บทที่ 521: ที่แท้ก็แอบรัก
เมื่อเธอตัดสินใจแล้ว ลู่เซี่ยก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
หลังจากนั้นทั้งสองคุยกันอีกสองสามประโยค เธอก็เข้าสู่ประเด็นหลักในที่สุด
"อ้อ ได้ยินว่าเธอมีแฟนแล้วเหรอ เมื่อไหร่กัน ทำไมไม่เห็นบอกฉันเลยล่ะ?"
"หืม?" เย่หลินได้ยินคำพูดนี้แล้วก็สีหน้างุนงง "ฉันมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
"ไม่มีเหรอ?" ลู่เซี่ยมองเธออย่างพินิจพิเคราะห์ เห็นว่าเธอไม่เหมือนกำลังโกหกอยู่ ก็เลยกล่าวต่อไปว่า
"งั้นฉันได้ยินผิดเหรอ? ทำไมฉันถึงได้ยินว่าใครบางคนช่วงนี้หัวใจสั่นระรัว ยิ้มเขินบ่อยๆ แถมยังชอบแต่งตัวมากขึ้นด้วย?" เย่หลินนั้น พอเธอได้ยินคำพูดนี้แล้วก็หน้าแดงขึ้นมาทันที
"เอาล่ะ ใครปากโป้งพูดเรื่อยเปื่อยกันน่ะ?" ลู่เซี่ยเห็นเธอเป็นแบบนี้ก็พอจะเข้าใจ ดังนั้นก็คงมีอะไรจริงๆสินะ?
‘อดสงสัยไม่ได้’
"มีหรือไม่มีกันแน่?"
"ไม่มี!" เย่หลินตอบด้วยใบหน้าแดงก่ำ
"งั้นเธอก็มีคนที่ถูกใจแล้วสินะ?" คราวนี้เย่หลินไม่พูดอะไร ลู่เซี่ยเข้าใจทันที แล้วก็เกิดความสนใจขึ้นมา
"เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ? เป็นใครเหรอ? ดูซิว่าฉันจะช่วยให้คำแนะนำอะไรได้บ้างไหม?"
เย่หลินได้ยินแล้วรู้สึกลังเลเล็กน้อย คิดว่าเธอแต่งงานแล้ว อยู่กับสามีก็ดี แถมยังมีลูกตั้งหลายคน คงจะรู้วิธีทำให้หนุ่มๆชอบแน่ๆ
จึงถามอย่างระมัดระวังว่า "คุณว่าฉันแสดงออกชัดเจนพอแล้วใช่ไหม? เขาไม่ได้ปฏิเสธ แสดงว่าเขาก็คงมีใจให้ฉันบ้างใช่ไหม?"
ลู่เซี่ยเห็นว่าเธอไม่บอกว่าเป็นใคร ก็รู้ว่าเธอคงไม่อยากพูด จึงไม่ถามต่อ
แต่พอได้ยินคำถามของเธอก็รู้สึกขำๆอยู่เหมือนกัน "คุณทำอะไรไปบ้าง ทำไมถึงบอกว่าแสดงออกชัดเจนแล้ว? สารภาพรักกับเขาแล้วเหรอ?"
"ไม่...ไม่! ไม่ใช่แบบนั้น" เย่หลินได้ยินแล้วหน้าแดงก่ำ แต่ก็ฝืนความอายพูดว่า "ฉันแค่ไปหาเขาบ่อยๆ แกล้งมีปัญหา แล้วให้เขาช่วย แล้วก็แกล้งเดินผ่านที่ที่เขาจะผ่านบ่อยๆ"
"...." ลู่เซี่ยฟังแล้วพูดไม่ออก นี่เป็นรักข้างเดียวเหรอเนี่ย?
"เดี๋ยวก่อน เขารู้จักเธอหรือเปล่า เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับเขา"
"พวกเรา... ไม่ค่อยสนิทกัน ก็แค่... รู้จักกันผ่านเพื่อน ไม่ได้คุยบ่อย แค่ไม่กี่คำหรอก" ลู่เซี่ยได้ยินแค่นี้ก็ยิ่งพูดไม่ออกเข้าไปใหญ่
"แล้วถ้าคุยกันไม่กี่คำ เธอจะไปชอบเขาได้ยังไง"
เย่หลินได้ยินคำถามนี้ หูของเธอก็แดงขึ้นมา แล้วพูดเสียงเบาๆเท่าเสียงยุงว่า "เขาดีมาก ฉันก็เลยชอบเขาน่ะสิ"
ลู่เซี่ยฟังแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี รู้สึกว่าตามที่เธอว่า คนคนนั้นคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หลังจากนั้นก็ถามถึงสถานการณ์ที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันในชีวิตประจำวัน ในใจก็เข้าใจแล้ว คงเป็นอย่างที่เธอเดาไว้ เขาแค่ดูแลเธอในฐานะเพื่อนของเพื่อน ไม่รู้ความคิดของเธอเลยสักนิด
คราวนี้คงจัดการยากแล้ว ดูเย่หลินท่าทางติดหนึบแบบนี้
ดังนั้นเธอจึงแนะนำอย่างอ้อมค้อมว่า "ฉันคิดว่าการแสดงออกของเธอยังไม่ชัดเจนนัก เขาอาจจะยังไม่ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำ!"
"เป็นอย่างนั้นเหรอ?"
"อืม!" ลู่เซี่ยพยักหน้า "แต่เรื่องแบบนี้ผู้หญิงไม่ควรเป็นฝ่ายสารภาพรักก่อน เธอลองหยั่งเชิงความคิดของเขาดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีก็ได้นะ"
เย่หลินฟังแล้วรู้สึกหมดกำลังใจ ไม่คิดว่าความพยายามตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลย รู้สึกเจ็บปวดในใจอยู่บ้าง
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นจึงพูดว่า "สู้ๆนะ ผู้ชายมีตั้งเยอะแยะ คนนี้ไม่ได้ก็ต้องมีคนที่เหมาะสมสักคน ไม่เห็นต้องมานั่งเสียใจเลย สู้ไปทำงานให้ดีดีกว่า พอเธอมีเงินเมื่อไหร่ ผู้ชายดีๆก็จะเข้ามาให้เธอเลือกเองเลยแหละ!" คำพูดนี้ทำให้เย่หลินฮึดสู้ขึ้นมา แต่ไม่ใช่เพราะถูกคำพูดของลู่เซี่ยให้กำลังใจหรอกนะ
"ใช่ ฉันต้องพัฒนาอาชีพการงานของตัวเองให้ดี เขาทำงานได้ดีขนาดนั้น ฉันก็ไม่ควรล้าหลังเขามากเกินไป!"
ลู่เซี่ย "..." ก็ได้ เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการปลอบใจแบบนี้ถูกต้องหรือเปล่า ถ้าหลงรักเขาข้างเดียวไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายไม่ได้เป็นแบบที่หวัง คงจะยิ่งเสียใจหนักกว่าเดิม
แต่ตอนนี้คิดเรื่องพวกนี้ก็ยังเร็วเกินไป ลองดูต่อไปก่อนดีกว่า
บทที่ 522: พี่สามเปิดร้าน
รู้เรื่องของเย่หลินแล้ว พอถึงวันจันทร์ที่ไปมหาวิทยาลัย เธอก็บอกเย่หนาน แต่บอกแค่ว่าเย่หลินไม่มีแฟน ไม่ได้บอกว่าเธอมีคนที่ชอบแล้ว เย่หนานได้ยินแล้วก็โล่งใจ กลับไปบอกป้าสะใภ้คนที่สองและคนอื่นๆ พวกเขาก็คิดว่าที่เธอผิดปกติเป็นเพราะดีใจเรื่องงาน หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก
พอถึงเดือนตุลาคม พี่สามก็มาหาเธออีก
หลังจากที่ถามเรื่องร้านช่วนช่วนเซียงไปครั้งก่อน ก็ไม่มีข่าวคราวจากพี่สามอีกเลย
ลู่เซี่ยคิดว่าเธอคงไม่อยากทำแล้ว ไม่คิดว่าคำแรกที่พี่สามพูดในการเจอกันครั้งนี้คือ "ฉันลาออกจากงานแล้ว ตั้งใจจะเปิดร้านจริงๆแล้วนะ"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็แปลกใจ "ทำไมพี่ถึงตัดสินใจทำตอนนี้ล่ะคะ"
พี่สามยิ้มแล้วอธิบายเหตุผลที่ไม่ได้ทำทันทีตั้งแต่แรก
เพราะไม่รู้ว่าธุรกิจนี้จะเป็นอย่างไร อีกทั้งพี่เขยก็ไม่เห็นด้วย กลัวว่าถ้าเธอทำได้ไม่ดี งานดีๆแบบนี้ก็จะหายไป แล้วจะมานั่งเสียใจภายหลัง แม้แต่คนทางบ้านสามีก็ไม่เห็นด้วย พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอล้มเลิก
พี่สามยังรู้สึกไม่ยอมแพ้ จึงคิดว่าจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จก่อนเพื่อโน้มน้าวพวกเขา
ดังนั้นในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนสองเดือนของลู่เซี่ย พี่สามจะออกไปตั้งแผงขายของทุกครั้งหลังเลิกงาน
ใช่แล้ว เนื่องจากวิธีทำเนื้อย่างเสียบไม้นั้นค่อนข้างง่าย ไม่จำเป็นต้องมีร้านก็ทำได้ พี่สามจึงเริ่มต้นจากการตั้งแผงขายเลย และทำแบบนี้มาสองเดือน จากแผงเล็กๆที่ไม่มีใครสนใจในตอนแรก จนตอนนี้ทุกครั้งที่ออกไปขายจะมีคนต่อแถวซื้อ
พี่เขยสามและครอบครัวฝ่ายสามีก็เห็นว่าธุรกิจนี้รุ่งเรือง จึงเห็นด้วยให้เธอลาออกจากงานที่ห้างสรรพสินค้า
ดังนั้นเธอจึงขอลาพักงานโดยไม่รับเงินเดือนแล้วมาหาลู่เซี่ย และเมื่อลู่เซี่ยได้ฟังแล้วก็รู้สึกชื่นชมในความมุ่งมั่นของเธอ
เธออาจจะพูดว่ามันง่าย แต่ลู่เซี่ยรู้ดีว่ามันยากลำบากแค่ไหน
ไม่ต้องพูดถึงความเหนื่อยยากของการตั้งแผงขายของ การที่พี่สามสามารถอดทนมาได้นานขนาดนี้ ก็เห็นได้ชัดถึงนิสัยที่เด็ดเดี่ยวของเธอ
ดังนั้นจึงตั้งใจจะช่วยพี่สามทำให้ดีที่สุด
และการที่พี่สามมาหาเธอครั้งนี้ก็เพื่อถามเรื่องการเปิดร้านที่เกี่ยวข้อง
พี่สามแม้จะมีความคิดบางอย่างในใจว่าควรเช่าร้านแบบไหนและควรตกแต่งอย่างไร แต่ก็ยังอยากมาขอความเห็นจากลู่เซี่ย เพราะในใจของเธอ น้องสะใภ้คนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำธุรกิจ
ส่วนลู่เซี่ยก็ไม่ปิดบังอะไร เธอบอกทุกอย่างที่เคยเห็นเกี่ยวกับการจัดร้านในชาติก่อน รวมถึงเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการเปิดร้านด้วย พี่สามฟังแล้วรู้สึกขอบคุณมาก จากนั้นก็รีบกลับไปเตรียมการเปิดร้านอย่างกระตือรือร้น
เนื่องจากร้านช่วนช่วนเซียงไม่จำเป็นต้องตกแต่งมากนัก แค่เตรียมโต๊ะและภาชนะทรงยาวพิเศษสำหรับใส่น้ำซุปและเนื้อเสียบไม้ก็พอ ดังนั้นไม่ถึงครึ่งเดือน ร้านเล็กๆของพี่สามก็สามารถเปิดได้แล้ว
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็ไปร่วมแสดงความยินดีในวันนั้นด้วย
ร้านอยู่ใกล้ตลาดสดแถวบ้านของพี่สาม ก่อนหน้านี้เธอก็เคยตั้งแผงขายของที่นี่ แต่อาจเป็นเพราะมีฐานลูกค้าอยู่แล้ว วันแรกที่เปิดร้านจึงมีคนมากินไม่น้อย
พอลู่เซี่ยและคนอื่นๆเพิ่งนั่งลง ร้านเล็กๆก็เต็มแล้ว คนที่มาทีหลังเห็นไม่มีที่นั่งก็ซื้อกลับบ้านเลย
พี่สามก็วุ่นวายไปหมด
ครั้งนี้เพื่อเปิดร้าน เธอยังจ้างพนักงานบริการมาสองคน แต่ก็ยังคงยุ่งมาก
พี่สี่วันนี้อยู่เวร จึงมาไม่ได้ ส่วนพี่ใหญ่และพี่รองก็มาให้กำลังใจด้วย
พี่รองเห็นสภาพเธอวุ่นกับการขายของแล้วก็อิจฉา พูดออกมาว่า "ดูเหมือนว่าธุรกิจนี้จะไม่เลวเลยนะ ทุกคนบอกว่าตอนนี้ทำธุรกิจแล้วรวย ฉันชักจะอยากทำบ้างแล้วสิ"
พูดแล้วก็หันไปมองลู่เซี่ย "น้องสะใภ้จ๋า เธอมีคำแนะนำดีๆอะไรไหม ช่วยแนะนำให้พี่รองของเธอหน่อยสิ"
พูดเพิ่งจบ ลู่เซี่ยยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ได้ยินพี่สาวคนโตพูดว่า "พอเถอะแก กับนิสัยของแกน่ะ เปิดร้านมีหวังทำให้ลูกค้าหนีหมด ทำงานของแกต่อไปเถอะ!"
บทที่ 523: จินเหอก็จะเปิดร้านแล้ว
พี่รองถอนหายใจอย่างจนปัญญาหลังจากได้ฟัง "ทุกวันมีแต่เรื่องชาวบ้านไม่จบไม่สิ้น บ้านนี้ลูกชายตีเมีย บ้านนั้นเลือกที่รักมักที่ชังปล่อยให้หลานสาวอดอยาก ฉันต้องจัดการเรื่องพวกนี้ทุกวันจนปวดหัว ทำไมฉันถึงได้เลือกงานแบบนี้นะ มันไม่เหมาะกับฉันเลย!"
"ฉันว่าเหมาะนะ ตอนนี้คนพวกนั้นกลัวเธอหมดแล้วไม่ใช่เหรอ? ฉันได้ยินมาว่าตอนนี้พอมีปัญหาอะไรที่จัดการไม่ได้ เธอออกหน้าแปปเดียวคนก็ยอมฟังคำเะอทันที นี่ไม่ใช่ทำได้ดีแล้วหรือ" พี่ใหญ่ค้านอย่างใจเย็น
พี่รองได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจอีกครั้ง "ฮ่า! ก็ยังไม่มีอะไรท้าทายนี่นา"
ลู่เซี่ยฟังแล้วอยากหัวเราะ เคยได้ยินมานานแล้วว่าพี่รองมีพลังในการต่อสู้ที่น่าตกใจมากทีเดียว ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นจริง คาดว่าคำพูดเมื่อกี้คงแค่พูดเล่นๆเท่านั้น
พูดตามตรง มีตัวอย่างของพี่สามแล้ว เธอก็กลัวว่าคนอื่นจะมาถามความเห็นเธอด้วย เพราะเธอรู้ไม่มากจริงๆ
ทั้งหมดเป็นพื้นฐานจากชาติก่อน แต่ยุคนี้มีคนฉลาดมากมาย บางเรื่องคนอื่นก็คิดออกได้ในที่สุด
ดังนั้นเธอก็ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ
และผลคือพอคิดแบบนี้ โจวเหยียนกับจินเหอก็มาหาเธอ ถามเรื่องเปิดร้านเช่นกัน
ใช่แล้ว จินเหอตั้งแผงขายซาลาเปาข้างนอกมานานแล้ว และยังทำเงินได้ไม่น้อย บวกกับฝีมือเธอไม่เลว มีลูกค้าประจำไม่น้อย ตอนนี้ทุกวันที่ออกร้านขายของ สินค้าจะขายหมดอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงการห่อซาลาเปา นึ่งซาลาเปา และขายซาลาเปา ก็ต้องใช้เวลามากเป็นพิเศษ
จินเหอไม่ได้นอนหลับสนิทเลยตั้งแต่เริ่มออกร้านขายของ
แม้ว่าเธอจะทำเงินได้ และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์กับแม่สามีก็ดีขึ้นไม่น้อย แต่ก็ยังเหนื่อยมากเป็นพิเศษ และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเร็วๆนี้เธอเพิ่งตรวจพบว่าตั้งครรภ์อีกครั้ง
ถ้าเป็นเช่นนี้ เธอเองก็คงไม่สามารถทำงานหนักได้อย่างแน่นอน โจวเหยียนจึงให้เธอหยุดพักไปก่อนสักระยะ รอจนกว่าลูกจะคลอดแล้วค่อยว่ากันอีกที
แต่ จินเหอก็ยังไม่อยากยอมแพ้ เพราะสำหรับเธอแล้วนี่คือธุรกิจของเธอ
อีกอย่างเธอก็ไม่ใช่ว่าไม่รักลูก แต่ในหมู่บ้านของพวกเขา คนท้องที่ยังลงไปทำงานในไร่นาก็มีให้เห็น และก็ไม่เห็นว่าจะมีอันตรายอะไร
เธอบอกแล้วว่าจะระมัดระวังตัว แต่โจวเหยียนก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี
ดังนั้นทั้งสองคนจึงยังไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน และเรื่องก็ค้างคาอยู่แบบนั้น
จนในที่สุด โจวเหยียนก็ใช้เวลาคิดอยู่หลายวัน แล้วยอมประนีประนอม เขาตกลงว่าเธอสามารถทำงานต่อไปได้ แต่การออกร้านขายของนั้นเลิกไปเถอะ มันเหนื่อยเกินไป
ดังนั้นจึงปรึกษากับจินเหอว่าจะเปิดร้านไปเลยดีไหม เมื่อถึงเวลาก็หาพนักงานสองคนมาช่วย ให้พนักงานทำหน้าที่ซื้อผักและทำซาลาเปา ส่วนเธอรับผิดชอบแค่รสชาติก็พอ
จินเหอเดิมทีไม่อยากเสียเงินเปิดร้าน แต่ตอนนี้เธอตั้งครรภ์แล้ว จึงไม่สามารถทำงานหนักได้ สุดท้ายก็ต้องตกลง แต่ทั้งสองคนก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเปิดร้าน จึงมาถามความคิดเห็นของลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยฟังแล้วหัวเราะอย่างจนปัญญา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอกลายเป็นที่ปรึกษาเรื่องการเปิดร้านของคนอื่นไปแล้ว แต่เมื่อคนมาหาแล้ว เธอก็ไม่อาจนิ่งเงียบโดยที่ไม่พูดอะไรเลย
หลังจากถามความคิดของทั้งสองคนอย่างละเอียดแล้วจึงพูดว่า "ถ้าพวกคุณอยากเปิดร้านเล็กๆขายแค่ซาลาเปา จริงๆแล้วก็ง่ายมาก ร้านไม่จำเป็นต้องใหญ่ แค่มีหน้าต่างก็พอ แต่ถ้าพวกคุณอยากเปิดร้านซาลาเปาที่ลูกค้าสามารถนั่งทานในร้านได้ ก็ไม่สู้เปิดเป็นร้านอาหารเช้า นอกจากซาลาเปาก็ขายโจ๊กด้วย แน่นอนว่ายังสามารถเสิร์ฟผักดองเค็มได้ด้วย ดีกว่าขายแค่ซาลาเปาอย่างเดียว"
จินเหอฟังแล้วตาเป็นประกายทันที "ดีเลย ฉันทำโจ๊กก็อร่อย แถมผักดองเค็มฉันก็ทำเก่งมากเลยนะ!"
โจวเหยียนฟังแล้วถอนหายใจอย่างจนปัญญา เดิมทีคิดว่าเปิดร้านจะสบายขึ้นหน่อย แต่ดูเหมือนว่างานจะมากขึ้นอีก!
แต่ดูจากสถานการณ์นี้ จินเหอคงตัดสินใจแล้ว เขาเลยไม่ได้คัดค้าน ได้แต่คิดว่าถึงเวลาคงต้องหาพนักงานมาช่วยเธออีกคน
บทที่ 524: ปิดเทอมฤดูหนาวครั้งสุดท้าย
หลังจากที่พวกเขาจากไป ลู่เซี่ยถอนหายใจแล้วพูดกับเจียงจวินโม่ว่า "นายว่าฉันควรเปิดบริษัทที่ปรึกษา ที่เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาเรื่องการเปิดร้านไหม?"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วพยักหน้าอย่างจริงจัง "ได้เลย สมองอัจฉริยะแบบเธอ ถ้าไม่ใช้ประโยชน์ก็น่าเสียดายนะ"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ถลึงตาใส่เขาอย่างอ่อนใจ ตั้งใจว่าต่อไปจะไม่ล้อเล่นกับเขาอีกแล้ว เพราะมันไม่สนุกเอาซะเลย!
........
ป้าใหญ่พักอยู่ที่บ้านพี่ชายกว่าสี่สิบวัน จนกระทั่งอาการแพ้ท้องของพี่สะใภ้ดีขึ้นจึงกลับมา
แต่หลังจากกลับมาก็ยังเป็นห่วงอยู่ "เห้อ! สภาพความเป็นอยู่ที่นั่นแย่มาก หลังจากคลอดลูกแล้ว พวกเขาสองคนก็ไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ฉันบอกให้ฟางอี๋ลาหยุดกลับมาคลอดที่ปักกิ่ง แต่เธอก็ไม่ยอม"
ฟางอี๋คือชื่อของพี่สะใภ้ เธอชื่อเต็มว่าลู่ฟางอี๋
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พูดว่า "พี่สะใภ้คงกลัวความวุ่นวาย อีกอย่างงานของเธอก็อยู่ที่นั่น แถมตัวเธอเองก็เป็นหมอ คงไม่ต้องกังวลอะไรมากหรอกค่ะ"
ป้าใหญ่ได้ยินแล้วก็ถอนหายใจ "ฉันรู้แล้วล่ะ แค่คิดว่าหลังจากเธอคลอดลูกแล้ว ไม่มีผู้ใหญ่อยู่ข้างๆก็ไม่ค่อยสบายใจ ครั้งนี้ที่ฉันลาหยุดนานขนาดนี้ ที่ทำงานอนุมัติง่ายๆก็เพราะก่อนหน้านี้ฉันแทบไม่เคยลาเลย ถ้าครั้งหน้าจะลาอีกคงไม่ง่ายแล้วล่ะ"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็เข้าใจเรื่องนี้ดี ได้ยินว่าแม่ของพี่สะใภ้เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าป้าใหญ่ไปไม่ได้ก็คงไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลจริงๆ
พอเธอคำนวณดูแล้ว ตอนนั้นเธอคงจะใกล้เรียนจบแล้ว แน่นอนว่าคงจะยุ่งมาก คาดว่าคงไปไม่ได้เหมือนกัน จึงคิดแล้วปลอบใจว่า "คุณป้าคะ คุณป้าก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ถ้าตอนนั้นไปไม่ได้ก็ให้ป้าหวังไปแทนก็ได้ ป้าหวังทำอาหารอร่อย และยังดูแลเด็กเก่งด้วย แน่นอนว่าจะต้องดูแลพี่สะใภ้ได้ดีแน่นอนค่ะ"
คุณป้าได้ยินคำพูดนี้แล้วรู้สึกสนใจ แต่ก็ยังลังเลอยู่ "แล้วเด็กๆที่บ้านจะทำยังไงล่ะ?"
"ก็ยังมีป้าซุนอยู่ไม่ใช่เหรอคะ ลูกชายคนที่สอง สาม กับน้องสี่ก็โตแล้ว ไม่ต้องคอยดูแลตลอดเวลาแล้ว ตอนนั้นหนูทำอาหารได้ ป้าซุนดูแลเด็กๆ คิดว่าน่าจะจัดการไหวนะคะ"
คุณป้าได้ยินแล้วคิดสักครู่ ก่อนที่จะพยักหน้า "ได้ ตอนนั้นดูก่อนว่าฉันจะลาได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็ให้ป้าหวังไปแทนแล้วกัน"
เรื่องนี้ก็เลยวางแผนไว้แบบนี้ก่อน รอใกล้คลอดค่อยวางแผนอีกที เพราะยังเหลือเวลาอีกหลายเดือน
ส่วนทางมหาวิทยาลัย แม้จะเป็นปีสี่แล้ว แต่บรรยากาศการเรียนของทุกคนก็ไม่ได้ผ่อนคลายลงเลย ทุกคนต่างรีบเร่งที่จะเรียนรู้ความรู้ให้มากขึ้นเพื่อสอบให้ได้คะแนนดี เตรียมพร้อมสำหรับการหางานหลังเรียนจบ
เพราะตอนนี้บัณฑิตจบใหม่ล้วนได้รับการจัหารงานจากรัฐบาล หน่วยงานที่ดีหรือไม่ดีนั้นขึ้นอยู่กับผลการเรียนโดยตรง แม้ลู่เซี่ยจะมีแผนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ผ่อนคลาย ภาษาใหม่สองภาษาที่เรียนก็พยายามฝึกฝนอย่างหนัก
โดยสรุปแล้ว มันแตกต่างจากชีวิตที่ผ่อนคลายของนักศึกษาปีสี่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดอย่างสิ้นเชิง
แม้จะเหนื่อย แต่ก็หวานชื่นเหลือเกิน
ไม่นานนัก ภาคเรียนที่หนึ่งของปีสี่ก็จบลง
และหลังจากสอบปลายภาคเสร็จ ลู่เซี่ยก็เริ่มชีวิตในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวครั้งสุดท้ายของเธอ
ในช่วงปิดเทอมนี้เธอค่อนข้างยุ่ง นอกจากไม่ได้ผ่อนคลายในเรื่องของการเรียนแล้ว ยังต้องช่วยงานร้านเสริมสวยที่เพิ่งเปิดใหม่อีกด้วย ก่อนหน้านี้พูดกันว่าจะเปิดร้านสาขาย่อย แต่การเปิดร้านที่สองไม่ได้สะดวกเหมือนร้านแรก
อันดับแรกคือการเลือกทำเลที่ตั้ง ร้านแรกของพวกเธอเปิดอยู่ใจกลางเมือง ดังนั้นร้านสาขา จะเปิดในเขตไหนก็ต้องหารือกันให้ดี
หลังจากศึกษาและวิเคราะห์อยู่เกือบเดือนกว่า ในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกทำเลที่ตั้งของร้านที่สองได้
จากนั้นก็หาช่าง ตกแต่ง จัดการเอกสาร ฝึกอบรมลูกมือ วุ่นวายอยู่นาน จึงได้เปิดร้านอย่างเป็นทางการ
บทที่ 525: พบคนคุ้นเคยอีกครั้ง
ร้านที่สองเปิดในเมืองตะวันออก พื้นที่ร้านก็ไม่เล็กเช่นกัน
อาจารย์จงจัดสรรพนักงานเก่าครึ่งหนึ่ง และพนักงานใหม่อีกครึ่งหนึ่งมาที่นี่ และตั้งใจจะกำกับดูแลด้วยตัวเองสักระยะ หลังจากร้านเข้าที่เข้าทางและหาผู้จัดการร้านที่เหมาะสมได้แล้วค่อยกลับไปทำงานที่ร้านเก่า
ส่วนเย่หลินในฐานะเจ้าของร้านก็ต้องวิ่งไปมาระหว่างสองร้าน แต่หลังจากร้านสาขาใหม่เปิด เนื่องจากมีชื่อเสียงจากร้านแรก ที่นี่จึงไม่ขาดลูกค้า และเข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว ลู่เซี่ยไม่ได้มีส่วนร่วมมากนัก ปล่อยให้เย่หลินและคนอื่นๆจัดการ
แต่พวกเขาก็ยังเชื่อใจเธอมาก มักจะถามความเห็นเธอเกี่ยวกับเรื่องที่ตัดสินใจเองไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากร้านใหม่เปิด ลู่เซี่ยไปเยี่ยมสองสามวันแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปอีก
จนกระทั่งก่อนปีใหม่ เธอจึงคิดจะมาปรึกษาเรื่องการให้ของขวัญปีใหม่แก่พนักงาน
ผลคือเมื่อมาถึงหน้าร้าน เธอก็เห็นลูกค้าคนหนึ่งที่เดินออกมาจากร้าน ดูคุ้นตาพอสมควร แต่รูปลักษณ์ต่างจากคนที่เธอรู้จักมากเกินไป จึงไม่แน่ใจในตอนแรก หลังจากเข้าไปในร้าน เธอจึงถามเย่หลินเกี่ยวกับชื่อของลูกค้าคนนั้นที่เพิ่งเดินออกไป
"คนที่เพิ่งออกไปใช่ไหม? ฉันจำได้ว่าเธอสมัครบัตรสมาชิกวงเงินสูง ดูเหมือนจะมีฐานะดี และมาที่นี่บ่อยๆ"
พูดแล้วก็นึกถึงท่าทางหยิ่งยโสของคนคนนั้น ที่หยิบเงินออกมามากมายโดยไม่กะพริบตา สมัครบัตรแล้วยังทำท่าเหมือนกำลังบริจาคเงิน ในใจก็แอบเบะปาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร
อย่างที่ ลู่เซี่ยเคยบอกไว้ พวกเขาอยู่ในธุรกิจบริการ ลูกค้าคือพระเจ้า ย่อมต้องเจอลูกค้าประหลาดๆบ้าง ในเวลาแบบนี้ก็ต้องอดทนไว้ ไม่จำเป็นต้องไปมีปัญหากับเงิน พูดแล้วก็เปิดสมุดทะเบียนข้อมูลสมาชิก ชี้ให้เธอดู
"นี่ไง คนนี้แหละ"
ลู่เซี่ยพอเห็นชื่อก็รู้เลย จริงๆด้วย เป็นเธอคนนั้น!
‘ลู่ชุน!’
เธอไม่คิดว่าจะได้เจอลู่ชุนอีกครั้งในสถานการณ์แบบนี้ และจากน้ำเสียงของเย่หลินเมื่อกี้ ก็พอจะเห็นได้ว่าลู่ชุนแตกต่างจากที่เธอคิดไว้มาก
ก่อนหน้านี้เธอได้ยินลู่ชิวพูดมาตลอดว่าลู่ชุนนั้นมีชีวิตไม่ค่อยดี สามีก็โดนไล่ออกจากงาน ไม่คิดว่าตอนนี้จะสามารถควักเงินมาใช้จ่ายได้มากขนาดนี้
แม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เธอคิดว่าบางทีพวกเขาอาจจะได้ขึ้นรถไฟแห่งยุคสมัย และอาศัยโอกาสจากการปฏิรูปและเปิดประเทศครั้งนี้สร้างฐานะขึ้นมาเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับเธอแล้ว นับตั้งแต่ตัดญาติขาดมิตรกับตระกูลลู่ พวกนั้นก็ไม่เคยมาหาเธออีกเลย บางทีอาจจะกลัวก็ได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นี่ก็ไม่เกี่ยวกับเธอแล้ว ถ้าพวกเขาอยู่ดีมีสุข เธอก็ไม่อิจฉา ถ้าพวกเขาตกอับ เธอก็ไม่อยากซ้ำเติม
‘ก็แค่นั้นแหละ’
หลัวจากที่ปิดสมุดทะเบียน ลู่เซี่ยก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก เย่หลินกลับรู้สึกอยากรู้อยากเห็น แต่เมื่อลู่เซี่ยไม่ยอมพูด เธอก็ไม่กล้าถาม อย่างไรก็ตาม เธอก็เห็นชื่อของคนนั้นเมื่อครู่ ในใจก็พอจะเดาได้ แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้
หลังจากนั้น ลู่เซี่ยก็คุยกับเธอเรื่องการส่งของขวัญปีใหม่ให้พนักงาน
เย่หลินได้ยินแล้วก็ตอบตกลงทันที "ดีเลย แบบนี้ร้านเราก็เหมือนกับโรงงานของรัฐเลยนะ ไม่สิ ดีกว่าโรงงานของรัฐอีก! เพราะเงินเดือนเราสูงกว่า!"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็อดขำไม่ได้ "งั้นรอให้อาจารย์จงว่างก่อน แล้วพวกเราค่อยมาปรึกษากันว่าควรจะให้อะไรดี"
"ตกลง!"
หลังจากที่อาจารย์จงทำงานเสร็จ และได้ฟังคำแนะนำ เธอก็เห็นด้วยอย่างรวดเร็ว เธอคิดว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องดี เพราะร้านยุ่งตลอดเวลา พนักงานทำงานหนักมาก จึงสมควรได้รับรางวัลบ้าง
หลังจากนั้น พวกเขาก็ปรึกษากันว่าควรส่งอะไรไปให้ ก็คงเป็นพวกข้าวสาร แป้ง น้ำมัน อะไรประมาณนี้ อย่างไรก็เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ หลังจากตกลงกันแล้ว ลู่เซี่ยเห็นว่าช่วงนี้พวกเธอยุ่งกันมาก จึงอาสาที่จะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง
บทที่ 526: เจียงเฉิงหยวนกลับมาแล้ว
ก่อนถึงวันปีใหม่ ลู่เซี่ยหาเวลาว่างพาเจียงจวินโม่ไปที่ถนนตลาดนกพิราบ ที่นั่นมีร้านขายธัญพืชและน้ำมันเปิดใหม่ ไม่ต้องใช้ตั๋วก็สามารถซื้อได้ ลู่เซี่ยซื้อมาไม่น้อย แล้วจ้างรถส่งไปที่ร้านเสริมสวย ให้เย่หลินแจกจ่ายให้พนักงาน
พอถึงวันทำงานวันสุดท้าย พนักงานร้านเสริมสวยทุกคนได้รับของขวัญปีใหม่จากร้าน ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ และรู้สึกซาบซึ้งในความใส่ใจของร้าน แต่เดิมครอบครัวของพวกเธอก็อิจฉาที่ได้ทำงานที่นี่อยู่แล้ว นอกจากเงินเดือนสูงยังได้เรียนรู้ฝีมือ ตอนนี้ยังได้ของกลับบ้านมากมายขนาดนี้ ครอบครัวคงจะยิ่งรู้สึกว่าพวกเธอมีอนาคตที่สดใสรออยู่แน่นอน
พนักงานเหล่านี้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของร้านมากขึ้น หลังจากนั้นก็ทำงานขยันขึ้น แม้แต่ตอนที่มีร้านอื่นมาชวนไปทำงานด้วย พวกเธอก็ไม่สนใจ แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง
วันก่อนปีใหม่ ครอบครัวเจียงก็มีเรื่องน่าประหลาดใจ
เจียงเฉิงหยวน ลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ได้กลับมาหลายปี สุดท้ายเขาก็กลับมาแล้ว!
เขาไม่ได้บอกครอบครัวล่วงหน้า แต่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันตอนที่ทุกคนกำลังกินข้าว!
ปีนี้ในวันตรุษจีน ลุงใหญ่และป้าใหญ่ก็ไม่อยู่เช่นกัน ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจึงตัดสินใจฉลองล่วงหน้าในวันที่ทุกคนอยู่พร้อมหน้า ดังนั้นวันนี้ป้าหวังจึงซื้อผักมาไม่น้อย ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ยังลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง ทำอาหารเย็นที่อุดมสมบูรณ์เต็มโต๊ะ แต่ผลคือตอนที่กำลังจะเริ่มกินอาหาร ประตูใหญ่ก็ถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน
ร่างกำยำเดินเข้ามา
ลู่เซี่ยนั่งอยู่ตรงข้ามประตูพอดี จึงเห็นทันที
เธอตกใจ และร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว "ใครน่ะ?!"
คนอื่นๆได้ยินเสียงแล้วหันไปมอง ก็ตะลึงไปด้วย
สุดท้ายป้าใหญ่พูดอย่างไม่แน่ใจว่า
"เป็น... เสี่ยวหยวนหรือ?"
พูดจบก็เห็นร่างสูงใหญ่ ดำทะมึนนั้นยิ้มทันที เผยให้เห็นฟันขาวเรียงเป็นแถว
"ใช่ครับ แม่ พ่อ คุณปู่ พี่ชาย ผมกลับมาแล้ว!"
พูดจบก็มองไปทางลู่เซี่ย ดูเหมือนไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไรดี
ส่วนลู่เซี่ยตอนนี้ก็เดาได้แล้วจากปฏิกิริยาของทุกคนว่าคนนี้เป็นใคร แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยปากแนะนำตัว
ทันใดนั้น ป้าใหญ่ก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน วิ่งเข้าไปกอดคนที่มาถึงไว้แน่น แล้วก็ร้องไห้ พลางตีเขาไปด้วย
"ไอ้เด็กเวร ยังรู้จักกลับมาอีกหรือ กี่ปีแล้ว! ฉันแทบจะลืมหน้าแกไปแล้ว แกนี่ช่างใจร้ายจริงๆ!" เฉิงหยวนเห็นแม่ของเขาที่แข็งแกร่งเสมอมามีปฏิกิริยาแบบนี้ รู้สึกไม่คุ้นชินและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ได้แต่มองไปทางลุงใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือ
ผลคือลุงใหญ่ก็จ้องเขาอย่างดุดันพลางพูดว่า "สมควรแล้ว แกหายไปหกเจ็ดปี ไม่มีข่าวคราวเลย ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อให้คนไปสืบข่าวว่าแกยังมีชีวิตอยู่ไหม คนที่บ้านคงกังวลตายแล้ว! แม่แกหลายปีมานี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ กลัวว่าไอ้ลูกชายคนนี้จะเป็นอะไรไป แกยังมีหน้ามาขอให้ช่วยอีกเหรอ?"
เฉิงหยวนได้ยินแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน แต่พอนึกถึงว่าโอกาสที่เขาได้เป็นทหารนั้นแลกมาด้วยการที่ลูกพี่ลูกน้องที่ร่างกายอ่อนแอต้องลงชนบท เขาก็ไม่อยากทำให้ทุกคนผิดหวัง จำเป็นต้องทำผลงานให้พวกเขาเห็น
ดังนั้นเพราะกลัวคิดถึงบ้าน กลัวว่าถ้าได้รับข่าวจะทนไม่ไหวและยอมแพ้ หลายปีมานี้เขาจึง.อดทนไม่เขียนจดหมายถึงบ้านเลย
เป็นทหารมาเกือบเจ็ดปี เขาทำภารกิจอันตรายมานับไม่ถ้วน สั่งสมผลงานทางทหารมามากมาย ในที่สุดก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ จึงมีหน้ามีตาพอจะกลับมาพบครอบครัว
แต่ตอนนี้เห็นแม่เป็นทุกข์แบบนี้ เขาก็รู้สึกเสียใจ เขาไม่ควรไม่ติดต่อกลับบ้านนานขนาดนี้ ทำให้ครอบครัวต้องเป็นห่วง
แต่ตอนนี้จะมานั่งเสียใจก็สายเกินไปแล้ว ทำได้เพียงแค่ปลอบประโลมแม่อย่างลนลานเท่านั้น
บทที่ 527: เมาสุรา
คุณป้าใหญ่กอดเขาร้องไห้อยู่พักใหญ่
หลังจากนั้น คุณปู่เจียงเห็นว่าเขาดูเหนื่อยล้าจากการเดินทางและยังแบกกระเป๋าใบใหญ่มาด้วย คาดว่าคงรีบเดินทางกลับมาตลอดทั้งคืน จึงบอกกับคุณลุงใหญ่และคุณป้าใหญ่ว่า "พอเถอะ เด็กคนนี้กลับมาด้วยความยากลำบาก ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว รีบจัดการให้เขามากินข้าวกับเราเถอะ คงเหนื่อยจากการเดินทางกลับมาทั้งที"
คุณป้าใหญ่ได้ยินดังนั้นจึงปล่อยเขา
จนกระทั่งเจียงเฉิงหยวนจัดการเรียบร้อยและทุกคนนั่งลงอีกครั้ง จึงเริ่มกินข้าวกัน
อาจเป็นเพราะหลานชายที่ไม่ได้เจอกันเจ็ดแปดปีกลับมา คุณปู่เจียงจึงดีใจมาก จึงเปิดขวดเหล้าเป็นพิเศษ ตั้งใจจะดื่มสักหน่อย คุณปู่เจียงดูแลสุขภาพมาตลอดหลายปี นานๆทีจะมีความสุขขนาดนี้ ทุกคนจึงไม่กล้าปฏิเสธ และร่วมดื่มด้วย
ที่โต๊ะ คุณลุงใหญ่ถามถึงชีวิตของลูกชายคนเล็กในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เจียงเฉิงหยวนพยายามเลือกเล่าแต่เรื่องดีๆ แต่เมื่อได้ยินว่าตอนนี้เขาเป็นผู้บัญชาการแล้ว ทุกคนที่โต๊ะก็เงียบไป พวกเขาล้วนเป็นทหาร จึงรู้ดีว่าการจะเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการภายในเวลาไม่กี่ปีนั้นยากเพียงใด จากตรงนี้ก็เห็นได้ว่าประสบการณ์ของเขาในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เขาเล่า
แต่เขาไม่อยากพูด และทุกคนก็ไม่ได้ถาม ลุงใหญ่เพียงแค่ตบไหล่เขาเบาๆโดยไม่พูดอะไร หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครอบครัวในช่วงหลายปีที่ผ่านมา...
เมื่อมื้อเย็นสิ้นสุดลง ผู้ชายในบ้านทุกคนต่างเมามาย
มีเพียงลู่เซี่ยและป้าใหญ่เท่านั้นที่ยังพอมีสติ พวกเธอไม่ได้ดื่มเหล้ากับพวกเขา แต่ดื่มเพียงไวน์ผลไม้ แม้จะรู้สึกมึนๆบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเมาทีเดียว ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็ช่วยกันพยุงคนเมาเหล่านี้เข้าห้องพักโดยมีป้าหวังคอยช่วยเหลือ
เนื่องจากทำอาหารและดื่มเหล้า ลู่เซี่ยรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เมื่อกลับมาเธอก็อาบน้ำอย่างลวกๆ แล้วก็ออกมาเตรียมตัวเข้านอน
แต่พอออกมาก็เห็นเจียงจวินโม่ยังคงนอนอยู่บนเตียงในท่าเดิม อย่างเรียบร้อย นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเจียงจวินโม่เมา เขาไม่เหมือนคนอื่นที่มักจะอาละวาดเมื่อเมา แต่เมื่อเจียงจวินโม่เมา เขาจะเหมือนเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่าย บอกให้นอนก็นอน บอกให้รอเธอดีๆ เขาก็รออย่างเรียบร้อย
ช่างว่านอนสอนง่ายจนอยากจะแกล้งเขาสักทีเสียจริง
แน่นอน ลู่เซี่ยไม่ใช่คนที่จะฉวยโอกาสในยามคับขัน หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้ว เธอก็ช่วยเช็ดตัวให้เขาเล็กน้อยก่อนเข้านอน
เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ข้างกายก็ไม่มีใครแล้ว
ยกมือดูนาฬิกา เกือบเก้าโมงแล้ว ไม่รู้ว่าเจียงจวินโม่ตื่นตั้งแต่กี่โมง
เมื่อเธอแต่งตัวเสร็จแล้วลงมาชั้นล่าง ก็เห็นเจียงจวินโม่และเจียงเฉิงหยวน กำลังฝึกมวยทหารด้วยกันอยู่ ลู่เซี่ย มองดูแล้วรู้สึกแปลก
‘นี่มันกี่โมงแล้ว ? พวกเขากำลังออกกำลังกายกันตอนสายๆแบบนี้เนี่ยนะ?’
แต่เธอก็ไม่ได้ถาม หลังจากกินอาหารที่ป้าหวังเตรียมไว้ให้แล้ว ทั้งสองคนก็กลับมา
เมื่อเข้ามา เจียงเฉิงหยวนก็ทักทายเธอก่อน "สวัสดีครับพี่สะใภ้ เมื่อวานกลับมาอย่างรีบร้อนจึงไม่ได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ผมชื่อเจียงเฉิงหยวน ขอบคุณพี่สะใภ้ที่ดูแลพี่ชายผมมาตลอดหลายปีนี้"
พูดจบเขาก็คำนับให้เธอ
ลู่เซี่ยเห็นเขาเป็นทางการแบบนี้ก็รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ แต่ก็ตอบกลับไปว่า "สวัสดีจ้ะเฉิงหยวน ฉันชื่อลู่เซี่ยนะ เธอไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ฉันกับพี่ชายของเธอต่างก็ดูแลกันและกันน่ะ"
เจียงเฉิงหยวนได้ยินแล้วก็ยิ้ม "ผมเข้าใจแล้วครับ พี่สะใภ้กับพี่ชายเหมาะสมกันมาก"
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้น ก็ยิ้มเล็กน้อย กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา
"ตึกๆ"
พอหันไปมองอีกครั้ง ลูกชายคนที่สอง สาม และน้องสี่ ทั้งสามคนวิ่งโซเซเข้ามา พลางร้องเรียกแม่ไปด้วย ดูท่าจะล้มเพราะวิ่งเร็วเกินไป
ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แล้วรีบก้มตัวลงช่วยให้พวกเขาหยุด "เป็นอะไรหรือ มาหาแม่ทำไมจ๊ะ?"
บทที่ 528: หัดขี่จักรยาน
เมื่อได้ยินคำถามของเธอ ลูกๆทั้งสามคนก็ไม่พูดอะไร จากนั้นลูกสาวคนที่สี่ก็ผลักลูกคนที่สาม ลูกคนที่สามผลักลูกคนที่สอง แล้วลูกคนที่สองก็ยิ้มซื่อๆให้เธอพลางพูดว่า
"พี่ชาย..."
"หืม? พี่ชายเป็นอะไรหรือ?" ลู่เซี่ยถามอย่างสงสัย
แต่ลูกคนที่สองก็อธิบายไม่ได้ จึงพูดแต่คำว่า "พี่ชาย" ไปเรื่อยๆ
ทำให้ ลู่เซี่ยยิ่งสงสัยมากขึ้น
ตอนนั้นลูกคนที่สามเห็นท่าไม่ดี จึงผลักลูกคนที่สองออกไปแล้วพูดกับลู่เซี่ยว่า "พี่ชาย รถ เล่น!"
"เล่นรถของพี่ชายหรือ?" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วสงสัย "พี่ใหญ่ของพวกเธอมีรถของเล่นด้วยเหรอ?"
"ไม่ใช่!" ตอนนี้ลูกคนที่สี่เอ่ยปากขึ้น "ขี่ รถรถ เล่น!"
"ขี่รถ? ขี่รถอะไร?" ลู่เซี่ยสงสัย
ตอนนั้น เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มที่จะเข้าใจแล้ว "คุณปู่กำลังสอนคังคังขี่จักรยานอยู่ข้างนอก คงเป็นเพราะพวกเขาอยากขี่ด้วยมั้ง?"
"อะไรนะ?" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วตกใจจนเบิกตาโพลง ไม่ใช่เพราะเด็กๆอยากขี่จักรยาน แต่เป็นเพราะ…
"คังคังอายุเท่าไหร่กัน ทำไมถึงได้หัดขี่จักรยานแล้วล่ะ? เขาสูงพอที่จะขี่จักรยานได้แล้วหรือ? ไม่กลัวล้มเลยรึไง?!" พูดจบก็ไม่สนใจเด็กๆอีกต่อไป ปล่อยมือพวกเขาแล้วลุกเดินออกไปข้างนอกทันที
เด็กๆเห็นดังนั้นก็รีบเดินโซเซตามไปอย่างรวดเร็ว
เจียงเฉิงหยวน เห็นภาพนั้นแล้วก็ยิ้ม
พูดกับเจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆว่า
"ช่างเหลือเชื่อจริงๆนะ นี่พี่มีลูกตั้งสี่คนแล้วเหรอ!"
เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเขา "ทำไม? อิจฉาเหรอ?"
เจียงเฉิงหยวนพยักหน้าให้เขาอย่างจริงใจ "อิจฉาสิ อิจฉามากๆเลยล่ะ! บอกหน่อยสิว่าคนน่าเบื่ออย่างพี่ทำไมถึงได้ภรรยาที่ดีขนาดนี้ล่ะ แถมยังมีลูกน่ารักตั้งหลายคนด้วย!"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย "อิจฉาก็ไม่มีประโยชน์หรอก ยังไงนายก็ไม่มีอยู่แล้วนี่!"
พูดจบก็ไม่สนใจเขาอีก เดินตามลู่เซี่ยออกไปเลย
เจียงเฉิงหยวนเห็นดังนั้นก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนไม่คิดว่าเจียงจวินโม่จะตอบแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนไปจริงๆ!
ดังนั้นฉันจึงยิ้มและเดินตามไป
เมื่อทั้งสองคนออกมา ก็เห็นลู่เซี่ยกำลังโกรธและดึงเด็กๆที่กระตือรือร้นอยากจะเข้าไปใกล้เอาไว้
เธอมองคังคังด้วยสีหน้ากังวล ขณะที่เขากำลังขี่จักรยานผู้หญิงอย่างโงนเงน แม้ว่าจักรยานผู้หญิงจะเล็กกว่าจักรยานทั่วไปมาก แต่สำหรับคังคังที่อายุเพียงหกขวบ มันก็ยังใหญ่เกินไปอยู่ดี
ตอนนี้เขาเหยียบบนที่เหยียบ แต่ไม่สามารถเอื้อมไปถึงเบาะได้ เขาจึงยืนบนจักรยานอย่างโงนเงน โชคดีที่มีเสี่ยวอวี๋คอยประคองอยู่ด้านหลัง จึงทำให้เขาไม่ล้ม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังน่ากลัวสำหรับลู่เซี่ยอยู่ดี
ลู่เซี่ยมองคุณปู่เจียงที่ไม่แสดงอารมณ์อะไรข้างๆ เธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
เมื่อเห็นเจียงจวินโม่ออกมา เธอก็ถลึงตาใส่เขาทันที
เธอชี้ไปที่เด็กๆ และพูดว่า "คุณก็ไม่ดูแลพวกเขาเลย พวกเขายังเด็กอยู่เลยนะ จู่ๆก็มาบอกว่าอยากจะเรียนรู้การขี่จักรยานแล้วเหรอ ไม่ดูตัวเองก่อนหรือว่าขาถึงหรือเปล่า ช่างกล้าจริงๆนะ เจ้าพวกนี้!"
เมื่อเด็กๆเห็นพ่อของพวกเขา พวกเขาก็เรียบร้อยขึ้นเล็กน้อย แต่ดวงตายังคงจ้องมองคังคังอย่างแน่วแน่ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็อยากเล่นเช่นกัน
เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์แล้วยิ้มน้อยๆ เดินเข้าไปมองเด็กๆแล้วพูดว่า "ลูกๆยังเล็กอยู่ ตอนนี้ยังเล่นไม่ได้หรอก รอให้ลูกโตเท่าพี่ชายก่อนนะ ถึงจะไปปั่นแบบนั้นได้"
เด็กๆได้ยินพ่อพูดแบบนั้นก็ผิดหวังอย่างมาก แต่ก็รู้ว่าคำพูดของพ่อเปลี่ยนไม่ได้ จึงจำต้องยอมรับชั่วคราว
แต่ไม่นานก็หันไปมองแม่ของพวกเขาด้วยสายตาออดอ้อน หวังว่าแม่จะใจอ่อน เพราะในใจพวกเขา พ่อฟังแต่คำพูดของแม่เท่านั้น
ผลปรากฏว่าแม่ ลู่เซี่ยเห็นเข้าก็ใจแข็งหันหน้าหนีทันที ทำเป็นไม่เห็น
เด็กๆก็ผิดหวังขึ้นมาอีกครั้ง จึงหันไปมองคุณทวด แต่พบว่าคุณทวดไม่ได้มองพวกเขาเลย
ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่มองไปที่... เจียงเฉิงหยวนที่คิดว่าพวกเขาน่าสนใจและคอยสังเกตพวกเขาอยู่ตลอด
บทที่ 529: ความคิดของคุณปู่เจียง
เมื่อรู้สึกถึงสายตาที่แตกต่างนี้ ลูกคนที่สามและสี่สบตากัน พวกเขามีความคิดในใจ จึงลากลูกคนที่สองที่ไม่เห็นอะไรเลยวิ่งตรงไปหาเจียงเฉิงหยวน เมื่อไปถึงข้างๆตัวเขา ทั้งสามคนก็กอดขาเขาคนละข้างทันที พร้อมกับเรียกเสียงอ่อนๆว่า "คุณอาขา"
"..." เจียงเฉิงหยวนรู้สึกประหลาดใจกับความกระตือรือร้นของพวกเขา
"มีอะไรเหรอ?"
"คุณอาขา~" เสียงของเด็กๆ ตอนนี้อ่อนหวานมากเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้เจียงเฉิงหยวนอยากจะเด็ดดาวบนฟ้ามาให้พวกเขาทันที เขาย่อตัวลงอุ้มเด็กๆ แต่พบว่ามีเด็กมากเกินไป สองมือไม่พอ จึงคิดวิธีให้ลูกคนที่สองนั่งบนบ่า มือหนึ่งอุ้มลูกคนที่สาม อีกมือหนึ่งอุ้มลูกคนที่สี่
แบบนี้ก็สามารถอุ้มได้ทั้งหมดแล้ว
เด็กๆเพิ่งเคยถูกอุ้มพร้อมกันแบบนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นเต้น พวกเขาหัวเราะกันคิกคัก เจียงเฉิงหยวนเห็นแบบนั้นก็ยิ่งดีใจ เขายังพาไปอวดต่อหน้าเจียงจวินโม่เป็นพิเศษ แล้วอุ้มพวกเขาเดินไปมาแถวนั้น
เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์แล้วส่ายหัวอย่างจนปัญญา ในใจเขารู้ดีถึงพลังของเด็กๆ คาดว่าเขาคงจะมีเรื่องให้ทรมานเร็วๆนี้แน่ ส่วนลู่เซี่ยตอนนี้ไม่ได้สนใจพวกเขาเลย แต่กลับทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่คังคัง
ทุกครั้งที่เขาเกือบจะล้ม หัวใจของเธอก็จะกระตุกวูบ
เจียงจวินโม่ที่อยู่ข้างๆ เห็นสถานการณ์แล้วจึงเอ่ยปลอบว่า "ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ การหัดขี่จักรยานก็เป็นแบบนี้แหละ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะเรียนรู้ได้แล้ว"
"แต่เขายังเล็กแค่นี้ จะหัดแบบนี้ไปทำไมกัน? ก็ยังใช้ไม่ได้นี่นา!" คุณปู่เจียงที่อยู่ข้างๆ ได้ยินถึงตรงนี้จึงเอ่ยปากอธิบายว่า "ฉันเป็นคนให้เขาเรียนเอง คังคังจะต้องเข้าโรงเรียนประถมตอนฤดูใบไม้ร่วงนี้แล้วนะ ฉันก็อยากให้เขาเข้าโรงเรียนประถมในเขตทหารน่ะ แต่พวกแกก็เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่เหรอว่า พอเรียนจบก็จะย้ายออกไป
ตอนนั้นฉันก็อยากให้คังคังอยู่ต่อ แต่คาดว่าพวกแกก็คงจะไม่ยอมปล่อยเขาหรอก แล้วจากที่นี่ไปโรงเรียนก็ไม่มีรถเมล์สายตรงเลย ต้องต่อรถหลายต่อ ไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นฉันก็เลยคิดว่าถือโอกาสตอนนี้ที่มีเวลาก็สอน ให้เขาหัดขี่จักรยานให้เป็นซะเลย ถ้าเขาไม่อยากนั่งรถเมล์ก็สามารถปั่นจักรยานไปได้" ลู่เซี่ยได้ฟังแล้วก็เงียบไป เธอไม่คิดว่าคุณปู่เจียงจะคิดไกลถึงขนาดนี้
ในชั่วขณะนั้น เธอรู้สึกทันทีว่าตัวเองโหดร้ายเกินไปหรือเปล่า?!
หลายปีมานี้ ชัดเจนว่าคังคังมักจะอยู่กับคุณปู่เจียงมากกว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ดีมาก พูดตามตรง ยกเว้นช่วงไม่กี่ปีที่อยู่ชนบท หลายปีมานี้เธอไม่ได้เป็นแม่ที่ดีพอเลยจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วคุณปู่เจียงเป็นคนดูแลคังคัง แต่ตอนนี้เธอกลับต้องพาคังคังไปจากเขา
ในชั่วขณะหนึ่ง ลู่เซี่ยอยากจะบอกว่าให้คังคังอยู่ที่นี่เถอะ อยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเขา อย่างไรเสียโรงเรียนก็อยู่แถวนี้
แต่ก็พูดออกมาไม่ได้
ในฐานะลูกคนแรกของพวกเขา ลู่เซี่ยรักคังคังมาก แต่ต่อมาเพราะการเรียนและการตั้งครรภ์อีกครั้ง ลู่เซี่ยรู้สึกผิดต่อคังคังมาตลอด รู้สึกว่าละเลยเขาไป โชคดีที่คังคังเป็นเด็กที่เข้าใจ ไม่ได้ถือสาและเข้าใจเธอ แต่ให้เธอแยกจากเขาในอนาคต เธอก็ยังอาลัยอาวรณ์อยู่
คาดว่าคุณปู่เจียงคงไม่อยากให้เขาแยกจากพ่อแม่ จึงได้เตรียมการล่วงหน้า
พอคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงกลับไปที่ห้องพัก
เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์เช่นนั้นก็เดินตามกลับไป
หลังจากเข้าห้องไป ก็เห็นดวงตาแดงๆของลู่เซี่ย "เกิดอะไรขึ้นเหรอ?"
ลู่เซี่ยเห็นเขาก็ถามว่า "คุณว่าฉันเลวเกินไปหรือเปล่า? รู้อยู่แล้วว่าคุณปู่ชอบคังคัง แต่ก็ยังจะพาเขาไป"
เจียงจวินโม่ฟังจบก็รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ จึงปลอบใจว่า "อย่าคิดมากสิ ถึงแม้ว่าคุณปู่จะชอบเขา แต่ก็ไม่ได้ให้เขาแยกจากพ่อแม่หรอก ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ก็ให้คังคังมาอยู่กับคุณปู่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ได้นี่"
บทที่ 530: ปมในใจและความรู้สึกขอบคุณ
ลู่เซี่ยพยักหน้าทันทีที่ได้ยิน "ตกลงตามนี้แหละ ไม่งั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองโหดร้ายเกินไป คุณปู่อายุมากขนาดนั้นแล้ว ยังต้องมาช่วยพวกเราคิดอีก"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็กอดเธอเพื่อปลอบโยน รอจนอารมณ์เธอสงบลงจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอ
"ช่วงปีใหม่แบบนี้ อย่าร้องไห้เลย ยังเหลือเวลาอีกครึ่งปีกว่าพวกเราจะย้ายออก เรื่องพวกนี้ค่อยคิดทีหลังนะ ดีไหม?"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "อืม ฉันเข้าใจแล้ว วันนี้ไม่คิดแล้ว"
พูดจบ ลู่เซี่ยก็นึกขึ้นได้ถึงเรื่องเมื่อตอนเช้า "ลูกพี่ลูกน้องของคุณ ทำไมฉันรู้สึกว่าเขาแปลกๆยังไงไม่รู้?"
"หืม? แปลกตรงไหนเหรอ?" ลู่เซี่ยเองก็บอกไม่ถูก
"ไม่รู้สิ แค่รู้สึกว่าแปลกๆ เหมือนจะเป็นสายตาที่มองฉันน่ะ?"
เจียงจวินโม่หัวเราะ "ผมพอจะเดาได้ คุณอย่าคิดมาก เขาน่าจะรู้สึกขอบคุณคุณมากกว่านะ!"
"ขอบคุณฉัน? ขอบคุณฉันเรื่องอะไรเหรอ?"
"ขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตผมไว้ไง!" เจียงจวินโม่มองเธอพลางตอบออกมา คำตอบที่ออกจากสายตาดูจะจริงใจมากทีเดียว
พูดจบแล้วเห็นลู่เซี่ยยังคงดูสับสนอยู่บ้าง จึงอธิบายว่า "ที่จริงแล้วในใจเขามีปมอยู่ตลอด ตั้งแต่รู้ว่าผมสมัครใจลงชนบทเพื่อให้เขาได้เป็นทหาร เขาก็รู้สึกผิดต่อผมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นหลายปีมานี้ถึงไม่ได้กลับบ้าน อยากทำผลงานให้ได้ ไม่ให้สิ่งที่ผมเสียสละไปสูญเปล่า แต่พอกลับมาก็พบว่า ชีวิตในชนบทหลายปีไม่ทำให้ร่างกายของผมแย่ลง แต่กลับฟื้นตัวขึ้นด้วยซ้ำ
วันนี้ลองเคลื่อนไหวกับผมอยู่สักพัก ก็พบว่าผมแข็งแรงเหมือนคนปกติแล้ว ตอนที่เขาถามถึงสาเหตุ ผมก็บอกว่าเคราะห์ซ้ำกลายเป็นดี หลังแต่งงานกับคุณร่างกายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พอเขาได้ยินก็รู้สึกขอบคุณคุณมาก คงจะคลายปมในใจได้แล้วมั้ง"
ลู่เซี่ยฟังแล้วถึงเข้าใจ จึงไม่แปลกที่เขาจะมองเธอแบบนั้น
แต่พอได้ยินคำพูดนี้ เธอก็นึกถึงในนิยายต้นฉบับที่เจียงจวินโม่เสียชีวิตไปแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้น ครอบครัวของเขา ลูกพี่ลูกน้องของเขา ต่อไปจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดแบบนี้หรือเปล่า โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องของเขา พอคิดว่าโอกาสที่ตัวเองได้เป็นทหารนั้นแลกมาด้วยชีวิตของพี่ชายแบบนี้
ต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร เธอไม่กล้าคิดเลย
คิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็กอดเจียงจวินโม่แน่น
เจียงจวินโม่ตกใจกับการกระทำของเธอ "เป็นอะไรไป!"
ลู่เซี่ยไม่พูดอะไร ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบว่า "โชคดีจังที่ร่างกายของนายดีขึ้นแล้ว"
เจียงจวินโม่ยิ้ม "ใช่แล้ว เพราะฉะนั้นถึงต้องขอบคุณคุณไง..."
เมื่อพวกเขาทั้งสองคนออกมา เจียงเฉิงหยวนก็แทบจะถูกเด็กๆ ทำให้หมดสภาพแล้ว
เขาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองที่ภูมิใจในชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ จะถูกเด็กๆหลอกเอาได้! แต่เดิมเขาคิดว่าตัวเองเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ถึงได้มีเด็กหลายคนมาติดเขาแบบนี้ ในใจก็รู้สึกภูมิใจอยู่หน่อยๆ
ผลที่ได้คือเด็กๆพวกนี้ทำให้เขาเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่พอ เดี๋ยวก็ลากเขาไปเล่นนั่น เดี๋ยวก็ลากเขาไปเล่นนี่
เสียงจ้อกแจ้กทำให้เขาปวดหัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เมื่อได้ยินเสียง "คุณอาขา" จากปากพวกเขา
พอเขาพบว่าคู่สามีภรรยาอย่างเจียงจวินโม่และลู่เซี่ยหายไปแล้ว ก็ตระหนักได้ในที่สุดว่าตัวเองกลายเป็นเครื่องมือช่วยเลี้ยงเด็กไปเสียแล้ว! ยังไม่ทันที่เขาจะเสียใจ เด็กๆก็ยิ่งทวีความร้ายกาจ พอคังคังเรียนเสร็จก็ลากเขาตรงไปที่จักรยาน แล้วก็ปีนขึ้นไปโดยไม่สนใจว่าจะขี่เป็นหรือไม่
ทำเอาเขาตกใจจนหัวใจเต้นรัว
ดูแลคนหนึ่งได้ แต่ดูแลสามคนไม่ไหว เด็กๆที่ฉลาดแกมโกงพวกนี้หาช่องโหว่ขึ้นไปทุกครั้งที่มีโอกาส!
ทำให้เขาเหนื่อยล้าจนสุดท้ายต้องยอมแพ้ หาผ้าผืนยาวของมามัดเด็กๆไว้บนจักรยาน วางสองคนไว้ด้านหลัง อีกคนไว้ด้านหน้า แล้วก็ปั่นจักรยานวนรอบๆลานบ้านหลายรอบแบบนี้
บทที่ 531: การประจบประแจงของเจ้าตัวเล็ก
ตลอดทาง เหล่าเจ้าตัวเล็กส่งเสียงจ้อกแจ้กอย่างมีความสุข ดึงดูดสายตาผู้คนมากมาย คนที่จำเขาได้ต่างทักทายเขา และยังชมว่าเขานิสัยดี เลี้ยงเด็กก็เก่ง เขาได้ยินแล้วได้แต่ยิ้มแย้มบนใบหน้า แต่ในใจกลับร่ำไห้อย่างน่าสงสาร
เมื่อเล่นจนพอใจแล้วกลับบ้าน เหล่าเจ้าตัวเล็กยังไม่ยอมง่ายๆ อยากเล่นต่อ จนกระทั่งเขาบอกว่าคราวหน้าจะพามาอีก พวกเขาถึงยอมรับอย่างไม่เต็มใจ ดังนั้นเมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่คนออกมา ก็เห็นภาพเช่นนี้
เจียงเฉิงหยวนนั่งทรุดบนโซฟาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายชีวิต เหล่าเจ้าตัวเล็กนอนระเกะระกะบนตัวเขาเล่นอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นพวกเขาออกมา เจียงเฉิงหยวนก็หันไปมองเจียงจวินโม่ด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก
เขาอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกมา เพียงแค่ถอนหายใจ ราวกับทุกอย่างอยู่ในความเงียบ เจียงจวินโม่ก็ตอบเขาด้วยสายตา ความหมายคือเขาทำตัวเองทั้งนั้น
ลู่เซี่ยเห็นทั้งสองคนสื่อสารกันเงียบๆ ก็อยากหัวเราะ
เมื่อเห็นเด็กๆที่กำลังซุกซนมากขึ้นเรื่อยๆ เธอจึงทำหน้าเครียดและพูดกับพวกเขาว่า "พอกันได้แล้วนะเด็กๆ อย่ารังแกคุณอาสิลูก ระวังเถอะ เดี๋ยวจะไม่มีใครพาไปเล่นอีกนะ!"
เมื่อได้ยินแม่พูดเช่นนั้น พวกเขาก็ตกใจกลัวทันที รีบลงจากตัวเจียงเฉิงหยวนอย่างว่าง่าย กลายเป็นเด็กดีในพริบตา พวกเขามองเจียงเฉิงหยวนด้วยสายตาออดอ้อน
"คุณอาครับ~"
"คุณอา เหนื่อย~"
"คุณอาขา สนุก เล่นๆๆ~"
ก่อนหน้านี้เมื่อเจียงเฉิงหยวนได้ยินพวกเขาเรียกแบบนี้ เขารู้สึกอ่อนใจมาก แต่ตอนนี้พอได้ยินคำว่า "คุณอา" ใจเขาก็สะท้านไปหมด ฟ้าดินเป็นพยาน วันนี้เขาถูกคำว่า "คุณอาขา" ครอบงำไปกี่ครั้งแล้ว!
ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะใช้ไม่ได้ผลแล้ว เด็กๆมองหน้ากันแวบหนึ่ง แล้วก็ลงมือทันที เธอนวดแขน ฉันนวดขา และยังมีอีกคนรับผิดชอบรินน้ำให้ด้วย พวกเขาปฏิบัติต่อเจียงเฉิงหยวนเหมือนเป็นลูกค้า นับว่าการบริการนี้ยอดเยี่ยมมาก
แม้แต่เจียงเฉิงหยวนยังตกตะลึงกับกระบวนการที่คล่องแคล่วและราบรื่นเช่นนี้!
เมื่อเขาได้สติกลับมา ก็เห็นหลานสาวตัวน้อยที่มีใบหน้าคล้ายกับพี่ชายแปดส่วน กำลังช่วยนวดแขนให้เขาอย่างจริงจัง เธอถามเอาใจว่า "คุณอาขา สบาย ไหม?"
แม้ว่าจะออกแรงมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขาก็เหมือนการจั๊กจี้ แต่เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก แม้ว่าพวกเขาจะวุ่นวายไปหน่อย เสียงดังไปบ้าง และไม่ค่อยเชื่อฟังเลย... แต่เด็กเล็กๆแบบนี้ก็รู้จักคิดแล้ว นี่มันเด็กดีชัดๆ!
ใช่ไหม!? ทำไมจะไม่ใช่เด็กดีล่ะ!?
‘บางทีเด็กทุกคนตอนเล็กๆก็คงเป็นแบบนี้ ตอนฉันเด็กๆก็ซนพอสมควร อืม! อาจจะยกเว้นเจียงจวินโม่ ราชาหน้าน้ำแข็งที่แก่แดดนั่น ดังนั้นเราก็โทษพวกเขาไม่ได้หรอกใช่ไหม?’
เจียงเฉิงหยวนกระต่ายขาวตัวใหญ่จึงได้ให้อภัยพวกหลานที่รบกวนเขาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเพลิดเพลินกับบริการเกาให้จั๊กจี้อีกสักพัก เขาก็พาพวกเด็กๆออกไปเล่นอย่างสนุกสนานอีกครั้ง และหลังจากที่พวกเขาจากไป เจียงจวินโม่ผู้เป็นพยานการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของเขา ตลอดกระบวนการนี้ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
"พรืด" นึกว่าผ่านไปหลายปีแล้วเขาจะมีพัฒนาการบ้าง ไม่คิดว่าจะยังโง่อยู่อย่างนี้ แพ้แม้แต่ความคิดของเด็กน้อย
“นายนี่มัน…”
ในขณะเดียวกัน ลู่เซี่ยที่เป็นพยานเหตุการณ์นี้ด้วย ก็มองไปที่เจียงจวินโม่ด้วยความประหลาดใจ
"พวกเขา... พวกเขาไปเรียนรู้สิ่งเหล่านี้มาจากไหนกันเนี่ย?"
‘นี่เป็นสิ่งที่เด็กอายุเท่านี้ควรจะรู้หรือ?’
‘พวกเขาอายุเท่าไหร่กัน? รู้วิธีเอาใจคนแล้วเหรอเนี่ย!’
แค่เอาใจก็ยังดี แต่นี่รู้จักใช้ยาถูกกับโรค รู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสำเร็จ รู้จักร่วมมือกัน พูดไปแล้วก็ใช้ได้ผลดีทีเดียว แม้แต่ลู่เซี่ยยังรู้สึกว่าถ้าเป็นตัวเองก็คงจะถูกหลอกเช่นกัน
ที่สุดแล้วใครจะสามารถปฏิเสธการเอาอกเอาใจของเด็กๆได้ล่ะ?
ดูสิ! เจียงเฉิงหยวนก็ยอมจำนนและเล่นกับพวกเขาต่อไปไม่ใช่เหรอ?
บทที่ 532: มีความคิดมากเกินไป!
เธอคาดว่าแม้จะมีสองร่าง สองสมองก็อาจจะเอาชนะพวกเขาไม่ได้ ดังนั้นเด็กๆเหล่านี้เติบโตมาอย่างไรกันแน่ ความคิดของพวกเขาสืบทอดมาจากเจียงจวินโม่ทั้งหมดเลยหรือไง?
ในชั่วขณะนั้น ลู่เซี่ยตกอยู่ในภาวะสงสัยตัวเองอย่างรุนแรง
ในสมองของเธอปรากฏตัวละครตัวเล็กๆสองตัวเริ่มโต้แย้งกัน
ฝ่ายสนับสนุน: ฉันเป็นผู้หญิงที่มีทั้งความสามารถและความงามรวมอยู่ในตัว แน่นอนว่าต้องให้กำเนิดลูกที่ฉลาดขนาดนี้ได้แน่นอน!
ฝ่ายค้าน: ยอมรับซะเถอะน่า เด็กๆเหมือนพ่อของพวกเขา ส่วนไอคิวของเธอ คงถ่ายทอดไปให้แค่ลูกคนที่สองที่นอกจากจะเชื่อฟังคำสั่งแล้ว ก็มีแต่จะถูกส่งไปรับหน้าทุกครั้ง
ก็ได้
ในที่สุดการโต้แย้งนี้ก็จบลงก่อนที่จะเริ่มต้น ซึ่งเหตุผลก็คือ พวกเขาถูกคุณปู่เจียงเรียกไปช่วยงาน
วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า
ตอนเช้าคุณปู่เจียงพาคังคังไปฝึกขี่จักรยานสักพัก แล้วก็กลับมาเริ่มเขียนตัวอักษรคู่มงคล คุณปู่เจียงต้องเขียนทุกปี นอกจากใช้เองในครอบครัวแล้ว ยังต้องส่งให้กับครอบครัวในหมู่บ้านด้วย
แต่ก่อนเป็นเจียงจวินโม่กับคุณปู่เจียงเขียนด้วยกัน หลังจากคังคังเริ่มเรียนคัดลายมือกับคุณปู่เจียง ก็กลายเป็นคังคังกับคุณปู่เจียงเขียนด้วยกัน แต่ตัวอักษรของคังคังยังฝึกไม่ได้ที่ ป้ายมงคลที่เขียนออกมายังส่งให้คนอื่นไม่ได้ จึงได้แต่จะติดไว้ที่บ้านเอง
ตอนนี้พวกเขาเขียนเสร็จไปไม่น้อยแล้ว ครอบครัวที่ต้องการป้ายมงคลก็ทยอยมารับกันแล้ว
คุณปู่เจียงให้พวกเขาพา คังคัง ไปติดป้ายมงคลที่บ้าน
ผลคือทั้งสามคนเพิ่งติดไปได้สักพัก เจียงเฉิงหยวนก็พาเด็กๆกลับมา บางคนยังคงมีสีหน้าเบื่อหน่ายชีวิตเหมือนเดิม แต่อาจเป็นเพราะนึกถึง "บริการจั๊กจี้" ก่อนหน้านี้ เจียงเฉิงหยวนก็ทนเอาไว้ได้ในที่สุด ไม่ได้ทิ้งพวกเขาไว้โดยไม่สนใจ
แต่ช่วงเช้าแบบนี้ก็รู้สึกเหนื่อยกว่าวิ่งสิบกิโลเมตรเสียอีก
ลู่เซี่ยมองออกถึงความเหนื่อยล้าของเขา จึงพูดอย่างเกรงใจว่า "ฉันขอโทษจริงๆนะ ที่รบกวนคุณให้ดูแลพวกเขา ปกติพวกเขามีป้าซุนคอยดูแล แต่ช่วงนี้ป้าซุนกลับบ้านเกิดไปฉลองปีใหม่ ไม่มีใครอยู่เล่นกับพวกเขา พวกเขาเลยมาวุ่นวายกับคุณแบบนี้"
เจียงเฉิงหยวนได้ยินแล้วก็ยิ้มทันที "ไม่เป็นไรหรอกพี่สะใภ้ พอดีผมก็ไม่มีอะไรทำ แม้พวกเขาจะซนไปหน่อย แต่ก็ยังโอเคอยู่"
แม้ประโยคสุดท้ายลู่เซี่ยจะได้ยินความลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังแสดงความขอบคุณเขา เธอรู้ดีถึงพลังทำลายล้างของเจ้าตัวเล็กๆพวกนี้ ไม่รู้ว่าเขาพูดประโยคนี้ออกมาพร้อมน้ำตาหรือเปล่า
ส่วนเจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็พูดกับลู่เซี่ยตรงๆว่า "ไม่ต้องสนใจเขาหรอก เขาก็มีประโยชน์แค่นี้แหละ ถ้าแค่ดูเด็กยังทำไม่ได้ จะทำอะไรได้อีก พอดีได้ดูเด็กไป พร้อมกับเรียนรู้ไปด้วย พอมีลูกเองก็จะได้ลงมือได้เลย"
พูดจบก็มองเจียงเฉิงหยวนอีกที "ไม่ต้องขอบใจฉันหรอกนะ!"
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เซี่ยได้ยินเจียงจวินโม่พูดด้วยน้ำเสียงแบบนี้ ก็ถือว่าน่าสนใจดี เห็นได้ชัดว่าเขากับน้องชายมีความสัมพันธ์ที่ดีจริงๆ
ส่วนเจียงเฉิงหยวนได้ยินแล้วก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา แหงนหน้ามองฟ้า
เขาจะพูดอะไรได้อีก จะบอกว่าไม่ได้หรือไง?
ไม่มีทาง!! ถ้าพูดออกไปเขาก็จะกลายเป็นคนไร้ความสามารถจริงๆน่ะสิ
‘โอ้ ชีวิตนี่ช่างยากลำบากจริงๆ!’
พวกเขาคุยกันโดยไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวของเด็กๆ พอคุยเสร็จก็เห็นว่าเจ้าตัวเล็กๆทั้งหลายพากันวิ่งไปหาพี่ชายในชั่วพริบตา พวกเด็กๆส่งเสียงจอแจบอกว่าจะช่วย คังคังก็ยังคิดจริงๆว่าพวกเขาจะช่วยได้ แต่ผลลัพธ์คือพวกเขากลับทำให้ยุ่งไปหมด
พอพวกเขามองเห็นสภาพคังคัง ก็แทบจะร้องไห้ออกมาจริงๆแล้ว
ตัวอักษรที่เขียนออกมายากเย็นได้ถูกทำให้เลอะเทอะไปหมด บนป้ายมงคลมีรอยมือเล็กๆเต็มไปหมด คงเป็นเพราะเอามือไปจุ่มกาวแล้วมาเกลี่ยบนนั้น
ส่วนกาวที่ใช้ติดป้ายมงคลนั้นไม่ต้องพูดถึง หกเกลื่อนเต็มพื้น
แค่นี้ยังไม่พอ แม้แต่ตัวและผมของเจ้าตัวเล็กๆ ก็เปรอะไปหมด พอมองดู ผมเปียเล็กๆของลูกสาวสุดที่รักของเจียงจวินโม่ก็เละติดกันไปหมดแล้ว!
บทที่ 533: การลงโทษ
ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็โกรธจัด!
เธออยากจะตีพวกเด็กๆสักสองสามที ทำไมวันๆเอาแต่ก่อเรื่องแบบนี้! แต่พวกเด็กๆตอนนี้คงรู้ตัวแล้วว่าก่อเรื่อง จึงยืนนิ่งๆไม่กล้าขยับ ใบหน้าแสดงออกถึงการยอมรับผิด พวกเขามองเธอด้วยสายตาน่าสงสาร น้ำตาคลอเบ้า จ้องมองเธออยู่แบบนั้น
แต่ลู่เซี่ยไม่ใจอ่อน
เธอเดินไปหาคังคังก่อน ก้มลงถามว่า "คังคังไม่เป็นไรใช่ไหม? น้องๆรังแกลูกอีกแล้วเหรอ?"
คังคังส่ายหัว อธิบายด้วยความเสียใจและน้อยใจว่า "พวกเขาบอกว่าจะช่วย แล้วก็เอาป้ายมงคลที่ผมเขียนขึ้นมาเล่นกันเอง ทำให้ตัวอักษรที่ผมเขียนเลอะเทอะ!"
ลู่เซี่ยรู้ว่าคังคังชอบผลงานชิ้นนี้มากแค่ไหน นี่เป็นผลงานที่เขาใช้เวลาเขียนสองชั่วโมงกว่าจะได้ชิ้นที่พอใจที่สุด แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นแบบนี้!
ไม่แปลกที่คังคังผู้แข็งแกร่งและรักน้องๆเสมอมา จะเสียใจขนาดนี้
ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงจ้องเขม็งไปที่เจ้าตัวเล็กหลายคนอีกครั้ง ก่อนจะพิจารณาตัวอักษรบนกระดาษแดงอย่างละเอียด เธอพบว่านอกจากจะสกปรกแล้ว ยังดูไม่สวยงามอีกด้วย ตัวอักษรเลอะเลือนไปหมดแล้ว
ดังนั้นเธอจึงกลั้นอารมณ์และคิดสักครู่ก่อนพูดว่า "ตอนนี้มีสองวิธีแก้ปัญหา วิธีแรกคือลูกเขียนใหม่อีกชุด อีกวิธีคือเราติดแบบนี้ไปเลย ถ้ามีคนมาถาม เราจะบอกว่าน้องๆทำ แล้วปล่อยให้พวกเขาอับอายเอง!" คังคังฟังแล้วคิดสักครู่
"งั้นผมจะเขียนใหม่อีกชุดดีกว่า อย่าให้น้องๆต้องอับอายเลยนะครับแม่!"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกปลื้มใจ จึงลูบหัวคังคัง
"คังคังเป็นพี่ชายที่ดีจริงๆ งั้นรีบไปหาคุณทวดเถอะลูก คุณทวดน่าจะยังเขียนอยู่ ส่วนที่นี่ปล่อยให้พ่อแม่จัดการ ไม่ต้องกังวลนะ พวกเขาทำผิด ต้องถูกลงโทษแน่นอน"
คังคังพยักหน้า แต่ก่อนจะไป เขาลังเลแล้วกลับมาพูดว่า "แม่ครับ น้องๆก็ไม่ได้ตั้งใจ ลงโทษเบาๆได้ไหมครับ?" ลู่เซี่ยยิ้มและพูดว่า "ไม่ต้องกังวล พ่อแม่จะลงโทษแค่ให้พวกเขาจำได้นะลูก!"
คังคังเองก็คงยังไม่รู้ว่านี่คือการลงโทษแบบไหน เขาคิดว่าแม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา จึงจากไปอย่างสบายใจ
หลังจากเขาไปแล้ว ลู่เซี่ยก็หันมาทำหน้าเย็นชาอีกครั้ง มองเจ้าตัวเล็กทั้งสามคนที่ยังยืนอยู่ที่เดิมอย่างไร้อารมณ์ แล้วหยิบชามกาวที่หกอยู่บนพื้นเดินจากไป หลังจากที่เธอจากไป พวกเด็กๆยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่ง.อก ก็ได้ยินเสียงเย็นชาของเจียงจวินโม่ดังขึ้น
"รีบเช็ดพื้นให้สะอาด แล้วไปยืนที่มุมห้อง จะออกมาได้ก็ต่อเมื่อแม่หายโกรธ"
เด็กๆได้ยินดังนั้นก็มองหน้ากัน ถอนหายใจ ไม่กล้าขัดขืน แล้วเริ่มลงมือทำงานอย่างขมีขมัน!
ส่วนเจียงเฉิงหยวน ที่ก่อนหน้านี้ไม่กล้าเอ่ยปากเพราะบรรยากาศตึงเครียด จึงพูดขึ้นว่า
"เอ่อ... ตอนนี้ไม่ควรจัดการทำความสะอาดตัวพวกเขาก่อนเหรอ?"
‘กาวที่ทำจากแป้งเปียกเหนียว ติดอยู่ทั่วตัว ทั่วหัว ไม่รู้สึกอึดอัดหรือไง? แล้วถ้าไม่จัดการตอนนี้ รอให้แห้งแล้วจะยิ่งทำความสะอาดยากขึ้นไม่ใช่หรือ?’
เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็มองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า "นั่นก็สมควรแล้ว ยังไงก็เป็นผลจากการกระทำของพวกเขาเอง เมื่อทำแล้วก็ต้องได้รับบทเรียน ดูซิว่าต่อไปพวกเขาจะกล้าทำอีกไหม!"
พวกเด็กๆได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ่งทำงานหนักขึ้น ถือผ้า ยกก้นขึ้น เช็ดไปเช็ดมา ดูเหมือนจะทำได้ดี แต่ก็ไม่รู้ว่าสะอาดจริงหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อลู่เซี่ยออกมาอีกครั้ง พื้นก็สะอาดแล้ว พวกเด็กๆกำลังยืนหันหน้าเข้าผนังที่มุมห้องด้วยสภาพยับเยิน เพื่อคิดทบทวนความผิด ส่วนเจียงเฉิงหยวนกำลังถือหนังสืออ่านให้พวกเขาฟัง แต่ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นงานที่เจียงจวินโม่มอบหมายให้เขา หรือว่าเขาได้สร้างมิตรภาพกับพวกเด็กๆแล้ว และตั้งใจจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา
บทที่ 534: ช่างยากเหลือเกิน
ลู่เซี่ยไม่สนใจสายตาอ้อนวอนของเด็กๆ แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น แล้วเดินเข้าครัวไปช่วยป้าหวังทำอาหาร
ก่อนอาหารกลางวัน คุณปู่เจียงและคนอื่นๆก็ออกมา เมื่อเห็นเด็กๆที่ทำผิด ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านเป็นคนแก่ที่ฉลาด ไม่เคยตามใจเด็ก และไม่คัดค้านวิธีการสอนเด็กของพวกเขา
แต่คังคังกลับรู้สึกสงสารอยู่บ้าง
เขาแอบเข้าไปในครัวและพูดเกลี้ยกล่อมว่า "แม่ครับ น้องๆรู้ตัวแล้วล่ะครับว่าทำผิด ให้พวกเขาพ้นโทษได้ไหมครับ"
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนั้นก็คิดสักครู่แล้วพูดว่า "ก็ได้ เห็นแก่เทศกาลปีใหม่ คราวนี้จะยกโทษให้"
จากนั้นเธอก็เดินออกมาที่ริมกำแพง พูดกับเด็กๆที่จ้องมองเธอด้วยสายตาอ้อนวอนว่า "พี่ใหญ่ของลูกช่วยขอร้องแทนพวกลูกแล้ว เห็นแก่หน้าเขา คราวนี้แม่จะยกโทษให้ ถ้ามีครั้งหน้าอีก โทษจะเพิ่มเป็นสองเท่า! จะริบขนมทั้งหมด!"
พูดจบเธอก็หันไปพูดกับคังคังว่า "คังคังพาพวกเขาไปล้างมือก่อนนะ เดี๋ยวจะได้กินข้าวกัน"
คังคังยิ้มและพูดว่า "ขอบคุณครับแม่!"
เด็กๆที่ถูกลงโทษให้ยืนจนขาเมื่อยในที่สุดก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นแม่โกรธขนาดนี้ ดูน่ากลัวกว่าพ่อเสียอีก คราวนี้พวกเขาคงจะจำบทเรียนได้จริงๆแล้ว!
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ พวกเขาจึงมีเวลาจัดการกับเจ้าตัวเล็กๆเหล่านั้นเสียที
เสื้อผ้าที่สวมใส่สกปรกไปหมด คราบเหนียวๆแห้งติดแน่นแล้ว ขูดออกไม่ได้ จำเป็นต้องแช่น้ำให้อ่อนตัวก่อนค่อยว่ากันอีกที แม้จะไม่ใช่เสื้อผ้าใหม่ แต่ก็เป็นชุดสะอาดที่เพิ่งเปลี่ยนมาใส่เพื่อฉลองปีใหม่ สวมใส่แค่ช่วงเช้าก็สกปรกเสียแล้ว
ลู่เซี่ยยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ตั้งใจว่าพอแช่เสร็จจะให้พวกเขาซักเอง จะได้จดจำบทเรียนนี้ไว้
ส่วนคราบที่ติดตามร่างกายและศีรษะนั้น ต้องอาบน้ำถึงจะล้างออกได้ ลูกคนที่สองและสามให้เจียงจวินโม่และเจียงเฉิงหยวนรับผิดชอบ ส่วนลู่เซี่ยรับผิดชอบลูกสาวคนที่สี่ คราบเหนียวๆดูเหมือนว่าจะล้างออกยากจริงๆ แม้แช่จนอ่อนตัวแล้วก็ยังเหนียวติด โดยเฉพาะที่ติดอยู่บนเส้นผม ต้องใช้ความพยายามอย่างมากถึงจะทำความสะอาดได้
ลูกคนที่สี่ที่ปกติจะรู้สึกสบายเวลาแม่อาบน้ำให้และนวดศีรษะ ตอนนี้กลับรู้สึกเจ็บมากเมื่อถูกดึงผม
แต่ก็ไม่กล้าร้องไห้ เพราะเธอได้ยินจากปากแม่แล้วว่านี่เป็นสิ่งที่เธอทำเอง ร้องไห้ก็ไม่มีประโยชน์
เธอไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง" ที่แม่พูด แต่รู้ชัดเจนว่าต่อไปเธอจะไม่กล้าทำแบบนี้อีกแล้ว
เมื่อลู่เซี่ยอุ้มลูกคนที่สี่ที่อาบน้ำสะอาดเอี่ยมออกมา เจ้าตัวน้อยก็หมดแรงแล้ว
แม้จะเป็นเวลากลางวัน แต่เพราะเป็นฤดูหนาว หลังจากอาบน้ำ ลู่เซี่ยก็ยังกลัวว่าพวกเขาจะหนาว จึงสั่งให้พวกเขานอนอยู่บนเตียงห้ามลงมา อาจเป็นเพราะวุ่นวายมาทั้งเช้าจึงรู้สึกเหนื่อยบ้าง
หลังจากนอนลงไม่นาน พวกเขาก็หลับไป
ทุกคนเห็นสถานการณ์แบบนั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก
เห็นได้ชัดว่าทุกคนถูกเจ้าตัวน้อยพวกนี้รังควานจนแทบไม่ไหว
ตอนพักกลางวัน เจียงจวินโม่คิดแล้วพูดว่า "ไม่เพิ่มเงินเดือนให้ป้าซุนอีกหน่อยเหรอ?"
ลู่เซี่ยได้ยินก็รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร จึงยิ้มแล้วพูดว่า "เงินเดือนที่พวกเราให้ตอนนี้ก็สูงพอแล้ว เป็นหลายเท่าของพี่เลี้ยงทั่วไป ถ้านายรู้สึกว่าเธอลำบาก ก็ซื้อของขวัญให้หลานชายที่บ้านเกิดของเธอสิ คาดว่าเธอคงจะดีใจมากๆแน่นอน"
เจียงจวินโม่พยักหน้า "ได้ คุณตัดสินใจเถอะ"
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็พูดอีกว่า "จริงๆแล้ว ถ้าทำไม่ไหว พอเรียนจบแล้ว พวกเราย้ายไปอยู่บ้านหลังเล็กนั้น ก็ส่งพวกเขาไปสถานรับเลี้ยงเด็กเถอะ ที่นั่นมีคนดูแลโดยเฉพาะ แถมยังมีเด็กคนอื่นให้เล่นด้วย จะได้ระบายพลังของพวกเขาให้เต็มที่ไปเลย"
"ดี!"
สองคนกำลังปรึกษาหารือกันถึงวิธีรับมือ การดูแลเด็กสามคนพร้อมกันนั้นช่างเหนื่อยล้าเหลือเกิน!
โชคดีที่พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่เลวร้าย มีครอบครัวและพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ
แต่เมื่อพวกเขาเริ่มทำงานและสามารถหาเงินได้เอง ก็คงไม่เหมาะที่จะพึ่งพาครอบครัวในทุกเรื่องอีกต่อไป พวกเขาจำเป็นต้องหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
บทที่ 535: ความฝันอันยิ่งใหญ่ของเด็กๆ
อาจเป็นเพราะได้รับบทเรียนหลังจากทำให้แม่โกรธก่อนหน้านี้ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็กๆหลายคนจึงเรียบร้อยขึ้นไม่น้อย และเด็กๆทั่วไปก็เป็นแบบนี้แหละ เวลาซุกซนก็จะกลายร่างเป็นปีศาจน้อย พอเรียบร้อยก็กลายเป็นนางฟ้าเทวดาตัวน้อย
ตั้งแต่วันแรกของปีใหม่ เจ้าตัวน้อยหลายคนก็แต่งตัวอย่างสดใสร่าเริง พอเห็นคนมาก็ยิ้มแย้มอวยพรปีใหม่
พูดคำอวยพรทีละคำ ทีละคำ ปากหวานเหลือเกิน
อาจกล่าวได้ว่าคนที่ไปๆมาๆ เพื่ออวยพรปีใหม่ที่บ้าน ไม่มีใครไม่ชอบพวกเขาเลยสักคน แน่นอนว่าผลประโยชน์ที่ได้รับคือ ซองอั่งเปาที่วางอยู่ในห้อง สูงเท่าภูเขาลูกเล็กๆ
แม้ว่าข้างในจะไม่มีเงินมากนัก แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เด็กๆหลายคน "ทำงาน" อย่างขยันขันแข็งในช่วงไม่กี่วันนี้ จริงๆแล้ว ต้องบอกว่าความทุ่มเทในการทำงานนั้น แม้แต่ลู่เซี่ยยังต้องยกนิ้วให้
ราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกวันยืนต้อนรับแขกอยู่หน้าประตู พอเห็นคนก็ยิ้มแฉ่ง แล้วอวยพรปีใหม่ด้วยภาษาที่ยังไม่คล่องแคล่วนัก
สำคัญที่ทุกคนต่างก็ชอบแบบนี้ แล้วอั่งเปาก็ลอยมาใส่มือน้อยๆของพวกเขาทันที! แถมพวกเขายังได้รับถึงสามส่วนในคราวเดียวด้วย
จริงๆเลย ความเร็วในการหาเงินนี่เทียบชั้นกับเครื่องพิมพ์ธนบัตรเลยนะ!
แน่นอนว่าไม่ได้เกินจริงขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้น้อยๆเลย พอถึงตอนกลางคืน กระเป๋าของเจ้าตัวน้อยๆพวกนี้ก็ตุงไปหมด ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงรักเงินขนาดนี้
ตอนกลางคืนขณะพักผ่อน ลู่เซี่ยก็ถามเจียงจวินโม่ว่า "นายว่าพวกเขาเติบโตมายังไง? พวกเขาอายุแค่เท่าไหร่เอง ทำไมถึงเป็นคนจริงจังขนาดนี้ รู้จักทำตัวน่ารักเพื่อขออั่งเปาแล้วเหรอเนี่ย? ฉันกล้าพนันเลยว่าตอนฉันเด็กๆ ฉันคงไม่เข้าใจอะไรแบบนี้แน่ๆ"
พูดแล้วก็สงสัยตัวเอง "หรือว่าพวกเขาไม่ได้อะไรมาจากฉันเลยเหรอ?"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะ "พอเถอะ คุณอย่าสงสัยตัวเองนักเลย พวกเขาไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดหรอก ทั้งหมดนี้เฉิงหยวนสอนทั้งนั้น!"
"หา? เฉิงหยวนสอนเหรอ? สอนพวกเขาให้ขออั่งเปาเนี่ยนะ?"
"ใช่แล้ว พวกเจ้าตัวน้อยได้ยินว่าถ้ามีอั่งเปาก็จะมีเงิน พวกเขาอยากซื้อรถ ก็เลยทำงานกันอย่างขยันขันแข็งไง!"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วหัวเราะ "ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ฉันนึกว่าพวกเขารู้กันเองเสียอีก ทำเอาตกใจ ฉันก็ว่าแล้ว ถึงจะฉลาดแค่ไหนก็ไม่น่าจะเก่งขนาดนี้หรอก แต่คนพวกนั้นคงไม่ได้คิดว่าพวกเราสอนให้พวกเขาขอซองแดงหรอกนะ?"
"ไม่ต้องกังวล ไม่เป็นไรหรอก ทุกคนก็มองว่ามันสนุกดี อีกอย่างในซองแดงก็ไม่ได้มีเงินมากมาย พวกเขาคงไม่สนใจหรอก" เจียงจวินโม่ปลอบใจ
ลู่เซี่ยจึงวางใจ
แล้วก็พูดต่อด้วยความรู้สึกทึ่งว่า "ฉันคิดว่าพวกเขาคงถูกน้องชายของคุณหลอกแล้วล่ะ ถ้าอยากใช้ซองแดงเก็บเงินให้พอซื้อรถ คงต้องรออีกหลายปีเลยล่ะ!"
ได้ยินเธอพูดแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็หัวเราะอีก "คุณคิดว่าพวกเขาอยากซื้อรถอะไรล่ะ?"
"หืม! รถอะไร? ไม่ใช่จักรยานหรอกเหรอ? ไม่ใช่ว่าช่วงนี้พวกเขาอยากขี่ตลอดเหรอ?"
"ไม่ใช่!" เจียงจวินโม่ส่ายหัวปฏิเสธ
"ไม่ใช่เหรอ? งั้นเป็นอะไรล่ะ? หรือว่าเป็นรถของเล่น? แบบนั้นคงไม่แพงหรอกนะ? ฉันเห็นก็มีขายอยู่ทั่วไปนะ ราคาแม้จะแพง แต่ก็ถูกกว่าจักรยานนิดหน่อย"
"รถจี๊ป!"
"อืม งั้นก็คง... ห้ะ!!! คุณว่าอะไรนะ? รถอะไรนะ?" ลู่เซี่ยมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"มันเป็นรถจี๊ป ไม่ใช่รถของเล่น! และไม่ใช่โมเดล! มันคือรถจี๊ปที่เสี่ยวอวี๋ขับนั่นแหละ พวกเขาอยากซื้อคันหนึ่งด้วย แล้วจ้างเสี่ยวอวี๋เป็นคนขับ ด้วยวิธีนี้ต่อไปพวกเขาก็จะสามารถไปไหนก็ได้ตามใจชอบ"
ลู่เซี่ย "......"
ลู่เซี่ยนั้นถึงกับตกตะลึง ครู่หนึ่งจึงอุทานด้วยความทึ่งว่า "พวกเขากล้าจริงๆนะ! ฉันยังไม่ทันพูดว่าจะซื้อรถมาขับเลย พวกเขาก็มีความคิดนี้และพยายามทำให้สำเร็จแล้วเหรอเนี่ย!"
เจียงจวินโม่ก็หัวเราะเช่นกัน "ใช่แล้ว ผมก็ตกใจเหมือนกันตอนได้ยิน ไม่คิดว่าพวกเขาจะมีความคิดแบบนี้"
ลู่เซี่ยนั้น ราวกับถูกโจมตี จึงพยักหน้าเบาๆ "ดูเหมือนว่าวิสัยทัศน์ของฉันยังแคบไปสินะ..."
บทที่ 536: รถเล็กของเด็กๆ
วันรุ่งขึ้น เมื่อลู่เซี่ยเห็นเด็กๆแต่งตัวเรียบร้อยพร้อมทำงานอีกครั้ง เธอก็รู้สึกสงบลงแล้ว
เธอให้กำลังใจพวกเขาอย่างดี บอกให้พวกเขาทำงานหนัก และพยายามซื้อรถใหญ่ให้ได้เร็วๆ
จากนั้นเธอก็โบกมือให้พวกเขาไปทำงาน
หลังจากเห็นเงาร่างของพวกเขาที่เดินออกไปอย่างมุ่งมั่น ลู่เซี่ยก็รู้สึกอยากหัวเราะ น่าเสียดายจริงๆที่ตอนนี้ไม่มีกล้องถ่ายวิดีโอบันทึกเอาไว้ ไม่อย่างนั้นนี่คงจะเป็นภาพที่พวกเขาอยากลบทิ้งมากที่สุดเมื่อโตขึ้น
หลังจากกิจกรรมอวยพรปีใหม่จบลง ลู่เซี่ยพาเด็กๆมานั่งแกะซองอั่งเปาด้วยกันในห้องพัก
จริงๆแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นซองอั่งเปามากมายขนาดนี้ มันกองอยู่บนเตียงเหมือนภูเขาลูกเล็กๆ ลู่เซี่ยสงสัยว่านอกจากญาติและเพื่อน พวกเขายังไปกวาดบ้านอื่นๆในหมู่บ้านมาด้วยหรือเปล่า!
หลังจากที่ทุกคนแกะซองอย่างตื่นเต้นเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยนับดูก็พบว่ามันไม่น้อยเลยจริงๆ!
รวมกันแล้วมีถึงห้าสิบกว่าหยวน? เกือบเท่ากับเงินเดือนหนึ่งเดือนของคนงานคนหนึ่งแล้ว!
แน่นอนว่าในนั้นมีซองใหญ่จากคุณปู่เจียง คนละห้าหยวนด้วย ส่วนซองใหญ่ที่เหลือเป็นของคนในครอบครัว รวมถึงพี่สาวทั้งสี่คน ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ซึ่งเป็นพ่อแม่ ลุงใหญ่และป้าใหญ่ เจียงเฉิงหยวนและครอบครัว รวมถึงคังคังผู้เป็นพี่ชายก็ให้ด้วย คาดว่าจะมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดรวมทั้งหมดเป็นของคนในบ้าน ส่วนคนอื่นๆให้แค่หนึ่งเหมาสองเหมา หนึ่งเฟินสองเฟิน
รวมทั้งหมดนี่สิ เรียกว่ามหาศาลได้เลย!
พวกเด็กๆไม่เคยเห็นเงินมากขนาดนี้มาก่อน! ตอนนี้พวกเขาต่างเบิกตาโตมองอยู่ข้างๆ นี่จะซื้อลูก.อมกับไอศกรีมได้มากแค่ไหนกันนะ! ก่อนหน้านี้พี่ชายเคยพาพวกเขาไปซื้อ แค่แผ่นเดียวก็พอแล้ว !
เงินพวกนี้คงจะซื้อร้านขายของชำได้ทั้งร้านเลยสินะ?
แต่ความปรารถนาที่จะซื้อรถใหญ่ทำให้พวกเขาอดทนไว้ แล้วจ้องมองลู่เซี่ยอย่างคาดหวังพลางพูดว่า
"ซื้อ รถใหญ่!" ลู่เซี่ยเห็นเด็กๆพูดด้วยท่าทางเหมือนเศรษฐีใหญ่ รู้สึกเกรงใจที่จะทำลายความฝันของพวกเขา แต่ก็ต้องแนะนำให้พวกเขาเข้าใจความเป็นจริง
ดังนั้นเธอจึงบอกพวกเขาตรงๆว่า "เงินพวกนี้ยังไม่พอซื้อรถใหญ่หรอกนะเด็กๆ!"
พูดแล้ว เห็นว่าพวกเขาไม่เชื่อ เธอจึงคิดเลขให้พวกเขาดูอีกครั้ง
"ตอนนี้ถ้าจะซื้อรถจี๊ป ไม่พูดถึงว่ามีสิทธิ์ซื้อหรือไม่ก่อน เรามาพูดถึงราคากัน ถ้าอยากจะทำเรื่องทุกอย่างให้เสร็จก็ต้องใช้เงินอย่างน้อย3หมื่น ซึ่งต่างจากเงินห้าสิบกว่าหยวนของลูกๆมากเลยนะ! ฉันคำนวณดูแล้ว ถ้าลูกพยายามต่อไป
ทุกปีสามารถหาเงินได้มากขนาดนี้ ก็ต้องใช้เวลาประมาณ600ปี ถึงจะเก็บเงินได้ คำนึงถึงการพัฒนาของประเทศในอนาคต มูลค่าของเงินอาจจะลดลง พวกลูกก็อาจจะได้รับซองอั่งเปาที่มีจำนวนเงินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในอนาคตรถใหญ่ก็อาจจะขายแพงขึ้นด้วย ดังนั้นพยายามหน่อย ก่อนตายอาจจะมีโอกาสทำให้เป็นจริงได้นะ"
พอพูดจบ ในห้องก็เงียบกริบ เจียงจวินโม่เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาตอนได้ยินคำว่า "ก่อนตาย" แต่ถูกลู่เซี่ยมองมาด้วยสายตาเอาเรื่อง เขาจึงกลั้นไว้
เด็กๆตัวน้อยต่างอึ้งไป พวกเขาไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่แม่พูดเมื่อครู่ แต่ก็รู้ว่าเงินเหล่านี้ไม่พอซื้อรถ จึงรู้สึกผิดหวังทันที รู้สึกเหมือนกำลังใจที่มีมาตลอดช่วงนี้หายไปหมด
ลู่เซี่ยเห็นสภาพแบบนั้นก็รู้สึกสงสาร แม้ว่าการซื้อรถด้วยการเก็บเงินจากซองอั่งเปาจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เธอก็เห็นว่าในช่วงนี้เด็กๆพยายามมากแค่ไหน จึงคิดสักครู่แล้วปลอบใจว่า "แม้ว่าเงินเหล่านี้จะไม่พอซื้อรถใหญ่ แต่ก็พอซื้อรถของเล่นขนาดเล็กได้นะ อีกไม่กี่วันแม่จะพาลูกไปดู ตกลงไหม?"
เด็กน้อยหลายคนได้ยินแล้วก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที
พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือรถของเล่น รู้แต่เพียงว่าถึงแม้จะซื้อรถใหญ่ไม่ได้ แต่ก็สามารถซื้อรถเล็กได้ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกดีใจขึ้นมา
บทที่ 537: เจียงเฉิงหยวนต้องจากไป
หลังจากเปิดซองแล้ว ลู่เซี่ยก็ช่วยพวกเขาเก็บเงินฝากไว้ก่อน จากนั้นเด็กๆก็ยอมเข้านอนในที่สุด
ตั้งแต่หย่านมแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาก่อเรื่องอีก ลู่เซี่ยจึงแยกนอนกับพวกเขา และตอนนี้พวกเขาอยู่ข้างห้องของคังคัง ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจะเข้าไปดูพวกเขาสองสามครั้งในตอนกลางคืน ตอนนี้ก็เริ่มชินแล้ว
หลังจากที่เจียงจวินโม่กล่อมเด็กๆให้หลับแล้ว เขากลับเข้าห้องก็เห็นลู่เซี่ยยังคงนับเงินอย่างสนุกสนาน
"เป็นอะไร? ดีใจที่ได้ซองแดงของเด็กๆเหรอ?"
"ใช่แล้ว!" ลู่เซี่ยพยักหน้ารับทันที
"ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อแม่ถึงชอบเอาซองแดงของลูกๆไป มันรู้สึกต่างจริงๆนะ!"
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ซองแดงของลูกๆ คังคังเป็นเด็กที่รู้ความตั้งแต่เล็ก ลู่เซี่ยให้เขาเก็บซองแดงไว้เอง แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ไม่เคยซื้อของไร้สาระ เขาจะซื้อไอศกรีมกินเป็นครั้งคราวในหน้าร้อนเท่านั้น และมักจะซื้อให้น้องชายน้องสาวด้วย
แม้ว่าลู่เซี่ยจะไม่รู้ว่าเขาเก็บเงินไว้เท่าไหร่ แต่ก็แน่ใจว่าเป็นกระปุกออมสินเล็กๆของเขาแน่นอน
ส่วนเด็กๆคนอื่น เธอไม่มั่นใจที่จะให้พวกเขาถือเงินเอง คาดว่าถ้าให้ถือ พวกเขาคงซื้อร้านขายของชำกลับมาทั้งร้านแน่ ดังนั้นเธอจึง "ยอม" ช่วยถือมันเอาไว้
เจียงจวินโม่เห็นสีหน้าที่มีความสุขของเธอก็ยิ้มตามไปด้วย
แต่เขาก็ยังเตือนเธอว่า "เธอก็ถือได้ไม่กี่วันหรอก"
ลู่เซี่ยรู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องซื้อรถของเล่น เธอโบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ "ไม่เป็นไร อย่างน้อยฉันก็ได้ถือมันแล้ว ได้สัมผัสความรู้สึกนี้แล้ว อีกอย่าง! ปีนี้ไม่ได้ก็ยังมีปีหน้า! พวกเขายังเด็กอยู่เลย!"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็ยิ้มพลางส่ายหัว
ตอนนั้นลู่เซี่ยก็นึกถึงเรื่องที่เจียงเฉิงหยวนจะจากไปพรุ่งนี้ จึงถามว่า "เขาเก็บของเรียบร้อยแล้วหรือ? คุณไม่ได้ไปนั่งคุยกับเขาหน่อยเหรอ?"
"เพิ่งไปมาเมื่อกี้ ของก็เอาไปให้เขาแล้ว!"
ความยากลำบากของเจียงเฉิงหยวนในช่วงหลายปีนี้ทำให้เขามีบาดแผลไม่น้อยบนร่างกาย แม้เขาจะไม่พูดอะไร แต่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆก็พอจะเดาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงปรึกษากับเจียงจวินโม่ว่าจะใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ทำอาหารให้เขากินเพื่อบำรุงร่างกายในช่วงไม่กี่วันนี้
หลังจากที่เขากินไปสองสามวัน สีหน้าก็ดูดีขึ้นมาก
แต่เวลาก็ยังสั้นเกินไป ดังนั้นก่อนที่เขาจะจากไป ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จึงใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ทำซอสเนื้อวัวหลายกระปุก ให้เขาเอากลับไปกิน เจียงเฉิงหยวนก็เห็นพวกเขาวุ่นวายทั้งคืน ไม่คิดว่าจะเป็นเพราะทำของให้เขา จึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
เขาก็สัญญากับ เจียงจวินโม่ว่าต่อไปจะส่งจดหมายกลับมาบ่อยๆ
พอวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาจะจากไป เพราะต้องดูแลเด็ก ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงไม่ได้ไปส่งเขาที่สถานีรถไฟ
หลายคนมาส่งเขาที่ประตูหมู่บ้านอย่างอาลัยอาวรณ์
ผู้ใหญ่หลายคนยังพอทนได้ มีเพียงป้าใหญ่ที่ดวงตาแดงก่ำ แต่ก็รู้ว่าเขาต้องจากไป
ลุงใหญ่ก็ตบไหล่เขาเช่นกัน
เจียงจวินโม่ก้าวเข้ามากอดเขา
ลู่เซี่ยยิ้มบอกให้เขาเขียนจดหมายมาบ่อยๆ
คังคังพาน้องๆมายืนส่งด้วยสีหน้าอาลัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็กๆหลายคน เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้าง "มิตรภาพ" อันลึกซึ้งกับคุณอาของพวกเขา พวกเขาชอบคุณอาคนเล็กคนนี้ ที่ไม่รังเกียจพวกเขา ตอนนี้ที่รู้ว่าเขาจะจากไป คนที่สองร้องไห้โฮทันที
ส่วนอีกสองคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ในชั่วขณะนั้น เสียงร้องไห้ดังขึ้นเป็นสามระลอกทันที
เจียงเฉิงหยวนรู้สึกเจ็บปวดใจมาก รีบวางกระเป๋าเป้ลงเพื่อปลอบโยนพวกเขาทันที
หลังจากผ่านไปสักพัก เห็นว่าพวกเขายังคงจับเขาไว้ไม่ยอมให้ไป คุณปู่เจียงเห็นว่าเวลาใกล้จะหมดแล้ว จึงเอ่ยปากว่า "พอเถอะ ไปกันได้แล้ว ไม่งั้นจะไม่ทันรถไฟ ทำงานให้ดีๆในที่ไกลๆ อย่าทำให้ประเทศชาติขายหน้า แน่นอนว่าต้องระวังความปลอดภัยด้วย ครอบครัวรอคอยให้แกกลับมาอย่างปลอดภัย!"
"ครับ!"
เจียงเฉิงหยวนแสดงความเคารพต่อทุกคนเป็นครั้งสุดท้ายอย่างจริงจัง จากนั้นก็หันหลังขึ้นรถไปทันที โดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
บทที่ 538: ชีวิตนักศึกษาครั้งสุดท้าย
หลังจากที่เขาจากไป ลู่เซี่ยปลอบโยนเด็กๆที่ยังคงร้องไห้อยู่ว่า "อย่าร้องไห้เลย ลุงจะกลับมาในครั้งหน้า เขาสัญญาแล้วว่าเมื่อกลับมา จะนำปลอกกระสุนมาต่อเป็นรถถังให้พวกลูกๆไม่ใช่เหรอ? เราจะได้เจอกันเร็วๆนี้แน่นอน!"
"จริงเหรอคะ?"
"แน่นอน ลุงไม่โกหกหรอก!"
เด็กๆได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าลู่เซี่ยจะสัญญากับพวกเขาว่าลุงจะกลับมาเล่นด้วยในภายหลัง แต่ในวันที่เขาจากไป เด็กๆก็ยังคงไม่มีกำลังใจ คังคังมองดูด้วยความกังวลใจ จึงพาพวกเขาไปเล่นทั้งวัน
วันต่อมา ลู่เซี่ยพาพวกเขาไปซื้อรถที่ร้านค้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
แน่นอนว่าไม่ได้ทิ้งคังคังไว้
ทั้งครอบครัวหกคนออกไปด้วยกัน ยากที่จะได้เห็นภาพนี้
ผลก็คือ เมื่อไปถึงร้านค้า เด็กๆที่แทบไม่เคยออกนอกบ้าน และเพิ่งเคยเห็นของแปลกๆมากมายเป็นครั้งแรก ก็หายเซ็งและเริ่มสนุกสนานกันแล้ว!
พวกเขาวิ่งไปวิ่งมาในร้านค้า
ช่วงวันหยุดปีใหม่ ร้านค้ามีคนเยอะ พริบตาเดียวลู่เซี่ยก็มองไม่เห็นพวกเขาแล้ว!
โชคดีที่คุณปู่เจียงกลัวว่าพวกเขาจะดูแลเด็กๆมากขนาดนี้ไม่ไหว จึงให้เสี่ยวอวี๋ตามมาด้วย
จึงไม่ได้ทำเด็กๆหายไปไกล
พอหาทุกคนเจอแล้ว ลู่เซี่ยก็โกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
เธอไม่ควรใจอ่อนพาพวกเขาออกมาเลย เจ้าเด็กๆพวกนี้ช่างวุ่นวายเหลือเกิน!
เธออยากจะเอาเชือกมาผูกพวกเขาไว้จริงๆ!
การหาเด็กๆทำให้เธอเหนื่อยจนหมดแรง ตอนนี้เธอก็ไม่มีอารมณ์จะเดินเที่ยวแล้ว จึงหยุดลง หาที่ที่ไม่กีดขวางทาง แล้วก็ยืนทำหน้าบึ้งมองพวกเขาอยู่อย่างนั้น ไม่พูดอะไร
คังคังที่อยู่ข้างๆ เห็นแม่โกรธแล้ว ก็รู้ว่าเป็นความผิดของน้องๆ
เขาจึงขมวดคิ้วน้อยๆ แล้วพูดกับพวกเขาว่า "ข้างนอกไม่ควรวิ่งไปมาแบบนี้นะ ถ้าหลงทางก็จะหากันไม่เจอ ข้างนอกมีคนไม่ดีเยอะ อาจจะขายพวกนายไปที่ภูเขา แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลยนะ!"
เมื่อเด็กๆได้ยินคำพูดนี้ก็ตกใจกลัว ร้องไห้จ๊ากๆ พูดว่า
"ไม่ ไม่วิ่งหนีแล้ว จะเชื่อฟัง!"
เห็นลู่เซี่ยยังคงไม่แสดงสีหน้าและไม่พูดอะไร เด็กๆก็รู้ว่าพวกเขาทำให้แม่โกรธอีกแล้ว จึงใช้วิธีทำตัวน่ารักเข้าไปกอดขาเธอไว้ แต่ตอนนี้ลู่เซี่ยยังคงโกรธอยู่ ไม่อยากตอบสนองอะไร เจียงจวินโม่จึงพูดขึ้นมาเองว่า
"ถ้าครั้งหน้าทำแบบนี้อีก พวกลูกก็อยู่บ้านไปเลย พ่อกับแม่จะไม่พาออกมาอีก"
ดังนั้นเด็กๆจึงเชื่อฟังในที่สุด ลู่เซี่ยพาพวกเขาไปโดยไม่ได้เดินเล่นอีก ตรงไปที่ร้านขายของเล่นเลย ใช้เงินที่พวกเขาหาเองซื้อรถของเล่นคันหนึ่ง
ทุกคนจึงกลับบ้านอย่างสมหวัง
หลังกลับถึงบ้าน ลู่เซี่ยรู้สึกเหนื่อยทั้งกายและใจ
การพาเด็กๆออกไปข้างนอกเหนื่อยมากจริงๆ เธอนึกถึงที่เคยเห็นในเน็ตว่ามีคนพาเด็กออกไปโดยใช้เชือกคล้ายจูงสุนัข ตอนนั้นคิดว่าเป็นเรื่องสนุก แต่ตอนนี้มองว่ามีประโยชน์มากทีเดียว! เธอตั้งใจจะหาซื้อมาบ้าง คาดว่าครั้งหน้าที่ออกไปข้างนอกจะสบายใจขึ้นเยอะ
มีรถของเล่นแล้ว เด็กๆก็มีอะไรทำเสียที ไม่จ้องมองจักรยานและรถจี๊ปอีกแล้ว และไม่กี่วันต่อมาป้าซุนก็กลับมา ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย
ในไม่ช้า วันหยุดฤดูหนาวก็สิ้นสุดลง
เทอมสุดท้ายของปีสี่ก็เริ่มขึ้นแล้ว
หลังจากเปิดเทอมนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างมาก
ราวกับว่าบรรยากาศแห่งความอาลัยอาวรณ์ล้อมรอบเพื่อนร่วมชั้นทุกคน แต่พวกเขาก็รู้ว่าสำหรับเพื่อนหลายคน นี่อาจเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน ดังนั้นทุกคนจึงหวงแหนมันมาก
ลู่เซี่ยเองก็เช่นกัน เธอรู้ว่าสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นแรก หลังจากการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หลังจากนี้พวกเขาทุกคนจะเป็นเสาหลักของประเทศแล้ว พวกเขาจะมีส่วนในการพัฒนาประเทศ
และตอนนี้ คนมีความสามารถเหล่านี้ล้วนเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอ เธอรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติ
ช่วงเวลาการเรียนในมหาวิทยาลัยครึ่งปีสุดท้ายอันล้ำค่านี้ทำให้เธอรู้สึกหวงแหนเป็นพิเศษ
ดังนั้นเธอจึงพยายามใช้เวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัยให้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้เนื่องจากต้องดูแลลูก เธอไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมนอกเวลาเรียนของชั้นเรียนหลายอย่าง แต่เทอมนี้เธอก็ได้เข้าร่วมไปแล้วหลายครั้ง ไม่ใช่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเหล่าเสาหลักของชาติในอนาคตเหล่านี้ แต่เพื่อให้มีสิ่งดีๆมากมายให้นึกถึง
เมื่อหวนระลึกถึงในภายหลัง...
บทที่ 539: พี่สะใภ้คลอดลูกสาว
พอถึงเดือนพฤษภาคม พี่สะใภ้ที่อยู่ในกองทัพกำลังจะคลอด
ป้าใหญ่ก็ขอลาหยุดได้สำเร็จ แต่เวลาไม่มากนัก คาดว่าพอเธอคลอดแล้วก็ต้องกลับมา ไม่สามารถอยู่ดูแลช่วงอยู่ไฟได้ แต่แบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีใครไปเลย
อย่างน้อยก็มีผู้ใหญ่อยู่ข้างๆ
ดังนั้นเธอจึงถามความเห็นป้าหวัง และสัญญาว่าจะจ่ายเงินเดือนให้เพิ่มอีกหนึ่งเท่า แล้วก็พาเธอไปที่กองทัพด้วยกัน พอกลับมาอีกไม่กี่วัน คุณป้าใหญ่ก็นำข่าวดีกลับมาด้วย พี่สะใภ้คลอดลูกสาวอย่างปลอดภัย แม่ลูกปลอดภัยดี
ทุกคนในครอบครัวได้ยินก็ดีใจมาก
โดยเฉพาะลุงใหญ่ ดีใจจนตบมือดังลั่น "ดีๆ หลานสาวนี่ดีนะ จะได้มีหลานสาวน่ารักเหมือนเจินเจิน ดีจังเลย!"
"ใช่แล้ว!" คุณปู่เจียงที่อยู่ข้างๆ ก็พูดว่า "บ้านเรามีเด็กผู้ชายพอแล้ว ขาดแต่เด็กผู้หญิง พอดีจะได้เป็นเพื่อนเจินเจินนะ"
ลู่เซี่ยก็ยิ้มพูดว่า "แบบนี้ก็ดีแล้ว ต่อไปพอหลานสาวกลับมา ก็จะได้เล่นกับเจินเจินด้วย ไม่ต้องให้เธอออกไปวิ่งเล่นกับพี่ชายทั้งวัน ไม่เป็นกุลสตรีเอาซะเลย"
พวกเขาหลายคนได้ยินถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็รู้ว่าเจินเจินซุกซนยิ่งกว่าเด็กผู้ชายทั่วไปเสียอีก หลังจากที่พี่สะใภ้คลอดลูกอย่างปลอดภัย ทุกคนในครอบครัวก็โล่งอกกันหมด
ลู่เซี่ยก็ทุ่มเทความสนใจไปที่การสอบปลายภาคที่กำลังจะมาถึง
ใช่แล้ว การสอบปลายภาคเทอมสุดท้ายของปีสี่จะมาเร็วกว่าปกติ เพราะหลังจากสอบเสร็จยังต้องออกผลคะแนน และหลังจากออกผลคะแนนแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังต้องใช้เวลาในการจัดหางานให้พวกเขาด้วย
หลังจากนั้นยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ประกอบกับเทอมนี้มีวิชาเรียนน้อยลงไปมาก ดังนั้นตอนนี้จึงเริ่มสอบปลายภาคกันแล้ว
ลู่เซี่ยแน่นอนว่าไม่ได้ปล่อยตัว
เธอฝ่าฟันมาหลายปีแล้ว ไม่อาจพลาดในครั้งสุดท้ายได้
ดังนั้นก่อนสอบเธอจึงทบทวนอย่างหนัก และเพื่อจะได้มีเวลาทบทวนที่มหาวิทยาลัยมากขึ้น เธอถึงกับย้ายไปอยู่ที่หอพักเลยทีเดียว นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอพักที่หอ พูดตามตรงว่า เธอปรับตัวได้ดีทีเดียว แต่คนอื่นๆในหอกลับปรับตัวไม่ค่อยได้
อวี๋หวั่นตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำอย่างงัวเงีย จู่ๆก็พบว่ามีคนนอนอยู่เตียงล่าง เธอถึงกับตกใจ
ลู่เซี่ยหัวเราะเบาๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม การสอบปลายภาคก็จบลงอย่างรวดเร็ว
การเรียนของลู่เซี่ยและพวกเขาก็ใกล้จะจบลงแล้ว
เนื่องจากยังเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งก่อนจบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ช่วงนี้จึงไม่มีอะไรให้ทำมากนัก
ตอนนี้มีคนท้องถิ่นหลายคนย้ายออกไปแล้ว โดยตั้งใจว่าจะกลับมาอีกครั้งหลังจากได้รับการแบ่งงานหลังจบการศึกษา ในหอพักของลู่เซี่ยตอนนี้จึงมีคนอยู่ไม่มาก เหลือแค่อวี๋หวั่นและหูชุ่ยหัว โดยที่หูชุ่ยหัวอายุน้อยกว่าพวกเธอหนึ่งปี
ดังนั้นอวี๋หวั่นจึงคิดแล้วตัดสินใจที่จะอยู่ในหอพักต่อไป
"ห้องของพวกเราต้องมีคนอยู่สักคน ถ้าทางโรงเรียนมีข่าวอะไร ฉันจะได้มีเวลาแจ้งให้พวกเธอรู้"
คนอื่นๆได้ยินแล้วก็ยิ้ม "ก็ไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้นหรอก พวกเราก็ไม่ได้จะไปถาวร เดี๋ยวก็กลับมา ช่วงนี้พวกเราก็จะมาทุกวัน เพราะเกี่ยวข้องกับงานที่จะทำงานในอนาคต ต้องมาดูว่ามีข่าวอะไรบ้าง"
ลู่เซี่ยก็พยักหน้า "อาจารย์หลี่ยังให้ฉันช่วยจัดเอกสารด้วย ดังนั้นฉันก็จะมาทุกวันเหมือนกัน"
เมื่อพูดเช่นนี้ อวี๋หวั่นก็รู้สึกสบายใจ เธอคิดว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
จึงถามว่า "งานของลู่เซี่ย คงจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศแน่ๆ เย่หนานก็คงจะเป็นสำนักข่าว พี่ฟาง พี่ตัดสินใจไว้หรือยังคะ?"
"ฉันไม่ได้เป็นคนตัดสินใจหรอก ต้องดูว่าทางมหาวิทยาลัยจะแบ่งงานให้ไปทำงานที่ไหน!" ถันอวิ๋นฟางตอบ
"แล้วไม่มีหน่วยงานไหนที่อยากไปเลยหรือ?"
"หน่วยงานไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ฉันมีเมืองที่อยากไป"
ถันอวิ๋นฟางคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ฉันถามอาจารย์ดู เขาบอกว่าโดยทั่วไปการ แบ่งงานจะให้กลับไปทำงานที่บ้านเกิด เกี่ยวกับทะเบียนบ้าน แต่ฉันไม่อยากกลับไป จึงถามเขาว่าจะอยู่ในปักกิ่งได้ไหม เขาบอกว่าจะช่วยลองดู แต่ตามคะแนนของฉัน ถ้ากลับบ้านเกิดจะได้ทำงานของรัฐ อนาคตต้องได้เป็นข้าราชการแน่ แต่ถ้าอยู่ในปักกิ่งจะยากหน่อย แต่ฉันก็ยังอยากอยู่ในปักกิ่ง ฉันไม่อยากกลับไป"
บทที่ 540: ถังย่วนออกนอกประเทศ
ทุกคนต่างรู้สาเหตุที่เธอไม่อยากกลับไป จึงไม่มีใครถาม
แต่ลู่เซี่ยนึกขึ้นมาได้ทันใดจึงกล่าวว่า "ฉันจำได้ว่าพี่เคยไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์นิตยสารมาก่อน พี่ไม่ได้ถามหัวหน้าของพวกเขาหรือว่าจะเสนอให้ทางมหาวิทยาลัยรับพี่เข้าทำงานได้ไหม?"
ถันอวิ๋นฟางส่ายหน้า "ไม่ได้ถามหรอก ตอนนั้นที่ไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์นิตยสารก็เพราะได้ยินเย่หนานเล่าถึงประสบการณ์ฝึกงานแล้วรู้สึกอยากรู้อยากเห็น แต่พอไปแล้วกลับพบว่างานน่าเบื่อมาก ทุกวันก็แค่ตรวจแก้ตัวอักษรอะไรแบบนั้น ฉันไม่ค่อยชอบ และก็ไม่อยากทำงานแบบนี้ต่อไป ก็เลยไม่ได้พูดอะไรน่ะ"
ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ในเมื่ออาจารย์พูดแบบนั้นแล้ว ก็คงไม่มีปัญหาอะไร และงานก็คงไม่แย่ขนาดนั้นหรอก อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งนี่นา!"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว ขอแค่ได้อยู่ในปักกิ่งก็พอ พวกเราจะได้ไม่ต้องแยกจากกัน"
ถันอวิ๋นฟางยิ้ม "ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
พูดแล้วก็ถามต่อ "แล้วเธอล่ะ อยากทำงานอะไร?"
อวี๋หวั่นส่ายหน้าด้วยสีหน้างุนงง "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ฉันไม่เคยฝึกงานมาก่อน ก็เลยไม่รู้ว่างานแบบไหนเหมาะกับฉัน ยังไงก็คงทำตามที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้แหละ"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ "แบบนั้นก็ดีนะ ถึงเวลาอาจจะมีเซอร์ไพรส์ก็ได้"
"ใช่แล้ว ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน"
พวกเขาคุยกันต่ออีกสักพัก แล้วได้ยินอวี๋หวั่นถามว่า "ยังไม่มีข่าวของถังย่วนอีกเหรอ?"
เมื่อเสียงพูดจบลง ห้องนอนก็เงียบลงอีกครั้ง
ตอนนั้นได้ยิน เย่หนานพูดว่า "เอ่อ... จริงๆ ช่วงก่อนหน้านี้ฉันได้ยินข่าวเกี่ยวกับเธอนิดหน่อย"
"อะไรนะ?"
"เธอเป็นยังไงบ้าง? เมื่อไหร่จะกลับมา?" ทุกคนได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็รู้สึกดีใจ รีบถามทันที
แต่แล้วก็เห็นเย่หนานส่ายหัว
"ไม่มีข่าวเกี่ยวกับตัวเธอโดยตรง แต่ก็เกี่ยวข้องกับเธอนั่นแหละ"
คนอื่นๆ ได้ยินแล้วก็สงสัย "แล้วเป็นยังไง...?"
เย่หนานก็ไม่ปิดบัง เธอพูดตรงๆว่า "ช่วงก่อนหน้านี้ฉันได้ยินว่าครอบครัวของเธอมาย้ายทะเบียนนักศึกษาของเธอไปแล้ว"
"อะไรนะ? เธอจะย้ายมหาวิทยาลัยเหรอ? ทำไมล่ะ? มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศแล้วนะ เธอสอบเข้าได้ยากลำบากแท้ๆ น่าเสียดายจังเลย!"
"ไม่ใช่หรอก!" เย่หนานส่ายหน้า "เธอกำลังจะไปต่างประเทศ ครอบครัวของเธอส่งเธอไปเรียนต่อต่างประเทศ ตอนแรกฉันรู้แล้ว ตั้งใจจะบอกทุกคน แต่ช่วงนั้นยุ่งกับเรื่องลูกและการสอบเลยลืมไป ตอนนี้คงไปแล้วล่ะ"
พูดถึงตรงนี้ เย่หนานรู้สึกผิดอยู่บ้าง
แต่ทุกคนไม่ได้ใส่ใจอะไร
ถึงอย่างไรแม้จะรู้แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ พวกเขาก็ไม่สามารถขัดขวางได้ แม้แต่ที่อยู่บ้านของถังย่วนพวกเขาก็ไม่รู้ ไม่สามารถติดต่อได้เลย ได้แต่บอกว่าคงมีวาสนากับเธอน้อยเกินไป เด็กสาวที่มีนิสัยอ่อนโยนผิวขาวสะอาดคนนั้นถึงได้หายไปจากชีวิตของพวกเธอเร็วแบบนี้!
ทุกคนถอนหายใจ ได้แต่หวังว่าหลังจากไปต่างประเทศ เธอจะห่างไกลจากที่นี่และก้าวผ่านไปได้อย่างสมบูรณ์ มีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆวัน
......
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันยาวนาน
บรรยากาศในห้องเรียนเต็มไปด้วยความตึงเครียด
ทุกคนรู้สึกกังวลเกี่ยวกับอนาคต ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้รับการจัดสรรงานแบบไหน
หัวหน้าชั้นก็ถูกเพื่อนร่วมชั้นใช้งานให้ไปสืบข่าวจากอาจารย์ที่ปรึกษาหลายครั้งต่อวัน
แม้แต่ ลู่เซี่ยที่งานเกือบจะลงตัวแล้วก็ยังได้รับผลกระทบจากบรรยากาศนี้
ตอนเย็นหลังกลับบ้าน เธอถามเจียงจวินโม่อย่างไม่แน่ใจว่า "นายคิดว่างานของฉันจะมีปัญหาไหม ? ได้ยินมาว่าตอนนี้การเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐบาลก็ต้องตรวจสอบภูมิหลังเหมือนกัน การที่ฉันตัดขาดความสัมพันธ์กับครอบครัวจะมีผลกระทบไหม?"
เจียงจวินโม่เข้าใจความกังวลของเธอ จึงปลอบใจว่า "ไม่ต้องกังวล ยังไงก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก งานของคุณมั่นคงแล้ว แน่นอนว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดแน่นอน"
"จริงเหรอ?"
"จริงสิ!" เจียงจวินโม่ยืนยัน
เนื่องจากเขาเป็นคนที่น่าเชื่อถือเสมอมา ลู่เซี่ยจึงเชื่อเขา
อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันต่อมางานที่มั่นคงของเธอก็เกิดปัญหาขึ้นจริงๆ!
จบตอน
Comments
Post a Comment