countryside ep461-480

บทที่ 461: เด็กสุขภาพดี


   ส่วนด้านนอกห้องคลอด ครอบครัวเจียงที่รออย่างกระวนกระวายใจ ในที่สุดก็ได้เห็นพยาบาลอุ้มเด็กออกมาทุกคนเห็นว่าเด็กคนที่สามคลอดออกมาอย่างราบรื่นแล้ว ก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เจียงจวินโม่ไม่ทันได้สนใจดูเด็ก รีบถามว่า "ภรรยาของผมเป็นอย่างไรบ้าง?"


   "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว" คนอื่นๆได้ยินคำตอบนี้ถึงได้วางใจอย่างสิ้นเชิง


   ส่วนพยาบาลเห็นว่าตอนนี้พวกเขาสนใจแต่คนคลอด ไม่คิดจะดูเด็กอีกแล้ว ก็คิดจะอุ้มเด็กไป ตอนนั้นเอง คังคังที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า


   "ขอถามคุณพยาบาลหน่อยนะครับ นี่เป็นน้องสาวของผมใช่ไหมครับ?" พยาบาลที่อุ้มเด็กอยู่ชะงัก ได้ยินคำถามของเขาก็ยิ้มให้แล้วตอบว่า "ใช่จ้ะ นี่เป็นน้องสาวตัวน้อยของหนูนะ"


   คังคังได้ยินแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกในที่สุด "ดีจังเลย ผมมีน้องสาวแล้ว!"


   เจียงจวินโม่และคุณปู่เจียงพวกเขาถึงได้นึกขึ้นได้ว่าลืมถามเรื่องเพศไป คุณปู่เจียงที่เพิ่งได้หลานชายคนที่สองก็รู้สึกดีใจเป็นพิเศษในตอนนี้


   "ดีจังเลย ฉันได้หลานสาวเพิ่มอีกคนแล้ว!" เจียงจวินโม่ก็มองไปที่ทารกน้อย รู้สึกอ่อนโยนในใจขึ้นมานิดหน่อย


   ในที่สุดเขาก็มีลูกสาวแล้ว!!


   หลังจากอุ้มเด็กออกไปไม่นาน ลู่เซี่ยก็ถูกส่งออกมา เจียงจวินโม่เห็นลู่เซี่ยที่นอนหลับด้วยความเหนื่อยล้าบนเตียงผู้ป่วย รู้สึกสงสารจนทนไม่ไหว เขาตัดสินใจอีกครั้งว่านี่จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่เห็นเธอในสภาพนี้แน่นอน


.......


   เมื่อลู่เซี่ยตื่นขึ้นมาก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว ตอนนี้ห้องผู้ป่วยเงียบมาก เธอเพิ่งลืมตา เจียงจวินโม่ก็สังเกตเห็นทันที


   "คุณตื่นแล้วเหรอ? รู้สึกยังไงบ้าง? หิวไหม?" พอได้ยิน ลู่เซี่ยก็ได้สติกลับมา เธอยิ้มให้เขาและพูดว่า


   "ก็ดีนะ หลังจากนอนหลับสักพัก ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก แต่ก็หิวนิดหน่อย" เจียงจวินโม่ได้ยินว่าเธอหิว จึงลุกขึ้นไปหยิบกล่องข้าวที่หัวเตียง


   "งั้นกินข้าวก่อนนะ ป้าหวังเพิ่งเอามาส่ง ยังร้อนอยู่เลย" ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากได้ยินเช่นนั้น เจียงจวินโม่เองก็ช่วยพยุงเธอให้ลุกขึ้นนั่ง แล้วเธอก็มองไปรอบๆห้องพยาบาล


   จู่ๆเธอก็รู้สึกกังวลขึ้นมา "ลูกอยู่ไหน? ทำไมไม่อยู่ที่นี่ล่ะ?"


   เจียงจวินโม่ยิ้มและตอบว่า "เมื่อกี้ลูกร้องไห้ คงจะหิว ผมกลัวจะรบกวนคุณ เลยให้พี่สี่กับคนอื่นๆอุ้มพวกเขาไปให้นมที่ห้องข้างๆน่ะ" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็มองเขาอย่างอึ้งๆ นี่มันอะไรกัน ลูกของตัวเองนะ เพิ่งเกิดมาก็รำคาญซะแล้วเหรอ


   แต่เธอก็รู้ว่าเขาทำเพื่อให้เธอได้พักผ่อนมากขึ้น เลยไม่ได้พูดอะไร


   ดังนั้นเธอจึงกินข้าวก่อน และหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกๆก็ถูกพี่สี่และป้าใหญ่อุ้มกลับมา ทั้งสองคนดีใจมากที่เห็นเธอตื่นขึ้นมา


   เธอถามลู่เซี่ยว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง พอได้ยินว่าไม่เป็นไรก็โล่งใจ ลู่เซี่ยจึงหันไปมองเด็กๆ คราวนี้เด็กทั้งสามคนตัวเล็กมาก ดูแล้วน่าจะเล็กเกินไป น่าสงสารจริงๆ


   พี่สี่เห็นเธอเป็นแบบนี้จึงปลอบใจว่า "ไม่เป็นไรหรอก เด็กๆได้รับการตรวจแล้ว หมอบอกว่าถึงแม้น้ำหนักจะน้อยไปหน่อย แต่พัฒนาการดีมาก สุขภาพแข็งแรง แค่ดูแลให้ดีๆ เด็กๆก็จะโตเร็ว"


   "ใช่แล้ว!" ป้าใหญ่ก็พูดว่า "เสี่ยวเซี่ยอย่ากังวลไปเลยนะ เจ้าตัวน้อยพวกนี้ถึงแม้จะตัวเล็ก แต่ก็แข็งแรงมาก กินเยอะด้วย ดูก็รู้ว่าจะโตไปอย่างดีแน่นอน" ลู่เซี่ยได้ยินพวกเธอพูดแบบนั้นก็วางใจ


   เธอถามต่อว่า "แล้วคุณปู่กับคังคังล่ะ?"


   "กลับไปแล้วล่ะ" เจียงจวินโม่อธิบายว่า "ที่นี่ไม่มีอะไรแล้ว ผมเลยไม่ให้พวกเขาอยู่เป็นเพื่อน คุณปู่พาคังคังกลับไปนอนกลางวัน คงจะกลับมาอีกทีตอนเย็นๆล่ะมั้ง"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า "จะมาหรือไม่มาก็ได้ เดี๋ยวฉันอยู่แค่สองวันก็ออกโรงพยาบาลแล้ว"


   พอได้ยินแบบนั้นเจียงจวินโม่ก็หัวเราะ "ไม่ได้หรอก เพราะคังคังชอบน้องชายน้องสาวมาก ตอนกลับไปยังอาลัยอาวรณ์อยู่เลย"


   ลู่เซี่ยก็หัวเราะเช่นกัน "ชอบก็ดีแล้ว"



บทที่ 462: เพื่อนร่วมห้องมาเยี่ยม



   เป็นไปตามคาด คังคังมาอีกครั้งในตอนบ่าย เขามาพร้อมกับคุณปู่เจียง หลังจากถามถึงอาการของลู่เซี่ยแล้ว ทั้งสองก็นั่งดูเด็กทั้งสามอยู่ข้างๆ คังคังจ้องมองน้องชายและน้องสาวตัวน้อยอย่างไม่กะพริบตา ไม่รู้ว่ากำลังสงสัยอะไรอยู่


   นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่ามีคนคลอดลูกแฝดสามที่โรงพยาบาล ทำให้ตลอดบ่ายมีคนมากมายมาดูความคึกคัก รวมถึงคนท้องจากห้องอื่นๆที่อยากมาขอพรด้วย ตอนแรกลู่เซี่ยพยายามรวบรวมกำลังต้อนรับพวกเขา แต่ต่อมามีคนมากเกินไป เสียงดังจนลู่เซี่ยปวดหัว อีกทั้งยังปลุกเด็กๆให้ตื่นด้วย


   ในที่สุดเจียงจวินโม่ก็ทำหน้าบึ้ง อ้างว่าลู่เซี่ยเพิ่งคลอดลูกต้องการพักผ่อน จึงไล่ทุกคนออกไป


   หลังจากนั้นเขาก็ปิดประตูและขอให้พยาบาลช่วยดูแล จึงไม่มีใครมารบกวนอีก ลู่เซี่ยจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก อย่างไรก็ตาม แม้จะสามารถปฏิเสธคนที่ไม่รู้จักได้ แต่คนรู้จักก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อยู่ดี


   วันต่อมา ญาติสนิทในครอบครัวก็มากันหมด ทั้งครอบครัวของพี่สาวหลายคน รวมถึงเพื่อนๆในหมู่บ้านก็มาเยี่ยมเธอ และเนื่องจากเธอคลอดลูกแฝดสามในคราวเดียว ซึ่งนับว่าเป็นโชคลาภอันยิ่งใหญ่ ทำให้คนอื่นๆพากันอิจฉาไม่หยุด พวกเขาจึงพากันมาดูความคึกคัก


   ผู้คนมากมายเดินเข้าออก ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้เห็นเด็กทั้งสาม


   ในที่สุดก็จัดการพวกเขาเสร็จ ลู่เซี่ยเหนื่อยจนนอนไม่อยากขยับตัว


   แต่พอดีตอนนั้นเด็กน้อยทั้งสามก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ เด็กทั้งสามเป็นแบบนี้เสมอ พอคนที่สองร้องไห้ คนที่สามก็ร้องตาม คนที่สี่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ราวกับแข่งกัน เสียงร้องไห้ดังสลับกันไปมา


   เจียงจวินโม่ ได้ยินแล้วรีบเข้าไปอุ้มคนที่สี่ขึ้นมา ตรวจดูว่าผ้าอ้อมเปียกหรือไม่ ป้าใหญ่ก็อุ้มคนที่สองขึ้นมาปลอบ ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ก็อุ้มคนที่สามที่เหลืออยู่ และหลังจากดูแล้ว พบว่าผ้าอ้อมยังสะอาด คาดว่าคงหิวแน่นอน


   เจียงจวินโม่ รีบจะไปชงนมผง


   ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ก็พูดว่า "อุ้มมาให้ฉันให้นมก่อนเถอะ วันนี้ฉันพอมีน้ำนมบ้างแล้ว แม้จะไม่มาก ให้แต่ละคนกินนิดหน่อยก่อน" เจียงจวินโม่ ได้ยินแล้วก็อุ้มคนที่สี่มาให้เธอทันที


   "ให้ลูกสาวของเรากินเถอะ เจ้าสองแสบนั่น ตัวโต กินนมผงก็พอแล้ว"


   ลู่เซี่ยมองดูพ่อที่เพิ่งคลอดลูกก็ลำเอียงแล้ว คิดดูแล้วก็ไม่พูดอะไร เธอก็รู้สึกสงสารเด็กหญิงตัวน้อยที่สุดคนนี้เหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าพวกเขาไม่ขาดแคลนลูกชาย แต่ลูกสาวกลับเป็นลูกคนเดียว


   ป้าใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์แบบนั้นก็ไม่ได้พูดอะไร คอยช่วยป้อนนมผงให้เด็กอีกสองคน และเนื่องจากมีลูกหลายคน ลู่เซี่ยเพิ่งคลอดเสร็จและต้องการพักผ่อน ดังนั้นตอนกลางคืนป้าใหญ่จึงอยู่เป็นเพื่อนด้วย ทำให้เจียงจวินโม่ดูแลเด็กสามคนคนเดียวก็ไม่ได้ลำบากมากนัก


   วันรุ่งขึ้นเมื่อตื่นนอน ป้าหวังก็นำอาหารเช้ามาส่งให้พวกเขาแต่เช้า หลังจากลู่เซี่ยกินอาหารเช้าและให้นมลูกแล้ว เพื่อนร่วมห้องของเธอก็มาเยี่ยม


   ลู่เซี่ยเห็นเพื่อนร่วมห้องมาก็แปลกใจ "ทำไมพวกเธอถึงมากันหมดเลยล่ะ?" ถันอวิ๋นฟางยิ้มให้เธอและพูดว่า


   "พวกเราได้ยินอวี๋หวั่นบอกว่าคุณน่าจะคลอดในวันสองวันนี้ ก็เลยคิดว่าจะมาดู ไม่คิดว่าจะมาได้พอดี คุณคลอดแล้ว" อวี๋หวั่นได้ยินแล้วก็ยิ้มพูดว่า "ใช่แล้ว ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ ปิดเทอมพอดีเลยนะ!"


   ถังย่วนที่อยู่ข้างๆ มองทารกสามคนที่วางเรียงกันอย่างไม่วางตาด้วยความชอบ "ลู่เซี่ย ลูกๆของเธอนี่น่ารักจังเลย ตัวเล็กๆ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้ม "รอให้พวกเขาร้องไห้ เธอก็คงไม่บอกว่าพวกเขาน่ารักแล้วล่ะ"


   ถันอวิ๋นฟางได้ยินเธอพูดเช่นนั้นก็หัวเราะ เธอเข้าใจความหมายของลู่เซี่ยดี มีแต่คนที่เคยเลี้ยงลูกมาแล้วเท่านั้นที่จะรู้ว่า เด็กๆมักจะดูน่ารักเมื่อเป็นลูกคนอื่นเท่านั้น แต่เมื่อต้องเลี้ยงเองกลับไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่เด็กที่น่ารักที่สุดก็ยังมีช่วงเวลาที่ทำให้ปวดหัวได้เหมือนกัน



บทที่ 463: คังคังผู้น่ารัก



   เย่หนานตั้งแต่เข้ามาก็มองดูเด็กๆไม่วางตา ตอนนี้ยิ่งรู้สึกทึ่งพูดว่า "ดีจังเลย พอเห็นเธอมีลูกแล้ว ฉันก็รู้สึกอิจฉานิดหน่อย"


   "เธอก็ไม่ต้องอิจฉาฉันหรอก เดี๋ยวเธอก็มีได้เหมือนกัน" ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นก็แซวไป ใครจะรู้ว่าเย่หนานกลับไม่มีท่าทีเขินอายเลย


   "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน พอดีฉันจะทำเหมือนเธอ ถือโอกาสตอนเรียนอยู่มีลูกซะเลย พอเรียนจบก็จะได้ทุ่มเทกับการทำงานได้เต็มที่ ไม่มีอะไรมากระทบ" ลู่เซี่ยฟังเธอพูดแบบนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี เธอคิดไกลจริงๆ


   จากนั้นพวกเธอก็คุยกันสักพัก ก็ได้ยินถันอวิ๋นฟางอธิบายให้เธอฟังว่า "หูชุ่ยหัวก็อยากมาเยี่ยมเธอเหมือนกัน แต่ว่าปีหนึ่งสอบไม่ตรงกับพวกเรา วันนี้เธอยังมีสอบอยู่ เลยมาไม่ได้ น่าเสียดายมากเลย!"


   ลู่เซี่ยยิ้มแล้วพูดว่า "งั้นพวกเธอบอกชุ่ยหัวเลยนะว่าไม่ต้องเสียดายหรอก เดี๋ยวเปิดเทอมหน้าก็ได้เจอฉันแล้ว"


   พูดจบก็ถามว่า "ผลการเรียนของพวกเราน่าจะออกมาแล้วใช่ไหม พวกเธอจะออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อไหร่ล่ะ" อวี๋หวั่นได้ยินเธอถามแบบนั้นก็พูดตรงๆว่า


   "คณะเราผลการเรียนออกมาแล้ว อ้อใช่!! ยินดีด้วยนะลู่เซี่ย เธอยังอยู่ในห้าอันดับแรก" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็โล่ง.อก แม้จะตกลงมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลดลงมากเกินไป แค่นี้ก็ดีแล้ว


   ส่วนการวางแผนช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของเพื่อนร่วมห้องก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นอกจากถังย่วนกลับเมืองหู คนอื่นๆยังคงอยู่ในเมืองหลวง จากนั้นก็ได้ยินถังย่วนพูดอย่างผิดหวังเล็กน้อยว่า


   "พวกคุณทุกคนที่อยู่ต่อก็จะได้ร่วมงานแต่งงานของเย่หนาน มีแค่ฉันที่ไปไม่ได้"


   อวี๋หวั่นเห็นสถานการณ์แล้วจึงเสนอว่า "ไม่เป็นไรหรอก รอเธอกลับมาก่อนก็ได้นะ ยังไงพอจบงานแต่งงานก็ใกล้เปิดเทอมแล้ว กลับมาก่อนสักไม่กี่วันก็ไม่เป็นไรหรอก"


   นี่เพราะงานแต่งงานของเย่หนานจะจัดขึ้นกลางเดือนสิงหาคม จริงๆแล้วก็ใกล้เปิดเทอม พอถังย่วนฟังแล้วก็ลังเลเล็กน้อย


   เย่หนานเห็นสถานการณ์จึงพูดว่า "ถ้าเธอสะดวกก็กลับมา ถ้าไม่สะดวกรอเปิดเทอมค่อยกลับมาก็ไม่เป็นไรหรอก ในห้องพวกเรานอกจากฉันแล้วก็ยังมีคนที่ยังไม่แต่งงานอีกตั้งหลายคน รอคราวหน้าตอนงานแต่งงานของคนอื่นพวกเราค่อยไปร่วมด้วยกันก็ได้"


   ถังย่วนฟังแล้วพยักหน้าพูดว่า "ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะคุยกับพ่อแม่ดู ถ้าพวกท่านให้ฉันกลับมาก่อน ฉันก็จะสามารถร่วมงานแต่งงานของเธอได้"


   "ดี" ดูจากท่าทางของเธอก็รู้ว่าเธอเป็นเด็กดีที่เชื่อฟังพ่อแม่ ดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจ


   ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ เจียงจวินโม่ก็กลับมาพอดี แต่เดิมเขาเห็นเพื่อนร่วมห้องของลู่เซี่ยมา ก็หาเรื่องออกไปข้างนอก คุณป้าใหญ่ก็เห็นว่าเพิ่งให้นมเด็กเสร็จ จึงออกไปคุยกับพี่สี่ ปล่อยให้พวกเขาช่องว่างกันบ้าง


   ในขณะนี้ เจียงจวินโม่กลับมาพร้อมกับคังคังที่เดินตามหลังมาด้วย เพราะวันนี้คุณปู่เจียงมีธุระ ต้องไปร่วมงานแต่งงานของหลานชายเพื่อนทหารเก่า ดังนั้นคังคังจึงถูกเสี่ยวอวี๋พามาส่ง


   เพื่อนร่วมห้องเพิ่งเคยเห็นลูกชายคนโตของลู่เซี่ยเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างแสดงความสนใจกันยกใหญ่


   "พระเจ้า ลู่เซี่ย! ลูกชายของเธอหน้าตาดีจริงๆเหมือนเธอมาก! แต่ยิ่งเหมือนคุณเจียงมากกว่า!"


   คังคังนั้นมีร่างกายที่คล้ายคลึงกับลู่เซี่ยอยู่บ้าง เมื่อถูกแดดเผาจนคล้ำ แค่รอแป๊ปเดียวก็จะขาวขึ้นเอง ช่วงฤดูร้อนปีที่แล้วถูกแดดเผาจนคล้ำ แต่พอผ่านฤดูหนาวมา เขาก็ขาวขึ้น ปีนี้ยังไม่ได้ไปหลบร้อนกับคุณปู่ และไม่ได้วิ่งเล่นกลางแดดจัด จึงยังไม่คล้ำมากนัก


   อีกทั้งเขายังมีหน้าตาที่ละเอียดอ่อน ตอนนี้ดูแล้วหล่อกว่าเด็กคนอื่นๆมาก


   จึงไม่แปลกที่เพื่อนร่วมห้องจะประหลาดใจกันขนาดนี้


   คังคังเพิ่งได้ยินคุณพ่อบอกตอนอยู่ข้างนอกว่าเพื่อนของคุณแม่มาเยี่ยม ดังนั้นตอนนี้เขาจึงไม่รู้สึกประหม่า และยิ้มทักทายพวกเธอโดยตรงว่า "สวัสดีครับคุณป้าทุกคน ผมชื่อคังคังนะครับ ขอบคุณที่ทุกคนมาเยี่ยมคุณแม่ครับ!"


   น้ำเสียงเด็กๆ แต่แกล้งทำท่าเป็นผู้ใหญ่ ทำให้เพื่อนร่วมห้องของลู่เซี่ยหลงรักเขาในทันที เย่หนานถึงกับพูดว่า "ฉันไม่สนแล้วล่ะ!! ลู่เซี่ย! ฉันต้องมีลูกน่ารักเหมือนลูกชายเธอให้ได้เลย!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยกคางอย่างภาคภูมิใจ "คงยากหน่อยนะ คังคังมีคนเดียวเท่านั้นแหละ!"


   คังคังที่อยู่ข้างๆ ก็พูดว่า "ใช่ครับคุณป้า คังคังเป็นลูกชายของคุณแม่คนเดียวเท่านั้น"


   "โอ้ย น่ารักจังเลย!" คนอื่นๆ เห็นเขาเป็นแบบนี้ก็ชอบมาก


   ในพริบตา คังคังก็แซงหน้าน้องๆที่เพิ่งเกิดและชนะใจเพื่อนร่วมห้องทั้งหมดไป ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้นก็ยิ้มพลางส่ายหัว



บทที่ 464: กลับไปอยู่ไฟที่บ้านหลังเล็ก



   หลังจากเพื่อนร่วมห้องกลับไปแล้ว ลู่เซี่ยจึงหันไปมองของที่พวกเธอนำมาให้ มีขนมหวานและผลไม้บางอย่าง ดูแพงทีเดียว คงเป็นของที่พวกเธอรวมเงินกันซื้อมา รวมถึงหูชุ่ยหัวที่วันนี้ไม่ได้มาด้วย


   ลู่เซี่ยรู้ว่าเพื่อนร่วมห้องทุกคนล้วนดีกับเธอ แต่เธอก็ไม่ได้รับของอย่างสบายใจนัก เพียงแต่ตัดสินใจว่าเมื่อกลับไปเรียนจะซื้อของกินมาฝากพวกเธอให้มากหน่อย โดยเฉพาะหูชุ่ยหัว ที่ปกติก็ลำบากอยู่แล้ว อย่าให้ต้อง 'ล้มละลาย' เพราะซื้อของมาให้เธอแบบนี้เลย


......


   ลู่เซี่ยอยู่โรงพยาบาลสามวันหลังคลอดแล้วจึงออกจากโรงพยาบาล


   จริงๆแล้วเวลาที่เธออยู่ก็ถือว่านานแล้ว เพราะเธอคลอดลูกแฝดสาม เจียงจวินโม่และคนอื่นๆยังคงไม่วางใจ แม้แต่หมอก็ไม่วางใจ จนกระทั่งแน่ใจว่าเธอไม่มีปัญหาอะไรแล้ว จึงให้เธอออกจากโรงพยาบาล


   เช่นเคย เสี่ยวอวี๋ขับรถมารับเธอ


   แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังใหญ่ แต่ตรงไปที่บ้านหลังเล็กเลย ใช่แล้ว ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ตัดสินใจจะอยู่ไฟที่บ้านหลังเล็ก


   หนึ่ง ห้องพักของลู่เซี่ยที่บ้านหลังใหญ่อยู่ชั้นบนไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก


   สอง บ้านหลังเล็กอาจเพราะมีสระน้ำจึงเย็นสบายกว่า อีกทั้งยังเงียบสงบ เหมาะแก่การพักฟื้น


   ที่สำคัญกว่านั้นคือที่นั่นมีผักครบครัน ทำอาหารสะดวก


   ใช่แล้ว! เพราะในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ เจียงจวินโม่และลู่เซี่ยก็แอบแวะไปปลูกผักที่บ้านหลังเล็กนั้นอีก เลี้ยงไก่ไว้ไม่น้อย ทั้งหมดใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์เลี้ยงไว้ด้วย


   ในบ่อปลานอกจากปลาคาร์ฟก็เลี้ยงปลาชนิดอื่นที่กินได้ไว้ไม่น้อย


   อีกทั้งธัญพืชที่ลู่เซี่ยปลูกไว้ในมิติช่องว่างก็นำออกมาทำเป็นอาหารหลัก ดังนั้นวัตถุดิบในการทำอาหารแทบไม่ต้องซื้อเลย


   สรุปคือ ที่นี่ทำอะไรก็สะดวกมาก


   คุณปู่เจียงคิดดูแล้วก็เห็นด้วย และยังพาคังคังย้ายมาด้วย ตั้งใจจะอยู่กับพวกเขาสักระยะหนึ่ง ดังนั้นพอลู่เซี่ยนั่งรถกลับมาถึงบ้านหลังเล็ก บ้านก็ถูกทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว และคุณป้าหวังก็ทำอาหารเสร็จรอพวกเขาอยู่


   ใช่แล้ว ปีนี้ป้าหวังก็ไม่ได้หยุดกลับบ้านเกิด


   เพราะตั้งแต่ลู่เซี่ยรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์เป็นแฝดสามคน เธอก็รู้ว่าเธอกับเจียงจวินโม่สองคนคงดูแลไม่ไหวแน่นอน ถึงดูแลได้ก็คงเหนื่อยมาก ดังนั้นจึงได้ปรึกษากับป้าหวังเอาไว้ล่วงหน้า ให้เธออยู่ช่วยทำอาหารในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนนี้ โดยจะจ่ายค่าจ้างให้เป็นสองเท่า


   ป้าหวังยินดีอย่างแน่นอน เพราะตั้งแต่ลูกชายเสียชีวิตและลูกสะใภ้แต่งงานใหม่ เธอกับสามีก็ต้องดูแลหลานๆที่ลูกชายทิ้งไว้ และแม้ว่าเธอจะมีงานเป็นพี่เลี้ยงที่ทางรัฐจัดหาให้และได้เงินไม่น้อย แต่การเลี้ยงดูเด็กหลายคนก็เหนื่อยมาก ส่วนสามีที่อยู่บ้านเกิดทำนา ก็แทบจะไม่ได้เงินเลย


   ทุกครั้งที่กลับบ้านตอนปิดเทอม นอกจากได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวแล้ว เธอก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก แต่ครั้งนี้แค่ทำอาหารและดูแลคนอยู่ไฟเพียงเดือนเดียวก็ได้ค่าจ้างสองเท่า สำหรับเธอแล้วดีเกินไปด้วยซ้ำ


   ดังนั้นเธอจึงตกลงอยู่ทันที และตอนนี้ก็ย้ายมาอยู่ด้วยแล้ว


   และหลังจากที่ลู่เซี่ยกลับมา เธอยังคงอยู่ห้องนอนใหญ่ ลูกสามคนที่เพิ่งคลอดก็อยู่กับพวกเขาด้วย เตียงเด็กที่เจียงจวินโม่หาคนทำไว้ก็ถูกวางไว้ที่นี่ โชคดีที่ห้องใหญ่พอจะวางได้ คังคังอยู่ในห้องนอนที่ลู่เซี่ยเตรียมไว้ให้ คุณปู่เจียงอยู่ข้างๆคังคัง ส่วนป้าหวังอยู่ห้องรับรอง


   ส่วนคุณป้าใหญ่กลับไปที่บ้าน เพราะหลังจากลู่เซี่ยออกจากโรงพยาบาล เธอก็ต้องกลับไปทำงาน


   หลังจากนี้ตั้งใจว่าจะแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวเมื่อไม่ยุ่ง


   ก่อนจากไป ลู่เซี่ยยังคงแสดงความขอบคุณสำหรับการดูแลที่ได้รับในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะทั้งเธอและ เจียงจวินโม่ ต่างก็ไม่มีพ่อแม่ เจียงจวินโม่นั้นไม่มีจริงๆ ส่วนลู่เซี่ยมีแต่ก็เหมือนไม่มี


   ป้าใหญ่จึงทำหน้าที่เสมือนแม่ การดูแลเอาใจใส่อย่างละเอียดถี่ถ้วนในช่วงเวลานี้ ทำให้เธอรู้สึกถึงความรักของแม่จากป้า จึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก



บทที่ 465: ท้องทีเดียวมีหลายคน



   คืนแรกที่กลับมาที่บ้านหลังเล็ก ลู่เซี่ยรู้สึกผ่อนคลายลงไปมาก คิดว่าจะได้นอนหลับสบาย แต่ผลปรากฏว่าเจ้าตัวเล็กร้องไห้ทุกๆสองสามชั่วโมง


   เนื่องจากได้กินอาหารดีๆ ทำให้ลู่เซี่ยมีน้ำนมไม่น้อย แต่ก็ไม่พอสำหรับเด็กสามคน แม้ว่าพวกเขาจะตัวเล็ก แต่ทุกคนกินจุมาก ดังนั้นนมแม่ของเธอจึงไม่เพียงพอเลย และทุกครั้งเจียงจวินโม่ต้องชงนมผงเพิ่มอีกไม่น้อย จึงจะทำให้พวกเขาอิ่มได้


   คืนหนึ่งผ่านไปแบบนี้ ทั้งสามีภรรยาต่างเหนื่อยล้า ได้แต่รีบงีบหลับในตอนกลางวันขณะที่เด็กๆหลับ


   แต่ผ่านไปหลายวัน ทั้งสองก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็คิดแล้วพูดกับเจียงจวินโม่ด้วยความกังวลว่า "ตอนนี้ปิดเทอมฤดูร้อนเรายังพอทนได้ แต่พอเปิดเทอมเราก็จะขึ้นปี3แล้ว เป็นช่วงที่มีวิชาเอกเยอะที่สุด คงจะยุ่งมากแน่นอน ฉันกลัวว่าจะไม่มีพลังงานมากพอที่จะดูแลพวกเขา แล้วตอนที่เราไปเรียนตอนกลางวัน เด็กๆจะทำยังไงล่ะ?


   ป้าหวังยังต้องทำอาหาร ก็ดูแลพวกเขาสามคนไม่ไหวหรอก คุณปู่ก็อายุไม่น้อยแล้ว การดูแลคังคังก็เหนื่อยพอแล้ว เราคงไม่ให้เขาช่วยดูแลเด็กเล็กๆอีกหรอกนะ!"


   เจียงจวินโม่ฟังคำพูดของเธอแล้วยิ้ม "ไม่ต้องกังวล ฉันคิดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว ฉันได้ฝากคนถามไว้แล้ว อีกไม่กี่วันจะมีพี่เลี้ยงมา ตอนนั้นเธอกับป้าหวังช่วยกัน น่าจะดูแลไหวอยู่แหละ"


   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเขาจะคิดถึงเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังกังวลอยู่บ้าง "ตอนนี้พวกเราจ้างพี่เลี้ยงอย่างเปิดเผยจะไม่เป็นไรเหรอ?"


   "วางใจเถอะ ไม่มีปัญหาอะไรหรอก อีกอย่างพวกเรามีเหตุผลที่ชอบธรรม และยังสามารถสร้างโอกาสการทำงานได้มากขึ้น แน่นอนว่าไม่มีปัญหาอะไร" ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นจึงวางใจ


......


   ลู่เซี่ยมาอยู่ไฟได้ไม่กี่วัน คุณยายหลิวก็มาเยี่ยม ทั้งยังเอาไข่มาให้ไม่น้อย และพอเห็นลู่เซี่ยก็พูดว่า "โอ้โฮ คลอดลูกแล้วสินะ ดีจังเลย! คลอดทีเดียวสามคนเลย ลูกคนนี้ของเธอมีบุญจริงๆ! ฉันอยากมาเยี่ยมเธอตั้งแต่ไม่กี่วันก่อนแล้ว ใครจะไปคิดว่าลูกสะใภ้ของฉันก็ท้องเหมือนกัน ฉันเลยต้องอยู่บ้านดูแลเธอสักสองสามวัน รอให้เธอดีขึ้นก่อนถึงมาได้"


   ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดของคุณยายหลิวก็ยิ้มน้อยๆ "งั้นก็ขอแสดงความยินดีกับคุณยายหลิวด้วยนะคะ แต่คุณมาเยี่ยมก็พอแล้ว เอาไข่มาทำไมอีกล่ะ ที่บ้านฉันก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร"


   คุณยายหลิวยิ้มพลางโบกมือ "ให้เธอแล้ว ยังไงก็กินๆไปเถอะ ปีที่แล้วฉันก็กินผักกับไข่ของบ้านเธอไปไม่น้อย ฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลย ปีนี้สวนของฉันก็ปลูกผัก เลี้ยงไก่ แม้จะไม่มากเท่าบ้านเธอ แต่ก็พอกินแล้วล่ะ!"


   ลู่เซี่ยได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็ไม่ยืนกรานต่อไปอีก อย่างมากก็รอให้ลูกสะใภ้ของเธอคลอดแล้วค่อยส่งกลับไป


   คุณยายหลิวนั่งอยู่ที่นี่สักพัก ชื่นชมเด็กๆอย่างดีแล้วถึงจากไป และตอนที่จากไป เธอยังบอกว่าจะพาลูกสะใภ้มาร่วมแสดงความยินดีในภายหลัง


.......


   เนื่องจากคนรู้จักแถวนี้ก็มีแค่ครอบครัวคุณยายหลิว หลังจากที่เธอจากไป ก็ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมอีก ทำให้บ้านสงบเงียบลงไปมาก ส่วนคุณปู่เจียงหลังจากพักอยู่ที่นี่มาสิบกว่าวัน ก็วางแผนจะพาคังคังไปหลบร้อน แต่เดิมปีนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะไป คิดจะอยู่เป็นเพื่อนลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ แต่ลู่เซี่ยเห็นว่าเขาอยู่ที่นี่แล้วเบื่อ คนรู้จักในบ้านพักก็ไปกันหมดแล้ว


   ดังนั้นหลังจากคิดดูแล้วจึงให้เขาไป อย่างไรเสียถึงอยู่ก็ไม่มีอะไรทำ


   หลังจากคุยกันอยู่หลายครั้ง คุณปู่เจียงก็คิดดูแล้วตกลง เขาคิดว่าถึงอยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ยังต้องให้พวกเขาดูแลอีก จึงตัดสินใจไปหลบร้อนดีกว่า


   ตอนไปยังพาคังคังไปด้วย กลัวว่าพวกเขาจะดูแลเด็กหลายคนไม่ไหว


   ลู่เซี่ยก็กลัวว่าจะเอาใจใส่เด็กเล็กจนละเลยคังคัง จึงให้เขาไปด้วย


   คังคังก็คิดถึงเพื่อนเล่นปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด เลยไม่ได้ฝืนใจอะไร แค่ก่อนไปเขาก็อยู่กับน้องชายน้องสาวนานมาก พึมพำอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าพูดอะไรกันแน่



บทที่ 466: ตั้งชื่อเรียบร้อยแล้ว



   อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณปู่เจียงและคนอื่นๆจะจากไป พวกเขาได้ตั้งชื่อให้กับเด็กๆหลายคนเรียบร้อยแล้ว


   จริงๆแล้วชื่อของลูกคนที่สองและคนที่สามก็ไม่ได้ตั้งเป็นพิเศษ ตอนที่คังคังเกิดนั้น คุณปู่ได้ตั้งชื่อไว้แล้วซึ่งก็ดีอยู่แล้ว ตอนนั้นไม่ได้ใช้ก็รู้สึกเสียดายอยู่ ดังนั้นครั้งนี้ ลู่เซี่ย จึงตัดสินใจใช้ชื่อสองชื่อนั้นเลย


   ลูกคนที่สองชื่อเจียงเฉินอัน ลูกคนที่สามชื่อเจียงฉีเฉิน


   คุณปู่ได้ยินแล้วก็ดีใจมาก เพราะชื่อของเด็กๆทุกคนล้วนเป็นชื่อที่เขาตั้งให้


   แต่พอถึงลูกคนที่สี่ ซึ่งก็คือการตั้งชื่อให้ลูกสาวคนเดียวของเจียงจวินโม่ เขาก็อยากจะแย่งสิทธิ์นี้บ้าง


   ปู่หลานต่างไม่ยอมกัน จึงเกิดการเผชิญหน้ากันขึ้น และสุดท้ายพวกเขาตัดสินใจให้แต่ละคนตั้งชื่อที่ตัวเองพอใจ แล้วให้ลู่เซี่ยเป็นคนเลือก


   คุณปู่เจียงตั้งชื่อว่าเจียงชิงเหลียน ซึ่งมาจากคัมภีร์ซือจิง เป็นการบรรยายถึงเด็กผู้หญิงที่บริสุทธิ์และงดงาม


   แต่เจียงจวินโม่กลับไม่เห็นด้วย เขาคิดว่าชื่อนี้ล้าสมัยเกินไป ไม่เหมาะกับลูกสาวสุดที่รักของเขา


   "แล้วเธอตั้งใจจะเรียกว่าอะไร?" ลู่เซี่ยถาม เจียงจวินโม่คิดสักครู่ แล้วพูดชื่อที่เขาเตรียมไว้นานแล้ว


   "เจียงมู่เซี่ย"


   พอได้ยินชื่อนี้ ลู่เซี่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง พอรู้สึกตัว หน้าก็แดงขึ้นมาทันที


   แล้วเธอก็จ้องเขาอย่างดุดัน!


   ชื่อนี้ตรงเกินไปแล้ว ถ้าพูดว่าลูกชายคนโตชื่อเจียงลู่หมิงเป็นคำพ้องเสียงเธอยังพอรับได้ แต่ชื่อนี้มันน่าอายไปหน่อย เพราะแม้แต่คุณปู่เจียงพอได้ยินก็มองเขาอย่างพูดไม่ออก


   ยุคนี้การแสดงความรู้สึกค่อนข้างจะเป็นนัยๆ ลู่เซี่ยแน่นอนว่าไม่สามารถให้ลูกคนที่สี่ชื่อนี้ได้ ไม่งั้นทุกครั้งที่มีคนเรียกลูกเธอ เธอคงอ้าปากแน่นอน และถ้าเรียกชื่อนี้จริงๆ ชื่อเล่นของเด็กก็คงตั้งยาก จะให้เรียกว่าเซี่ยเซี่ยหรือเสี่ยวเซี่ยหรือ? นั่นมันก็ซ้ำชื่อเธอที่เป็นแม่หรอกนี่!


   แต่ชื่อที่คุณปู่เจียงตั้งให้เธอก็ไม่ชอบ มีกลิ่นอายของดอกบัวขาว


   ดังนั้นฉันจึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "เรียกว่าเจียงเยเจินดีไหม?"


   คุณปู่เจียงได้ยินแล้วตาเป็นประกาย "ดุจดอกท้อบานสะพรั่ง ใบของมันช่างงดงาม ไม่เลวเลย ยังคงเป็นเสี่ยวเซี่ยที่ตั้งชื่อได้ดี เหมือนกับ 'ซือจิง' ฟังดูไพเราะกว่าชิงเหลียน และมีที่มาเหมือนกับชื่อของพี่ชายหลายคนเลยนะ ดีมาก ฟังแล้วรู้เลยว่าเป็นพี่น้องกัน!"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่าชื่อก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยไม่เห็นด้วย จึงพยักหน้าเช่นกัน


   "เรียกว่าเย่เจินก็แล้วกัน ต่อไปลูกสาวที่รักของเราก็จะเป็นเจินเจินแล้ว!"


......


   หลังจากตั้งชื่อเสร็จ คุณปู่เจียงและคนอื่นๆก็จากไป และหลังจากพวกเขาไป บ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งช่วงนี้ เด็กๆโตเร็วมาก ไม่นานก็โตขึ้นไม่น้อย เจียงจวินโม่ให้นมลูกยังคงลำเอียงให้คนที่สี่ ทุกครั้งจะให้เธอกินอิ่มก่อนแล้วค่อยให้นมพี่ชายสองคน พวกคนที่สองและสามทุกครั้งจะได้กินแค่ครึ่งอิ่ม แล้วค่อยไปดื่มนมผง


   ตอนแรกเธอมีน้ำหนักน้อยที่สุด ลู่เซี่ยก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ช่วงนี้ลู่เซี่ยเห็นว่าพวกเขาโตเท่าๆกันแล้ว แถมยังรู้สึกว่าลูกสาวคนที่สี่อ้วนกว่าเล็กน้อย เธอจึงไม่ลำเอียงอีกต่อไป ทุกครั้งจะให้นมแม่พวกเขากินเท่าๆกัน ถ้ากินไม่อิ่มค่อยดื่มนมผง


   ตอนแรกลูกสาวคนที่สี่ยังคงร้องไห้งอแงไม่ยอมกินนมผงอย่างเอาแต่ใจ


   เจียงจวินโม่เห็นเธอร้องไห้จนตาแดง รู้สึกสงสารอยู่บ้าง อยากจะเอ่ยปากชวนลู่เซี่ยให้ยอมให้เจ้าตัวเล็กกิน


   แต่ลู่เซี่ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแล้วปฏิเสธทันที "ไม่ได้นะ พวกเราต้องปฏิบัติต่อลูกๆอย่างเท่าเทียมกัน ถ้าปล่อยให้เธอมีความคิดว่าทุกอย่างต้องให้เธอก่อนตั้งแต่เด็ก โตขึ้นจะเอาอยู่เหรอ!"


   เจียงจวินโม่ก็รู้ดีถึงเหตุผลนี้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่เห็นลูกสาวร้องไห้ จึงช่วยอธิบายว่า "เจ้าหนูยังเล็กอยู่ ไม่เข้าใจหรอก" ลู่เซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย


   "ถ้าเจ้าตัวเล็กไม่เข้าใจ อีกเดี๋ยวก็คงไม่ร้องไห้แล้ว แล้วถึงแม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจจริงๆ แต่การที่ไม่พอใจอะไรก็เริ่มร้องไห้งอแง แล้วนายก็ตามใจ ผลที่ตามมาคงจะร้ายแรงกว่านี้แน่นอน และถ้าปล่อยให้ติดเป็นนิสัย ต่อไปไม่พอใจอะไร ก็จะคิดว่าแค่ร้องไห้ก็จะได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นมันไม่เท่ากับทำร้ายเจ้าหนูหรอกเหรอ! เพิ่งจะไม่ถึงเดือนก็เอาแต่ใจขนาดนี้แล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะนายตามใจนั่นแหละ นายอยากให้ลูกชายของนายต้องอยู่ท่ามกลางความลำเอียงของพ่อแม่ตลอดไปหรือไง?"



บทที่ 467: พี่สะใภ้ชิวมาเยี่ยมพร้อมของขวัญ



   เจียงจวินโม่ฟังคำพูดของเธอแล้ว มองดูลูกชายสองคนที่กำลังดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย เขาอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดออกมา แล้วเริ่มป้อนนมผงให้ลูกสาวอย่างระมัดระวัง และอาจเป็นเพราะรู้ว่าร้องไห้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ลูกคนที่สี่รู้สึกน้อยใจมาก แต่ก็ไม่งอแงแล้ว ในที่สุดก็ยอมอ้าปากกินนมผง


   เจียงจวินโม่ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก


   ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นก็ชายตามองเขา คิดในใจว่า


   ‘เห็นไหม นี่แหละที่ตามใจเขา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าต่อไปเขาเป็นทาสลูกสาวแน่นอน’


   จริงๆแล้วนมผงก็ไม่ได้ดื่มยากอะไร ก็ชงด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน เด็กคนอื่นๆก็ดื่มได้ ทำไมเธอถึงดื่มไม่ได้ คงจะตามใจมากเกินไปแล้ว


......


   ผ่านไปหลายวัน เพื่อนๆของเจียงจวินโม่และลู่เซี่ยก็ทยอยมาเยี่ยมพวกเขา คนแรกที่มาคือคู่สามีภรรยาพี่สวี ลู่เซี่ยเห็นพี่สะใภ้ชิวก็ดีใจมาก รีบพูดว่า "พี่ชิวมาเสียที ฉันอยู่บ้านทุกวันเบื่อจะตายอยู่แล้ว"


   พี่สะใภ้ชิวเห็นดังนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า "การอยู่ไฟก็เป็นแบบนี้แหละ แต่เธอต้องดูแลลูกสามคนพร้อมกันก็เหนื่อยน่าดูเลยนะ" ลู่เซี่ยพยักหน้าอย่างยากจะอธิบาย


   "ใช่ค่ะ มันทรมานมากจริงๆ ทุกครั้งที่พวกเขาร้องก็ร้องพร้อมกัน เหมือนการบรรเลงเพลงสามชั้นเลย ฉันรู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้เป็นลูกของฉันล่ะ"


   พี่สะใภ้ชิวมองเธอแบบนั้นแล้วก็หัวเราะพูดว่า "เธอนี่หัวกิ้งก่าได้ทองจริงๆเลยนะ ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นอิจฉาเธอแค่ไหน อย่างฉันนี่อยากให้เสี่ยวเทียนมีน้องชายน้องสาวมาตลอด แต่ตอนคลอดเขาร่างกายก็พังไปเลย หลังจากนั้นก็ไม่เคยตั้งครรภ์อีกเลย"


   ลู่เซี่ยเห็นเธอพูดเรื่องนี้แล้วสีหน้าดูหม่นลงเล็กน้อย จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาว่า "พูดถึงเสี่ยวเทียน วันนี้ทำไมเขาไม่มาล่ะ ฉันไม่ได้เจอเขานานแล้ว"


   พี่สะใภ้ชิวก็เศร้าแค่ชั่วครู่ เพราะผ่านมานานขนาดนี้เธอก็ทำใจได้แล้ว รู้ว่าลู่เซี่ยไม่อยากให้เธอเสียใจ ดังนั้นจึงพูดตามเรื่องที่ลู่เซี่ยถามว่า


   "เสี่ยวเทียนไปบ้านคุณปู่ของเขาน่ะ พอปิดเทอมฤดูร้อนก็รีบไปเลย บอกว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนคุณปู่ จริงๆแล้วโรงเรียนของพี่สวีก็ปิดเทอมแล้ว งานฉันที่นี่ก็ไม่ยุ่งมาก เลยพอจะลาได้ พวกเราก็เลยวางแผนจะไปอยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อสักสองสามวันนี้ ไม่กี่ปีมานี้สุขภาพท่านไม่ค่อยดีน่ะ"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รีบถามไถ่ด้วยความห่วงใยสองสามประโยค จากนั้นก็ได้ยินพี่สะใภ้ชิวพูดต่อว่า "พวกเราจะไปพรุ่งนี้มะรืนนี้แล้ว คงไม่ทันงานเต็มเดือนของลูกเธอแน่ๆ ของขวัญเต็มเดือนฉันขอให้เธอตอนนี้เลยแล้วกันนะ" พูดจบก็หยิบกำไลเงินขนาดเล็กสามอันที่ดูประณีตออกมา เห็นได้ชัดว่าเพิ่งทำใหม่ๆ


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็รีบปฏิเสธ "พี่ชิวอย่าเลยค่ะ ตอนนี้แม้ว่านโยบายจะผ่อนคลายลงมากแล้ว แต่พวกเราก็ไม่ได้จัดงานเต็มเดือนหรอก พวกเขาก็แค่เป็นแฝดสามที่หายาก ถ้าจัดงานอีกกลัวว่าจะรักษาโชคดีไว้ไม่อยู่"


   คำพูดนี้เป็นคำพูดของคุณปู่เจียง พอดีลู่เซี่ยก็ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ เจียงจวินโม่ก็อยากให้เธออยู่ไฟอีกสักพัก ก็เลยไม่คิดจะจัดงานวุ่นวาย และแน่นอนว่าคุณปู่เจียงก็เตรียมของขวัญให้เหล่าเหลนชาย และเหลนหญิงเอาไว้แล้วด้วย ทั้งหมดเป็นจี้หยกเล็กๆที่ท่านแกะสลักด้วยตัวเอง คังคังก็มีด้วยเหมือนกัน ก่อนหน้านี้ส่งไปที่ชนบทแล้ว ตอนนี้ก็แขวนอยู่ที่คอเขานั่นแหละ


   คิดไปไกล


   ตอนนี้พี่สะใภ้ชิวได้ยินคำพูดนี้ก็หัวเราะพูดว่า "ไม่ว่าจะจัดงานหรือไม่ มันก็เป็นของขวัญจากป้าอย่างฉันที่มอบให้เด็กๆ เธอรับไว้เถอะ"


   ทั้งสองคนผลักไสกันไปมาครู่ใหญ่ สุดท้ายลู่เซี่ยก็จำต้องรับไว้ และหลังจากพวกเขากลับไปแล้ว เธอก็เล่าเรื่องนี้ให้เจียงจวินโม่ฟัง เจียงจวินโม่ฟังแล้วคิดสักครู่ก็พูดว่า "งั้นก็รับไว้เถอะ คงเป็นเพราะพี่ชิวเขาคงยังรู้สึกขอบคุณสำหรับเรื่องที่ชนบทอยู่ล่ะมั้ง" ลู่เซี่ยก็คิดเช่นเดียวกัน ตอนแรกเธอคืนหยกที่พี่สะใภ้ให้ไปแล้ว หลังจากนั้นก็เอากำไลมาให้อีก พวกเขาก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น แต่ที่แท้ก็เตรียมจะตอบแทนด้วยวิธีอื่นมาตั้งนานแล้วนี่เอง


   "ช่างเถอะ งั้นก็รับไว้แล้วกัน เป็นประโยชน์กับเจ้าตัวเล็กพวกนี้"


   เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็หัวเราะ "พวกเขายังเล็กอยู่ ใส่ไม่ได้หรอก เธอช่วยเก็บไว้ให้ก่อนก็แล้วกัน"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "อืม… งั้นฉันจะรับไว้ แล้วค่อยให้พวกเขาตอนโตขึ้น"



บทที่ 468: พี่เลี้ยงเด็กคนใหม่มาแล้ว



   ไม่นานนัก เด็กๆก็ใกล้จะครบเดือนแล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเจียงจวินโม่ต้องการให้เธออยู่ในช่วงหลังคลอดนานขึ้น ลู่เซี่ยจึงยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง


   แต่เพราะเป็นช่วงฤดูร้อน เธอจึงไม่ได้งดอาบน้ำตลอด แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่กล้าอาบบ่อยเกินไป เจียงจวินโม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวว่าเธอจะดูแลตัวเองไม่ดีพอ ในช่วงนี้ พี่เลี้ยงเด็กที่เขาฝากคนหาให้ก็มาถึงแล้ว และได้ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย


   พี่เลี้ยงเด็กคนใหม่อายุใกล้เคียงกับป้าหวัง มาจากชนบทเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะอายุมากกว่าป้าหวังพอสมควร


   แต่เธอก็โชคไม่ค่อยดีนัก สามีเสียชีวิตตั้งแต่เธอยังสาว หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ เลี้ยงดูลูกจนโตมาด้วยความยากลำบาก แต่สุดท้ายลูกชายก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต


   โชคดีที่ลูกชายทิ้งหลานชายไว้ให้ก่อนตาย หลังจากลูกสะใภ้แต่งงานใหม่ เธอก็รับหลานชายมาเลี้ยงดู เมื่อไม่กี่ปีก่อนเธอทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในเมือง ส่วนหลานชายอยู่กับญาติในชนบท


   ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้หลานชายอยู่ด้วย แต่เพราะถ้ามีหลายมาด้วยก็จะไม่สะดวกกับงาน และหลานชายก็เข้าโรงเรียนแล้ว มีค่าใช้จ่ายมากขึ้น การทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้คนรวยแบบนี้ก็ทำให้เธอมีรายได้มากขึ้น


   ดังนั้นทุกเดือนเธอจะส่งเงินไปให้ญาติเพื่อช่วยดูแลหลานชาย ตอนนี้ครอบครัวที่เธอทำงานให้ก่อนหน้านี้ย้ายไปต่างประเทศ เธอกำลังเร่งหางานใหม่ จึงได้ถูกเจียงจวินโม่เรียกมาทำงาน


   ลู่เซี่ยเห็นว่าเธอทำความสะอาดได้เรียบร้อยและทำงานคล่องแคล่ว จึงให้เธอลองอยู่ทำงานก่อน


   ให้ลองให้เธอทำงานร่วมกับป้าหวัง โดยป้าหวังรับผิดชอบทำอาหาร ส่วนเธอดูแลเด็ก


   ป้าหวังรู้อยู่แล้วว่าบ้านจะมีพี่เลี้ยงเด็กเพิ่มอีกคน เมื่อได้ยินประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันของเธอ ก็ยิ่งรู้สึกเห็นอกเห็นใจ คอยดูแลเธอทุกด้าน ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีพอสมควร ลู่เซี่ยก็ลองดูสักสองสามวัน พบว่าเธอมีความอดทนกับเด็กมาก จึงวางใจอย่างเต็มที่และให้เธออยู่ทำงานต่อไป


   แน่นอนว่าตอนกลางคืนเด็กยังคงอยู่กับพวกเขา มอบหมายให้เธอดูแลเฉพาะตอนกลางวันเท่านั้น ทำให้ทั้งสองคนสบายขึ้นไม่น้อย


   เจียงจวินโม่ก็สามารถแบ่งเวลามาทำธุระของตัวเองได้ในที่สุด


   ก่อนหน้านี้การออกแบบของกลุ่มพวกเขายังไม่เสร็จ เพื่อการออกแบบนี้ สมาชิกในกลุ่มสองคนที่มาจากต่างจังหวัดถึงกับไม่ได้กลับบ้านในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน และหลายคนนัดกันว่าจะพยายามวาดแบบให้เสร็จในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน


   แต่ทางเจียงจวินโม่เพราะเรื่องของลู่เซี่ย จำเป็นต้องเสียเวลาไปบ้าง


   เรื่องนี้ทุกคนก็เข้าใจ เพราะทุกคนรู้ดีว่าบุคคลสำคัญของกลุ่มพวกเขาก็คือเจียงจวินโม่


   นอกจากนี้ เจียงจวินโม่ยังได้มอบหมายงานให้ทุกคนก่อนปิดเทอม บางคนไปสำรวจพื้นที่จริง บางคนไปค้นคว้าข้อมูลที่ห้องสมุด ดังนั้นเมื่อ เจียงจวินโม่ทำงานเสร็จและกลับมาที่โรงเรียน พวกเขาก็เตรียมงานเบื้องต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถเริ่มออกแบบได้ทันที โดยไม่ได้เสียเวลาอะไรเลย


   อย่างไรก็ตาม วันนี้หลังจากที่เจียงจวินโม่กลับมาจากโรงเรียน เขาได้บอกเรื่องหนึ่งกับเธอ


   "พรุ่งนี้โจวเหยียนจะพาภรรยามาเยี่ยมคุณนะ"


   "หืม? ทำไมพวกเขาถึงมาล่ะ?" ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น


   "ฉันบอกเขาว่าเธอคลอดลูกแล้ว จากนั้นโจวเหยียนก็เสนอขึ้นมา เขาอยากให้คุณช่วยแนะนำภรรยาของเขาด้วย!"


   ลู่เซี่ยยิ่งสงสัยมากขึ้น "ภรรยาของเขา... จินเหอ เป็นอะไรหรือ?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "ผมก็ไม่รู้รายละเอียด อาจจะเขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ แค่รู้สึกว่าช่วงนี้หลังจากเขากลับไปอยู่บ้าน พบว่าภรรยาของเขาดูไม่ค่อยมีความสุข เขาถามแล้วเธอก็ไม่พูด เขาจึงคิดว่าพวกเธอเป็นผู้หญิงเหมือนกัน และจินเหอก็ไม่ค่อยรู้จักใครในเมืองหลวง เขาจึงอยากให้เธอช่วยถามดู"


   ลู่เซี่ยฟังแล้วครุ่นคิด "งั้นฉันจะลองดู แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะถามหาสาเหตุได้หรือเปล่า"


   เจียงจวินโม่พยักหน้า "พยายามเต็มที่ก็พอ ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของสามีภรรยาพวกเขาเอง"


   "อืม"



บทที่ 469: ความทุกข์ของจินเหอ



   วันรุ่งขึ้น โจวเหยียนก็พาจินเหอมาด้วย


   โจวเหยียนค่อนข้างเป็นคนเข้ากับคนอื่นได้ง่าย พอเห็นลู่เซี่ยก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น แล้วก็ชมลูกแฝดสามด้วย ส่วนจินเหอดูเขินอายอยู่บ้าง จนกระทั่งลู่เซี่ยเป็นฝ่ายถามเธอสองสามคำ เธอถึงได้เอ่ยปาก


   หลังจากพูดคุยทักทายกันสักพัก เจียงจวินโม่ก็อ้างว่าอยากหารือเรื่องแบบแปลน แล้วเรียกโจวเหยียนไปที่ห้องทำงาน ปล่อยให้จินเหอกับลู่เซี่ยอยู่ในห้องรับแขก ลู่เซี่ยยังเห็นว่าเธอเกร็งๆอยู่ จึงหาเรื่องเกี่ยวกับเด็กๆมาคุยกับเธอ


   "เอ่อ ทำไมไม่พาลูกสาวมาด้วยล่ะ? ฉันได้ยินว่าโจวเหยียนชอบลูกมาก ฉันก็อยากเห็นเหมือนกัน"


   จินเหอได้ยินแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แล้วอธิบายว่า "เธออยู่บ้านกับแม่สามีของฉันค่ะ"


   "หืม?" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วแปลกใจ จากนั้นก็ยิ้มพูดว่า "ดูเหมือนแม่สามีของคุณก็รักลูกสาวคุณมากเหมือนกันนะคะ" จินเหอได้ยินแล้วสีหน้าเศร้าหมองลงไปอีก


   "ก็รักมากค่ะ ปกติก็เป็นเธอที่ดูแลลูกเราตลอด"


   ลู่เซี่ยเห็นสีหน้าแบบนั้นของเธอแล้วรู้สึกสงสัย คิดสักครู่แล้วก็ถามว่า "มีอะไรไม่ดีหรือเปล่าคะ?"


   จินเหอดูเหมือนไม่คิดว่าเธอจะถามแบบนี้ จึงมองด้วยสายตาประหลาดใจ


   ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แล้วจึงพูดตรงๆว่า "จินเหอ เธออย่าโกรธที่ฉันพูดตรงๆนะ ฉันแค่รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย จากที่เธอพูดมา ดูเหมือนว่าครอบครัวแม่สามีของเธอน่าจะรักลูกสาวเธอมาก และไม่ได้มีความคิดเรื่องลูกชายสำคัญกว่าลูกสาวเหมือนครอบครัวส่วนใหญ่ด้วย พวกเขายังเลี้ยงดูลูกเธอด้วยตัวเองอีก นี่มันดีมากไม่ใช่หรือ? แต่ฉันเห็นเธอดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่เลยนะ"


   จินเหอได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ อาจเพราะไม่มีใครให้ระบายมานาน และคิดว่าลู่เซี่ยกลับเมืองมาด้วยกัน น่าจะเข้าใจเธอได้ เธอจึงเล่าสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจให้ฟัง


   ที่แท้ พ่อสามีและแม่สามีของเธอไม่ค่อยพอใจที่ลูกชายแต่งงานกับสาวบ้านนอกอย่างเธอเท่าไหร่นัก


   และถึงแม้พวกเขาทั้งสองจะไม่ได้ขัดสนอะไรมากมาย แต่ก็เป็นคนงานด้วยกันทั้งคู่ ต่อมาแม่สามีจะยกงานให้น้องสาวของโจวเหยียนเพราะไม่อยากให้ลูกสาวลำบากในชนบท ถึงทำแบบนั้นครอบครัวของพวกเขาก็ยังคงมีชีวิตที่ดีพอสมควร


   ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้โจวเหยียนยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอีกด้วย


   แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนอกตัญญู เพราะตอนที่โจวเหยียนอยู่ในชนบท เขาก็ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวของจินเหอจริงๆ


   ดังนั้นพวกเขาจึงยอมรับการแต่งงานครั้งนี้


   แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยชอบจินเหอผู้เป็นลูกสะใภ้เท่าไหร่


   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกสะใภ้มาอยู่ในเมืองแล้วทำตัวงงๆไปหมด ดูไม่ค่อยน่าภูมิใจเท่าไหร่


   หลังจากคลอดลูกสาว จินเหอยิ่งระมัดระวังตัวมาก กลัวว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว แต่หลังจากหย่านม แม่โจวก็รับเด็กมาเลี้ยงดูด้วยตัวเอง


   ในสายตาของจินเหอ พวกเขาไม่ยอมรับเธอและกลัวว่าจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดี จึงไม่ให้จินเหอใกล้ชิดกับลูก


   เธอจึงรู้สึกทุกข์ใจมาก แต่ไม่รู้จะบอกใคร ได้แต่ทำหน้าเศร้าตลอดเวลา


   แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ลู่เซี่ยคาดเดาจากประสบการณ์ที่เธอเล่าหลังจากกลับเข้าเมือง


   หลังจากฟังแล้ว เธอคิดสักครู่แล้วพูดว่า "แล้วเธอไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้กับโจวเหยียนเลยหรือ?"


   จินเหอส่ายหน้า "ฉันไม่รู้จะพูดอย่างไร ฉันรู้ว่าจริงๆแล้วฉันคงยังทำไม่ดีพอ พ่อแม่สามีไม่ได้ปฏิบัติต่อฉันอย่างโหดร้าย นั่นก็ดีมากแล้ว เป็นตัวฉันเองที่ไม่เอาไหน"


   ลู่เซี่ยฟังคำพูดของเธอแล้วถอนหายใจ จริงๆแล้ว ฟังจากที่เธอพูดมา พ่อแม่สามีของเธอก็ยังดีอยู่ แม้จะไม่ยอมรับเธอ แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติต่อเธออย่างโหดร้าย ถ้าเธอสามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตในเมืองได้ดี เรียนรู้จากแม่ยายให้มากขึ้น บางทีพวกเขาอาจจะยอมรับเธอก็ได้


   แต่เพียงแค่เธอเปลี่ยนสภาพแวดล้อมอย่างกะทันหัน สามีก็อยู่หอพัก นานๆถึงจะกลับมาครั้งหนึ่ง ตัวเธอเองปรับตัวไม่ได้ อีกทั้งยังไม่มีความมั่นใจ จึงทำให้สถานการณ์แย่ลงเรื่อยๆ



บทที่ 470: คำแนะนำของลู่เซี่ย



   ลู่เซี่ยจำได้ว่าตอนที่เพิ่งเห็นจินเหอครั้งแรก แม้ในดวงตาของเธอจะมีความกังวล แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความใฝ่ฝันที่จะใช้ชีวิตในเมือง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหลือเพียงความทุกข์ระทมเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทำมากที่สุดในตอนนี้คือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่สามารถปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปได้ มิฉะนั้นสถานการณ์จะแย่ลงเรื่อยๆ


   และสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองคือต้องเสริมสร้างความมั่นใจก่อน จากนั้นก็ต้องออกจากบ้าน ถ้าอยู่แต่ในบ้านไม่ได้ติดต่อกับผู้คน คาดว่าสถานการณ์ก็จะแย่ลงเรื่อยๆแน่นอน


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงคิดสักครู่แล้วถามว่า "เธอเคยคิดจะหางานทำบ้างไหม?"


   "หางานทำเหรอ?" จินเหอส่ายหน้า "จะหาที่ไหนได้ล่ะ ตอนนี้ปัญญาชนที่กลับเมืองมามีมากมาย พวกเขายังหางานไม่ได้เลย ฉันก็อาจจะหายากยิ่งกว่า"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ฉันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น ฉันอยากถามว่าเธอมีอะไรที่ถนัดบ้างไหม?"


   "สิ่งที่ถนัดเหรอ?"


   จินเหอคิดสักครู่ "ฉันทำอาหารอร่อย แต่ก่อนโจวเหยียนชอบอาหารที่ฉันทำมากที่สุด แต่หลังจากกลับเมืองมา แม่สามีก็ไม่เคยให้ฉันลงมือทำเลย ให้แค่ช่วยเตรียมของเท่านั้น"


   ‘กลัวว่าฉันจะทำอาหารไม่สะอาด’


   ประโยคสุดท้ายนี้เธอไม่ได้พูดออกมา แต่จากที่แม่สามีให้เธอล้างมือหลายรอบทุกครั้งก่อนทำอาหาร เธอก็พอจะเดาสาเหตุได้ แต่ลู่เซี่ยได้ยินแล้วดวงตาเป็นประกาย นี่มันดีมากไม่ใช่หรือ!


   ดังนั้นเธอจึงแนะนำว่า "คุณลองทำอาหารขายดูสิ ขายอาหารอาจจะซับซ้อนไปหน่อย ลองขายซาลาเปาดูก่อนก็ได้!"


   "ขายซาลาเปาเหรอ?" จินเหอได้ยินแล้วตกใจ รีบส่ายหัวทันที "ไม่ได้หรอก ฉันไม่กล้าขายของหรอก ฉันไม่อยากถูกจับ!” ลู่เซี่ยเห็นท่าทางของเธอแล้วก็หัวเราะ


   "สิ่งที่คุณพูดถึงเป็นเรื่องในอดีตไปแล้วนะ ตอนนี้รัฐบาลออกกฎระเบียบใหม่ อนุญาตให้มีการซื้อขายส่วนตัวได้แล้ว แค่ที่หน้าซอยของพวกเราก็มีคนขายซาลาเปาทุกวัน แต่พวกเขามาแต่เช้า ซาลาเปาที่เข็นมาก็ถูกแย่งซื้อหมดอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องกังวลเรื่องขายไม่ออกหรอก"


   "จริงเหรอ?" จินเหอได้ยินแล้วแทบไม่อยากเชื่อ หลังจากเธอกลับมาในเมืองก็แทบไม่ได้ออกไปไหน ไม่รู้ว่าข้างนอกเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้!


   ลู่เซี่ยยิ้มและยืนยันว่า "ใช่แล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองถามโจวเหยียนดูสิ ตอนนี้ข้างนอกมีคนทำธุรกิจตั้งเยอะแยะมากมาย"


   จินเหอพยักหน้า แต่แล้วก็ลังเลอีกครั้ง "แต่ว่า... ถ้าทำได้จริง ฉันก็ไม่รู้ว่าพ่อสามีแม่สามีจะยอมหรือเปล่า"


   "งั้นคุณก็พยายามโน้มน้าวให้พวกเขายอมสิ!"


   ลู่เซี่ยช่วยออกความคิด "อีกอย่าง คุณก็ไม่สามารถอยู่แต่ในบ้านได้ตลอดไปหรอกนะ ถ้าไม่หาเงินเอง ค่ากิน ค่าใช้ ค่าเสื้อผ้า ก็ต้องขอแม่สามีตลอด คุณเองก็คงเชิดหน้าไม่ขึ้นเหมือนกัน”


   "แต่ถ้าคุณสามารถหาเงินได้เอง คุณก็จะตัดสินใจซื้ออะไรก็ได้ตามใจชอบ และยังสามารถซื้อของให้ลูกได้มากขึ้น ทำให้เธอสนิทกับคุณมากขึ้นด้วย”


   “และเมื่อคุณหาเงินได้แล้ว คุณก็สามารถไปเรียนภาคค่ำได้ ซึ่งก็จะได้วุฒิการศึกษาเหมือนกัน แบบนี้คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่คู่ควรกับโจวเหยียนแล้ว!"


   คำพูดนี้ถือว่าพูดจากใจจริง และตรงใจจินเหอพอดี


   สิ่งที่เธอรู้สึกอับอายที่สุดในบ้านแม่สามีก็คือการต้องคอยดูสีหน้าแม่สามีทุกครั้งที่จะใช้เงิน ถ้าเธอสามารถหาเงินได้เองก็จะดีที่สุด อีกอย่างที่ลู่เซี่ยพูดถึงการเรียนภาคค่ำ ถ้าเธอสามารถยกระดับวุฒิการศึกษาได้ แม่สามีและคนอื่นๆจะมองเธอดีขึ้น เวลาเธอออกไปข้างนอก คนอื่นก็จะไม่รู้สึกว่าเธอไม่คู่ควรกับโจวเหยียนอีก


   คิดถึงตรงนี้ จินเหอก็รู้สึกสนใจขึ้นมา


   ลู่เซี่ยเห็นว่าเธอสนใจ จึงแนะนำว่า "คุณไม่ต้องรีบตัดสินใจหรอก คุณอาจจะให้โจวเหยียนไปดูด้วยกันก่อน ทำความเข้าใจสถานการณ์ตลาดก่อน ถ้ารู้สึกว่าได้ค่อยทำ"


   จินเหอพยักหน้า "ดีค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณลู่เซี่ยมากนะคะ!"


   เธอรู้สึกขอบคุณจริงๆ เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา ความทุกข์ของเธอไม่สามารถพูดออกมาได้ เพราะในสายตาคนอื่น เธอมีชีวิตที่ดีแล้ว พ่อสามีแม่สามีไม่รังเกียจ สามีก็มีความสามารถ


   แต่กลับไม่มีใครรู้ถึงความทุกข์ของเธอ


   ไม่คิดเลยว่า ลู่เซี่ยไม่เพียงแต่เข้าใจเธอ แต่ยังช่วยคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้อีกด้วย ในขณะนี้ เธอได้ตัดสินใจแล้วว่าลู่เซี่ยเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ



บทที่ 471: ทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี



   ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเธอสามารถเอาชนะใจคนได้เร็วขนาดนี้ และหลังจากที่พวกเขาจากไป เธอก็เล่าเรื่องนี้ให้เจียงจวินโม่ฟัง เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็พยักหน้า วันรุ่งขึ้นก็เล่าให้โจวเหยียนฟัง


   โจวเหยียนถึงได้รู้ว่าภรรยาของเขามีความคิดแบบนี้ นี่เองที่ทำให้เธอไม่มีความสุขมาตลอด เขาไม่สามารถพูดได้ว่าพ่อแม่ทำผิด ในเมื่อพวกท่านก็พยายามเข้าใจอย่างเต็มที่แล้ว ได้แต่บอกว่าลูกสะใภ้ที่เขาหามาไม่ใช่คนที่พวกท่านชอบก็เท่านั้น และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่ให้จินเหอพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง


   ตอนนี้เขานึกถึงเมื่อวานตอนกลับบ้าน ภรรยาของเขาถึงกับสังเกตสภาพบนถนนเป็นพิเศษ และถามเขาหลายเรื่อง พอกลับถึงบ้านก็บอกว่าอยากออกไปขายซาลาเปา


   เขาคิดว่าไม่จำเป็น เพราะการทำธุรกิจนั้นเหนื่อยมาก เขาไม่อยากให้เธอลำบาก


   แต่ตอนนี้คิดดูแล้ว บางทีอาจจะเป็นความคิดที่ไม่เลวก็ได้


   เพราะสิ่งที่ภรรยาของเขาต้องการมากที่สุดตอนนี้คือการหางานทำ พอเธอหาเงินได้ ไม่เป็นแบบนี้อีก คาดว่าทางพ่อแม่ก็คงจะเปลี่ยนมุมมอง ดังนั้นเขาจึงแอบตัดสินใจว่าจะสอบถามเรื่องการทำธุรกิจ เพื่อช่วยภรรยาวางแผนและให้คำแนะนำ


   แน่นอน เขาก็รู้สึกขอบคุณลู่เซี่ยมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ เขาคงไม่มีทางรู้ตัวเลยว่าในบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้น


   ดังนั้นเขาจึงตบไหล่เจียงจวินโม่เบาๆโดยไม่พูดอะไร ตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะมองเจียงจวินโม่เป็นพี่น้อง


   ต้องบอกว่า คู่สามีภรรยานี้มีความคิดที่สอดคล้องกันมาก


........


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็ได้ยินข่าวของจินเหอจากเจียงจวินโม่


   หลังจากที่เธอไปสำรวจตลาดกับโจวเหยียน เธอคิดว่าซาลาเปาขายได้ จึงโน้มน้าวพ่อแม่ และหารถเข็นเล็กๆมาออกไปขายซาลาเปาทุกเช้า และเป็นเพราะฝีมือเธอดี ซาลาเปาที่ทำขายดีมาก ธุรกิจไปได้สวย ตอนนี้เธอเพิ่มปริมาณการผลิตแล้ว


   แม่ของโจวเหยียนเห็นเธอทำงานหนัก บางครั้งก็ช่วยทำด้วย จินเหอหาเงินได้ก็ซื้อของมาขอบคุณแม่สามี เลยค่อยๆทำให้ความห่างเหินระหว่างแม่สามีลูกสะใภ้ลดลง และดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังพัฒนาไปในทางที่ดี


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็โล่งใจ ยิ่งดีใจแทนจินเหอ ดูเหมือนว่าเธอจะก้าวผ่านมันมาได้แล้ว


   เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็ถึงวันแต่งงานของเย่หนานแล้ว


   ลู่เซี่ยเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไปร่วมงานแต่งงาน ดังนั้นจึงตัดสินใจออกจากการอยู่ไฟ เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอฟื้นตัวได้ดี จึงไม่ได้พูดอะไรมาก


   ในวันก่อนงานแต่งงาน อวี๋หวั่นมาหาเธอ ทั้งสองนัดกันไปเตรียมของขวัญให้เย่หนาน


   "ฉันจะไปดูพี่อวิ๋นฟาง เธอไปด้วยกันไหม?" อวี๋หวั่นถาม


   "ไปดูกันเถอะ บางทีอาจจะยังไม่ได้เตรียมก็ได้" ลู่เซี่ยคิดสักครู่แล้วเสนอ


   "ตกลง"


   ดังนั้นทั้งสองจึงไปที่บ้านเช่าหลังเล็กของถันอวิ๋นฟางก่อน ผลปรากฏว่าตอนที่ไปถึง พบว่าหูชุ่ยหัวก็อยู่ที่นั่นด้วย


   "ทำไมเธอมีเวลามาอยู่ที่นี่ล่ะ?" ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นเธอ


   หูชุ่ยหัวได้ยินคำพูดของเธอแล้วหัวเราะคิกคัก "พี่อวิ๋นฟางช่วยหางานให้ฉัน ฉันก็เพิ่งไปส่งงานกับเธอกลับมา"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วเข้าใจ คาดว่าคงเป็นงานที่โรงงานเสื้อผ้า แบบนี้หูชุ่ยหัวก็จะได้หาเงินไปด้วย


   ถันอวิ๋นฟางได้ยินว่าทุกคนมาหาเธอเพื่อซื้อชวนกันไปซื้อของให้เย่หนาน จึงยิ้มแล้วพูดว่า "ฉันเตรียมไว้แล้ว ฉันกับหูชุ่ยหัวทำงานที่โรงงานเสื้อผ้า รู้จักกับพี่สาวคนหนึ่งที่คลังสินค้า เลยถือโอกาสซื้อผ้ามาจากเธอ พอดีป้าหลี่เย็บเสื้อเป็น ก็เลยให้เธอช่วยเย็บชุดหนึ่ง ถือว่าเป็นของขวัญจากพวกเราสองคน"


   พูดพลางหยิบเสื้อผ้าออกมาให้พวกเธอดู


   พูดถึงเสื้อผ้า ดูไปดูมาก็ถือว่าทำออกมาได้ดีมาก แบบก็ไม่ดูแข็งทื่อ เหมาะกับเย่หนานมาก


   คาดว่าถันอวิ๋นฟางรู้ว่าหูชุ่ยหัวไม่มีเงินมาก จึงบอกว่าเป็นของขวัญจากพวกเขาสองคน เพราะอยู่หอเดียวกัน ถ้าหูชุ่ยหัวไม่รู้ก็แล้วไป แต่ถ้ารู้แล้วก็ไม่ดี เพราะเธออาจจะไม่ไป ถ้าไปแล้วทุกคนให้ของขวัญ คงไม่ดีถ้าเธอจะไม่ให้อยู่คนเดียว แต่วิธีนี้ก็จะช่วยประหยัดเงินใว้ได้เยอะทีเดียว



บทที่ 472: แต่งหน้าให้เย่หนาน



   หลังจากดูเสื้อผ้าที่พวกเธอเตรียมไว้เสร็จแล้ว ถันอวิ๋นฟางก็พูดต่อว่า "ถังย่วนมีธุระที่บ้าน กลับมาไม่ได้แล้ว แต่เธอก็ส่งของขวัญมาให้ฉันช่วยนำไปให้" ลู่เซี่ยมองดู เป็นผ้าปูที่นอนสีสดใส คาดว่าราคาคงจะไม่ถูก


   แม้ว่าพวกเธอจะอยู่หอพักเดียวกันและเข้ากันได้ดี แต่พวกเธอสามคนที่เรียนคณะวรรณกรรม คงจะสนิทกันมากกว่า การส่งของดีๆแบบนี้มาคราวนี้ คงเป็นการขอโทษที่มาไม่ได้ ลู่เซี่ยและพวกเธอเห็นว่าของขวัญดูดีทั้งหมด แต่เนื่องจากพวกเธอเตรียมของเสร็จแล้ว ทั้งสองคนจึงไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นานอีก


   หลังจากนัดเวลาที่จะไปบ้านเย่หนานพรุ่งนี้แล้ว อวี๋หวั่นและลู่เซี่ยก็ออกไปที่ห้างสรรพสินค้า


   จริงๆแล้วของขวัญที่เหมาะสำหรับงานแต่งงานก็มีไม่กี่อย่าง และเนื่องจากถันอวิ๋นฟางและพวกเธอเตรียมเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนแล้ว ลู่เซี่ยจึงซื้อปลอกหมอนสีแดงสดใสคู่หนึ่งที่ปักลายห่านคู่


   อวี๋หวั่นก็ซื้อผ้าคลุมหมอนสีเดียวกันอีกคู่หนึ่ง


   หลังจากทั้งสองซื้อของเสร็จแล้ว ก็เดินดูรอบหนึ่งแล้วแยกย้ายกันกลับ


   วันที่สอง ลู่เซี่ยก็ตื่นแต่เช้าตรู่ไปบ้านของเย่หนาน พ่อแม่ของเย่หนานต่างเป็นคนงานที่โรงงานเครื่องจักร ดังนั้นบ้านของเธอจึงอยู่ในบริเวณโรงงานเครื่องจักร


   เมื่อลู่เซี่ยมาถึง เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆก็มาถึงกันหมดแล้ว และหลังจากมอบของขวัญให้เธอแล้ว ทุกคนก็เริ่มช่วยกันแต่งตัวให้เธอ พวกเธอมาแต่เช้าเพราะตั้งใจจะมาดูว่ามีอะไรที่ต้องช่วยเหลือหรือไม่


   แต่ผลปรากฏว่าครอบครัวของเย่หนานต้อนรับทุกคนอย่างอบอุ่น ไม่จำเป็นต้องให้พวกเธอลงมือทำอะไร


   พวกเขาให้พวกเธอเข้าไปในบ้านเพื่อพูดคุยกับเย่หนาน


   ส่วนทางด้านเย่หนานนั้น คนที่เธอหามาแต่งหน้าให้คือลูกพี่ลูกน้องของเธอ แต่เดิมเธอสาบานว่าสามารถแต่งหน้าได้ดี แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าทาหน้าของเธอขาวเหมือนผี ริมฝีปากแดงจัดราวกับก้อนเลือดอันใหญ่โต


   ไม่ต้องพูดถึงเย่หนาน แม้แต่ ลู่เซี่ย และเพื่อนๆก็รู้สึกว่าแสบตาเมื่อมอง


   เย่หนานทนไม่ไหวและล้างหน้าออกในทันที และเธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่ให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอแตะต้องใบหน้าอีกเด็ดขาด! แต่ไม่มีใครในที่นั้นที่สามารถแต่งหน้าได้ เพราะลูกพี่ลูกน้องของเธอได้สาบานไว้ก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงไม่ได้หาคนอื่น


   ตอนนี้พวกเขางงงันไปหมด


   เย่หนาน จ้องลูกพี่ลูกน้องของเธออย่างโกรธเคือง ในใจตัดสินใจว่าแม้จะไม่แต่งหน้าก็จะไม่ให้เธอแตะต้องใบหน้าอีกเด็ดขาด!


   ในตอนนั้น ลู่เซี่ยเสนอว่า "ให้ฉันลองดูไหม?"


   เย่หนานมองเธออย่างตื่นเต้นดีใจ "ลู่เซี่ย เธอแต่งหน้าเป็นเหรอ?"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "เป็นนิดหน่อย ไม่ใช่มืออาชีพ แต่ก็ต้องดีกว่าไม่แต่งแน่นอน"


   "งั้นก็ได้ เธอลองแต่งดู ขอแค่ดีกว่าที่น้องสาวฉันแต่งก็พอ" พูดจบก็ชายตามองน้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ว่านี้อีกครั้ง


   ลูกพี่ลูกน้องรู้สึกผิดจึงหลบไป


   ลู่เซี่ยเดินเข้าไปดูเครื่องสำอางตรงหน้า ต้องบอกว่ามีครบทุกประเภท ทั้งครีมทาหน้า แป้ง ดินสอเขียนคิ้ว บลัชออน มาสคาร่า มีครบทุกอย่าง


   และเมื่อมีสิ่งเหล่านี้แล้ว เธอก็วางใจได้


   ตอนนี้ไม่มีน้ำและนมอะไรพวกนั้น เธอจึงหาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นมาทาโดยตรง หลังจากที่ผิวดูดซึมแล้ว เธอก็ทาครีมรองพื้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อทาให้ทั่วแล้ว ก็ลงแป้งอีกชั้น


   จากนั้นเริ่มเขียนคิ้ว คิ้วของเย่หนานดูดีมาก ดูองอาจและดำสนิท ลู่เซี่ยแทบไม่ต้องแต่งอะไรเลย แค่เติมส่วนหน้าที่จางๆนิดหน่อยก็พอ ต่อมาก็เริ่มแต่งตา


   แต่เธอไม่รู้ว่านี่เป็นอายแชโดว์หรือบลัชออน ยังไงก็เป็นสีแดงเข้มไว้ก่อน ไม่มีแบบด้านหรือประกายอะไร คาดว่าคงใช้ได้ทั้งสองอย่าง


   ลู่เซี่ยแต่งอย่างเรียบง่าย เนื่องจากไม่เห็นดินสอเขียนขอบตา เธอจึงใช้ดินสอเขียนคิ้วลากที่หางตาสองสามครั้งเพื่อต่อตาให้ยาวขึ้น และเป็นเพราะไม่มีที่ดัดขนตา เธอจึงใช้ช้อนทำให้ร้อนแล้วดัดขนตาขึ้น จากนั้นก็ทามาสคาร่า


   และก็ใช้อันที่แต่งตาเมื่อกี้มาปัดแก้มนิดหน่อย สุดท้ายก็หยิบลิปสติกสีแดงเข้มมาทาปาก


   เธอทำได้อย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่คนอื่นจะรู้ตัว เธอก็แต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว


   เมื่อเธอแต่งเสร็จ คนอื่นๆต่างตกตะลึง


   "พระเจ้า! สวยมากเลย!"


   "ใช่แล้ว เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว!"



บทที่ 473: เย่หนานแต่งงาน



   ทุกคนต่างประหลาดใจและชื่นชม แม้แต่น้องสาวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเย่หนานที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็ยังเข้ามาดูใกล้ๆ พลางมองหน้าเย่หนานและอุทานด้วยความตื่นเต้น


   "สวยจริงๆเลย! ดีกว่าที่ฉันแต่งเยอะเลย!" เย่หนานได้ยินดังนั้นก็ผลักเธอออกไปทันที หยิบกระจกขึ้นมาส่องดูอย่างละเอียด แล้วถามด้วยความไม่ค่อยเชื่อ


   "นี่เป็นฉันจริงๆเหรอ? ฉันสวยขนาดนี้เลยเหรอ?"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ "วางใจเถอะ นี่แหละคือเธอ เธอเป็นเจ้าสาวที่สวยขนาดนี้แหละ!"


   เย่หนานเริ่มเชื่อในที่สุด "พระเจ้า! ลู่เซี่ย! เธอนี่เก่งจริงๆเลย ฉันไม่รู้เลยว่าเธอมีฝีมือขนาดนี้!"


   น้องสาวที่อยู่ข้างๆ ก็พูดตาม "ใช่แล้วพี่สาว พี่แต่งหน้าเก่งมาก พี่รับศิษย์ไหมคะ? ฉันขอเป็นลูกศิษย์พี่นะ!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็อึ้ง กำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ก็ได้ยินเย่หนานพูดขึ้นมาว่า "เย่หลิน เธอยังกล้าพูดเรื่อยเปื่อยอีกเหรอ ระวังฉันจะเล่าเรื่องวันนี้ให้อาสองฟังนะ"


   เย่หลินได้ยินแล้วก็ไม่กล้าพูดอีก มองลู่เซี่ยอย่างไม่ยอมแพ้ แล้วจึงเดินจากไปอย่างน้อยใจ


   ลู่เซี่ยมองดูแล้วรู้สึกสนุก แม้จะเห็นว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ก็ไม่ได้คิดจะรับศิษย์


   แล้วเธอก็หันไปมองเย่หนานพูดว่า "ฉันจะถักผมให้เธอด้วย เอาไหม?"


   "ผมสั้นขนาดนี้ก็ทำได้เหรอ?"


   เย่หนานได้ยินแล้วรู้สึกประหลาดใจ เธอไว้ผมสั้นมาตลอดเพื่อความสะดวก ก่อนหน้านี้รู้ว่าเกล้าผมไม่ได้ก็รู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกัน ตั้งใจว่าถึงเวลาก็จะผูกดอกไม้สีแดงไว้บนหัวเป็นอันเรียบร้อย


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วยิ้ม "ฉันลองดูก่อนนะ"


   อย่างไรก็ตาม ในชาติก่อนเธอก็เคยดูบล็อกเกอร์หลายคนถักเปียให้ผมสั้น


   เย่หนาน ได้ยินแล้วพูดทันที "ได้ งั้นเธอลองทำดูสิ"


   ลู่เซี่ยเข้าไปแบ่งผมของเธอเป็นสามส่วนเจ็ดส่วน แล้วถักเปียแบบก้างปลาสองเปียที่หน้าผาก ถักไปจนถึงด้านหลัง ด้านล่างมัดด้วยยางรัดผมสีแดง


   พอแต่งตัวแบบนี้ เย่หนานดูอ่อนหวานขึ้นมากทันที


   แม้แต่อวี๋หวั่นที่อยู่ข้างๆ เห็นแล้วก็อุทานชื่นชม "สวยจังเลย ลู่เซี่ย! ตอนฉันแต่งงานช่วยแต่งหน้าถักผมให้ฉันด้วยนะ!"


   ถันอวิ๋นฟางที่อยู่ข้างๆ ได้ยินแล้วก็หัวเราะ "ยังไง! เห็นเย่หนานสวยแบบนี้ เธอก็อยากเป็นเจ้าสาวบ้างแล้วเหรอ?" อวี๋หวั่น พยักหน้าโดยไม่อายเลย


   "ใช่แล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ทุกคนบอกว่าเจ้าสาวสวยที่สุด ตอนนี้ฉันเชื่อแล้ว"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ "ได้ ตอนเธอแต่งงาน ฉันจะทำให้เธอเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดแน่นอน!"


   หลังจากจัดการเย่หนานเรียบร้อยแล้วเดินออกไป ญาติและเพื่อนของครอบครัวเย่ต่างประหลาดใจที่เห็นเธอสวยงามเช่นนี้ เมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมชั้นช่วยแต่งตัวให้ ทุกคนก็อิจฉาไม่หยุด


   ไม่นานเจ้าบ่าวก็มาถึง


   ลู่เซี่ยเพิ่งเห็นคู่หมั้นของเย่หนานเป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่าเขาจะหน้าตาไม่เลวเลย ผิวสีแทน ตัวสูง ยิ้มเห็นฟันขาวเรียงสวย ดูสดใสมาก แต่เดินกะเผลกนิดหน่อย คงเป็นผลจากการบาดเจ็บก่อนหน้านี้


   แต่เมื่อเห็นว่าในดวงตาของพวกเขาไม่มีเงาแห่งความทุกข์ เธอก็รู้ว่าพวกเขาผ่านพ้นมันมาได้แล้ว แบบนี้ก็ดี


   เมื่อเจ้าบ่าวเข้ามาเห็นเย่หนานสวยงามเช่นนี้ ก็ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ จนกระทั่งทุกคนส่งเสียงเฮฮา เขาถึงได้สติ ทั้งสองคนเลยต่างหน้าแดงขึ้นมาในทันที


   จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการรับเจ้าสาว คู่บ่าวสาวคุกเข่าคำนับพ่อแม่ แล้วเจ้าสาวก็ถูกรับตัวไป


   ลู่เซี่ยเพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเจ้าบ่าวกับเย่หนานอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่พวกเขาไม่ได้ไปตรงๆกลับขี่จักรยานวนรอบถนนก่อนแล้วค่อยไป ลู่เซี่ยและเพื่อนๆอยู่ร่วมงานแต่งงานและรับประทานอาหารเสร็จแล้วจึงกลับ


   หลังจากกลับไป เธอนึกถึงสีหน้าที่ดูมีความสุขขึ้นของเย่หนานในวันนี้ คาดว่าต่อไปคงจะมีความสุขสินะ....



บทที่ 474: พัดลมไฟฟ้า



   วันที่สองหลังงานแต่งงานของเย่หนาน ลู่เซี่ยนอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน แล้วก็เห็นฉีเซียวมาเยี่ยม


   จริงๆแล้วตอนที่ลู่เซี่ยเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ ก็ได้รับของขวัญจากฉีเซียวแล้ว แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้มาด้วยตัวเอง ได้ยินว่ากำลังยุ่งอยู่ แต่ก็ไม่คิดว่าคราวนี้จะมาเยี่ยมอย่างกะทันหัน และไม่ได้มามือเปล่า แต่นำของชิ้นใหญ่มาด้วย


   ‘พัดลมไฟฟ้า’


   ใช่แล้ว เขานำพัดลมไฟฟ้ามาให้พวกเขาหนึ่งตัว!


   ลู่เซี่ยมองด้วยความประหลาดใจ ต้องรู้ว่าในยุคนี้พัดลมไฟฟ้าราคาไม่ได้ถูกเลย ไม่สิ ควรพูดว่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ล้วนไม่ถูก


   ก่อนหน้านี้ตอนที่เธออยู่ไฟ เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอร้อนบางครั้งก็อยากซื้อให้ แต่ก็ยังไม่ได้ซื้อ เพราะตอนนี้สินค้ามีน้อยมาก ที่ห้างสรรพสินค้าพอมีของเข้ามาก็จะถูกแย่งซื้อจนหมดเกือบทันที ดังนั้นพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้


   ต่อมาเห็นว่าเธออยู่บ้านเบื่อๆ เจียงจวินโม่ก็คิดจะซื้อโทรทัศน์ให้ ผลคือลู่เซี่ยสอบถามราคาดู เครื่องขาวดำเครื่องเดียวราคาก็เกือบพันแล้ว เธอก็เคยดูมาแล้ว คาดว่าขาวดำคงไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงปฏิเสธไปเลย ไม่จำเป็น ท้ังยังสิ้นเปลืองเกินไป!


   ไม่คิดว่าคราวนี้ฉีเซียวจะนำพัดลมไฟฟ้ามาให้เลย


   ลู่เซี่ยเข้าใจผิดคิดว่าเจียงจวินโม่ให้เขาช่วยซื้อ ใครจะคิดว่าไม่ใช่


   มันเป็นของขวัญที่เขามอบให้พวกเขาเอง


   ของเล่นชิ้นนี้ราคาอย่างน้อยก็สองถึงสามร้อยหยวน พวกเขาจะรับได้อย่างไร ลู่เซี่ยปฏิเสธหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ แล้วก็พยายามจ่ายเงินซื้อ แต่ก็ถูกฉีเซียวปฏิเสธทั้งหมด


   สุดท้ายเขาก็พูดว่า "ผมกับเจียงเป็นพี่น้องกัน และตอนนี้ผมก็ขายของพวกนี้อยู่พอดี ไม่ขาดหรอก พวกคุณรับไว้เถอะ" เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ไม่กล้าปฏิเสธอีก


   แต่เจียงจวินโม่กลับสงสัยเรื่องที่เขาขายพัดลม "นายเริ่มขายของพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ขายนาฬิกาดิจิตอลหรอกเหรอ"


   "อันนั้นเลิกขายไปนานแล้ว ปักกิ่งก็มีแค่นี้! ไอ้ที่ขายได้ก็ขายไปหมดแล้ว! ขายเพิ่มก็คงขายไม่ออก ผมเลยคิดว่าจะเปลี่ยนสักหน่อย


   ช่วงก่อนหน้านี้ผมไปทางใต้มา ที่นั่นมีเครื่องใช้ไฟฟ้าเยอะ ผมเลยลองเอากลับมาบ้าง ไม่คิดว่าจะขายดีมาก ต่อไปผมคิดว่าจะทำธุรกิจนี้แหละ..."


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า นี่เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย และปีนี้รัฐบาลก็ออกนโยบายอนุญาตให้มีการซื้อขายส่วนตัวและธุรกิจส่วนตัวแล้ว ดังนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีก แต่ลู่เซี่ยนึกถึงว่าตอนนี้ระบบและนโยบายด้านนี้ยังไม่สมบูรณ์ จึงแนะนำว่า


   "ถ้านายจะทำจริงๆ ก็ควรเปิดร้านสักหน่อยไหม จัดการเรื่องใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้เรียบร้อย จะได้ไม่มีปัญหาถ้ามีคนมาตรวจสอบ" ฉีเซียวได้ยินแล้วก็หัวเราะ


   "พี่สะใภ้พูดเหมือนกับซูม่านเลย เธอก็แนะนำให้ผมทำใบอนุญาตประกอบธุรกิจให้เรียบร้อย จะได้เป็นทางการหน่อย เพราะฉะนั้นช่วงนี้ผมกำลังมองหาร้านอยู่ แต่เครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้มีมูลค่าสูง ต้นทุนก็สูง ผมยังลังเลอยู่ว่าจะทำดีไหม ถ้าจะทำ เงินในมือผมคงไม่พอ"


   ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดถึงซูม่านก็รู้สึกแปลกใจ "นายยังติดต่อกับเธออยู่เหรอ?"


   "แน่นอนสิ ตอนนี้เธอทำได้ดีมากเลย พอนโยบายออกมา เธอก็เปิดร้านเสื้อผ้าที่ถนนฝั่งตรงข้ามห้างสรรพสินค้าทันที เสื้อผ้าที่ขายก็ได้รับความนิยมมาก!"


   ฉีเซียวพูดถึงเธอด้วยแววตาชื่นชม ราวกับมีอะไรบางอย่างอื่นๆด้วย


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ประหลาดใจ สมแล้วที่เป็นตัวเอกผู้หญิง ลงมือเร็วจริงๆ


   จากนั้นก็นึกถึงคำพูดของฉีเซียวเมื่อสักครู่ "ฉันก็คิดว่าธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้านี่ไม่เลวนะ ตอนนี้ยังไม่มีใครทำ ถ้านายเปิดร้านก็คงไม่ต้องกังวลเรื่องยอดขาย"


   ฉีเซียวถอนหายใจ "ผมก็รู้ แค่เงินยังไม่พอมือ ขอคิดดูอีกทีนะ"



บทที่ 475: การลงทุน



   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วมองเธอแวบหนึ่ง "ทำไม คุณมีความคิดอะไรหรือ?"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "อืม แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำเอง นายว่าพวกเราลงทุนกับเขาดีไหม?"


   "ลงทุนเหรอ?"


   "ใช่ ก็คือตอนนี้เขามีเงินไม่พอใช่ไหม พวกเราออกเงินส่วนหนึ่งให้เขาเปิดร้าน ไม่ต้องมีส่วนร่วมในการบริหาร แต่จะได้ส่วนแบ่งส่วนหนึ่ง"


   ลู่เซี่ยคิดอย่างละเอียดแล้ว เธอและเจียงจวินโม่ไม่ใช่คนที่เหมาะกับการทำธุรกิจ อนาคตก็คงไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่ใครจะหมิ่นเงินน้อยล่ะ?


   เขาว่ากันว่าช่วงยุคแปดศูนย์ เศรษฐกิจเพิ่งเริ่มพัฒนา ตอนนี้ทำอะไรก็หาเงินได้ แล้วเธอจะยอมปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปได้ยังไง อีกอย่าง ฉีเซียวก็ดูเป็นคนน่าเชื่อถือ และยังเป็นเหมือนพี่น้องของเจียงจวินโม่ รู้จักกันดี พวกเขาก็วางใจได้ ถ้าลงทุนกับเขา ต่อไปก็แค่รอรับเงินก็พอ


   เจียงจวินโม่ได้ยินความคิดของเธอแล้วยิ้ม "ในเมื่อคุณอยากลงทุน งั้นผมจะลองคุยกับฉีเซียวดู"


   ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นก็มองเขาอย่างสงสัย "คุณเห็นด้วยแล้วเหรอ? ไม่แสดงความคิดเห็นอะไรเลยเหรอ?"


   เจียงจวินโม่ส่ายหัว "บ้านเรา คุณว่ายังไงก็ยังงั้น เงินก็อยู่กับคุณหมด คุณอยากเอาไปทำอะไรก็ทำเลย!"


   ลู่เซี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น และคิดว่าไม่ควรทำให้ความไว้วางใจของเขาต้องสูญเปล่า "ขอบคุณโม่โม่มากๆเลยนะ แต่นายวางใจได้ ฉันจะเก็บเงินไว้บ้าง ไม่ใช้หมดทุกบาททุกสตางค์หรอก"


   "คุณตัดสินใจเองก็แล้วกัน!"


.......


   ฉีเซียวรู้สึกดีใจมากเมื่อทราบว่าพวกเขาทั้งสองคนจะลงทุนในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าของเขา จึงรีบมาที่บ้านของพวกเขาทันที


   "พี่สะใภ้ พวกคุณตัดสินใจจะลงทุนให้ผมจริงๆหรือครับ?"


   ลู่เซี่ยพยักหน้า "ถ้านายต้องการ พวกเราก็คิดจะลงทุนให้บ้าง"


   ฉีเซียวได้ยินแล้วก็พยักหน้าทันที "ต้องการครับ ต้องการมากๆเลย! ถ้าพวกคุณไม่พูดขึ้นมา ผมก็คิดจะเสี่ยงไปกู้เงินดอกเบี้ยสูงจากที่บ้านแล้ว!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้มพลางพูดว่า "แต่ขอพูดตรงๆก่อนนะ ถ้าลงทุน พวกเราจะออกเงินอย่างเดียว ส่วนอื่นๆไม่ยุ่งเกี่ยวทั้งนั้น แต่ถึงเวลาก็ต้องแบ่งกันนะ"


   "แน่นอนครับ ผมรู้เรื่องพวกนี้ดี พี่น้องกันก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน พวกเราเซ็นสัญญากันได้ แล้วถึงเวลาก็จะให้หุ้นกับพวกคุณ"


   "หุ้นเหรอ?"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกประหลาดใจ "คำว่าหุ้นส่วนมีใช้กันแล้วเหรอ?"


   ฉีเซียวเห็นท่าทางของเธอก็หัวเราะพลางพูดว่า "นี่เป็นสิ่งที่ซูม่านบอกผมน่ะ คนต่างประเทศเรียกกันแบบนี้ทั้งนั้น"


   เมื่อรู้ว่าซูม่านเป็นคนพูด ลู่เซี่ยก็เข้าใจทันที "โอ้ เธอรู้อะไรเยอะจริงๆเลยนะ"


   "ใช่แล้ว เธอยังเสนอด้วยว่าถ้าผมไม่มีเงิน ก็สามารถหาคนมาลงทุนได้ แล้วค่อยให้หุ้นส่วนกับพวกเขาทีหลัง


   ตอนแรกผมก็ยังลังเลอยู่ เพราะถือว่าเป็นการร่วมทำธุรกิจกัน ต้องเลือกคนให้ดีๆ ไม่งั้นจะยุ่งยากในภายหลัง ก็เลยยังตัดสินใจไม่ได้


   ไม่คิดว่าพี่เจียงกับพี่สะใภ้จะคิดไปในทางเดียวกันพอดี"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ยิ้ม แล้วถามถึงสถานการณ์การเตรียมตัวของเขาในตอนนี้ "ตอนนี้นายยังขาดอีกเท่าไหร่? แล้วต่อไปวางแผนจะทำยังไง?"


   ฉีเซียวได้ยินแล้วก็ทำท่าจริงจังขึ้นมาทันที เขาเล่าถึงงานเตรียมการในตอนนี้ให้เธอฟัง แล้วพูดต่อว่า "ตอนแรกผมยังลังเลอยู่ ถ้าเงินไม่พอก็จะเปิดร้านเล็กๆ ถ้าเงินพอก็จะเปิดร้านใหญ่ ร้านผมก็ดูไว้แล้ว รอแค่เงินพร้อมเท่านั้น"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ถามรายละเอียดเกี่ยวกับที่ตั้งร้านและแผนการต่อไปของเขาอย่างละเอียด เห็นว่าเขาเตรียมตัวมาดีแล้ว และน่าจะมีคำแนะนำจากซูม่านด้วย ดังนั้นความคิดบางอย่างจึงก้าวหน้ากว่าปัจจุบันมาก ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้เงิน


   เธอจึงสบายใจที่จะลงทุน และไม่ได้เสนอความเห็นอะไรอีก เมื่อบอกว่าจะไม่เข้าไปยุ่ง ก็ปล่อยให้เขาตัดสินใจทั้งหมด พวกเขาก็จะไม่ก้าวก่ายอะไร



บทที่ 476: การผ่าตัดเล็ก



   แน่นอนว่าตอนนี้เธอกับเจียงจวินโม่มีเงินในมือไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่เป็นเงินบำนาญของพ่อแม่เจียงจวินโม่และเงินที่คุณปู่เจียงเก็บไว้ให้พวกเขา ลู่เซี่ยไม่ได้ตั้งใจจะลงทุนทั้งหมด


   พวกเขาลงทุนไปส่วนหนึ่ง ส่วนแบ่งก็ไม่ได้เรียกร้องมากนัก เพราะพวกเขาไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร แต่เดิมตั้งใจจะขอแค่10%ก็พอ


   แต่ฉีเซียวไม่ยอมเห็นด้วยเด็ดขาด เพราะเงินลงทุนที่ลู่เซี่ยให้เขาก็ใกล้เคียงกับเงินที่เขาเตรียมไว้ เขาจึงอยากให้แบ่งกำไรครึ่งหนึ่งแก่พวกเขา แต่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร อีกทั้งการดำเนินธุรกิจต่อไปก็เหนื่อยมาก พวกเขาจึงไม่สามารถรับมากขนาดนั้นได้ ในที่สุดหลังจากปรึกษากันทั้งสองฝ่าย ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงรับส่วนแบ่งแค่25%


   หลังจากตกลงกันแล้ว ฉีเซียวยังหาทนายมาเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ


   หลังจากเซ็นสัญญาเสร็จ เขาก็รีบนำเงินไปเตรียมการอย่างใหญ่โตด้วยความตื่นเต้น


   ส่วนทางนี้ ลู่เซี่ยถือสัญญาด้วยความดีใจ


   ดีจังเลย ต่อไปนี้สามารถนอนรับเงินได้แล้ว!


   เจียงจวินโม่เห็นเธอดีใจขนาดนี้จึงถามด้วยความสงสัย "มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าเขาจะทำเงินได้?"


   "แน่นอนสิ!" ลู่เซี่ยพยักหน้าอย่างมั่นใจ "ยุคนี้เป็นยุคทองเลยนะ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำธุรกิจ คนที่มีมือมีเท้าก็ไม่มีทางขาดทุนหรอก แถมฉีเซียวคนนั้นดูน่าเชื่อถือตั้งแต่แรกเห็น อีกทั้งธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เป็นอุตสาหกรรมที่หายาก เขาต้องทำเงินได้แน่ๆ"


   เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ยิ้มอย่างจนใจ "ถ้าฉีเซียวรู้ว่าเธอชมเขาขนาดนี้ คงจะดีใจมากเลยนะ"


   ลู่เซี่ยก็ยิ้มเช่นกัน "ฉันแค่ไว้ใจเขาน่ะ ไม่งั้นก็คงไม่ลงทุนให้เขาหรอก!"


   เจียงจวินโม่เห็นเธอมีความสุขขนาดนี้ ก็ไม่พูดอะไร แค่คิดว่าต่อไปต้องกำชับฉีเซียวให้มากหน่อย อย่าให้การลงทุนของเธอสูญเปล่า ไม่งั้นคงจะผิดหวังมากแน่ๆ


.......


   ฉีเซียวทำงานเร็วมาก คงเพราะเขาได้เตรียมการไว้นานแล้ว หลังจากได้เงินไป ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเดือน ร้านก็จะเปิดแล้ว และในตอนนี้ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ต้องเปิดเทอมอีกแล้ว


   คุณปู่เจียงและคังคังก็กลับมาจากการหลบร้อนแล้ว ทั้งครอบครัวย้ายกลับไปที่บ้านหลังใหญ่อีกครั้ง


   ใช่แล้ว เพื่อความสะดวกในการไปโรงเรียน พวกเขาตัดสินใจกลับไปอยู่ที่บ้านหลังใหญ่ แต่การย้ายบ้านครั้งนี้ยุ่งยากกว่าเดิมนิดหน่อย เพราะมีเด็กเพิ่มมาสามคนและพี่เลี้ยงอีกหนึ่งคน ข้าวของก็เยอะขึ้นไม่น้อย โชคดีที่มีเสี่ยวอวี๋ช่วย ไปกลับสองเที่ยวก็ย้ายกลับเสร็จแล้ว


   แต่ก่อนหน้านั้น ยังมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น


   ก่อนที่คุณปู่และคนอื่นๆจะกลับมาหนึ่งวัน เจียงจวินโม่ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ลู่เซี่ยคิดว่าเขาไปพบโจวเหยียนและเพื่อนๆที่โรงเรียน จึงไม่ได้ถามอะไรมาก ไม่คาดคิดว่าเกือบเที่ยง เขากลับมาด้วยสีหน้าซีดเซียวเล็กน้อย และท่าเดินก็ดูผิดปกติ


   ลู่เซี่ยเห็นแล้วตกใจ คิดว่าเขาป่วย จึงจะพาไปโรงพยาบาลทันที แต่เจียงจวินโม่ปฏิเสธ


   หลังจากถามไถ่ จึงรู้ว่าเขาไปทำหมันที่โรงพยาบาลคนเดียว!


   ลู่เซี่ยรู้แล้วตกใจมาก ถึงกับอึ้งไปเลย พอเธอตั้งสติได้ก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้


   ดวงตาพลันแดงขึ้น ไม่รู้จะพูดอะไรดี


   แล้วก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมา แล้วพูดเสียงสะอื้นว่า "ทำไมนายถึง… ทำไมนายไม่บอกฉันล่ะ!"


   เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของเธอก็ยิ้มให้ แล้วลูบหัวเธอพลางปลอบว่า "ไม่เป็นไรหรอก ผมถามหมอแล้ว แค่ผ่าตัดเล็กๆ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล สามสี่วันก็หายแล้ว"


   ลู่เซี่ยเห็นเขาพูดเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ยิ่งรู้สึกเศร้าจนอยากร้องไห้


   "งั้นนายก็ควรให้ฉันไปเป็นเพื่อนนายสิ!"


   "ผมกลัวว่าคุณจะเป็นห่วง" เจียงจวินโม่ลูบหัวเธอแล้วพูดว่า "ไม่ต้องกังวลไป ผมไม่เป็นไร อีกอย่างพวกเราก็ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่มีลูกอีก วิธีอื่นๆก็ไม่ค่อยปลอดภัย ทำแบบนี้ครั้งเดียวจบเลยดีกว่า"


   ลู่เซี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอรู้ว่าเขาทำเพื่อเธอ เลยอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็รู้ว่าระหว่างพวกเขาไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก สุดท้ายเธอจึงพูดแค่ว่า


   "โม่โม่ ขอบคุณนายมากๆนะ"


   เจียงจวินโม่ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แต่สามารถรู้สึกได้ว่าในขณะนี้ หัวใจของทั้งสองคนใกล้ชิดกันมากขึ้น



บทที่ 477: ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดกิจการ



   เมื่อถึงเวลาที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดกิจการ ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็พาคังคังไปดูด้วย


   คังคังคราวนี้กลับมาจากการหลบร้อนก็ดำขึ้นอีกรอบ และเป็นเพราะไม่ได้เจอกันเกือบเดือน ลู่เซี่ยคิดถึงเขามาก อีกทั้งหลังจากคลอดน้องชายน้องสาวก็อาจที่จะละเลยเขาไปบ้าง จึงอยากหาโอกาสสนิทสนมกับเขามากขึ้น ครั้งนี้ออกมาข้างนอกจึงพาเขามาด้วย


   ทุกคนนั่งรถมาถึงถนนที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งอยู่โดยตรง อยู่ตรงข้ามห้างสรรพสินค้า ทำเลดีมาก ดูคึกคักมากด้วย และอาจเป็นเพราะนโยบายผ่อนคลายลง ไม่ขาดคนกล้าลองของใหม่ ตอนนี้ย่านนี้จึงเปิดร้านไปไม่น้อย มีทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านขนม ร้านอาหาร...


   พอพวกเขาลงจากรถก็เห็นร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าของฉีเซียวทันที


   ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้หน้าร้านใหญ่โตขนาดนี้ล่ะ ไม่เพียงแต่ประตูกว้างเป็นสองเท่าของร้านอื่น ป้ายที่แขวนอยู่ด้านบนก็ไม่เล็ก แต่ตอนนี้บนป้ายยังคลุมผ้าแพรสีแดงอยู่ คงยังไม่ถึงเวลา ตอนนี้ยังไม่เปิดกิจการ


   ตอนที่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆมาถึง ร้านก็ยังไม่เปิด


   แต่ริมถนนมีคนรออยู่ไม่น้อยแล้ว!


   พวกเขาเพิ่งมาถึง ฉีเซียวก็เห็นแล้ว รีบเดินมาทักทายพวกเขา


   "พวกคุณมาถึงสักทีนะ พวกเรารอแต่พวกคุณเลย!"


   "ไม่ใช่ว่าจะเปิดร้านตอนสิบโมงหรอกหรือ?" ลู่เซี่ยยกมือดูนาฬิกา เพิ่งจะเก้าโมงกว่าๆ เธอยังคิดว่ามาเร็วเกินไปเสียอีก


   ฉีเซียวยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า "แต่เดิมก็วางแผนไว้แบบนั้น แต่ไม่คิดว่าการแจกใบปลิวโฆษณาจะได้ผลดีขนาดนี้ คนเยอะมาก ดังนั้นผมเลยตัดสินใจไม่รอแล้ว จะเปิดร้านตอน9นาฬิกา18นาที ตัวเลขก็ฟังดูดีด้วย"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า "ได้ งั้นมีอะไรให้ช่วยไหม?"


   ฉีเซียวโบกมือใหญ่ "ไม่ต้องหรอก พวกคุณแค่เข้ามาดูก็พอ พวกคุณก็เป็นเจ้าของร้านนะ จะมีเจ้าของร้านคนไหนมายุ่งวุ่นวายเองล่ะ ผมฝึกพนักงานร้านมาหลายคนแล้ว พวกเขาจัดการได้"


   "งั้นก็ได้"


   ฉีเซียวพูดจบก็ไปยุ่งกับงานของเขา พอถึงเวลา9นาฬิกา18นาที (เฟิน) เขาก็หยิบพลุประทัดออกมาหนึ่งชุด แล้วจุดที่หน้าประตู


   พร้อมกับเสียงดังปะทุ ‘ปั้งๆ’ ฉีเซียวออกแรงดึง ผ้าแพรสีแดงบนป้ายร้านก็ตกลงมา เผยให้เห็นชื่อร้าน "เจิ้งเซียวอิเล็กทรอนิกส์"


   จากนั้นก็ได้ยินฉีเซียวตะโกนเสียงดัง "เปิดร้าน!"


   แล้วประตูร้านก็เปิดออกจากด้านใน พนักงานร้านเข้าประจำที่พร้อมแล้ว ลูกค้าที่รออยู่ข้างนอกมานานแล้วก็กรูกันเข้ามา ลู่เซี่ยก็ตามกระแสเข้าไปด้วย


   ร้านนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก แต่ภายในมีเครื่องใช้ไฟฟ้าวางไม่มากนัก จึงไม่รู้สึกแออัดเกินไป


   ร้านมีสองชั้น มีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลากหลายประเภท


   โทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น เครื่องซักผ้า วิทยุ... แม้แต่เครื่องปรับอากาศและหม้อหุงข้าวไฟฟ้าก็มี


   คงจะมีทุกอย่างที่สามารถหาซื้อได้ในยุคนี้แล้วละ เพียงแต่เธอเห็นว่าทุกอย่างดูเก่ามาก แต่ถึงแบบนั้นในสายตาของคนยุคนั้นทั้งหมด นี่ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดแล้ว


   โดยเฉพาะบริเวณโทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า มีคนมุงดูกันไม่น้อยเลย


   เจียงจวินโม่เห็นลู่เซี่ยดูสนใจมากจึงถามว่า "มีอะไรที่อยากซื้อไหม?"


   ลู่เซี่ยส่ายหน้า "ไม่มี ฉันไม่ได้ใช้หรอก"


   ในตอนนี้ ฉีเซียวที่เพิ่งทำงานเสร็จก็เดินเข้ามาพูดว่า "ถ้ามีอะไรอยากซื้อก็บอกผมได้ ผมจะให้ราคาทุน และเนื่องจากเพิ่งเปิดร้าน ตอนนี้สินค้าในร้านยังมีไม่มาก ใครอยากซื้อต้องรีบหน่อยนะ"


   ลู่เซี่ยพยักหน้าแล้วพูดว่า "ได้ งั้นฉันจะซื้อโทรทัศน์สักเครื่อง แต่ไม่ต้องคิดราคาทุนหรอก คิดราคาปกติก็ได้ ยังไงฉันก็มีหุ้นส่วนเป็นเจ้าของอยู่แล้ว"


   ฉีเซียวคิดสักครู่แล้วก็ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ยังให้ส่วนลดเธอ ซึ่งลู่เซี่ยก็ยอมรับ หลังจากจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้ว ทางร้านจะจัดส่งไปให้ที่บ้าน บริการดีทีเดียว


   ลูกค้าคนอื่นๆที่ไม่รู้ว่าเธอก็เป็นเจ้าของร้าน เห็นมีคนซื้อเร็วขนาดนี้ ก็รู้สึกร้อนใจกันไปหมด


   เพราะของพวกนี้ที่ ห้างสรรพสินค้านั้นมักจะขาดตลาดอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่ซื้อไม่ได้ ต้องต่อแถวรอ


   ตอนนี้ในที่สุดก็มีของขาย พวกเขาก็กลัวว่าจะหมด เลยรีบจ่ายเงินตามกันไป


   ในชั่วพริบตา จำนวนการซื้อขายในร้านก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ



บทที่ 478: พบกับซูม่านอีกครั้ง



   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเธอจะมีประโยชน์แบบนี้ จึง.อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นจึงถามว่า "ทำไมถึงคิดจะซื้ออีกล่ะ?"


   "ฉันจะซื้อให้คุณปู่น่ะ"


   ลู่เซี่ยคิดอีกครู่หนึ่ง คุณปู่เจียงอยู่บ้านทุกวันไม่มีอะไรทำ คังคังก็ต้องไปโรงเรียน ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนเขาได้ตลอด คงจะเบื่อมาก ถ้ามีโทรทัศน์ดูที่บ้านก็คงจะดี


   เจียงจวินโม่จริงๆแล้วก็พอจะเดาได้ ดังนั้นตอนนี้จึงยิ้มเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไร ทั้งสองอยู่ต่ออีกสักพัก เห็นว่าฉีเซียวยังยุ่งอยู่ จึงบอกลาเขาและเตรียมตัวจะกลับ


   ฉีเซีย ก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้เขาไม่มีเวลาว่างจริงๆ ที่จะอยู่เป็นเพื่อนพวกเขา


   ผลคือทั้งสองเพิ่งเดินออกจากประตูร้านก็เจอกับซูม่านพอดี


   ดูเหมือนเธอจะสวยขึ้นกว่าเดิม สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงสดพอดีตัว รองเท้าส้นสูงสีขาว สะพายกระเป๋าสะพายข้างไข่มุกสีขาว ผมปล่อยยาวเป็นลอนใหญ่ แต่งหน้า ทาลิปสติกสีแดงเพลิง ดูเหมือนสาวทันสมัยมากทีเดียว


   เมื่อเห็นทั้งสองคนก็ไม่แปลกใจ ยิ้มทักทายพวกเขาทั้งสอง


   "ฉันได้ยินฉีเซียวพูดว่าร้านเครื่องใช้ไฟฟ้านี้พวกคุณก็ร่วมลงทุนด้วย ก็เลยคิดว่าอาจจะได้เจอพวกคุณ ไม่คิดว่าจะได้เจอจริงๆ"


   ลู่เซี่ยยิ้มให้เธอเช่นกัน "ใช่แล้ว ฉันได้ยินว่าเธอก็เปิดร้านแถวนี้ด้วย ก็คิดจะไปดูสักหน่อย ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ แต่เธอสวยมากเลยนะ ฉันแทบจำไม่ได้เลย"


   ซูม่านยิ้มให้เธอและพูดว่า "เธอก็สวยขึ้นเรื่อยๆเลยนะ แต่ปกติฉันไม่ค่อยไปที่ร้านหรอก มีผู้จัดการดูแลอยู่ ถ้าเธอไป ก็คงไม่ได้เจอฉันหรอก"


   หลังจากนั้นทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยค ซูม่านเล่าเกี่ยวกับธุรกิจของเธอ ตอนนี้เปิดร้านสาขาย่อยอีกหนึ่งสาขาแล้ว ส่วนลู่เซี่ยก็เล่าว่าเธอคลอดลูกแฝดสามแล้ว หลังจากนั้นทั้งสองคนก็แสดงความยินดีซึ่งกันและกันแล้วก็แยกย้าย อาจเป็นเพราะทั้งสองคนก็ไม่ได้สนิทกันมากนักตั้งแต่แรก หลังจากกลับเมืองก็แทบไม่ได้คุยกันเลย หัวข้อสนทนาร่วมกันก็น้อยลงเรื่อยๆ


   เป็นเพียงคนรู้จักก็พอแล้ว


   หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็ไปเดินดูร้านของเธอ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น รสนิยมของซูม่านนั้นไม่มีอะไรจะพูดได้เลย


   หลังจากลู่เซี่ยคลอดลูก แม้ว่าเธอจะผอมลงไปมาก แต่ก็ยังอวบกว่าเดิมอยู่บ้าง เธอจึงซื้อเสื้อผ้าใหม่อีกสองสามชุด จากนั้นทุกคนก็ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้ามกัน ซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เจียงจวินโม่และคังคังด้วย


   ในที่สุดก็ได้พาคังคังออกมาสักที หลังจากซื้อของเสร็จ ลู่เซี่ยตั้งใจว่าจะพาเขาไปดูหนังหรือไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะแถวนั้น แต่นึกขึ้นได้ว่ายังมีเด็กเล็กๆอีกหลายคนรออยู่ที่บ้าน จำใจต้องกลับบ้านก่อน เมื่อกลับไป พวกเด็กๆยังคงร้องไห้ไม่หยุด


   จนกระทั่งลู่เซี่ยให้เขากินนมกันทีละคน เจียงจวินโม่ก็อุ้มพวกเขาขึ้นมาปลอบอย่างใจเย็น พวกเขาจึงดีขึ้น


   ช่างเป็นภาระที่หวานชื่นจริงๆ!


   วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยและคนอื่นๆต้องกลับไปมหาวิทยาลัยแล้ว


   ตอนเช้าเธอให้นมเด็กๆจนอิ่มก่อน แล้วจึงกลับไปโรงเรียนกับเจียงจวินโม่ และถึงเวลาที่นักเรียนใหม่เข้าเรียนอีกครั้ง หลังจากเปิดเทอมพวกเขาก็จะขึ้นปีสามกันแล้ว


   ลู่เซี่ยคิดว่าเวลาผ่านไปเร็วจริงๆ! ดูเหมือนว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยจะผ่านไปครึ่งหนึ่งแล้ว


   เมื่อถึงหอพัก เธอเป็นคนสุดท้ายที่มาถึง เพื่อนร่วมห้องของเธอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก


   ยกเว้นเย่หนานที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนขึ้นหลังจากแต่งงาน


   ทุกคนรวมตัวกันเล่าเรื่องช่วงวันหยุดให้กันฟัง จากนั้นลู่เซี่ยสังเกตเห็นว่าเย่หนานดูเหมือนจะมองมาที่เธออย่างเขินอายๆ


   ลู่เซี่ยจึงถามด้วยความสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้น?"


   เย่หนานลังเลเล็กน้อย แต่ก็พูดตรงๆว่า "ก็น้องสาวฉันนั่นแหละ! เธออยากถามที่อยู่บ้านของคุณจากฉัน เธออยากไปหาคุณน่ะ"


   "หาฉันทำไม?" ลู่เซี่ยสงสัย


   เย่หนานถอนหายใจอีกครั้ง "ก็คราวที่แล้วเธอเห็นคุณแต่งหน้าให้ฉันไม่ใช่เหรอ หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าไปได้แรงบันดาลใจอะไรมา เธอมาหาฉันทุกวัน ให้ฉันแนะนำคุณให้รู้จัก เธออยากขอเป็นศิษย์ของคุณจริงจังเลยล่ะ!"



บทที่ 479: น้องสาวร่วมสถาบัน ผู้มีนามว่าเซี่ยกุ้ยฟาง



   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี ไม่คิดว่าเธอยังคิดเรื่องนี้อยู่ "แต่ฉันไม่ใช่มืออาชีพจริงๆนะ รู้แค่เท่านั้น จากนั้นก็ไม่รู้จะสอนอะไรแล้วล่ะ!" ตอนนี้อวี๋หวั่นที่อยู่ข้างๆ เอ่ยปากขึ้นว่า


   "ลู่เซี่ยอย่าถ่อมตัวสิ เธอแต่งหน้าได้ดีมากจริงๆ ถึงฉันจะไม่เคยเห็นมืออาชีพ แต่ฉันเคยเห็นเจ้าสาวคนอื่นมาก่อน นอกจากหน้าที่แต่งให้ขาวขึ้นนิดหน่อย ปากที่ทาให้แดงขึ้นนิดหน่อย จริงๆแล้วไม่มีใครแต่งได้สวยเท่าเธอหรอก"


   "ใช่แล้ว!"


   เย่หนานก็พยักหน้าเห็นด้วย "เธอไม่รู้หรอกว่า หลังจากฉันแต่งงาน มีญาติหลายคนที่กำลังจะแต่งงานอยากให้เธอช่วยแต่งหน้าให้ แต่ฉันรู้ว่าเธอต้องดูแลลูกด้วย คงไม่มีเวลา ฉันเลยปฏิเสธไปทั้งหมด จริงๆ ถ้าเธอทำอาชีพนี้ คงรวยเละเลย!"


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วหัวเราะ "ไม่ขนาดนั้นหรอก!"


   "จริงๆนะ เธอเชื่อฉันสิ ฉันไม่เคยเห็นใครแต่งหน้าได้ดีเท่าเธอเลย น้องสาวของฉันก็เคยไปเรียนกับช่างแต่งหน้ามืออาชีพมาก่อน แต่ผลลัพธ์ที่เธอแต่งออกมาเธอก็เห็นแล้ว..."


   ลู่เซี่ยได้ยินแล้วตกใจ "เธอเรียนมาแล้วเหรอ?"


   "ใช่แล้ว เพราะงั้นน้องฉันเลยอยากมาฝากตัวเป็นศิษย์ของเธอไง จริงๆแล้วฝีมือของเธอกับพวกเขาไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลยนะ" ลู่เซี่ยได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้วถึงได้ตระหนักว่า ที่แท้ฝีมือครึ่งๆกลางๆของเธอ ในยุคนี้กลับเป็นระดับมือฉมังไปแล้ว


   จากนั้นเธอยิ้มแล้วพูดว่า "ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองเก่งอะไรมากมาย แต่ถ้าน้องสาวของเธออยากเรียนจริงๆ ก็มาหาฉันได้นะ ไม่ต้องมาฝากตัวเป็นศิษย์หรอก จริงๆแล้วมันง่ายมาก คงเรียนรู้ได้เร็วเลยล่ะ"


   เย่หนานหัวเราะหลังจากได้ยินแล้วพูดว่า "ดีแล้วที่เธอตกลง รอให้ฉันกลับไปบอกน้องฉันก่อนนะ เขาคงจะดีใจจนบ้าเลย!"


   ลู่เซี่ยหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น


   หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็คุยกับพวกเธออีกสองสามประโยค เก็บของเสร็จแล้วก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน เพราะลูกที่บ้านยังเล็กมาก เธอยังไม่ค่อยวางใจ กลัวว่าถ้ากลับไปช้า พวกเขาจะร้องไห้น่าสงสารเหมือนเมื่อวานอีก


   ผลคือตอนที่กำลังรอเจียงจวินโม่อยู่ที่ชั้นล่าง เธอก็บังเอิญเห็นคนๆหนึ่งโดยไม่คาดคิด


   คนคนนั้นก็เห็นเธอเช่นกัน และรีบเดินเข้ามาหาด้วยความดีใจ


   "พี่คะ! บังเอิญจังเลยนะคะ! หนูตั้งใจว่าจะจัดของเสร็จแล้วค่อยไปหาพี่ ไม่คิดว่าจะได้เจอกันตอนนี้ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ พี่ลู่เซี่ย!"


   ลู่เซี่ยก็ยิ้มให้เธอเช่นกัน


   "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ น้องเซี่ยกุ้ยฟาง!"


   ใช่แล้ว คนที่มาคือเซี่ยกุ้ยฟาง หลังจากกลับบ้านเกิดไปหนึ่งปี เธอก็เข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง และสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นครั้งที่สอง!


   ลู่เซี่ยเห็นเธอปรากฏตัวที่นี่ก็รู้ว่าเธอประสบความสำเร็จแล้ว และรู้สึกดีใจให้กับเธอด้วย


   "ยินดีด้วยนะ!"


   "ฮ่าๆ ขอบคุณรุ่นพี่มากๆนะคะ!"


   หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันอีกสองสามประโยค ลู่เซี่ยถึงได้รู้ว่า หลังจากที่เธอกลับไป เนื่องจากเรื่องของเธอมันใหญ่โตเกินไป ทั้งประเทศต่างก็รับรู้ ทำให้อำเภอของพวกเขาก็มีชื่อเสียงขึ้นมา คณะผู้บริหารก็ถูกเปลี่ยนไปหมด ผู้นำคนใหม่ก็ให้ค่าชดเชยกับเธอไม่น้อย


   คนในหมู่บ้านก็รู้เรื่องของเธอกันหมดแล้ว ท่าทีที่มีต่อเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


   หลังจากนั้นเซี่ยกุ้ยฟางก็ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ทุ่มเทอ่านหนังสือที่บ้านอย่างเต็มที่ คราวนี้เธอสอบติด มหาวิทยาลัยปักกิ่งคณะภาษาอังกฤษอีกครั้ง


   หลังจากได้รับจดหมายแจ้งผล ทางอำเภอก็ให้รางวัลกับเธอไม่น้อย


   ส่วนลู่เซี่ยมองดูสภาพจิตใจของเธอตอนนี้แล้วแทบจะเป็นคนละคนกับเมื่อก่อน ทั้งตัวเต็มไปด้วยพลังงานบวก และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังสำหรับอนาคต


   ‘ฉันก็รู้สึกดีใจกับเธอจริงๆ’


   จึงพูดอีกครั้งว่า "ยินดีด้วยนะ หลังฝนตกฟ้าก็สดใสเสมอ ต่อไปชีวิตจะดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน!"


   เซี่ยกุ้ยฟางก็พยักหน้าอย่างมั่นใจ "ฉันจะทำให้ได้แน่นอนค่ะ รุ่นพี่!"


   หลังจากนั้นทั้งสองคนก็คุยกันอีกสองสามประโยค แล้วก็แยกจากกันไป


   เมื่อได้พบกับเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง จึงเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง


   สุดท้ายเธอก็เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกตื้นตันใจว่า


   "ช่างดีจริงๆ ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ"


   เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงจวินโม่ก็ยิ้มและกล่าวว่า "ตอนนี้คุณก็คงวางใจได้แล้วสินะ หลังจากผ่านเรื่องนี้ไป เธอคงจะดีขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะ"


   "ใช่แล้ว ดีจริงๆเลย!" ลู่เซี่ยตอบรับ



บทที่ 480: ชีวิตนักศึกษาปี3ที่แสนวุ่นวาย



   พอถึงวันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนร่วมห้องฟัง พวกเธอรู้สึกดีใจให้กับเซี่ยกุ้ยฟางมาก


   เย่หนานถึงกับพูดออกมาว่า "ฉันตั้งใจจะไปสัมภาษณ์เธอ แล้วเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ เรื่องของเธอเคยเป็นข่าวใหญ่โตมาก่อน และยังมีคนอื่นๆที่ถูกสวมรอยตัวตนอีกไม่น้อยที่ถูกเปิดโปงจากเรื่องนี้ ตอนนี้เธอพยายามด้วยตัวเองจนสามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ สอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง แน่นอนว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก และจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆด้วย..."


   แม้แต่หูชุ่ยหัวก็พูดว่า "ฉันก็อยากรู้จักเธอเหมือนกัน เรื่องของฉันก็ถูกเปิดเผยเพราะเธอนี่แหละ พูดถึงตรงนี้ ฉันก็ต้องขอบคุณเธอด้วยนะ"


   ส่วนถันอวิ๋นฟางก็ถอนหายใจ "แม้จะผ่านอุปสรรคมามาก แต่ผลลัพธ์ของเธอก็ดี แสดงว่าฟ้ายังเข้าข้างคนดีอยู่ ลองคิดถึงจุดจบของเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นดูสิ เห้อ!!! ได้แต่บอกว่าเป็นเรื่องของชะตากรรม! คนเราจริงๆแล้วไม่ควรทำเรื่องไม่ดีเลยนะ!"


   คนอื่นๆนึกถึงเซี่ยอวิ๋นอวิ๋นแล้วก็อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้


   แต่ทุกคนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ส่วนใหญ่แล้วก็แค่ดีใจให้กับเซี่ยกุ้ยฟาง


   หลังจากนั้น เย่หนานก็ไปสัมภาษณ์เธอจริงๆ บทความที่ตีพิมพ์ออกมาก็สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ดีใจให้กับเธอ และรู้สึกสงสารหญิงสาวที่เข้มแข็งคนนี้ แน่นอนว่าส่วนมากเป็นคำอวยพร


   ยังมีคนที่อ่านหนังสือพิมพ์แล้วเขียนจดหมายถึงเซี่ยกุ้ยฟางอีกไม่น้อย ในจดหมายส่วนใหญ่เป็นคำให้กำลังใจและชื่นชม ทำให้เธอรู้สึกถึงความรักและห่วงใยจากผู้คนมากมาย


   และแน่นอนว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในภายหลัง


   หลังจากเปิดเทอมใหม่ ลู่เซี่ยก็กลับมายุ่งวุ่นวายอีกครั้ง เพราะพอถึงปีที่สาม วิชาเอกก็เพิ่มขึ้น อาจารย์ก็เริ่มมีความต้องการที่สูงขึ้นด้วย หลังจากที่ลู่เซี่ยคลอดลูก อาจารย์หลี่ก็เริ่มปฏิบัติต่อเธอและฉู่เหลียงเฉินอย่างเท่าเทียมกันอีกครั้ง ในเทอมนี้ก็ได้มอบหมายเป้าหมายและงานพิเศษให้พวกเขาไม่น้อยเลย


   ก่อนหน้านี้ได้ถามลู่เซี่ยว่ารับไหวหรือไม่ ลู่เซี่ยก็กัดฟันรับมา


   แม้ว่าตอนนี้จะต้องใช้เวลาในการดูแลลูก แต่เธอก็ไม่อยากเรียนแบบขอไปที


   เพราะเมื่อเลือกแล้วก็ต้องทำให้ดี


   อาจารย์หลี่ดีใจมาก จึงได้ให้กำลังใจเธอ และยังมอบนิตยสารใหม่ๆจากต่างประเทศให้เธอ บอกให้เธออ่านบ่อยๆเมื่อมีเวลาว่าง แต่ก็เพราะแบบนี้ ลู่เซี่ยจึงยิ่งเหนื่อยมากขึ้น ตอนเที่ยงต้องกลับบ้านไปให้นมลูก จึงไม่ได้พักผ่อนที่โรงเรียน การเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนและบ้านวันละสองเที่ยวก็เหนื่อยมาก


   ผ่านไปสักพัก น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตอนอยู่ไฟก็หายไปหมดแล้ว เจียงจวินโม่เห็นแล้วรู้สึกสงสาร ไม่อยากให้เธอกลับบ้านตอนเที่ยง อยากให้ลูกดื่มนมผง แต่ก็ถูกเธอปฏิเสธไปทันที


   ลูกเพิ่งเกิดได้สองเดือน นมแม่ยังคงดีที่สุด เธอต้องไปเรียนตลอดทั้งเช้า กลับมาไม่ได้ การให้นมตอนเที่ยงวันครั้งเดียวก็ถือว่าน้อยมากแล้ว แม้กระนั้นก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะทำให้ลูกๆยอมรับได้


   เธอไม่อยากทำให้ลูกๆต้องเสียประโยชน์ไป เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วถอนหายใจ ก็ไม่ได้ยืนกรานอีก


   แต่ตอนนี้เขาก็ยุ่งมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้แบบที่กลุ่มของพวกเขาวาดได้รับเลือก กลายเป็นหนึ่งในสามตัวเลือกสุดท้าย ตอนนี้กำลังแข่งขันรอบสุดท้าย เวลากระชั้นชิดมาก และหากได้รับเลือกแล้ว เขาก็จะยิ่งยุ่งกว่าเดิม


   ดังนั้นตอนนี้ ทุกๆเที่ยงลู่เซี่ยจึงกลับบ้านคนเดียว ไม่ได้ให้เขาไปด้วย เพื่อประหยัดเวลา


   ตอนแรกเจียงจวินโม่ไม่เห็นด้วย แต่ภายหลังลู่เซี่ยบอกตรงๆว่าถึงเขากลับไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เขาจึงยอมแพ้ แต่ความเหนื่อยยากของเขาก็ไม่น้อยไปกว่าลู่เซี่ยเลย เพราะตอนนี้ลูกๆยังนอนกับพวกเขาด้วย


   แทบจะทุกๆสองสามชั่วโมงก็ต้องตื่นครั้งหนึ่ง


   บางครั้งลู่เซี่ยเหนื่อยมากจนตื่นไม่ไหว เจียงจวินโม่ก็ต้องลุกขึ้นมาเอง อุ้มลูกทีละคนให้เธอให้นม แล้วก็ชงนมผง กล่อมให้หลับ วุ่นวายอยู่นานกว่าจะได้พักผ่อน


   เทียบกับลู่เซี่ยแล้ว เจียงจวินโม่ก็ยังคงเหนื่อยกว่ามาก แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีทางเลือกที่จะให้คนอื่นมาดูแลลูกตอนกลางคืน เพราะพวกเด็กๆยังไม่หย่านม และการนอนกับคนอื่นเพื่อให้นมตอนกลางคืนก็ไม่สะดวกเท่าไหร่


   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงคิดว่า เทอมนี้พวกเขาทั้งสองคนก็ต้องเหนื่อยหน่อย ยังไงก็ต้องให้ลูกกินนมแม่อย่างน้อยครึ่งปี แล้วค่อยให้หย่านมในเทอมหน้า แบบนี้เธอถึงจะไม่รู้สึกแย่มากนัก


   โดยรวมแล้ว เทอมนี้เหนื่อยกว่าที่ผ่านมามาก แต่เธอก็ยินดีทำด้วยความเต็มใจ




จบตอน

Comments