บทที่ 41: พลังของนางเอก
ในความเป็นจริง ซูม่านเองก็รู้สึกเสียใจหลังจากเห็นจวงฮงเหมยเป็นแบบนี้
เธอคิดว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นเพียงขนมธรรมดา ธรรมดาสำหรับเธอ แต่ลืมไปว่าคนทั่วไปในยุคนี้ไม่สามารถซื้อของแบบนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเอาออกมามากมายขนาดนี้
ที่น่าเสียใจกว่านั้นคือ เธอลืมเตรียมกุญแจมาด้วย การวางไว้แบบนี้จึงไม่ปลอดภัยเอาซะเลย
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ซูม่านเหลือบมองกุญแจของลู่เซี่ยทั้งสองตัวด้วยความอิจฉา เธอสินใจว่าอีกไม่กี่วันจะไปซื้อมาล็อคบ้าง
ตกกลางคืน ทุกคนก็ยังคงนอนกันอย่างเบียดเสียด แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
วันหนึ่งวันหนึ่งก็ผ่านไปแบบนี้
วันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาทำงาน ซูม่านอาสาไปตัดหญ้าหมูกับผู้นำหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านเหลือบมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะตอบตกลง
เขาไม่ได้ลังเลใจอะไรมาก เพราะเห็นได้ชัดว่าสาวน้อยคนนี้มีภูมิหลังที่ดี คงไม่เดือดร้อนเรื่องคะแนนงานสักเท่าไหร่
พวกปัญญาชนที่ถูกส่งมาก็ล้วนเป็นเด็กในเมืองเสียส่วนใหญ่ บางคนก็มีเงินช่วยเหลือจากทางบ้าน ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องใจร้าย ยิ่งไปกว่านั้น งานของปัญญาชนเหล่านี้ก็ไม่ค่อยได้เรื่องอยู่แล้ว
จริงๆแล้วลู่เซี่ยก็อยากไปตัดหญ้าหมูด้วยกัน แต่เมื่อนางเอกไปแล้ว เธอก็ไม่สะดวกที่จะตามไปด้วย จึงตัดสินใจไปทำงานร่วมกับคนอื่นๆดีกว่า
ส่วนจวงหงเหมย ดูเหมือนว่าใจหนึ่งเธอก็อยากไปเหมือนกัน แต่อีกใจก็อยากได้คะแนนงาน คาดว่าเธอคงไม่มีเงินในมือสักเท่าไหร่ เห็นได้จากเมื่อวานที่เธออยากซื้อหีบแต่ไม่ได้ซื้อ
ปัญญาชนฝ่ายชายค่อนข้างปรับตัวได้ดี รวมถึงกู้เซี่ยงหนานที่ไม่เคยทำไร่ทำนามาก่อนก็สามารถตามคนอื่นได้ทัน
ส่วนเจียงจวินโม่วันนี้ก็ไม่ได้มาเหมือนเดิม เพียงแค่สีหน้าของเขายังไม่สู้ดี ผู้นำหมู่บ้านจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะมอบหมายให้เขาถอนหญ้าแทนการขนย้ายหญ้า
วันนี้ลู่เซี่ยตื่นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัว แต่เธอก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องเจอจึงได้แต่อดทน
โชคดีที่เธอมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ดื่มเมื่อปวดเมื่อย จึงช่วยบรรเทาไปได้มาก
แต่สองวันที่ผ่านมานี้เธอกินแต่อาหารรสชาติแย่ ปากจืดสนิท จึงตั้งใจไว้ว่าวันนี้จะหาโอกาสแอบกินอาหารที่ตุนไว้
ขณะกำลังจะกลับที่พักในตอนเที่ยง เจียงจวินโม่ก็มีอาการไม่สบายอีกครั้ง ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายสั่นไหวราวกับจะปลิวไปตามลม
กู้เซี่ยงหนานชวนเขาไปหาหมอที่สถานีอนามัย
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ฉันเอายามาจากบ้านแล้ว เดี๋ยวจะต้มกิน”
ได้ยินดังนั้นกู้เซี่ยงหนานก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ก็ช่วยเขาต้มยาจนเสร็จ เจียงจวินโม่เอาหม้อต้มยาใบเล็กมาเอง ปัญญาชนรุ่นเก่าต่างก็ช่วยกันใช้ก้อนหินก่อเตาในลานบ้าน จะได้ใช้ต้มยาได้สะดวกขึ้น
ยาที่เจียงจวินโม่นำมาจากบ้านเป็นยาจีน ต้มไปสักพักก็มีกลิ่นยาโชยมา เมื่อเจียงจวินโม่ดื่มยาเสร็จก็นอนลง ไม่แม้แต่จะกินข้าวเที่ยง และช่วงบ่ายก็ไม่ได้ไปทำงาน
ส่วนลู่เซี่ยก็อาศัยช่วงพักเที่ยงไปซื้อหมวกฟางในหมู่บ้านมาหนึ่งใบ ได้นำมาใส่ในช่วงบ่ายก็รู้สึกเย็นสบายขึ้น เมื่อกลับมาตอนเย็นก็พบว่าซูม่านที่ไปตัดหญ้าหมู เธอจับกระต่ายมาได้ตัวหนึ่งที่ชายป่า
เธอบอกว่ากระต่ายวิ่งมาชนต้นไม้จนสลบอยู่ตรงหน้าเธอ
ลู่เซี่ยคิดในใจ ‘นี่คือการรอให้กระต่ายออกมาเองหรอกหรือ?’
พลังมีของนางเอกนี่สุดยอดจริงๆ
คนอื่นๆไม่รู้ว่าพลังของนางเอกคืออะไร
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง “ไม่นึกเลยว่าช่วงนี้จะมีกระต่ายออกมาด้วย ปกติในหมู่บ้านจะจับกระต่ายได้ก็ตอนฤดูหนาว ด้วยวิธีการตามรอยเท้าที่เห็นอยู่บนหิมะ”
ซูม่านเองก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดี เพิ่งจะคิดอยากกินเนื้อก็มีกระต่ายมาให้ถึงที่
เธอจึงบอกกับทุกคน “งั้นเอามาทำกินกันเถอะ จะได้บำรุงกันบ้าง”
เหล่าปัญญาชนได้ยินดังนั้นก็พอกันดีใจ การที่จะได้กินเนื้อสักมื้อในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย บัตรแลกเนื้อที่พวกเขาได้มานั้นน้อยเหลือเกิน
แม้ทุกคนจะรู้ว่าบนเขามีสัตว์ป่า แต่ภูเขาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือล้วนเป็นป่ารกทึบและอันตรายมาก แม้แต่คนท้องถิ่นก็ยังไม่กล้าเข้าไป เผลอๆเข้าไปแล้วอาจไม่ได้กลับออกมา อย่างนั้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขาเลย
ไม่นึกเลยว่าซูม่านจะโชคดีขนาดนี้ เพิ่งจะมาก็ได้จับกระต่ายซะแล้ว
บทที่ 42: การปรับตัว
วันนี้เป็นเวรทำอาหารของซูม่านและจวงหงเหมย ซูม่านทำอาหารไม่เป็น แต่จวงหงเหมยทำเป็น เมื่ออยู่กลุ่มเดียวกัน ก็ไม่รู้ว่าซูม่านใช้วิธีไหนที่ทำให้จวงหงเหมยยอมทำคนเดียว ส่วนตัวเองเป็นลูกมืออยู่ข้างๆ
แต่อาหารเที่ยงที่ทำมานั้นไม่อร่อย เมื่อถึงมื้อเย็นที่มีเนื้อ ทุกคนจึงไม่ค่อยอยากให้พวกเธอทำ
ดังนั้น ซุนเสิ้งหนานจึงอาสาทำมื้อเย็น ส่วนคนที่เหลือก็คอยเป็นลูกมือให้กับนาง
ไม่นานนัก เนื้อกระต่ายตุ๋นมันฝรั่งในหม้อใบใหญ่ก็พร้อมทาน
กลิ่นเนื้อหอมฉุยทำให้ทุกคนน้ำลายสอ
ทุกต่างพุ่งตะเกียบไปที่เนื้ออย่างไม่มีใครเกรงใจ
ลู่เซี่ยก็เหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอทานเนื้อกระต่าย รสชาติอร่อยใช้ได้ เธอเลยกินไปเยอะเหมือนกัน
จนกระทั่งทุกคนกินข้าวหมดเกลี้ยง แต่ก็ยังรู้สึกไม่อิ่ม
จ้าวหัวย้ำกับทุกคนว่า ห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดกับคนภายนอก โดยเฉพาะกับคนในหมู่บ้าน เพราะตอนนี้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมทุกอย่างเป็นของส่วนรวม รวมทั้งของบนเขาก็ด้วย
“แต่กองกำลังของพวกเราค่อนข้างมีมนุษยธรรม พวกพืชผักจากป่าก็สามารถเก็บกินได้ตามสบาย
พวกเธอมาถึงช้าไปสักหน่อย ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ผักป่าบนเขามีเยอะมากเลย ช่วงเดือนสามเดือนสี่ที่ยังไม่ได้เริ่มหว่านเมล็ดพืชผลลงในนา พวกเราก็จะขึ้นไปบนเขาทุกวัน แต่ละคนเก็บผักป่าตุนไว้เยอะแยะ
ตอนที่ผัดกาดก้านยาวแก่ลงเมื่อเดือนที่ผ่านมา พวกเราทุกคนเก็บกันได้คนละหลายร้อยจินเลย” ซุนเสิ้งหนานกล่าว
ลู่เซี่ยและเพื่อนๆ ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกใจ “พวกนี้เอาไปขายได้ไหม?”
“ขายได้นะ จะมีคนจากสถานีรับซื้อในเมืองมารับซื้อไป ราคาก็ไม่สูงมาก แต่ก็ถือว่าเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง
ถ้าไม่อยากขายก็ตากแห้งเก็บไว้กินตอนฤดูหนาวได้ เพราะฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่มีอะไรให้กินมากนัก แต่พวกเธอก็อย่าคิดว่าพวกเราเก็บผัดกาดก้านยาวได้เยอะนะ เพราะเมื่อตากแห้งแล้วก็ไม่ได้เหลือมากสักเท่าไหร่หรอก
พวกเราเลยไม่มีใครอยากขาย เก็บไว้ส่งให้ที่บ้านบ้าง ที่เหลือก็เก็บไว้กินเอง”
เหล่าปัญญาชนรุ่นใหม่ฟังประสบการณ์ที่ผ่านมาของปัญญาชนรุ่นเก่า ก็รู้สึกว่าน่าสนใจมาก
เหล่าปัญญาชนรุ่นใหม่จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น จากนั้นก็ฟังงปัญญาชนรุ่นเก่าเล่าไปเรื่อยๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่นก็เริ่มใกล้ชิดและค่อยๆหลอมรวมเข้าด้วยกัน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยก็เริ่มปรับตัวเข้ากับการทำงานได้แล้ว และสามารถตามความเร็วของซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆได้เช่นกัน คะแนนงานที่ได้ทุกวันก็เพิ่มขึ้นเป็นหกคะแนน
อาจเป็นเพราะได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน ทำให้เธอไม่เหนื่อยมากนัก และร่างกายก็ปรับตัวได้เร็ว
ซูม่านยังคงทำงานตัดหญ้าเลี้ยงหมูอยู่ งานก็เบาขึ้นเยอะ หลังจากตัดหญ้าเสร็จก็กลับมาพักผ่อนได้ แม้ว่าจะได้คะแนนงานน้อย แต่ก็สบายมาก
ส่วนจวงหงเหมยก็ดูเหมือนจะปรับตัวยากหน่อย ทำงานไปบ่นไปทุกวัน คะแนนงานก็ยังคงได้เพียงสี่คะแนน ทั้งๆที่ปรับตัวกันมาหลายวันแล้ว
กู้เซี่ยงหนานเองก็เริ่มทำงานทันผู้ชายคนอื่นๆ ส่วนเจียงจวินโม่ก็ยังคงทำงานครึ่งวัน พักครึ่งวันเหมือนเดิม
ช่วงนี้ปัญญาชนรุ่นใหม่ก็สนิทกับปัญญาชนรุ่นเก่ามากขึ้น รวมทั้งลู่เซี่ยและเสิ่นชิงชิงเองก็สนิทกันมากกว่าเดิม เพราะพวกได้รับมอบหมายให้ทำอาหารด้วยกัน
เสิ่นชิงชิงเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ลู่เซี่ยเองก็เป็นคนพูดน้อย พวกเธอทั้งสองคนเลยเข้ากันได้ดี เพียงแต่ลู่เซี่ยรู้สึกสงสารเด็กคนนี้ ได้ยินมาว่าหลังจากลงมาอยู่ชนบทแล้ว ทางบ้านก็ไม่ได้ติดต่อมาหาเลย ไม่เคยส่งของมาให้ หากเธอไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทุกคน เธอคงจะอดตายไปนานแล้ว
แต่เด็กคนนี้นิสัยดี มักจะคอยช่วยเหลือทุกคนอยู่เสมอ
ไม่กี่วันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยเพิ่งมีประจำเดือนครั้งแรกหลังจากที่เธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ ร่างกายของเธอจึงไม่ค่อยสบาย แม้จะได้ดื่มน้ำตาลแดงที่ต้มกับน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนอาการจะดีขึ้นแล้ว แต่ร่างกายของเธอก็ยังอ่อนเพลีย เพราะร่างกายนี้ถูกเลี้ยงดูมาไม่ดีตั้งแต่เด็ก ต้องใช้เวลาในการบำรุงอีกสักระยะ ไม่สามารถหายได้เร็วขนาดนั้น
ดังนั้นหลังจากเลิกงาน เธอก็ขึ้นไปนอนบนเตียงเตา เสิ่นชิงชิง เห็นดังนั้นจึงอาสาช่วยซักผ้าให้เธอ แต่ลู่เซี่ยก็ปฏิเสธไป
แต่ในใจก็รู้สึกชอบเด็กคนนี้ขึ้นมาบ้างแล้ว
บทที่ 43: ไปยังตัวเมือง
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ร่างกายของลู่เซี่ยก็หายดี และตรงกับวันหยุดพอดี
ตอนนี้พวกเขาทำงานสิบวัน หยุดหนึ่งวัน ทุกคนเลยนัดกันไปเที่ยวตลาดเพื่อซื้อของ
โดยเฉพาะพวกปัญญาชนรุ่นใหม่ พวกเขาเพิ่งมาถึงจึงยังขาดของใช้อยู่อีกเยอะอยู่
จริงๆลู่เซี่ยไม่ได้ขาดเหลืออะไร ของทุกอย่างมีอยู่ในช่องว่างมิติหมดแล้ว แต่เธอก็ต้องหาข้ออ้างในการเอาของออกมา
ดังนั้น เธอจึงไปที่ตลาดกับพวกเขา
ใช้เวลาในการเดินประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง คราวนี้พวกเขาออกจากที่พักของปัญญาชนมากันเยอะทีเดียว แม้แต่เจียงจวินโม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะก็ออกมาด้วย
หลังจากมาถึง ทุกคนก็นัดแนะเวลากลับ จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
ลู่เซี่ยเดินเที่ยวรอบๆตลาด ตลาดไม่ใหญ่ เดินจากต้นจนจบก็ใช้เวลาไม่นาน
เธอเริ่มจากร้านสหกรณ์ก่อน ร้านสหกรณ์ที่นี่เล็กกว่าที่ปักกิ่งมาก เป็นเพียงห้องเล็กๆห้องเดียว หากไม่ใช่เพราะเห็นป้ายร้านสหกรณ์ เธอคงคิดว่ามาผิดที่แล้ว
สินค้าที่ขายอยู่ภายในก็มีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้ม ฯลฯ ลู่เซี่ยมองหาของที่อยากซื้อ แต่ก็ไม่เจออะไร สุดท้ายก็เดินวนหนึ่งรอบแล้วกลับออกมา
จากนั้นก็ไปที่ร้านอาหารของรัฐ กินข้าวสักมื้อเพื่อปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น แต่ฝีมือของพ่อครัวที่นี่ก็ธรรมดา สู้ที่ปักกิ่งไม่ได้ ทำให้ลู่เซี่ยผิดหวังเล็กน้อย
หลังจากกินข้าวเสร็จก็เดินเล่นไปทั่วตลาด แต่ก็ไม่เจอตลาดมืด เลยหาที่เงียบๆเพื่อหยิบของที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาบางส่วน ก่อนจะไปรวมตัวกับคนอื่นๆ
ตอนที่เธอไปถึง ทุกคนต่างก็หอบข้าวของพะรุงพะรัง โดยเฉพาะกู้เซี่ยงหนาน ซูม่านและเจียงจวินโม่ แต่ละคนมีห่อสัมภาระขนาดใหญ่วางอยู่ข้างๆ คาดว่าคงส่งมาให้ก่อนหน้านี้แล้ว
ตอนนี้เอง ลู่เซี่ยก็นึกขึ้นได้ว่าจริงๆ แล้วเธอก็น่าจะส่งกระเป๋าเดินทางที่ยังไม่ได้ใช้มาก่อนก็ได้
ทำไมตอนนั้นถึงคิดไม่ได้นะ ต้องแบกมาเองตลอดทาง รู้สึกเหนื่อยแทบแย่
แต่นึกเสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว หากอนาคตมีอะไร เธอก็สามารถนำออกมาโดยอ้างว่าที่บ้านส่งมาให้ได้
ตอนกลับ ของของทุกคนค่อนข้างเยอะ พวกเขาก็ช่วยกันถือกลับไป
ครั้งนี้จวงหงเหมยไม่ได้ไปตลาดกับทุกคน เธออยู่ที่ที่พักของปัญญาชน เมื่อห็นทุกคนกลับมาพร้อมข้าวของพะรุงพะรัง ดวงตาของเธอก็ฉายแววอิจฉา
ลู่เซี่ยเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร
คนอื่นๆก็ไม่ได้สนใจเธอ เรียกได้ว่าเธอเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยากที่สุดในบรรดาปัญญาชนรุ่นใหม่
หลังจากเข้าไปในห้อง ลู่เซี่ยก็เก็บของใส่ในหีบ รวมถึงกระเป๋าสะพายข้างด้วย แต่เมื่อเห็นจวงหงเหมยืนมองอยู่ข้างๆ เธอก็ไม่ได้เปิดกระเป๋าเอาของข้างในออกมา แต่กลับวางลงเฉยๆแล้วล็อคกุญแจ
ส่วนซูม่านที่เพิ่งได้ของใช้ดีๆก็ต้องนำมาจัดใส่หีบ มีทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่ ผ้าห่มหนา รองเท้าบุขนสัตว์ ฯลฯ ทำเอาจวงหงเหมยมองจนตาเป็นมัน อยากจะได้มาเป็นของตัวเอง
ซูม่านเห็นเธอยืนเกะกะอยู่ข้างๆ ก็พูดกับเธอไปหลายครั้ง แต่จวงหงเหมยก็ยังคงยืนจ้องอยู่ตรงนั้นไม่ยอมไปไหน
ทำให้ซูม่านโมโหมาก
เมื่อถึงเวลากินข้าวเย็นซูม่านจึงถามซุนเสิ้งหนานเกี่ยวกับเรื่องสร้างบ้าน
“เธออยากสร้างบ้านเองเหรอ?”
ได้ยินคำถามของซูม่าน ซุนเสิ้งหนาน ก็ค่อนข้างประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินว่าปัญญาชนรุ่นใหม่จะลงทุนสร้างบ้านเอง!
เพราะมันไม่ใช่เงินน้อยๆ ดังนั้นแม้การอาศัยอยู่ในที่พักของปัญญาชนจะไม่ค่อยสุขสบาย แต่ทุกคนก็ทนเอา
ซูม่านพยักหน้า “ใช่ ฉันเคยชินกับการนอนคนเดียว หลายวันมานี้นอนกับคนอื่นก็นอนไม่หลับเลย”
บทที่ 44: คำพูดของซุนเสิ้งหนาน
ซุนเสิ้งหนานอ้าปาก คิดจะบอกว่าในตอนแรกทุกคนก็เป็นแบบนี้ เมื่อชินแล้วก็ดีขึ้นเอง
แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าบางทีเธออาจจะไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่น นี่อาจเป็นข้ออ้างก็ได้
จึงพูดตรงๆ “ถ้าเธออยากปลูกบ้านเอง อันนี้ไม่ได้นะ ที่ดินตรงนี้เป็นของหมู่บ้านทั้งหมด แม้เราจะย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี่แล้ว แต่ชาวบ้านก็ไม่เคยมองว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกัน เว้นแต่จะแต่งงานกับคนในหมู่บ้าน
แน่นอนว่าจริงๆแล้ว คนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ปฏิเสธไปซะทุกคน สองปีก่อนเมื่อคู่รักในกลุ่มปัญญาชนของพวกเราแต่งงานกัน การอยู่รวมกันในที่พักก็ไม่สะดวก ชาวบ้านก็เลยอนุญาตให้พวกเขาปลูกบ้านเองได้
ตอนนั้น ชาวบ้านบอกว่า ตราบใดที่พวกเขายังไม่จากไป บ้านหลังนี้ก็เป็นของพวกเขา แต่หากพวกเขาออกไป บ้านหลังนี้ก็ตกเป็นของหมู่บ้าน
แต่ทั้งคู่ไม่มีเงิน หลังจากนั้นก็เลยไปเช่าบ้านของชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้าน”
ลู่เซี่ยตั้งใจฟังตั้งแต่ซูม่านเอ่ยปาก เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ก็รู้สึกผิดหวัง
ไม่อนุญาตให้ปลูกงั้นเหรอ! แบบนี้ก็หมดหนทางแล้วสิ หรือจะต้องอยู่ในที่พักของปัญญาชนที่แสนจะอึดอัดแบบนี้ไปตลอดเหรอ?
ตอนนี้จวงหงเหมยที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นอย่างมีนัยยะ “หมู่บ้านนี่ก็ช่างฉวยโอกาสจริงๆ บ้านที่เหล่าปัญญาชนออกเงินปลูกเอง ทำไมพอออกไปแล้วต้องยกให้หมู่บ้านด้วย?”
ซุนเสิ้งหนานถอนหายใจ “ก็เพราะที่ดินมันเป็นของพวกเขานี่ พวกเราเลยไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร”
จวงหงเหมยเบะปาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ส่วนซูม่านเองเมื่อได้ยินก็รู้สึกผิดหวังมาก ดูเหมือนว่าหนทางที่จะย้ายออกไปปลูกบ้านเองยังคงทำไม่ได้ จึงถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น ไปอยู่ที่บ้านชาวบ้านล่ะ?”
ซุนเสิ้งหนานเหลือบมองเธอ พวกเธอที่เป็นปัญญาชนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน นิสัยใจคอก็พอรู้จักกันบ้าง ไม่มีตัวปัญหาที่น่ารังเกียจอะไร ดังนั้นซุนเสิ้งหนานจึงสามารถพูดกับเธอได้มากขึ้นอีกหน่อย
“จริงๆแล้ว บ้านของชาวบ้านก็ไม่ได้มีห้องว่างให้ปัญญาชนอยู่มากนัก ตอนนี้บ้านทุกบ้านก็มีลูกหลายคน ไม่ค่อยจะมีบ้านไหนที่ปล่อยห้องว่างหรอก ถ้าไปอยู่บ้านของชาวบ้าน ก็น่าจะต้องไปอยู่ร่วมกับลูกๆของพวกเขา แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันเยอะเท่ากับที่พักของพวกเรา แต่ฉันก็ไม่แนะนำให้ไป”
พูดจบก็มองซูม่านด้วยสายตาจริงจัง
ซูม่านรู้สึกสงสัย “หมายความว่า มันมีเรื่องอื่นอีกเหรอ?”
ซุนเสิ้งหนานส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ว่ามีเรื่องอื่นหรือเปล่า แต่สองปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นปัญญาชนเหมือนกัน ทนอยู่กับคนอื่นเยอะๆแบบนี้ไม่ไหว เธอก็เลยไปอยู่บ้านของชาวบ้าน ไม่กี่เดือนก็แต่งงานกับลูกชายของบ้านนั้น ตอนนี้ลูกก็คลอดแล้ว”
สิ้นเสียง ลู่เซี่ยและทั้งสามคนก็เงียบไป ทุกคนต่างก็คิดอะไรบางอย่างในใจ จนความรู้สึกเย็นยะเยือกเริ่มปกคลุม
รู้สึกว่าชนบทแห่งนี้น่ากลัวกว่าที่พวกเขาคิดเอาไว้เสียอีก
ดูท่าว่าการไปอยู่บ้านของชาวบ้านคงจะไม่ใช่หนทางที่ดีแล้ว
เมื่อซุนเสิ้งหนานเห็นว่าพวกเขาเข้าใจกันดีแล้ว จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้เพียงแค่ปลอบใจ
“พวกเธออย่าเพิ่งรีบร้อน เรื่องที่พักของปัญญาชนไม่เพียงพอ พวกเราได้แจ้งให้ทางหมู่บ้านทราบหลายครั้งแล้ว คาดว่าพวกเขาก็น่าจะหาวิธีแก้ไขให้ในเร็วๆนี้ คงจะมีการต่อเติมเพิ่ม
เห็นว่าฝั่งผู้ชายคนเยอะมาก จะพลิกตัวกันตอนกลางคืนก็ยังลำบากเลย แบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน หากมีปัญญาชนกลุ่มใหม่มาอีก พวกเขาคงไม่มีที่อยู่กันแน่ๆ
เมื่อมีการสร้างหรือต่อเติมใหม่ ที่ของพวกเราก็กว้างขวางขึ้นแล้ว”
หลังจากฟังจบ ทุกคนก็พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ แต่ในใจกลับถอนหายใจอยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าจะต้องรอกันอีกนานแค่ไหน
หลังจากได้ฟังคำพูดของซุนเสิ้งหนาน ทุกคนก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในชนบทมากขึ้น แต่ในใจของทุกคนกลับรู้สึกหนักอึ้ง
ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในชนบทแห่งนี้ต่อไป พรุ่งนี้ก็ต้องตื่นมาทำงานเช่นเคย
บทที่ 45: การโต้ตอบอย่างหนักแน่น
เพราะอาหารที่กินใช่ช่วงนี้ไม่มีน้ำมันเลย ลู่เซี่ยจึงต้องแอบกินซาลาเปาและหมั่นโถวที่ซื้อมาเก็บไว้ในช่องว่างมิติไปหลายลูก แต่เธอก็ยังอยากกินเนื้ออยู่ดี
ถึงอยากกินสักแค่ไหนก็กินไม่ได้ โชคดีที่ทุกวันนี้ได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ร่างกายจึงไม่อ่อนแอลงเพราะกินอาหารไม่อร่อย แถมยังดีขึ้นเรื่อยๆอีกด้วย
ผิวก็เริ่มขาวขึ้น เนื้อตัวก็เริ่มมีเนื้อมีหนัง ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนเมื่อก่อน แรงก็มีเยอะขึ้น งานที่หนักก็เลยเบาลง
เพื่อที่จะหาเหตุผลให้กับการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ลู่เซี่ยจึงชงนมข้าวสาลีดื่มทุกเช้า
สมกับเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพระดับไฮเอนด์ของยุคเจ็ดศูนย์ รสชาติดีมาก เพียงแค่ทุกครั้งที่ดื่ม ลู่เซี่ยก็จะถูกจวงหงเหมยเหลือบมองด้วยหางตาตลอด
ส่วนใหญ่ลู่เซี่ยจะไม่สนใจท่าทีของจวงหงเหมยสักเท่าไหร่ ขอแค่เพียงไม่มาวุ่นวายกับเธอก็พอ เพราะคนแบบนี้แค่ดูก็รู้แล้วว่าไม่ำเป็นต้องลงมือ เพราะไม่นานก็จะหาเรื่องทำร้ายตัวเองอยู่แล้ว
แต่อาจเป็นเพราะยิ่งเธอไม่สนใจ ผู้หญิงคนนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าเธอรังแกได้ง่าย
เช้าวันหนึ่งขณะที่ลู่เซี่ยกำลังดื่มนมข้าวสาลีอยู่ ก็ได้ยินจวงหงเหมยเหน็บแนมอยู่ข้างๆ “แต่งตัวเหมือนขอทาน แต่กลับดื่มนมข้าวสาลีทุกวัน ที่แท้ก็เป็นคุณหนูปลอมชัดๆ นึกว่าจะเป็นคุณหนูจากตระกูลทุนนิยมซะอีก!”
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้ว เธอจะไม่ยอมใจดีกับผู้หญิงคนนี้อีกต่อไป
“ดื่มนมข้าวสาลีก็เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่แล้วเหรอ? อย่างนั้นร้านสหกรณ์ที่ขายนมข้าวสาลี ก็หมายความว่าเป็นของกลุ่มทุนนิยมรึไง?
ถ้าเธอพูดแบบนี้ แสดงว่าคนอื่นๆก็กินของดีไม่ได้เลยใช่ไหม จะต้องกินแกลบ กลืนผักทุกวัน เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ใช่คุณหนูจากตระกูลทุนนิยมอย่างนั้นเหรอ?
มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นหน่อยก็กลายเป็นพวกทุนนิยมแล้วเหรอ?
ตัวเองซื้อไม่ไหว แล้วจะไปโทษคนอื่นทำไม!
พูดจาได้น่ารังเกียจถึงขนาดนี้!
ที่บ้านเห็นว่าฉันป่วยมาตั้งแต่เด็ก และยังต้องลงมาอยู่ชนบท พวกเขาเลยซื้อนมข้าวสาลีมาให้บำรุงร่างกายเป็นพิเศษ เธออิจฉาก็เท่านั้นแหละ เห็นหน้าตาวิปลาสเพราะความอิจฉาของเธอแล้วน่าขยะแขยงจริงๆ
ที่ผ่านมาฉันขี้เกียจสนใจ แต่ดูเหมือนว่าเธอได้คืบแล้วจะเอาศอก
ฉันจะพูดแค่ครั้งเดียว ฉันไม่ใช่คนที่เธอจะมารังแกได้ง่ายๆ ครั้งหน้าก็คอยดู!"
พูดจบก็จ้องจวงหงเหมยด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อได้ยินแบบนี้ ทุกคนที่อยู่ในที่พักของปัญญาชนก็พากันตะลึง พวกเขาไม่คิดว่าลู่เซี่ยที่ไม่ค่อยมีตัวตนและไม่ค่อยพูด จะกลายเป็นคนแข็งกร้าวแบบนี้ได้
แม้แต่จวงหงเหมยก็ยังตกใจกับความกล้าหาญของเธอ จนไม่กล้าพูดอะไรอีก
ลู่เซี่ยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง แม้เธออยากจะใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้ใครมารังแกกันได้ง่ายๆ
บางครั้งก็ต้องมีท่าทีที่แข็งกร้าวบ้าง เพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่จะมารังแกได้ง่ายๆ ถึงจะใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุข และหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆได้มากขึ้น
ซูม่านเองก็ดื่มนมข้าวสาลีทุกวัน ทำไมจวงหงเหมยจึงไม่ไปพูดจาเหน็บแนมใส่เธอบ้าง ไม่ใช่เพราะเห็นว่าลู่เซี่ยรังแกง่ายหรอกเหรอ?
เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนเช้า บรรยากาศในวันนี้จึงค่อนข้างเงียบ แม้แต่จวงหงเหมยก็ไม่กล้าเข้าใกล้ลู่เซี่ยอีก
จะว่าไป ลู่เซี่ยในครั้งนี้กับเมื่อก่อนต่างกันมากจริงๆ
ในตอนเที่ยงที่ทุกคนเห็นว่าลู่เซี่ยกลับมาเป็นเหมือนเดิม บรรยากาศรอบๆก็เริ่มดีขึ้น
ทุกคนต่างคิดหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลู่เซี่ย คงเป็นเพราะจวงหงเหมยพูดจาได้แย่เกินไป ไม่ว่าใครก็ตามหากโดนใส่ร้ายว่าเป็นพวกทุนนิยมก็คงจะรู้สึกแย่
เมื่อคิดได้แบบนี้ ทุกคนจึงค่อยๆตีตัวออกห่างจากจวงหงเหมย
ทุกคนต่างก็คาดเดาความคิดของจวงหงเหมยออก ไม่ว่าจะคาดเดาอย่างไร ก็คิดได้ไม่ต่างจากคำพูดของลู่เซี่ย นั่นคือ แค่ความอิจฉาเท่านั้น
แต่อิจฉาแล้วก็ไม่น่าใส่ร้ายคนอื่นแบบนี้ คนแบบนี้น่ากลัวเกินไป!
เหล่าปัญญาชนล้วนเป็นเด็กในเมือง บางครั้งทางบ้านก็ส่งของดีๆมาให้บ้าง ดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจที่ลู่เซี่ยพูด เพราะตั้งแต่เธอย้ายมาอยู่ชนบท เธอก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นจริงๆ
ดังนั้นทุกคนจึงแค่อิจฉาความรักที่ครอบครัวของเธอมอบให้
แต่ก็แค่นั้น พวกเขาไม่ได้อิจฉาจนทำอะไรแย่ๆ
บทที่ 46: ข้อเสนอของซูม่าน
ทุกคนต่างพยายามตีตัวออกห่างจากจวงหงเหมยจนเป็นที่สังเกตได้
แต่ดูเหมือนว่าจวงหงเหมยจะไม่รู้ตัว หรืออาจเป็นเพราะเธอเหนื่อยเกินกว่าจะใส่ใจ
เธอต่างจากลู่เซี่ยและซูม่าน สองคนนั้นมีเงินติดตัวมาเยอะ และยังขนของลงมาที่ชนบทอีกมากมาย
ตอนที่จวงหงเหมยลงมาที่ชนบท เธอนำกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆมาเพียงใบเดียว นอกจากผ้าห่มแล้วก็มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆไม่กี่ชุดที่ นอกนั้นก็แทบจะไม่มีอะไรเลย
ส่วนเรื่องอาหารการกิน เธอก็กินข้าวกับคนอื่นๆไม่เหมือนลู่เซี่ยกับซูม่านที่ยังมีขนมหรือของกินเล่นติดตัวมาด้วย หิวเมื่อไหร่ก็หยิบขึ้นมากินได้ บวกกับงานที่หนักหน่วง เพียงไม่กี่วันที่เธอลงมาอยู่ชนบทเธอก็ดูโทรมไปมาก
คนที่แตกต่างจากเธออย่างเห็นได้ชัดก็คือลู่เซี่ย
ตอนที่ลู่เซี่ยเพิ่งลงมาอยู่ชนบทใหม่ๆ เธอดูผอมกว่าจวงหงเหมยเสียอีก สีหน้าก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับดูดีขึ้นเรื่อยๆ จนจวงหงเหมยต้องพูดออกมาด้วยความอิจฉา
แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจเธอมากนัก
ไม่ว่าอย่างไร ลู่เซี่ยก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในที่พักของปัญญาชนต่อไป การทำตัวแข็งกร้าวเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
แต่กลับเป็นซูม่าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ช่วงหลังมานี้ถึงได้ทำตัวดีกับลู่เซี่ยเป็นพิเศษ ราวกับเห็นว่าเธอเป็นเพื่อนสนิทไปแล้ว
ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกหวาดหวั่น ไม่รู้ว่าตัวเอกคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
เย็นวันนั้น เหล่าปัญญาชนได้กินเนื้ออีกครั้ง
เพราะตอนที่ซูม่านไปตัดหญ้า เธอเจอไก่ป่าที่ติดอยู่ในกับดัก…
แล้วเธอก็จับมันกลับมาได้
ทุกคนต่างพากันอิจฉาโชคชะตาของซูม่าน แต่ก็ได้แค่อิจฉาเท่านั้น
ตั้งแต่คราวก่อนที่เธอจับกระต่ายได้ตรงเชิงเขา หลังจากเลิกงาน คนอื่นๆก็พากันไปเดินดูที่บริเวณเชิงเขา แต่ก็ไม่เจออะไร
ดังนั้น พวกเขาจึงเลิกไปเอง และไม่คาดคิดว่าซูม่านจะหาอะไรมาได้อีกในระยะเวลาอั้นสั้นนี้
ทุกคนต่างตื่นเต้นกันใหญ่ แม้ปริมาณของเนื้อและคนจะไม่สมเหตุสมผล แต่เพียงแค่ได้กลิ่นเนื้อทุกคนก็ดีใจแล้ว
หลังอาหารเย็น ซูม่านก็เดินมากระซิบบอกกับลู่เซี่ย “เธออยากย้ายออกไปอยู่ข้างนอกไหม?”
ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว “ย้ายไปไหน? บ้านของชาวบ้านเหรอ?"
บ้านเรือนก็ห้ามสร้าง คงจะเหลือเพียงบ้านของชาวบ้านเท่านั้น แต่หลังจากที่ได้ฟังซุนเสิ้งหนานพูด เธอยังจะกล้าไปอยู่บ้านของชาวบ้านอีกเหรอ?
ซูม่านพยักหน้า “ใช่ บ้านของชาวบ้าน แต่บ้านหลังนั้นมีแค่คุณยายอาศัยอยู่คนเดียว มีห้องว่างอยู่อีกห้องหนึ่ง ถ้าเธออยากย้ายออกไป พวกเราสองคนไปอยู่ด้วยกันก็ได้”
ลู่เซี่ยพยายามนึกทบทวนว่าเธอหมายถึงบ้านหลังไหน หลายวันที่ผ่านมาก็พอจะรู้จักหมู่บ้านนี้บ้างแล้ว แต่ก็นึกไม่ออกว่าเธอหมายถึงหลังไหน
ดูเหมือนเธอจะเข้าใจความคิดของลู่เซี่ย จึงอธิบายให้ฟัง “คุณยายคนนั้นเป็นครอบครัวทหารผ่านศึก ได้รับเงินช่วยเหลือทุกเดือนจึงไม่จำเป็นต้องออกมาทำงาน ฉันเคยไปดูมาแล้ว บ้านสะอาดสะอ้าน คุณยายเองก็เป็นคนใจดี”
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็รู้สึกหวั่นไหว แต่เมื่อได้รู้ว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่ที่ไหน เธอก็ต้องปฏิเสธไป
เหตุผลหลักคือ บ้านหลังนั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านใกล้กับเชิงเขา ถือว่าไกลเกินไป คงเป็นเพราะแบบนี้ซูม่านถึงได้เจอเข้าตอนที่ไปตัดหญ้า
นอกจากนี้ ลู่เซี่ยยังจำได้ดีว่าบ้านของ ‘เฉินเอ้อร์’ ขี้เมาประจำหมู่บ้านก็อยู่ในละแวกนั้น สำหรับตัวต้นเหตุที่ทำให้ตัวละครในนิยายอย่างลู่เซี่ยต้องตาย เธอจึงแอบไปสืบมาแล้วหลังจากได้ลงมาที่ชนบท
เฉินเอ้อร์มีตัวตนอยู่จริงๆ เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน ถูกตามใจจนเสียคน วันๆเอาแต่ขโมยของของชาวบ้าน ทำตัวไม่เอาไหน สาวๆในหมู่บ้านเห็นเป็นต้องหลบหน้า
หากลู่เซี่ยย้ายไปอยู่ที่นั่น จะไม่เท่ากับว่าเข้าใกล้มันมากขึ้นเหรอ รัศมีตัวเอกของซูม่านมีคงไม่เป็นไร แต่เธอนี่สิ คงไม่รอดแน่ๆ
อีกอย่าง ที่นั่นก็เปลี่ยวเกินไป จะไปทำงานอะไรก็ไม่สะดวก เอาเป็นว่าไม่ย้ายไปดีกว่า อย๊่ด้วยกันในที่พักของปัญญาชน อย่างน้อยก็มีคนเยอะและปลอดภัย
บทที่ 47: เฉิงอวี้เจียว
ซูม่านรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยหลังจากโดนปฏิเสธ
เธอคิดว่าลู่เซี่ยเองก็ทนกับความแออัดในที่พักของปัญญาชนไม่ได้ จึงตัดสินใจชวนไปอยู่ด้วยกัน
เพราะช่วงนี้ซูม่านสังเกตเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ได้ขาดแคลนอะไร แม้ไม่ใช่คนที่แต่งตัวดี แต่ก็น่าจะมีเงิน
เช่นนั้นจึงรู้สึกว่าลู่เซี่ยเป็นพวกเดียวกันกับเธอ จึงได้เอ่ยปากชวน โดยไม่คิดว่าจะโดนปฏิเสธ สีหน้าก็เลยดูไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร หลังจากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ
เห็นแบบนั้นลู่เซี่ยก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก การสนิทสนมกับตัวเอกมากเกินไป เป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัว เกรงว่าจะเกิดเรื่องขึ้น และโชคดีที่ตอนนี้ก็ถูกตีตัวออกห่างแล้ว
แต่หลังจากโดนลู่เซี่ยปฏิเสธ ซูม่านก็ยังไม่ได้ย้ายออกไป เธอเองก็รู้ดีว่าที่นั่นค่อนข้างห่างไกล จึงอยากหาเพื่อนไปอยู่ด้วย
อีกอย่างคือ ซูม่านทำอาหารไม่เป็น จึงอยากหาคนช่วยทำ
จริงๆแล้วช่วงนี้ซูม่านไม่ได้จับสัตว์ป่าได้เพียงสองตัว แต่เพราะไม่อยากเอามากินทั้งหมด เธอจึงลองทำเองแบบง่ายๆในป่า แต่ฝีมือในการทำอาหารของเธอไม่ดี อาหารที่ทำออกมาจึงกินไม่ได้เลย เสียของเปล่าๆ
ดังนั้นซูม่านจึงอยากหาคนย้ายออกไปอยู่ด้วยกันโดยเร็วที่สุด เดิมทีลู่เซี่ยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แต่หลังจากที่โดนปฏิเสธ เธอก็ไม่รู้ว่าจะไปหาใคร
จวงหงเหมยนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน พวกเธอสองคนเคยทำอาหารร่วมกัน ทุกครั้งที่เป็นเวรทำอาหาร ซูม่านมักจะให้คะแนนงานหนึ่งคะแนนเพื่อให้เธอเป็นคนทำอาหาร แต่เธออาหารไม่อร่อย แถมยังนิสัยไม่ดีอีกด้วย
ส่วนปัญญาชนรุ่นเก่าต่างก็มีกลุ่มของตัวเอง ซูม่านเองก็ไม่สะดวกที่จะเข้าร่วม ดังนั้นจึงทำได้แค่ปล่อยไปก่อน
ไม่นานก็ถึงปลายเดือนกรกฎาคม พวกเขาลงมาอยู่ชนบทก็เกือบเดือนแล้ว วันนี้ตอนที่พวกเขากลับมาจากทำงาน ก็เห็นว่าในที่พักของปัญญาชนมีคนเพิ่มมาขึ้นมา
คนๆนี้เป็นผู้หญิง ดูเหมือนจะรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขา รูปร่างเล็ก น่ารัก ผิวขาว แต่งตัวด้วยชุดกระโปรงผ้าฝ้ายกับรองเท้าหนัง ดูแตกต่างจากพวกเขาที่ทั้งดำทั้งสกปรก ทำให้ลู่เซี่ยนึกถึงตอนที่เจอซูม่านครั้งแรก
แล้วคนๆนี้เป็นใครกัน?
แต่ไม่นานลู่เซี่ยก็รู้
เธอเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นตาเป็นประกายหลังจากที่เห็นพวกเขากลับมา ก่อนจะพุ่งตรงไปยังกลุ่มผู้ชาย
จากนั้นก็ตรงเข้าไปกอดแขนของ… กู้เซี่ยงหนาน
“พี่เซียงหนาน คิดถึงจังเลย มาหาแล้วนะ ดีใจไหม?”
แม้แต่กู้เซี่ยงหนานก็ยังตกใจกับความกระตือรือร้นของเธอ ดูเหมือนจะไม่คิดว่าเธอจะตรงเข้ามากอด ในยุคนี้แม้แต่สามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้วก็ยังแสดงความสนิทสนมต่อหน้าผู้คนได้ยาก ยิ่งคำพูดของเธอ ยิ่งทำให้เขางุนงง
กู้เซี่ยงหนานรีบดึงแขนออก ดูเหมือนว่าเขาจะไม่คิดว่าเธอจะมาปรากฏตัวที่นี่ จึงถามด้วยความประหลาดใจ “อวี้เจียว? เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
เฉิงอวี้เจียวไม่ได้โกรธในท่าทีของกู้เซี่ยงหนาน เธอเพียงแค่มองเขาแล้วยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ฉันมาหาพี่น่ะสิ รู้ว่าพี่ลงมาอยู่ชนบท ฉันเลยอ้อนวอนให้พ่อจัดการให้ฉันได้ลงมาอยู่ที่เดียวกับพี่”
“อะไรนะ? เธอมาอยู่ชนบท? เธอไม่ได้ไปทำงานที่คณะนาฏศิลป์เหรอ?” กู้เซี่ยงหนานถามด้วยความประหลาดใจ
ได้ยินแบบนั้นเฉิงอวี้เจียวก็เบะปาก “ก็ฉันคิดถึงพี่นี่! ฉันเลยลาออกจากคณะนาฏศิลป์”
“เหลวไหล!” กู้เซี่ยงหนานได้ยินแบบนั้นก็ดุขึ้น
เมื่อเฉิงอวี้เจียวได้ยิน เธอก็ทำท่าทีน่าสงสารราวกับจะร้องไห้ คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็กำลังจะพูดปลอบ แต่ผู้นำหมู่บ้านก็มาถึงพอดี
เมื่อผู้นำหมู่บ้านเห็นพวกเขาก็พูดขึ้น “ได้เจอเฉิงอวี้เจียว ปัญญาชนที่เพิ่งมาใหม่รึยัง ได้ยินว่าเธอรู้จักกับกู้เซี่ยงหนานด้วย ฉันเองก็จะไม่พูดอะไรมาก พวกก็พาเฉิงอวี้เจียวไปทำความรู้จักกับหมู่บ้าน แล้วพรุ่งนี้ก็ไปทำงานพร้อมกัน”
ผู้นำหมู่บ้านพูดจบก็จากไป
กู้เซี่ยงหนานที่เพิ่งได้สติ เขารู้ว่าเรื่องลงมาอยู่ชนบทของเฉิงอวี้เจียวเป็นสิ่งที่แน่นอนแล้ว จึงได้แต่ถอนหายใจ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก
เพียงแค่พาเฉิงอวี้เจียวไปคุยกันข้างๆ
ส่วนคนอื่นๆ แม้จะสงสัยในความสัมพันธ์ของพวกเขา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นทุกคนก็ได้รู้เรื่องแล้ว
บทที่ 48: เจตนาไม่ดี
ขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารเย็นกันอยู่ กู้เซี่ยงหนานก็ให้เฉิงอวี้เจียวแนะนำตัวกับคนอื่นๆ
ก่อนที่เขาจะพูดเพิ่มเติม “อวี้เจียว เป็นน้องสาวที่อยู่บ้านข้างๆผม เธอถูกที่บ้านตามใจมาตั้งแต่เด็ก ถ้าทำอะไรไม่ดีก็ขอให้พวกเธอช่วยๆกันดูแลด้วยนะ”
เมื่อทุกคนได้ยินเขาพูดแบบนั้น ต่างก็บอกว่าจะดูแลเธอเอง
แต่ในใจก็อดสงสัยไม่ได้ว่า พวกเขาเป็นแค่เพื่อนบ้านกันจริงๆเหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมเธอถึงยอมทิ้งงานที่ดีๆ แล้วตามเขามาที่ชนบทแบบนี้
แต่ทุกคนก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
แต่ทันใดนั้นเฉิงอวี้เจียวก็พูดขึ้นมา “ฉันไม่ได้เป็นแค่น้องสาวบ้านข้างๆของพี่เซี่ยงหนานนะ แต่ฉันยังเป็นคู่หมั้นของเขาด้วย ตั้งแต่ฉันเกิดมา ครอบครัวของเราสองคนก็หมั้นหมายพวกเราเอาไว้แล้ว!”
เมื่อทุกคนได้ยินเธอพูดแบบนั้นต่างก็เข้าใจขึ้นมาทันที ที่แท้พวกเขาก็เป็นคู่หมั้นกันนี่เอง ไม่แปลกใจเลย
แต่ในใจก็อดอิจฉาไม่ได้ คู่หมั้นของกู้เซี่ยงหนานทำเพื่อเขาได้ขนาดนี้ ยอมแม้กระทั่งทิ้งงานเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนเขา ทุกคนจึงรู้สึกซาบซึ้งใจ
แต่เมื่อกู้เซี่ยงหนานได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขากลับขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “พูดอะไรแบบนั้น นั่นมันแค่เรื่องล้อเล่นของผู้ใหญ่ตอนเด็กๆ ไม่มีใครจริงจังกับมันหรอก”
พูดจบก็มองไปที่ซูม่าน แต่ซูม่านไม่ได้มองเขา
ส่วนเฉิงอวี้เจียวเองก็สังเกตเห็นสายตาที่กู้เซี่ยงหนานมองซูม่าน สีหน้าของเธอบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ แต่ในระยะเวลาสั้นๆ ก็กลับมาไร้เดียงสาได้เหมือนเดิม “แต่ฉันจริงจังนะ ตั้งแต่เด็กๆ ฉันก็บอกว่าโตขึ้นจะแต่งงานกับพี่เซี่ยงหนาน”
คิ้วของกู้เซี่ยงหนานยิ่งขมวดเข้าหากันแน่น ดูเหมือนเขาจะกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิด น้ำเสียงของเขาเลยดูจริงจังขึ้น “ต่อไปนี้อย่าพูดแบบนี้อีก ฉันคิดกับเธอแค่พี่น้องเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ดวงตาของเฉิงอวี้เจียวก็แดงก่ำ ราวกับว่าเธอกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้
คนอื่นๆที่เห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนได้แต่รีบกินข้าวเย็นให้เสร็จอย่างรวดเร็ว
วันนี้ซูม่านไม่พูดไม่จากับใคร หลังกินข้าวเย็นเสร็จ เธอไม่แม้แต่จะมองกู้เซี่ยงหนานแม้เพียงนิดเดียว แต่ตรงกลับเข้าห้องไปทันที
ส่วนลู่เซี่ยก็เดินตามหลังเธอไป เมื่อกลับมาถึงห้องก็เห็นว่าซูม่าน ยืนอยู่ที่ประตูไม่ขยับไปไหน
ลู่เซี่ยมองตามสายตาของเธอไป ก็เห็นของที่กองอยู่ในห้อง
ของที่เฉิงอวี้เจียวนำมานั้นไม่น้อยเลย นอกจากกระเป๋าเดินทาง แล้วยังมีกระเป๋าใบใหญ่อีกสองใบ ไม่รู้ว่าภายในมีอะไรบ้าง ตอนนี้กระเป๋าทั้งหมดถูกวางไว้เต็มพื้น ขวางทางเข้าห้องไปหมด
ทั้งสองคนมองหน้ากัน คิดจะออกไปตามเฉิงอวี้เจียวให้มาย้ายของ แต่ก็ได้เห็นว่าเฉิงอวี้เจียวเดินยิ้มเข้ามา
“อุ๊ย ขวางทางพวกเธอหรือเปล่า ขอโทษทีนะ โทษที่บ้านฉันเลย พวกเขาเอาของมาให้ฉันเยอะเกินไป!
ไม่ใช่ของฉันคนเดียวนะ ยังมีของพี่เซี่ยงหนานด้วย พ่อกับแม่ของพี่เซี่ยงหนานรู้ว่าฉันจะมาหาพี่เซี่ยงหนาน ก็เลยเอาของดีๆมาให้ฉันเยอะแยะเลย ยังเขียนจดหมายมาบอกพี่เซี่ยงหนานให้ดูแลฉันดีๆด้วยนะ”
พูดถึงตรงนี้ เธอก็มองซูม่านด้วยสายตาเย่อหยิ่ง
เมื่อเห็นแบบนั้นลู่เซี่ยก็เลิกคิ้วขึ้น นี่เป็นครั้งแรกที่เฉิงอวี้เจียวเจอกับซูม่าน แต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าเธอไม่ชอบซูม่านเอาเสียเลย ทั้งสายตาที่มองซูม่านก็ดูไม่เป็นมิตรเอามากๆ
ไม่รู้ว่าซูม่านจะรู้สึกหรือเปล่า เพราะซูม่านเองก็ไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น ได้เพียงพูดออกไปตรงๆ “ย้ายของออกไปได้ไหม? มันขวางทาง”
ดูเหมือนว่าเฉิงอวี้เจียวจะผิดหวังกับท่าทีของซูม่านเล็กน้อย ก่อนจะเบะปาก แล้วก็ย้ายของออกไปให้พอเดินผ่านได้
แต่สายตาคู่นั้นที่มองซูม่าน รู้สึกได้ถึงนัยยะแปลกๆแฝงอยู่
เมื่อเข้าห้องไปแล้ว ลู่เซี่ยและซูม่านก็ยืนงงอีกครั้ง
เพียงแค่เห็นเฉิงอวี้เจียวตรงไปแย่งที่นอนหัวเตียงอย่างหน้าตาเฉย แถมผ้าห่มของเธอก็ผืนใหญ่ และเธอยังได้ย้ายผ้าห่มผื่นอื่นๆไปรวมกันไว้ที่ขอบเตียงอีกด้วย
ลู่เซี่ยนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่ก็จัดที่นอนของทุกคนใหม่
เมื่อจวงหงเหมยและอวี๋ฟางกลับมาแล้วได้เห็นว่าหัวเตียงถูกยึดไปแล้ว สีหน้าของทั้งคู่ก็ไม่ค่อยดี อวี๋ฟางค่อนข้างเงียบ ไม่แสดงออกส่วนจวงหงเหมยนี่เห็นชัดเลยว่าไม่พอใจ
เธอจ้องมองเฉิงอวี้เจียวด้วยสายตาเย็นชา แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเฉิงอวี้เจียวรู้จักคนใหญ่คนโต สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอเป็นพวกชอบรังแกคนอ่อนแอ แต่กลับกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า
บทที่ 49: ทะลุมิติหรือเกิดใหม่?
แต่คืนนี้น่ะสิ ทุกคนนอนกันไม่ค่อยจะหลับ
เดิมทีการนอนเบียดกันสี่คนบนเตียงเตาหลังหนึ่งก็อึดอัดมากพอแล้ว ยิ่งมานอนเบียดกันห้าคนแบบนี้ก็ยิ่งทนไม่ไหว
ลู่เซี่ยรู้สึกว่าแค่พลิกตัวก็ยังลำบาก ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธซูม่านไป
เมื่อถึงเฉิงอวี้เจียวที่โผล่มาวันนี้ ลู่เซี่ยก็ยิ่งสงสัยมากขึ้นไปอีก
เพราะในนิยายกล่าวไว้ว่า เฉิงอวี้เจียวไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เธอเป็นนางร้าย ทั้งยังเป็นนางร้ายที่บทาทเยอะที่สุดอีกด้วย
แต่ว่าเธอจะโผล่มาช่วงกลางๆ เรื่องไปจนถึงท้ายเรื่อง
นั่นก็คือ หลังจากที่ตัวเอกทั้งสองสอบเข้ามหาวิทยาลัย และย้ายกลับไปปักกิ่งแล้วนั่นแหละ
เฉิงอวี้เจียวเป็นน้องสาวข้างบ้านของกู้เซี่ยงหนาน ทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ที่ชอบที่สุดคือเดินตามตูดกู้เซี่ยงหนานไปเล่นซะทุกที่ทุกเวลา พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ชอบล้อว่าเธอเป็นเจ้าสาวน้อยของกู้เซี่ยงหนาน
ตอนนั้นกู้เซี่ยงหนานยังเป็นเด็ก ยังไม่รู้เรื่องอะไร เขาเลยเฉยๆ แต่เฉิงอวี้เจียวกลับจำใส่ใจคำพูดเหล่านนั้น และคิดมาตลอดว่าโตขึ้นจะต้องได้แต่งงานกับกู้เซี่ยงหนาน
หลังจากนั้นกู้เซี่ยงหนานก็ถูกส่งไปอยู่ที่ชนบท เฉิงอวี้เจียวไปทำงานที่คณะนาฏศิลป์ ระหว่างนั้นเธอไม่ได้มีแฟน เพราะรอเขากลับมาตลอด
ในที่สุดเธอก็รอเขาตั้งสี่ปี แต่คนที่กลับมาพร้อมกับเขาก็คือหญิงสาวปัญญาชนที่เกิดรักใคร่กันเมื่อครั้งอยู่ชนบท ซึ่งก็คือ ซูม่านนั่นเอง
ซูม่านเป็นผู้หญิงที่ทำให้กู้เซี่ยงหนานรู้จักความรักตั้งแต่แรกพบ ทั้งคู่คบก่อนจะบอกกับที่บ้าน แต่เมื่อครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานรู้เรื่องครอบครัวของซูม่าน ทุกคนต่างก็ไม่เห็นด้วย พวกเขาจึงไม่ได้แต่งงานกันเสียที
อีกอย่าง ซูม่านเป็นคนหยิ่ง เธอไม่ต้องการให้พ่อแม่ของกู้เซี่ยงหนานดูถูก จึงเตรียมการไว้ว่าอีกไม่ปีก็จะมีโอกาสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอตั้งใจว่าหากสอบติดแล้วก็จะใช้สถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยไปพบพวกเขา
หากเป็นแบบนั้นพวกเขาน่าจะยอมรับเธอได้
ทั้งคู่ก็เลยไม่ได้แต่งงานกันตอนอยู่ที่ชนบท
เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วกลับไปเมืองหลวง ครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานเห็นว่าทั้งคู่คบกันมานาน ก็คงจะมีรักกันด้วยใจจริง และสถานะนักศึกษาของซูม่านก็ทำให้เธอดูน่าสนใจมากขึ้น ครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานเลยตกลงรับซูม่านเข้ามาอยู่ด้วยกัน
แต่ทั้งคู่ยังไม่ทันที่จะมีความสุขได้นาน เฉิงอวี้เจียวก็โผล่มา
เมื่อรู้ว่าคนที่ตัวอดทนรอมาตั้งสี่ปี กลับเมืองหลวงมาเพื่อแต่งงาน ในที่สุดเธอจึงกลายร่างเป็นนางร้าย
หลังจากนั้นเฉิงอวี้เจียวก็ทำหน้าที่นางร้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ เธอใช้หลากหลายวิธีเพื่อแยกทั้งคู่ออกจากกัน
เช่น ปรักปรำซูม่าน จ้างนักเลงไปทำร้าย จ้างนักค้ามนุษย์มาจับตัวไปฯลฯ...
แต่ไม่มีเรื่องไหนที่เธอทำสำเร็จได้เลยสักเรื่อง ราวกับซูม่านมีโชคทุกครั้ง เธอจึงรอดจากอันตรายไปได้ตลอด
และทุกครั้งที่เฉิงอวี้เจียวพยายามทำร้าย สุดท้ายความจริงก็เปิดเผย ทำให้ภาพลักษณ์ของเฉิงอวี้เจียวตกต่ำลง ทั้งในสายตาของกู้เซี่ยงหนานและตัวกู้เซี่ยงหนานเอง
สุดท้ายครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานก็ไม่คบหากับเธออีก ในที่สุดสองครอบครัวจึงห่างเหินกันไป
แต่คนที่ทำร้ายนางเอกจะลอยนวลไปได้อย่างง่ายดายเหรอ?
เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!
สุดท้ายเฉิงอวี้เจียวก็ถูกไล่ออกจากหน่วยงาน ครอบครัวของเธอก็ถูกตามเอาคืนด้วยคนที่นางเอกเคยช่วยชีวิตไว้ ทุกคนในบ้านต่างพบกับจุดจบที่ไม่สวยงามนัก สุดท้ายก็ต้องหนีออกจากเมืองหลวงไปอย่างน่าอดสู
พูดได้ว่าตัวละครเฉิงอวี้เจียว เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาความรักของพระเอกและนางเอก ทำให้ครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานรักใคร่ซูม่านมากขึ้น
แต่ที่ลู่เซี่ยแปลกใจก็คือ ทำไมคนที่ไม่น่าจะมาอยู่ที่ชนบท กลับปรากฏตัวขึ้นที่นี่ได้อย่างกะทันหัน
อีกทั้งวันนี้ยังทำตัวแปลกๆ เหมือนตั้งใจแสดงความสนิทสนมกับกู้เซี่ยงหนาน ราวกับว่า... กำลังประกาศตัวตน
รวมถึงสายตาที่มองซูม่านในคืนนี้ ทำให้ลู่เซี่ยอดคิดไปไกลไม่ได้
หรือเฉิงอวี้เจียวจะทะลุมิติมาเหมือนกัน?
แต่เมื่อนึกถึงความรู้สึกหึงหวงกู้เซี่ยงหนานของเธอ ลู่เซี่ยก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเธอคือเฉิงอวี้เจียวตัวจริง
อย่างนั้นก็แปลว่าเธอเกิดใหม่เหมือนกันเหรอ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ เพราะหากไม่ใช่แบบนั้น ลู่เซี่ยก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเฉิงอวี้เจียวถึงลงมาอยู่ชนบทแบบกะทันหันได้
บทที่ 50: อธิบายยาก
หากเธอเดาถูกจริงๆ เรื่องนี้ก็จะดูตลกนิดหน่อย
เมื่อเธอได้กลับเกิดใหม่ทั้งที แทนที่จะใช้ประโยชน์จากการรู้เรื่องราวในอนาคต มาทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น แต่กลับมาเป็นปัญญาชนและลงมาอยู่ที่ชนบทแบบนี้ ที่สำคัญ เธอยังอยากจะอยู่กับพระเอกที่ทำลายครอบครัวของเธอจนย่อยยับในชาติที่แล้วอีก หากไม่เรียกคนประเภทนี้ว่าคนป่วย แล้วจะเรียกว่าอะไร?
จะยอมตายอยู่ใต้ต้นไม้ที่ชื่อกู้เซี่ยงหนาน ต้นนี้จริงๆเหรอ?
มันช่างทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกว่าพูดไม่ออกจริงๆ !
แต่เมื่อนึกถึงชีวิตในชนบทหลังจากนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
นางเอกทะลุมิติมา ส่วนตัวร้ายก็เกิดใหม่ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าระหว่างคนทั้งสองจะต้องมีเรื่องราวเกิดขึ้นอีกมากมาย และหลังจากนี้ ในชนบทคงนจะเกิดเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวันแน่ๆ
คิดได้ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงคิดว่าตัวเองควรรีบหาวิธีออกไปจากที่นี่ดีกว่า หากต้องกลายเป็นปลาที่ตายเพราะน้ำเน่าก็คงจะไม่ดี
แต่การอยู่กับนางเอกก็เป็นเรื่องที่อันตรายเกินไป เธอไม่ต้องการอย่างนั้น การรักษาระยะห่างเอาไว้ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า
ในที่สุดคืนนี้ลู่เซี่ยก็หลับลงได้ เมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็พบว่าทุกคนที่นอนอยู่ในห้อง ก็ดูเหมือนว่าจะนอนไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่
ห้องมันคับแคบ จะพลิกตัวสักครั้งก็ไปโดนคนอื่นทุกที
ตอนนี้พวกเธอนึกถึงสภาพของที่พักฝั่งผู้ชายขึ้นมาทันที พวกเธอที่เป็นผู้หญิงยังนอนเบียดกันขนาดนี้ ฝั่งผู้ชายคงจะยิ่งกว่า
ได้ยินมาว่ามีหลายคนที่ทนไม่ไหว เลยลงไปปูเสื่อนอนกับพื้นแทน
แต่การนอนกับพื้นก็ไม่สะดวก ห้องไม่ได้กว้างขวางอะไร หลังจากจะต้องวางกระเป๋าเดินทางและของใช้ส่วนตัวของทุกคน ก็เหลือเพียงทางเดินเล็กๆไว้ให้เดินไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนเท่านั้น
เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นอนกับพื้นในห้องนอน นอกจากจะออกไปนอนที่ห้องครัว แต่ก็ไม่มีใครอยากทำแบบนั้นอยู่แล้ว
เมื่อลู่เซี่ยนึกถึงการที่ต้องนอนแบบนี้ทุกคืน เธอเองก็รู้สึกแย่ ไม่รู้ว่าทางหมู่บ้านจะสร้างบ้านหลังใหม่ให้พวกเขาเมื่อไหร่
ไม่ว่าคืนที่ผ่านมาจะนอนหลับได้อย่างไม่สบายสักแค่ไหน เมื่อถึงเวลางาน พวกเขาก็ต้องทำงานต่อไป
หลังจากที่ช่วยกันทำงานหนักมาหนึ่งเดือนเต็มๆ วัชพืชในไร่ก็ถูกถอนออกไปจนเกือบหมดแล้ว หากวันนี้ทุกคนเร่งมือกันอีกหน่อย ก็น่าจะเสร็จได้
หัวหน้าหน่วยบอกว่า ดูจากการเติบโตของข้าวโพดแล้ว พวกเขาน่าจะไม่ต้องมาถอนวัชพืชกันอีก ซึ่งนั่นหมายความว่าหลังจากนี้ก็จะไม่มีงานหนักแบบนี้อีกแล้ว พวกเขาจะได้พักกันสบายๆ จนกว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยว
เมื่อเป็นอย่างนั้น วันนี้หัวหน้าหน่วยแต่ละคนจึงให้กำลังใจลูกทีมบอกให้ทุกคนมีความพยายามที่จะทำงานให้มากขึ้น เพื่อให้งานลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็ว
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงเร่งมือทำงานกันอย่างเพรียง
ซึ่งนั่นก็ทำให้เฉิงอวี้เจียวที่เพิ่งมาทำงานวันแรกรู้สึกทนไม่ไหว
ลู่เซี่ยรู้สึกว่าเฉิงอวี้เจียวเป็นคนที่เข้าใจยากจริงๆ รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้ต้องมาทำงานที่ไร่ แต่เธอกลับใส่ชุดกระโปรงออกมาหน้าตาเฉย
ทำเอาทุกคนพูดไม่ออก จนกระทั่งกู้เซี่ยงหนานเอ่ยปากพูดขึ้น เธอถึงยอมกลับเข้าไปเปลี่ยนชุด
แต่ชุดที่เธอเปลี่ยนมาก็ไม่ใช่ชุดที่เหมาะกับการทำงานอยู่ดี เสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ พร้อมกับรองเท้าผ้าใบสีขาว บ่งบอกถึงการเป็นคุณหนูได้อย่างชัดเจน
แต่หากใส่ชุดแบบนี้มาทำงานในไร่ คงจะเสียของแย่
กู้เซี่ยงหนานขมวดคิ้วแล้วบอกให้นำชุดเก่าๆมาใส่ แต่เธอกลับตอบอย่างหน้าตาเฉยว่าไม่มี ทำเอาทุกคนหมดคำที่จะพูดกับเธอ
เมื่อเฉิงอวี้เจียวใส่ชุดแบบนั้นออกมาในตอนเช้า เธอจึงกลายเป็นจุดสนใจของคนในหมู่บ้านทันที เดิมทีทุกคนคิดว่าเธอเป็นญาติของกู้เซี่ยงหนานที่มาเยี่ยมเยียนเขา
แต่เมื่อทุกคนรู้ว่าเธอเป็นปัญญาชนและต้องลงไปทำงานในไร่เหมือนกัน ทุกคนถึงกับอึ้ง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครใส่ชุดดีๆมาทำงานในไร่ หากเธอจะบอกว่านี่คือชุดที่ใส่ในวันแต่งงาน พวกเขาสามารถเชื่อได้อย่างไม่ข้อกังขา
ชาวบ้านที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นถึงกับเดินเข้ามาหาเธอก่อนแนะนำให้กลับไปเปลี่ยนเป็นชุดเก่าๆ เพราะกลัวว่าชุดสวยๆจะเปรอะเปื้อนจนไม่สามารถใช้งานต่อได้
แต่เฉิงอวี้เจียวกลับไม่สนใจ ทั้งยังแสดงท่าทีรำคาญที่พวกเขาเข้ามาใกล้ พลางเอาผ้าปิดจมูกแล้วบอกว่าปากของพวกเขามีกลิ่น ไม่ขอคุยด้วย
ชาวบ้านเหล่านั้นก็ดูออกว่าเธอไม่ต้อนรับ เมื่อเห็นท่าทีแบบนี้ พวกเขาก็ไม่อยากจะยุ่งด้วยแล้ว
เฉิงอวี้เจียวจึงต้องทำงานในไร่ด้วยชุดแบบนั้นไปโดยปริยาย
บทที่ 51: การกระทำที่น่ารำคาญของเฉิงอี้เจี้ยว
พวกเขาออกไปทำงานตั้งแต่แสงแดดยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า พื้นดินยังชื้นไปด้วยน้ำค้าง เมื่อผสมกับดินโคลนที่ติดรองเท้าตอนถอนหญ้า ไม่นานรองเท้าผ้าใบสีขาวก็กลายเป็นสีดำไปเลย
เฉิงอี้เจี้ยวขมวดคิ้วแน่นด้วยไม่พอใจ ไม่นานเสื้อเชิ้ตสีขาวก็มีสภาพไม่ต่างจากรองเท้าผ้าใบ
เดิมทีการทำงานก็เหนื่อยอยู่แล้ว เสื้อผ้าที่ขาวสะอาดยังต้องมากลายเป็นแบบนี้
เฉิงอี้เจี้ยวรู้สึกว่าเธอทนไม่ไหวจริงๆ จึงตัดสินใจเดินออกจากไร่โดยไม่ได้ขออนุญาต
ในตอนแรกทุกคนคิดว่าเธอแค่ไปเข้าห้องน้ำ หรือแอบไปพักสักครู่ ไม่คิดว่าเธอจะหายไปเลยทั้งเช้า
หัวหน้าหน่วยที่รับผิดชอบกลุ่มพวกเขามีสีหน้าไม่พอใจมาก
ตอนเลิกงานจึงเรียกลู่เซี่ยและคนอื่นๆไว้ “พวกเธอไปบอกปัญญาชนคนนั้นทีนะ ว่าหากยังทำแบบนี้อีกจะไม่ได้รับคะแนนงาน ไม่เคยเจอคนที่ไม่มีวินัยแบบนี้มาก่อน!” พูดจบก็เดินจากไปโดยไม่สนใจพวกเขา
คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างมองหน้ากัน แล้วหันไปมองกู้เซี่ยงหนาน
สีหน้าของกู้เซี่ยงหนานก็ไม่สู้ดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังช่วยอธิบาย “เธอเพิ่งลงมาอยู่ชนบทอาจจะยังทำใจไม่ได้ และเธอก็คงจะเหนื่อยมากๆด้วย”
แต่คำพูดของเขาก็ถูกตบหน้าอย่างรวดเร็ว
เพราะตอนที่พวกเขากลับไป คนที่เขาบอกว่าเหนื่อยมากๆ กลับนั่งเล่นอยู่ในลานบ้านอย่างสบายอารมณ์ ปากฮัมเพลงอย่างมีความสุข เสื้อผ้าที่ใส่ก็เปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงสวยๆตัวเดิมแล้ว
เมื่อเทียบกับพวกเขาทั้งสี่คนที่เลอะฝุ่นไปทั้งตัว ราวกับเป็นคนละโลก
กู้เซี่ยงหนานเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะถามเธอด้วยน้ำเสียงตำหนิ “เธอหายไปไหนมาทั้งเช้า ทำไมถึงไม่ออกไปทำงาน?”
ดูเหมือนว่าเฉิงอี้เจี้ยวจะไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องที่เธอทำไว้ ก่อนจะยิ้มและทำเสียงออดอ้อน “เสื้อผ้าฉันสกปรกหมดแล้ว ตัวก็เหนียวไปหมด ฉันทนไม่ไหว งานแบบนี้ไม่ใช่งานที่คนทำหรอก ยังไงซะฉันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับคะแนนงานพวกนี้ ฉันไม่อยากทำงานแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนมองเธอด้วยสายตาเหลือเชื่อ
ไม่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่นะ ในเมื่อไม่อยากทำงานแล้วจะมาอยู่ที่ชนบททำไม? มาเที่ยวรึไง?
ตอนนี้กู้เซี่ยงหนานไม่ได้แค่มีสีหน้าเคร่งเครียด แต่เขากำลังจะโกรธจนถึงขีดสุด
“ไม่อยากทำงานแล้วเธอลงมาทำไม? เธอเป็นปัญญาชนนะ! ปัญญาชนลงมาเพื่อช่วยเหลือชาวนา ไม่ได้ให้มาเพื่อความสบาย!
ถ้าไม่อยากทำงานก็รีบกลับไปซะ อย่ามาอยู่ที่นี่ อย่ามาทำให้งานของคนอื่นเขาเสีย”
เฉิงอี้เจี้ยวองก็ดูออกว่าตอนนี้กู้เซี่ยงหนานกำลังโกรธจริงๆ เธอจึงรีบขอโทษ “เอาล่ะ พี่เซี่ยงหนาน ฉันสำนึกผิดแล้ว แต่งานพวกนั้นฉันทำไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะอู้งานสักหน่อย”
กู้เซี่ยงหนานหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ และพูดกับเธอด้วยเหตุผล
“ในชนบทมีงานเยอะแยะ นอกจากงานนี้ก็ยังมีงานอื่นๆอีก มีงานเบาๆด้วย ถ้าเธอทำไม่ได้ก็ไปตัดหญ้ากับสหายซูม่านก็ได้ งานนั้นเบากว่า แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ทำอะไรเลย
พวกเราเป็นปัญญาชนที่ลงมาอยู่ชนบท ทะเบียนบ้านก็ย้ายตามตัวมาด้วย ผู้นำหมู่บ้านมีสิทธิ์ประเมินทางการเมืองพวกเรา หากไปทำให้พวกเขาไม่พอใจ พวกเราอาจจะไม่ผ่านในขั้นตอนการตรวจสอบประวัติทางการเมือง ถึงตอนนั้นหากอยากกลับเมืองก็คงยาก เธอคิดให้ดีๆก็แล้วกัน”
พูดจบก็ไม่ได้สนใจเธออีก จากนั้นก็เดินไปล้างหน้าล้างตา
ในใจกู้เซี่ยงหนานตอนนี้หงุดหงิดมาก หากไม่ติดว่าเธอเป็นน้องสาวของเพื่อนบ้าน เขาเองก็ขี้เกียจจัพูด ในใจรู้สกึเหนื่อยหน่าย เพิ่งจะมาวันแรกก็ก่อเรื่องวุ่นวายซะแล้ว ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีอะไรอีก
เขาถอนหายใจเงียบๆ อดเป็นห่วงอนาคตไม่ได้
ทางด้านซูม่านเมื่อได้ยินว่ากู้เซี่ยงหนานจะให้เฉิงอี้เจี้ยวไปตัดหญ้ากับเธอ ได้ยินครั้งแรกก็ไม่อยากจะเชื่อ จากนั้นก็หัวเราะเยาะ สายตาที่มองกู้เซี่ยงหนานก็เย็นชาขึ้น
ส่วนลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย ด้วยว่าไม่อยากจะเข้าไปแทรกในปัญหาของพวกเขา
แต่เธอไม่คาดคิดว่าจู่ๆเฉิงอี้เจี้ยวจะมาหาเธอ
บทที่ 52: ปลาในแม่น้ำ
“เธอช่วยซักผ้าให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
ลู่เซี่ยมองคนที่พูดจาไม่เกรงใจ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอได้แต่คิดว่า ใครกันนะที่ให้ความกล้ากับผู้หญิงคนนี้ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้กล้ามาพูดแบบนี้กับเธอ คิดว่าเธอเป็นคนรับใช้หรือไงกัน?
เป็นบ้าไปแล้ว!
ลู่เซี่ยปฏิเสธอย่างเย็นชาและเฉียบขาด “ไม่ได้!”
ดูเหมือนว่าเฉิงอี้เจี้ยวไม่ได้เตรียมตัวที่จะโดนปฏิเสธอย่างเลือดเย็น ทั้งๆที่เธอดูเหมือนจะเป็นคนที่รังแกได้ง่าย
เฉิงอี้เจี้ยวชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม “ฉันไม่ให้เธอช่วยฟรีๆหรอก ฉันให้เงินเธอ1เหมา”
แต่ลู่เซี่ยก็ยังคงปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก เธอไปหาคนอื่นเถอะ”
จากนั้นก็เดินจากไปทันที
ปล่อยให้เฉิงอี้เจี้ยวยืนกัดฟันอยู่ด้านหลังด้วยความโกรธ
แต่หลังจากที่ทานอาหารเที่ยงกันเสร็จแล้ว ขณะที่ทุกคนกำลังอาศัยช่วงที่อากาศร้อนไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำ พวกเขาก็พบว่าอวี๋ฟางกำลังซักผ้าของเฉิงอี้เจี๋ยวอยู่ ซึ่งเป็นชุดเดียวกับที่เธอใส่ตอนเช้า
ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนว่าหลังจากที่เฉิงอี้เจี้ยวถูกปฏิเสธไป เธอก็ไปหาอวี๋ฟาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากอวี๋ฟางจะตอบตกลง แค่ซักผ้าก็ได้เงินหนึ่งเหมา ใครจะไม่เอา
การเรื่องที่ลู่เซี่ยปฏิเสธนั้น เหตุผลแรกคือเธอไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน และเหตุผลที่สองคือเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเฉิงอี้เจี้ยว เพราะเห็นได้ชัดว่าเธอน่าจะเป็นตัวปัญห
ลู่เซี่ยจึงส่ายหัวและเลิกคิดเรื่องนี้
ลู่เซี่ยเงยหน้าขึ้นมองแม่น้ำสายเล็กๆตรงหน้า แม่น้ำสายนี้แม้จะไม่กว้างมากแต่มันก็ไม่เล็ก มีความกว้างประมาณยี่สิบถึงสามสิบเมตร แต่ไม่ลึก เธอมองดูแล้วคาดว่าจุดที่ลึกที่สุดน่าจะแค่ต้นขาเท่านั้น
ไม่รู้ว่าใต้ผิวน้ำจะมีปลาหรือเปล่า
เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอจึงถามเสิ่นชิงชิงที่อยู่ข้างๆทันที
เสิ่นชิงชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “น่าจะมีนะ ฉันเคยเห็นเด็กๆในหมู่บ้านจับได้ แต่ตัวก็ไม่ใหญ่”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้น เธอก้มมองในแม่น้ำอย่างตั้งใจ เห็นเพียงฝูงปลาขนาดเท่าตะเกียบว่ายน้ำผ่านไปมาเป็นฝูงๆ และมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
“เป็นแบบนี้หรือเปล่า?”
เสิ่นชิงชิงส่ายหัว “ไม่ใช่ แบบนี้มันปลาฉายเซียนตัวเล็กเกินไป หากไม่มีอวนก็จับไม่ได้หรอก ส่วนในหมู่บ้านก็ไม่เห็นว่าบ้านไหนจะมีอวน อีกอย่างเนื้อก็น้อย ฉันเคยเห็นแบบที่มันตัวใหญ่เท่าฝ่ามือ ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่ที่แน่ๆคือตัวมันใหญ่กว่านี้เยอะ”
“ใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลู่เซี่ยอุทานด้วยความตกใจ “แม่น้ำตื้นๆแบบนี้มีปลาตัวใหญ่ขนาดนั้นได้ด้วยเหรอ!?”
เสิ่นชิงชิงยิ้ม “แม่น้ำสายนี้ตื้นแค่ช่วงนี้เท่านั้นแหละ ช่วงต้นน้ำกับปลายน้ำมีจุดที่ลึกมากด้วยนะ เคยได้ยินมาว่ามีคนจมน้ำตายด้วยซ้ำ”
พูดถึงตรงนี้ เสิ่นชิงชิงก็เกรงว่าลู่เซี่ยจะกลัว เธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “ได้ยินมาว่าช่วงต้นน้ำที่ลึกที่สุดมีปลาตัวใหญ่ด้วยนะ แต่ไม่มีใครเคยจับได้เลย”
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็คิดอะไรบางอย่าง
เธอไม่กล้าขึ้นเขาเพราะไม่มีรัศมีของนางเอก แต่ในแม่น้ำก็น่าจะไม่มีอะไร เพราะเธอเองก็ว่ายน้ำเป็น
หากมีโอกาสก็อยากลองจับปลามากินบ้าง ทุกวันนี้กินแต่ของเดิมๆจนเบื่อไปหมด แม้แต่เสบียงในช่องว่างมิติก็ร่อยหรอเต็มทีแล้ว
เธออยากกินเนื้อ!
แม้เธอจะตุนเผื่อไว้ในช่องว่างมิติ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร แค่เนื้อหมูไม่กี่จิน ที่สำคัญเธอยังไม่อยากกินมันในตอนนี้ และตอนนี้ปลาในแม่น้ำก็ตกเป็นเป้าหมายของเธอแล้ว
ลู่เซี่ยไม่ได้คาดคิดว่าเธอจะมีโอกาสได้ทำตามแผนเร็วถึงขนาดนี้
เพราะงานถอนหญ้าที่พวกเขาทำกันมาตลอด ในที่สุดก็เสร็จสิ้นลงเสียที เมื่อได้ที่เริ่มงานในวันรุ่งขึ้น นอกจากซูม่านและเฉิงอี้เจี้ยวที่ต้องไปตัดหญ้าให้หมูกินแล้ว คนอื่นๆก็ได้รับมอบหมายงานเล็กๆน้อยๆ
ผู้ชายก็หาบน้ำมารดพืชผัก ส่วนผู้หญิงก็ช่วยปลูกผักและดูแลแปลงผักของส่วนรวมในหมู่บ้าน
งานไม่หนัก ทำเสร็จแล้วก็ไม่มีอะไรทำ
ตอนบ่ายก็ได้เลิกงานเร็วกว่าปกติ บางคนพักผ่อนอยู่ในห้อง บางคนก็ออกไปเดินเล่น ลู่เซี่ยเองก็นึกถึงแผนการก่อนหน้านี้ เธอจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นเช่นกัน
[1] ปลาฉายเซียน คือ ปลาที่อาศัยอยู่ตามรากของต้นหลิว เป็นปลาน้ำจืดที่นิยมบริโภคกันมาก เนื้อมีรสชาติอร่อย นุ่มนวล นิยมนำมาทอดและต้มน้ำกินกับพริกเผ็ด เป็นปลาพื้นบ้านของจีนที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อ ปลาสีเสียด
บทที่ 53: ตกปลา
ลู่เซี่ยอยากไปซื้อตะกร้าจับปลาก่อน แต่ของแบบนี้น่าจะหายากในหมู่บ้าน
ดังนั้น เธอจึงซื้อตะกร้าจากในหมู่บ้านมาหนึ่งใบ เมื่อมีคนถามเธอก็บอกว่าจะไปขึ้นเขา ทุกคนจึงคิดว่าเธอคงจะไปหาผลไม้ป่าเหมือนคนอื่นๆเลยไม่ได้พูดอะไร
ช่วงนี้ผลไม้ป่าสุกแล้ว เด็กๆหลายคนเลยวิ่งขึ้นเขากันไป
หลังจากได้ตะกร้ามาหนึ่งใบ ลู่เซี่ยก็มุ่งหน้าไปยังต้นน้ำที่เสิ่นชิงชิงบอก
เมื่อไปถึงก็พบว่าน้ำที่นี่ลึกกว่ามาก และไม่มีใครอยู่แถวนี้เลย คาดว่าเป็นเพราะเคยมีคนจมน้ำตายมาก่อน ทุกคนจึงหลีกเลี่ยงที่นี่ แล้วนี่จึงเป็นเรื่องสะดวกสำหรับเธอ
เธอมองลงไปในแม่น้ำ แม้ไม่พบปลาตัวใหญ่ ก็ไม่ยอมแพ้ แต่กลับเอาน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มาหยดลงในน้ำ
แม้สรรพคุณของน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จะไม่ได้มีมากมาย แต่มันก็ดึงดูดสัตว์เล็กๆได้
ครั้งก่อนตอนที่เธอกำลังดื่มน้ำอยู่ข้างถนน มีเด็กในหมู่บ้านคนหนึ่งวิ่งมาชนน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ในกระติกจนหกเลอะเทอะ จากนั้นก็เห็นไก่หลายตัวเดินมาจิกกินน้ำที่พื้น
แต่เธอก็ไม่รู้ว่ามันจะดึงดูดปลาได้หรือเปล่า
ลู่เซี่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ไม่นานก็เห็นปลาตัวใหญ่หลายตัวแหวกว่ายกันเข้ามา
เมื่อเห็นปลา ลู่เซี่ยก็ตื่นเต้นมาก เธอรีบหยิบตะกร้าขึ้นมาแล้วช้อนปลาขึ้นมาตรงๆ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร คงไม่ต้องพูดอะไรมาก
ไม่ได้ปลาสักตัว...
น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ละลายไปในน้ำอย่างรวดเร็ว ปลาก็หนีไปแล้ว
ลู่เซี่ยพยายามอย่างหนักอยู่ครึ่งวัน สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว
แต่ความอยากกินเนื้อของเธอจะมาล้มเลิกกันอย่างง่ายดายแบบนี้ไม่ได้!
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเห็นปลาตัวใหญ่ด้วย
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเปลี่ยนวิธี คราวนี้เธอหยดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงบนตัวไส้เดือนที่ขุดมาจากริมตลิ่ง จางนั้นก็ใส่ลงในตะกร้า แล้วนำตะกร้าลงไปแช่ในน้ำ
เพียงรอให้กลิ่นของน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลอยไปดึงดูดปลาให้เข้ามาใกล้ เมื่อพวกมันเห็นไส้เดือนก็คงจะอดใจไม่ไหว
ไม่นานก็มีปลาหลายตัวแหวกว่ายเข้ามาอีกครั้ง แต่พวกมันว่ายอยู่ด้านนอก ไม่ยอมเข้ามาข้างในเเสียที ลู่เซี่ยจึงพยายามเปลี่ยนทิศทางตะกร้า จนในที่สุดก็มีปลาตัวหนึ่งติดเบ็ดและว่ายเข้าไปในตะกร้า
ลู่เซี่ยรีบยกตะกร้าขึ้นอย่างไม่รีรอ ในตะกร้ามีปลาตัวเท่าฝ่ามืออยู่หนึ่งตัว
ไม่รู้ว่าเป็นปลาสายพันธุ์อะไร ตัวแบนๆแต่สุดท้ายก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่ดี เพียงแค่นี้เธอก็ดีใจมากแล้ว
หลังจากนั้นเธอก็ใช้วิธีเดิมจนดักปลาได้อีกสองตัว ก่อนจะหยุดมือเพราะรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย และปลาสามตัวนี้ก็เพียงพอสำหรับเธอแล้ว
คราวหน้าคงจะหาเบ็ดตกปลามาลองตกปลาดีกว่า
ลุ่เซี่ยไม่ได้กลับไปยังที่พักของปัญญาชนพร้อมกับปลาสามตัวที่จับได้ แต่เธอไปที่ริมแม่น้ำ เพื่อทำความสะอาดปลา และล้างทำความสะอาดของอย่างอื่น จากนั้นก็เดินออกไปตามทางอีกเส้นทางหนึ่ง
แถวนี้มีป่าเล็ก เนื่องจากอยู่ติดกับคอกวัว จึงไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมา เธอจึงวางแผนว่าจะมาทำปลาที่นี่
ไม่อย่างนั้นเมื่อกลับไปยังที่พักของปัญญาชน ก็ต้องแบ่งกันกิน
เธอจึงหยิบเตาแก๊สมือสองขนาดเล็กที่ซื้อมาจากร้านขายของเก่า ที่อยู่ในช่องว่างมิติออกมา
ลู่เซี่ยเพิ่งนำมันออกมาล้างที่ริมแม่น้ำ และตอนนี้ก็สามารถใช้ได้เลย
ลู่เซี่ยหาหินมาสองสามก้อน เพื่อก่อเป็นเตาอย่างง่าย เหมือนกับที่คนในที่พักนำมาใช้ต้มยาให้เจียงจวินโม่ จากนั้นก็หาเศษไม้แห้งๆแถวนั้น ก่อนจะนำปลาลงในหม้อ แล้วใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไป
จากนั้นก็นำเอาต้นหอม ขิง กระเทียมที่ปลูกเองจากในช่องว่างมิติออกมา แล้วก็เทเครื่องปรุงจากในช่องว่างมิติลงไปโดยตรง
ทำได้แค่แบบง่ายๆแบบนี้
ปิดฝา ใช้ไม้ขีดไฟจุดกิ่งไม้ แล้วก็นั่งรอเวลา
ไม่รู้ว่าทำแบบนี้แล้วจะออกมาอร่อยหรือเปล่า
แต่เธอก็มีอุปกรณ์จำกัด ไม่อย่างนั้น การทอดก็จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด
โชคดีที่มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ คาดว่ารสชาติคงไม่แย่เกินไป
บทที่ 54: แบ่งปันซุปปลา
เป็นจริงดั่งที่ลู่เซี่ยคาดหวังไว้ เวลานี้กลิ่นหอมของปลาโชยออกมาก่อนที่ปลาจะสุกซะอีก
ลู่เซี่ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆด้วยความหิวกระหาย
จนกระทั่งรู้สึกว่าปลาใกล้จะสุกได้ที่แล้ว เธอจึงรีบดับไฟด้วยความร้อนใจและเปิดฝาออก
ทันทีที่ฝาถูกเปิดออก กลิ่นหอมของปลาก็โชยเข้ามากระทบประสาทรับกลิ่น ลู่เซี่ยน้ำลายแทบไหล โดยไม่สนใจว่ามันจะร้อนหรือไม่ร้อน เธอรีบตักซุปขึ้นมาหนึ่งทัพพี ก่อนจะเป่าเบาๆจนรู้สึกว่าคลายร้อนแล้วจึงค่อยชิม
อร่อยมาก!
ไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด ทั้งยังหวานกลมกล่อมอีกต่างหาก ลู่เซี่ยแทบอดรนทนไม่ไหวที่จะลงมือกิน
แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “ผมขอชิมหน่อยได้ไหม”
ลู่เซี่ยสะดุ้งตัวโยน จนเกือบทำทัพพีหลุดมือ เมื่อเธอได้ยินเสียงนั้นดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เธอหันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นว่าเจียงจวินโม่ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เมื่อเห็นว่าเป็นปัญญาชน ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน ลู่เซี่ยก็เผลอถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็รู้สึกอับอายเล็กน้อยที่มีคนมาเห็นว่าเธอกำลังกินของอร่อยอยู่คนเดียว ก่อนจะพูดกับเจียงจวินโม่ด้วยความไม่พอใจ “คุณมาที่นี่ได้ยังไง? แล้วยังมาแอบอยู่ด้านหลังฉันอีก!”
เจียงจวินโม่เลือกที่จะเพิกเฉยต่อคำแรก แต่กลับตอบคำถามของคำถามที่สอง “ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ เสียงเดินของผมก็ดังมากนะ แต่คุณไม่ได้ยินเอง”
ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ เวลานี้เธอรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
ดูเหมือนว่าเธอจะยังระมัดระวังไม่มากพอ หากมีชาวบ้านมาเห็นเข้า เธออาจจะถูกสวมหมวกว่าเป็นผู้ทำลายอุดมการณ์ของสังคมนิยมแน่ๆ
ต่อไปต้องระวังตัวให้มากขึ้น และต้องตื่นตัวอยู่เสมอ
ส่วนเจียงจวินโม่เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ตอบ เขาจึงถามต่อ “ซุปนี่ คุณแบ่งให้ผมชิมหน่อยได้ไหม? ผมขอซื้อก็ได้”
พูดมาถึงตรงนี้ใบหูของเขาก็แดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอายหรือเปล่า
หากจะปฏิเสธเขาไปดื้อๆ ทั้งที่ถูกจับได้แล้วก็คงจะดูไม่ดี คิดได้ดังนั้นจึงมองดูซุปปลาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ก่อนจะตอบตกลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ว่า… “ให้คุณได้แค่ชามเดียว ครั้งนี้ถือว่าฉันเลี้ยงก็แล้วกัน”
เจียงจวินโม่ได้ฟังก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเดินไปนั่งบนก้อนหินฝั่งตรงข้าม พลางจ้องเขม็งไปยังซุปในหม้อ
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยกินของอร่อย แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้กลิ่นแล้วอดใจไม่ไหว จึงจำใจขอชิมอย่างหน้าด้านๆ
ลู่เซี่ยเห็นการกระทำของเขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า นี่เขาเป็นนักกินหรอ?
คิดได้ดังนั้น เธอก็หยิบชามและตะเกียบที่เตรียมไว้สำหรับตัวเองออกมา ก่อนจะตักน้ำซุปพร้อมเนื้อจนเต็มชามแล้วยื่นให้เขา “ระวังร้อนด้วยนะ”
เจียงจวินโม่รับมาทันที “ขอบคุณ”
เขาอดใจไม่ไหว เพียงยกมาเป่าสองสามทีแล้วรีบซดเข้าไปคำหนึ่ง
รสชาติของน้ำซุปปลาเข้มข้นหอมกรุ่นคละคลุ้งอยู่เต็มปาก ปลุกเร้าต่อมรับรสของเขาได้อย่างรวดเร็ว จนเขาอดไม่ได้ที่จะค่อยๆลิ้มรสอย่างละเมียด พลางคิดในใจว่าอร่อยจริงๆ !
จากนั้นเขาก็รีบซดต่ออีกคำ คราวนี้หลับตาลงเพื่อสัมผัสรสชาติ ก่อนจะก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ลู่เซี่ยเห็นการกระทำของเขาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า แค่น้ำซุปชามเดียว ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนี้
จากนั้นเธอก็เริ่มกินบ้าง ตะเกียบกับชามก็เพิ่งจะแอบเอาออกมาตอนนี้เอง หากจะหยิบออกมาอีกก็คงจะดูน่าสงสัยเกินไป เธอจึงตัดสินใจใช้ทัพพีตักกินจากหม้อโดยตรง ยังไงซะที่เหลือก็เป็นของเธอทั้งหมดอยู่แล้ว
เมื่อได้ตักเข้าปากไปคำแรก ลู่เซี่ยก็อดใจไม่ได้ มันนานมากแล้วที่เธอไม่ได้กินเนื้อ เธออยากกินจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว จากนั้นจึงรีบกินอย่างเอร็ดอร่อย
เตาแก๊สไม่ใหญ่มากนัก หลังจากตักแบ่งให้เจียงจวินโม่ไปหนึ่งชาม ก็เหลือเพียงสองในสามเท่านั้น ลู่เซี่ยกินจนหมดชามก็ยังรู้สึกว่ายังไม่จุใจอยู่ดี
หลังจากวางช้อนลง เธอก็ลูบหน้าท้องพลางเงยหน้ามองเจียงจวินโม่ พบว่าเขาทานเสร็จไปก่อนหน้านี้แล้ว และในเวลานี้เขากำลังจ้องมองเตาไฟของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวัง ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกแบบนั้น
แต่ก็เป็นไปได้ว่าเธออาจจะคิดไปเอง
บทที่ 55: ข้อเสนอของเจียงจวินโม่
หลังจากทานเสร็จ เจียงจวินโม่ช่วยลู่เซี่ยเก็บกวาดร่องรอยต่างๆจนเรียบร้อย จากนั้นก็เดินกลับไปยังริมแม่น้ำเพื่อล้างเตาแก๊ส ชาม และตะเกียบ หลังจากนั้นก็เก็บของทุกอย่างใส่ตะกร้า ก่อนจะเดินทางกลับ
เพราะพวกเขาไม่สะดวกที่จะกลับพร้อมกัน ดังนั้นหลังจากออกจากป่า เจียงจวินโม่จึงให้ลู่เซี่ยกลับไปก่อน
แต่ก่อนจะแยกย้าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “หากครั้งหน้าเธอยังทำอีก ขอฉันสักชามได้ไหม ฉันจ่ายเงินซื้อก็ได้!”
ลู่เซี่ยมองเขาอย่างอ่อนใจ หมายความว่าครั้งเดียวยังไม่พอเหรอ? เขาจะมาเกาะเธอกินไม่เลิกใช่ไหม? กว่าเธอจะหาวัตถุดิบมาทำกับข้าวได้ รู้ไหมว่ามันลำบากแค่ไหน!
เจียงจวินโม่เองก็รู้ว่าคำขอนี้มันไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่เขาก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะซุปที่ลู่เซี่ยทำนั้นอร่อยมาก ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อได้กินเข้าไปแล้วก็รู้สึกอบอุ่นไปทั้งตัว ทำให้เขารู้สึกสบายตัวขึ้นมาก ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะลองถามดู
แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของลู่เซี่ยในแล้ว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเธอไม่ค่อยเต็มใจนัก จึงรีบพูดเสริมขึ้น “ผมสามารถหาเนื้อให้ได้นะ ผมมีคูปองเนื้ออยู่ ผมจะอาสาซื้อเนื้อมา แล้วคุณเป็นคนทำ จากนั้นเราก็ทานด้วยกัน ตกลงไหม?”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง หากเขามีคูปองเนื้อล่ะก็ เธอก็ตกลง เพราะเธอเองก็ไม่อยากกินปลาทุกมื้อ ปัญหาหลักคือการจับปลามันเหนื่อยมาก!
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงพยักหน้า “ตกลง ต่อไปนายจะเป็นคนหาเนื้อมา ฉันจะทำกับข้าวให้ แต่ฉันบอกไว้ก่อนนะ ถ้าไม่อร่อยก็ไม่มีสิทธิ์บ่นล่ะ”
เจียงจวินโม่รีบพยักหน้า “ไม่บ่นหรอก เหมือนวันนี้ก็ดีแล้ว!”
ลู่เซี่ยได้ยินก็ได้แต่อึ้ง วันนี้เธอใช้เพียงน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ แล้วมันจะไม่อร่อยได้ยังไง?
หมอนี่ช่างกล้าร้องขอนะ
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เธอมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์อยู่มากมาย หากนำออกมาใช้นานๆครั้ง ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ชัดเจนอะไรขนาดนั้น แต่เมื่อนึกถึงร่างกายของหมอนี่แล้ว บางทีเขาอาจจะได้รับประโยชน์ไปด้วยก็ได้
ช่างเป็นบุญของเขาจริงๆ !
ท้ายที่สุดเมื่อทั้งสองตกลงกันได้ ลู่เซี่ยจึงออกไปก่อน
แต่ก่อนจะกลับไปถึงที่พักของปัญญาชน เธอได้เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในตะกร้าเข้าไปในช่องว่างมิติทั้งหมด กลายเป็นว่าเธอกลับไปพร้อมกับตะกร้าเปล่าๆ
เหล่าปัญญาชนคนอื่นๆเห็นดังนั้นก็ถามขึ้น “ขึ้นเขาไปเก็บผลไม้เหรอ? เป็นไงบ้าง? ได้อะไรมาบ้างมั้ย?”
ลู่เซี่ยแสร้งทำเป็นผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “ไม่ได้เลย ฉันไม่ค่อยกล้าเข้าไปข้างในเท่าไหร่ เลยไม่เห็นอะไร ตอนขากลับก็ไม่ยอมแพ้ ลองไปหาปลาที่ริมแม่น้ำดู แต่ก็ไม่ได้อะไรเหมือนเดิม เสียเวลาจริงๆ”
“ว่าแล้วเชียว ทำไมตะกร้าถึงเปียก” คนอื่นๆได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะ ก่อนจะพูดปลอบใจ “ก็พวกเราไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี่นา จะรู้ได้ยังไงว่าผลไม้ป่าพวกนั้นมันอยู่ตรงไหน เมื่อไม่กี่ปีก่อนพวกเราก็เคยไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา สุดท้ายก็ไม่เคยกลับไปอีกเลย ส่วนเรื่องปลาเนี่ย ถ้าหากมันจับได้ง่ายๆขนาดนี้ล่ะก็ พวกเราก็ไม่ต้องทำอย่างอื่นกันแล้ว ไปจับปลาอย่างเดียวเลยก็พอ”
ลู่เซี่ยได้ยินทุกคนพูดแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน “นั่นสินะ ฉันคิดไปเองทั้งนั้นแหละ พอดีว่าอยากกินเนื้อน่ะ”
จวงหงเหมยที่อยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “อยากกินเนื้อก็เข้าไปในป่าน่ะสิ เผื่อว่าโชคดีแบบซูม่าน อาจจะได้เจอกระต่ายชนต้นไม้ กับไก่ป่าที่เท้าติดกับดักเข้าก็ได้”
เมื่อได้ยินจวงหงเหมยพูดจาประชดประชันอีกครั้ง ราวกับว่าเธอหลงลืมเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปแล้ว ลู่เซี่ยจึงหันไปมองเธอด้วยสีหน้าเย็นชา
จวงหงเหมยเห็นเธอเป็นแบบนั้นก็ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรบางขึ้นมาได้ ก่อนจะหลบสายตาของลู่เซี่ยโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย และไม่พูดอะไรต่อ
ลู่เซี่ยก็ไม่ได้อยากให้ความสำคัญกับเธอมากนัก จึงหันไปถามคนอื่นๆ “ซูม่านกับพวกเขาไปไหนกัน”
“ซูจือชิงไปเมืองแล้ว พอดีกับที่กู้จือชิงก็มีธุระต้องไปทำเหมือนกัน เฉิงจือชิงก็เลยตามไปด้วยอีกคน”
ลู่เซี่ยได้แต่คิดในใจว่าพระเอก นางเอก นางร้าย ไปด้วยกันหมดเลยสินะ
ช่างเถอะ ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเธอ
[1] จือชิง คือคำจีนของคำว่า ‘ปัญญาชนที่ถูกส่งลงชนบท’
บทที่ 56: จดหมายจากตระกูลลู่
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เจียงจวินโม่ก็กลับมา เขาเป็นคนสุที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว และปกติก็พูดน้อย เว้นเสียจากตอนแรกที่ทุกคนต่างตกตะลึงในรูปลักษณ์ภายนอกของเขา หลังจากนั้นเขาก็ไม่ต่างจากคนไร้ตัวตน แทบจะไม่เข้าร่วมการสนทนาด้วยเลย
หลังจากกลับมา เขาก็แค่พยักหน้าทักทายทุกคน แล้วก็เข้าห้องไป
อีกสักพัก ซูม่านและกู้เซี่ยงหนานก็กลับมาจากในเมืองเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสามคน
มีเพียงเฉิงอวี้เจี้ยวที่ดูมีความสุข ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตรงกันข้ามกับซูม่านและกู้เซี่ยงหนานที่ต่างก็ทำหน้าบึ้งตึง
ทุกคนต่างถือของพะรุงพะรัง ดูเหมือนว่าจะซื้อของมาไม่น้อย
จวงหงเหมยเห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที อยากจะเข้าไปดูใกล้ๆว่ามีอะไรบ้าง
ลู่เซี่ยไม่อยากจะมองหน้าเธอ จึงคิดว่าจะเข้าไปงีบในห้องสักพัก แต่ไม่ทันจะลุกขึ้น กู้เซี่ยงหนานก็เรียกเธอไว้เสียก่อน
“สหายลู่เซี่ย วันนี้ตอนที่ผมไปไปรษณีย์ ผมเห็นจดหมายของคุณฉบับนึง เลยหยิบมาให้ด้วย คิดว่าคงส่งมาถึงนานแล้ว”
ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว ใครกันที่จะเขียนจดหมายมาหาเธอ หรือว่าจะเป็นคนของตระกูลลู่?
แต่ลู่เซี่ยก็ยังยื่นมือไปรับพร้อมกับส่งยิ้มให้เขา “ขอบคุณนะคะ คุณกู้”
ลู่เซี่ยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าพวกเขาจะได้เจอหน้ากันทุกวัน ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันชัดเจนนัก แต่รอยยิ้มของเธอในตอนนี้ ทำให้กู้เซี่ยงหนานเพิ่งรู้สึกตัวว่า จริงๆแล้ว ลู่เซี่ยผู้เงียบขรึมก็เป็นคนสวยมากเช่นกัน
เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องขอบคุณครับ พวกเราเป็นปัญญาชนด้วยกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเรื่องที่ควรทำ”
ลู่เซี่ยยิ้มอีกครั้งโดยไม่พูดอะไร เธอรับซองจดหมายมาแล้วก้มดู
ส่วนกู้เซี่ยงหนานก็หันตัวกลับไปที่ห้องพร้อมกับของในมือ
ทั้งสองคนไม่ได้สังเกตเห็นเฉิงอี้เจี้ยวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอเห็นท่าทีประหม่าของกู้เซี่ยงหนานเมื่อครู่ จึงจ้องมองลู่เซี่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสนใจเลย
การมองในครั้งนี้ทำให้เธอค้นพบได้ในที่สุดว่า เธอคิดผิดมาตลอด
ที่แท้ลู่เซี่ยก็เป็นคนที่ดูดีคนหนึ่ง เพียงแค่ที่ผ่านมาเธอเอาแต่สนใจซูม่าน จนละเลยคนอื่น นึกไม่ถึงเลยว่ารอบๆ จะมีศัตรูตัวฉกาจอยู่ด้วย
แววตาของเฉิงอี้เจี้ยวดูไม่เป็นมิตรขึ้นมาอย่างฉับพลัน ในตอนนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงมองลู่เซี่ยอีกครั้งแล้วหันหลังกลับไป
ลู่เซี่ยไม่รู้เรื่องอะไรพวกนี้เลย เพราะตอนนี้เธอกำลังตั้งใจฟังซุนเสิ้งหนานอธิบายเรื่องของที่นี่
เธออธิบายว่า ปกติบุรุษไปรษณีย์จะมาที่นี่เดือนละครั้ง
หากมีจดหมายที่ส่งมาก่อนวันกำหนดที่จะมา จดหมายฉบับนั้นก็จะถูกนำมาส่งด้วย หากมาหลังจากนั้นก็ต้องรอส่งเดือนหน้า แต่หากรีบก็สามารถไปรับเองได้
ลู่เซี่ยพยักหน้าเป็นการรับรู้ แล้วถือจดหมายกลับเข้าห้อง
หลังากกลับเข้นห้อง เธอก็ไม่มีลังเลที่จะรีบเปิดซองจดหมายทันที
ซองจดหมายถูกปิดผนึกไว้ แสดงว่ายังไม่ถูกเปิด เมื่อลู่เซี่ยเปิดออกดู ก็พบว่ามีกระดาษสองแผ่นอยู่ด้านใน เธอเริ่มอ่านจากแผ่นแรก และแน่นอนว่าเป็นจดหมายที่คนตระกูลลู่ส่งมา
น้ำเสียงที่ใช้เป็นของแม่ลู่ ส่วนคนเขียนน่าจะเป็นลู่ชิว
ในจดหมาย แม่ลู่ใช้คำพูดรุนแรงและด่าทอเธอมากมาย บอกว่าลู่เซี่ยเป็นเด็กเนรคุณ ใจร้าย ขายงานออกไปจนทำให้พี่สาวตกงาน และยังบอกอีกว่าตอนนี้ลู่ชุนน่าสงสารมาก เธอร้องไห้ทุกวัน ตอกย้ำให้เห็นว่าลู่เซี่ยน่ารังเกียจมากแค่ไหน
ทั้งฉบับไม่มีแม้จะถามว่าใช้ชีวิตในชนบทเป็นอย่างไร มีแต่ด่าทอว่าทำไมลู่เซี่ยไม่ไปตายๆซะ
สุดท้ายก็บอกว่าต่อจากนี้จะปล่อยเซี่ยให้ตายรอดตามยถากรรม ตายอยู่ในชนบทนั่นแหละจะดีที่สุด ตระกูลลู่ไม่นับญาติกับเธออีกแล้ว!
ลู่เซี่ยอ่านจดหมายตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจกับถ้อยคำเหล่านั้นเลยสักนิด เพราะเธอคาดการณ์ไว้แล้ว
บนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้ม ดูเหมือนตระกูลลู่คงจะ ‘พอใจ’ กับของขวัญชิ้นนี้จากเธอมาก
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจเธอกลับรู้สึกยินดี เพียงแค่รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง
และดูจากน้ำเสียงของแม่ลู่แล้ว คาดว่าสุดท้ายพวกเขาก็คงจะสู้ผู้อำนวยการหวังไม่ได้ คงได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้ไป
บทที่ 57: งานหายไปแล้ว
ลู่เซี่ย หยิบกระดาษแผ่นที่สองขึ้นมาอ่าน
บนกระดาษแผ่นนี้ ลู่ชิวเขียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอไปแล้วด้วยน้ำเสียงของตัวเอง
ปรากฏว่าหลังจากที่ลู่เซี่ยออกไปใช้ชีวิตในชนบทได้เพียงวันเดียว แม่ลู่ก็พาลู่ชุนไปรายงานตัวที่โรงงานผลิตหลอดไฟด้วยความดีใจ และพวกเขายังประกาศให้คนทั้งชุมชนได้รู้
ชาวบ้านต่างพากันอิจฉาที่ลู่ชุนได้งานำนักงาน ทั้งยังมีคนอีกมากมายมาเสนอตัวช่วยหาคู่ให้เธออีกด้วย
ลู่ชุนถูกทุกคนยกย่องจนเหลิง จนรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น
แต่เธอก็เหลิงได้ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องหน้าแตกจนหมอไม่รับเย็บ เมื่อไปถึงโรงงานผลิตหลอดไฟ กลับได้รับแจ้งว่าไม่มีชื่อลู่เซี่ยในรายชื่อพนักงานที่ได้รับคัดเลือก
แม่ลู่และลู่ชุนไม่อยากจะเชื่อ เพราะตอนที่พวกเขารู้ว่าลู่เซี่ยสอบเข้าทำงานได้ พวกเขายังมาดูรายชื่อที่ติดประกาศไว้ที่หน้าโรงงานผลิตหลอดไฟด้วยตัวเอง
จู่ๆจะมาบอกว่าไม่มีชื่อได้อย่างไร พวกเขายอมรับไม่ได้
แต่ถึงจะยอมรับไม่ได้ พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำอะไร เพราะไม่ใช่พนักงานจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในโรงงาน
พวกเขาจึงได้แต่เที่ยวตระเวนสอบถามคนโดยรอบ โชคดีที่ได้ถามจากคนที่รู้จัก จนได้ความว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนเอาตำแหน่งงานสำนักงานไปขายต่อ ไม่รู้ว่าเป็นลู่เซี่ย หรือเปล่า
เมื่อแม่ลู่ได้ยินดังนั้น ทั้งสองถึงกับหน้าซีดเผือด
พวกเขาเดาไว้แล้วว่าคนผู้นั้นต้องเป็นลู่เซี่ย เพียงแต่ไม่คิดว่าเด็กสาวที่เคยเชื่อฟังคำพูดทุกอย่าง จะมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงขนาดขายงานทิ้งได้ลง
หลังจากยืนยันหลายต่อหลายครั้ง พวกเขาก็รู้ว่าคนผู้นั้นคือลู่เซี่ย
แน่นอนว่าแม่ลู่ไม่คิดจะยอมง่ายๆ
เพราะในยุคนี้ ใครๆก็รู้ว่าการขายงานต่อเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เธอจึงคิดจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด โดยไม่กลัวแม้จะไม่ได้งานคืน
แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ พวกเขาก็ถูกชายหนุ่มหน้าตาเป็นอันธพาลคนหนึ่งมาดักพบ
ชายหนุ่มคนนั้นบอกกับพวกเขาตรงๆว่า เอาสิ อยากจะโวยวายก็เชิญ พวกเขาไม่กลัว แต่ไม่รู้ว่าพ่อลู่กและแม่ลู่จะยังรักษาตำแหน่งงานในโรงงานเอาไว้ได้หรือไม่
แม้พวกเขาจะไม่ค่อยเชื่อคำขู่ของชายหนุ่มสักเท่าไหร่ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะกลับบ้านก่อน เพราะไม่อยากทำอะไรด้วยความวู่วาม
เมื่อกลับมาถึงบ้านก็ได้ยินพ่อลู่บอกว่า วันนี้หัวหน้าที่โรงงานมาหาเขา และถามเขาว่าได้ไปหาเรื่องใครเข้าหรือเปล่า เพราะอีกฝ่ายกำลังจะหาทางไล่เขาออกจากโรงงาน
แม่ลู่เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที นี่คือคำเตือนจากอีกฝ่าย และเป็นการบอกให้พวกเขาต้องตระหนักถึงผลที่จะตามมา หากพวกเขาคิดจะกระทำการใด
ดังนั้น ตระกูลลู่จึงทำได้เพียงยอมแพ้
เมื่อพ่อลู่ทราบสาเหตุ เขาเองก็โกรธมากเช่นกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถเอาอนาคตการงานของตัวเองไปเสี่ยงเพื่อโอกาสในการทำงานที่ยังไม่แน่นอน
สุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป
แต่ลู่ชุนไม่ยอม เธอรู้สึกเสียใจและไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสที่เธอจะได้งานที่ใครๆก็อิจฉาได้หลุดลอยไปแล้ว ที่สำคัญคือ ในตอนนี้เพื่อนบ้านต่างก็รู้เรื่องกันทั้งหมด ทำให้เธอเสียหน้ามาก
ดังนั้นเธอจึงอาละวาดที่บ้าน และบังคับให้แม่ลู่หาทางออกให้ได้
แต่แม่ลู่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อลู่เซี่ยได้ลงไปอยู่ที่ชนบทแล้ว เธอไม่สามารถหางานให้ลู่ชุนได้อีก จึงได้แต่ปลอบใจให้ลูกสาวอยู่กับบ้านไปก่อน รอให้เรื่องเงียบลงแล้วค่อยว่ากันอกีครั้ง
แต่เรื่องราวกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด
ในเวลานั้นเรื่องงานของลู่ชุนเป็นเรื่องราวใหญ่โตมาก คนในหมู่บ้านต่างก็รู้กันทั่ว เมื่อเห็นว่าลู่ชุนไม่ได้ไปทำงาน ทั้งยังอาละวาดอยู่ที่บ้าน ทุกคนก็รู้ทันทีว่าที่ผ่านมาพวกเขาโกหก
ทุกคนต่างพากันดูถูกตระกูลลู่ เรื่องที่ไม่มีมูลความจริงยังกล้าเอามาพูดหลอกลวงคนอื่น ตระกูลลู่ช่างไร้ยางอายเสียจริง
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนเห็นรายชื่อพนักงานใหม่ที่ติดประกาศไว้ที่โรงงานผลิตหลอดไฟก่อนหน้านี้
พวกเขาจึงรู้ว่าคนที่ได้รับคัดเลือกคือลู่เซี่ย แต่หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้ลู่เซี่ยต้องลงไปอยู่ที่ในชนบท และงานก็ต้องตกเป็นของลู่ชุน
บทที่ 58: ลู่ชุนแต่งงาน
พูดเช่นนี้แล้ว คนอื่นๆก็เข้าใจได้ในทันทีว่าพวกเขาเอาตำแหน่งงานของลูกสาวคนที่สองให้กับลูกสาวคนโตนั่นเอง
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทุกคนก็ยิ่งดูถูกตระกูลลู่มากขึ้น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน ขับไล่ลูกสาวที่มีงานดีๆไปอยู่ชนบท แต่กลับเก็บลูกสาวคนโตไว้ ซึ่งตอนนี้งานก็ไม่มีแล้วเหมือนกัน
สามารถพูดได้ว่า ‘เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย’
บางคนก็เดาว่าลู่เซี่ยเป็นคนขายงานนั้นไปแล้ว แต่ต่อให้เดาได้แล้วจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมีพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้ จะให้ยอมรับโดยไม่ขัดขืนอย่างนั้นเหรอ? ทำไมล่ะ!
บางคนก็รู้สึกว่าลู่เซี่ยโหดร้ายเกินไปที่หลอกคนในครอบครัวแบบนี้
โดยรวมแล้วต่างคนต่างก็พูดกันไป ต่างก็เอาเรื่องของตระกูลลู่มาเป็นเรื่องตลกขบขัน
เวลาคนตระกูลลู่เดินไปไหนมาไหน ก็รู้สึกว่าคนอื่นมองพวกเขาด้วยสายตาที่ไม่ดี เหมือนกับกำลังนินทาพวกเขาอยู่
ทำให้พวกเขารู้สึกอับอายมากขึ้น!
โดยเฉพาะลู่ชุน ตอนนี้เธอไม่กล้าแม้แต่จะก้าวขาออกจากบ้าน
และหลังจากนั้น เรื่องราวก็ยิ่งบานปลายเกินความคาดหมาย
ในเมื่อลู่ชุนตกงาน เขาจึงไม่สามารถอาศัยอยู่ในเมืองต่อไปไม่ได้ เพราะนโยบายของรัฐบาบที่กำหนดไว้ว่า คนหนุ่มสาวที่ไม่มีงานทำจะไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในเมืองได้อีกต่อไป และบังคับให้ทุกคนต้องไปพัฒนาชนบท
ในขณะที่สำนักงานจัดหางานให้คนหนุ่มสาวกำลังจะมาตามตัว แม่ลู่เองก็กำลังหาวิธีแก้ปัญหา แต่ลู่ชุนกลับหนีไปแต่งงานเสียก่อน
กว่าตระกูลลู่จะรู้เรื่อง เธอก็จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว
ที่สำคัญ ลู่ชุนแอบขโมยทะเบียนบ้านไปจดทะเบียนสมรส
และคนที่จดทะเบียนสมรสกับเธอก็คือคนที่ลู่ชิวเคยเห็นอยู่กับลู่ชุนก่อนหน้านี้นั่นเอง
สุดท้ายเธอก็ได้รู้ว่าทำไมลู่ชุนถึงไม่กล้าบอกเรื่องแฟนหนุ่มให้ที่บ้านฟัง
เพราะพี่เขยคนนี้นอกจากหน้าตาดีแล้ว ก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง
ครอบครัวของเขายากจนมาก บ้านของพวกเขาเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆในสลัม ขนาดเพียงสามสิบกว่าตารางเมตรเท่านั้น
สามีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว แต่กลับทำงานเป็นเพียงคนกวาดห้องน้ำในโรงงาน
แม้เขาจะเป็นพนักงานประจำ แต่ก็เป็นเพียงเด็กฝึกงาน แต่ละเดือนได้เงินเดือนเพียงเล็กน้อย ทั้งยังต้องเลี้ยงดูครอบครัวอีก ชีวิตของพวกเขาช่างยากลำบากมากเกินไปแล้ว
แม่ลู่ได้ยินดังนั้นก็แทบจะเป็นลม
เธอพยายามเลือกเฟ้นเป็นอย่างดี ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายจะได้ลูกเขยแบบนี้
แต่เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว จะเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
แม่ลู่อยากจะทำใจยอมรับให้ได้ แต่แล้วก็ต้องโกรธกับสิ่งที่ลู่ชุนกำลังจะทำ จนถึงขั้นตะโกนด่าออกมา
ลู่ชุนวางแผนจะพาสมาีกลับมาอยู่ด้วยกันที่บ้าน เพราะที่บ้านของสามีทุกคนอาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่มีห้องสำหรับพวกเขาสองคน
แม่ลู่โกรธจนต้องไล่ทั้งคู่ออกไป
แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลู่ชุนก็ยังคงหน้าด้านกลับมากินข้าวที่บ้านของตระกูลลู่ทุกวัน ทั้งยังทำตัวเนียนๆอยู่จนดึกดื่นแล้วค่อยกลับ
ทำท่าทางราวกับจะเกาะตระกูลลู่กินไปตลอดชีวิต
สุดท้ายแม่ลู่ก็ใจอ่อน ยอมควักเงินตัวเองเช่าบ้านหลังเล็กๆ ขนาดสิบกว่าตารางเมตรให้ทั้งคู่ ในที่สุดพวกเขาก็ไม่ต้องมาเกาะตระกูลลู่กินอีกต่อไป
แต่ถึงอย่างนั้น ตระกูลลู่ก็เสียหน้าไปแล้ว ทุกคนต่างพากันพูดว่าตระกูลลู่ได้ลูกเขยมาเลี้ยง ไม่มีแม้กระทั่งงานแต่งงาน และยังต้องคอยเลี้ยงดูครอบครัวฝ่ายลูกเขยอีก
แม่ลู่โมโหจนกินข้าวไม่ลงมาหลายวันแล้ว
ในตอนท้ายของจดหมาย ลู่ชิวบอกว่าจริงๆแล้วลู่ชุนน่าจะเกลียดแม่ลู่เข้าให้แล้ว
เพราะก่อนแต่งงานเธอเคยขอแม่ลู่ว่าอยากทำงานแทน จะได้ไม่ต้องไปลำบากที่ชนบท ไม่ต้องรีบแต่งงาน แต่แม่ลู่ก็ไม่ยอม ทำให้เธอถึงกับหมดหวังแล้วไปจดทะเบียนสมรส
เมื่อเห็นแบบนี้ ลู่เซี่ยก็หัวเราะเยาะในใจ เธอเคยคิดว่าแม่ลู่รักและเอ็นดูลู่ชุนด้วยใจจริง ที่แท้ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด แม่ลู่คงจะรักตัวเองมากกว่าสินะ!
หลังจากอ่านจบ ลู่เซี่ยก็เก็บจดหมายเรียบร้อย ตอนนี้เธอก็ได้รู้ชะตากรรมของตระกูลลู่แล้ว จึงรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
ถึงแม้จะไม่รู้เหตุผลว่าทำไมลู่ชิวถึงเขียนจดหมายหาเธอเป็นการส่วนตัว แต่เธอก็ไม่คิดจะตอบกลับ เหมือนที่แม่ลู่เคยพูดนั่นแหละ ทำเหมือนไม่มีลูกสาวคนนี้ก็พอแล้ว
บทที่ 59: ขู่จวงหงเหมย
การได้รับจดหมายจากตระกูลลู่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลู่เซี่ย ในทางกลับกัน เมื่อลู่เซี่ยได้เห็นจุดจบของตระกูลลู่ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
ในที่สุดก็ได้แก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมได้สำเร็จ
เธอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม ทำเอาคนในที่พักของปัญญาชนต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
แต่ทุกคนรู้ว่าเมื่อวานเธอได้รับจดหมาย จึงแกล้งถามด้วยรอยยิ้ม “ดีใจขนาดนี้เลยเหรอ หรือว่าทางบ้านเขียนจดหมายมาบอกข่าวดีอะไรหรือเปล่า?”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว มีเรื่องน่ายินดีจริงๆ”
คนอื่นๆต่างพาพยักหน้าเห็นด้วย เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องอะไร พวกเขาก็ไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ
แต่ก็ยังมีคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะอยู่ดี
เมื่อจวงหงเหมยเห็นเข้าก็เบะปากพูดขึ้น “เรื่องอะไรกันถึงได้ยิ้มดีใจขนาดนี้ หรือว่าลู่จือชิงจะได้กลับเมืองแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง ทุกคนในที่พักปัญญาชนก็เงียบลง
การได้กลับเมือง เป็นสิ่งที่ปัญญาชนทุกคนใฝ่ฝันถึง
โดยเฉพาะเหล่าปัญญาชนรุ่นเก่า พวกเขามาใช้ชีวิตอยู่ที่ชนบทมานาน พวกเขาย่อมรู้ดีว่าชีวิตในชนบทนั้นลำบากแสนเข็ญแค่ไหน พวกเขาจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะกลับเข้าเมือง
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนจึงมองลู่เซี่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ลู่เซี่ยเองก็สังเกตเห็นสายตาของทุกคน เธอจึงมองจวงหงเหมยด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมาย ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพูดออกมา “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันเพิ่งจะลงมาอยู่ชนบทเองนะ ถ้ากลับเข้าเมืองได้ง่ายๆแบบนั้น ฉันจะลงมาทำไมกัน พี่สาวของฉันแต่งงาน น้องสาวจึงเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องสนุกๆให้อ่าน”
เมื่อได้ยินเธอปฏิเสธ บรรยากาศโดยรอบก็ผ่อนคลายลงในทันที ซุนเสิ้งหนานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาเองรู้ดีว่าบรรยากาศก่อนหน้านี้ไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ จึงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ “แบบนั้นก็น่ายินดีสิ ดูเหมือนว่าเธอจะสนิทกับน้องสาวมากเลยนะ”
ลู่เซี่ยยิ้ม “ใช่ สนิทกันมากเลยล่ะ”
เมื่อคุยเรื่องของลู่เซี่ยจบแล้ว ทุกคนก็เริ่มพูดคุยเรื่องอื่นๆ แต่ในเวลานี้ลู่เซี่ยก็ยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องของจวงหงเหมย
ลู่เซี่ยคิดว่าการที่เคยขู่จวงหงเหมยไปครั้งเมื่อก่อน จะทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าเธอจะลืมบทเรียน แล้วเริ่มแสดงนิสัยเดิมๆออกมาเร็วขนาดนี้
ดูเหมือนว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้จวงหงเหมยกลัวจนจำฝังใจ ไม่เช่นนั้นเธอคนนี้ก็เอาแต่พูดจาเสียดสีลับหลัง น่ารังเกียจจริงๆ
ดังนั้น ในตอนเที่ยงของวันนั้น ขณะที่ลู่เซี่ยกำลังซักผ้าอยู่ เธอจึงฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่รอบๆ เดินเข้าไปขวางหน้าจวงหงเหมยที่ยืนอยู่คนเดียว
“แกต้องการอะไร?” จวงหงเหมยถามด้วยท่าทีระแวงเมื่อเห็นลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ เธอคิดจะท้าทายทุกๆสามสี่วันด้วยความกล้าหาญเพียงเท่านี้เหรอ
หรือคิดว่าไม่กล้าทำอะไรจริงๆ
ว่าแล้วลู่เซี่ยก็ลากจวงหงเหมยไปข้างๆ การกระทำที่กะทันหันแบบนี้ ทำให้จวงหงเหมยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธออยากจะขัดขืนแต่ก็สู้แรงของลู่เซี่ยที่ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนแข็งแรงขึ้นไม่ได้
ทำได้เพียงตะโกนเสียงดัง “แกจะทำอะไร? ปล่อยฉันนะ ลู่เซี่ยอีเด็กบ้านี่ แกจะทำอะไรฉัน?”
เห็นแบบนั้นลู่เซี่ยก็ไม่สนใจว่าที่นี่จะเปลี่ยวหรือไม่ เธอใช้มืออีกข้างบีบคอจวงหงเหมยจนอีกฝ่ายร้องไม่ออก
"ด่าสิ ด่าต่อสิ! เก่งนักไม่ใช่เหรอ? ทำไมคราวนี้เงียบไปล่ะ?”
ลู่เซี่ยพูดพลางออกแรงบีบมือ พลางมองจวงหงเหมยด้วยสายตาเย็นชาจนอีกฝ่ายตัวแข็งทื่อ
“อ่า... อ่า!” สายตาของลู่เซี่ยน่ากลัว ราวกับต้องการจะฆ่ากัน!
นั่นคือสิ่งที่จวงหงเหมยคิดในตอนนี้!
เห็นร่างกายของอีกฝ่ายสั่นเทา ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าน่าจะพอแล้ว จึงยอมปล่อยมือ
ทันทีที่จวงหงเหมยหลุดออกจากการการควบคุม เธอก็ล้มลงกับพื้นทันที
ลู่เซี่ยไม่สนใจ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นี่คือบทเรียนสำหรับแก หากแกยังหาเรื่องฉันอีก ครั้งหน้าก็ลองดู”
ส่วนจวงหงเหมยในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้ยินหรือไม่ แต่เธอรู้สึกว่าลู่เซี่ยเหมือนปีศาจ และรีบวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว
ลู่เซี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอมองไปรอบๆ โชคดีที่ไม่มีใครเห็น
ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เมื่อหันกลับไปก็เห็นว่าเจียงจวินโม่ยืนอยู่ไม่ไกล สายตาของเขามองตรงมาที่เธอ
บทที่ 60: ปฏิเสธ
เจียงจวินโม่
ลู่เซี่ยตกใจ! ที่แท้เขาก็เห็นการกระทำของเธอเมื่อครู่นี้สินะ
แต่ถึงเห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เท่าที่รู้จักเจียงจวินโม่ เขาไม่น่าจะยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ลู่เซี่ยคิดว่าจะไม่น่าจะยุ่งเรื่องของคนอื่น กลับเดินตรงมาหาเธอในตอนนี้
ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว สิ่งที่เธอคิดมันผิดไปเหรอ?
แต่ไม่คาดคิดว่า เมื่อเจียงจวินโม่เดินมาถึง เขากลับพูดเรื่องอื่น
“บ่ายนี้ผมจะไปซื้อเนื้อ เรามาทำอาหารกันตรงที่เดิมเหมือนครั้งที่แล้วไหม?”
“อะไรนะ?” ลู่เซี่ยรู้สึกงุนงง คิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเรื่องนี้
เมื่อตั้งสติได้ก็ถามขึ้นอย่างประหลาดใจ “ไม่ใช่ว่าเพิ่งทานไปเมื่อวานเองหรอ ทำไมถึงอยากทานเร็วแบบนี้ล่ะ?”
เจียงจวินโม่รู้สึกอายนิดหน่อยที่ถามออกไปแบบนั้น เพราะซุปที่ลู่เซี่ยทำเมื่อวานมันอร่อยมาก กินแล้วร่างกายอบอุ่น ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ตื่นเช้ามาวันนี้กลับรู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นด้วย
อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า ร่างกายของเขาอ่อนแอแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เพราะคลอดก่อนกำหนด
เขาไม่คาดคิดว่าซุปเมื่อวานจะทำให้เขาสบายตัวขึ้นมาก จึงอยากจะลิ้มรสมันอีกสักครั้ง
แต่ลู่เซี่ยไม่สนใจความคิดของเขา และปฏิเสธเขาไปตรงๆ
“เมื่อวานเพิ่งทานไปเอง ถือว่าหายอยากแล้ว รอทานอีกทีวันหลังเถอะ ไม่อย่างนั้นไม่ว่าเธอจะมีคูปองเนื้ออีกสักกี่ใบมันก็ไม่พอหรอกทานบ้างไม่ทานบ้าง จะได้ทานได้นานๆดีกว่า”
“ก็ได้” เจียงจวินโม่รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่ได้ยินแบบนั้น แต่ก็ยังตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ในใจกลับคิดว่า ครั้งหน้าจะเขียนจดหมายบอกทางบ้านให้ส่งคูปองเนื้อมาเยอะๆ
ส่วนลู่เซี่ยเมื่อหลังจากกลับไปถึงที่พักของปัญญาชนแล้ว เธอก็ไม่เห็นจวงหงเหมย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายจำไว้เป็นบทเรียนก็พอ
ไม่อย่างนั้นก็จะคอยมาตอมเธอเหมือนยุงอยู่แบบนี้
โชคดีที่ครั้งนี้จวงหงเหมยน่าจะกลัวจริงๆ เพราะหลังจากนั้นเธอก็เอาแต่หลบหน้าลู่เซี่ยตลอด
คนอื่นๆในที่พักของปัญญาชน แม้จะมองออก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร คิดแค่ว่าเธอเปลี่ยนไปแล้ว
แต่ในบางครั้ง ลู่เซี่ยก็เห็นว่าจวงหงเหมยมองมาที่เธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ลู่เซี่ยขมวดคิ้วมุ่น ไม่วายจะรู้สึกหวาดระแวงและรำคาญขึ้นในใจ
ดูท่าเธอยังไม่ยอมแพ้สินะ
น่ารำคาญจริง!
แต่เธอก็ไม่สามารถเป็นฝ่ายทำร้ายคนอื่นก่อนได้ เพราะอย่างน้อย จวงหงเหมยก็แค่รังแกเธอเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปกว่านี้ เธอจึงได้แค่ระวังตัวไว้ก่อน
หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็กลับไปเป็นเธอคนเดิมที่เงียบขรึม
แต่หลังจากที่เฉิงอวี้เจียวย้ายเข้ามา ที่พักของปัญญาชนก็ไม่สงบสุขเหมือนเก่าอีกต่อไป
เพราะเธอเอาแต่ก่อเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน
แม้ตอนนี้เฉิงอวี้เจียวจะไม่ได้ทำงานร่วมพวกเขาแล้ว เพียงแค่ให้เธอไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูซึ่งเป็นงานที่เด็กๆก็ทำได้ แต่เธอกลับมันไม่ได้เรื่องเลย
ที่สำคัญ เธอทำงานมาหลายวันแล้ว แต่ละวันยังไม่เคยได้แม้เพียงคะแแนนงานเดียว
แถมกิริยาก็ดูไม่ดีเอาเสียเลย ไม่ใส่ใจ ไม่แยแสอะไรทั้งนั้น ดูราวกับว่าทำทุกอย่างแบบขอไปที และไม่สามารถเข้ากับคนอื่นได้อีกเช่นกัน
ไม่กี่วันต่อมา ซุนเสิ้งหนานซึ่งเป็นผู้นำของปัญญาชนฝ่ายหญิง ถูกผู้นำหมู่บ้านเรียกตัวไป เขาสั่งให้เธอดูแลปัญญาชนคนใหม่ ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานที่และผู้คนให้ได้ อย่าเอาแต่ทำงานในหมู่บ้านจนลืมเรื่องอื่น ต้องปรับปรุงนิสัยและความคิดด้วย ไม่อย่างนั้นเหล่าปัญญชาจะยิ่งดูแย่ลงไปอีกในสายตาของชาวบ้าน
ซุนเสิ้งหนานกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก แต่ก็คงไม่แปลกอะไร เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่โดนหางเลขไปด้วยก็คงไม่พอใจทั้งนั้น
เมื่อเธอกลับมาที่พักของปัญญาชน เธอก็ตรงไปหาซูม่านทันที
"ซูจือชิง เฉิงจือชิงไปตัดหญ้าหมูกับเธอ เธอน่าจะช่วยสอนงานเฉิงจือชิงหน่อยได้ไหม ถ้าเฉิงจือชิงยังทำตัวไม่ดี พวกเราที่เหลือก็คงโดนมองไม่ดีไปด้วย แถมอนาคตตอนสอบประวัติทางการเมืองก็คงจะแย่แน่ๆ”
ซูม่านได้ฟังก็หน้าเสีย “พี่เสิ้งหนาน ไม่ใช่ฉันไม่อยากช่วยนะ แต่พี่เองก็น่าจะเห็นแล้วว่าช่วงนี้เฉิงจือชิงเป็นอะไรก็ไม่รู้ เธอมองฉันอย่างไม่สบอารมณ์ตลอด ขนาดตอนตัดหญ้าหมู เธอยังไม่เข้าใกล้ฉันเลย ฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้เหมือนกัน”
ซุนเสิ้งหนานมองซูม่านด้วยสายตาซับซ้อน เธอกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
จบตอน
Comments
Post a Comment