countryside ep301-320

บทที่ 301: บ้านว่างเปล่า

   

   ในช่วงเวลานี้ ที่พักของปัญญาชน มีคนหนึ่งได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียน และคนคนนั้นก็คือกู้เซี่ยงหนาน เขาสอบติดมหาวิทยาลัยการเมืองและกฎหมายของปักกิ่ง คาดว่าหลังจบการศึกษาคงตั้งใจจะเข้าสู่วงการการเมือง


   หลังจากนั้น หลี่อ้ายกั๋วก็ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียนเช่นกัน เขาสอบติดมหาวิทยาลัยในจังหวัด แม้จะไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่ก็เป็นระดับปริญญาตรี ซึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว


   ทำให้พวกปัญญาชนอิจฉากันไม่หยุด แต่ทุกคนก็รู้ว่า หลี่อ้ายกั๋วนั้นเคยเป็นครูมาก่อน และตลอดหลายปีนี้ก็ไม่เคยทิ้งตำราเรียน ดังนั้นการสอบติดจึงเป็นเรื่องปกติ ส่วนเหตุผลที่เขาเลือกมหาวิทยาลัยในจังหวัดแทนที่จะเป็นบ้านเกิด ก็เพราะไม่อยากทิ้งลูกสาว เขาตั้งใจจะให้ลูกสาวอยู่กับครอบครัวฝ่ายภรรยาต่อไป ส่วนตัวเองก็จะได้กลับมาเยี่ยมบ่อยๆด้วย


   การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ทั้งคนในหมู่บ้านและครอบครัวตระกูลอู๋พอใจเป็นอย่างมาก


   หลังจากส่งจดหมายตอบรับทั้งสามฉบับนี้แล้ว หมู่บ้านก็ไม่มีข่าวคราวอะไรอีกหลายวัน บุรุษไปรษณีย์ก็ไม่ได้มาอีก ทำให้พวกปัญญาชนคนอื่นๆที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อต้องผิดหวังไม่น้อย


   แม้แต่ลู่เซี่ยยังรู้สึกสงสัย ว่าทำไมไม่มีของซูม่านล่ะ?


   ตามหลักการแล้ว เธอควรจะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และน่าจะเตรียมตัวล่วงหน้า โอกาสที่จะสอบไม่ติดน่าจะน้อยมาก


   ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังสมัครเข้ามหาวิทยาลัยหัวต้าด้วย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไม่แพ้มหาวิทยาลัยปักกิ่งเลย และการที่กล้าสมัครเข้าที่นั่น แสดงว่าเธอคงคิดว่าตัวเองสอบติดได้ใช่ไหม?


   ทำไมถึงไม่มีล่ะ?


   ไม่ใช่แค่ลู่เซี่ยที่สงสัย แม้แต่ตัวซูม่านเองก็ยังสงสัย


   แต่เธอคิดว่าอาจเป็นเพราะวิชาการเมืองของเธอทำได้ไม่ดี เพราะเธอไม่ใช่คนยุคนี้ ยังไม่เข้าใจแนวคิดบางอย่าง ดังนั้นวิชานี้จึงทำได้ไม่ค่อยดี และก่อนหน้านี้เธอก็แอบคิดไปเองว่าการเข้ามหาวิทยาลัยหัวต้าคงจะเป็นเรื่องยากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะถูกส่งไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน


   หรือว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่แย่มาก? ดังนั้นจดหมายตอบรับจึงยังไม่มา?


   คิดถึงตรงนี้ ซูม่านก็รอต่อไปอีกสองสามวัน


   ผลปรากฏว่าแม้แต่จดหมายตอบรับของซุนเสิ้งหนานก็ยังมาถึงแล้ว


   ซุนเสิ้งหนานสอบติดวิทยาลัยอาชีวะแห่งหนึ่ง โรงเรียนอยู่ในจังหวัดเดียวกับหลิวจวิน แม้จะเป็นแค่วิทยาลัยอาชีวะ แต่เธอก็ดีใจมาก เพราะแต่เดิมคิดว่าตัวเองคงสอบไม่ติด


   ไม่คิดว่าจะสอบติดจริงๆ!


   ลู่เซี่ยก็ดีใจมากถึงขนาดไปแสดงความยินดีกับเธอเป็นพิเศษเลยด้วย แต่คนอื่นๆในที่พักของปัญญาชนกลับยิ้มไม่ออก เพราะหลังจากซุนเซิ่งหนาน พวกปัญญาชนก็ไม่ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียนอีกเลย นั่นหมายความว่าพวกเขาเหล่านี้แม้แต่วิทยาลัยอาชีวะก็สอบไม่ติด


   บางคนผิดหวังอย่างมาก บางคนก็ตั้งสติเตรียมพร้อมสู้ในครั้งต่อไป


   ในตอนนี้ ซูม่านจึงได้รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ดวงตาของเธอเริ่มหม่นลงทันที นึกถึงคนที่แอบใช้ชื่อคนอื่นถือจดหมายตอบรับเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่เธอเคยเห็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ก็เลยรู้ว่าตัวเองอาจเจอเรื่องแบบนี้เข้าแล้ว


   เธอจึงสูดหายใจลึก อยากรู้นักว่าใครกล้าทำแบบนี้!


   ตอนนี้ลู่เซี่ยไม่มีอารมณ์จะคิดเรื่องของซูม่านแล้ว เพราะวันที่พวกเขาจะออกเดินทางได้กำหนดแล้ว คืออีกห้าวันข้างหน้า


   ช่วงนี้ตั๋วหาซื้อยาก เธอกับเจียงจวินโม่ไปซื้อตั๋วล่วงหน้าหลายวัน ก็ยังซื้อได้แค่ตั๋ววันที่ห้า เหลือเวลาก่อนปีใหม่แค่แปดวัน นั่นคือหลังจากพวกเขากลับไป อีกสามวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว


   แม้ว่าเวลาจะค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ก็ไม่มีทางเลือก มิฉะนั้นก็ต้องรอจนหลังปีใหม่


   ดังนั้นลู่เซี่ยทั้งสองคนจึงกำลังเร่งจัดเก็บข้าวของในช่วงนี้ พวกเขาไม่ตั้งใจจะนำของติดตัวไปมากนัก และเนื่องจากต้องพาเด็กไปด้วย การนั่งรถจึงไม่สะดวก ดังนั้นของใหญ่ๆอย่างเสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่เสียดายจะทิ้งก็ตัดสินใจส่งกลับบ้านโดยตรง


   ส่วนของที่เหลือในบ้านก็คือของที่หมักดอง ผักกาดดอง โต๊ะเก้าอี้ที่ไม่สามารถนำไปได้ก็แจกจ่ายให้คนอื่นไปเลย


   ผักกาดดองให้บ้านป้าชุ่ยอวิ๋นไปโดยตรง ผักดองเค็มถูกที่พักของปัญญาชนขอไป ทุกคนรู้ว่าผักดองเค็มที่ลู่เซี่ยทำอร่อยมาก และพวกเขาก็ยังไม่ตั้งใจจะย้ายออกในเร็วๆนี้ จึงเก็บไว้กินต่อ


   ข้าวสารและน้ำมันเก็บไว้กินในช่วงไม่กี่วันนี้ ส่วนที่เหลือลู่เซี่ยก็เก็บไว้หมดแล้ว


   พอจัดเก็บเกือบเสร็จ ห่อของที่ต้องห่อ แจกของที่ต้องแจก ตอนนี้บ้านก็ว่างเปล่าแล้ว...



บทที่ 302: เกิดเหตุการณ์ใหญ่



   ลู่เซี่ยหันกลับไปมองบ้านที่อาศัยอยู่มาสี่ปี รู้สึกเศร้าใจและอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง และในลานบ้านยังกองฟืนเต็มไปหมด คงใช้ไม่หมดแล้ว ไก่อีกหลายตัวก็ถูกเจียงจวินโม่ฆ่าตอนที่ลู่เซี่ยพาคังคังออกไปข้างนอก พอคังคังรู้ว่าพวกมันหายไป เนื้อไก่พวกนั้นก็เข้าไปอยู่ในท้องเขาแล้ว


   แน่นอนว่าไม่ได้บอกให้เขารู้


   ตอนนี้ในบ้านหลังนั้นเหลือแค่จักรยานที่เอาไปด้วยไม่ได้


   เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านหลิวเคยมาถามก่อนหน้านี้แล้ว ดูว่าพวกเขาจะขายให้ผู้ใหญ่บ้านหลิวได้ไหม เขาจะให้ราคาตลาดมืด แต่ลู่เซี่ยทั้งสองคนไม่ได้เอามากขนาดนั้น เอาแค่ร้อยห้าสิบหยวนที่ซื้อรถมา ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลิวดีใจมาก


   อย่าเห็นว่ามันเป็นรถมือสองที่ขี่มาหลายปีแล้ว แต่พวกเขาไม่ได้คิดค่าตั๋ว ดังนั้นคิดดูแล้วพวกเขายังเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้สนใจอะไร แม้กระนั้น ผู้ใหญ่บ้านหลิวยังได้บอกกับพวกเขาขณะที่กำลังเข็นรถออกไปว่า


   บ้านหลังนี้ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ว่าจะมอบให้หมู่บ้านหลังจากที่พวกเขาย้ายออกไป แต่เขาได้ปรึกษากับชาวบ้านแล้ว ต่อไปบ้านหลังนี้จะเก็บไว้ให้พวกเขาเอง และหวังว่าพวกเขาจะมีเวลากลับมาเยี่ยมบ่อยๆ


   ทั้งสองคนใจดีมาก พวกเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และยังเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าอนาคตจะต้องประสบความสำเร็จ นี่คือการที่หมู่บ้านพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาล่วงหน้า


   แต่ทั้งสองคนรู้ดีว่า หลังจากนี้พวกเขาคงไม่มีโอกาสกลับมาอีกแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธผู้ใหญ่บ้านโดยตรง เพราะถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับไม่รับน้ำใจของชาวบ้าน ซึ่งดูจะเด็ดขาดเกินไป


   ดังนั้นจึงบอกเพียงว่าให้หมู่บ้านช่วยดูแลแทน หากมีใครไม่มีที่อยู่ก็สามารถเข้ามาอยู่ได้เลย พอพูดแบบนี้ ผู้ใหญ่บ้านหลิวก็ยิ่งพอใจ และพูดคำชื่นชมอีกมากมายก่อนจะจากไป


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็ได้ได้นำเอกสารทบทวนและหนังสือที่เธอมีไปมอบให้ที่พักของปัญญาชน และยังแยกสมุดแบบฝึกหัดที่เธอรวบรวมไว้ให้เสิ่นชิงชิงเป็นพิเศษ เมื่อเสิ่นชิงชิงได้รับก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก


   การที่เธอสอบไม่ติดครั้งนี้เป็นสิ่งที่คาดไว้อยู่แล้ว และถึงแม้จะรู้สึกผิดหวังบ้าง แต่ก็ไม่ยอมแพ้ เธอรีบฮึดสู้และเริ่มทบทวนรอบต่อไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กำหนดการสอบครั้งต่อไปก็ออกมาแล้ว เห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน ดังนั้นเธอจึงต้องพยายามมากขึ้นด้วยเอกสารชุดนี้ เธอก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น


   แน่นอน ปัญญาชนคนอื่นๆก็รู้สึกยินดีเช่นกัน เพราะหมู่บ้านของพวกเขาที่พักของปัญญาชนมีนักเรียนสองคนที่สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นเพียงสองคนของทั้งอำเภอ ทำให้มีชื่อเสียงมาก


   นอกจากนี้ ตอนนี้หมู่บ้านของพวกเขายังมีหลายคนที่ได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียนแล้ว ต้องรู้ว่าหลายหมู่บ้านไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่ในเมืองเล็กๆหลายแห่งก็มีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น


   แต่หมู่บ้านของพวกเขามีถึงห้าหกคน แล้วจะไม่ให้คนอื่นอิจฉาได้อย่างไร?


   มีคนจำนวนไม่น้อยมาถามวิธีการเรียนของพวกเขาเป็นพิเศษ และมีคนมาขอซื้อเอกสารทบทวนจากลู่เซี่ยด้วย แต่ลู่เซี่ยไม่ได้ขายไป เธอมอบให้กับปัญญาชนที่เหลือโดยตรง ทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก


   ความจริงแล้วลู่เซี่ยไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่อยู่ด้วยกันมาหลายปี ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เธอก็หวังว่าทุกคนจะสมหวัง ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เป็นเพียงแค่เอกสารทบทวนเท่านั้นเอง


......


   เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ลู่เซี่ยทั้งสองคนก็ตั้งใจจะออกเดินทาง


   แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกไป


   เกิดเหตุการณ์ใหญ่ขึ้นในหมู่บ้านอีกครั้ง!


   วันนี้ ซูม่านกลับมาจากเมืองเล็กๆด้วยความโกรธและรีบไปหาจวงหงเหมยทันที พอดีวันนี้เป็นวันที่หมู่บ้านมีการคิดคะแนนงานและแจกเงินประจำปี ทุกคนจึงอยู่ที่ลานนวดข้าว ดังนั้นเมื่อเธอมาถึง ชาวบ้านทั้งหมดก็อยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า


   ผลคือเมื่อซูม่านมาถึง เธอไม่สนใจปฏิกิริยาของชาวบ้านคนอื่นเลย เธอโยนจักรยานไว้ข้างๆ แล้วดึงตัวจวงหงเหมยที่กำลังคุยกับคนอื่นอยู่ ตั้งใจจะพาเดินไปทางเมืองเล็กๆ


   การกระทำนี้เร็วมากจนชาวบ้านยังไม่ทันตั้งตัว


   พอพวกเขาตั้งตัวได้ ซูม่านก็ลากเธอไปไกลแล้ว


   ทุกคนจึงรีบวิ่งตามไปทันที



บทที่ 303: แมลงสาบที่ไม่มีวันตาย



   ผลลัพธ์คือเมื่อเดินเข้าไปก็ได้ยินจวงหงเหมยกำลังตะโกนเสียงดัง


   "ปล่อยฉันนะ! ซูม่าน เธอเป็นบ้าหรือไง? ทำไมถึงลากฉันแบบนี้!" ป้าในหมู่บ้านเห็นเหตุการณ์จึงรีบเกลี้ยกล่อมทันที "ปัญญาชนซู นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ลูกสะใภ้บ้านเฉินทำอะไรให้เธอไม่พอใจอีกหรือ?"


   "ใช่แล้ว มีเรื่องอะไรก็พูดกันต่อหน้าทุกคนให้เข้าใจก็พอ! พวกเราจะช่วยตัดสินให้..."


   "ใช่ ใช่!"


......


   เนื่องจากจวงหงเหมยเคยมีประวัติมาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นซูม่านโกรธขนาดนี้ แม้จะยังไม่ได้ทำร้ายใคร แต่ดูจากท่าทางแล้วทุกคนคิดว่าจวงหงเหมยคงไม่มีจุดจบที่ดีแน่ แต่ถึงอย่างไรเธอก็แต่งงานเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว พวกเขาจึงต้องช่วยเกลี้ยกล่อมให้จวงหงเหมยบ้าง


   ในตอนนั้นเอง เมื่อได้ยินเสียงวุ่นวายจากทางนี้ หญิงชราร่างผอมแห้งคนหนึ่งก็เดินเข้ามา


   เธอมองดูจวงหงเหมยที่ยังคงต่อต้านอยู่ และซูม่านที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่ดูออกว่าโกรธมาก แล้วพูดว่า "ปัญญาชนซู ลูกสะใภ้ของฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจอีกล่ะ ถึงขนาดไม่สนใจท้องโตของเธอเลยเหรอ?


   ลูกสะใภ้ฉันท้องแปดเดือนกว่าแล้ว อีกไม่นานก็ใกล้จะคลอดแล้ว ถ้าหลานชายคนโตของฉันเป็นอะไรไป ฉันจะไม่ปล่อยเธอไว้แน่!"


   ในตอนนี้ จวงหงเหมยที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า "ฉันทำอะไรให้เธอไม่พอใจอีกล่ะ ซูม่าน เธอเป็นบ้าหรือไง ทำไมต้องหาเรื่องด้วย!"


   ซูม่านได้ยินคำพูดนั้นแล้วสีหน้าก็ยิ่งเย็นชาลง เมื่อเห็นคนรอบข้างมากขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้ว่าตอนนี้คงพา จวงหงเหมยไปด้วยไม่ได้แล้วแน่ๆ


   ดังนั้นเธอจึงมองจวงหงเหมยด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า "เธอแน่ใจหรือว่าไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้ฉันผิดหวัง?"


   จวงหงเหมย ได้ยินแล้วสายตาก็เริ่มลอกแลก ในใจรู้สึกหวั่นไหว แต่ก็ยังคงยืดอกพูดอย่างหน้าด้านๆว่า "ไม่มี!"


   ซูม่านยิ้มมุมปาก สีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม "จริงหรือ? แล้วจดหมายตอบรับเข้าเรียนของฉันหายไปไหนล่ะ?"


   พอพูดจบจวงหงเหมยก็หน้าซีดทันที ร่างกายของเธอเริ่มสั่นโดยไม่รู้ตัว


   ‘แย่แล้ว! เธอรู้แล้ว เธอรู้แล้ว!’ ซูม่านเห็นท่าทางของเธอแบบนั้นก็รู้ว่าตัวเองเดาถูก จดหมายตอบรับเข้าเรียนของเธอถูกอีกฝ่ายขโมยไปจริงๆ และด้วยความโกรธจัด เธอจึงตบหน้าอีกฝ่ายไปสองฉาดทันที


   จวงหงเหมยยังไม่ทันตั้งตัวก็โดนตบจนล้มลงไปกับพื้น ทำเอายายเฒ่าเฉินตกใจรีบเข้าไปประคอง กลัวว่าหลานชายคนโตของเธอจะเป็นอะไรไป และในตอนนี้เอง เมื่อเห็นซูม่านลงมือ ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ ที่กำลังนับเงินอยู่ตรงนั้นก็รีบหยุดมือแล้วเดินเข้ามา


   ส่วนลู่เซี่ยและพวกปัญญาชนเหล่านี้ ได้ตามมาดูเรื่องวุ่นวายตั้งแต่ตอนที่ซูม่านลากจวงหงเหมยออกไปแล้ว ตอนนี้พวกเขาก็ได้ยินเรื่องจดหมายแจ้งผลอะไรสักอย่าง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


   ส่วนลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แล้วก็เดาได้ ไม่แน่จวงหงเหมยอาจจะเอาจดหมายแจ้งผลการสอบเข้าของซูม่านไปก่อนหน้านี้แล้ว?


   ‘ถ้าเป็นอย่างนั้นก็อธิบายได้ว่าทำไมซูม่านถึงไม่ได้รับจดหมายแจ้งผล


   แต่ไม่คิดว่าจวงหงเหมยคนที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆนี่จะโผล่มาอีก?


   เฉิงอวี้เจียวไม่ได้จากไปแล้วหรอกหรือ?


   หรือว่าพวกเธอยังติดต่อกันอยู่?


   หรือไม่ก็เป็นความคิดของเธอเองล่ะมั้ง?’


   ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามา ยายเฒ่าเฉินก็แน่ใจแล้วว่าจวงหงเหมยไม่เป็นอะไร จึงกำลังด่าซูม่านด้วยท่าทางเอามือเท้าสะเอว


   "นังนี่!! เป็นบ้าหรือไง? นังตัวดี! ถ้าหลานชายคนโตของฉันเป็นอะไรไป ฉันจะตีแกให้ตาย! นังบ้า แกช่างใจร้ายเหลือเกิน!..."


   "พอได้แล้ว!" ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาเห็นว่าคำพูดนี้ฟังไม่ได้จริงๆ จึงตวาดออกมาทันที ยายเฒ่าเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงหุบปาก แต่ยังคงจ้องมองซูม่านด้วยสายตาขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


   ครั้งนี้ผู้ใหญ่บ้านก็หันไปมองซูม่านเช่นกัน


   "ซูปัญญาชน เกิดอะไรขึ้นกันแน่? คราวนี้เมียของเฉินเอ้อร์ทำอะไรให้เธอไม่พอใจอีกล่ะ? พูดออกมาสิ พวกเราจะช่วยตัดสินให้ ไม่อย่างนั้นการที่เธอทำร้ายคนอื่นเองแบบนี้มันไม่ถูกต้องนะ!"



บทที่ 304: จดหมายแจ้งผลถูกจวงหงเหมยเอาไป



   แม้ผู้ใหญ่บ้านจะพูดว่าจะเข้าข้างซูม่าน แต่ดูจากคำเรียกก็รู้ได้ว่ายังเข้าข้างจวงหงเหมยอยู่ดี เพราะกำลังนับเงินอยู่ดีๆ ก็ถูกเธอก่อเรื่องขึ้นมา ทำให้ทุกคนต้องมายืนตากอากาศหนาวอยู่ข้างนอก ใครก็คงอารมณ์ไม่ดี


   ตอนนี้ซูม่านรู้แก่ใจอยู่แล้ว แต่เธอก็ไม่สนใจอยู่ดี เมื่อแน่ใจแล้วว่าเป็นจวงหงเหมย เธอก็ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเธอจึงมองผู้ใหญ่บ้านแล้วพูดว่า


   "ผู้ใหญ่บ้านคะ ขอโทษที่ทำให้ทุกคนเสียเวลา แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฉันจริงๆนะคะ! ฉันก็แค่โมโหเกินไป ฉันเพิ่งรู้ว่าจวงหงเหมยแอบอ้างเป็นฉัน แล้วรับจดหมายแจ้งผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของฉันไป ทำให้ฉันคิดว่าตัวเองสอบไม่ติด


   ผลคือฉันไปสอบถามที่ไปรษณีย์ถึงได้รู้ว่าจดหมายแจ้งผลของฉันถูกส่งมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะบุรุษไปรษณีย์ยังจำได้ เรื่องนี้ฉันคงต้องยอมแพ้ไปแล้ว!" พอพูดจบ ชาวบ้านก็ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง


   "อะไรนะ? ปัญญาชนจวงแอบอ้างเป็นปัญญาชนซูไปรับจดหมายแจ้งผลของเธอเหรอ?"


   "พระเจ้า! นี่มันจะทำลายอนาคตปัญญาชนซูชัดๆเลยนะ นั่นมันสถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยเลยนะ"

   "ใช่น่ะสิ! ถ้าไม่ได้รับจดหมายแจ้งผล ปัญญาชนซูคงคิดว่าตัวเองสอบไม่ติดแน่ๆ"


......


   ในขณะที่ฝ่ายปัญญาชนยิ่งรู้สึกตกใจ


   "อะไรนะ ? ปัญญาชนซูก็สอบติดด้วยเหรอ?"


   "พระเจ้า! จดหมายแจ้งผลการสอบถึงกับถูกคนอื่นเอาไปได้ด้วยเหรอ! แบบนี้ของพวกเราก็อาจจะถูกคนอื่นเอาไปแล้วใช่ไหม?"


   "คงไม่หรอก ฉันทำข้อสอบไม่ค่อยดี คงสอบไม่ติดหรอก"


   "แบบนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว ทำไมถึงมีคนแบบนี้ด้วย!"


.......


   ส่วนลู่เซี่ยเห็นถึงตรงนี้ก็เข้าใจแล้ว เธอเดาเหตุการณ์ออกแล้ว แค่ไม่คิดว่าซูม่านจะสามารถค้นพบว่าเป็นฝีมือของจวงหงเหมยได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจดหมายแจ้งผลการสอบยังอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่อยู่แล้วก็คงจัดการลำบากแน่นอน


   ส่วนผู้ใหญ่บ้านได้ยินถึงตรงนี้ก็ตกใจในใจ เขาไม่คิดว่าเรื่องนี้จะใหญ่โตขนาดนี้


   รีบถามจวงหงเหมยว่า "ภรรยาของเฉินเอ้อร์ เธอเป็นคนเอาจดหมายแจ้งผลการสอบของปัญญาชนซูไปจริงๆเหรอ?"


   "ไม่ใช่ฉัน ฉันไม่ได้เอาไป!" จวงหงเหมยไม่มีทางยอมรับหรอก เธอคิดว่าสิ่งที่เธอทำนั้นแนบเนียนพอแล้ว


   ตอนแรกเธอคอยรอบุรุษไปรษณีย์อยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านตลอด ทุกครั้งที่เขามาเธอจะถามว่ามีจดหมายตอบรับเข้าเรียนหรือไม่ และยังบอกชื่อตัวเองว่า "ซูม่าน" อีก ทั้งยังพูดคุยกับชาวบ้านต่อหน้าบุรุษไปรษณีย์ เผยว่าตัวเองก็เป็นปัญญาชนเหมือนกัน ทำให้บุรุษไปรษณีย์เชื่อสนิทว่าเธอคือ "ซูม่าน"


   ดังนั้นพอจดหมายตอบรับของซูม่านมาถึง เธอก็เอาไปโดยไม่มีอะไรผิดปกติ ดังนั้นเธอจึงคิดว่าแผนการนี้ไร้ที่ติแล้ว ไม่คิดว่าซูม่านจะรู้เรื่องเร็วขนาดนี้ แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด คงคิดว่าซูม่านก็ทำอะไรไม่ได้


   คิดถึงตรงนี้ จวงหงเหมยก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น


   ส่วนซูม่านเห็นท่าทางดื้อด้านของเธอแบบนี้ก็โกรธจนแทบบ้า


   เธอพูดเสียงเย็นชาว่า "ไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร ฉันจะไปแจ้งตำรวจให้มาสอบสวนเอง บุรุษไปรษณีย์น่าจะจำเธอได้ไม่ใช่เหรอ มีเขาเป็นพยานแบบนี้ ยังไงฉันก็ต้องรู้แน่ว่าใครในพวกเราสองคนคือซูม่านตัวจริง!"


   พูดจบเธอก็ไม่สนใจจวงหงเหมยอีก ผลักจักรยานที่อยู่ข้างๆ จะไปแจ้งตำรวจในตัวอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านเห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของเธอก็เดาว่าเรื่องนี้คงเป็นความจริง รีบให้คนไปเรียกเธอให้หยุด แล้วพูดว่า "ปัญญาชนซูอย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย เรื่องนี้พวกเราจัดการในหมู่บ้านก่อน ถ้าเธอสอบติดจริง ก็ต้องหาหนังสือแจ้งผลการสอบให้เจอก่อนจะดีกว่า!"


   ซูม่านได้ยินแล้วก็หยุดลง เธอก็รู้ว่าตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือแจ้งผลการสอบ


   ดังนั้นเธอจึงเข็นรถเข้ามาดูว่าผู้ใหญ่บ้านจะทำอย่างไร


   เห็นผู้ใหญ่บ้านพูดกับจวงหงเหมยว่า "ภรรยาเฉินเอ้อร์ ที่จริงแล้วเธอเอาหนังสือแจ้งผลการสอบของซูปัญญาชนไปใช่ไหม ถ้าใช่ก็รีบเอามาคืนเขาเถอะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตทั้งชีวิตของปัญญาชนซู เธออย่าทำอะไรโดยไม่คิดเลย!"



บทที่ 305: ฉีกขาดไปแล้ว



   จวงหงเหมยถูกทำให้ตกใจไปบ้างจากท่าทีของซูม่านที่พร้อมจะแจ้งความทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่ตอนนี้เมื่อเห็นเธอกลับมา เธอก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมรับ


   "ฉันไม่ได้ทำจริงๆ ฉันไม่ได้เอาไป เธอใส่ร้ายฉัน!"


   แต่ตอนนี้คนอื่นๆไม่ค่อยเชื่อเธอแล้ว


   แม้แต่คนในหมู่บ้านก็มีคนที่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงพูดขึ้นว่า "ช่วงก่อนหน้านี้ ฉันเห็นเมียของเฉินเอ้อร์ท้องโตแล้วไปที่ปากทางเข้าหมู่บ้านทุกวันเลย รู้สึกแปลกๆ ไม่นึกว่าไปดักรอบุรุษไปรษณีย์นี่เอง"


   "ใช่ ฉันก็เห็นเหมือนกัน เธอบอกว่าเดินเล่นดีต่อสุขภาพมาก แต่ทำไมต้องไปเดินที่ปากทางเข้าหมู่บ้านทุกวันด้วยล่ะ! อากาศก็หนาวขนาดนี้"


   "ใช่! นี่มันไร้จิตสำนึกจริงๆ! ไม่แปลกเลยที่คุณปัญญาชนซูจะโกรธ"


   "ใช่ นี่มันเรื่องที่ส่งผลไปตลอดชีวิตเลยนะ!"


.......


   เมื่อเห็นคนในหมู่บ้านพูดเช่นนั้น จวงหงเหมยก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว เมื่อมองเห็นสีหน้าของซูม่านที่มองเธอราวกับเป็นขยะ ไม่รู้ทำไม เธอนึกถึงพวกปัญญาชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ในไม่ช้าพวกเขาก็จะได้กลับเข้าเมือง มีอนาคตที่สดใส กลายเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ใครๆต่างอิจฉา


   ส่วนตัวเธอเองยังคงต้องเสียเวลาอยู่ในชนบทแห่งนี้ และต้องคอยทนมองเห็นชีวิตที่เหลืออยู่ เมื่อเปรียบเทียบกัน ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง


   สุดท้ายไม่รู้คิดอย่างไร เห็นว่าปิดบังต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงตัดสินใจยอมรับไปเลย


   "ใช่!! ฉันเอามาเอง! แล้วยังไงล่ะ!"


   ซูม่านได้ยินแล้วสายตาเย็นชาลง "แล้วจดหมายตอบรับล่ะ?"


   "ไม่มีแล้ว!" จวงหงเหมยตัดสินใจเล่นเอาตายเสียเลย ดูเหมือนเธอจะมองเห็นสีหน้าที่น่าเกลียดของซูม่านแล้ว เธอที่รู้ว่าหนีไม่พ้น หัวเราะออกมาทันที


   "พอฉันได้มาก็ฉีกทิ้งไปแล้ว! ฮ่าๆ แกจะทำอะไรฉันได้ล่ะ? ไม่มีจดหมายตอบรับ แกก็เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แล้ว ต้องอยู่ในชนบทตลอดชีวิตเหมือนฉันนี่แหละ!"


   เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ ทุกคนต่างเงียบกริบ ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าควรพูดอะไรดี บางคนรู้สึกเสียใจแทนซูม่านสุดๆ บางคนคิดว่าจวงหงเหมยช่างโหดร้าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร คราวนี้ซูม่านดูเหมือนว่าจะตกหลุมพรางใหญ่ ถูกจวงหงเหมยทำลายจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัยไปเสียแล้ว


   ซูม่านเห็นเธอหยิ่งผยองเช่นนั้น ดูเหมือนจะคิดถึงจุดนี้แล้ว คราวนี้เขาจึงไม่ได้ลงมือทำอะไรอีก


   แต่เธอกลับพูดกับเธออย่างไร้อารมณ์ว่า "เธอคิดว่าฉันหมดปัญญากับเธอแล้วงั้นหรือ? เธอคิดว่าทำลายจดหมายแจ้งผลแล้วฉันจะไม่แจ้งตำรวจหรือไง? เธอคิดไปเองหรือเปล่า รอให้ฉันแจ้งตำรวจก่อนเถอะ ไม่รู้ว่าความผิดฐานทำลายจดหมายแจ้งผลของคนอื่นด้วยเจตนาร้ายแบบนี้จะติดคุกกี่ปี หวังว่าชาติหน้าคงได้อยู่ในคุกตลอดชีวิตนะ"


   พูดจบก็ไม่สนใจเธออีก ผลักรถจะเดินจากไป


   คราวนี้ชาวบ้านไม่มีใครขวางเธอแล้ว ทุกคนรู้ว่าครั้งนี้จวงหงเหมยทำเกินไปแล้ว คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ขวาง


   ผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจ รู้สึกแย่ที่หมู่บ้านของพวกเขาจะต้อง "มีชื่อเสียง" ขึ้นมาอีกครั้ง


   ขณะนั้นจวงหงเหมยตกใจจนตัวแข็ง เธอไม่คิดว่าตัวเองแค่โมโหซูม่านนิดหน่อย แล้วเธอจะโหดร้ายขนาดนี้ และท่าทางของเธอเมื่อครู่น่ากลัวมาก เธอรู้สึกว่าถ้าไม่ขัดขวาง เธออาจจะติดคุกจริงๆ


   ดังนั้นเธอจึงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่ง


   "กลับมา ห้ามไปนะ! นังซูม่าน กลับมานี่!"


   แต่ซูม่านทำเหมือนไม่ได้ยิน ผลักรถจะเดินจากไป


   ยายเฒ่าเฉินเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะเข้าไปขัดขวาง ถึงจวงหงเหมยจะไม่ดี แต่ในท้องยังมีหลานชายคนโตของเธออยู่ ต้องรอให้คลอดหลานชายก่อนค่อยว่ากัน แต่มีร่างเล็กๆคนหนึ่งเคลื่อนไหวเร็วกว่าเธอ


   ตอนที่ซูม่านกำลังจะขึ้นรถ จู่ๆก็มีร่างเล็กๆวิ่งมาคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ...


   ซูม่านตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อมองอย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นว่าเป็นเด็กอายุราวสามสี่ขวบ ดูเหมือนจะเป็นเด็กผู้หญิง ร่างกายของเด็กคนนั้นดูผอมบางอ่อนแอ ใบหน้าเปรอะเปื้อนสกปรก เสื้อผ้าก็สกปรกมอมแมม สิ่งเดียวที่โดดเด่นคือเธอมีดวงตาคู่โตกลมโต



บทที่ 306: จาวตี้



   ซูม่านยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเด็กหญิงพูดว่า "คุณจะไม่พาแม่ไปได้ไหมคะ?"


   ซูม่านชะงัก ในทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่านี่คือใคร


   ขณะนี้ชาวบ้านก็เริ่มรู้ตัวแล้ว


   "โอ้ นี่ไม่ใช่ลูกสาวคนโตของเฉินเอ้อร์หรอกหรือ? โตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย?"


   "ใช่แล้ว!! ทำไมผอมจังเลยล่ะ ได้ยินว่าอายุยังน้อยก็ต้องทำงานบ้านแล้วนะ"


   "น่าสงสารจริงๆ เด็กเล็กขนาดนี้ก็รู้จักขอร้องแทนแม่แล้ว"


......


   สายตาของซูม่านหยุดชั่วครู่ มองดวงตาอ้อนวอนของเด็ก แต่ไม่ได้ใจอ่อนแต่อย่างใด กลับมองตรงไปที่เธอแล้วพูดว่า "แม่ของเธอขโมยจดหมายตอบรับของฉันไป ทำลายอนาคตของฉัน เธอต้องได้รับการลงโทษที่สมควร!"


   พูดจบก็ไม่สนใจเด็กคนนั้นอีก แล้วเดินอ้อมเธอเพื่อจะจากไป แต่แล้วก็ได้ยินเด็กหญิงตัวน้อยพูดว่า


   "ของนั้นยังอยู่!" ซูม่านตกใจจากนั้นก็หยุดฝีเท้า "เธอพูดว่าอะไรนะ?"


   เด็กหญิงเห็นเธอหยุดก็คิดว่ามีความหวัง รีบพูดว่า "ของที่แม่แอบเอากลับมายังอยู่ แม่ซ่อนไว้ ฉันเห็นแม่แอบเอาออกมาดูบ่อยๆ ฉันรู้ว่าอยู่ที่ไหน ฉันจะไปเอามาคืนให้คุณ แล้วคุณจะไม่โกรธแม่ใช่ไหม?"


   ซูม่านไม่รู้ว่าสิ่งที่เด็กพูดเป็นความจริงหรือไม่ แต่ในใจยังมีความหวังว่าจะเป็นจริง ไม่อย่างนั้นจะยุ่งยากมาก จึงยิ้มให้เด็ก


   "ถ้าเธอเอาของที่ฉันต้องการมา ฉันก็จะไม่โกรธแล้ว!"


   เด็กหญิงยิ้มออกมาในที่สุด "ได้ ฉันจะไปเอามาให้คุณเองค่ะ!"


   พูดจบก็วิ่งไปด้วยฝีเท้าเล็กๆ


   ในตอนนี้ จวงหงเหมยก็รู้สึกตัวเสียที เธอไม่คิดว่าลูกสาวของเธอจะเป็นคนทรยศจึงตะโกนใส่ลูก "จาวตี้ นังเด็กบ้า กลับมานี่เดี๋ยวนี้!" แต่เด็กหญิงวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว


   ลู่เซี่ยและคนอื่นๆยืนมองหน้ากันอยู่ที่เดิม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


   ผลลัพธ์คือไม่นานก็เห็นเงาร่างเล็กๆวิ่งกลับมา ร่างเล็กนั่นหอบแฮ่กๆ แล้วยื่นซองจดหมายในมือให้ซูม่าน


   "ใช่อันนี้ไหมคะ?" พอซูม่านเห็นซองจดหมายแล้วก็เดาได้ว่าน่าจะใช่ เพราะเธอเคยเห็นหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของคนอื่นมาก่อน พอมองดูจวงหงเหมยที่ตื่นเต้น เมื่อเห็นซองจดหมายฉบับนั้น ก็รู้ว่าคงไม่ผิดไปจากนี้แน่


   เปิดดู แน่นอนว่ามีชื่อของเธอ เป็นหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของเธอ


   ซูม่านถอนหายใจอย่างโล่ง.อกในที่สุด แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆที่อยู่ข้างๆก็เข้ามามุงดู เมื่อเห็นว่าเป็นหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของซูม่านจริงๆ ก็รู้สึกประหลาดใจกันทั้งนั้น


   "เป็นของจริงนี่นา ไม่คิดว่าหมู่บ้านเราจะมีนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย!"


   "ใช่แล้ว เกือบไม่ได้เป็นแล้วไหมล่ะ เมียของเฉินเอ้อร์นี่ช่างโหดร้ายจริงๆ!"


   "ใช่! ยังโกหกว่าหนังสือแจ้งผลการสอบของปัญญาชนถูกเธอฉีกทิ้ง มาถึงตอนนี้แล้วยังไม่รู้จักสำนึกผิดอีก!"


   "ดีนะที่เจ้าจาวตี้เห็นเข้า!"


.......


   ขณะนี้พวกปัญญาชนก็มารวมตัวกัน ซูม่านนั้นก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เธอส่งหนังสือให้พวกเขาดูโดยตรง ลู่เซี่ยเห็นชื่อสถาบันที่รับเข้าเรียน คือสถาบันการค้าต่างประเทศปักกิ่งสาขาภาษาอังกฤษ ซึ่งที่นั่นก็เป็นสถาบันที่ไม่เลวเลย และตามความทรงจำของเธอ สถาบันนี้จะมีการปฏิรูปในภายหลัง กลายเป็นสถาบันชั้นนำ ดูเหมือนว่าซูม่านสอบได้ดีจริงๆ


   หลังจากที่ทุกคนแสดงความยินดีกับเธอแล้ว พวกเขาก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องของจวงหงเหมยอยู่


   ซูม่านเก็บหนังสือแจ้งผล แล้วเธอก็เห็นเด็กสาวตัวน้อยที่ยืนจ้องมองเธออยู่ข้างๆ และจวงหงเหมยที่มองอย่างดุร้าย


   แล้วเธอก็พูดกับจวงหงเหมยออกไปตรงๆว่า "นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ฉันจะไว้หน้าเธอเพราะเห็นแก่ลูกสาวของเธอ แต่ฉันเชื่อว่าต่อไปเธอก็คงไม่มีจุดจบที่ดีหรอก"


   สุดท้ายเธอมองเด็กสาวร่างผอมบางที่อยู่ข้างๆ แล้วพูดอย่างเสียดาย


   "การเป็นลูกสาวของเธอนี่น่าสงสารจริงๆ!"



บทที่ 307: กู้เซี่ยงหนานจากไป



   ครั้งนี้ จวงหงเหมยไม่ได้ตอบกลับ ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจมากจริงๆ ไม่ใช่เสียใจที่ขโมยจดหมายตอบรับเข้าเรียนของซูม่าน แต่เสียใจที่ไม่ได้ฉีกทิ้งทันทีหลังจากได้มา ความจริงเธอเคยคิดเอาไว้แล้ว ถ้าฉีกทิ้งแม้ซูม่านจะรู้ว่าเป็นฝีมือเธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี แต่หยิบมามองหลายครั้งก็ไม่กล้าทำ


   เธออิจฉามากจริงๆ!


   อิจฉาพวกปัญญาชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และตอนนี้ในมือเธอก็มีจดหมายตอบรับอยู่พอดี เธอรู้สึกใฝ่ฝันอยู่บ้าง เธอถึงขั้นคิดว่าตัวเองอาจจะไปได้ไหม ตอนนั้นไกลปืนเที่ยง ขอแค่เธอไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอไม่ใช่ซูม่าน


   แต่มาถึงตอนนี้เธอถึงรู้ว่า ทุกอย่างเป็นเพียงความฝันลมๆแล้งๆของตัวเธอเองเท่านั้น


   ครั้งนี้เป็นการเสียทุกสิ่งทุกอย่าง และต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดนี้…


   เธอมองไปที่เด็กสาวโง่เขลาที่กำลังยิ้มอย่างภูมิใจที่ช่วยแม่ได้ แต่ในสายตาของจวงหงเหมยทั้งหมดเป็นความผิดของเธอ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ จดหมายแจ้งก็คงไม่ถูกพบ


   ถ้ารู้อย่างนี้แต่แรกก็ไม่น่าให้กำเนิดเด็กนั่นเลย!


......


   เรื่องที่จวงหงเหมยกลับไปตีลูก แล้วโดนยายเฒ่าเฉินตีกลับเพราะคิดว่าน่าอับอายนั้น ไม่ต้องพูดถึงมากนักหลังจากที่เธอกลับมาบ้าน ลู่เซี่ยยังรู้สึกว่าเหตุการณ์วันนี้น่าตื่นเต้นมาก ไม่คิดว่าจวงหงเหมยจะกล้าทำเรื่องแบบนั้นจริงๆ และซูม่านก็รอดพ้นจากอันตรายไปได้อีกครั้ง


   สรุปแล้ว ก่อนกลับยังได้ดูละครใหญ่อีกฉากหนึ่ง


   วันรุ่งขึ้นก็ได้ยินข่าวว่าเมื่อคืนจวงหงเหมยมีอาการแท้งลูก เธอคลอดลูกสาวก่อนกำหนด เมื่อเห็นว่าเป็นลูกสาวอีกคน ยายเฒ่าเฉินโกรธจนด่าทั้งเช้า ตะโกนให้ลูกชายหย่ากับเธอซะ จวงหงเหมยจำต้องลุกขึ้นมาทำงานทั้งที่ร่างกายอ่อนแอ เพื่อขอการให้อภัยจากแม่สามี


   โดยสรุปแล้ว ใครๆก็มองออกว่าชีวิตของเธอต่อจากนี้คงไม่สู้ดีนัก


   ส่วนลู่เซี่ยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าทำไมซูม่านถึงไม่ถูกกับเธอ การไปทำให้ซูม่านที่มีออร่าของนางเอกไม่พอใจ คาดว่าต่อไปชีวิตของจวงหงเหมยคงไม่สู้ดีแน่นอน และทุกอย่างจะเป็นแบบนั้นโดยที่ซูม่านไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ


......


   ทุกคนต่างไม่เห็นใจจวงหงเหมยที่ต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง คืนนั้นที่พักของปัญญาชนจัดงานเลี้ยงส่ง เพราะพรุ่งนี้ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จะจากไปแล้ว พวกเขาเหล่าปัญญาชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ต่อจากนี้ก็จะทยอยจากไป เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น


   หลี่อ้ายกั๋วยังไม่ไปก่อน เพราะมหาวิทยาลัยของเขาอยู่ใกล้ ไปก่อนเปิดเทอมไม่กี่วันก็ได้ คู่สามีภรรยาของซุนเสิ้งหนานเนื่องจากเรื่องเอกสารการกลับเมืองของหลิวจวินค่อนข้างซับซ้อน คาดว่าคงต้องรอหลังปีใหม่โน่นเลย


   ซูม่านก็เช่นกัน เธอเพิ่งได้รับจดหมายตอบรับ แต่ยังไม่ได้จัดการเอกสาร คาดว่าจะออกเดินทางได้ก็คงต้องรอหลังปีใหม่เช่นกัน แต่เพราะลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่งานเลี้ยงส่งจึงจัดขึ้นล่วงหน้า แต่คราวนี้กลับขาดกู้เซี่ยงหนานไป


   กู้เซี่ยงหนานจากไปเมื่อเช้านี้ เป็นการจากไปเป็นไปอย่างกะทันหัน ทุกคนถามซูม่านว่าเกิดอะไรขึ้น ซูม่านบอกแค่ว่าไม่รู้ แล้วก็แจ้งให้ทุกคนทราบว่าพวกเขาจะหย่ากันหลังปีใหม่


   ‘หย่ากัน?!’


   เรื่องนี้พวกเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน ดังนั้นทุกคนจึงไม่รู้อะไรอีกเลย คิดแค่ว่าทั้งสองคนแยกกันอยู่เพราะทะเลาะกัน ตอนนี้พอได้ยินเรื่องนี้ต่างก็ตกตะลึงกันไปตามๆกัน


   แต่หลังจากตกใจแล้วก็ไม่มีใครถามถึงสาเหตุใดใดอีก มีแต่เพียงความเสียดายให้กับพวกเขาเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วทั้งสองคนก็ผ่านเรื่องราวมามากมายตั้งแต่ลงชนบทด้วยกัน ทุกคนก็ถือว่าเป็นพยานรู้เห็นมาโดยตลอด แต่ก็ไม่คิดว่าสุดท้ายจะจบลงแบบนี้


   จริงๆแล้วกู้เซี่ยงหนานได้รับหนังสือแจ้งให้ทราบนานแล้ว ว่าสามารถออกจากชนบทได้ แต่ที่เขายังไม่ไปก่อนหน้านี้ก็เพราะรอซูม่านอยู่


   เขาคิดว่าเธอสอบไม่ติด แต่เพิ่งรู้เมื่อวานว่าเป็นฝีมือของจวงหงเหมย


   แล้วเขาก็เดาได้ทันทีว่าจวงหงเหมยอาจจะกำลังช่วยเฉิงอวี้เจียวทำอะไรบางอย่างอยู่ นั่นก็หมายความว่าครั้งนี้ซูม่านก็ต้องพลอยเดือดร้อนเพราะตัวเขาอีกแล้ว


   ดังนั้นเขาจึงรู้สึกโกรธและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน ครั้งนี้เขาตระหนักได้ในที่สุดว่าถ้าไม่แก้ไขที่ต้นเหตุ การที่เขายังวนเวียนอยู่ใกล้เธอก็จะทำให้เธอต้องลำบากไปด้วย หลังจากคิดทบทวนดูดีๆแล้ว วันรุ่งขึ้นเขาจึงเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เธอฉบับหนึ่งแล้วจากไปแต่เช้าตรู่ โดยไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงส่งที่ปัญญาชนจัดเตรียมไว้ให้พวกเขาด้วยซ้ำ


   ซูม่านรู้เรื่องเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้บอกใครคนอื่น สำหรับคำพูดของ กู้เซี่ยงหนานเธอก็ไม่ได้บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ เพียงแต่ตอนนี้เธอไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับเขาอีกแล้ว



บทที่ 308: ลาก่อน หมู่บ้านต้าอิง



   บรรยากาศงานเลี้ยงส่งเต็มไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แม้ว่าลู่เซี่ยจะย้ายออกจากที่พักของปัญญาชนไปไม่นาน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกปัญญาชนก็ยังคงมีความสัมพันธ์กันในฐานะคนกลุ่มเดียวกัน และในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ทุกคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนอีกไม่นานพวกเขาก็จะแยกย้ายกันไป ต่อไปอาจไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยก็ได้


   ทุกคนต่างรู้สึกหวั่นไหว แต่ก็ไม่ได้อาลัยอาวรณ์


   เพราะในที่สุดพวกเขาก็จะได้หลุดพ้นจากความยากลำบากแล้ว...


   ซูม่านนำเหล้ามาด้วย คืนนี้ทุกคนจึงดื่มกัน อารมณ์อาลัยอาวรณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาจนเฝิงเจินจูร้องไห้


   หลังจากหลี่ย่าหลานเสียชีวิต เธอก็เงียบขรึมลงไปมาก การสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้เธอก็พยายามแล้ว แต่ก็สอบไม่ติด และตอนนี้นโยบายกำหนดให้ปัญญาชนสามารถกลับเมืองได้แล้ว ครอบครัวของเธอก็ส่งข่าวมาว่าหางานให้เธอแล้ว ดังนั้นหลังปีใหม่เธอก็จะจากไป


   ตอนนี้การร้องไห้ของเธอไม่รู้ว่าเป็นการร้องไห้ให้กับเพื่อนที่จากไป หรือร้องไห้ให้กับการเติบโตของเธอเอง


   นอกจากเธอแล้ว หลายคนก็ร้องไห้เช่นกัน ลู่เซี่ยเริ่มหันไปมองดูปัญญาชนที่นั่งล้อมวงกันอยู่ และจดจำชื่อของแต่ละคนอย่างตั้งใจ


   ซุนเสิ้งหนานผู้มีน้ำใจและชอบช่วยเหลือผู้อื่น หลิวจวินผู้ขยันขันแข็ง จ้าวหัวผู้มีความทะเยอทะยาน เฝิงเสวียกงผู้ช่างพูดช่างคุย เสิ่นชิงชิงที่เติบโตขึ้นท่ามกลางสายตาของเหล่าปัญญาชน เฝิงเจินจูที่เติบโตขึ้นมาก เสิ่นอีฟานผู้แสร้งทำตัวเป็นศิลปิน หลี่อี้ผู้มักเงียบขรึมแต่มีน้ำใจ โจวหลายเอ๋อร์ผู้มีความทะเยอทะยาน และหลี่อ้ายกั๋วที่เพิ่งมาเรียนรู้ร่วมกับทุกคนเมื่อไม่นานมานี้


   ยังมีหวังเหวิน จูเจี้ยนจวิน หลี่หมิงต๋า และเฉียนจี้ตงที่แทบไม่มีตัวตน


   รวมถึงกู้เซี่ยงหนานและหวังเหวินเพ่ยที่กลับเมืองไปก่อนด้วย เฉินเสวี่ยและอวี๋ฟางที่แต่งงานออกไป และหยางเว่ยตงที่ไปอยู่ฟาร์มห่างไกลเสียแล้ว และหลี่ย่าหลาน หญิงสาวข้ามเวลาที่ปรากฏตัวและหายไปราวกับดอกไม้ไฟ...


   เธอรู้สึกว่าแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เธอคงไม่มีวันลืมชื่อของคนเหล่านี้


   ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่ยากจะลืมเลือนและยากจะทานทนเสียเหลือเกิน!


   ในยามเมามาย ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่มก่อน ทุกคนพากันร้องเพลง "ส่งเพื่อน"


   ส่งเหล่าปัญญาชนที่เคยมาเยือนหมู่บ้านต้าอิ่ง


   ลู่เซี่ยแอบอวยพรในใจว่า ‘ขอให้อนาคตของทุกคนรุ่งโรจน์!’


.........


   วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยและคู่ของเธอตื่นแต่เช้า อุ้มคังคังที่ยังง่วงนอนอยู่ หิ้วกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่มาสี่ปี และเมื่อวานพวกเขาได้บอกลาคนคุ้นเคยไปหมดแล้ว จึงตั้งใจจะออกเดินทางเลย


   ข้าวของที่อยู่ที่นี่ก็เหลือไม่มาก มีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียว ส่วนที่เหลือได้ส่งไปล่วงหน้าแล้ว พวกเขามองบ้านที่เคยอยู่เป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงปิดประตู อาศัยแสงจันทร์ที่ยังเหลืออยู่ ค่อยๆเดินออกจากหมู่บ้านไป


   แต่ไม่คิดว่าพอมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านทั้งที่ฟ้ายังไม่สว่างดี กลับเห็นคนมายืนรออยู่ไม่น้อย


   ลู่เซี่ยมองดูอย่างละเอียด คนที่ยืนหน้าสุดคือผู้ใหญ่บ้าน ด้านหลังนั้นยังมีป้าชุ่ยอวิ๋นและคนที่เธอสนิทสนมด้วย แม้แต่พวกปัญญาชนที่ดื่มเหล้าด้วยกันเมื่อคืนก็อยู่ที่นั่น


   ลู่เซี่ยและทั้งสองคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงรีบเดินเข้าไปหาพวกเขา


   "ผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องชาวบ้านทุกคน ทำไมพวกคุณมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ?"


   ผู้ใหญ่บ้านยิ้มและกล่าวว่า "ได้ยินว่าพวกคุณจะจากไปวันนี้ พวกเราเลยมาส่ง พอจากกันไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ขอให้ปัญญาชนทั้งสองคนอย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกเราบ้างนะ" ลู่เซี่ยนั้นแอบรู้สึกซาบซึ้งเมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น "ผู้ใหญ่บ้านวางใจได้เลยนะคะ ถ้ามีโอกาสพวกเราจะต้องกลับมาแน่นอนค่ะ"


   ป้าชุ่ยอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ ยิ้มให้เธอและพูดว่า "ชาวบ้านไม่มีอะไรจะให้หรอก พวกเราเลยนึ่งแตงกวาดองมาให้ เอาไว้กินระหว่างทางนะ" พูดจบก็ยื่นถุงในมือให้เธอ


   ลู่เซี่ยจริงๆแล้วได้เตรียมอาหารสำหรับกินบนรถไฟไว้แล้ว แต่ไม่อยากให้น้ำใจของทุกคนเสียเปล่า จึงรับมาด้วยความยินดี


   "จริงเหรอคะ! ดีจังเลย! ฉันกำลังคิดอยู่พอดีว่าพอจากไปแล้วคงไม่ได้กินแตงกวาดองของหมู่บ้านอีก ฉันชอบกินมากเลยค่ะ"


   ป้าชุ่ยอวิ๋นได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็ยิ้ม "ถ้าอยากกินเมื่อไหร่ก็ส่งข่าวมาหาป้า ป้าจะส่งไปให้เองนะ"


   "ดีเลยค่ะ!" หลังจากทักทายกับชาวบ้านกันสองสามประโยค ทั้งสองคนก็หันไปมองพวกปัญญาชน พวกเขาได้กล่าวลากันเมื่อคืนแล้ว วันนี้จึงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแค่กอดกันเล็กน้อย ทุกอย่างถูกสื่อสารโดยไม่ต้องพูดออกมา


   อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นเสิ่นชิงชิง ลู่เซี่ยก็ตบไหล่เธอเบาๆ


   "สู้ๆนะ! พยายามสอบเข้าปักกิ่งให้ได้ล่ะ!"


   เสิ่นชิงชิงน้ำตาคลอ แล้วพยักหน้าอย่างแรง "ได้! ฉันจะทำให้ได้ค่ะ"


   สุดท้าย เมื่อมองไปที่ซุนเสิ้งหนาน ทั้งสองคนจะอยู่คนละเมืองกันแล้วต่อจากนี้ การจะได้พบกันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย พอมาคิดถึงตรงนี้ทั้งคู่ก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย แต่ลู่เซี่ยก็ยิ้มและพูดว่า


   "พี่เสิ้งหนานไปเที่ยวปักกิ่งได้นะ ไม่ต้องกังวล รับรองเรื่องที่พัก อาหาร และความพึงพอใจ"


   ซุนเสิ้งหนานก็ยิ้มเช่นกัน "ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปแน่นอน เดี๋ยวจะกินให้เธอล้มละลายเลย!"


   ลู่เซี่ยแกล้งทำท่าตกใจ "แย่แล้วสิ งั้นฉันต้องเริ่มเก็บเงินตั้งแต่ตอนนี้แล้ว ไม่งั้นจะต้อนรับพี่เสิ้งหนานไม่ไหว!" เมื่อเห็นเธอตลก ซุนเสิ้งหนานก็รู้สึกดีขึ้น


   หลังจากกล่าวลา คราวนี้พวกเขาจะจากไปจริงๆแล้ว


   ทั้งสองเดินออกจากหมู่บ้าน หันหลังโบกมือลาทุกคน น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลออกมาในที่สุด แต่พวกเขาก็รีบหันหน้ากลับ คราวนี้ไม่หันกลับมาอีก จนกระทั่งจากไป...


   ลู่เซี่ยคิดว่าเธอคงจะจดจำที่นี่ไว้


   ลาก่อนหมู่บ้านต้าอิ่ง!



บทที่ 309: บนรถไฟ



   ใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ผู้คนบนรถไฟมีมากเป็นพิเศษ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามนำของติดตัวมาให้น้อยที่สุดแล้ว แต่เพราะมีเด็กมาด้วยจึงยังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก โชคดีเพียงอย่างเดียวคือเจียงจวินโม่ได้จ่ายเงินก้อนใหญ่ให้คนขายตั๋วเถื่อน เพื่อซื้อตั๋วนอนสองใบ


   ราคาแพงกว่าตั๋วนั่งถึงสี่ห้าเท่าได้


   ในยุคนี้ คนที่สามารถนั่งตู้นอนได้ล้วนเป็นข้าราชการ คนธรรมดาแม้แต่ตั๋วธรรมดายังหาซื้อได้ยากเลยด้วยซ้ำ การที่พวกเขาซื้อได้ครั้งนี้ถือว่าโชคดีจริงๆ และหลังจากขึ้นรถไฟแล้ว ตู้นอนก็ไม่เหมือนตู้นั่งที่ทางเดินเต็มไปด้วยผู้คน


   โดยรวมแล้วสบายกว่าไม่ใช่น้อย


   ลู่เซี่ยรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าจริงๆ เพราะที่นอนของพวกเขาสองคนเป็นเตียงล่างหนึ่งเตียงและเตียงกลางหนึ่งเตียง ถือว่าสะดวกพอสมควร เป็นครั้งแรกที่คังคังได้นั่งรถไฟ ตอนนี้หลังจากขึ้นรถแล้วก็ตื่นตัว ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด กลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็น มองซ้ายมองขวาและไม่ร้องไห้เลย


   พวกเขาเข้ามาในห้องโดยสารที่มีคนอยู่ก่อนแล้วหนึ่งคน เป็นผู้ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ที่เตียงล่างฝั่งตรงข้าม ดูจากการแต่งกายน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ ทั้งสองคนพยักหน้าทักทายแต่ไม่ได้พูดอะไร


   เจียงจวินโม่ขึ้นมาแล้วจัดเก็บสัมภาระก่อน จากนั้นจัดข้าวของเรียบร้อยแล้วก็ไปตักน้ำร้อน พอกลับมาเขาก็เห็นคังคังดูสดชื่นขึ้นแล้ว ตอนนี้ยังเช้าอยู่ จึงไม่ได้ขึ้นไปนอนบนเตียง ทั้งสองคนนั่งด้วยกันที่เตียงล่าง ทิวทัศน์บนรถไฟก็มีแค่นี้ คังคังดูไปสักพักก็เริ่มเบื่อ จึงหันไปมองเจียงจวินโม่


   "พ่อครับ วาดรูปกันไหมครับ!"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็อึ้งไปครู่หนึ่ง "คังคังอยากวาดรูปแล้วเหรอ?"


   คังคังพยักหน้า


   "แต่ว่าสีน่ะส่งไปก่อนหน้านี้แล้ว คังคังลืมแล้วเหรอ?"


   คังคังขมวดคิ้ว ดูท่าเขาคงจะนึกขึ้นได้แล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดี


   เจียงจวินโม่จึงคิดสักครู่ แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งกับดินสอออกมา


   "พ่อมาสอน คังคังวาดรูปจากดินสอดีไหม?"


   แต่คังคังยังคงขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจ "ไม่สวยเลย ผมอยากได้สี!"


   คังคัง สืบทอดจุดนี้มาจากลู่เซี่ยพอสมควร ทั้งคู่ชอบสีสันสดใส พอนึกถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็แอบยิ้มและช่วยพูดโน้มน้าว "ลูกลองวาดรูปดินสอกับพ่อก่อน พอถึงเมืองหลวงค่อยวาดรูปสีนะ"


   คังคัง เห็นว่าไม่มีสีจริงๆ จึงจำต้องยอมรับ


   ลู่เซี่ยเห็นทั้งสองคนเริ่มวาดรูปกันแล้ว ไม่มีอะไรให้เธอทำ จึงขึ้นไปนอนบนเตียงชั้นกลาง


   เมื่อคืนทุกคนคุยกันดึก แถมยังดื่มเหล้า วันนี้ก็ตื่นเช้าอีกด้วย จริงๆแล้วก็ถือว่านอนไม่มาก เธอก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน พอนอนลงไม่นานก็หลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รถไฟก็จอดอีกแล้ว


   "ถึงไหนแล้ว?" ลู่เซี่ยโผล่หัวออกมาถามเจียงจวินโม่ที่อยู่ด้านล่าง


   "ตื่นแล้วเหรอ?" เจียงจวินโม่ได้ยินเสียงก็เงยหน้ามองเธอ "ใกล้ถึงเมืองหลวงแล้ว"


   "นานมากแล้วสินะ!" ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเธอจะหลับลึกขนาดนี้ ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว


   "หิวหรือยัง? จะกินอะไรหน่อยไหม" ลู่เซี่ยพยักหน้า ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้วและเธอก็รู้สึกหิวจริงๆ


   เมื่อลงมาเห็นคังคังกำลังเล่นตัวต่อเจ็ดชิ้น เห็นได้ชัดว่าการวาดรูปจบลงแล้ว "พวกนายกินข้าวกันหรือยัง?"


   "ฉันยังไม่ได้กิน ให้คังคังดื่มนมผง แล้วก็ชงโจ๊กให้เขาด้วย"


   โจ๊กนี้เป็นฝีมือของลู่เซี่ยเอง เธอเอาแป้งขาวมาคั่วกับน้ำตาลและส่วนผสมอื่นๆ พอจะกินก็แค่เทน้ำร้อนใส่ ทั้งสะดวกและอร่อย คังคังดูท่าจะชอบมาก ลู่เซี่ยพยักหน้า "งั้นพวกเราก็กินกันเลยเถอะ"


   เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นจึงหยิบซาลาเปาออกมาจากกระเป๋าสองสามลูก นี่เป็นซาลาเปาที่พวกเขานึ่งเมื่อวาน แต่ตอนนี้เย็นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีทางเลือก ต้องกินกับน้ำร้อนเท่านั้น ซึ่งรสชาติก็พอกินได้


   แต่เจียงจวินก็ยังเป็นห่วงเธอ จึงเสนอว่า "ตอนเย็นฉันไปดูที่รถเข็นอาหารดีไหมว่ามีอะไรขายบ้าง"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "ก็ดีนะ! ได้ยินมาว่าบนรถไฟซื้ออาหารไม่ต้องใช้ตั๋วข้าว ใช้แค่ตั๋วซื้ออาหารก็พอ! ตอนนั้นเราจะได้กินอะไรร้อนๆหน่อย" เจียงจวินโม่หันไปพยักหน้าเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะไปดูในคืนนี้



บทที่ 310: คู่สามีภรรยาหนุ่มสาว



   หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนจัดเก็บของเล็กน้อย จากนั้นก็มีคนอื่นๆเข้ามาในห้องโดยสารนี้อีกหลายคน จนเต็มห้อง โดยฝั่งของลู่เซี่ยนั้น เตียงชั้นบนเป็นพี่สาวอายุราวสามสิบกว่า ส่วนฝั่งตรงข้ามเตียงชั้นกลางและชั้นบนเป็นคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ทุกคนดูเป็นมิตรและพูดคุยกันง่าย พวกเขาคุยกันสั้นๆ เพื่อทำความรู้จักกันพอประมาณ และในยุคนี้ผู้คนไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อน ไม่นานทุกคนก็เล่าว่าตัวเองกำลังจะไปทำอะไร

   พี่สาวฝั่งของลู่เซี่ยกำลังจะไปปักกิ่งเพื่อช่วยดูแลน้องสาวที่กำลังจะคลอดลูก เตียงล่างฝั่งตรงข้ามเจียงจวินโม่นั้นเป็นผู้ชายที่กำลังจะไปปักกิ่งเพื่อเดินทางไปทำงาน


   คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่อยู่ด้านบน ฝ่ายชายก็เป็นปัญญาชนเช่นกัน ครั้งนี้เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จึงพาภรรยากลับเมือง เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นจึงถามด้วยความอยากรู้ ถึงได้รู้ว่าเขาและพวกเขาลงชนบทในจังหวัดเดียวกัน แต่อยู่กันคนละเมือง คนหนึ่งอยู่ทางตะวันออก อีกคนอยู่ทางตะวันตก ระยะทางค่อนข้างไกลกันพอสมควร


   เมื่อได้ยินว่าลู่เซี่ยและเขาก็เป็นปัญญาชนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และกำลังกลับเมืองเช่นกัน ทั้งสองคนก็รู้สึกดีใจมาก ตอนนี้พวกเขาคุยกันมากมาย พวกเขาได้รู้ว่าคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว ฝ่ายชายชื่อว่าชื่อโจวเหยียน ส่วนภรรยาชื่อจินเหอ โจวเหยียนเป็นคนช่างคุยจึงคุยกับเจียงจวินโม่ค่อนข้างมาก ส่วนจินเหอเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว มองลู่เซี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา


   ลู่เซี่ยเข้าใจความคิดของเธอบ้างแล้ว เพราะเพิ่งคุยกันเมื่อครู่จึงรู้ว่าเธอเป็นคนบ้านนอก ดูเหมือนจะมีนิสัยขี้อายอยู่บ้าง


   ไม่คิดว่าสามีของเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว ก็ยังไม่ทิ้งเธอ ยังตั้งใจจะพาเธอกลับเมืองด้วย เธอกลัวว่าครอบครัวฝ่ายสามีจะไม่ชอบเธอ ลู่เซี่ยเองก็ไม่รู้จะปลอบอย่างไร แค่รู้สึกว่าโจวเหยียนคนนี้ไม่เลวเลย ตอนกลับเมืองก็ไม่ได้ทิ้งเมียทิ้งลูก


   ได้ยินว่าในห้องโดยสารของพวกเขามีนักศึกษามหาวิทยาลัยสามคน คนอื่นๆก็รู้สึกอิจฉาอยู่เหมือนกัน ชายวัยกลางคนบอกว่าลูกของเขาก็สอบแล้วเหมือนกัน แต่สอบไม่ติด จึงถามประสบการณ์การเรียนของพวกเขาหลายคน


   แต่ลู่เซี่ยทั้งสองคนไม่ได้บอกว่าสอบติดมหาวิทยาลัยไหน โจวเหยียนก็ไม่ได้พูด ลู่เซี่ยทั้งสองคนไม่อยากโอ้อวดมากเกินไป เพราะเพิ่งเจอกันครั้งแรก


   บรรยากาศในห้องโดยสารนั้นค่อนข้างกลมเกลียว แม้แต่คังคังก็ได้รับความชื่นชอบจากทุกคน จินเหอเพิ่งบอกว่าเธอก็ตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว หวังว่าลูกจะน่ารักเหมือนคังคัง


   ลู่เซี่ยค่อนข้างพอใจกับคนในห้องโดยสารพอสมควร แต่ก็สงสัยอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่ามีแต่เจ้าหน้าที่เท่านั้นที่ซื้อตั๋วนอนได้หรอกหรือ? ทำไมในห้องโดยสารของพวกเขามีเจ้าหน้าที่แค่คนเดียว? ดูเหมือนคนอื่นๆก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน


   พอถึงตอนกลางคืน เจียงจวินโม่ถือกล่องข้าวไปที่รถเสบียง กลับมาพร้อมกับข้าวกล่องสองกล่อง ลู่เซี่ยเปิดดู มีทั้งเนื้อและผัก


   "ไม่เลวเลยนะ!" ปริมาณก็เยอะพอสมควร ดูแล้วดีกว่าในศตวรรษที่21มากทีเดียว


   เจียงจวินโม่ก็รู้สึกพอใจเช่นกัน "ใช่แล้ว แต่ไม่รู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงนะ"


   "ลองชิมดูสิ" ลู่เซี่ยเริ่มใช้ตะเกียบก่อน เธอคีบเข้าปากไปกินคำหนึ่ง รสชาติไม่เลวเลย แม้จะสู้ร้านอาหารของรัฐไม่ได้ แต่ก็ใกล้เคียงกับที่ทำกินเองที่บ้าน ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรู้สึกพอใจกับอาหารมื้อนี้มาก


   ในห้องโดยสารของพวกเขา มีแค่พวกเขาสองคนที่ไปซื้ออาหารจากรถเสบียง คนอื่นๆต่างนำอาหารมาเองทั้งนั้น พอเห็นพวกเขากินอย่างเอร็ดอร่อยก็รู้สึกอิจฉา แต่ก็ไม่ได้ไปซื้อแต่อย่างใด เพราะราคาไม่ถูกนัก แค่คืนเดียว คนส่วนใหญ่ก็ทนได้


   หลังจากที่ทั้งสองคนกินเสร็จก็ป้อนคังคังด้วย จากนั้นเจียงจวินโม่ก็อุ้มเขาไปล้างหน้าแปรงฟัน ลู่เซี่ยอยู่เฝ้าของที่ที่นั่ง รอจนพวกเขากลับมาแล้วเธอก็ไปล้างหน้าแปรงฟันบ้าง


   จากนั้นพวกเขาก็เตรียมตัวพักผ่อน แต่พอถึงตอนกลางคืน เด็กคนหนึ่งในห้องโดยสารห่างไปไม่กี่ห้อง ร้องไห้งอแงไม่หยุด แม้แต่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ยังได้ยิน เสียงพ่อแม่ดุและปลอบลูกดังมาจากในห้องโดยสารเป็นระยะ


   ลู่เซี่ยพอได้ยินก็รู้สึกหงุดหงิดจนนอนไม่หลับ คิดในใจว่าเด็กคนนี้เสียงดังเหลือเกิน ไม่รู้จักกาลเทศะเลยสักนิด ในขณะเดียวกันนั้น ผู้โดยสารคนอื่นๆในห้องโดยสารเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง โชคดีที่เด็กๆในห้องของพวกเขารู้จักกาลเทศะ ไม่ส่งเสียงรบกวน ไม่เช่นนั้นคงจะแย่เอาเรื่องทีเดียว



บทที่ 311: กลับสู่เมืองหลวง



   ตอนกลางคืนคังคังนอนกับเจียงจวินโม่


   ลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่ตกลงกันไว้แล้วว่า พวกเขาจะผลัดกันเฝ้าลูก คนหนึ่งนอนครึ่งแรกของคืน อีกคนนอนครึ่งหลัง แต่ในครึ่งแรกของคืนทั้งสองคนไม่ได้นอนเลยเพราะเสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้น พอถึงครึ่งหลังของคืน เจียงจวินโม่ก็ให้ลู่เซี่ยนอนก่อน เขาจะเฝ้าก่อน ผลคือตอนลู่เซี่ยตื่นขึ้นมาอีกทีก็สว่างแล้ว


   พอโผล่หัวออกไปดู เจียงจวินโม่กำลังเก็บข้าวของอยู่ ลู่เซี่ยมองดูอย่างละเอียดว่าเขามีรอยคล้ำใต้ตาหรือไม่


   เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของเธอก็ยิ้มแล้วพูดว่า "วางใจเถอะ เมื่อคืนฉันก็แอบงีบไปบ้าง ไม่ได้เหนื่อยมากหรอก" ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่ค่อยเชื่อ และรู้สึกเสียใจที่ตัวเองหลับสนิทเกินไป แต่ตอนนี้มาคิดได้ ก็สายไปแล้ว เพราะตอนนี้รถไฟใกล้จะถึงสถานีแล้ว เธอก็ต้องลุกแล้วด้วย


   หลังจากทั้งสองคนตื่นและล้างหน้าแปรงฟันแล้ว ก็หาอะไรกินอะไรกินรองท้องนิดหน่อย เจียงจวินโม่ดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า "คาดว่าอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก็จะถึงแล้ว"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า ในใจของเธอแอบรู้สึกกังวลเล็กน้อย "หลังจากลงรถไฟแล้ว คุณยังจำทางกลับได้ไหม?"


   เจียงจวินโม่ยิ้มขำเล็กๆ "จำได้สิ ไม่ต้องกังวลหรอก ผมจะไม่ทำให้คุณหลงทางหรอก อีกอย่าง ผมได้ส่งโทรเลขไปบอกที่บ้านล่วงหน้าแล้ว คุณปู่น่าจะส่งคนมารับพวกเรา"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็โล่งใจ เดิมทีเธอกำลังคิดว่าจะนั่งรถประจำทางอย่างไรดี


.......


   เมื่อมีเสียงประกาศว่าถึงสถานีปักกิ่งแล้ว ในบรรดาทั้งสองคน หนึ่งคนอุ้มคังคัง อีกคนหนึ่งถือกระเป๋า พวกเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเบียดออกมาจากรถไฟได้


   ส่วนคนอื่นๆในตู้โดยสารเดียวกันก็หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้


   สถานีรถไฟปักกิ่งดูท่าจะใหญ่มาก หลังจากลงรถก็เต็มไปด้วยผู้คน พวกเขาต้องเบียดกันอยู่นานกว่าจะเดินไปถึงทางออก และตอนนั้นเองลู่เซี่ยกำลังคิดว่าคนที่มารับพวกเขาจากตระกูลเจียงจะติดต่อกันอย่างไรดี เพราะตอนนี้ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผลคือหลังจากออกจากสถานีแล้ว ก็พบว่าที่นี่มีคนถือป้ายชื่อมารับคนเยอะมาก


   และลู่เซี่ยก็เห็นชื่อของพวกเขาทั้งสองคนจากกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว


   เจียงจวินโม่มองดูแล้วกลับรู้สึกค่อนข้างสงบนิ่ง เขาพาทั้งสองคนเดินตรงไปหา


   "สวัสดีครับสหาย ผมคือเจียงจวินโม่ นี่คือภรรยาของผม ลู่เซี่ยครับ" หนุ่มน้อยได้ดูรูปถ่ายของทั้งสองคนมาก่อนแล้ว แต่พอได้เห็นตัวจริงก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ช่างเป็นคู่สามีภรรยาที่หล่อสวยเหมาะสมกันจริงๆ!


   เขามองเด็กน้อยในอ้อมกอดของเจียงจวินโม่อีกครั้ง แม้แต่เด็กก็น่ารักขนาดนี้เลยหรือ!


   จึงรีบกล่าวว่า "สวัสดีครับทั้งสองท่าน ผมเป็นทหารองครักษ์ของนายพลเจียง พวกคุณเรียกผมว่าเสี่ยวอวี้ก็ได้ครับ คงเหนื่อยจากการเดินทางมามากสินะครับ รถจอดอยู่ข้างนอก เราไปกันเถอะครับ" พูดพลางยื่นมือไปรับกระเป๋าเดินทางจากมือของลู่เซี่ย ลู่เซี่ยปฏิเสธไม่ได้จึงต้องให้เขาถือไป


   เสี่ยวอวี้คนนี้ดูเป็นคนช่างคุย ตลอดทางเขาพูดคุยกับทั้งสองคนมากมาย


   "จริงๆแล้วท่านนายพลตั้งใจจะมารับด้วยตัวเอง แต่ถูกผู้บัญชาการห้ามไว้ แต่ตอนนี้ท่านคงกำลังรอพวกคุณอยู่ที่บ้านแล้วล่ะครับ นายพลรอคอยการกลับมาของพวกคุณมานานแล้ว" เจียงจวินโม่และลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกใจร้อนรนเช่นกัน


   ไม่นานทั้งสองคนก็เห็นรถจี๊พจอดอยู่นอกสถานีรถไฟ หลังจากเสี่ยวอวี้เอากระเป๋าเข้าไปแล้ว ก็ไปขับรถที่ด้านหน้า ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่นั่งด้านหลัง คังคังนั่งตรงกลาง


   คังคังนั่งรถเป็นครั้งแรก เขาดูมีท่าทางตื่นเต้น ไม่เหมือนตอนที่เพิ่งลงจากรถไฟที่ดูไม่มีเรี่ยวแรง


   ตลอดทาง เจียงจวินโม่ก็ชี้แนะนำอาคารริมถนนทีละหลัง คังคังดูสนใจอย่างมาก


   ลู่เซี่ยมองทิศทางที่รถวิ่งไป ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปทางเมืองตะวันตก


   มีคำพูดเก่าแก่ของปักกิ่งที่ว่า ‘ตะวันออกรวย ตะวันตกสูงศักดิ์’ หมายความว่าฝั่งตะวันออกเป็นที่อยู่ของคนรวย ฝั่งตะวันตกเป็นที่อยู่ของคนชั้นสูง ดูเหมือนว่าที่ตั้งของตระกูลเจียงในเมืองหลวงนี้คงจะไม่เลวทีเดียว



บทที่ 312: ปู่เจียง



   ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่นั้นจริงๆ แล้วทั้งคู่ไม่ได้คุยกันละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่เธอก็รู้อาชีพของคนในครอบครัวเขาทั้งหมดแล้ว ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ธรรมดาเลย ดังนั้นลู่เซี่ยจึงถามเจียงจวินโม่เบาๆว่า "คุณปู่ของคุณเกษียนแล้ว ตอนนี้ไม่ได้พักฟื้นอยู่ที่บ้านพักทหารหรอกเหรอ? ทำไมยังมีทหารองครักษ์รักษาความปลอดภัยด้วยล่ะ?"


   เจียงจวินโม่อธิบายว่า "ทหารองครักษ์รักษาความปลอดภัยเป็นคนที่รัฐส่งมาดูแลคุณปู่ของผม และบ้านพักเกษียณก็อยู่ที่เกาะฉินซึ่งไม่ใกล้กับปักกิ่ง คุณปู่ของผมมักจะไปที่นั่นในช่วงฤดูร้อนเพื่อหลบร้อนไปด้วย"


   หลังจากนั้นเขาก็อธิบายต่อว่า "ตอนนี้เรากำลังไปบ้านที่ผมอาศัยอยู่มาตั้งแต่เด็ก หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต พวกเราก็อาศัยอยู่กับคุณปู่และครอบครัวของคุณลุงใหญ่มาตลอด ไม่ได้แยกบ้าน ที่นั่นมีห้องพักของพวกเราทุกคน คุณลุงใหญ่และครอบครัวก็ปฏิบัติกับพวกเราเหมือนลูกแท้ๆ"


   ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว เห็นได้ชัดว่าเจียงจวินโม่ให้ความสำคัญกับครอบครัวของคุณลุงใหญ่มาก ดังนั้นเธอก็ควรปฏิบัติต่อคุณลุงใหญ่และภรรยาของเขาเหมือนพ่อแม่สามีก็พอและขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น รถก็มาถึงเขตตะวันตกของเมืองแล้ว ไม่นานก็ค่อยๆขับเข้าไปในเขตทหารแห่งหนึ่ง ที่ประตูทางเข้า ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ต้องลงทะเบียนด้วย ไม่เช่นนั้นปกติจะไม่สามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ


   หลังจากลงทะเบียนเสร็จ รถก็ขับเข้าไปข้างใน และในที่สุดก็จอดหน้าตึกสีขาวหลังเล็ก


   รถเพิ่งจอดเสร็จ ยังไม่ทันที่พวกเขาจะลงจากรถ ก็มีชายชราท่าทางกระฉับกระเฉงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านอย่างรวดเร็ว เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นก็ตกใจแล้วรีบเปิดประตูลงจากรถ เดินเข้าไปหาชายชราคนนั้น จากนั้นก็กอดเขาไว้ทันที ทั้งสองน้ำตาคลอเบ้า


   "คุณปู่ หลานกลับมาแล้ว!"


   คุณปู่เจียงตอนนี้ดวงตาก็ชื้นขึ้นมาเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นหลานชายที่ตอนไปชนบทผอมจนลมพัดก็จะล้มได้ กลับมาแข็งแรงและสมบูรณ์ก็หัวเราะออกมา แล้วตบเขาแรงๆสองสามที เห็นเขายืนมั่นคง ก็ยิ่งพอใจ


   "ดีๆ ไม่เลวเลยนะ ดูเหมือนการไปชนบทครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า แข็งแรงขึ้นเยอะเลยนะหลานปู่ ดีจริงๆ!"


   ปู่เจียงพูดพลางมองเขาอย่างละเอียด ความกังวลหลายปีก็หายไปในที่สุด


   ขณะนั้น ลู่เซี่ยก็จูงมือคังคังลงมาจากรถ เห็นสองคนท่าทางตื่นเต้น ไม่รู้ว่าควรทักทายดีหรือไม่


   แต่คุณปู่เจียงก็เห็นลู่เซี่ยเข้าอย่างรวดเร็ว ปู่เจียงมองมาทางเธอ เจียงจวินโม่ก็รู้ตัวเลยรีบเดินไปอุ้มคังคัง แล้วจูงมือลู่เซี่ยมาแนะนำ "คุณปู่ครับ นี่ภรรยาของผมครับ เธอชื่อว่าลู่เซี่ย ส่วนนี่ลูกของเรา คังคังครับ"


   ลู่เซี่ยรีบยิ้มให้คุณปู่ทันที "สวัสดีค่ะคุณปู่"


   ส่วน คังคังที่อยู่ข้างๆ ก็ได้รับการสอนมาก่อนลงรถ จึงพูดตาม "สวัสดีครับคุณทวด!"


   คุณปู่เจียงได้ยินแล้วใบหน้าก็เบิกบานทันที "ดีๆ ล้วนเป็นเด็กดีทั้งนั้น หนูคนนี้ ดูก็รู้ว่าเป็นคนน่ารัก หน้าตาก็ดี เหมาะสมกับจวินโม่ของบ้านเราพอดี"


   พูดจบก็หันไปมองคังคัง "เจ้าตัวน้อยนี่โตขนาดนี้แล้ว เรียกทวดเป็นหรือยังเนี่ย?"


   เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างจนใจ "เขาจะสามขวบแล้วนะครับปู่!"


   คุณปู่เจียงยิ่งดีใจเข้าไปใหญ่ "ดี ดีมาก!! ดีจริงๆ!! แข็งแรงกว่าตอนแกเป็นเด็กตั้งเยอะ ดูแล้วเป็นเด็กดีมีอนาคตนะเนี่ย"


   เจียงจวินโม่อึ้ง ‘คุณปู่นี่เอาเหลนมาเปรียบกับหลานเลยหรือ?’


   ลู่เซี่ยก็อดขำไม่ได้ เธอรู้สึกว่าคุณปู่เจียงท่านนี้น่าสนใจมาก เขาพูดเสียงดังฟังชัด ดูเป็นคนแข็งแรงมาก และระหว่างที่คุยกันอยู่นั้น คุณปู่เจียงก็นึกขึ้นได้ว่าพวกเขายังยืนอยู่ที่หน้าประตู จึงรีบพูดว่า


   "มาๆๆ เข้าบ้านกันเถอะ เดินทางมาคงเหนื่อยแย่แล้ว"


   ลู่เซี่ยยิ้ม "ไม่เป็นไรค่ะ นั่งรถนอนมา ไม่ได้ลำบากเลยค่ะ"


   "งั้นก็ดีแล้ว!"


   ทุกคนเข้าบ้านกันในที่สุด ส่วนเพื่อนบ้านที่แอบดูอยู่ตามหน้าต่างก็กลับไปกันหมดแล้ว


   แต่เรื่องที่ชายขี้โรคของตระกูลเจียงกลับมาจากชนบท พร้อมพาภรรยาและลูกมาด้วย ก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านซะแล้ว



บทที่ 313: จูงมือคุณทวด



   เมื่อลู่เซี่ยและคนอื่นๆมาถึงในช่วงเช้า พวกเขาพบว่ามีเพียงสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งอยู่ในบ้าน ลู่เซี่ยหันไปมองอย่างพินิจพิเคราะห์ คนผู้นี้ดูเรียบง่ายและมีร่องรอยของกาลเวลา เห็นได้ชัดว่ามาจากชนบท คงไม่ใช่ป้าใหญ่อย่างแน่นอน


   จากนั้นก็ได้ยินคุณปู่เจียงแนะนำว่า "นี่คือคุณหวัง รัฐบาลส่งมาให้ กลัวว่าฉันจะกินไม่อิ่ม เลยมาทำอาหารให้ฉันน่ะ" พอพูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของปู่เจียงก็เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เห็นได้ชัดว่ารู้สึกว่าเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรของประเทศมาก พอสตรีวัยกลางคนท่านนั้นได้ยินแล้วก็ยิ้มพลางกล่าวว่า


   "พวกคุณเรียกฉันว่าป้าหวังก็ได้ ฉันเป็นแม่บ้านที่นี่ ต่อไปอยากกินอะไรก็บอกฉันได้"


   ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่ายุคนี้จะมีการจ้างแม่บ้านอย่างเปิดเผย ดีที่เป็นการจัดการของรัฐบาล


   ดังนั้นเธอจึงทักทายว่า "สวัสดีค่ะ ป้าหวัง"


   หลังจากนั้นก็ได้ยินคุณปู่เจียงพูดว่า "ลุงใหญ่ของพวกแกไปกองทัพท้องถิ่นเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง จะกลับมาตอนบ่าย ส่วนป้าใหญ่ของพวกแกก็มีผ่าตัดตอนบ่าย เดิมตั้งใจจะกลับมาตอนเที่ยงนั่นแหละ แต่ฉันปฏิเสธไป บอกให้เธอไม่ต้องวุ่นวายหรอก กลับมาพร้อมกันตอนเย็นก็ได้ พอดีจะได้เรียกพี่สาวของพวกแกกลับมาด้วย"


   พูดพลางมองไปทางลู่เซี่ย "ลู่เซี่ยอย่าถือสา คนในบ้านงานยุ่งกันทั้งวันนั่นแหละ"


   ลู่เซี่ยรีบพยักหน้า "คุณปู่วางใจได้เลยนะคะ หนูเข้าใจค่ะ งานสำคัญกว่า อีกอย่างพวกเราก็ไม่ใช่คนนอก ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายไปมาหรอกค่ะ" คุณปู่เจียงได้ยินคำพูดนี้แล้วก็ยิ้มกว้างขึ้น มองไปทางเจียงจวินโม่พลางพยักหน้า ดูเหมือนจะพอใจกับหลานสะใภ้คนนี้มาก


   "งั้นพวกเธอไปจัดการธุระในห้องพักก่อนนะ แล้วก็พักผ่อนสักหน่อย จะกินอะไรก่อนไหมล่ะ?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหน้า "ไม่ต้องหรอกครับ ตอนเช้าก็กินบนรถไฟมาแล้ว"


   "ดีเลย งั้นเที่ยงค่อยกินด้วยกันนะ"


   พูดจบก็มองไปทางทั้งสองคนแล้วพูดว่า "แกยังพักที่ห้องพักเดิมของแกนะ ป้าใหญ่ของเธอเพิ่งจัดการทำความสะอาดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ลองดูว่าพอใจไหม ถ้าขาดอะไรก็บอกฉันได้เลยนะ!"


   "ครับ!" เจียงจวินโม่พูดจบก็จะพาลู่เซี่ยขึ้นไปชั้นบน แต่เห็นคุณปู่เจียงยังจ้องมองคังคังตาไม่กะพริบ


   จึงหยุดฝีเท้า คิดสักครู่แล้วก้มลงมองคังคังถามว่า "คังคังอยากอยู่เป็นเพื่อนคุณทวดไหมลูก?"


   คังคังได้ยินแล้วลังเลเล็กน้อย เขาไม่อยากแยกจากพ่อแม่ แต่ดูเหมือนจะไม่รังเกียจคุณทวดเช่นกัน จึงถามว่า


   "จะให้กบน้อยของผมไหมครับ?" คังคังพูดยังไม่คล่องนัก แต่ความหมายที่สื่อออกมาก็พอจะเข้าใจได้


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "ใช่ คือคุณปู่ทวดที่ส่งกบน้อยมาให้ลูกไงล่ะ"


   ตระกูลเจียงมักจะส่งของมาให้ทั้งสองคนเสมอ หลังจากที่คังคังเกิดมา ก็ยิ่งส่งของเล่นมาให้มากมาย สิ่งที่ คังคัง ชอบที่สุดคือกบสีเขียวที่สามารถกระโดดได้เองและเมื่อได้ยินว่าเป็นของขวัญจากคุณปู่ทวด เขาก็จำได้ทันที


   ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปจับมือคุณปู่เจียงด้วยความเต็มใจ "คุณปู่ทวดฮะ!"


   เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นก็ยิ้ม "ได้ งั้นลูกก็รออยู่ข้างล่างกับคุณปู่ทวดนะ เดี๋ยวพ่อกับแม่ลงมา" คังคังพยักหน้า แสดงว่าเข้าใจแล้ว ในขณะนั้นคุณปู่เจียงรู้สึกปลื้มปริ่มเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้จับมือเล็กๆที่อวบอ้วนและนุ่มนิ่ม เขาก็รู้สึกมีความสุขจนบอกไม่ถูก


   "คังคัง ช่างเป็นเด็กที่รู้ความจริงๆเลยนะ ไปกันเถอะ เดี๋ยวทวดจะพาหลานออกไปเที่ยว หาอะไรสนุกๆให้หลานทำด้วยดีไหม!" คังคังได้ยินแบบนั้นแล้วก็รู้สึกสนใจ แต่ก็ยังหันไปมองพ่อแม่ก่อน


   เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์แล้วก็ยิ้ม "ได้ งั้นลูกก็ไปเที่ยวกับคุณทวดนะ จำไว้ว่าต้องเชื่อฟังคุณทวดด้วยนะลูกนะ รู้ไหม?"


   "ครับ!" คังคังตอบรับเสียงดัง


   ดังนั้นคนแก่หนึ่งคน กับเด็กน้อยหนึ่งคน จึงจับมือกันออกจากบ้านไป


   ลู่เซี่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย "จะไม่เป็นไรเหรอ?"


   ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้พบกัน



บทที่ 314: ห้องนอน



   เจียงจวินโม่ยิ้มและพูดว่า "ไม่ต้องกังวล เขาคงไม่ไปไกล น่าจะไปอวดที่บ้านคุณปู่ต่งข้างๆนี่แหละ"


   ลู่เซี่ยสงสัย "อวดอะไรหรือ?"


   เจียงจวินโม่อธิบายพร้อมรอยยิ้ม "คุณปู่ต่งกับคุณปู่เป็นเพื่อนทหารเก่ากันน่ะ พอแก่ตัวลงทั้งสองคนก็ชอบแข่งขันกัน ลูกชายคุณปู่ต่งไม่ได้รับราชการทหาร แต่ว่าไปทำงานในโรงงาน พวกเขาแต่งงานเร็ว มีเหลนแล้ว ตอนนี้คุณปู่เลยอิจฉามาก รู้สึกว่าตัวเองแพ้ทุกครั้ง คราวนี้มีคังคังแล้วก็ต้องไปอวดสิ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นแล้วก็หัวเราะ จึงไม่สนใจอีก


   จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นชั้นบน ห้องนอนของเจียงจวินโม่อยู่ชั้นสอง ด้านในสุด พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าข้างในกว้างขวางอย่างไม่คาดคิด และสะอาดสะอ้านมากด้วย การตกแต่งก็ใส่ใจอย่างดีมาก มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ โต๊ะเขียนหนังสือ และโต๊ะเครื่องแป้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นของใหม่ทั้งหมด


   ที่สำคัญกว่านั้นคือยังมีห้องน้ำแยกต่างหาก


   ลู่เซี่ยมองดูแล้วรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง ห้องพักของเขาดีขนาดนี้เลยหรือ?


   หลังจากนั้นก็ได้ยินเจียงจวินโม่พูดว่า "ห้องพักนี้ของผม เป็นห้องที่ดีที่สุดในบ้านเลยล่ะ ชั้นสองมีเพียงห้องนี้ที่มีห้องน้ำส่วนตัว เนื่องจากสุขภาพของผมไม่ดีจึงให้ผมอยู่ที่นี่ อีกอย่างชั้นสองเดิมมีห้องพักทั้งหมดห้าห้อง แต่อีกสี่ห้องหลังจากที่เด็กๆในบ้านโตขึ้น ก็ได้ทำการกั้นห้องใหม่ แบ่งเป็น6ห้องเล็กๆให้พี่สาวและลูกพี่ลูกน้องอยู่


   ส่วนที่เหลือคุณปู่ แม่บ้าน และยามอยู่ชั้นหนึ่ง ลุงใหญ่และป้าใหญ่อยู่ชั้นสาม"


   ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว เมื่อได้ยินอย่างนี้ ในบ้านนี้มีเพียงห้องของเขาที่แตกต่างออกไป หลังจากนั้นเจียงจวินโม่ก็เริ่มมองดูรอบๆอีกครั้ง "ตู้เหมือนว่าจะเปลี่ยนใหม่แล้ว และยังมีโต๊ะเครื่องแป้งเพิ่มมาด้วย โต๊ะเขียนหนังสือยังเป็นของเดิมของผม และชั้นหนังสือของผมก็ยังอยู่ หนังสือบนชั้นก็ยังอยู่ครบ" ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า การจัดวางแบบนี้เห็นได้ชัดว่าตั้งใจมาก ในใจรู้สึกขอบคุณป้าใหญ่มากขึ้น


   ในตอนนี้ทั้งสองคนไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ของที่พวกเขาส่งทางไปรษณีย์ยังไม่มาถึง ดังนั้นทั้งสองคนจึงมีของไม่มาก เพียงแค่จัดเก็บง่ายๆก็พอแล้ว


   ลู่เซี่ยมองดูห้องที่ว่างเปล่าแล้วรู้สึกเสียดาย "รู้สึกว่าขาดของอีกหลายอย่างเลยนะ"


   เจียงจวินโม่ยิ้มเล็กน้อย "กระเป๋าเดินทางที่พวกเราส่งมาคงจะมาถึงเร็วๆนี้แหละ ตอนบ่ายไปดูกันไหม พอเอากลับมาแล้วของก็จะเยอะขึ้นนะ แต่ไม่จำเป็นต้องแกะออกทั้งหมดหรอก เพราะตอนที่พวกเราย้ายออกก็จะได้ไม่ต้องเก็บของใหม่"


   ลู่เซี่ยได้ยินตรงนี้ก็มองเขาแวบหนึ่ง สุดท้ายคิดแล้วพูดว่า "ถ้าคุณไม่อยากย้ายออก จริงๆแล้วพวกเราอยู่ที่นี่ก็ได้นะ"


   ลู่เซี่ยเห็นว่าเขามีท่าทีสนิทสนมกับลุงใหญ่และป้าใหญ่มาก อีกทั้งคุณปู่ก็ชอบคังคังมาก เธอกลัวว่าเขาจะไม่อยากย้ายออกไป แม้ว่าการอยู่ที่นี่อาจทำให้เธอรู้สึกไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่สภาพความเป็นอยู่ที่นี่ก็ไม่เลวเลย เธอคงจะค่อยๆชินไปเอง


   เจียงจวินโม่เข้าใจความกังวลของเธอ จึงยิ้มและลูบศีรษะเธอเบาๆ "ไม่ต้องกังวลไป คุณปู่และคนอื่นๆจะเข้าใจเองแหละ อีกอย่างนี่ก็เป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้แล้ว พวกเราอยู่กันสองคนคงจะสบายกว่า จะได้ไม่ต้องกังวลมาก"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า แต่ต่อมาก็ถามว่า "แล้วคังคังล่ะ จะทำอย่างไร? พอเปิดเทอมพวกเราก็ต้องไปเรียนกัน คงไม่ปล่อยให้คังคังอยู่บ้านคนเดียวหรอกนะ?"


   เรื่องนี้เจียงจวินโม่วางแผนไว้แล้ว "คังคังก็โตพอแล้ว เขาสามารถเข้าโรงเรียนอนุบาลได้แล้วล่ะ ถึงเวลาก็ส่งเขาไปโรงเรียนอนุบาลก็พอ" พอลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็แอบรู้สึกเสียดายนิดหน่อย แต่ก็รู้ว่าหลังจากเปิดเรียน ทั้งสองคนคงไม่มีเวลาดูแลเจ้าตัวแสบแน่นอน


   แต่ว่า "โรงเรียนอนุบาลหาง่ายไหม? ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีแต่หน่วยงานหรอกเหรอที่มีโรงเรียนอนุบาลสำหรับลูกพนักงาน? แบบนี้เราจะส่งไปได้ไหม?"


   เจียงจวินโม่คิดสักครู่ "ฉันจะลองสอบถามดู ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ส่งไปโรงเรียนอนุบาลของเขตทหาร โรงเรียนอนุบาลแถวนี้สิ่งอำนวยความสะดวกก็ไม่เลวนะ" ลู่เซี่ยก็รู้ว่าโรงเรียนอนุบาลของเขตทหารต้องดีกว่าแน่นอน แต่นั่นก็หมายความว่าการให้คังคังอยู่ที่นี่จะสะดวกกว่า


   เพราะก่อนหน้านี้เธอได้ยินมาว่าบ้านหลังเล็กที่ย่าของเขาทิ้งไว้นั้นอยู่ไกลจากที่นี่มาก


   ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่ได้ตัดสินใจในทันที แต่รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที



บทที่ 315: พี่สาวและพี่เขย



   หลังจากจัดเก็บข้าวของเสร็จ ทั้งสองคนก็ลงมาชั้นล่าง ที่นั่นไม่มีคุณปู่เจียงและคนอื่นๆ มีเพียงป้าหวังที่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน พอลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แล้วก็จะเข้าไปช่วย แต่ป้าหวังรีบปฏิเสธทันที ทั้งสองคนก็เลยคุยกันสักพัก


   ลู่เซี่ยเพิ่งรู้ในตอนนี้ว่า แม้ว่าป้าหวังจะถูกส่งมาดูแลคุณปู่เจียงโดยรัฐบาล แต่เงินเดือนและอื่นๆ ล้วนจ่ายโดยตระกูลเจียง ดังนั้นปกติแล้วเธอจึงไม่ได้รับผิดชอบแค่การทำอาหารให้คุณปู่เจียงเท่านั้น มันเป็นเพียงข้ออ้างให้พวกเขาหาแม่บ้านโดยไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เท่านั้นเอง


   นอกจากนี้ ตัวป้าหวังเองก็เป็นญาติของทหารผู้เสียสละ รัฐบาลตั้งใจที่จะดูแลเธอ จึงถือว่าได้ให้งานหนึ่งแก่เธอ ทั้งสองฝ่ายต่างพอใจเป็นอย่างมาก ดังนั้นป้าหวังจึงรู้สึกขอบคุณตระกูลเจียงมาก


   ลู่เซี่ยคุยกับป้าหวังอยู่สักพัก เห็นว่าที่นี่ไม่มีอะไรให้ช่วยแล้ว จึงไปดูเจียงจวินโม่ ตอนนี้เขากำลังโทรศัพท์อยู่ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะได้เขียนจดหมายบอกพี่สาวหลายคนถึงเวลาที่จะกลับมาแล้ว แต่ตอนนี้กลับมาแล้วก็ต้องบอกด้วยตัวเองอีกครั้ง ดังนั้นเขาจึงโทรติดต่อกันสี่ครั้ง ให้พวกเธอกลับมาพบกันในตอนเย็น


   ลู่เซี่ยเดินมาหลังจากที่เขาเพิ่งวางสาย


   "เป็นอย่างไรบ้าง? พี่สาวทุกคนสบายดีไหม?"


   "สบายดี พวกเขาดีใจมากที่รู้ว่าผมกลับมา ตอนเย็นทุกคนจะมาที่นี่"


   ในช่วงนี้ เจียงจวินโม่แนะนำพี่สาว และพี่เขยแต่ละคนให้ลู่เซี่ยฟังคร่าวๆ เพื่อไม่ให้สับสนในภายหลัง


   พี่สาวคนโตของเจียงจวินโม่ตอนนี้ ทำงานที่สหภาพแรงงานของโรงงานเหล็กกล้าในเมืองหลวง พี่เขยเองก็เป็นวิศวกรที่โรงงานเหล็กกล้านั้น ทั้งสองคนมีลูกสามคน ชายสอง หญิงหนึ่ง


   พี่สาวคนที่สองทำงานที่สหพันธ์สตรี พี่เขยเป็นตำรวจ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าหน่วยของหน่วยการผลิตตำรวจในเมืองหลวง ทั้งสองคนมีลูกสองคน เป็นผู้ชายทั้งคู่


   พี่สาวคนที่สามทำงานฝ่ายสนับสนุนที่ห้างสรรพสินค้า พี่เขยเป็นคนขับรถ ทำงานที่สถานีขนส่ง ของที่ส่งไปให้พวกเขาก่อนหน้านี้เกือบทั้งหมดเป็นพี่สาวคนที่สามช่วยจัดการให้ทั้งนั้น พวกเขามีลูกชายสองคนเช่นกัน และเป็นคนเดียวในบรรดาพี่สาวทั้งสี่คนที่มีลูกแฝด


   พี่สาวคนที่สี่เป็นพยาบาล พี่เขยเป็นหมอ ทั้งสองคนมีลูกสองคนเช่นกัน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกงุนงง เธอคิดว่าพี่สาวทั้งหลายจะแต่งงานกับคนที่มาจากครอบครัวที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ไม่คิดว่าพี่เขยทุกคนดูเหมือนจะเป็นคนธรรมดาทั่วไป เธอคิดแบบนั้นและก็ถามออกไปด้วย เพราะดูจากครอบครัวของตระกูลเจียงแล้วฐานะดูท่าจะดีมาก การหาคู่ครองจึงไม่ควรจะเลือกคนที่มีฐานะใกล้เคียงกันหรอกหรือ?


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะเบาๆ "จริงๆแล้วตอนที่พี่สาวหลายคนหาคู่ ทางบ้านก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรอก ตระกูลเจียงก็ไม่ได้สนใจเรื่องชนชั้นหรือฐานะ ตอนที่พี่สาวคนโตกับพี่เขยคนโต รวมถึงพี่สาวคนที่สี่กับพี่เขยคนที่สี่ พวกเขาก็รู้จักกันในที่ทำงาน ส่วนพี่สาวคนที่สามก็รู้จักพี่เขยคนที่สามด้วยตัวเอง หลังจากนั้นทางบ้านก็สืบประวัติดูแล้วเห็นว่าไม่เลว ทั้งสองคนก็เลยได้คบหากัน


   มีแค่พี่สาวคนที่สองกับพี่เขยคนที่สองที่รู้จักกันตั้งแต่เด็กและเติบโตมาด้วยกัน


   ครอบครัวของพี่เขยคนที่สองก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แถมเขายังเคยไปเป็นทหารมาก่อน หลังจากปลดประจำการกลับมา ก็มาตามจีบพี่สาวคนที่สอง จนแล้วทั้งสองคนก็ได้คบหากัน" พอได้ฟังเจียงจวินโม่เล่า ลู่เซี่ยก็เริ่มเข้าใจแล้ว ฟังจากที่เจียงจวินโม่พูดมา พี่สาวหลายคนก็ดูเหมือนจะมีชีวิตที่ดี เธอก็เลยวางใจไปมากทีเดียว


   หลังจากที่เธอได้ทำความเข้าใจเรื่องราวของพี่สาวและพี่เขยหลายคนแล้ว คุณปู่เจียงก็พาคังคังกลับมา ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า ดูมีความสุขมาก พอคังคังเห็นลู่เซี่ยก็วิ่งเข้ามาหา


   "แม่ครับ หมา!"


   ลู่เซี่ยสงสัย "หมาอะไรครับ?"


   "ที่บ้านคุณปู่ต่งมีหมาด้วยครับ!"


   จากนั้นคุณปู่เจียงที่อยู่ด้านหลังก็พูดขึ้นว่า "บ้านตาต่งเลี้ยงสุนัขทหารปลดประจำการเอาไว้สองตัว คังคังดูท่าจะชอบมากเลย วันไหนคุณทวดจะไปเลือกให้สักสองตัว พวกเราจะเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆเลยดีไหม!"


   "ดีครับ เลี้ยงเลยครับ!" คังคังตอบเสียงดังก้อง เห็นได้ชัดว่าดีใจมาก!


   ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ทำใจ "คุณปู่ไม่ต้องตามใจเขาหรอกค่ะ"


   คุณปู่เจียงโบกมือ "เลี้ยงสุนัขมันจะเป็นอะไรไปเล่า ฉันเองก็อยากเลี้ยงมานานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสเหมาะๆคราวนี้ คังคังก็ชอบด้วย ฉันต้องหาให้ดีๆหน่อยแล้ว"


   เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ได้แต่ปิดปากเงียบ



บทที่ 316: คุณปู่เจียงอวดเหลน



   เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าแล้วก็ยิ้ม "สุนัขสองตัวที่บ้านคุณปู่ต่งยังอยู่นะ ไม่คิดว่าจะแข็งแรงขนาดนี้"


   "ใช่แล้ว ทุกวันนอกจากกินก็นอนนั่นแหละ พวกมันก็เกษียณอายุแล้ว กิน ดื่ม ขับถ่าย มีคนคอยดูแลหมด สบายกว่าฉันอีก" คุณปู่เจียงพูด


   "งั้นคุณปู่ก็เกษียณอย่างสบายแบบนั้นได้นะครับ" เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆพูดแทรกขึ้น


   คุณปู่เจียงรีบโบกมือ "พอเลย ฉันอยู่เฉยๆแบบนั้นไม่ได้หรอก" คุณปู่พูดพลางหันไปมองลู่เซี่ย


   "ลู่เซี่ยเองก็อยู่บ้านตามสบายนะ ที่บ้านเราไม่มีใครถือสาหรอก เธอสบายยังไงก็ทำแบบนั้นเลย"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "หนูทราบค่ะคุณปู่"


   ตอนกลางวันกินข้าว คุณปู่เจียงเห็นลู่เซี่ยไม่ได้เกร็งหรือเขินอาย เพราะกินอย่างตามสบาย ก็ยิ้มอย่างพอใจ หลังอาหารก็พูดกับพวกเขาทั้งคู่ว่า "ถ้าพวกเธอเหนื่อยก็พักผ่อนที่บ้านนะ ถ้าไม่เหนื่อยจะออกไปเดินเล่นก็ดี ให้เสี่ยวอวี่ไปส่งพวกเธอ" เจียงจวินโม่พยักหน้า "บ่ายนี้ต้องไปเอากระเป๋าเดินทางครับ"


   คุณปู่เจียงพยักหน้าเข้าใจ "ไปแวะบ้านพี่สาวคนที่สามของเธอด้วยก็ได้นะ ดูว่าขาดอะไรจะได้ซื้อมาเพิ่ม"


   "ยังไม่จำเป็นหรอกครับ เอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังดีกว่า"


   "ได้ พวกแกจัดการกันเองตามสะดวกก็แล้วกัน"


   หลังจากนั้นคุณปู่เจียงก็ไปพักผ่อนตอนเที่ยง ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็พาคังคังกลับห้องไปนอนพักสักครู่


   ตอนบ่ายพวกเขาตื่นขึ้นมา คุณปู่เจียงก็พาคังคังออกไปเยี่ยมบ้านเพื่อนบ้านอีก


   ส่วนลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่นั่งรถไปรับกระเป๋าเดินทาง บนรถคันนั้น เจียงจวินโม่เห็นลู่เซี่ยกำลังเหม่อลอย จึงถามด้วยความเป็นห่วง "เป็นอะไรหรือเปล่า?"


   ลู่เซี่ยยังคงนึกถึงภาพคังคังกับคุณปู่เจียงที่จากไปอย่างร่าเริง ในใจยังรู้สึกตื้นตันอยู่บ้าง "ไม่คิดว่าคังคังจะปรับตัวได้เร็วขนาดนี้"


   เจียงจวินโม่เห็นท่าทางแบบนั้นก็ยิ้ม "แบบนี้เธอก็ควรจะสบายใจแล้วสิ?"


   ลู่เซี่ยคิดดูแล้วก็จริงอย่างนั้น จึงไม่คิดมากอีกต่อไป


   หลังจากทั้งสองคนไปที่ไปรษณีย์ พวกเขาก็รับกระเป๋าเดินทางเอาไว้อย่างรวดเร็ว พูดตามตรงของที่ส่งมามันเยอะมาก พวกเขาไม่ยอมทิ้งแม้แต่ผ้าห่ม เพราะไม่ว่าจะเป็นของที่ลู่เซี่ยเอาไป หรือของที่บ้านเจียงส่งมาให้ ล้วนทำจากสำลีอย่างดีทั้งนั้น


   รวมกันแล้วมีหลายห่อใหญ่


   โชคดีที่ขับรถมารับ


   ผลคือพอกลับไปถึงหมู่บ้าน ก็เห็นคุณปู่เจียงกับคังคังกำลังพาสุนัขดัวหนึ่งเดินเล่นกับคนแก่คนหนึ่ง รอบๆนั้นยังมีคนมากมายยืนคุยกันอยู่ ดูจากสายตาภาคภูมิใจของคุณปู่เจียงที่จูงคังคังอยู่ ก็รู้ว่าเขากำลังอวดเหลนอยู่ ลู่เซี่ยมองเจียงจวินโม่แวบหนึ่ง แล้วก็เห็นว่าในดวงตาของเขามีรอยยิ้มอย่างจนใจ คงจะมองออกเหมือนกัน


   ใกล้ถึงบ้านแล้ว ทั้งสองคนจึงลงจากรถ เตรียมทักทายคุณปู่เจียงและเพื่อนบ้าน


   เมื่อเห็นทั้งสองคนลงจากรถ ผู้คนในหมู่บ้านต่างประหลาดใจ


   โดยเฉพาะกับเจียงจวินโม่ เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาเคยเป็นอย่างไรมาก่อน แต่ไม่คิดว่าพอไปชนบทครั้งเดียวกลับมาจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ตอนนี้เจียงจวินโม่นั้นดูไม่ต่างจากคนปกติเลย ซ้ำยังดูแข็งแรงกว่าคนปกติด้วยซ้ำ คนอื่นๆที่เห็นก็ยังสงสัยไม่หาย ปกติคนไปชนบทกลับมามักจะผอมลงเพราะเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เขากลับแข็งแรงขึ้น หรือว่าการไปชนบทจะช่วยเสริมสร้างร่างกายได้อย่างนั้นหรือ?


   แต่ถึงทุกคนจะสงสัยในใจ ก็ไม่ได้แสดงออกมา


   แต่กลับต้อนรับพวกเขาอย่างกระตือรือร้น


   ทางด้านนี้ คุณปู่ต่งเมื่อเห็นพวกเขาแล้วก็อุทานด้วยความประหลาดใจว่า "เจียงจวินโม่ นี่แข็งแรงขึ้นไม่น้อยเลยนะ ดีมากเลย ดีจริงๆ!"


   เจียงจวินโม่ได้ฟังแบบนั้นก็ยิ้มพลางกล่าวว่า "สวัสดีครับคุณปู่ต่ง นี่คือภรรยาของผม เธอชื่อลู่เซี่ยครับ"


   ลู่เซี่ยก็พูดตามว่า "สวัสดีค่ะคุณปู่ต่ง"


   คุณปู่ต่งยิ้มพลางพยักหน้า "ดี ดีจริงๆเลยนะ กลับมาก็ดีแล้ว ได้ยินว่าพวกเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็กลับมา ดีเลยนะ! ต่อไปนี้ก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกันแล้ว! เรียนจบแล้วก็ช่วยกันพัฒนาประเทศชาติกันนะ!"


   ยกระดับขึ้นไปไกลขนาดนั้นในทันที ทั้งสองคนไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่ยิ้มพลางพยักหน้า



บทที่ 317: ที่นี่คือบ้านของเธอแล้วนะ



   ส่วนคนอื่นๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรู้ว่าพวกเขากลับมาเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้


   "โอ้โห! เยี่ยมมากเลยนะเนี่ย สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วหรือ! ไปสอบที่ไหนมาล่ะ? ลูกชายบ้านฉันคราวนี้สอบไม่ติดล่ะ" ตอนนี้คุณปู่เจียงก็สามารถอวดได้เสียที ก่อนหน้านี้ตอนที่เจียงจวินโม่และคนอื่นๆยังไม่กลับมา เขาก็อดทนเอาไว้ก่อน แต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับมาแล้ว และได้รับจดหมายตอบรับกลับมาด้วย เขาจะพลาดโอกาสอวดได้อย่างไร


   ดังนั้นคุณปู่เจียงจึงพูดเสียงดังว่า "หลานชายและหลานสะใภ้ของฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ทั้งคู่เลยล่ะ! ฮ่าๆ คราวนี้สอบได้ดีทีเดียว โรงเรียนก็น่าพอใจมาก"


   "โอ้โห! มหาวิทยาลัยปักกิ่งเลยหรือ! เก่งจังเลยน้าจวินโม่!"


   "ว้าว! เยี่ยมมากเลย! จวินโม่! นายกับภรรยาสอบติดทั้งคู่เลยเหรอ? ได้ยินว่าคราวนี้มีคนสมัครสอบเยอะมาก รับน้อยด้วย นายสอบติดได้แสดงว่าเก่งจริงๆนะเนี่ย!"


   "ใช่แล้ว! ภรรยาก็เก่งไม่แพ้กันเลยนะ เด็กสาวหน้าตาก็สวย เหมาะกับนายเลย บ้านอยู่ที่ไหนเหรอเรา?"


   ลู่เซี่ยยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตอบว่า "บ้านฉันก็อยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกันค่ะ"


   "โอ้! ดีจังเลยนะ แบบนี้ก็เป็นคนท้องถิ่น กลับบ้านเกิดก็สะดวกดีใช่ไหมล่ะ"


   ทุกคนต่างพูดคนละคำสองคำ จนทำให้ลู่เซี่ยแทบจะงงไปหมด ใบหน้าของเธอเกือบจะยิ้มจนกรามค้างไปแล้ว คุณปู่เจียงก็อวดพอแล้ว จึงจูงคังคังและพวกเขาทุกคนกลับบ้าน


   เมื่อถึงบ้าน ดูเหมือนคุณปู่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปถามลู่เซี่ยว่า "บ้านของเธอก็อยู่ในเมืองหลวงเหมือนกัน เมื่อกลับมาแล้วจะต้องไปเยี่ยมบ้านไหม? พวกเราเป็นญาติกันแล้วแต่ยังไม่เคยเจอกันเลย จะไปพบกันสักครั้งไหมล่ะ?" พอลู่เซี่ยได้ยินคำถามนี้แล้ว เธอก็เงียบไป ไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร เพราะความสัมพันธ์ของเธอกับตระกูลลู่นั้นพูดยากจริงๆ


   เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์แบบนั้นจึงพูดว่า "คุณปู่วางใจได้ เรื่องนี้พวกเรามีแผนอยู่แล้วครับ"


   คุณปู่เจียงเห็นว่ามีอะไรบางอย่างในเรื่องนี้ จึงไม่ถามอะไรมาก


   แต่ลู่เซี่ยกลับรู้สึกว่าการปิดบังไม่ดี จึงคิดสักครู่แล้วพูดตรงๆว่า "คงไม่ต้องไปพบหรอกค่ะ หลังจากที่ฉันลงชนบท ทางบ้านก็คิดว่าฉันจะไม่มีวันกลับเมืองอีกแล้ว จึงส่งจดหมายมาตัดขาดความสัมพันธ์กับฉัน หลายปีมานี้ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลยค่ะ"


   คุณปู่เจียงมีชีวิตมานานแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่เคยเห็น พอเขาได้ยินคำพูดนี้ก็รู้ว่าเรื่องราวคงไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความผิดของลู่เซี่ยเลยสักนิด ในสายตาของคุณปู่นั้นกลับมีแต่ความรู้สึกสงสารเท่านั้น


   ดังนั้นคุณปู่จึงยิ้มอย่างอ่อนโยนให้เธอและพูดว่า "ไม่เป็นไรนะลูก ต่อไปนี้ที่นี่ก็คือบ้านของเธอ เธอคิดว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอก็พอ พวกเราทุกคนคือครอบครัวของเธอ" พอลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกแสบจมูกจนแทบจะร้องไห้ออกมา


   "ดีครับ ขอบคุณคุณปู่มากนะครับ" หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นไปจัดของ พร้อมกับห่อของ เจียงจวินโม่เห็นว่าลู่เซี่ยดูเงียบไปบ้าง คิดว่าเธอคงยังกังวลเรื่องเมื่อครู่ เลยปลอบใจว่า


   "คุณไม่ต้องกังวลไปนะ ไม่เป็นไรหรอก คุณปู่เป็นคนเข้าอกเข้าใจคนอื่นน่ะ" พอได้ยินแบบนั้นลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย "ฉันไม่ได้กังวลหรอก แค่รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เจอคนดีอย่างนาย และยังมีครอบครัวที่ดีแบบนี้ด้วย" พอเจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม


   "การได้เจอคุณก็เป็นโชคดีของผมเหมือนกันนะ" ทั้งสองมองหน้ากันยิ้มๆ ไม่ได้อ้อนกันอีก แล้วเริ่มจัดของอย่างจริงจัง


   ของที่ส่งกลับมาครั้งนี้มีไม่น้อยเลย พอทั้งสองจัดเสร็จเกือบหมดแล้วก็ลงไปข้างล่าง ไม่นานลุงใหญ่กับป้าใหญ่ก็กลับมาพอดี ลุงใหญ่มีหน้าตาและบุคลิกที่ดูแล้วสง่างามมาก ดูคล้ายกับเจียงจวินโม่อยู่ ท่าทีที่มีต่อลู่เซี่ยก็อ่อนโยนมาก


   ส่วนป้าใหญ่แม้จะดูเคร่งขรึมไปหน่อย แต่ท่าทีที่คอยห่วงใยและพูดจาพร่ำเพ้อกับเจียงจวินโม่และลู่เซี่ยก็ไม่ต่างอะไรกับแม่ทั่วไป ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกสบายใจพออยู่ใกล้ๆ


   เนื่องจากตอนเย็นจะมีคนมาเยอะ ป้าใหญ่กับลู่เซี่ยจึงช่วยป้าหวังทำอาหารด้วย แม้แต่ลุงใหญ่กับเจียงจวินโม่ก็ไม่ได้อยู่เฉย ช่วยกันปอกกระเทียมอยู่ในห้องครัว


   ป้าใหญ่เป็นคนคุยง่าย ระหว่างที่ทำงานไปด้วยกัน เธอก็เล่าเรื่องตอนเจียงจวินโม่ยังเด็กให้ฟังไปด้วย


   ดูเหมือนลู่เซี่ยจะสนใจเป็นพิเศษ จึงพูดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย สุดท้ายก็กล่าวว่า "พวกเราไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะเติบโตได้ดีขนาดนี้ เสี่ยวเซี่ยเอ๋ย นี่ต้องขอบคุณเธอที่ดูแลเขาได้ดีขนาดนี้นะ"



บทที่ 318: งานเลี้ยงครอบครัว



   ลู่เซี่ยรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น "ไม่หรอกค่ะ จริงๆแล้วเขาดูแลหนูมากกว่า มีหลายอย่างที่หนูทำไม่เป็น โดยเฉพาะการเลี้ยงลูก ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ล้วนต้องพึ่งเขาทั้งนั้น" ป้าใหญ่ยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น


   "จวินโม่เป็นเด็กที่โตเร็วตั้งแต่เล็กแล้วล่ะ แต่เพราะปัญหาสุขภาพทำให้เขาไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น ตอนเด็กๆ เห็นอะไรที่บ้านก็อยากเรียนรู้ไปซะหมด ไม่เพียงแต่เรียนรู้งานบ้านจากพี่สาวหลายคน ช่วงหนึ่งเขาก็สนใจการผ่าตัด ยังมาเรียนการตัดเย็บกับฉันด้วยนะ พูดถึงตอนนี้ ก็ทำได้ไม่เลวเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะแรงน้อยตอนนั้น ฉันคงให้เขาเรียนแพทย์แล้ว"


   "จริงหรือคะ?" เรื่องนี้เธอยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย


   แต่พอป้าใหญ่พูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกสงสารเจียงจวินโม่ขึ้นมา "ตอนเด็กเขาไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น เติบโตมากับพี่สาวหลายคน เพื่อนผู้ชายมีแค่สองคนคือลูกชายสองคนของฉัน คนโตอายุมากกว่าเล่นด้วยกันไม่ได้ แถมยังออกไปเป็นทหารเร็วอีกด้วย


   ส่วนคนเล็กก็เด็กกว่า เขาซนมาก อยู่ไม่นิ่ง วิ่งออกไปข้างนอกทุกวันๆ จวินโม่อยู่บ้านก็ได้แต่เล่นกับพี่สาวหลายคน อีกอย่างตอนเด็กเขาก็หน้าตาน่ารัก พวกเราบอกว่าถ้าเป็นผู้หญิงคงเหมือนกุลสตรีชั้นสูงเลยล่ะ เขาไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ออกนอกประตูรอง งานบ้านงานเรือนก็เชี่ยวชาญทุกอย่าง ตอนนั้นฉันคิดนะว่า ใครแต่งงานกับจวินโม่ของเราคงได้สุขสบายแน่ๆ"


   ลู่เซี่ยยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น "ใช่ค่ะ หนูก็เลยพลอยสุขสบายไปเลยไงคะ!"


   ป้าใหญ่ได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าลู่เซี่ยน่าสนใจ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ เห็นได้ชัดว่าพอใจเธอมาก


   อย่างไรก็ตาม เกรงว่าเธอจะไม่คุ้นเคย จึงพูดอีกครั้งว่า "บ้านของเราไม่มีเรื่องวุ่นวายมากมาย ฉันกับลุงของเธอค่อนข้างยุ่ง เธออยู่ที่นี่เหมือนอยู่บ้านตัวเองนะ อยู่อย่างสบายใจได้เลย"


   "ค่ะ" ลู่เซี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม เธอชอบครอบครัวเจียงจริงๆ


   ป้าเห็นเธอตอบรับอย่างรวดเร็ว จึงพูดต่อว่า "พี่สาวของเธอหลายคนก็ดีมาก พวกนั้นเป็นคนจริงใจ พวกเขาน่าจะชอบเธอนะ"


   "ค่ะ"


.......


   ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน พี่สาวหลายคนก็เริ่มทยอยมาถึง เมื่อมาถึงต่างก็ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเจียงจวินโม่ เมื่อเห็นว่าร่างกายของเขาดีขึ้นจริงๆ ทุกคนก็ดีใจมาก ถึงขนาดร้องไห้ด้วยความยินดี และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ละเลยลู่เซี่ยเลย ทุกคนต่างพูดคุยกับเธออย่างสนิทสนม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถือว่าการที่เจียงจวินโม่ฟื้นตัวได้ดีขนาดนี้เป็นความดีความชอบของเธอ แม้จะเป็นความจริง แต่เธอก็รู้สึกประหลาดใจกับการได้รับความเอ็นดูเช่นนี้


   พี่เขยหลายคนดูเหมือนจะเป็นคนดีเช่นกัน


   หลานชายหลานสาวก็ค่อนข้างรู้ความ เพียงแต่มีเด็กมากเกินไป เธอจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร


   ตอนเย็น ครอบครัวทั้งหมดรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานครึกครื้น พี่สาวทั้งหลายก็กลับไปแล้ว แต่ก่อนจากไปทุกคนต่างก็จับมือลู่เซี่ยและบอกว่าจะมาเยี่ยมบ่อยๆ ตอนนี้น้องชายที่พวกเธอเป็นห่วงมาหลายปีแต่งงานแล้ว พี่สาวทั้งหลายต่างก็ดีใจมาก


   แน่นอนว่าคนที่ดีใจที่สุดในคืนนี้คือคังคัง เขาเป็นที่รักของทุกคน ไม่เพียงแต่ลุงใหญ่และป้าใหญ่จะชอบเขามาก ลุงใหญ่ยังอุ้มเขาไว้ตลอดเวลาเลยด้วย


   ป้าๆทุกคนต่างก็รักใคร่เขามาก แม้แต่พี่ๆที่อายุมากกว่าก็ยังตกหลุมรักความน่ารักของเขา สรุปคือเขาเป็นที่รักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่


   งานเลี้ยงครอบครัวครั้งนี้ ทุกคนต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า เพียงแต่น่าเสียดายที่ลูกสองคนของลุงใหญ่ยังอยู่ในกองทัพเลยกลับมาไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เมื่อเป็นทหารแล้วก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้ การลาหยุดก็ไม่สะดวก ทุกคนต่างเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี


   ตอนกลางคืนเมื่อเข้านอน ความตึงเครียดของลู่เซี่ยตลอดการเดินทางก็ผ่อนคลายลงในที่สุด


   คังคังหลับไปนานแล้ว วันนี้เขาเล่นจนเหนื่อย จึงหลับสนิท


   เจียงจวินโม่มองออกถึงความกังวลและความตึงเครียดของลู่เซี่ยก่อนหน้านี้ แม้กระทั่งหลายวันก่อนหน้าก็ยังกังวลอยู่ ตอนนี้เห็นว่าเธอปรับตัวได้ดีก็วางใจได้


   แต่ก็ยังตัดสินใจว่าหลังปีใหม่นี้พวกเขาจะย้ายออก เขาไม่อยากให้ลู่เซี่ยอยู่กับผู้ใหญ่ ต้องคอยระมัดระวังตัวตลอดเวลา ดูท่ามันจะเหนื่อยเกินไป แม้ว่าในบ้านของเขาจะไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น แต่สำหรับลู่เซี่ยแล้ว เธอคงจะไม่คุ้นเคย ทำอะไรก็ไม่สามารถทำตามใจชอบได้ มีข้อกังวลมากเกินไป


   ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือการย้ายออกไป


   ส่วน ลู่เซี่ยนั้น เธอกลับไม่รู้เลยว่าเจียงจวินโม่ได้คิดถึงเธอมากมายขนาดนี้ วันนี้เธอก็รู้สึกเหนื่อยอยู่บ้าง ดังนั้นหลังจากที่เอนกายลงนอน ไม่นานเธอก็หลับไป



บทที่ 319: ไปดูบ้านหลังเล็ก



   วันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนที่นอนหลับสบายตื่นแต่เช้า เมื่อลงมาที่ชั้นล่างก็พบว่าป้าหวังได้ทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว


   แม้ว่าใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว แต่ลุงใหญ่และป้าใหญ่ก็ยังต้องไปทำงานอยู่ทุกวัน ป้าใหญ่ปีนี้ไม่ต้องเข้าเวร แต่ก็จะได้หยุดแค่ในวันปีใหม่เท่านั้น ส่วนลุงใหญ่ก็ต้องไปที่กองทัพในช่วงปีใหม่ สรุปคือทุกคนในครอบครัวค่อนข้างยุ่ง และหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ ป้าใหญ่ก็ถามลู่เซี่ยว่าวันนี้ตั้งใจจะทำอะไร


   อีกสองวันก็จะถึงปีใหม่แล้ว ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่อยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ ตอนนี้เห็นว่าที่บ้านยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย คิดแล้วก็เลยตัดสินใจจะออกไปเดินเล่นและซื้อของไว้ใช้ในช่วงปีใหม่ไปด้วย พอป้าใหญ่ได้ยินแล้วก็ดีใจมาก รีบหยิบเงินให้พวกเขาทันที


   ลู่เซี่ยอยากจะปฏิเสธ แต่ถูกป้าใหญ่กดมือไว้อย่างเด็ดขาด


   "เก็บไว้เถอะ ซื้อของปีใหม่ไม่ต้องให้พวกเธอสองคนออกเงินหรอก นอกจากซื้อของปีใหม่แล้ว ถ้าเกิดว่าเธอชอบอะไรก็ซื้อมาได้นะ ให้จวินโม่พาเธอไปเที่ยวให้สนุกๆก็พอ"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "ป้าใหญ่วางใจได้ครับ ผมเข้าใจแล้ว"


   ลู่เซี่ยมองทั้งคู่อย่างจนใจ แล้วจำต้องรับไว้


   หลังจากที่ลุงใหญ่และคนอื่นๆออกไปทำงานแล้ว ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็วางแผนจะออกไปเดินเล่น แต่เพราะไม่อยากรบกวนคุณปู่เจียง จึงไม่ได้ขอให้เสี่ยวอวี๋ไปส่ง ทั้งสองตั้งใจจะนั่งรถเมล์ไป


   แต่ถ้าเป็นแบบนี้ การพาคังคังไปด้วยก็คงไม่สะดวกนัก แต่ก็ไม่คิดว่าคุณปู่เจียงจะพูดขึ้นมา "พวกเธอไปกันเถอะ คังคังอยู่เป็นเพื่อนคนแก่อย่างฉันก็แล้วกัน พวกเธอไปเที่ยวให้นานๆ ไม่ต้องรีบกลับมากินข้าวเที่ยง ไปกินอะไรอร่อยๆที่ร้านอาหารของรัฐก็ได้" พอทั้งสองคนฟังแล้ว ก็หันไปมองคังคัง เห็นว่าเขาไม่ได้ไม่เต็มใจ ก็เลยวางใจ


   จากนั้นก็จัดกระเป๋าสะพายแล้วออกจากบ้านไป


   ตอนนี้ใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีน ในหมู่บ้านมีคนเยอะขึ้น บางคนก็ออกไปซื้อของสำหรับตรุษจีน เมื่อเห็นทั้งสองคนและจำเจียงจวินโม่ได้ ก็ยิ้มทักทายพวกเขา ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องที่เจียงจวินโม่กลับมาและสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้พร้อมกับภรรยานั้นแพร่สะพัดไปแล้ว เพราะเมื่อวานคุณปู่เจียงภูมิใจจนอวดไปทั่ว


   ดังนั้นตอนนี้เมื่อเห็นทั้งสองคน ทุกคนจึงมีท่าทีเป็นมิตรมาก ไม่ได้ดูถูกลู่เซี่ยเลยด้วย


   นั่นกลับทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจมาก เพราะดูเหมือนว่าคนในหมู่บ้านนี้จะเต็มไปด้วยคนดีๆทั้งนั้น และหลังจาก.ออกจากหมู่บ้านแล้ว ทั้งสองคนไม่ได้รีบไปซื้อของตรุษจีนที่ห้างสรรพสินค้าทันที เพราะเมื่อได้ฟังคำพูดของคุณปู่เจียง พวกเขาก็ไม่ได้วางแผนจะกลับมาตอนเที่ยง ดังนั้นเจียงจวินโม่จึงถือโอกาสที่มีเวลามากพาเธอไปเดินเล่นที่บ้านหลังเล็กแถวนั้น


   "ไม่ต้องรีบหรอก ค่อยไปหลังตรุษจีนก็ได้" ลู่เซี่ยพูด


   เจียงจวินโม่ยิ้มเล็กน้อย "พาเธอไปดูก่อน ไม่ได้จะย้ายไปอยู่เดี๋ยวนี้หรอก แต่บ้านหลังเล็กนั้นไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้ว คงจะทรุดโทรมมาก ถ้าอยากย้ายไปอยู่ก็ต้องจัดการซ่อมแซมใหม่หน่อย"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า แต่ก็ยังสงสัยอยู่บ้าง "แล้วทำไมปล่อยทิ้งไว้หลายปีแบบนี้ล่ะ ไม่มีใครเข้าไปอยู่เลยเหรอ?"


   เธอจำได้ว่าสมัยนี้ที่อยู่อาศัยขาดแคลนมาก บ้านว่างหลายหลังมักจะถูกจัดสรรให้คนเข้าไปอยู่อาศัยตลอดใครจะรู้ว่าเจียงจวินโม่รีบส่ายหน้าทันที "ไม่ต้องกังวล ที่นี่ไม่มีหรอก คุณปู่ได้ฝากฝังกับสำนักงานเขตแถวนั้นไว้แล้ว พวกเขาจะช่วยดูแลให้"


   ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว มีคุณปู่เจียงอยู่ แบบนั้นคงไม่มีใครกล้าจัดการบ้านหลังเล็กนั้นตามอำเภอใจ


   บ้านหลังเล็กอยู่ในเขตตะวันออกของเมือง ทั้งสองนั่งรถเมล์ไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง


   และหลังจากลงรถแล้ว พวกเขาเข้าไปในตรอกเล็กๆ ถนนในตรอกนั้นก็ไม่ได้กว้างมาก แต่ดูสะอาดสะอ้าน บ้านเรือนโดยรอบไม่ได้มีมากนัก ดูแล้วคนไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไหร่ ถือว่าเป็นที่สงบท่ามกลางความวุ่นวายเจียงจวินโม่พาลู่เซี่ยเดินเข้าไปข้างใน พอเลี้ยวโค้งก็มาถึงแล้ว ประตูใหญ่ของลานบ้านยังอยู่ในสภาพดี กำแพงสูง ด้านบนยังมีชายคา ดูแล้วราวกับเป็นบ้านของตระกูลใหญ่


   เจียงจวินโม่หยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าสะพาย ไขกุญแจประตูใหญ่นั้นโดยตรง แล้วก็ผลักประตูเปิดออก



บทที่ 320: โครงสร้างของบ้านหลังเล็ก



   เมื่อประตูเปิดออก ลู่เซี่ยมองเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงบังตา ซึ่งบดบังทัศนียภาพของลานบ้าน


   จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปข้างใน


   เมื่อเดินอ้อมกำแพงที่บังตาไป ก็จะมองเห็นสภาพภายในลานบ้านได้ทันที เป็นโครงสร้างแบบบ้านสี่เหลี่ยมล้อมลานทั่วไป ตรงข้ามนั้นก็คือห้องรับแขกและห้องหลักอีกสองสามห้อง ด้านซ้ายและขวามีห้องข้างอีกสองสามห้อง ตรงกลางเป็นลานกว้าง


   ที่มุมด้านซ้ายของลานมีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ ไม่รู้ว่ายังใช้งานได้อยู่หรือไม่ ตรงกลางด้านขวามีต้นพุทราใหญ่ต้นหนึ่ง ใต้ต้นไม้มีโต๊ะหินและม้านั่งหิน ดูแล้วจัดวางไว้สวยงามทีเดียว


   แน่นอนว่า ถ้าไม่นับหญ้ารกที่ขึ้นบนพื้นนั้น ลู่เซี่ยมองดูด้วยความประหลาดใจ ก่อนหน้านี้เจียงจวินโม่บอกว่าเป็นบ้านหลังเล็ก เธอคิดว่าพื้นที่คงจะเล็กมาก ไม่คิดว่าจะใหญ่โตขนาดนี้ แค่ห้องพักก็น่าจะมีสิบกว่าห้องแล้ว


   แต่ยังไม่หมดแค่นี้


   เจียงจวินโม่พาเธอเดินอ้อมไปด้านหลังห้องหลักโดยตรง


   ไม่คิดว่าที่นี่จะมีสวนเล็กๆอยู่ด้วย!


   แม้จะถูกทิ้งร้างไปนานมากแล้ว แต่ก็ยังเห็นภูเขาจำลองอยู่ และสวนก็มีขนาดไม่เล็กเลย


   จากนั้นก็ได้ยินเจียงจวินโม่อธิบายว่า "คือจริงๆแล้วลานเล็กนี้มีหนึ่งชั้นครึ่ง ว่ากันว่าคุณตาของผมชอบทำตัวเป็นคนมีวัฒนธรรม ท่านชอบตกปลามาก แต่ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่อยากออกไปข้างนอก จึงขุดบ่อปลาเล็กๆในสวนหลังบ้าน แล้วเลี้ยงปลาเอง


   หลังจากคุณตาเสียชีวิต คุณยายก็ไม่มีใจจะดูแล บ่อปลาจึงถูกทิ้งร้าง ดอกไม้และหญ้าในสวนก็ถูกถอนออกหมด แล้วปลูกผักแทนที่ แน่นอนว่าภูเขาจำลองและของอื่นๆก็ไม่ได้ทิ้งไป


   ถ้าในอนาคตเธออยากจัดการมัน ก็จัดระเบียบใหม่ซะหน่อยก็ได้"


   "ที่นี่มีบ่อปลาเล็กๆด้วยหรือ?" ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ สวนแบบนี้ในเมืองหลวงถือว่าดีมากแล้ว


   เธอมองดูอย่างพอใจ "ดูเหมือนว่าที่นี่จะใหญ่จริงๆเลยนะเราสามารถเว้นที่ไว้ปลูกดอกไม้บ้าง ที่เหลือปลูกผัก ต่อไปก็ไม่ต้องซื้อแล้ว"


   เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอมีฝีมือในการปลูกผัก จึงปล่อยให้เธอจัดการตามใจ


   หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปดูบ้านในที่สุด


   พอเข้าประตูโถงหลักก็เป็นห้องรับแขกใหญ่ เหมือนกับในละครทีวีของพวกบ้านคนรวย โต๊ะหลักและโต๊ะข้างถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


   นอกจากนี้ โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งดูมีกลิ่นอายของยุคสมัยมาก


   ลู่เซี่ยตั้งใจจะลองสัมผัสดู แต่เมื่อเห็นฝุ่นเกาะหนาอยู่บนนั้น เธอก็ล้มเลิกความคิด


   จากนั้นเธอก็หันไปถามเจียงจวินโม่อย่างสงสัย "พวกนี้ไม่ใช่ของโบราณใช่ไหม?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "แม้จะสืบทอดมาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐจีน แต่วัสดุที่ใช้ก็ธรรมดา เป็นเพียงไม้ทั่วไปนี่แหละ"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่ผิดหวัง "ดูดีนะ เข้ากับลานบ้านนี้ด้วย ฉันว่าพวกเราเก็บไว้ก็ดีนะ"


   "อื้ม!" หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปดูห้องนอน และห้องนั่งเล่น


   มีห้องนอนสองห้อง อยู่ทั้งสองข้างของห้องนั่งเล่น พื้นที่ในนั้นก็ไม่เล็ก


   แต่อุปกรณ์ภายในห้องนั้นถือว่าเก่ามาก เจียงจวินโม่มองดูแล้วก็พูดว่า "ถ้าจะอยู่ก็ต้องปรับปรุงใหม่ซะหน่อย ตอนนั้นรวมสองห้องนอนเป็นห้องเดียว ให้พื้นที่กว้างขึ้น แล้วก็ต้องกั้นออกมาอีกห้องเพื่อทำเป็นห้องอาบน้ำ"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "แต่การติดตั้งชักโครกน่าจะไม่ค่อยสะดวกใช่ไหม?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "ตอนนั้นพวกเราค่อยถามดูก็ได้ ผมว่าน่าจะจัดการได้อยู่นะ"


   พอได้ยินแบบนั้นลู่เซี่ยก็วางใจ


   หลังจากนั้นเจียงจวินโม่มองไปยังห้องนอนอีกด้านหนึ่ง "ด้านนั้นก็เหมือนกัน พอตกแต่งเสร็จแล้วก็เก็บไว้ให้คังคังและลูกๆในอนาคตได้"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วพูดไม่ออก คังคังตัวเล็กแค่นั้น เขาก็วางแผนให้แยกไปนอนห้องอื่นแล้วเหรอ?


   แต่ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะวางแผนไว้นานแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจที่คังคังนอนด้วยกันกับพวกเขามานานแล้ว พอลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็ได้แต่ส่ายหัวอย่างจนปัญญา


   หลังจากนั้นห้องข้างๆสองห้องก็มีการจัดการ ห้องหนึ่งทำเป็นห้องหนังสือ อีกห้องทำเป็นห้องครัว ที่เหลือจัดการอย่างง่ายๆโดยทำเป็นห้องรับแขก


   หลังจากนั้นทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้ว


   แต่พูดง่ายๆแบบนี้ พอทำจริงๆก็เป็นงานใหญ่พอตัว


   คงต้องรอหลังปีใหม่ถึงจะจัดการได้




จบตอน

Comments