บทที่ 21: การค้นพบของลู่ชิว
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างได้ถูกตัดสินกันอย่างลงตัวแล้ว ลู่เซี่ยจึงไม่อยากอยู่กับพวกเขาอีกต่อไป เธอจึงวางชามและตะเกียบแล้วเดินเข้าห้องไปเลย
เมื่อผู้เป็นแม่เห็นว่าลู่เซี่ยยังไม่ได้ทำงาน จึงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อคิดแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแต่ให้ลู่ชุนและลู่ชิวมาช่วยกันทำ
ลู่ชุนแสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังทำอยู่ดี ส่วนลู่ชิวไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะปกติเธอก็ช่วยงานบ้านอยู่แล้ว
ก่อนนอน ลู่เซี่ยก็เข้าไปในช่องว่างมิติตามปกติ
ธัญพืชภาพในช่องว่างมิติถูกขายไปเกือบหมดแล้ว เหลือแค่เพียงสี่ห้าร้อยจิน ลู่เซี่ยจึงตั้งใจจะเก็บไว้กินเอง
หลังจากเก็บผักในแปลงเกือบหมดแล้ว ลู่เซี่ยก็เหลือรากต้นกุยช่ายเอาไว้ให้เติบโตต่อไป ส่วนใบและกิ่งของผักอื่นๆก็นำไปทิ้งในแปลงเพื่อเป็นปุ๋ย จากนั้นก็เริ่มปลูกธัญพืชทั้งสามชนิดต่อ
เนื่องจากเวลาเก็บเกี่ยวเหมือนกับเวลาภายนอก จึงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ดังนั้นลู่เซี่ยจึงจำเป็นต้องปลูกให้เร็วที่สุด
ข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของช่องว่างมิติคือ ไม่มีฤดูทั้งสี่ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็สามารถปลูกต่อได้ทันที เพระฉะนั้นภายในหนึ่งปีจึงปลูกได้สองสามครั้ง
เนื่องจากมีพื้นที่ทั้งหมดห้าหมู่ แม้ว่าลู่เซี่ยจะเหลือพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกผัก แต่พื้นที่ที่เหลืออยู่ก็มีไม่น้อย ดังนั้นคงปลูกไม่เสร็จภายในคืนเดียว เธอจึงวางแผนว่าจะปลูกให้เสร็จก่อนจะไปที่ชนบทก็พอ
หลังจากวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง เวลาก็ล่วงเลยไปมากพอสมควรแล้ว ลู่เซี่ยก็ออกมานอน
วันรุ่งขึ้นหลังจากตื่นนอน กลับมีคนอยู่ในบ้าน
ตอนนี้ ลู่ชิวกำลังนั่งส่องกระจกอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งของลู่ชุน
เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยตื่นแล้ว ลู่ชิวก็พูดขึ้นตรงๆ “พี่สาวคนที่สอง ตื่นแล้วเหรอ? สุดเลยเลยนะ เมื่อคืนก็เข้านอนเร็วขนาดนั้น แถมตอนเช้ายังนอนตายขนาดนี้ คนในบ้านเดินไปเดินมาก็ไม่ตื่น”
ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ แม้ว่าเธอจะเข้านอนเร็ว แต่เธอกลับทำงานหนักทั้งคืน เลยรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย เพราะฉะนั้นการตื่นสายก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่จะพูดแบบนั้นไม่ได้หรอก ลู่เซี่ยจึงเลี่ยงที่จะตอบ “วันนี้เธอไม่ไปโรงเรียนเหรอ?”
ลู่ชิวตกใจ “วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์นี่นา”
“อ๋อ!” ลู่เซี่ยพยักหน้า หลังจากนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก
แต่ลู่ชิวกลับมีเรื่องอยากจะพูดกับเธอ “พี่สาวคนที่สอง พี่รู้ไหมว่าพี่สาวคนโตไปไหน?”
“ไม่รู้” แล้วลู่เซี่ยก็ไม่ได้สนใจด้วย
ลู่ชิวก็รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ จากนั้นก็พูดกับลู่เซี่ยด้วยความกระตือรือร้นว่า “ดูเหมือนพี่สาวคนโตจะมีแฟนแล้วนะ!”
ลู่เซี่ยเพิ่งจะเงยหน้ามองเธอ แล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่พูดอะไร
แต่ลู่ชิวเห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอสนใจแล้ว “เมื่อวานตอนฉันกลับมาจากโรงเรียน เห็นผู้ชายคนหนึ่งมาส่งพี่สาวคนโต ตอนแยกกัน พี่สาวคนโตยังอาลัยอาวรณ์เลย”
“อ๋อ!” งั้นก็คงมีเรื่องแล้วล่ะมั้ง
“พี่คิดว่าแม่ของเรารู้เรื่องนี้ไหม?”
“ไม่รู้”
“ฉันคิดว่าก็คงไม่รู้หรอก ถ้ารู้ละก็ แม่ของเราคงไม่มีทางนิ่งเฉยแน่นอน ต้องสืบหาตระกูลของผู้ชายคนนั้นให้ได้ถึสิบแปดชั่วโคตรแน่ๆ หากเขามีพื้นฐานการศึกษาและฐานะดี แม่คงยินยอมและเร่งเร้าให้แต่งงานด้วย แต่หากเขามีพื้นฐานไม่ดี แม่คงไม่ยอมและขัดขวางความสัมพันธ์จนต้องแตกหักกันไปเลย” ลู่ชิวพูดไปพลางวิเคราะห์ไป
ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ จริงๆแล้วที่เธอพูดคือไม่รู้ว่าแม่จะรู้เรื่องนี้หรือเปล่า
แต่สิ่งที่ลู่ชิวพูดก็ถูก แม่ของพวกเขาเป็นคนแบบนี้จริงๆ มองแค่ผลประโยชน์ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่เธอก็มีข้อกำหนดสำหรับลูกเขยในอนาคตอยู่ไม่น้อย คงจะรอยืมแสงจากลูกเขยอยู่ล่ะมั้ง
ลู่เซี่ยไม่คาดคิดว่าลู่ชิวจะมองออกได้ชัดเจนขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย คงจะเป็นรุ่นเยาว์ที่ฉลาดที่สุดของตระกูลลู่ก็ได้
ลู่เซี่ยไม่ได้ฟังเธอพูดต่อ หลังจากเก็บกวาดและกินข้าวเสร็จ เธอก็ตั้งใจจะออกไปข้างนอก
ลู่ชิวถามด้วยความสงสัย “พี่สาว พี่จะไปไหน? ฉันไปด้วยได้ไหม ?เสี่ยวตงวิ่งออกไปเล่นแล้ว “ฉันอยู่บ้านคนเดียวไม่สนุกเลย”
ลู่เซี่ยส่ายหัว “ไม่ได้ เธอไปเล่นกับเพื่อนสาวของเธอเถอะ”
ลู่ชิวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฝืนตามไป “งั้นก็ได้ พี่จะกลับมากินข้าวเที่ยงไหม?”
“ไม่กลับ”
ลู่เซี่ยพูดทิ้งท้ายไว้เพียงประโยคเดียวแล้วก็จากไป
ส่วนลู่ชิวที่อยู่ในห้องก็รู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เธอรู้สึกว่าพี่สาวคนที่สองเปลี่ยนไปมากในช่วงสองวันนี้ ไม่พูดจาไพเราะเหมือนเมื่อก่อน คาดว่าคงจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วล่ะมั้ง
บทที่ 22: ตัดเสื้อคลุมฝ้าย
หลังจากลู่เซี่ยออกจากบ้านมาแล้ว เธอก็มุ่งหน้าไปยังตลาดมืดทันที เมื่อไปถึงก็พบว่ามีชายคนเดิมรออยู่ที่นั่น เธอได้ยินจากหัวหน้าจินหมิงว่าเขาชื่อ ‘เฝิงจื่อ’
เฝิงจื่อเห็นลู่เซี่ยมาแล้วก็ดีใจมาก พลางพูดกับเธอเบาๆ “น้องสาว มาแล้วเหรอ ฉันเตรียมของทุกอย่างไว้ให้เธอหมดแล้ว”
พูดจบก็พาลู่เซี่ยไปยังตรอกข้างๆ พร้อมหยิบของสองห่อใหญ่ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมา
“นมข้าวสาลีห้ากระป๋อง น้ำตาลแดงห้าจิน ผ้าฝ้ายสิบจิน”
นมข้าวสาลีและน้ำตาลแดงยังพอไหว แต่เมื่อลู่เซี่ยเห็นผ้าฝ้ายจำนวนมากขนาดนี้ เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อวานลู่เซี่ยลองหยั่งเชิงไปนิดหน่อย ไม่คิดว่าพวกเขาจะเตรียมมาให้มากขนาดนี้จริง ๆ!
เมื่อรู้ว่าสถานที่ที่จะต้องไปอยู่ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ลู่เซี่ยก็ตั้งใจจะเตรียมผ้าฝ้ายไว้ทำเสื้อผ้าหนาๆ
ของพวกนี้แม่ของเธอคงจะไม่ได้เตรียมไว้ให้ ลู่เซี่ยจำเป็นต้องหาวิธีจัดการด้วยตัวเอง ตอนนี้มีผ้าฝ้ายมากพอแล้ว เธอจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาได้บ้าง
ถึงแม้ผ้าฝ้ายจะมีอยู่มาก แต่ราคาก็สูงขึ้นเช่นกัน เมื่อรวมกับนมข้าวสาลีและน้ำตาลแดงแล้ว ทำให้ลู่เซี่ยต้องควักเงินออกมาไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงรู้สึกพอใจ
หลังจากหยิบเงินให้เฝิงจื่อแล้ว ลู่เซี่ยก็ถามเบาๆอีกครั้ง “นี่ พวกคุณหานาฬิกาข้อมือให้ฉันได้ไหม?”
เฝิงจื่อได้ยินลู่เซี่ยถามถึงเรื่องนี้ก็ตอบไปตามตรง “ได้ หากต้องการนาฬิกาข้อมือคงต้องรออีกสองสามวัน แต่หากเป็นคูปองแลกนาฬิกา หัวหน้าของพวกเรามีอยู่แล้วในตอนนี้”
ลู่เซี่ยพยักหน้าทันที “งั้นเอาคูปองแลกนาฬิกามาให้ฉันใบหนึ่งแล้วกัน ฉันจะมาเอาพรุ่งนี้”
“ได้เลย!”
หลังจากนัดแนะกับเฝิงจื่อเรียบนร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็หยิบของแล้วจากไป เก็บนมข้าวสาลีและน้ำตาลแดงเข้าไปในช่องว่างมิติ ก่อนจะถือผ้าฝ้ายและผ้าที่ซื้อเมื่อวานไปที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าของรัฐที่อยู่ใกล้ๆ
ลู่เซี่ยตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น เดิมทีแล้วเธอสามารถรอจนกว่าจะไปถึงชนบทแล้วค่อยตัดก็ยังทัน แต่หากจะหยิบผ้าฝ้ายและผ้าออกมาเยอะขนาดนั้นก็คงไม่สะดวกนัก ดังนั้นการเตรียมเสื้อผ้าให้พร้อมตั้งแต่ตอนนี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
เมื่อมาถึงร้านตัดเสื้อแล้ว ช่างตัดเสื้ออาวุโสก็ดูของที่ลู่เซี่ยนำมาและฟังความต้องการของเธอ แล้วก็มองเธอหนึ่งครั้ง คาดว่าคงจะรู้สึกแปลกใจที่เธอมาตัดเสื้อกันหนาวในช่วงฤดูร้อน
ลู่เซี่ยอธิบายพร้อมรอยยิ้ม “ฉันก็จะไปทำงานในชนบทที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเหมือนกัน ฤดูหนาวของที่นั่นจะหนาวมาก ดังนั้นช่วยตัดให้หนาหน่อยนะคะ”
ช่างตัดเสื้ออาวุโสเข้าใจแล้ว “ผ้าฝ้ายพวกนี้ของคุณสามารถตัดเสื้อกันหนาวได้สามสี่ตัวแล้ว!”
ลู่เซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นก็ตัดสามตัว ตัวที่หนาที่สุด ตัวที่หนาปานกลาง และอีกตัดเป็นเสื้ออ่าว แบบบุใยฝ้ายก็พอ กางเกงแบบบุใยฝ้ายเหมือนกัน ถ้ายังมีเหลืออยู่ พอจะทำรองเท้าบุใยฝ้ายได้ไหม?”
ช่างตัดเสื้ออาวุโสมองลู่เซี่ยหนึ่งครั้ง “ได้ แต่ต้องใช้เวลาสักหน่อย”
ลู่เซี่ย พยักหน้า “ได้ งั้นก็ทำรองเท้าอีกหนึ่งคู่ ถ้าผ้าฝ้ายยังพอเหลือก็ทำสองคู่ ขอแค่ทำเสร็จภายในสิบวันก็พอ”
เมื่อช่างตัดเสื้ออาวุโสได้ยินว่ายังมีเวลาอีกเยอะก็ตอบตกลง จากนั้นก็พาลู่เซี่ยไปวัดขนาดตัว จ่ายเงินมัดจำและออกใบเสร็จ ก่อนจะนัดวันมารับของ
ลู่เซี่ยออกจากร้านตัดเสื้อของรัฐแล้วก็รู้สึกโล่งใจ โชคดีที่เธอนึกถึงเรื่องนี้ได้ ตัดเสื้อผ้ามากมายขนาดนี้แต่ค่าแรงเพียงสิบสองหยวนเอง ถูกจริงๆ!
ผ้าฝ้ายและผ้าที่เตรียมไว้ก็หมดแล้ว
ตอนนี้ไม่ต้องใช้ผ้าฝ้ายแล้ว ในเมื่อแม่ขอเธอตกลงจะให้ผ้าห่มสองผืน ลู่เซี่ยจึงไม่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มเติม หากไม่รับไว้ก็คงจะพลาดโอกาสดีๆไป แต่ผ้าสำหรับตัดเย็บหมดแล้ว โชคดีที่ก่อนหน้านี้เธอซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปเอาไว้สองชุด
ส่วนคูปองผ้า ตอนนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็ไปยังสหกรณ์ เพื่อดูว่ามีอะไรขาดเหลืออีกบ้าง แล้วก็เห็นกระดาษชำระ
จู่ๆก็นึกได้ว่ายังขาดของอะไรอีก ใช่แล้ว ยังไม่ได้ซื้อกระดาษชำระเลย
ในยุคเจ็ดศูนย์นี้ผ้าอนามัยเป็นสิ่งของที่หาได้ยาก ต้องไปซื้อที่ร้านขายของสำหรับชาวจีนโพ้นทะเลเท่านั้น แถมยังต้องใช้คูปองเงินตราต่างประเทศ แต่เธอไม่มี ก็เลยต้องซื้อกระดาษชำระมาตุนไว้เยอะๆ
จากความทรงจำ แม้เจ้าของร่างเดิมจะอายุสิบแปดแล้ว แต่ประจำเดือนของเธอก็จะเพิ่งมาได้ปีเดียว คาดว่าคงเกี่ยวข้องกับภาวะขาดสารอาหารด้วย
และช่วงมีประจำเดือนก็ไม่สม่ำเสมอ บางครั้งผ่านไปสองสามเดือนถึงมาครั้งหนึ่ง และแต่ละครั้งก็ยังเจ็บปวดแทบตาย
ที่บ้านไม่ยอมให้เธอใช้กระดาษชำระดีๆ ใช้ได้เพียงกระดาษชำระที่คุณภาพต่ำสุด ซึมซับน้ำไม่ได้เลย และเธอเองก็ไม่กล้าใช้มากด้วย หากเธอใช้มากไป แม่ของเธอก็จะด่าว่าเธอสิ้นเปลือง ดังนั้น เธอจะกระเปลี่ยนกระดาษก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าจะรั่วซึมออกมาแล้วเท่า
[1] เสื้ออ่าว = เสื้อตัวนอกสำหรับหน้าหนาว แขนเสื้อกว้างแล้วสอบเข้าตรงข้อมือ สวมด้วยวิธีใช้สาบเสื้อทับกันหรือผ่าหน้ากลัดกระดุม มีทั้งเสื้อแบบตัวสั้นและตัวยาว
บทที่ 23: ขอเงิน
เมื่อคิดแบบนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเตรียมตัวให้มากขึ้น
ลู่เซี่ยได้ถามมาแล้ว แม้ตอนนี้จะซื้อกระดาษชำระได้โดยไม่ต้องใช้คูปอง แต่ก็มีการจำกัดการซื้อ ซึ่งแต่ละคนซื้อได้น้อยมาก
ดังนั้นจึงได้แต่ไปยังสหกรณ์จำหน่ายสินค้าในแต่ละพื้นที่ เพื่อซื้อทุกอย่างที่ซื้อได้
เมื่อเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว จึงไม่ได้ทำต่อ แต่ตั้งใจจะไปห้างสรรพสินค้าอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
หลังจากกลับบ้านมาวันนี้ ทุกคนในบ้านก็ยังอยู่เหมือนเดิม
คุณแม่ของลู่เซี่ยดูเหมือนจะมีความสุขมาก คงเป็นเพราะลูกสาวคนโตได้งานที่มั่นคงแล้ว เธอยังกินไปพูดไปด้วยว่าใครต่อใครก็แนะนำคู่ให้ลูกสาวของเธอ และเธอก็เตรียมจะเลือกคนดีๆให้ลูกสาวไปพบ
พ่อของลู่เซี่ยพยักหน้าเห็นด้วยเป็นอย่างมาก
ลู่เซี่ยนึกถึงคำพูดของลู่ชิว พลางเงยหน้ามองลู่ชุนเล็กน้อย ก็ต้องพบว่าสีหน้าของเธอไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังไม่ได้คัดค้าน ไม่รู้ด้วยว่าคู่ของเธอเป็นอย่างไร
แต่เมื่อเห็นคนในครอบครัวหัวเราะกันอย่างมีความสุขแบบนี้ ลู่เซี่ยกลับรู้สึกว่ามันแสบตา พวกเขาคงลืมไปแล้วว่าเธอกำลังจะไปชนบท
ลู่เซี่ยรู้สึกโกรธแทนเจ้าของร่างเดิมอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ลู่เซี่ยจึงถามออกไปตรงๆ “แม่ ฉันกำลังจะไปชนบทแล้ว แม่ไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะเตรียมของให้ฉัน เตรียมเสร็จหรือยัง?
จริงสิ เมื่อวานยังบอกอีกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาวมาก ต้องเตรียมเสื้อนวมผ้าฝ้ายให้ฉันด้วยใช่ไหม?
แล้วก็ตั้งแต่เด็กจนโตฉันก็ไม่เคยใส่เสื้อผ้าใหม่เลย คราวนี้ไปชนบทก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาหรือเปล่า อย่างน้อยก็น่าจะเตรียมเสื้อผ้าใหม่ให้ฉันสักชุดใช่ไหม?”
เสียงพูดจบลง บรรยากาศาในบ้านก็เงียบลงในทันที ความคึกคักเมื่อครู่ก็ไม่มีอีกต่อไป
เมื่อแม่ของลู่เซี่ยได้ยินคำพูดของเธอก็อ้าปากค้างไปครู่นึ่ง ก่อนจะตอบกลับไป “ฉันไม่ได้บอกหรอกเหรอว่าจะให้ผ้าห่มสองผืน? นั่นเป็นของใหม่ทั้งนั้นเลยนะ”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันรู้ นอกจากผ้าห่มแล้วยังมีอะไรอีกไหม?”
เมื่อเห็นว่าไม่มีการตอบรับใด ลู่เซี่ยจึงแสร้งทำเป็นตกใจ “อย่าบอกนะว่า นอกจากผ้าห่มแล้วพวกคุณก็ไม่ได้เตรียมอะไรให้ฉันเลย?”
เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนั้น แม่ของเธอก็มีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “แล้วเธออยากได้อะไรอีกล่ะ เธอลองดูสิว่าใครบ้างที่ย้ายไปชนบทแล้วเอาผ้าห่มดีๆไปถึงสองผืน!”
ลู่เซี่ยได้ฟังแล้วกลับหัวเราะเยาะ “ใช่ค่ะ ผ้าห่มนั่นก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันก็ยังขาดของใช้อย่างอื่นด้วยนะคะ
หลายปีมานี้ ไม่ว่าฉันจะใช้อะไรก็เป็นของที่เหลือใช้จากพี่สาวคนโตทุกอย่าง เสื้อนวมผ้าฝ้ายนั่นก็ใส่มาหลาปีแล้ว ตอนนี้ผ้าฝ้ายที่บุอยู่ด้านในก็จับตัวกันเป็นก้อนหมดแล้ว ไม่สามารถให้ความอบอุ่นได้เลย แม้กระทั่งใส่ในเมืองหลวงก็ยังรู้สึกหนาว หากยังนำไปใส่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คงจะหนาวตายแน่ๆ
เสื้อผ้าก็มีแต่รอยปะชุนเต็มไปหมด เพราะก่อนหน้านี้ แม้เสื้อผ้าจะมีรอยปะนิดหน่อย พี่สาวก็ยังยอมเก็บไว้ให้ฝุ่นจับ ดีกว่าจะเอามาให้ฉันเลย
แม้แต่แปรงสีฟัน ยาสีฟัน สบู่ กะละมังล้างหน้า ก็ยังไม่มีเลย จะให้ฉันย้ายไปใช้ชีวิตในชนบทแบบนี้เลยเหรอ? แบบนี้มันต่างจากการลี้ภัยสงครามตรงไหนกันนะ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของแม่ก็ไม่ค่อยดีนัก นึกจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่ลู่เซี่ยกลับไม่ให้โอกาสนั้น
“ฉันจำได้ว่าตอนที่ประกาศให้ไปชนบท สำนักงานจัดหางานให้คนหนุ่มสาว ก็ได้ให้เงินช่วยเหลือการตั้งถิ่นฐานด้วยใช่ไหม? หากจำไม่ผิดน่าจะประมาณสองร้อยกว่าหยวนนะ ถ้าแม่ไม่มีเวลาเตรียมของให้ฉัน ก็ให้เงินจำนวนนั้นกับฉันมาเถอะ ฉันจะไปจัดการเอง”
เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดถึงเรื่องเงิน แม่ของเธอก็เริ่มร้อนใจ “ทำไมถึงใจแคบอย่างนี้ เงินเยอะขนาดนี้เธอจะเก็บไว้เองได้ยังไง?
ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่เตรียมของให้เธอนะ เธอเองก็ยังมีเวลาอีกสักพักนี่
แถมยังพูดราวกับว่ามันง่ายนักนะ จะทำเสื้อนวมผ้าฝ้ายก็ต้องซื้อผ้าซื้อฝ้ายสิ บ้านเรามีคูปองที่ไหนกัน?
แต่ฉันบอกพี่สาวเธอไปแล้ว ถึงตอนนั้นก็ให้พี่สาวของเธอเลือกเสื้อผ้าดีๆให้เธอสักสองสามตัว”
ลู่เซี่ยได้ฟังก็เยาะเย้ยในใจ “สรุปว่ายังไงก็ไม่ได้ตั้งใจจะเตรียมของให้ฉันใช่ไหม?
พวกคุณก็รู้นี่ว่าสภาพแวดล้อมในชนบทเป็นยังไง หลายปีมานี้ฉันไม่เคยได้กินอิ่มเลย ร่างกายก็ไม่ค่อยมีแรง ตอนไปอยู่ที่นั่นคงจะทำคะแนนแลกอาหารได้ไม่เท่าไหร่หรอก เมื่อถึงเวลานั้นเงินพวกนี้ก็จะเป็นค่าอาหารของฉันไง
ถึงฉันไม่จะเคยไปชนบท แต่ก็รู้ว่าการใช้ชีวิตที่นั่นมันไม่ง่าย ยิ่งในฤดูหนาวก็หนาวมาก ฉันอาจจะถึงตายได้เลย พวกคุณเอาเงินช่วยชีวิตของฉันไปใช้แล้วจะมีความสุขเหรอ?”
[1] สำนักงานจัดหางานให้คนหนุ่มสาว = โครงการส่งคนรุ่นหนุ่มสาวไปทำงานในชนบท เกิดขึ้นในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนในยุคของ เหมา เจ๋อ ตง (ประมาณปี1966 - 1976) โดยรัฐบาลจีนในสมัยนั้นได้ริเริ่มนโยบายให้เยาวชนจากเมืองใหญ่ไปใช้ชีวิตและทำงานในพื้นที่ชนบท เพื่อสร้างประสบการณ์และแนวคิดใหม่ให้แก่เยาวชน ทั้งยังเป็นการกระจายแรงงานและกำลังคนออกไปสู่ชนบทด้วย
บทที่ 24: นาฬิกาข้อมือ
ดูเหมือนจะคาดไม่ถึงว่าลูกสาวคนที่สองที่ปกติจะว่านอนสอนง่าย จะกล้าพูดจาต่อปากต่อคำ แถมยังพูดจาไม่เข้าหูได้ถึงขนาดนี้
ผู้เป็นแม่ชี้นิ้วใส่ลู่เซี่ย เนื้อตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ แต่ก่อนที่จะทันได้พูดอะไร พ่อของเธออก็โยนตะเกียบลงบนโต๊ะ
“ให้เธอไป!”
แม่ของลู่เซี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่เมื่อเห็นสีหน้าเย็นชาของสามีก็เดินไปหยิบเงินออกมา
ลู่เซี่ยรับเงินมาอย่างไม่เกรงใจ แต่เธอหยิบมาเพียงสองร้อย “ที่เหลือถือว่าเป็นค่าผ้าห่มที่แม่ซื้อให้”
แม่ของลู่เซี่ยโกรธจนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เมื่อเห็นสามีวางชามตะเกียบลงแล้วลุกออกจากโต๊ะไป สุดท้ายก็อดทนเอาไว้
หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น คนอื่นๆก็กินข้าวไม่ลงแล้ว แต่ลู่เซี่ยไม่สนใจว่าพวกเขาจะมีความสุขหรือไม่ เพราะตอนนี้เธอพอใจที่เธอมีความสุขมาก และยังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เป็นเรื่องยากนักที่อาหารจะไม่มีกลิ่นน้ำล้างหม้อ
คนอื่นๆเห็นลู่เซี่ยเป็นแบบนี้ก็ไม่อยากพูดอะไรแล้ว
ลู่เซี่ยกินข้าวเสร็จก็วางชามแล้วกลับเข้าห้องไปทันที
หลังจากเข้าห้องไปแล้ว ยังคงได้ยินเสียงผู้เป็นแม่บ่นพึมพำอยู่ข้างนอก
ลู่เซี่ยได้ยินแต่ก็ไม่ใส่ใจ เมื่อนึกถึงท่าทีของผู้เป็นพ่อเมื่อครู่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
พ่อของลู่เซี่ยคนนี้น่ะเหรอ แม้ปกติจะไม่ค่อยพูด แต่เขาก็เป็นคนกตัญญู คนนอกมองเข้ามาก็จะเห็นว่าเขาเป็นคนซื่อเกินไป ทำงานขนส่งสินค้ามาหลายปีก็ยังไม่มีความสามารถที่จะเปลี่ยนตำแหน่ง
แต่เมื่ออยู่ในบ้านกลับเป็นคนที่พูดจาเด็ดขาด ต่างจากแม่ของลู่เซี่ยที่ปกติจะดูเก่งกาจ แต่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องใหญ่ๆ ก็ยังต้องเชื่อฟังพ่อของเธออยู่ดี
แต่พ่อของลู่มีข้อดีอย่างหนึ่งคือ เงินที่แม่ของลู่หาได้เอง นอกจากจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้ใช้ในครอบครัวทุกเดือนแล้ว ที่เหลือเธอก็สามารถดูแลพ่อแม่ของเธอได้ แต่เงินของตระกูลลู่จะใช้ยังไงก็ต้องฟังพ่อของลู่
แต่พ่อของลู่เซี่ยก็มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ เงินที่แม่ของเธอหามาได้ นอกจากจะแบ่งส่วนหนึ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือนของครอบครัวแล้ว ที่เหลือก็สามารถเอาไปดูแลครอบครัวของตัวเองได้ ส่วนเงินของครอบครัวหากจะใช้จ่ายอะไรก็ต้องให้พ่อของเธอเป็นคนตัดสินใจ
ก็เพราะแบบนี้ เมื่อพ่อของลู่เซี่ยทำหน้าเย็นชาใส่ แม่ของเธอก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี
อย่างไรก็ตาม เธอก็รู้ว่าหลังจากครั้งนี้เธอคงจะผิดใจกับครอบครัวไปแล้ว แต่เธอไม่สนใจหรอก
ตอนกลางคืนลู่เซี่ยยังคงทำงานในไร่นาต่อป ตื่นมาในวันรุ่งขึ้น ก็ปรากฏว่าไม่มีอาหารของเธอวางอยู่บนโต๊ะแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
หลังจากออกไปข้างนอกก็ไปซื้ออาหารที่ร้านอาหารของรัฐ ทั้งยังเลือกซื้อซาลาเปาและหมั่นโถวมาเยอะพอควร
เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับตามอง ลู่เซี่ยจึงทำเหมือนเมื่อวาน โดยเดินไปตามร้านอาหารของรัฐในหลายเขตของเมืองหลวง ซื้อซาลาเปาและหมั่นโถว เพื่อจะได้เก็บไว้กินในเวลาาหิวเมื่อต้องอยู่ในชนบท
ในขณะเดียวกัน วันนี้ยังคงซื้อกระดาษชำระต่อไป
แน่นอนว่ายังไม่ลืมไปหาเฝิงจื่อเพื่อซื้อคูปองนาฬิกาข้อมื้อ
แต่คูปองนาฬิกาข้อมือนี่มันแพงจริงๆ แค่คูปองใบเดียวก็ปาไป หนึ่งร้อยหยวนแล้ว หากเพิ่มเงินอีกนิดก็พอจะซื้อนาฬิกาได้แล้ว แต่ลู่เซี่ยก็ไม่มีทางเลือก ใครจะไปคิดว่าของพวกนี้หายากขนาดนี้
หลังจากซื้อคูปองนาฬิกาข้อมือแล้ว ลู่เซี่ยก็ไปห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง เพื่อซื้อนาฬิกาข้อมือยี่ห้อเหมยฮวา ในราคาหนึ่งร้อยห้าสิบหยวน
แต่ลู่เซี่ยไม่ได้ใส่มันทันที เธอตั้งใจจะใส่หลังออกจากบ้านของตระกูลลู่ไปแล้ว
หลังจากนั้นก็เดินเล่นในห้างสรรพสินค้าอีกรอบ เลือกซื้อของเล่นเล็กๆน้อยๆที่ไม่ต้องใช้คูปองไปด้วย
ไม่คิดว่าจะเดินไปเจอร้านขายกระเป๋าเดินทาง
ไม่คิดว่าในยุคนี้จะมีกระเป๋าเดินทางขายแล้ว มีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ถึงแม้จะไม่เห็นแบบมีล้อ แต่ก็เหมาะกับการเดินทางไกลมาก
เมื่อลู่เซี่ยห็นราคาแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แม้จะซื้อได้ แต่ก็ไม่จำเป็น
ลู่เซี่ยจะไปชนบท ไม่ใช่ไปทำงานต่างถิ่น เพระาฉะนั้นเลือกซื้อเพียงกระเป๋าที่ใส่ของได้ก็พอแล้ว
ดังนั้นจึงสอบถามพนักงานขายและเลือกซื้อกระเป๋าผ้าใบขนาดใหญ่พิเศษสองใบ ซึ่งสามารถใส่ของได้เยอะ และซื้อกระเป๋าสะพายข้างขนาดใหญ่อีกหนึ่งใบเพื่อพกติดตัว
ตอนนี้เจ้าของร่าเดิมไม่มีแม้แต่กระเป๋านักเรียนสักใบ เดิมทีมีอยู่ใบหนึ่ง แต่ต่อมาลู่ชิวก็เอาไปใช้ตอนไปโรงเรียน เธอจึงต้องถือหนังสือไปโรงเรียนด้วยมือเปล่าๆตลอด
ตอนนี้มีกระเป๋าสะพายแล้ว ต่อไปเวลาออกไปข้างนอกก็สะดวกในการพกพาสิ่งของต่างๆ
สามใบรวมกันก็ไม่ถือว่าแพง ลู่เซี่ยรู้สึกพอใจมาก
บทที่ 25: คืนสุดท้าย
หลังจากเดินซื้อของอยู่ทั้งวันและเตรียมของได้หลายอย่างแล้ว ลู่เซี่ยก็ถือกระเป๋าผ้าใบกลับบ้าน
เมื่อคนในครอบครัวเห็นลู่เซี่ยกลับมา ก็ไม่มีใครพูดอะไร ส่วนเธอเองก็ดีใจที่ได้อยู่อย่างสงบ
ส่วนลู่ชิวและลู่ตงเห็นลู่เซี่ยนำของกลับมาก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของเธอก็ไม่กล้าถาม
อย่างไรก็ตาม แม่ของลู่เซี่ยก็รู้ดีว่าเธอคงซื้อของดีๆไม่ได้ เพราะเธอไม่มีคูปอง
แม้ว่าคนในรอบครัวจะไม่มีใครคุยกับลู่เซี่ย แต่ก็ยังยอมให้ข้าวเธอกินข้าวด้วย ส่วนเธอเองก็คิดว่าไหนๆก็มีให้กินฟรี จึงนั่งลงกินอย่างไม่เคอะเขิน
หลังจากกินข้าวเสร็จก็กลับห้องตามปกติ ยังไม่ทันจะปิดประตูก็ได้ยินเสียงบ่นของลู่ชุน
“ถ้าเธอมีศักดิ์ศรีขนาดนั้นแล้วจะกลับมากินข้าวที่บ้านทำไม ในเมื่อมีเงินตั้งเยอะแยะทำไมไม่ซื้อกินเองล่ะ!”
จากนั้นก็ได้ยินแม่พูดขึ้น “พอเถอะ เธออยู่บ้านได้อีกไม่กี่วันแล้ว”
หลังจากนั้นลู่ชุนก็เงียบไป
ลู่เซี่ยหัวเราะเยาะ รอก่อนเถอะ ของขวัญของพวกแกยังมาไม่ถึง
อีกไม่กี่วันต่อมา ลู่เซี่ยก็ออกไปเตรียมเสบียงตามปกติ เธอยังคงไปแลกคูปองที่ตลาดมืด เมื่อเห็นเขาขายเนื้อก็ซื้อมาเก็บไว้ในช่องว่างมิติ เพื่อทำกินเองทีหลัง
แล้วก็คิดว่าอีกไม่กี่ปีจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จึงแวะไปที่ร้านหนังสือ ซื้อหนังสือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเคมีมาอย่างละสองสามเล่มด้วย
อีกทั้งยังไปที่ร้านรับซื้อของเก่าด้วยความสงสัย แม้จะไม่เห็นของโบราณอะไร แต่ลู่เซี่ยก็เลือกซื้อเตาเล็กๆ มือสองขาเป๋มาอันหนึ่ง ดูเหมือนว่าเมื่อซ่อมแซมแล้วก็ใช้ได้ เธอเลยเก็บไว้ในช่องว่างมิติ ตั้งใจจะเอาไว้ใช้ทีหลัง
เห็นได้ชัดว่าใกล้ถึงเวลาไปชนบทแล้ว
ช่วงนี้ลู่เซี่ยออกจากบ้านทุกวัน ทุกครั้งที่กลับมาก็จะเอาของมาด้วยเสมอ
เมื่อลู่เซ่ยไม่อยู่ แม่ของเธอก็แอบดูุกครั้ง เมื่อมีแต่ของที่ซื้อได้โดยไม่ต้องใช้คูปองและไม่มีของดีๆเลย แม่ของเธอจึงบ่นและไม่สนใจเธออีกต่อไป
ทุกคนในครอบครัวยังคงปฏิบัติต่อลู่เซี่ยเหมือนไม่มีตัวตน แต่เธอก็ไม่ได้สนใจ
ถึงอย่างไรก็ได้เจอกันแค่ตอนกลางคืนเท่านั้น
ส่วนลู่ชุนนั้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรู้สึกผิดไม่กล้าเลยไม่กล้าสู้ห้นาลู่เซี่ย หรือว่าออกไปเที่ยวกับแฟนกันแน่ เพราะบางครั้งที่ลู่เซี่ยอยู่บ้านในตอนกลางวันก็ไม่เห็นเธอเลย
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ลู่เซี่ยก็ไปรับเสื้อผ้าที่ร้านตัดเย็บของรัฐ
ช่างตัดเสื้ออาวุโสไม่ทำให้ผิดหวัง ฝีมือดีมาก ตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาดีมากๆ ประมาณว่าลู่เซี่ยจะโตขึ้นได้อีก จึงตั้งใจตัดให้ใหญ่ขึ้นนิดหน่อย มีเสื้อนวมผ้าฝ้ายทั้งแบบบาง แบบกลาง และแบบหนา เพียงพอให้ใส่ได้สบายๆเลย
แม้กระทั่งรองเท้าบุใยฝ้ายก็ทำทั้งแบบบางและหนา พื้นรองเท้าก็หนามาก เหมาะสำหรับเดินในชนบท
ลู่เซี่ยพอใจมาก เธอจ่ายเงินอย่างเต็มใจ ก่อนจะหิ้วเสื้อนวมผ้าฝ้ายออกไป
ลู่เซี่ยไม่ได้ตั้งใจจะเอาเสื้อนวมผ้าฝ้ายพวกนี้กลับบ้านโดยตรง แต่เอาไปเก็บไว้ในช่องว่างมิติก่อน
ตั้งแต่นั้นมา ลู่เซี่ยก็เตรียมของทุกอย่างเกือบครบแล้ว
จนกระทั่งวันก่อนออกเดินทาง แม่ของลู่เซี่ยดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าเธอกำลังจะไป จึงตั้งใจซื้อเนื้อกลับมาทำโดยเฉพาะ
ในที่สุดตอนกินข้าวเย็นก็ไม่เย็นชากับลู่เซี่ยอีกต่อไป ทั้งยังคอยพูดเตือนด้วยความห่วงใย
“หลังจากลงไปชนบทแล้ว ต้องรู้จักคิด ตั้งใจทำงาน ทำคะแนนงานให้ได้เยอะๆ ได้ยินว่าที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีของป่าเยอะ ถ้าเธอหาได้เยอะก็อย่าลืมส่งมาให้ที่บ้านบ้าง ให้ครอบครัวเราได้กินดีอยู่ดีขึ้นหน่อย”
ลู่เซี่ยได้ยินก็ได้แต่ยิ้มโดยไม่พูดอะไร แม่ของลู่เซี่ยคงคิดว่าเธอจะรู้สึกไม่สบายใจที่ต้องจากบ้านไป จึงปลอบใจเธออีกว่า รออีกสองสามปี เมื่อแม่ของเธออายุมากขึ้น ก็จะยกงานให้เธอ จะไม่ให้เธออยู่ชนบทไปตลอด
ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดนี้ก็แค่ฟังผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไร แน่นอนว่าเธอก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว เธอจึงไม่อยากมีเรื่อง
ตอนกลางคืน แม่ของลู่เซี่ยบอกให้ลู่ชุนหาเสื้อผ้าของเธอมาให้ลู่เซี่ยสองสามชุด
แต่ลู่ชุนไม่อยากให้ เธอจึงหยิบเสื้อผ้าที่อยู่ก้นกล่องมาสองชุดอย่างขอไปที คาดว่าน่าจะเป็นเสื้อผ้าที่เธอใส่ตอนอายุสิบสองสิบสามปี ดูแล้วยังค่อนข้างใหม่ หากให้ลู่ชิวก็ยังพอใส่ได้ แต่ถ้าให้ลู่เซี่ยก็คงใส่ไม่ได้แล้ว
ลู่เซี่ยมองด้วยแววตาเหยียดหยัน ดูสิ ตั้งแต่เด็กจนโตก็เป็นแบบนี้ตลอด เสื้อผ้าที่ยังอยู่ในสภาพดีแต่ไม่สามารถใส่ได้แล้ว ก็ยอมเก็บไว้ดีกว่าจะให้เธอ จนกว่าจะไม่มีทางเลือกจริงๆ ถึงจะยอมให้เสื้อที่ขาดวิ่นที่สุดแก่เธอ ตอนนี้กลับเอามันออกมา
แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้เอาไปหรอก เพียงแค่เก็บเสื้อผ้าของเธอเองไปสองชุด
บทที่ 26: จากไป
ถูกแล้ว ก่อนที่ลู่เซี่ยจะทะลุมิติมา เจ้าของร่างเดิมมีเสื้อผ้าที่ใส่ได้เพียงสองชุด ชุดหนึ่งมีเต็มไปด้วยรอยปะชุนก็ใส่บ่อยหน่อย ส่วนอีกชุดหนึ่งมีเพียงเล็กน้อยจึงไม่ค่อยกล้าใส่ เธอตั้งใจจะเอาไปใส่ตอนไปอยู่ที่ชนบท
จริงๆแล้วช่วงนี้ลู่เซี่ยได้คูปองผ้ามาเรื่อยๆ และเลือกซื้อผ้ามาอีกหน่อยแล้วเก็บไว้ในช่องว่างมิติ
นอกจากนี้ ลู่เซี่ยยังซื้อชุดชั้นในมาอีกสองสามชุด ในยุคนี้ชุดชั้นในคือเสื้อกล้ามตัวใหญ่ แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี แต่ก็เก็บไว้ในช่องว่างมิติ ทั้งหมด ไม่ได้หยิบออกมา
สุดท้าย ลู่เซี่ย ก็บข้าวของของตัวเองอย่างง่ายๆ โดยไม่ลืมที่จะใส่ผ้าห่มสองผืนลงไปด้วย
รวมกันแล้วก็เกือบจะใส่ถุงผ้าใบไม่เต็มเลย น้อยจริงๆ !
อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มาเกือบสิบแปดปีแล้ว แต่มีของใช้ส่วนตัวเพียงเท่านี้
ลู่เซี่ยถอนหายใจ คิดแล้วก็ใส่หนังสือสมัยมัธยมปลายลงไปด้วย
หนังสือเหล่านี้เป็นของ ลู่ชุน เจ้าของร่างเดิมไม่มีหนังสือเลย หรือจะพูดได้ว่าที่บ้านปล่อยให้เธอไปโรงเรียนก็ถือว่าดีแล้ว หนังสือก็ใช้ชุดเดียวกับลู่ชุน ตอนนี้ลู่ชุนจบการศึกษาแล้วก็คงจะไม่ได้ใช้มันแล้ว
ลู่เซี่ยเลยเก็บเอาไปด้วย ลู่ชุนเองก็เห็นแต่ไม่ได้พูดอะไร
คืนสุดท้ายในบ้านของตระกูลลู่ก็ผ่านไปแบบนี้แหละ
วันรุ่งขึ้น คนในบ้านก็ไปทำงาน ไปโรงเรียนตามปกติ ลู่ชุนก็ออกไปแต่เช้า เหมือนลืมไปว่ายังมีคนในบ้านที่ต้องลงไปชนบท แม้แต่คำเตือนเตือนสักคำก็ไม่มี ไม่ต้องพูดถึงการไปส่งเธอเลย
ลู่เซี่ยหัวเราะอย่างเย็นชา โชคดีที่เธอเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากพวกเขา
รถไฟออกตอนบ่าย ตอนนี้ยังมีเวลา
ตอนนี้ทั้งบ้านเหลือแค่ลู่เซี่ยอยู่คนเดียว ดังนั้นเธอจึงหยิบถุงผ้าใบอีกใบออกมา แล้วเอาของขากช่องว่างมิติที่มีน้ำหนักไม่มากนักมาใส่ให้เต็ม
เดิมทีลู่เซี่ยตั้งใจจะรอให้ถึงที่หมายแล้วค่อยหยิบออกมาได้ แต่เธอไม่รู้ว่าที่ชนบทจะเป็นยังไง หากตอนนั้นไม่สะดวกจะหยิบออกมาล่ะ จะต้องลำบากหาเหตุผลอีก
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตั้งใจจะเอาของไปให้เยอะหน่อยตั้งแต่ตอนแรก เพราะคงไม่มีใครรู้หรอกว่าในถุงผ้าใบมีอะไรบ้าง หากตอนนั้นจะหยิบออกมาก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกเกินไปนัก
แต่ระหว่างการเดินทางคงจะเหนื่อยหน่อย
โชคดีที่ช่วงนี้ลู่เซี่ยดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์มาตลอด พละกำลังเพิ่มขึ้นไม่น้อย แม้แต่ผิวก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหลืองเหมือนเดิมแล้ว ผมก็ดูมีน้ำหนักขึ้นมาก
โชคดีที่ลู่เซี่ยไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย จึงไม่ได้เป็นที่สังเกตของคนในครอบครัวที่พบเจอกันอยู่ทุกวัน
เมื่อจัดของเสร็จ ลู่เซี่ยก็เปลี่ยนมาใส่ชุดใหม่ที่ซื้อมาก่อนหน้านี้
เดิมทีคิดว่าจะใส่เสื้อผ้าเก่าๆหน่อย ทำท่าจนๆเอาไว้ ตอนนั่งรถก็จะได้สงบสุขหน่อย
แต่ลู่เซี่ยก็คิดอีกว่า เธอเอาของดีๆมาเยอะ เมื่ออยู่ในชนบทก็คงต้องอยู่ร่วมกับเยาวชนอาสาสมัครคนอื่นๆอยู่ดี อย่างไรก็ต้องเห็นกันบ้างแหละ
หากทำตัวจนเกินไป คนอื่นๆก็อาจจะสงสัยที่มาของข้าวของพวกนั้น สู้ทำตัวสบายๆตั้งแต่แรก อย่างไรก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะเป็นยังไง
อีกอย่าง ถึงลู่เซี่ยจะใส่เสื้อผ้าใหม่ แต่ก็เป็นแบบธรรมดาที่คนทั่วไปใส่กัน ไม่ได้โดดเด่นอะไร
จากนั้นก็ใส่นาฬิกาข้อมือ ก่อนหยิบซาลาเปาออกมาจากช่องว่างมิติเพื่อกินเป็นอาหารกลางวันอีกสองสามชิ้น แล้วก็หยิบมาพักไว้ให้เย็นอีกสองชิ้น เมื่อเย็นแล้วก็เก็บใส่ช่องว่างมิติ เผื่อกินบนรถ
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็ถือกระเป๋าผ้าใบใบใหญ่ไว้ทั้งสองมือ ออกจากบ้านที่เจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่มานานกว่าสิบปี
เวลานี้เป็นตอนบ่าย แดดค่อนข้างแรง และอากาศค่อนข้างร้อน ลู่เซี่ยเลยไม่ค่อยเจอใครระหว่างทางที่เดินออกจากบ้านพัก
ออกจากบ้านก็ขึ้นรถเมล์ทันที
เมื่อเดินทางมาถึงสถานีรถไฟ ก็เห็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานจัดหางานให้คนหนุ่มสาวชูธงพร้อมตะโกนอยู่ไกลๆ
“เหล่าปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบท มารับตั๋วรถไฟได้แล้ว!”
ลู่เซี่ยรีบมุ่งหน้าไปที่นั่น พร้อมส่งใบแจ้งการลงพื้นที่ของเธอเองให้เจ้าหน้าที่ แล้วรับตั๋วรถไฟของตัวเองมา
ที่นี่น่าจะเป็นสถานีต้นทาง ยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วโมงกว่ารถไฟจะออกจากชานชาลา
บนชานชาลาในเวลานี้มีแต่ผู้คนที่มาส่งผู้โดยสารด้วยความอาลัย แต่ลู่เซี่ยกลับเป็นคนเดียวที่ถือกระเป๋าใบใหญ่ใบเล็กมาคนเดียว ดูแล้วน่าแปลกประหลาดมาก
แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจ เมื่อหาตู้โดยสารเจอก็ขึ้นรถไปทันที
บทที่ 27: กู้เซี่ยงหนาน
หลังจากขึ้นรถ ลู่เซี่ยก็หยิบตั๋วขึ้นมาและหาที่นั่งของตัวเอง เป็นที่นั่งสำหรับสี่คน แต่ตอนนี้มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น
ลู่เซี่ยพยายามยกกระเป๋าขึ้นไปเก็บไว้บนชั้นวางสัมภาระเหนือศีรษะ โชคดีที่ช่วงนี้ได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทำให้มีแรงมากขึ้นไม่น้อย บวกกับกระเป๋าผ้าใบที่แม้จะดูใหญ่ แต่ภายในไม่มีของหนัก จึงยกขึ้นเก็บได้สบาย
เวลานี้ในตู้โดยสารค่อนข้างแน่นขนัด หลายคนอดทึ่งไม่ได้เมื่อเห็นลู่เซี่ยตัวเล็กๆ แต่กลับแบกสัมภาระหนักอึ้ง ต่างก็แวะเวียนมาพูดคุยด้วย เมื่อคุยกันไปสักพักก็พบว่าทุกคนล้วนเป็น ‘จือชิง’ หรือปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทเหมือนกัน บรรยากาศในตู้โดยสารจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นมิตรมากขึ้น
หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็นั่งลงบนที่นั่งของเธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่งสี่คนที่หันหน้าเข้าหากัน โดยที่นั่งของเธออยู่ติดหน้าต่าง งรถไฟสีเขียวมีหน้าต่างที่สามารถเปิดได้
ขณะที่ลู่เซี่ยมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอพบเห็นภาพการจากลาบนชานชาลาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ ในใจของเธอรู้สึกสงบนิ่งมาก ในที่สุดก็จะได้ไปแล้วสินะ!
หากคนในตระกูลลู่รู้ว่าลู่เซี่ยขายงานไปแล้วจะเป็นอย่างไรนะ? คงโกรธมากล่ะมั้ง น่าเสียดายที่เธอไม่ได้เห็น...
ลู่เซี่ยนั่งอยู่บนรถไฟสักพัก ในที่สุดก็มีผู้ชายคนหนึ่งมานั่งที่นั่งตรงข้าม ก่อนรถไฟจะออกเดินทางประมาณสิบนาที
ผู้ชายคนนี้ดูดีและหล่อเหลา ใบหน้าราวกับถูกแกะสลักมา จมูกโด่งเป็นสัน ดูเหมือนอายุยังน้อย แต่รูปร่างสูงโปร่ง สัดส่วนสมดุล เรียกได้ว่าเป็นหนุ่มน้อยรูปงามคนหนึ่งเลยทีเดียว!
ลู่เซี่ยไม่คิดว่ายุคนี้จะมีหนุ่มหล่อมากนัก เธอเพิ่งมาได้สิบกว่าวันก็เห็นไปแล้วสองคน
ดูจากการแต่งตัวก็ไม่เลว ใส่เสื้อผ้าดูดีกว่าคนทั่วไป กระเป๋าเดินทางที่ถือมาก็เป็นของแบรนด์เนมที่ลู่เซี่ยไม่ได้ซื้อก่อนหน้านี้ ดูเหมือนจะไปทำงานต่างจังหวัดมากกว่าจะลงไปชนบท
ทันทีที่หนุ่มหล่อขึ้นรถ เขาก็ทำเช่นเดียวกับคนทั่วไป คือวางกระเป๋าเสร็จแล้วก็นั่งลง เมื่อเห็นลู่เซี่ยที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็ส่งยิ้มให้จนเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด ทั้งตัวเขาดูสดใสราวกับแสงตะวัน
“สวัสดีสหาย ผมชื่อ ‘กู้เซี่ยงหนาน’ เป็นปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทไปมณฑลเหลียวหนิง”
ที่แท้ก็เป็นจือชิงจริงๆด้วย ลู่เซี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาแนะนำชื่อ พลางคิดในใจว่าคนที่ชื่อเซี่ยงหนานในยุคนี้มีเยอะจริงๆ พระเอกของนิยายเรื่องหนึ่งที่เธออ่านก่อนหน้านี้ก็ชื่อกู้เซี่ยงหนานเหมือนกัน
จากนั้นก็พยักหน้าให้เขา ก่อนจะแนะนำตัวเองเช่นกัน “สวัสดี ฉันชื่อ ลู่เซี่ย เป็นปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทไปมณฑลเหลียวหนิงเหมือนกัน”
ดูเหมือนกู้เซี่ยงหนานจะเป็นคนเปิดเผย เมื่อได้รู้ว่าลู่เซี่ยเองก็เป็นจือชิงที่ถูกส่งไปยังมณฑลเหลียวหนิงเหมือนกัน เขาก็ถามถึงที่อยู่ของเธออย่างกระตือรือร้น และพบว่าพวกเขาต้องไปเมืองเดียวกันด้วย!
นี่มันบังเอิญจริงๆนะเนี่ย!
แม้ลู่เซี่ยจะก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะได้อยู่หมู่บ้านเดียวกันหรือเปล่า หากใช่ พวกเขาจะต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายปีเลยนะ
ลู่เซี่ยมองใบหน้าหล่อเหลาของกู่เซียงหนานอีกครั้ง พลางคิดในใจ ในใจว่าใบหน้าของผู้ชายคนนี้คงจะดึงดูดความสนใจจากสาวๆได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ รถไฟก็ใกล้จะเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาแล้ว ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างๆลู่เซี่ย
คนๆนี้ไม่ได้ขึ้นมาคนเดียว แต่มีชายร่างใหญ่สองคนช่วยยกกระเป๋าเดินทางขึ้นมาให้ ทั้งยังช่วยจัดเก็บกระเป๋าให้เขาอีกด้วย
จากนั้นก็กำชับอะไรบางอย่างอยู่สักพักก่อนจะจากไป
ขณะเดียวกัน ที่ชานชาลานอกหน้าต่างข้างๆลู่เซี่ย ก็มีผู้หญิงหลายคนที่ดูเหมือนจะอายุยี่สิบถึงสามสิบปียืนอยู่ พวกเธอชะโงกคอเข้ามาพร้อมตะโกน “เสี่ยวโม่ ถ้าไปแล้วขาดอะไรก็ เขียนจดหมายมาบอกพวกเรานะ มีอะไรก็ส่งข่าวมาได้”
ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ ลู่เซี่ยก็ตะโกนตอบพวกเธอกลับไป “รู้แล้วครับ พี่สาวคนโต พี่สาวคนที่สอง พี่สาวคนที่สาม พี่สาวคนที่สี่ พวกพี่รีบกลับไปกับพี่เขยเถอะ ผมไม่เป็นไร!”
บทที่ 28: เจียงจวินโม่
ตอนนี้ลู่เซี่ยตกใจจนตัวแข็งทื่อไปเลย!
เพราะคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ลู่เซี่ยในตอนนี้ คือคนที่เธอเคยเจอมาก่อน และยังจำได้แม่นอีกด้วย
นี่ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบให้ผู้หญิงเลี้ยงที่ลู่เซี่ยเคยเจอที่สวนสาธารณะหรอกเหรอ?
ทำไมเขาถึงต้องไปชนบทด้วย?
หากเขากำลังจะไปชนบท ทำไมก่อนหน้านี้เขาถึงไปดูตัวล่ะ?
ขณะที่ลู่เซี่ยกำลังเหม่อลอย รถไฟก็ค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาแล้ว
หลังจากโบกมืออำลาผู้คนที่อยู่ด้านนอกแล้ว กู้เซี่ยงหนานก็เดินกลับมานั่งฝั่งตรงข้าม จากนั้นก็ทักทายคนที่นั่งข้างๆลู่เซี่ยอย่างเป็นกันเอง
“สวัสดีสหาย ผมชื่อกู้เซี่ยงหนาน เป็นปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทไปมณฑลเหลียวหนิง คุณล่ะ?”
คนที่นั่งข้างๆลู่เซี่ยเหลือบมองกู้เซี่ยงหนาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจียงจวินโม่ เป็นปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบทเหมือนกัน!”
"จริงเหรอ? ไม่ทราบว่าสหายเจียงไปที่ไหน? ผมกับสหายลู่เซี่ยที่นั่งข้างๆคุณไปเหลียวหนิงด้วยกัน”
ขณะที่กู้เซี่ยงหนานและเจียงจวินโม่กำลังพูดคุยกันอยู่ ลู่เซี่ยก็มึนงงไปหมดแล้ว!
อะไรนะ เจียงจวินโม่?
ทำไมชื่อนี้ถึงคุ้นหูจัง?
นี่ไม่ใช่ตัวละครจากนิยายที่เธออ่านก่อนหน้านี้ ที่มีพระเอกชื่อกู่เซี่ยงหนานหรอกเหรอ?
ตอนนี้กู้เซี่ยงหนานอยู่ที่นี่แล้ว เจียงจวินโม่ก็อยู่ที่นี่แล้ว ไม่น่าจะบังเอิญขนาดนี้หรอกมั้ง?
หรือจริงๆแล้วเธอ... ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย?
ลู่เซี่ยพยายามนึกย้อนความจำ นิยายที่เธอเคยอ่านเป็นนิยายที่นางเอกทะลุมิติ ชื่อว่า ‘ทะลุมิติสู่ยุคเจ็ดศูนย์ สุดที่รักในดวงใจ’
‘ซูม่าน’ ลูกสาวมหาเศรษฐีในยุคปัจจุบัน เธอเป็นคนฉลาดหลักแหลม แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุเธอก็ต้องทะลุมิติมายังยุคเจ็ดศูนย์ กลายเป็นลูกสาวที่ถูกผู้เป็นแม่ทอดทิ้ง ซึ่งทั้งพ่อและแม่เลี้ยงก็ไม่ได้รักและเอาใจใส่เธอเลย
ซูม่านเพิ่งมัธยมปลายก็ถูกแม่เลี้ยงวางแผนให้ลงไปอยู่ชนบท
หลังจากซูม่านทะลุมิติมา เธอตั้งใจที่จะแก้แค้นพ่อและแม่เลี้ยงของเธออย่างแน่วแน่ เธอทำให้แม่เลี้ยงตกงาน และวางแผนให้พี่สาวต่างแม่ที่แย่งคู่หมั้นของเธอ ต้องแต่งงานกับชายวัยเกือบสี่สิบที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วหนึ่งครั้งเพื่อให้เป็นแม่เลี้ยงลูกของเขา
แน่นอนว่าคู่หมั้นที่นอกใจก็พบจุดจบที่ไม่ต่างกัน เพรราะเขาโดนจับได้ว่ามีชู้
จากนั้นซูม่านก็ใช้จุดอ่อนของผู้เป็นพ่อ บังคับให้เขาต้องขายทรัพย์สินเพื่อเตรียมเงินและเสบียงจำนวนมากให้เธอ
สุดท้ายซูม่านก็เดินทางไปชนบทพร้อมด้วยเงินและข้าวของจำนวนมาก
แม้ว่านางเอกในนิยายเรื่องนี้จะไม่มีพลังวิเศษอะไร แต่เธอก็เป็นผู้หญิงที่มีโชคมากๆคนหนึ่ง ไม่เพียงได้รู้จักกับพระเอกที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาบนรถไฟเท่านั้น แต่ยังทำให้พระเอกตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น และคอยช่วยเหลือเธอทุกอย่างขณะอยู่ที่ชนบท
ไม่เพียงเท่านั้น นางเอกยังโชคดีเป็นพิเศษ เพียงแค่เดินเล่นบนภูเขาก็สามารถจับไก่ป่าและกระต่ายได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น เธอได้บังเอิญช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง ซึ่งต่อมาบุคคลนั้นกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงส่ง และได้ช่วยเหลือเธอในการเริ่มต้นธุรกิจ หลังจากการปฏิรูปและการเปิดประเทศ
สรุปก็คือ ขณะที่คนอื่นๆใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอย่างยากลำบาก แต่นางเอกกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย
เนื้อเรื่องหลังจากนี้คือ นางเอกและพระเอกสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และออกจากชนบท จากนั้นก็เริ่มต้นธุรกิจจนกลายเป็นมหาเศรษฐี มีชีวิตที่มีความสุข
อาจกล่าวได้ว่าเป็นนิยายที่อ่านแล้วชื่นใจ ใครก็ตามที่ไม่ลงรอยกับนางเอกล้วนพบกับจุดจบที่เลวร้าย
ส่วนชื่อของเจียงจวินโม่ที่ฟังดูคุ้นหู เพราะเขาปรากฏตัวในช่วงแรกของเรื่อง แม้จะมีบทไม่มากนัก แต่ก็สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านอย่างลึกซึ้ง
ลู่เซี่ยจำได้ว่า ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของเจียงจวินโม่ จึงเป็นที่ดึงดูดสายตาของนางเอกตั้งแต่แรกเห็น แต่หลังจากทำความรู้จักกัน เธอก็พบว่าเจียงจวินโม่มีสุขภาพไม่ดี เป็นคนค่อนข้างเย็นชา และไม่สามารถบอกได้ว่าเขามีภูมิหลังอย่างไร
ต่างจากกู้เซี่ยงหนาน ที่ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กที่มาจากตระกูลที่ดี และการพูดคุยกับพวกเขา และในการพูดคุยก็เผยให้เห็นว่าเขามีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้น กู้เซี่ยงหนานดูเหมือนจะสนใจเธอ
ดังนั้น เธอจึงหันไปสนใจกู้เซี่ยงหนาน
บทที่ 29: ซูม่าน
เจียงจวินโหมมีบทบาทในนิยายน้อยมาก เพียงแค่รู้ว่าสุขภาพไม่ค่อยดี ทำงานหนักไม่ไหว และไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ หลังจากอยู่ชนบทได้เพียงไม่กี่เดือนเขาก็เริ่มไม่สบายตัว จนเมื่อฤดูหนาวมาถึง เขาก็ป่วยเป็นโรคหวัดจนไม่ามารถรอดชีวิตต่อไปได้
นางเอกก็ยังรู้สึกเศร้าใจจนน้ำตาไหล และช่วยพระเอกจัดการงานศพให้เขา
ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกเขากลับไปยังเมืองหลวง จึงได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเจียงจนทำให้ธุรกิจราบรื่นขึ้นมาก
กล่าวได้ว่าทุกสิ่งที่ตัวเอกทำลงไปนั้นไม่มีอะไรสูญเปล่า
คิดมาถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็มองเจียงจวินโม่อีกครั้ง พลางคิดในใจว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนหน้าตาดีขนาดนี้ต้องจากไป
และดูเหมือนเจียงจวินโม่จะเห็นสายตาของลู่เซี่ย เขาก็มองกลับมาเช่นกัน
ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเจียงจวินโม่จำเธอได้หรือเปล่า แต่เธอก็แกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา เพราะเรื่องในสวนสาธารณะก็เป็นเรื่องค่อนข้างน่าอาย
ทุกคนทำได้เพียงพยักหน้าให้กันและกัน
จากนั้นลู่เซี่ยก็ก้มหน้าก้มตาคิดเรื่องของตัวเองต่อ
ตอนนี้ลู่เซี่ยได้แต่ภาวนาว่าจะไม่ถูกส่งไปอยู่หมู่บ้านเดียวกับพวกเขา เพราะทุกคนรู้ดีว่ามีตัวเอกอยู่ที่ไหน ที่นั่นก็ไม่พ้นเรื่องวุ่นวาย
ลู่เซี่ยไม่อยากมีเรื่องวุ่นวาย เธอแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในช่วงสองสามปีนี้
แต่จู่ๆ ลู่เซี่ยกลับรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นมา ในเวลานี้เธอนั่งอยู่กับตัวละครในนิยายถึงสองคน จะเป็นไปได้ไหมว่าหลังจากนี้จะถูกส่งไปอยู่หมู่บ้านเดียวกัน
ลู่เซี่ยพยายามนึกย้อนความจำ
ลู่เซี่ยจำชื่อตัวละครที่ไม่ใช่ตัวเอกในนิยายไม่ได้ แต่เหมือนจะมีความทรงจำบางอย่าง
ในความทรงจำ มีเด็กสาวขี้อายที่ชอบเก็บตัวคนหนึ่งลงไปยังชนบทพร้อมกับตัวเอกชายและหญิง
ดูเหมือนเธอน่าจะเคยกินข้าวที่พระเอกให้ระหว่างการเดินทาง เธอจึงเริ่มมีความรู้สึกดีๆ หลังจากนั้นเมื่อลงไปอยู่ชนบทก็ได้รับความช่วยเหลือและการดูแลจากเขา ทำให้ค่อยๆเกิดเป็นความรักขึ้นมา
ด้วยความที่เธอเป็นคนเก็บตัว แม้จะชอบก็ไม่กล้าบอก ได้เพียงแอบช่วยเขาทำงานอยู่เงียบๆ แต่ด้วยความที่เธอยังเด็ก ประกอบกับนางเอกเป็นคนช่างสังเกต จึงถูกจับได้ไม่ช้า
โดยที่นางเอกยังไม่ทันได้ทำอะไร เธอก็ถูกอันธพาลในหมู่บ้านตามตอแย ทำให้ชื่อเสียงของเธอป่นปี้ บวกกับข่าวลือในชนบทที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ไม่นานเธอก็กลายเป็นผู้หญิงสำส่อนในสายตาของคนอื่น
และสิ่งที่ทำให้เธอหมดสิ้นหนทางคือ พระเอกและนางเองได้คบหาอย่างเป็นทางการ
ราวกับชีวิตของเธอไร้ซึ่งแสงสว่าง เธอจึงตัดสินใจกระโดดลงแม่น้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับอันธพาล
ชีวิตอันแสนสั้นของเด็กสาวคนหนึ่งก็จบลงแบบนี้ แม้แต่ร่างของเธอก็ยังไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้
เรื่องของเธอเป็นเพียงเหตุการณ์เล็กๆที่สอดแทรกอยู่ในนิยาย ไม่แม้แต่จะนับว่าเธอเป็นตัวละครรอง เป็นได้เพียงตัวประกอบที่ถูกกำจัดทิ้งเท่านั้น
แต่ยิ่งคิด ลู่เซี่ยก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้มีนิสัยคล้ายกับเจ้าของร่างเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ!
ดังนั้น การที่เธอปรากฏตัวในนิยาย ก็เป็นเพียงแค่ตัวประกอบที่ถูกกำจัดทิ้ง?
ลู่เซี่ยเกือบจะสบถออกมา!
เมื่อครู่ยังเห็นใจเจียงจวินโม่เลย ไม่คิดว่าตัวเองก็น่าเห็นใจเหมือนกัน!
แต่ลู่เซี่ยก็ยังไม่แน่ใจว่านี่เป็นการทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายหรือเปล่า เพราะเธอยังไม่เห็นนางเอกเลยไม่ใช่เหรอ?
มีเพียงชื่อที่เหมือนกันเท่านั้น ยังไม่สามารถบ่งบอกหรืออธิบายอะไรได้
ลู่เซี่ยภาวนาในใจ
แต่สิ่งที่ต้องการกลับไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เมื่อรถไฟหยุดตัวลงที่สถานีถัดไป มีหญิงสาวหน้าตาสวยคนหนึ่งขึ้นมาบนรถไฟ เธอน่าจะมีอายุประมาณสิบแปดหรือสิบเก้าปี แต่เธอสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายและสวมรองเท้าเบอร์เบอร์รี่ขนาดเล็ก ถือกระเป๋าเดินทาง ดูท่าทางแล้วจะไปเที่ยวมากกว่าไปอยู่ชนบท
ทันทีที่มาถึง เธอก็นั่งลงข้างๆกู้เซี่ยงหนาน พร้อมด้วยส่งรอยยิ้มอันแสนสดใสก่อนจะเริ่มแนะนำตัวกับทุกคน
“สวัสดีทุกคน ฉันชื่อ ‘ซูม่าน’ ม่านจากคำว่า ‘เถาวัลย์’ เป็นปัญญาชนที่ลงไปในชนบทของมณฑลเหลียวหนิง”
กู้เซี่ยงหนานมองเธอด้วยความรู้สึกประหลาดใจตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็กลับมาเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว และแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้ม “ผมชื่อกู้เซี่ยงหนาน พวกเราสี่คนที่นั่งตรงนี้เป็นปัญญาชนที่จะไปมณฑลเหลียวหนิงเหมือนกัน”
ซูม่านมองกู้เซี่ยงหนานด้วยแววตาที่แสดงออกถึงความพึงพอใจ จากนั้นก็มองไปยังเจียงจวินโม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาของเธอฉายแววตื่นตะลึง
เจียงจวินโม่พยักหน้าให้ “เจียงจวินโม่”
ส่วนลู่เซี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็แสร้งพูดขึ้นด้วยวามเขินอาย “สวัสดีสหาย ฉันชื่อลู่เซี่ย”
บทที่ 30: ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย
ซูม่านพยักหน้าให้พวกเขาและมองไปที่ลู่เซี่ยอีกครั้ง เธอสังเกตว่าลู่เซี่ยมีหน้าตาธรรมดา แต่งตัวก็บ้านๆ ดูไม่มีอะไรน่ากังวล เธอจึงยิ้มให้ลู่เซี่ยแล้วเริ่มคุยกับชายหนุ่มทั้งสอง
แน่นอนว่าคนที่พูดมากที่สุดคือกู้เซี่ยงหนาน ส่วนเจียงจวินโม่ไม่ค่อยพูดอะไร ปน่นอนว่าซูม่านเองก็ไม่ได้อยากทำดีกับคนที่ไม่เห็นค่า ในไม่ช้าก็เหลือเพียงเสียงพูดคุยระหว่างเธอและกู้เซี่ยงหนาน
ลู่เซี่ยแน่ใจแล้วว่า ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าหญิงสาวคนนี้คือซูม่านที่ทะลุมิติมา
ในนิยาย แม่ของซูม่านเป็นคุณหนูจากครอบครัวนายทุน ส่วนพ่อของเธอก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มบ้านนอก ที่มาทำงานในเมืองได้ก็เพราะแต่งงานกับแม่ของเธอ
ต่อมาเมื่อแม่ของเธอเสียชีวิต พ่อของเธอก็แต่งงานใหม่ ครอบครัวของปู่ก็ประสบปัญหาบางอย่าง ในที่สุดเธอก็กลายเป็นเด็กไร้ที่พึ่ง
ชีวิตของซูม่านแย่กว่าลู่เซี่ยคนเดิมเสียอีก
แต่จริงๆแล้ว แม่ของซูม่านได้ทิ้งของมีค่าไว้ให้เธอจำนวนหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้แม่เลี้ยงเป็นคนเก็บไว้ หลังจากซูม่านทะลุมิติมาก็ใช้กลลวงทวงกลับมาได้ทั้งหมด
ดังนั้นตอนที่ซูม่านลงไปในชนบท เธอจึงพกเงินมาไม่น้อย และใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
เหมือนตอนนี้ที่ซูม่านแต่งตัวโก้หรู มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ขัดสน
ลู่เซี่ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
ตอนนี้แน่ใจแล้วว่าตัวเองได้ทะลุมิติเข้ามาในนิยาย เพราะฉะนัน้เธอจึงควรคิดหาวิธีหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้
ลู่เซี่ยไม่มีทางชอบพระเอกหรอก ถึงขนาดไม่อยากข้องแวะกับพวกเขาด้วยซ้ำ แต่หากอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี
เมือถึงเวลานั้นลู่เซี่ยคงต้องพยายามเก็บตัว ลดการมีตัวตนให้ได้มากที่สุด แล้วค่อยคิดหาวิธีอื่นๆอีกที
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ต้องเผชิญเหมือนอย่างในนิยาย สายตาของลู่เซี่ยก็เศร้าหมองลง
ดูเหมือนว่าการใช้ชีวิตอยู่ในชนบทจะไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ลู่เซี่ยจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการป้องกันตัวโดยเร็วที่สุด
ในขณะที่ลู่เซี่ยคิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตในชนบท เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนถึงตอนเย็น ทุกคนต่างก็นำอาหารที่เตรียมมาออกมา
อาหารของกู้เซียงหนานดีที่สุด เป็นเป็ดย่างปักกิ่งชื่อดังทั้งตัว เพียงเปิดกล่องออกมา กลิ่นหอมของเป็ดย่างก็อบอวลไปทั่วทั้งตู้รถไฟ
กู้เซี่ยงหนานยิ้มแล้วชวนพวกเขากินด้วยกัน แต่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ปฏิเสธ นี่มันเนื้อนะ จะกล้ากินตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันได้ยังไง?
ซูม่านเองก็ปฏิเสธเช่นกัน แต่เธอก็หยิบกล่องข้าวที่มีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วออกมา กลิ่นหอมเย้ายวนไม่แพ้อาหารของกู้เซี่ยงหนาน
ซูม่านเชิญชวนพวกเขาอย่างมีน้ำใจ แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน
ลู่เซี่ยหยิบซาลาเปาที่เตรียมไว้สองลูกออกมาจากกระเป๋า (จริงๆแล้วคือ ช่องว่างมิติ) ส่วนเจียงจวินโม่นำขนมออกมา ทั้งสองคนกินอาหารกันอย่างง่ายๆ
ในไม่ช้าก็ถึงเวลากลางคืนแล้ว แต่พวกเขายังต้องอยู่บนรถไฟอีกหนึ่งคืน ซึ่งการพักผ่อนตอนกลางคืนนั้นเป็นปัญหา เพราะการจะนั่งหลับนั้นเป็นไปไม่ได้
ลู่เซี่ยและกู้เซี่ยงหนานยังพอไหว พวกเขาทั้งสองคนนั่งริมหน้าต่าง มีโต๊ะเล็กๆที่สามารถเอนตัวลงไปได้
แต่กู้เซี่ยงหนานก็ยกที่นั่งให้ซูม่าน เพื่อให้เธอและลู่เซี่ยเอนกายนอนได้ ส่วนเขาและเจียงจวินโม่ก็นั่งหลับไป
ถึงอย่างนั้น ลูเซี่ยก็ยังนอนหลับไม่สนิทนัก บนรถไฟมีกลิ่นแรงมาก ตอนกลางคืนก็มีเสียงต่างๆรบกวนตลอดทั้งคืน ทำให้เธอนอนหลับได้เพียงชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น
ตื่นเช้าขึ้นมายังงัวเงียอยู่เลย
ซูม่านที่อยู่ตรงข้ามก็เช่นกัน เธอขมวดคิ้วไปล้างหน้าแปรงฟัน กลับมาพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อแขนยาวกับกางเกงขายาว ดูเรียบง่ายขึ้นมาก แต่บุคลิกที่มั่นใจและรูปลักษณ์ที่สดใสของเธอยังคงขัดแย้งกับยุคสมัยนี้อยู่ดี
ลู่เซี่ยเองก็ไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างง่ายๆ แล้วก็กินซาลาเปาอีก จากนั้นก็ได้ยินเสียงประกาศว่าพวกเขาเดินทางถึงเมืองหวังซีแล้ว ที่นี่เป็นเมืองหลวงของมณฑลเหลียวหนิง คาดว่าใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว
และแล้วในตอนสิบโมงกว่าๆ พวกเขาก็มาถึงเทศมณฑลจินไห่
บทที่ 31: ใกล้จะถึงแล้ว
เมื่อมาถึงปลายทาง เหล่าปัญญาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในตู้โดยสารเดียวกันต่างพากันลงจากรถไปแล้ว
ลู่เซี่ยพยายามหิ้วถุงผ้าใบสองใบฝ่าฝูงชนลงจากรถ
เมื่อหันกลับไปมอง ก็ต้องพบว่า นอกจากกู้เซี่ยงหนานจะถือกระเป๋าของตัวเองแล้ว เขายังช่วยซูม่านขนของอีกด้วย ส่วนเจียงจวินโม่ก็กำลังออกแรงยกของลงมาอย่างยากลำบาก ดูเหมือนว่าแรงของเขายังมีไม่เท่าเธอเลย
หลังจากเบียดเสียดลงมาได้อย่างยากลำบาก ลู่เซี่ยรู้สึกเหมือนจะสิ้นลมหายใจไปครึ่งหนึ่ง
ทันทีที่ลงจากรถไฟ ลู่เซี่ยก็ได้ยินเสียงคนตะโกนอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับปัญญาชนอยู่ไม่ไกลนัก
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆเดินเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากแต่ละตำบลที่ถูกส่งมารับพวกเขา
เธอรีบไปหาคนจากตำบลซาหยวน แล้วเห็นว่ากู้เซี่ยงหนานและซูม่านก็มาถึงแล้วเช่นกัน
เมื่อหันกลับมาก็พบว่าเจียงจวินโม่มีใบหน้าซีดเผือด ดูแล้วน่ากลัวนิดหน่อย
กู้เซี่ยงหนานเห็นแล้วก็ถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “สหายเจียง คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ใบหน้าของเจียงจวินโม่เต็มไปด้วยเหงื่อเย็น แต่กลับส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”
กู้เซียงหนานพยักหน้า ก่อนนจะช่วยยกสัมภาระของทุกคนใส่รถแทรกเตอร์ที่มารับ
ครั้งนี้มีเหล่าจือชิงมากันเยอะเลยทีเดียว เฉพาะตำบลของพวกเขาก็มีมากกว่าสามสิบคน ต้องใช้รถแทรกเตอร์สองคันถึงจะขนคนและสัมภาระกลับไปได้ทั้งหมด
เส้นทางกลับค่อยลำบากมาก เป็นเส้นทางขึ้นภูเขาเกือบทั้งหมด ได้ยินคนขับรถแทรกเตอร์บอกว่าที่นี่มีรถโดยสารประจำทาง แต่มีเวลาออกเดินทางอย่างแน่นอนคือ ออกจากตัวตำบลตอนหกโมงเช้า และออกจากตัวอำเภอตอนห้าโมงเย็น
ถนนทั้งสายล้วนเป็นถนนดิน เมื่อรถแทรกเตอร์วิ่งผ่านก็มีแต่ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว
ลู่เซี่ยรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้เตรียมหน้ากากอนามัยมา เธอได้แต่ใช้มือปิดจมูก
เมื่อมองไปที่ซูม่าน เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าทำเป็นหน้ากากอนามัยแบบง่ายๆ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นมากนัก ใบหน้ายังคงเปรอะเปื้อนเต็มไปด้วยฝุ่น
รถแทรกเตอร์วิ่งมาเกือบสองชั่วโมง จนในที่สุดพวกเขาก็มาถึงตัวเมือง หลังจากลงจากรถแล้ว ลู่เซี่ยรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว รถแทรกเตอร์คันนี้สั่นสะเทือนมากเกินไป
เมื่อมองไปที่เจียงจวินโม่ พบว่าเขาเดินตัวสั่นงันงกดูแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
แต่ครั้งนี้พวกเขายังไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
เมื่อมาถึงในตัวเมืองก็พบว่ามีคนมารออยู่แล้ว พวกเขาจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มก่อนจะถูกส่งไปยังหมู่บ้านต่างๆ
ลู่เซี่ย ซูม่าน กู้เซี่ยงหนาน เจียงจวินโม่ พร้อมทั้งนักเรียนหญิงอีกคนชื่อ ‘จวงหงเหมย’ และนักเรียนชายอีกคนชื่อ ‘หลี่อี้’ ถูกส่งไปที่หมู่บ้านต้าอิ่งซาน
คนที่มารับพวกเขาเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบต้นๆ เมื่อทุกคนวางสัมภาระไว้บนเกวียนเรียบร้อยแล้วก็เดินตามเขาไป
เอาล่ะ ครั้งนี้ไม่มีแม้แต่รถให้นั่ง
ลู่เซี่ยยังพอรับได้ เพราะเธอปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการนั่งรถ การได้เดินยืดเส้นยืดสายสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน
แต่ดูเหมือนว่านักเรียนหญิงที่ชื่อจวงหงเหมยจะไม่ค่อยพอใจนัก เธอจึงถามออกมาตรงๆ “บนเกวียนยังมีที่ว่าง ทำไมไม่ให้คนนั่งล่ะ?”
ชายหนุ่มที่มารับพวกเขาชื่อ ‘หลี่หงจวิน’ เมื่อได้ยินจวงหงเหมยพูดแบบนั้น ใบหน้าของเขาก็เย็นชาลงทันที
“คุณไม่เห็นหรือไงว่าพวกคุณเอาสัมภาระมาเยอะแค่ไหน แค่นี้มันก็หนักมากพอแล้ว แล้วยังจะให้คนขึ้นไปนั่งบนเกวียนอีก คุณจะให้วัวตายเพราะความเหนื่อยหรือไง? หมู่บ้านของพวกเรามีวัวแค่ตัวเดียว และที่สำคัญ พวกเราต้องเก็บวัวไว้ใช้ไถนา!”
จวงหงเหมยได้ยินแล้วก็เบะปาก “วัวหรือคนที่สำคัญกว่ากัน?”
“แน่นอนว่าวัว” หลี่หงจวินพูดอย่างไม่คิดอะไร “วัวมันยังไถนาปลูกข้าวได้ แล้วคุณทำได้ไหมล่ะ?”
พูดพลางมองไปที่จวงหงเหมยด้วยสายตาเย้ยหยัน
ในใจเขายิ่งรู้สึกดูถูกกมากขึ้น หากไม่ใช่เพราะคำขอของผู้นำหมู่บ้าน เขาไม่อยากจะมารับพวกปัญญาชนเหล่านี้ เพราะพวกปัญญานเหล่านี้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย ขี้เกียจ แถมยังเรื่องมากอีกด้วย นับว่าเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไร้ประโยชน์ เวลานี้เขาสามารถหาเงินได้หลายงานแล้ว
พูดจบก็ไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไป เพียงแค่ฟาดแส้ลงไปทีนึงเพื่อให้วัวเดินเร็วขึ้น
คราวนี้ลู่เซี่ยและคนอื่นๆที่เดินตามหลังก็เริ่มจะตามไม่ทันแล้ว
โดยเฉพาะเจียงจวินโม่ที่เดินโซเซราวกับจะล้มลงทุกย่างก้าว
อาจเพราะเป็นตัวประกอบเหมือนกัน ลู่เซี่ยจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาอยู่บ้าง จึงถามด้วยความเป็นห่วง “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
ตอนนี้ริมฝีปากของเจียงจวินโม่ขาวซีด เมื่อได้ยินคำถาม ก็พยักหน้าตอบรับอย่างยากลำบาก”...ไม่เป็นไร”
แต่สภาพของเจียงจวินโม่ตอนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนไม่เป็นไร
บทที่ 32: ที่พักของปัญญาชน
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงนั้นและหันกลับไปมองสภาพของเจียงจวินโม่ในตอนนี้ ต่างก็รู้สึกเป็นห่วง
กู้เซี่ยงหนานที่เห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงเสนอกับหลี่หงจวิน “ให้เขานั่งรถไปได้ไหม เพราะเขาไม่สบายจริงๆ และยังเดินช้า ไม่ควรปล่อยให้เขาคนเดียวเป็นตัวถ่วงเวลาของทุกคน”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่หงจวินมองไปยังเจียงจวินโม่แวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเสภาพเขาดูย่ำแย่จริงๆ จึงไม่ปฏิเสธ “อย่างนั้นก็ขึ้นมานั่งเถอะ พวกเราต้องรีบกลับไป คาดว่าน่าจะทันเข้างานตอนบ่าย”
เมื่อได้รับอนุญาต กู้เซี่ยงหนานจึงประคองเจียงจวินโม่ขึ้นบนรถ เจียงจวินโม่เองก็รู้ตัวว่าคงเดินต่อไม่ไหวจริงๆ จึงไม่ปฏิเสธ “ขอบคุณ!”
เห็นเจียงจวินโม่อ่อนแอขนาดนี้ หลี่หงจวินจึงขมวดคิ้ว แล้วพูดเสริมอีกสองสามประโยค “หมู่บ้านของเรามีสถานีอนามัย เมื่อถึงแล้วคุณสามารถไปตรวจได้”
เจียงจวินโม่พยักหน้า “ตกลง ขอบคุณมาก”
เมื่อเจียงจวินโม่นั่งลงเรียบน้อยแล้ว หลี่หงจวินก็พาพวกเขาเดินทางต่อ
แม้เขาจะอยากเดินให้เร็วกว่านี้ แต่ปัญญาชนจากเมืองเหล่านี้ก็ไม่เคยเดินทางไกลขนาดนี้มาก่อน เขาจึงไม่สามารถเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่านี้ได้จริงๆ จวงหงเหมยเดินไปบ่นไป ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากก้าวขาอีกแล้ว
ลู่เซี่ยมองจวงหงเหมยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมองไปยังซูม่าน แม้ตอนนี้เธอจะดูไม่ค่อยพอใจและเหงื่อออกเต็มหน้าผาก แต่เธอก็คงมุ่งมั่นที่จะเดินต่อไป
จวงหงเหมยก็มีบทบาทในนิยาย เธอเป็นคนบ้านเดียวกับซูม่าน ถือเป็นตัวประกอบหญิงที่น่าสงสาร แม้จุดจบจะไม่ค่อยดีนัก แต่อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่
เฮ้อ! แต่เธอจำไม่ได้ว่าหลี่อี้คือใคร คาดว่าคงเป็นตัวประกอบคนหนึ่งมั้ง
เพราะความล่าช้าของเหล่าปัญญาชน การเดินทางที่ควรใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที กลับใช้เวลานานถึงสี่สิบนาที จึงทำให้เลยเวลาเข้างานไปมากแล้ว
ใบหน้าของหลี่หงจวินดำคล้ำไปหมดแล้ว เมื่อถึงที่ทำการหมู่บ้านก็ปล่อยเหล่าปัญญาชนทิ้งไว้ แล้วเขาก็ขี่วัวจากไป
เหลือเพียงลู่เซี่ยและคนอื่นๆถูกทิ้งไว้หน้าที่ทำการหมู่บ้านอย่างงุนงง...
ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงกว่าแล้ว เป็นช่วงเวลาที่อากาศร้อนที่สุดของวัน พวกเขาเดินทางกลางแดด ต่างก็หน้าดำหน้าแดงและเหงื่อออกท่วมตัว
กำลังจะเข้าไปถามในที่ทำการหมู่บ้าน แต่จู่ๆก็มีชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าปีวิ่งเข้ามาหา
เมื่อชายคนนั้นเห็นพวกเขาก็ถามแบบยิ้มๆ “พวกคุณเป็นปัญญาชนที่มาใหม่ใช่ไหม? ผมเป็นผู้นำหมู่บ้านที่นี่ เอกสารของพวกคุณถูกส่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน ส่วนที่พักของพวกคุณเราเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกคุณตามผมมาเถอะ ตอนนี้ผมจะพาพวกคุณไปยังที่พักของปัญญาชน”
ดังนั้นพวกเขาจึงถือกระเป๋าเดินทางแล้วเดินตามผู้นำหมู่บ้านไป ระหว่างทาง กู้เซี่ยงหนานยังคงช่วยซูม่านถือกระเป๋าเดินทาง ส่วนเจียงจวินโม่ แม้ว่าจะฟื้นตัวได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยมีแรง หลี่อี้จึงอาสาถือให้ ในขณะที่ลู่เซี่ยสามารถถือเองได้
เหลือเพียงจวงหงเหมยคนเดียวที่ถือกระเป๋าเดินทางโดยไม่มีใครช่วย เธอรู้สึกน้อยใจมาก เมื่อมองดูซูม่านที่เดินมือเปล่าทั้งสองมือ ก็พูดออกมาโดยไม่คิด “ม่านม่าน ช่วยถือให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ซูม่านได้ยินดังนั้นก็ปฏิเสธทันที “ฉันเองก็ยังมีคนช่วยถือให้เลย”
จวงหงเหมยอึ้งไปพักหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังจะเปิดปากพูดต่อ ผู้นำหมู่บ้านกลับพูดแทรกขึ้น “วางไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาเอาทีหลังก็ได้ ที่พักของปัญญาชนอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ นี่ก็ใกล้ถึงแล้ว วางไว้ตรงนี้ก็ไม่หาย”
แม้ผูู้นำหมู่บ้านจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่มีใครอยากวางไว้ ยังคงถือไปทั้งหมดได้ในครั้งเดียว
ระหว่างทางผูู้นำหมู่บ้านไม่ได้พูดอะไร เพียงแนะนำตัวเองให้เหล่าปัญญาชนฟังเล็กน้อย เขาชื่อ ‘หลี่ฉางฝู’ เป็นญาติห่างๆกับหลี่หงจวินที่มารับพวกเขา
จากนั้นก็แนะนำสถานการณ์ในหมู่บ้านและเรื่องราวของเหล่าปัญญาชนที่ถูกส่งมาทำงานในชนบทด้วย
ปัจจุบันยังมีปัญญาชนที่อาศัยอยู่ในที่พักของปัญญาชนจำนวนสิบสองคน ก่อนหน้านี้มีมากกว่านี้ แต่บางคนก็ทยอยกลับเมือง บางคนก็ย้ายออกไป หรือแต่งงานแล้วย้ายออกไปก็ยังมี จึงเหลืออยู่เพียงเท่านี้
ผู้หญิงห้าคน ผู้ชายเจ็ดคน
ปัจจุบันมีหัวหน้ากลุ่มผู้ชายและกลุ่มผู้หญิงอย่างละหนึ่งคน หากมีปัญหาก็สามารถไปหาพวกเขาได้ แต่หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ให้ไปหาผู้นำหมู่บ้าน
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย พวกเขาก็มาถึงที่พักของปัญญาชน
บทที่ 33: ห้องพัก
ที่เรียกว่าจุดตั้งถิ่นฐานของปัญญาชน จริงๆแล้วก็คือบ้านสองหลังที่เชื่อมต่อกัน
ผู้ชายอยู่หลังหนึ่ง ผู้หญิงอยู่อีกหลังหนึ่ง
ห้องพักทั้งหมดมีสามห้อง ทางเข้าตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นและห้องครัวที่อยู่ติดกัน มีหม้อใบใหญ่สองใบวางอยู่ด้านซ้ายและขวาของห้องครัว เชื่อมต่อกับห้องพักอีกสองห้งที่อยู่ด้านข้าง แต่ละห้องมีเตียงเตาวางอยู่ภายใน
การทำอาหารในครัวแบบนี้ สามารถใช้ความร้อนจากเตาไฟมาทำความอุ่นให้กับเตียงเตาได้ด้วย
ฤดูหนาวของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออากาศจะหนาวกว่าปกติ บ้านในชนบททุกหลังจะมีการจัดวางในลักษณะนี้
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆเดินสำรวจห้องพักคร่าวๆ ไม่นานนักก็มีปัญญาชนชายหญิงคู่หนึ่งกลับมา
ปัญญาชนหญิงอายุราวยี่สิบต้นๆ ดูท่าทางคล่องแคล่วว่องไว แต่ความหยาบกร้านและความเหนื่อยล้าบนใบหน้าแสดงให้เห็นว่าเธอลงมาอยู่ที่ชนบทมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
เมื่อเห็นพวกเขา เธอก็เริ่มแนะนำตัว “ฉันชื่อ ‘ซุนเสิ้งหนาน’ เป็นหัวหน้าของปัญญาชนฝ่ายผู้หญิง”
ปัญญาชนชายอีกคนก็พูขึ้น "ผมชื่อ ‘จ้าวหัว’ เป็นหัวหน้าของปัญญาชนฝ่ายผู้ชาย พวกคุณมาไม่ถูกจังหวะ ทุกคนไปทำงานกันหมดแล้ว เดี๋ยวผมพาไปดูห้องพักที่จะอยู่ต่อไปก่อนแล้วกัน เอาสัมภาระไปวางไว้ก่อน”
ทุกคนพยักหน้ารับ ตอนนี้พวกเขาเหนื่อยจริงๆ ไม่มีอารมณ์คุยเล่น และอยากพักผ่อนโดยเร็ว
ซุนเสิ้งหนานก็พาผู้หญิงทั้งสามคนไปยังห้องด้านขวาของบ้าน
เมื่อเข้ามาก็พบว่าบนหัวเตียง ก็คือตำแหน่งผนังใกล้กับหม้อในห้องครัว มีผ้าห่มพับเรียบร้อยวางอยู่แล้ว
ซุนเสิ้งหนานชี้ไปที่นั่นแล้วพูดขึ้น “นั่นเป็นที่ของ ‘อวี๋ฟาง’ ปัญญาชนขอพวกเรา พวกคุณนอนทางนี้ได้”
ทั้งสามคนมองเตียงนอนขนาดใหญ่ที่วางตระหง่านอยู่เตียงเดียว แล้วรู้สึกงุนงงไปชั่วขณะ
ไม่ได้หมายความว่าให้พวกเธอทั้งสี่คนนอนด้วยกันใช่ไหม? แม้แต่ฉากกั้นกลางก็ไม่มี
แต่ดูจากท่าทีของซุนเสิ้งหนานแล้วก็น่าจะเป็นแบบนั้น
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงมองไปรอบๆ และเป็นคนแรกที่วางกระเป๋าเดินทางไว้ที่ปลายเตียง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ห่างจากห้องครัวมากที่สุด
ลู่เซี่ยเคยนอนบนเตียงเตามาก่อน ตอนที่เธออยู่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แม้ว่าจะอยู่ในตัวเมือง แต่ก็ยังงเป็นบ้านชั้นเดียว และบ้านชั้นเดียวทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่จะมีเตียงเตา ดังนั้นเธอจึงคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี
ตำแหน่งนี้อาจจะไม่ร้อนมากนัก แต่มีเพียงด้านเดียวที่ติดกับคนอื่น ซึ่งก็ถือว่าดีกว่าเยอะเลย
ส่วนซูม่านที่แม้จะรังเกียจ แต่ก็รู้ดีว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว เธอจึงเลือกจับจองที่ว่างข้างๆลู่เซี่ย
เหลือเพียงจวงหงเหมยที่ยังไม่อยากอยู่ “ไม่มีห้องอื่นแล้วเหรอ จะให้มาอยู่กันแบบอึดอัดได้ยังไง?”
ซุนเสิ้งหนานได้ยินเช่นนั้นก็ตอบกลับไป “ไม่มีแล้ว จุดตั้งถิ่นฐานของปัญญาชนมีเพียงสองหลังเท่านั้น พวกเราโชคดีแล้ว หนึ่งห้องนอนได้สี่คน แต่ฝั่งผู้ชายต้องนอนห้องละห้าคน อึดอัดกว่าอีก”
พูดไปแล้วก็เห็นว่าจวงหงเหมยยังคงทำหน้ารังเกียจ จึงเสนอเพิ่มเติม “ถ้าเธอไม่อยากอยู่จริงๆ ต่อไปเธอสามารถยื่นคำร้องขออยู่บ้านของชาวบ้านได้ ถึงตอนนั้นเธอก็แค่ให้อาหารเขาสักเล็กน้อยก็พอ”
จวงหงเหมยได้ยินแล้วก็ค่อนข้างสนใจ แม้แต่ซูม่านก็เริ่มครุ่นคิด
แต่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้พวกเธอยังต้องตั้งหลักให้ได้ก่อน
หลังจากนั้นซุนเสิ้งหนานก็แนะนำข้อปฏิบัติขณะอยู่ร่วมกันในจุดตั้งถิ่นฐานของปัญญาชนให้พวกเธอฟังอีกเล็กน้อย ในปัจจุบัน เมื่อถึงเวลาทำงาน เหล่าปัญญาชนทั้งชายและหญิงจะทานอาหารร่วมกัน
เหตุผลแรกคือเพื่อประหยัดฟืน และเหตุผลที่สองคือเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน เนื่องจากต้องผลัดกันทำอาหาร ทุกคนจึงไม่เหนื่อยมาก ไม่อย่างนั้นหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แล้วยังต้องทำอาหารคงจะทนไม่ไหวจริงๆ
แต่เมื่อถึงช่วงฤดูหนาวต่างคนก็ต่างทำ เพราะฤดูหนาวจะหนาวกว่าปกติมาก แต่ละห้องต้องก่อไฟเพื่อให้เตียงอุ่น
ส่วนพวกเธอเพิ่งมาถึง ยังไม่มีคะแนนงาน จึงไม่มีอาหาร แต่ทางหน่วยการผลิตจะให้พวกเธอยืมอาหารไปก่อนได้ และในอนาคตพวกเธอสามารถพิจารณาได้ว่าจะกินอย่างไร จะกินร่วมกับเหล่าปัญญาชนที่อยู่มาก่อนหรือไม่ก็ได้
นอกจากนี้ แปลงผักหน้าที่พักก็เป็นของที่เหล่าปัญญาชนปลูกกันเอง ผักหล่านั้นมีอยู่ไม่น้อย น่าจะเพียงพอให้พวกเธอได้กิน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผักเลยทีเดียว
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงตัดสินใจทันทีโดยไม่ต้องคิดว่าจะกินอาหารร่วมกับเหล่าปัญญาชนที่อยู่มาก่อน พวกเธอเพิ่งมาถึงที่นี่ จึงคิดว่าควรทำตัวกลมกลืนกับทุกคนจะดีกว่า
[1] เตียงเตา = เตียงที่มีระบบทำความร้อน (เตียงแบบจีนที่ทำจากอิฐหรือดินเหนียว มักมีช่องสำหรับใส่ฟืนหรือถ่านเพื่อให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว)
บทที่ 34: นอนหลับสักงีบ
หลังจากจัดแจงที่พักให้พวกเธอเรียบร้อยแล้ว ซุนเสิ้งหนานก็ก็ได้กำชับอะไรบางอย่าง จากนั้นก็กลับไปทำงานต่อ
ทางด้านลู่เซี่ย หลังจากนำผ้าห่มออกมาปูเสร็จแล้ว เธอก็นำของที่ใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในตอนนี้ออกมาก่อน ส่วนที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้เก็บไว้ในกระเป๋าทั้งหมด
จากนั้นนำถุงผ้าใบใหญ่สองใบพับซ้อนกัน แล้ววางไว้ตรงข้ามเตียงข้าง การวางแบบนี้จะไม่กีดขวางทางเดิน
เธอคิดว่าต่อไปต้องถามในหมู่บ้านว่ามีใครทำหีบไหม ต้องซื้อสักใบ เพราะเธอเห็นว่าในห้องมีหีบใบหนึ่งวางอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นของคนอื่น
จากนั้นเธอก็หยิบกะละมังไปตักน้ำข้างนอก ตั้งใจจะล้างหน้าสักหน่อย
หลังจากนั่งรถไฟมาทั้งคืน ร่างกายของเธออ่อนล้ามาก แถมยังนอนไม่หลับ เธอจึงตั้งใจว่าจะนอนพักสักหน่อย
ในที่พักของปัญญาชนมีบ่อน้ำแบบโบราณที่ใช้มือโยกเพื่อสูบน้ำขึ้นมา ใช้งานสะดวก ไม่ต้องตักน้ำเอง
ลู่เซี่ยถือกะละมังออกมา เห็นว่าเจียงจวินโม่กำลังล้างหน้าอยู่เช่นกัน ตอนนี้สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมากแล้ว
ในเมื่อนั่งรถมาด้วยกันตลอดทาง ลู่เซี่ยก็ไม่ได้รู้สึกดีนักที่ไม่ได้ไถ่ถามอะไรเลย คิดได้ดังนั้นเธอจึงถามออกไป “อาการของคุณดีขึ้นหรือยัง? ต้องไปซื้อยาที่สถานีอนามัยไหม?”
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก พักผ่อนก็ดีขึ้นแล้ว”
ลู่เซี่ยพยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากนั้นเดินเข้าไปสำรวจวิธีการสูบน้ำอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเข้าใจแล้วก็สูบน้ำใส่กะละมัง ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพัก
หลังจากลู่เซี่ยกลับเข้าห้องมา เธอเห็นอีกสองคนอยู่ในห้องด้วย จึงไม่กล้าถอดเสื้อผ้าอาบน้ำต่อหน้าพวกเธอ ได้แต่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อที่อยู่บนร่างกายอย่างง่าย จากนั้นก็ล้างเท้า เมื่อแล้วรู้สึกสบายตัวขึ้นมากเธอจึงขึ้นเตียงนอนทันที
ซูม่านที่อยู่ข้างๆ เห็นเธอทำแบบนี้ก็เช็ดตัวเหมือนเธอแล้วนอนลงเช่นกัน
ส่วนจวงหงเหมยหลังจากบ่นอยู่นานก็หยิบผ้าห่มออกมา แต่เมื่อเห็นพวกเธอสองคนนอนพักผ่อนไปแล้ว ตัวเองก็รู้สึกเหนื่อย จึงตามไปนอนพักผ่อนด้วย
เพราะเป็นตอนกลางวัน แสงแดดเข้าตา ลู่เซี่ยเลยใช้ผ้าขนหนูปิดตา พลางฟังเสียงลมพัดใบไม้จากด้านนอก ก่อนจะหลับไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเธอตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันอยู่ด้านนอกแล้ว
เธอลุกขึ้นนั่งโดยอัตโนมัติ และเผลอเหลือบไปเห็นว่าซูม่านที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ตื่นแล้วเช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะลงจากเตียงและออกไปด้านนอกด้วยกัน
ด้านนอกมีซุนเสิ้งหนานกำลังทำอาหารอยู่ในครัวกับผู้หญิงผิวคล้ำคนหนึ่ง
เมื่อเห็นพวกเธอออกมาจึงส่งยิ้มให้ “พวกเธอตื่นแล้วเหรอ? นั่งรถมาทั้งคืนคงเหนื่อยมากสินะ”
ซูม่านยิ้ม “ก็ไม่เท่าไหร่ค่ะ ได้นอนไปสักพักก็รู้สึกดีขึ้นมากแล้ว พี่เสิ้งหนานเลิกงานแล้วเหรอคะ?”
ซุนเสิ้งหนานพยักตอบรับ “ใช่ วันนี้เป็นเวรของฉันกับอวี๋ฟางที่ต้องทำอาหาร อ้อ! นี่คือ ‘อวี๋ฟาง’ เธอจะมาอยู่ห้องเดียวกับพวกเธอด้วยนะ”
อวี๋ฟางดูเหมือนจะเป็นคนขี้อายและเงียบขรึม อายุน่าจะมากกว่าพวกเธอพอสมควร ใบหน้าแลดูผ่านโลกมาเยอะ “สวัสดี”
แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก
ซุนเสิ้งหนานรู้ดีว่าอวี๋ฟางเป็นคนนิสัยแบบนี้ เธอจึงรับช่วงต่อทันที “พวกเธอเพิ่งมา ทางหน่วยการผลิตยังไม่ส่งอาหารมาให้ ยังไงก็กินของพวกเราไปก่อนนะ ฉันคุยกับพวกหนุ่มๆฝั่งนู้นแล้ว วันนี้ซื้อเนื้อมาโดยเฉพาะเลย คืนนี้จะทำอะไรอร่อยๆต้อนรับพวกเธอ”
ซูม่านได้ยินก็รู้สึกเกรงใจ “แบบนั้นจะดีเหรอคะ? พวกเรามีคนเยอะขนาดนี้”
“ไม่เป็นไรหรอก ทุกคนก็ผ่านช่วงนี้มาเหมือนกัน ไม่ต้องกังวล คนอื่นๆ ตอนมาใหม่ๆก็เป็นแบบนี้เหมือนกันแหละ”
ซูม่านถึงได้วางใจ “งั้นมีอะไรให้พวกเราช่วยไหมคะ?”
ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วก็หันมามอง ดูยังไงเธอก็ไม่ใช่คนที่ทำอาหารเป็น “งั้นเธอไปล้างผักดีไหม?”
ซูม่านตอบตกลง แล้วหยิบผักออกไปด้านนอกทันที
บทที่ 35: ปัญญาชนรุ่นเก่า
เพราะมีซูม่านอยู่ ลู่เซี่ยจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา รอจนกระทั่งเธอจากไป จึงเอ่ยปากถาม "มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?"
ซุนเสิ้งหนานคิดสักครู่ "ไปเก็บแตงกวาที่แปลงผักสักสองสามลูกนะ ตอนเย็นจะได้ทำยำแตงกวาทานกัน"
“ได้เลย!”
ลู่เซี่ยถือตะกร้าใส่ผักออกไปด้านนอก เธอเห็นกู้เซี่ยงหนานกำลังช่วยซูม่านสูบน้ำเพื่อมาล้างผัก ทั้งสองพูดคุยและหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
เจียงจวินโม่กำลังทอดสายตามองภูเขาที่อยู่ไกลออกไปอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ส่วนหลี่อี้ไม่รู้ไปไหน
ลู่เซี่ยไม่ได้ไปรบกวนพระเอกและนางเอก เพียงแค่พยักหน้าให้ เจียงจวินโม่ ก่อนจะเดินไปยังแปลงผัก เพื่อหาเถาแตงกวาแล้วเก็บลูกใหญ่มาสองสามลูกกลับมาล้าง
หลังจากเข้าไปในบ้านเห็นซุนเสิ้งหนานและอวี๋ฟางกำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร เธอจึงหยิบมีดมาหั่นแตงกวา หลังจากหั่นเสร็จก็มองหาเครื่องปรุง แล้วใส่ลงไปนิดหน่อยก่อนจะคลุกเคล้าให้เข้ากัน
ซุนเสิ้งหนานเห็นท่าทางของเธอก็รู้ว่าเธอทำอาหารเป็น จึงวางใจให้เธอจัดการ
ทุกคนทำอาหารเสร็จอย่างรวดเร็ว
เมื่ออาหารถูกยกออกมาด้านนอก เหล่าปัญญาชนก็กลับมาเกือบครบแล้ว
แม้แต่หลี่อี้ที่หายตัวไปก่อนหน้านี้ก็ไม่รู้ว่าโผล่มาตั้งแต่ตอนไหน ตอนนี้ ซู่มานและกู้เซี่ยงหนานกำลังคุยกับทุกคนอย่างสนุกสนาน จนกระทั่งทุกคนกำลังจะทานอาหาร ถึงนึกขึ้นได้ว่าจวงหงเหมยยังคงนอนหลับอยู่
ซูม่านเห็นดังนั้นจึงอาสาไปเรียก ไม่นานนักทั้งสองก็เดินออกมาพร้อมกัน
แม้ว่าจวงหงเหมยจะมีนิสัยไม่ค่อยดีนัก แต่เธอก็รู้ว่าการพบกันครั้งแรกจะต้องทำให้ทุกคนประทับใจ
ดังนั้นเธอจึงอธิบายด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อยว่า เธอเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถมาตลอดทั้งคืน ไม่คิดว่าจะหลับไปนานขนาดนี้
ทุกคนต่างแสดงความเข้าใจ แน่นอนว่าไม่มีใครพูดถึงว่าทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นอะไร
เนื่องจากเหล่าปัญญาชนมีจำนวนมาก จึงจำเป็นต้องนั่งแยกกันสองโต๊ะ ซึ่งโชคดีที่บ้านพักของปัญญาชนมีโต๊ะอยู่สองตัวพอดี
เนื่องจากอากาศข้างนอกกำลังดี พวกเขาจึงจัดโต๊ะอาหารในลานบ้าน
เหล่าปัญญาชนรุ่นเก่าทำงานมาทั้งวัน พวกเขาทั้งเหนื่อยและหิว อีกทั้งเพื่อเป็นการต้อนรับปัญญาชนรุ่นใหม่ พวกเขาจึงร่วมกันออกเงินซื้อเนื้อสี่ตำลึงมาตุ๋นกับมันฝรั่ง ดังนั้นเมื่อทุกคนนั่งประจำที่โต๊ะอาหารแล้ว ต่างก็อดใจรอที่จะลงมือทานไม่ไหว
ลู่เซี่ยลองชิมดู อาหารที่ซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆทำก็พอใช้ได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีรสชาติอะไรมากนัก แต่อย่างน้อยก็กินได้
เธอไม่ได้กินเนื้อ แม้แต่จะสงสัยว่ามีรสชาติของเนื้อหรือเปล่า แต่เมื่อเห็นเหล่าปัญญาชนรุ่นเก่ากินกันอย่างเอร็ดอร่อย เธอก็รู้ว่าที่นี่คงหาโอกาสกินเนื้อได้ยาก
ในใจรู้สึกหดหู่และกังวลเกี่ยวกับอนาคตอยู่บ้าง
มื้อเย็นภายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็ช่วยกันล้างจาน จากนั้นจึงมีโอกาสนั่งพูดคุยกันที่ลานบ้าน
ในตอนนี้ ทุกคนก็มีเวลาที่จะแนะนำตัวเองให้รู้จักมากขึ้น
ในเวลานี้ สมาชิกของเหล่าปัญญาชนที่ลงมาอยู่ชนบทนานที่สุดก็คือซุนเสิ้นหนานและจ้าวหัว รวมถึงสมาชิกชายที่ชื่อ ‘หลิวจวิน’ พวกเขาลงมาอยู่ชนบทเมื่อสี่ปีแล้ว ส่วนคนที่มานานกว่าพวกเขาต่างก็แต่งงานหรือย้ายกลับเมืองไปหมดแล้ว
อวี๋ฟางเองก็ลงมาอยู่ชนบทเมื่อสามปีแล้ว นอกจากเธอก็ยังมีสมาชิกชายอย่าง ‘หวังเหวิน’ ‘เฝิงเสวี่ยกง’ และ ‘จูเจี้ยนจวิน’
นอกจากพวกเขาแล้ว คนที่เหลือก็ลงมาอยู่ชนบทได้เพียงสองปีทั้งนั้น
สมาชิกหญิง ได้แก่ ‘โจวหลายเอ๋อร์’ ‘เฉินเสวี่ย’ และ ‘เสิ่นชิงชิง’ ส่วนสมาชิกชาย ได้แก่ ‘หลี่หมิงต๋า’ และ ‘เฉียนจี้ตง’
ฟังจากที่พวกเขาพูด หมู่บ้านต้าอิงซานไม่มีปัญญาชนที่ถูกส่งลงมาอยู่ชนบทตั้งแต่ปีที่แล้ว ดังนั้นปัญญาชนที่อยู่มานานที่สุดก็อยู่มาแล้วอย่างน้อยสองปี
ลู่เซี่ยแนะนำตัวและทำความรู้จักกับปัญญาชนรุ่นเก่าทีละคน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง
นอกจากซุนเสิ้งหนานและอวี๋ฟางที่เคยพบและรู้จักคร่าวๆแล้ว อีกสามคนก็มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
โจวหลายเอ๋อร์ดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวสักหน่อย ตอนที่พวกเขาแนะนำตัว เธอก็แอบมองพวกเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า และแสดงออกถึงความสนใจที่มีต่อกู้เซี่ยงหนานอย่างชัดเจน ตอนกลางคืนก็ยังเข้าไปคุยกับเขาอยู่หลายครั้ง
บทที่ 36: การจัดการเรื่องทำอาหาร
เฉินเสวี่ยเป็นหนึ่งในสาวที่สวยที่สุดของเหล่าปัญญาชน แม้จะเทียบซูม่านไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง และรู้สึกว่าหนุ่มๆหลายคนให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ
แต่ตัวเธอเองดูเหมือนจะขี้อาย แทบไม่ได้พูดอะไรเลยทั้งคืน
ที่เหลือก็มีเสิ่นชิงชิงที่เป็นเพียงเด็กเล็กๆคนหนึ่ง ได้ยินว่าตอนลงมาอยู่ชนบทเธอมีอายุเพียงสิบสี่ปีเท่านั้น ครอบครัวของเธอจำเป็นต้องเพิ่มอายุให้เธออีกสองปี เพื่อให้เธอสามารถมาลงมาอยู่ชนบทแทนพี่ชายของเธอได้ แม้ปัจจุบันเธอจะมีอายุเพียงสิบหกปี แต่ก็ยังดูเด็กมาก
แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกพี่ๆดูแลเธอเป็นพิเศษ
โดยรวมแล้ว ดูเหมือนว่าเหล่าปัญญาชนในชนบทแห่งนี้ค่อนข้างกลมเกลียวกัน ซึ่งลู่เซี่ยเองก็ค่อนข้างพอใจ
เธอไม่ได้ตั้งใจจะเอาตัวละครทุกตัวมาเทียบเคียงกับเนื้อเรื่องในนิยาย ไม่ว่าอย่างไรนี่ก็คือโลกแห่งความเป็นจริง
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่เธออ่านนิยาย เธอมักจะสนใจเพียงตัวเอก ส่วนตัวประกอเธอก็อ่านผ่านๆไปอย่างรวดเร็ว สำหรับเรื่องราวของตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในที่พักของเหล่าปัญญาชน เธอแทบจะลืมไปหมดแล้ว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรมากมาย
ขอแค่ระวังตัวเองชายและตัวเอกหญิงก็พอแล้ว
ทุกคนคุยกันจนฟ้ามืด คุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนถึงเรื่องบ้านเกิดของแต่ละคน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปนอน
จริงๆแล้วลู่เซี่ยและเพื่อนๆยังไม่ง่วงนอน แต่ชนบทในยุคนี้ไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นปกติที่จะต้องเข้านอนเร็ว และที่สำคัญ พวกเขาทั้งหมดต้องเริ่มงานในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นต้องพักผ่อนแต่หัวค่ำ
การอยู่รวมกันหลายคนในช่วงเวลากลางคืนแบบนี้ไม่ค่อยสะดวกเลย แม้แต่จะพลิกตัวก็ยังไม่กล้าทำให้เกิดเสียงดัง
ลู่เซี่ยคิดว่าแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง แม้แต่กินข้าวก็ไม่ค่อยสะดวก กินด้วยกันแบบนี้ เธอไม่มีทางทำอาหารอร่อยๆกินคนเดียวได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ห้องครัวก็อยู่ในบ้าน แม้จะแอบทำอาหารอร่อยๆคนอื่นก็จะรู้ ไม่มีความเป็นส่วนตัว สร้างความไม่สะดวกอย่างมาก
แต่เธอก็ไม่รีบร้อน เพราะเธอรู้ดีว่านางเอกจะไม่ยอมใช้ชีวิตแบบนี้ไปตลอด รอให้นางเอกคิดหาวิธีออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้นเธอก็แค่ตามออกไปก็พอ
แต่สำหรับเรื่องที่พักเธอจำเป็นต้องคิดให้ดีๆ หากไปพักกับชาวบ้านก็ยังไม่สะดวก อย่างไรก็สู้ที่พักของปัญญาชนไม่ได้ อย่างน้อยที่นี่ก็มีเพียงปัญญาชนด้วยกัน ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าหน่อย
เฮ้อ หากมีบ้านเป็นของตัวเองก็คงจะดีไม่น้อย ไม่รู้ว่าในหมู่บ้านจะอนุญาตให้สร้างบ้านหรือเปล่า อีกสองสามวันค่อยแอบไปถามดู
เพราะตอนบ่ายได้งีบไปแล้ว ตอนนี้ลู่เซี่ยเลยไม่ง่วงสักนิด หลังจากนอนลงเธอก็เข้าไปในช่องว่างมิติอีกครั้ง
ก่อนอื่นเธอต้องจัดการกับสิ่งของที่นำมาให้เรียบร้อย พบว่าในระยะเวลาอันสั้นนี้ไม่น่าจะมีอะไรขาดแคลน
ส่วนพื้นที่เพาะปลูกของช่องว่างมิติในตอนนี้ได้ปลูกธัญพืชขึ้นมาใหม่แล้ว เธอจึงเริ่มรดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปในแปลง เนื่องจากพื้นที่กว้างใหญ่ ในคืนนี้เธอจึงรถได้เพียงหนึ่งในสามของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น ส่วนที่เหลือเธอตั้งใจจะรดในภายหลัง
หลังจากทำงานไปสักพักก็รู้สึกเหนื่อย เมื่อออกมาจา่กช่องว่างมิติเธอก็หลับไปอย่างรวดเร็ว
ตอนเช้าเมื่ออวี๋ฟางตื่นขึ้นมา ลู่เซี่ยและเพื่อนๆก็ตื่นแล้วเช่นกัน
เวรทำอาหารวันนี้เป็นของโจวหลายเอ๋อร์และเฉินเสวี่ย เมื่อเหล่าปัญญาชนตื่นขึ้นมา ทั้งสองก็ทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังบอกปัญญาชนรุ่นใหม่ว่า เช้านี้ผู้นำหมู่บ้านได้ให้คนนำเสบียงที่พวกเขาต้องการยืมมาให้แล้ว รวมถึงธัญพืชไม่ขัดสีอีกคนละห้าสิบจิน
จริงๆแล้วปริมาณนี้กินได้ไม่ถึงสิ้นปี แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากไม่พอพวกเขาก็ต้องแก้ปัญหากันเอง
ทุกคนเอาเสบียงไปรวมกับของคนอื่นๆ แล้วกินด้วยกันตามวิธีที่พวกเขาทำก่อนหน้านี้
หลังจากนี้การทำอาหารก็จะผลัดกันทำ เนื่องจากจำนวนคนค่อนข้างเยอะ การทำอาหารแต่ละครั้งจึงจำเป็นต้องช่วยกันสองคน ฝ่ายชายก็เหมือนกัน ปัญญาชนรุ่นเก่าที่อยู่มาหลายปีต่างก็เรียนรู้จนทำอาหารเป็นแล้ว
หากปัญญาชนรุ่นใหม่ทำอาหารไม่เป็น ก็ให้ไปขอความช่วยเหลือจากปัญญาชนฝ่ายหญิง แลกกับการช่วยทำงานเพื่อให้พวกเธอกลับมาทำอาหารก่อน
เนื่องจากปัญญาชนฝ่ายชายทานมากกว่าปัญญาชนฝ่ายหญิง เพื่อความเป็นธรรม เสบียงขอพวกเขาที่นำออกมาแต่ละเดือนจึงมากกว่าฝ่ายหญิง
เรื่องเหล่านี้ลู่เซี่ยและเพื่อนๆไม่ได้ติดใจ เพียงแค่ทำตามในสิ่งที่พวกเขาเคยทำกันมา ถึงอย่างไรพวกเธอก็ยังเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ผักในแปลงผักก็เป็นของที่เปัญญชนรุ่นเก่าปลูกเอาไว้ แล้วพวกเธอก็ยังได้กินด้วย
บทที่ 37: วันแรกของการทำงาน
ปัจจุบันมีปัญญาชนทั้งหมดสิบแปดคน ดังนั้นจึงจัดแบ่งเป็นคู่ โดยจะหมุนเวียนกันทุกเก้าวัน
ลู่เซี่ยถูกจัดให้คู่กับเสิ่นชิงชิง เธอรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ถูกจัดให้คู่กับตัวเอกหญิง
เมื่อมองไปที่เสิ่นชิงชิงอีกครั้ง เธอพบว่าสาวน้อยยิ้มให้เธออย่างเขินอาย ลู่เซี่ยจึงยิ้มตอบกลับไป
กู้เซี่ยงหนานและเจียงจวินโม่ถูกจัดให้คู่กัน แต่ทั้งคู่ทำอาหารไม่เป็น จึงขอร้องให้ซุนเสิ้งหนานช่วยทำ เจียงจวินโม่บอกว่าเขาคงทำงานไม่ได้มากนัก ถึงอย่างนั้นเขาก็จะให้คะแนนงานเป็นการตอบแทบ
ทุกคนมองสีหน้าของเขา แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว การทำอาหารก็จะเริ่มหมุนเวียนกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
จากนั้นพวกเขาก็ตามปัญญาชนรุ่นเก่าไปที่ลานนวดข้าว ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าของทำการหมู่บ้าน เพื่อรอแบ่งงานในวันนี้
ลู่เซี่ยฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนไม่ทันสังเกตเติมน้ำจากน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ใส่กระติกน้ำจนเต็ม แล้วตามไปเข้ากลุ่มกับทุกคน
พวกเขามาถึงในขณะที่ลานนวดข้าวมีคนอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว
ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่ามีปัญญาชนกลุ่มใหม่ที่หมู่บ้าน จึงมองพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ในบรรดาพวกเขา กู้เซี่ยงหนานและซูม่านโดดเด่นที่สุด แม้ทั้งคู่เลือกที่จะสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาที่สุดเพื่อมาทำงาน แต่บุคลิกและการแต่งกายก็ดูไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป
จึงเป็นเรื่องปกติที่จะดึงดูดทุกสายตา โดยเฉพาะหนุ่มๆในหมู่บ้านต่างจ้องมองไปที่ซูม่าน ส่วนสาวน้อยก็มองไปที่กู้เซี่ยงหนานด้วยใบหน้าแดงก่ำ
แน่นอนว่าคนที่มองเจียงจวินโม่ก็มีไม่น้อย เพียงแคาร่างกายของเขาผอมบางและใบหน้าซีดเซียว ดูแล้วสุขภาพไม่ค่อยดี คงทำงานไม่ไหว
หากอยู่ในชนบทแล้วไม่สามารถทำงานได้ก็ไม่มีทางอยู่รอดเช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงมองแค่ใบหน้าของเขา แตไม่ค่อยสนใจเขาเท่าไหร่
ปัญญาชนรุ่นใหม่รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ถูกมองอย่างเปิดเผย ทั้งยังมีผู้ใหญ่บางคนเข้ามาใกล้เพื่อมองดูพวกเขาอย่างละเอียด
“โอ้โห ปัญญาชนรุ่นใหม่ทำไมถึงสวยหล่อกันขนาดนี้ล่ะ คงทำให้สาวใหญ่หนุ่มน้อยในหมู่บ้านตาลายไปหมดแน่ๆ!”
“ดูหนุ่มหล่อคนนี้สิ สาวใหญ่สาวน้อยเห็นแล้วเดินไม่ไหวเลยล่ะ!”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาจนเกินไป แม้แต่กู้เซียงหนานผู้มีผิวหน้าหนาก็ยังรู้สึกเขินอาย
โชคดีที่ไม่นานผู้นำหมู่บ้านมาถึง จากนั้นก็ให้หัวหน้าแต่ละหน่วยเริ่มแบ่งงานให้พวกเขา
ตอนนี้งานในไร่นามีอย่างเดียวคือ กำจัดวัชพืชออกจากพืชผล
ดังนั้นปัญญาชนฝ่ายหญิงจึงถูกมอบหมายให้ถอนหญ้า ส่วนปัญญาชนฝ่ายชายนอกจากถอนหญ้าแล้ว พวกเขายังต้องรับหน้าที่ขนผักที่เก็บเกี่ยวออกมาด้วย
ลู่เซี่ยตามซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆไปยังสถานที่ที่พวกเธอได้รับมอบหมาย เรียนรู้จากพวกเขาและเริ่มถอนหญ้าในไร่ข้าวโพด
งานนี้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากกลัวว่าพวกเธอจะไม่รู้จักต้นกล้าข้าวโพด ซุนเสิ้งหนานจึงชี้ให้พวกเธอดูเป็นพิเศษ
จากนั้นก็แค่ถอนหญ้าที่เหลือออกไปก็พอ
แม้จะดูง่าย แต่หลังจากที่ลู่เซี่ยถอนไปสักพักก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเลย
ประการแรกคือ ตอนนี้ต้นกล้าข้าวโพดยังไม่สูง เพียงแค่ระดับเข่าของเธอเท่านั้น
ไม่ว่าเธอจะนั่งยองๆหรือยืนถอน ผิวเธอก็สัมผัสมันอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ต้นกล้าข้าวโพดมีขนอ่อนๆที่ทำให้คัน หากเผลอโดนหลังมือก็จะทิ้งรอยแดงไว้ทันที
โชคดีที่เธอสวมเสื้อแขนยาว ไม่อย่างนั้นแขนของเธอคงทนไม่ไหวแน่ๆ
ประการที่สองคือ ปวดหลังมาก การนั่งยองๆตลอดเวลาก็ทนไม่ไหว การจะลุกขึ้นยืนแล้วนั่งลงอีกครั้งก็ยิ่งเหนื่อย หากมีม้านั่งเล็กๆให้นั่งได้ก็คงดี
ในเมื่อทุกคนไม่มีกัน เธอก็ไม่สะดวกที่จะทำตัวโดดเด่น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากทำไปได้สักพัก อากาศก็ค่อยๆร้อนขึ้น เหลื่อไหลท่วมตัวจนเธอรู้สึกเหนียวตัวมาก!
ดูเหมือนว่าหลังจากนี้ต้องเตรียมหมวกฟางมาด้วย
ลู่เซี่ยมองไปที่ซูม่าน ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอหยิบผ้าขนหนูมาคลุมหัวตัวเองเอาไว้ ดูเหมือนว่าเธอเองก็จะลองทำแบบนั้นได้เหมือนกัน คราวหน้าจะเอาผ้าขนหนูไปชุบน้ำให้เปียก คงจะช่วยคลายร้อนได้เยอะเลย
การถอนหญ้าเป็นงานที่เหนื่อยมากจริงๆ แม้หญ้าต้นจะไม่ใหญ่ แต่ซุนเสิ้งหนานบอกว่าก่อนหน้านี้เพิ่งถอนไปรอบหนึ่ง แล้วครั้งนี้มันก็งอกขึ้นมาใหม่
และหลังนี้มันก็จะยังงอกขึ้นมาอีก พวกเธอจะต้องถอนต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าต้นกล้าข้าวโพดจะสูงขึ้น หรือรอจนกว่าหญ้าที่งอกขึ้นมาใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อข้าวโพดแล้ว พวกเธอถึงจะไม่ต้องถอนอีกต่อไป
บทที่ 38: งานอื่นๆ
เมื่อได้ยินว่าต้องถอนหญ้าอีกหลายครั้ง ลู่เซี่ยก็รู้สึกมืดตาไปหมด นี่มันยากเกินไปแล้ว ทำไมไม่ฉีดยาฆ่าหญ้าโดยตรงล่ะ?
ตอนนี้น่าจะมีการคิดค้นยาฆ่าหญ้าออกมาแล้วใช่ไหม? ทำไมถึงไม่ใช้ล่ะ?
หรือว่ายังไม่แพร่หลายกันนะ?
เฮ้อ! สิ่งที่ง่ายๆแท้ๆ กลับต้องเสียแรงงานและเวลาไปมากมาย
ช่างเถอะ คิดไปก็ไร้ประโยชน์
ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ลงมาอยู่ชนบทเพื่อทำงานอยู่แล้ว หากไม่ใช่งานนี้ก็ต้องเป็นอย่างอื่น สุดท้ายก็ไม่มีทางได้สบายอยู่ดี
ลู่เซี่ยทำงานไปได้ชั่วโมงกว่าๆ รู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าขาและเอวแทบจะไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
จวงหงเหมยตั้งใจถ่วงเวลา ไม่ขยับเขยื้อน บ้างก็ไปเข้าห้องน้ำ บ้างก็ไปพักข้างๆทุ่งนา
ซูม่านและลู่เซี่ยทำงานด้วยความเร็วเท่ากัน คาดว่าเธอเองก็คงไม่อยากทำเหมือนกัน แต่ก็รู้ดีว่าตัวเองเพิ่งมาถึง จึงจำเป็นต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้ทุกคน
ลู่เซี่ยรู้สึกปากแห้ง เธอเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่แผดเผาอยู่เหนือศีรษะ ก่อนจะหยุดมือแล้วเปิดกระติกน้ำดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในหนึ่งอึก ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก รู้สึกโชคดีที่เอากระติกน้ำมาด้วย
พักผ่อนง่ายๆ สักพักก็กลับไปทำงานต่อ เธอถูกซุนเสิ้งหนานและเพื่อนๆทิ้งห่างออกไปไกลแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีหากจะทิ้งช่วงห่างกันมากเกินไป
อดทนจนถึงเที่ยงวัน หัวหน้าหน่วยตีฆ้องบอกเวลาเลิกงาน ในที่สุดลู่เซี่ยก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้สักที
หากยังไม่ได้พัก เธอก็ไม่รู้ว่าจะอดทนต่อไปได้อีกหรือเปล่า
ขณะที่ซุนเสิ้งหนานกำลังเดินกลับที่พักพร้อมปัญญาชนรุ่นเก่าคนอื่นๆ พลางมองดูปัญญาชนรุ่นใหม่ที่เหนื่อยจนยืดหลังตรงไม่ได้ เธอจึงพูดปลอบใจพวกเขา “ตอนที่ฉันเพิ่งมาที่นี่ใหม่ๆ ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ดี๋ยวก็ชินไปเอง พวกเราทำงานสู้ชาวบ้านเขาไม่ได้หรอก แต่ก็ห่างกันมากไม่ได้นะ ไม่งั้นคะแนนงานที่ได้จะไม่พอกิน”
ลู่เซี่ยและเพื่อนๆ แกล้งพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจต่างก็มีความคิดของตัวเอง
โดยเฉพาะซูม่าน เธอไม่ได้มาทำงานเพราะขัดสนเรื่องเงิน ที่มาทำงานก็เพื่อไม่ให้ตัวเองดูแตกต่างจากคนอื่นมากเกินไป เพราะเธอเพิ่งลงมาอยู่ชนบท จะทำตัวให้โดดเด่นมากเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
แต่การทำงานก็เหนื่อยมากเกินไป เพียงแค่ช่วงเช้าเธอก็รู้สึกว่าจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว มองดูผิวที่โดนแดดเผาจนแดง เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนงานแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเอ่ยปากถามซุนเสิ้งหนาน “พี่เสิ้งหนาน การที่พวกเราลงมาอยู่ชนบทไม่ใช่ว่ามาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาชนบทหรอกเหรอ? ไม่มีงานอื่นที่มีคุณค่ามากกว่านี้เหรอ? เช่น ครู หรืออะไรทำนองนั้น?”
ซุนเสิ้งหนานได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองซูม่านไปหนึ่งครั้ง เหมือนเข้าใจความหมายของเธอ
“ครูก็มีอยู่แล้ว ตอนนี้โรงเรียนประถมในหมู่บ้านมีปัญญาชนอยู่สามคน แต่พวกเขาทั้งหมดต้องแต่งงานกับคนในหมู่บ้านก่อนถึงจะได้เป็นครู”
เมื่อซุนเสิ้งหนานพูดแบบนี้ ลู่เซี่ยและเพื่อนๆก็เข้าใจได้ทันที พวกเธอไม่คิดว่าคนในหมู่บ้านจะรังเกียจคนนอกขนาดนี้
ซูม่านขมวดคิ้วเล็กน้อย “ดังนั้นถ้าอยากมีงานอื่นต้องกลายเป็นคนในหมู่บ้านก่อนใช่ไหม?”
ได้ยินเธอถามตรงๆแบบนี้ ซุนเสิ้งหนานก็ถอนหายใจ “อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้มีปัญญาชนลงมาอยู่ชนบทเยอะ ทำให้เกิดเรื่องไม่ดีมากมาย ดังนั้นพวกเราจึงมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสายตาของคนในหมู่บ้าน ในสายตาพวกเขา ปัญญาชนก็คือปัญหา แต่ถ้าแต่งงานกับคนในท้องถิ่น เป็นคนของพวกเขาเต็มตัว ก็จะเป็นเรื่องที่ดีขึ้นมาก”
พูดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็หยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “นอกจากครูสามคนที่โรงเรียนประถมแล้ว ยังมีคนงานทั่วไปที่สถานีอนามัย เธอเองก็เคยเป็นปัญญาชนมาก่อน ก่อนจะแต่งงานเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน นอกจากนี้ เมื่อสองปีก่อนก็มีนึกศึกษาจากโครงการ ‘นักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ’ ซึ่งก็มีจากจุดที่พวกเราอยู่ เขาแต่งงานกับลูกสาวของผู้นำในท้องถิ่น”
ได้ยินซุนเสิ้งหนานพูดแบบนี้ ลู่เซี่ยและเพื่อนๆก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ
ดูเหมือนหมู่บ้านนี้จะรังเกียจคนนอกเป็นอย่างมาก การคิดหาหนทางเพื่อจะเปลี่ยนไปทำงานที่ดีกว่านี้จึงค่อนข้างยาก
ใบหน้าของทุกคนไม่ค่อยสู้ดีนัก โดยเฉพาะจวงหงเหมย เธอถามออกมาตรงๆว่าปัญญาชนรุ่นเก่าทำอะไรเอาไว้ ทำไมจึงมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสายตาของคนในหมู่บ้านขนาดนี้
แต่ซุนเสิ้งหนานก็ไม่ได้พูดอะไร
จวงหงเหมยได้แต่ก่นด่าปัญญาชนรุ่นเก่าอยู่ในใจว่าชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ทำให้พวกเขาต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
[1] โครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ = โครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาและลดช่องว่างระหว่างชนชั้น โดยรับนักเรียน นักศึกษาจากครอบครัวคนงาน ชาวนา และทหารเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
บทที่ 39: ซื้อหีบ
ในที่สุดซุนเสิ้งหนานก็ปลอบใจทุกคน “จริงๆแล้วหมู่บ้านไม่ได้มีงานทำตลอดทั้งปีหรอก พอถึงฤดูหนาวก็ไม่ค่อยมีอะไรทำแล้ว แทบจะได้พักผ่อนทั้งฤดูหนาวเลย
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฤดูหนาวยาวนาน ประมาณสี่เดือนกว่าๆ คนอื่นๆยังรู้สึกว่าว่างเกินไปด้วยซ้ำ เพราะในเมื่อไม่ได้ทำงาน ก็หมายความว่าไม่มีคะแนนงานให้หาเลย
แน่นอนว่าถ้าพวกเธออยากทำงานเบาๆก็มีนะ เช่น การตัดหญ้าหมู งานนี้ไม่เหนื่อยเลย ปกติจะให้เด็กๆทำ แต่ได้แค่สองคะแนนเอง แล้วก็เลี้ยงวัว ทำความสะอาดคอกหมูในหมู่บ้าน งานพวกนี้ไม่เหนื่อยแต่ได้คะแนนเยอะ ปกติจะจัดสรรให้ครอบครัวที่ค่อนข้างลำบาก”
ลู่เซี่ยและเพื่อนๆ ฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า ต่างก็ครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี
ไม่นานนักทุกคนก็กลับมาถึงที่พัก
โจวหลายเอ๋อร์และเฉินเสวี่ยที่กลับมาก่อน ทั้งคู่ได้ทำอาหารกลางวันเสร็จแล้ว มื้อกลางวันยังคงเป็นโจ๊กธัญพืช ผัดกะหล่ำปลี และยำแตงกว่า
แม้รสชาติจะธรรมดา แต่เมื่อทุกคนค่อนข้างหิว มื้อนี้จึงกินกันหมดเกลี้ยง
หลังมื้ออาหาร อาจเป็นเพราะพวกเขาเหนื่อยเกินไป ทุกคนต่างรีบกลับไปพักผ่อน โดยไม่ได้พูดอะไร ลู่เซี่ยมองเจียงจวินโม่ที่ขาทั้งสองข้างกำลังสั่นเทา ไม่รู้ว่าจะอดทนต่อไปได้หรือเปล่า
แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลางานในตอนบ่าย ก็ได้ยินกู้เซี่ยงหนานกำลังขอลางานกับผู้นำหมู่บ้าน เพราะเจียงจวินโม่ไปทำงานไม่ไหวแล้ว
หัวหน้าหน่วยฟังแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงร่างกายผอมบางของเจียงจวินโม่ ในที่สุดเขาก็ตอบตกลงและไม่ได้พูดอะไรอีก
แต่ชาวบ้านก็เริ่มซุบซิบนินทา พากันพูดถึงความอ่อนแอของเจียงจวินโม่ต่อหน้าพวกเขา
ปัญญาชนทุกคนได้ยินเรื่องนี้กันหมด แต่ปัญญาชนรุ่นเก่าดูเหมือนจะชินก็เลยไม่ค่อยสนใจ ส่วนลู่เซี่ยและเพื่อนๆ ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่และทำราวกับว่าพวกเขาไม่ได้ยิน
สำหรับการทำงานในตอนบ่ายนี้ ลู่เซี่ยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี เธอเอาผ้าขนหนูชุบน้ำแล้ววางไว้บนหัว ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาก แต่พอเลิกงานก็เหนื่อยจนแทบลุกไม่ขึ้น
วันนี้ได้สี่คะแนนงาน ซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆได้หกคะแนน เมื่อเทียบกันแล้ว แม้จำเป็นวันแรกที่ทำงานแต่ก็ทำได้ไม่น้อยเลย ดังนั้นผู้นำหมู่บ้านจึงค่อนข้างพอใจกับพวกเขา
เดินกะโผลกกะเผลกกลับมายังที่พักของปัญญาชน
ก่อนอาหารเย็นจะเสร็จ ลู่เซี่ยก็สูบน้ำมาเช็ดตัวเองก่อน เธอรู้สึกสดชื่นและฟื้นตัวขึ้นมาก จึงได้ไปถามซุนเสิ้งหนานเกี่ยวกับเรื่องทำหีบ
ซุนเสิ้งหนานฟังแล้วก็ตอบ “ในหมู่บ้านมีชายชราคนหนึ่งชื่อ ‘อวี๋โถว’ เป็นช่างไม้ เมื่อทุกคนมีอะไรที่อยากได้ก็ไปให้เขาทำ เธอลองไปดูก็ได้”
ลู่เซี่ยถามระยะทางและพบว่าไม่ไกล เธอจึงตั้งใจจะไปดูตอนนี้เลย ซูม่านที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วก็อยากไปดูด้วย
ดังนั้นพวกเธอจึงออกไปด้วยกัน
ลู่เซี่ยและซูม่านไม่สนิทกัน และซูม่านเองก็คงไม่ได้สนใจลู่เซี่ยเช่นกัน ระหว่างทางพวกเธอจึงไม่ค่อยได้คุยกัน
เมื่อมาถึงตามที่ซุนเสิ้งหนานบอก พวกเธอเคาะประตูด้านนอก เมื่อรออยู่สักพักก็ไม่มีใครตอบ ลู่เซี่ยมองไปรอบๆ คาดว่าในชนบทแบบนี้ ต่อให้เคาะประตูต่อไปก็คงไม่ได้ยิน เธอจึงเลือกที่จะตะโกนออกไป “มีใครอยู่ไหม?”
หลังจากนั้นมีหญิงชราคนหนึ่งเดินออกมา เมื่อเห็นพวกเธอทั้งคู่ก็ถามขึ้น “สองสาวน้อย พวกเธอมาหาใครกันล่ะ?”
ซูม่านพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม “คุณยายลี่ใช่ไหมคะ พวกเราเป็นปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่ อยากถามคุณปู่ลี่ว่าพอจะทำหีบได้ไหมคะ?”
เมื่อได้ยินแบบนี้ คุณยายลี่ก็เข้าใจ ครอบครัวของเธอมีเพียงคู่ชีวิตแก่ๆอยู่ด้วยกันสองคน ไม่มีลูกหลาน และไม่สามารถทำงานได้ ผู้นำหมู่บ้านจึงดูแลพวกเขา โดยการพวกเขาได้มีรายได้จากการเป็นช่างไม้ แต่ก็แค่ในหมู่บ้านเท่านั้น เพราะการซื้อขายนอกหมู่บ้านยังไม่เป็นอิสระ แต่นี่ก็ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมากแล้ว
เมื่อได้ยินว่าต้องการซื้อหีบ คุณยายลี่ก็พาพวกเธอไปที่ลานหลังบ้าน คุณปู่ลี่กำลังไสไม้อยู่ที่นี่ เมื่อเห็นพวกเธอมาถึงก็เงยหน้าและทักทายพวกเขา
บทที่ 40: ล็อค
คุณปู่ลี่ถามพวกเธอเพื่อให้แน่ใจว่าต้องการจะซื้อหีบประเภทไหน จากนั้นก็พาพวกเธอไปที่โรงเก็บของข้างๆ
ภายในโรงเก็บของมีหีบไม้ที่ทำเสร็จแล้วอยู่หลาบใบ แต่ไม่รู้ว่าทำจากไม้ชนิดใด เพียงแค่ทาสีเคลือบไว้อย่างง่ายๆ แล้วตากให้แห้ง แม้จะดูธรรมดา แต่ฝีมือก็ไม่เลว พวกเธอไม่ได้ต้องการลูกเล่นอะไรมากมาย ขอเพียงใช้งานได้ก็พอ
นอกจากนี้ยังมีของใช้สำเร็จรูปอีกหลายอย่าง เช่น ชั้นวาง อ่างไม้ และตู้
ลู่เซี่ยยังเห็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ เธอเกือบจะซื้อมันด้วยความหุนหันพลันแล่น แต่เมื่อคิดว่าหากซื้อไปเก็บไว้ในที่พักของปัญญาชนก็คงจะไม่สะดวก เธอจึงทำได้เพียงคิดเท่านั้น
เฮ้อ! การอาบน้ำในที่พักของปัญญาชนนั้นไม่สะดวกเลย ทุกวันนี้พวกเธอยังต้องตักน้ำเข้าห้องแล้วค่อยๆเช็ดตัวอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่สามารถล้างตัวได้ จึงรู้สึกว่าไม่สะอาดอยู่ดี แต่นี่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะทุกคนก็เป็นแบบนี้
ท้ายที่สุดพวกเธอก็เลือกซื้อของใช้สำเร็จรูป ซูม่านซื้อหีบขนาดใหญ่และเล็กอย่างละหนึ่งใบ อ่างไม้สำหรับล้างเท้าอีกหนึ่งใบ และของเล็กๆน้อยๆอีกไม่กี่ชิ้น
ลู่เซี่ยซื้อเพียงหีบใบใหญ่สองใบ
ดูเหมือนซูม่านจะสงสัยว่าทำไมเธอถึงซื้อสองใบ เพราะหีบใหญ่นั้นใหญ่มาก ใบเดียวก็จุของได้เยอะแล้ว
ลู่เซี่ยอธิบายอย่างเขินอาย ฉันเอาเสื้อนวมผ้าฝ้ายหนาๆมาด้วย ผ้าห่มก็เอามาสองผืน แค่นี้ของก็ค่อนข้างเยอะ แล้วยังมีของจุกจิกอีกหน่อย ก็เลยคิดว่าจะซื้อสองใบ แล้วค่อยใส่ทั้งหมดลงไป”
ซูม่านพยักหน้า เมื่อนึกถึงกระเป๋าผ้าใบสองใบของลู่เซี่ยที่ใหญ่กว่ากระเป๋าเดินทางของเธอ ก็เลยไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงคาดเดาว่าลู่เซี่ยคงเป็นที่รักของทุกคนในครอบครัว ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้เอาของลงมาที่ชนบทได้เยอะขนาดนี้
แล้วก็นึกถึงเรื่องน่าปวดหัวในครอบครัวของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แต่เธอก็ไม่ได้อิจฉา เพราะก็ตอนนี้เธอก็ไม่ขาดเงินอยู่แล้ว ทั้งยังเตรียมของมาไม่น้อย พอให้ใช้ชีวิตในชนบทได้อย่างไม่ลำบากเลยทีเดียว
ลู่เซี่ยไม่ได้คิดว่าคำพูดที่เธอพูดไปเฉยๆ จะถูกตัวเอกเข้าใจผิด
ตอนนี้เธอกำลังลังเลว่าจะเอาหีบกลับไปอย่างไรดี
สุดท้ายคุณยายลี่ก็บอกกับเธอ “ไม่ต้องกังวลไป เฉันให้หลานชายฉันเอาไปส่งให้พวกเธอเอง”
พวกเธอจึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะจ่ายเงินแล้วก็จากไป
หีบใบใหญ่ราคาสามหยวน หากเป็นในเมืองถือว่าราคาไม่แพงเลย แต่ในชนบทแห่งนี้ก็นับว่าเป็นราคาที่สูงแล้ว พวกเธอใช้เงินไปเกือบสิบห้าหยวนในเวลาเดียวกัน คุณยายลี่ดีใจจนแทบจะหุบปากไม่ลง ตอนที่ส่งพวกเธอออกมายังบอกด้วยว่าสามารถทำอย่างอื่นได้ หากต้องการอะไรให้มาหาได้ตลอด
ทั้งสองพยักหน้าและตอบตกลงด้วยรวยยิ้ม
เมื่อกลับมาถึงที่พักของปัญญาชน อาหารก็ทำเสร็จแล้ว กู้เซี่ยงหนานได้ยินว่าพวกเธอไปซื้อหรล จึงอาสาที่จะไปช่วยขนให้ แต่เมื่อได้ยินว่าจะมีคนส่งมาให้ถึงที่ก็วางใจ
อาหารเย็นวันนี้มีมันฝรั่งตุ๋นมะเขือ ที่ปรุงด้วยเกลือเพียงอย่างเดียว แม้รสชาติจะพอกินได้ แต่ก็ไม่สามารถฝืนกินจนอิ่มท้อง
แม้ลู่เซี่ยที่เป็นผู้หญิงคนยังรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม นับประสาอะไรกับคนอื่น
เธอวางแผนจะแอบไปกินเปาะเปี๊ยะตอนดึก ไม่อย่างนั้นตอนกลางคืนคงจะหิวจนตื่นแน่นอน
หลังอาหารเย็น หีบและของใช้อื่นๆก็ถูกส่งมาถึง คนอื่นๆไม่คิดว่าพวกเธอจะซื้อมาเยอะขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไร นอกจากจวงหงเหมยที่สีหน้าไม่ค่อยดี ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร?
ลู่เซี่ยนำกระเป๋าผ้าใบสองใบใหญ่ใส่ลงในหีบไม้ ซึ่งมีขนาดที่รองรับกันได้พอดี จากนั้นปิดฝาหีบแล้วใช้กุญแจที่ซื้อมาก่อนหน้านี้ล็อคเอาไว้อย่างแน่นหนา
ในใจรู้สึกโล่งและวางใจได้ว่าจะไม่มีใครเห็นว่าภายในมีอะไรบ้าง
ซูม่านเองก็เอาของจัดเรียงใหม่แล้วใส่ลงในหีบด้วย
ของดีๆที่เธอเอามาก็ไม่น้อย ทั้งขนมหวาน นมข้าวสาลี ลูกอมนม น้ำตาลแดง ซูม่านหยิบของแต่ละอย่างออกมาจัดเรียงใส่หีบอย่างเปิดเผย โดยมีจวงหงเหมยที่ยืนอยู่ข้างๆ แววตาอิจฉาเปิดเผยอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เซี่ยแอบส่ายหน้าบา ผู้หญิงคนนี้ช่างประมาทเกินไป มีของดีๆก็ปล่อยให้คนอื่นเห็นโดยไม่กลัวว่าจะถูกขโมยบ้างเลย
จบตอน
Comments
Post a Comment