บ้าง ดังนั้นหลังจากนั้นเธอจึงไม่กล้าเข้าไปใกล้
บทที่ 177: หาเงินได้แล้ว
ส่วนลู่เซี่ยช่วงนี้ก็ค่อนข้างยุ่งพอสมควร ตอนที่สร้างบ้านเธอก็ได้เว้นพื้นที่ไว้สามเฟินสำหรับปลูกผัก ตอนนี้ก็ต้องพลิกหน้าดินแล้ว ดังนั้นเธอจึงพลิกหน้าดินตอนทำงาน กลับมาบ้านก็พลิกดินในสวนหลังบ้าน ยุ่งมากจนร่างกายแทบจะไม่ไหว โชคดีที่สองคนช่วยกันทำ จึงพลิกดินเสร็จอย่างรวดเร็ว
พอดีกับที่พลิกดินในทุ่งเสร็จพอดี ชาวบ้านก็ไม่ได้เสียเวลา พวกเขารีบเริ่มหว่านเมล็ดพันธุ์ทันที และการหว่านเมล็ดพันธุ์จริงๆ แล้วก็ไม่เหนื่อยเท่าไหร่ สามคนเป็นหนึ่งกลุ่ม คนหนึ่งขุดหลุม คนหนึ่งใส่เมล็ด และคนหนึ่งกลบดิน
คนมาก พลังมาก ใช้เวลาแค่ไม่กี่วันก็หว่านข้าวโพดเสร็จ แต่ทุกอย่างยังไม่จบแค่นี้ นอกจากข้าวโพดยังมีข้าว ข้าวฟ่าง และธัญพืชอื่นๆอีก ดังนั้นตลอดเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ลู่เซี่ยจึงใช้เวลาอยู่กับการทำไร่ไถนาในช่วงฤดูใบไม้ผลิ
จริงๆแล้วพอถึงเดือนพฤษภาคมเธอก็ไม่ได้ยุ่งมากแล้ว แปลงผักที่บ้านของลู่เซี่ยก็เริ่มจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแล้ว เมล็ดผักซื้อมาจากในหมู่บ้าน ตอนลู่เซี่ยรดน้ำก็ผสมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เข้าไปด้วย จึงไม่กลัวว่าจะโตมาไม่ดี และในตอนนี้เอง พวกเธอก็เริ่มขึ้นเขาไปเก็บผักป่าอีกครั้ง
พันธุ์ผักป่าก่อนหน้านี้เริ่มจะแก่แล้ว แต่ตอนนี้บนภูเขามีผักป่าชนิดใหม่งอกขึ้นมาเรียกว่าผักกาดก้านยาวรสชาตินั้นก็กินแล้วคล้ายขึ้นฉ่ายมาก แต่ตอนนี้ผักที่ปลูกเองที่บ้านยังไม่งอก ส่วนผักกาดก้านยาวนี้มีวิธีกินหลากหลาย และยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกด้วย ไม่เหมือนของป่าที่เก็บมาก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ต้องตากแห้งแล้วค่อยมีคนมารับซื้อในฤดูหนาวแทน ของสดขายไม่ได้ราคาอะไรเลย ชนิดที่รับซื้อก็มีแค่ไม่กี่อย่างที่หายาก
แต่ผักกาดก้านยาวนี้ก็สามารถขายสดได้ ได้ยินว่าร้านสหกรณ์ในทุกปี พอถึงช่วงนี้จะมีเคาน์เตอร์เฉพาะสำหรับรับซื้อผัก แม้ว่าราคารับซื้อจะไม่แพงนัก แต่ก็ถือเป็นโอกาสที่จะหาเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อีกอย่าง ผักกาดก้านยาวนี้พอเจอบนภูเขาก็จะเจอเป็นแปลงๆเลย ได้ยินว่าปีที่แล้ว หลิวจวินคนเดียวก็ทำเงินได้กว่าสามสิบหยวนแล้ว
ดังนั้นปีนี้หลังจากผักกาดก้านยาวงอกขึ้นมา คนจากที่พักของปัญญาชน ก็พากันขึ้นเขาราวกับมีขุมทรัพย์รออยู่ ลู่เซี่ยและสามีของเธอก็ไม่ยอมตกกระแสเช่นกัน พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อขายเงิน แค่อยากเก็บมาให้ครอบครัวที่บ้านได้ลองชิมบ้าง แน่นอนว่าถ้าขายได้เงินบ้างก็จะดีไม่น้อยเลย
พวกเขาจำเป็นต้องมีช่องทางหาเงินบ้าง ไม่เช่นนั้นการใช้จ่ายแบบนี้ แม้จะรู้ว่าพวกเขามีเงินสนับสนุนจากครอบครัวก็อาจทำให้คนอื่นสงสัยและอิจฉาในที่สุด บนภูเขานั้นมีผักกาดก้านยาวขึ้นอยู่จำนวนมาก ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่วันแรกที่ขึ้นเขา ก็เก็บได้คนละกระสอบ แน่นอนว่าเพราะไม่ได้อัดแน่นมาก จึงดูเหมือนมีมาก
"กระสอบนี้น่าจะหนักสามสี่สิบกิโลกรัมใช่ไหม?" เจียงจวินโม่ยกขึ้นชั่งน้ำหนัก "สี่สิบกิโลแล้ว" ลู่เซี่ยหันไปพยักหน้าอย่างพอใจ รู้สึกว่าความเหนื่อยล้าทั้งวันลดลง
"ฉันได้ยินว่าชาวบ้านมักจะไปขายที่ร้านสหกรณ์ในวันเดียวกัน พวกเราจะไปไหม?" เจียงจวินโม่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
"ไปกันเถอะ ถ้าเรามีมากขนาดนี้ก็กินไม่หมดอยู่ดี ถ้าอยากเก็บไว้บ้างค่อยเก็บจากครั้งหน้าก็ได้" ลู่เซี่ยหันไปพยักหน้า
"ตกลง งั้นเดี๋ยวพวกเราไปส่งให้ร้านสหกรณ์แล้วกัน" หลังจากนั้น ลู่เซี่ยและเจียงขวินโม่ก็ใช้จักรยานเข็นไปที่เมืองเล็กๆแถวนั้น ระหว่างทางพวกเขาก็ได้พบชาวบ้านหลายคน ทุกคนแบกกระสอบและตะกร้าเดินไปยังเมืองเล็กๆกันทั้งนั้น เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง ทุกคนก็ยิ้มทักทาย
"ปัญญาชนลู่และปัญญาชนเจียง นี่พวกเธอก็มาขายผักกาดก้านยาวกันด้วยเหรอ ดูท่าจะเก็บได้ไม่น้อยเลยนะ!" พวกเขาพูดพลางมองจักรยานของทั้งสองด้วยความรู้สึกอิจฉานิดๆ ลู่เซี่ยหันไปยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า
"วันนี้โชคดีที่เจอเยอะ พรุ่งนี้ก็ไม่แน่ว่าจะได้อีก"
"ก็จริง ของพวกนี้ต้องอาศัยดวงไม่น้อยเลยล่ะ"
เมื่อพวกเขามาถึงร้านสหกรณ์ ลู่เซี่ยก็เห็นว่าพวกปัญญาชนมาถึงกันแล้ว บางคนก็ชั่งน้ำหนักและขายจนเสร็จสิ้นแล้ว พอเห็นทุกคนมีรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขาก็คาดว่าพวกเขาคงได้เงินไม่น้อย เมื่อถึงคิวของลู่เซี่ย ทั้งสองคนก็ช่วยกันยกกระสอบสองใบซึ่งหนักมาก ราคารับซื้อก็ราวๆสามเฟินต่อกิโลกรัม และคราวนี้พวกเขาก็ขายได้สองหยวนห้าเหมา
บทที่ 178: ซื้อลูกไก่
การทำงานหนึ่งวันแล้วดันทำกำไรได้มากขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว แม้แต่ซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆ เมื่อเห็นพวกเขาแล้วก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่เธอก็รู้ว่านี่เป็นเงินที่พวกเขาสองคนหามาได้ ถ้าแบ่งกันคิดคำนวณก็คงไม่ต่างจากคนอื่นๆมากนัก แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เซี่ยตกใจคือหลิวจวินคนเดียวเก็บได้เกือบ100ชั่ง มากกว่าที่พวกเขาสองคนหาได้เสียอีก
ไม่แปลกใจเลยที่ปีที่แล้วเขาขายของได้เงินมากมายขนาดนั้น แต่อาจเป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าบนภูเขามีที่ไหนเยอะบ้าง ปีนี้เขาจึงตรงไปบริเวณนั้นเลย ทำให้เก็บได้มาก เมื่อขายได้เงินแล้ว ชาวบ้านก็ยิ่งขยันกันมากขึ้น ประกอบกับช่วงนี้พวกเขาเริ่มปลูกพืชในที่นาเสร็จแล้ว งานก็เลยไม่มาก หลายคนจึงขอลาไม่ไปทำงาน แล้วขึ้นเขาไปเก็บผักกาดก้านยาวแทน
จริงๆแล้วทุกปีก็เป็นแบบนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็ไม่สามารถห้ามคนอื่นหาเงินได้อยู่แล้ว เพราะตัวเขาเองก็อยากหาเงินเหมือนกัน ถึงขนาดที่ว่าเพื่อทำเรื่องนี้ เขายอมเลื่อนเวลาปลูกพืชให้เร็วขึ้นนิดหน่อย เพื่อช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ
ส่วนพวกปัญญาชนก็ยิ่งคลั่งไคล้กันมากกว่าเดิม เพราะนี่เป็นโอกาสทำเงินซึ่งหาได้ยากของพวกเขา ได้ยินว่าหลิวจวินถึงกับไปเก็บตอนกลางคืน แล้วอาศัยแค่แสงจันทร์ที่ทำให้เขาพอจะมองเห็นได้บ้าง บางครั้งเขาก็แอบจุดคบไฟ แต่มันไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะเขาไม่อยากให้ชาวบ้านรู้
พอลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็ตกใจมาก แต่เธอก็ไม่ได้ทุ่มเทถึงขนาดนั้น เธอกับเจียงจวินโม่บางครั้งก็ตามกระแสขอลาขึ้นเขาบ้าง พอพูดไปแล้ว ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่เห็นผลผลิตมากมายขนาดนี้ก็รู้สึกเสพติดอยู่เหมือนกัน
สรุปแล้ว ในเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ ชาวบ้านทุกคนรวมถึงคนในที่พักของปัญญาชนต่างก็ผอมลงนิดหน่อย โดยเฉพาะหลิวจวิน เขาดูผอมลงไปมาก แต่ก็ได้ยินว่าปีนี้เขาก็หาเงินได้ไม่น้อยเลย ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ทั้งสองคนก็ได้รับเงินมาสิบกว่าหยวนเช่นกัน
พวกเขาไม่ได้ขายไปทั้งหมด เพราะอยากเก็บไว้กินเองบ้าง ส่วนที่เหลือก็ลวกน้ำแล้วตากแห้งเอาไว้ รวมกับของป่าที่หาได้ก่อนหน้านี้ พวกเขาก็ส่งกลับไปที่บ้านตระกูลเจียง ซึ่งจริงๆแล้วของป่าพวกนี้มักจะกินกันมากในฤดูหนาว เพราะหน้าหนาวไม่มีผักสดๆกิน แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้รอถึงฤดูหนาวแล้วค่อยส่ง ตอนที่เพิ่งตากแห้งใหม่ๆนี่แหละ เพราะรสชาติของผักยังดีอยู่ ถ้าเก็บไว้จนถึงฤดูหนาวอาจจะไม่สดเท่านี้แล้ว
หลังจากวุ่นวายกับเรื่องนี้เสร็จ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็รู้สึกเหนื่อยกันทั้งคู่ และก็เป็นตอนนี้เองที่พวกเขาถึงได้สังเกตเห็นว่าต้นกล้าในแปลงผักเริ่มจะงอกขึ้นมาแล้ว แต่พวกลูกไก่ที่คิดไว้ว่าจะซื้อ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ซื้อ ลู่เซี่ยรีบไปถามคนในหมู่บ้าน แล้วก็พบว่าตอนนี้สายไปแล้ว แต่ถ้าอยากซื้อก็ยังซื้อได้อยู่ เพียงแต่ว่าจะแพงขึ้นนิดหน่อย
สำหรับลู่เซี่ยนั้น แพงขึ้นนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่ซื้อได้ก็พอ ลู่เซี่ยจึงฝากเรื่องนี้ไว้กับชุ่ยอวิ๋น และชุ่ยอวิ๋นก็รีบตกลงอย่างรวดเร็ว เธอกลับไปบ้านเกิดอีกหนึ่งรอบ วันรุ่งขึ้นก็นำลูกไก่มาให้ลู่เซี่ยห้าตัว ตอนนี้มีกฎว่าแต่ละครัวเรือนในชนบทเลี้ยงไก่ได้ไม่เกินห้าตัว
"ตามที่คุณบอก ฉันตั้งใจจะหาแต่ไก่ตัวเมียให้คุณ แต่ถ้ามากกว่านี้เขาไม่ขายแล้ว ดังนั้นก็เลยเป็นตัวเมียสี่ตัว ตัวผู้หนึ่งตัวนะ"
ลู่เซี่ยรู้สึกพอใจอย่างมากแล้ว "แค่นี้ก็ดีมากแล้วค่ะ ขอบคุณป้าชุ่ยอวิ๋นมากนะคะ ถ้าไม่ได้ป้า ฉันคงไม่รู้ว่าจะไปซื้อที่ไหน"
ป้าชุ่ยอวิ๋นหัวเราะอย่างร่าเริง "พูดอะไรอย่างนั้นเล่า พวกเราในหมู่บ้านก็ช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากหรอก ถ้าเธอมีอะไรก็มาหาฉันได้นะ"
ลู่เซี่ยหันไปยิ้มรับ "ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะ" เธอพูดพลางล้วงลูกอมนมออกมาจากกระเป๋า มีอยู่ประมาณหกเจ็ดเม็ด แล้วยื่นให้ป้าชุ่นอวิ๋นไปเลย
"ลูกอมพวกนี้ไม่กี่หยวน ป้าเอากลับไปให้หลานชายคนโตกินนะคะ รับรองว่าอร่อยสุดๆ" เมื่อป้าชุ่ยอวิ๋นได้ยินดังนั้นเธอก็ยิ้มกว้างขึ้น "โอ้ ปัญญาชนลู่นี่ช่างเป็นคนมีน้ำใจจริงๆเลยนะ ลูกอมพวกนี้มีค่า เธอเก็บไว้กินเองเถอะ" แม้ว่าจะพูดอย่างนั้น แต่ป้าชุ่นอวิ๋นก็กำลูกอมไว้แน่น ไม่ได้ส่งคืน
ลู่เซี่ยยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ "แค่ลูกอมไม่กี่หยวนเองค่ะป้า อย่าเกรงใจเลยนะคะ ไม่งั้นฉันจะรู้สึกไม่ดีที่ให้ป้าช่วยฟรีๆ"
เมื่อเป็นเช่นนั้น ป้าชุ่ยอวิ๋นจึง "ยอม" รับเอาไว้แต่โดยดี แต่ถึงอย่านั้นปากของเธอก็ยังบ่นว่า "พวกปัญญาชนอย่างเธอนี่มีมารยาทเหลือเกินนะ เอาละ! ป้าจะรับไว้เอง ถ้ามีอะไรก็มาหาป้าอีกนะ ป้าช่วยได้แน่นอน"
"ได้เลยค่ะป้า!"
บทที่ 179: การแลกเปลี่ยนน้ำใจ
หลังจากที่เธอส่งป้าชุ่ยอวิ๋นกลับไปแล้ว ลู่เซี่ยก็รู้สึกโล่งอกในที่สุด เธอเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคยกับพิธีการพวกนี้ ไอ้ที่ผลัดกันปฏิเสธและการแลกเปลี่ยนน้ำใจกันแบบนี้ แต่เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับมัน เพราะในชนบทเป็นแบบนี้ ใครๆก็เป็นกันทั้งนั้น
จริงๆแล้วลู่เซี่ยมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีพอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเพราะก่อนหน้านี้เธอได้ช่วยซื้อน้ำตาลทรายแดงให้กับสองครอบครัวในหมู่บ้าน ทุกคนเลยคิดว่าเธอและเจียงจวินโม่มีความสามารถ จึงพากันอยากสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วย โดยหวังว่าถ้ามีเรื่องอะไรในอนาคต ก็จะมีคนช่วยเหลือพวกเขาได้
แน่นอนว่าการช่วยเหลือนี้ต้องจ่ายเงินด้วย และยังแพงกว่าร้านสหกรณ์ซะอีก เพราะต้องจ่ายค่าตั๋วด้วย แต่พวกเขามีน้ำตาลทรายแดงอยู่ไม่น้อยเลย และครอบครัวตระกูลเจียงก็ส่งตั๋วสำหรับซื้อน้ำตาลมาให้เรื่อยๆ เธอจึงไม่ขาดแคลนในส่วนนี้
แต่จริงๆแล้วก็มีคนมาขอความช่วยเหลือจากลู่เซี่ยไม่น้อยเลย เธอก็ไม่ได้ช่วยทุกคน แต่จะช่วยเฉพาะคนที่ดูดี และเฉพาะครอบครัวที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ก่อนหน้านี้สองครอบครัวที่ช่วยไปก็เป็นเพราะมีคนที่กำลังจะคลอดลูก เธอจึงซื้อให้คนท้อง แต่เพียงเท่านี้ชาวบ้านก็พอใจมากแล้ว เพราะพวกเขาเองก็ซื้อไม่ได้
แม้ว่าลู่เซี่ยจะปฏิเสธคน แต่เธอก็หาเหตุผลที่เหมาะสม ทำให้คนไม่โกรธ ดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจและมีความประทับใจที่ดีต่อเธอ ดังนั้นตอนนี้ก็พูดได้ว่าเธอเป็นหนึ่งในปัญญาชนที่เข้ากับชาวบ้านได้ดีที่สุด หลังจากที่ส่งป้าชุ่ยอวิ๋นกลับไปแล้ว ลู่เซี่ยกลับมาก็เห็นเจียงจวินโม่กำลังเหม่อมองลูกไก่ทั้งห้าตัว ที่โตเกือบจะเต็มวัยแล้ว
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเอ่ยปากถามว่า "เราต้องทำเล้าไก่ด้วยใช่ไหม?"
เจียงจวินโม่พยักหน้า "เรื่องนั้น เดี๋ยวฉันจะจัดการเอง"
ลู่เซี่ยรีบตามเขาไป "งั้นฉันจะไปเอาอ่างมาทำเป็นที่ใส่อาหารให้พวกมันนะ แต่พวกมันกินอะไรล่ะ ธัญพืชเหรอ?" พอได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
"น่าจะ… ใช่แหละมั้ง?" แต่หลังจากที่ลู่เซี่ยถามเขาแล้ว เธอก็คิดอีกทีว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะยุคนี้คงไม่สิ้นเปลืองขนาดนั้น
"เดี๋ยวฉันไปถามดูก่อนแล้วกัน"
"อื้ม" ดังนั้น ในขณะที่เจียงจวินโม่กำลังทำเล้าไก่อยู่ ลู่เซี่ยก็ไปไล่ถามคนในหมู่บ้าน แล้วถึงได้รู้ว่าในยุคนี้ การเลี้ยงไก่ไม่ได้ให้ธัญพืชกินเลย แต่จะว่าไปก็จริงอยู่ เพราะในยุคนี้ธัญพืชหายากแค่ไหน คนจะกินยังไม่พอเลย จะเอาไปให้ไก่กินได้ยังไง!
อาหารหลักของพวกมันคือรำข้าว บางครั้งก็ผสมกับผักให้กิน
ผักพวกนั้นก็อาจเป็นผักในบ้าน หรือถ้าเสียดายก็ใช้ผักป่ามาแทนได้ เหมือนที่ลู่เซี่ยเคยกินตอนฤดูใบไม้ผลิ พอพวกมันเริ่มโตขึ้น เธอก็ไม่ชอบกินแล้ว แต่ถ้าสับละเอียดล่ะก็ ไก่น่าจะชอบกิน และข้างนอกนั้นก็มีเยอะมากด้วย ดังนั้นเลี้ยงพวกมันด้วยสิ่งเหล่านี้ก็โตได้เหมือนกัน
ลู่เซี่ยจึงเริ่มจะเข้าใจ แต่บ้านของพวกเขาไม่มีรำข้าวเลย และในมิติช่องว่าง พวกเมล็ดข้าวที่ถูกกะเทาะแล้วก็จะถูกดูดซับรำข้าวหายไปเลย เธอจึงไปแลกมาจากในหมู่บ้านนิดหน่อย ของพวกนี้ทุกบ้านมี ทั้งยังราคาถูกมากด้วย
ส่วนเจียงจวินโม่สามีของเธอ เขาใช้เวลาหนึ่งวันก็ทำเล้าไก่เสร็จ จากนั้นไก่ห้าตัวนี้ก็ตั้งรกรากในเล้าเล็กๆนั้นแล้ว ลู่เซี่ยยังให้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แก่พวกมันด้วยบางครั้ง หวังว่าพวกมันจะโตเร็วและออกไข่ได้ เมื่อถึงตอนนั้นเธอก็ไม่ต้องซื้อไข่กินแล้ว
แต่ในขณะที่ลู่เซี่ยกำลังคิดเรื่องเลี้ยงไก่ บ้านของกู้เซี้ยงหนานและซูม่านก็จะเริ่มสร้างในที่สุด แต่เดิมพวกเขาตั้งใจจะสร้างทันทีที่น้ำแข็งละลาย แต่หลังจากน้ำแข็งละลายแล้วปรากฏว่าหมู่บ้านก็ยังคงยุ่งอยู่กับการทำนาในฤดูใบไม้ผลิ
หลังจากนั้นก็ยุ่งกับการเก็บผักป่า ขายของป่า พวกเขาก็ไม่อยากรบกวนคนอื่นเรื่องหาเงิน คาดว่าคนอื่นก็คงไม่ยอมสละโอกาสหาเงินที่ดีแบบนั้นมานั่งสร้างบ้านให้ใคร ดังนั้นแผนนี้ของพวกเขาจึงต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตอนนี้จึงมีเวลา
สองคนไม่ได้สร้างพร้อมกัน ซูม่านสร้างก่อนแล้วค่อยเป็นกู้เซี้ยงหนาน ตำแหน่งที่สร้างบ้านของทั้งสองคนอยู่ติดกับบ้านของลู่เซี่ย ซึ่งก็มีระยะห่างไม่ไกล คาดว่าถ้านั่งพูดคุยกันในลานบ้านก็คงได้ยินด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้ บ้านของลู่เซี่ยจึงอยู่ตรงกลางระหว่างบ้านของทั้งสองคนนั้น กับที่พักของปัญญาชน ซึ่งบ้านข้างๆเป็นซูม่าน ถัดไปอีกเป็นกู้เซี้ยงหนานและหลี่อี้
บทที่ 180: ซูม่านและกู้เซี้ยงหนานย้ายบ้าน
เนื่องจากบ้านทั้งสองหลังนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก พวกเขาจึงใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนก็สร้างเสร็จ ซูม่านย้ายเข้าไปอยู่ก่อน เธอมีข้าวของไม่น้อย ตอนย้ายบ้าน ลู่เซี่ยยังไปช่วยด้วย
เธอถือโอกาสเข้าไปดูด้วย โครงสร้างบ้านของซูม่านคล้ายกับของลู่เซี่ย มีสองห้องนอนเหมือนกัน แต่เพราะอยู่คนเดียวพื้นที่จึงเล็กกว่าเล็กน้อย แต่ก็ครบครันทุกอย่างแล้ว ปัญญาชนหญิงคนอื่นๆเริ่มมองด้วยความอิจฉา แต่ก็ไม่หน้าด้านขอมาอาศัยอยู่ด้วย ส่วนบ้านของกู้เซี้ยงหนานนั้น เพราะเขาอยู่สองคนจึงมีขนาดใกล้เคียงกับบ้านของลู่เซี่ย แต่ตอนย้ายบ้านเฉิงอวี้เจี้ยวก็ก่อเรื่องอีกครั้ง ตอนนี้ขาของเธอเริ่มจะหายดีแล้ว ผ่านมานานขนาดนี้ แม้แต่กระดูกหักก็ต้องเดินได้ภายในร้อยวัน แต่เธอยังบอกว่ายังไม่หายดี เพราะมัวแต่แอบขี้เกียจไม่ทำงาน และอยู่ที่พักของปัญญาชนแทน
ทุกคนรู้นิสัยของเธอดี จึงไม่อยากสนใจอะไรมาก กู้เซี้ยงหนานยิ่งรำคาญเธอเข้าไปใหญ่ ตอนนี้แม้แต่จะพูดคุยกับเธอก็ไม่อยากพูดแล้ว จดหมายที่ส่งกลับบ้านก่อนหน้านี้ได้รับการตอบกลับแล้ว แต่ดูเหมือนตระกูลเฉิงจะไม่อยากพาเธอกลับไป ราวกับเดาได้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่ปล่อยปละละเลยเธอแน่ๆ จึงไม่บอกกล่าวอะไร แล้ว "ฝาก" เฉิงอวี้เจี้ยวไว้กับเขา
การกระทำที่ชัดเจนแบบนี้ยิ่งทำให้กู้เซี้ยงหนานรู้สึกเบื่อหน่าย ดังนั้นในใจของเขาจึงตั้งใจว่าต่อไปนี้ ท่าทีที่เขามีต่อเฉิงอวี้เจียวจะเปลี่ยนไป เขาจะปฏิบัติต่อเธอเหมือนกับปัญญาชนคนอื่นๆ ส่วนเฉิงอวี้เจียวนั้นดูเหมือนจะยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย เธอเห็นว่ากู้เซี่ยงหนานย้ายออกไปแล้ว เธอทำได้แค่กัดฟันด้วยความโกรธในใจ แล้วมองไปที่ซูม่านด้วยสายตากดข่มมากขึ้น ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
ซูม่านเห็นเธอเป็นแบบนี้ก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว ถึงกับสะท้านโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ แม้แต่ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็รู้สึกว่าสีหน้าของเฉิงอวี้เจียวดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ คาดเดาว่าเธอคงจะก่อเรื่องอีกแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอหรอก พอถึงเดือนมิถุนายนมาถีง ต้นกล้าข้าวโพดในทุ่งก็เริ่มจะงอกขึ้นมา นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องเริ่มถอนหญ้ากันอีกแล้ว ยังคงต้องถอนทีละรอบๆ จนกว่าต้นข้าวโพดจะโตขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อพวกมันแล้วถึงจะหยุดได้
ลู่เซี่ยเกลียดงานนี้ที่สุด มันทรมานเหลือเกิน อีกทั้งตอนนี้ก็เริ่มร้อนมากแล้วด้วย ตากแดดจัดๆแบบนี้ทนไม่ไหวแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีทางเลือก ไม่ทำงานก็ไม่ได้ ทุกครั้งที่เลิกงานรู้สึกเหมือนจะหมดแรง
วันนี้ หลังเลิกงาน ลู่เซี่ยเดินกลับบ้านพร้อมกับเจียงจวินโม่ แล้วก็ได้ยินปัญญาชนหลายคนนัดกันไปขึ้นเขาอีกแล้ว ลู่เซี่ยสงสัยจึงถามซุนเสิ้งหนานที่อยู่ข้างๆว่า
"ทำไมพวกเขาถึงขึ้นเขาในเวลานี้ล่ะ? บนเขายังมีผักป่าอยู่อีกหรือ?" เมื่อได้ยิน ซุนเสิ้งหนานก็ส่ายหัว "ไม่ใช่หรอก พวกเขาไม่ได้ขึ้นเขาเพื่อหาผักป่า แต่ไปปล่อยเขาต่างหาก!"
"ปล่อยเขา? ปล่อยเขาคืออะไร?" ลู่เซี่ยสงสัยเธอเคยได้ยินแต่การปล่อยวัว ไม่เคยได้ยินการปล่อยเขามาก่อน
"ปล่อยเขาเป็นคำพูดของชาวบ้าน จริงๆแล้วก็คือการขึ้นเขาไปหาโสม เพราะว่าพวกเขาไม่มีจุดหมายที่แน่นอน ต้องอาศัยดวงล้วนๆก็เลยเดินไปทั่วภูเขาแล้วก็เรียกการกระทำแบบนี้ว่าปล่อยเขาไงล่ะ"
"อ๋อ! เป็นอย่างนี้นี่เอง" ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว จากนั้นเธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "จริงด้วย! ที่นี่คือปักกิ่ง บนเขาน่าจะมีโสมสิ!"
ซุนเสิ้งหนานพยักหน้าแล้วก็ส่ายหัว "มีแน่นอน แต่หาเจอได้น้อยมากเลยนะ ต้องอาศัยดวงจริงๆนั่นแหละ ฉันลงชนบทมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครในหมู่บ้านขุดเจอเลยสักคน แต่ถ้าเอาเข้าจริงๆ โสมมีคุณค่าสูง ราคาแพง ถ้าขุดได้แค่รากเดียวก็ขายได้เงินไม่น้อยล่ะ แม้จะยากมากที่จะเจอ แต่ทุกปีในช่วงนี้ก็มีคนไม่น้อยที่ขึ้นเขาไปปล่อยเขา หวังว่าจะโชคดีแบบนั้นบ้าง พวกปัญญาชนชายก็ไปกันปีละไม่กี่วัน แต่พวกเขาไม่กล้าเข้าไปในป่าลึก ได้แต่เดินวนเวียนอยู่แถวๆนี้ คงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก แหม! ก็จะมีได้ยังไงล่ะ เพราะถ้ามีคนในหมู่บ้านก็ขุดไปหมดแล้ว" ส่วนลู่เซี่ยพอได้ยินถึงตรงนี้กลับหัวเราะ
ไม่! ที่แถวนี้ยังมีอยู่จริงๆ! แต่ไม่ได้ถูกขุดโดยชาวบ้าน! แต่เป็นฝีมือของซูม่านต่างหาก!
จบตอน
Comments
Post a Comment