countryside ep341-360

บทที่ 341: ความคลุมเครือ


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขากินข้าวด้วยกันที่โรงเรียนหลังจากเปิดเทอม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กินอาหารกันเสร็จ ทั้งสองไม่ได้กลับไปพักที่หอพักเหมือนก่อนหน้านี้ แต่หาที่สงบนั่งคุยกันสักพัก


   "เป็นเพราะผู้ชายคนนั้นใช่ไหม?" เจียงจวินโม่ถาม


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หันไปมองเขาแวบหนึ่ง เห็นว่าเขาไม่ได้โกรธจึงถอนหายใจโล่ง.อก ก่อนที่จะพยักหน้าแล้วพูดว่า "ใช่ ถึงเขาจะไม่ได้พูดอะไร แต่ดูเหมือนเขาจะมีความคิดแบบนั้นอยู่ ฉันเลยรีบปฏิเสธไปก่อน"


   พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็ยิ้ม แม้ในใจจะยังไม่ค่อยสบายใจนัก แต่เห็นลู่เซี่ยเปิดเผยแบบนี้ก็ดีใจไม่น้อย เขาอดใจไม่ไหวเอียงตัวกอดเธอทีหนึ่ง แต่เพราะอยู่ที่มหาวิทยาลัยอยู่ จึงถูกลู่เซี่ยดันออกอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายเขาก็แอบจับมือเธอไว้แล้วถอนหายใจกล่าวว่า


   "ทำยังไงดีล่ะ? คุณลู่ของผมมีแต่คนมาชอบเต็มไปหมดแล้ว นี่ผมกดดันมากเลย!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะพรืด มองเขาอย่างระอา "ถ้าจะมีใครกดดันก็ต้องเป็นฉันสิ หน้าตาแบบนายน่าจะได้รับความนิยมมากกว่าฉันอีก ฉันยังไม่ได้ถามเลย ไหนนายบอกมาสิ หลังเปิดเทอมมีสาวๆคนไหนสนใจนายบ้างไหม?"


   "เอ่อ..." พอได้ยินเธอถามเรื่องนี้ขึ้นมา เจียงจวินโม่ก็รู้สึกเกร็งๆ แล้วรีบเอามือลูบจมูก


   นี่เป็นท่าทางประจำเวลาเขารู้สึกไม่มั่นใจ ลู่เซี่ยรู้ดีอยู่แล้ว จึงทำหน้าบึ้งทันที


   "นี่มีจริงๆเหรอ?"


   "ไม่มี!" เจียงจวินโม่รีบปฏิเสธ "ตอนเปิดเทอมใหม่ๆก็มีจริงๆ แต่หลังจากนั้นผมก็พกรูปของคุณกับคังคังติดตัวไปด้วย ทุกวันหลังเลิกเรียนผมจะเอาออกมาดูหลายครั้ง นานๆเข้าทุกคนก็รู้ว่าผมแต่งงานแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมายุ่งอีกเลย" ลู่เซี่ยจึงวางใจ และรู้สึกพอใจกับวิธีการของเขา


   "ดีมาก ต่อไปก็ทำแบบนี้ด้วยนะ จำไว้ว่าห้ามมองผู้หญิงคนอื่นแม้แต่แวบเดียว!"


   "ครับ ผมทราบแล้วครับคุณภรรยา!" เจียงจวินโม่ชอบท่าทางเผด็จการแบบนี้ของเธอมาก "คุณก็เหมือนกันนะ!"


   "ฉันเป็นยังไง?" ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว


   เจียงจวินโม่รีบพูด "ไม่มีอะไรหรอก ผมหมายถึงต่อไปผมจะมารับคุณบ่อยๆ จะได้ไม่มีพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมารบกวนคุณอีก"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "อันนี้ได้ แต่ต้องไม่รบกวนการเรียนของนายนะ"


   "รู้แล้วครับ!"


   จริงๆแล้วเจียงจวินโม่คิดมากเกินไป สมัยนี้ทุกคนค่อนข้างให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ชายหญิง ลู่เซี่ยหน้าตาสวยภาษาอังกฤษก็เก่ง จะไม่มีคนสนใจเธอได้ยังไง


   อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เธอแต่งงานก็ไม่ได้ปิดบังใครๆ เพราะเธอไม่ได้อยู่หอพักในโรงเรียน ดังนั้นหลังจากที่ทุกคนรู้ว่าเธอแต่งงาน เพื่อนผู้ชายในชั้นเรียนก็ไม่มีความคิดอะไรเกินเลยกับเธอแล้ว


   มีน้อยคนที่เป็นแบบหลี่หัว ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเขารู้เรื่องที่เธอแต่งงานหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เธอก็เคยบอกเขาไปแล้วว่าเธอไม่ได้อยู่หอพัก


   อย่างไรก็ตาม หลังจากครั้งนี้ หลี่หัวคงไม่มาหาเธออีกแล้ว


   แต่สิ่งที่ลู่เซี่ยไม่คาดคิดก็คือ ไม่ใช่แค่หลี่หัวที่ไม่มาหา แต่หลังจากที่เจียงจวินโม่มารับเธอหลายครั้ง ผู้ชายคนอื่นๆที่เคยสนใจเธอก็ไม่มีความคิดอะไรเกินเลยอีก


   เพราะเจียงจวินโม่นั้นดูท่าจะเด่นเกินไป ทั้งสองคนหล่อสวย และยังดูรักกันมาก ทำให้คนอื่นได้แต่อิจฉา


   หลังจากแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้แล้ว ลู่เซี่ยก็สามารถตั้งใจเรียนได้อย่างเต็มที่


   ผลก็คือไม่กี่วันต่อมา เซี่ยกุ้ยฟางก็ไม่ทานข้าวกับพวกเธอแล้ว ตอนแรกลู่เซี่ยไม่ได้สนใจ แต่ต่อมาบังเอิญพบว่าเธอกินข้าวกับหลี่หัว ตอนนี้ทั้งสองคนดูพูดคุยหัวเราะกันดูสนิทสนม


   ลู่เซี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี หรือว่าหลี่หัวเปลี่ยนเป้าหมายแล้วเหรอ?


   ต้องยอมรับว่าแม้เซี่ยกุ้ยฟางจะมีนิสัยที่ไม่ค่อยดี แต่หน้าตาก็ไม่เลว บวกกับฐานะทางบ้านก็ถือว่าดี จริงๆ แล้วเธอก็เป็นที่นิยมพอสมควร


   ส่วนหลี่หัวเป็นหัวหน้าชั้นของคณะวรรณคดี ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนดีด้วย


   ดังนั้นทั้งสองคนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเข้ากันได้ดีใช่ไหม?



บทที่ 342: ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย



   หลังจากที่ทุกคนเห็นพวกเขาไปด้วยกันหลายครั้ง แม้แต่คนอื่นในหอพักก็สังเกตเห็นสถานการณ์นี้


   วันนี้ตอนเที่ยง หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วกลับมา อวี๋หวั่นเห็นเซี่ยกุ้ยฟางมีสีหน้าเขินอายจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "เซี่ยกุ้ยฟาง เธอกำลังคบหาดูใจกับหลี่หัวอยู่เหรอ?"


   เซี่ยกุ้ยฟางได้ยินแบบนั้นเธอก็หน้าแดง จ้องอีกฝ่ายตาขวาง "อย่ามาพูดจาเหลวไหลน่า เพื่อนหลี่ก็แค่อยากเรียนภาษาอังกฤษ แค่มาขอคำแนะนำจากฉันเท่านั้นเอง"


   อวี๋หวั่นไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ "ภาษาอังกฤษของเธอแย่ขนาดนั้น เขาจะมาขอคำแนะนำอะไรจากเธอได้? ยังไม่ดีเท่าไปขอคำแนะนำจากลู่เซี่ยเลย"


   พอได้ยินแบบนั้น เซี่ยกุ้ยฟางก็ดูอึ้งไป ถึงแม้ว่าที่พูดมานั้นจะเป็นความจริง แต่จำเป็นต้องพูดตรงๆขนาดนั้นเลยเหรอ?


   ดังนั้นเธอจึงจ้องอวี๋หวั่นอีกครั้งแล้วพูดว่า "ลู่เซี่ยน่ะแต่งงานแล้ว ทุกวันเวลาดูแลลูกยังแทบจะไม่พอเลย จะมีเวลาที่ไหนให้คำแนะนำคนอื่นได้"


   ลู่เซี่ยคนที่เป็นหญิงแต่งงานแล้ว มองเธอแวบหนึ่งแต่ไม่พูดอะไร


   แต่อวี๋หวั่นยังคงไม่ค่อยเชื่ออยู่ดี "ในห้องเรามีผู้ชายตั้งเยอะ ถามใครก็ได้ ทำไมต้องเลือกถามเธอด้วย!"


   "ไม่ใช่เรื่องของเธอซะหน่อย!" เซี่ยกุ้ยฟางโกรธจนหน้าดำหน้าแดง รีบคลุมผ้าห่มนอนลงไม่สนใจเธออีก


   คนอื่นๆมองหน้ากันแล้วก็ไม่พูดอะไร เพราะถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา


   วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลู่เซี่ยค่อยๆปรับตัวเข้ากับจังหวะการเรียนของโรงเรียนได้ ตอนนี้เธอไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเหมือนแต่ก่อน และยังมีเวลาพักผ่อนเหลือในแต่ละวันด้วย


   ชีวิตผ่อนคลายลงไม่น้อยเลยด้วย


   วันนี้หลังเลิกเรียนวิชาภาษาอังกฤษ อาจารย์หลี่ก็ได้เรียกเธอและฉู่เหลียงเฉินไปที่ห้องทำงาน


   จากนั้นก็พูดถึงจุดประสงค์ที่เรียกออกมา "อาจารย์ได้วัดระดับภาษาอังกฤษของพวกเธอทั้งสองคนแล้ว มันก้าวหน้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆมาก พื้นฐานที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในชั้นปีหนึ่งก็ได้เรียนรู้ไปหมดแล้ว อาจารย์ก็วางใจได้ ดังนั้นจึงอยากถามว่าพวกเธออยากทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนไหม?"


   ลู่เซี่ยนั้น พอเธอได้ฟังก็แอบสงสัย "ขอโทษนะคะ ขอถามได้ไหมคะว่าเป็นงานพิเศษประเภทไหนคะ?"


   อาจารย์หลี่ยิ้มแล้วตอบว่า "ก็ต้องเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาของพวกเธอ พอดีฉันรู้จักกับบรรณาธิการของสำนักพิมพ์นิตยสาร พวกเขาต้องการคนแปลนิตยสารหรือหนังสือภาษาอังกฤษเป็นระยะระยะอยู่ แล้วงานที่ฉันพูดถึงก็คืองานแปลนี่แหละ"


   หลังจากได้ฟัง ลู่เซี่ยก็แอบครุ่นคิดสักพัก แม้ตอนนี้เธอจะไม่ขัดสนเงินทอง แต่ก็ไม่อาจนั่งกินนอนกินไปเรื่อยๆได้ และดูเหมือนว่างานนี้จะเหมาะกับเธอมาก อีกทั้งยังสามารถฉวยโอกาสเรียนรู้และเข้าใจความรู้เพิ่มเติมได้อีกด้วย


   เรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ไปพร้อมกับหาเงินเลยทีเดียว ดังนั้นเธอจึงพยักหน้าตกลงทันที


   และสิ่งที่น่าประหลาดใจคือฉู่เหลียงเฉินก็ตกลงด้วยเช่นกัน ดูท่าแล้วหมอนี่ก็คงไม่ขัดสนเงินทอง หรือว่าเขาก็ทำเพื่อการเรียนรู้เหมือนกัน?


   อาจารย์หลี่เห็นพวกเขาตอบตกลงแล้วก็พอใจมาก "ตกลง งั้นก็เอาตามนี้นะ อีกไม่กี่วันฉันจะเอาสิ่งที่ต้องแปลมาให้พวกคุณ ช่วงนี้พวกคุณเตรียมตัวไว้หน่อยก็ดี การแปลกับการพูดปกติไม่เหมือนกัน มีหลายอย่างที่ต้องระวัง"


   "ได้ครับ ขอบคุณอาจารย์มากนะครับ" ลู่เซี่ยและเพื่อนโค้งคำนับขอบคุณแล้วก็จากไป


   หลังจากออกมา ฉู่เหลียงเฉินก็หันมามองเธอแวบหนึ่ง "สหายลู่เคยแปลมาก่อนไหม?"


   เรื่องนี้เธอยังไม่เคยทำจริงๆ เพราะชาติก่อนเธอแค่เคยทำในห้องเรียนอย่างง่ายๆ ไม่เคยรับงานพิเศษเพื่อหาเงินเลยสักครั้ง ลู่เซี่ยจึงส่ายหัว "ไม่เคยค่ะ แล้วสหายฉู่ล่ะคะ?"


   ฉู่เหลียงเฉินเชิดคางขึ้นอย่างมั่นใจ "ผมเคยช่วยที่บ้านทำมาหลายครั้งแล้วล่ะ"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า ในดวงตาของเธอดูมีแววอิจฉานิดๆ สมแล้วที่ครอบครัวเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ตามธรรมชาติ!


   ฉู่เหลียงเฉินเห็นเธอเป็นแบบนี้ก็ยิ่งพอใจ จึงแนะนำเธอสักหน่อย "นอกจากพจนานุกรมที่อาจารย์หลี่บอก คุณยังซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่านดูได้นะ"


   แล้วเขาก็บอกชื่อหนังสือมาหลายเล่ม


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกซาบซึ้งใจมาก "ขอบคุณสหายมากนะคะ ถ้าต่อไปมีอะไรไม่เข้าใจฉันอาจจะต้องรบกวนคุณแล้วล่ะค่ะ"


   ฉู่เหลี่ยงเฉินพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง แล้วหมุนตัวเดินจากไป


   ลู่เซี่ยมองดูแล้วอดขำไม่ได้ คิดในใจว่าช่างเป็นเด็กน้อยที่ทั้งเย่อหยิ่งและน่ารักจริงๆ



บทที่ 343: การแปล



   หลังจากกลับมา ลู่เซี่ยก็เล่าเรื่องที่ตั้งใจจะทำงานพิเศษควบคู่ไปกับการเรียนให้เจียงจวินโม่ฟังอย่างดีใจพอเจียงจวินโม่ได้ฟังแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการที่เธอจะทำงานพิเศษเพื่อหาเงิน เห็นเธอดีใจก็พลอยดีใจไปด้วย


   แต่ในตอนที่เธอไม่ทันสังเกต เขาก็แอบครุ่นคิดเงียบๆอยู่นาน แล้วก็กลับมาเป็นปกติก่อนที่เธอจะทันสังเกตเห็น


   แน่นอนว่าลู่เซี่ยไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะกำลังคิดเรื่องงานพิเศษอยู่


   วันหยุดสุดสัปดาห์ เจียงจวินโม่พาเธอไปซื้อหนังสือที่จำเป็น และหลังจากกลับมาก็ลองเปิดดู ก็พบว่ามีประโยชน์จริงๆ แล้วก็ยิ่งเห็นชัดว่าฉู่เหลียงเฉินคนนี้ต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ พอถึงวันจันทร์เปิดเรียน อาจารย์หลี่ก็มอบหมายงานให้พวกเขา แล้วก็นัดวันส่งงานทันที


   หลังจากกลับมา ลู่เซี่ยก็เริ่มลงมือแปล


   ซึ่งจริงๆแล้วเธอรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมานิดหน่อย เพราะไม่เคยทำงานแปลอย่างจริงจังมาก่อน พอได้รับงานมาก็ดูอยู่นานไม่รู้จะเริ่มยังไงดี โชคดีที่มีเจียงจวินโม่คอยช่วย


   ลู่เซี่ยถึงได้รู้ว่าภาษาอังกฤษของเจียงจวินโม่ก็เก่งมากเช่นกัน ไม่เพียงแต่ออกเสียงได้มาตรฐาน คลังคำศัพท์ในหัวของเขาก็เยอะมาก แม้แต่ภาษาที่แปลออกมาก็ไพเราะมาก


   ลู่เซี่ยเมื่อเห็นแล้วทั้งประหลาดใจและทึ่ง รู้สึกว่าสามีของเธอยังมีข้อดีอีกมากมายที่รอให้เธอค้นพบ


   แต่เดิมนั้น ลู่เซี่ยคิดว่าตัวเองก็มีข้อดีที่พอจะนำออกมาอวดได้ แต่เมื่อเทียบกับเจียงจวินโม่แล้ว ก็ดูไม่โดดเด่นอะไรเลยสักอย่าง แต่ก็ดีที่เขาเป็นคนของเธอแล้ว


   ด้วยความช่วยเหลือของเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยก็เรียนรู้วิธีการแปลได้อย่างรวดเร็ว และหลังจากนั้นก็ไม่ต้องรบกวนเขาอีกต่อไป เพราะนี่เป็นงานของเธอเอง ลู่เซี่ยก็เลยก็ถือโอกาสนี้หาเงินไปพร้อมกับเรียนรู้เพิ่มเติม ดังนั้นจะถามเขาก็ต่อเมื่อไม่เข้าใจจริงๆเท่านั้น


   ส่วนเจียงจวินโม่ก็เคารพเธอ เพียงแต่หลังจากนั้นทุกคืนเมื่อเธอกลับมาแปล เขาก็จะถือหนังสือมานั่งอ่านเป็นเพื่อนเธอ


   และเมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ ลู่เซี่ยก็รู้สึกอุ่นใจ


   ผ่านไปราวครึ่งเดือนโดยที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้ ในที่สุดก็แปลเอกสารเล่มแรกเสร็จ


   และเนื่องจากเป็นงานพิเศษครั้งแรก อาจารย์หลี่จึงให้งานง่ายๆก่อน เพื่อดูฝีมือ ถ้าเห็นว่าใช้ได้ ก็จะมีงานต่อไป


   ดังนั้นเมื่อลู่เซี่ยนำไปให้อาจารย์หลี่ เธอจึงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง


   ลู่เซี่ยไปกับฉู่เหลียงเฉิน ฉู่เหลียงเฉินแปลเสร็จก่อนหน้านี้แล้วหลายวัน แต่เพียงแค่เขาไม่ไปส่งเอง กลับบอกว่าจะรอไปพร้อมกับเธอ ลู่เซี่ยฟังแล้วก็รู้ว่านี่เป็นการเอาใจเธอโดยเฉพาะ จึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก


   อาจารย์หลี่รับเอกสารของทั้งสองคนไป แต่ว่าไม่ได้รีบตรวจดูทันที เขาเพียงแค่พยักหน้าและพูดว่า "ไม่เลวเลยนะ พวกเธอแปลได้เร็วมาก กลับไปรอข่าวนะ ฉันจะเอาไปให้สำนักพิมพ์นิตยสารตรวจดูก่อน ถ้าพวกเขาคิดว่าเหมาะสมก็จะมีงานต่อ"


   ลู่เซี่ยรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที "ขอบคุณอาจารย์หลี่มากนะคะ!"


   หลังจากกลับมา ฉู่เหลียงเฉินเห็นว่าลู่เซี่ยยังดูตื่นเต้นอยู่ จึงปลอบใจว่า "เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก ยังไงก็คงไม่มีปัญหาหรอก เพราะสมัยนี้นักแปลหายากจะตายไป พวกเขาก็หาคนไม่ได้มาก ดังนั้นแค่ไม่แย่เกินไปก็ใช้ได้แล้ว"


   ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นจึงโล่งใจขึ้น "อย่างนั้นเองเหรอ งั้นฉันก็สบายใจแล้ว ขอบคุณสหายมากๆเลยนะ!"


   "อืม" ฉู่เหลียงเฉินพยักหน้าอีกครั้ง แล้วเดินจากไปอย่างเย่อหยิ่ง


   ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นก็อดขำไม่ได้


   ช่วงนี้เธอยุ่งกับงานแปลตลอด แม้แต่ตอนกลางวันกลับหอก็ไม่ได้พักผ่อนดีๆสักวัน ดังนั้นครั้งนี้เมื่อกลับมาแล้วทุกคนเห็นว่าเธอไม่ได้หยิบหนังสือออกมาก็รู้สึกแปลกใจ


   "มีอะไรหรือเปล่า? หรือว่าเธอไม่ต้องแปลแล้วเหรอ?" อวี๋หวั่นถาม


   อาจารย์หลี่หางานแปลให้ลู่เซี่ยกับฉู่เหลียงเฉิน คนอื่นๆในชั้นเรียนก็รู้กันหมด และเพราะแบบนั้น ทุกคนถึงได้พากันอิจฉา เพราะงานนี้ค่าตอบแทนไม่น้อยเลย และยังได้ฝึกฝนตัวเองด้วย


   แต่คนอื่นๆก็รู้ระดับความสามารถของตัวเองดี จึงได้แต่อิจฉาเท่านั้น หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น และหวังว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสหาเงินแบบนี้บ้าง


   ลู่เซี่ยพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ฉันแปลเสร็จแล้ว ตอนนี้พวกเราเลยได้พักสองสามวันน่ะ"



บทที่ 344: คบกันแล้ว?



   อวี๋หวั่นฟังแล้วรู้สึกอิจฉา เธอเลยพูดว่า "ดีจังเลย ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกว่าเรียนภาษาอังกฤษไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่พอเห็นเธอเพิ่งเปิดเทอมก็สามารถใช้ภาษาอังกฤษหาเงินได้แล้ว ฉันเริ่มรู้สึกว่าการเรียนภาษาอังกฤษมีประโยชน์มากเลยล่ะ"


   พอได้ยินเธอพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ยิ้มให้ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูดว่า "เธอคิดแบบนั้นก็ถูกนะ"


   "เห้อ!!" อวี๋หวั่นอุทาน "แต่ช่วงนี้น่ะ เพื่อนในห้องหลายคนก็เริ่มขยันขึ้นมาก หัวหน้าห้องยังจัดตั้งชั้นเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนด้วย หลังเลิกเรียนหลายคนจะไปเรียนต่ออีกหนึ่งชั่วโมงเลยนะ"


   ลู่เซี่ยหัวเราะ เพราะเธอไม่คิดว่าจะมีเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีเหมือนกัน ต้องให้แรงจูงใจพวกเขาบ้าง เพื่อกระตุ้นทัศนคติในการเรียนของทุกคน ไม่รู้ว่าอาจารย์หลี่ตั้งใจแบบนี้หรือเปล่า ถึงได้จงใจหางานให้พวกเขาทำ


   "แล้วเธอจะไปไหม?" ลู่เซี่ยถามอวี๋หวั่น


   "ไปสิ! ในห้องยกเว้นพวกที่ไปกลับอย่างเธอ แม้แต่คนที่แต่งงานแล้วก็ยังไปเลย ดูเหมือนว่าทุกคนจะขยันมากเลยล่ะ แถมฝั่งผู้ชายยังรวมเงินกันซื้อวิทยุ และฟังวิทยุฝึกออกเสียงกันทุกวันเลย"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็แอบรู้สึกแปลกใจ ไม่คิดว่าทุกคนจะขยันขนาดนี้ จึงรู้สึกทึ่งอยู่บ้าง คิดว่าต่อไปตัวเองก็ไม่ควรอาศัยว่ามีพื้นฐานแล้วปล่อยตัว ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนคนอื่นไล่ทันได้ง่ายๆ


   หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็คุยกับคนอื่นอีกสองสามประโยค แล้วจู่ๆก็สังเกตว่าในหอพักดูเหมือนจะขาดคนไปหนึ่งคน


   "เซี่ยกุ้ยฟางล่ะ?" พอได้ยินลู่เซี่ยถาม เย่หนานก็ตอบตรงๆว่า "เธอไม่อยู่ ช่วงนี้เธอยุ่งกับการแปล อาจจะไม่ทันสังเกต กุ้ยฟางน่ะไม่ได้กลับมาตอนเที่ยงหลายวันแล้วล่ะ!"


   ลู่เซี่ยแปลกใจ "ถ้าไม่กลับมา แล้วไปไหนล่ะ?"


   เย่หนานแสดงสีหน้าบอกไม่ถูก "ก็คงอยู่กับหัวหน้าชั้นของพวกเรา ดูเหมือนว่าทั้งสองคนคบกันแล้ว เห็นรักกันหวานชื่นเลย แทบจะไม่อยากจากกันแม้แต่วิเดียว ตอนนี้พวกเขาน่าจะกำลังนอนกลางวันในห้องเรียนแหละมั้ง"


   ‘การคบกันแล้วนอนกลางวันด้วยกันในห้องเรียนเป็นวิธีการนัดเดทแบบใหม่หรือ?’


   แต่ว่า...


   "พวกเขาเป็นแฟนกันอย่างเป็นทางการแล้วเหรอ?"


   "อืม เมื่อไม่กี่วันก่อนพวกเราเห็นทั้งสองคนจับมือกัน พอกลับมาก็ถามเซี่ยกุ้ยฟาง เธอก็พยักหน้ารับ"


   "อืม... ก็เร็วดีนะ!" ลูเซี่ยบอก


   ถันอวิ๋นฟางหัวเราะ "ถ้าทั้งสองคนมีใจให้กันก็เร็วอยู่แล้วล่ะ?"


   ลู่เซี่ยคิดว่าก็จริง เพราะยุคนี้การคบหากันก็เร็ว เลยไม่คิดมากอีกต่อไป


   หลังจากนั้นเธอมองไปที่เสียวหย่าที่แทบไม่มีตัวตนเลย


   เธอไม่เคยเห็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายขนาดนี้มาก่อน อาจจะเป็นเพราะกลัวว่าทุกคนจะรังเกียจ ปกติเธอพูดน้อยมาก แทบไม่มีตัวตน ถ้าไม่ใช่เพราะลู่เซี่ยเคยได้ยินเธอพูด ก็คงคิดว่าเธอเป็นใบ้ไปแล้ว การอาศัยอยู่กับคนอื่นแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คาดว่าถ้าย้ายออกไปอยู่ที่อื่นน่าจะดีขึ้น


   อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ลู่เซี่ยก็หันไปถามถันอวิ๋นฟางว่า "พี่อวิ๋นฟางไม่เคยคิดจะส่งเสียวหย่าไปโรงเรียนบ้างหรือ? การที่เธออยู่แต่ในหอพักแบบนี้คงจะเบื่อนะ?"


   ถันอวิ๋นฟางก็แอบกังวลเรื่องลูกสาวพอสมควร เพราะตอนนี้เธอต้องเข้าเรียน แต่ก็ไม่สามารถพาลูกสาวเข้าไปในห้องเรียนด้วยได้ ตอนกลางคืนยังต้องไปทำงานที่โรงอาหารสองชั่วโมงเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนด้วย


   ดังนั้นตั้งแต่เสียวหย่ามาอยู่ที่หอพัก เธอแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย



บทที่ 345: ข้อเสนอของเย่หนาน



   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ถอนหายใจ คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสมได้


   เรื่องนี้จัดการยากจริงๆ และคนอื่นก็ช่วยอะไรไม่ได้มากด้วย เพราะดูเหมือนถันอวิ๋นฟางจะเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง ถ้าพวกเธอจะเสนอให้ยืมเงิน คาดว่าเธอคงไม่ยอมรับแน่นอน เพราะไม่ใช่เงินจำนวนน้อย และกว่าเธอจะเรียนจบก็อีกสี่ปีเขาไปแล้ว


   สุดท้ายได้แต่พูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก งั้นวันหยุดสุดสัปดาห์พี่ก็พาเธอออกไปเที่ยวเล่นได้นะ"


   ถันอวิ๋นฟางจึงพยักหน้า "ใช่แล้ว สัปดาห์ที่แล้วฉันพาเสียวหย่าออกไปเดินเล่น ก็ดูมีความสุขดี"


   เมื่อได้ยินแม่พูดแบบนั้น เสียวหย่าก็ยิ้มอย่างเขินอาย


   ในตอนนั้นเย่หนานก็พูดขึ้นมาว่า "ถ้าพี่อวิ๋นฟางอยากหาเงิน ลองส่งบทความไปให้สำนักพิมพ์ดูสิคะ ถ้าได้รับการตีพิมพ์ก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์ด้วยนะ"


   ถันอวิ๋นฟางฟังแล้วรู้สึกสนใจ จึงรีบถามว่า "จริงเหรอ? แต่การเขียนบทความก็คงไม่ง่ายสิ ใช่ไหม?"


   เย่หนานยิ้มและกล่าวว่า "สำหรับคนอื่นอาจจะยาก แต่สำหรับพวกเราน่าจะง่าย เพราะพวกเราก็เป็นสาวมากความสามารถจากคณะวรรณคดีของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดังนั้นการเขียนบทความสักชิ้นคงไม่ยากเย็นอะไรหรอกค่ะ และถ้าไม่มั่นใจก็เขียนหลายๆชิ้นไปเลย ต้องมีสักชิ้นที่ได้รับเลือกแน่นอน"


   เมื่อได้ยินแบบนี้ ถันอวิ๋นฟางรู้สึกเหมือนได้เปิดประตูสู่โลกใหม่ "ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ? ฉันก็เขียนได้เหรอ?"


   "แล้วทำไมจะเขียนไม่ได้ล่ะคะ? ก็ต้องเขียนได้สิ ฉันเองก็เคยเขียนมาก่อน หลังเปิดเทอมก็มีบทความหนึ่งชิ้นที่ได้รับเลือก ฉันจะให้พี่ดูก็ได้นะ" เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น ไม่เพียงแค่ถันอวิ๋นฟางเท่านั้น แม้แต่ลู่เซี่ยก็ยังรู้สึกสนใจ


   อวี๋หวั่นถึงกับตื่นเต้นพูดว่า "จริงเหรอ บทความของเธอได้ลงในหนังสือพิมพ์ด้วยเหรอ เย่หนานเอ๊ย!! เรื่องใหญ่ขนาดนี้ยังปิดบังพวกเราไว้ได้ ถึงกับไม่บอกเพื่อนร่วมห้องเลยเหรอ!"


   เย่หนานไม่คิดว่าทุกคนจะตื่นเต้นขนาดนี้ จึงรู้สึกเขินอายและพูดว่า "มีอะไรน่าพูดล่ะ ก็แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง"


   "ได้ลงหนังสือพิมพ์แล้วยังจะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กอีกเหรอ" อวี๋หวั่นตื่นเต้นมาก "เธอนี่เก่งมากเลยนะ!"


   "ใช่แล้ว" ลู่เซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย "มันเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ!"


   เย่หนานยิ้มอย่างเขินอาย "ไม่หรอกค่ะ จริงๆแล้วก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยฉันก็เคยทำงานที่แผนกประชาสัมพันธ์ของโรงงานมาก่อน เคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์มาบ้างแล้ว แต่ก็เป็นแค่หนังสือพิมพ์เล็กๆ และจริงๆแล้วแค่เขียนตามเหตุการณ์จริง หรือเขียนเรื่องที่ประชาชนสนใจในตอนนี้ ก็ง่ายที่จะได้รับเลือกจากสำนักพิมพ์แล้ว"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกประหลาดใจ ความคิดของเธอช่างแหลมคมจริงๆ ดูแล้วน่าจะเหมาะกับการทำข่าวมาก นี่ก็คือการติดตามประเด็นร้อนของเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ใช่หรือ!


   ระหว่างที่พูดคุยกัน เย่หนานก็ได้หยิบหนังสือพิมพ์ที่เธอเขียนออกมาให้ทุกคนดู


   ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ระดับประเทศอะไร แต่เป็นหนังสือพิมพ์รายวันของเมืองหลวง ซึ่งก็นับว่ามีชื่อเสียงมากแล้ว! พอลู่เซี่ยดูเนื้อหา บทความนี้มีหัวข้อหลักเกี่ยวกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนแปลงชีวิต จากนั้นเธอก็เขียนถึงประสบการณ์หลังจากผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและได้เข้าเรียนในมุมมองของตัวเอง


   ลู่เซี่ยอ่านแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนในเรื่องนั้น เพราะเมื่อดูจากวันที่ตีพิมพ์น่าจะเป็นช่วงไม่กี่วันหลังเปิดเทอม


   ตอนนี้เป็นช่วงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกำลังเป็นที่สนใจ จึงเป็นการติดตามประเด็นร้อนแห่งยุคได้อย่างทันท่วงที


   คนอื่นๆอ่านแล้วก็ชื่นชมไม่หยุด


   ถังย่วนอ่านแล้วก็ถอนหายใจพลางพูดว่า "แต่เดิมฉันก็อยากลองดูเหมือนกัน แต่พอได้อ่านงานของเย่หนานแล้ว ฉันรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ไหวแน่เลย ฝีมือการเขียนห่างชั้นกันมาก"


   ถันอวิ๋นฟางก็พยักหน้าเห็นด้วย "ฉันก็เหมือนกัน ฉันเขียนแบบนี้ไม่ไหวหรอก นี่มันดีเกินไปแล้ว!"


   เย่หนานส่ายหน้า "พวกเธอไม่จำเป็นต้องเหมือนฉันหรอก จริงๆแล้วการเขียนบทความก็มีรูปแบบของมัน พวกเธอไม่จำเป็นต้องเขียนแบบนี้ก็ได้ แค่เขียนสรรเสริญประเทศชาติ หรืออะไรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวก็พอ


   อย่างเช่น พี่อวิ๋นฟาง พี่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ไม่ใช่แค่ชีวิตปัญญาชนหลายปี แต่ยังมีการย้ายจากทางใต้ของประเทศมาทางเหนือ ทั้งปรับตัวทั้งใช้ชีวิต แถมยังเคยสอบเข้ามหาวิทยาลัยและสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย ประสบการณ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่คนอื่นไม่มี ต้องมีอะไรบางอย่างที่คนอื่นไม่รู้แน่ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเขียนได้ทั้งนั้นเลยนะคะ"



บทที่ 346: ถูกขวาง



   "แบบนี้ก็ได้เหรอ?"


   "ใช่แล้วค่ะ! และไม่เพียงแต่เขียนให้หนังสือพิมพ์เท่านั้นนะคะ พี่ยังสามารถเขียนให้นิตยสารได้ด้วย แต่มีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ถ้าพี่อยากรู้ เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้พี่ฟังเอง เพราะฉันแค่รู้สึกว่าพวกเราที่เรียนสาขาวรรณกรรม ควรจะหาเงินด้วยฝีมือการเขียนสิ ถ้าใช้แรงงานมันก็ไม่น่าจะตรงสายหรือเปล่า?"


   ถันอวิ๋นฟางถูกเธอพูดหว่านล้อมจนใจอ่อน มองดูลูกสาวในอ้อมแขนที่เงียบขรึมลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็กัดฟันพยักหน้า


   "ตกลง ฉันจะเขียน! ตอนนั้นคงต้องรบกวนเย่หนานช่วยสอนฉันด้วยนะ!!"


   เย่หนานยิ้ม "วางใจเถอะพี่อวิ๋นฟาง พี่ต้องเขียนได้ดีแน่นอน"


   ลู่เซี่ยที่ได้เห็นมิตรภาพดีๆ เธอก็ยิ้มเช่นกัน เธอชอบเย่หนานมาก เพราะอีกฝ่ายนิสัยดี ปฏิบัติต่อผู้อื่นก็ดี เชื่อว่าด้วยความช่วยเหลือของเธอ ถันอวิ๋นฟางน่าจะสามารถปรับปรุงชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และอาจจะค้นพบคุณค่าของตัวเองในบางมุมด้วย


......


   เมื่อทำงานแปลเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยตั้งใจจะผ่อนคลายตัวเองสักหน่อย


   พอวันนี้หลังเลิกเรียน เจียงจวินโม่ไม่ได้มารับเธอ เพราะหลังจากที่เลิกเรียนอาจารย์ของเขามีธุระกับเขานิดหน่อย แต่ว่าทั้งสองคนได้พูดกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เลยนัดเวลากลับบ้านให้ช้าลงหน่อย


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตั้งใจจะถือโอกาสนี้ไปที่ห้องสมุด เพราะตั้งแต่เจ้ามหาลัยมา เธอยังไม่เคยไปห้องสมุดเลย จึงแอบรู้สึกว่าเสียเปล่านิดหน่อย ดังนั้นตอนนี้จึงตั้งใจจะแวะไปดูสักหน่อย


   อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางไปนั้น ลู่เซี่ยก็ถูกผู้หญิงคนหนึ่งขวางทางไว้อย่างไม่คาดคิด


   หญิงสาวคนนี้ดูผอมบางและแต่งตัวเรียบง่าย แต่ดูเหมือนว่าเธอจะอายุไม่มากเท่าไหร่นัก เพียงแต่ใบหน้าของเธอดูเหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยฝุ่นเท่านั้นเอง อีกทั้งยังมีกระเป๋าสะพายหลังอยู่ด้านหลังด้วย ทำให้เธอดูค่อนข้างลำบาก


   เมื่อหญิงสาวเห็นเธอ ก็เอ่ยปากถามว่า "สวัสดีสหาย ฉันอยากถามว่าฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไปทางไหน?"


   ฝ่ายรับสมัครนักศึกษา? ลู่เซี่ยได้ยินก็เริ่มสงสัย แต่ก็ยังชี้ทางให้ "คุณเดินตรงไปตามทางนี้ เลียบทะเลสาบไปจนสุด แล้วเลี้ยวขวานะคะ จากนั้นคุณจะเห็นตึกสีขาวหลังเล็กๆ น่าจะอยู่ที่ชั้นสองค่ะ"


   หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพลางพยักหน้า "ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ"


   ลู่เซี่ยเลยพยักหน้าตอบ จากนั้นก็เห็นเธอสะพายกระเป๋าและกำลังจะเดินไป แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ยังเอ่ยปากว่า "ตอนนี้เลิกเรียนแล้ว พวกอาจารย์ก็เลิกงานแล้ว ดังนั้นสำนักงานคงไม่มีคนอยู่ ถ้าคุณมีธุระอะไร น่าจะมาใหม่พรุ่งนี้นะ"


   หญิงสาวได้ยินแล้วก็ชะงักไป "ม.. ม.. ไม่มีคนแล้วเหรอคะ?"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "ฟ้าใกล้มืดแล้ว คุณครูเลิกงานกันหมดแล้วล่ะค่ะ"


   หญิงสาวได้ยินแล้ว ก็ดูผิดหวังมาก เธอยืนนิ่งอยู่กับที่ ดูเหมือนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี


   ลู่เซี่ยก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็ยุ่งเรื่องของคนอื่นโดยการเอ่ยถามว่า "ตอนนี้เปิดเทอมมานานแล้ว นักเรียนใหม่รุ่นก่อนก็เรียนไปได้สักพักแล้ว นักเรียนใหม่รุ่นถัดไปก็ยังไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยเลย คุณมาที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษามีธุระอะไรเหรอ?"


   หญิงสาวคนนั้นได้ยินแล้วก็อึ้งไปครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร ลู่เซี่ยคิดว่าเธอไม่อยากพูด จึงไม่ได้ยืนกรานต่อ แต่กลับพูดว่า "งั้นพรุ่งนี้มาหลังแปดโมงเช้าก็แล้วกัน ตอนนั้นสำนักงานรับสมัครนักศึกษาน่าจะมีคนอยู่แล้ว"


   หญิงสาวได้ยินแล้วก็โค้งคำนับด้วยความขอบคุณ "ขอบคุณนะคะ"


   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเธอจะตื่นเต้นขนาดนี้ จึงรีบหลบไปด้านข้างพลางโบกมือ "ไม่เป็นไร นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้ว"


   พูดจบลู่เซี่ยก็กำลังจะเดินจากไป แต่พอจะหันหลังกลับก็ได้ยินหญิงสาวถามต่อว่า "ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ ในมหาวิทยาลัยมีที่พักค้างคืนไหมคะ"


   ลู่เซี่ยอึ้งไป "พักค้างคืน? คุณไม่มีที่พักเหรอ"


   แม้จะเห็นว่าเธอมาที่มหาวิทยาลัยคงเพราะมีธุระ และไม่ใช่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องพักในมหาวิทยาลัยนี่นา


   หญิงสาวได้ยินเธอถามแบบนั้นก็กัดริมฝีปาก กลัวว่าลู่เซี่ยจะคิดว่าเธอเป็นคนเร่ร่อน จึงรีบพูดว่า "ฉันมีจดหมายแนะนำตัวค่ะ แค่ว่าเงินติดตัวเหลือน้อยแล้ว เลยอยากหาที่พักชั่วคราวสักคืน"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็แปลกใจ แต่ก็ยังส่ายหน้าพูดว่า "ในมหาวิทยาลัยนอกจากหอพักแล้วก็ไม่มีที่พักค้างคืนที่อื่นหรอกค่ะ ตอนกลางคืนประตูอาคารเรียนจะถูกล็อกหมด ไม่อนุญาตให้คนอยู่ข้างในด้วย"



บทที่ 347: ฉันชื่อเซี่ยกุ้ยฟาง



   หลังจากได้ยินเช่นนั้น หญิงสาวก็ยืนนิ่งอยู่กับที่ มือทั้งสองข้างขยำชายเสื้อด้วยความประหม่า ดูน่าสงสารอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะน่าสงสารแค่ไหน ลู่เซี่ยก็ไม่ได้เอ่ยปากชวนเธอไปพักที่เตียงในหอพักของตน


   เพราะว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนคุ้นเคย และก็ไม่รู้ว่าเป็นคนดีหรือไม่ ถ้าเกิดว่าพาไปที่หอพักอย่างไม่ระมัดระวัง หากเธอทำอะไรไม่ดีขึ้นมา คนอื่นๆในหอพักก็คงจะได้รับผลกระทบไปด้วย


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงไม่ได้เสนอความช่วยเหลือ เพียงแต่แนะนำว่า "ถ้าคุณไม่มีที่พักจริงๆ คุณสามารถไปอยู่ที่สถานที่สาธารณะอย่างสถานีรถไฟสักคืนก็ได้ แต่ต้องระวังเรื่องความปลอดภัยด้วยนะ! ที่นั่นมีคนร้ายอย่างพวกค้ามนุษย์เยอะ"


   หญิงสาวพยักหน้า และไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากเธอ เพียงแต่กล่าวอย่างจริงใจว่า "ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ เดี๋ยวฉันจะพิจารณาดู"


   พูดจบ เธอก็เห็นลู่เซี่ยกำลังจะจากไป หญิงสาวจึงเอ่ยขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายว่า "สหายคะ คุณเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งใช่ไหมคะ?" พอได้ยินลู่เซี่ยพยักหน้า


   จากนั้นดวงตาของหญิงสาวก็เปล่งประกายด้วยความอิจฉาทันที "ดีจังเลยค่ะ!"


   ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไรมาก คราวนี้เธอหมุนตัวจากไปจริงๆ


   อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอเดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินเสียงหญิงสาวตะโกนมาจากด้านหลังว่า "ขอบคุณนะคะเพื่อน ฉันชื่อเซี่ยกุ้ยฟาง หวังว่าเราจะได้พบกันอีก!"


   ลู่เซี่ยชะงักฝีเท้าทันที หยุดเดินแล้วค่อยๆหันกลับมาทันที


   "เธอบอกว่า... ชื่ออะไรนะ?"


   หญิงสาวดูเหมือนจะแปลกใจเล็กน้อยที่ลู่เซี่ยหันกลับมาอย่างกะทันหัน แต่ก็ตอบออกไปตรงๆอีกครั้งว่า


   "ฉันชื่อเซี่ยกุ้ยฟาง เซี่ยที่แปลว่าขอบคุณ กุ้ยที่แปลว่าดอกกุ้ยฮวาและฟางที่แปลว่าความงามค่ะ เพราะตอนฉันเกิด พอดีต้นกุ้ยฮวาหน้าบ้านกำลังออกดอก ผู้ใหญ่เลยตั้งชื่อนี้ให้ฉันค่ะ"


   ลู่เซี่ยพยักหน้าเมื่อได้ยินดังนั้น "อย่างนั้นหรอ ชื่อไพเราะดีนะ"


   แล้วก็ถามอย่างไม่ตั้งใจว่า "ว่าแต่บ้านเกิดเธออยู่ที่ไหนล่ะ?" ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยจะเป็นห่วงเธอ หญิงสาวคนนี้จึงไม่ปิดบัง "บ้านฉันอยู่มลฑลกั้นค่ะ เมืองเหยียนเฉวียน อำเภอเจี้ยงโหยว ตำบลหงหนาน หมู่บ้านเซี่ยเหอซี"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็เงียบไป บ้านเกิดก็ตรงกันด้วย


   ตอนนี้เธอรู้สึกว่าเธอน่าจะค้นพบอะไรบางอย่างเข้าแล้ว


   ไม่รู้ว่าควรจะยุ่งเรื่องของคนอื่นดีไหม แต่เมื่อเห็นสภาพของหญิงสาวที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ก็รู้สึกใจอ่อน จึงคิดสักครู่แล้วถามว่า


   "แล้วเธอจะไปไหนต่อล่ะ? แล้วคืนนี้จะทำยังไง?"


   เมื่อได้ยินคำถามนั้น สาวน้อยตอบอย่างเขินอายว่า "ขอโทษค่ะ พอดีว่าสถานีรถไฟอยู่ไกลพอสมควร ฉันไม่คิดจะไปแล้วล่ะ ฉันจะอยู่ที่โรงเรียนสักคืนก็พอ"


   เธอพูดจบแล้ว ก็กลัวว่าอีกฝ่ายจะคิดมาก จึงรีบพูดต่อ "มหาวิทยาลัยนี้กว้างใหญ่ ฉันแค่หาที่นั่งสักที่ นั่งอยู่แค่คืนเดียวก็พอแล้วค่ะ" พอลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ตอนนี้เพิ่งจะถึงเดือนมีนาคมเท่านั้น อุณหภูมิข้างนอกยังต่ำมาก การนั่งข้างนอกทั้งคืนไม่เจ็บป่วยก็แปลกแล้ว อีกทั้งดูเหมือนเธอจะใส่เสื้อผ้าบางๆมาด้วย คงจะยิ่งแย่กว่าเดิมแน่นอน


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงถอนหายใจ แล้วมองนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกกว่าชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดกับเจียงจวินโม่


   คิดแล้วคิดอีกก็ตัดสินใจไม่ไปห้องสมุดแล้ว จึงพูดกับผู้หญิงคนนั้นว่า "คุณกินข้าวเย็นหรือยัง? ไปกินข้าวที่โรงอาหารกันก่อนเถอะ ฉันเลี้ยงเอง!"


   สาวน้อยได้ยินแล้วรีบส่ายหน้าทันที "ไม่ล่ะค่ะ ไม่ไปแล้ว ฉันไม่หิว!"


   ฟังแล้วก็รู้ว่ายังไม่ได้กิน ลู่เซี่ยจึงถอนหายใจ แล้วหาข้ออ้าง "ไม่ต้องกังวลไป ฉันสนใจประเพณีบ้านเกิดของคุณมากเลยนะ อยากรู้จักคุณมากขึ้น ถือว่าเลี้ยงข้าวเป็นค่าตอบแทนแล้วกัน"


   สาวน้อยรีบโบกมือ "ไม่ต้องหรอกค่ะ ถ้าคุณอยากรู้อะไร ฉันจะบอกทุกอย่างที่คุณอยากรู้ ไม่ต้องเลี้ยงข้าวหรอก" แต่ลู่เซี่ยยืนกรานอย่างหนักแน่น "ไปเถอะค่ะ ข้าวที่นี่ก็ไม่ได้แพงอะไรมาก แล้วโรงอาหารก็มีที่นั่ง คุณก็ไปพักผ่อนได้ด้วย!"


   สาวน้อยได้ยินแล้วก็ลังเลเล็กน้อย เธอเดินทางมาหลายวันกว่าจะถึงปักกิ่ง และตอนนี้เธอก็เหนื่อยมากจริงๆ


   ดังนั้นหลังจากคิดสักครู่ เธอจึงตกลง "ก็ได้ ฉันจะไปโรงอาหารกับคุณ แต่คุณกินเองก็พอ ไม่ต้องซื้อให้ฉันนะคะ"


   ลู่เซี่ยยังคงไม่พูดอะไร แต่รีบพาเธอไปที่โรงอาหารทันที



บทที่ 348: เรื่องราวของผู้หญิงคนนั้น



   ตอนนี้เลยเวลาอาหารมานานแล้ว โรงอาหารไม่ค่อยมีคนมากนัก ลู่เซี่ยเข้าไป แล้วหามุมให้ผู้หญิงคนนั้นนั่ง จากนั้นก็ไปตักอาหารเอง


   เดิมที ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ตั้งใจจะกินที่โรงเรียน เพราะที่บ้านคงจะเก็บอาหารไว้ให้พวกเขาแล้ว ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ซื้ออะไรมามากนัก แค่ซาลาเปาสองลูก โจ๊กสองชาม และจานผักดองเค็มเท่านั้น


   เมื่อนำกลับมา เธอก็แบ่งให้ผู้หญิงคนนั้นหนึ่งส่วน


   แต่เมื่อเห็นเธอจะปฏิเสธ ลู่เซี่ยจึงพูดตรงๆว่า "ฉันซื้อมาแล้ว ถ้าคุณไม่กินก็เสียเปล่า ไม่ต้องกังวลหรอกนะ อาหารในมหาลัยราคาถูกมาก ทั้งหมดนี้ไม่ถึงหนึ่งเหมาด้วยซ้ำ" พอผู้หญิงคนนั้นได้ยินแล้วจึงสบายใจ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะกินฟรี จึงล้วงเงินหนึ่งเหมาจากกระเป๋าส่งให้เธอ


   "ฉันไม่สามารถกินอาหารของคุณฟรีได้ ถ้าคุณไม่รับเงิน ฉันก็จะไม่กินนะ"


   เห็นเธอยืนกรานแบบนั้น ลู่เซี่ยจึงจำใจรับไว้


   หลังจากนั้น ผู้หญิงคนนั้นจึงเริ่มกิน ส่วนลู่เซี่ยก็ถามเรื่องขนบธรรมเนียมของบ้านเธอไปด้วยระหว่างกินข้าว ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้สังเกตว่าผิดปกติ จึงเล่าทุกอย่างที่รู้


   ไม่นานทั้งสองก็กินเสร็จ ผู้หญิงคนนั้นก็เช็ดปากแล้วพูดอย่างอิจฉาว่า "อาหารในโรงอาหารของพวกคุณอร่อยจริงๆเลยนะคะ สมแล้วที่เป็นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง!"


   ลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย "ก็ดีนะ อีกอย่างรัฐบาลยังให้เงินอุดหนุน ก็เลยราคาถูกด้วย"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ่งรู้สึกอิจฉามากขึ้น


   ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ตรงหน้าจึงถามว่า "จริงสิ บ้านคุณอยู่ไกลขนาดนั้น แล้วมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งล่ะ? แถมยังมาหาฝ่ายรับสมัครนักศึกษาอีก เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งเหรอ?"


   พอผู้หญิงคนนั้นได้ยินแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่แน่ใจว่าควรพูดดีหรือไม่ แต่เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยดูเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอในตอนกลางคืน ทั้งยังพาเธอไปกินข้าวด้วย คิดแล้วคิดอีกจึงตัดสินใจเล่า


   "ฉันมาเพื่อถามทางมหาวิทยาลัยว่าปีที่แล้วฉันสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งหรือเปล่าน่ะ?"


   "หา? ทำไมต้องถามแบบนั้นล่ะ ถ้าสอบติดก็ต้องได้รับจดหมายตอบรับไม่ใช่หรือ?" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็เริ่มเดาได้บ้าง แต่ก็ยังไม่แสดงออกมา


   สาวคนนั้นได้ยินแล้วสีหน้าซับซ้อน "ใช่แล้วค่ะ ถ้าเกิดว่าฉันสอบติดก็จะได้รับจดหมายตอบรับ ดังนั้นตอนที่ฉันไม่ได้รับ ฉันก็คิดว่าตัวเองสอบไม่ติด"


   "อ้อ? แล้วยังไงต่อ?" ฟังดูแล้วเหมือนจะมีเรื่องราวอื่นแฝงอยู่


   สาวคนนั้นดูเหมือนจะอัดอั้นมานาน ในที่สุดก็ได้คนที่คุยด้วยได้ จึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด


   "จริงๆแล้วหลังจากสอบเสร็จใหม่ๆ ฉันรู้สึกว่าฉันทำได้ไม่เลว หลังจากเทียบคำตอบกับปัญญาชนในหมู่บ้านของเรา ทุกคนก็คิดว่าฉันต้องสอบติดแน่ๆ แต่ผลที่ออกมากลับไม่เป็นอย่างที่คาด ปัญญาชนที่สอบได้แย่กว่าฉันยังได้รับจดหมายตอบรับ มีแค่ฉันที่ไม่ได้รับ


   ตอนนั้นฉันรู้สึกแปลกใจมาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะคิดแค่ว่าตัวเองคงทำได้ไม่ดี แล้วก็เริ่มทบทวนเพื่อเตรียมตัวสอบครั้งต่อไป ผลสุดท้ายเมื่อครั้งที่ไปอำเภอ ฉันได้พบกับเพื่อนร่วมชั้นที่ทำงานอยู่ที่ไปรษณีย์ แต่เพื่อนคนนั้นกลับแสดงความยินดีกับฉันที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้!


   ตอนนั้นฉันรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะว่าฉันไม่ได้สอบติดนี่นา?


   แต่เธอกลับยืนยันอย่างมั่นใจว่าเคยเห็นจดหมายแจ้งผลการสอบเข้าที่ส่งมาถึงฉัน แม้จะไม่รู้ว่าสอบติดมหาวิทยาลัยไหน แต่จดหมายแจ้งผลการสอบเข้านั้นเป็นของฉันแน่นอน เพราะที่อยู่ในจดหมายเขียนถึงหมู่บ้านของพวกเรา


   จากนั้นเธอก็บอกว่าหลังจากนั้น จดหมายก็ถูกพนักงานส่งของของตำบลเรานำไปแล้ว


   แต่ฉันไม่เคยได้รับจดหมายเลย ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


   แต่ต่อมาฉันก็ไปถามที่ไปรษณีย์ในตำบล พวกเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่าไม่เคยได้รับจดหมายแจ้งผลการสอบเข้าของฉัน


   ฉันเลยไม่เชื่อ จึงไปถามที่สำนักงานการศึกษาอำเภอด้วย แต่ก็ไม่มีของฉันอยู่ดี


   แต่เพื่อนของฉันไม่มีทางดูผิดแน่นอน ถ้าไม่มีจริงเธอคงไม่พูดกับฉันแบบนั้น”


   เมื่อได้ยินเธอพูดมาถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็เริ่มจะแน่ใจแล้วว่าเธอถูกคนอื่นแอบอ้างชื่อไปแทนแน่นอน และคนที่แอบอ้างชื่อเธอไปนั้น อาจจะเป็นคนที่เธอรู้จักด้วย จากนั้นก็ได้ยินหญิงสาวพูดต่อไปอีกว่า


   "ตอนนั้น ฉันได้ยินว่าในอำเภอมีข่าวดี มีคนสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาทันที



บทที่ 349: ไม่ยอมแพ้



   เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้หญิงคนนั้นก็ยิ้มแห้งๆอย่างซับซ้อน


   "และคนคนนั้น ฉันก็รู้จักด้วย เธอชื่อเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น เธอเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของฉัน แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือตอนมัธยมปลายเธอไม่เคยตั้งใจเรียนเลยสักนิด แม้จะได้รับความชื่นชอบจากครูเพราะฐานะทางบ้านของเธอดี แต่ทุกครั้งที่สอบเธอก็ได้คะแนนท้ายๆของห้องตลอด ในขณะที่ฉันได้ที่หนึ่งของรุ่นทุกครั้ง


   แต่คนแบบนี้กลับสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ ส่วนฉันกลับสอบไม่ติด!"


   "เธอรู้สึกไม่ยอมแพ้สินะ?" ลู่เซี่ยถาม


   "ใช่" หญิงสาวพยักหน้า "ฉันรู้สึกว่าไม่ควรยอมแพ้ ไม่ใช่เพราะอิจฉา แต่ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะสอบติด จริงๆแล้วฉันก็เลือกมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นอันดับหนึ่ง หลังสอบเสร็จฉันมั่นใจ80%ว่าจะสอบติด แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนฟ้าล้อเล่นกับฉัน" พอลู่เซี่ยได้ยินแล้ว เธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี


   จากนั้นก็ได้ยินหญิงสาวคนนั้นถามว่า "เธอก็คิดว่าฉันคิดมากไปใช่ไหม?"


   พอได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ส่ายหัว


   หญิงสาวเห็นดังนั้นก็ฝืนยิ้ม แต่ดวงตาของเธอยังคงดูซับซ้อนอยู่ "แต่คนในครอบครัว และคนในหมู่บ้านคิดว่าฉันบ้าไปแล้ว พวกเขาคิดว่าฉันยอมรับความจริงที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ถึงได้คิดอะไรฟุ้งซ่านแบบนี้ พวกเขาอยากให้ฉันตั้งสติแล้วสอบใหม่อีกครั้ง"


   พอได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ได้แต่ถอนหายใจ "ถ้าฉันจำไม่ผิด อีกสามวันก็จะถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยรอบสองแล้วนะ ถ้าเธอออกมาตอนนี้ คงไม่ทันสอบรอบนี้แล้วล่ะ"


   หญิงสาวคนนั้นพยักหน้า ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ใช่ค่ะ! ที่บ้านไม่เห็นด้วยที่ฉันจะออกมาแบบนี้ แต่พวกเขาคิดว่าถึงแม้ฉันอยากจะรู้ความจริง ก็ควรรอจนกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะเสร็จสิ้น ถ้าตอนนั้นสอบติดก็จะไม่เสียโอกาสไป"


   ลู่เซี่ยพยักหน้าเช่นกัน เมื่อเธอมั่นใจว่าตัวเองเรียนเก่งขนาดนั้น ถ้าสอบติดครั้งแรกได้ ครั้งที่สองก็น่าจะติดเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนมาขนาดนี้


   สาวน้อยพูดถึงตรงนี้แล้วหัวเราะอย่างขมขื่น "แต่ฉันรู้ทั้งหมดนั่นแหละค่ะ พวกเขาล้วนหวังดีกับฉัน แต่ฉันไม่ยอมเด็ดขาด! ความรู้สึกที่ชีวิตถูกคนอื่นจัดการแบบนั้น ฉันจะไม่ยอมเด็ดขาด ฉันถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าครั้งหน้าฉันสอบติดอีก ผลจะเหมือนครั้งที่แล้วหรือเปล่า เพราะฉันกลัวมาก ดังนั้นฉันต้องหาความจริงให้ได้ ฉันปิดบังครอบครัว และขอจดหมายแนะนำจากหมู่บ้าน เอาเงินที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานออกมา และฉันก็จะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะรู้ความจริง"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วถอนหายใจ แม้จะเข้าใจความรู้สึกของเธอ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเธอหุนหันพลันแล่นจนเกินไป ยุคนี้การออกเดินทางคนเดียวแบบนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ไม่มีทางสู้นั้น ถือว่าอันตรายมาก เธอควรดีใจที่มาถึงปักกิ่งอย่างปลอดภัย


   "แล้วเธอแน่ใจได้ยังไงว่าเธอสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งแน่ๆ ถ้าเกิดไม่ใช่มหาวิทยาลัยนี้ที่รับเธอล่ะ?"


   สาวน้อยยิ้มเศร้า เห็นได้ชัดว่าคิดเรื่องนี้มาแล้ว "ฉันตั้งใจจะไปถามทุกมหาวิทยาลัยที่ฉันสมัคร ถ้าไม่มีที่ไหนรับฉันเลย ฉันก็จะยอมแพ้ค่ะ"


   "ถ้าเธอไม่ได้สอบติดจริงๆ แถมยังพลาดโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ไปด้วยล่ะ แบบนั้นเธอจะไม่เสียใจเหรอ?" ลู่เซี่ยถาม


   "ฉันไม่เสียใจค่ะ ถ้าไม่ได้ทำความเข้าใจให้ชัดเจน ฉันจะไม่มีวันยอมแพ้และปล่อยวางเด็ดขาด" หญิงสาวกล่าวอย่างหนักแน่น


   ลู่เซี่ยฟังแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี หลังจากคิดสักครู่จึงถามว่า "ในเมื่อเธอสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว เธอสมัครคณะอะไรล่ะ?"


   "คณะภาษาอังกฤษค่ะ!" เสียงของหญิงสาวตอบตรงๆ


   ลู่เซี่ยเลิกคิ้วแล้วถามอย่างประหลาดใจ "คณะภาษาอังกฤษเหรอ? แต่การสอบเข้าคณะภาษาอังกฤษต้องมีการสอบเพิ่มเติมนะ ได้ยินมาว่าค่อนข้างยากด้วยนี่"


   หญิงสาวพยักหน้า "ใช่ค่ะ! ต้องสอบเพิ่มเติม! แต่โชคดีที่ฉันเรียนมาหลายปีแล้ว! เลยพอจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง ดังนั้นฉันรู้สึกว่าไม่ยาก"


   ความมั่นใจในคำพูดของหญิงสาวทำให้ลู่เซี่ยสงสัย


   "เรียนมาหลายปี? เธอเป็นเด็กสาวชนบท เธอจะเรียนได้อย่างไร"



บทที่ 350: ภาษาอังกฤษ



   สาวน้อยเห็นความสงสัยของลู่เซี่ย จึงรีบอธิบายว่า "เมื่อไม่กี่ปีก่อน มีศาสตราจารย์เฒ่าคนหนึ่งมาที่หมู่บ้านของพวกเราค่ะ ตอนนั้นฉันยังเด็กอยู่ ก็บังเอิญได้ช่วยเหลือท่านเรื่องหนึ่งเข้า และหลังจากนั้นท่านเห็นว่าฉันค่อนข้างฉลาด จึงสอนความรู้บางอย่างให้ฉัน


   ซึ่งจริงๆแล้วก่อนรู้จักท่าน ฉันไม่เคยไปโรงเรียนเลยสักครั้ง หลังจากเรียนกับท่านมา ฉันได้เข้าเรียนชั้นประถมหกเลย และยังสอบเข้ามัธยมต้นได้ด้วย ครอบครัวถึงได้รู้ว่าฉันมีแววด้านการเรียน จึงฝืนส่งฉันเรียนหนังสือ


   จากนั้นฉันก็สอบเข้ามัธยมปลายของอำเภอได้ และศาสตราจารย์เฒ่าเคยไปเรียนต่อต่างประเทศมาก่อน ภาษาอังกฤษของฉันก็ได้เรียนกับท่านตอนนั้น แต่ว่าน่าเสียดายที่ตอนฉันจบมัธยมปลาย ศาสตราจารย์เฒ่าก็เสียชีวิตไปก่อน


   ส่วนฉันนั้น เพราะได้เรียนจบมัธยมปลายแล้ว และหลังเรียนจบก็ได้เป็นครูที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้านของพวกเรา


   แต่หลังจากทำงานแล้ว ฉันจำคำพูดของศาสตราจารย์เฒ่าได้ว่า การเรียนรู้นั้นจะไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นฉันจึงไม่เคยวางหนังสือเลยสักครั้ง มีเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือเรียนรู้เสมอ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ฉันมั่นใจว่าตัวเองต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่นอน"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เริ่มเข้าใจ เห็นว่าเธอไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก จึงพูดภาษาอังกฤษกับเธอขึ้นมาทันที


   ไม่คิดว่าแม้สาวน้อยจะประหลาดใจ แต่ก็สามารถตอบโต้กลับได้ทันที การออกเสียงค่อนข้างมาตรฐาน แค่คลังคำศัพท์ยังไม่ค่อยมีมากนัก พูดติดขัดบ้าง แต่ก็ดีกว่าคนส่วนใหญ่ในห้องแล้ว ตอนนี้เธอค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า


   ‘เซี่ยกุ้ยฟางคนนี้คือเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริง’


   ส่วนคนที่ชื่อ "เซี่ยกุ้ยฟาง" ในหอพักของพวกเขา อาจจะเป็นคนที่ผู้หญิงคนนี้เรียกว่าเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น


   พอคิดมาถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนรอบตัวเธอเอง


   เธอไม่รู้ว่าควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยหรือไม่ แต่เมื่อรู้เรื่องแล้ว ถ้าปล่อยไว้เฉยๆ ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยดี อีกอย่างผู้หญิงตรงหน้านี้ก็น่าสงสารมาก!


   ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "แล้วหลังจากนี้คุณตั้งใจจะทำยังไงต่อ? อยากไปถามที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาว่าเคยส่งจดหมายตอบรับให้คุณหรือเปล่าเหรอ?"


   เซี่ยกุ้ยฟางพยักหน้า


   ลู่เซี่ยคิดสักครู่ แบบนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้จึงกล่าวออกไปว่า "แต่คุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าทางมหาวิทยาลัยจะช่วยตรวจสอบให้ ถึงแม้จะตรวจสอบแล้วพบว่ามีชื่อคุณจริง แล้วคุณจะทำยังไงต่อล่ะ? ตอนนั้นคุณจะบอกว่าไม่ได้รับจดหมายตอบรับ แล้วอยากให้ทางมหาวิทยาลัยช่วยตรวจสอบใช่ไหม?"


   ผู้หญิงคนนั้นเงียบไปสักพัก เห็นได้ชัดว่าไม่รู้จะจัดการเรื่องนี้อย่างไร เธอแค่อยากรู้ว่าตัวเองสอบติดหรือไม่ ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป


   แต่ถ้าหากมีชื่อ เมื่อเธอไม่ได้รับจดหมายตอบรับ แล้วจดหมายของเธอไปอยู่ที่ไหน? ทางมหาวิทยาลัยจะจัดการเรื่องนี้ไหม?


   เธอรู้สึกไม่แน่ใจขึ้นมาเฉยๆ


   พอเห็นเธอเงียบไป ลู่เซี่ยจึงพูดต่อว่า "จริงๆแล้วมีวิธีที่ดีกว่านี้อีกนะ"


   "วิธีอะไรเหรอ?" ผู้หญิงคนนั้นรีบถาม


   ลู่เซี่ยยิ้มแล้วพูดว่า "ฉันขอบอกตามตรงว่า ที่ฉันพูดกับคุณมากมายขนาดนี้ ก็เพราะฉันรู้ว่าในหมู่นักศึกษาปีหนึ่งคณะภาษาอังกฤษรุ่นนี้ มีคนชื่อเซี่ยกุ้ยฟางอยู่แล้วน่ะสิ!"


   นักศึกษาหญิงได้ยินแล้วก็ตกตะลึงไปทันที จากนั้นก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที "คุณพูดว่าอะไรนะ? มีคนชื่อเซี่ยกุ้ยฟางอยู่แล้วเหรอ? ชื่อเซี่ยกุ้ยฟางจริงๆเหรอ?"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "ใช่แล้ว! และยังมาจากที่เดียวกับคุณด้วย! ก็คือมลฑลกั้นเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าเมืองอำเภอไหน ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะชื่อซ้ำกันหรือเปล่า"


   พอผู้หญิงคนนั้น ซึ่งก็คือเซี่ยกู้ยฟางได้ยินแล้ว เธอก็กำมือแน่นจนหลังมือซีดขาว พยายามบังคับตัวเองให้สงบเอาไว้ก่อน สักพักจึงพูดว่า


   "แล้วยังไงต่อ? คุณคิดว่าฉันควรทำยังไงดี?"


   ลู่เซี่ยคิดสักครู่ "ฉันว่าไม่ว่าคุณจะตรวจสอบได้หรือไม่ได้ ถึงเวลาคุณก็ควรไปดูก่อนว่าเซี่ยกุ้ยฟางคนนั้นเป็นคนที่คุณรู้จักหรือเปล่า? แล้วถ้าคุณรู้จัก คุณก็จะรู้ว่าเธอเป็นตัวปลอมหรือเปล่า? แบบนี้คุณก็จะรู้ว่าใบแจ้งผลของคุณไปอยู่ที่ไหน


   ถ้าไม่รู้จัก คุณค่อยไปหาฝ่ายรับสมัครนักศึกษา แล้วให้พวกเขาช่วยตรวจสอบว่าใบแจ้งผลของคุณไปอยู่ที่ไหนกันแน่! แน่นอนว่า! ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณสอบติดจริงๆนะ!"



บทที่ 351: ช่วยเหลือ



   หญิงสาวได้ยินแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง


   เห็นได้ชัดว่าเธอเข้าใจความหมายของลู่เซี่ย และจากการสนทนาภาษาอังกฤษระหว่างลู่เซี่ยกับเธอเมื่อสักครู่นี้แล้ว เธอก็เดาได้ว่าลู่เซี่ยน่าจะเป็นนักศึกษาสาขาภาษาอังกฤษเช่นกัน แต่เธอเชื่อในคำพูดของลู่เซี่ยและยินดีที่จะทำตามที่ลู่เซี่ยบอก


   "ขอบคุณนะ ฉันรู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร"


   เมื่อเห็นดวงตาของหญิงสาวมีน้ำตาคลอ และพยายามฝืนยิ้ม ลู่เซี่ยก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน


   "ไม่เป็นไร ฉันแค่เสนอความคิดเห็นก็เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้วนะ อ้อ! ภาควิชาภาษาอังกฤษเริ่มเรียนพรุ่งนี้เวลาแปดโมงเช้า เลิกเรียนช่วงเที่ยงครึ่ง! เธอไปดูเอาที่อาคารเรียนก็ได้"


   หญิงสาวพยักหน้า ตอนนี้สมองของเธอดูเหมือนจะสับสนมาก แต่ก็ยังคงพูดว่า "ขอบคุณ" อยู่ตลอดเวลา


   ลู่เซี่ยถอนหายใจ เพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรดี หลังจากรู้ตัวตนของเธอแล้ว ก็ยิ่งไม่สามารถให้เธอไปพักที่หอพักได้ จึงเอ่ยปากแนะนำว่า "ฉันคิดว่าคืนนี้เธอควรไปพักที่โรงแรมนะ ไม่งั้นถ้าพรุ่งนี้ป่วยขึ้นมา ก็จะแก้ปัญหาลำบาก"


   พอได้ยินแบบนั้น หญิงสาวก็พยักหน้าเห็นด้วย "ฉันรู้ค่ะ เดี๋ยวฉันจะไป ที่ก่อนหน้านี้อยากประหยัดเงินเพราะคิดว่าถ้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่รับ ก็ต้องเสียเวลาไปถามมหาวิทยาลัยอื่นๆ คิดว่าประหยัดได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วจึงเงียบไป เธอหมายความว่าตอนนี้แน่ใจแล้วว่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งจะรับเธอแน่นอน?


   แค่เพราะเธอชื่อเซี่ยกุ้ยฟางเท่านั้นเองหรือ?


   ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไรมากนัก "คุณคงไม่รู้ตำแหน่งของที่พักใช่ไหม? ฉันจะพาคุณไปส่งเลยดีไหม?"


   คราวนี้หญิงสาวไม่ได้ปฏิเสธอีกต่อไป "ดีค่ะ ขอบคุณคุณมากนะคะ!"


   ลู่เซี่ยก็ไม่ได้เสียเวลา เห็นว่าเวลาพอดีแล้ว จึงพาเธอไปรอเจียงจวินโม่ที่นัดกันไว้ก่อน หลังจากเจียงจวินโม่มาถึง แล้วเห็นว่ามีคนเพิ่มมาอีกคนก็ไม่ได้ถามอะไรมาก ทั้งสองคนพาเธอไปส่งแถวที่พักใกล้มหาวิทยาลัยปักกิ่ง


   รอจนเธอเช็คอินเสร็จแล้วถึงได้จากมา


   และระหว่างทางกลับ เธอถึงได้เล่าเรื่องนี้ให้เจียงจวินโม่ฟัง


   เจียงจวินโม่ฟังแล้วก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากว่า "นี่คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมว่า สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง?"


   ลู่เซี่ยถอนหายใจออกมาก่อนจะตอบว่า "ฉันค่อนข้างแน่ใจนะ และที่สำคัญคือเซี่ยกุ้ยฟางคนก่อนหน้านี้ทำให้ฉันสงสัยในตัวเธอสุดๆเลย เธอสอบติดคณะภาษาอังกฤษ แต่ภาษาอังกฤษของเธอแย่มาก รู้คำศัพท์แค่ไม่กี่คำ ไม่เหมือนคนที่สอบผ่านการสอบเพิ่มเติมเลยสักนิด"


   อีกอย่างที่สำคัญคือ ตอนแรกลู่เซี่ยเคยคิดว่าเซี่ยกุ้ยฟางนั้นหูไม่ค่อยดี ตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ทุกครั้งที่เรียกเซี่ยกุ้ยฟางก็ต้องเรียกหลายครั้งเธอถึงจะได้ยิน


   แต่ตอนนี้มาคิดๆดูแล้ว เป็นไปได้มาก ว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้ชื่อนี้ เลยคิดว่าไม่ได้เรียกตัวเธอ


   และในช่วงเวลานี้ สถานการณ์แบบนี้ก็ลดน้อยลงไปมากแล้ว ดูเหมือนว่าจะคุ้นเคยกับชื่อนี้แล้วมั้ง


   เจียงจวินโม่ฟังแล้วพยักหน้า "ไม่ว่าจะอย่างไร คุณก็ได้ช่วยเหลือเซี่ยกุ้ยฟางคนนี้แล้ว ต่อจากนี้เธอจะสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ชัดเจนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอเองแล้วนะ"


   "ใช่แล้ว เรื่องนี้น่ะจริงๆแล้วก็ไม่มีวิธีจัดการตายตัวหรอก ถ้าหากว่าทุกอย่างที่เธอพูดเป็นเรื่องโกหกล่ะก็ สิ่งที่ฉันช่วยได้ก็มีเพียงเท่านี้แล้ว"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า เห็นว่าอารมณ์ของลู่เซี่ยยังไม่ค่อยดีนักจึงยื่นมือไปลูบหัวเธอ "อย่าคิดมากเลย แต่ละคนก็มีโชคชะตาของตัวเองทั้งนั้นแหละ เมื่อเธอได้พบกับมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว ก็ต้องค้นพบความจริงในไม่ช้าก็เร็ว"


   ลู่เซี่ยถอนหายใจ "ฉันรู้แล้วล่ะ ฉันแค่กำลังคิดถึงข้อบกพร่องของสังคมนี้ เรื่องของเซี่ยกุ้ยฟางอาจจะเป็นเพียงหนึ่งในนั้น คุณคิดว่าจะมีคนอื่นที่ประสบเหตุการณ์แบบนี้อีกบ้างไหม?"


   เจียงจวินโม่ฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง "ตอนนี้ประเทศกำลังพัฒนา ในที่สุดก็จะค่อยๆหาโอกาสกำจัดตัวบ่อนทำลายพวกนี้ออกไป เธอเองก็อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ฉันเชื่อว่าประเทศของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า นึกถึงการพัฒนาอย่างรวดเร็วของประเทศจีนในศตวรรษที่21


   "ฉันก็เชื่อแบบนั้นเหมือนกัน!"



บทที่ 352: เจียงจวินโม่อยากหาเงิน



   เมื่อพูดเรื่องนี้จบ เจียงจวินโม่ก็เห็นว่าลู่เซี่ยยังอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงคิดสักครู่แล้วพูดต่อไปว่า "เธอไม่อยากรู้หรอกหรือว่าคืนนี้อาจารย์เรียกฉันไปมีธุระอะไร?"


   ลู่เซี่ยถูกเบี่ยงเบนความสนใจในทันที


   ‘อยากรู้สิ จะไม่อยากรู้ได้ยังไง?’


   ตอนเช้าตอนไปโรงเรียน เจียงจวินโม่ก็บอกเธอแล้วว่าตอนเย็นอาจารย์จะเรียกเขาไปมีธุระนิดหน่อย แต่เมื่อถามว่าเรื่องอะไร เขาก็ไม่ยอมบอก


   "แล้วสรุปว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่?" พอได้ยินว่าคุณภรรยาของตนนั้นสนใจ เจียงจวินโม่ก็ยิ้มเล็กน้อย คราวนี้ไม่ปิดบังอีกต่อไป


   "อาจารย์หางานทำระหว่างเรียนให้ฉันด้วยนะ"


   "อ้อ? เป็นงานอะไรล่ะ?" พอได้ยินแค่นี้ ลู่เซี่ยก็ยิ่งสงสัยมากขึ้น


   ‘ในเมื่อเจียงจวินโม่เรียนวาดรูป ดังนั้นงานพิเศษที่ทำคงไม่ใช่วาดรูปหรอกนะ?’


   ผลปรากฏว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ


   "ที่แถวๆย่านหลิวหลีมีร้านทำเครื่องปั้นดินเผาแห่งหนึ่ง พวกเขากำลังหาคนมาวาดรูปบนเครื่องเคลือบอยู่พอดี เจ้าของโรงงานเป็นเพื่อนของอาจารย์ อาจารย์เลยแนะนำฉันไปน่ะ"


   "อ้าว! งั้นก็ไม่เลวนี่ ตรงกับสาขาที่เรียนพอดีเลย!"


   พอได้ฟังแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็ยิ้มและพูดว่า "ใช่ และที่นั่นเขาจะเผาเครื่องเซรามิกเป็นชุดทุกๆระยะหนึ่ง ถ้าทำได้ดีก็ไม่ต้องกังวลเรื่องงานในอนาคต ตอนนั้นคุณก็ไม่ต้องหาเงินคนเดียวแล้วนะ"


   "เอ๊ะ? หมายความว่านายเห็นฉันทำงานพิเศษหาเงิน เลยตั้งใจไปหางานทำด้วยงั้นเหรอ?"


   "ก็ไม่ถึงกับตั้งใจหาขนาดนั้นหรอก แค่รู้สึกว่าผมเป็นผู้ชาย ดังนั้นการหาเงินเลี้ยงครอบครัวควรเป็นหน้าที่ของผมสิ และผมก็เห็นว่าคุณแปลงานหนักมาก่อน ผมดูแล้วรู้สึกเจ็บใจแทน"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกสับสนไม่รู้จะพูดอะไรดี


   "คุณคิดมากไปแล้ว ที่ฉันทำงานพิเศษแม้จะมีเหตุผลเรื่องเงิน แต่ส่วนใหญ่เป็นการฝึกฝนความสามารถของตัวเองมากกว่า"


   "ผมรู้"


   เจียงจวินโม่ยิ้มให้เธอ "แต่ผมก็อยากหาเงินได้บ้างนี่ ต่อไปเรื่องเลี้ยงดูครอบครัวให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะ คุณผ่อนคลายลงบ้าง ผมไม่อยากให้คุณเหนื่อยมากเกินไปนะ" พอลู่เซี่ยฟังแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจ จึงกอดแขนเขาและซบศีรษะลงไป


   "โม่โม่ คุณนี่ดีจังเลยนะ ฉันโชคดีจริงๆที่ได้เจอคุณ!"


   เจียงจวินโม่รู้สึกถึงความอบอุ่นบนแขน หัวใจของเขาก็เลยอ่อนยวบลงทันที "การได้เจอคุณต่างหากที่เป็นโชคดีของผม!"


.......


   วันก่อนถูกคำพูดของเจียงจวินโม่ดึงความสนใจไป ทำให้เธอลืมเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟางไปชั่วคราว จนกระทั่งมาถึงมหาลัยถึงได้นึกขึ้นได้


   หลังจากนั้นเธอก็รู้สึกกังวลใจขึ้นมา เพราะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะมาเมื่อไหร่ และเรื่องนี้จะสามารถแก้ไขได้หรือไม่


   พอมาคิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้ว ก็อดใจลอยในชั้นเรียนไม่ได้ โชคดีที่เป็นวิชาภาษาอังกฤษ ดังนั้นเธอไม่จำเป็นต้องฟังคำถามของครูก็สามารถตอบได้ จึงไม่ถูกจับได้ จนในที่สุดก็ทนจนหมดคาบเรียน ลู่เซี่ยเก็บหนังสือเรียบร้อยแล้วลงบันไดพร้อมกับอวี๋หวั่น


   ส่วนเซี่ยกุ้ยฟางได้เดินออกไปทันที หลังจากเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น คาดว่าคงมีนัดกับหลี่หัว


   ตลอดช่วงเช้านี้ เธอแทบจะไม่เห็นผู้หญิงคนเมื่อวานเลย ไม่รู้ว่าเธอได้ไปสอบถามผลที่ฝ่ายทะเบียนหรือยัง ถ้าหากเขาไม่ให้เธอตรวจสอบจะทำอย่างไร


   ลู่เซี่ยคิดถึงตรงนี้แล้วก็รู้สึกกังวลขึ้นมา รู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนชอบกังวลเสียจริงๆ ทั้งๆที่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเธอเลยด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาร้อนใจไปด้วยแบบนี้


   "เธอเป็นอะไรไป?" อวี๋หวั่นที่อยู่ข้างๆ สังเกตเห็นว่าตนเองพูดกับลู่เซี่ยแล้วอีกฝ่ายไม่ตอบ จึงถามด้วยความเป็นห่วง


   ตอนนั้นเองที่ลู่เซี่ยได้สติกลับมา "หืม? ฉันเป็นอะไรหรือ?"


   อวี๋หวั่นยังคงรู้สึกกังวลอยู่บ้าง "มีอะไรหรือเปล่า? ฉันรู้สึกว่าเธอดูมีเรื่องกลุ้มใจ"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้าแล้วหาข้ออ้างมาพูด "ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกว่าช่วงนี้เรียนหนักไปหน่อยน่ะ ก็เลยกังวลขึ้นมานิดหน่อย"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวี๋หวั่นก็แสดงสีหน้ากังวลเช่นกัน "เห้อ! ใช่เลยล่ะ! เรียนหนึ่งเทอมแต่เนื้อหาเท่ากับสองเทอม ฉันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิดเลย แต่ถ้าแม้แต่เธอยังรู้สึกเหนื่อย ฉันก็ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย"


   พอลู่เซี่ยเห็นเธอเป็นแบบนั้นก็ยิ้มออก "ไม่ใช่แค่ฉันที่รู้สึกแบบนี้หรอก คงเป็นทุกคนแหละ เธอเองก็ไม่ต้องกังวลนะ อาจารย์คงเข้าใจอยู่แล้วล่ะว่าพวกเราทำเต็มที่แล้ว"


   อวี๋หวั่นพยักหน้าอย่างไม่มีแรง "โอ้ย! ฉันไม่อยากคิดแล้ว คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ สู้คิดว่าจะกินอะไรตอนเที่ยงดีกว่าเนอะ! ได้ยินมาว่าวันนี้โรงอาหารมีเนื้อ ฉันต้องกินซาลาเปาเพิ่มอีกลูกแล้ว!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ "หวังว่าเธอจะกินได้จริงๆนะ!"



บทที่ 353: ฉันต่างหากที่เป็นเซี่ยกุ้ยฟาง



   ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ทั้งสองคนก็มาถึงชั้นล่างของตึก ตอนนี้เป็นเวลาพักเที่ยงพอดี จึงมีคนจำนวนมากออกมาจากอาคารเรียน ทั้งยังมีนักศึกษาจากทุกสาขาวิชามาออกรวมกัน


   ผลปรากฏว่าเมื่อลงมาถึงชั้นล่าง พบว่ามีคนมากกว่าที่พวกเธอคิดเสียอีก เพราะด้านหน้านั้นกลับมีเสียงอึกทึกครึกโครม ฝูงชนไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหนเลย ลู่เซี่ยและอวี๋หวั่นรู้สึกแปลกใจ จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็เห็นร่างของเซี่ยกุ้ยฟางที่ถูกผู้คนล้อมอยู่ตรงกลาง


   และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอก็คือผู้หญิงคนที่ลู่เซี่ยเห็นเมื่อวานนี้นั่นเอง


   เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้จนหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา สะอื้นจนหายใจไม่ทัน แต่ก็ยังจับเซี่ยกุ้ยฟางแน่น ไม่ยอมให้เธอไปไหนด้วย ส่วนเซี่ยกุ้ยฟางนั้นก็มีสีหน้าตกใจกลัวมาก แต่ก็พยายามสลัดตัวให้หลุดเพื่อที่จะจากไป


   "เกิดอะไรขึ้นน่ะ?" อวี๋หวั่นที่อยู่ข้างๆ เริ่มเอ่ยถามอย่างสงสัย


   พอดีเพื่อนร่วมห้องสามคนจากคณะวรรณคดีเห็นพวกเธอลงมาก็เลยเดินเข้ามาหา จึงเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพอดี


   "ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะรออยู่ที่ชั้นล่างตลอดเลยล่ะ พอเห็นหลี่หัวเรียกเซี่ยกุ้ยฟาง ผู้หญิงคนนี้ก็พุ่งเข้ามาจับตัวเธอไว้ทันที แล้วเซี่ยกุ้ยฟางก็ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยเลย จากนั้นก็พยายามจะวิ่งหนี แต่ผู้หญิงคนนั้นมีแรงเยอะมาก สุดท้ายเซี่ยกุ้ยฟางก็หนีไปไม่สำเร็จ แล้วผู้หญิงคนนั้นก็ร้องไห้ออกมา พวกเราก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น"


   ลู่เซี่ยเดาได้ในใจแล้ว แต่ว่าเธอก็ไม่ได้พูดออกมา เธอเลือกที่จะดูเหตุการณ์ต่อไปพร้อมกับเพื่อนร่วมห้องแทน


   เห็นแต่ตอนนี้คนที่มามุงดูนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยกุ้ยฟางก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น เธอเลยหันไปพูดกับหลี่หัวที่อยู่ข้างๆว่า "นี่นายมัวแต่มองอะไรอยู่ล่ะ? รีบช่วยฉันดึงเธอออกไปสิ!"


   หลี่หัวที่อยู่ข้างๆนั้น ก็รู้สึกงุนงงไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกฝ่ายก็เป็นผู้หญิง เขาเลยก็ไม่กล้าลงมือ ได้แต่ถามว่า


   "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เธอรู้จักผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า?"


   เซี่ยกุ้ยฟางนั้น ดวงตาของเธอฉายแววหงุดหงิด "นังนี่เป็นคนบ้าที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันจะไปรู้จักได้ยังไงล่ะ?"


   สาวคนนั้นได้ยินแล้วก็ร้องไห้หนักขึ้นอีก จากนั้นก็เห็นหลี่หัวพูดกับเธอว่า "สหายครับ ขอรบกวนปล่อยคุณเซี่ยกุ้ยฟางก่อนได้ไหมครับ? มีอะไรพวกเราค่อยคุยกันดีๆนะ"


   ผลคือสาวคนนั้นได้ยินคำพูดนี้แล้ว สีหน้าของเธอก็ฉายแววเยาะหยัน ในที่สุดก็เอ่ยปากพูดว่า


   "เซี่ยกุ้ยฟาง? นี่เธอชื่อเซี่ยกุ้ยฟางหรอกเหรอ? ฮ่าๆ เซี่ยอวิ๋นอวิ๋น ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอเปลี่ยนชื่อ แล้วนี่เปลี่ยนเป็นเซี่ยกุ้ยฟางตั้งแต่เมื่อไหร่?"


   เซี่ยกุ้ยฟาง พอได้ยินตรงนี้ดวงตาก็ฉายแววตกใจชั่วครู่ จากนั้นเธอก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว


   "นี่เธอบ้าพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่รู้จักเธอด้วย รีบปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!"


   แต่สาวคนนั้นกลับจับแน่นขึ้นอีก "ไม่รู้จักงั้นเหรอเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายกันมาสองปี ทำไมถึงไม่รู้จักกันล่ะ พูดสิ! ทำไมเธอถึงชื่อเซี่ยกุ้ยฟาง ถ้าเธอเป็นเซี่ยกุ้ยฟาง แล้วฉันเป็นใครล่ะ? ฉันต่างหากที่เป็นเซี่ยกุ้ยฟาง! ฉันต่างหากที่เป็นเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริง!"


   พอสาวคนนั้นพูดจบ ทุกคนก็เผยสีหน้างงงวยออกมา ก่อนจะอุทานด้วยเสียงแหบแห้ง น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นเต็มไปด้วยความแค้นและสั่นเครือนั้น ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกตกใจ และตอนนี้ คนที่มามุงดูก็ต่างอึ้งไปตามๆกัน


   แม้แต่เพื่อนร่วมห้องหลายคนก็ยังงุนงงกับสถานการณ์นี้ อวี๋หวั่นที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับอ้าปากค้าง พักใหญ่ถึงเปล่งเสียงออกมาได้


   "น..น..นี่มันเกิดอะไรขึ้น? คำพูดของเธอ... นี่เธอหมายความว่ายังไง?"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า และไม่พูดอะไรมาก ขมวดคิ้วมองดูสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อไป


   เมื่อหญิงสาวคนนั้นตะโกนประโยคนั้นออกมา สายตาของเซี่ยกุ้ยฟางก็ดูสับสนวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัดไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นเซี่ยกุ้ยฟางก็จ้องเธออย่างดุดัน "พูดเหลวไหลแล้ว เธอต้องการอะไร? เธอเป็นบ้าหรือไง? มาอาละวาดอะไรที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งงั้นเหรอ? เธอน่ะ!! สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติดก็เลยมาแอบอ้างเป็นคนอื่นงั้นเหรอ? เธอนี่มันคนบ้าชัดๆ!"


   "คนบ้าเหรอ! ฮ่าๆๆ คงจะบ้าจริงๆแล้วล่ะ!" หญิงสาวหัวเราะทั้งน้ำตา ดวงตาเต็มไปด้วยความคลั่ง


   “เธอรู้ไหมว่าฉันรู้สึกยังไงตอนที่รู้ว่าฉันได้จดหมายตอบรับ แต่ฉันกลับไม่ได้รับมัน? เธอรู้ไหมว่าการถูกคนอื่นจัดการชีวิตมันเป็นยังไง? แล้วเธอรู้ไหมว่าฉันมาเมืองหลวงคนเดียวด้วยความคิดแบบไหน? เธอกล้าได้ยังไง?! เธอกล้าใช้ชื่อของฉัน ถือจดหมายตอบรับของฉัน มาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ยังไง!”


   “...” ทุกคนเงียบกริบ ณ ที่ตรงนั้นไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดออกมาสักคน


   “เธอรู้ไหมว่าฉันต้องทุ่มเทแค่ไหนเพื่อสิ่งนี้? แล้วทำไมเธอถึงได้มีสิทธิ์มาเสวยผลจากความพยายามของคนอื่นโดยที่ไม่รู้สึกผิดแบบนี้! ทำไมกัน?!”



บทที่ 354: ไม่ยอมรับจนตาย



   พอเสียงพูดจบลง ที่นั่นก็เกิดความโกลาหลทันที ทุกคนต่างตกตะลึงกับความหมายในคำพูดของเธอ


   "อะไรนะ? นี่เธอกำลังบอกว่าเซี่ยกุ้ยฟางเอาใบแจ้งผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเธอไปใช้งั้นเหรอ?" อวี๋หวั่นถามอย่างตกใจ ตอนนี้คนอื่นๆในหอพักต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อนเลย


   ส่วนเซี่ยกุ้ยฟางตอนนี้เหลือแต่ความหวาดกลัวในดวงตา


   "เธอพูดเหลวไหล นี่เธอกำลังพูดบ้าอะไร? ใบแจ้งผลเป็นของฉัน มหาวิทยาลัยก็เป็นที่ที่ฉันสอบติด มันเกี่ยวอะไรกับเธอ อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!"


   หญิงสาวคนนั้นยิ้มเยาะ "เธอสอบติดงั้นเหรอ? เธอสอบติดได้ยังไง? ด้วยคะแนนที่อันดับท้ายๆของเธอทุกครั้งที่สอบ หรือว่าด้วยพ่อแม่ที่เป็นข้าราชการของเธอล่ะ!"


   "นี่เธอพูดเหลวไหลอะไรกัน?" เซี่ยกุ้ยฟางปฏิเสธอย่างหนักแน่น "นี่ก็จบมัธยมปลายมาหลายปีแล้ว เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่ได้ตั้งใจเรียนในช่วงหลายปีมานี้!"


   "หึ!! งั้นเธอก็ยอมรับว่ารู้จักฉันและเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายกับฉันสินะ?"


   พอพูดจบ เซี่ยกุ้ยฟางก็รู้ตัวว่าเธอดันหลงเข้าไปติดกับดักของอีกฝ่ายเสียแล้ว เพื่อนนักเรียนที่มุงดูอยู่ได้ยินถึงตรงนี้ พวกเขาก็เริ่มรู้สึกตัว ผู้หญิงคนนี้ย้อนแย้งอย่างชัดเจน หรือว่าสิ่งที่ผู้หญิงอีกคนพูดจะเป็นความจริง?


   ในขณะเดียวกัน เซี่ยกุ้ยฟางก็รู้ตัวว่าเธอดันพูดผิดไปแล้ว ในใจรู้สึกโกรธแค้นผู้หญิงคนนั้นมาก สีหน้าดูไม่ดีเลย "ยอมรับแล้วจะทำไม? ถึงแม้เราจะเป็นเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายกัน แกก็ไม่สามารถบอกว่าจดหมายตอบรับของฉันเป็นของเธอได้นะ?"


   "หึ! แล้วเธอจะมาแน่ใจได้อย่างไร ว่ามันเป็นจดหมายตอบรับของเธอจริงๆ ?" ผู้หญิงคนนั้นยิ้มเยาะก่อนจะกล่าวว่า "ถ้างั้นทำไมเธอถูกเรียกว่าเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นมาตั้งแต่เด็กจนโต แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยกลับเปลี่ยนเป็นเซี่ยกุ้ยฟาง แถมยังบังเอิญมีชื่อเดียวกับฉันอีก"


   "ฉันอยากทำ เธอจะมายุ่งอะไรด้วย?"


   "ใช่ ฉันยุ่งไม่ได้ แต่ฉันไปถามที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษามาแล้ว ที่อยู่ที่มหาวิทยาลัยส่งจดหมายตอบรับไปคือหมู่บ้านของฉัน บ้านเธออยู่ที่อำเภอ ไม่มีทางที่จะเขียนที่อยู่เป็นหมู่บ้านของพวกเราหรอก!"


   เซี่ยกุ้ยฟางได้ฟังแบบนั้นก็ถึงกับอึ้งไป แต่เธอก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี "เธอพูดมั่ว เธอโกหก อย่าคิดว่าจะใช้คำโกหกเหลวไหลพวกนี้มาทำลายสถานะนักศึกษาของฉันได้นะ เธอมันก็แค่อิจฉาฉัน เพราะเธอเป็นแค่เด็กบ้านนอก อิจฉาที่ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ตั้งใจมาหาเรื่องสินะ เธอนี่มันเลวจริงๆเลย ฉันจะบอกพ่อฉัน ให้เขาไปถาม ผู้ใหญ่บ้าน ของพวกแกดูว่าทำไมถึงไม่ควบคุมแกให้ดีๆ!"


   คำพูดนี้ทำให้ผู้หญิงคนนั้นโกรธจัด เธอไม่เคยเห็นคนหน้าด้านขนาดนี้มาก่อน ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ทนไม่ไหวแล้ว เธอตรงเข้าไปตบหน้าเซี่ยกุ้ยฟางทันที จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่อีกฝ่ายไม่ทันระวังตัวตบซ้ำอีกสองที


   พอเซี่ยกุ้ยฟางเริ่มรู้สึกตัว เธอรู้สึกว่าหัวมึนงง ใบหน้าก็รู้สึกแสบขึ้นมา


   จากนั้นเธอก็ร้องโอดโอยเสียงดัง แล้วก็ดินไปมาเหมือนคนบ้า


   สถานการณ์วุ่นวายขึ้นทันที ไม่มีใครคิดว่าทั้งสองคนจะลงมือกันกะทันหัน แต่เพราะคำพูดของพวกเธอก่อนหน้านี้ ตอนนี้ทุกคนส่วนใหญ่แค่ดูเป็นที่สนุก ไม่มีใครเข้าไปห้ามทัพ


   มีเพียงหลี่หัวที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างงุนงง ไม่รู้ว่าควรจะแยกพวกเธอออกจากกันดีหรือไม่


......


   "พวกเธอกำลังทำอะไรกันน่ะ!"


   ในตอนนั้น อาจารย์ที่ปรึกษาและหัวหน้าภาควิชาของพวกเขาก็เดินมาถึง


   เมื่อเห็นว่ามีอาจารย์และหัวหน้าภาควิชามาถึง นักเรียนคนอื่นๆก็หยุดดูเหตุการณ์ในที่สุด และช่วยกันแยกพวกเธอออกจากกัน


   ตอนนี้ทั้งสองคนดูเหมือนคนบ้า เซี่ยกุ้ยฟางมีรอยแดงและบวมเต็มใบหน้า ผมก็ยุ่งเหยิงไปหมด ส่วนนักเรียนหญิงอีกคนดูดีกว่าเล็กน้อย แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา ดูอเนจอนาถเช่นกัน


   อาจารย์ที่ปรึกษาสีหน้าไม่ดีเลย เขาไม่คิดว่าตอนที่กำลังจะลงไปพักเที่ยงและกินข้าว จู่ๆก็จะเจอนักเรียนในชั้นเรียนก่อเรื่อง และบังเอิญให้หัวหน้าภาควิชาของพวกเขาเห็นพอดี


   ดังนั้นเขาจึงถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า


   "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงมาก่อเรื่องที่ใต้ตึกเรียนแบบนี้!"



บทที่ 355: เสียงฮือฮา



   เซี่ยกุ้ยฟางเห็นอาจารย์ที่ปรึกษามาถึง จึงตะโกนโวยวายออกมาทันที "อาจารย์คะ มีคนบ้าเข้ามาในมหาวิทยาลัย เข้ามาก็ทำร้ายคนเลย รีบไล่ยัยนี่ออกไปเร็วค่ะ ยัยนี่ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่ง ทางมหาวิทยาลัยไม่ควรปล่อยให้เธอเข้ามา!"


   อาจารย์ที่ปรึกษาได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว ถ้าเป็นจริงตามที่นักศึกษาในชั้นเรียนของเขาพูด ก็ไม่ควรปล่อยให้นักศึกษาของเขาถูกรังแก


   ขณะนั้นนักศึกษาหญิงอีกคนหนึ่งก็ลุกขึ้นมาหลังจากที่อาจารย์ที่ปรึกษามาถึง


   เธอรู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุด


   ดังนั้นหลังจากที่เซี่ยกุ้ยฟางพูดจบ เธอเองก็พยายามสุดกำลังสลัดตัวออกจากคนที่จับเธอไว้ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำร้ายใครอีก แต่กลับโค้งคำนับอาจารย์ที่ปรึกษาคนนั้นทันที จากนั้นก็พูดว่า


   "อาจารย์คะ!! ไม่ใช่อย่างที่เธอพูดนะคะ หนูมาที่นี่มีเหตุผล เพราะหนูต่างหากที่เป็นเซี่ยกุ้ยฟาง ใบแจ้งผลการสอบเข้าของหนูถูกเธอขโมยไป แล้วเธอก็เอาใบแจ้งผลของหนูมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง! ที่จริงแล้วมันเป็นของหนู หนูต่างหากที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งตัวจริง!"


   ประโยคสุดท้าย นักศึกษาหญิงตะโกนออกมา น้ำเสียงสะอื้น น้ำตาไหลอาบหน้า ราวกับว่าความไม่พอใจที่สะสมมานานได้ระบายออกมาจนหมด!


   อาจารย์ที่ปรึกษาที่ได้ยินคำพูดนี้ก็ตกตะลึง "นี่เธอพูดจริงหรือ?"


   เขาพูดพลางขมวดคิ้วอีกครั้ง "เป็นไปไม่ได้ การเข้าเรียนของนักศึกษาต้องโอนย้ายแฟ้มประวัติจากภูมิลำเนาเดิม ถ้าเธอไม่ใช่เซี่ยกุ้ยฟางตัวจริง ก็ไม่สามารถโอนย้ายแฟ้มประวัติของเธอได้!"


   แต่นักศึกษาหญิงก็โต้แย้งว่า "เป็นความจริงค่ะ หนูไปถามที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษามาแล้ว ใบแจ้งผลที่พวกเขาส่งไปตอนนั้นเป็นที่อยู่บ้านของหนูจริงๆ ส่วนผู้หญิงคนนี้มาจากอำเภอ ชื่อจริงของเธอไม่ใช่เซี่ยกุ้ยฟาง แต่เป็นเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น เรื่องนี้คนในอำเภอรู้กันทั้งนั้น หนูไม่ได้โกหกนะคะ!"


   ในขณะเดียวกัน เซี่ยกุ้ยฟางที่อยู่อีกด้านหนึ่งได้ยินเรื่องนี้แล้วเริ่มมีสีหน้าตื่นตระหนก จากนั้นเธอก็อ้าปากพูดว่า "เหลวไหล!! นี่เธออย่ามาใส่ร้ายฉัน นี่คือจดหมายตอบรับของฉัน เธอแค่อิจฉาที่ตัวเองสอบไม่ติด เลยอยากทำลายสถานะนักศึกษาของฉันต่างหาก!"


   แต่ตอนนี้หญิงสาวคนนั้นก็ไม่ได้กลัวอีกต่อไปแล้ว เธอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา "หึ! ฉันอิจฉาเธอเหรอ? เธอต่างหากที่อิจฉาฉัน ทำไมโลกนี้ถึงมีคนต่ำช้าแบบเธอนะ ขโมยจดหมายตอบรับของคนอื่นแล้วยังใช้มันอย่างไม่รู้สึกผิด เธอรู้ไหมว่านั่นเป็นทั้งชีวิตของฉันได้เลยนะ?"


   พูดจบ หญิงสาวก็ไม่สนใจ เซี่ยกุ้ยฟางก็โวยวายอีกต่อไป


   เธอหันไปพูดกับอาจารย์ที่ปรึกษาต่อว่า "อาจารย์คะ กรุณาเชื่อหนูด้วยนะคะ ทุกอย่างที่หนูพูดเป็นความจริง หนูมีจดหมายแนะนำตัว และหนูก็เอามาด้วย มันสามารถพิสูจน์ได้ว่าหนูคือเซี่ยกุ้ยฟาง ที่มีชื่ออยู่ในจดหมายตอบรับ ถ้าจำเป็นเราสามารถแจ้งตำรวจได้ ทุกอย่างที่หนูพูดเป็นความจริงนะคะ!"


   เมื่อได้ยินว่าเธอไม่กลัวที่จะแจ้งตำรวจ อาจารย์ที่ปรึกษาก็เริ่มที่จะลังเล ถ้าเธอไม่กลัวที่จะแจ้งตำรวจ นั่นหมายความว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงใช่ไหม ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรื่องมันชักจะยุ่งยากมากแล้ว ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ในชั้นเรียนของพวกเขา เขาไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี


   ในตอนนั้น หัวหน้าภาควิชาที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากขึ้น


   "ให้พวกเธอไปที่สำนักงานก่อนเถอะ เรื่องนี้ต้องสอบถามให้ดีๆ"


   จากนั้นก็หันไปพูดกับหญิงสาวว่า "เธอวางใจได้ ไม่ว่าเรื่องนี้จะจริงหรือไม่ พวกเราจะสืบให้กระจ่าง เราจะไม่ใส่ร้ายใครแน่นอน!"


   เมื่อหญิงสาวได้ยินเช่นนั้น เธอก็ร้องไห้ด้วยความดีใจ แล้วโค้งคำนับพวกเขาอีกครั้งพลางกล่าวว่า


   "ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ!"


   หัวหน้าภาควิชาที่พอเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าแล้ว เขาก็ถอนหายใจ จากนั้นก็กลับเข้าไปในสำนักงาน อาจารย์ที่ปรึกษาเห็นเช่นนั้นจึงให้เซี่ยกุ้ยฟางและคนอื่นๆตามไปด้วย


   เซี่ยกุ้ยฟางรู้สึกทันทีว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดี อยากโทรศัพท์กลับบ้าน แต่อาจารย์ที่ปรึกษากลับไม่ให้โอกาสนั้นกับเธอ และยังไม่ยอมให้เธอจากไป เธอจึงจำใจต้องเดินตามไปด้วย


   หลังจากพวกเขาจากไป ที่นั่นก็เกิดความโกลาหลอีกครั้ง ไม่มีใครคิดว่ามหาวิทยาลัยปักกิ่งจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ การสับเปลี่ยนจดหมายตอบรับเข้าเรียน แล้วยังมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงหรือไม่ แต่เรื่องราวก็น่าตกใจพอแล้ว



บทที่ 356: ความกล้าหาญที่จะเรียกร้องความยุติธรรม



   ตอนนี้ทุกคนในห้องนอนต่างตกตะลึง ไม่มีใครสามารถตั้งสติได้สักคน


   หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง คนในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า


   "นี่มัน..." เธอดูเหมือนจะไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร สุดท้ายก็ถอนหายใจ


   "โธ่ ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง นักเรียนหญิงคนนั้นก็น่าสงสารมากนะ"


   "ใช่แล้ว พอเห็นเธอร้องไห้อย่างเจ็บปวด ฉันก็เจบตามไปด้วยเลย!" ถังย่วนพูดตาม


   เย่หนานมีสีหน้าซับซ้อน "โธ่ การฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น มันก็ทำลายชีวิตคนไปเลยนะ และถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมา เซี่ยกุ้ยฟางตัวปลอมก็เลวร้ายจริงๆ แต่เรื่องนี้ก็ต้องดูกันต่อไป อย่างที่อาจารย์บอก ถึงแม้จะเปลี่ยนตัวคนได้ แต่การเปลี่ยนแปลงเอกสารไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่เธอนึกถึงเรื่องที่เซี่ยกุ้ยฟางเคยบอกว่าพ่อแม่ของเธอเป็นข้าราชการ การช่วยเปลี่ยนเอกสารน่าจะง่ายมากสำหรับพวกเขา


   คนอื่นๆได้ฟังก็คิดเหมือนกัน เนื่องจากเซี่ยกุ้ยฟางไม่ค่อยมีเพื่อน หลังจากเกิดเรื่อง ทุกคนนึกถึงสถานการณ์ของเธอ ต่างก็คาดเดาว่าอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ไม่มีใครพูดออกมาอยู่ดี


   มีเพียงอวี๋หวั่นที่อดไม่ได้ถามว่า "พวกเราไปดูกันไหม?"


   คนอื่นๆคิดสักครู่แล้วก็ได้แต่ส่ายหัว "คงไม่มีอะไรให้ดูแล้วล่ะ เรื่องนี้เมื่อทางมหาลัยรู้แล้ว ต่อไปก็คงต้องตรวจสอบ คงไม่สามารถหาความจริงได้เร็วขนาดนั้น และทางมหาลัยก็คงไม่อยากให้เรื่องแพร่กระจาย ดังนั้นต่อไปคงไม่ให้นักเรียนเห็นอะไรแล้วล่ะมั้ง"


   ลู่เซี่ยก็คิดเช่นเดียวกัน เรื่องนี้ถ้าพูดออกไปก็ไม่ดี ถ้าแพร่กระจายออกไปก็จะส่งผลเสียต่อมหาลัยของพวกเธอแน่นอน สุดท้ายอวี๋หวั่นจึงยอมเลิกรา


   ผลคือเมื่อพวกเธอไปกินข้าวที่โรงอาหารแล้วกลับมาที่หอพัก เรื่องที่เกิดขึ้นตอนเที่ยงก็แพร่สะพัดไปแล้ว มีคนจากหอพักอื่นไม่น้อยที่ตรงดิ่งมาสอบถามพวกเธอ รวมถึงเพื่อนร่วมชั้นของเย่หนานก็มาถามด้วย


   แต่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆ ต่างบอกว่าไม่รู้เรื่อง ทุกคนจึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นสองสามประโยคแล้วก็จากไป


   หลังจากคนอื่นไปแล้ว ลู่เซี่ยก็ปิดประตูหอพัก แล้วนอนลงเตรียมตัวจะงีบกลางวัน แต่เพราะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทุกคนจึงนอนไม่หลับ ตอนนั้นเองก็ได้ยินอวี๋หวั่นถอนหายใจแล้วพูดว่า "เห้อ! จริงๆแล้วฉันชื่นชมผู้หญิงคนนั้นมากนะ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันคงตกใจจนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดีแน่เลย"


   ถันอวิ๋นฟางก็ถอนหายใจตามแล้วพูดว่า "ใช่แล้ว ดูก็รู้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นฐานะทางบ้านคงธรรมดาธรรมดา ได้ยินว่าเป็นคนชนบท คนชนบทจำนวนมากไม่เคยเข้าเมืองเลยตลอดชีวิต ถึงแม้รู้เรื่องภายหลังก็อาจจะยอมรับชะตากรรม แต่เธอกลับมาปักกิ่งคนเดียวไกลขนาดนั้นเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม กล้าหาญจริงๆ!"


   ลู่เซี่ยคิดสักครู่ ผู้หญิงคนนั้นอาจได้รับอิทธิพลจากศาสตราจารย์เฒ่าที่สอนความรู้ให้เธอก็ได้ ไม่อย่างนั้นคงยอมรับชะตากรรมเหมือนคนอื่นๆไปแล้ว


   เย่หนานก็พูดต่อไปอีกว่า "เธอทำถูกแล้ว เรื่องแบบนี้ทนไม่ได้หรอก นี่มันเรื่องที่ส่งผลไปตลอดชีวิตเลยนะ เธอก็บอกแล้วว่าเธอเป็นคนชนบท ชีวิตนี้อาจมีโอกาสเปลี่ยนชะตาชีวิตได้แค่การเข้ามหาลัย ถ้าไม่ต่อสู้ อาจจะไม่มีทางก้าวออกมาได้เลยตลอดชีวิต"


   "ใช่แล้ว!"


   คนอื่นๆก็รู้สึกสะเทือนใจเช่นกัน


   ในขณะนั้น อวี๋หวั่นก็ถามขึ้นว่า "พวกเธอคิดว่า เซี่ยกุ้ยฟางจะขโมยจดหมายรับรองการเข้าเรียนของนักเรียนหญิงคนนั้นจริงหรือ?"


   เมื่อคำพูดจบลง ห้องนอนก็เงียบลงทันที ทุกคนต่างมีความคิดในใจ แต่ก็ไม่มีใครพูดออกมา


   ในตอนนั้น อวี๋หวั่นก็พูดต่อว่า "จริงๆแล้วฉันรู้สึกแปลกใจมาตั้งแต่แรกแล้ว เซี่ยกุ้ยฟางคนนั้นมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่แย่มาก แล้วเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ยังไงกัน และเธอไม่ได้เก่งเฉพาะบางวิชา แต่แย่ทุกวิชาเลยด้วย!


   พวกเธอรู้ไหม ตอนที่เซี่ยกุ้ยฟางอ่านหนังสือ มีตัวอักษรที่อ่านไม่ออกแล้วยังมาถามฉันด้วยนะ ตอนนั้นฉันก็รู้สึกแปลกใจแล้ว ก่อนหน้านี้เรียนจนถึงมัธยมปลายแล้ว ทำไมยังมีตัวอักษรที่อ่านไม่ออกอีกล่ะ แล้วคนแบบนี้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้ยังไง ฉันคิดว่าเธอคงทำข้อสอบได้ดีเป็นพิเศษตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย


   แต่พอมาคิดดูอีกที ถึงจะทำได้ดีแค่ไหน คนที่อ่านไม่ออก ก็ไม่น่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งได้นะ! ดังนั้นฉันคิดว่าเธอไม่ใช่เซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงแน่นอน!"


   เมื่อพูดจบ ห้องนอนก็เงียบลงอีกครั้ง หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เย่หนานก็เลยเอ่ยขึ้นว่า "การทำอะไรก็ตาม ต้องมีหลักฐาน ถึงแม้ว่าพวกเราจะคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ แต่ตราบใดที่ทางมหาวิทยาลัยยังไม่ได้ตรวจสอบออกมาจริงจัง พวกเราก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็นส่วนตัว ทุกอย่างต้องยึดตามความเป็นจริงเท่านั้น"


   ทุกคนได้ยินแล้วก็ไม่พูดอะไร แต่ก็เข้าใจความหมายของเย่หนานดี พวกเขาอาจจะคาดเดาได้ แต่ไม่ควรสรุป อย่างน้อยในฐานะเพื่อนร่วมห้องของเซี่ยกุ้ยฟาง บางเรื่องไม่ควรเล่าออกไปจากปากของพวกเขา


   มิฉะนั้น หากนักเรียนหญิงคนนั้นพูดเท็จ พวกเขาก็อาจจะได้รับผลกระทบไปด้วย


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นแล้วก็ถอนหายใจในใจ เย่หนานนั้นสมกับเป็นคนที่เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานมาก่อน ทัศนคตินี้เหมาะสำหรับการทำข่าวจริงๆ!



บทที่ 357: เรื่องราวที่เกิดขึ้น



   เนื่องจากคำพูดของเย่หนาน ทุกคนจึงไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมหลังจากนั้นอีก


   ก่อนหน้านี้พวกเธอเสียเวลาไปกับการรับมือกับเรื่องของคนอื่นๆมากเกินไป ดังนั้นพวกเธอจึงนอนพักสักครู่แล้วลุกขึ้นไปเรียน


   ในช่วงบ่าย เซี่ยกุ้ยฟางไม่ได้มาเรียน


   คนในชั้นเรียนก็ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเที่ยงเช่นกัน ในช่วงพักจึงมาถามข่าวจากลู่เซี่ยและอวี๋หวั่น


   อย่างไรก็ตาม พวกเธอบอกว่าไม่ทราบ จากนั้นคนในชั้นเรียนจึงไม่ถามอีก


   หลังเลิกเรียนตอนเย็น ระหว่างทางกลับบ้านของลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ เธอก็ได้ยินเขาถามถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน พอได้ยินว่าเขาสงสัย ลู่เซี่ยจึงประหลาดใจ "นายก็รู้เรื่องนี้ด้วยเหรอ?"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "ดูเหมือนว่าข่าวจะแพร่สะพัดไปทั่วมหาลัยแล้วล่ะ เรื่องนี้ส่งผลกระทบค่อนข้างมาก คาดว่าหลังจากนี้ทางมหาลัยคงจะต้องออกมาชี้แจงอะไรบ้างล่ะมั้ง"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ถอนหายใจ มหาวิทยาลัยของพวกเขาคงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องรับเคราะห์ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผลกระทบจากเรื่องนี้ก็ไม่ค่อยดีนัก


   "นายว่าฉันควรไปถามข่าวดีไหม? ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงบ้าง?"


   เจียงจวินโม่เห็นเธอกังวล จึงพูดว่า "อยากไปก็ไปเถอะ"


   ลู่เซี่ยจึงตัดสินใจแน่วแน่ "อื้ม! งั้นพวกเราไปดูที่โรงแรมกัน ถ้าเกิดว่าเธออยู่ก็จะถาม ถ้าไม่อยู่ก็ช่างมันเถอะ"


   ดังนั้นทั้งสองคนจึงไปที่โรงแรมเมื่อวาน ขอให้พนักงานช่วยเรียกนักศึกษาหญิงคนเมื่อวาน


   ไม่คิดว่านักศึกษาหญิงคนนั้นจะยังอยู่ และลงมาอย่างรวดเร็ว


   เมื่อเธอเห็นว่าเป็นลู่เซี่ย ก็ดีใจมาก ยิ้มให้ลู่เซี่ยและพูดว่ากับเธอว่า "เป็นคุณนี่เอง ขอบคุณที่ช่วยฉันเมื่อวานนะคะ"


   ลู่เซี่ยรีบส่ายหัว "ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมากนักหรอก ฉันมาเพื่อดูว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง ทางโรงเรียนว่ายังไง ตกลงจะช่วยตรวจสอบไหม"


   เมื่อได้ยินคำถามนี้ นักศึกษาหญิงคนนั้นก็ยิ้มอีกครั้ง สีหน้าดีขึ้นกว่าเมื่อวานมาก ความกังวลก็ลดลง แล้วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น


   วันนี้เธอไปที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาแต่เช้า แล้วรอจนกระทั่งมีคนมาทำงาน แล้วไปหาอาจารย์ผู้รับผิดชอบ จากนั้นก็ขอให้ช่วยตรวจสอบว่าทางมหาวิทยาลัยได้ส่งหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของเธอหรือไม่


   ตอนแรกอาจารย์ท่านนั้นก็ไม่ยอมตรวจสอบให้ แต่พอเห็นเธอร้องไห้น่าสงสาร และบอกว่ามีคนเห็นหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของเธอ แต่เธอกลับไม่ได้รับมัน เธอร้องไห้พลางอ้อนวอนอาจารย์ท่านนั้น


   ในที่สุดอาจารย์ก็ใจอ่อนยอมตรวจสอบให้ และผลปรากฏว่าพบหนังสือแจ้งผลการรับเข้าเรียนของเธอจริง แต่เธอไม่ทันได้ดีใจ ก็รีบเล่าเรื่องที่ตัวเองไม่ได้รับหนังสือให้อาจารย์ฟังทันที


   แต่ทางฝ่ายรับสมัครนักศึกษากลับบอกว่าข้อมูลพวกนี้มีคนมารายงานตัวแล้ว พวกเขามีบันทึกไว้ด้วย


   ตอนนี้เธอก็เดาได้แล้วว่ามีคนแอบอ้างชื่อของเธอมาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งแน่นอน เธอจึงรีบอธิบายทันทีว่าเธอคือเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริง และยังนำจดหมายแนะนำตัวออกมาเป็นหลักฐานด้วย พออาจารย์ท่านนั้นรู้เรื่องแล้วก็ตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง เพียงแต่บอกว่าจะรายงานเรื่องนี้ต่อผู้บริหาร หลังจากนั้นคงจะมีการตรวจสอบ ดังนั้นจึงให้เธอกลับไปรอฟังข่าวก่อน


   แต่เมื่อเธอรู้แล้วว่าสถานะนักศึกษาของตัวเองถูกคนอื่นแอบอ้างไป เธอจะไม่ทำอะไรเลยได้อย่างไร พอเธอนึกถึงคำพูดของลู่เซี่ยเมื่อวาน เธอเลยไปรอที่ใต้ตึกเรียน


   ผลก็คือเธอเห็นเงาร่างของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น แล้วจู่ๆก็ได้ยินคนเรียกผู้หญิงคนนั้นเซี่ยกุ้ยฟาง เธอจึงรู้ว่าคนที่เอาจดหมายตอบรับของเธอไปคือใคร


   บางทีเธออาจจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว แค่ตอนนี้ได้ยืนยันเท่านั้นเอง


   เรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นลู่เซี่ยก็รู้เองอยู่แล้ว


   "อืม ตอนเที่ยงหัวหน้าภาควิชาเรียกฉันไปที่สำนักงาน เขาก็ถามรายละเอียดสถานการณ์ของฉัน แล้วตอนบ่ายก็ไปหาผู้บริหารมหาวิทยาลัย ช่วยตรวจสอบแฟ้มประวัติ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ถอนหายใจโล่ง.อก "งั้นก็ดีแล้ว สามารถพิสูจน์ได้แล้วใช่ไหมว่าจดหมายตอบรับเป็นของเธอ"


   แต่สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นดูซับซ้อน ไม่นาเธอก็ส่ายหน้า


   "ไม่ได้ เพราะว่าแฟ้มประวัตินั่นเป็นของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น"


   "อะไรนะ?" ลู่เซี่ยตกใจ "เป็นไปได้ยังไง?"


   หรือว่าเธอเข้าใจผิด?



บทที่ 358: ร้านทำเครื่องปั้นดินเผา



   หญิงสาวได้ยินเธอถามเช่นนั้น จึงยิ้มเยาะและกล่าวว่า "จริงๆแล้วนอกจากที่อยู่ในจดหมายแจ้งผลที่เป็นของฉัน ส่วนอื่นๆทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นไปหมดแล้ว รวมถึงแฟ้มประวัติด้วย อ้อ!! มีอย่างเดียวที่ต่างออกไปคือ เปลี่ยนชื่อเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นเป็นเซี่ยกุ้ยฟาง"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็เงียบไป เธอเดาได้แล้วว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นฝีมือของพ่อแม่เซี่ยอวิ๋นอวิ๋นแน่นอน


   "แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?"


   เมื่อเห็นลู่เซี่ยเป็นห่วง หญิงสาวจึงยิ้มและกล่าวว่า "ไม่เป็นไรค่ะ หลังจากที่ฉันเล่าสถานการณ์ให้ทางโรงเรียนฟัง พวกเขาก็พบว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เช่น ที่อยู่ในจดหมายแจ้งผลไม่ตรงกับในแฟ้มประวัติ และยังมีหลายจุดที่ขัดแย้งกัน ดังนั้นทางโรงเรียนจึงโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจท้องที่ให้สืบสวนแล้ว"


   ลู่เซี่ยำได้ยินว่าเรื่องเป็นแบบนั้นจึงวางใจ แต่ก็ยังกังวลอยู่ดี "ในเมื่อเธอบอกว่าครอบครัวของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นเป็นข้าราชการ ตำรวจจะไม่..."


   "ไม่ต้องกังวล ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ทางโรงเรียนติดต่อตำรวจระดับเมือง พวกเขาจะต้องสืบสวนให้กระจ่างแน่นอนค่ะ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นจึงวางใจ แล้วมองไปที่เธอพลางถามว่า "แล้วเธอวางแผนจะทำยังไงต่อล่ะ? จะยังอยู่ที่นี่ต่อไหม?"


   หญิงสาวพยักหน้า "ใช่! ฉันต้องรู้ผลก่อนถึงจะไปได้! และทางโรงเรียนก็ยกเว้นค่าหอพักให้ฉันแล้วด้วย ยังให้ตั๋วข้าวเพื่อให้ฉันไปกินที่โรงอาหารได้ด้วยนะ ดังนั้นจึงประหยัดความยุ่งยากไปได้มากเลยล่ะ"


   "ดีแล้วล่ะ" หลังจากนั้นทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยค ไม่นานลู่เซี่ยก็จากไป


   เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถทำความเข้าใจได้ในวันสองวัน แม้ว่าจะได้ก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว แต่ผลลัพธ์สุดท้ายก็ต้องรอไปอีกสักระยะจึงจะรู้ผลอยู่ดี


   อย่างไรก็ตาม วันรุ่งขึ้นเมื่อไปโรงเรียน ลู่เซี่ยไม่เห็นเซี่ยกุ้ยฟางในห้องเรียนแล้ว ก็รู้สึกแปลกใจในใจ


   ‘เธอลาเหรอ?’


   ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงหันไปถามอวี๋หวั่น ใครจะรู้ว่าอวี๋หวั่นส่ายหัวทันที "ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อคืนเซี่ยกุ้ยฟางไม่ได้กลับมานอนที่หอพัก"


   "หืม?" ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ ถ้าไม่กลับหอพัก เธอจะไปนอนที่ไหน บ้านเธอก็ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง


   "คาดว่าน่าจะกลัวสายตาแปลกๆของทุกคน เลยหนีออกไปแล้วมั้ง!"


   เมื่อได้ยินการคาดเดาของอวี๋หวั่น ลู่เซี่ยไม่รู้จะพูดอะไรดี


   ถ้าไม่กลับมานอนที่หอพัก ไม่มาเรียน แบบนี้ไม่ยิ่งแสดงว่าเธอรู้สึกผิดหรอกหรือ?


   ‘แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวกับฉัน’


   หลังจากนั้นสองวัน เซี่ยกุ้ยฟางก็ไม่ได้กลับมาเรียน


   จนกระทั่งถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ หลังเลิกเรียนเจียงจวินโม่จะไปทำงานพิเศษ ลู่เซี่ยเห็นว่าตนเองว่างไม่มีอะไรทำ และก็สนใจการวาดภาพบนเครื่องเคลือบด้วย จึงตามไปด้วย


   ส่วนคังคังถูกคุณปู่เจียงพาออกไปเยี่ยมบ้านคนอื่นอีกแล้ว ตอนนี้เขาพึ่งพาพ่อแม่คู่นี้น้อยลงเรื่อยๆ และถึงแม้ว่าลู่เซี่ยจะรู้สึกโล่งใจไม่น้อย แต่ก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้ ดีที่ตอนกลางคืนคังคังยังคงอยู่กับพวกเขา


......


   ลู่เซี่ยตามเจียงจวินโม่นั่งรถประจำทางมาถึงย่านหลิวหลีแต่เช้าตรู่


   ที่นี่เป็นแหล่งรวมของเก่าที่มีชื่อเสียงในอนาคต


   แน่นอนว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรเลย


   โล่งมาก


   เจียงจวินโม่พาลู่เซี่ยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ในที่สุดก็พบประตูใหญ่บานหนึ่ง เคาะแล้วก็เดินเข้าไปเลย


   ที่นี่ดูเหมือนโรงงาน มีคนเดินไปมาไม่น้อย


   ทั้งสองเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เจียงจวินโม่ก็ได้เห็นคนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้รับผิดชอบ จึงกล่าวว่า


   "สวัสดีครับ ผมเป็นคนที่ถูกแนะนำมาให้วาดภาพบนเครื่องเคลือบ"


   ผู้รับผิดชอบได้ยินแล้วยิ้ม "โอ้ มาแล้วหรอ ได้ยินว่าเป็นคนจากคณะศิลป์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ดีมากเลยนะ! กำลังรอคุณอยู่พอดี"


   ขณะพูดจบ เขาก็พาเจียงจวินโม่และลู่เซี่ยเข้าไปในห้องพัก ภายในมีเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวล้วนวางอยู่มากมาย รอเพียงการลงสีเท่านั้น


   "ชุดนี้ก็มีเท่านี้แหละ สีก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว คุณดูแล้ววาดเองนะ ต้องมีเอกลักษณ์ สีสันสดใสหน่อยก็ดี"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "วางใจได้เลยครับ ผมจะวาดให้ดีที่สุด"


   ชายคนนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ แล้วรีบจากไปอย่างรวดเร็ว



บทที่ 359: อีกด้านหนึ่งของเจียงจวินโม่



   เมื่อเห็นเขาจากไป ลู่เซี่ยยังรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง "นี่มันง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?"


   "หืม? แล้วต้องทำยังไงล่ะ?" เจียงจวินโม่ตรวจดูสีที่เตรียมไว้อย่างละเอียด


   "ไม่ต้องทดสอบอะไรก่อนหรอกเหรอ?" ลู่เซี่ยรู้สึกสงสัย การรับเข้าทำงานง่ายเกินไปแล้วมั้ง


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ยิ้ม "ไม่จำเป็นหรอก ผมมาตามคำแนะนำของอาจารย์ ชื่อเสียงของอาจารย์ในวงการเป็นที่ยอมรับ การที่เขาแนะนำผมมาก็แสดงว่าผมทำได้ ถ้าเกิดว่าผมทำไม่ดีก็จะทำให้อาจารย์เสียหน้าด้วย"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกใจหายวาบ "อย่างนั้นเองเหรอ งั้นนายต้องวาดให้ดีๆนะ อย่าทำให้อาจารย์ของนายขายหน้า"


   เจียงจวินโม่ยิ้ม "วางใจได้!"


   พูดพลางก็หยิบสีออกมาเตรียม


   ลู่เซี่ยมองดูแล้วไม่รู้ว่าเป็นวัสดุอะไร "นี่นายไม่เคยวาดมาก่อน แบบนี้จะไม่ชินหรือเปล่า?"


   "คงไม่มีปัญหาหรอก ก็คล้ายๆกันนั่นแหละ"


   เจียงจวินโม่พูดไปพลางเตรียมของไปพลาง ไม่นานก็หยิบจานเซรามิกออกมาแล้วเริ่มวาดบนนั้น


   ในไม่ช้า ภาพดอกไม้และนกที่มีสีสันสดใสก็ถูกวาดขึ้นมา


   ลู่เซี่ยเห็นแล้วรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงอะไรเพราะกลัวจะรบกวนเขา


   จนกระทั่งวาดจานใบนี้เสร็จ เธอจึงอุทานด้วยความชื่นชม "คุณนี่เก่งมากเลยนะ วาดได้สวยมากๆเลย!"


   เจียงจวินโม่ยิ้มพลางส่ายหัว "ถ้าเทียบกับช่างที่มีประสบการณ์หลายสิบปียังห่างไกลอีกมาก ของผมแค่คนนอกวงการเท่านั้นแหละ"


   "แค่นี้ก็ดีมากแล้ว!"


   ลู่เซี่ยพูดคุยอยู่สักพัก ก็ไม่กล้ารบกวนเจียงจวินโม่อีก พอเห็นเขาหยิบแจกันเซรามิกออกมาเริ่มวาด เธอก็ไม่พูดอะไรอีก ลู่เซี่ยเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเขาเงียบๆ ดูเขาค่อยๆใช้พู่กันวาดรูปทรงอันงดงามขึ้นมาด้วยใบหน้าจดจ่อ ทั้งที่เป็นครั้งแรกที่ลงมือแท้ๆ แต่กลับดูเหมือนทำมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้งแล้ว


   ภาพวาดหลายภาพปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วใต้พู่กันของเขา...


   ลู่เซี่ยค่อยๆตะลึงงันกับภาพตรงหน้า


   เธอรับรู้ได้ในทันทีว่า แม้ก่อนหน้านี้เธอจะคิดว่าเจียงจวินโม่เก่งแค่ไหน แต่ความเก่งของเขาส่วนใหญ่แสดงออกในชีวิตประจำวัน เขามักจะดูแลบ้าน ดูแลลูก ละเอียด.รอบคอบ มั่นคง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรที่เขาทำไม่เป็น


   แต่วันนี้เธอเพิ่งค้นพบว่า เจียงจวินโม่ที่ทุ่มเทกับงานอย่างเต็มที่นั้นช่างดึงดูดใจเหลือเกิน!


   พอเห็นแล้ว ลู่เซี่ยก็อดคิดไม่ได้ว่า ก่อนหน้านี้เธอและครอบครัวได้กักขังเขาไว้หรือเปล่า?


   แต่แล้วก็รีบส่ายหน้า เธอคิดว่าด้วยทัศนคติของเขา คงจะยินดีทำด้วยความเต็มใจแน่นอน


   ช่างดีจริงๆ วันนี้ทำให้เธอได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเจียงจวินโม่


........


   ลู่เซี่ยไปเป็นเพื่อนเจียงจวินโม่แค่วันเดียว พอเห็นว่าเขาเข้าที่เข้าทางแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปอีก


   วันอาทิตย์ถัดมา หลังจากที่เจียงจวินโม่ออกไปแล้ว ลู่เซี่ยก็เริ่มมีเวลาว่าง เธอยังไม่มีอะไรทำ จึงอยากจะสนิทกับคังคังให้มากขึ้นสักหน่อย เลยตั้งใจจะพาเขาไปเที่ยวสวนสาธารณะ


   ผลปรากฏว่าเจ้าตัวน้อยนี่ได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วพูดว่า "แม่ครับ แม่ตั้งใจจะพาผมไปดูป่าที่สวนสาธารณะตะวันออกหรือว่าจะไปพายเรือที่สวนสาธารณะเป่ยไห่ครับ?"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็แปลกใจ "ลูกรู้จักสถานที่พวกนี้เยอะจังเลยนะ?"


   คังคังได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า "ที่พวกนี้คุณทวดพาผมไปดูมาหมดแล้วครับ แต่ถ้าแม่อยากไป ผมก็ไปเป็นเพื่อนแม่ได้นะครับ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วสำลัก "งั้นคังคังยังมีที่ไหนที่อยากไปอีกไหมลูก?"


   คังคังส่ายหัว แล้วแอบมองเธอแวบหนึ่งพลางพูดว่า "วันนี้คุณทวดจะพาผมไปตกปลา"


   ลู่เซี่ยคิดในใจว่า ‘ นี่ฉันคงรบกวนเวลาของเขาแล้วสินะ’


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงโบกมือ "ได้ ไปตกปลาเถอะ แม่ไม่ต้องให้ลูกไปเป็นเพื่อนหรอก"


   "จริงเหรอครับ? ถ้าแม่อยากไปสวนสาธารณะ ผมไม่ไปตกปลาก็ได้นะ!"


   ลู่เซี่ยมองดูท่าทางจริงใจและอาลัยอาวรณ์ของลูกชาย ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ


   "ขอบใจคังคังมากนะครับ แต่ไม่เป็นไรหรอก วันนี้แม่อยากไปเดินช็อปปิ้งมากกว่า"


   คังคังได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกโล่ง.อกในที่สุด "ครับ งั้นคราวหน้าผมจะไปเป็นเพื่อนแม่นะ"


   พูดจบก็วิ่งกระโดดโลดเต้นไปหาคันเบ็ดตกปลาเล็กๆของเขา แล้วก็ไปตกปลากับคุณปู่เจียงอย่างตื่นเต้นทันที



บทที่ 360: ลู่ชิว



   ลู่เซี่ยมองเงาร่างที่หายไปอย่างรวดเร็วของเขา รู้สึกสงสัยว่าคนที่เพิ่งบอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนเธอนั้นเป็นเขาจริงหรือไม่


   แต่ไม่นานลู่เซี่ยก็ส่ายหน้า ‘ช่างเถอะ! เด็กอายุน้อยขนาดนี้ยังสามารถอดทนต่อความชอบของตัวเองได้ พูดออกมาแบบนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กคนอื่นๆมากแล้ว จะเรียกร้องอะไรได้อีกล่ะ?’


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็จัดการธุระของตัวเองเสร็จ แล้วขี่จักรยานออกไป ใช่แล้ว ที่บอกว่าจะไปเดินเล่นไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ เพราะเธอตั้งใจจะทำแบบนั้นจริงๆ


   อากาศค่อยๆอุ่นขึ้นมากแล้ว เธอควรเตรียมเสื้อผ้าที่บางลงหน่อย และคังคังช่วงนี้ก็โตเร็วมาก ทั้งยังซุกซนมาก เสื้อผ้าใส่ไปสักพักก็มักจะขาด จึงต้องเตรียมเสื้อผ้าใหม่ไว้ให้เขาด้วย


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตัดสินใจไปที่ห้างสรรพสินค้า


   อาจเป็นเพราะวันหยุด ห้างสรรพสินค้าจึงมีคนไม่น้อย ลู่เซี่ยเดินดูทีละชั้น แล้วก็พบว่าเสื้อผ้าเด็กมีน้อยมาก


   อาจเป็นเพราะยุคนี้เสื้อผ้าส่วนใหญ่ทำเอง โดยเฉพาะของเด็ก ซึ่งมักจะเป็นการดัดแปลงจากเสื้อผ้าผู้ใหญ่ ดังนั้นสุดท้ายเธอจึงซื้อแค่ผ้ามาเท่านั้น และตั้งใจว่าจะกลับไปศึกษาจักรเย็บผ้าดู ไม่รู้ว่าจะสามารถทำเสื้อผ้าเองได้หรือไม่


   หลังจากซื้อเสร็จก็เดินดูอีกรอบ รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องการแล้ว จึงตัดสินใจกลับบ้าน


   ผลลัพธ์คือพอเพิ่งหันหลังก็ได้ยินเสียงหนึ่ง


   "...พี่รอง?"


   ลู่เซี่ยแต่เดิมนั้นไม่คิดว่าเป็นการเรียกเธอ แต่พอเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ตอบสนอง คนคนนั้นก็เรียกอีกครั้ง


   ลู่เซี่ยจึงหันหลังกลับ แล้วก็เห็นร่างที่คุ้นตาอยู่บ้าง


   แม้จะไม่ได้เจอกันหลายปี แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเงาของเธอในอดีตจากใบหน้าที่โตขึ้น


   "ลู่ชิว?"


   "พี่รอง เป็นพี่จริงๆด้วย!" ลู่ชิววิ่งเข้ามาด้วยความประหลาดใจ


   "เมื่อกี้ฉันแทบจำไม่ได้เลย ไม่คิดว่าจะเป็นพี่รองจริงๆ พี่ดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ? กลับมาเมื่อไหร่? ทำไมไม่กลับบ้านล่ะ?"


   แม้จะจำลู่ชิวได้ แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมาก เมื่อได้ยินคำถามมากมายของเธอ ก็เพียงแค่พยักหน้าเบาๆแล้วตอบว่า "กลับมาก่อนปีใหม่น่ะ"


   เมื่อได้ยินน้ำเสียงเย็นชาของลู่เซี่ย ลู่ชิวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังทำเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นแล้วพูดต่อว่า


   "ไม่ได้เจอพี่รองมาหลายปีแล้วนะ รู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงพี่มาก ตอนนี้เห็นว่าพี่เป็นอยู่ดี ฉันก็สบายใจแล้ว"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วอยากจะหัวเราะ พูดแบบนี้ออกมาได้ ถ้าเป็นห่วงจริงๆ แล้วทำไมหลายปีที่ผ่านมาไม่เห็นติดต่อเธอเลย เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้ก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง


   ในขณะที่ลู่ชิวพูดจบและเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ตอบสนอง เธอจึงพูดต่อว่า "พี่รอง พวกเราไปหาที่นั่งคุยกันเถอะ พวกเราพี่น้องไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว ถึงกับรู้สึกห่างเหินกันไปหน่อย"


   แต่ลู่เซี่ยปฏิเสธทันที "ไม่ต้องหรอก พอดีว่าฉันยังมีธุระน่ะ"


   แต่ลู่ชิวยังคงยืนกรานอย่างมาก "พี่รองไม่อยากฟังเรื่องราวของบ้านเราเลยเหรอ? ไม่อยากรู้เหรอว่าครอบครัวเป็นอย่างไรบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหรือ?"


   ลู่เซี่ยส่ายหัว "ไม่อยากฟังหรอก ถ้าฉันจำไม่ผิด ครอบครัวได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันแล้วไม่ใช่เหรอ? ดังนั้นฉันก็ไม่อยากรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลู่อีกแล้วล่ะ"


   ลู่ชิวได้ยินแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ "งั้นก็ได้ แต่ฉันขอคุยกับเธอในฐานะน้องสาวได้ไหม? เธอไม่ต้องกังวล ถ้าเธอไม่อยากพูดเรื่องของเธอ ฉันก็จะไม่ถาม ฉันแค่อยากหาคนคุยด้วย ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันแอบเขียนจดหมายให้เธอตอนนั้นก็แล้วกัน"


   ลู่เซี่ยได้ยินเช่นนั้นก็คิดสักครู่แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร แม้ว่าจดหมายที่แอบส่งมานั้นไม่ได้ขอให้เขียน แต่ลู่ชิวก็ได้บอกเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในครอบครัวหลังจากที่เธอจากไปจริงๆ


   แม้ว่าเธอจะมีท่าทีไม่ค่อยอยากรู้ แต่ก็รู้สึกสะใจพอสมควรเมื่อได้รู้ชะตากรรมของตระกูลลู่


   พูดตามตรง เธอไม่ค่อยเข้าใจน้องสาวคนนี้มาตลอด


   พี่สาวคนโตแบบลู่ชุนและน้องชายคนเล็กลู่ตง คนหนึ่งเป็นพี่ใหญ่ อีกคนเป็นลูกคนเล็ก ทั้งคู่ถูกตามใจจนเสียคน


   ส่วนตัวเธอเองก็เป็นคนที่ทำงานเงียบๆ แต่ก็อยากได้รับความสนใจจากพ่อแม่เหมือนกัน


   แต่ลู่ชิวดูเหมือนจะเป็นคนเจ้าเล่ห์มาตั้งแต่เด็กแล้ว เธอมักจะใช้ประโยชน์จากลู่ตงเพื่อให้ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ และพลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย อีกทั้งยังเพิกเฉยเมื่อทุกคนในบ้านรังแกลู่เซี่ย แต่สุดท้ายกลับเขียนจดหมายบอกลู่เซี่ยถึงสภาพอันเลวร้ายของครอบครัว ตอนที่ลู่เซี่ยลงชนบท


   ดังนั้นคนคนนี้จึงค่อนข้างย้อนแย้งในตัวเอง


   ส่วนที่ลู่เซี่ยไม่ปฏิเสธเธอในครั้งนี้ ก็เพราะอยากดูว่าเธอต้องการทำอะไรกันแน่




จบตอน

Comments