countryside ep181-200

บทที่ 181: ช่วงปลอดภัย


   วันนี้เอง พอลู่เซี่ยได้ยินซุนเสิ้งหนานพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกขึ้นได้


   ในหนังสือ ตอนที่ซูม่านลงชนบท เธอขุดพบโสมบนภูเขาและมันก็มีอายุไม่น้อยเลยด้วย หลังจากนั้นเธอก็ขายมันจนได้เงินมาเต็มกระเป๋า ไม่เพียงแต่สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ให้ตัวเธอเองได้ แต่ยังกลายเป็นเงินทุนเริ่มต้นสำหรับอาชีพของเธอในอนาคตด้วย


   อืม ส่วนที่ว่ามันเกิดขึ้นในปีนี้หรือไม่ และขุดพบที่ไหนแน่ ลู่เซี่ยเองก็จำไม่ได้แล้ว พูดได้แค่ว่านี่เป็นสิ่งที่เตรียมไว้สำหรับนางเอกโดยเฉพาะ


   ดังนั้นถึงแม้ลู่เซี่ยจะนึกขึ้นได้ แต่เธอก็ไม่คิดจะไปร่วมวงและขุดมันขึ้นมาก่อน เหมือนที่ซุนเสิ้งหนานพูดเอาไว้ ว่าภูเขานี้ใหญ่มาก เธอก็ไม่รู้ว่าโสมอยู่ตรงไหน คนในหมู่บ้านเอง ช่วงหลายปีมานี้ก็ยังไม่พบเลย เธอคาดว่าถึงแม้ตัวเองจะรู้ว่ามี ก็คงไม่มีทางหาเจอง่ายๆ ได้แต่ปลอบตัวเองว่านี่คือพลังออร่าของนางเอก ช่างแข็งแกร่งจริงๆ


   หลังจากเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ลู่เซี่ยก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งอีก


   แต่หลังจากกลับไปแล้ว เธอก็ถามเจียงจวินโม่ว่า "นายสนใจเรื่องการเข้าป่าไหม?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "พวกเราไม่ใช่คนท้องถิ่น แถมยังไม่รู้จักป่าเขาดีพอด้วย การเข้าป่าแบบไม่รู้อะไรเลยคงไม่มีประโยชน์อะไรหรอก อีกอย่าง ถ้าโสมหาง่ายขนาดนั้น มันคงไม่แพงขนาดนี้หรอกใช่ไหม?"


   “ก็จริง” ลู่เซี่ยเห็นว่าเขาคิดได้กระจ่างแจ้งแล้ว เธอก็เลยไม่พูดอะไรมาก ยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับพวกเขาอยู่ดี


   ก่อนเข้านอนตอนกลางคืน เจียงจวินโม่เริ่มมานวดให้ลู่เซี่ยอีกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้เขาเห็นลู่เซี่ยดูเหมือนจะไม่มีแรงทำงาน เลยคิดว่าเธอเหนื่อย จึงนวดให้เธอทุกคืน ลู่เซี่ยรู้สึกสบายมาก และเห็นว่าเขาชอบนวด จึงปล่อยให้เขาทำไป หลังจากที่เจียงจวินโม่นวดเสร็จ ทั้งสองคนกำลังจะเข้านอน แต่เจียงจวินโม่ได้เข้ามาใกล้อีกครั้ง แต่คราวนี้ลู่เซี่ยปฏิเสธทันที


   "ของที่เอาไว้ป้องกันหมดแล้ว อดทนหน่อยนะช่วงนี้" พอเจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ชะงัก "ทำไมใช้หมดเร็วจัง?" ในความมืดนั้น ลู่เซี่ยกลอกตาใส่เขา "นายคิดว่าทำไมล่ะ?"


   เจียงจวินโม่เงียบไป สุดท้ายเขาก็กอดเธอแน่นจนรับรู้ถึงไอความร้อนจากตัวเขา "คราวหน้าวันหยุดเราไปซื้อกัน" ลู่เซี่ยไม่รู้จะพูดอะไร


   "จะไปก็ไปเองสิ ฉันอาย" เจียงจวินโม่คงนึกถึงประสบการณ์ครั้งก่อน พอได้ยินแบบนั้นเขาก็แอบลังเลเล็กน้อย แต่ก็ตกลง "ได้ ถึงเวลาฉันจะไปซื้อเอง!"


   แต่ตอนนี้คนที่เขารักอยู่ในอ้อมกอด ยังไงซะเขาก็อดใจไม่ไหวอยู่ดี


   "ที่เธอเคยบอกว่าช่วงปลอดภัยนั้นคำนวณยังไงนะ?" ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แต่ก็อธิบายให้เขาฟัง


   "ก่อนและหลังประจำเดือนเจ็ดวัน" เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินแล้วเขาก็คำนวณเงียบๆ จากนั้นก็ดีใจ "ประจำเดือนของเธอมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว จนถึงวันนี้ยังไม่ถึงเจ็ดวันเลย วันนี้ยังเป็นช่วงปลอดภัยอยู่นะ"


   ลู่เซี่ยเริ่มเข้าใจความหมายของเขาแล้ว เธอจึงพูดไม่ออกอีกครั้ง


   "ที่ถามเรื่องนี้ก็เพื่อคำนวณสินะ" แม้จะพูดไม่ออก แต่สุดท้ายก็เขาก็ได้ในสิ่งที่เขาต้องการอยู่ดี


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็หมดแรงทั้งตัว เธอแอบกลอกตาเงียบๆ


   ‘โอ้โห ร่างกายดีขึ้นจริงๆสินะ แบบนี้คงไม่ต้องพักผ่อนกันพอดี!’ ดังนั้นนี่ถือว่าเธอได้รับผลจากการกระทำของตัวเองหรือเปล่า?


   วันนั้นหลังจากได้ยินซุนเสิ้งหนานพูด ในอีกไม่กี่วันต่อมาก็มีปัญญาชนชายหลายคนขอลาไปเที่ยวภูเขา ผู้ใหญ่บ้านก็อนุญาตทั้งหมด เพราะช่วงนี้ก็มีคนในหมู่บ้านขอลาไม่น้อยเหมือนกัน ส่วนลู่เซี่ยก็ทำงานตามปกติทุกวัน ผ่านไปแบบนี้อยู่หลายวัน วันหนึ่งตอนบ่ายขณะทำงาน ได้ยินซุนเสิ้งหนานบอกว่าเห็นซูม่านรีบร้อนเดินขึ้นเขาตอนเที่ยง ไม่รู้ว่าไปทำอะไร


   ตอนนี้ซูม่านเริ่มตัดหญ้าหมูอีกแล้ว อีกทั้งเธอก็ย้ายออกจากที่พักของปัญญาชนแล้วด้วย ดังนั้นการติดต่อกับพวกเขาก็น้อยลงมาก ตอนที่ลู่เซี่ยได้ยินเธอพูดถึงเรื่องนี้ก็พูดลอยๆว่า "คงอยากตัดหญ้าหมูช่วงบ่ายให้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปยุ่งกับเรื่องอื่นมั้ง"


   ท้ายที่สุดแล้วจากการสังเกตของเธอ ซูม่านดูเหมือนจะไปที่เมืองเล็กๆบ่อยๆ


   เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ซุนเสิ้งหนานก็พยักหน้า "ก็เป็นไปได้"


   แล้วก็ไม่คิดถึงเรื่องของซูม่านอีก



บทที่ 182: ถูกงูกัด



   เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เดิมลู่เซี่ยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่หลังจากที่เธอเลิกงาน พวกเขาก็เห็นซูม่านที่หน้าประตูบ้าน เธอดูเหมือนเพิ่งกลับมาจากข้างนอกและดูท่าทางว่าจะมีความสุขมาก รู้สึกเหมือนมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับเธอ หรือว่านี่อาจเป็นเพราะเธอขุดโสมได้แล้วหรือเปล่า?


   ลู่เซี่ยไม่ได้ถามอะไรมากนัก แต่ซุนเสิ้งหนานที่อยู่ข้างๆได้ถาม แต่ซูม่านก็บอกแค่ว่าวางแผนจะไปในตัวอำเภอวันพรุ่งนี้ ไม่ได้พูดอะไรอื่นอีก


   ส่วนลู่เซี่ยก็ไม่ได้สืบเสาะอะไรต่อ คิดว่าเรื่องโสมคงจบไปแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ผู้คนต่างก็พูดกันว่าการขุดโสมนั้นยากมาก ไม่คิดว่าวันรุ่งขึ้นหลังเลิกงาน เธอจะได้ยินว่ามีคนในหมู่บ้านขุดโสมได้ ทำให้ตอนนี้ทุกคนต่างเริ่มสนใจเรื่องโสมกันหมด


   เพราะทุกคนรู้ว่าโสมนั้นหายากมาก ไม่คิดว่าจะมีคนขุดได้จริงๆ คิดแล้วก็น่าอิจฉาสุดๆ!


   ลู่เซี่ยก็อิจฉาเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใครจะโชคดีขนาดนั้น


   แต่เธอก็เปลี่ยนความคิดทันที เพราะเมื่อเธอได้ยินว่ามีคนขุดโสมได้นั้น แต่พอขุดโสมขึ้นมาก็ถูกงูกัดทันที


   งูนั้นเป็นงูพิษ ซ่อนตัวอยู่ใต้ใบไม้บนพื้น แถมยังเคลื่อนไหวเร็วมาก คนๆนั้นไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกกัดเสียแล้วโชคดีที่ชาวบ้านที่กล้าขึ้นเขาล้วนมีความสามารถบ้าง หลังจากถูกงูกัด เขารีบฆ่างูพิษตัวนั้นทันที แล้วรีบบีบเลือดพิษออกจากบริเวณที่ถูกกัดอย่างแรง จากนั้นก็ใช้ผ้าพันขาที่ถูกกัดเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษ สุดท้ายก็ยังหาสมุนไพรแก้พิษงูในบริเวณใกล้เคียงมาประคบแก้พิษอย่างเร่งรีบ


   หลังจากนั้นเขาจึงค่อยๆเดินลงเขาอย่างทุลักทุเล แต่ถึงแม้จะเตรียมการมามากมายขนาดนี้ ก็ยังไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของพิษได้ จนสุดท้ายคนๆนี้ พอลงจากเขาก็หมดสติไปทันที โชคดีที่ชาวบ้านพบเขาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงแจ้งครอบครัวของเขา และรีบพาส่งโรงพยาบาล


   เมื่อถึงโรงพยาบาลจึงได้ทราบจากปากหมอว่า งูพิษที่กัดเขานั้นมีพิษร้ายแรงมาก หากเขาไม่ได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเหล่านั้น คงไม่ทันได้มาถึงโรงพยาบาลแต่คงไปเฝ้ายมบาลก่อน


   เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างรู้สึกหวาดหวั่นในใจ พวกเขาคิดในใจว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำได้ดีขนาดนั้นไหม?แต่ไม่นานทุกคนก็พากันส่ายหน้าเงียบๆ คงทำไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาไม่มีประสบการณ์แบบนั้น ใครจะมีการเตรียมพร้อมมากขนาดนั้นเล่า?


   และถึงแม้จะเตรียมพร้อมมาดีขนาดนี้ ก็ยังไม่พออยู่ดี คนผู้นั้นหลังจากได้รับการรักษา และได้ยาแก้พิษแล้ว ก็ยังต้องนอนโรงพยาบาลอีกหลายวัน สุดท้ายแม้จะออกจากโรงพยาบาลได้ ก็มีอาการแทรกซ้อนเนื่องจากพิษแพร่กระจายลึกเกินไปอยู่ดี


   หลังออกจากโรงพยาบาล แม้เขาจะหายดีแล้ว แต่ร่างกายก็ยังมีอาการชาและเวียนหัวตาลายเป็นครั้งคราว แม้กระทั่งโสมที่เขาขุดขึ้นมาได้ก็ต้องขายเพื่อนำเงินมารักษาโรค แม้จะขายได้ไม่น้อย แต่ก็ใช้ไปไม่น้อยเช่นกัน อาการที่หลงเหลืออยู่ก็จะติดตัวไปตลอดชีวิต ไม่รู้ว่าคุ้มค่าหรือไม่


   สรุปแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ถือเป็นการสาดน้ำเย็นใส่พวกปัญญาชนไปโดยปริยาย คราวนี้ทุกคนไม่กล้าคิดจะขึ้นเขาไปหาเงินกันอีกแล้ว แล้วก็เริ่มหันมาทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ส่วนลู่เซี่ยนั้นก็เพิ่มความระมัดระวังในการขึ้นเขาในอนาคต เพราะดูเหมือนว่าแม้แต่การเก็บผักป่าบนเขาในอนาคต เธอก็ต้องระวังเป็นพิเศษแล้ว


   เจียงจวินโม่ยิ่งรู้สึกกลัวไม่หาย ถึงขนาดพูดออกมาว่าต่อไปนี้จะไม่ขึ้นเขาอีกแล้ว


   แต่ลู่เซี่ยรีบเอ่ยปากปฏิเสธทันที "เราไม่สามารถเลิกกินข้าวเพราะสำลักได้หรอกนะ แค่ต่อไปพวกเราต้องระวังหน่อย ไม่เข้าไปในป่าลึกเกินไป และไม่ห่างจากคนมากเกินไป เท่านั้นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร"


   เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็รู้ว่าเธอตัดสินใจแล้ว และเขาเองก็ไม่สามารถทำให้เธอเปลี่ยนใจได้ ได้แต่คิดว่าต่อไปจะศึกษาว่าสมุนไพรแก้พิษงูในหมู่บ้านคืออะไร แล้วค่อยเตรียมติดตัวไว้บ้าง


   ไม่นานก็ใกล้ถึงช่วงฤดูร้อนแล้ว ยุงในหมู่บ้านก็เพิ่มขึ้นมาก ปีที่แล้วตอนลู่เซี่ยมา เธอดันลืมซื้อมุ้งกันยุงจนโดนกัดทนแทบไม่ไหว ปีนี้โชคดีหน่อยที่เจียงจวินโม่มีมุ้ง และก็ใหญ่พอสำหรับพวกเขาสองคนด้วย ตอนกลางคืนกางมุ้งก็ดีขึ้นมาก แต่พวกยุงในชนบทก็ยังมีไม่น้อยอยู่ดี นอกจากยุงยังมีพวกแมลงวันอีก พวกมันมักจะมาส่งเสียงหึ่งๆในบ้านจนน่ารำคาญ โดยเฉพาะหลังจากที่ทั้งสองดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนช่วงนั้นจะยิ่งดึงดูดยุงเป็นพิเศษ


   ดังนั้นพวกเขาจึงไปขุดสะระแหน่บางส่วนจากบริเวณใกล้เคียงมาปลูกเอาไว้รอบๆบ้าน โดยคิดว่าน่าจะช่วยไล่ยุงได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่า สะระแหน่จึงเติบโตได้ดี ดูเหมือนว่ายุงและแมลงวันในบ้านจะลดลงตามไปด้วย เมื่อลู่เซี่ยออกไปทำงาน เธอยังนำสะระแหน่มาแช่ในน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วจัดการแช่ใส่กระติกน้ำไปด้วย พอดื่มแล้วรู้สึกเย็นสดชื่นมาก


   นับว่าได้ประโยชน์หลายอย่างในคราวเดียว



บทที่ 183: ข่าวลือของซูม่าน



   ส่วนซูม่านที่อยู่บ้านติดกัน บังเอิญเห็นลู่เซี่ยปลูกสะระแหน่ เมื่อเธอถามถึงเหตุผล เธอก็เก็บมาปลูกไม่น้อยเช่นกัน แต่ซูม่านปลูกลงในแปลงผักโดยตรง แม้ว่าลานเล็กๆของเธอจะมีพื้นที่สำหรับปลูกผักตั้งแต่สร้างบ้านแล้ว แต่เธอก็ปลูกผักน้อยมาก คงเพราะผักก็ไม่ค่อยงอกงามดีนัก ดูบางตาไปหน่อย ตอนนี้ปลูกสะระแหน่และดอกไม้ป่าที่เธอไปหามาจากไหนก็ไม่รู้ รู้สึกเหมือนหน้าบ้านจะกลายเป็นสวนดอกไม้ไปแล้ว


   แต่นั่นก็เป็นเรื่องของเธอเอง ตอนนี้ซูม่านติดต่อกับที่พักของปัญญาชนน้อยลงเรื่อยๆ แม้ว่าลู่เซี่ยจะอยู่ติดบ้านเธอ แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยได้เห็นเธอบ่อยๆ เลยไม่รู้ว่าเธอยุ่งอะไรอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นอย่างที่เขียนไว้ในหนังสือก็ได้ ที่ว่าเธอกำลังวุ่นวายอยู่กับตลาดมืดในเมืองเล็กๆ และในตัวอำเภอ อาจจะซื้อขายของ หรือหาเงินอยู่ละมั้ง


   ลู่เซี่ยก็ไม่ได้สืบค้นอะไรจริงจัง ต่างคนต่างอยู่ไปก็แล้วกัน


   แต่ไม่นานซูม่านก็มีเรื่อง จริงๆก็ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมาย เพียงแค่ในหมู่บ้านนั้น อยู่ๆก็มีข่าวลือเกี่ยวกับเธอแพร่สะพัดขึ้นมา ว่าเธอมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่บ้างก็เห็นว่าเธอปัญญาชนที่มีฐานะดีก็คิดจะไต่เต้าบ้าง บางคนก็บอกว่าเธอเป็นแค่ลูกที่มาจากครอบครัวธรรมดา พ่อของเธอก็เป็นแค่คนงานทั่วไป หาเงินได้ไม่มาก ไม่รู้ว่าเธอมีเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหน ถึงได้อยู่ดีกินดีขนาดนี้...


   ผู้หญิงสาวสวยคนหนึ่งจะมีเงินมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร มันทำให้คนเดาไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย


   ยิ่งไปกว่านั้น ซูม่านในช่วงที่เธอลงชนบทแล้ว ก็ให้ความรู้สึกกับทุกคนว่าเธอเป็นคุณหนูร่ำรวย ดูมีบุคลิกภาพดีกว่าเฉิงอวี้เจี้ยวเสียอีก ตอนนี้พอได้ยินว่าเธอเป็นเพียงลูกของครอบครัวธรรมดา ทุกคนต่างรู้สึกสงสัยและผิดหวังเล็กน้อย


   นอกจากนี้ ปัญญาชนทั้งหลายต่างก็รู้ว่าซูม่านและกู้เซี่ยงหนานสนิทสนมกันขนาดไหน ชาวบ้านก็พอจะสังเกตเห็นได้บ้าง เพราะตอนเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลินั้น กู้เซี้ยงหนานมักจะไปช่วยเธอเสมอ ทั้งสองคนยังไปที่เมืองเล็กๆด้วยกันบ่อยๆ ดังนั้นถ้าซูม่านจะมีคู่หมั้นจริงๆ เรื่องระหว่างเธอกับกู้เซี้ยงหนานก็คงจะอธิบายได้ยาก...


   ส่วนลู่เซี่ยนั้น เมื่อเธอได้ยินข่าวลือนี้ก็ รู้ว่าน่าจะเป็นฝีมือของเฉิงอวี้เจี้ยวที่กลับมาก่อเรื่องอีกแล้ว ไม่รู้ว่าเธอรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เพราะซูม่านเป็นนางเอกของเรื่องนี้ นอกจากออร่าของนางเอกแล้ว ตัวเธอเองก็มีความสามารถตั้งมากมาย เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ เธอคงจะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว


   แต่เรื่องนี้ ลู่เซี่ยกลับเดาผิด


   เพราะเมื่อเร็วๆนี้เอง ซูม่านขุดโสมได้ และเมื่อไปที่อำเภอก็บังเอิญพบคนที่ต้องการโสมด่วน จึงขายไปโดยที่ได้เงินไม่น้อยและยังได้รับน้ำใจจากคนผู้นั้นอีกด้วย เธอดูจะอารมณ์ดีมาก ประกอบกับช่วงนี้เธอได้คุ้นเคยกับเมืองเล็กๆและตลาดมืดในเขตอำเภอแล้ว ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้รับผิดชอบ ดังนั้นเธอจึงวางใจที่จะนำสัตว์ป่าที่เก็บเกี่ยวได้จากภูเขามาขายที่นั่น


   และตอนนี้ เธอก็อาศัยอยู่ในบ้านแค่คนเดียว จึงไม่ต้องระมัดระวังอะไรมากนัก ความจริงแล้วเธอเองก็มีผลผลิตเกือบทุกสองวัน บางครั้งเป็นสัตว์เล็กอย่างไก่ป่าหรือกระต่ายป่า บางครั้งก็เป็นสัตว์ใหญ่อย่างเก้งหรือหมูป่า โดยที่ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่พักของปัญญาชน เนื่องจากเธอไม่สะดวก เธอจึงต้องละทิ้งสัตว์ส่วนใหญ่ไป


   แต่ว่าตอนนี้เธออยู่คนเดียวแล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องไร้สาระอีกต่อไป นอกจากเธอจะสามารถเก็บไว้กินเองได้ ที่เหลือก็เตรียมนำไปขายที่ตลาดมืด แน่นอนว่าเธอไม่ได้แค่ขายเพื่อเงินเท่านั้น บางครั้งเธอก็แลกเปลี่ยนเป็นของโบราณ เพราะเธอเคยเป็นลูกคนรวย จึงมีความรู้เกี่ยวกับของเก่าอยู่บ้าง ดังนั้นเธอจึงซื้อของโบราณที่ในอนาคตจะมีมูลค่าสูง และซื้อมันมาในราคาถูกซะด้วย


   เนื่องจากเธอไม่ค่อยอยู่ในหมู่บ้าน แม้ว่าข่าวลือจะแพร่กระจายมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เธอก็ไม่รู้เรื่อง


   แน่นอนว่าสาเหตุหลักคือหลังจากที่เธอย้ายออกไป เธอก็ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับที่พักของปัญญาชนมากนัก และไม่มีใครมาบอกเรื่องนี้กับเธอตรงๆ เพราะทุกคนคิดว่าเธอคงรู้เรื่องแล้ว


   ส่วนทางด้านกู้เซี้ยงหนาน เขาเป็นผู้ชาย แน่นอนว่าคงไม่สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว และไม่มีใครจงใจพูดเรื่องนี้กับเขา อีกทั้งช่วงนี้เฉิงอวี้เจียวก็เริ่มมาติดเขาอีกแล้ว และเพื่อหลบเลี่ยงเธอ เขาจึงไม่ออกจากบ้านนอกจากไปทำงาน ที่บ้านมีหลี่อี้อยู่ เฉิงอวี้เจี้ยวเลยไม่กล้ามาที่บ้าน ดังนั้นเขาจึงไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน



บทที่ 184: แจ้งความ



   จนกระทั่งข่าวลือในหมู่บ้านแย่ลงเรื่อยๆ และเพราะซูม่านไม่ได้ออกมาอธิบายอะไร ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ข่าวนั้นค่อยๆแพร่กระจายไปเรื่อยๆจนเกินจริง มีข่าวลือว่าเธอยั่วยวนผู้ชายหลายคนพร้อมกัน และเป็นผู้หญิงที่นอนกับใครก็ได้


   ลู่เซี่ยรู้สึกสงสัยเช่นกันว่าทำไมซูม่านถึงยังไม่จัดการอะไรซักที หรือเป็นเพราะว่าเธอไม่สนใจชื่อเสียงของตัวเองเลย? และในตอนเที่ยงของวันนี้ หลังเลิกงานแล้ว ขณะที่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่กำลังเดินกลับบ้าน จู่ๆก็ได้ยินว่าเกิดเหตุการณ์อะไรบางอย่างขึ้นในหมู่บ้าน มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังรีบวิ่งไปที่สำนักงานหมู่บ้าน


   เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เซี่ยจึงรีบลากเจียงจวินโม่ไปดูเหตุการณ์ด้วย ผลปรากฏว่าเมื่อไปถึงก็พบว่าคนจากที่พักของปัญญาชนทั้งหลายก็อยู่ที่นั่นด้วย และตัวเอกของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือซูม่านอีกแล้ว!


   ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ นี่ซูม่านเริ่มจัดการเรื่องข่าวลือแล้วหรือ?


   แต่เธอก็พบว่าตัวเองคิดง่ายเกินไป เพราะเธอยังเห็นตำรวจอีกด้วย


   ใช่แล้ว ข้างๆซูม่านมีตำรวจสวมหมวกทรงสูงสองคน! ในขณะนี้ลู่เซี่ยก็ได้รู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากเสียงสนทนาของทุกคน ที่แท้เมื่อเร็วๆนี้ ซูม่านนั้นแม้จะไม่ค่อยอยู่ในหมู่บ้าน แต่เธอก็ยังต้องไปทำงาน เธอตัดหญ้าให้หมูกินล่วงหน้าทุกวันก่อนจะออกไป


   และวันนี้ซูม่านก็เจอชายโสดแก่คนหนึ่งในหมู่บ้านตอนที่กำลังตัดหญ้าให้หมู


   ชายโสดแก่คนนั้นชื่อเฉินเหล่าสือ จริงๆแล้วเขาก็ไม่ได้แก่ แค่อายุสามสิบกว่า แต่เพราะที่บ้านมีเขาคนเดียว และตัวเขาเองก็ไม่มีความสามารถอะไรพิเศษ จึงยังไม่ได้แต่งงานจนถึงตอนนี้ แต่เขาก็กินคนเดียว อิ่มทั้งครอบครัว แน่นอนว่าเพราะเขาค่อนข้างขี้เกียจ คะแนนงานจึงไม่ได้มากนัก การจะกินให้อิ่มก็ยาก แต่ชีวิตของเขาก็ผ่านไปได้อย่างสบายๆ


   ลู่เซี่ยไม่รู้จักคนนี้ ดังนั้นเขาคงไม่มีตัวตนอะไรมากนัก แต่ได้ยินคนในหมู่บ้านพูดว่าคนๆนี้เหมือนกับชื่อของเขานั่นแหละ ปกติก็ค่อนข้างซื่อๆ


   แต่คนซื่อๆแบบนี้ วันนี้กลับมาขวางทางซูม่านเข้าซะงั้น และยังพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเหมือนจะสงเคราะห์ว่า "แม้ว่าชื่อเสียงของเธอจะไม่ค่อยดี แต่ฉันก็ไม่รังเกียจเธอหรอกนะ ฉันเต็มใจจะแต่งงานกับเธอ แค่เธอแต่งงานกับฉันแล้วอยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่ไปยั่วใครก็พอ แล้วก็ให้กำเนิดลูกกับฉันสักคน พวกเราจะได้ใช้ชีวิตดีๆด้วยกัน"


   พอซูม่านได้ยินก็งงไปเลย เธอคิดว่าคนนี้กำลังลวนลามเธอ จึงโกรธทันที หยิบก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างใส่ตัวเขาไป ส่วนเฉินเหล่าฉือคิดว่าตัวเองมีท่าทีดีแล้ว เขาจึงไม่คิดว่าจะถูกทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล เขาทนไม่ได้กับเรื่องนี้จึงวิ่งเข้าไปหาเธอทันที ตั้งใจจะตอบโต้ คิดว่าจะทำให้เธอยอมแพ้ และให้เธอรู้ถึงความร้ายกาจของตัวเอง


   แม้ว่าเฉินเหล่าสือจะเป็นผู้ชาย แต่เพราะเขากินไม่อิ่มมานานหลายปี แรงก็ไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่ซูม่านยังไงก็เป็นผู้หญิง เธออาจไม่ได้เปรียบเรื่องแรงเหมือนกัน แต่ทั้งสองคนมาเจอกันก็นับว่าสูสี


   แต่ซูม่านสามารถลงมือทำร้ายอีกฝ่ายได้ เธอเห็นว่าตัวเองต่อสู้ไม่ไหว จึงฉวยโอกาสตอนที่เฉินลาวสือไม่ทันระวัง คว้าก้อนหินจากพื้นขึ้นมา แล้วใช้หินนั้นฟาดเข้าไปที่ขมับของเขาอย่างแรง เลยทำให้เฉินเหล่าสือสลบไปทันที


   หลังจากนั้น ซูม่านก็ยิ่งคิดยิ่งโกรธ และยิ่งคิดยิ่งกลัว เธอรีบใช้หญ้าแห้งมัดเฉินเหล่าสืออไว้ แล้วรีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในเมืองเล็กๆ เมื่อตำรวจมาถึง ชาวบ้านก็พบเฉินเหล่าสือเข้าแล้ว และได้แก้เชือกที่มัดเขาออก ตัวเขาก็ฟื้นขึ้นมา และดูเหมือนว่าก้อนหินนั้นไม่ได้ทำให้ศีรษะของเขาเสียหาย


   แต่แต่สิ่งที่ไม่หายไปก็คือความโกรธของเขา จึงให้คนพาเขาไปที่สำนักงานของหมู่บ้านเพื่อหาคนตัดสินความ ผลก็คือพอผู้ใหญ่บ้านเพิ่งจะถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซูม่านก็พาตำรวจมาถึงพอดี พอพวกเขาเห็นตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านก็แทบจะขาอ่อนเพราะความกลัว


   ต้องรู้ว่าสมัยนี้ ในชนบทถ้าไม่ใช่เรื่องฆ่าคนหรือวางเพลิง ก็แทบจะไม่มีใครแจ้งตำรวจเลย


   อีกทั้งการที่หมู่บ้านเกิดเรื่องแบบนี้และมีการแจ้งตำรวจนั้น ก็จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของหมู่บ้านด้วย อย่างน้อยที่สุด ต่อไปถ้ารัฐบาลท้องถิ่นจะเลือกหน่วยไหนที่มีการผลิตดีเด่นซึ่งเลือกมาจากหมู่บ้านต่างๆ หมู่บ้านต้าอิ่งของพวกเขาก็คงไม่มีโอกาสแล้ว


   เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้ใหญ่บ้านก็มองซูม่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง แต่ตอนนี้เขาต้องตั้งสติให้ดีเพื่อรับมือกับตำรวจก่อน



บทที่ 185: เรียกตัวเฉิงอวี้เจียวออกมา



   ทางฝั่งนั้น ผู้ใหญ่บ้านก็ได้เริ่มอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ตำรวจฟังแล้ว ส่วนซูม่านก็เพิ่งรู้จากคำบรรยายของผู้ใหญ่บ้านว่าชื่อเสียงของตัวเองในหมู่บ้าน กลายเป็นคนแย่ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!


   ผู้ใหญ่บ้านย่อมต้องเข้าข้างชาวบ้านอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเน้นย้ำในตอนท้ายว่าเป็นเพราะซูม่านมีชื่อเสียงไม่ดี เฉินเหล่าฉือถึงได้คิดแบบนั้น แต่ก็เป็นซูม่านที่ลงมือก่อนอยู่ดี ส่วนทางนี้ซูม่านพอได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว สีหน้าของเธอก็ไม่ดีเลย แต่ก็ยังยืนยันว่า


   "เขาเป็นคนลวนลามฉันก่อน อยู่ดีๆก็มาพูดแบบนั้นกับฉัน ฉันจะต่อต้านเขา หรือทำอะไรก็ไม่ได้เลยหรือ?" พอผู้ใหญ่บ้านได้ยินคำพูดนี้แล้ว เขาก็ทำหน้าเย็นชาใส่ซูม่าน ในยุคนี้การลวนลามถือเป็นความผิดร้ายแรง แต่เขาก็ไม่คิดว่าซูม่านจะโหดร้ายขนาดนี้!


   ชาวบ้านก็รู้สึกว่าเธอพูดรุนแรงเกินไป จึงมีบางคนพึมพำว่า "ก็ไม่ดูชื่อเสียงตัวเองหน่อยเล่า แค่ชื่อเสียงตัวเองเสียๆหายๆ มีคนยอมแต่งงานด้วยก็ดีแล้ว" แม้ว่าเสียงนั้นจะไม่ดัง แต่คนที่ได้ยินก็ได้ยินกันหมด


   เมื่อได้ยินสาเหตุนี้ ซูม่านก็หน้าเปลี่ยนสี สุดท้ายเธอก็หัวเราะเยาะแล้วมองไปที่ตำรวจ


   "คุณตำรวจคะ ฉันจะแจ้งความ มีคนในหมู่บ้านใส่ร้ายฉันโดยเจตนา แพร่ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ฉันจะฟ้องพวกเขาข้อหาหมิ่นประมาท!" พอพูดจบ บรรยากาศโดยรอบนั้นก็เงียบไปชั่วขณะแล้วก็พากันลุก "ฮือ" ขึ้นมาทันที จนเกิดความวุ่นวาย


   "พระเจ้า ฉันจะไม่ถูกจับใช่ไหม ฉันแค่พูดไปสองประโยคเอง"


   "ใช่แล้ว ยุคนี้... พูดอะไรก็ไม่ได้แล้วหรือ?"


   "ปัญญาชนคนนี้น่ากลัวจริงๆ พูดแค่ไม่กี่คำก็จะจับคนเข้าคุกแล้ว!"


   "ใช่ แล้วก็ไม่ใช่ฉันเป็นคนพูดก่อนนะ"


   "ใช่ พวกเราก็แค่ได้ยินมาจากปัญญาชนที่แต่งเข้าตระกูลเฉินไม่ใช่หรือ!"


   "ใช่ๆๆ เมียของเฉินเอ้อร์เป็นคนพูด ถ้าจะจับก็จับเธอสิ อย่าจับพวกเรา!"


   "ใช่ เมียเขาเป็นคนบ้านเดียวกับคุณ เราถึงได้เชื่อเรื่องที่เธอพูด"


   "ใช่ๆ!" เมื่อได้ยินคำพูดของทุกคน จวงหงเหมยที่เดิมทีกำลังดูเหตุการณ์อยู่ในฝูงชนก็ตกใจและร้อนใจขึ้นมาทันที


   เธอเห็นทุกคนบอกให้ตำรวจจับเธอ เธอรีบอธิบายอย่างร้อนรน "ฉันไม่ได้พูดผิดนะ มันเป็นความจริงทั้งหมด ที่ฉันพูดเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น! คุณก็มีคู่หมั้นอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? แล้วครอบครัวคุณก็เป็นแค่คนงานธรรมดาเหมือนพวกเรา แต่ตัวคุณเองกลับใช้ชีวิตเหมือนลูกสาวนายทุน แล้วนั่นมันเกี่ยวอะไรกับฉัน?"


   ส่วนซูม่านเมื่อได้ยินคำพูดของชาวบ้านและคำพูดของจวงหงเหมย ก็หันไปมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยทันที


   ท่าทางแบบนั้นทำให้จวงหงเหมยสะท้านโดยไม่รู้ตัว แต่ก็ยังกัดฟันยืนกราน


   "มองอะไร ที่ฉันพูดเป็นความจริงทั้งหมด ทุกคนถูกเธอหลอกหมดแล้ว!" แม้จะเป็นแบบนั้นแต่ซูม่านไม่สนใจเธอ กลับหันไปพูดกับตำรวจสองนายโดยตรง


   "สหายทั้งสอง พวกคุณก็เห็นแล้วใช่ไหม? ข่าวลือนี้เธอเป็นคนแพร่ ข่าวลือพวกนี้สร้างความเสียหายให้ฉันแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจะฟ้องเธอ ขอความกรุณาช่วยจับตัวเธอให้ฉันด้วยนะคะ" ส่วนจวงหงเหมยพอได้ยินถึงตรงนี้เธอก็เริ่มกลัวขึ้นมา เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์อยู่ ตอนนี้ท้องก็โตไม่น้อยแล้ว ดูท่าใกล้จะคลอดแล้ว มีหรือจะยอมให้ถูกจับ!


   ดังนั้นจึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น "จะจับฉันทำไม เรื่องนี้ไม่ใช่ฉันอยากพูดก็พูดออกมาเอง เฉิงอวี้เจียวให้ฉันเผยแพร่ ใครใช้ให้เธอไปแย่งผู้ชายกับเขาล่ะ!"


   เฉิงอวี้เจียวที่กำลังดูเหตุการณ์อยู่กับพวกปัญญาชน ตอนนี้หน้าเหวอไปแล้ว เธอไม่คิดว่าจวงหงเหมยจะไร้ยางอายขนาดนี้ รับเงินของเธอไปตั้งมากมายแท้ๆ แต่กลับทรยศเธอได้ง่ายดายแบบนี้ แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะเธอเห็นสายตาเย็นชาและโกรธแค้นที่เซี่ยงหนานมองมาที่เธอแล้ว


   ดังนั้นเธอจึงก้าวออกมาเอง กำลังจะหาข้ออ้างพูดอะไรสักอย่าง แต่เธอก็เห็นซูม่านเดินตรงมา


   "เพียะ" ตบหน้าเธอไปหนึ่งที...



บทที่ 186: ตีกันวุ่นวาย



   ความเจ็บปวดแล่นผ่านใบหน้า หูอื้ออึงราวกับมีเสียงหึ่งๆ เฉิงอี้เจี้ยวแทบไม่อยากเชื่อว่าเกิดอะไรขึ้น


   เมื่อรู้ตัวว่าถูกตบ เธอเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ แต่แล้วก็โดนตบอีกฝ่ามือหนึ่งเข้าที่แก้มอีกข้าง


   พร้อมกับเสียงของซูม่านที่ดังขึ้น


   "ฉันอดทนกับเธอมานานแล้ว ถ้าไม่สั่งสอนเธอสักหน่อย เธอคงคิดว่าฉันกลัวเธอสินะ! หึ! ก่อนหน้านี้ฉันยังคิดไม่ออก แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ฉันตัดสินใจจะอยู่กับกู้เซี่ยงหนาน ส่วนเธอ เธอจะเป็นแค่คนนอกตลอดไป!" เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉิงอวี้เจียวก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เธอไม่สนใจความเจ็บปวดบนใบหน้า และพุ่งเข้าใส่ซูม่านหมายจะตบหน้า แต่ซูม่านตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการคว้าแขนเธอไว้


   แต่เฉิงอี้เจี้ยวใช้แรงทั้งหมดที่มี ผลักซูม่านล้มลงแล้วเริ่มกระชากผมเธออย่างแรก ซูม่านเองก็ไม่ยอมแพ้ เตะท้องเฉิงอวี้เจียวอย่างแรงจนกระเด็นออกไป แล้วทั้งสองก็ตีกันวุ่นวาย


   เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก กว่าทุกคนจะรู้ตัว ทั้งสองก็ตีกันจนบอบช้ำไปหมดแล้ว! ซุนเสิ้งหนานเห็นเข้าจึงรีบให้พวกปัญญาชนเข้าไปแยกทั้งสองคนออกจากกัน กู้เซี่ยงหนานรีบวิ่งเข้าไปปกป้องซูม่านเป็นคนแรก ส่วนลู่เซี่ยในฐานะปัญญาชน ก็ตั้งใจจะเข้าไปช่วยด้วยเหมือนกัน แต่เพราะตอนนี้มีคนล้อมรอบมากเกินไป และทุกคนเพิ่งเลิกงาน ตัวเหม็นกลิ่นเหงื่อ อีกทั้งยังตากแดดมาทั้งเช้า ทำให้พวกเขารู้สึกเวียนหัวด้วย


   จู่ๆเธอก็รู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน ดังนั้นลู่เซี่ยจึงไม่ได้เข้าไปใกล้ แต่สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหวจริงๆ จึงหันไปคว้าเจียงจวินโม่เดินออกจากฝูงชนเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ พอเขาเห็นลู่เซี่ยเป็นแบบนี้กะทันหันก็รู้สึกกังวลใจ "ถ้าอย่างนั้นเรากลับกันก่อนดีไหม ไปที่สถานีอนามัยดูหน่อย"


   ลู่เซี่ยส่ายหัวทันที "ไม่เป็นไรหรอก พอได้หายใจเต็มที่ก็เริ่มดีขึ้นมากแล้ว ฉันอาจจะเป็นลมแดดนิดหน่อย นอนพักตอนเที่ยงก็หายแล้ว" พวกเขาพูดพลางมองดูเหตุการณ์ในฝูงชน


   เจียงจวินโม่เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังสนใจเรื่องนี้ สุดท้ายจึงจำใจต้องยอม ส่วนในฝูงชนตอนนี้ ซูม่านและเฉิงอวี้เจียวถูกแยกออกจากกันแล้ว ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านก็พูดกับตำรวจด้วยสีหน้าเย็นชาว่า


   "เรื่องนี้เกิดจากพวกของปัญญาชน ไม่เกี่ยวกับชาวบ้านในหมู่บ้าน และเฉินเหล่าฉือก็ได้ยินข่าวลือในหมู่บ้าน แล้วเชื่อในสิ่งที่ได้ยินมา จึงไปพูดกับปัญญาชนซูแบบนั้น แม้ว่าตอนนี้การคบกันควรมีแม่สื่อแนะนำ แต่เขาไม่มีพ่อแม่ จึงต้องตัดสินใจเอง เลยทำให้ปัญญาชนซูเข้าใจผิด


   แต่ปัญญาชนซูก็เช่นกัน ถ้าเธอไม่เห็นด้วยก็ปฏิเสธไปเลยสิ ทำไมต้องทำร้ายคนด้วย? ทำร้ายแล้วยังมัดเขาไว้อีก! ถ้าไม่ได้ชาวบ้านมาพบเข้า ตอนนี้เขาคงไม่รอดแล้ว" ขณะนั้นชาวบ้านก็พากันพยักหน้าเห็นด้วย


   "ใช่ๆ ปัญญาชนซูโหดเกินไปแล้ว!"


   "น่ากลัวมาก ถึงกับใช้หินทุบคนเลยเหรอ ตอนนี้เฉินเหล่าสือยังมีรอยบวมที่หัวอยู่เลย แถมยังมีเลือดออกด้วย น่ากลัวจริงๆเลย!"


   "โธ่ เธอก็ไม่ควรทุบหัวเขานะ แบบนี้อาจทำให้คนตายได้ง่ายๆเลย!"


   "ใช่ เฉินเหล่าสือก็เป็นแค่คนซื่อๆคนนึง ไม่เหมือนคนที่จะลวนลามใครหรอกนะ..." พอซูม่านได้ยินคำพูดของชาวบ้าน สีหน้าของเธอก็เย็นชาลงอีก แต่เธอก็รู้ว่าวันนี้ตัวเองโมโหเกินไป และไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนไปแจ้งตำรวจ แถมยังไม่มีพยานด้วย ชาวบ้านก็ต้องเข้าข้างคนในหมู่บ้านด้วยกันอยู่แล้ว


   ตอนนี้เฉินเหล่าสือก็กุมหัวที่ถูกทำร้าย แล้วพูดอย่างขลาดกลัวว่า "ผมไม่ได้คิดอะไรแบบนี้มาก่อน เป็นเมียหลานชายผมที่มาบอกว่าปัญญาชนซู ในตอนนี้มีชื่อเสียงไม่ดี ถ้าผมอยากมีเมียก็ลองดู ผมเลยคิดจะถามเธอดู ที่ไหนได้ ปัญญาชนซูดันไม่เห็นด้วย แถมยังพุ่งมาทำร้ายผมเลย!"



บทที่ 187: ผลสุดท้าย



   ภรรยาของหลานชายเฉินเหล่าสือ?


   เฉินเหล่าสือไม่มีญาติในหมู่บ้านแล้ว มีแค่ญาติห่างๆคนเดียว ซึ่งนั่นก็คือตระกูลเฉิน แล้วภรรยาของหลานชายเขาก็คือภรรยาของเฉินเอ้อร์ อย่างปัญญาชนจวงใช่ไหมล่ะ? หรือว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของปัญญาชนจวงอีกแล้วหรือ?


   นี่มันอะไรกัน ทำไมเรื่องอะไรก็มีเธอเกี่ยวข้องด้วยหมดเลย? เฉินเอ้อร์แต่งงานกับผู้หญิงแบบไหนกันเนี่ย!


   แม้ว่าเฉินเอ้อร์จะไม่ค่อยดีนัก แต่ปัญญาชนจวงคนนี้ก็ทำอะไรเกินเลยไปมาก ท้องอยู่แท้ๆยังจะมาก่อเรื่องมากมาย พอเป็นแบบนี้ทุกคนรู้สึกเสียดายแทนเฉินเอ้อร์


   ส่วนจวงหงเหมยได้ยินว่าเรื่องมาถึงเธออีกแล้ว เธอก็รู้สึกกังวลใจ ในใจด่าเฉินเหล่าสืออย่างเงียบๆ


   ‘ว่าไอ้แก่นี่ช่างไร้ประโยชน์จริงๆ ฉันบอกให้หาทางทำให้เรื่องสำเร็จ ใครใช้ให้เขาไปขอยัยนั่นแต่งงานเองล่ะ?’ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ทุกอย่างจะสายไปแล้ว แถมเรื่องก็ไม่สำเร็จด้วย ตัวเองยังต้องมาเหม็นเน่าไปกับเรื่องนินทาชาวบ้านอีก ดังนั้นจวงหงเหมยจึงได้แต่พูดอย่างองอาจว่า "ฉันก็ทำเพื่อลุงแท้ๆ ลุงน่ะอายุมากแล้ว ไม่มีภรรยา ฉันก็แค่ช่วยแนะนำให้เพราะหวังดีน่ะ"


   แล้วเธอก็เลยแนะนำปัญญาชนซู ซึ่งเป็นคนที่เธอปล่อยข่าวลือให้เขาหรือ?


   เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้คนต่างเริ่มจะดูถูกเธอ ดังนั้นตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ชัดเจนแล้ว มันเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งของปัญญาชนจริงๆ ในที่สุด เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สอบถามเรื่องของเฉินเหล่าสืออย่างละเอียด พบว่าเฉินเหล่าสือพูดคำเหล่านั้นจริง แต่เขาเองก็ถูกหลอกด้วยคำยุยงและข่าวลือ


   นอกจากนี้ ซูม่านก็เป็นฝ่ายลงมือก่อนจริงๆ ส่วนเรื่องที่เฉินเหล่าสือลงมือตอบโต้ในภายหลัง เขาไม่ยอมรับ และเพราะไม่มีใครเห็น อีกอย่างซูม่านก็ไม่มีบาดแผล แต่ในทางกลับกัน เฉินเหล่าสือก็บาดเจ็บค่อนข้างรุนแรง จนสุดท้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ตักเตือนและให้ความรู้แก่เฉินเหล่าสือ และให้ซูม่านชดใช้ค่ารักษาพยาบาลให้เขา


   ส่วนทางด้าน จวงหงเหมยที่แพร่ข่าวลือ ตามปกติแล้วควรจะต้องไปรับการตักเตือนและให้ความรู้ที่สถานีตำรวจ แต่เนื่องจากจวงหงเหมยกำลังตั้งครรภ์อยู่และเธอก็อยู่ในช่วงใกล้คลอด จึงได้รับการตักเตือนและให้ความรู้อย่างง่ายๆ ณ ที่เกิดเหตุ ส่วนความขัดแย้งระหว่างเฉิงอวี้เจียวและซูม่าน นั้นไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พวกเขาจึงส่งต่อให้กับผู้นำสตรีของหมู่บ้าน โดยให้สวีต้าเจี่ยอบรมสั่งสอนพวกเธออย่างดี


   ในที่สุด เรื่องนี้ก็จบลงอย่างไม่สมบูรณ์


   ซูม่านวุ่นวายไปรอบหนึ่ง สุดท้ายไม่เพียงแต่ไม่สามารถจับเฉินเหล่าสือได้ ตัวเองยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขาอีก แต่ก็ดีที่เธอได้จัดการเรื่องข่าวลือจนเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้แม้ชาวบ้านจะไม่รู้ว่าคำพูดเหล่านั้นจริงหรือเท็จ แต่ก็ไม่กล้าแพร่กระจายอีกต่อไป


   หลังจากที่ซูม่านแจ้งความครั้งนี้ ชาวบ้านต่างก็เกรงกลัวเธอมากขึ้น พวกเขากลัวว่าหากพูดอะไรผิดไปสักคำ เธอจะได้ยินแล้วแจ้งตำรวจจับกุม


   อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายครั้งนี้ ลู่เซี่ยคาดว่าภาพลักษณ์ของปัญญาชนในสายตาชาวบ้านคงจะแย่ลงไปอีก เพราะในมุมมองของชาวบ้าน นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับถูกซูม่านทำให้ลุกลามถึงขั้นแจ้งความ แล้วหลังจากนี้ใครจะกล้าติดต่อกับพวกเขาอีกล่ะ? ถ้าหากไม่พอใจอะไรแล้วไปแจ้งความจะทำอย่างไร?


   ดังนั้นหลังจากนี้ การปฏิบัติต่อปัญญาชนอย่างเท่าเทียมที่พวกเขาพยายามสร้างมาก็หายไป การติดต่อกันระหว่างชาวบ้านกับปัญญาชนก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดว่า ในสายตาของพวกเขาปัญญาชนทั้งหมดเป็นคนประเภทเดียวกัน อาจกล่าวได้ว่านอกจากซูม่านที่ไม่สนใจ แต่คนอื่นๆต่างก็ได้รับผลกระทบ แม้แต่คนที่เคยสนิทกับลู่เซี่ยก็ห่างเหินไปจากเธอด้วยเช่นกัน


   ในตอนนี้ ลู่เซี่ยนึกถึงเหตุการณ์ที่เจียงจวินโม่ตกน้ำก่อนหน้านี้ ที่เธอไม่ได้แจ้งความก็เพราะเหตุผลนี้


   แม้ว่าเธอจะไม่สนใจชื่อเสียงของตัวเอง แต่หลังจากที่ได้ลงมาชนบท ปัญญาชนทั้งหมดก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เธอไม่อยากให้คนอื่นได้รับผลกระทบเพราะตัวเอง อีกอย่าง ตอนนั้นปัญญาชนก็ร่วมกันออกหน้าช่วยเรียกร้องความยุติธรรมแล้ว


   และถึงแม้ว่าตอนนั้นเธอจะแจ้งความเพื่อระบายความโกรธ คิดดูแล้วสุดท้ายตัวการก็คงไม่ต้องรับโทษอะไร ท้ายที่สุดแล้ว พยานในตอนนั้นล้วนเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งนั้น หากเธอแจ้งความกับตำรวจ คนพวกนี้คงไม่มีใครยอมออกมาให้การเป็นพยานแน่ๆ เมื่อถึงตอนนั้นใครจะรู้ว่าเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาหรือเป็นแค่อุบัติเหตุตกน้ำกันแน่


   แม้ว่าชาวบ้านในชนบทจะมีความขัดแย้งระหว่างกันบ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคนนอก พวกเขาก็ยังคงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสำหรับชาวบ้าน ปัญญาชนก็ถือเป็นคนนอกนั่นเอง


   นอกจากนี้ เธอยังจำเป็นต้องอยู่ในชนบทอีกหลายปี ไม่ว่าจะเป็นเพราะการตรวจสอบทางการเมืองหรือเพื่อความสะดวก หลังจากที่เธอได้ไตร่ตรองแล้ว จึงตัดสินใจล้มเลิกความตั้งใจที่จะไปแจ้งความกับตำรวจ



บทที่ 188: ตั้งครรภ์แล้ว



   ลู่เซี่ยคาดว่าตอนนี้ซูม่านคงจะเริ่มเสียใจขึ้นมาแล้ว หลังจากที่วุ่นวายไปมากมาย แล้วได้ผลลัพธ์แบบนี้ คิดแล้วก็คงยังไม่ดีเท่ากับว่า ถ้าเธอไม่แจ้งความกับตำรวจ แต่เลือกแก้แค้นกันเองใต้ดินหรือฉวยโอกาสเจรจากับหมู่บ้าน ก็ยังดีกว่าตอนนี้ที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนไม่เอาไหนทั้งข้างในข้างนอก


   เธอคิดไม่ผิด ซูม่านเสียใจจริงๆ เธอไม่คิดว่าตำรวจในยุคนี้จะเป็นแบบนี้ และพวเขาก็ทำคดีแบบสะเพร่าเหลือเกิน หลังจากเกิดเรื่องนี้ ตอนนี้เธอก็ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ในหมู่บ้านแล้ว พวกปัญญาชนจ่างก็ได้รับผลกระทบเพราะเธอ ดังนั้นท่าทีในการคบหากับเธอจึงเย็นชาลงไม่น้อย


   แม้ตัวเธอเองจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แต่กู้เซี่ยงหนานดูเหมือนจะกังวลมาก


   ก่อนหน้านี้ซูม่านโมโหจนพูดออกมาว่ายอมคบกับเขา หลังจากนั้นกู้เซี่ยงหนานก็วางตัวเป็นแฟนหนุ่มของเธอช่วงนี้เขากำลังพยายามอธิบายกับคนอื่นๆ เพราะหวังจะเปลี่ยนความประทับใจของทุกคนที่มีต่อเธอ พอซูม่านเห็นเขาเป็นแบบนี้ ในใจของเธอก็เริ่มจะรู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย เพราะเห็นเขาพยายามเพื่อเธอขนาดนี้ แม้จะเป็นเรื่องที่เธอไม่สนใจ แต่ก็ตั้งใจจะทำอะไรสักอย่าง


   ท้ายที่สุดแล้วกู้เซี่ยงหนานก็เป็นคนที่เธอถูกใจตั้งแต่แรกเห็น และเพื่อไม่ให้เขาได้เธอง่ายเกินไป เธอจึงทิ้งเขาไว้นานขนาดแล้วค่อยตกลง เพราะเธอก็ไม่อยากให้เขาลำบากมากเกินไป


   ส่วนเฉิงอวี้เจียวผู้ก่อเรื่อง ตอนนี้ไม่มีมนุษยสัมพันธ์เหลือกับใครแล้ว ทุกคนไม่อยากกินข้าวกับเธอด้วยซ้ำตอนนี้พวกปัญญาชนถือว่าเธอเป็นคนแปลกหน้า ปกติไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ไม่มีใครสนใจ เฉิงอวี้เจียวทำอาหารไม่เป็น ด่าไปเรื่อยก็ไม่มีใครสนใจ ได้แต่จ้างอวี๋ฟางที่เลิกดูแลเธอ แล้วให้กลับมาทำอาหารให้ทุกวัน


   ซูม่านเห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่กับกู้เซี่ยงหนานอย่างเปิดเผยแล้ว เธอก็ยังคงกัดฟันกรอด อยากจะข่วนหน้าอีกฝ่ายให้เสียโฉม แต่เธอก็นึกถึงคำเตือนที่พี่ชายของเธอเคยบอกไว้ ทำให้ตัวสั่นไปหมด จึงระงับความคิดนั้นไว้ชั่วคราว แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ แต่สิ่งที่ซูม่านไม่รู้ก็คือกู้เซี่ยงหนานได้เขียนจดหมายถึงครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นแล้ว และยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ให้การดูแลเธอเป็นพิเศษอีกต่อไป คาดว่าต่อไปชีวิตของเธอคงจะยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ


   แน่นอนว่าลู่เซี่ยไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่กี่วันมานี้ร่างกายของเธอไม่ค่อยสบาย และหลังจากวันที่เป็นลมแดดและคลื่นไส้ เธอก็เป็นแบบนี้ติดต่อกันหลายวัน ทุกวันไม่มีเรี่ยวแรง คลื่นไส้ ง่วงนอน แม้จะดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ต้มใบสะระแหน่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม


   หลายวันผ่านไป เจียงจวินโม่ดูมีท่าทีกังวลมาก เขาไม่สนใจการต่อต้านของลู่เซี่ยอีกต่อไป หลังเลิกงานก็พาเธอไปที่สถานีอนามัยทันที หมอที่สถานีอนามัยเป็นหมอที่รู้ทั้งแพทย์แผนจีนและตะวันตกบ้าง แต่ไม่เชี่ยวชาญอะไรมากมาย


   แต่การจับชีพจรก็พอทำได้ เพราะหลังจากจับชีพจรให้ลู่เซี่ยแล้ว เขาก็พูดตรงๆว่า


   "เดือนกว่าแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แค่ต้องระวังตัวหน่อยก็พอ อย่าทำงานหนักเกินไป ถ้าเป็นไปได้ก็กินอาหารดีๆหน่อย แต่ร่างกายคุณแข็งแรงดี อาการพวกนี้เป็นเรื่องปกติ"


   ลู่เซี่ย "..."


   เจียงจวินโม่ "..."


   ทั้งสองคนดูท่าจะไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่หมอพูด โดยเฉพาะลู่เซี่ย เธอกำลังครุ่นคิดในใจว่า


   ‘หรือว่าหมอในยุคนี้ไม่เพียงแต่เขียนใบสั่งยาที่คนอ่านไม่เข้าใจ แต่พูดก็ไม่ให้คนฟังเข้าใจด้วยหรือ?’ แต่ในขณะที่เธอยังไม่เข้าใจ เจียงจวินโม่กลับเข้าใจอย่างรวดเร็ว จู่ๆเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที "หมอครับ หมอหมายความว่า... เซี่ยเซี่ยตั้งครรภ์หรือครับ?"


   "ใช่แล้ว" หัวหน้าหมอตอบอย่างใจเย็น "พวกคุณไม่ได้มาตรวจเพราะมีอาการของการตั้งครรภ์หรอกหรือ? ไม่ต้องกังวลหรอกนะ อาการเหล่านี้เป็นอาการเรื่องปกติ หลังจากสามเดือนก็จะดีขึ้นเอง" พอพูดจบหมอก็โบกมือ แสดงว่าพวกเขาสามารถกลับได้แล้ว


   ส่วนลู่เซี่ยยังคงงุนงงแม้จะออกมาแล้ว


   เจียงจวินโม่ก็เช่นกัน


   ทั้งสองคนเดินกลับบ้านอย่างเหม่อลอย...



บทที่ 189: ความสุขและความคาดหวัง



   จนกระทั่งนั่งลงบนขอบเตียงที่บ้าน ลู่เซี่ยถึงค่อยๆได้สติกลับมา


   "โม่โม่ เมื่อกี้ฉันไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม? ฉัน… ฉันท้องจริงๆเหรอ?" พอเธอพูดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ลูบท้องอย่างไม่อยากเชื่อ ส่วนเจียงจวินโม่ตอนนี้ก็เริ่มตั้งสติได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ในดวงตาของเขามีทั้งความตื่นเต้นและความกังวล "ใช่แล้วล่ะ เซี่ยเซี่ย คุณท้องแล้ว พวกเรากำลังจะมีลูกกันแล้ว!" เขาพูดพลางมองลู่เซี่ยอย่างกระวนกระวาย และเห็นว่าเธอยังสนใจแต่ท้องของตัวเอง จึงกดความประหม่าในใจลง แล้วจึงถามอย่างระมัดระวัง


   "เด็กคนนี้...เธอตั้งใจจะเอาไว้ใช่ไหม?" พอลู่เซี่ยได้ยินดังนั้น เธอก็เงยหน้าขึ้นในที่สุด เบิกตากว้างมองเขาอย่างประหลาดใจ "นี่นายหมายความว่ายังไง? นายตั้งใจจะไม่เอาไว้เหรอ?"


   "ไม่ใช่! ผมไม่ได้คิดแบบนั้น! ผมดีใจจนตั้งตัวไม่ทันแล้วเนี่ย จะไม่เอาไว้ได้ยังไง!" เจียงจวินโม่รีบอธิบาย แต่ลู่เซี่ย ก็ยังมีสีหน้าสงสัย "แล้วทำไมเมื่อกี้นายถึงถามแบบนั้น?"


   คราวนี้ทำเอาเจียงจวินโม่เหวอไปเลย เขามองเธออย่างระมัดระวัง และสุดท้ายก็พูดว่า "ก็คุณเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ ว่าตอนนี้ยังไม่อยากมีลูกไม่ใช่เหรอ?"


   พอลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้น เธอจึงอึ้งไปชั่วขณะ แล้วพูดอย่างเก้อเขินว่า "ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ตั้งใจจะมีลูก แต่ตอนนี้มีแล้วฉันก็ดีใจมาก!"


   "จริงหรือ?" เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เจียงจวินโม่ก็ตื่นเต้นดีใจทันที เขามองลู่เซี่ยด้วยดวงตาที่เปล่งประกายราวกับดวงดาว ค่อยๆดึงดูดเธอเข้าไป ทำให้ลู่เซี่ยเผลอใจลอยไปชั่วขณะ แต่เมื่อได้สติกลับมาเธอก็รู้สึกเขินอายและโกรธตัวเองที่ไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น พวกเขาแต่งงานกันมานานแล้วแท้ๆ ทำไมยังหลงใหลในเสน่ห์ของเขาได้


   ดังนั้นเธอจึงไม่มองเขาอีก และก้มหน้าลงมองท้องของตัวเองต่อ


   "ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ฉันไม่อยากมีลูกเพราะไม่รู้ว่าจะเลี้ยงอย่างไร แต่ตอนนี้ลูกมาแล้ว ไม่แน่อาจเป็นโชคชะตาหรือพรหมลิขิตที่ลิขิตไว้ก็ได้ แม้ว่าตอนแรกที่รู้ ฉันจะตกใจและรู้สึกยังไม่พร้อมอยู่บ้าง แต่ฉันเชื่อว่าเราจะผ่านมันไปได้ ฉันจะพยายามยอมรับเขา" พอเจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้นเขาก็รู้สึกโล่งใจ เขียงจวินโม่รีบเข้ามากอดเธอทันที แต่ก็ระมัดระวังไม่ให้กดทับท้องของเธอ


   "ดีจังเลย! เซี่ยเซี่ยผมดีใจจังเลย! ผมมีความสุขมาก!" เธอไม่แน่ใจว่าเป็นความรู้สึกของเธอหรือเปล่า แต่เธอกลับรู้สึกว่าน้ำเสียงของเขามีความสะอื้นอยู่นิดหน่อย อย่างไรก็ตามเธอไม่ได้เห็นอะไรเป็นพิเศษ เพราะเจียงจวินโม่นึกขึ้นได้ว่าพวกเขายังไม่ได้กินข้าว เขาเลยกลัวว่าเธอจะหิว จึงรีบไปทำอาหารทันที ก่อนจะไปเขายังกำชับเธออย่างเข้มงวดไม่ให้ขยับตัวและให้อยู่นิ่งๆด้วย


   ลู่เซี่ยมองเงาร่างที่รีบร้อนของเขาแล้วรู้สึกอยากหัวเราะ จากนั้นเธอก็ก้มลงมองท้องของตัวเอง


   ตอนนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


   แต่เธอรู้ว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ท้องของเธอจะค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลูกของเธอคลอดออกมา


   ลูกของเธอเอง!


   จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่อยากเชื่อเลยด้วยซ้ำว่าเธอตั้งครรภ์จริงๆ ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่าตัวเองยังไม่โตพอ ยังไม่พร้อมที่จะเป็นแม่คน แต่จนกระทั่งตอนนี้ เธอถึงได้พบว่าแท้จริงแล้วเธอมีความสุขมากแค่ไหน ที่แท้เธอก็แอบรอคอยลูกที่เป็นของเธอและเจียงจวินโม่อยู่เหมือนกัน


   พอคิดถึงตรงนี้ ใบหน้าของลู่เซี่ยก็เปี่ยมไปด้วยความสุข ความรู้สึกแบบนี้มันช่างดีจริงๆ!


   คืนนั้นเจียงจวินโม่ทำอาหารหลายอย่าง ราวกับอยากทำของอร่อยทุกอย่างในบ้านให้เธอกิน


   หากเธอไม่ห้ามเขาเอาไว้ คาดว่าเขาคงจะฆ่าไก่ที่เพิ่งโตเต็มวัยในบ้านไปหมดแล้ว เมื่อลู่เซี่ยเห็นเขาใส่ใจเด็กคนนี้มากขนาดนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกทั้งดีใจและอิจฉาไปพร้อมกัน


   "คุณชอบเด็กมากเลยสินะ ปกติไม่เคยดีกับฉันขนาดนี้เลย จะไม่เป็นไรใช่ไหมถ้าหลังจากเด็กเกิดมาแล้ว ในสายตาคุณจะมีแต่ลูกอย่างเดียว?"


   "จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ?" เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น เจียงจวินโม่รีบปฏิเสธทันที "แล้วทำไมเซี่ยเซี่ยถึงคิดแบบนั้นล่ะ? ผมเป็นห่วงสุขภาพของคุณต่างหาก ก่อนหน้านี้คุณทำงานติดต่อกันตั้งหลายวัน แถมยังไม่ค่อยสบายอีก ผมกลัวว่าคุณจะทนไม่ไหวเอา เลยอยากจะบำรุงร่างกายคุณหน่อย


   อีกอย่าง ผมดีใจมากจริงๆนะที่คุณมีลูก แต่ที่ผมรักเด็กก็เป็นเพราะว่าเด็กคนนี้ เป็นเด็กที่คุณให้กำเนิดขึ้นมานะ คุณวางใจได้เลย ในใจผมคุณจะอยู่ก่อนลูกเราเสมอ"



บทที่ 190: คำกำชับด้วยความห่วงใย



   "จริงหรือ?"


   ลู่เซี่ยไม่เชื่อ และรู้สึกสงสัยว่าเจียงจวินโม่จึงพูดจาเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่? เพราะก่อนหน้านี้เธอไม่เคยรู้มาก่อนเลย


   "จริงสิ!" เจียงจวินโม่พูดด้วยน้ำเสียงจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้


   "เธอวางใจได้ คนที่ฉันใส่ใจมากที่สุดตลอดไปคือเธอนั่นแหละ"


   พอลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็พอใจสุดๆ "ดีละ จำคำพูดของนายให้ดีนะ!"


   "ได้!" เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว เจียงจวินโม่จึงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก เขาแอบเช็ดเหงื่อเย็น ในใจขอบคุณพี่เขยสี่เงียบๆ สมกับที่เขาเคยบอกไว้จริงๆ เมื่อภรรยาตั้งครรภ์ ต้องให้ความสำคัญกับเธอเป็นอันดับหนึ่งเสมอ และไม่ว่าเธอจะเรียกร้องอะไรที่ไม่มีเหตุผล ก็ต้องยอมว่าเธอถูกเสมอ


   ตอนนั้นที่เห็นพี่สี่พูดแบบนี้กับพี่สาวคนที่สี่ของเขา เจียงจวินโม่ยังรู้สึกว่าพี่เขยพูดจาประขบเกินไป แต่ตอนนี้เขากลับเห็นด้วยอย่างยิ่ง และตั้งใจจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


.....


   ความตื่นเต้นจากการตั้งครรภ์ค่อยๆจางหายไป จนกระทั่งตอนกลางคืนเมื่อทั้งสองนอนลง ลู่เซี่ยจึงนึกขึ้นได้ว่าทำไมเธอถึงตั้งครรภ์ จากนั้นเธอก็เหลือบมองไปทางเจียงจวินโม่อย่างเงียบๆ


   "นางบอกมาสิ ว่าจริงๆแล้วนายตั้งใจใช่ไหม?"


   "หืม? ตั้งใจอะไรเหรอ?" เจียงจวินโม่ งุนงงสงสัย


   "ก็ตั้งใจทำให้ฉันท้องไงล่ะ! ฉันจำได้ว่าตอนนั้นของมันหมด นายบอกว่าจะไปซื้อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป แปลว่าตอนนั้นนายตั้งใจจะทำให้ฉันท้องใช่ไหม?" พอได้ยินแบบนั้นเจียงจวินโม่ก็ไม่กล้ายอมรับ


   "ไม่ใช่นะ ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นจริงๆ ก็ตอนนั้นฝนตกไง แล้วครั้งที่แล้วเธอก็ไม่สบายแถมยังไม่อยากขยับด้วย อีกอย่างพวกเราก็อยู่ในช่วงปลอดภัยตอนที่ทำ ฉันก็เลยคิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก" พอลู่เซี่ยคิดดูก็จริง เพราะช่วงหลังๆที่พวกเขาเริ่มทำกัน ก็มีแค่เฉพาะในช่วงปลอดภัย ตอนนี้ดูเหมือนว่าช่วงปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่แล้ว


   "ช่างเถอะ คงเป็นเพราะโชตชะตาล่ะมั้ง"


   "ใช่แล้ว" เจียงจวินโม่ดีใจ "พ่อแม่ป้องกันขนาดนี้เขาก็ยังมาได้เลย คงเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยอยากเจอพ่อแม่จนทนไม่ไหวแล้วล่ะมั้ง"


   พอได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ยิ้ม "นายว่าเขาจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงล่ะ?"


   "ไม่รู้สิ ผู้ชายหรือผู้หญิงฉันก็ชอบทั้งนั้น!" เจียงจวินโม่ดูมีท่าทางตื่นเต้นขึ้นมาทันที


   "จริงเหรอ?" ลู่เซี่ยเริ่มสงสัย "นายไม่ชอบเด็กผู้ชายเหรอ?"


   "ไม่หรอก ไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง ขอแค่เด็กคนนั้นเป็นลูกของเธอ ฉันก็ชอบทั้งนั้น!" น้ำเสียงของเขาฟังดูมั่นคงอย่างยิ่ง เมื่อเป็นแบบนั้นลู่เซี่ยจึงพอใจ


   ส่วนเจียงจวินโม่ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่ง.อก ดีที่จำคำพูดของพี่เขยสามได้ แต่ในใจของเขาก็ยังกังวลอยู่บ้าง จึงตั้งใจว่าจะเขียนจดหมายถามพี่เขยอีกหลายคนเพื่อขอคำปรึกษาเรื่องเหล่านี้เพิ่มเติม


......


   เมื่อวานทั้งสองคนดีใจมาก จึงทำให้ทั้งสองนอนดึก ลู่เซี่ยเลยตื่นสายในวันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นขึ้นมา เจียงจวินโม่ได้ทำอาหารเสร็จแล้ว และกำลังจะไปทำงาน ส่วนลู่เซี่ยนั้น เขาจะไม่ให้เธอไปทำงานต่อแน่นอน


   พอลู่เซี่ยคิดแล้วก็ตอบตกลง ตอนนี้แม้งานถอนหญ้าจะไม่เหนื่อยมาก แต่ค่อนข้างลำบาก ไม่ระวังก็อาจเป็นลมแดดได้ ที่ไม่สบายเมื่อไม่กี่วันก่อนก็น่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจว่าจะไม่ไปทำงานจนกว่าจะครบสามเดือน แต่เดิมนั้น เจียงจวินโม่ก็ไม่ได้อยากไปทำงาน เพราะเขากลัวว่าถ้าปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียวจะไม่ปลอดภัย เขาจึงอยากอยู่เป็นเพื่อนเธอ แต่ลู่เซี่ยปฏิเสธไปตรงๆ


   "มีอะไรไม่ปลอดภัยในบ้านกันเล่า อีกอย่าง ฉันเป็นหญิงมีครรภ์ไม่ไปทำงานก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ร่างกายคุณดีขึ้นแล้ว ถ้าไม่ไปทำงานคงมีคนนินทาแน่ ไปเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง" เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงจวินโม่ จึงจำต้องเห็นด้วย แต่ก่อนไปเขาก็กำชับอีกประมาณหมื่นประโยค


   "อยู่บ้านเฉยๆนะ อย่าไปตักน้ำ ในโอ่งยังมีน้ำเหลืออีกมาก แค่นี้ก็พอใช้แล้ว"


   ลู่เซี่ย "อืม"


   "ฟืนในบ้านยังมีอยู่ ถ้าไม่พอผมจะไปซื้อเพิ่มในหมู่บ้าน คุณไม่ต้องกังวลนะ"


   ลู่เซี่ย "อืม"


   "แปลงผักก็เพิ่งโดนฝนไป ดินค่อนข้างเหนียว ก็ไม่ปลอดภัยหรอก คุณอย่าเข้าไปนะ"


   ลู่เซี่ย "...อืม"


   "ไก่ผมก็ให้อาหารแล้ว คุณไม่ต้องจัดการ รอผมกลับมาแล้วจะให้อาหารอีกที"


   ลู่เซี่ย "..."


   "อาหารรอให้ผมกลับมาทำก็ได้ ถ้าคุณอยู่บ้านเบื่อๆก็นอนพักผ่อน หรือจะวาดรูปเล่นก็ได้ คุณก็อยากวาดรูปไม่ใช่หรือ? สีของผมอยู่ตรงไหนคุณรู้ใช่ไหม? แต่เดี๋ยวก่อนนะ ไม่สิ! อย่าวาดเลยดีกว่า! ผมไม่รู้ว่าสีพวกนั้นจะมีผลกระทบต่อคนท้องหรือเปล่า รอให้ผมกลับมาถามให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที"


   ลู่เซี่ย "...." ในที่สุดก็ทนไม่ไหว


   "พอเถอะ นายอย่าพูดวกวนอีกเลยนะ คือฉันเข้าใจหมดแล้ว นายแค่ไปทำงานไม่กี่ชั่วโมง ไม่ได้หายไปไม่กลับบ้านเสียหน่อย วางใจได้ ถ้านายเลิกงานกลับมา ฉันจะยังมีชีวิตอยู่แน่นอน!"


   เจียงจวินโม่ "..."


   เมื่อเขารู้ว่าเธอรำคาญแล้ว เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก แค่สั่งเสียอีกสองสามประโยคสั้นๆแล้วก็ออกไปทำงาน เดินไปหันกลับมามองทุกสามก้าว



บทที่ 191: เขียนจดหมายถึงครอบครัว



   เมื่อไปถึงจุดรวมตัวเพื่อเริ่มงาน เจียงจวินโม่ไปหาผู้ใหญ่บ้านก่อนเพื่อขอลาให้ลู่เซี่ย เมื่อทราบว่าลู่เซี่ยขอลาเพราะตั้งครรภ์ ผู้ใหญ่บ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็อนุญาตให้ลาในที่สุด


   อย่างไรก็ตาม ในใจของเขารู้สึกรำคาญพวกปัญญาชนที่อ่อนแออยู่แล้ว ผู้หญิงในหมู่บ้านของพวกเขายังต้องทำงานแม้ว่าจะใกล้คลอด แต่เธอเพิ่งตั้งครรภ์แท้ๆ จู่ๆก็มาขอลาแล้ว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของพวกเขาก็ช่วยเหลือกันอยู่แล้ว และจะไม่ยอมอดตายแน่ๆ เขาจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยว


   ชาวบ้านไม่ได้พูดอะไรเมื่อได้ยินเรื่องนี้ แต่พวกปัญญาชนกลับดีใจ โดยเฉพาะปัญญาชนหญิง พวกเขายังแสดงความยินดีกับเจียงจวินโม่เป็นพิเศษด้วย เจียงจวินโม่ก็แสดงรอยยิ้มอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกับบ่อยนักเป็นการตอบแทนน้ำใจของพวกเธอ


.....


   ส่วนลู่เซี่ย หลังจากที่เจียงจวินโม่ไปแล้วก็รู้สึกเบื่อเล็กน้อย เธอจึงเปิดหนังสือสมัยเรียนมัธยมปลายขึ้นมาอ่านอีกครั้ง แต่พออ่านไปสักพักก็รู้สึกง่วง จึงนอนลงและหลับไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว


   เธอเพิ่งจะรู้สึกตัวตื่นก็เห็นเจียงจวินโม่กลับมาแล้ว เมื่อเขากลับมา เขาเข้าไปในห้องเพื่อดูอาการของเธอก่อนอันดับแรก พอเห็นว่าเธอไม่เป็นอะไรก็โล่งใจ


   "เธอนอนพักก่อนนะ ฉันจะไปทำอาหาร"


   "จะให้ฉันช่วยไหม?"


   "ไม่ต้องเลย!"


   หลังจากที่ทั้งสองทานอาหารกลางวันเสร็จ เจียงจวินโม่ก็ถามเธอว่าช่วงเช้าเธอได้ทำอะไรบ้าง จากนั้นก็นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือและเริ่มเขียนจดหมาย


   "คุณตั้งใจจะบอกเรื่องการตั้งครรภ์กับครอบครัวเหรอ?"


   "อืม" เจียงจวินโม่พยักหน้า "พี่ชายและน้องชายของผมยังไม่ได้แต่งงาน และยังไม่มีลูกเลย แม้ว่าคุณปู่จะกังวล แต่พวกเขาเป็นทหาร ต้องคอยปกป้องประเทศชาติ การล่าช้าก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตอนนี้ถ้ารู้ว่าภรรยาของผมตั้งครรภ์ เขาต้องดีใจแน่นอน" ลู่เซี่ยพอได้เห็นท่าทางภาคภูมิใจของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ


   "เข้าใจแล้ว คุณแค่บอกว่าฉันสบายดีก็พอ ให้พวกเขาสบายใจ"


   "ได้" เจียงจวินโม่เริ่มเขียนจดหมายติดต่อกันหลายฉบับ ลู่เซี่ยไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าเขาคงเขียนถึงพี่สาวด้วย หลังจากที่เธอเขียนจดหมายเสร็จ เจียงจวินโม่ก็ตั้งใจจะใช้เวลาพักกลางวันไปที่ไปรษณีย์ในเมืองเล็กๆเพื่อส่งจดหมาย แต่ก่อนจะออกไปเขาก็ลังเลเล็กน้อย "เธอว่าพวกเราควรไปโรงพยาบาลดีไหม?"


   "ไปโรงพยาบาลทำไม?"


   "ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูให้ดีว่าเธอตั้งครรภ์ได้ดีหรือเปล่าไง!" เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็คิดสักครู่ ตอนนี้อำเภอเล็กๆคงไม่มีเครื่องอัลตราซาวด์หรอกใช่ไหม? ถึงไปโรงพยาบาลก็คงแค่ตรวจพบว่าตั้งครรภ์เท่านั้น


   "รอก่อนดีกว่า รออีกสองสามเดือนค่อยไป" พิได้ยินเช่นนั้น เจียงจวินโม่ก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย


   "ได้ ฉันจะฟังเธอ" พูดจบเธอก็รีบจูงจักรยานออกไปอย่างรวดเร็ว พอลู่เซี่ยเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็อดขำไม่ได้ ทำไมรู้สึกว่าหลังจากที่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เจียงจวินโม่ถึงได้ดูเหมือนจะกระวนกระวายขึ้นมาก ในที่สุดก็มีท่าทางเหมือนเด็กหนุ่มหัวร้อนสักที ดูเหมาะสมกับอายุของเขาในตอนนี้ที่สุดแล้ว


   ตอนบ่าย ลู่เซี่ยยังคงอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน แต่เธอไม่ได้ทำตามที่เจียงจวินโม่บอกว่าอะไรก็ทำไม่ได้บ้าง แค่ตั้งครรภ์เท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องระมัดระวังมากขนาดนั้น และหลังจากอ่านหนังสือแล้ว ลู่เซี่ยก็ไปเดินเล่นในสวนผัก ผักสลัดในสวนที่บ้านสามารถกินได้แล้ว


   เนื่องจากรดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ผักจึงเติบโตอย่างเขียวชอุ่ม ทำให้ที่พักของปัญญาชนฝั่งนั้นต้องอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว ลู่เซี่ยเริ่มรดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เพิ่มอีกเล็กน้อย เพื่อให้พืชดูดซึมได้มากขึ้น เธอหวังว่ารสชาติจะดีขึ้นด้วย หลังจากนั้นเธอก็เริ่มให้อาหารไก่ และจัดบ้านเล็กน้อย แล้วก็กลับไปนอนเล่นอีกครั้ง


   แต่คราวนี้เธอไม่ได้นอนหลับ แต่เข้าไปในมิติช่องว่างแทน


   ตอนนี้เธอไม่ค่อยใช้มิติช่องว่างมากนัก ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้ เพราะตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจียงจวินโม่ แต่ก็จะไม่ได้บอกเขาไปตรงๆ และต่อไปเธอก็ไม่ได้ตั้งใจจะใช้บ่อยอีกแล้ว


   อย่างไรก็ตาม คนในยุคนี้ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เมื่อตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตที่นี่อย่างดี เธอก็จะทำตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง



บทที่ 192: การปรับเปลี่ยนมิติช่องว่าง



   จริงๆแล้วเจียงจวินโม่ก็ฉลาดไม่น้อยเลย เธอเชื่อว่าเรื่องอาหารพวกนั้น เขาเองก็น่าจะสงสัยอยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยถามเลย นี่คือการให้เกียรติเธอ ที่เขาสามารถทำได้


   และตอนนี้พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน แถมยังใกล้จะมีลูกแล้ว เธอยิ่งไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปใหญ่ อีกทั้งตอนนี้พวกเขาก็ไม่ขัดสนเงินทอง ดังนั้นเรื่องการไปขายอาหารที่ตลาดมืดเธอจึงไม่คิดถุงมันอีกแล้ว


   แม้ว่าในนิยายข้ามมิติหลายเรื่อง ตัวเอกในนั้นมักจะคิดหาเงินก่อน หลังจากที่พวกเขาได้ความสามารถพิเศษ แล้วพอได้เงินก็อยากไปซื้อบ้านสี่เหลี่ยมในเมืองหลวง หรือเปิดบริษัทเป็นเจ้านาย หรือใช้วิธีต่างๆเพื่อทำให้ตัวเองร่ำรวย แต่ลู่เซี่ยไม่ได้คิดมากขนาดนั้น บ้านหลังเล็กในปักกิ่งของเจียงจวินโม่ก็มีแล้ว ส่วนการเปิดบริษัท ก่อนข้ามมิติมา เธอก็เป็นแค่คนธรรมดา เพราะฉะนั้นหลังข้ามมิติก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นตรงไหน


   ไม่ได้มีความคิดและความคาดหวังใหญ่โตอะไรขนาดนั้น แค่มีกินมีใช้ไม่ลำบากก็พอ ซึ่งตอนนี้ก็มีพร้อมหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนอีก ดังนั้นต่อไปการใช้มิติช่องว่าง เธอก็จะค่อยๆลดลงตามลำดับ แต่แน่นอนว่า น้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้น เธอไม่สามารถหยุดใช้ได้ เพราะสุขภาพร่างกายสำคัญที่สุด


   ดูท่าเธอจะเริ่มคิดไปไกลเสียแล้ว


   ครั้งนี้ที่เธอเข้ามาในมิติช่องว่าง เธอมาเก็บอาหาร ที่จริงแล้วธัญพืชชุดนี้สุกแล้ว เพียงแต่เธอไม่ได้ตั้งใจจะนำไปขายหลังจากนี้จึงไม่ได้รีบเก็บเกี่ยว ก่อนหน้านี้ก็แค่เข้ามาเก็บเล็กเก็บน้อยทุกคืน จนตอนนี้ก็เหลือไม่มากแล้ว เธอทำงานไปสักพักก็เสร็จ หลังจากกะเทาะเปลือกแล้วก็นำไปวางเรียงบนพื้นที่ว่าง


   จากนั้นก็มองดูกองธัญพืชที่สะสมไว้ ตอนนี้มีประมาณหนึ่งหมื่นกว่าชั่งแล้ว คาดว่าน่าจะพอให้พวกเขากินได้หลายปี ดังนั้นเธอจึงยังไม่คิดจะปลูกธัญพืชเพิ่มในตอนนี้


   ส่วนผักทั้งหลายนั้น เธอก็ไม่คิดจะปลูกแล้วเช่นกัน เพราะผักที่ปลูกข้างนอกหลังจากใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้วรสชาติของพวกมันก็ไม่เลวเลย ส่วนในมิติช่องว่างก็จะไม่ปลูกเพิ่มแล้วด้วย เพื่อประหยัดเวลาในการคิดหาข้ออ้างเวลาเอาออกมา


   แต่พื้นที่ในมิติช่องว่างก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เปล่าๆ ดังนั้นเธอจึงปลูกผลไม้บางส่วนเช่นพวกแอปเปิ้ลที่กินไปก่อนหน้านี้ เธอก็ได้ใช้เมล็ดของทันปลูกต้นใหม่แล้ว คาดว่าอีกสองสามปีก็น่าจะออกผลได้


   นอกจากนี้เธอยังปลูกแตงโม และแคนตาลูปที่ซื้อมาเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงองุ่นที่เธอเคยพบในหมู่บ้านก่อนหน้านี้ด้วย ผลไม้พวกนี้อาจจะยังไม่ออกผลในปีนี้ แต่ต่อไปก็จะมีให้กินแน่นอน ส่วนพื้นที่ที่เหลือ เธอยังคิดไม่ออกว่าควรปลูกอะไรดี


   ก่อนหน้านี้เมื่อได้ยินเรื่องโสม เธอก็เคยคิดว่าจะปลูกสมุนไพรอย่างอื่นเสริมดีไหม แต่เธอไม่ได้รู้จักชนิดของสมุนไพรอะไรมากนัก ที่เคยได้ยินก็เป็นพวกสมุนไพรชั้นดีอย่างโสมหรือเห็ดหลินจือ แต่พวกนี้ล้วนต้องดูอายุด้วย


   เธอได้สอบถามข้อมูลมาก่อนหน้านี้แล้วว่า โสมป่าก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยยี่สิบปีถึงจะมีราคาดี แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าโสมที่อายุต่ำกว่ายี่สิบปีจะไม่มีค่า เพียงแต่ไม่ได้มีความล้ำค่ามากเท่านั้น


   และมิติช่องว่างของเธอก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอายุของพืชข้างในนั้นได้ด้วย หากเธอปลูกตอนนี้ คาดว่าคงต้องรอจนแก่จึงจะขายได้ราคา


   คิดแล้วก็รู้สึกว่าช่างไกลเกินเอื้อม แต่การปลูกสมุนไพรทั่วไปอื่นๆก็ไม่ได้มีราคาสูงอะไร แม้ว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าเล็กน้อย แต่การปลูกจำนวนมากเพื่อขายก็เป็นปัญหา ดังนั้นเธอจึงไม่สนใจทางเลือกนี้เท่าไหร่


   แต่เธอคิดแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะล้มเลิกความคิดนี้ทั้งหมดหรอก เธอคิดว่าถ้ามีโอกาสในอนาคต เธออาจจะซื้อเมล็ดโสมสักสองต้นมาปลูกไว้ที่ริมๆ บางทีเมื่อแก่ตัวลงอาจจะได้ใช้ หรือไม่ก็เก็บไว้ให้ลูกก็ได้ ดูท่าเธอเริ่มจะคิดไปไกลเกินแล้ว หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ลู่เซี่ยก็ยังคิดไม่ออกว่าจะปลูกอะไรในพื้นที่ที่เหลือ


   สุดท้ายแล้ว เธอก็คิดว่า ‘ช่างมันเถอะ ปลูกธัญพืชดีกว่า แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจจะขายแต่การเก็บสะสมธัญพืชไว้มากๆ ก็ไม่เสียหายอะไร’


   อย่างไรก็ตาม วันนี้เธอไม่ได้ปลูกต้นอะไรต่อ หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้วก็ออกมาจากมิติช่องว่าง เพราะตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์ ไม่ควรทำงานหนักเกินไป อีกอย่างเธอก็ไม่ำด้รีบร้อน เก็บไว้ค่อยๆปลูกในภายหลังก็ได้



บทที่ 193: จวงหงเหมยคลอดแล้ว



   ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังเลิกงานแล้ว เจียงจวินโม่กลับมาแล้วก็ไปทำอาหารต่อ ลู่เซี่ยอยากจะช่วย แต่เขาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด และสั่งให้เธอนั่งอยู่เฉยๆไม่ต้องขยับ เมื่อเผชิญกับความแข็งกร้าวที่หาได้ยากของเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยต่อต้านไม่สำเร็จจึงต้องยอมรับในที่สุด


   ดังนั้นเมื่อซุนเสิ้งหนานมาถึง เธอก็เห็นเจียงจวินโม่กำลังวุ่นวายอยู่ในครัว ส่วนลู่เซี่ยนั่งเหม่อลอยอยู่ในลานบ้าน ดูเหมือนว่ารูปแบบการอยู่ร่วมกันของคู่สามีภรรยานี้ทำให้เธอแอบรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่เธอก็ได้สติกลับมา แล้วพูดกับลู่เซี่ยว่า "ฉันได้ยินว่าเธอตั้งครรภ์ เลยมาดู ยินดีด้วยนะลู่เซี่ย" เธอพูดพลางยื่นมัดพืชสีเขียวคล้ายก้านใบให้เธอ


   "นี่คือต้นโทงเทง กินแล้วจะมีรสเปรี้ยวหน่อย ได้ยินว่าคนท้องชอบกินของเปรี้ยวใช่ไหม? ฉันเลยหามาให้น่ะ ไม่ต้องกังวล ฉันถามหมอแล้ว บอกว่ากินแล้วจะดีต่อตาและม้าม ไม่ส่งผลกระทบต่อเด็กแน่นอน แต่ก็ไม่ควรกินมากเกินไป กินเป็นของว่างก็พอ" ลู่เซี่ยได้ฟังแล้วรู้สึกดีใจจึงรีบรับมา


   "ขอบคุณนะ ไม่คิดว่าในชนบทจะมีของแบบนี้ด้วย กินอย่างนี้ได้เลยเหรอ?" ซุนเซิ่งหนานพยักหน้า เธอยื่นมือหยิบมาหนึ่งก้าน แล้วช่วยปอกเปลือกบางๆด้านนอกออกให้เธอ


   "กินแบบนี้เลยก็ได้ เด็กๆในหมู่บ้านชอบเจ้านี่มากที่สุดเลยนะ ทุกปีพอมันออกมาพวกนั้นก็จะเก็บกันไปไม่น้อย แต่ถ้ากินแบบนี้มันจะเปรี้ยวหน่อย ได้ยินว่าดีที่สุดคือคลุกกับน้ำตาลทรายขาว แต่น้ำตาลก็หายาก ทุกคนเลยเสียดายไม่อยากใช้" ขณะที่เธอพูดอยู่นั้น ลู่เซี่ยก็อ้าปากกัดคำหนึ่ง แล้วทั้งปากก็เปรี้ยวไปหมด ใบหน้าย่นโดยไม่รู้ตัว


   ‘เปรี้ยวจริงๆ!’ ไม่แปลกเลยที่จะเรียกว่าผลไม้เปรี้ยว แต่ถ้าเธอเอามันไปคลุกกับน้ำตาลทรายขาวก็น่าลองอยู่ ซุนเสิ้งหนานที่มา หลักๆคือได้ยินว่าเธอท้องเลยมาดูอาการเสียหน่อย สองคนคุยกันเรื่องเด็กสักพัก หลังจากนั้นก็เล่าเรื่องของจวงหงเหมยให้เธอฟังคร่าวๆ


   "จวงหงเหมยคลอดเมื่อวานนี้ เธอรู้หรือยัง?" ลู่เซี่ยส่ายหัว "ไม่รู้เลย คลอดเมื่อคืนนี้เหรอ?"


   ซุนเสิ้งหนานหันมาพยักหน้า "ได้ยินว่าหลังจากเรื่องครั้งที่แล้ว พอกลับไปเธอก็โดนแม่สามีด่าอยู่หลายวันเชียวล่ะ แต่พอเห็นว่าเธอใกล้คลอดแล้ว แม่สามีเลยนึกถึงหลานชายคนโต ก็ยอมอดทนไว้แล้วปั้นหน้ายอมๆไปก่อน"


   "แล้วคลอดลูกชายหรือเปล่า?" ซุนเสิ้งหนานกลับมีสายตาซับซ้อน "คลอดลูกสาวน่ะสิ ได้ยินว่าเสียงด่าของแม่สามีดังไปอีกหลายบ้านเลยล่ะ ฉันว่าชีวิตของเธอต่อจากนี้คงไม่ค่อยสบายแล้ว" พอพูดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็รู้สึกสับสนในใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าทำไม แม้ว่าเธอจะไม่ชอบจวงหงเหมย แต่เมื่อรู้ว่ายัยนั่นเป็นแบบนี้ก็รู้สึกเศร้าใจอยู่บ้าง


   ลู่เซี่ยเข้าใจความคิดของเธอดี จึงตบไหล่เธอเบาๆ "อย่าคิดมากไปเลยนะ ตอนนั้นเธอก็ถามเขาแล้ว การแต่งงานเป็นการตัดสินใจของเขาเอง ดังนั้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายเขาก็ต้องรับผิดชอบเอง มันไม่ใช่ความรับผิดชอบของเธอ"


   ซุนเสิงหนานก็รู้ว่าตัวเองคิดมากไปหน่อย จึงยิ้มและพูดว่า "ฉันรู้ ฉันเข้าใจ" หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันอีกสองสามประโยค เห็นว่าใกล้จะถึงเวลาทานข้าวแล้ว ซุนเสิ้งหนานก็เดินจากไป ส่วนลู่เซี่ยนั้น หลังจากที่ซุนเสิ้งหนานกลับไปก็ให้เจียงจวินโม่หั่นผลไม้นั่นและคลุกกับน้ำตาล


   ชาวบ้านพูดไม่ผิด หลังจากคลุกกับน้ำตาลแล้วมันอร่อยขึ้นจริงๆ มีรสเปรี้ยวอมหวาน แต่การใช้น้ำตาลอย่างสิ้นเปลืองแบบนี้ คงจะกินได้แค่มื้อนี้เท่านั้น แต่เมื่อนึกถึงเรื่องของจวงหงเหมยที่เธอเพิ่งได้ยินมา ลู่เซี่ยจึงถามเจียงจวินโม่ว่า "นายรู้ไหมว่าจวงหงเหมยคลอดลูกสาว?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "ไม่รู้"


   ลู่เซี่ยถอนหายใจ "คงจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของตระกูลเฉินแน่ๆ"


   เจียงจวินโม่คิดว่าเธอกลัวว่า ถ้าเธอคลอดลูกสาวจวงหงเหมยเขาจะไม่ชอบ จึงรีบพูดว่า


   "ไม่ต้องกังวลหรอกนะ ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายผมก็ชอบทั้งนั้น" ลู่เซี่ยรู้ว่าเขาคิดมากเกินไป จึงมองเขาด้วยสายตาดูแคลนแล้วพูดว่า


   "ฉันแค่รู้สึกว่าคนในหมู่บ้านนี้ย้อนแย้งจริงๆ พวกเขาดูถูกปัญญาชนอย่างชัดเจน แต่กลับอยากแต่งงานกับปัญญาชน นี่พวกเขาหวังอะไรกันแน่?"



บทที่ 194: ชาวบ้านเป็นพวกซื่อๆ



   เจียงจวินโม่เพิ่งเข้าใจความหมายของสิ่งที่เธอพูด จึงคิดสักครู่แล้วกล่าวว่า "จริงๆแล้วพวกเขาก็ไม่ได้ดูถูกอะไรพวกปัญญาชนหรอก อาจจะแค่ตั้งใจกดดันพวกเขา เมื่อเห็นคนเมืองเหล่านั้นถูกกดดันในชนบทจนไม่เหลืออะไร พวกเขาคงรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อยเลยล่ะ


   แต่จริงๆแล้วในใจพวกเขาคงอิจฉาปัญญาชนอยู่เหมือนกัน เพราะคนชนบทอยากเข้าเมืองจะตายไป ในขณะที่พวกเราปัญญาชนล้วนเป็นลูกคนเมืองทั้งนั้น การแต่งงานกับปัญญาชนอาจทำให้พวกเขามีโอกาสเข้าเมืองบ้างก็ได้ หรือมีความสัมพันธ์กับคนในเมือง อาจจะทำให้ดูเหนือกว่าคนอื่นมั้ง" พอลู่เซี่ยได้ฟังการวิเคราะห์ของเจียงจวินโม่แล้วรู้สึกเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง


   ‘จริงๆแล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ!’


   ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสังเกต แต่ตอนนี้คิดดูดีๆแล้วก็เห็นด้วยกับคำพูดของเจียงจวินโม่ มันก็เป็นอย่างที่เขาพูดนั่นแหละ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ชาวบ้านมักพูดว่าปัญญาชนไม่ทนงาน ทำงานในไร่นาไม่ได้ ไม่เท่าคนชนบทแบบพวกเขา แต่ก็ยังมีครอบครัวมากมายที่อยากให้ลูกแต่งงานกับปัญญาชน พวกเขาคงคิดว่าในอนาคตอาจมีโอกาสได้กลับเข้าเมืองด้วยกัน


   คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยรู้สึกสลดใจ ‘ใครบอกว่า คนชนบทซื่อกันเล่า?’ จริงๆแล้วคนซื่อๆก็มีอยู่หรอก ในสายตาคนเมือง พวกเขาอาจไม่ได้มีความคิดอะไรมากมาย แต่อาจจะต้องรู้เรื่องพวกการคำนวณเล็กๆน้อยๆอย่างแน่นอน


   เมื่อเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้ว ลู่เซี่ยก็มองเห็นอะไรหลายอย่างได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้วางแผนจะทำอะไร เพราะตอนนี้เธอมีสถานะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง และกำลังจะเป็นแม่แล้ว ก็แค่ใช้ชีวิตที่เหลืออีกไม่กี่ปีอย่างสงบสุขก็พอ ส่วนเรื่องของคนอื่นก็ไม่เกี่ยวกับเธอ


......


   จดหมายของเจียงจวินโม่ ถูกส่งไปถึงบ้านตระกูลเจียงที่เมืองหลวงอย่างรวดเร็ว


   เมื่อลุงใหญ่เจียงได้รับจดหมาย และได้ทราบเรื่องข่าวการตั้งครรภ์ของลู่เซี่ยก็ดีใจมาก รีบไปบอกคุณปู่เจียงในคืนนั้นเลย จากนั้นไม่นานพี่สาวและพี่เขยหลายคนของเจียงจวินโม่ก็ได้รับจดหมายและรู้ข่าวนี้กันด้วย ทั้งครอบครัวเลยเตรียมของมากมายส่งมาให้


   เมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ได้รับข่าวจากบุรุษไปรษณีย์ให้ไปรับพัสดุ ลู่เซี่ยก็อยากจะไปด้วย แต่เจียงจวินโม่กลับรีบปฏิเสธทันที เธอเพิ่งตั้งครรภ์ได้สองเดือนกว่า ตอนนี้ทารกในครรภ์ยังไม่ปลอดภับขนาดนั้น เจียงจวินโม่จึงต้องระมัดระวังมากในช่วงนี้ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอ จึงให้เธออยู่บ้านอย่างสงบ แล้วออกไปคนเดียว


   ทำเอาลู่เซี่ยโมโหไม่หยุด


   แต่เธอคิดว่าเจียงจวินโม่เป็นห่วงเธอ น่าจะกลับมาเร็วๆ ผลคือเธอรอสองชั่วโมง รอจนเกือบหงุดหงิดแล้ว ถึงได้ยินเสียงคนคุยกันในลานบ้าน


   พอออกไปดู เธอเห็นเจียงจวินโม่กำลังเข็นจักรยาน แต่ลู่เซี่ยเห็นเบาะหลังว่างเปล่าจึงถามอย่างสงสัย


   "ห่อของล่ะ?"


   "อยู่ข้างหลัง" เจียงจวินโม่พูดเปล่า เขารีบวางจักรยานแล้วไปช่วย จากนั้นก็เห็นเกวียนกำลังรออยู่ข้างนอก ส่วนหลี่หงจวินกำลังช่วยเจียงจวินโม่ขนห่อของขนาดใหญ่เข้ามาในลานบ้าน เพราะห่อของนั้นมีขนาดใหญ่เกินไป เข้าประตูบ้านไม่ได้ จึงวางไว้ในลานบ้านเลย จากนั้นหลี่หงจวินก็ทักทายเธอแล้วเตรียมจะกลับเลย


   เจียงจวินโม่จึงออกไปส่งเขา กลับมาเห็นลู่เซี่ยยังยืนเหม่อในลานบ้าน


   "เป็นอะไรเหรอ?" ลู่เซี่ยดูเหมือนยังไม่ทันได้ตั้งตัว "หรือว่านี่คือพัสดุที่คุณไปรับมาวันนี้เหรอ? ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?" พอเห็นแบบนั้นเจียงจวินโม่ก็พยักหน้าอย่างจนปัญญา เห็นได้ชัดว่าเขาก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่ามันจะอลังการขนาดนี้


   "มันวางบนที่นั่งไม่ได้น่ะ ผมพยายามมัดมันไว้อล้วนะ แต่ผลที่ได้คือเข็นมันมาไม่สะดวกเท่าไหร่ โชคดีที่ได้เจอกับสหายหลี่ที่กำลังกลับจากทำธุระพอดี เขาเลยช่วยขนมันมาให้ด้วยเกวียนน่ะ"


   "งั้นคุณต้องขอบคุณเขาให้มากๆแล้วล่ะ ไม่งั้นของใหญ่ขนาดนี้คุณจะเอากลับมาได้ยังไง" เธอพูดพลางมองไปที่พัสดุอีกครั้ง "ของใหญ่ขนาดนี้ข้างในมีอะไรบ้างล่ะ?"


   "เปิดดูสิ" พูดจบเจียงจวินโม่ก็ลงมือทันที



บทที่ 195: ความห่วงใยและความซาบซึ้ง



   เมื่อเปิดออกมาถึงได้รู้ว่า แม้ว่าพัสดุจะดูใหญ่โต แต่ข้างในกลับแบ่งเป็นหลายห่อเล็กๆรวมกัน ดูแล้วน่าจะเป็นของที่ลุงใหญ่และพี่สาวๆ แยกกันเตรียมมาให้ แล้วส่งมาพร้อมกัน และแล้วเมื่อพวกเขาเปิดจดหมายที่อยู่ด้านบนสุดออกมาดู ข้างในลุงใหญ่เจียงพูดไว้มากมาย ล้วนเป็นความดีใจและห่วงใย เมื่อทางบ้านได้ยินว่าลู่เซี่ยตั้งครรภ์พวกเขาก็ดีใจกันสุดๆ


   ในนั้น ป้าใหญ่ยังบอกถึงข้อควรระวังต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์อีกมากมาย ที่นี่มีแค่คนหนุ่มสาวสองคนอยู่กัน เห็นได้ชัดว่าทางบ้านจึงไม่ค่อยวางใจ แม้แต่คุณปู่เจียงยังถึงขั้นเขียนจดหมายส่งถึงเธอด้วยตัวเอง บอกให้เธอดูแลครรภ์ให้ดี อย่ากังวลเรื่องอื่นมาก ให้ดูแลตัวเองให้ดีก่อน


   ส่วนจดหมายตอบกลับจากพี่สาวหลายคนก็คล้ายๆกัน ล้วนเป็นความห่วงใยสุขภาพของเธอ และเตรียมของมาให้พวกเขามากมาย พอลู่เซี่ยเห็นครอบครัวเจียงให้ความสำคัญกับเด็กมาก เธอก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กๆ แต่ไม่นานเธอก็คิดได้ว่า ไม่ว่าอย่างไรเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของเธอ การที่พวกเขาให้ความสำคัญกับเด็กก็คือการให้ความสำคัญกับเธอด้วยนั่นเอง


   ด้านของเจียงจวินโม่ เมื่อเขาอ่านจดหมายเสร็จแล้ว ยังค่อยๆดึงกระดาษออกมาสองสามแผ่น แล้วเก็บไว้อย่างระมัดระวัง พอลู่เซี่ยเห็นแล้วก็สงสัย "นายแยกออกมาทำไม? ไม่เก็บไว้ในกล่องใส่จดหมายเหมือนเดิมเหรอ?"


   เมื่อได้ยินเธอถาม เจียงจวินโม่ก็ส่ายหัว "พวกนี้ไม่ต้อง ผมต้องดูบ่อยๆ"


   "จดหมายอะไรที่นายต้องดูบ่อยๆ?" เมื่อกี้จดหมายที่เธออ่านล้วนเป็นจดหมายที่เขาส่งมาให้ ส่วนใหญ่เป็นคำกำชับต่างๆ ไม่มีอะไรพิเศษนี่? เจียงจวินโม่ดูมีท่าทีชัดเจนว่าไม่อยากให้เธอเห็น


   "ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่ถามพี่เขยกับพี่สาวเรื่องการเปลี่ยนแปลงรสนิยมอาหารตอนตั้งครรภ์น่ะ พวกเขาเขียนสูตรอาหารมาให้เยอะแยะเลย ผมต้องจำให้ดี"


   "พี่เขยของนายเขียนจดหมายมาให้ด้วยเหรอ?" เห็นท่าทางระมัดระวังของเขา ลู่เซี่ยก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร คิดในใจว่า ‘โธ่ ก็แค่สูตรอาหารมีอะไรต้องซ่อนด้วย!’


   พูดจบก็ไม่สนใจเขาอีก ก้มหน้าไปดูพัสดุแทน เจียงจวินโม่จึงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก แล้วแอบเก็บ "ข้อควรระวังระหว่างตั้งครรภ์" และ "ศิลปะการพูดคุยระหว่างตั้งครรภ์ฉบับรวมคำศัพท์" ที่เขียนโดยพี่เขยไว้อย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกันนั้น ลู่เซี่ยก็เปิดพัสดุออก


   ครั้งนี้พวกเขาส่งของมาให้เยอะจริงๆ และล้วนเป็นของที่หายากด้วย


   อย่างเช่นน้ำตาลทรายแดง นมผง ผ้า สำลี ของพวกนี้ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่นมผงที่หายากก็ส่งมาให้ไม่น้อยเลยด้วยซ้ำ นอกจากนี้ยังมีของใช้สำหรับเด็กอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ขวดนม ผ้าห่มเด็ก เสื้อผ้าเด็ก และอื่นๆ เตรียมมาให้ครบครัน


   พูดได้ว่าแทบจะไม่ต้องเตรียมอะไรเองเลยจนกว่าจะคลอด


   ลู่เซี่ยรู้สึกซับซ้อนและซาบซึ้งเมื่อเห็นของเหล่านี้ เวลาผ่านไปไม่นานนับตั้งแต่ได้รับจดหมายล่าสุด ทางบ้านก็เตรียมของมาให้มากมายขนาดนี้ เลยไม่ต้องพูดถึงความยากลำบาก เห็นได้ชัดว่าทุกคนห่วงใยพวกเขามากแค่ไหน


   นอกจากนี้ เงินในซองจดหมายที่พองออกมานั้น รวมถึงตั๋ว ยิ่งทำให้เธอรู้สึกร้อนมือไปหมด


   ลู่เซี่ยเห็นของและเงินกับตั๋วกองนี้แล้วถอนหายใจออกมาทันที "ก่อนหน้านี้ฉันบอกให้คุณเขียนจดหมายถึงครอบครัวว่า ต่อไปนี้ให้ส่งแค่ตั๋วก็พอไม่ใช่เหรอ พวกเราก็มีเงินอยู่แล้ว ฉันไม่คิดว่าพวกเขาจะส่งมาให้มากมายขนาดนี้" เจียงจวินโม่ที่เห็นของพวกนี้แล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจ


   "พวกเขากลัวว่าเราจะอยู่กันลำบากน่ะ"


   "จริงด้วย!" ลู่เซี่ยคิดสักครู่ แล้วพูดประโยคสุดท้ายว่า


   "ต่อไปพวกเราต้องกตัญญูต่อพวกเขาให้ดีๆเลยนะ"


   "อืม ฉันจะทำแบบนั้นแน่นอน" ทั้งสองค่อยๆเก็บของทั้งกองเป็นเนินเขาเล็กๆพวกนั้น ในใจของพวกเขาก็โล่งขึ้น ดูเหมือนจะมีของที่ทางบ้านส่งมาให้ ความสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไรในช่วงแรกที่ตั้งครรภ์ของพวกเขาก็หายไป


   เตรียมพร้อมขนาดนี้ คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วล่ะ


   และทางบ้านยังส่งเนื้อกับตั๋วมาให้ไม่น้อย เชื่อว่าต่อไปถ้าพวกเขาอยากกินเนื้อก็คงไม่ลำบากเท่าไหร่แล้ว



บทที่ 196: ถูกหมอจำได้ซะแล้ว



   เดือนสิงหาคมมาเยือนแล้ว ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไปอำเภอด้วยกัน ตอนนี้เธอตั้งครรภ์ได้สามเดือนกว่าแล้ว ทารกในครรภ์ค่อนข้างแข็งแรงแล้ว ดังนั้นเจียงจวินโม่จึงสบายใจที่จะออกไปข้างนอก ครั้งนี้พวกเขาตั้งใจจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูสักหน่อย ความจริงแล้วเจียงจวินโม่เองก็รู้สึกหวาดระแวงตั้งแต่ลู่เซี่ยตั้งครรภ์แรกๆแล้ว เขารู้สึกว่าทุกอย่างที่เธอทำไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ และไม่ยอมให้เธอทำอะไรเลย


   ทำให้ลู่เซี่ยเกือบจะประสาทกิน ดังนั้นพวกเขาจึงวางแผนที่จะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดูสักหน่อย และถือโอกาสให้หมอแนะนำข้อควรระวังบางอย่างเลยทีเดียว ดูว่าจำเป็นต้องระมัดระวังขนาดนี้หรือไม่ ครั้งนี้ขณะที่พวกเขานั่งรถ ลู่เซี่ยไม่เมารถเป็นครั้งแรก อาจเป็นเพราะนี่เป็นฤดูร้อนและมีคนไม่มากนัก แต่เจียงจวินโม่กลับคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอกำลังมีลูกต่างหาก


   "ลูกคนนี้รู้จักเห็นใจแม่ด้วยนะ ตอนพี่สาวคนที่สองของผมตั้งครรภ์ เธออาเจียนหนักมาก มีหลายอย่างที่กินไม่ได้ ลูกที่คลอดออกมาก็ซุกซนมาก ลูกของเราไม่ทำให้แม่ลำบาก เมื่อคลอดออกมาต้องเป็นเด็กดี เด็กน่ารักแน่นอน"


   ลู่เซี่ย "..."


   ‘นี่คุณเชื่อมโยงได้ขนาดนี้เลยเหรอ’ เธอแอบรู้สึกว่าตั้งแต่เขารู้ว่าเธอตั้งครรภ์ เขาก็ดูโง่ลงเรื่อยๆ พูดเหตุผลอะไรแปลกๆออกมาเสมอ บางครั้งเธอถึงกับตามความคิดของเขาไม่ทัน แต่ทุกครั้งลู่เซี่ยก็จะปล่อยให้เขาพูดไป ส่วนลู่เซี่ยก็แค่รักษาสติของตัวเองไว้ก็พอ


   คราวนี้เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ก็ยังคงเป็นแผนกสูตินรีเวชที่เดิม ลู่เซี่ยนึกถึงประสบการณ์ครั้งก่อนที่เธอมาที่นี่ก็แอบรู้สึกเขินอายเล็กน้อย แล้วเมื่อมองไปที่เจียงจวินโม่ก็พบว่าใบหูของเขาก็แดงเรื่อ คงจะนึกถึงเรื่องนั้นเช่นกัน ระหว่างทางไปห้องตรวจ ลู่เซี่ยได้แต่ภาวนาในใจว่าอย่าให้เป็นหมอคนเดิม


   แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม เมื่อเข้าไปก็พบว่าเป็นหมอคนเดิมอีก


   โชคดีที่เรื่องนั้นผ่านมาครึ่งปีแล้ว หมแคงจำไม่ได้ เมื่อเห็นพวกเขาทั้งสอง สายตาของหมอคนนั้นก็ไม่เปลี่ยนไป เหมือนกับตอนเจอกันครั้งแรก ลู่เซี่ยจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาแล้วเอ่ยปากว่า


   "สวัสดีค่ะคุณหมอ ฉันตั้งครรภ์แล้ว เลยอยากมาดูว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง และมีอะไรที่ต้องระวังไหมคะ" เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมอจึงมองพวกเขาอีกครั้ง "อ้อ... ตั้งครรภ์แล้วสินะ" จากนั้นหมอก็ยิ้มราวกับนึกอะไรขึ้นได้แล้วพูดว่า


   "นี่พวกคุณมีลูกกันแล้วเหรอ? ดูเหมือนว่าลูกจะมีวาสนากับพวกคุณจริงๆนะ ตอนนี้ตั้งครรภ์แล้วก็ดูแลตัวเองให้ดีๆล่ะ พวกคุณอยู่ในวัยที่เหมาะสมสำหรับการมีลูกพอดี ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะยากลำบากแค่ไหน ก็ควรจะพยายามเอาชนะให้ได้นะ" เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็มีใบหน้าแดงก่ำ และตระหนักได้ว่าหมอคนนี้คงจำพวกเขาได้แล้ว


   ‘หรือว่าหมอทุกคนจะมีความจำดีมาก? ไม่อย่างนั้นทำไมผ่านมานานแล้วยังจำได้ล่ะ?’ แต่ตอนนี้หมอให้เธอไปตรวจแล้ว เธอก็ไม่กล้าพูดอะไร


   หลังจากตรวจเสร็จ หมอก็พูดว่า "ดีมาก ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติดีนะ กลับไประวังตัวหน่อยก็พอ กินอาหารดีๆ อย่าขี้เกียจเกินไป ออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง ตอนคลอดจะได้คลอดง่ายขึ้น" เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงจวินโม่ก็ไม่อายอีกต่อไป เขาถามเรื่องข้อควรระวังมากมาย จนกระทั่งหมอบอกทุกอย่างที่รู้ พวกเขาจึงขอบคุณและจากไป


   หลังจากที่พวกเขาไป หมอยังแอบส่ายหัวเบาๆ หมอ.บอกว่าตอนที่เห็นพวกเขาครั้งที่แล้ว ก็รู้สึกว่าเด็กสองคนนี้หน้าตาดีมาก ชายหล่อ หญิงสวย ถ้ามีลูกคงจะยิ่งน่ารักแน่ๆ ใครจะคิดว่าทั้งสองคนยังไม่ตั้งใจจะมีลูก หมอจึงจำได้แม่น


   แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเร็วขนาดนี้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจแล้ว ทั้งสองคนดูเหมือนจะชอบเด็กมาก เธอก็วางใจได้


   ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ ไม่รู้ว่าพวกเขาถูกหมอจำได้เพราะหน้าตาดี หลังจากออกจากโรงพยาบาล เจียงจวินโม่ยังจะพยุงลู่เซี่ยเดิน แต่เธอก็ปฏิเสธ


   "หมอบอกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องระวังมากขนาดนั้น ฉันแค่ระวังตัวนิดหน่อยก็พอแล้ว และต่อไปฉันก็ยังทำงานได้ ไม่ต้องอยู่เฉยๆตลอด" เจียงจวินโม่เริ่มนึกถึงคำพูดของหมอเมื่อครู่ จึงยอมรับอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็ยังพูดว่า


   "ไม่ต้องไปทำงานนอกบ้านหรอก ถ้าเธออยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ก็ทำงาน งั้นก็ทำในบ้านแทนก็ได้ แต่อย่าเหนื่อยเกินไปนะ" ลู่เซี่ยพยักหน้า "วางใจเถอะ ฉันรู้แล้ว"



บทที่ 197: โครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ



   ในที่สุดก็ได้มาที่อำเภอ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จึงถือโอกาสเดินเที่ยวรอบๆอำเภอซะเลย ผลปรากฏว่าพวกเขาพบเห็นรถหลายคันบรรทุกเด็กหนุ่มสาวที่ดูแตกต่างจากคนทั่วไป ออกจากอำเภอไปโดยบังเอิญ นั่นยิ่งทำให้ลู่เซี่ยนึกถึงตอนที่พวกเขาเพิ่งมาถึงเมื่อปีที่แล้ว


   เธอหันไปสบตากับเจียงจวินโม่ ‘คงจะมีปัญญาชนมาอีกแล้วสินะ?’


   แต่หลังจากถามไถ่ถึงได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้มาที่เมืองเล็กๆของพวกเรา ที่แท้ทุกปีอำเภอจะจัดสรรปัญญาชนมา แต่จะหมุนเวียนไปตามเมืองเล็กๆหลายแห่ง บางครั้งถ้ามีปัญญาชนมากก็จะมีทุกเมืองเล็กๆ แต่ปีไหนมีน้อยก็จะสลับกันไป


   ปีนี้จัดสรรไปเมืองเล็กๆอื่นแล้ว ลู่เซี่ยจึงเข้าใจและโล่งใจ เพราะที่พักของปัญญาชนตอนนี้มีเรื่องมากพออยู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะย้ายออกไปแล้ว แต่ก็ยังคิดว่าเรื่องน้อยดีกว่าเรื่องมาก


   แม้ว่าปัญญาชนใหม่จะไม่มา แต่หลังจากกลับจากอำเภอ ลู่เซี่ยและคนอื่นๆกลับได้ยินเรื่องอื่นขึ้นมาแทน เพราะว่าปีนี้เมืองเล็กๆของพวกเขามีโควตาสำหรับโครงการนักศึกษาและแนวทางการปฏิวัติมาถึงสามคน!


   เมื่อข่าวนี้ออกมา คนที่ตกใจที่สุดก็คือพวกปัญญาชนนั่นเอง


   เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ก็คือโอกาสอันน้อยนิดที่พวกเขาจะได้ออกจากชนบทและกลับสู่เมือง และยังได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีกด้วย แล้วใครบ้างล่ะที่จะไม่อยากได้!


   ก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านก็เคยมีนักศึกษาจากโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติมาแล้ว ครั้งหนึ่งเป็นหนุ่มในหมู่บ้านที่เรียนจบมัธยมปลาย เขาเก่งรอบด้าน การที่เขาได้รับเลือกก็เป็นเรื่องปกติ อีกคนหนึ่งก็คือปัญญาชน ที่แต่งงานกับลูกสาวของผู้นำในเมือง จึงได้รับเลือกด้วย


   พอมาตอนนี้ ที่หมู่บ้านมีโควตาอีกครั้ง พวกปัญญาชนจึงเริ่มคิดอ่านกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน คนที่คิดมากที่สุดแน่นอนว่าต้องเป็นพวกปัญญาชนรุ่นเก่า เพราะพวกเขาอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ทนทุกข์มามากที่สุด เมื่อมีโอกาสดีๆแบบนี้ก็อยากจะคว้าเอาไว้โดยเร็ว ส่วนพวกปัญญาชนใหม่นั้นยังพอไหวอยู่ เพราะเพิ่งลงมาชนบทได้ปีเดียว จึงไม่ได้กระตือรือร้นอะไรมากนัก จริงๆแล้วการเลือกนักศึกษาในโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ต้องผ่านการคัดเลือกอีกหลายรอบ


   อันดับแรกคือต้องเลือกในหมู่บ้านก่อน คือให้คนในหมู่บ้านที่อยากไปสมัคร แล้วใช้วิธีลงตั๋วหรือวิธีอื่นๆเพื่อเลือกหนึ่งโควตา


   หลังจากแต่ละหมู่บ้านเสนอชื่อคนขึ้นมาแล้ว พวกเขาก็ส่งไปคัดเลือกที่เมืองเล็กๆ และสุดท้ายเมืองเล็กๆเหล่านั้นก็จะเลือกโควตาสุดท้าย แล้วจัดการตรวจสอบทางการเมือง ถ้าไม่มีปัญหาอะไร จึงจะส่งไปยืนยันโควตาสุดท้ายที่อำเภอ


   เนื่องจากกระบวนการแบบนี้จะใช้เวลานานพอสมควร โดยทั่วไปจึงมักจะประกาศแจ้งในฤดูใบไม้ร่วง กำหนดโควตาในฤดูหนาว จากนั้นก็จะมีการตรวจสอบประวัติทางการเมืองและอื่นๆ เพื่อกำหนดโควตาสุดท้าย และการเข้าเรียนจริงๆก็จะเป็นหลังปีใหม่แล้ว


   ลู่เซี่ยคิดสักครู่ ในบรรดาปัญญาชนที่มาเมื่อปีที่แล้ว เธอและเจียงจวินโม่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เธอคิดว่าต่อไปจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยสนใจโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติเท่าไหร่ ส่วนเจียงจวินโม่นั้น เขาก็ไม่มีทางทิ้งเธอไว้ที่นี่คนเดียวแน่นอน และเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะได้รับเลือกด้วย


   สำหรับซูม่าน เธอก็รู้เรื่องการพัฒนาในอนาคตเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางไปเป็นนักศึกษาในโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติแน่นอน เหลือก็แค่กู้เซี่ยงหนานแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่เป็นเพื่อนซูม่านหรือไม่ แต่จากในนิยายต้นฉบับ ทั้งสองคนกลับเมืองหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาแล้ว ลู่เซี่ยจึงรู้ว่าเขาน่าจะไม่ได้ไปด้วย


   ลู่เซี่ยจำไม่ได้ว่าในหนังสือมีเนื้อเรื่องตอนนี้อยู่ด้วยหรือเปล่า และไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วใครจะได้รับเลือก


   แต่เธอรู้ว่าต่อจากนี้ที่พักของปัญญาชนคงจะมีคลื่นใต้น้ำอีกแล้ว แน่นอนว่าหลังจากรู้เรื่องนี้ ผู้คนในที่พักของปัญญาชนก็เริ่มมองสำรวจกันและกัน แอบคิดว่าใครมีโอกาสได้รับเลือกมากที่สุด ถึงแม้จะเป็นโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ แต่ก็มีข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษา คนที่ได้รับเลือกอย่างน้อยต้องจบมัธยมต้น ซึ่งในหมู่บ้านแทบไม่มีใครเหมาะสม ดังนั้นสุดท้ายก็อาจจะเลือกจากกลุ่มปัญญาชนของพวกเขา


   ส่วนว่าสุดท้ายจะเลือกใครนั้นก็ไม่แน่นอนอีกอยู่ดี



บทที่ 198: สือชุนเยี่ยนตั้งใจจะสมัคร



   หลังจากข่าวนี้ได้แพร่กระจายออกไป ซุนเสิ้งหนานก็มาหาลู่เซี่ย พอเจอหน้าก็ถามเธอว่ามีแผนอะไรบ้างหรือไม่? ลู่เซี่ยเลยเลิกคิ้วมองเธอแวบหนึ่ง "นี่เธอกำลังถามเรื่องโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติใช่ไหม?"


   ซุนเสิ้งหนานพยักหน้าหงึกหงัก "เธอไม่อยากไปหรือ?"


   พอได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ส่ายหน้า แน่นอนว่าเธอจะไม่พูดถึงเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพียงแต่อธิบายกับอีกฝ่ายไปว่า "ฉันไม่อยากไปน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปตั้งแต่แรกแล้วด้วย ถึงฉันกับปัญญาชนเจียงจะถูกเลือก แต่ตอนไป ก็ไปได้แค่คนเดียว พวกเราไม่อยากแยกจากกัน อีกอย่างตอนนี้ฉันก็ท้องอยู่ด้วย ดังนั้นฉันเลยไม่คิดจะสมัคร ยังไงถึงสมัครก็ไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกอยู่ดี" พอซุนเสิ้งหนานได้ยินเธอพูดแบบนี้ ไม่รู้ทำไมในใจกลับรู้สึกโล่ง.อก


   แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับเธอ "จริงด้วย ดูเหมือนปัญญาชนเจียงเขาจะใส่ใจเธอมาก จริงๆ ที่เธอพูดก็ถูกอยู่หรอก พวกเราปัญญาชนตอนนี้ก็เข้ากับชาวบ้านไม่ค่อยได้ด้วย ถึงสมัครไปก็ไม่แน่ว่าจะได้รับเลือกอยู่ดี เฮ้อ! แต่ถ้าไม่ไปสมัครก็รู้สึกเสียดาย" พอลู่เซี่ยได้ยินถึงตรงนี้ก็พอเข้าใจ


   "งั้นแปลว่าเธอก็ตั้งใจจะสมัครสินะ?" ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า แล้วสูดหายใจเข้าลึก "ฉันตั้งใจจะลองดู หลายปีมานี้ฉันก็ติดต่อกับชาวบ้านมาไม่น้อยเลย เข้ากันได้พอสมควรเลย ถ้าบังเอิญได้รับเลือกล่ะก็…"


   ลู่เซี่ยพอได้ยินแบบนั้นก็ยิ้ม "งั้นก็ลองดูสิ จริงๆแล้วในบรรดาคนในที่พักปัญญาชน ฉันว่าเธอมีโอกาสได้รับเลือกมากที่สุดเลนะ"


   "จริงเหรอ?" ซุนเสิ้งหนานพอได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ "เป็นไปได้ยังไง ฉันเห็นทางฝั่งปัญญาชนกู้ ดูเหมือนผู้ใหญ่บ้านจะดีกับเขามาก เขาน่าจะได้เปรียบกว่าฉันนะ?"


   ลู่เซี่ยยิ้มอย่างมีนัยยะสำคัญ "บางทีเขาอาจจะไม่อยากไปก็ได้"


   ซุนเสิ้งหนานตกใจ "ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ! เขาจะยอมสละโอกาสดีๆแบบนั้นเชียวหรือ?"


   "ใครจะไปรู้ล่ะ..."


.......


   แม้ลู่เซี่ยจะไม่อยากไป แต่เธอก็ให้ความสนใจเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย ที่พักของปัญญาชนน่าจะมีคนหลายคนที่คิดแบบนี้เหมือนกัน ช่วงนี้เวลาลู่เซี่ยได้ออกไปข้างนอก เธอก็มักจะเห็นพวกปัญญาชนแสดงความเป็นมิตรกับชาวบ้านมากขึ้นไม่น้อย ลู่เซี่ยมองดูพวกปัญญาชนที่พยายามประจบประแจงชาวบ้านอย่างสุดความสามารถ แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี


   ชาวบ้านพวกนั้นก็ไม่ได้โง่ การทำฉุกละหุกแบบนี้จะได้ผลเหรอ?


   เจียงจวินโม่ถึงกับเห็นหวังเหวินกับเฝิงเสวียกงแอบไปมอบของขวัญให้ผู้ใหญ่บ้านด้วยซ้ำ


   สรุปแล้วก็คือ ภายใต้โควตานักศึกษาของโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ คนในที่พักของปัญญาชนต่างก็ทุ่มเทสุดกำลังเพื่อแย่งชิงโอกาสนี้ เมื่อเร็วๆนี้ ตอนที่เดินไปตามถนน ลู่เซี่ยก็สามารถรู้สึกได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังเคลื่อนไหวในหมู่บ้าน และในเวลานี้ ก็มีข่าวอีกข่าวหนึ่งแพร่สะพัดออกไป


   ลูกสาวของเหรัญญิกสือ อย่างสือชุนเยี่ยนก็ตั้งใจจะเข้าร่วมโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติด้วย!


   คนในหมู่บ้านที่จบมัธยมต้นมีน้อยมาก และสือชุนเยี่ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทุกคนก็ยังไม่ลืม แค่ชื่อเสียงของเธอ แบบนี้จะผ่านการตรวจสอบได้หรือ? แม้ว่าคนในหมู่บ้านจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ แต่เรื่องนั้นก็แพร่สะพัดไปจนทั่ว ขนาดเมืองเล็กๆยังรู้กันหมด คาดว่าโอกาสที่เธอจะถูกเลือกนั้นคงน้อยมาก


   แต่สำหรับลู่เซี่ย ในใจของเธอยังรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เธอปล่อยสือชุนเยี่ยนไป หลังจากนั้นเธอตั้งใจจะแก้แค้นกลับไป แต่ก็ยังไม่ได้โอกาส


   ไม่คิดว่า เธอจะออกมาโผล่เร็วขนาดนี้


   ลู่เซี่ยกัดฟันด้วยความแค้น ในใจกำลังครุ่นคิดแผนการ คิดว่าจะแก้แค้นเธอยังไงดี แต่ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะดูออกถึงความไม่สบายใจของเธอ จึงหันไปปลอบใจเธอว่า "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ยังไงซะผู้หญิงคนนั้นก็จะไม่ได้รับเลือกเข้าโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติหรอก"


   "ทำไมล่ะ?" เจียงจวินโม่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "ก็เธอต้องการลงสมัคร ยังไงด็ต้องอาศัยตำแหน่งเหรัญญิก แต่ถ้าไม่มีเหรัญญิกแล้ว เธอก็ไม่เหลืออะไรเลย"


   "อ้อ? หมายความว่าคุณจะจัดการเหรัญญิกก่อน แล้วค่อยถอนรากถอนโคนเหรอ?" เจียงจวินโม่พยักหน้า


   แต่ลู่เซี่ยยังคงสงสัย "เหรัญญิกบริหารงานในหมู่บ้านมาหลายปีแล้ว คุณมีวิธีจัดการเขายังไง? หรือว่าเขาทำบัญชีเท็จ?" เจียงจวินโม่ส่ายหน้า "ผมไม่รู้ว่าเขาทำบัญชีเท็จหรือเปล่า แต่ตัวเขาเองมีจุดด่างพร้อยแน่นอน"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่เซี่ยก็ยิ่งสนใจ "เรื่องอะไรเหรอ?"


   เจียงจวินโม่ไม่อยากพูด แต่เห็นลู่เซี่ยยืนกรานจริงๆ จึงตัดสินใจเล่าออกมาในที่สุด



บทที่ 199: การตัดสินใจของจ้าวหัว



   ที่แท้ เมื่อเร็วๆนี้ ตอนที่ลู่เซี่ยตั้งครรภ์ เจียงจวินโม่จึงเป็นห่วง ดังนั้นตอนกลางคืนที่ไปที่คอกวัว เขาจึงไปคนเดียว แล้วก็มีสองครั้งที่บังเอิญไปเจอ "คู่รักลับ" ในหมู่บ้าน และจากการสนทนาของพวกเขา เลยทำให้รู้ว่าผู้ชายคือเหรัญญิก ส่วนผู้หญิงคือหญิงม่ายในหมู่บ้าน


   หลังจากที่เขาค้นพบเรื่องนี้เข้าโดยบังเอิญ ก็คิดว่านี่เป็นโอกาสที่เหมาะมาก หลังจากสังเกตอย่างละเอียดแล้วพบว่าไม่ได้จำคนผิด จึงวางแผนที่จะโค่นล้มเหรัญญิก เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต


   เมื่อลู่เซี่ยรู้เรื่องนี้ก็ประหลาดใจมาก


   "อะไรนะ? เหรัญญิก ไม่ใช่ว่าอายุเกือบห้าสิบแล้วหรือ?" อายุมากขนาดนี้แล้วยังมีชู้ ก็นับว่าเก่งเหมือนกันนะ เจียงจวินโม่เองก็เข้าใจความหมายของเธอ เขาจึงเงียบลงเล็กน้อย ไม่พูดอะไร ไม่นานก็ได้ยินลู่เซี่ยพูดอย่างตื่นเต้นว่า


   "แล้วพวกเราจะทำยังไงล่ะ เปิดโปงเขาเลยไหม ให้คนในหมู่บ้านจับได้คาหนังคาเขา?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "เรื่องนี้ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นฝีมือพวกเรา" ลู่เซี่ยหันไปพยักหน้า "ได้ เรื่องนี้นายจัดการเถอะ นายฉลาดกว่าฉัน" เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น เจียงจวินโม่ก็แอบรู้สึกอ่อนโยนในใจ เขายื่นมือไปลูบศีรษะของเธอ แล้สก็รู้สึกว่าลู่เซี่ยนับตั้งแต่ตั้งครรภ์ก็ยิ่งน่ารักขึ้นเรื่อยๆ


   แต่ทั้งสองคนคิดว่าทุกอย่างดีแล้ว ใครจะรู้ว่าเรื่องนี้พวกเขายังไม่ทันคิดว่าจะเปิดเผยอย่างไร วันรุ่งขึ้นก็ได้ยินข่าวที่ทำให้ตกตะลึง


   จ้าวหัวหัวหน้าของกลุ่มปัญญาชนชายกับสือชุนเยี่ยน ลูกสาวของเหรัญญิกได้คบหากัน และความเร็วในการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็รวดเร็วมาก วันแรกที่ทุกคนรู้ข่าวนี้เข้า วันที่สองพวกเขาก็จะหมั้นกันแล้ว


   เมื่อลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นเธอก็เริ่มไม่อยากเชื่อ เธอถึงกับไปถามซุนเสิ้งหนานที่อยู่ที่พักของปัญญาชน เพราะไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ แต่ซุนเสิ้งหนานกลับมีสีหน้าไม่ดี เธอป่วยและนอนอยู่บนเตียงลุกไม่ขึ้น ลู่เซี่ยตกใจมาก เธอหยิบน้ำตาลทรายแดงมาชงน้ำให้ แล้วแอบหยดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปหนึ่งหยด จากนั้นเห็นว่าเธอไม่อยากพูดอะไรจริงๆ ก็เลยกลับไป


   ในเวลานี้ เจียงจวินโม่ได้สอบถามเรื่องราวจากฝ่ายปัญญาชนชายแล้ว และเดาได้ถึงเหตุผลที่เขาทำเช่นนี้


   จริงๆแล้วก็เดาได้ไม่ยาก ไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องโควตานักศึกษาของ โครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ


   ตอนนี้ที่ ที่พักของปัญญาชน มีแค่จ้าวหัว ซุนเสิ้งหนานและหลิวจวินเท่านั้นที่อยู่มานานที่สุด และอยากกลับเมืองมากที่สุด การที่เขาต้องการคว้าโอกาสนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แค่ไม่คิดว่าเขาจะใช้วิธีการแบบนี้


   ลู่เซี่ยรู้ถึงจุดประสงค์ของเขาที่ทำเช่นนี้แล้ว เธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี


   แม้ว่าเธอจะไม่ได้คุ้นเคยกับจ้าวหัวมากนัก แต่ก็รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมาก ถึงแม้ว่าหลังจากกู้เซี่ยงหนานลงชนบทไปแล้ว เรื่องที่ที่พักของปัญญาชนต้องออกหน้าหลายครั้งก็เป็นเขาที่นำพาทุกคนไปทำ แต่ทุกคนก็ให้ความเคารพจ้าวหัวมาก


   และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือโควตานักศึกษาของโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติครั้งนี้ ที่จริงแล้วคนที่มีโอกาสมากที่สุดของที่พักของปัญญาชนก็คือจ้าวหัวและซุนเสิ้งหนาน เหตุก็เพราะพวกเขาลงชนบทมานานที่สุดและทำงานอย่างขยันขันแข็ง รับผิดชอบทุกอย่าง ลู่เซี่ยเองก็คิดไปแล้วว่าตัวเลือกสุดท้ายจะเป็นหนึ่งในสองคนนี้


   แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายจ้าวหัวจะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนในหมู่บ้านไปครึ่งหนึ่งแล้ว อาศัยอิทธิพลของเหรัญญิกเพื่อให้ตัวเองได้โควตา ได้แต่บอกว่า เธอเองก็ยังคิดไม่ถึงว่าเขาจะยอมเสียสละมากขนาดนี้เพื่อเรื่องนี้ เดาว่าซุนเสิ้งหนานก็คงไม่คิดเหมือนกัน แม้แต่การที่เธอป่วยก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า?


   ลู่เซี่ยเองยังคงไม่แน่ใจ แต่เมื่อเธอนึกถึงแผนการของทั้งสองคนเมื่อคืน เธอจึงถามเจียงจวินโม่ว่า "คุณว่าพวกเราควรดำเนินแผนต่อไปไหม?" ถ้าเป็นแค่การจัดการกับเหรัญญิก พวกเขาคงไม่ลังเลอีกต่อไป แต่ตอนนี้จ้าวหัวดันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พวกเขาก็ต้องพิจารณาทุกอย่างใหม่แล้ว


   เพราะจ้าวหัวไม่ได้มีความแค้นอะไรกับพวกเขา อีกทั้งตอนที่เจียงจวินโม่เพิ่งลงชนบทใหม่ๆ และร่างกายไม่แข็งแรง เขาก็ดูแลเจียงจวินโม่เป็นอย่างดี หลายครั้งยังอาสาช่วยต้มยาให้อีกด้วย


   ดังนั้น เจียงจวินโม่จึงคิดอีกสักครู่แล้วพูดว่า "รอดูอีกสักพักเถอะ"



บทที่ 200: ถูกกำหนดไว้แล้ว



   ลู่เซี่ยพยักหน้าแต่ในใจเธอยังคงแอบมีความสงสัยอยู่บ้าง


   "ไม่ใช่ว่าสือชุนเยี่ยนก็วางแผนจะลงสมัครด้วยหรอกหรือ? ตอนนี้ถ้าเธอหมั้นกับจ้าวหัวแล้ว แล้วเหรัญญิกสนับสนุนใครกัน?"


   "น่าจะเป็นจ้าวหัวนะ" เจียงจวินโม่คิดสักครู่แล้วพูดว่า "พวกเขาคงเห็นแล้วว่าสือชุนเยี่ยนไม่มีโอกาส ชื่อเสียงของเธอถึงแม้จะได้รับเลือก แต่พอไปถึงรอบการตรวจสอบทางการเมืองก็คงไม่ผ่านแน่ แต่จ้าวหัวนั้นต่างออกไป เขาดูมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือก ดังนั้นจึงให้ลูกสาวแต่งงานกับเขา และที่รีบหมั้นกันแบบนี้ คงต้องการยืนยันให้เร็วที่สุด ผมคิดว่าถ้าจ้าวหัวได้รับเลือก ก่อนจะไปเหรัญญิกคงจะให้พวกเขาแต่งงานกันก่อน" พอลู่เซี่ยฟังแล้วก็เข้าใจการคำนวณของเหรัญญิก สมแล้วที่เป็นคนเจ้าเล่ห์ จับจุดจ้าวหัวได้ง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ


   ส่วนจ้าวหัวคงจะเข้าใจ แต่เพื่อที่จะได้ออกไปจากที่นี่ เขาก็ยังกระโดดลงไปในแผนของเหรัญญิก คงต้องบอกว่าบอกว่าคนหนึ่งอยากตี อีกคนหนึ่งก็อยากโดนตี สมกันแล้ว


.....


   วันรุ่งขึ้น ตอนที่จ้าวหัวและสือชุนเยี่ยนหมั้นกัน คนในที่พักของปัญญาชนไม่ได้ไปกันเลย งานหมั้นนี้ค่อนข้างรีบเร่ง และนอกจากญาติของตระกูลสือแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้เชิญคนนอก มาเลย และหลังจากหมั้นแล้ว จ้าวหัวก็ดูภาคภูมิใจที่มีเหรัญญิกคอยช่วยเหลือ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่คงจะเลือกเขา


   ลู่เซี่ยนั้นบางครั้งเธอก็เห็นเขาเดินไปกับสือชุนเยี่ยน เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ชอบสือชุนเยี่ยนเลยสักนิด เวลาอยู่ด้วยกันก็ดูเหมือนแกล้งทำ แต่ก็พยายามเออออและเอาใจเธอไปแบบนั้น ไม่รู้ว่าเขาจะเสียใจภายหลังหรือเปล่า ที่ใช้ชีวิตสมรสของตัวเองเพื่อผลประโยชน์แบบนี้


   แต่ชัดเจนว่าลู่เซี่ยคิดมากเกินไป อย่างน้อยตอนนี้จ้าวหัวก็ไม่เสียใจ


   ส่วนที่พักของปัญญาชน หลังจากที่จ้าวหัวแต่งงาน ที่นั่นก็เริ่มเงียบลงไปมาก คาดว่าทุกคนคงรู้ว่าตัวเองไม่มีโอกาสแล้ว จึงไม่วุ่นวายอีก แต่บรรยากาศก็ยังไม่ดีเท่าไหร่นัก


   ซุนเสิ้งหนานนั้น ร่างกายของเธอค่อยๆดีขึ้นเรื่อบๆ แต่ก็ผอมลงไปเยอะ พลังและความกระตือรือร้นที่เคยมีก็ดูเหมือนจะหายไป ลู่เซี่ยเลยได้แต่ไปปลอบใจหลายครั้ง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะเรื่องนี้กระทบจิตใจเธอมาก เพราะมันเป็นโอกาสที่จะหลุดพ้นมายืนอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ


   ไม่นานหมู่บ้านก็จัดให้ทุกคนลงคะแนนเลือกตั๋วสำหรับโควตานักศึกษาในโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจ้าวหัวได้รับเลือกด้วยคะแนนสูง


   และหลังจากนั้นโควตาจะถูกส่งไปยังเมืองเล็กๆ เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือก เมื่อเห็นว่าเรื่องราวเริ่มสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง จ้าวหัวจึงดูมีความสุขมากในช่วงนี้ ทั้งตัวของเขาเริ่มเปล่งประกายสดใส ในที่พักของปัญญาชน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่จ้าวหัวทำเพื่อให้ได้รับเลือก แต่ก็ไม่ได้ไปทะเลาะอะไรกับเขา เพราะตอนนี้เขาเป็นคนที่มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนที่สุดแล้ว ในขณะที่พวกเขายังต้องดิ้นรนอยู่ในชนบทต่อไป


   อย่างไรก็ตาม ได้ยินมาว่าเหรัญญิกกำลังเตรียมงานแต่งงาน โดยตั้งใจจะให้จ้าวหัวแต่งงานกับสือชุนเยี่ยนโดยเร็ว


   ดูเหมือนว่าเขาไม่อาจรอให้ถึงเวลาที่จะได้รับการยืนยันตำแหน่งสุดท้าย


   แต่ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์ใหญ่ก็เกิดขึ้นในหมู่บ้านอีกครั้ง!


   คืนนั้นเอง ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ยังไม่ได้นอน พวกเขาวางแผนจะส่งอาหารและผักไปที่คอกวัวหลังจากที่ฟ้ามืดแล้ว แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกเดินทาง พวกเขาได้ยินเสียงอึกทึกจากด้านนอก ซึ่งโดยปกติแล้วทุกคนจะนอนหลับกันหมดแล้วในเวลานี้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นวันนี้ ทำไมยังมีคนไม่นอนดึกขนาดนี้


   เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินเสียง สีหน้าของเขาก็ดูจริงจังขึ้นมาทันทีและตั้งใจจะออกไปดู ลู่เซี่ยเองก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นและต้องการจะตามเขาไปด้วย แต่เมื่อเห็นสายตาของเจียงจวินโม่ก็รู้ว่าไม่มีทาง ดังนั้นเธอจึงได้แต่พูดว่า


   "คุณไปดูเถอะ แล้วกลับมาเล่าให้ฉันฟังด้วยนะ" เมื่อเห็นเธอฟังเขา เจียงจวินโม่จึงวางใจ "คุณอยู่บ้านดีๆนะ ห้ามออกไปเดินเล่นข้างนอกเด็ดขาดเข้าใจไหม? ข้างนอกดูเหมือนจะมืดมาก มีก้อนหินเกลื่อนกลาด ไม่ปลอดภัย"


   ลู่เซี่ยพยักหน้ารับคำ


   "รู้แล้ว คุณอย่าลืมเอาไฟฉายไปด้วยนะ"


   "ได้"




จบตอน

Comments