countryside ep261-280

บทที่ 261: ไปดูเรื่องสนุก


   ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจมาก เมื่อเธอมองดูฝูงชนที่มาดูเหตุการณ์ในตอนนี้ ก็พบว่าไม่มีปัญญาชนอยู่ในนั้นเลย เธออยากจะรีบไปที่พักของปัญญาชนทันทีเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้ว่าไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้จะดีกว่า และไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อปัญญาชนแบบพวกเขาหรือไม่


   เธอกังวลเรื่องนี้จริงๆ ชาวบ้านก็เช่นกัน กลัวว่าจะถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย


   "เฮ้อ ปัญญาชนหยางนี่ก็กล้าจริงๆเลยนะ!! เรื่องเก็งกำไรนี่ทำได้ด้วยเหรอ?"


   "ใช่แล้ว!! เพิ่งลงชนบทไม่นานก็ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะลามไปถึงหมู่บ้านหรือเปล่า!"


   "เฮ้อ ดูๆตอนแรกก็เหมือนจะเป็นเด็กดีนะ ก่อนหน้านี้เขายังมาบ้านฉันอยู่เลย มาแลกของป่ากับฉัน เห็นบอกว่าจะส่งไปให้ครอบครัว ตอนนั้นฉันยังคิดว่าเขาเป็นเด็กกตัญญูเลย ใครจะคิดว่า..."


   "เขาก็มาบ้านฉันด้วยนะ มาพูดแบบเดียวกันเลย..."


   ตอนนั้นเอง จู่ๆก็เริ่มมีคนคิดออกทันที


   "เขาคงไม่ได้เอาของพวกนี้ไปขายให้คนอื่นหรอกนะ?"


   พอทุกคนได้ยินแล้ว พวกเขาก็เริ่มรู้สึกกลัวกันขึ้นมาบ้าง "แล้วคนพวกนั้นเมื่อกี้จะไม่คิดว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกับเขาเหรอ?"


   "ฉันไม่รู้เลย! ปัญญาชนพวกนี้ก่อเรื่องอีกแล้ว! นี่มันไม่ใช่การทำร้ายพวกเราหรอกเหรอ?" ตอนนั้นเองเหรัญญิกออกมาพูดว่า "ทุกคนอย่าพูดอะไรอีกเลย จำไว้ให้ดี ว่าพวกคุณไม่รู้อะไรทั้งนั้น อีกอย่างเรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับพวกคุณด้วย"


   คนอื่นๆพอได้ยินแล้วก็หุบปากทันที พวกเขาไม่กล้าพูดอะไรอีก แล้วก็แยกย้ายกันไป


   ส่วนลู่เซี่ยก็กลับไปด้วย แต่ระหว่างทางที่เธอกำลังกลับ เธอเห็นผู้ใหญ่บ้านกำลังส่งคนพวกนั้นกลับอยู่ไกลๆ ดูเหมือนว่าในที่พักของปัญญาชน คงจะสอบถามเรื่องราวเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว แค่ไม่รู้ว่าหลี่ย่าหลานจะถูกจับไปด้วยหรือเปล่า


   แต่ดูจากกลุ่มคนที่กำลังจากไปนั้นไม่มีหลี่ย่าหลานอยู่ด้วย คงจะไม่มีปัญหาอะไร


   ตอนนี้ลู่เซี่ยอยากไปถามในที่พักของปัญญาชนมาก แต่ก็รู้ว่าหลังจากเรื่องนี้ทุกคนคงไม่มีอารมณ์จะคุยอะไรแน่นอน เลยตัดสินใจว่าจะไปถามพรุ่งนี้แทน แต่ตอนกลับไปเธอก็ยังเล่าเรื่องนี้ให้เจียงจวินโม่ฟังด้วยเช่นกัน


   "เมื่อกี้มีคนจากหน่วยตรวจสอบมา บอกว่าปัญญาชนถูกจับเพราะเก็งกำไร"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วขมวดคิ้ว "เกิดขึ้นเมื่อไหร่?"


   "เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้นี้เอง ตอนฉันกลับมาเห็นมีคนอยู่ที่สำนักงานหมู่บ้านเต็มเลย ฉันก็เลยไปดูเรื่องวุ่นวายซะหน่อย แล้วก็ได้ยินเรื่องนี้เข้า พวกนั้นยังไปถามในที่พักของปัญญาชนด้วยนะ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะสารภาพเรื่องหลี่ย่าหลานหรือเปล่า"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วขมวดคิ้วแน่นขึ้น "คุณกล้าไปดูเรื่องวุ่นวายของหน่วยตรวจสอบด้วยเหรอ คุณนี่ชักจะกล้าขึ้นทุกทีจริงๆ!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วหดคอ เธอแอบรู้สึกผิดเล็กน้อย พูดอ้ำอึ้ง "ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย ตอนไปก็ไม่รู้ว่าเป็นพวกเขาด้วย แล้วฉันก็ยืนอยู่ไกลๆนะ ไม่ได้เข้าไปใกล้ ไม่ได้ไปถึงที่พักของปัญญาชนด้วยซ้ำ"


   เจียงจวินโม่ก็รู้ว่าภรรยาของเขาชอบเรื่องอะไรแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่เน้นย้ำอีกครั้ง "ต่อไปไม่ว่าจะดูเรื่องวุ่นวายอะไร ก็ต้องระวังความปลอดภัยของตัวเองก่อน! เข้าใจไหม?"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรีบตอบรับทันที "ได้ ฉันรู้แล้ว!"


   พอเขาเห็นเธอรับปากเร็วแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็ยิ้มอย่างจนใจ แล้วจึงพูดว่า "ดูเหมือนช่วงนี้ที่ตลาดมืดจะเข้มงวดขึ้นมากกว่าเดิมเยอะเลยล่ะ พวกเราก็ควรไปให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า"


   ลู่เซี่ยเห็นว่าเจียงจวินโม่ไม่จดจ่อกับเรื่องที่เธอแอบไปดูความวุ่นวายมา ลู่เซี่ยก็โล่ง.อกพยักหน้า


   "เดือนที่แล้วทางบ้านก็ส่งตั๋วมาให้อีกไม่ใช่เหรอ รวมกับแม่ไก่ที่บ้านออกไข่แล้ว ฉันว่าน่าจะพอกินได้ ไม่งั้นพวกเราก็ไม่กินกันเลยดีกว่า เก็บไข่ไก่ไว้ให้คังคังดีไหม?"


   เจียงจวินโม่ช่วงนี้กำลังลองให้คังคังกินอาหาร ทุกวันนี้เขาจะทำไข่ตุ๋นให้คังคัง เจ้าตัวเล็กดูจะชอบกินมาก


   แม้ว่าที่บ้านของพวกเขาจะมีไก่เพียงห้าตัว แต่เนื่องจากลู่เซี่ยได้ให้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์แก่พวกมัน ทำให้พวกมันเติบโตได้ดีมาก และออกไข่เกือบทุกวัน ดังนั้นไข่ไก่จึงมีเพียงพอสำหรับการบริโภคในครอบครัวแล้ว



บทที่ 262: การประชุมที่ที่พักของปัญญาชน



   เจียงจวินโม่ก็หันมาพยักหน้าเช่นกัน "งั้นก็ทำแบบนี้ไปก่อนแล้วกัน เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา พวกคนในหมู่บ้านคงไม่กล้าออกไปแลกเปลี่ยนของนอกหมู่บ้านแล้วละ"


   ลู่เซี่ยนึกถึงคำพูดของชาวบ้านวันนี้ เธอจึงพยักหน้าเห็นด้วย "คงจะตกใจไปตามๆกันนั่นแหละ แต่ปัญญาชนหยางคนนี้ก็กล้าเกิน คนไปตลาดมืดตั้งเยอะแยะ ทำไมเขาถึงโดนจับได้ล่ะ?"


   "คงเป็นเพราะโชคไม่ดีมั้ง?" เจียงจวินโม่พูดเรียบๆ


   ลู่เซี่ยได้แต่ถอนหายใจ ใช่โชคไม่ดีจริงเหรอ? เพราะซูม่านกับกู้เซี่ยงหนานก็ไปบ่อยๆ แต่ทำไมถึงไม่เคยถูกจับได้เลย


   แบบนี้อนาคตของเขาก็พังไปด้วย


   ในขณะที่ลู่เซี่ยกำลังรำพึงรำพันกับเจียงจวินโม่อยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก เจียงจวินโม่ออกไปดูพบว่าเป็นกู้เซี่ยงหนานเรียกพวกเขาไปประชุมที่ที่พักของปัญญาชน และหลังจากเจียงจวินโม่ตอบรับแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มสวมเสื้อคลุม จากนั้นก็ห่อหุ้มคังคังอย่างมิดชิด


   พวกเขาไม่ได้สงสัยเลยว่าทำไมถึงมีการประชุม เพราะรู้ว่าต้องเกี่ยวกับหยางเว่ยตงแน่ๆ และแล้วเมื่อพวกเขาไปถึงที่พักของปัญญาชน ก็เห็นว่าทุกคนสีหน้าไม่ค่อยดี โดยเฉพาะหลี่ย่าหลาน หน้าของเธอซีดเผือด แต่ก็ยังพยายามทำใจให้เข้มแข็ง


   ลู่เซี่ยคาดว่าคนอื่นๆก็คงเดาออกแล้วว่าหยางเว่ยตงร่วมมือกับเธอ แม้แต่ลู่เซี่ยที่ไม่ได้อยู่ที่พักของปัญญาชนยังมองออก คนอื่นๆก็น่าจะสังเกตเห็นเช่นกัน แต่ไม่มีใครพูดอะไร


   เมื่อลู่เซี่ยมาถึง เธอพยักหน้าทักทายซูม่านและเสิ่นชิงชิง แล้วก็ไปนั่งกับเจียงจวินโม่ที่อุ้มคังคังอยู่ ไม่นานก็พบว่าหลี่อี้ได้ไปเรียกคู่สามีภรรยาซุนเสิ้งหนานมาด้วย


   ตอนนี้ซุนเสิ้งหนานท้องโตมาก เธอจึงต้องเดินอย่างระมัดระวัง พอมาถึงก็นั่งข้างลู่เซี่ย โดยที่ไม่ได้ถามอะไร ชัดเจนว่าคงได้ยินหลี่อี้บอกมาแล้ว ตอนนี้ทุกคนในที่พักของปัญญาชนดูจริงจังมาก แล้วก็ได้ยินกู้เซี่ยงหนานเอ่ยขึ้นว่า


   "การประชุมครั้งนี้ทุกคนคงทราบเรื่องแล้ว ใครไม่ทราบฉันจะพูดอีกครั้ง


   หยางเว่ยตง ปัญญาชนของเราถูกหน่วยลาดตระเวนจับได้ข้างนอก และเรื่องนี้ก็ส่งผลเสียมาก เขาถูกยกเป็นตัวอย่าง คิดว่าคงจะมีบทลงโทษเร็วๆนี้


   แต่สิ่งที่ฉันอยากพูดคือ นี่ไม่ใช่เรื่องของคนๆเดียว เพราะเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ที่พักของปัญญาชนของเราก็โดนผลกระทบไปด้วย แถมยังเป็นผลกระทบใหญ่หลวงเลยด้วย ดังนั้นฉันหวังว่าทุกคนจะระมัดระวัง ไม่เพียงแต่ควบคุมการกระทำของตัวเอง แต่ต่อไปก่อนทำอะไรให้คิดด้วยว่าจะส่งผลกระทบต่อคนอื่นหรือไม่


   ฉันเชื่อว่าทุกคนหลังจากลงชนบทแล้วต่างอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ ดังนั้นหวังว่าต่อไปทุกคนจะร่วมมือกัน ให้พวกเราปัญญาชนสามารถใช้ชีวิตในชนบทได้อย่างสงบด้วย"


   พูดถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองหลี่ย่าหลานเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้พูดอะไร


   คนอื่นๆก็ไม่ได้พูดอะไร เห็นได้ชัดว่ากู้เซี่ยงหนานอารมณ์ไม่ค่อยดี เพราะเมื่อหยางเว่ยตงถูกจับ ก็จะพาดพิงถึงปัญญาชนคนอื่นในหมู่บ้านไปด้วย พวกเขาซึ่งเป็นปัญญาชนก็ได้รับผลกระทบไปด้วย


   หลังจากการประชุมเสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไป


   วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยถึงได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยตรวจสอบไปที่พักของปัญญาชนจากเสิ่นชิงชิง


   พวกนั้นไปถึงอย่างกะทันหัน จนทำเอาคนที่พักของปัญญาชนตกใจกันใหญ่ จากนั้นก็มีคนถามเรื่องของหยางเว่ยตง ทุกคนบอกว่าไม่รู้ ต่อมาผู้ใหญ่บ้านก็เรียกกู้เซี่ยงหนานมาด้วย และเมื่อกู้เซี่ยงหนานได้ยินเรื่อง เขาก็อธิบายว่าหยางเว่ยตงเพิ่งมาใหม่ เป็นคนค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยได้ติดต่อกับใคร ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ค่อยรู้เรื่องที่เขาทำ


   คนของหน่วยตรวจสอบก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อหรือไม่ แต่ยังไงตอนนี้พวกนั้นก็จากไปแล้ว ลู่เซี่ยที่ได้ยินแล้วก็พอเข้าใจ ถ้าเป็นอย่างนี้ หลี่ย่าหลานคงไม่ถูกพบตัวแน่ แต่ก็ไม่รู้ว่าหยางเว่ยตงจะเอาเรื่องของเธอไปบอกใครหรือเปล่า?



บทที่ 263: หมู่บ้านต้าอิ่ง "ดัง" แล้ว



   แต่ไม่นานลู่เซี่ยก็รู้ว่า หยางเว่ยตงไม่ได้ซัดทอดหลี่ย่าหลานเลย เขารับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด ทั้งที่จริงๆแล้วเงินทุนที่เขาใช้นั้นมาจากหลี่ย่าหลาน และเธอก็ได้รับผลประโยชน์ส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ


   แต่หยางเว่ยตงนึกถึงครอบครัวของตัวเอง นึกถึงคำสัญญาของหลี่ย่าหลานที่ว่าถ้าเกิดเรื่องขึ้นและเขารับผิดชอบคนเดียว เธอถึงจะดูแลครอบครัวของเขา ดังนั้นเขาจึงปิดปากสนิทไม่ยอมพูดอะไรเลย


   จากนั้น บทลงโทษของหยางเว่ยตงก็ออกมา เขาถูกส่งไปยังพื้นที่ห่างไกล คาดว่าคงกลับมาไม่ได้อีกสิบกว่าปี ในขณะเดียวกันนั้น เรื่องนี้ก็ถูกยกเป็นกรณีตัวอย่าง คนในอำเภอของพวกเขาก็รู้เรื่องกันหมด ทำให้ปัญญาชนของหมู่บ้านต้าอิ่ง "ดัง" เป็นพลุแตก


   ถึงขนาดมีคนมาดูพวกเขาที่นี่โดยเฉพาะ เพื่อนและคนบ้านเดียวกันของพวกปัญญาชนก็ถามถึงเป็นพิเศษ ทำให้ทุกคนรู้สึกอับอายมาก ถึงขนาดที่ว่าหลังจากเหตุการณ์นี้หลายคนไม่อยากยอมรับว่าตัวเองเป็นปัญญาชนจากหมู่บ้านต้าอิ่งแล้ว


   และเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านด้วย เพราะตอนนี้คำว่า "หมู่บ้านต้าอิ่ง" เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมากแล้ว และยังเป็นที่รู้จักในเรื่องแบบนี้อีกด้วย นั่นยิ่งทำให้ชาวบ้านรู้สึกโกรธที่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทุกคนกลับเกลียดหยางเว่ยตงมากกว่า เพราะเขาคนเดียว กลับส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อคนทั้งหมู่บ้าน


   ส่วนปัญญาชนคนอื่นๆก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านหลิวขึ้นมามีอำนาจ ก็ปฏิบัติต่อปัญญาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งลู่เซี่ยและปัญญาชนรุ่นเก่าคนอื่นๆก็เข้ากับชาวบ้านได้ดี โดยเฉพาะซูม่านที่เคยช่วยหมู่บ้านได้รับผลประโยชน์มากมาย


   ดังนั้นคนที่ชาวบ้านไม่ชอบ ก็มีแค่ปัญญาชนรุ่นใหม่เท่านั้น


   และหลังจากเหตุการณ์นี้ ปัญญาชนรุ่นใหม่ก็เงียบลงไปมาก โดยเฉพาะหลี่ย่าหลาน ไม่นานเธอก็ล้มป่วย และผอมลงไปมาก พอหายป่วยก็เงียบขรึมลง ไม่เหมือนเมื่อก่อน


   และแน่นอนว่า เพราะป่วยจนอ่อนแอ เธอจึงฉวยโอกาสนี้ทำตัวน่าสงสารกับเฝิงเจินจู จนในที่สุดก็ได้รับการให้อภัย แล้วทั้งสองก็คืนดีกัน ในช่วงที่เธอป่วย เฝิงเจินจูเป็นคนดูแลและคอยซื้อยามาให้ หวังว่าเธอจะรู้จักทะนุถนอมเพื่อนคนนี้


   หลังจากเรื่องนี้ผ่านไป ชาวบ้านก็เงียบไปด้วย จนกระทั่งใกล้ปีใหม่ถึงได้ค่อยๆกลับมาคึกคักอีกครั้ง


   ปีใหม่ปีนี้ คังคังยังเล็ก ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ไม่อยากให้เขาลำบาก จึงยังไม่กลับบ้าน ตระกูลเจียงรู้เรื่องนี้แล้วก็เข้าใจ ช่วงก่อนปีใหม่ยังส่งของดีๆ และของไหว้ปีใหม่มาให้พวกเขาไม่น้อยเลยด้วย


   ลู่เซี่ยมองดูเจียงจวินโม่ที่เงียบไปหลังจากอ่านจดหมายและดูของ เดาว่าเขาอาจจะคิดถึงบ้าน ดังนั้นเธอจึงปลอบเขาโดยการพูดว่า "ถ้างั้นนายอยากกลับไปไหม? ยังไงตอนนี้คังคังก็โตแล้ว ฉันดูแลเขาแล้วก็ดูแลตัวเองได้แน่นอน"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วรีบส่ายหัวทันที "ไม่กลับหรอก ผมจะทิ้งสองคนกลับไปได้ยังไง"


   พูดจบก็รู้ว่าลู่เซี่ยเป็นห่วงเขา จึงยิ้มแล้วบอกกับลู่เซี่ยว่า "ไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่เป็นไร พวกเรารอให้คังคังโตกว่านี้อีกหน่อย ค่อยกลับไปก็ได้ ตอนแรกผมแค่คิดว่าคุณปู่คงอยากเจอคังคังมาก"


   ลู่เซี่ยเห็นเขากลับมาเป็นปกติแล้วจึงวางใจ นึกถึงคำพูดของเขาเมื่อครู่ จึงคิดแล้วพูดว่า


   "งั้นหลังปีใหม่พวกเราพาคังคังไปถ่ายรูปแล้วส่งกลับไปให้พวกเขาไหม พอดีเขาก็อายุครบหนึ่งขวบแล้ว จะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย"


   เจียงจวินโม่พยักหน้าทันที "ได้ ถ่ายหลายๆรูปเลยนะ"


   ลู่เซี่ยเห็นเขาอารมณ์ดีขึ้นมากก็ยิ้ม "ค่ะ"


........


   ลู่เซี่ยและครอบครัวไม่กลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ คราวนี้กู้เซี่ยงหนานและซูม่านก็อยู่ที่นี่ไม่ได้กลับ แต่กลับเป็นเฉิงอวี้เจียวที่กลับไป


   โดยปีนี้ เฉิงอวี้เจียวก็ยังไม่ยอมละทิ้งกู้เซี่ยงหนาน เธอมักจะเข้าไปใกล้ชิดกู้เซี่ยงหนานอยู่เสมอ โดยไม่สนใจซูม่านที่เป็นคู่ควงอย่างเปิดเผยแต่อย่างใด นอกจากนี้ เธอยังมักจะบอกใบ้กับคนอื่นๆอยู่บ่อยครั้งว่า พ่อแม่ของตระกูลกู้พอใจในตัวเธอมาก



บทที่ 264: อีกหนึ่งปีของคืนส่งท้ายปีเก่า



   จริงๆแล้วคนอื่นๆก็สามารถสังเกตเห็นเรื่องนี้ได้บ้างอยู่แล้ว เพราะท้ายที่สุดแล้ว ก็คงเหมือนกับลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ ซุนเสิ้งหนานและหลิวจวิน คู่ที่สนิทสนมกันดีหรือตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน ส่วนใหญ่แล้วก็จะแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว


   ในทางกลับกัน ซูม่านและกู้เซี่ยงหนานที่บอกว่าตั้งใจจะคบหาดูใจกันมานานแล้ว ปกติทั้งสองคนก็สนิทกันมาก แต่กลับไม่มีท่าทีว่าจะแต่งงานกันเลยสักนิด ดังนั้นทุกคนจึงเดาว่าครอบครัวของพวกเขาคงไม่เห็นด้วย แต่ในยุคนี้ถือว่าการคบหาดูใจโดยไม่มีจุดประสงค์เพื่อแต่งงานนั้นเป็นการเล่นๆถือว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่จริงจัง


   ดังนั้นสำหรับคู่แบบพวกเขา คนอื่นๆก็รู้สึกว่าไม่ค่อยดีนัก แต่อย่างไรซะก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะซูม่านดูเหมือนเป็นคนที่ไม่ควรยุ่งด้วย ส่วนกู้เซี่ยงหนานก็เป็นผู้รับผิดชอบที่พักของปัญญาชน และทั้งสองคนก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไร แต่สำหรับเฉิงอวี้เจี้ยวนั้น ทุกคนกลับดูถูกเธอมาก และแม้ว่าเธอจะได้รับการยอมรับจากตระกูลกู้ แต่รู้อยู่แล้วว่ากู้เซี่ยงหนานมีคนรักอยู่แล้วยังพยายามเข้าหาเขาอีก นิสัยแบบนี้ใครๆก็เห็นได้ชัด


   ดังนั้นตอนนี้คนในที่พักของปัญญาชน ต่างก็มีทัศนคติต่อพวกเขาทั้งสามคนเหมือนกับการดูละครไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว


   ทุกคนเดาเหมือนกับลู่เซี่ยว่าในที่สุดแล้วกู้เซี่ยงหนานจะตัดสินใจอย่างไร จะเลือกความรักและอยู่กับซูม่าน หรือจะฟังคำสั่งของพ่อแม่และอยู่กับเฉิงอวี้เจียว อย่างไรซะลู่เซี่ยก็รู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว แต่กระบวนการในระหว่างนั้นค่อนข้างน่าสนใจ เธอก็ดูเพื่อความสนุกสนาน คนอื่นๆไม่รู้ แต่ก็มีการคาดเดากันไปต่างๆนานา


   ในช่วงปีใหม่นี้ เนื่องจากตอนนี้คังคังต้องกินไข่ตุ๋นทุกวัน เจียงจวินโม่จึงไม่กล้าฆ่าแม่ไก่ที่ออกไข่ในบ้าน แต่เขาไปซื้อเนื้อมาไม่น้อยเลย และในช่วงปีใหม่ที่การควบคุมไม่เข้มงวดมากนัก เขาก็ไปซื้อไก่ตัวผู้ใหญ่สองตัวกลับมาจากตลาดมืด


   ในวันส่งท้ายปีเก่า เขาได้ส่งหม้อเล็กๆที่ใส่ไก่ตุ๋นมันฝรั่งไปให้พี่สวีตามธรรมเนียม จากนั้นเขาและลู่เซี่ยก็เริ่มมื้ออาหารค่ำวันส่งท้ายปีเก่าครั้งที่สามของพวกเขาสองคน ไม่ใช่สิ ปีนี้เป็นสามคน และปีนี้ครอบครัวของพวกเขามีสมาชิกเพิ่มขึ้น เพราะมีคังคังอีกคน


   ตอนนี้คังคังเริ่มนั่งได้อย่างมั่นคงแล้ว แถมยังสามารถยืนเกาะกำแพงได้ด้วยตัวเอง แม้จะดูอ้วนอยู่ แต่ก็เป็นเด็กที่มีพัฒนาการดีมาก แน่นอนว่าเขากินจุมาก คงเป็นเพราะอาหารที่พ่อทำอร่อยเกินไป และทุกครั้งที่กินอาหารเสริมก็สามารถกินได้หนึ่งชามใหญ่แล้ว ตอนนี้จำนวนครั้งที่เขาดื่มนมผงในแต่ละวันลดลง ส่วนใหญ่จะกินอาหารเป็นหลัก


   ลู่เซี่ยคิดว่าเขาอายุเก้าเดือนแล้ว น่าจะพูดได้เร็วๆนี้ เธอจึงมักจะแหย่เขาให้พูดเวลาว่าง


   แต่ทุกครั้งคังคังก็มักจะมองเธอด้วยสายตาเย็นชา แล้วก็ไม่สนใจเธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก


   ทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ ลู่เซี่ยจะรู้สึกกังวล "ทำไมถึงต้องสืบทอดอะไรจากพ่อมาเยอะด้วยนะ ทำไมต้องเป็นใบหน้าที่ไร้อารมณ์ด้วย หืม? แล้วต่อไปจะทำยังไงล่ะเนี่ย แก่แดดเกินวัยแล้วนะเราเนี่ย!"


   เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออก แต่ในใจของเขาก็แอบดีใจ โชคดีที่คังคังสืบทอดมาจากเขา ถ้าสืบทอดนิสัยชอบซุบซิบนินทาของแม่มาคงจะทำให้คนเป็นห่วงตายกันพอดี! ดีแล้ว เพราะในครอบครัวมีคนแบบนี้แค่คนเดียวก็พอ


   คิดไปไกล กลับมาพูดถึงปัจจุบันดีกว่า


   สามคนรับประทานอาหารมื้อค่ำปีใหม่อย่างเอร็ดอร่อย หลังจากกล่อมคังคังให้หลับในตอนกลางคืน สามีภรรยาก็คุยกันเพื่อเฝ้ารอปีใหม่ วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยอุ้มคังคังที่ห่อตัวอย่างมิดชิดออกไปอวยพรปีใหม่ และแวะไปที่บ้านของซุนเสิ้งหนานเป็นพิเศษ ตอนนี้ท้องของซุนเสิ้งหนานโตมากแล้ว เธอไม่กล้าออกจากบ้านตลอดทั้งฤดูหนาว ทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ยังดีที่มีเพียงลู่เซี่ยและเพื่อนปัญญาชนผู้หญิงไม่กี่คนที่แวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว


   ลู่เซี่ยเห็นว่าซุนเสิ้งหนานในช่วงตลอดฤดูหนาวที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้อ้วนขึ้นมาก แต่ท้องก็ใหญ่มากจริงๆ นั่งจึงทำให้เธอรู้สึกกังวลอยู่บ้าง


   "ใกล้คลอดแล้วสินะ? พวกเธอวางแผนไว้ยังไงบ้าง?"


   เมื่อได้ยินคำถามนั้น ซุนเสิ้งหนานก็ยิ้มและตอบว่า "หลิวจวินบอกว่าจะไปคลอดที่โรงพยาบาล"



บทที่ 265: อาจจะเป็นเด็กผู้หญิง



   พอลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกโล่งใจ ในยุคนี้การคลอดลูกในชนบทส่วนใหญ่จะคลอดในหมู่บ้าน มีน้อยคนที่จะไปโรงพยาบาล และการที่หลิวจวินเสนอให้ไปโรงพยาบาลแสดงว่าเขาใส่ใจซุนเสิ้งหนานมาก


   "ปัญญาชนหลิวดีกับเธอจริงๆเลยนะ!" พอซุนเสิ้งหนานได้ยินแบบนั้นเธอก็ยิ้มตาม ดวงตาเปล่งประกายแห่งความสุข "จริงๆแล้วฉันไปหาหมอตำแยมาดูแล้ว ท่าทารกของฉันปกติดี คลอดในหมู่บ้านก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หลิวจวินยังกังวลอยู่มาก บอกว่าจะต้องไปคลอดที่โรงพยาบาล"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พูดว่า "ถึงแม้ว่าท่าทารกจะปกติ แต่ยังไงเธอก็ต้องไปโรงพยาบาล แบบนั้นคงสบายใจกว่า ปัญญาชนหลิวก็เป็นห่วงเธอ"


   "ใช่แล้ว แต่ฉันรู้สึกว่ามันยุ่งยากไปหน่อย"


   "เทียบกับชีวิตแล้วความยุ่งยากก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีซะหน่อย ไม่ต้องกังวล พอถึงเวลาฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอเอง" ลู่เซี่ยพูดออกมาตรงๆ


   ซุนเสิ้งหนานไม่ทันคิดก็จะปฏิเสธ "ไม่ต้องลำบากเธอหรอก เธอยังมีลูก ไปก็ไม่สะดวก"


   ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว "มีอะไรไม่สะดวกล่ะ คังคังมีเจียงจวินโม่ดูแลก็พอแล้ว เขาเลี้ยงลูกเก่งกว่าฉันอีกนะ"


   แต่ถึงเป็นแบบนั้นซุนเสิ้งหนานก็ยังลังเลอยู่ ส่วนใหญ่เพราะเธอไม่อยากรบกวนคนอื่น


   ลู่เซี่ยพอจะเดาความคิดของเธอได้ จึงพูดตรงๆว่า "แม้ว่าปัญญาชนหลิวจะรู้หลายอย่าง แต่เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่ง ย่อมมีสถานการณ์ที่เขาอาจคิดไม่ถึงบ้าง ถ้าฉันไปก็สามารถช่วยดูแลได้ ตอนนั้นไม่ใช่แค่เธอ ยังมีเด็กอยู่ด้วยนะ"


   เมื่อพูดถึงเด็ก ซุนเสิ้งหนานนึกถึงความกังวลของลู่เซี่ยเกี่ยวกับเด็กในตอนแรก รวมถึงเรื่องราวที่พวกเขาเจอ ในที่สุดเธอก็ยอมรับ


   "ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ"


   "รบกวนอะไรกัน" ลู่เซี่ยมองเธอด้วยสายตาตำหนิ "ตอนฉันคลอดลูก เธอก็ไปช่วยไม่ใช่เหรอ? นี่เรียกว่าตอบแทนกันไง" เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ซุนเสิ้งหนานก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป


   "ดี งั้นตอนนั้นก็ต้องพึ่งเธอแล้วนะ"


   ลู่เซี่ยยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า "วางใจเถอะ ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุด"


   หลังจากคุยเรื่องของซุนเสิ้งหนานเสร็จ ลู่เซี่ยก็นึกถึงอวี๋ฟางที่ตั้งครรภ์พร้อมกับเธอ จึงถามต่อว่า "ไม่รู้ว่าอวี๋ฟางวางแผนจะคลอดที่ไหน?" เมื่อได้ยินเธอพูดถึงเรื่องนี้ ซุนเสิ้งหนานก็ถอนหายใจ


   "ฉันว่าเธอน่าจะคลอดที่บ้าน" ลู่เซี่ยได้ยินเธอถอนหายใจ แล้วก็คิดว่าเธอกำลังกังวล จึงเอ่ยปลอบใจไปว่า "ไม่ต้องกังวลไปหรอก หมอตำแยในหมู่บ้านก็ทำคลอดมาหลายสิบปีแล้ว คงไม่มีอะไรหรอก"


   ซุนเสิ้งหนานส่ายหัว "ฉันไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้พบกับอวี๋ฟาง เธอบอกว่าแม่สามีของเธอหาคนมาดูให้ ลูกในท้องของเธอน่าจะเป็นผู้หญิงล่ะ


   เพราะแบบนี้เธอเลยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง และถึงแม้ว่าแม่สามีของเธอจะไม่ได้พูดว่าไม่ชอบ หรือพูดอะไรออกมาตรงๆ แต่ท่าทีที่มีต่อเธอก็เปลี่ยนไปไม่น้อย โชคดีที่ทางหูเจี้ยนจวินยังดีอยู่ เพราะเขาปฏิบัติต่อเธอดี ทุกครั้งที่กลับมาก็จะนำของกินมาฝากเธอด้วยล่ะ"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง เรื่องของคุณย่าหูนั้นเธอเข้าใจได้ เพราะในหมู่บ้านแทบไม่มีครอบครัวไหนที่ไม่ชอบลูกชาย แต่สำหรับอวี๋ฟางนั้น


   "เพราะแบบนั้นอวี๋ฟางก็เลยให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวเหมือนกันหรือ?"


   ซุนเสิ้งหนานส่ายหัว "ถึงจะไม่ถึงขั้นให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่แน่นอนว่าเธอชอบลูกชายมากกว่า เพราะนี่เป็นลูกคนแรกของเธอ ถ้าคลอดลูกชายก็จะสามารถยืนหยัดในตระกูลหูได้อย่างมั่นคงไงล่ะ"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกอึ้ง


   ‘ตระกูลหูมีอะไรกัน ทำไมต้องยืนหยัดให้มั่นคงด้วย ก็เป็นลูกของตระกูลหูเหมือนกัน ลูกชายลูกสาวต่างกันมากขนาดนั้นเชียวหรือ? ตอนนี้ก็คลอดลูกให้พวกเขาแล้ว ยังจะเลือกอะไรอีก?’


   แน่นอน เธอก็รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดของเธอ คนในหมู่บ้านรวมถึงคนในยุคนี้ส่วนใหญ่ก็คิดเหมือนอวี๋ฟาง


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ก็ไม่ใช่ว่าจะมีลูกแค่คนเดียว เธอคิดมากเกินไป นี่เพิ่งท้องแรกเอง ต่อไปก็ต้องมีลูกชายแน่นอน"


   ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า "ฉันก็ปลอบเธอแบบนี้เหมือนกัน"



บทที่ 266: ไปโรงพยาบาลกับซุนเสิ้งหนาน



   "ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องของอวี๋ฟางแล้ว ยังไงก็เป็นลูกของอวี๋ฟางเอง แถมยังเป็นหลานของคุณย่าหูด้วย ครอบครัวของเธอคงไม่มีทางไม่ชอบหรอก" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนเสิ้งหนานก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก "ก็จริงนะ บางทีฉันคงกังวลเกินไป"


   ลู่เซี่ยยิ้ม "แล้วเธอล่ะ? เธอชอบลูกชายหรือลูกสาว?"


   ซุนเสิ้งหนานลูบท้องพลางยิ้มอย่างอ่อนโยน "ฉันไม่เกี่ยงหรอก ตอนนี้ฉันไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวแล้ว ทางครอบครัวของหลิวจวินก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ฉันก็ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรกับเขาด้วย พวกเราสองคนไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องลูกชายลูกสาว


   แต่หลิวจวินกลับกลัวว่าถ้าเกิดเป็นลูกสาวแล้วหน้าตาเหมือนเขาจะทำยังไง หลายครั้งที่ฉันตื่นมาตอนกลางดึกเห็นเขามองท้องฉันแล้วถอนหายใจ


   ฉันคิดว่าเขาไม่ชอบเด็กเสียอีก ไม่คิดว่าพอถามดูแล้วถึงรู้ว่าเขากังวลเรื่องนี้ ทำเอาฉันอยากจะหัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน"


   พอลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นเธอก็หัวเราะ ไม่คิดว่าหลิวจวินจะน่าสนใจขนาดนี้


   เมื่อมองดูซุนเสิ้งหนานที่ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เปรียบเทียบกับสถานการณ์ของจ้าวหัวในเวลาเดียวกัน ลู่เซี่ย.อดไม่ได้ที่จะพูดว่าเคราะห์ร้ายกลายเป็นดี ซุนเสิ้งหนานอาจเสียจ้าวหัวไป แต่กลับได้พบกับหลิวจวินที่ทุ่มเทให้เธออย่างสุดหัวใจ นี่มันโชคดีชัดๆเลย!


   หลังจากออกมาจากบ้านของซุนเสิ้งหนาน เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่เซี่ยพบว่าหลิวจวินอยู่ที่บ้านของเธอโดยไม่คาดคิด และก่อนหน้านี้ตอนที่เธอไปที่บ้านของซุนเสิ้งหนาน หลิวจวินเห็นเธอมา ก็ทักทายแล้วเดินจากไป


   ลู่เซี่ยคิดว่าเขาไปอวยพรปีใหม่ที่อื่น แต่ไม่คิดว่าจะมาที่บ้านของเธอ และดูเหมือนจะคุยกับเจียงจวินโม่อย่างสนุกสนาน ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


   ดังนั้นหลังจากที่เขากลับไปแล้ว ลู่เซี่ยจึงถามเจียงจวินโม่ด้วยความอยากรู้


   "คุณสนิทกับปัญญาชนหลิวตั้งแต่เมื่อไหร่?" เจียงจวินโม่มองออกทันทีว่าเธออยากถามอะไร เขายิ้มอย่างจนใจ แต่ก็ไม่ปิดบัง และตอบตรงๆว่า "ปัญญาชนหลิวมาขอคำแนะนำจากผม ถามว่าควรดูแลลูกอย่างไร และดูแลคนอยู่ไฟอย่างไร"


   "หา? ปัญญาชนหลิวถามนายเรื่องนี้เหรอ?"


   "ไม่งั้นจะมาทำไมล่ะ"


   "เปล่า ฉันแค่รู้สึกว่าปัญญาชนหลิวก็เป็นคนดีมาก แต่ทำไมก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยสังเกตเห็นเลย"


   "เหรอ?" เจียงจวินโม่หรี่ตามอง ลู่เซี่ยรีบพูดทันทีว่า "แน่นอน ยังไงซะปัญญาชนเจียงของฉันก็ดีที่สุด ไม่งั้นคนอื่นจะมาเรียนรู้กับคุณทำไม" พอเจียงจวินโม่ถูกประจบ เขาก็รู้สึกสบายใจ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแล้วเหลือบมองเธอ


   "พอเถอะ อย่าพูดเล่นอีก เดี๋ยวผมจะไปทำอาหาร คุณคอยดูคังคังนะ"


   "รับทราบค่ะ!" พอเห็นเธอทำตลก เจียงจวินโม่ยิ้มพลางส่ายหัวแล้วลุกขึ้นไปทำอาหาร


........


   เดือนแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว กำหนดคลอดของซุนเสิ้งหนานก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ลู่เซี่ยคิดว่าเธอน่าจะคลอดในเดือนที่สองพอดี แต่พอถึงปลายเดือนแรก หลิวจวินก็มาเรียกเธอ แล้วบอกว่าเกิดบางอย่างขึ้นกับซุนเสิ้งหนาน เขาเลยคาดว่าคงจะคลอดแล้ว


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรีบเก็บของ ฝากคังคังไว้กับเจียงจวินโม่แล้วรีบนั่งรถไปอำเภอกับพวกเขา


   เจียงจวินโม่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าเธอจะไปดูแลซุนเสิ้งหนาน แม้จะไม่อยากให้เธอไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ซุนเสิ้งหนานก็เคยช่วยดูแลเขาเหมือนกัน ได้แต่มองดูลู่เซี่ยจากไปอย่างไม่อาจทำอะไรได้


   เมื่อมองไม่เห็นเงาร่างของเธอแล้ว เจียงจวินโม่ก้มลงมองคังคังในอ้อมกอด แล้วถอนหายใจพลางพูดว่า "แม่ลูกทิ้งพวกเราไปแล้ว..."


   "แม่~"


   เจียงจวินโม่ตกใจ "คังคังพูดอะไรนะ พูดอีกครั้งสิ!"


   คังคัง


   "ดู~"


   "คังคัง?"


   "ดู~"


   เจียงจวินโม่เข้าใจแล้ว "มา คังคัง พูดตามพ่อนะ แม่ แม่..."


   "แม่~"


   "โอ้! ที่แท้ก็พูดได้แล้วสินะไอ้ตัวแสบ ตอนแม่อยู่บ้านอยากให้ลูกพูดแค่ไหนก็ไม่ยอมพูด พอแม่เพิ่งไปลูกก็พูดได้ซะแล้ว ถ้าแม่รู้คงโมโหแย่เลย! ถ้าแม่เขากลับมาก็อย่าลืมเรียกเขาแบบนี้ด้วยนะ"



บทที่ 267: คลอดลูกสาว



   ลู่เซี่ยไม่รู้ตัวเลยว่าพอเธอจากไป คังคังก็พูดได้แล้ว ตอนนี้เธอกำลังประคองซุนเสิ้งหนานอย่างระมัดระวังแล้วเดินไปที่โรงพยาบาล ซุนเสิ้งหนานมาโรงพยาบาลเพราะเริ่มมีอาการเจ็บท้องคลอด ระหว่างทางก็รู้สึกเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่เป็นท้องแรก คงไม่คลอดเร็วขนาดนั้น แต่ก็ทำให้เธอเจ็บจนทนแทบไม่ไหวเหมือนกัน


   หลิวจวินที่อยู่ข้างๆ แบกของมาด้วย เขารีบตามมาอย่างกระวนกระวายใจ ในที่สุดก็มาถึงโรงพยาบาล แต่กลับยืนงงไม่รู้จะทำอะไรดี ยังโชคดีที่มีลู่เซี่ยอยู่ด้วย เธอเลยช่วยลงทะเบียน แล้วก็ไปตามหาหมอ


   พอหมอมาดูก็พบว่าปากมดลูกเปิดได้สามนิ้วแล้ว กำลังจะคลอดในไม่ช้า


   ลู่เซี่ยคิดว่าพวกเขามากันอย่างรีบร้อน ทั้งยังเดินทางมาลำบาก กลัวว่าซุนเสิ้งหนานจะไม่มีแรงคลอด จึงหยิบขนมที่เจียงจวินโม่ฝากมาให้ออกมาจากกระเป๋า


   "พี่เซิ่งหนานกินอะไรหน่อยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะไม่มีแรงคลอด" หลิวจวินเพิ่งตระหนักได้ว่าเขาไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลย ส่วนซุนเสิ้งหนานที่เดินทางมาตลอดทางนั้นเหนื่อยมากจริงๆ และตอนนี้เธอก็ไม่เกรงใจลู่เซี่ยอีกต่อไป เธอจึงรับมากินทันที


   ลู่เซี่ยมองหลิวจวินที่ดูรู้สึกผิดอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า "คุณปัญญาชนหลิวคะ ช่วยไปรินน้ำร้อนให้พี่เซิ่งหนานหน่อยนะคะ ไม่งั้นเธอกินแบบนี้เดี๋ยวจะคอแห้งน่ะค่ะ"


   หลิวจวินได้ยินแล้วรีบพูดทันทีว่า "ผมจะไปเดี๋ยวนี้!"


   เห็นหลิวจวินเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วพร้อมกาน้ำ ลู่เซี่ยกับซุนเสิ้งหนานสบตากันแล้วต่างก็ยิ้ม


   เพราะตอนนี้ซุนเสิ้งหนานเพิ่งผ่านช่วงเจ็บปวดไป แต่เธอกลับมีสีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย เธอยิ้มให้ลู่เซี่ยแล้วพูดว่า "โชคดีที่เธอมาด้วยนะ ไม่งั้นคงไม่ได้เห็นหลิวจวินตื่นเต้นแบบนี้ ฉันเคยกลัวว่าถ้าถึงเวลา คงต้องจัดการทุกอย่างเองแน่ๆ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้ม "เขาคงห่วงมากเลยสับสน ฉันว่าคุณปัญญาชนหลิวเป็นห่วงเธอมากเลยนะ"


   ซุนเสิ้งหนานยิ้มพลางส่ายหัว "ก่อนหน้านี้ไม่รู้เลยว่าเขามีมุมใจร้อนแบบนี้ด้วย" พอลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไร ซุนเสิ้งหนานกินขนมและดื่มน้ำแล้วรู้สึกมีแรงขึ้นมา จากนั้นท้องก็เริ่มปวดมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหมอมาตรวจดูและรู้สึกว่าใกล้คลอดแล้ว จึงพาเธอเข้าห้องคลอด


   ลู่เซี่ยและหลิวจวินรออยู่นอกห้องคลอด และในที่สุดก็นึกออกว่าตอนที่เธอคลอดคังคัง เจียงจวินโม่เป็นอย่างไร


   เพราะตั้งแต่ซุนเสิ้งหนานเข้าไป หลิวจวินก็ดูกระสับกระส่ายไม่อยู่นิ่ง เขาเอาแต่เดินไปเดินมาอยู่นอกห้องคลอด ทุกครั้งที่มีเสียงดังออกมาจากข้างใน เขาก็จะตื่นเต้นมากแต่โชคดีที่ซุนเสิ้งหนานคลอดค่อนข้างราบรื่น ไม่นานพยาบาลก็อุ้มเด็กออกมา


   "เป็นเด็กผู้หญิง หนักสามกิโลค่ะ แม่และลูกปลอดภัยดี" พอลู่เซี่ยได้ยินแล้ว เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก โชคดีที่คลอดอย่างราบรื่น พอลู่เซี่ยมองไปที่หลิวจวิน เธอก็พบว่าเขาถึงกับขาอ่อน จนตอนนี้ต้องพิงกำแพง ยืนได้ไม่มั่นคงแล้ว คงจะตื่นเต้นเกินไป


   ลู่เซี่ยไม่ได้หัวเราะเยาะเขา แต่หันไปมองเด็กแทน เด็กคนนี้ชัดเจนว่าไม่ได้ตัวใหญ่เท่าตอนคังคังคลอด แต่ก็ดูดีแล้ว ตัวแดงๆเล็กๆแต่น่าจะเป็นเพราะลู่เซี่ยได้เป็นแม่แล้ว จึงไม่รู้สึกว่าเด็กน่าเกลียดอีกต่อไป มองแล้วรู้สึกอ่อนโยนในใจ


   ส่วนตอนนี้หลิวจวินก็ฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว เขาเริ่มเดินเข้ามาดูเด็กอย่างระมัดระวัง โดยที่ไม่กล้าแตะต้อง เขารีบถามพยาบาลว่า "ภรรยาของผมจะออกมาเมื่อไหร่ครับ?"


   "เร็วๆนี้ค่ะ คุณหมอกำลังทำขั้นตอนสุดท้ายอยู่" พูดจบ ประตูห้องคลอดก็เปิดออก ซุนเสิ้งหนานถูกเข็นออกมา


   ตอนนี้เธอยังลืมตาอยู่ แม้ว่าเหงื่อจะท่วมตัวและดูอิดโรย แต่เธอก็ไม่ได้หลับไปหลิวจวินเห็นแล้วก็รีบวิ่งเข้าไปถามด้วยความห่วงใย


   "เธอเป็นยังไงบ้าง? ไม่เป็นไรใช่ไหม?" ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า แล้วมองไปทางลู่เซี่ยและลูก


   ลู่เซี่ยเข้าใจทันที "วางใจเถอะ ฉันจะอยู่เป็นเพื่อนเด็กเอง"


   ซุนเสิ้งหนานจึงยิ้มออกมาได้ในที่สุด



บทที่ 268: คังคังพูดได้แล้ว



   ลู่เซี่ยพาเด็กไปตรวจ เธอเห็นหมอจับเด็กผู้หญิงตัวน้อยพลิกไปพลิกมา ทำให้เธอร้องไห้ไม่หยุด แต่โชคดีที่ผลตรวจออกมาดี เมื่อลู่เซี่ยอุ้มเด็กกลับมา ซุนเสิ้งหนานก็หลับไปแล้ว


   หลิวจวินกำลังจัดของที่เอามาด้วย เมื่อเห็นลู่เซี่ยอุ้มเด็กกลับมา เขาก็ทำท่าลนลานอยากจะรับมาอุ้ม แต่ว่าเจ้าตัวเล็กเพิ่งร้องไห้และลู่เซี่ยเพิ่งปลอบให้หลับได้ เธอกลัวว่าเขาจะอุ้มไม่เป็นแล้วทำให้เด็กร้องอีก แต่พอมาคิดอีกทีว่าเขาเป็นพ่อของเด็ก ก็เลยส่งให้หลิวจวินอุ้ม


   ไม่คิดว่าพอหลิวจวินรับมาแล้ว แม้ตอนแรกจะดูลนลานไปหน่อย แต่ท่าอุ้มก็ถูกต้อง จึงทำให้เด็กไม่ตื่น พอลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็วางใจ เขาคงจะเรียนรู้มาก่อนล่วงหน้า


   หลังจากนั้นลู่เซี่ยกับหลิวจวินก็ช่วยกันดูแลซุนเสิ้งหนานและเด็ก


   ก่อนหน้านี้หลิวจวินได้คุยกับเจียงจวินโม่ และได้เรียนรู้การทำอาหารมาเป็นพิเศษ หลังจากฝากลูกไว้กับซุนเสิ้งหนาน และให้ลู่เซี่ยคอยช่วยดูแล เขาก็นำอาหารที่เตรียมมาไปทำที่โรงอาหาร


   ลู่เซี่ยเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาแบกไก่มาครึ่งตัว ซึ่งได้เตรียมไว้แล้ว คาดว่าเตรียมไว้ล่วงหน้า ดังนั้นเมื่อซุนเสิ้งหนานตื่นขึ้นมา สิ่งที่รอเธออยู่คือน้ำซุปไก่ร้อนๆนั่นเอง


   ลู่เซี่ยพบว่าก่อนหน้านี้เธอยังไม่รู้จักหลิวจวินดีพอ แต่ก่อนคิดว่าเขาเป็นคนค่อนข้างเงียบ แต่ตอนนี้เพิ่งรู้ว่าที่แท้เขาก็เป็นคนที่ดูแลคนอื่นเก่งมาก หลิวจวินดูแลซุนเสิ้งหนาน ทำอาหาร ป้อนนมลูก เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก แม้ว่าตอนแรกจะดูไม่คล่องนัก แต่พอค่อยๆเริ่มทำ ก็ทำได้ดีขึ้น และยังขยันขันแข็ง ทำให้คุณแม่คนอื่นๆในห้องพักผู้ป่วยอิจฉากันไม่หยุด


   เพราะสมัยนี้นอกจากเจียงจวินโม่แล้ว ผู้ชายที่ทำแบบนี้ได้มีน้อยมาก


   และถึงแม้จะเป็นลูกสาว แต่ลู่เซี่ยเห็นว่าเขารักเจ้าตัวเล็กมาก หลายครั้งลู่เซี่ยเห็นเขามองลูกด้วยสายตาอ่อนโยนเป็นระยะ ทำให้ลู่เซี่ยพอใจมากที่เขาเป็นแบบนี้ และวางใจแทนซุนเสิ้งหนานด้วย


   ส่วนซุนเสิ้งหนานหลังคลอดลูก อารมณ์ของเธอก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนจะรักลูกสาวมาก ยังบอกกับลู่เซี่ยเป็นพิเศษด้วยว่า "พวกเราตั้งชื่อเธอว่าหลิวเจิน เธอคือสมบัติล้ำค่าของพวกเรา"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้ม "หลิวเจินเป็นชื่อที่เพราะมากเลยนะ ต่อไปเจ้าตัวน้อยจะต้องเติบโตเป็นคนดีแน่นอน" ซุนเสิ้งหนานพักอยู่ที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นตอนบ่ายพวกเขาก็นั่งรถโดยสารกลับไป เพราะตั้งแต่แรก พวกเขาก็ไม่ได้วางแผนจะอยู่นานกว่านั้น


   คืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ ไม่ได้เจอเรื่องแปลกๆเหมือนครั้งที่แล้ว


   เมื่อถึงเมืองเล็กๆ หลิวจวินก็หารถแทรกเตอร์มารับพวกเขากลับ พอกลับถึงหมู่บ้าน ลู่เซี่ยก็แยกจากพวกเขาไป


   คิดว่าเพิ่งจากกันไปไม่ถึงสองวัน แต่ลู่เซี่ยกลับรู้สึกเหมือนผ่านไปนานมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เธอแยกจากเจียงจวินโม่นานขนาดนี้หลังจากที่ทั้งสองแต่งงาน เธอยังไม่ชิน เมื่อคืน ก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ


   ดังนั้นพอถึงบ้าน ลู่เซี่ยตั้งใจจะนอนพักสักหน่อย แต่กลับได้รับเซอร์ไพรส์


   ตอนเธอกลับมา เจียงจวินโม่กำลังอุ้มคังคังยืนอยู่ที่ประตู พอเห็นเธอคังคังก็ยื่นมือมาหาพลางร้องเรียก "แม่~"


   ลู่เซี่ยยังไม่ทันตั้งตัว ก็ได้ยินเขาเรียกอีกครั้ง "แม่~"


   ในที่สุดเธอก็แน่ใจ และรู้สึกประหลาดใจมากทีเดียว "คังคังพูดแล้วเหรอ?"


   เจียงจวินโม่ยิ้มพลางพยักหน้า "ใช่แล้ว! พอเธอออกไป เขาก็พูดได้เลย" พอลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก เธอรับคังคังมาอุ้มแล้วพูดว่า


   "เจ้าตัวแสบ ตั้งใจจะเล่นงานแม่ใช่ไหม? ตอนแม่อยู่บ้านก็ไม่ยอมพูด แต่พอแม่ไปกลับพูดได้ซะงั้น" พอคิดได้ดังนั้นเธอก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ยินคังคังเรียกแม่เป็นครั้งแรก


   เจียงจวินโม่เข้าใจความรู้สึกของเธอ จึงพูดประโยคที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย


   "ตอนนี้เขาพูดได้แค่คำว่าแม่เท่านั้น ฉันสอนให้เขาพูดคำว่าพ่อมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมพูดสักที"


   แต่พอพูดจบ ก็ได้ยินคังคังพูดว่า "พ่อ~"


   เจียงจวินโม่ "..."


   ลู่เซี่ยมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย



บทที่ 269: คังคังอายุครบหนึ่งขวบแล้ว



   เจียงจวินโม่รู้สึกว่าตัวเองถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมทันที


   "...ผมไม่ได้โกหกคุณนะ! สองวันนี้ผมสอนเขาตลอด เขาไม่เคยพูดมาก่อนจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกเลย"


   ลู่เซี่ยรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย จริงๆแล้วที่ทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อปลอบใจเธอหรอกหรือ? เจียงจวินโม่รีบรับรองว่า "จริงๆนะ ผมไม่ได้โกหกคุณ สองวันนี้เขาพูดแค่คำว่า 'แม่' เท่านั้น คงเป็นเพราะไม่เห็นคุณแน่เลย เขาชี้ไปที่ประตูบ้านทุกวัน อยากไปดูว่าคุณกลับมาหรือยัง"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ไม่ติดใจอีก แต่เธอกลับรู้สึกอ่อนโยนในใจ แล้วก้มลงมองคังคัง


   "โอ้ คังคังคิดถึงแม่เหรอ? แม่ก็คิดถึงคังคังเหมือนกันนะ!"


   "แม่~"


   "เอ้ คังคังคิดถึงแม่เลยพูดได้เลยเหรอลูก? น่ารักจริงๆเลย"


   "แม่~"


   "ค่ะ! แม่อยู่นี่แล้ว! แม่กลับมาแล้ว! ขอโทษนะลูกรัก ต่อไปแม่จะไม่ไปนานแบบนี้อีกนะ ตกลงไหมครับ"


   "แม่~"


........


   มองดู ลู่เซี่ยที่ให้ความสนใจกับเด็ก เจียงจวินโม่ก็รู้สึกโล่งอกในที่สุด


   ไอ้ตัวแสบนี่ เกือบจะทำให้เขาเดือดร้อนแล้วไหมล่ะ


........


   หลังจากที่ซุนเสิ้งหนานกลับมา หลิวจวินก็นำหงจีต้านมาให้พวกเขาไม่น้อยเลย ลู่เซี่ยไม่อยากรับไว้ เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานั้นแตกต่างจากลู่เซี่ยและคนอื่นๆ แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้ขัดสนเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร


   แต่หลิวจวินวางของไว้แล้วก็จากไป ลู่เซี่ยก็เลยไม่กล้าส่งคืน เธอคิดว่านี่คงเป็นของตอบแทนที่เธอไปช่วยดูแลที่โรงพยาบาล ลู่เซี่ยเลยตัดสินใจรับไว้ก่อน จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าของคังคังตอนเกิดสองชุดแล้วส่งไปให้พวกเขา


   เสื้อผ้าเด็กของคังคังนั้นเป็นชุดที่ตระกูลเจียงส่งมาให้ นุ่มมาก เหมาะสำหรับเด็กใส่ ซุนเสิ้งหนานพอเห็นก็ชอบมาก แต่ก็รู้ว่าผ้าแบบนี้หายาก จึงอดใจไม่อยากรับไว้


   ลู่เซี่ยเลยพูดแทรกขึ้นมาทันที "พี่เสิ้งหนาน รับไว้เถอะค่ะ อย่าเกรงใจฉันเลย พวกนี้ตัวเล็กไปแล้ว คังคังก็ใส่ไม่ได้แล้ว"


   แต่ซุนเสิ้งหนานก็ยังลังเลอยู่ "งั้นเธอก็เก็บไว้ให้ลูกคนต่อไปใส่สิ"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ยังอีกนานกว่าจะถึงตอนนั้น พวกเรามีคังคังคนเดียวก็พอแล้ว ในเวลาอันใกล้นี้ยังไม่คิดจะมีลูกหรอกค่ะ" พอซุนเสิ้งหนานได้ยินเธอพูดแบบนั้น ก็รับของไว้ แต่ท่าทีที่มีต่อเธอดูสนิทสนมมากขึ้น


........


   หลังจากรู้ว่าซุนเสิ้งหนานคลอดลูกแล้ว คนที่สนิทกับเธอก็พากันไปเยี่ยม จากนั้นลู่เซี่ยก็ได้ยินว่าวันที่พวกเขากลับมา อวี๋ฟางก็คลอดลูกเช่นกัน ไม่มีอะไรน่าแปลกใจ ทั้งยังเป็นลูกสาวเหมือนกัน


   ได้ยินว่าคุณย่าหูไม่ค่อยดีใจนัก แต่หูเจี้ยนจวินกลับดีใจมาก ถึงขั้นลางานกลับมาหาลูกเมียเป็นพิเศษ


   เมื่อลู่เซี่ยรู้เรื่องก็ไปเยี่ยมเธอ พบว่าอวี๋ฟางดูแลตัวเองได้ดีพอสมควร และอาจเป็นเพราะรู้เพศของลูกมานานแล้ว ความผิดหวังจึงผ่านพ้นไปเร็ว อีกทั้งหูเจี้ยนจวินก็ดีกับเธอ ดังนั้นอวี๋ฟางจึงดูสบายดี


   แม้คุณย่าหูจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นพวกเธอมาเยี่ยม ก็ยิ้มให้ โดยรวมแล้วก็ถือว่าดีทีเดียว แต่ได้ยินว่า พอรู้อวี๋ฟางคลอดลูกสาว โจวหลายเอ๋อร์ดูเหมือนจะฮึกเหิมขึ้นมาอีก


   เสิ่นชิงชิงบอกว่าโจวหลายเอ๋อเยาะเย้ยอวี๋ฟางที่ที่พักของปัญญาชน พูดว่าอวี๋ฟางคลอดลูกชายไม่ได้อะไรทำนองนั้น แต่ทุกคนก็ไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่


   วันที่สองหลังจากที่ลู่เซี่ยกลับมาจากในตัวอำเภอ นี่ก็เป็นวันเกิดของคังคัง เดิมทีตกลงกันว่าจะพาเขาไปถ่ายรูปในวันเกิด แต่เนื่องจากตอนนี้อากาศข้างนอกนั้นยังหนาวเกินไป ลู่เซี่ยเลยกลัวว่าเขาจะป่วย สุดท้ายก็ยังไม่ได้ไป รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้ก่อนค่อยว่ากันอีกที


   อย่างไรก็ตาม สองคนพ่อแม่ก็ยังทำอาหารอร่อยๆที่บ้าน เพื่อเฉลิมฉลองให้คังคังอย่างเรียบง่าย แต่ตอนนี้คังคังกินได้แค่อาหารเด็กเท่านั้น อาหารอร่อยๆจึงตกเป็นของพ่อแม่ไปหมด


   หลังกินข้าวเสร็จ ลู่เซี่ยยังตื่นเต้นแถมยังเตรียมของบางอย่างให้เขาจับฉลากอีกด้วย แต่เจ้าหนูคนนี้นั่งนิ่งๆ ไม่ว่าลู่เซี่ยจะพยายามชวนทำอะไร คังคังก็ไม่ขยับเขยื้อน สุดท้ายถึงกับหลับคาที่ไปเลย ลู่เซี่ยจึงได้แต่ประกาศอย่างจนใจว่าการจับฉลากรอบนี้ดูท่าจะล้มเหลวซะแล้ว



บทที่ 270: ถ่ายรูปให้คังคัง



   หลังจากที่ซุนเสิ้งหนานออกจากการอยู่ไฟแล้ว อากาศโดยรอบก็ค่อยๆอุ่นขึ้น ลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่จึงอุ้มคังคังไปที่อำเภอ นี่นรับว่าเป็นครั้งแรกที่คังคังออกไปไหนไกลบ้าน หลังจากที่เขาเกิด ตลอดทางเขาไม่ร้องไห้งอแงเลย เพียงแค่มองออกไปนอกรถอย่างสนใจใคร่รู้ และยังเชื่อฟังพวกเขามากด้วย


   เมื่อถึงอำเภอและลงจากรถ ทั้งสามคน พ่อ แม่ ลูก ก็ตรงไปที่ร้านถ่ายรูปทันที พวกเขาถ่ายรูปคังคังไว้หลายภาพ ทั้งภาพเดี่ยวและภาพครอบครัว และแน่นอนว่าตามคำขอร้องอย่างหนักแน่นของเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยกับเขาก็ถ่ายรูปคู่กันมาด้วย


   หลายวันต่อมา รูปถ่ายได้ถูกล้างออกมาแล้ว เจียงจวินโม่สั่งล้างเพิ่มอีกชุดหนึ่ง พอรับมาก็ส่งกลับบ้านทันที


   ส่วนอีกชุดหนึ่งเอากลับมาไว้ที่บ้านของพวกเขาเอง ลู่เซี่ยดูแล้วก็ชอบมาก ดูเหมือนว่าคังคังจะถ่ายรูปออกมาดีจริงๆ ตอนถ่ายก็ยิ้มตลอด ผลเลยออกมาดีมาก เหมือนตุ๊กตาในภาพวาดปีใหม่เลยก็ว่าได้


   ส่วนรูปของลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่ครั้งนี้ก็ถ่ายออกมาดีมาก เจียงจวินโม่ถึงกับยิ้มออกมาได้ ไม่ต้องบอกให้ยิ้มก็ยิ้มอย่างมีความสุข เห็นได้ชัดว่าเป็นรอยยิ้มที่มาจากใจจริงของเขา และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดคือร่างกายของเขา เพราะรูปแรกของพวกเขาคือตอนที่เพิ่งแต่งงานกัน ตอนนั้นเขายังดูผอมบางอยู่เลย แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าแข็งแรงขึ้นเยอะมาก


   นอกจากนี้ การทำงานมากกว่าหนึ่งปีก็ยิ่งทำให้ร่างกายของเขาดูมีกล้ามเนื้อชัดเจน เพียงแค่มองก็เห็นได้ว่าเป็นร่างกายที่แข็งแรงไม่น้อยเลย ไม่แน่ตอนนี้เขาอาจจะแข็งแรงกว่าคนทั่วไปก็ได้


   ลู่เซี่ยคาดว่าตระกูลเจียงจะดีใจมากเมื่อได้รับรูปถ่ายของเขา


   และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ


   เมื่อตระกูลเจียงเห็นรูปถ่าย พวกเขาดูรักคังคังที่ดูเหมือนตุ๊กตาปีใหม่มาก และเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของเจียงจวินโม่ พวกเขาก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก คุณปู่เจียงที่เห็นภาพถึงกับร้องไห้ออกมา ถ้าไม่ใช่เพราะคนในครอบครัวห้ามไว้ เขาคงจะมาดูด้วยตัวเองแน่นอน


   เรื่องเหล่านี้ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่เพิ่งรู้เมื่อได้รับจดหมายจากที่บ้านครั้งต่อไป


   หลังจากอ่านจดหมายแล้ว พวกเขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจ หวังเพียงว่าจะได้กลับไปรวมตัวกับครอบครัวเร็วๆนี้


.......


   ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนอีกครั้ง และการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ลู่เซี่ยยังคงไม่ไปทำงาน ส่วนใหญ่เพราะเสียดายที่จะให้คังคังต้องตากแดดร้อนจัด ซุนเสิ้งหนานเองก็เช่นกัน เธอตั้งใจจะไปทำงาน แต่ว่าคงไม่ใช่ตอนนี้ อาจจะต้องรอให้ลูกโตกว่านี้ก่อน ตอนนี้ลูกยังเล็กอยู่ พาไปทำงานด้วยก็ไม่สะดวกอยู่ดี


   ดังนั้นสองคนที่ไม่ได้ไปทำงานจึงมักจะอุ้มลูกมานั่งคุยกันเมื่อว่าง


   ครั้งนี้พวกเขาก็ยังคงนินทาเรื่องที่พักของปัญญาชนกันอยู่ เพราะได้ยินมาว่าซูม่านกับกู้เซี่ยงหนานทะเลาะกันอีกแล้ว คาดว่าคงจะเลิกกันในเร็วๆนี้ สาเหตุที่แท้จริงก็ยังคงเกี่ยวกับเฉิงอวี้เจียว


   ได้ยินมาว่าครอบครัวของเฉิงอวี้เจียวได้เลื่อนตำแหน่งอีกแล้ว พ่อแม่ของตระกูลกู้พอพิจารณาแล้ว พวกเขาก็ยังคงอยากได้เฉิงอวี้เจียวมาเป็นลูกสะใภ้จริงๆ


   ช่วงก่อนปีใหม่ ตระกูลกู้ก็ได้เขียนจดหมายถึงกู้เซี่ยงหนานแล้ว ให้เขากลับไปหมั้นกับเฉิงอวี้เจียว แต่กู้เซี่ยงหนานไม่ได้กลับไป และครั้งนี้หลังจากเฉิงอวี้เจียวกลับมาจากการฉลองปีใหม่ เธอก็ได้นำจดหมายจากตระกูลกู้มาด้วย


   บอกว่าพวกเขาได้ตกลงปากเปล่ากับครอบครัวตระกูลเฉิงแล้ว รอถึงปีหน้าช่วงปีใหม่ก็จะจัดงานแต่งงานให้พวกเขา และเมื่อกู้เซี่ยงหนานรู้เรื่องก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่พ่อแม่ไม่สนใจความคิดของเขา แต่เพราะตอนนี้เขาอยู่ในชนบทก็เลยทำอะไรไม่ได้ จึงคิดจะปิดบังซูม่านไว้ก่อน เขาจะหาทางเปลี่ยนความคิดของพ่อแม่


   ผลก็คือซูม่านรู้เรื่องนี้เข้า และสาเหตุนั้นต่อให้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเพราะเฉิงอวี้เจียวตั้งใจอวดเธอ


   เมื่อซูม่านรู้เรื่องนี้เข้าก็โกรธมาก เธอเป็นผู้หญิงข้ามมิติ มีทั้งเงินทั้งหน้าตา ไม่จำเป็นต้องเป็นมือที่สามของใครหรอก นอกจากนี้ แม้ว่าเธอจะชอบกู้เซี่ยงหนานมากแค่ไหน แต่หลังจากที่อยู่ด้วยกันมานาน เธอก็พบว่าผู้ชายคนนี้มีความลังเลมากเกินไป เรื่องของเฉิงอวี้เจียวคนเดียวก็คาราคาซังมาตั้งนานแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ได้แก้ไขอะไร


   เขาบอกว่าเป็นน้องสาวของเพื่อนบ้าน เธอเคารพเขามากจึงไม่ได้จัดการอะไร แต่ผลที่ได้กลับมาคือแบบนี้ เลยยิ่งทำให้ซูม่านรู้สึกหมดหวังขึ้นทุกทีทุกที ดังนั้นเธอจึงพูดตรงๆกับเขาเรื่องการเลิกรากัน


   กู้เซี่ยงหนานแน่นอนว่าไม่เห็นด้วย แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าซูม่านจะหมดหวังแล้ว


   ดังนั้นตอนนี้ทั้งสองคนจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด อีกทั้งยังมีเฉิงอวี้เจียวที่คอยยุยงส่งเสริมอยู่ข้างๆ โดยรวมแล้วดูเหมือนจะเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากจริงๆ



บทที่ 271: สองสาวทะเลาะกันเพราะปัญญาชนเสิ่น



   ลู่เซี่ยฟังแล้วเข้าใจ เธอรู้ว่าเฉิงอวี้เจียวคนนี้ต้องก่อเรื่องอีกแน่ แค่ไม่คิดว่าพลังในการต่อสู้จะแข็งแกร่งขนาดนี้


   และครั้งนี้เธอก็ไม่รู้ว่าซูม่านจะทำอย่างไรด้วย ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ลู่เซี่ยก็รู้สึกผิดหวังกับกู้เซี่ยงหนาน ซึ้งเป็นตัวเอกชายในนิยายเล่มนี้เหมือนกัน ในนิยาย ผู้เขียนได้บรรยายลักษณะของกู้เซี่ยงหนานไว้ดีมาก หน้าตาโดดเด่น ฐานะไม่เลว ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็นคนดี ซื่อตรง และเปิดเผย


   ผลคือหลังจากคบหากันมานาน เธอก็พบความลังเลในนิสัยของกู้เซี่ยงหนาน


   เฉิงอวี้เจียวก่อกวนพวกเขามานานขนาดนี้ ตอนนี้ยังกระโดดโลดเต้นอยู่ได้ ถ้าเป็นซูม่าน เธอคงเขี่ยเขาทิ้งไปนานแล้ว!


   ซูม่านก็มีคุณสมบัติแบบนี้ ทำไมต้องผูกติดอยู่กับต้นไม้ต้นเดียวด้วย


   ลู่เซี่ยตั้งใจจะดูว่าครั้งนี้ซูม่านและกู้เซี่ยงหนานจะจบลงอย่างไร แต่ยังไม่ทันได้เห็นอะไร ที่พักของปัญญาชนก็เกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว! และแน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ใช่ปัญญาชนคนเก่าที่มีปัญหา แต่เป็นปัญญาชนคนใหม่ที่ชื่อเสิ่นอีฟาน


   วันนี้ สาวสองคนในหมู่บ้านทะเลาะกันเพราะเสิ่นอีฟาน


   ตอนแรกก็ไม่มีใครรู้ว่าพวกเธอทะเลาะกันทำไม แต่ดูเหมือนการทะเลาะกันคราวนี้จะรุนแรงมาก เริ่มจากด่ากันแล้วลงไม้ลงมือ สุดท้ายถูกแยกออกจากกันแต่ก็ยังด่าทอกันไม่หยุด


   ทั้งสองคนต่างอ้างว่าตัวเองเป็นคู่รักของเสิ่นอีฟาน


   คนหนึ่งบอกว่าเคยส่งมันเทศให้ปัญญาชนเสิ่น อีกคนบอกว่าเคยส่งซาลาเปาให้ปัญญาชนเสิ่น คนหนึ่งบอกว่าปัญญาชนเสิ่นเคยแต่งบทกวีให้เธอ อีกคนบอกว่าปัญญาชนเสิ่นเคยเป่าฮาร์โมนิก้าให้เธอฟัง พูดไปพูดมา ชาวบ้านก็งงไปหมด!


   ปัญญาชนเสิ่นคนนี้คงไม่ได้สองใจหรอกนะ?


   เมื่อผู้ใหญ่บ้านหลิวได้ยินเรื่องนี้ก็มีสีหน้าไม่ดีเอาซะเลย จึงสั่งให้คนไปเรียกเสิ่นอีฟานมาจากที่พักของปัญญาชนทันที ปัญญาชนคนอื่นๆที่ได้ยินข่าวก็พากันมาด้วย


   ลู่เซี่ยและซุนเสิ้งหนาน พวกเธอก็ตามมาร่วมวงสนุกด้วย


   ตอนที่มาถึง เสิ่นอีฟานได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เขาจึงพูดอย่างจริงจังว่า


   "ผมไม่ได้คบหาดูใจกับพวกเธอ ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับพวกเธอเป็นเพียงมิตรภาพอันบริสุทธิ์ในยุคแห่งการปฏิวัติก็เท่านั้น! มีความเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?"


   ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าทางของเขาที่ดูเหมือนถูกเข้าใจผิด จึงนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า "ถ้าไม่ได้คบหาดูใจกัน ทำไมพวกเธอถึงให้อาหารคุณล่ะ?"


   เสิ่นอีฟานยังคงตอบอย่างองอาจว่า "นั่นเป็นเพราะพวกเขาชื่นชมผม อยากเรียนรู้จากผม ก็เลยเอาใจผมเท่านั้นเอง"


   พอพูดจบ บรรยากาศรอบๆก็เงียบลงไปทันที ทุกคนคิดว่าเขาแค่หาข้ออ้าง แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของเขา ก็รู้ว่าเขาคงคิดแบบนั้นจริงๆ ชั่วขณะนั้น ไม่มีใครรู้ว่าควรพูดอะไรดี


   ลู่เซี่ยที่ยืนมองดู แทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ช่างเป็นคนประหลาดจริงๆ หน้าด้านอะไรขนาดนั้น!


   เขาไม่คิดบ้างหรือไงว่า สมัยนี้อาหารมีค่ามากแค่ไหน ถ้าไม่ใช่คนรัก ใครจะเอาอาหารมาให้กินล่ะ? แต่เสิ่นอีฟานคนนี้กลับทำหน้าตาเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา


   ในขณะนั้น หนึ่งในสาวๆของเขาก็พูดขึ้นว่า "สหายเสิ่น คุณคิดแบบนั้นได้อย่างไร? ฉันเคยบอกว่าจะเรียนกับคุณตอนไหน? ไม่ใช่คุณหรอกหรือที่บอกว่าฉันแตกต่างจากสาวคนอื่น แล้วจีบฉันก่อน?"


   เสิ่นอีฟานได้ยินแล้วก็เริ่มขมวดคิ้ว "สหายอู๋ ผมคิดว่าคุณเข้าใจผิดแล้ว ที่ผมบอกว่าเธอแตกต่างจากสาวคนอื่น ก็เพราะคุณมีใจรักการเรียนรู้ต่างหาก ผมถึงได้สอนคุณด้วยความเต็มใจ คุณลองคิดดูสิ ทุกครั้งที่เราเจอกัน ผมก็สอนคุณเรียนตลอดไม่ใช่หรือ?"


   แม่สาวสกุลอู๋ส่ายหน้า "ฉันไม่ได้เรียนกับคุณ ฉันแค่เคารพในงานอดิเรกของคุณก็เท่านั้น แล้วก็คุณนั่นแหละที่อ่านบทกวีที่แต่งให้ฉันฟัง บอกว่าแต่งให้ฉันโดยเฉพาะ ฉันก็คิดว่าเราคบกันแล้ว ถึงได้เอาอาหารจากบ้านมาให้คุณกิน แล้วคุณก็ไม่ได้ปฏิเสธ"


   เสิ่นอีฟานได้ยินแล้วมองเธอด้วยสายตาผิดหวัง "ไม่นึกเลยว่าสหายอู๋จะเป็นคนแบบนี้ นี่คุณกำลังทำลายมิตรภาพอันบริสุทธิ์ระหว่างเราอยู่นะ!"



บทที่ 272: ผลการลงโทษ



   หลังจากที่แม่สาวสกุลอู๋ได้ยินเช่นนั้น เธอก็อยากจะอธิบายบางอย่างออกมาทันที แต่แล้วก็ได้ยินอีกสาวคนหนึ่งพูดขึ้นว่า "บทกวีที่เขาเขียนให้เธอ ไม่ใช่บทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับลม เมฆ และแสงตะวันยามเย็นใช่ไหม?


   ถ้าเป็นบทนั้น เขาก็เคยให้ฉันดูเหมือนกัน แถมยังบอกว่าเขียนให้ฉันโดยเฉพาะ ฉันเลยรู้สึกซาบซึ้งมาก เลยเอาซาลาเปาแป้งขาวที่บ้านเก็บไว้กินตรุษจีนมาให้เขา"


   พอแม่สาวสกุลอู๋ได้ยินแล้วก็เงียบไป ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาในทันที ตอนนี้คนอื่นๆก็รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เสิ่นอีฟานยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเป็นเพียงมิตรภาพอันบริสุทธิ์


   ‘มิตรภาพบริสุทธิ์บ้านแกสิ! ชาวบ้านได้ยินแล้วอยากจะด่าเขา!’


   ‘นี่มันชัดเจนว่าเป็นการอ่อยสองฝ่าย แถมยังหลอกกินหลอกดื่มอีก!’


   สาวๆทั้งหลายต่างก็คิดว่าพวกเธอกำลังคบหาดูใจกันกับเขาอยู่ ถึงได้เอาอาหารที่บ้านประหยัดกินมาให้เขา แต่เขาดันทำเป็นไม่รู้เรื่อง มันช่างน่าโมโหเหลือเกิน!


   ญาติของสาวทั้งสองคนพับแขนเสื้อเตรียมจะต่อยเขา โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาห้ามไว้ได้ เขาไม่ได้ปล่อยให้คนในหมู่บ้านทะเลาะกันต่อ แต่ประกาศผลการตัดสินทันที


   "เรื่องนี้เป็นความผิดของปัญญาชนเสิ่น หมู่บ้านของเรากับในเมืองของพวกคุณไม่เหมือนกันนะ และที่นี่ก็ไม่มีธรรมเนียมให้ชายหญิงเรียนด้วยกันตามลำพังด้วย และไม่มีการรับของแล้วหน้าด้านไม่ยอมรับในความสัมพันธ์


   แต่ตอนนี้พูดกันชัดเจนแล้วก็ถือว่าจบเรื่อง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบไม่ดี ถ้าปัญญาชนเสิ่นจะไม่ได้รับโทษอะไรเลย ชาวบ้านคงไม่ยอม ต่อไปให้ปัญญาชนเสิ่นรับผิดชอบขนปุ๋ยในทุ่งนาแล้วกัน"


   พูดจบก็ไม่สนใจความต้องการของเสิ่นอีฟาน ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองที่พักของปัญญาชน และมองไปที่ผู้รับผิดชอบอย่างกู้เซี่ยงหนานทันที "ปัญญาชนกู้คิดว่าการตัดสินใจนี้เป็นอย่างไร?"


   กู้เซี่ยงหนานพยักหน้า "ดีมาก จัดการแบบนี้แหละครับ ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านมาก"


   ส่วนเสิ่นอีฟานที่อยู่ข้างๆนั้น พอเขาเห็นผลลัพธ์ถูกตัดสินไปแล้ว ก็ไม่พอใจ


   "ทำไมล่ะ ฉันทำอะไรผิด ทำไมต้องลงโทษฉัน?!" อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครในที่นั้นสนใจเขา ผู้ใหญ่บ้านหันไปมองบรรดาญาติๆของสาวสองคนแทน แล้วก็เห็นว่าพวกเขาไม่ค่อยพอใจกับบทลงโทษนี้ จึงพูดเกลี้ยกล่อมว่า


   "พวกเธอก็ต้องคำนึงถึงชื่อเสียงของสาวๆพวกนี้ด้วย ให้เรื่องนี้ผ่านไปเถอะ ถือซะว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิด ถ้ายิ่งทำให้เรื่องใหญ่โตขึ้น ก็จะไม่ดีต่อชื่อเสียงของสาวๆ ต่อไปจะหาสามีได้อย่างไร" พอได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของคนทั้งสองครอบครัวก็ไม่ค่อยดีนัก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ติดใจอะไรอีก เพื่อคำนึงถึงชื่อเสียงของสาวๆ เรื่องนี้ก็ต้องจบลงแบบนี้


   หลังจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็ให้คนที่อยู่ในที่เกิดเหตุรักษาความลับ แล้วสั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไป เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของหญิงสาวสองคนมาก แน่นอนว่าทุกคนจะไม่นำไปเผยแพร่ แต่สำหรับเสิ่นอีฟานนั้นไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือ ปัญญาชน ทุกคนต่างก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับเขาลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น...


   ลู่เซี่ยเดินกลับพร้อมกับพวกปัญญาชน และระหว่างทางกลับ เสิ่นอีฟานยังคงก่อเรื่องวุ่นวาย เพราะเขารู้สึกว่าการลงโทษของผู้ใหญ่บ้านไม่ยุติธรรม


   ในที่สุด กู้เซี่ยงหนานก็ทนไม่ไหวจึงพูดว่า "ได้ ถ้านายคิดว่ามันไม่ยุติธรรมก็ได้ รอให้ ผู้ใหญ่บ้านไปรายงานตำรวจ แล้วก็รอให้พวกเขามาจับนายข้อหาลวนลามผู้อื่นก็แล้วกัน"


   เสิ่นอีฟานได้ยินแล้วรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ก็ยังกัดฟันยืดอกพูดว่า "แต่ผมไม่ได้ลวนลามใคร นี่มันการใส่ร้ายป้ายสี!"


   กู้เซี่ยงหนานมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เป็นการใส่ร้ายจริงหรือ? นี่นายคิดว่าชาวบ้านโง่กันหมดหรือไง? ที่พวกเขาไม่พูดออกมาก็เพราะไม่อยากให้กระทบชื่อเสียงของสาวสองคนนั้นต่างหาก ไม่ใช่เพราะกลัวนาย ฉันแนะนำว่านายอย่าก่อเรื่องอีกเลย ถ้าทำให้คนอื่นโกรธจัด นายก็จะไม่ได้รับผลดีอะไรหรอก!"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นอีฟานก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายก็ไม่กล้าทำอะไรต่อ


   อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางกลับ ทุกคนต่างมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก


   ไม่คิดว่าในที่พักของปัญญาชน จะเกิดเรื่องวุ่นวายอีกครั้ง ครั้งที่แล้วเป็นหยางเว่ยตง ครั้งนี้เป็นเสิ่นอีฟานอีก ไม่รู้ว่าปัญญาชนที่มาใหม่เป็นอะไร ทำไมถึงไม่สงบเสงี่ยมเจียมตัวกันบ้าง



บทที่ 273: สมน้ำหน้า!



   ในบรรดาคนเหล่านี้ เฝิงเจินจูดูท่าจะมีสีหน้าที่แย่ที่สุด เมื่อเธอได้ยินสองสาวพูดถึงบทกวี สีหน้าของเธอก็ดูไม่ดีเลย อาจเป็นเพราะบทกวีที่กล่าวถึงสายลม เมฆ และแสงสนธยานั้น ไม่ใช่บทที่เสิ่นอีฟานอ้างว่าแต่งให้เธอโดยเฉพาะหรอกหรือ?


   แต่สุดท้ายเขากลับเอาไปให้คนอื่น แล้วก็บอกว่าแต่งให้คนอื่นแทน พอมาคิดถึงตรงนี้ เธอรู้สึกขยะแขยงราวกับกินแมลงวันเข้าไป ถ้าคิดแบบนี้ได้ เช่นนั้นก็หมายความว่าเธอคงไม่ใช่คนแรกที่ได้ฟังบทกวีนี้ แล้วบทกวีนี้ก็คงถูกอ่านให้สาวๆอีกมากมายฟังมาก่อนแล้วสินะ?


   น่าเสียดายที่ตอนนั้นเธอฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก คิดว่าเขาแต่งให้เธอโดยเฉพาะ


   แต่ผลลัพธ์กลับ...


   โชคดีที่ภายหลังเธอได้ปฏิเสธเขาไป แต่เมื่อนึกถึงหลี่ย่าหลานที่พยายามอย่างสุดกำลังให้เธอคบกับเสิ่นอีฟาน เฝิงเจินจูก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา เธอคิดว่าหลี่ย่าหลานเป็นคนฉลาดมาตลอด และเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ ตอนแรกหลี่ย่าหลานก็น่าจะมองออกว่าเขาเป็นคนแบบไหนสิ? แล้วทำไมถึงยังแนะนำให้เธอคบกับคนแบบนี้ล่ะ?


   หรือว่าตอนแรกเธอก็ถูกเสิ่นอีฟานหลอกเหมือนกัน?


   ‘...ย่าหลานคงไม่ทำร้ายเธอหรอกนะ?’ เฝิงเจินจูนั้น ลึกๆก็รู้สึกไม่แน่ใจอยู่บ้าง


......


   หลังจากกลับมาที่ ที่พักของปัญญาชน แล้วกู้เซี่ยงหนานก็เปิดประชุมอีกครั้ง และแน่นอนว่าเป้าหมายหลักคือเหล่าปัญญาชนที่มาใหม่ เน้นย้ำเรื่องกฎระเบียบในชนบทให้พวกเขาฟัง ให้พวกเขาระวังตัวเองต่อไป อย่าไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน


   คาดว่าเพราะถูกรบกวนจากปัญญาชนใหม่อย่างต่อเนื่อง บวกกับช่วงนี้อารมณ์ของเขาเองก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว จึงทำให้น้ำเสียงตอนที่อยู่ในที่ประชุมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ถึงขั้นเอ่ยชื่อออกมาตรงๆเลย นั่นยิ่งทำให้พวกปัญญาชนที่มาใหม่รู้สึกไม่ค่อยพอใจ คิดว่าพวกเขาถูกลงโทษเพราะ ปัญญาชนชายสองคนนั้น


   แต่ทุกคนก็เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาก็ส่งผลกระทบไม่ดี ใครใช้ให้พวกเขาเป็นคนมาใหม่ล่ะ เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่ฟังไปเท่านั้น ลู่เซี่ยคิดว่าเรื่องนี้คงจบลงหลังจาก เสิ่นอีฟานถูกลงโทษแล้ว แต่ผลคือไม่กี่วันต่อมาก็ได้ยินว่าเสิ่นอีฟานโดนทำร้ายตอนลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน


   แถมยังถูกทำร้ายอย่างโหดร้าย จนทั่วร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล อีกทั้งยังมืดมิดไม่เห็นว่าใครเป็นคนลงมือ


   พวกเขาปิดปากปัญญาชนเสิ่นเอาไว้ และพอทำร้ายเสร็จก็วิ่งหนี พอจบเรื่องได้ยินเสียงร้องโหยหวน ปัญญาชนที่ออกมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน


   เรื่องนี้ กู้เซี่ยงหนานก็บอกผู้ใหญ่บ้านด้วย ผู้ใหญ่บ้านรับเรื่องไว้ แล้วบอกว่าจะสืบสวนดู แต่ก็ไม่ได้สืบอะไรออกมา และถึงแม้ว่าเสิ่นอีฟานจะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ถึงกับแขนขาหัก พักรักษาตัวไม่กี่วันก็หาย จึงไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้ใหญ่โต


   อีกอย่างใครเป็นคนทำ เชื่อว่าทุกคนก็พอจะรู้กันอยู่ในใจ ก็คงไม่พ้นญาติของหญิงสาวสองคนนั้นอยู่แล้ว


   แต่ทุกคนก็เข้าใจ เพราะคนในครอบครัวของพวกเขาถูกทำให้เสียใจ ติดขัดเรื่องชื่อเสียง และไม่สามารถแก้แค้นอย่างเปิดเผยได้ เลยจัดการแอบแก้แค้นกันลับๆหน่อยจะเป็นไรไป อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้ลงมือหนักถึงตาย ดังนั้นทุกคนจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้


   เสิ่นอีฟานคงเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร เขาเลยยิ่งโกรธเคืองมากขึ้น ตะโกนโวยวายในที่พักของปัญญาชนว่าจะไปแจ้งตำรวจ แต่เขาบาดเจ็บ ได้แต่นอน คนอื่นๆก็ไม่มีใครอยากช่วยเขาแจ้งความ


   ปล่อยให้เขาตะโกนโวยวายอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครสนใจ เพราะตอนนี้ก็แค่รับกรรมที่ตัวเองก่อไว้เท่านั้นเอง


   แม้แต่ลู่เซี่ยเองยังแอบรู้สึกว่าเขาหาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ เธอเกลียดคนแบบนี้จริงๆ อ้างว่ามาเรียนแต่กลับมาจีบสาวๆ แถมยังหน้าด้านรับของจากคนอื่นอีก


   ไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา ท่าทางเชิดหน้าชูคอนั้นทำให้คนรู้สึกขยะแขยง


   ‘นี่เขายังคิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหรือ? ไอ้ความจริงแล้วกลเม็ดเล็กๆน้อยๆ พวกนั้นใครบ้างจะมองไม่ออก แค่ไม่อยากสนใจเขาก็เท่านั้นเองตอนนี้ก็เป็นแบบนี้ก็เพราะตัวเองทำเอาไว้ทั้งนั้น


   ‘สมน้ำหน้า!’



บทที่ 274: คังคังอยากมีน้อง



   หลังจากเรื่องของเสิ่นอีฟาน ปัญญาชนรุ่นใหม่ก็ยิ่งระมัดระวังตัวมากขึ้น และเมื่อเสิ่นอีฟานหายดีแล้ว เขาพบว่าทุกคนไม่สนใจเขาอีกต่อไป ชาวบ้านก็เริ่มหลีกเลี่ยงที่จะเดินสวนหรือมองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ยดูถูก ทำให้เขาไม่กล้าทำตัวเหลวไหลอีก


   ลู่เซี่ยไม่ได้ยินเสียงเขาเป่าฮาร์โมนิกามานานแล้ว แต่โชคดีที่ฮาร์โมนิกาของเจียงจวินโม่ถูกส่งมาจากบ้าน หลังจากการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นไป พวกเขาก็ไม่ค่อยยุ่งแล้ว เจียงจวินโม่ตามไปเก็บผักป่าบนภูเขาสองสามครั้ง แล้วก็ซื้อมาบ้างจากหลิวจวิน หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรทำ เมื่ออากาศโดยรอบเริ่มที่จะอุ่นขึ้น นอกจากวาดรูปแล้ว เขาก็เป่าฮาร์โมนิกาให้คังคังฟังด้วย


   ลู่เซี่ยพบว่าคังคังชอบฟังฮาร์โมนิกาจริงๆ เพราะทุกครั้งที่เจียงจวินโม่เป่า คังคังจะนั่งเงียบๆอยู่ข้างๆ โดยไม่ขยับเขยื้อนราวกับว่าเขาหลงใหลในเสียงเพลง และตอนนี้เขาพูดได้มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วและบางครั้งเมื่อต้องการที่จะฟัง เขาจะชี้ไปยังตู้ที่เจียงจวินโม่เก็บฮาร์โมนิกาและพูดกับเขาว่า "เป่า~"


   แม้แต่ลู่เซี่ยก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเลยกับท่าทางเช่นนี้ "นายคิดว่าคังคังชอบฟังเพลงขนาดนี้ ในอนาคตเขาอาจจะอยากเป็นนักดนตรีหรือเปล่า?" พอเจียงจวินโม่ได้ยินแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสริมว่า


   "เขาก็ชอบวาดรูปมากเหมือนกันนะ" พอลู่เซี่ยฟังแล้วก็ถึงกับอึ้งไป "นายหมายถึงครั้งที่เขาเอามือประทับลงบนภาพวาดดีๆ ของนายครั้งนั้นน่ะเหรอ?"


   เจียงจวินโม่ช่วยอธิบายแทนคังคังในทันที "เขาแค่อยากรู้อยากเห็นถึงได้ทำแบบนั้น แต่นั่นก็แสดงว่าเขาก็สนใจนะ"


   ลู่เซี่ยเลยตอบไปว่า "...พอเถอะ ฉันรู้แล้วล่ะ คังคังคงจะได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมจากนายมากกว่า แม้แต่พรสวรรค์ด้านศิลปะก็ยังได้มาจากนาย ฮึ ทั้งๆที่ฉันเป็นคนเบ่งเขาออกมาแท้ๆ แต่กลับเหมือนนายมากกว่าอีก!" เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอกำลังอิจฉา จึงรีบพูดว่า "ดวงตาของคังคังเหมือนคุณนะ"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ตอนแรกเกิดยังดูเหมือนอยู่ แต่ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนนาย ฉันว่าตอนนี้นอกจากรูปหน้าแล้ว ไม่มีอะไรเหมือนฉันเลยสักอย่าง"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็รับเข้าไปกอดเธอ "งั้นเรามาลองมีลูกอีกคนไหม คนต่อไปต้องเหมือนเธอแน่ๆเลย"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วผลักเขาออกทันที "อยากมีก็มีเองสิ แค่คนเดียวก็เลี้ยงยากอยู่แล้ว ยังจะมีอีกเหรอ?"


   "มี~" คังคังที่อยู่ข้างๆ พูดเลียนแบบแม่


   เจียงจวินโม่อดขำไม่ได้ "เห็นไหม คังคังก็อยากมีน้องแล้ว คังคังอยากมีน้องชาย น้องสาวด้วยใช่ไหม?"


   คังคังคงคิดว่าพ่อกำลังเล่นกับเขา จึงยิ้มกว้างแล้วพูดว่า "คลอด~"


   ลู่เซี่ยเริ่มผลักพ่อลูกทั้งคู่ออกไปทันที "ไปให้พ้น พวกนายไปคลอดกันเองเถอะ!"


   เจียงจวินโม่ยิ้มเล็กน้อย แล้วก็ไม่แหย่เธออีก จากนั้นเขาก็อุ้มคังคังไปทำอาหาร


........


   วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ถึงฤดูร้อนแล้ว ช่วงนี้ในหมู่บ้านไม่มีเรื่องใหม่ๆอะไรมากนัก มีแต่เรื่องว่าบ้านไหนสามีภรรยาทะเลาะกัน บ้านไหนแม่ยายรังแกลูกสะใภ้บ้าง ตอนนี้นอกจากดูแลคังคังแล้ว ลู่เซี่ยก็เริ่มอ่านหนังสือมากขึ้น ตอนนี้เป็นปีเจ็ดหกแล้ว ปีหน้าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็กำลังจะกลับมาอีกครั้ง รู้สึกว่าเวลาของเธอนั้นเหลือน้อยเต็มที แต่เธอรู้สึกว่าความคืบหน้าในการทบทวนของตัวเองยังไม่ค่อยดีเท่าที่ควร


   ต้องรู้ว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งแรก หลังจากกลับมาเปิดใหม่นั้น เป็นเหมือนกองทัพนับแสนที่ต้องข้ามสะพานไม้แคบๆ ถ้าเกิดว่าเธอไม่ระวังก็อาจสอบไม่ติด ลู่เซี่ยแน่นอนว่าอยากคว้าโอกาสนี้ไว้ จึงต้องเริ่มเรียนอย่างหนัก


   วันนี้ หลังจากเจียงจวินโม่เลิกงาน ลู่เซี่ยก็โยนคังคังให้เขาดูแล และตั้งใจจะไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ เธออ่านหนังสือมาทั้งบ่ายจนปวดหัวไปหมด จึงคิดจะออกไปผ่อนคลายสักหน่อย ผลคือตอนกลับมา เธอก็เห็นหลี่ย่าหลานยืนหน้าแดงอายอยู่ที่หน้าประตูบ้านเพราะกำลังคุยกับเจียงจวินโม่ และพยายามยื่นมือไปเล่นกับคังคังเป็นระยะ


   ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้น สายตาก็หม่นลงเล็กน้อย แล้วเดินตรงเข้าไปทันที


   "ทำไมปัญญาชนหลี่ถึงมาที่นี่ล่ะคะ มีธุระอะไรหรือเปล่า?" หลี่ย่าหลานได้ยินเสียงแล้วหันไปมองลู่เซี่ย สีหน้าเปลี่ยนไป และพูดอย่างระมัดระวังว่า "คุณปัญญาชนลู่เข้าใจผิดแล้ว ฉันเห็นว่าลูกน้อยของคุณน่ารักดี ก็เลยอยากเล่นกับเขาน่ะค่ะ"



บทที่ 275: เกิดเรื่องขึ้นแล้ว



   ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากได้ยิน แต่ไม่ได้พูดว่าเชื่อหรือไม่ เธอหันไปมองเจียงจวินโม่แล้วถามว่า "อาหารเย็นเสร็จแล้วเหรอ?"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "เสร็จแล้ว รอแค่คุณกลับมา" ลู่เซี่ยตอบรับด้วยเสียง "อืม" แล้วหันไปมองหลี่ย่าหลาน


   "พวกเราจะกินข้าวแล้ว คุณปัญญาชนหลี่จะอยู่ด้วยไหม?" ตอนนี้หลี่ย่าหลานเริ่มจะงงไปแล้ว เธอไม่คิดว่าชายในดวงใจของเธอจะต้องทำอาหารด้วย


   ‘ลู่เซี่ยผู้หญิงบ้านี่ ทำไมถึงปล่อยให้ชายในอุดมคติที่งดงามเหมือนจันทร์เต็มดวงต้องทำอาหารด้วย?!’


   พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็รู้สึกโกรธจนหน้าบึ้งตึงจนแทบจะไม่ได้ยินคำพูดของลู่เซี่ย จนกระทั่งลู่เซี่ยถามอีกหลายครั้ง เธอถึงได้สติกลับมา ส่วนลู่เซี่ยในตอนนี้กลับเริ่มจะหมดความอดทนแล้ว คนคนนี้มายืนเหม่อที่หน้าบ้านเธอทำไม สุดท้ายเธอจึงตะโกนเสียงดัง "คุณปัญญาชนหลี่!"


   หลี่ย่าหลานสะดุ้งตกใจ ในที่สุดก็ได้สติกลับมา เห็นแบบนั้นลู่เซี่ยเลยพูดตรงๆด้วยสีหน้าเย็นชาว่า


   "พวกเราจะกินข้าวแล้ว ปัญญาชนหลี่มีธุระก็ไปทำเถอะ" พูดจบก็ไม่รอให้เธอตอบ ดึงเจียงจวินโม่ออกไปทันที หลี่ย่าหลานที่เหลืออยู่ตรงนั้นมีสีหน้าหม่นหมองขึ้นมาทันที เธอกัดฟันกรอด ลู่เซี่ยคนนี้เป็นศัตรูตัวฉกาจของเธอจริงๆ!


   รอต่อไปอีกหน่อย รอให้เธอมีความสามารถพิเศษ สักวันต้องช่วยเจียงปัญญาชนให้พ้นจากความทุกข์ให้ได้


   ตอนนั้น...


   ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังนึกถึงอะไร ใบหน้าของหลี่ย่าหลานแดงเรื่อด้วยความอาย แล้วเธอก็เหลือบมองเข้าไปในบ้านของทั้งสองคนอีกครั้งแล้วหันหลังเดินจากไป


   ส่วนทางด้านนี้ หลังจากลู่เซี่ยทั้งสองคนเข้าห้องไป ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากถามอะไร เจียงจวินโม่ก็พูดขึ้นว่า "ผมก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นบ้าอะไร จู่ๆก็วิ่งมาถามผมว่าผมรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า? แล้วยังบอกให้ผมอย่าไปทำงานบ่อยๆให้อยู่บ้านอ่านหนังสือบ้าง เพราะวันดีๆกำลังจะมาถึงแล้ว!"


   พอลู่เซี่ยฟังแล้ว เธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี!


   "...เธอหมายความว่ายังไง? ทำไมถามว่าคุณรู้สึกอึดอัดหรือเปล่าล่ะ? หรือว่าคุณมีอะไรให้อึดอัด? เป็นเพราะที่บ้านเราคุณต้องออกไปทำงานแต่ฉันไม่ต้องไปเหรอ?"


   "ไม่รู้สิ" เจียงจวินโม่ส่ายหัว เห็นได้ชัดว่าเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน สำหรับหลี่ย่าหลานคนที่ชอบพูดคนเดียวคนนี้ เขารู้สึกมาตลอดว่าเธอสมองมีปัญหา แต่ความจริงแล้วครึ่งหลังของประโยค ลู่เซี่ยนั้นก็เข้าใจดี ในฐานะสาวข้ามเวลา หลี่ย่าหลานย่อมรู้เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอน แต่ทำไมเธอถึงได้ตั้งใจจะมาบอกเจียงจวินโม่ล่ะ? หรือว่าเธอหมายตาเจียงจวินโม่จริงๆ?


   ลู่เซี่ยหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันที


   ‘นี่ฉันยังไม่ตายเลยนะ แต่เธอกลับมาจีบผู้ชายของฉัน ยัยคนข้ามเวลาคนนี้ช่างไร้จรรยาบรรณจริงๆเลย’


   แม้ลู่เซี่ยจะรู้ว่าเจียงจวินโม่จะไม่ถูกเธอล่อลวงไป แต่ก็ยังรู้สึกขยะแขยงอยู่ดี ลู่เซี่ยเลยตัดสินใจให้ เสิ่นชิงชิง ช่วยสังเกตการณ์ดูว่าเธอต้องการทำอะไรกันแน่ ปีนี้หมู่บ้านของพวกเขาไม่มี ปัญญาชนมาใหม่ ดังนั้นในที่พักของปัญญาชนจึงค่อนข้างกว้างขวาง


   แต่ว่าเสิ่นชิงชิงกับเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนก็เข้ากันได้ ถึงปกติจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาอยู่ห้องเดียวกัน ย่อมรู้เรื่องมาบาง เมื่อได้ยินคำขอร้องของลู่เซี่ย เธอจึงเริ่มสังเกตหลี่ย่าหลานเป็นพิเศษอยู่สองสามวัน แล้วก็พบว่าช่วงนี้เธอเข้าใกล้เฉิงอวี้เจียวและยังพูดคุยกับจวงหงเหมยที่แต่งงานแล้วด้วย


   ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้ว่าเธอต้องการทำอะไร แต่เมื่อรู้เรื่องนี้แล้วก็ยิ่งเพิ่มความระแวดระวังมากขึ้น


   ผู้หญิงที่ข้ามเวลามาคนนี้ช่างไร้ยางอายจริงๆ เธอกลัวว่าตัวเองจะพลาดพลั้งเสียที ผลลัพธ์คือเธอระมัดระวังตัวอย่างมากเป็นเวลาหลายวัน แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เธอก็ไม่ได้ผ่อนคลายลง และยังคงระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปสามวัน ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ซูม่านกลับมีเรื่อง


   ตอนที่ลู่เซี่ยรู้เรื่อง ข่าวก็แพร่กระจายไปแล้ว


   เรื่องราวที่เกิดขึ้นคือ ซูม่านถูกพวกนักเลงไม่กี่คนดักทางระหว่างเดินทางกลับจากเมืองเล็กๆ


   จริงๆแล้วซูม่านมักจะเดินคนเดียวบ่อยๆ เธอจึงมีความระมัดระวังอยู่แล้ว ดังนั้นซูม่านจึงเตรียมไม้สำหรับป้องกันตัวเอาไว้ล่วงหน้า อีกทั้งดูเหมือนว่าเธอจะเคยเรียนศิลปะป้องกันตัวมาก่อนด้วย ในสถานการณ์ปกติพวกนักเลงไม่กี่คนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอ ดังนั้นตอนแรกเธอจึงไม่ได้สนใจพวกเขาเท่าไหร่


   ผลคือตอนที่ลงมือ จู่ๆก็มีนักเลงคนหนึ่งหยิบผงแป้งออกมาโรยใส่เธอ


   ซูม่านไม่ทันตั้งตัวจึงสูดดมเข้าไปบ้าง จากนั้นก็รู้สึกหัวหนักเท้าเบา ร่างกายไร้เรี่ยวแรง แล้วเธอก็หมดสติล้มลงไป



บทที่ 276: หยกประจำตัว



   แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้เป็นอะไร


   เพราะพวกนักเลงยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไรกู้เซี่ยงหนานก็ตามหาซูม่านมาเจอเสียก่อน เนื่องจากเห็นว่าเธอกลับบ้านช้าผิดปกติ เขาตามรอยล้อจักรยานมาจนพบซูม่านที่ถูกลากเข้าไปในป่าเล็กๆราวกับเป็นนักสืบระดับเทพ ผลก็คือที่นี่เขาได้พบกับหลี่ย่าหลานที่มีปัญหาเรื่องเคลียร์บัญชีกันไม่ลงตัว


   จริงๆแล้วเหตุผลที่พวกนักเลงพวกนี้ดักซูม่าน หนึ่งคือรับจ้างทำงาน สองคือเห็นว่าเธอไปตลาดมืดบ่อยๆ ดูท่าทางไม่ใช่คนจนอะไร และหลังจากทำงานสำเร็จ พวกเขาก็จะได้จักรยานของซูม่านด้วย คิดดูแล้วก็เป็นการค้าที่คุ้มค่า


   ดังนั้นพวกนี้จึงต้องการเงินเป็นหลัก ส่วนตัวคนนั้นเป็นเรื่องรองลงมา


   แน่นอนว่าผลสุดท้ายก็คือกู้เซี่ยงหนานคนเดียวเอาชนะนักเลงทั้งหมดได้ และช่วยซูม่านเอาไว้ ส่วนหลี่ย่าหลานที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาปรากฏตัวที่นี่ พอเห็นกู้เซี่ยงหนานมาก็อยากจะหนีบ้าง แต่สุดท้ายก็หนีไม่ทัน ถูกกู้เซี่ยงหนานจับมัดไว้ซะก่อน แล้วสุดท้ายก็พาทั้งหมดส่งไปที่สำนักงานหมู่บ้าน


   ลู่เซี่ยได้ยินเรื่องราวนี้แล้วก็ยังมีคำถามมากมายที่ยังไม่เข้าใจ


   "ดังนั้นเรื่องนี้เป็นฝีมือของหลี่ย่าหลานใช่ไหม?"


   เสิ่นชิงชิงพยักหน้า "เพราะตอนที่คุณปัญญาชนกู้ไป ปัญญาชนหลี่ก็กำลังทะเลาะกับพวกนักเลงเรื่องแบ่งของไม่ลงตัว ดังนั้นคุณปัญญาชนกู้จึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของปัญญาชนหลี่ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเงิน แต่ปัญญาชนหลี่ไม่ยอมรับ เธอบอกว่าเธอทำเพื่อช่วยปัญญาชนเฉิง ส่วนพวกนักเลงก็เป็นปัญญาชนจวงที่ช่วยหาคนมาให้ ตัวการใหญ่ไม่ใช่เธอ"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง "ถ้าไม่ใช่เธอ แล้วทำไมเธอถึงไปที่นั่น แถมยังทะเลาะกับพวกนักเลงอีกด้วย?"


   "ที่เธอทำเรื่องนี้ก็เพราะว่าเธอพบว่าซูปัญญาชนมีหยกที่คล้ายกับของครอบครัวเธอมาก ต่อมาหยกนั้นหายไป และคนในครอบครัวเธอหาเป็นเวลานาน แต่หายังไงก็ไม่พบ จนบังเอิญเห็นปัญญาชนซูสวมใส่อยู่ เธอก็เลยคิดว่าเป็นหยกของครอบครัวเธอ ปัญญาชนเฉิงก็สัญญาว่าถ้าสำเร็จจะให้หยกนั้นกับเธอ"


   "หยก?" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็งงอีก อะไรกันวุ่นวายไปหมด เหตุผลนี้ฟังดูเหลือเชื่อมาก


   อย่างไรก็ตาม ทั้งกระบวนการก็ดูประหลาดมาก


   เธอเข้าใจที่เฉิงอวี้เจียวต้องการจัดการซูม่าน การให้จวงหงเหมยมาช่วยก็เป็นเรื่องปกติ แต่การที่หลี่ย่าหลานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่คิด และอย่างน้อยที่สุด เมื่อหลี่ย่าหลานเข้าร่วมแผนการนี้ เธอมีส่วนร่วมในขั้นตอนไหนบ้าง?


   ลู่เซี่ยสงสัยว่าทั้งแผนการนี้อาจเป็นความคิดของเธอ


   การที่ใช้เฉิงอวี้เจียวเพื่อจัดการซูม่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อ...หยก? แล้วหยกชิ้นนี้มีอะไรพิเศษหรือ?


   หรือว่านี่จะเป็นของวิเศษประจำตระกูลของเธอจริงๆ?


   แล้วทำไมถึงบังเอิญขนาดนี้ คนมากมายอาจจะล้มซูม่านลงได้ แต่เธอกลับไม่เป็นอะไรเลย แถมยังถูกกู้เซี่ยงหนานไปพบได้ง่ายดายอีก? แล้วตัวของลู่เซี่ยเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ากู้เซี่ยงหนานเก่งศิลปะการต่อสู้จนสามารถเอาชนะพวกนักเลงได้หลายคนพร้อมกัน แถมยังทำให้พวกนั้นลุกไม่ขึ้นอีกต่างหาก


   รู้สึกว่าทุกอย่างมันบังเอิญเกินไป... หรือว่านี่จะเป็นเพราะออร่าของนางเอกกันแน่?


   ลู่เซี่ยคิดไม่ออก


   ตอนนี้หลี่ย่าหลานและพวกนักเลงทั้งหลายถูกขังอยู่ในโกดังของสำนักงานหมู่บ้าน และตามที่ได้ยินมา สาเหตุที่แบ่งของไม่ลงตัวเพราะพวกนักเลงไม่พบเงินบนตัวซูม่าน ไม่พบอะไรเลยนอกจากหยวนหยกชิ้นนี้


   แต่หยกนี้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะให้หลี่ย่าหลาน


   หลี่ย่าหลานจึงอยากเอาไปทันที แต่พวกนักเลงที่ไม่ได้อะไรเลย จะยอมให้เป็นแบบนั้นได้อย่างไร ถึงแม้ว่าตอนนี้ของชิ้นนี้จะขายได้ไม่กี่บาท แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเกิดความขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมหลี่ย่าหลานถึงกล้าขนาดนี้ ผู้หญิงคนเดียวกล้าท้าทายพวกนักเลง ไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องเลย


   ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เรื่องนี้ก็ได้ลุกลามใหญ่โตแล้ว


   เพราะว่าระหว่างทางที่กู้เซี่ยงหนานพาซูม่านกลับไปนั้น พวกเขาได้เจอกับหลี่อี้ จึงขอให้เขาช่วยเรียกคนมาช่วยพาคนพวกนั้นกลับไปที่หมู่บ้าน ดังนั้นจึงมีคนเห็นเหตุการณ์มากมาย และข่าวก็แพร่สะพัดออกไปอีกครั้ง



บทที่ 277: ซูม่านไปที่โกดัง



   เมื่อผู้นำในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เข้า ทุกคนต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆอีกต่อไปแล้ว พวกนักเลงไม่ได้มาจากหมู่บ้านของพวกเขาด้วย มีทั้งคนจากในเมืองและหมู่บ้านอื่นปนกันไป พวกเขาไม่สามารถลงโทษได้โดยตรง ได้แต่แจ้งความกับตำรวจเท่านั้น


   แต่ตอนนี้ซูม่านยังไม่ได้สติ หมอที่สถานีอนามัยบอกว่าเธอถูกยาสลบและคงจะฟื้นในไม่ช้า ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจรอให้เธอฟื้นก่อนแล้วค่อยว่ากัน ดูว่าเธอซึ่งเป็นผู้เสียหายจะมีแผนอย่างไร และแน่นอนว่าเกี่ยวกับยาสลบที่พวกนักเลงใช้นั้น พวกเขาบอกว่าได้มาจากหลี่ย่าหลาน


   แต่หลี่ย่าหลานกลับไม่ยอมรับ ยืนกรานว่าเธอแค่ช่วยเฉิงอวี้เจียวทำงานเท่านั้น เฉิงอวี้เจียวจะยอมรับได้อย่างไร เพราะในเมื่อแผนนี้หลี่ย่าหลานเป็นคนคิด และเธอก็อาสาจะช่วยเอง ของฟรีไม่เอาก็โง่แล้ว ส่วนพวกนักเลงก็เป็นคนที่จวงหงเหมยที่หามา เธอแค่ออกเงินเท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับเธอ


   เฉิงอวี้เจียวบอกแค่ว่าไม่รู้เรื่อง หลี่ย่าหลานก็หาหลักฐานมาแสดงไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องปล่อยไว้แบบนี้ก่อน พอเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทั้งหมู่บ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครคิดว่าซูม่านจะโชคร้ายถึงเพียงนี้


   อีกทั้งปัญญาชนหลี่ก็กล้าเหลือเกิน ถึงกับกล้าทำเรื่องแบบนี้ ตอนนี้คิดแล้วก็ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หายเลย ส่วนลู่เซี่ยเองก็คิดเช่นกัน เธอคิดมาตลอดว่าการกระทำของหลี่ย่าหลานก่อนหน้านี้เป็นการกลั่นแกล้งเธอ แต่ไม่คิดว่าจะไม่ใช่ แต่ก็ยังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก โหดร้ายเหลือเกิน!


   ตอนเย็น พอลู่เซี่ยกินข้าวเสร็จแล้ว แล้วเห็นว่ายังเร็วอยู่จึงคิดว่าจะไปเก็บผักในสวนเพื่อเอาไปให้ซุนเสิ้งหนาน สวนผักในบ้านเช่าของซุนเสิ้นหนานนั้นนั้นเล็กมาก ดินก็ไม่ดีเท่าไหร่ ปลูกผักได้ไม่มาก พอดีที่สวนของลู่เซี่ยผักงอกงามดี ทั้งสองคนกินแทบจะไม่หมด จึงมักจะเอาไปให้ซุนเสิ้นหนานบ่อยๆ


   หลังจากส่งผักครั้งนี้ ทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องของซูม่าน และทั้งสองต่างก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้น่ากลัวมาก ถ้าเกิดว่ากู้เซี่ยงหนานไปช้ากว่านี้นิดหน่อย ซูม่านก็คงจะเป็นอันตรายแน่ๆ


   ทั้งสองคนรู้สึกสะเทือนใจอยู่พักหนึ่ง แล้วลู่เซี่ยก็กลับไป


   ผลคือระหว่างทางกลับ เธอเห็นเงาร่างของซูม่านอยู่ไกลๆ เธอกำลังเดินไปทางสำนักงานหมู่บ้าน โดยที่ไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรกันแน่ เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่ในหมู่บ้านต่างก็เลิกงานกันหมดแล้ว ลู่เซี่ยแต่เดิมนั้นก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของซูม่าน แต่ขาก็อดไม่ไหวเดินตามไป


   ผลปรากฏว่าเธอกำลังเดินไปที่โกดัง ทันใดนั้นก็พอเข้าใจได้


   ‘เธอกำลังไปหาหลี่ย่าหลานใช่ไหมเนี่ย?’


   ลู่เซี่ยก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน จึงแอบตามไปเงียบๆ เมื่อไปถึงก็พบว่าซูม่านได้เข้าไปในโกดังแล้ว ในหมู่บ้านมีโกดังสองหลัง พอดีกับที่จะกักตัวหลี่ย่าหลานกับพวกนักเลงเอาไว้คนละที่


   แต่ตอนนี้โกดังน่าจะถูกล็อกอยู่ ไม่รู้ว่าซูม่านเข้าไปได้อย่างไร


   ลู่เซี่ยไม่ได้ตามเข้าไป แต่เธอค่อยๆเดินไปยังหน้าต่างอีกด้านของโกดังแล้วย่อตัวลง มองเข้าไปข้างในพอดีกับที่ตรงนั้นเป็นมุมอับ คนข้างในทั้งสองจึงมองไม่เห็นเธอ เห็นเพียงว่าหลังจากซูม่านเข้าไปก็ตบหน้าหลี่ย่าหลานทันที ทำให้หลี่ย่าหลานงงไปเลย พอผ่านไปครู่หนึ่ง ซูม่านรอจนหลี่ย่าหลานฟื้นคืนสติและกำลังจะลุกขึ้นต่อสู้ แต่หลี่ย่าหลานก็ถูกซูม่านกดตัวไว้แล้วตบไปอีกหลายที


   สุดท้ายเห็นเธอเจ็บปวดจนหน้าเบี้ยว ไม่มีแรงเหลืออยู่อีกแล้ว ซูม่านจึงปล่อยมือ


   จากนั้นพูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า "พูดมาสิ เธอมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"


   หลี่ย่าหลานยังคงปัดความรับผิดชอบ "ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ใช่ฉัน เป็นเฉิงอวี้เจียวต่างหาก เธอเกลียดคุณที่แย่งผู้ชายไปจากเธอ เธอเลยอยากทำลายคุณ!"


   ซูม่านหันไปมองด้วยสายตาที่เย็นชา "เธอยังไม่ยอมพูดความจริงอีกเหรอ? อยากโดนตบอีกใช่ไหม?"


   หลี่ย่าหลานตัวสั่นไปทั้งร่าง มองเธอด้วยสายตาหวาดกลัว "จริงๆนะ ทุกอย่างที่ฉันพูดเป็นความจริง ฉันไม่ใช่ตัวการ พวกคุณจะไม่ส่งฉันไปให้ตำรวจได้ไหม ถ้าส่งไปฉันก็จบเห่แล้ว!"


   ซูม่านฟังแล้วไม่สะทกสะท้าน "เลิกหาข้ออ้างได้แล้ว บอกมา!! เธอเอาหยกประจำตระกูลของฉันไปทำอะไร?" เมื่อได้ยินเรื่องหยกประจำตระกูล หลี่ย่าหลานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดอย่างระมัดระวังว่า


   "ฉันก็แค่รู้สึกว่ามันดูคล้ายกับหยกประจำตระกูลของบ้านฉันมาก ก็เท่านั้นเอง!"



บทที่ 278: การข่มขู่



   ซูม่านได้ยินแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็ย่อตัวลงไปทันที มือข้างหนึ่งกระชากผมของอีกฝ่าย อีกข้างหนึ่งบีบใบหน้าของเธออย่างแรงแล้วมองด้วยสายตาอันเย็นชากล่าวว่า "อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันนะ เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันมีหยกห้อยคออันหนึ่ง? หยกห้อยคอของฉันไม่เคยให้คนนอกเห็นมาก่อน แล้วเธอรู้ได้ยังไง?"


   หลี่ย่าหลานดูเหมือนจะตกใจกลัวสายตาของซูม่าน พูดติดอ่างว่า "ฉ… ฉ… ฉัน...บังเอิญเห็นเข้า" ซูม่านแทบจะไม่เชื่อคำพูดพวกนี้เลย เธอจึงตบหน้าหลี่ย่าหลานแรงๆอีกหลายที จนหลี่ย่าหลานมีเลือดไหลออกมาจากปาก ตอนนี้เจ็บจนชาไปเสียแล้ว เมื่อเห็นว่าต่อต้านไม่ได้ หลี่ย่าหลานจึงได้แต่จ้องซูม่านด้วยสายตาเกลียดชัง ไม่มีท่าทีอ่อนแอเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว


   ซูม่านเห็นดังนั้นก็ยิ้มมุมปาก เพราะทุกอย่างสมกับที่คิดไว้ เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้ว ส่วนหลี่ย่าหลานเมื่อเห็นสายตาของซูม่านที่มองเธอราวกับมองขยะ ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ลุกขึ้นนั่งอย่างหมดสภาพ จากนั้นก็ใช้แขนเสื้อเช็ดมุมปาก


   "หึ!! เธอภูมิใจอะไรนักหนา? ก็แค่ผู้หญิงข้ามเวลามาเท่านั้นเอง"


   ซูม่านได้ยินแล้วสีหน้าเย็นชาลง "เธอว่าอะไรนะ?"


   "เหอะ!" หลี่ย่าหลานหัวเราะ "ฉันถามว่าเธอภูมิใจอะไรนัก? ท่าทางยโสโอหังของเธอก็แค่ภูมิใจว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่ข้ามมิติมาใช่ไหมล่ะ? แต่แล้วยังไงล่ะ? เธอก็ยังต้องแย่งผู้ชายกับคนอื่นอยู่ดีไม่ใช่เหรอ?"


   ซูม่านพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เธอรู้อะไรบ้าง?"


   "ฮ่าๆๆ!" หลี่ย่าหลานไม่สนใจความเจ็บปวดบนใบหน้า ตอนนี้เธอได้ปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว


   "ฉันรู้มากเลยล่ะ ฉันรู้ว่าเธอเป็นสาวข้ามมิติ รู้ว่าเธอมีหยกที่สามารถเข้ามิติช่องว่างได้ และรู้ว่าสุดท้ายเธอจะสู้เฉิงอวี้เจียวไม่ได้ จะถูกยัยนั่นแย่งผู้ชายไป สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรเลย! ฮ่าๆๆ..." พอซูม่านฟังแล้วก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เข้าไปบีบหน้าหลี่ย่าหลานอีกครั้ง


   "บอกมา เธอรู้ได้ยังไง?" หลี่ย่าหลานหัวเราะเบาๆ ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะไม่กลัวซูม่านอีกแล้ว


   "ฉันรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เธอคิดว่าฉันจะบอกเธอเหรอ? เฮอะ!! ถ้าเธอฉลาดหน่อยก็ปล่อยฉันไปซะ ไม่งั้นถ้าฉันไปถึงสถานีตำรวจ ฉันจะต้องเปิดเผยความลับของเธอแน่ๆ เธอลองคิดดูสิ ถ้ารัฐบาลรู้ว่ามีสาวข้ามมิติอย่างเธอมาเพ่นพ่านอยู่ แถมยังมีมิติช่องว่างที่สามารถบรรจุทุกสิ่งได้ เธอคิดว่าเธอจะไม่ถูกจับไปทดลองหรือไง?"


   ลู่เซี่ยที่อยู่นอกหน้าต่างได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าหลี่ย่าหลานคนนี้กำลังรนหาที่ตายชัดๆ ถึงขนาดนี้แล้วยังกล้าข่มขู่ซูม่านอีก แต่ก็ไม่รู้ว่าซูม่านจะจัดการยังไง จากนั้นก็เห็นซูม่านสายตาหม่นลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า


   "เธอก็เป็นคนข้ามมิติเหมือนกันสินะ!"


   "ฮ่าๆ เพิ่งรู้หรือ ฉันก็เป็นคนข้ามมิติเหมือนกัน! ดังนั้นฉันจึงเข้าใจเธอมากกว่าคนอื่น! เป็นไง? กลัวหรือเปล่าล่ะ?"


   ซูม่านไม่ตอบเธอ เพียงแต่ถามว่า "เธอรู้ได้อย่างไรว่าเฉิงอวี้เจียวจะชนะ?"


   หลี่ย่าหลานยิ้มเล็กน้อย "อยากรู้หรือ? ฉันไม่บอกหรอก ยังไงเธอก็ต้องแพ้จนหมดสภาพเลยล่ะ คอยดู!"


   หลังจากนั้นหลี่ย่าหลานดูเหมือนจะคิดว่าตัวเองจับจุดอ่อนของซูม่านได้แล้ว และไม่ว่าซูม่านจะถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ เอาแต่ข่มขู่เธอไม่หยุด แล้วก็ขู่ให้เธอกลัว เพื่อที่จะให้ปล่อยตัวเธอไป จนในที่สุดซูม่านก็เลิกถาม เธอหยิบอะไรบางอย่างออกมาแล้วยัดเข้าไปในปากของหลี่ย่าหลานทันที


   การกระทำนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลี่ย่าหลานจึงต่อต้านไม่ได้ และไม่ทันได้เตรียมตัว สุดท้ายก็กลืนมันลงไป เมื่อรู้ตัวอีกทีหลี่ย่าหลานก็ตกใจ "เธอให้ฉันกินอะไร?"


   หลี่ย่าหลานพูดพลางพยายามล้วงคอ แต่ไม่ว่าจะล้วงอย่างไรก็ไม่สามารถเอาออกมาได้


   จากนั้นเธอก็พุ่งเข้าหาซูม่าน "บอกมา เธอให้ฉันกินอะไร? เป็นยาพิษใช่ไหม? เธอคิดจะฆ่าคนหรือ? การฆ่าคนเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ถ้ามีคนรู้เข้า เธอก็ต้องตายเหมือนกัน! นังโง่!!!"


   พูดจบก็เห็นว่าซูม่านไม่สะทกสะท้าน เธอก็เริ่มก้มหัวขอร้อง "ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่ควรวางแผนเล่นงานเธอเลย ยกโทษให้ฉันได้ไหม ต่อไปฉันจะช่วยเธอทำงานทุกอย่างเลย ช่วยเธอจัดการเฉิงอวี้เจียว ฉันรู้จุดอ่อนของเฉิงอวี้เจียวนะ ถ้ามีฉันช่วย คนที่จะชนะต้องเป็นเธอแน่นอน"


   ซูม่านได้ยินแล้วหัวเราะ "สายไปแล้ว เธอจะไม่ได้เห็นวันที่ฉันมีชัยชนะหรอก"


   หลี่ย่าหลานได้ยินคำพูดนี้แล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่ง "แกหมายความว่ายังไง? แกกำลังบอกว่าฉันจะตายงั้นเหรอ? แกไม่กลัวว่าจะถูกคนอื่นจับได้หรือไง?"


   ซูม่านยิ้มเล็กน้อยดวงตาของเธอเย็นชา "นั่นไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องกังวลแล้วละ"


   พูดจบก็ไม่ถามอะไรอีก เดินจากไปทันที ก่อนออกไปยังล็อกประตูโกดังด้วย



บทที่ 279: ความฝันของหลี่ย่าหลาน



   ลู่เซี่ยมองดูจากด้านนอกด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ เธอไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย เมื่อแน่ใจว่าซูม่านเดินหายลับไปแล้ว ลู่เซี่ยก็พบว่าขาของตัวเองชาไปหมดแล้ว ได้แต่ค่อยๆลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าพอดีแล้ว อาการชาที่ขาจึงได้หายไป เธอกำลังจะจากไป ก็ได้ยินเสียงด่าทอของหลี่ย่าหลานดังมาจากด้านใน


   "อะไรกัน นางเอกข้ามมิติบ้าอะไร!! ฉันต่างหากที่เป็นนางเอกข้ามมิติในนิยาย!! ซูม่านเป็นใครกัน? ถ้าไม่มีกู้เซี่ยงหนาน! เธอก็ไม่มีวันได้อะไรเลย แล้วยังมีเฉิงอวี้เจียวที่เกิดใหม่นั่นอีก ไม่ได้เรื่องเลย!! แค่กลเล็กๆน้อยๆ ก็ตกหลุมพรางแล้ว สมควรแล้วที่สุดท้ายต้องเจอชะตากรรมเดิมเหมือนชาติที่แล้ว


   ฉันต่างหากที่เป็นนางเอกข้ามมิติในนิยาย ฉันนี่แหละ!! รอให้ฉันได้มิติช่องว่างมา!! ฉันก็จะสามารถทำเงินก้อนโต เปิดบริษัท ซื้อบ้านสี่เหลี่ยมคางหมู แล้วก็จะได้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน


   อ๋า ยังมีพระเอกในดวงใจของฉันอีก นังลู่เซี่ยนั่นหน้าโง่นั่นเป็นใครกัน จะไปเหมาะสมกับพระเอกของฉันได้ยังไง? ยังจะมีหน้ามาให้พระเอกของฉันทำอาหารให้เธออีก ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ รอให้ฉันกับพระเอกของฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วยกัน นังลู่เซี่ยหน้าโง่นั่นก็คงถูกทิ้งแล้วล่ะ"


   พูดถึงตรงนี้ หลี่ย่าหลานก็ทำหน้าเขินอาย "พระเจ้า! ที่แท้ฉันก็กำลังจะได้เป็นนางเอกแม่เลี้ยงสินะ งั้นคังคังก็เป็นลูกของฉันสินะ?"


   "น่ารักมาก สมกับเป็นลูกของแม่ในอนาคต เห็นแก่ที่ลู่เซี่ยให้กำเนิดลูกน่ารักขนาดนี้ให้ฉัน ฉันจะไม่ให้เธอตาย แต่จะให้แต่งงานกับคนในหมู่บ้านแล้วอยู่ในชนบทตลอดไปก็แล้วกัน เมื่อถึงเวลานั้น ระหว่างแม่ของลูกกับฉันแม่เลี้ยงที่เป็นมหาเศรษฐี ลูกจะเลือก ใครๆก็รู้ ฮ่าๆๆ... ฉันช่างใจดีเหลือเกิน!"


   ลู่เซี่ยที่อยู่นอกหน้าต่างได้ยินความคิดฝันเฟื่องนี้แล้วรู้สึกขยะแขยงสุดๆ


   ‘ที่แท้เธอคิดแบบนี้นี่เอง!’ ทั้งสามีและลูกชายของลู่เซี่ยล้วนเตรียมไว้สำหรับหลี่ย่าหลานงั้นเหรอ?


   ‘คิดไปไกลจริงๆ! ทำไมไม่ขึ้นสวรรค์ไปเลยล่ะ?!’


   แต่ลู่เซี่ยก็สังเกตเห็นว่าสภาพจิตใจของหลี่ย่าหลานตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยปกติ แต่กลับบอกที่มาของเธอออกมาโดยไม่ตั้งใจ ที่แท้เธอก็เป็นคนข้ามมิติเช่นกัน แต่ไม่ได้ข้ามมาในหนังสือเล่มที่ลู่เซี่ยรู้จัก แต่เป็นอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งในหนังสือเล่มนั้นเฉิงอวี้เจียวได้เกิดใหม่ และซูม่านยังมีหยกวิเศษและมิติช่องว่างอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้แตกต่างจากที่ลู่เซี่ยรู้มา


   ‘ไม่รู้ว่าเนื้อเรื่องเปลี่ยนไปมากแค่ไหนกันแน่’


   สุดท้ายแล้วซูม่านจะแพ้ให้กับเฉิงอวี้เจียวจริงๆเหรอ? แล้วมิติช่องว่างของเธอมาจากไหนกัน?


   ลู่เซี่ยจำได้แม่นยำว่าในหนังสือที่เธอเคยอ่าน ซูม่านมีเพียงออร่าของนางเอกเป็นความสามารถพิเศษ ไม่มี มิติช่องว่าง หรือว่าสวรรค์เห็นว่า เฉิงวี้เจียวเกิดใหม่แล้วเหมือนกันจึงให้ความสามารถพิเศษเพิ่มกับเธอ?


   ลู่เซี่ยคิดไม่ออก แต่ตอนนี้เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ


   เธอแค่โล่งใจที่ในหนังสือที่หลี่ย่าหลานอ่านไม่ได้เขียนว่าลู่เซี่ยก็ข้ามมิติมาด้วย ไม่อย่างนั้นกับนิสัยของหลี่ย่าหลาน คงมีอะไรไม่ดีไม่ดีรอลู่เซี่ยอยู่แน่


   คืนนี้เธอรู้มามากพอแล้ว ต้องกลับไปย่อยข้อมูลให้ดี ก่อนจะไป เธอมองดูหลี่ย่าหลานที่ยังคงฝันหวานอยู่ในใจ แต่แล้วก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเพราะไม่รู้ว่าซูม่านให้อะไรเธอกิน มันเป็นยาพิษจริงๆเหรอ?


   หากไม่ใช่อย่างนั้น หลี่ย่าหลานเข้าคุกแล้วจะบอกที่มาของซูม่านจริงๆ หรือเปล่า? ลู่เซี่ยรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูง


   แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้คงต้องรอให้ซูม่านจัดการเอง พอเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว เธอคาดว่าถ้าไม่รีบกลับ เจียงจวินโม่คงจะเป็นห่วง


   ดังนั้นเธอจึงรีบเดินกลับบ้าน


   ระหว่างทางเธอเจอกับ เจียงจวินโม่ที่ถือไฟฉายออกมาตามหาเธอ พอเจียงจวินโม่เห็นเธอแล้วก็ขมวดคิ้วพูดว่า


   "ทำไมไปส่งผักนานขนาดนี้ ฟ้ามืดแล้วนะ!" ลู่เซี่ยไม่กล้าบอกว่าตัวเองไปดูเรื่องวุ่นวายมาอีก จึงหาข้ออ้างมาพูด "คุยกับซุนเสิ้งหนานนานไปหน่อยน่ะ ฉันลืมเวลาไปเลย ไม่ต้องห่วงหรอก คืนนี้พระจันทร์สว่าง ไม่มืดหรอก" เจียงจวินโม่ที่ได้ยินแล้วก็มองเธออย่างจนใจ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร รู้ว่าพวกเธอคงคุยกันเรื่องของซูม่านวันนี้แน่ๆ


   "เรื่องของคนอื่นไม่เกี่ยวกับเธอ แต่ถ้าเธอออกมาดึกๆดื่นๆ แบบนี้แล้วเกิดอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?" พอเห็นเขาเป็นห่วง ลู่เซี่ยก็รีบรับปากว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก เจียงจวินโม่จึงไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว อย่างไรเสียเขาก็เกือบจะชินแล้ว ได้แต่คิดว่าต่อไปเขาจะต้องคอยดูแลเธอให้มากขึ้น



บทที่ 280: หลี่ย่าหลานตายแล้ว



   เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในหมู่บ้าน!


   หลี่ย่าหลานตายแล้ว!


   ลู่เซี่ยหน้าซีดเผือดทันทีเมื่อได้ยินข่าว เจียงจวินโม่คิดว่าเธอตกใจกับเรื่องนี้ จึงรีบเข้ามาปลอบโยนเธอ แต่ลู่เซี่ยก็ตกใจจริงๆ คนที่เมื่อวานยังดีๆอยู่แท้ๆ วันนี้กลับจากไปแล้ว ใครบ้างล่ะจะไม่กลัว? และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้เธอคิดมากก็คือสิ่งที่เธอเห็นเมื่อวานนี้


   เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ลู่เซี่ยจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดกับเจียงจวินโม่ว่า "เมื่อคืนตอนที่ฉันกลับมา ฉันเห็นซูม่านไปที่โกดัง คุณว่าการตายของหลี่ย่าหลานจะเกี่ยวข้องกับซูม่านหรือเปล่า?" เจียงจวินโม่เงียบไปครู่หนึ่งหลังจากฟัง แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า


   "เรื่องนี้เธอไม่รู้อะไรก็อย่าไปพูดกับคนอื่น" เขาบอกเธอ ลู่เซี่ยรีบพยักหน้า เธอจะพูดออกไปได้อย่างไร เพียงแต่ไม่รู้ว่าการตายของหลี่ย่าหลานเกี่ยวข้องกับซูม่านจริงหรือไม่ก็เท่านั้น? และหลังจากนั้น เธอก็ได้ยินมาว่าหลี่ย่าหลานตายเพราะเอาหัวโขกกำแพง ดูแล้วน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย


   แต่เรื่องนี้ใหญ่เกินไป ในหมู่บ้านมีคนตาย พวกเขาจัดการกันเองไม่ได้แน่นอนจึงต้องแจ้งตำรวจ และหลังจากตำรวจมาตรวจสอบแล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่าเป็นการฆ่าตัวตาย จากนั้นก็สอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน รวมทั้งเฉิงอวี้เจียวและจวงหงเหมย


   ตำรวจสอบปากคำพวกอันธพาลก่อน พวกเขารับสารภาพว่าคนที่ติดต่อกับพวกเขาตลอดคือหลี่ย่าหลาน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่า พวกอันธพาลจะได้รับเงิน ถ้าเกิดว่าพวกเขาทำให้ซูม่านสลบ หลี่ย่าหลานต้องการเพียงหยก ส่วนอย่างอื่นเป็นของพวกอันธพาลทั้งหมด และในเรื่องนี้ เฉิงอวี้เจียวและจวงหงเหมยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง


   เฉิงอวี้เจียวไม่ยอมรับว่าเธอเองก็มีส่วนร่วม บอกเพียงว่าหลี่ย่าหลานเคยขอยืมเงินเธอ และจำนวนเงินที่ยืมไปนั้น ซึ่งก็เท่ากับจำนวนที่พวกอันธพาลได้รับ ส่วนจวงหงเหมยเธอบอกว่าหลี่ย่าหลานเคยถามเธอว่าในเมืองเล็กๆแถวนี้ มีพวกอันธพาลคนไหนบ้าง เธอจะได้คอยหลีกเลี่ยงเวลาไปเมืองเล็กๆ


   จวงหงเหมยจึงเล่าเรื่องที่เคยได้ยินมาจากเฉินเอ๋อร์ให้เธอฟัง


   ส่วนอย่างอื่นเธอไม่ได้ทำ


   เพราะไม่สามารถถามอะไรได้อีก และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเฉิงวี้เจี้ยวมีส่วนร่วมในเรื่องนี้จริงๆ เพียงเพราะความบาดหมางระหว่างเธอกับซูม่าน ดังนั้นผู้บงการเรื่องนี้จึงตกเป็นของหลี่ย่าหลาน


   ส่วนเรื่องการตายของหลี่ย่าหลาน ตำรวจก็ได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและสรุปว่า หลี่ย่าหลานตายโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเกิดจากอาการคลุ้มคลั่งอย่างรุนแรง เหมือนคนเสียสติ ก่อนตายเธอทำข้าวของในโกดังพังเสียหาย และสุดท้ายก็ชนเข้ากับกำแพงจนเสียชีวิต


   เนื่องจากในยุคนั้นระบบนิติเวชยังไม่สมบูรณ์มากนัก และเธอไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ดังนั้นหลังจากปิดคดีแล้ว จึงไม่มีใครร้องขอให้ตรวจสอบเพิ่มเติม


   มีเพียงเฝิงเจินจู ที่ไปพบตำรวจด้วยตัวเอง เธอไม่เชื่อว่าหลี่ย่าหลานจะทำเรื่องแบบนี้เพียงเพราะเครื่องประดับหยกบ้าบอนั่น ในความคิดเธอ เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ หลี่ย่าหลานที่เธอรู้จักก็เป็นแค่ลูกสาวที่มาจากครอบครัวธรรมดา พ่อแม่ก็เป็นแค่คนงานธรรมดา และในเมื่อเป็นแค่คนธรรมดา ทำไมถึงมีของสืบทอดประจำตระกูลได้


   ดังนั้นเธอจึงคาดเดาว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ตำรวจก็บอกกับเฝิงเจินจูว่า แม้จะไม่ใช่เพราะเครื่องจี้หยก ก็อาจเป็นเพราะเรื่องเงินก็ได้ นี่เป็นเรื่องที่มีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุชัดเจนเลยยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้


   สุดท้าย เฝิงเจินจูได้แต่จำใจยอมรับ


   สุดท้ายแล้ว เฝิงเจินจูก็เป็นคนออกเงินจัดงานศพให้หลี่ย่าหลาน โดยฝังไว้ที่หมู่บ้านนั้น เธอส่งโทรเลขไปบอกครอบครัวของหลี่ย่าหลานด้วยแต่พวกเขาก็ไม่ได้มา เพราะรู้สึกอับอาย พวกชาวบ้านในหมู่บ้านก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ฝังเธอไว้ในสุสานของหมู่บ้าน และสุดท้ายจึงได้แต่หาสถานที่ที่มีทิวทัศน์สวยงามบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ฝังเธอเอาไว้ที่นั่น


   พวกปัญญาชนไปช่วยกันหมดแล้ว แม้ก่อนหน้านี้เธอจะทำผิดใหญ่หลวงแค่ไหน ตอนนี้เธอก็ไม่อยู่แล้ว


   อีกอย่าง คนดีๆคนหนึ่ง อยู่ๆก็มาตายแบบนี้ แถมยังตายอย่างน่าอนาถ คนในหมู่บ้านก็รู้สึกใจหายกันทั้งนั้น


   ลู่เซี่ยไม่ได้เห็นสภาพศพของหลี่ย่าหลานตรงๆ แต่ได้ฟังชาวบ้านเล่า เหมือนกับตอนที่สัตว์ป่าบนเขาคลั่งพุ่งชนต้นไม้ตายเมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านบอกว่าสัตว์ป่าตัวนั้นกินสมุนไพรที่ทำให้สัตว์คลุ้มคลั่งเข้าไปโดยไม่รู้ตัว และเมื่อลู่เซี่ยได้ฟัง เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองจะรู้บางอย่างเข้าแล้ว...




จบตอน

Comments