บทที่ 361: ตระกูลลู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
พอดีเป็นเวลาเที่ยง ทั้งสองคนก็ไม่ได้เดินไปไกล จึงหาร้านอาหารของรัฐแถวนั้นนั่งลง แล้วสั่งอาหารไปด้วยเลย หลังจากนั่งลงแล้ว ลู่ชิวก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อนว่า "เมื่อกี้พี่รองยังไม่ได้ตอบเลย ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีไหม?"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "ก็ดีนะ!"
ลู่ชิวเห็นท่าทีแบบนั้นก็ลังเลเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า "ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าพี่แต่งงานแล้ว"
ลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย "จริงๆแต่งงานแล้ว สามีก็กลับเข้าเมืองมาพร้อมกับฉันนี่แหละ"
"อ๋อ แบบนี้เองเหรอ!"
ลู่ชิวก็ไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านั้น เธอเห็นว่าลู่เซี่ยไม่อยากพูด แต่ในใจก็เข้าใจแล้วว่า คนที่ลู่เซี่ยแต่งงานด้วยไม่ใช่คนในชนบทอย่างที่ครอบครัวคิดแน่นอน และจากการแต่งตัวของเธอก็เห็นได้ว่า เธอมีชีวิตที่ดีไม่น้อยเลย
ดังนั้นเธอจึงเริ่มเล่าเรื่องราวของตระกูลลู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้ฟัง
"ช่วงหลายปีมานี้พ่อแม่ก็อยู่กันสบายดี พ่อยังทำงานที่คลังสินค้าอยู่เหมือนเดิม แต่แกอายุมากแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนขนของเคยล้มครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ร้ายแรง แต่โรงงานก็ย้ายพ่อไปเป็นยามที่คลังสินค้าแทน ก็เลยสบายขึ้นเยอะ แต่บางครั้งก็ต้องเข้าเวรกลางคืน
ปีที่แล้วลู่ตงเรียนจบมัธยมปลาย และเพื่อไม่ให้ต้องลงชนบท แม่เลยยกงานของแม่ให้ลู่ตงทำแทน ตอนนี้เขาก็เลยทำงานที่โรงงานทอผ้าน่ะ แต่เพราะคนงานทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เขาก็เลยถูกย้ายไปเป็นคนขนของที่คลังสินค้าแทน แต่ก็ดีที่ได้อยู่ใกล้พ่อ"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "แล้วเธอล่ะ?"
ลู่ชิวและลู่ตงอายุเท่ากัน ปีนี้ทั้งคู่อายุสิบแปดแล้ว ลู่ตงได้รับงานของแม่ลู่ ดังนั้นฟังจากที่เธอพูดมา พ่อลู่ก็ไม่ได้ให้งานเธอแน่นอน
แต่ดูเหมือนตอนนี้ ลู่ชิวจะมีชีวิตที่ดี คงไม่ได้ลงชนบทสินะ?
ลู่ชิวได้ยินคำถามนั้นก็ยิ้ม "ฉันไม่ได้เรียนมัธยมปลาย หลังจบมัธยมต้นก็สอบเข้าวิทยาลัยอาชีวะได้ ปีนี้เป็นภาคเรียนสุดท้ายแล้ว หลังเรียนจบก็จะได้รับการจัดสรรงาน"
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็มองลู่ชิวด้วยความประหลาดใจ แล้วก็พยักหน้า "งั้นก็ดีนะ"
ดีสิ! ก็ต้องดีอยู่แล้ว เพราะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มหาวิทยาลัยรับแค่นักศึกษาโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติเท่านั้น วิทยาลัยอาชีวะจึงเป็นวุฒิการศึกษาที่ดีมาก และยังสอบเข้ายากมากด้วย คนจำนวนมากสอบเข้าวิทยาลัยอาชีวะไม่ได้ถึงได้เรียนมัธยมปลาย แถมจบวิทยาลัยอาชีวะยังได้รับการจัดสรรงานอีก นับว่าเป็นเรื่องดีมากทีเดียว!
ตัวเธอเองก็อยากสอบเข้าตอนนั้น ความจริงก็น่าจะสอบได้อยู่แล้ว แต่เพราะลู่ชุนทะเลาะกับพ่อแม่ ประกอบกับที่บ้านไม่รู้ผลการเรียนของเธอ และไม่ค่อยอยากให้เธอเรียนต่อแล้ว สุดท้ายก็เลยวุ่นวายจนไม่ได้ไปสอบ ได้แต่ไปเรียนมัธยมปลายกับลู่ชุนแทน
ไม่คิดว่าลู่ชิวจะเงียบๆ แต่ก็สามารถสอบเข้าวิทยาลัยอาชีวะได้ ต้องบอกว่าน้องสาวคนนี้ของเธอไม่ธรรมดาจริงๆ
ลู่ชิวได้ยินคำชมก็ยิ้ม แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
"ก็พอไหวอยู่ค่ะ จริงๆแล้วฉันอยากสอบเข้าโรงเรียนพยาบาล แต่สอบไม่ติด เลยได้เข้าวิทยาลัยครูแทน พอเรียนจบก็คงจะได้เป็นครู"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "ดีมากเลย งานของครูก็สบายดีนะ"
จากนั้นก็ได้ยินลู่ชิวพูดต่อว่า "ส่วนพี่ใหญ่ เห็นว่าเพิ่งคลอดลูกคนที่สามเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งหมดเป็นผู้หญิง เพราะไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ หลายปีมานี้ ตอนที่อยู่บ้านสามีเธอจึงไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่
แต่ก่อนยังมีครอบครัวของเราคอยช่วยเหลือ
เพราะเธอกับพี่เขยอยู่กันสองคน แต่หลังจากที่แม่ยกงานให้ลู่ตง เธอก็ไม่มีเงินเหลือเลย ก็เลยไม่สามารถช่วยเหลือพี่ใหญ่ได้อีก พี่ใหญ่กลับมาบ้านเราและก่อเรื่อง แต่หลายปีมานี้นอกจากแม่แล้ว คนอื่นในบ้านต่างเบื่อหน่ายกับการก่อเรื่องของเธอ จึงไม่อยากยุ่งด้วย ดังนั้นเธอจึงต้องย้ายกลับไปอยู่กับแม่สามีและครอบครัวของเขาอีกครั้ง
แต่เพราะที่บ้านไม่สนใจลู่ชุนแล้ว ชีวิตของเธอจึงไม่ค่อยดีนัก เมื่อเร็วๆนี้เธอเพิ่งคลอดลูกสาวอีกคน ได้ยินแม่บอกว่า ยังไม่ทันครบกำหนดอยู่ไฟ แม่สามีก็ให้ทำงานแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ ลู่ชิวก็ถามลู่เซี่ยว่า "อ้อใช่ พี่รอง! ตอนนี้พี่มีลูกแล้วหรือยัง?"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "มีแล้ว สามขวบแล้ว!"
"ผู้ชายหรือผู้หญิง?"
ลู่เซี่ยมองเธอแวบหนึ่ง "ผู้ชาย"
ลู่ชิวรู้สึกประหลาดใจ เพราะเธอเห็นลู่เซี่ยตอนนี้สวยขึ้นมาก ยังดูเหมือนสาวน้อยวัยรุ่น ไม่คิดเลยว่าเธอเป็นแม่ของเด็กอายุสามขวบแล้ว
ทันใดนั้น ลู่ชิวก็เลยรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย "งั้นพี่รองคงมีชีวิตที่มีความสุขมากแน่ๆเลยใช่ไหม"
ลู่เซี่ยยิ้มน้อยๆ เพราะนั่นก็เป็นความจริง แต่เธอไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น
ลู่ชิวก็ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็รับประทานอาหารกันอย่างเงียบๆ
บทที่ 362: ความเห็นแก่ตัว
หลังอาหาร ทั้งสองคนก็ออกจากร้านอาหาร และก่อนขึ้นรถ ลู่ชิวยังมองลู่เซี่ยแล้วพูดอย่างรำพึงว่า
"จริงๆแล้ว บางครั้งฉันก็อิจฉาพี่รองนะ"
"หืม?"
ลู่ชิวมองเธอแวบหนึ่ง แล้วพบว่าตัวเองแทบจะนึกไม่ออกแล้วว่าลู่เซี่ยเคยเป็นอย่างไรในอดีต
เธอยิ้มแล้วพูดว่า "จริงๆแล้ว ตอนเด็กๆฉันไม่ค่อยชอบพี่รองเท่าไหร่ ตอนนั้นฉันคิดว่าพี่ขี้ขลาดเกินไป พ่อแม่ของเราเป็นคนแบบไหน ฉันเห็นชัดตั้งแต่ยังเล็ก ตอนนั้นฉันไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะรักฉันมากเท่าไหร่หรอก ฉันแค่คิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ดังนั้นฉันถึงได้พยายามเอาใจพวกเขา
แต่พี่ไม่เป็นแบบนั้น พี่แค่ก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่สุดท้ายกลับไม่ได้อะไรเลย ตอนนั้นฉันคิดว่าพี่โง่เง่าจริงๆ!
ต่อมาพี่ก็เปลี่ยนไป พี่รู้จักต่อต้าน ไปชนบทก็ไม่ลืมที่จะแกล้งพี่สาวคนโตสักหน่อย ตอนนั้นฉันถึงรู้สึกว่าพี่นี่สุดๆไปเลย
แต่ต่อมาได้ยินว่าพี่แต่งงานเร็ว ถึงฉันจะแปลกใจ แต่ก็ไม่เชื่อที่พี่สาวคนโตบอกว่าพี่ได้แต่งงานกับคนในชนบทเพราะไม่อยากทำงานหรอก
และทุกอย่างก็สมกับที่คิดไว้ ตอนนี้เห็นพี่เป็นแบบนี้ ก็แปลว่าที่ผ่านมาฉันเดาถูก!"
พอพูดถึงตรงนี้ เห็นลู่เซี่ยไม่ตอบ ลู่ชิวก็เลยยิ้มเยาะตัวเองแล้วพูดว่า "พี่รองคงคิดว่าฉันเห็นแก่ตัวเกินไปใช่ไหม คิดคำนวณแม้กระทั่งกับคนในครอบครัวตัวเองขนาดนี้"
ลู่เซี่ยส่ายหัว ไม่ใช่เพราะคิดว่าเธอไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เพราะไม่สนใจต่างหาก
ลู่ชิวไม่สนใจว่าเธอจะคิดอย่างไร จึงได้พูดต่อไปว่า "จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้หรอก ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ เหมือนกับที่ฉันอาจจะเดาได้ว่าพี่รองคงไม่แต่งงานกับหนุ่มบ้านนอก แต่ฉันก็รู้ว่าตอนนั้นพี่คงกลับมาไม่ได้ในเร็วๆแน่นอน ดังนั้นฉันเลยไม่ได้ติดต่อพี่อีก เพราะฉันรู้ว่าตอนนั้น พี่อาจจะไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันแล้วจริงๆ"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วขมวดคิ้ว "ทำไมถึงพูดเรื่องพวกนี้กับฉันล่ะ?"
ลู่ชิวยิ้ม "พี่รองไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ฉันไม่ได้เห็นว่าตอนนี้พี่มีชีวิตที่ดีแล้วจะมาสร้างความสัมพันธ์กับพี่หรอก แค่เห็นพี่แล้วฉันก็รู้อยู่ในใจลึกๆว่า พี่ไม่เหมือนพวกเรา ฉัน รวมถึงคนในตระกูลลู่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกเห็นแก่ตัว
เหมือนกับที่แม่ เพราะไม่ว่าจะรักพี่สาวคนโตแค่ไหน ก็ยังให้งานกับลู่ตงอยู่ดี พ่อดูเหมือนจะซื่อๆ แต่คนในบ้านจะทำอะไรก็ต้องดูสีหน้าเขาก่อน ส่วนพี่สาวคนโตกับน้องชายคนเล็กก็เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
บางที... พี่อาจจะเป็นคนเดียวในครอบครัวที่ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง ฉันก็เลยรู้สึกสะเทือนใจนิดหน่อย"
ลู่เซี่ยฟังแบบนั้นแล้ว เธอก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แต่ลู่ชิวก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังอยู่แล้วว่าลู่เซี่ยจะมีปฏิกริยาอะไร สุดท้ายก็ได้แต่ยิ้มแล้วพูดว่า "ขอโทษนะ พูดมากไปหน่อย อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะ เนื่องจากฉันเป็นลูกสาวคนเดียวในบ้านที่ยังพอจะมีอนาคตที่ดีอยู่ พ่อแม่เลยกำลังมองหาคู่ให้ ตั้งใจจะขายฉันให้ได้ราคาดีๆ ก็เลยรู้สึกสะเทือนใจนิดหน่อยน่ะ"
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็พยักหน้า ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ และที่สำคัญคือเธอไม่คิดจะถามอะไรเพิ่มเติม หรือช่วยเหลืออะไร เพราะเธอไม่อยากยุ่งและไม่อยากมีส่วนร่วมกับเรื่องของตระกูลลู่อีกแล้ว เหมือนกับที่แม่ลู่เขียนไว้ในจดหมายก่อนหน้านี้ ตัดขาดความสัมพันธ์แล้ว ต่อไปก็ให้เป็นเหมือนคนแปลกหน้ากัน
วันนี้แค่มาตอบแทนบุญคุณ ถึงได้คุยกับลู่ชิวนานขนาดนี้ ต่อไปก็คงไม่มีอีกแล้ว
ส่วนลู่ชิวเห็นสีหน้าของลู่เซี่ยก็เดาความคิดของพี่สาวออก
เธอถอนหายใจในใจ แต่ยิ้มบนใบหน้าพลางกล่าวว่า "พูดมากไปแล้ว งั้นฉันไม่รบกวนพี่รองแล้วนะ ลาก่อน!"
ลู่เซี่ยพยักหน้าให้ แล้วขี่จักรยานจากไป
ยามเมื่อมองดูเงาร่างของลู่เซี่ยที่จากไป ลู่ชิวก็แอบถอนหายใจออกมา บางทีพวกเขาอาจจะเข้าใจผิดไปหมด พี่รองคนนี้อาจจะเป็นคนที่มีอนาคตไกลที่สุดในครอบครัวก็ได้ พอนึกถึงคำนินทาว่าร้ายที่พ่อแม่และพี่สาวคนโตมีต่อพี่รองเป็นประจำ
ลู่ชิวก็ยิ้มเยาะหยัน ถ้าเกิดบ้านนั้นรู้ความจริงขึ้นมา เธออยากเห็นสีหน้าของพวกเขาจริงๆ
บทที่ 363: การแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หลังจากลู่เซี่ยจากไป เธอก็ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์วันนี้แต่อย่างใด เธอไม่รู้สึกอะไรกับตระกูลลู่อีกแล้ว สำหรับเรื่องที่ลู่ชิวพูดในตอนท้ายนั้น ลู่เซี่ยก็รู้ว่าด้วยความฉลาดของลู่ชิว คงจะมีวิธีแก้ไขปัญหาได้แน่นอน
เรื่องเหล่านี้ก็ไม่เกี่ยวกับเธอ ยังไม่ดีเท่ากับคิดว่าคืนนี้จะลงมือทำอาหารให้เจียงจวินโม่ที่ทำงานหนักได้กินดีๆสักมื้อดีไหม ซึ่งจริงๆแล้วก่อนที่เธอจะจากตระกูลลู่ไป ลู่เซี่ยเคยคิดว่าหลังจากกลับเข้าเมืองแล้วจะแก้แค้นตระกูลลู่เพื่อเจ้าของร่างเดิมดีไหม
แต่หลังจากผ่านไปหลายปีและเติบโตขึ้น ลู่เซี่ยก็คิดแล้วก็ตัดสินใจละทิ้งความคิดนั้น ไม่ใช่เพราะเธอใจดีเกินไป แต่เพราะเธอคิดว่า ถึงแม้ตระกูลลู่จะไม่ดีต่อเจ้าของร่างเดิม ทั้งเย็นชา ทั้งละเลย แต่ก็ได้เลี้ยงดูให้เธอเติบโตและได้เรียนหนังสือ ส่วนเรื่องงานนั้น เธอก็ได้แก้แค้นกลับไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่จำเป็นต้องไล่ล่าจนถึงที่สุด
ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเธออยู่ดี หากพวกเขาเกิดเรื่องอะไร ไม่แน่ว่าอาจส่งผลกระทบต่อเธอด้วย และเธอก็รู้ว่าด้วยฝีมือของคนในตระกูลลู่ ก็คงไม่สามารถก่อเรื่องใหญ่โตอะไรได้
และหลังจากได้ฟังคำพูดของลู่ชิวในวันนี้ เธอก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น คนในตระกูลลู่ที่เธอเกลียดที่สุดก็คือแม่ลู่และลู่ชุน ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คงไม่ต้องให้เธอลงมือหรอก พวกเขาก็คงจะมีชีวิตที่แย่ลงเรื่อยๆอยู่แล้ว
แม่ลู่ที่ไม่มีงานทำจะยิ่งสูญเสียอำนาจในบ้าน ส่วนลู่ชุนที่ไม่มีแม่ลู่คอยช่วยเหลือแล้ว ในครอบครัวสามีแบบนั้น คิดก็รู้ว่าคงไม่มีชีวิตที่ดีแน่
เธอแค่คอยดูอยู่ห่างๆก็พอ ไม่จำเป็นต้องทำให้มือเปื้อนแต่อย่างใด
การแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพวกเขาก็คือการที่ตัวเธอมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนพวกนั้นยังคงดิ้นรนอยู่ในโคลนตม
ส่วนลู่ชิวก็อย่างที่เธอพูดออกมาเอง การที่แม้แต่คนในครอบครัวยังคิดจะเล่นงานกันเอง แล้วจะมีความรู้สึกสงสารอะไรกับคนแบบลู่ชิวได้
ก็เหมือนที่เธอพูดไว้ หลังจากเข้าเรียนวิทยาลัยอาชีวะแล้ว แม้เธอจะมีความสามารถแล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดจะติดต่อกับลู่เซี่ย ดังนั้นสำหรับลู่เซี่ย เธอก็ไม่ต่างอะไรกับคนในตระกูลลู่หรอก
ส่วนลู่ตงนั้น ก็เป็นแค่เด็กที่ถูกพ่อแม่ตามใจมาตลอด ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ไม่จำเป็นต้องให้ลู่เซี่ยพูดออกมาหรอก
ดังนั้น ตระกูลลู่ที่มองเห็นอนาคตได้ในชั่วพริบตานี้ จริงๆแล้วไม่มีอะไรที่ต้องให้ลู่เซี่ยกังวลใจเลย แน่นอนว่าข้อแม้คือพวกเขาต้องไม่มาหาเรื่องลู่เซี่ย ต่างคนต่างอยู่ก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าเธอใจร้ายเลย
......
หลังจากลู่เซี่ยกลับไป เธอก็ไม่ได้ครุ่นคิดมากเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลลู่ คิดว่าตั้งแต่กลับเข้าเมืองมา เธอก็ยุ่งมาตลอด จนป่านนี้ยังไม่เคยทำอาหารเลย จึงตั้งใจจะทำอาหารมื้อหนึ่งให้ทุกคนกินด้วยตัวเอง
ดังนั้นหลังจากกลับไป เธอก็เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนอื่นไปซื้อของกับป้าหวังก่อน จากนั้นก็จัดการด้วยตัวเอง แม้ป้าหวังจะอยากช่วย แต่เธอก็ปฏิเสธไป สาเหตุหลักก็เพราะลู่เซี่ยต้องการใช้โอกาสนี้ใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปในอาหาร
เพราะตั้งแต่กลับเข้าเมือง เธอก็ไม่สามารถใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงในน้ำที่บ้านได้อีก
สาเหตุหลักคือคนในตระกูลเจียงอาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว ดังนั้นรสชาติของน้ำเป็นอย่างไรพวกเขาก็จำได้หมด หากเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน คนในตระกูลเจียงที่ไวต่อความรู้สึกขนาดนี้ ก็อาจจะจับได้ง่ายๆ
และเจียงจวินโม่ก็แสดงออกทั้งทางตรงและทางอ้อมว่าไม่ให้เธอทำแบบนั้น
ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงทำได้เพียงใส่น้ำที่เธอดื่มเองลงในกระติกน้ำของเธอและเจียงจวินโม่ ในช่วงเวลาเรียนปกติ
จุดประสงค์ของการทำอาหารครั้งนี้คือการให้ทุกคนได้ดื่มด้วยวิธีอื่นเท่านั้น เพราะครอบครัวเจียงปฏิบัติต่อเธอดีมาก เธอจึงอยากให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้น
ลู่เซี่ยนันยุ่งอยู่ครึ่งบ่ายกว่าจะทำอาหารเสร็จ
เมื่อลุงใหญ่และคนอื่นๆกลับมาและได้ยินว่า ลู่เซี่ยเป็นคนลงมือทำอาหารเอง ทุกคนต่างประหลาดใจกันเป็ฯแถว พอนำอาหารขึ้นโต๊ะและได้ชิมคำแรก ฝีมือของเธอก็เป็นที่ชื่นชอบของทุกคนในทันที
มีเพียง เจียงจวินโม่ที่ดวงตาเปล่งประกายเข้าใจกับรสชาติที่คุ้นเคยนี้ และมองเธอพร้อมรอยยิ้ม
ลู่เซี่ยแอบรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ได้รับคำชมจากทุกคน แต่ก็ตัดสินใจว่าต่อไปจะทำอาหารให้บ่อยขึ้น เพื่อให้คนในครอบครัวได้บำรุงร่างกายให้ดี เพราะพวกเขาเป็นทหาร ย่อมมีบาดแผลที่ซ่อนอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
บทที่ 364: เรียนรู้การตัดเย็บเสื้อผ้า
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ป้าหวังก็ยังคงยืนกรานไม่ให้เธอช่วยเก็บล้างจานชาม
ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงขึ้นไปชั้นบนเพื่อนำผ้าที่ซื้อมาวันนี้ออกมา ตั้งใจจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้คังคังสักหน่อย และที่บ้านก็มีจักรเย็บผ้าอยู่เครื่องหนึ่ง น่าจะเป็นของที่ป้าใหญ่เป็นคนซื้อมา แต่ตั้งแต่ลู่เซี่ยมาอยู่ที่นี่ก็ไม่เคยเห็นเธอใช้เลย
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตั้งใจจะศึกษาวิธีการใช้งานดู
และเมื่อป้าใหญ่ได้ยินว่าลู่เซี่ยจะตัดเย็บเสื้อผ้า ก็ช่วยเปิดจักรเย็บผ้าให้ทันที ต้องบอกก่อนว่าสมัยนี้จักรเย็บผ้ามีขนาดใหญ่ เมื่อยังไม่เปิดมันก็ดูเหมือนโต๊ะเรียบๆธรรมดา ที่ตรงกลางมีช่องลับ เมื่อเปิดออกก็สามารถยกจักรเย็บผ้าที่ฝังอยู่ข้างในขึ้นมาได้
ป้าใหญ่อธิบายวิธีใช้ให้ลู่เซี่ยฟัง ลู่เซี่ยที่ได้รับความช่วยเหลือก็รู้สึกเกรงใจไม่อยากรบกวนเธออีก จึงเริ่มศึกษาด้วยตัวเอง พบว่าวิธีการไม่ยากเท่าไหร่ จึงลงมือทำเลย
แต่พอเริ่มใช้จริงๆถึงได้รู้ว่า สมองของเธอเริ่มจะเข้าใจแล้ว แต่มือและเท้ายังไม่คล่องแคล่วเท่านั้นเอง
ลู่เซี่ยพยายามอยู่นาน จนเหงื่อออก สุดท้ายก็เย็บไม่สำเร็จ จึงต้องขอความช่วยเหลือจากเจียงจวินโม่
เจียงจวินโม่ แต่เดิมไปอาบน้ำ พอออกมาก็เห็นสิ่งที่ลู่เซี่ยเย็บ เขาหยิบขึ้นมาดู แล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "นี่คือ...ถุงมือหรือ?"
ลู่เซี่ยเงียบไปสักพัก
"...นี่คือกางเกงขาสั้นที่ฉันเย็บให้คังคังต่างหาก แต่เดิมคิดจะเย็บอะไรง่ายๆ กะจะแค่ลองฝีมือดู แต่ว่ามันยากมากเลย"
พอได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็มองกางเกงขาสั้นในมือที่ไม่เห็นช่องทางออก เพราะด้านล่างถูกเย็บปิดตายไปแล้ว สุดท้ายก็วางมันลงเงียบๆ
‘ไม่อยากมองอีก เห็นแล้วปวดหัว’
จากนั้นเขาก็เริ่มสอนลู่เซี่ย "จริงๆแล้วการใช้จักรเย็บผ้านั้นง่ายมาก ขณะใช้งานแค่จับจังหวะให้ได้ก็พอ แต่ถ้าเธออยากทำเสื้อผ้าล่ะก็ เริ่มแรกไม่ใช่การใช้จักรเย็บผ้าโดยตรง แต่ต้องเรียนรู้การตัดเย็บซะก่อน"
เขาพูดพลางมองไปที่ "กางเกงขาสั้น" เมื่อครู่
"อันนี้เธอตัดเล็กเกินไป คังคังคงใส่ไม่ได้หรอก"
"จริงหรือ?" ลู่เซี่ยสงสัย เพราะเธอคิดว่ามันน่าจะพอดี
เจียงจวินโม่ถอนหายใจ "เธอมองด้วยตาเปล่าอาจคิดว่าพอดี แต่ตอนคังคังใส่ มันจะต้องขยายออกเผื่อเขาขยับตัวด้วย และตอนเย็บก็ต้องหดขอบผ้าลงแบบนี้"
"อา~ เป็นอย่างงี้เองสินะ ฉันคงคิดน้อยไปหน่อย"
ลู่เซี่ยรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ตอนทำเสื้อผ้าในชนบท เธอก็เห็นเจียงจวินโม่ใช้กรรไกรตัดฉับๆ ไม่กี่ทีก็เสร็จแล้ว เธอคิดว่ามันง่ายมาก แต่สุดท้ายก็เป็นเธอที่คิดน้อยไป
"โธ่! ฉันนี่โง่ชะมัดเลย" เจียงจวินโม่เห็นเธอเป็นแบบนี้ก็ยิ้มแล้วพูดว่า "เธอแค่ไม่เคยเรียนมาก่อน จริงๆแล้วมันง่ายมากเลยนะ อย่าเพิ่งรีบร้อน เดี๋ยวฉันจะสอนเธอเอง พอมีจักรเย็บผ้าแล้ว การทำเสื้อผ้าก็จะเร็วขึ้นเยอะเลยล่ะ"
"ดีเลย!" พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
จากนั้นเจียงจวินโม่ก็เริ่มสอนเธอตั้งแต่การตัดผ้า แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเลย สุดท้ายก็เป็นเจียงจวินโม่ที่ตัดเอง แต่ลู่เซี่ยก็เรียนรู้การใช้จักรเย็บผ้าได้เร็วมาก อย่างน้อยการเหยียบเท้าและการเคลื่อนไหวมือก็ประสานกันได้อย่างลงตัวแล้ว
คังคังตัวเล็กอยู่ พวกเสื้อผ้าจึงทำง่าย ก่อนเข้านอนลู่เซี่ยก็ทำกางเกงได้หนึ่งตัวแล้ว เธอรู้สึกภูมิใจมากและในที่สุดก็โล่ง.อก ดูเหมือนว่าเธอ ก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้นสินะ
เห็นเธอมีท่าทางภูมิใจ เจียงจวินโม่ก็ยิ้มพลางส่ายหัว
......
วันที่สองก็เป็นวันจันทร์อีกครั้ง ทั้งสองคนกลับไปเรียนที่โรงเรียน
ลู่เซี่ยเพิ่งเข้ามาในห้องเรียนก็เห็นเซี่ยกุ้ยฟางนั่งอยู่ข้างๆอวี๋หวั่น
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แกล้งทำเป็นไม่เห็น แล้วไปนั่งอีกด้านหนึ่งของอวี๋หวั่น
จากนั้นเธอส่งสายตาให้เพื่อนแทนการถามว่า
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอกลับมาเรียนล่ะ?”
อวี๋หวั่น ก็ส่งสายตาตอบกลับมา
“เดี๋ยวตอนเที่ยงค่อยเล่าให้ฟัง”
ลู่เซี่ยพยักหน้า หลังจากนั้นก็ไม่สนใจเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟางอีก
แต่คนอื่นๆในห้องดูเหมือนจะสนใจมาก พอเห็นเซี่ยกุ้ยฟางกลับมาเรียนแบบนี้ สายตาของพวกเขาก็แอบมองมาทางนี้ทันที
แล้วก็โดน เซี่ยกุ้ยฟาง จ้องกลับไปอย่างดุดัน
บทที่ 365: เซี่ยกุ้ยฟางกลับมาเรียน
หลังจากเลิกคาบแรกแล้ว ลู่เซี่ยและฉู่เหลียงเฉินก็ถูกอาจารย์หลี่เรียกไปที่ห้องทำงาน
เมื่อเข้าไปแล้ว อาจารย์ก็มอบซองจดหมายให้พวกเขาคนละซอง
"เอกสารที่พวกคุณแปลก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าทางสำนักพิมพ์นิตยสารได้ตรวจดูแล้ว พวกเขาพอใจมากเลยนะ นี่คือค่าตอบแทนของพวกคุณ"
ลู่เซี่ยรู้สึกดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอโล่ง.อกที่ในที่สุดก็ได้เห็นเงินตอบแทนสักที ไม่นานรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์หลี่เห็นเธอมีความสุขก็ยิ้มตามไปด้วย
จากนั้นอาจารย์หลี่ก็หยิบเอกสารบางอย่างออกมาแล้วยื่นให้พวกเขา "นี่คืองานครั้งต่อไปนะ ยังคงเป็นข้อกำหนดเดิม เมื่อพวกคุณทำเสร็จแล้วก็แค่เอามาให้ฉันก็พอ"
“ได้ครับ/ ได้ค่ะ”
“ขอบคุณนะคะอาจารย์หลี่"
หลังจากทั้งสองคนออกมา ลู่เซี่ยยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า เธอแอบลูบซองจดหมายในกระเป๋า แม้จะรู้อยู่แล้วว่ามีเงินอยู่เท่าไหร่ แต่การได้เงินจากความพยายามของตัวเองเป็นครั้งแรก หลังจากข้ามมิติก็ทำให้เธอมีความสุขมาก
ฉู่เหลียงเฉินที่อยู่ข้างๆนั้น เขาไม่รู้ว่าเธอดีใจอะไร แต่คิดว่าเธอดีใจที่ได้ยินว่าสำนักพิมพ์พอใจ เขาแอบครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "คราวนี้พอแปลเสร็จแล้ว พวกเราส่งไปพร้อมกันอีกนะ ถ้าเธอแปลเสร็จแล้วบอกฉันด้วย"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "ได้เลยสหายฉู่ ฉันเข้าใจแล้ว"
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็เดินไปที่ห้องเรียนด้วยกัน ระหว่างทางฉู่เหลียงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมาว่า "เรื่องของเซี่ยกุ้ยฟางเป็นเรื่องจริงหรือ?"
ลู่เซี่ยได้ยินคำถามก็มองเขาอย่างสงสัย เพราะดูเหมือนว่าเธอไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่ดูเย่อหยิ่งคนนี้จะชอบเรื่องซุบซิบนินทากับเขาด้วย
"มีอะไรหรือ?" ฉู่เหลียงเฉินรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยเมื่อถูกลู่เซี่ยมอง
ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ไม่มีอะไรหรอก แต่เรื่องของเธอน่ะ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องรอให้ทางโรงเรียนออกผลมานั่นแหละ"
ฉู่เหลียงเฉินได้ยินแล้วก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าและไม่ถามอะไรอีก
ทั้งสองคน เดินกลับมาที่ห้องเรียน แล้วพบว่าบรรยากาศในห้องดูตึงเครียดไปหน่อย ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะเงียบๆ ส่วนอวี๋หวั่นเห็นเอกสารในมือเธอก็เดาได้ว่าเป็นอะไร
"อาจารย์หลี่ให้งานแปลพวกเธออีกแล้วเหรอ"
"ใช่แล้ว" ลู่เซี่ยพยักหน้า "หลังจากนี้ ฉันคงจะยุ่งอีกแล้ว"
อวี๋หวั่นแสดงสีหน้าอิจฉา "ถ้าเป็นฉันคงดีใจตายเลย ต่อให้ยุ่งฉันก็ยินดี"
ลู่เซี่ยยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยว่า "วางใจเถอะ ดูจากความก้าวหน้าในการเรียนของเธอ ฉันว่าอีกไม่นานก็ทำได้แล้วล่ะ"
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงกริ่งเข้าห้องเรียนก็ดังขึ้น ทั้งสองจึงหยุดการพูดคุยเล่นกันไว้ก่อน จนกระทั่งเรียนจบคาบ พอถึงเวลาพักเที่ยง เซี่ยกุ้ยฟางก็รีบเก็บของอย่างคล่องแคล่วแล้ววิ่งออกไปเป็นคนแรก
หลังจากที่เธอจากไป อวี๋หวั่นดูเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นจึงมองเธออย่างสงสัย
อวี๋หวั่นอธิบายอย่างจนใจออกไปว่า "ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ทั้งเช้าก็เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึง ราวกับว่ามีใครเป็นหนี้เธออยู่ ฉันนั่งข้างๆเธอยังรู้สึกอึดอัดเลย"
ลู่เซี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามคำถามที่อยากถามมาตั้งแต่แรก "ทำไมวันนี้เธอถึงมาเรียนล่ะ?"
ตอนนี้เซี่ยกุ้ยฟางไม่อยู่ อวี๋หวั่นจึงพูดออกมาตรงๆ "เธอกลับมาเมื่อคืนนี้ หลี่หัวเป็นคนส่งเธอกลับมา ก่อนหน้านี้ไม่รู้ไปไหนมา แต่ตอนที่เธอกลับมา พอดีฉันก็กลับมาจากบ้านน่ะ เลยเห็นอยู่ที่ชั้นล่างพอดี"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกประหลาดใจ "ผู้หญิงคนนั้นยังอยู่กับหลี่หัวอยู่อีกเหรอ?"
อวี๋หวั่นพยักหน้า "ไม่ใช่หรอก แค่อยู่ด้วยกันเท่านั้น ทั้งสองคนดูเหมือนจะสนิทกันมากขึ้น พวกเขาอ้อยอิ่งอยู่ชั้นล่างนานมากกว่าจะจากกันไป"
ลู่เซี่ยเงียบไป ในใจกลับรู้สึกดีกับหลี่หัวมากขึ้น เพราะถึงแม้จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแต่เขาก็ไม่ได้ทอดทิ้งเซี่ยกุ้ยฟาง ท่าทีที่ไม่ทิ้งกันแบบนี้ ถือว่าเป็นคนรักษาน้ำใจ และมิตรภาพดีทีเดียว
"แล้วเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ตอนที่ฉันกลับมาจากสำนักงาน ดูเหมือนในห้องเรียนจะมีอะไรผิดปกติ"
อวี๋หวั่นถอนหายใจ "ก็ยังเกี่ยวกับเซี่ยกุ้ยฟางอยู่นั่นแหละ ตอนพักเรียน พวกนักเรียนชายในห้องคิดว่าเธอกลับมาแล้ว แสดงว่าเรื่องคงจบแล้ว ก็เลยถามเธอออกไปว่าเกิดอะไรขึ้น ผลคือเซี่ยกุ้ยฟางน่ะ ไม่รู้ว่าโกรธหรืออาย อยู่ๆก็เดือดดาล แล้วด่าพวกนั้นไปยกใหญ่เลย
พวกนักเรียนชายก็ไม่กล้าด่ากลับ แต่ก็โกรธมาก ก็เลยเป็นแบบที่พวกคุณเห็นตอนเข้ามานั่นแหละ"
บทที่ 366: การสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สอง
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกประหลาดใจ "เธอ...กล้าขนาดนี้เลยหรือ? ไม่กลัวว่าจะทำให้คนอื่นไม่พอใจหรือไง?"
อวี๋หวั่นไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า "กล้า" เท่าไหร่นัก แต่ก็พอจะเดาได้คร่าวๆว่าลู่เซี่ยหมายถึงอะไร
"เฮ้อ ฉันว่าเธอคงไม่สนอะไรแล้วล่ะ พูดจาหยาบคายมาก ทั้งปากเสีย ช่างนินทา วันๆเอาแต่พูดอะไรก็ไม่รู้ ฉันฟังแล้วยังทนไม่ไหวเลย ไม่ต้องพูดถึงพวกผู้ชายหรอก"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พูดไม่ออก "...แล้วก่อนหน้านี้เธอเป็นคนยังไง? คงไม่ใช่ว่าทางมหาวิทยาลัยไม่ให้เธอมาเรียนหรอกเหรอ?"
อวี๋หวั่นส่ายหัว "ไม่ใช่แน่นอน ก่อนที่ผลจะออกมา ตอนนี้ก็ยังถือว่าเธอก็ยังเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่ ทางมหาวิทยาลัยไม่มีทางให้เธอหยุดเรียนหรอก"
‘ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเหตุผลส่วนตัวของเธอเองสินะ’
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีก รู้สึกว่าคนคนนี้ทำให้พวกเธอต้องปรับมาตรฐานความคาดหวังลงทุกครั้ง และหลังจากกินข้าวแล้วกลับมาที่หอพัก ก็ไม่เห็นเซี่ยกุ้ยฟางในห้อง คิดว่าคงจะไม่กลับมาแล้ว
คราวนี้ลู่เซี่ยไม่ได้รีบดูเอกสารแปลในทันที ก่อนหน้านี้เป็นเพราะตอนเริ่มต้นยังไม่ค่อยเป็นเท่าไหร่ เลยทำให้ต้องปรับตัวกันมาก เวลาค่อนข้างไม่พอ ตอนนี้ลู่เซี่ยเองก็เริ่มที่จะชำนาญแล้ว จึงไม่รีบร้อน
วันนี้เพื่อนร่วมห้องทุกคนไม่ง่วง ทุกคนจึงนอนคุยกันถึงเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้
ในช่วงสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป การสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สองก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว ในห้องพักของพวกเธอก็มีญาติและเพื่อนของพวกเธอที่ไปสอบด้วย ทุกคนกำลังพูดถึงระดับความยากง่ายของการสอบครั้งนี้
"น้องชายของพี่สะใภ้ฉันก็ไปสอบด้วย ได้ยินเขาบอกว่าข้อสอบครั้งนี้ยากมาก เขาทำไม่ได้หลายข้อเลย ดูเหมือนว่าจะยากกว่าครั้งที่แล้วมาก" นี่เป็นคำพูดของอวี๋หวั่น
ถันอวิ๋นฟางฟังแล้วก็แอบสงสัยขึ้นมา "หรือว่าตอนสอบครั้งแรก กลัวว่าพวกเราจะมีเวลาทบทวนน้อยเกินไป จึงออกข้อสอบง่ายๆงั้นเหรอ?"
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็คิดสักครู่แล้วพูดว่า "อาจจะเป็นเพราะมีคนสมัครสอบมากเกินไป จึงต้องใช้วิธีนี้เพื่อคัดคนออกบ้าง"
เย่หนานเองพอได้ฟังก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ "ได้ยินมาว่าการสอบครั้งแรกมีคนสมัครสอบ5.7ล้านคน แต่รับเข้าเรียนได้แค่ประมาณ2.7แสนคน และครั้งนี้มีคนสมัครสอบมากขึ้น ถึง6.1ล้านคน ไม่รู้ว่าจะรับเข้าเรียนได้กี่คน!"
"โห?! นี่มันมากขนาดนั้นเลยเหรอ?" คนอื่นๆที่ได้ยินแบบนั้นพวกเขาต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
"พวกเราสมัยนั้นมีคนสมัครสอบมากขนาดนี้เลยเหรอ?"
"ใช่แล้ว!" เย่หนานพยักหน้า "อัตราการรับเข้าเรียนแค่5%เท่านั้นเองนะ แต่ได้ยินว่าครั้งนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นด้วย ไม่รู้ว่าอัตราการรับจะสูงขึ้นไปด้วยหรือเปล่า"
"งั้นคนสมัครก็เพิ่มขึ้นด้วยสินะ"
"อื้ม" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วนึกถึงเรื่องในอนาคต จู่ๆก็เข้าใจสาเหตุที่มีคนสมัครมากมายขนาดนี้
"ตอนนี้คนสมัครเยอะ อาจเป็นเพราะการหยุดชะงักก่อนหน้านี้ก็ได้ ทำให้ประเทศผ่อนปรนข้อจำกัดในการสมัครชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นอายุหรือวุฒิการศึกษา บางทีในอนาคตอาจจะไม่เป็นแบบนี้แล้ว"
เย่หนานได้ยินแล้วก็เห็นด้วย "ใช่! ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้อายุของผู้สมัครแตกต่างกันมาก บางคนอายุมากกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำ ในอนาคตประเทศคงจะควบคุม แล้วก็คงไม่มีแบบนี้อีกแล้วล่ะ"
ถันอวิ๋นฟางได้ยินแล้วรู้สึกโล่งใจ แต่ก็ยังแอบกังวลอยู่เล็กน้อย "งั้นสำหรับคนพวกนี้ ก็คงมีโอกาสแค่ไม่กี่ครั้งนี้เท่านั้นสินะ?"
"แค่นี้ก็ดีแล้ว มีโอกาสหลายครั้ง ใครที่สอบติดก็ได้เข้าเรียน ส่วนคนที่สอบไม่ติดก็คงจะเป็นแบบนี้แหละ"
"ก็จริง"
ในระหว่างที่พูดคุยกัน ลู่เซี่ยก็แอบนึกถึงพวกปัญญาชนที่ที่พักของปัญญาชนอีกครั้ง ตอนนี้พวกเขาคงสอบเสร็จแล้วสินะ ไม่รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะสอบเป็นยังไงบ้าง จะสามารถคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ได้หรือเปล่า?
แล้วก็นึกถึงเซี่ยกุ้ยฟางที่โรงแรม หากเธอพลาดโอกาสครั้งนี้ไป ไม่รู้ว่าเธอจะเสียใจหรือเปล่า
บทที่ 367: จดหมายของซุนเสิ้งหนาน
ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าปัญญาชนที่ ที่พักของปัญญาชนนั้นจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ผลเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่ตอนเย็นขณะเดินผ่านห้องรับส่งจดหมายของโรงเรียนหลังเลิกเรียน เธอก็เหลือบไปเห็นชื่อของตัวเองโดยบังเอิญและเมื่อสอบถามอย่างละเอียด จึงรู้ว่ามีจดหมายถึงตัวเอง
เธอรีบหยิบจดหมายออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น และเปิดอ่านทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน
จดหมายนี้ส่งมาจากซุนเสิ้งหนาน แต่เนื่องจากไม่รู้ที่อยู่ของเธอ ลู่เซี่ยจึงไม่ได้ติดต่อกับซุนเสิ้งหนานเลย แต่ก็เป็นห่วงว่าตอนนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้นเมื่อเปิดจดหมายแล้วลู่เซี่ยจึงรีบอ่านทันที
จดหมายฉบับนี้น่าจะเขียนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สอง
ในจดหมาย ซุนเสิ้งหนานถามถึงสารทุกข์สุกดิบของลู่เซี่ยก่อน ว่าปรับตัวเข้ากับครอบครัวสามีได้หรือไม่ เรียนหนังสือคุ้นเคยดีหรือยัง เป็นต้น จากนั้นก็เล่าถึงสถานการณ์ของตัวเองให้ลู่เซี่ยฟัง
เธอและครอบครัวของหลิวจวิน ทั้งสามคนเพิ่งจะจัดการเอกสารเสร็จและย้ายกลับเมืองหลังปีใหม่
ตอนแรกพวกเขาอาศัยอยู่ที่บ้านของหลิวจวิน แต่ห้องพักที่นั่นค่อนข้างคับแคบ ทั้งยังมีคนอยู่เยอะ จึงแออัดมาก หลังจากที่เธอเข้าเรียนแล้ว ทั้งสองคนจึงไปเช่ากระท่อมใกล้โรงเรียนและย้ายออกมาในที่สุด หลังจากนั้นซุนเสิ้งหนานก็ไปเรียนที่โรงเรียน ส่วนหลิวจวินอยู่บ้านเลี้ยงลูกไปด้วยทบทวนบทเรียนไปด้วย เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งต่อไป
หลังจากนั้น ซุนเสิ้งหนานก็ได้เล่าถึงชีวิตในมหาลัยของเธอ รวมถึงความปรารถนาและความรู้สึกที่มีต่อการเรียน
เธอยังเขียนเพิ่มอีกด้วยว่าหลิวจวินเริ่มรู้สึกท้อแท้เพราะหางานไม่ได้ และความยากลำบากในการทบทวนบทเรียนอย่างหนักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงแม้จะพยายามทบทวนแล้ว เธอรู้สึกว่าด้วยระดับความสามารถของเขา คงสอบไม่ผ่านอยู่ดี
ซุนเสิ้งหนานเลยบอกว่า หลิวจวินนั้นตั้งใจจะลองเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าครั้งนี้สอบไม่ผ่าน เขาจะไม่สอบอีก และวางแผนจะหางานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวก่อน
ลู่เซี่ยที่ได้อ่านประสบการณ์ของซุนเสิ้งหนานผ่านจดหมาย เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกสับสนเมื่อเพิ่งกลับไปบ้านสามี มีความคาดหวังต่อชีวิตในมหาวิทยาลัย และรู้สึกผิดหวังกับหลิวจวิน แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งเขาไปไหน
เห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตของซุนเสิ้งหนานเปลี่ยนไป แต่ตัวเธอยังคงเป็นคนที่มีบุคลิกเข้มแข็งเหมือนเดิม
ลู่เซี่ยรู้สึกดีใจแทนซุนเสิ้งหนานไม่น้อย หลังจากอ่านจบก็หยิบปากกามาเขียนจดหมายตอบทันที ลู่เซี่ยได้เล่าถึงชีวิตหลังจากกลับเมืองและประสบการณ์ในมหาลัยให้ฟัง เมื่อเขียนจดหมายตอบเสร็จ เจียงจวินโม่ก็อาบน้ำเสร็จพอดี
เห็นเธอรีบเก็บจดหมายที่เขียนเสร็จใส่ซอง ก็รู้ว่าจดหมายมาจากใคร จึงถามไปว่า "ปัญญาชนซุนและคนอื่นๆสบายดีไหม?"
ลู่เซี่ยหันไปหาเขาแล้วพยักหน้า "ก็ดีนะ พวกเขาปรับตัวได้พอสมควรแล้วล่ะ"
เจียงจวินโม่ได้ฟังแบบนั้นก็พยักหน้า เห็นในดวงตาของเธอยังมีความคิดถึงอยู่บ้าง นึกถึงตอนที่ภรรยาของตนเองดีใจเมื่อได้รับจดหมาย เจียงจวินโม่จึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ถึงแม้จะอยู่ไกลกันหน่อย แต่พอคังคังโตขึ้นอีกนิด พวกเราก็ไปเที่ยวที่นั่นก็ได้นะ จะได้แวะไปเยี่ยมพวกเขาด้วย"
ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดของเขาแล้วยิ้มเล็กน้อย เข้าใจในความหมายของเขาทันที "เรื่องพวกนี้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ ตอนนี้แค่ติดต่อกันทางจดหมายได้ก็ดีมากแล้ว"
เจียงจวินโม่ได้ยินลู่เซี่ยพูดแบบนั้น ก็เลยไม่ติดใจอะไรอีก
วันรุ่งขึ้นทั้งสองคนไปมหาลัยพร้อมกับส่งจดหมายไปด้วย หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็เริ่มอาชีพนักแปลของเธออีกครั้ง ครั้งนี้มีเอกสารค่อนข้างมาก ใช้เวลาเกือบยี่สิบกว่าวันถึงจะแปลเสร็จ และหลังจากส่งเอกสารที่แปลเสร็จแล้วให้อาจารย์หลี่ ลู่เซี่ยก็รู้สึกโล่ง.อกในที่สุด
แล้วตอนนี้เธอก็พบว่าเซี่ยกุ้ยฟางไม่มาเรียนอีกแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น?" เธอมองไปทางอวี๋หวั่นพลางเอ่ยถามอย่างสงสัย
แม้ว่าเซี่ยกุ้ยฟางจะยังคงถูกจับตามองในช่วงนี้ แต่สถานการณ์แบบนี้ก็น้อยลงมากแล้ว เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ เรื่องนี้ก็เกือบจะถูกทุกคนลืมไปแล้ว อีกทั้งช่วงหลังๆมานี้เธอก็มาเรียนตลอด ทำให้ทุกคนคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นความเข้าใจผิดไปแล้ว
อวี๋หวั่นส่ายหน้า "ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เมื่อวานตอนเลิกเรียนอาจารย์ที่ปรึกษามาตามหาเธอ แล้วตอนกลางคืนเธอก็ไม่กลับมานอนที่หอพัก วันนี้ก็ไม่ปรากฏตัวอีกแล้ว"
บทที่ 368: ถูกไล่ออก
ผลปรากฏว่าตอนเที่ยงที่ลงไปกินข้าว พบว่าทุกคนกำลังมุงดูบอร์ดประกาศชั้นล่างและพูดคุยอะไรกันอยู่สักพัก ลู่เซี่ยและอวี๋หวั่นเองก็รู้สึกสงสัย คิดว่าทางโรงเรียนมีประกาศอะไร พอกำลังจะเดินไปดู ก็เห็นเย่หนานสามคนเดินมาด้วยสีหน้าซับซ้อน
"เซี่ยกุ้ยฟางถูกไล่ออกไปแล้ว!"
.....
"อะไรนะ?"
"อะไรนะ?"
สองเสียงนี้เป็นของลู่เซี่ยและอวี๋หวั่น
"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเธอถึงถูกไล่ออกกะทันหันแบบนี้ล่ะ" อวี๋หวั่นถามด้วยความประหลาดใจ
เย่หนานชี้ไปที่บอร์ดประกาศ "ทางโรงเรียนออกประกาศแล้ว เซี่ยกุ้ยฟางถูกไล่ออกเพราะถูกจับได้ว่าแอบใช้โควตาของคนอื่นเข้ามหาวิทยาลัย!"
"อา! แบบนี้เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เป็นเรื่องจริงน่ะสิ!" อวี๋หวั่นไม่คิดว่าเรื่องจะเกิดขึ้นอย่างกะทันหันขนาดนี้
ลู่เซี่ยก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เธอคิดว่าเรื่องนี้ผ่านมานานแล้วและไม่มีผลอะไร แต่สุดท้ายก็คงเกิดอะไรขึ้นแล้วสินะ ไม่คิดว่าสุดท้ายจะสืบหาความจริงได้ ส่วนทางมหาวิทยาลัยก็ถือว่าทำงานอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด โดยการไล่เซี่ยกุ้ยฟางออกไปทันที แถมยังออกประกาศอีกด้วย เรื่องนี้คงแพร่สะพัดไปทั่วมหาลัยเสียแล้ว และส่งผลกระทบในแง่ลบอย่างมากด้วย
ขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น เห็นว่าคนที่บอร์ดประกาศน้อยลงไปมาก อวี๋หวั่นจึงลากลู่เซี่ยเข้าไปดูใกล้ๆ
แล้วก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่บนบอร์ดประกาศอย่างเด่นชัดเขียนว่า:
นักศึกษาใหม่ภาควิชาภาษาอังกฤษรุ่น77 เซี่ยกุ้ยฟาง ชื่อเดิม: เซี่ยอวิ๋นอวิ๋น เนื่องจากแอบอ้างชื่อผู้อื่น ใช้ตำแหน่งของพ่อแม่ แก้ไขเอกสารของผู้อื่นเพื่อเข้าเรียนโดยพลการ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความจริง จึงไล่ออก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ไป
......
ทั้งสองคนมองหน้ากันอย่างเงียบๆ แล้วเดินจากไปพร้อมกับคนอื่นๆ อย่างนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้แพร่กระจายไปแล้ว แม้แต่ในโรงอาหารตอนกินข้าวก็ยังได้ยินเสียงคนพูดคุยถกเถียงกันเรื่องนี้อยู่ไม่เลิก เมื่อกลับถึงหอพัก ก็พบว่าในห้องไม่มีของของ 'เซี่ยกุ้ยฟาง' แล้ว เห็นได้ชัดว่าเธอเก็บของและจากไปตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว
คนอื่นๆในหอพักที่เห็นสภาพแบบนี้ ก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อไม่หาย
ใครจะคิดว่าคนที่เพิ่งอยู่ร่วมกันเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้กลับถูกไล่ออกไปแล้ว
"ดังนั้น เธอขโมยจดหมายตอบรับเข้าเรียนของคนอื่นมาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งจริงๆสินะ!" คนพูดคือถังย่วน
ตอนนี้ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว เพราะคนอื่นๆก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แม้ว่าพวกเธอจะคาดเดาผลลัพธ์ไว้แล้ว แต่พอรู้ความจริงก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้น่ากลัวมาก
อวี๋หวั่นนั่งอยู่บนเตียงเดิมของเซี่ยกุ้ยฟาง ถอนหายใจแล้วพูดว่า "เธอช่างกล้าจริงๆเลยนะ ทำไมถึงกล้าขโมยจดหมายตอบรับของคนอื่น แล้วยังมาโรงเรียนอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้
ตอนนี้นึกแล้วก็รู้สึกกลัวย้อนหลังยังไงไม่รู้ ตอนที่พวกเราสอบเสร็จใหม่ๆ อยากรู้ว่าตัวเองสอบติดหรือไม่ก็ต้องรอดูว่าได้รับจดหมายตอบรับหรือเปล่า? แบบนี้ถ้าโดนคนอื่นเอาไป เราก็อาจจะคิดว่าตัวเองสอบไม่ติดใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว แล้วถ้าไม่มีใครพูดออกมา ใครจะไปรู้ล่ะ ไม่รู้ว่าวันนั้นสหายผู้หญิงคนนั้นรู้ได้ยังไง แต่ก็ถือว่าโชคดีมากที่เธอรู้เข้า ไม่งั้นอาจจะเสียโอกาสไปตลอดชีวิตเลย" ถันอวิ๋นฟางพูดตามอย่างรู้สึกทึ่ง
เย่หนานพยักหน้า "ดังนั้นการทำเรื่องไม่ดีต้องเตรียมพร้อมที่จะถูกจับได้ และต้องมีความกล้าที่จะยอมรับความจริงด้วย"
"ใช่แล้ว สหายหญิงคนนั้นกล้ามาเลยล่ะ แถมยังไม่ยอมแพ้ด้วย" ลู่เซี่ยเห็นด้วยกับคำพูดนี้ ยุคนี้ไม่ใช่ว่าใครก็จะมีความกล้าที่จะเสี่ยงทุกอย่างเพื่อค้นหาความจริงที่อาจจะไม่มีผลลัพธ์
ทุกคนได้ยินแบบนั้นก็เงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ได้ยินถังย่วนถามว่า "ตอนนี้เรื่องนี้ก็ถูกเปิดเผยแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไง? เซี่ยกุ้ยฟาง... เอ่อ ฉันหมายถึง เซี่ยกุ้ยฟางตัวปลอม คนที่ชื่อเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นถูกไล่ออกไปแล้ว แล้วเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงจะมาเรียนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งไหม?"
พอพูดแบบนี้ทุกคนก็เงียบไปอีกครั้ง เพราะพูดตามตรง พวกเธอก็ไม่ค่อยรู้ว่าต่อไปทางมหาลัยจะตัดสินใจอย่างไร
บทที่ 369: ชื่อเสียงได้รับผลกระทบ
อวี๋หวั่นพูดด้วยความประหลาดใจว่า "เอ๊ะ ตามหลักการแล้วก็เป็นไปได้นะ แล้วถ้าเธอมาแล้ว เธอจะมาเรียนในห้องเราไหม?"
ลู่เซี่ยส่ายหัว "ฉันคิดว่าโอกาสแบบนั้นมีน้อยมากเลยล่ะ ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นผู้เสียหาย แต่เวลาผ่านไปเกือบสองเดือนแล้ว ตั้งแต่พวกเราเข้าเรียน ถ้าเธอมาก็อาจจะเรียนไม่ทัน มหาวิทยาลัยคงไม่อนุญาตหรอก แค่ไม่รู้ว่าจะให้เธอเข้าเรียนพร้อมกับนักเรียนใหม่ปีหน้าได้ไหม"
เย่หนานได้ยินแล้วส่ายหัว "ฉันคิดว่าไม่ได้ เพราะถ้าดูจากความรับผิดชอบที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเลยนะ
มหาวิทยาลัยส่งจดหมายตอบรับแล้ว นั่นก็ถือว่าทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จสิ้น แม้ว่าเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงจะเป็นผู้เสียหาย แต่ผู้กระทำผิดคือเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น มหาวิทยาลัยอย่างมากก็แค่มีส่วนในการละเลยเท่านั้น
ตรงนี้ต้องดูว่าเอกสารของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นเป็นยังไงกันแน่ ถ้าเอกสารก็ปลอม คนที่ทำปลอมก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งจริงๆแล้วมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรเลย
แต่เรื่องนี้ส่งผลกระทบไม่ดีแน่ ถ้ามหาวิทยาลัยมีน้ำใจก็อาจจะชดเชยให้เธอ แค่ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรเท่านั้นเอง"
คนอื่นๆได้ยินแล้วต่างถอนหายใจ "ถ้าเป็นแบบนั้น เธอก็น่าสงสารมากเลยนะ!"
"ใช่! สถานะนักศึกษาที่อยู่ดีๆก็หายไป!"
ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจตาม "แต่ดีที่เธอรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น และก็ตามหาคนร้ายจนเจอ ก็ถือว่าได้ระบายความแค้นให้ตัวเองแล้ว"
ถันอวิ๋นฟางก็พยักหน้าก่อนจะพูดว่า "ใช่! ถ้าไม่รู้ก็แล้วไป แต่พอรู้แล้วต้องไม่ยอมแน่ ตอนที่เห็นเธอร้องไห้น่าสงสาร ก็รู้ว่าเธอคงรู้สึกเสียใจมากแค่ไหน"
"อื้ม…เห้อ!!" คนอื่นๆก็พากันถอนหายใจอย่างเสียดาย
......
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตอนแรกลู่เซี่ยคิดว่ามันแค่แพร่กระจายไปในมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าวันรุ่งขึ้นตอนกลับบ้านหลังเลิกเรียน ตอนกินข้าวเย็น ป้าใหญ่จะถามถึงเรื่องนี้ด้วย
"ได้ยินว่าที่มหาวิทยาลัยของพวกเธอพบว่ามีนักเรียนแอบอ้างชื่อคนอื่นมาเข้าเรียนเหรอ?"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วตกใจ สบตากับเจียงจวินโม่ "ใช่ครับ แต่หลังจากถูกจับได้ก็ถูกไล่ออกแล้ว ป้าทราบได้ยังไงเหรอครับ?"
ป้าใหญ่ตอบ "ตอนพักเที่ยงได้ยินพยาบาลในแผนกคุยกันน่ะสิ ครั้งนี้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยปักกิ่งของพวกเธอได้รับผลกระทบไม่น้อยเลยนะ ทุกคนพูดกันไม่ค่อยดีเลยล่ะ"
คุณปู่เจียงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วก็ถามอย่างสงสัย "เกิดอะไรขึ้น? แอบอ้างชื่อคนอื่นยังไงกัน?"
ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็เล่าเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟางให้ท่านฟัง
พอคุณปู่เจียงฟังแล้วก็โกรธมาก "คนพวกนี้มีโอกาสดีๆ ก็ไม่รู้จักตั้งใจเรียน เอาแต่จะเดินทางผิด ลู่เซี่ยบอกว่าคนที่แอบอ้างนั้นครอบครัวเป็นข้าราชการเหรอ แล้วตอนนี้ทางการรู้เรื่องแล้ว จะจัดการยังไงต่อล่ะ?"
ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ไม่รู้เหมือนกันค่ะคุณปู่ แต่เมื่อทางมหาวิทยาลัยสืบได้แล้ว ก็แปลว่าเรื่องนี้ถูกเปิดโปงลามไปหลายทอดเลยล่ะค่ะ คาดว่าคงจะมีการลงโทษเร็วๆนี้แน่นอน"
คุณปู่เจียงฟังแล้วจึงพอใจ
วันรุ่งขึ้นไปมหาวิทยาลัย ลู่เซี่ยก็ได้ยินผลการลงโทษพ่อแม่ของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นจากปากของเย่หนาน
"ได้ยินว่าประวัติของเธอทั้งหมดนั้นพ่อแม่เป็นคนจัดการให้ และมีคนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่งร่วมมือด้วย รวมถึงสำนักงานการศึกษา ไปรษณีย์ ตอนนี้คนพวกนี้ถูกจับกุมหมดเลย คาดว่าหลังจากนี้คงจะมีการลงโทษอย่างเด็ดขาดแน่นอน"
ทุกคนได้ยินแล้วต่างตกใจ "เธอรู้ได้ยังไง?"
เย่หนานยิ้ม "อาจารย์จินบอกฉันน่ะ เธอมีเพื่อนทำงานที่สำนักข่าว พอรู้เรื่องนี้ก็โทรไปถามสถานการณ์ที่มลฑลกั้นทันทีเลย แล้วก็สัมภาษณ์รายละเอียดเหตุการณ์ คาดว่าเร็วๆนี้เรื่องนี้คงจะลงหนังสือพิมพ์แน่นอน"
ได้ยินแบบนี้ทุกคนต่างเงียบกันไป เพราะสองวันมานี้ทุกคนรู้ว่าเรื่องนี้ส่งผลเสียต่อมหาวิทยาลัยมาก ถ้าลงหนังสือพิมพ์ ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยคงจะตกต่ำลงไปอีกแน่นอน
"เฮ้อ มหาวิทยาลัยของเราคราวนี้คงจะกลายเป็นตัวอย่างชั้นดีซะแล้ว"
บทที่ 370: ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
"ใช่แล้ว!"
เย่หนานพยักหน้าและกล่าวว่า "ฉันได้ยินมาว่าที่เรื่องนี้ส่งผลกระทบใหญ่โตขนาดนี้ เพราะตอนที่สอบสวนเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟาง พบว่าในแฟ้มของสำนักงานการศึกษาไม่ได้มีแค่เซี่ยกุ้ยฟางคนเดียวที่ถูกสวมรอย แต่มีถึงกว่าสิบคนเลยเชียวนะ เพียงแต่ตอนนี้มีแค่เซี่ยกุ้ยฟางคนเดียวที่ถูกจับได้ก็เท่านั้น"
"หา? อะไรนะ? มากขนาดนั้นเลยเหรอ!" คนอื่นๆในหอพักต่างตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
"ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าที่พวกคนสวมรอยเหล่านั้นไม่ถูกจับได้ เพราะพวกเขาขโมยจดหมายตอบรับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยที่ไม่ค่อยมีชื่อนัก บางแห่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับล่าง บางแห่งเป็นวิทยาลัยการอาชีพ
พวกนักเรียนเหล่านี้อยู่ในเส้นแบ่งระหว่างสอบติดกับสอบไม่ติดอยู่แล้ว สอบติดก็คงดี แต่ถึงสอบไม่ติดก็คงไม่แปลกใจอะไร พอเป็นแบบนั้นพวกเขาเลยไม่มีทางวิ่งไปถามที่มหาลัยเหมือนเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริง เลยทำให้พวกสวมรอยไม่ถูกจับได้น่ะสิ"
ทุกคนได้ยินแล้วต่างพากันเงียบไป ไม่รู้จะพูดอะไรดี
ดังนั้นถ้าเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นไม่โลภจนขโมยจดหมายตอบรับของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ถ้าขโมยของมหาวิทยาลัยที่แย่กว่านี้หน่อย คงมีโอกาสสูงที่เรื่องนี้จะถูกปิดบังต่อไปได้ แต่ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องนี้ก็คงไม่มีวันถูกเปิดโปงแน่นอน
ตอนนี้เย่หนานพูดต่อว่า "แค่อำเภอเล็กๆแห่งเดียวก็มีตั้งกว่าสิบคนแล้ว ที่อื่นๆยังไม่รู้ว่าจะมีอีกกี่คน ดังนั้นได้ยินว่าเมื่อรัฐบาลรู้เรื่องก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และรีบสั่งให้แต่ละพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้วล่ะ มหาวิทยาลัยของพวกเราเองก็จะต้องตรวจสอบแฟ้มประวัติใหม่ทั้งหมดด้วย"
เรื่องนี้ทุกคนไม่กลัว เพราะพวกเธอล้วนสอบเข้ามาด้วยตัวเอง
ลู่เซี่ยเองก็เคยได้ยินว่าที่อื่นก็มีเรื่องแบบนี้อีกไม่น้อยเลย เพราะเหุตุการณ์นี้ทุกคนเลยต่างพากันเงียบกันไปหมด ในยุคนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟาง การจะค้นพบเรื่องแบบนี้คงยากมากทีเดียว
"เฮ้อ! ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้วดีกว่า อาจารย์จินยังให้ฉันเขียนบทความอีกหนึ่งชิ้น ฉันต้องคิดดูว่าจะลงมือเขียนยังไงดี" ถันอวิ๋นฟางที่ได้ยินแล้วก็ยิ้มเบาๆ "ฉันว่าอาจารย์จินกำลังผลักดันเธอให้เป็นนักข่าวจริงๆนั่นแหละ สองสามวันเดี๋ยวก็ให้เธอเขียนโน่นเขียนนี่"
เย่หนานได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างเขินๆ "ส่วนใหญ่ก็เพราะฉันชอบงานแบบนี้น่ะ"
ทุกคนได้ยินแล้วก็ไม่ได้แซวเธออีก
ตอนนั้นเอง ลู่เซี่ยมองดูเตียงว่างข้างๆเธอแล้วพูดกับถันอวิ๋นฟางว่า "พี่อวิ๋นฟาง เตียงของเซี่ยกุ้ยฟาง ไม่สิ! เซี่ยอวิ๋นอวิ๋นก็คงไม่มีคนอยู่แล้ว คงไม่มีใครย้ายเข้ามาในเร็วๆนี้หรอกใช่ไหม? พี่ให้เสียวหย่าย้ายมาอยู่ตรงนี้เถอะ จะได้ไม่ต้องแออัดกับพี่ไง"
คนอื่นๆในหอพักพอได้ยินแบบนั้นก็พากันเห็นด้วย "ใช่แล้ว พวกเราอยู่กันในเตียงเดี่ยว มันก็แคบอยู่แล้ว ทุกครั้งที่พวกพี่นอนลงไป ฉันก็กลัวว่าจะตกเตียงตอนกลางดึก"
ถันอวิ๋นฟางได้ยินแล้วก็คิดสักครู่ก่อนที่จะพูดว่า "รอให้อากาศอุ่นขึ้นอีกหน่อยเถอะ ตอนนี้ฉันมีผ้าห่มแค่ผืนเดียว รอให้อากาศอุ่นขึ้น ฉันก็ไม่ต้องใช้ผ้าห่มแล้ว ตอนนั้นค่อยแยกกันนอนดีกว่า"
เมื่อได้ยินถึงความกังวลของเธอ อวี๋หวั่นก็พูดขึ้นทันทีว่า "ไม่ต้องรอหรอก ที่บ้านฉันมีผ้าห่มที่ไม่ได้ใช้ เดี๋ยวฉันจะเอามาให้เธอหนึ่งผืน"
เย่หนานก็พูดเสริมอีกว่า "บ้านฉันก็มีเหมือนกัน"
ลู่เซี่ยรีบพูดตามทันที "ฉันก็มีเหมือนกัน"
ถันอวิ๋นฟางได้ยินแล้วรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ คราวนี้เธอไม่ปฏิเสธ
"แบบนั้นก็คงดีจ่ะ ขอบคุณพวกเธอมากนะ"
"ขอบคุณอะไรกัน" อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ "พวกเราได้อยู่ด้วยกันก็เป็นวาสนาแล้ว ยังไงซะเราก็เป็นเพื่อนสนิทกันนี่"
"ใช่แล้ว" ลู่เซี่ยพยักหน้าเห็นด้วย "แถมเสียวหย่าก็น่ารักมาก ใครจะไม่เอ็นดูกันล่ะ"
เรื่องนี้จึงตกลงกันเรียบร้อย หลังจากนั้นลู่เซี่ยและเพื่อนๆ ก็รวบรวมเครื่องนอนให้ถันอวิ๋นฟางย้ายมาอยู่ที่เตียงเดิมของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น ส่วนเสียวหย่าก็ยังคงนอนที่เตียงเดิม
ส่วนเรื่องของเซี่ยกุ้ยฟาง เนื่องจากมีผลกระทบใหญ่หลวง หลังจากนั้นก็ได้ลงหนังสือพิมพ์จริงๆ
ในหนังสือพิมพ์ได้เปิดเผยรายละเอียดความเป็นมาของเหตุการณ์นี้ โดยอธิบายว่าพ่อแม่ของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นสมรู้ร่วมคิดกับหน่วยงานต่างๆอย่างไร ในการขโมยหนังสือแจ้งผลการสอบเข้าของคนอื่น เพื่อให้ลูกสาวของตนเองได้เข้ามหาวิทยาลัย
บทที่ 371: ผลกระทบที่ตามมา
หลังจากลงหนังสือพิมพ์แล้ว เรื่องนี้ก็ยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้น ต่อมายังถูกหนังสือพิมพ์ประชาชนนำไปเผยแพร่ต่ออีกด้วย และด้วยอิทธิพลของหนังสือพิมพ์ประชาชนนั้นเป็นที่รู้กันดี คาดว่าตอนนี้ชื่อของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นและเซี่ยกุ้ยฟางคงจะเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศแล้ว
แน่นอนว่าในหนังสือพิมพ์นั้นก็ได้เน้นย้ำถึงมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ไม่เพียงแต่กำชับให้รัฐบาลท้องถิ่นและกระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบและยืนยันสถานะของผู้เข้าสอบในพื้นที่อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนนั้นตรงกับโควตาของมหาวิทยาลัยหรือไม่ และหากพบว่ามีการปลอมตัวเข้าเรียนจะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด!
ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่นานก็มีรายงานตามมาอย่างต่อเนื่อง มีมหาวิทยาลัยที่ตรวจพบนักเรียนที่ปลอมตัวเข้าเรียนจริงๆ และยังมีจำนวนไม่น้อยอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัยต่างๆที่พบว่ามีผู้สอบผ่าน แต่ไม่ได้มาเรียนในมหาวิทยาลัยอีกมาก พวกเขาจึงส่งจดหมายไปสอบถามสาเหตุ ถึงได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้รับจดหมายแจ้งผลการคัดเลือกเลย และเมื่อตรวจสอบอีกครั้ง ก็พบว่ามีทั้งไปรษณีย์ทำหาย เพื่อนบ้านรับไป ครูรับไป หรือเพื่อนนักเรียนรับไป บ้างก็ถูกทำลายเพราะความอิจฉา มีสารพัดเหตุผลมากมาย
หลังจากเรื่องเหล่านี้ถูกรายงานออกไป ก็สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้คนในทันที รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก การลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องก็รุนแรงเป็นพิเศษ
หลังจากนั้น การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ให้ความสำคัญกับส่วนนี้เป็นพิเศษ แต่แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง
ในที่สุดเหตุการณ์การปลอมตัวครั้งนี้ ก็ได้เปิดเผยความจริงและจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ!
เซี่ยอวิ๋นอวิ๋นไม่ได้ปรากฏตัวอีกเลย หลังจากที่เธอย้ายออกไป ส่วนมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ประกาศว่าจัดการเรื่องการเรียนของเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงอย่างไร แต่ก็ไม่เห็นเธอมาเรียนเหมือนกัน
ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงนั้นจะยังอยู่ในเมืองหลวงหรือเปล่า เดิมทีคิดว่าถ้ามีเวลาจะไปเยี่ยมเธอสักหน่อย ผลคือยังไม่ทันที่ลู่เซี่ยจะไปเลย วันนี้หลังเลิกเรียน ก็เห็นเซี่ยกุ้ยฟางตัวจริงยืนรออยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย
พอเห็นลู่เซี่ยออกมาก็ยิ้มแล้วโบกมือให้เธอทันที
ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็เดินไปหาเซี่ยกุ้ยฟางพร้อมกับเจียงจวินโม่
"ดีจังเลย! เธออยู่นี่เอง! ฉันกำลังจะไปเยี่ยมเธอพอดี ตอนนี้เธอสบายดีไหม?"
เด็กสาวคนนั้นก็คือเซี่ยกุ้ยฟาง เธอยิ้มแล้วพูดว่า
"ดีค่ะ ดีมากเลย และฉันคิดว่าคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว" ลู่เซี่ยเห็นเธอพูดแบบนั้นด้วยท่าทางตื่นเต้น แต่ส่วนใหญ่เป็นความดีใจ สีหน้าท่าทางของเธอก็ดูสดใส ก็รู้ว่าเธอมีความสุขจริงๆ
"งั้นก็ดีแล้ว!" จากนั้นก็ได้ยินเซี่ยกุ้ยฟางพูดว่า
"อ้อใช่ พวกเธอมีเวลาในช่วงตอนเย็นไหม? ฉันอยากเลี้ยงข้าวพวกเธอ เพื่อขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา" และเมื่อเห็นความจริงใจในดวงตาของเธอขณะพูด ลู่เซี่ยก็เผลอยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า
"ไม่เป็นไรหรอก จริงๆแล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรมากเลย ถึงไม่มีฉัน เธอก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน"
เมื่อเห็นว่าเซี่ยกุ้ยฟางยังคงยืนกราน ลู่เซี่ยจึงอธิบายว่า "พวกเรากลับไปทานข้าวที่บ้านทุกคืน ที่บ้านก็เตรียมอาหารไว้ให้พวกเราแล้ว ถ้าไม่กลับไป คงมีคนที่บ้านรอพวกเราอยู่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เซี่ยกุ้ยฟางก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ยืนกรานอีกต่อไป
"งั้นก็ได้ ไว้มีโอกาสคราวหน้าแล้วกันนะ"
ลู่เซี่ยพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "ได้เลย! ไว้คราวหน้านะ"
จริงๆแล้วการกลับไปทานข้าวที่บ้านตอนเย็นหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ลู่เซี่ยไม่อยากให้เธอมองว่าลู่เซี่ยเป็นผู้มีพระคุณ เพราะเธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรมาก อีกทั้งยังไม่อยากให้เซี่ยกุ้ยฟางเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ด้วย
หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็ถามเธอว่า "แล้วต่อไปเธอมีแผนจะทำอะไรบ้าง ทางมหาวิทยาลัยจัดการเรื่องนี้ยังไงเหรอ" หญิงสาวคนนั้นยิ้มแล้วตอบว่า "พรุ่งนี้ฉันต้องกลับบ้านเกิดแล้ว!"
ลู่เซี่ยตกใจ "ทำไม... รีบร้อนขนาดนั้นเลยหรือ ทางมหาวิทยาลัยไม่ให้เธอเข้าเรียนใหม่หรือ?"
เซี่ยกุ้ยฟางส่ายหน้า "ตอนแรกที่ลงทะเบียนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ ทั้งหมดก็ใช้ประวัติของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋น ตอนนี้เธอถูกไล่ออกไปแล้ว ประวัติก็หายไปด้วย ถ้าฉันจะเข้าเรียนใหม่ก็ไม่มีผลการเรียน ซึ่งไม่เป็นไปตามกฎระเบียบก็เลยทำอะไรไม่ได้”
"แต่ทางมหาวิทยาลัยก็ได้ชดเชยให้ฉันเช่นกัน โดยอนุญาตให้ฉันกิน อยู่ และเรียนที่มหาวิทยาลัยได้ฟรี อีกทั้งยังมีครูคอยให้คำแนะนำ จนกว่าจะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งหน้าเลยค่ะ!"
บทที่ 372: การตัดสินใจของเจียงจวินโม่
ลู่เซี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น เพราะเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้ว แต่กลับไม่ได้เข้าเรียนเพราะเหตุผลของคนอื่น หากเป็นคนทั่วไปคงทนไม่ได้ แต่ดูเหมือนเธอจะยอมรับในส่วนนี้ได้ดีทีเดียว
ลู่เซี่ยถอนหายใจแล้วพยักหน้า "แล้วทำไมเมื่อกี้เธอถึงบอกว่าจะกลับบ้านล่ะ?"
"ฉันปฏิเสธไปแล้ว!" เซี่ยกุ้ยฟางถอนหายใจ "ฉันปฏิเสธค่าชดเชยจากทางมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพราะไม่อยากได้ แต่เพราะตอนที่ฉันออกมา ทางบ้านก็ไม่เห็นด้วย ตอนนี้ก็ถือว่าเสียเวลามานานแล้ว ถ้าไม่กลับไปพวกเขาคงจะเป็นห่วง
อีกอย่าง ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป เวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนไปแล้วด้วย ดังนั้นยังเหลือเวลาอีกกว่าปีกว่าจะถึงการสอบครั้งหน้า ฉันยังมีเวลาทบทวนอีกมาก จึงไม่อยากอยู่ที่มหาลัยต่อไป
และฉันเชื่อว่าถึงแม้จะไม่มีครูคอยแนะนำ แต่ฉันสอบติดได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องสอบติดได้เป็นครั้งที่สองแน่นอนค่ะ!" ลู่เซี่ยยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น เห็นสีหน้าเปี่ยมด้วยความมั่นใจของเธอแล้วก็รู้สึกดีใจ
"งั้นก็ดีแล้ว ฉันก็เชื่อในตัวเธอนะ งั้นฉันจะรอเธอที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งนะ น้องเซี่ย!"
เมื่อได้ยินคำเรียกนั้น เซี่ยกุ้ยฟางก็ยิ้ม "ได้เลยค่ะ พี่ลู่"
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็ถามเรื่องการกลับบ้านของเธอ และเมื่อรู้ว่าทางมหาวิทยาลัยจัดคนไปส่งเธอด้วยก็วางใจลงเยอะ แล้วก็แนะนำเทคนิคการเรียนให้เธอ จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกัน ระหว่างทางกลับ ลู่เซี่ยรู้สึกมีความสุขมาก ถึงกับฮัมเพลงไปตลอดทาง
เจียงจวินโม่เห็นเธอเป็นเช่นนั้น มุมปากก็ยกขึ้น เขาชะลอความเร็วของจักรยาน แล้วค่อยๆปั่นกลับบ้าน
"มีความสุขมากเลยสินะ?"
ลู่เซี่ยที่พิงอยู่บนหลังเขาหัวเราะ "ใช่สิ ความจริงปรากฏ คนชั่วได้รับการลงโทษ เหยื่อได้รับความยุติธรรม น้องเซี่ยก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรที่จะทำให้มีความสุขไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ยิ้ม "ดีแล้วที่มีความสุข"
เมื่อกลับถึงบ้าน ลู่เซี่ยยังอารมณ์ดีมาก หลังจากกินข้าวเสร็จ เห็นเจียงจวินโม่กำลังอ่านหนังสือ เธอก็เข้าไปดูด้วยความอยากรู้
"เอ๊ะ! ทำไมคุณถึงอ่านหนังสือเกี่ยวกับการก่อสร้างล่ะ?" เจียงจวินโม่ได้ยินคำถามก็วางหนังสือลง แล้วหันกลับไปมองเธอด้วยสายตาจริงจัง
ลู่เซี่ยถูกเขามองกลับมา ก็เลยสงสัย
"เป็นอะไรหรือ?"
"อืม ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณน่ะ" พอเห็นเขาดูจริงจังขึ้นมาแบบนี้ ลู่เซี่ยก็รู้ว่าเป็นเรื่องไม่เล็กแน่นอน เธอรีบนั่งลง แล้วจ้องมองเขาอย่างตั้งใจ
"มีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ? ไม่ต้องกลัวนะ ฉันเชื่อใจนาย!"
เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แล้วยื่นมือไปจับมือเธอพลางพูดว่า "อืม จริงๆแล้วไม่มีอะไรใหญ่โตหรอก แค่ว่าเทอมหน้าหลังเปิดเรียน ผมตั้งใจจะย้ายสาขา"
"อ๋อ! แบบนี้นี่เอง ทำฉันตกใจหมด" ลู่เซี่ยถอนหายใจโล่ง.อก แล้วก็ประหลาดใจถามต่อ
"นายบอกว่าจะย้ายสาขา? ทำไมล่ะ? นายชอบวาดรูปมากไม่ใช่เหรอ?"
พูดจบไม่ทันรอให้เขาตอบ เธอก็ถามต่อ "ถ้านายจะย้ายสาขา นายอยากย้ายไปสาขาไหนล่ะ?"
พูดจบก็มองไปที่หนังสือในมือเขา "สถาปัตยกรรมศาสตร์เหรอ?"
เจียงจวินโม่พยักหน้า "ถูกต้อง ผมตั้งใจจะย้ายไปคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์"
"ทำไมล่ะ?" ลู่เซี่ยรู้สึกสงสัย "ถึงแม้ว่านายเคยพิจารณาสาขานี้มาก่อน แต่หลังจากนั้นก็ล้มเลิกไปไม่ใช่เหรอ? นายชอบวาดรูปที่สุดนี่?"
เจียงจวินโม่เห็นเธอเป็นห่วงแบบนั้นก็ยิ้มปลอบใจเธอ แล้วจึงพูดว่า "อืม จริงๆแล้วมีสองเหตุผล
เหตุผลแรกคือ ผมพบว่าเทคนิคการวาดรูปที่มหาวิทยาลัยสอนตอนนี้ค่อนข้างพื้นฐานไปหน่อย เรื่องพวกนี้ผมเรียนมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบแล้ว อาจารย์ก็คิดว่าระดับของผมตอนนี้ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนร่วมชั้น หลายวิชาก็ไม่จำเป็นต้องเรียน"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า ถ้าเป็นแบบนี้ อยู่ต่อไปก็เสียเวลาจริงๆ
"แล้วเหตุผลที่สองล่ะ?"
บทที่ 373: อุดมคติของเขา
"ข้อที่สองคือผมอยากทำอะไรสักอย่าง..." ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกสงสัย จากนั้นเธอก็ได้ยินเจียงจวินโม่พูดต่อไปว่า
"จริงๆแล้วช่วงนี้ผมคิดอยู่ตลอดว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไรกันแน่
ตอนเด็กๆ ผมอยากออกไปเล่นอย่างสนุกสนานทุกวันเหมือนกับลูกพี่ลูกน้องคนอื่น แต่พอรู้ว่าร่างกายของตัวเองไม่อำนวย ก็เลยอยากให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น
พอโตขึ้นอีกหน่อยก็ตระหนักว่าร่างกายของตัวเองอาจจะแย่จริงๆ ก็เลยคิดแค่ว่าขอให้เติบโตอย่างแข็งแรงก็พอ
ต่อมาก็ค่อยๆคิดว่าขอแค่มีชีวิตอยู่ให้นานหน่อยก็ดี...
พอแต่งงานกับคุณแล้ว ผมก็อยากใช้ชีวิตอย่างมั่นคงและมีความสุข"
"..."
"แต่พอกลับเข้าเมืองแล้วเห็นคุณพยายามใช้ชีวิตและหาเงินอย่างหนัก ผมก็เลยเริ่มคิดว่าตัวเองควรจะทำอะไรสักอย่างได้แล้ว จริงๆผมก็ไม่คิดที่จะปิดบังคุณหรอกนะ เดิมทีเป้าหมายของผมก็คือพยายามให้ได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยหลังเรียนจบ นอกจากงานจะสบายแล้ว ยังมีเวลาอยู่กับคุณและคังคังมากขึ้นด้วย
แต่หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ก็พบว่าไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมชั้น ครู หรือแม้แต่ครอบครัว ต่างก็คิดว่าผมเป็นคนที่ดีมาก ถึงขนาดภูมิใจในตัวผม และเชื่อว่าในอนาคตผมจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน และทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ ผมก็จะรู้สึกละอายใจกับการที่ตนเองพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่
ดูเหมือนว่าเป้าหมายในการเรียนของผมจะไม่เคยเป็นไปตามที่ทุกคนหวัง แต่เป็นไปเพื่อครอบครัวเล็กๆของผมคนเดียว และผมก็รู้ว่าคุณและครอบครัวจะเคารพการตัดสินใจของผมเสมอ และผมก็รู้ว่าแม้ในอนาคตผมจะไม่ประสบความสำเร็จอะไร พวกคุณก็จะยังเคารพผมแบบนี้ไม่เปลี่ยน"
"..."
"แต่ตอนนี้ผมนึกถึงความฝันในอดีตของผมขึ้นมาน่ะ ตอนเด็กๆ ผมอยากเป็นทหารเมื่อโตขึ้น อาจเป็นเพราะเกิดในครอบครัวทหาร พ่อแม่ก็เป็นทหาร จึงมีความรู้สึกดีต่อทหารไปโดยปริยาย แต่หลังจากที่เข้าใจว่าร่างกายของผมไม่สามารถทำให้ความฝันนี้เป็นจริงได้ ผมก็เลยล้มเลิกไป
ตอนนั้น ผมได้ยินเพื่อนบ้านที่กลับมาจากการเรียนต่างประเทศเล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าของต่างประเทศ ทำให้รู้ว่าที่นั่นเป็นสังคมที่ล้ำหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและมนุษยศาสตร์ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับประเทศจีน ดังนั้นความฝันของผมจึงเปลี่ยนไป
ผมเคยตั้งใจว่าเมื่อโตขึ้นจะไปเรียนเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจากต่างประเทศแล้วกลับมาช่วยเหลือประเทศที่ล้าหลังนี้ เพราะแบบนั้นผมก็เลยตั้งใจเรียนภาษาอังกฤษอย่างมาก
แต่ต่อมาผมพบว่าด้วยเหตุผลต่างๆมากมาย ผมไม่สามารถออกนอกประเทศได้ จึงเลือกที่จะลงชนบทแทน แม้ว่าความฝันสองอย่างในอดีตจะดูห่างไกล แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนั้นผมถือว่าการรับใช้ประเทศชาติเป็นหน้าที่ของตัวเอง”
“...”
“และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ผมถึงได้ลืมจุดมุ่งหมายแรกเริ่มของตัวเองไป"
ลู่เซี่ยได้ยินน้ำเสียงเสียดายในคำพูดของเขา รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
"เป็นเพราะฉันหรือเปล่า?"
"ไม่ใช่หรอก" เจียงจวินโม่ส่ายหัว พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผมดีใจมากเลยนะที่ได้รู้จักคุณ คุณช่วยชีวิตผมไว้ และเพราะมีคุณ ผมถึงมีโอกาสเลือกความฝันใหม่อีกครั้ง ดังนั้นมันไม่ใช่เพราะคุณแน่นอน!"
พอพูดถึงตรงนี้ เจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจ "อาจเป็นเพราะชีวิตที่สงบสุขหาได้ยาก ทำให้ผมหลงระเริงจนลืมไปว่าตัวเองยังอาศัยอยู่ในประเทศที่ถูกจำกัดในทุกด้าน ต้องการคนมีความสามารถ และต้องการกำลังคนที่จะมาพัฒนา"
ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็รู้สึกสงสาร
"อย่าพูดแบบนั้นเลย การพัฒนาประเทศต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนคนเดียว นายไม่จำเป็นต้องแบกรับสิ่งเหล่านี้เอาไว้เลยนะ"
"ผมรู้" เจียงจวินโม่ยิ้มให้เธอ "แต่ผมก็อยากทำอะไรสักอย่าง"
ลู่เซี่ยถอนหายใจ "ดังนั้นนายก็ตัดสินใจย้ายไปคณะสถาปัตยกรรมแล้วสินะ?"
"อืม" เจียงจวินโม่พยักหน้า "ผมได้ถามพวกอาจารย์แล้ว เขาก็สนับสนุนกันมากเลยล่ะ อีกอย่างคณะสถาปัตยกรรมต้องวาดรูปด้วย ผมเองก็มีความได้เปรียบโดยธรรมชาติในด้านนี้ พวกเขาก็เลยคิดว่าผมควรลองดู"
บทที่ 374: จดหมายของเสิ่นชิงชิง
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่ได้คัดค้าน แค่รู้สึกกังวลแทนเขาเล็กน้อย
"แต่เปิดเทอมผ่านมานานแล้ว ตอนนี้นายย้ายคณะจะทันหรือเปล่า?"
เจียงจวินโม่ลูบมือเธอเบาๆเพื่อปลอบประโลม "ไม่ต้องกังวลนะ ยังไงก็ทันแน่นอน ผมตั้งใจจะย้ายเทอมหน้าอยู่แล้ว อีกอย่างปีหนึ่งแทบไม่มีวิชาเฉพาะทางเท่าไหร่เลย ผมจะทบทวนเองก่อน แล้วสอบปลายภาคพร้อมคณะสถาปัตยกรรม ถ้าคะแนนพอ เทอมหน้าก็ย้ายได้เลย"
ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกสงสาร "งั้นเทอมนี้คุณคงเหนื่อยมากสินะ"
เจียงจวินโม่ยิ้ม "ไม่เป็นไร ยังไงซะมันก็ไม่ยากเท่าไหร่หรอก"
แต่ลู่เซี่ยก็ยังไม่วางใจเท่าไหร่นัก แต่ก็รู้ว่าเขาคงจะตัดสินใจแล้ว จึงได้แต่พูดว่า "ได้! งั้นต่อไปฉันจะเรียนด้วยกันกับนายดีไหม?"
เจียงจวินโม่อยากจะบอกว่าไม่ต้อง แต่พอเห็นเธอยืนกราน จึงพยักหน้า "ตกลง!"
เรื่องนี้จึงได้ข้อสรุปกันแบบนี้
คุณปู่เจียงรู้เรื่องแล้วก็ดีใจมาก ตอนกินข้าวยังเอาเหล้าที่เก็บสะสมไว้ออกมาดื่มแก้วหนึ่ง
อาจจะเพราะดีใจเกินไป สุดท้ายก็เมานิดหน่อย กินข้าวเสร็จยังตบไหล่เจียงจวินโม่อย่างดีใจ พูดว่า "ดีแล้วล่ะ แกเป็นเด็กดี ถ้าย่าของแกรู้คงดีใจมากกว่านี้แน่นอน แกนี่ก็เหมือนพี่ชายของย่าแกเลยนะ ตั้งใจเรียนเข้าล่ะ พยายามรีบทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ!"
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของคุณปู่ ลู่เซี่ยก็แอบรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าคุณปู่ก็คิดเช่นเดียวกัน สมกับเป็นนักปฏิวัติเก่าที่ยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรกตลอด ตอนกลางคืนหลังจากกลับห้อง ลู่เซี่ยได้ถามเจียงจวินโม่ว่า
"เรื่องคุณ คุณปู่ว่าอย่างไรบ้าง?"
เจียงจวินโม่ถอนหายใจแล้วตอบว่า "เขาเล่าเรื่องพี่ชายของคุณย่าผม ได้ยินว่าเป็นสถาปนิกรุ่นแรกๆของประเทศ เคยไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสด้วย หลังจากกลับมาก็ออกแบบอาคารให้ประเทศมากมาย ต่อมาเสียชีวิตจากโคลนถล่มระหว่างการสำรวจพื้นที่!"
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ แล้วเธอก็จับมือเจียงจวินโม่ พลางพูดว่า "คุณก็อย่าแบกรับความกดดันมากเกินไปนะ ยังไงก็ค่อยๆเรียนรู้ไป ยังไงก็ต้องพัฒนาขึ้นแน่ๆ"
เธอกลัวว่าคุณปู่จะคาดหวังกับเขามากเกินไป เลยทำให้เขามีความกดดัน
เจียงจวินโม่เข้าใจความหมายของเธอ ยิ้มแล้วลูบหัวเธอว่า "ไม่ต้องห่วงนะ ผมรู้ว่าทุกคนหวังดี"
"อืม ไม่ว่าจะเป็นยังไง โม่โม่! ของฉันก็เก่งที่สุดอยู่แล้ว"
"อื้ม! ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง"
ในความมืดของราตรี มือของทั้งสองแนบชิดกัน นั่นคือความไว้วางใจและความเข้าใจที่มีต่อกัน และหลังจากวันนั้น เจียงจวินโม่ก็ดูจะยุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนเที่ยงก็ไม่กลับหอพักมาพักผ่อนแล้ว แต่ไปจมอยู่ในห้องสมุดเพื่อตั้งใจเรียน
ลู่เซี่ยบางครั้งก็จะอยู่เป็นเพื่อนเขา แต่ส่วนใหญ่แล้วเจียงจวินโม่จะไล่เธอกลับห้องนอนไปพักผ่อน เพราะเธอก็ต้องการพลังงานที่เพียงพอสำหรับการแปลด้วยเหมือนกัน
โชคดีที่ตอนกลางคืนหลังจากกลับมาพวกเขาจะเรียนด้วยกัน คนหนึ่งแปล อีกคนหนึ่งอ่านหนังสือ จนถึงสี่ทุ่มจึงเข้านอน เวลาผ่านไปแบบนี้ราวๆสองสามวัน
ลู่เซี่ยได้รับจดหมายจากเสิ่นชิงชิง
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านไปนานแล้ว ลู่เซี่ยรอคอยข่าวจากที่นั่นมานาน ไม่คิดว่าในที่สุดก็ได้รับจดหมาย
จดหมายของเสิ่นชิงชิงดูเหมือนจะเขียนมามาก ซองจดหมายที่ส่งมาหนาเป็นพิเศษ ลู่เซี่ยเปิดอ่านดู ตอนต้นก็ถามถึงชีวิตปัจจุบันของเธอ และหลังจากนั้นจึงเล่ารายละเอียดเรื่องที่เกิดขึ้นที่ที่พักของปัญญาชนหลังจากพวกเขาจากไป
ช่วงหลังปีใหม่ ซูม่านและซุนเสิ้งหนานก็ทยอยจากไป ส่วนเฝิงเจินจู ครอบครัวของเธอหางานให้เธอได้แล้ว เธอก็จากไปเช่นกัน
คนที่เหลือคิดว่ากลับไปแล้วก็คงไม่มีงานทำ บางคนก็คิดจะใช้เวลาทบทวนอย่างเร่งด่วน วางแผนจะสอบอีกครั้ง
ดังนั้นทุกคนจึงเลือกที่จะอยู่ต่อ
และในขณะที่ เสิ่นชิงชิงเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงเธอ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สองก็จบลงแล้ว และจดหมายแจ้งผลก็มาถึงแล้วเช่นกัน
บทที่ 375: สถานการณ์ของปัญญาชน
เสิ่นชิงชิงไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะความพยายามทบทวนบทเรียนมาเป็นเวลานานในที่สุดก็ทำให้เธอเห็นผลลัพธ์เสียที และในที่สุด ตอนนี้เธอก็สอบติดวิทยาลัยอาชีวะได้แล้ว!
แม้จะเป็นเพียงวิทยาลัยอาชีวะ แต่ก็หมายความว่าเธอได้คว้าโอกาสในการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตครั้งนี้เอาไว้ได้แล้ว และประสบความสำเร็จในการก้าวออกไปจากชนบท
จากถ้อยคำในจดหมายของเธอ ไม่ยากที่จะเห็นถึงความตื่นเต้นและดีใจของเธอ
ลู่เซี่ยก็รู้สึกดีใจกับเธอเช่นกัน
และยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นชิงชิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยในจังหวัดของเธอ และตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนที่จะกลับบ้านเกิดเลย เพราะหากอิงตามคำพูดของเธอ พวกเขาสามารถส่งเธอที่ยังเล็กมากไปชนบท โดยไม่สนใจว่าเธอจะเป็นหรือตาย ไม่ได้ติดต่อกันมาหลายปี ดังนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องกลับไปอีก
ต่อไปนี้ก็เหมือนไม่มีครอบครัว และเธอจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง!
ลู่เซี่ยอ่านแล้วรู้สึกปลื้มใจและสงสารเล็กน้อย เด็กคนนี้ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงลำบากมากสินะ! แต่ในที่สุดก็กำลังจะฝ่าฟันออกมาได้แล้ว และนอกจากเสิ้นชิงชิงแล้ว ในที่พักของปัญญาชน ยังมีอีกสองคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
หนึ่งในนั้นคือ เสิ่นอีฟานคนที่มักถือหนังสือและแต่งตัวเหมือนนักปราชญ์ ดูไปดูมาก็มีฝีมืออยู่เหมือนกัน เขาสอบติดมหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรีที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงในบ้านเกิดของเขา
ส่วนอีกคนคือ เฝิงเสวียกงซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในบรรดาผู้ที่อยู่ในที่พักของปัญญาชน หลังจากการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นอกจากเสิ่นชิงชิงแล้ว เขาก็เป็นคนที่ขยันที่สุด ถึงแม้ว่าเขาจะเขาสอบติดวิทยาลัยอาชีวะ และยังเป็นสถานที่ที่ห่างไกลมาก ที่ตั้งของโรงเรียนดูเหมือนจะอยู่ในเมืองเล็กๆ เรียนสาขาการผลิตเครื่องเคลือบดินเผา ทั้งยังไม่รู้ว่าจะน่าเชื่อถือหรือไม่ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว!
แม้ว่าจะไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจ หลังจากได้รับจดหมายตอบรับ เขาก็ดำเนินการเอกสารเสร็จสิ้นด้วยความยินดีและจากไปในที่สุด
ส่วนเสิ่นชิงชิงนั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยอยู่ในจังหวัดเดียวกัน เธอจึงไม่รีบออกเดินทาง และตัวเธอเองยังเล่าเรื่องของคนอื่นๆในที่พักของปัญญาชนให้ลู่เซี่ยอ่านอีกด้วย
คนที่ได้รับจดหมายตอบรับก็ไปเรียนด้วยความยินดี ส่วนคนที่ไม่ได้รับจดหมายตอบรับ ก็เริ่มมีแผนกันแล้ว เพราะเนื่องจากยังเหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งปี กว่าจะถึงการสอบครั้งต่อไป พวกเขาจึงไม่คิดจะอยู่ในชนบทอีก
ตอนนี้การกลับเมืองไม่ได้ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อนแล้ว โดยปกติแค่ยื่นคำร้อง ก็มักจะได้รับการอนุมัติ แต่ปัญหาคือมีคนกลับเมืองมากเกินไป ทำให้หางานทำได้ยากหลังจากกลับไป แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ทุกคนที่สามารถออกไปได้ ก็เริ่มที่จะทยอยออกไปกันหมดแล้ว
อาจกล่าวได้ว่า ตอนนี้ที่พักของปัญญาชนชาย ที่ปัญญาชนทั้งหลายเคยอาศัยอยู่นั้น ว่างเปล่าเสียแล้ว
ส่วนฝั่งปัญญาชนหญิง นอกจากเสิ่นชิงชิงแล้วก็เหลือแค่โจวหลายเอ๋อร์
ดูจากลักษณะของโจวหลายเอ๋อร์ก็รู้ว่าสภาพครอบครัวของเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก และไม่ได้ปฏิบัติต่อเธอดีด้วย ดังนั้นการที่เธอไม่กลับบ้านก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อีกทั้งเธอยังเคยหย่าร้างมาก่อน หากกลับไปคงถูกครอบครัวจับแต่งงานกับใครสักคนแน่นอน คาดว่าคงไม่ได้อะไรดีๆ ดังนั้นเธอจึงยิ่งไม่คิดจะกลับไป
แต่เธอก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ผ่านถึงสองครั้ง ตอนนี้ได้ยินว่าเธอกำลังหาทางออกให้ตัวเองแล้ว
เมื่อเร็วๆนี้เธอได้ไปดูตัวหลายครั้ง แต่เธอมีข้อเรียกร้องสูง อยากหาคนที่ดีกว่าหูเจี้ยนจวิน ดังนั้นจึงยังไม่ถูกใจใคร
คนที่ดีกว่าหูเจี้ยนจวินนั้นจะมาสนใจเธอได้อย่างไร ถึงแม้โจวหลายเอ๋อร์จะบอกว่าตัวเองยังเป็นสาวพรหมจรรย์ แต่ก็เคยหย่าร้างมาแล้ว ดังนั้นคนที่มาดูตัวจึงล้วนเป็นพวกแตงร้าวพุทราแตก
พอรู้แบบนั้นเธอก็โกรธมาก สุดท้ายก็ไม่ใช้แม่สื่อในหมู่บ้านอีกแล้ว ได้ยินว่าช่วงนี้โจวหลายเอ๋อร์ไปอำเภอบ่อยๆ ไม่รู้ว่าไปทำอะไร
แต่นอกจากเรื่องของโจวหลายเอ๋อร์แล้ว เสิ่นชิงชิงยังเล่าถึงสถานการณ์ของอีกคนหนึ่ง
เนื่องจากสอบไม่ผ่านครั้งแรก ดังนั้นก่อนการสอบครั้งที่สองทุกคนจึงทบทวนอย่างตั้งใจเป็นพิเศษ
มีเพียงคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้น
คนคนนั้นก็คือ จ้าวหัว
หลังจากที่เขารู้ว่าจดหมายแจ้งผลการสอบของซูม่าน ถูกจวงหงเหมยเอาไป เขาก็ตระหนักว่าจดหมายแจ้งผลการสอบสามารถถูกแอบอ้างได้ ดังนั้นเขาจึงเชื่อมั่นว่าตัวเองสอบติดแน่นอน แต่จดหมายแจ้งผลการสอบถูกคนอื่นแอบอ้างไป
หลังจากนั้นเขาก็ทำตามซูม่านโดยที่ไปถามที่ไปรษณีย์
แต่พนักงานไปรษณีย์บอกว่าไม่มีจดหมายของเขาเลย ถึงแบบนั้นจ้าวหัวก็ยังไม่เชื่อ คิดว่าอาจจะไม่ได้หายในขั้นตอนนี้ ดังนั้นเขาจึงไปที่ ไปรษณีย์ในเมืองอีกครั้ง ผลปรากฏว่าไปรษณีย์ในเมืองก็ไม่มีจดหมายของเขาเช่นกัน
บทที่ 376: จ้าวหัว
แม้จะเป็นเช่นนั้น จ้าวหัวก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงไม่เชื่อว่าตัวเองจะสอบไม่ติด สุดท้ายจึงไปวุ่นวายที่สำนักงานการศึกษา แต่สำนักงานการศึกษาไม่ใช่ไปรษณีย์ ที่จะสามารถพูดด้วยง่ายๆ พวกเขาไม่สามารถช่วยตรวจสอบให้จ้าวหัวได้ตามอำเภอใจ
จ้าวหัวเองก็วุ่นวายอยู่นาน ในที่สุดหัวหน้าสำนักงานการศึกษาเห็นว่าหากปล่อยให้เขาวุ่นวายต่อไปจะส่งผลเสีย จึงยอมช่วยตรวจสอบให้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือเขาสอบไม่ติดจริงๆ
สุดท้ายจ้าวหัวจึงต้องกลับไปมือเปล่า
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าตัวเองสอบติดแน่นอน เพียงแต่จดหมายแจ้งผลการสอบไม่ถึงมือเขาเท่านั้นเอง และสุดท้ายการวุ่นวายของเขาดำเนินไปจนถึงก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สอง ทำให้จ้าวหัวแทบไม่มีเวลาทบทวนบทเรียนเลย ไม่ต้องพูดถึงว่าครั้งนี้เขาก็สอบไม่ติดอีก
เมื่อผลออกมาเช่นนี้ ชาวบ้านและคนตระกูลสือที่เคยเชื่อคำพูดของเขาก็ไม่เชื่อเขาอีกต่อไป
ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าครั้งแรกสอบติด ครั้งที่สองจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะสอบไม่ติด แม้แต่มหาวิทยาลัยที่ด้อยกว่าก็สอบไม่ติดหรือ?
ครั้งนี้ จ้าวหัวจึงไม่สามารถหาข้ออ้างได้อีกต่อไป
เพราะเรื่องของ เซี่ยกุ้ยฟางนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านก็ได้ยินเรื่องนี้เช่นกัน
พอดีเป็นช่วงเวลาที่มีการส่งจดหมายแจ้งผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งที่สอง รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก หนังสือพิมพ์ก็พูดถึงเรื่องพวกนี้แทบทุกวัน แม้แต่ตอนที่บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายแจ้งผล ก็ต้องมีชาวบ้านอยู่ด้วยเพื่อยืนยันว่าเป็นตัวจริง
ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดความผิดพลาดอีก อีกทั้งหนังสือพิมพ์ยังรายงานว่า มีการตรวจสอบสถานการณ์การสอบครั้งที่แล้วอย่างละเอียด และพบว่ามีการปลอมตัวสอบแทนด้วย แต่ในนั้นไม่มีชื่อของจ้าวหัวเลย
ดังนั้นไม่ว่าครั้งนี้ หรือครั้งก่อนเขาก็สอบไม่ติด
ตอนนี้ไม่ต้องสนใจว่าชาวบ้านจะคิดอย่างไร แต่ครอบครัวสือโกรธมาก
แต่เดิมพวกเขาไม่อยากให้จ้าวหัวสอบ แต่เขาสาบานว่าตัวเองต้องสอบติดแน่นอน และหลังจากสอบติดแล้วยังตั้งใจจะพาสือชุนเยี่ยนกลับเมืองด้วย ผลคือวุ่นวายถึงสองครั้งก็ยังสอบไม่ติด ครอบครัวสือโกรธมากจึงไม่คิดจะให้เขาสอบอีก
จ้าวหัวเงียบไปหลายวัน คิดว่าเขาคงยอมรับชะตากรรมแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะกลับเมืองไปอย่างกะทันหัน
แต่เขาแต่งงานกับสือชุนเยี่ยนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ปัญญาชนที่แต่งงานจดทะเบียนแล้วจะกลับเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย แต่เขาดันกลับไปได้อย่างราบรื่น และยังจากไปอย่างเงียบๆด้วย พอครอบครัวสือรู้เรื่อง คนก็หายตัวไปแล้ว
ครอบครัวตระกูลสือรีบคิดทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ในตอนนั้นสือชุนเยี่ยนจึงบอกว่า
‘ทั้งสองได้หย่าร้างกันแล้ว!’
ที่แท้ ตอนที่จ้าวหัวและสือชุนเยี่ยนจะทะเลาะกันอย่างรุนแรงก่อนหน้านี้ จนทำให้สือชุนเยี่ยนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก ครอบครัวตระกูลสือก็แทบจะกดขี่จ้าวหัวไม่พักเลย ตอนนั้นเอง จ้าวหัวจึงเริ่มประจบประแจง และค่อยๆทำให้สือชุนเยี่ยนยอมฟังเขาทุกอย่าง
รวมถึงเรื่องที่เขาต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งตอนแรกครอบครัวตระกูลสือไม่เห็นด้วย แต่จ้าวหัวได้เกลี้ยกล่อมให้สือชุนเยี่ยนช่วยโน้มน้าวครอบครัว
แต่ตอนนี้ดันสอบไม่ติด จ้าวหัวเองก็อยากกลับเมืองใจจะขาด จึงหลอกล่อสือชุนเยี่ยนให้หย่าขาดแบบหลอกๆ บอกว่าเมื่อเขาตั้งตัวได้ในเมืองแล้ว ก็จะกลับมารับเธอ สือชุนเยี่ยนนั้นก็ถูกหลอกจนหัวปั่น อีกทั้งยังหลงใหลชีวิตในเมือง เธอจึงตกปากรับคำอย่างงงๆ พอได้สติ จ้าวหัวก็จากไปแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ครอบครัวตระกูลสือโกรธมาก
พวกเขายิ่งรู้สึกผิดหวังในตัวสือชุนเยี่ยนมากขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้เป็ดที่ต้มสุกแล้วบินหนีไป
ดังนั้น ก่อนที่เสิ่นชิงชิงจะเขียนจดหมายสองวัน เหรัญญิกสือได้พาลูกชายและลูกสาวไปบ้านเกิดของจ้าวหัวดูท่าทางแล้วคงไม่ยอมกลับมามือเปล่าแน่
ลู่เซี่ยถอนหายใจเมื่ออ่านถึงตรงนี้ เธอไม่เคยคิดเลยว่าจ้าวหัวจะลงเอยแบบนี้
จนตอนนี้ก็ยังจำได้ถึงความประทับใจแรก ที่มีต่อจ้าวหัวตอนที่เพิ่งลงชนบท แม้เขาจะไม่รับผิดชอบเท่าซุนเสิ้งหนาน แต่ก็เป็นคนที่เก่งในการวางตัวและเข้ากับคนอื่นได้ดี แต่ไม่คิดว่าพวกเขาอาจถูกความประทับใจแรกของจ้าวหัวหลอกเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม การที่เขาตกต่ำถึงขั้นนี้ก็สมควรแล้ว ได้แต่บอกว่าเป็นผลจากการกระทำของตัวเองทั้งนั้น
บทที่ 377: จ้าวหัวและเรื่องราวต่อของตระกูลสือ
นอกจากนี้ เสิ่นชิงชิงยังเล่าในจดหมายถึงสถานการณ์ของปัญญาชนคนอื่นๆ ที่แต่งงานเข้าหมู่บ้านให้เธอฟังด้วย จวงหงเหมยก็ยังคงมีชีวิตที่ลำบากเหมือนเดิม ตระกูลเฉินแทบจะไม่ได้มองว่าเธอเป็นคนแล้ว ทรมานเธอ โดยการให้ทำงานทุกวัน และหลังจากคลอดลูกครั้งล่าสุดยังไม่ทันหายดี ก็ตั้งครรภ์อีกอย่างรวดเร็ว ตอนนี้กำลังเร่งรีบอยากจะคลอดลูกชายจนตัวสั่นแล้ว
ส่วนอวี๋ฟางนั้น เธอมีชีวิตที่ค่อนข้างดี ตอนนี้ก็ตั้งครรภ์อีกแล้ว และเมื่อตระกูลหูเห็นว่าอวี๋ฟางรู้เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาแล้ว และเหล่าปัญญาชนสามารถกลับเมืองได้ แต่เธอก็ไม่คิดจะจากไปไหน พวกเขาจึงปฏิบัติต่ออวี๋ฟางดีขึ้น
เสิ่นชิงชิงยังได้ยินคุณยายหูพูดว่า หลังจากเธอคลอดลูกคนนี้แล้ว พวกเขาวางแผนจะเช่าบ้านในเมืองให้เธอย้ายไปอยู่กับหูเจี้ยนจวินด้วยกัน จะได้ไม่ต้องแยกกันอยู่อีกต่อไป
ส่วนเฉินเสวียนั้นปีนี้เธอก็กลับมาเยี่ยมญาติในช่วงปีใหม่ และไปเยี่ยมที่พักของปัญญาชนด้วย เธอได้เป็นแม่แล้ว และอ้วนขึ้นไม่น้อยเลย ดูเหมือนว่าเธอมีชีวิตที่ดีจริงๆ
เฉินเสวียก็ไม่ได้เข้าร่วมการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อได้ยินว่าลู่เซี่ยและคนอื่นๆสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธอก็แสดงความยินดี แม้ว่าในดวงตาจะมีความอิจฉา แต่ก็ไม่ได้วางแผนจะสอบ เห็นได้ชัดว่าเธอพอใจกับชีวิตในปัจจุบันแล้ว
อาจกล่าวได้ว่ายกเว้นจวงหงเหมย คนอื่นๆล้วนมีชีวิตที่ค่อนข้างดี
สุดท้าย เสิ่นชิงชิงยังเล่าเรื่องราวของคนในหมู่บ้านให้เธอฟัง เช่น ป้าฉุ่ยอวิ๋นที่ได้เป็นย่าอีกครั้ง สวีต้าเจี่ยนั้นเพื่อรักษาหลี่อ้ายกั๋วลูกเขยที่ดีไว้ จึงวางแผนจะหาแม่เลี้ยงให้หลานสาวด้วยตัวเอง และอดีตผู้ใหญ่บ้านหลี่ เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ว่าล้มแรงเกินไป หลายปีก็ยังไม่หาย คาดว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว
โดยสรุปแล้ว ดูเหมือนว่าเสินชิงชิงจะเขียนเล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่ลู่เซี่ยจากไปทั้งหมด
ลู่เซี่ยอ่านแล้วรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย
ดูเหมือนว่าชีวิตของปัญญาชนในหมู่บ้านต้าอิ่งยังคงชัดเจนในความทรงจำ ไม่คิดว่าตัวเธอเองจะกลับมานานขนาดนี้แล้ว
"อ่านเสร็จแล้วเหรอ?" เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ ถาม
ลู่เซี่ยพยักหน้า "เสร็จแล้ว นายจะดูไหม?"
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า "ไม่ดูแล้ว มีอะไรคุณบอกผมก็พอ"
ลู่เซี่ยยิ้มเล็กน้อย แล้วเริ่มเล่าเนื้อหาในจดหมายให้เขาฟังหนึ่งรอบ แล้วพูดว่า "คุณว่าทำไมจ้าวหัวถึงเป็นคนแบบนี้ไปได้ล่ะ? ถ้าตอนนั้นไม่มีโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ ฉันคงไม่รู้เลย"
แต่เจียงจวินโม่กลับพูดว่า "เขาเป็นคนแบบนี้มาตลอดนั่นแหละ เพียงแต่คุณไม่ได้สังเกตเท่านั้นเอง คุณไม่เคยสังเกตหรือว่าตอนที่พวกเราเพิ่งไป แม้เขาจะกระตือรือร้นคุยโน่นคุยนี่กับพวกเรา ดูเหมือนจะใส่ใจมาก แต่จริงๆแล้วก็แค่พูดออกมาเฉยๆ แต่ก็ไม่เห็นเคยช่วยอะไรเลย"
ลู่เซี่ยครุ่นคิด "ถ้าคุณพูดแบบนี้ก็จริง เขาดูเหมือนจะพูดอย่างเดียวไม่ทำจริงๆนะ"
"ใช่แล้ว ดังนั้นเขาเลยไม่เคยเปลี่ยนแปลง การที่ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติ"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "เอาเถอะ เราไม่พูดถึงเขาแล้วดีกว่า ฉันต้องตอบจดหมายเสิ่นชิงชิง แสดงความยินดีที่เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แบบนี้ดีจังเลยนะ ในที่สุดก็ผ่านพ้นทุกอย่างมาได้"
เจียงจวินโม่เห็นเธอมีความสุขเขาก็ยิ้มเบาๆ แล้วไม่รบกวนเธออีก
ลู่เซี่ยส่งจดหมายออกไปในวันรุ่งขึ้น
ตอนนี้การส่งไปรษณีย์ค่อนข้างช้า จดหมายเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาครึ่งเดือนกว่าจะได้รับ ไปกลับก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน จริงๆแล้วลู่เซี่ยก็ค่อนข้างสงสัยว่าหลังจากตระกูลสือไปบ้านเกิดของจ้าวหัวแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ แต่ก็ต้องรอจนกว่าจะได้รับจดหมายครั้งหน้าถึงจะรู้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อลู่เซี่ยได้รับจดหมายฉบับที่สองจากเสิ่นชิงชิง ก็ผ่านเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างมาแล้ว เข้าสู่เดือนมิถุนายน
ครั้งนี้เธอเล่าเรื่องต่อเนื่องของจ้าวหัวและตระกูลสือในจดหมายจริงๆ
ปรากฏว่าหลังจากตระกูลสือตัดสินใจเด็ดขาดไปยังเมืองบ้านเกิดของจ้าวหัว เนื่องจากเหรัญญิกสือเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านมาก่อน เขาจึงเคยเห็นแฟ้มประวัติของปัญญาชนในหมู่บ้านทั้งหมด ดังนั้นจึงรู้ที่อยู่ละเอียดของบ้านจ้าวหัว และไม่นานก็พบบ้านของจ้าวหัว
ผลปรากฏว่าไปได้จังหวะพอดี
พอดีกับที่จ้าวหัวกำลังดูตัว!!
คราวนี้คนตระกูลสือทนไม่ไหวแล้ว ลูกสาวของพวกเขาถูกจ้าวหัวทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ แต่เจ้าลูกเขยตัวดีกลับได้ดีซะอย่างนั้น ทั้งยังหลอกลูกสาวของพวกเขาให้หย่า แล้วกลับมาดูตัวแบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวหัวในวันนี้ก็แต่งตัวดีมาก ไม่เหมือนตอนอยู่ชนบทที่ดูซอมซ่อ เสื้อผ้าใหม่เอี่ยม ผมยังทาน้ำมันจนเงาวับ
เห็นแล้วตระกูลสือรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก จึงก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นทันที
บทที่ 378: ย้ายเข้าอยู่เลย
สุดท้ายไม่ต้องพูดถึง การจับคู่ได้ถูกยกเลิกไป
และเนื่องจากมีคนมาดูเรื่องวุ่นวายมากเกินไป ทำให้ชื่อเสียงของจ้าวหัวในละแวกบ้านของเขาพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี แต่จ้าวหัวจะยอมแพ้ง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร เขาหย่าร้างไปแล้ว สือชุนเยี่ยนก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าตระกูลสือมาก่อกวนแบบนี้ ความโกรธที่สะสมมาหลายปีทำให้เขาหาทางระบายออกได้ในที่สุด จึงแจ้งความกับตำรวจ
คนในตระกูลสือถูกตำรวจจับไป
......
แต่ไม่นานก็ถูกปล่อยตัวออกมา
หนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว แม้ว่าจ้าวหัวและสือชุนเยี่ยนจะหย่าร้างกันแล้ว แต่จ้าวหัวทำให้สือชุนเยี่ยนไม่สามารถมีลูกได้ การที่พวกเขามาขอค่าชดเชยบ้างก็เป็นเรื่องปกติ
อีกทั้งตระกูลสือยังนำจดหมายแนะนำมาด้วย พวกเขาไม่ใช่คนเร่ร่อน และเมื่อเร็วๆนี้ก็มีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับปัญญาชนที่กลับมาแล้วทิ้งภรรยาและลูก ทุกคนจึงขี้เกียจจัดการ
ดังนั้นจึงเพียงแค่ตักเตือน สั่งสอนแล้วปล่อยตัวออกมา
แม้ว่าการถูกนำตัวเข้าสถานีตำรวจจะทำให้คนในตระกูลสือตกใจมาก แต่หลังจากออกมาแล้วยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก ไม่คิดว่าคนที่พวกเขาเลี้ยงดูอย่างดี กลับเป็นไอ้คนอกตัญญู
ดังนั้นพวกเขาจึงแพร่กระจายเรื่องราวทั้งหมดที่จ้าวหัวทำในช่วงที่ลงชนบทไปทั่วบริเวณบ้านตระกูลจ้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เขาแต่งงานกับสือชุนเยี่ยนเพื่อโควตานักศึกษาในโครงการนักศึกษาแนวทางการปฏิวัติ และต่อมาเมื่อเขาต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตระกูลสือก็สนับสนุนเขาอย่างไร แต่สุดท้ายเขากลับหลอกภรรยาและแอบกลับเมืองไปคนเดียว
คราวนี้ภาพลักษณ์ที่ดีของจ้าวหัวพังทลายลงทันที
แต่เดิมตอนที่เขาเพิ่งกลับมา ทุกคนมีความประทับใจที่ดีต่อเขา อีกทั้งเขายังพูดเก่งและหลอกคนได้ดี แม้จะไม่มีงานทำ แต่ก็มีคนไม่น้อยที่เต็มใจจะแต่งกับเขา และเขาก็ค่อนข้างเลือกมาก เขาเลือกแต่สาวๆที่มีฐานะครอบครัวดี
คนที่เคยจับคู่ให้จ้าวหัวก่อนหน้านี้เป็นหลานสาวของหัวหน้าโรงงาน และถึงแม้จะเคยหย่าร้างมาแล้ว แต่ก็ไม่มีลูก ถ้าทั้งสองคนลงเอยกันได้ บางทีพวกเขาอาจจะจัดหางานให้จ้าวหัวด้วยก็ได้
แต่ผลสุดท้ายก็ถูกคนตระกูลสือทำลายไปหมด
และเรื่องยังไม่จบแค่นี้ หลังจากที่คนตระกูลสือเปิดโปงเรื่องราวแล้ว พวกเขายังเดินอาดๆเข้าไปอยู่ในบ้านตระกูลจ้าวอีก ลูกชายตระกูลสือตัวสูงใหญ่ แม้แต่เหรัญญิกสือก็ทำงานหนักมาตลอดจึงมีเรี่ยวมีแรงไม่น้อย ดังนั้นคนตระกูลจ้าวจึงไล่พวกเขาไม่ได้ แม้ว่าใจจะอยากแค่ไหนก็ตาม
เมื่อไปหาตำรวจ พวกเขาก็ไม่สนใจแล้ว ดังนั้นจึงได้แต่อดทน
แต่คนตระกูลสือนั้นเป็นพวกหน้าด้านไร้ยางอาย พวกเขากินๆดื่มๆอยู่ที่บ้านตระกูลจ้าว แถมยังไม่ยอมทำงาน ไม่กี่วันตระกูลจ้าวก็ทนไม่ไหว
สภาพความเป็นอยู่ของตระกูลจ้าวก็ธรรมดา.ธรรมดา แต่เดิมมีแค่พ่อจ้าวที่มีงานทำ หลังจากจ้าวหัวลงชนบท น้องชายคนที่สองของเขาเมื่อถึงวัยทำงาน ครอบครัวก็ใช้เงินเก็บทั้งหมดซื้องานชั่วคราวให้ ต่อมาเมื่อแต่งงานก็ใช้เงินไปไม่น้อย
ดังนั้นครอบครัวจึงขัดสนมาตลอด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงน้องชายคนที่สามที่เพิ่งเรียนจบ และน้องสาวที่ยังเรียนอยู่
หลังจากจ้าวหัวกลับมา คนในครอบครัวเริ่มรู้สึกผิดต่อเขา จึงปฏิบัติต่อเขาดีมากขึ้น
แต่ไม่ว่าจะรู้สึกผิดแค่ไหน เมื่อเจอเรื่องของตระกูลสือก็ทนไม่ไหวจริงๆ
แต่เดิมที่อยู่อาศัยในบ้านก็คับแคบอยู่แล้ว คนตระกูลสือก็ยังคงไม่สนใจ นอนในห้องรับแขกก็ได้ แต่บางครั้งตอนกลางดึก พอลุกขึ้นมาเจอคนก็ตกใจจนหัวใจแทบจะวาย ทำให้น้องสะใภ้ของจ้าวหัวกลับบ้านเกิดทันทีหลังจากพวกเขาย้ายเข้ามาอยู่
เห็นได้ชัดว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่อง สุดท้ายจ้าวหัวจึงต้องกัดฟันไปถามหาวิธีแก้ปัญหากับตระกูลสือ และสิ่งที่คนตระกูลสือต้องการก็ง่ายๆ ถ้าไม่สามารถกลับไปแต่งงานกับสือชุนเยี่ยนได้ก็ให้เงินซะ ให้ค่าชดเชยที่เธอสมควรจะได้รับ
การกลับไปแต่งงานกันใหม่เป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่เมื่อถามว่าต้องการค่าชดเชยเท่าไหร่ ตระกูลสือก็เรียกราคาแพงลิบลิ่วทันที
จ้าวหัวนั้น แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นด้วย
ในที่สุดพวกเขาก็แยกย้ายกันไปอย่างไม่มีความสุข ตระกูลจ้าวก็ไม่สนใจพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาอยากจะอยู่ก็อยู่ไป อย่างไรเสียอาหารก็มีแค่นี้
ตระกูลจ้าวก็ยากจน ตอนแรกอาหารการกินก็ไม่ดีอยู่แล้ว ต่อมาก็กลายเป็นแค่น้ำซุปจืดๆแทบไม่มีอะไรเลย ชีวิตความเป็นอยู่แย่กว่าในชนบทเสียอีก ตระกูลสือก่อเรื่องหลายครั้ง แต่ตระกูลจ้าวก็ไม่สะทกสะท้าน แม้แต่พวกเขาเองก็กินอาหารแบบเดียวกัน
บทที่ 379: การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
เมื่อเห็นสภาพของตระกูลจ้าว ตระกูลสือก็รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นได้จริงๆ จึงยอมลดมาตรฐานลง ในที่สุดหลังจากต่อรองกันไปมานาน ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงราคาที่พอจะยอมรับได้
แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังทำให้เงินเก็บหลายปีของตระกูลจ้าวหมดไป ครอบครัวของจ้าวหัวต่างไม่มีความสุข โดยเฉพาะน้องสะใภ้ของเขา ถึงขั้นเกือบจะหย่าร้างกัน
ส่วนคนในตระกูลสือ หลังจากได้รับเงินแล้ว ก็พาสือชุนเยี่ยนที่ยังอาลัยอาวรณ์กลับบ้านเกิดไป
และตั้งแต่นั้นมา เรื่องก็จบลงแบบนี้
ลู่เซี่ยเห็นเหตุการณ์แล้วก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย เพราะเธอก็ไม่คิดว่าตระกูลสือจะสามารถทำสำเร็จได้จริงๆ แต่ชีวิตของสือชุนเยี่ยนคงจะพังไปแล้วในชาตินี้
ได้ยินว่าคนในตระกูลสือดีใจมาก ทั้งยังรู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษ เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาพูดออกมาเอง
ส่วนสือชุนเยี่ยน หลังจากกลับมาก็มีคนมาสู่ขอทันที ล้วนแต่เป็นพวกพ่อหม้ายอายุไม่น้อย ไม่สนใจว่าเธอจะมีลูกไม่ได้ แต่งงานไปก็เพื่อให้เธอช่วยดูแลลูกๆ
คาดว่าสือชุนเยี่ยนคงจะแต่งงานในเร็วๆนี้
ลู่เซี่ยเห็นถึงตรงนี้แล้วถอนหายใจ ไม่ใช่เพราะรู้สึกเสียใจแทนสือชุนเยี่ยน เพราะเธอไม่มีวันลืมสิ่งที่เขาเคยทำกับเจียงจวินโม่ แต่ลู่เซี่ยแค่รู้สึกว่านี่คือกรรมตามสนอง
หลังจากรู้เรื่องราวต่อมาแล้ว ลู่เซี่ยก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องในหมู่บ้านอีกต่อไป เสิ่นชิงชิงยังคงอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน และยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงเปิดเทอมเดือนกันยายน ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเขียนจดหมายถึงเธอ และส่งหนังสือไปให้ บอกให้เธออ่านหนังสือให้มากๆก่อนเข้าเรียน
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็เริ่มยุ่งกับธุระของตัวเอง
ตอนนี้เจียงจวินโม่ทบทวนบทเรียนได้ดี บางครั้งก็ไปฟังบรรยายที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จนตอนนี้เขาเริ่มจะตามทันแล้ว ส่วนทางด้านลู่เซี่ย งานแปลพาร์ทไทม์ของเธอไม่ได้หยุดเลย เริ่มจากเอกสารง่ายๆ และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นวรรณกรรมและหนังสือที่ซับซ้อนขึ้น
ความต้องการสูงขึ้น ก็ต้องใช้ความคิดมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ก็ดีมากเช่นกัน ตอนนี้ระดับภาษาอังกฤษของเธอก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งประสิทธิภาพในการเรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และในขณะนั้นเอง ทั้งสองคนก็ได้รับข่าวว่าการซ่อมแซมบ้านหลังเล็ก เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาสามารถไปตรวจได้ทุกเมื่อ
ลู่เซี่ยดีใจมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธออยากจะรีบไปทันที แต่ก็รู้ว่ายังต้องเข้าเรียน จึงต้องรอให้ถึงวันหยุดก่อน
......
ในที่สุดก็ถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
ลู่เซี่ยตื่นแต่เช้าตรู่ แล้วขี่จักรยานไปที่บ้านหลังเล็กพร้อมกับเจียงจวินโม่ทันที ที่นั่นยังคงเป็นตรอกเดิมที่ดูเงียบเหงา และเมื่อมาถึงก็พบว่าประตูใหญ่ของลานเล็กนั้นยังไม่ได้เปลี่ยน เพียงแต่ทาสีใหม่ชั้นหนึ่งเท่านั้น ดูไปดูมามันก็ใหม่มาก
ทั้งสองคนเพิ่งมาถึง คุณยายหลิวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็เห็นพวกเขาแล้ว
เธอออกมาพูดกับพวกเขาว่า "โอ้! ทั้งสองคนมาถึงสักทีนะ นี่บ้านของพวกเธอซ่อมเสร็จแล้วหรือ?"
เจียงจวินโม่พยักหน้าพร้อมกับยิ้มให้เธอ "ใช่แล้วครับคุณยายหลิว พวกเรามาตรวจรับงานนิดหน่อยน่ะ"
"โอ้โห! ซ่อมเสร็จสักทีนะ! ดูท่าพวกเธอคงซ่อมครั้งใหญ่เลยสินะ นี่ก็หลายเดือนแล้ว คนเข้าออกตลอด เสียงเคาะเสียงตีไม่รู้ว่าซ่อมอะไรไปบ้าง ไม่ได้รื้อบ้านแล้วสร้างใหม่หมดหรอกใช่ไหม?"
เจียงจวินโม่ส่ายหัว "ไม่ใช่หรอกครับ แค่ตกแต่งภายในนิดหน่อย เพราะพวกเราไม่รีบ เลยซ่อมช้าไปหน่อย"
"อ๋อ อย่างนี้นี่เอง!"
ลู่เซี่ยเห็นว่าเธอยังดูอยากรู้อยากเห็น จึงยิ้มแล้วพูดว่า "บ้านเพิ่งซ่อมเสร็จ ต้องปล่อยให้ระบายอากาศสักพักค่ะ อีกสักระยะ พอพวกเราย้ายมาอยู่ จะเชิญคุณยายหลิวมาดูนะคะ"
คุณยายหลิวได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจในที่สุด "ดีเลย ตอนนั้นฉันต้องเตรียมของไปให้ด้วยแล้วสิ"
พูดจบก็ไม่รบกวนเวลาของพวกเขาอีก คุยกันสองสามประโยคแล้วก็จากไป
ลู่เซี่ย และเจียงจิวนโม่จึงเปิดประตูเข้าไป
เมื่อเข้าไป จริงๆแล้วก็ยังมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะกำแพงยังบดบังอยู่
พอเดินอ้อมกำแพงบังตาออกมา ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ทันที อย่างน้อยวัชพืชในลานบ้านก็หายวับไปแล้ว พื้นที่โดยรอบนั้นก็ดูเรียบเนียนขึ้นมาก ทางเดินยังปูด้วยกระเบื้อง ทำให้ดูสะอาดตา
ต้นพุทราที่เคยอยู่ในลานบ้านก็ยังคงอยู่ กิ่งก้านก็ได้รับการตัดแต่งใหม่
เก้าอี้หินและม้านั่งหินใต้ต้นไม้ก็ยังอยู่ที่เดิม แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ดูแล้วกลับแตกต่างไปมาก
พูดไม่ถูกว่าแตกต่างตรงไหน เพียงแค่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
บทที่ 380: ลานบ้านเล็กที่ซ่อมแซมเสร็จแล้ว
จริงๆแล้วระหว่างการซ่อมแซม เจียงจวินโม่ก็ได้มาดูหลายครั้ง แต่ลู่เซี่ยยังไม่เคยมา ตอนนี้เห็นว่าทางเดินกระเบื้องเป็นทางเดินรูปกากบาท ควรจะแบ่งออกเป็นพื้นที่สี่ส่วน แต่ละส่วนประมาณเก้าตารางเมตร
แต่หนึ่งในนั้นมีต้นพุทราและม้านั่งหิน จึงปูกระเบื้องหินเอาไว้ด้วย
ที่เหลืออีกสามส่วน ซึ่งก็มีพื้นที่ไม่เล็กเลย
ลู่เซี่ย มองดูแล้วถามว่า "พื้นที่พวกนี้ไม่เล็กเลยนะ นายตั้งใจเว้นไว้เพื่อปลูกผักใช่ไหม?"
เจียงจวินโม่ยิ้มแล้วพูดว่า "ก็แค่รู้สึกว่าถ้าปูกระเบื้องทั้งหมดจะเสียเปล่าน่ะ จะปลูกผักหรือปลูกดอกไม้ก็ได้ทั้งนั้น"
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า "ได้เลย งั้นก็ปลูกผักแล้วกัน ถึงแม้ตอนนี้จะสายไปหน่อย แต่ปลูกแล้วก็โตได้เหมือนกันแหละ" พอเจียงจวินโม่เห็นเธอพูดแบบนั้น เขาก็พยักหน้า
"ดีเลย งั้นพรุ่งนี้เรามาปลูกกันนะ"
"อืม" ลู่เซี่ยพูดจบ ก็มองไปที่บ่อน้ำ ซึ่งอยู่ริมสุดของพื้นที่
"อันนี้ยังใช้ได้อยู่ไหม? ไม่ใช่ว่าที่บ้านติดตั้งน้ำประปาแล้วหรอกเหรอ?"
เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์จึงอธิบายว่า "ใช่! แต่เดิมก็ตั้งใจจะถมมันไปนั่นแหละ แต่ตอนนั้นพวกเราลองตักน้ำขึ้นมาดูหนึ่งถัง พบว่าข้างในยังมีน้ำเยอะมาก และยังใสสะอาดด้วย คิดแล้วคิดอีกก็เลยเก็บไว้น่ะ ซึ่งจริงๆแล้วแถวนี้บ้านที่ใช้น้ำประปาก็ยังมีไม่มาก ตอนที่พวกเราทำก็เหนื่อยไม่น้อย ถ้าเกิดน้ำประปาใช้ไม่ดี ก็ยังสามารถใช้น้ำบ่อได้"
ได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็พยักหน้า "อื้ม แต่รอบๆบ่อน้ำนี้ต้องทำรั้วล้อมไว้ด้วย ถ้าเผื่อคังคังเผลอเข้าไปใกล้ เดี๋ยวจะอันตราย"
เจียงจวินโม่พยักหน้า "กำลังทำอยู่ อีกไม่กี่วันก็จะส่งมาแล้วล่ะ"
เห็นว่าเขาจัดการเรียบร้อยดี ลู่เซี่ยก็ไม่พูดอะไรอีก
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เข้าไปในห้องพัก พอทั้งสองเข้าไปก็เจอห้องโถงกลาง การจัดวางแบบบ้านเก่า สมัยก่อนหายไปหมดแล้ว ตรงนี้ปรับเป็นห้องนั่งเล่น แต่โต๊ะเก้าอี้พวกนั้นยังคงเก็บไว้
สถานที่นี้ไม่เล็กเลย มองดูแล้วโล่งมาก แต่โดยรวมแล้วสว่างขึ้นไม่น้อย
"ที่นี่ยังไม่ได้ซื้อของตกแต่ง ดังนั้นจึงยังไม่ได้จัดวางอะไรมาก แค่ตกแต่งอย่างง่ายๆ และทาสีใหม่เท่านั้น"
ลู่เซี่ยพยักหน้าและมองไปรอบๆ
"ที่นี่ใหญ่จริงๆเลยนะ ฉันคิดว่าเราสามารถแบ่งเป็นสองส่วนได้ ด้านซ้ายเป็นห้องนั่งเล่น ด้านขวาเป็นห้องอาหาร ตรงกลางเป็นทางเข้าออก นายคิดว่ายังไง?"
เจียงจวินโม่ตั้งใจฟังเธอจัดแจงทุกอย่าง "ดี! ตกลงตามนั้นเลย"
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีข้อคัดค้าน ลู่เซี่ยก็คิดต่อ "ฉันดูแล้ว โต๊ะใหญ่ที่มีอยู่เดิมก็ไม่เล็กนะ ฉันว่าเก็บไว้เป็นโต๊ะอาหารก็ได้ แม้จะดูเทอะทะไปหน่อย แต่ก็ใช้งานได้ดี ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่หรอก เดี๋ยวถึงเวลาค่อยซื้อผ้าปูโต๊ะมาคลุมก็พอ จะได้สะอาดด้วย ส่วนห้องนั่งเล่น เดี๋ยวซื้อโซฟากับโต๊ะกาแฟก็พอ ไม่ต้องซื้อใหญ่มากหรอก เพราะบ้านเราคงไม่ค่อยมีคนมาเท่าไหร่"
"อื้ม" หลังจากจัดการห้องนั่งเล่นเสร็จ ทั้งสองก็เข้าไปในห้องนอนหลัก
ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมากเช่นกัน นอกจากตู้ที่เชื่อมกับทางลับแล้ว เตียงและโต๊ะเก้าอี้ที่เหลือก็ถูกขนออกไปหมด ห้องก็ได้รับการตกแต่งใหม่ และเนื่องจากทาสีขาว จึงดูสะอาดมาก
สองห้องพักก็เชื่อมถึงกันแล้ว โดยรวมดูกว้างขวางมาก
ลู่เซี่ยรู้สึกพอใจมาก "เตียงและกล่องที่อยู่ก่อนหน้านี้ไปไหนกันหมดแล้ว?"
"ย้ายไปเก็บที่ห้องเก็บของแล้ว เตียงนั้นเล็กเกินไป ผมกลัวว่าคุณจะนอนไม่สบาย"
ลู่เซี่ยก็พยักหน้าเห็นด้วย เตียงแบบเดิมคนเดียวนอนก็พอไหว แต่สองคนคงจะอึดอัดไปหน่อย
"งั้นเราซื้อใหม่ก็ได้ ซื้อเตียงใหญ่ไปเลย ห้องนี้พื้นที่ไม่เล็กเลย ฉันว่าเราไม่จำเป็นต้องแยกห้องทำงานด้วยซ้ำ แค่วางโต๊ะเขียนหนังสือไว้ในห้องก็พอ"
เจียงจวินโม่ก็คิดเช่นเดียวกัน "วางไว้ในห้องก่อนก็ได้ ถ้าภายหลังมีความจำเป็นค่อยจัดการอีกที"
จบตอน
Comments
Post a Comment