บทที่ 561: รายงานตัวเข้าทำงาน
หลังจากที่เขาจากไป ลู่เซี่ยก็เห็นเจียงจวินโม่มองเธอด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
จึงถามว่า "เป็นอะไรไปเหรอ?"
เจียงจวินโม่เห็นเธอถามแบบนั้น เขาก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า "ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายมากเลยที่คุณไม่ได้ทำธุรกิจ บางครั้งผมก็สงสัยว่าคุณอยากทำธุรกิจจริงๆจังๆบ้างหรือเปล่า ไม่งั้นคงไม่เข้าใจนโยบายต่างๆของประเทศมากขนาดนี้"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะ เธอเข้าใจที่ไหนกันล่ะ? ก็แค่ชาติก่อนอ่านนิยายมามาก นางเอกที่ข้ามเวลามาในนิยายย้อนยุค สิบคนก็มีแปดคนที่ประสบความสำเร็จด้วยการทำธุรกิจ เส้นทางการพัฒนาคล้ายๆกัน เธอจำได้หมด ถึงได้พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
ส่วนเรื่องนโยบาย เธอไม่ได้ติดตามตลอดเวลาหรอก แต่ตอนนี้คงจะพูดออกมาตรงๆไม่ได้ จึงได้แต่ส่ายหน้าพูดว่า "ช่างเถอะ ทำธุรกิจเหนื่อยและยุ่งเกินไป ไม่เหมาะกับฉันหรอก ฉันว่าฉันขอขอเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยดีกว่า แบบนั้นก็ดีออก งานสบายแถมยังได้รับความเคารพนับถืออีกด้วย"
เจียงจวินโม่หัวเราะ "เข้าใจแล้ว คุณคงอยากนอนกอดเงินสินะ"
"ใช่แล้วล่ะ!" ลู่เซี่ยพยักหน้ายอมรับ
เจียงจวินโม่รู้ความคิดของเธอ จึงยิ้มแล้วไม่พูดอะไรอีก
เร็วๆนี้ก็ถึงปลายเดือนสิงหาคม คังคังเพิ่งกลับจากการหลบร้อนก็ย้ายมาอยู่บ้านหลังเล็กแล้ว และลู่เซี่ยก็ต้องไปรายงานตัวที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วย แน่นอนว่าอาจารย์ไม่สามารถเปิดเทอมพร้อมนักศึกษาได้ ต้องไปก่อนสองสามวัน
ดังนั้นในวันรายงานตัว ลู่เซี่ยตื่นแต่เช้าเตรียมตัวให้พร้อม เปลี่ยนเสื้อผ้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นหน่อย เสื้อเชิ้ตสีขาว กระโปรงยาวสีดำ สวมรองเท้าหนังคู่เล็ก และพอแต่งตัวเสร็จก็ออกจากบ้าน
เพราะกลัวไปสายในวันแรก เธอไม่ได้ขี่จักรยาน แต่นั่งรถเมล์ไปแทน
พอไปถึงก็ตรงไปที่แผนกรับเอกสารของมหาวิทยาลัย ลงทะเบียนเสร็จถึงจะถือว่ารายงานตัวอย่างเป็นทางการแล้ว และหลังจากรายงานตัวเสร็จ ลู่เซี่ยก็ไปที่ภาควิชาภาษาอังกฤษ ไปพบหัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าภาควิชายินดีกับการมาของเธอมาก
"ลู่เซี่ยใช่ไหม ได้ยินมานานแล้วว่าในบัณฑิตรุ่นแรก มีนักศึกษาคนหนึ่งที่มีความสามารถโดดเด่นในทุกด้าน ดูเหมือนมหาวิทยาลัยของเราจะได้คนมีความสามารถเพิ่มอีกคนแล้วนะ!" ลู่เซี่ยฟังแล้วตอบอย่างถ่อมตัวว่า
"หัวหน้าชมเกินไปแล้ว ฉันยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้"
หัวหน้าเห็นเธอถ่อมตัว จึงพยักหน้าเบาๆอย่างพอใจ หลังจากกล่าวต้อนรับการมาถึงของเธอแล้ว ก็เริ่มจัดตารางสอนให้ลู่เซี่ยสำหรับภาคเรียนนี้ ภาคเรียนนี้ทางมหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเพิ่มขึ้น ทำให้มีวิชาที่ต้องสอนมากขึ้นด้วย แต่ตารางสอนของครูก็ได้รับการจัดใหม่
แต่ก่อนลู่เซี่ยและคนอื่นๆเป็นอาจารย์สอนวิชาเฉพาะทางตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่
แต่ว่าตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว คนที่สอนปีหนึ่งก็จะสอนแค่ปีหนึ่ง ทำให้อาจารย์บางคนไม่ต้องสอนตั้งแต่ต้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการใช้คนผิดที่ไปบ้าง
ส่วนลู่เซี่ยนั้น เป็นเพราะเธอเพิ่งจบมา แน่นอนว่าเขาคงไม่ให้เธอสอนนักเรียนปีสามปีสี่ ดังนั้นงานของเธอตอนนี้คือสอนภาษาอังกฤษให้กับสามห้องเรียนสาขาภาษาอังกฤษในชั้นปีหนึ่ง
ภาคเรียนนี้ ปีหนึ่งเพิ่มมาอีกหนึ่งห้อง แม้จะไม่ได้มีวิชาเฉพาะทางทุกวัน แต่สามห้องรวมกันก็มีเก้าคาบต่อสัปดาห์แล้ว เฉลี่ยวันละสองคาบ และยังเป็นห้องเรียนใหญ่ทั้งหมด ถือว่าเป็นภาระงานที่หนักทีเดียว
แต่ลู่เซี่ยไม่รู้สึกกลัว กลับรู้สึกตื่นเต้นเสียด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม จากที่หัวหน้าพูดมา ตอนนี้เธอเพิ่งมาใหม่จึงยังสบายๆอยู่ พอเธอปรับตัวได้แล้ว ปีหน้าคงต้องสอนวิชาเลือกด้วย แต่ถึงเป็นแบบนั้น ลู่เซี่ยก็ยังคงแสดงท่าทีเข้าใจ
หลังจากนั้นก็พูดถึงเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ จริงๆแล้วเธอรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่ตอนรายงานตัวแล้ว เพราะเธอเป็นบัณฑิตจบใหม่ เงินเดือนของเธอจึงสูงกว่าคนอื่นตั้งแต่เริ่มทำงาน ได้ห้าหมื่นกว่า ซึ่งถือว่าไม่น้อยสำหรับครอบครัวทั่วไป แม้ลู่เซี่ยจะไม่ขัดสนเรื่องเงิน แต่ก็ยังรู้สึกดีใจ
แต่ตำแหน่งของเธอในตอนนี้เป็นแค่ผู้ช่วยสอน เธอหวังว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็วๆ พอเป็นศาสตราจารย์แล้วสวัสดิการจะดีขึ้นอีก
บทที่ 562: วันแรกของการทำงาน
หลังจากคุยกับหัวหน้าแผนกเสร็จ ลู่เซี่ยก็ถูกพาไปที่สำนักงาน ตอนนี้ในสำนักงานมีคุณครูหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว หัวหน้าแผนกเข้ามาแนะนำกับทุกคนว่า "นี่คือเพื่อนร่วมงานใหม่ของเรา เธอชื่อว่าลู่เซี่ย หวังว่าทุกคนจะต้อนรับเธอนะ" พูดจบก็ได้ยินเสียงคุณครูในสำนักงานพูดว่า
"พวกเรารู้จักกันหมดแล้ว หัวหน้าไม่ต้องแนะนำหรอกค่ะ" ลู่เซี่ยมองไปทางนั้น เป็นอาจารย์หลิวที่เคยสอนประวัติศาสตร์ตะวันตกให้ลู่เซี่ย เธอยิ้มให้ลู่เซี่ยเล็กน้อย
หัวหน้าแผนกได้ยินแล้วก็ยิ้มพูดว่า "แบบนั้นก็ดีแล้ว ถ้าพวกคุณรู้จักกันก็ยิ่งดี ต่อไปก็จะเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ถ้าลู่เซี่ยมีอะไรไม่เข้าใจเกี่ยวกับการสอนก็ถามพวกเขาได้เลยนะ"
"ค่ะ! ขอบคุณหัวหน้ามากนะคะ"
และหลังจากหัวหน้าแผนกออกไป ลู่เซี่ยก็ทักทายคุณครูคนอื่นๆเกือบทั้งหมดเป็นอาจารย์ของเธอมาก่อน ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนร่วมงาน รู้สึกแปลกดี
จากนั้นก็ได้ยินอาจารย์หลี่พูดว่า "เธอนั่งตรงนี้นะ"
ลู่เซี่ยเห็นอาจารย์ฆลี่ชี้ไปที่ที่นั่งตรงข้ามเธอ ลู่เซี่ยจึงไม่ลังเลอะไรและนั่งลง
หลังจากนั้นอาจารย์หลี่ก็ถามเธอเกี่ยวกับงานในเทอมนี้ รู้ว่าเธอจะสอนปีหนึ่งก็ไม่แปลกใจ แค่ให้ยืมแผนการสอนเก่าของตัวเองให้เธอดู
ลู่เซี่ยแสดงความขอบคุณทันที ถามแล้วถึงรู้ว่าอาจารย์หลี่จะสอนแค่ปีสามปีสี่ ตั้งแต่เทอมนี้เป็นต้นไป
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็อ่านแผนการสอนในสำนักงานทั้งเช้า และคิดทบทวนวิธีการสอนของตัวเอง จู่ๆเธอก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เห็นหัวหน้าชั้นเลย พอถามอาจารย์หลี่ อาจารย์หลี่ก็บอกว่า
"เขาน่าจะอยู่ที่สำนักงานของอาจารย์ที่ปรึกษาคนก่อนของพวกเธอ"
ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว ดูเหมือนเขาคงเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ดังนั้นทิศทางการพัฒนาในอนาคตของพวกเขาก็คงจะต่างกันแล้ว
ตอนเที่ยงไปทานข้าวที่โรงอาหารของบุคลากรในมหาวิทยาลัยกับอาจารย์หลี่และคนอื่นๆ รสชาติดีกว่าโรงอาหารนักศึกษานิดหน่อย แน่นอนว่าราคาก็แพงกว่าหน่อย แต่ดีที่พวกเขามีเงินช่วยเหลือ
กลับมาแล้วเธอก็ไปหาหัวหน้าชั้น ถึงยังไงก็เคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ต้องไปทักทายหน่อย
ตอนไปถึง อาจารย์ที่ปรึกษาคนเก่าก็อยู่ด้วย แต่หลังจากทักทายเธอแล้วก็ออกไป
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็นั่งลงคุยกับหัวหน้าชั้น รู้ว่าเขาจะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักศึกษาปีหนึ่งรุ่นนี้ และรู้ด้วยว่าลู่เซี่ยจะสอนภาษาอังกฤษให้พวกเขา
ทั้งสองคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกพอสมควร
หลังจากได้ฟังเรื่องราวล่าสุดของเขา ก็ทราบว่าหัวหน้าชั้นไม่ใช่คนท้องถิ่นในเมืองหลวง หลังจากที่เขาประสบความสำเร็จในการอยู่ต่อที่มหาวิทยาลัย เขาได้ใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อน พาภรรยาและลูกๆย้ายมาอยู่ด้วยกัน ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวแล้ว และลูกๆก็หาโรงเรียนได้แล้ว
ลู่เซี่ยถามแล้วจึงรู้ว่าลูกคนโตของเขาเข้าเรียนชั้นมัธยมต้นแล้ว ก็สมเหตุสมผล เพราะหัวหน้าชั้นอายุ33ปีแล้ว การที่ลูกโตขนาดนั้นก็เป็นเรื่องปกติ และหลังจากคุยกันเรื่องงานสักพัก ลู่เซี่ยก็กลับไปเตรียมการสอนที่สำนักงาน
พอเลิกงานตอนเย็น เธอจึงนั่งรถกลับบ้าน
เจียงจวินโม่นั้นรู้ว่านี่เป็นวันแรกที่เธอไปทำงาน เขาดูจะตื่นเต้นยิ่งกว่าลู่เซี่ยเสียอีก พอกลับมาก็ถามเธอว่า
"เป็นไงบ้าง วันแรกที่ทำงานปรับตัวได้ไหม"
ลู่เซี่ยยิ้มแล้วตอบว่า "ไม่มีอะไรที่ต้องปรับตัวหรอก เพื่อนร่วมงานก็เป็นอาจารย์คนเก่าๆที่รู้จักกันอยู่แล้ว อีกอย่างตอนนี้นักเรียนยังไม่เปิดเรียน ฉันก็ยังไม่ได้สอน แค่อยู่ในสำนักงานเตรียมการสอนเท่านั้นเอง"
เมื่อได้ยินเธอพูดแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็โล่ง.อก "งั้นก็ดีแล้ว"
ลู่เซี่ยเห็นเขาเป็นแบบนี้ก็อดขำไม่ได้ เธอจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ถามว่า "คังคังจะเปิดเรียนแล้วใช่ไหม เตรียมทุกอย่างพร้อมหรือยัง?"
"ไม่มีอะไรต้องเตรียมหรอก พอถึงเวลาเราค่อยพาเขาไปรายงานตัวก็พอ"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "แล้วสถานรับเลี้ยงเด็กอีกสามแห่งล่ะ นายวางแผนยังไง จะส่งไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กของหน่วยงานเราหรือเปล่า"
มหาวิทยาลัยปักกิ่งของลู่เซี่ยและสถาบันออกแบบของเจียงจวินโม่ต่างก็มีสถานรับเลี้ยงเด็ก แต่อยู่ไกลจากที่พวกเขาอาศัยอยู่พอสมควร
บทที่ 563: ลู่เซี่ยถูกรังเกียจ
เจียงจวินโม่ฟังคำพูดของเธอแล้วคิดสักครู่ก่อนพูดว่า "ที่ทางเข้าตรอกของบ้านเราก็มีสถานรับเลี้ยงเด็กอยู่แห่งหนึ่ง เห็นว่าที่นั่นเป็นของชุมชน ตอนผมกลับมาก็ไปดูมาแล้ว รู้สึกว่าไม่เลวเลยนะ เด็กๆแถวนี้ก็อยู่ที่นั่นกันทั้งนั้น ผมคิดว่าจะลองส่งพวกเขาไปที่นั่นก่อนดีไหม สะดวกในเรื่องการรับส่งด้วย แล้วจากนี้ก็ค่อยว่ากันอีกทีตอนพวกเขาเข้าอนุบาล"
ลู่เซี่ยคิดสักครู่แล้วพยักหน้า "งั้นก็ตามนั้นแล้วกัน ไม่งั้นทุกวันต้องพาเด็กหลายคนออกไปข้างนอกก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ด้วย" และเมื่อตัดสินใจแล้ว ลู่เซี่ยก็ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นหลังจากที่เลิกงานก็ไปสอบถามที่สถานรับเลี้ยงเด็ก พร้อมทั้งสังเกตสภาพแวดล้อมของที่นั่นด้วย
แม้จะเป็นของชุมชน แต่ภายในสถานรับเลี้ยงเด็กก็สะอาดมาก คุณครูที่ดูแลก็ดูอ่อนโยนและมีความอดทนมากด้วย พอลู่เซี่ยเห็นแล้ว ก็ดูมีท่าทีพอใจไม่น้อย จึงตกลงกับผู้รับผิดชอบทันที จ่ายเงินเรียบร้อย ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะพาเด็กทั้งสามคนไปส่ง
ไม่งั้นตอนพวกเขาไม่อยู่ เด็กๆโตขึ้น วิ่งไปวิ่งมาทุกวัน ป้าซุนคนเดียว ดูแลก็เหนื่อยพอสมควร
พอรู้ว่าพวกเขาจะได้ไปสถานรับเลี้ยงเด็กในเร็วๆนี้ เจ้าตัวน้อยทั้งหลายก็ดีใจกันมาก เพราะพวกเขาอิจฉาพี่ชายที่ได้ไปโรงเรียนทุกวันมานานแล้ว และสำหรับพวกเขาแล้ว การไปโรงเรียนก็คือการได้ออกไปเล่นข้างนอก
ดังนั้นเจ้าตัวน้อยทั้งหลายจึงตื่นเต้นจนกระโดดโลดเต้นไปมา แต่หลังจากดีใจแล้วก็เริ่มงอแงอีก เอาแต่ให้ลู่เซี่ยเตรียมกระเป๋านักเรียนให้พวกเขา
ลู่เซี่ยไม่ยอม เพราะตอนนี้พวกเขายังไม่มีหนังสือเลย จะเอากระเป๋านักเรียนไปทำไมกัน?
ผลคือพวกเขาร้องไห้โวยวายไม่ยอมเลิกรา พอคังคังเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร จึงเสนอว่า "งั้นเอากระเป๋าเก่าที่ผมเคยใช้ให้พวกเขาไหมครับแม่?"
ตอนที่เขาเปิดเทอม ตอนนี้ก็จะเข้าประถมแล้วด้วย ดังนั้นลู่เซี่ยจึงซื้อกระเป๋าใหม่มาให้เมื่อไม่กี่วันก่อน กระเป๋าเก่าก็เลยไม่ได้ใช้แล้ว
ลู่เซี่ยฟังแล้วส่ายหน้า "ลูกมีแค่ใบเดียว จะให้ใครล่ะ ให้คนนี้ไปอีกสองคนก็ต้องไม่ยอมแน่ๆ"
คังคังได้ยินอย่างนั้นก็เห็นด้วย ขมวดคิ้วไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็ต้องยอม "เอาละ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ลูกไม่ต้องยุ่งแล้ว คืนนี้แม่จะนอนดึกหน่อย เดี๋ยวแม่จะทำกระเป๋าให้พวกเขาเอง" พูดจบก็กลับเข้าห้องไปหาผ้ามา
ให้เจียงจวินโม่และป้าซุนช่วยตัดเย็บ
จริงๆแล้วการทำกระเป๋านักเรียนไม่ยากเท่าไหร่ และพวกเขายังตัวเล็กอยู่ ก็ไม่ต้องใช้ผ้าอะไรมากมายนัก แต่ลู่เซี่ยฝีมือไม่ดี แม้ว่าเจียงจวินโม่และป้าซุนจะสอนวิธีทำให้แล้ว แต่ที่ทำออกมาก็ยังถูกพวกเด็กๆทำหน้าบูดใส่อยู่ดี
กระเป๋าที่เจียงจวินโม่และป้าซุนทำถูกลูกคนที่สามและสี่แย่งไป
เหลือลูกคนที่สองมองตาละห้อยไปที่กระเป๋านักเรียนเรียบร้อยในมือพวกเขา แล้วมองกระเป๋าย่นๆที่ลู่เซี่ยทำ เขาอ้าปากจะพูดอะไรแล้วหันไปมองพ่อ ผลก็คือได้ยินเจียงจวินโม่พูดอย่างจริงจังว่า
"แม่ของลูกเสียเวลาทั้งคืนทำกระเป๋าให้ลูกนะ ลูกต้องขอบคุณแม่สิ ใช่ไหม?"
ลูกคนที่สองมองกระเป๋าอีกครั้ง แล้วมองลู่เซี่ย สุดท้ายเขาก็เกือบจะร้องไห้ออกมา ได้แต่สะพายกระเป๋าขึ้น พูดอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า "ขอบคุณครับแม่"
ท่าทางจำยอมนี้ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกไม่สบายใจเลย
‘ฮ้า เจ้าคนนี้ซื่อเกินไปแล้ว มักถูกน้องๆรังแกอยู่เรื่อยเลยนะ!!’
แต่อย่างไร นี่ก็เป็นความผิดของเธอเองที่ฝีมือไม่ดี ทำให้เขาเหลือกระเป๋าที่ไม่สวยอยู่ใบเดียว ผลก็คือเจียงจวินโม่เห็นแล้ว ก็เรียกลูกคนที่สองเข้าไปในห้องเงียบๆ พอออกมาลูกคนที่สองก็ยิ้มอย่างมีความสุข แล้วก็ลูบกระเป๋าที่ลู่เซี่ยทำราวกับเป็นของล้ำค่า ท่าทางชอบมาก
ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็แปลกใจ ตอนกลางคืนกลับห้องก็อยากรู้ เลยถามเจียงจวินโม่ว่าพูดอะไรกับเขา ผลก็คือเจียงจวินโม่พูดแค่สองคำ
"ความลับ"
ลู่เซี่ยโกรธจนต้องกลอกตาใส่เขา
"หึๆ" ว่าแล้วก็ขี้เกียจถามอีก
บทที่ 564: วันแรกของเด็กๆที่สถานรับเลี้ยงเด็ก
อาจเป็นเพราะเมื่อคืนเด็กๆตื่นเต้นเกินไป จึงทำให้นอนดึก เช้าวันรุ่งขึ้นจึงลุกแทบไม่ขึ้นกันเลย
ป้าซุนเข้าไปปลุกหลายครั้ง แต่พวกเขาก็ยังอิดออดไม่ยอมลุก และเห็นว่าเวลาใกล้จะหมดแล้ว ลู่เซี่ยจึงเข้าไปตะโกนว่า "ถ้าไม่ตื่นจะไม่พาไปโรงเรียนแล้วนะ!"
เจ้าตัวเล็กๆที่ขี้เกียจลุกจากเตียงจึงยอมลุกขึ้นในที่สุด แลพหลังจากจัดการทุกอย่างให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็พาเจ้าตัวน้อยที่อยากรู้อยากเห็นไปส่งที่สถานรับเลี้ยงเด็ก พนักงานที่สถานรับเลี้ยงเด็กทราบว่าวันนี้จะมีเด็กใหม่มาสามคน และเป็นแฝดสาม จึงรออยู่ข้างนอกแต่เช้า
พอเห็นเจ้าตัวน้อยๆ หน้าตาน่ารักก็ยิ่งชอบใจเข้าไปใหญ่
แต่ลู่เซี่ยก็ยังเตือนพวกเขาไว้ก่อน
"ลูกๆของฉันซนมากเลยนะคะ ขอรบกวนคุณครูด้วยนะคะ ถ้าพวกเขาไม่เชื่อฟังก็บอกฉันได้เลย ตอนเย็นกลับบ้านฉันจะสั่งสอนพวกเขาเอง" เด็กๆฉลาดเกินไป เธอกลัวว่าครูจะควบคุมพวกเขาไม่ได้
แต่ครูก็ยิ้มและพูดว่า "ไม่ต้องกังวลค่ะ ที่สถานรับเลี้ยงเด็กมีเด็กซนไม่น้อยเลย พวกเราจะดูแลพวกเขาอย่างดีนะคะ" ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้น ก็วางใจลงมาก
แต่หลังจากส่งเด็กๆเข้าไปแล้วก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้ คิดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน พอเลิกงานก็รีบกลับบ้านทันที
ตอนนี้เด็กๆถูกป้าซุนรับกลับมาแล้ว เมื่อลู่เซี่ยกลับถึงบ้านเห็นว่าเด็กๆไม่มีอะไรผิดปกติ ยังเล่นอยู่ในสวน จึงถามป้าซุนว่า "วันนี้พวกเขาเป็นยังไงบ้าง? ที่สถานรับเลี้ยงเด็กบอกว่าพวกเขาว่านอนสอนง่ายไหม?"
"ดีมากค่ะ คุณครูที่สถานรับเลี้ยงเด็กชมว่าพวกเขารู้ความ บอกว่าตัวเล็กๆแค่นี้ก็มีมารยาทแล้ว แม้แต่ตอนที่เด็กคนอื่นร้องไห้ พวกเขายังช่วยปลอบเลยนะคะ!" ป้าซุนพูดพลางยิ้ม
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ประหลาดใจ นี่เป็นลูกของเธอจริงๆเหรอ? พวกเขารู้ความขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
ลู่เซี่ยไม่ค่อยเชื่อเท่าไห่รนัก คิดสักครู่แล้วเดินไปหาเด็กๆที่กำลังเล่นเกมกันอยู่ แล้วก้มลงถามว่า
"ลูกๆไปสถานรับเลี้ยงเด็กวันนี้เป็นยังไงบ้าง? สนุกไหม?" ลูกคนที่สองได้ยินก็เงยหน้ามองเธอแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงดังฟังชัดว่า
"สนุกมากเลยครับแม่!" ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากได้ยินแบบนั้น แล้วมองไปทางคนอื่นอีกสองคน
"แล้วพวกลูกล่ะ?"
คนที่สามถอนหายใจหลังจากได้ยิน คิดสักครู่แล้วพูดว่า "สนุกไหมล่ะ?"
ลู่เซี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากได้ยิน น้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้านี้หมายความว่าอะไรกัน?
จากนั้นก็มองไปทางคนที่สี่ ผลคือคนที่สี่ขมวดคิ้วแล้วพูดตรงๆว่า "น่าจะวุ่นวายเกินไปนะคะ!"
"หืม? ลูกหมายถึงเด็กๆที่นั่นวุ่นวายเกินไปเหรอ?"
"ใช่ พวกเขาชอบร้องไห้ตลอดเวลาเลย!"
ลู่เซี่ยเงียบไปหลังจากได้ยิน "แล้ววันนี้พวกลูกทำอะไรกันบ้างล่ะ?"
"เตะบอลครับ!"
"ได้จับไก่ด้วย!"
"ท่องบทกวีโบราณด้วยค่ะ!"
ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากได้ยิน ดังนั้นก็หมายความว่าชีวิตทั้งวันของพวกเขาก็ค่อนข้างหลากหลายทีเดียวนะ
"แล้วท่องบทกวีโบราณได้ไหม?"
"หนูท่องได้ หนูท่องได้!" คนที่สี่ยกมือพูด
"ดี งั้นท่องให้แม่ฟังหน่อยได้ไหมคะ?"
"ห่านห่านห่าน กะต๊ากกะต๊าก!"
".... หมดแล้วเหรอ?" ลู่เซี่ยแปลกใจ นี่มันกลอนเหรอ? ไม่ใช่คำคล้องจองธรรมดาหรอกเหรอ?
จากนั้นก็ได้ยินคนที่สามพูดว่า "ห่านห่านห่าน มันร้องเพลงได้!"
ลู่เซี่ย "..." เงียบไป
อืม เธอรู้แล้วว่าเป็นบทกวีบทไหน
แต่เนื่องจากเป็นวันแรกที่พวกเขาเรียน ลู่เซี่ยก็เลยไม่ได้พูดอะไร แล้วมองไปทางคนที่สอง
"น้องชายน้องสาวจำได้หมดแล้ว ลูกล่ะจำได้หรือยัง?"
ลูกชายคนที่สองได้ยินแล้วยิ้มแห้งๆใส่เธอ แต่ไม่ยอมพูดอะไรออกมา ลู่เซี่ยเข้าใจแล้ว เพราะนั่นแปลว่ายังจำไม่ได้นั่นเอง
เธอตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจแล้วพูดว่า "ไม่เป็นไรนะลูก เพิ่งวันแรกเอง ลองจำอีกสักหลายครั้งก็จะได้แล้ว" ลูกชายคนที่สองยิ้มให้เธออีกครั้งแล้วพูดว่า
"แม่ครับ ลูกบอล!"
"หืม? ลูกบอลอะไรหรือ?"
ตอนนี้ลูกคนที่สามก็พูดขึ้นมา "อยากเตะลูกบอลครับ"
"อืม สนุกมากเลย!" ลูกคนที่สี่ก็พูดตามมาด้วย
บทที่ 565: สัญญา
ลู่เซี่ยเงียบไป เธอเข้าใจว่าพวกเขาหมายความว่าวันนี้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กได้เตะลูกบอลสนุกมาก จึงอยากให้เธอซื้อลูกบอลกลับมาเตะที่บ้านด้วย ลู่เซี่ยมองดูสวนผักที่เหลือเพียงน้อยนิดในลานบ้านที่ถูกพวกเขาทำลาย หากให้เตะบอลอีก คงไม่เหลืออะไรกินแน่นอน
เธอจึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ดูพฤติกรรมของลูกๆก่อนนะ ถ้าลูกทำตัวดี แม่จะซื้อลูกบอลให้เป็นรางวัล!"
เด็กๆได้ยินแล้วดีใจมาก พวกเขายื่นมือออกมาพูดว่า "เกี่ยวก้อยนะครับ!"
ลู่เซี่ยเห็นพวกเขายืนกราน จึงต้องยื่นมือออกไปเกี่ยวก้อยกับพวกเขาเช่นกัน
เจียงจวินโม่กลับมาเห็นท่าทางของลู่เซี่ยกับเด็กๆจึงถามด้วยรอยยิ้มว่า "กำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย?"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วจึงปล่อยให้เด็กๆเล่นกันเอง แล้วเข้าบ้านไปกับเขา จากนั้นเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฟัง
"ตอนแรกฉันคิดจะหลอกๆพวกเขาไปก่อน แต่เจ้าตัวเล็กๆฉลาดเกินไป ยังจะมาให้ฉันเกี่ยวก้อยอีก แบบนี้จะโกหกก็โกหกไม่ได้แล้วสิ"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะ "ไม่เป็นไรหรอก ฉันเห็นว่าลานหน้าบ้านก็ไม่เหลือผักอะไรเท่าไหร่แล้ว พยายามกินให้หมดเร็วๆนี้ก็แล้วกัน พอกินหมดแล้วปรับพื้นที่ใหม่ น่าจะกว้างขึ้นไม่น้อยเลยนะ คิดว่าน่าจะพอให้พวกเขาเล่นหันได้ แล้วก็ยังมีผักอีกเยอะเลย อยู่ที่สวนหลังบ้านโน่นแหละ พอให้พวกเรากินได้อยู่"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วพยักหน้า "อืม แต่ก็ไม่ควรให้ง่ายขนาดนั้นไหม ถ้าพวกเขารู้ว่าอยากได้อะไรก็ได้ง่ายๆแบบนี้ คงไม่รู้จักทะนุถนอม ดังนั้นต้องรอสักพักก่อน"
"ได้ เธอตัดสินใจเลยแล้วกัน"
หลังจากชีวิตของเด็กๆที่สถานรับเลี้ยงเด็กเข้าที่เข้าทางแล้ว คังคังเองก็กำลังจะเปิดเทอมแล้วด้วย
จากบ้านไปโรงเรียนประถมของค่ายทหารแม้จะมีระยะทางบ้าง แต่ถ้าขี่จักรยานก็ใกล้มาก ใช้เวลาประมาณ20นาทีก็ถึงแล้ว ตอนแรกลู่เซี่ยไม่ค่อยวางใจให้เขาไปโรงเรียนเอง เธอยืนกรานจะไปส่งและรับทุกวันตอนเช้าและเย็นพร้อมกับเจียงจวินโม่ที่ไปทำงาน
แต่พอส่งไปสองวัน และถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ คังคังกลับไปอยู่ที่บ้านใหญ่ พอกลับมาก็ขี่จักรยานเด็กมาเอง
ลู่เซี่ยเห็นแล้วตกใจ รีบถามว่า "นี่ลูกไปเอามาจากไหน?"
"ทวดซื้อให้ผมฮะ"
คังคังดูชอบมาก หลังจากขี่กลับมาแล้วยังเอาผ้าเช็ดฝุ่นบนจักรยานอย่างพิถีพิถันด้วย
"ทวดซื้อให้เหรอ? ทำไมจักรยานคันนี้เล็กจังล่ะ?"
ตอนนี้สามารถซื้อรถจักรยานเด็กได้แล้วหรือเนี่ย?
"คุณปู่ทวดหาคนช่วยซื้อให้ผมฮะ รถคันนี้ขนาดพอดีกับผมเลย"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็เงียบไป คังคังปีนี้อายุเจ็ดขวบ ตัวสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันเล็กน้อย สูงประมาณหนึ่งร้อยสามสิบเซ็นติเมตรแล้ว แต่จักรยานผู้หญิงก็ยังใหญ่เกินไปสำหรับเขา
ช่วงนี้เธอกับเจียงจวินโม่ผลัดกันขี่จักรยานไปส่งเขาที่โรงเรียน
ไม่คิดว่าคุณปู่เจียงจะซื้อจักรยานขนาดที่เหมาะกับเขามาให้ นี่หมายความว่าจะปล่อยให้เด็กเจ็กขวบไปโรงเรียนเองเหรอ?
พอเจียงจวินโม่กลับมาก็เห็นลู่เซี่ยขมวดคิ้ว หลังจากถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็พูดว่า
"ไม่เป็นไรหรอก คุณปู่คงอยากฝึกให้เขา ถ้าคุณไม่สบายใจ ต่อไปตอนผมไปทำงานก็จะไปด้วยกัน ตอนเลิกงานก็จะไปรับเขา ดีไหม?"
ลู่เซี่ยพยักหน้า แม้จะยุ่งยากหน่อย แต่เธอก็ยังไม่สบายใจที่จะปล่อยให้เด็กเล็กขนาดนี้ขี่จักรยานไปโรงเรียนเอง
"ได้เลย งั้นก็เอาแบบนี้แหละ แต่ต้องผลัดกันนะ ปกตินายก็ยุ่งมาก ปีนี้ฉันมีคาบสอนไม่มาก มีเวลาว่างมากกว่า ตอนเลิกงานฉันจะไปรับเขาเอง"
"ตกลง!"
โรงเรียนประถมของค่ายทหาร มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และสถาบันออกแบบ ล้วนอยู่ในเขตซีเฉิง ตอนพวกเขาไปทำงานก็ถือว่าเป็นทางเดียวกัน จึงสะดวกพอสมควร ดังนั้นตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนก็พาคังคังขี่จักรยานไปโรงเรียนด้วยกัน หลังเลิกงาน ลู่เซี่ยก็จะไปรับเขากลับบ้าน
บทที่ 566: เริ่มต้นอาชีพครู
แม้คังคังจะคิดว่าตัวเองเป็นเด็กโตแล้ว และรู้สึกว่าการทำแบบนี้ค่อนข้างยุ่งยาก แต่ก็เข้าใจว่าพ่อแม่เป็นห่วง จึงจำต้องยอมรับ
อย่างไรก็ตาม เพื่อนร่วมชั้นของเขาทุกคนรู้ว่าเขาขี่จักรยานไปโรงเรียนเองทุกวัน ทุกคนก็อิจฉาเขามาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้จักรยานหาซื้อยาก จักรยานเด็กยิ่งหายากกว่า แต่นักเรียนโรงเรียนประถมของค่ายทหารมีฐานะทางบ้านค่อนข้างดี ดังนั้นเมื่อรู้เรื่องนี้ต่างก็พากันกลับไปอ้อนวอนผู้ปกครอง
จนกระทั่งผ่านไปสักพัก ก็มีคนอื่นๆขี่จักรยานเด็กมาโรงเรียนเช่นกัน
เช่นเดียวกัน คนเหล่านั้นก็เริ่มได้รับความอิจฉาอย่างมาก
แน่นอน เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายหลัง
ไม่กี่วันต่อมา มหาวิทยาลัยของลู่เซี่ยก็เปิดเทอมในที่สุด และในเทอมนี้มีนักเรียนใหม่จำนวนมากมารายงานตัว แม้ว่าในฐานะครูประจำวิชา เธอจะไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่ แต่ก็กำลังจะเริ่มสอนแล้ว จึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้าง ส่วนหัวหน้าชั้นในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยุ่งมากเป็นพิเศษ!
ลู่เซี่ยช่วยอะไรไม่ได้มาก ได้แต่พยายามเตรียมการสอนให้มากขึ้น เพื่อสอนนักเรียนให้ดีที่สุด
ในช่วงนี้ เธอยังไปเยี่ยมหูชุ่ยหัวด้วย ห้องพักที่พวกเธออยู่ มีคนใหม่มาอีก ทั้งหมดเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ลู่เซี่ยถามถึงสถานการณ์ของหูชุ่ยหัว ตอนนี้เธอเริ่มเรียนปีสี่แล้ว มีวิชาเรียนน้อยลงมาก แต่ดูเหมือนว่าเธอจะขยันมากขึ้น บอกว่าต้องพยายามสอบเพื่อให้ได้งานดีๆ และพอกลับบ้านแล้ว ก็จะได้ทำให้ครอบครัวภูมิใจ
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็ให้กำลังใจเธอสักพักก่อนจากไป
เพื่อนร่วมห้องต่างก็ทุ่มเทให้กับงาน จึงติดต่อกับลู่เซี่ยไม่มากนัก แต่ซุนเสิ้งหนานและเสิ่นชิงชิงกลับติดต่อกับเธอทางจดหมายค่อนข้างบ่อยในช่วงนี้ ทั้งสองคนต่างก็เรียนจบและสอบบรรจุจนได้งานแล้ว
โดยซุนเสิ้งหนานเรียนจบก่อนเธอหนึ่งปี เพราะเธอเรียนอนุปริญญา หลักสูตรสามปี ส่วนเสิ่นชิงชิงนั้นเข้าเรียนช้ากว่าเธอหนึ่งรุ่น แต่กลับเรียนจบพร้อมกับซุนเสิ้งหนาน
ซุนเซิ่งหนานได้รับการบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่ในโรงงานใหญ่แห่งหนึ่งในท้องถิ่นตั้งแต่ปีที่แล้ว เธอรู้สึกพอใจมาก ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ก็กังวลอยู่บ้าง รู้สึกไม่มั่นใจ หลังจากติดต่อแลกเปลี่ยนกับลู่เซี่ยสักพัก ก็ค่อยๆ ปรับตัวได้ ตอนนี้ทำงานได้ดีพอสมควร
สำหรับเสิ่นชิงชิงหลังจากเรียนจบปีนี้ เธอได้อยู่ที่ท้องถิ่นและกลายเป็นครูมัธยมปลายไปแล้ว จากจดหมายของเธอ เราสามารถเห็นได้ว่าเธอพอใจกับงานนี้มาก หลังจากเป็นครู เธอทำงานอย่างขยันขันแข็งและจริงจังกับงานนี้เป็นพิเศษ หวังว่าจะสามารถสอนนักเรียนได้ดี เลยเห็นได้ชัดว่าเธอชอบงานนี้มากแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆนี้ เธอเองก็แอบมีความกังวลอยู่บ้าง หลังจากเข้าทำงาน เนื่องจากสถานะนักศึกษามหาวิทยาลัยของเธอ จึงทำให้เธอได้รับความนิยมมาก เพื่อนร่วมงานทุกคนต้องการแนะนำคู่ให้เสิ่นชิงชิง ปีนี้เธอก็ไม่ใช่เด็กแล้ว อายุยี่สิบกว่า และเธอเองก็ไม่ได้ปฏิเสธการหาคู่ แต่เธอไม่มีผู้ใหญ่อยู่ข้างๆเลย จึงไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เธอจึงกังวลอยู่บ้าง ดังนั้นเธอจึงเขียนจดหมายมาขอความเห็นจากลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยอ่านแล้วอดขำไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าเธออาจมีเงาของครอบครัวเดิมตามหลอกหลอนอยู่ จึงพยายามช่วยเหลือเธอให้มากที่สุด ลู่เซี่ยเขียนวิธีการพิจารณาอุปนิสัยของอีกฝ่าย รวมถึงให้คำแนะนำว่าควรเลือกคู่แบบไหนและครอบครัวแบบไหน เพื่อให้เธอพิจารณาเอาเอง แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องให้เสิ่นชิงชิงดูเองทั้งนั้น
หลังจากส่งจดหมายไปแล้ว
ปีหนึ่งก็จะเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว ลู่เซี่ยก็จะเริ่มต้นอาชีพครูของเธออย่างเป็นทางการ คาบแรกของนักศึกษาใหม่ภาควิชาภาษาอังกฤษ ก็คือวิชาภาษาอังกฤษ ไม่เพียงแต่นักศึกษาใหม่ที่ตื่นเต้น ตัวลู่เซี่ยเองก็รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่โชคดีที่เธอได้เตรียมการสอนอย่างคล่องแคล่วในช่วงหลายวันมานี้ อีกทั้งยังได้ฝึกซ้อมที่บ้านหลายครั้ง แม้กระทั่งได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์หลี่ และได้รับคำตอบที่ยืนยันความสามารถของเธอแล้ว ลู่เซี่ยจึงรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้นและลู่เซี่ยเดินเข้าห้องเรียนอย่างเป็นทางการ เธอก็ยังรู้สึกประหม่า แต่แปลกที่ว่า เมื่อเธอยืนอยู่บนแท่นบรรยายและเผชิญหน้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลู่เซี่ยก็รู้สึกสงบลงอย่างกะทันหัน เธอนึกถึงภาพตอนที่เธอเพิ่งเข้าเรียนในสองชีวิตของเธอ เพราะในตอนนั้นก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้เช่นกัน นั่นคือความปรารถนาที่จะเรียนรู้ และตอนนี้เธอได้กลายเป็นผู้เผยแพร่ความรู้ ดังนั้นเธอจึงต้องพยายามทำงานนี้ให้ดีที่สุด
บทที่ 567: คาบเรียนแรก
ดังนั้น ลู่เซี่ยจึงสงบลงและยิ้มให้นักเรียนพลางกล่าวว่า "สวัสดีทุกคน ฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษของพวกคุณ พวกคุณเรียกฉันว่าอาจารย์ลู่ก็พอนะ"
ลู่เซี่ยแนะนำตัวเองสั้นๆ ทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นในห้องเรียน
ลู่เซี่ยยิ้ม แทนที่จะสอนโดยตรง เธอทำเหมือนครูหลี่เมื่อก่อน นั่นก็คือการให้นักเรียนแนะนำตัวเองสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อดูระดับความสามารถของพวกเขาก่อน และเนื่องจากเป็นนักเรียนใหม่ทั้งหมด นักเรียนส่วนใหญ่ยังค่อนข้างเขินอาย หลังจากลู่เซี่ยถาม ในตอนนี้จึงยังไม่มีใครอาสา ขณะที่เธอกำลังจะเรียกชื่อคนโดยตรง นักเรียนชายหน้าตาดีคนหนึ่งก็ลุกขึ้นยืน
ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นจึงเลิกคิ้ว และให้กำลังใจเขาสักพัก แล้วให้เขาเดินไปที่แท่นบรรยายเพื่อแนะนำตัว
"สวัสดี ฉันชื่อจ้าวเหมิงเฉา..." ตามที่เขาแนะนำตัว ลู่เซี่ยก็จำชื่อของเขาได้ คนนี้ชื่อจ้าวหมิงเฉา เป็นหัวหน้าชั้นเรียน พูดภาษาอังกฤษได้ทั่วไป แต่เห็นได้ชัดว่าเคยเรียนมาก่อน ซึ่งถือว่าไม่เลวในยุคนี้แล้ว
แม้จะเทียบกับเธอและฉู่เหลียงเฉินตอนเปิดเทอมใหม่ไม่ได้ แต่ถ้าฝึกฝนดีๆ ก็เป็นเด็กที่มีแววดีพอสมควร และหลังจากที่เขาพูดจบ ลู่เซี่ยก็ปรบมือเป็นคนแรก แล้วชมเชยเขาสักพัก อาจเป็นเพราะมีเขานำ หลังจากนั้นนักเรียนคนอื่นๆก็กระตือรือร้นที่จะพูด ระดับความสามารถแตกต่างกันไป แต่โดยรวมดีกว่ารุ่นของพวกเขามาก
รุ่นของพวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรุ่นแรกหลังจากการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การสอบค่อนข้างเร่งรีบ แถมหลายคนไม่เคยเรียนภาษาอังกฤษมาก่อน ต้องรีบเรียนแบบจับพลัดจับผลูก่อนสอบ
แต่นักเรียนใหม่รุ่นนี้เห็นได้ชัดว่ามีพื้นฐานมาบ้างแล้ว
ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นจึงโล่งใจ ไม่ต้องสอนตั้งแต่ตัวอักษรก็ดีแค่ไหนแล้ว
หลังจากนักเรียนทุกคนแนะนำตัวเสร็จ ลู่เซี่ยก็เริ่มบทเรียนของวันนี้
เพื่อฝึกการฟังของทุกคน วิธีการสอนของเธอคล้ายกับครูหลี่ คือพูดเป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วค่อยแปลเป็นภาษาจีน ลู่เซี่ยพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว มีคลังคำศัพท์ที่หลากหลาย และมีสำเนียงมาตรฐานแบบนักพากย์ นักเรียนที่ฟังต่างชื่นชม ต่างแสดงความกระตือรือร้นในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และตั้งใจฟังบทเรียนเป็นพิเศษ
ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นก็พอใจ จึงสอนอย่างละเอียดและทุ่มเทมากขึ้น จนกระทั่งหมดคาบไปแล้ว เธอยังรู้สึกว่าอยากสอนต่ออีก และเมื่อเสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เธอรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก
เธอดูนาฬิกาข้อมือ เวลาผ่านไปหนึ่งคาบเรียนจริงๆ
เธอสอนคาบใหญ่ แต่ละคาบใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง ไม่คิดว่าจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ และเมื่อเงยหน้าขึ้นชั่วขณะ เธอเหมือนเห็นใครบางคนเดินออกไปที่ด้านหลังห้องเรียน แต่เธอไม่เห็นว่าเป็นใคร และไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ เธอบอกว่าหมดเวลาแล้วก็เดินออกไป
เมื่อกลับถึงห้องพักครู อาจารย์หลี่ถามเธอว่ารู้สึกอย่างไรกับคาบแรก
ลู่เซี่ยยิ้มและตอบว่า "ก็ดีนะคะ ขอบคุณอาจารย์หลี่สำหรับแผนการสอน ฉันเรียนรู้สไตล์การสอนของคุณ ดูเหมือนนักเรียนจะปรับตัวได้ดีเลยค่ะ"
อาจารย์หลี่ยิ้มและพูดว่า "เธอพูดได้ดี พูดกับพวกเขาให้มากๆนะ พอขึ้นปีสามปีสี่ การเรียนจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด พวกเขาจะค่อยๆเข้าใจเอง"
ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า ก่อนหน้านี้พวกเขาก็สอนแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนภาษาคือบริบท ในชีวิตประจำวันพวกเขาไม่สามารถเลียนแบบบริบทการใช้ชีวิตในต่างประเทศได้ จึงต้องทำในห้องเรียน
"แต่นักเรียนใหม่รุ่นนี้ มีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ฉันจึงไม่ต้องกังวลมาก"
"ดีแล้วล่ะ" ลู่เซี่ยยังมีอีกหนึ่งคาบในช่วงบ่าย เป็นคาบเรียนของอีกห้องหนึ่ง และเนื่องจากเธอสอนไปแล้วหนึ่งคาบ ครั้งนี้เธอจึงไม่ตื่นเต้นเลย
ทุกอย่างราบรื่นเช่นกัน
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน หัวหน้าภาควิชาก็มาชมเธอ บอกว่าเธอสอนได้ดี ไม่เหมือนครูใหม่เลยสักนิด พอลู่เซี่ยได้ยินแล้วจึงเข้าใจว่าคนที่เธอเห็นตอนเช้าเป็นใคร
คงเป็นคนที่มาประเมินเธอ และโชคดีที่เธอทำได้ดี
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครบอกเธอเรื่องนี้ โชคดีที่เธอน่าจะผ่านการทดสอบแล้ว
ลู่เซี่ยถอนหายใจอย่างโล่ง.อก พูดถ่อมตัวสองสามคำแล้วก็จากไป
บทที่ 568: มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มีข้อกำหนดที่สูงมาก
หลังกลับบ้าน ลู่เซี่ยก็ยังได้ยินความห่วงใยของเจียงจวินโม่เช่นเคย
ลู่เซี่ยตอบทันทีว่า "ไม่มีอะไรน่าห่วงเลย ทุกอย่างปกติดี วิชาที่ฉันสอนไม่มาก ยังคงสอนปีหนึ่งอยู่ ค่อนข้างสบายเลยล่ะ" เจียงจวินโม่เห็นสีหน้าของเธอดูผ่อนคลายจริงๆ จึงวางใจลง
ไม่กี่วันต่อมา ชีวิตการเป็นอาจารย์ของลู่เซี่ยก็เข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนเข้าสอนแต่ละครั้งก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกต่อไป
นักเรียนทุกคน ดูเหมือนว่าจะชอบเธอมาก ทุกครั้งหลังเลิกเรียน ก็จะมีคนมารุมล้อมเธอ ถามสิ่งที่ไม่เข้าใจ รวมถึงวิธีการเรียน และตามข้อเสนอของลู่เซี่ย พวกเขาได้ก่อตั้งชมรมภาษาอังกฤษขึ้น และใช้เวลาว่างเรียนภาษาอังกฤษ
ความก้าวหน้าก็มีมาก ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็พอใจมาก งานก็ยิ่งรู้สึกสบายขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้งเมื่อว่างและรู้สึกเบื่อ เธอก็จะช่วยงานสำนักพิมพ์นิตยสาร รับงานแปลมาบ้าง ตอนนี้งานแปลของเธอล้วนเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลึกซึ้ง แน่นอนว่าค่าตอบแทนก็สูงมาก และตอนนี้เธอติดต่อกับสำนักพิมพ์นิตยสารได้โดยตรงแล้ว ไม่ต้องผ่านอาจารย์หลี่อีกต่อไป หลังจากร่วมงานกันมานาน ทางสำนักพิมพ์ก็คุ้นเคยกับเธอแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อทางนั้นรู้ว่าลู่เซี่ยได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว ก็บอกเธอว่าถ้ามีนักเรียนที่เก่งๆ ก็สามารถแนะนำมาช่วยงานพวกเขาได้ พอลู่เซี่ยได้ยินแล้ว เธอก็ตกลงด้วยความยินดี เพราะนี่เป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝน แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ระดับของนักเรียนในหลายๆชั้นเรียนยังต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำอยู่บ้าง จึงต้องรออีกสักระยะ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในพริบตาก็ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว
ในช่วงเวลานี้ ลู่เซี่ยได้ปรับตัวเข้ากับชีวิตปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แล้ว
หัวหน้าชั้นก็เช่นกัน ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา เขาเริ่มยุ่งมากขึ้น ตอนนี้ก็ค่อยๆเข้าสู่ภาวะปกติ และยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับการเรียนของนักเรียนกับลู่เซี่ยเป็นครั้งคราว เช่นเดียวกันกับลู่เซี่ย เธอได้รับการยอมรับจากอาจารย์ในภาควิชาในด้านการสอนแล้ว หัวหน้าภาควิชาได้ชมเธอหลายครั้งแล้วด้วย
จริงๆแล้วครั้งนี้มีอาจารย์ใหม่ในภาควิชาเพียงคนเดียวคือลู่เซี่ย และเธอก็จบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งเอง ดังนั้นทุกคนจึงค่อนข้างวางใจในตัวเธอ สุดท้ายเธอก็ยังทำมันออกมาได้ดี ทุกคนก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะพวกเขารู้ดีถึงความเก่งของเธอ
แต่ลู่เซี่ยยังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง ทำไมภาควิชาของพวกเขาที่ขาดแคลนอาจารย์อย่างชัดเจน ไม่รับนักศึกษาที่จบแล้วให้อยู่ต่อหรือรับอาจารย์ใหม่เพิ่มอีกสักหลายคน และหลังจากถามอาจารย์หลี่ เธอก็ได้ยินคำตอบว่า
"ภาควิชาของเราก็อยากรับ แต่คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีน้อยมาก มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในประเทศจีน ดังนั้นมาตรฐานของอาจารย์ก็ต้องสูงที่สุดด้วย เราจึงยอมขาดแคลนแต่ไม่ยอมรับคนที่ไม่มีคุณภาพเข้ามา
ก่อนหน้านี้เราก็พิจารณามาหลายคนแล้ว ปีนี้มีคนอยากมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งไม่น้อย มีหลายคนที่รัฐบาลแนะนำมา เป็นคนที่เรียนจบจากต่างประเทศกลับมา แต่ปีนี้มีแค่เธอคนเดียวที่ผ่านการคัดเลือก เธอน่าจะรู้แล้วว่ามันเข้มงวดขนาดไหน"
ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ คนมากมายขนาดนั้นแต่สุดท้ายรับแค่เธอคนเดียว พูดตามตรงเธอรู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติมาก
"แล้วทำไมคนที่เรียนจบจากต่างประเทศถึงไม่ได้รับเลือกล่ะคะ? ภาษาของพวกเขาน่าจะดีนะคะ"
"ถึงจะเป็นอย่างนั้น แต่อาจารย์ของมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องการแค่ความสามารถสูง ยังต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ถ้าพวกเขาไม่ได้รับเลือกก็ต้องมีเหตุผลมากมาย เธอแค่ต้องรู้ว่าการเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยของเราไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ" ลู่เซี่ยฟังแล้วพยักหน้า ความเสียดายเล็กๆที่ไม่ได้เป็นนักการทูตก็หายไปหมดแล้ว
กว่าจะได้อยู่ต่อที่มหาวิทยาลัยยากขนาดนี้เลยเหรอ! แต่มหาวิทยาลัยก็ยังตกลงรับเธอในเวลาอันสั้นหลังจากที่เธอถูกกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธ แสดงว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับเธอมาก และสิ่งเดียวที่เธอจะตอบแทนได้ก็คือทำงานอย่างหนัก ไม่ทำให้โอกาสที่มหาวิทยาลัยให้เธอต้องสูญเปล่า
คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ที่อาจารย์หลี่บอกเรื่องพวกนี้กับเธอ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ลู่เซี่ยก็รู้สึกขอบคุณมาก
บทที่ 569: งานแต่งงานของซูม่าน
ก่อนวันหยุดชาติ ซูม่านมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อพบลู่เซี่ย และเชิญลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่ไปร่วมงานแต่งงานของเธอกับกู้เซี่ยงหนาน ลู่เซี่ยไม่รู้สึกแปลกใจนัก เพราะก่อนหน้านี้ซูม่านเคยบอกเธอว่าจะแต่งงานในช่วงเวลานี้พอดี
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงแสดงความยินดีและบอกว่าจะไปร่วมงานอย่างแน่นอน
และพอถึงวันหยุดชาติ เธอตื่นแต่เช้า แต่งตัวเรียบร้อยแล้วไปร่วมงานแต่งงานกับเจียงจวินโม่ แน่นอนว่าพวกเขานำของขวัญที่ฉีเซียวฝากมาให้ไปด้วย
ฉีเซียวก็รู้เรื่องงานแต่งงานของซูม่านเช่นกัน แต่ที่เขาไม่ได้มาไม่ใช่เพราะยังตัดใจไม่ได้ แต่เพราะช่วงนี้เขาไปฮ่องกงและยังกลับมาไม่ได้ จึงต้องฝากพวกเขาช่วยนำของขวัญมาให้แทน ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ที่ซูม่านบอก คราวนี้ลู่เซี่ยไม่ได้ไปที่บ้านซูม่านในฐานะญาติฝ่ายเจ้าสาว และไม่ได้ไปที่บ้านกู้เซี่ยงหนานในฐานะญาติฝ่ายเจ้าบ่าว
แต่ไปที่โรงแรมจัดงานแต่งงานโดยตรงเลย
เมื่อรู้ที่อยู่แล้ว ลู่เซี่ยก็รู้ว่างานแต่งงานครั้งนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะสถานที่จัดงานคือโรงแรมชื่อดังในปักกิ่ง ชื่อว่าโรงแรมปักกิ่ง
โรงแรมตั้งอยู่ใกล้จัตุรัสชื่อดังแห่งหนึ่ง เป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในปักกิ่งขณะนี้ โดยทั่วไปใช้ต้อนรับแขกต่างชาติ และการที่พวกเขาสามารถจัดงานแต่งงานที่นี่ได้ แสดงให้เห็นถึงเส้นสายและกำลังทรัพย์ และเมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มาถึง พวกเขาก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่ว่าใครก็เข้าได้ ต้องแสดงบัตรเชิญด้วย
โชคดีที่ซูม่านส่งบัตรเชิญมาให้เขาล่วงหน้าแล้ว
หลังจากลู่เซี่ยแสดงบัตรเชิญแล้ว เธอและเจียงจวินโม่ก็เข้าไปด้านใน
ต้องบอกว่าสถานที่จัดงานกว้างใหญ่มาก ตอนนี้มีคนมาร่วมงานไม่น้อยเลยด้วย แต่ลู่เซี่ยไม่รู้จักคนส่วนใหญ่ บางครั้งก็เห็นหน้าคุ้นๆ เหมือนเคยเจอตอนไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านตระกูลเจียง เจียงจวินโม่ก็ทักทายคนที่รู้จัก
จากนั้นทั้งสองคนก็ลงทะเบียนของขวัญและหาที่นั่ง
ลู่เซี่ยมองดูแล้วคาดว่าแขกที่มาร่วมงานวันนี้ล้วนเป็นคนมั่งมีหรือมีอำนาจทั้งนั้น
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ลู่เซี่ยจึงถามเจียงจวินโม่เบาๆว่า "ไม่ใช่ว่าชื่อเสียงของกู้เซี่ยงหนานตอนนี้ไม่ค่อยดีหรอกหรือ แล้วทำไมถึงมีคนมามากมายขนาดนี้"
เจียงจวินโม่ยิ้มแล้วตอบว่า "อูฐผอมยังใหญ่กว่าม้า ตระกูลกู้ถึงจะเป็นอย่างไรก็ยังยืนหยัดอยู่ได้ คนอื่นคิดอย่างไรก็รู้กันอยู่แก่ใจ แต่หน้าตาก็ยังต้องรักษาไว้" ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เข้าใจ
ไม่นาน พิธีแต่งงานก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ซูม่านและกู้เซี่ยงหนานทั้งสองคนก็ปรากฏตัวในชุดพิธีการอย่างสง่างาม ครั้งนี้พวกเขาจัดงานแต่งงานแบบตะวันตก ซูม่านสวมชุดแต่งงาน ดูแล้วสวยมากทีเดียว แตกต่างจากแบบส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ดูออกว่าเป็นแบบจากยุคหลัง คาดว่าซูม่านออกแบบเอง
ส่วนกู้เซี่ยงหนานก็สวมสูทที่มีรูปแบบต่างจากปัจจุบัน ทำให้เขาดูหล่อเหลายิ่งขึ้นไปอีก พิธีกรงานแต่งงานคงได้รับคำสั่งมา ขั้นตอนทั้งหมดไม่ต่างจากยุคหลังเท่าไหร่
ลู่เซี่ยดูแล้วไม่รู้สึกแปลกเป็นพิเศษ แต่คนอื่นๆในงานกลับดูสนุกสนานมากทีเดียว ลู่เซี่ยคาดว่าหลังจากงานแต่งงานนี้จบลง ขั้นตอนแบบนี้คงจะเป็นที่นิยมในเมืองหลวงแน่นอน
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ในที่สุดก็ถึงเวลาเลี้ยงฉลอง
จากนั้นก็เห็นซูม่านเปลี่ยนชุดอีกครั้งแล้วเดินตามกู้เซี่ยงหนานไปเริ่มดื่มอวยพร
ไม่นานก็มาถึงโต๊ะของลู่เซี่ย
คนอื่นๆที่โต๊ะนี้ พวกเขาทั้งสองคนไม่รู้จักเลย คาดว่าเป็นญาติของกู้เซี่ยงหนาน กู้เซี่ยงหนานทักทายพวกเขาแล้วก็พูดกับลู่เซี่ยทั้งสองคนว่า
"เจียงจวินโม่ ลู่เซี่ย ขอบคุณที่มาร่วมงานนะ"
ทั้งสองยิ้มแล้วพูดว่า "ขอให้มีความสุขนะ"
หลังจากนั้นซูม่านก็พูดกับเธอสองสามประโยค แล้วทั้งสองคนก็ไปโต๊ะต่อไป
เมื่อกินเสร็จ ลู่เซี่ยเห็นว่าซูม่านไม่อยู่แล้ว คิดว่าคงกลับไปพักผ่อน จึงออกจากงานพร้อมกับเจียงจวินโม่
บทที่ 570: ถ่ายภาพแต่งงานเพิ่มเติม
ระหว่างทางกลับบ้าน ลู่เซี่ยยังคงพูดถึงขั้นตอนงานแต่งงานวันนี้ เธอพูดตั้งแต่สถานที่จัดงานไปจนถึงความสวยงามของชุดแต่งงาน แต่พูดไปสักพักเธอก็สังเกตเห็นว่าเจียงจวินโม่ดูเงียบไปวันนี้ เธอจึงรีบหันไปถามว่า
"เป็นอะไรไป? นายไม่มีความสุขหรือ?" เจียงจวินโม่ส่ายหน้าแล้วมองเธอพลางพูดว่า
"คุณรู้สึกเสียใจบ้างไหม?"
"หืม? เสียใจเรื่องอะไรเหรอ?"
"ซูม่านกับกู้เซี่ยงหนานจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ แต่งานแต่งงานของเรา... พอตอนนี้คิดดูแล้ว มันรีบร้อนเกินไป! ผมเลยรู้สึกว่าทำให้คุณเสียใจมาก คุณว่าเราควรจัดงานแต่งงานอีกครั้งไหม?"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วส่ายหน้าทันที "ไม่ต้องหรอก ฉันไม่เสียใจอะไรเลย! ตอนที่เราแต่งงานกัน ถ้าไม่ใช่เพราะซุนเสิ้งหนานและคนอื่นๆเสนอ ฉันก็ไม่อยากจัดพิธีด้วยซ้ำ แล้วตอนนี้เราก็มีลูกสี่คนแล้ว จัดงานแต่งงานอีกครั้งมีแต่จะถูกคนหัวเราะเอาน่ะสิ!"
แต่เจียงจวินโม่ยังคงพูดว่า "แต่ผมรู้สึกว่าทำให้คุณเสียใจมาก ผู้หญิงคนอื่นๆต่างก็มีงานแต่งงาน มีแต่คุณที่ไม่มี พอแก่ตัวลงคิดขึ้นมาคงจะเสียใจแน่ๆเลย"
ลู่เซี่ยเห็นว่าเขาคิดไกลขนาดนี้แล้ว จึงคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ถ้านายกังวลขนาดนั้น งั้นเราไปถ่ายภาพแต่งงานเพิ่มกันดีกว่า พอแก่ตัวลงได้ดูก็จะไม่เสียใจแล้ว ส่วนงานแต่งงานไม่ต้องจัดก็ได้ เราแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว ถ้าจัดงานแต่งงานอีก คนอื่นจะคิดว่าเรามีปัญหาระหว่างทางกันรึเปล่า แถมญาติและเพื่อนๆของเราก็มีไม่น้อย แบบนั้นก็คงจะวุ่นวายเกินไป" เจียงจวินโม่พอใจกับข้อเสนอนี้ของเธอมาก
"ตกลง งั้นเราไปถ่ายภาพแต่งงานกัน อีกไม่กี่วันนี้ผมจะไปดูให้ดี เราจะได้ถ่ายหลายๆรูปเลย ดีไหม?"
ลู่เซี่ยเห็นว่าเขายอมแล้วก็ตกลงทันที "ได้! ถ่ายเยอะๆเลย"
แต่ไม่นานเธอก็เสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้
ลู่เซี่ยคิดว่าที่เขาบอกว่าถ่ายเยอะๆ หมายถึงถ่ายหลายๆรูปในชุดเดียวเท่านั้น แต่ผลคือหลังจากที่เจียงจวินโม่สำรวจแล้ว เขาก็จองร้านถ่ายภาพหลายร้านที่มีชุดแต่งงานหลากหลายสไตล์
ทำให้ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ต่อๆมา ลู่เซี่ยถูกเขาลากไปถ่ายรูปทุกครั้ง
เธอเริ่มจากตื่นเต้นในตอนแรกจนกระทั่งหมดแรงในภายหลัง...
ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าทำไมเจียงจวินโม่ถึงกระตือรือร้นกับการถ่ายรูปมากมายขนาดนี้ ไม่ใช่แค่พวกเขาสองคนเท่านั้น ต่อมาเห็นว่าพวกเด็กๆก็สนใจ เธอจึงจำใจ ยอมให้พวกเขาถ่ายด้วย ช่างภาพในร้านถ่ายรูปเห็นพวกเขาสองคน หนุ่มหล่อกับสาวสวยก็คิดว่าพวกเขาเพิ่งแต่งงานกัน แต่จู่ๆก็มีเด็กสี่คนวิ่งมาเรียกพ่อแม่ พวกเขาถึงได้รู้ว่าคู่นี้แต่งงานมาหลายปีแล้ว มาถ่ายชุดแต่งงานย้อนหลัง
ตอนนั้นช่างภาพก็แปลกใจ ไม่ค่อยเชื่อว่าพวกเขาที่ดูหนุ่มสาวแบบนี้จะมีลูกตั้งมากมาย! แน่นอนว่าเขาก็แค่คิดแค่ในใจ สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน ในที่สุดก็ถ่ายรูปชุดแต่งงานเสร็จ เจียงจวินโม่ก็พอใจแล้ว
หลังจากล้างรูปออกมา เขายังใช้เงินมากมายล้างเป็นภาพสี และขยายใหญ่หลายภาพ แขวนไว้ในห้องรับแขกที่บ้าน แบบนี้เวลามีคนมาก็จะได้เห็น
ลู่เซี่ยไม่รู้ความคิดเล็กๆน้อยๆแบบนี้ของเขา เห็นเขาไม่วุ่นวายแล้วก็ถึงได้โล่งอก
อากาศเริ่มหนาวลง ลู่เซี่ยก็ไม่ค่อยวางใจให้คังคังขี่จักรยานไปโรงเรียน เธอเองก็เปลี่ยนมานั่งรถเมล์ ดังนั้นทุกวันจึงพาเขาไปนั่งรถเมล์ด้วยกัน แม้คังคังจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ต้องยอมเพราะเกรงใจความเข้มงวดของลู่เซี่ย
เด็กเล็กๆอีกสามคนอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กก็ดี ช่วงก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยบังเอิญรู้มาว่า ตอนนี้พวกเขากลายเป็นหัวหน้าเด็กๆในสถานรับเลี้ยงไปแล้ว เด็กๆในนั้นล้วนเชื่อฟังพวกเขา ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่แปลกใจอะไรเลย ในเมื่อคนอื่นมีลูกแค่คนเดียว แต่พวกเขาสามคนอยู่ด้วยกัน ใครจะเป็นคู่ต่อสู้ได้ล่ะ?
ดีที่เด็กๆยังพอแยกแยะได้ ไม่ได้ก่อเรื่องให้เธอรำคาญใจเลย ได้ยินครูบอกว่า ปกติถ้ามีเด็กคนไหนไม่เชื่อฟัง พวกเขาก็จะช่วยดูแล ทำให้ครูสบายใจไปไม่น้อย
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็รู้สึกปลื้มใจขึ้นมาหน่อย
บทที่ 571: ฉีเซียวกลับมา
ต้นเดือนพฤศจิกายน ฉีเซียวที่จากไปทางใต้เป็นเวลาสองเดือนก็กลับมาในที่สุด สิ่งแรกที่เขาทำคือมาหาลู่เซี่ยและคนอื่นๆในตอนนี้ลู่เซี่ยแทบจำเขาไม่ได้ และเมื่อเห็นเขาครั้งแรกเธอก็เอ่ยทักเขาว่า
"นายไปบำเพ็ญตบะที่ภูเขาร้างหรือไปติดป่าลึกที่ไหนมา? นี่ไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่มอะไรเลยหรือไง? ทำไมถึงผอมขนาดนี้ล่ะ?"
จากที่ลู่เซี่ยดู เขาผอมลงมากจริงๆ ทั้งตัวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แม้แต่ใบหน้าหล่อเหลาก่อนหน้านี้ก็หายไป ดูเหมือนโครงกระดูกจนน่าตกใจ
ฉีเซียวได้ยินคำพูดนั้นก็ยิ้มอย่างจนใจ "อย่าพูดถึงมันเลยครับ ผมไปฮ่องกงสองเดือน กินอาหารที่นั่นแทบจะไม่ได้จริงๆ รสชาติแย่มาก แม้จะไม่อร่อยแต่ผมก็ฝืนกินได้ลงบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาหารทำไม่สุกหรืออะไร ทุกครั้งที่กินก็มีปัญหากับระบบย่อยอาหาร สองเดือนนี้ทนมาได้ก็ถือว่าบุญแล้ว ถ้าอยู่ต่อไปอีก คงต้องตายที่นั่นแน่" ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกเป็นห่วง
"ไม่ได้ไปหาหมอเหรอ?"
"ไปแล้วครับ แต่ผมฟังที่พวกเขาพูดไม่รู้เรื่องเลย พอมีล่ามถึงได้เข้าใจ หมอบอกว่าไม่เป็นไร แค่ปรับตัวไม่ได้ ปรับตัวสักพักก็จะดีขึ้น แหะๆ แต่ถึงแบบนั้นผมปรับตัวมาสองเดือนก็ยังไม่ดีขึ้นเลย"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วรู้สึกสงสารเขา จึงปลอบใจว่า "ดีนะที่ตอนนี้กลับมาแล้ว ช่วงนี้อย่าไปไหนเลย อยู่บ้านพักผ่อนให้ดีๆก่อนเถอะ"
"ไม่ได้หรอกครับ บริษัทของผมเพิ่งจดทะเบียนเสร็จ อีกไม่กี่วันต้องไปทางใต้เพื่อเตรียมเรื่องโรงงานแล้วล่ะ"
"บริษัทจดทะเบียนเสร็จแล้วเหรอ? จดทะเบียนที่ฮ่องกงใช่ไหม?"
"ครับ" ฉีเซียวพยักหน้า "โชคดีที่ผมฟังคำพี่สะใภ้ก่อน ว่าให้ไปหาตัวแทน พวกเขารู้เรื่องขั้นตอนพวกนี้เยอะ คิดว่าถ้าผมทำเองคงต้องรอนานแน่นอน แต่ก็เสียเงินไม่น้อยเหมือนกัน"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วพยักหน้า "จดทะเบียนเสร็จก็ดีแล้ว อย่าเสียดายเงินเลย เดี๋ยวก็ได้คืนมาอยู่ดี"
"ใช่ครับ ดังนั้นผมต้องรีบจัดการเรื่องโรงงานให้เสร็จ จริงด้วยครับพี่สะใภ้ ครั้งนี้ที่ผมกลับมาก็อยากปรึกษาเรื่องการตั้งโรงงานกับพวกคุณ ต้องใช้เงินลงทุนเยอะเลยด้วย กำไรทั้งหมดของบริษัทตอนนี้อาจไม่พอ ยังต้องกู้เงินอีก ดังนั้นถ้าทำ อีกไม่กี่ปีข้างหน้าอาจจะไม่มีเงินปันผลก็ได้ แน่นอน ถ้าพวกคุณไม่อยากลงทุน ผมจะจ่ายเงินปันผลให้พวกคุณตอนนี้เลย"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วโบกมือทันที "นายลงทุนไปเลย ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก พวกเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แล้วตอนนี้พวกเราก็มีเงินเดือนด้วย ไม่รีบเรื่องเงินปันผลหรอก นายตั้งใจทำโรงงานไปก่อนเถอะ พวกเราจะรอดูนายประสบความสำเร็จนะ!"
ฉีเซียวได้ยินแล้วก็ยิ้ม แม้จะรู้ว่าลู่เซี่ยพูดเล่นบ้าง แต่ก็ดีใจมาก เขารู้สึกซาบซึ้งกับความไว้วางใจนี้ในใจ และตัดสินใจว่าต่อไปต้องพยายามมากขึ้น ไม่ให้พวกเขาผิดหวัง
"ได้ครับ งั้นผมจะลงมือทำ พี่สะใภ้วางใจได้ ผมจะไม่ทำให้คุณขาดทุนแน่นอน"
ลู่เซี่ยยิ้ม "ดี งั้นฉันก็จะรอดู"
พูดเรื่องนี้จบ ลู่เซี่ยก็ปล่อยให้เขาคุยกับเจียงจวินโม่ที่นั่น ส่วนเธอไปช่วยป้าซุนทำอาหาร ฉีเซียวครั้งนี้ดูเหมือนจะทรุดโทรมลงไปมาก เธอต้องทำอาหารอร่อยๆให้เขากินเพื่อบำรุงร่างกาย
และพอถึงเวลาอาหาร ผักที่รดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์และซุปที่ลู่เซี่ยตั้งใจต้มให้เขา ก็ได้รับความชื่นชอบจากเขาจริงๆ เขากินไปหลายชามใหญ่ในมื้อเดียว ถ้าไม่ใช่เพราะท้องไม่พอ เขาก็อยากจะกินต่อ
กินเสร็จแล้วยังรู้สึกทึ่ง "อาหารที่พี่สะใภ้ทำอร่อยมากเลยครับ หลังจากผมกลับมาจากฮ่องกงก็ยังปรับตัวไม่ได้ เลยไม่ค่อยได้กินอะไรเลยช่วงนี้ ไม่คิดว่าพอได้กินอาหารที่พี่สะใภ้ทำ ก็ปรับตัวได้ทันที" พูดพลางมองเจียงจวินโม่อย่างอิจฉา
"พี่นี่โชคดีอะไรขนาดนั้น ไปทำอะไรมาถึงได้เจอคนดีอย่างพี่สะใภ้!"
บทที่ 572: นัดพบกับอวี๋หวั่น
เจียงจวินโม่ฟังแล้วก็ทำสีหน้าเรียบเฉย มองเขาด้วยสายตาเย็นชา "ทำไม? นายอิจฉาเหรอ? งั้นก็ไปหาเองสิ!" พอฉีเซียวได้ยินแล้ว เขาก็ถอนหายใจ
"ฮ่า ตอนนี้ผมยุ่งมาก ไม่อยากไปรบกวนคนอื่นหรอก รอก่อนแล้วกัน"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หัวเราะพลางกล่าวว่า "ถ้าชอบกินก็มาบ่อยๆนะ ทางบริษัทพวกเราช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่เลี้ยงอาหารสักมื้อก็ยังพอทำได้"
ฉีเซียวได้ยินแล้วก็หัวเราะทันที จากนั้นก็มองเจียงจวินโม่อย่างภาคภูมิใจ "พี่สะใภ้นี่ใจดีจริงๆเลยนะครับ ไม่เหมือนบางคน ขี้เหนียวเหลือเกิน!"
พูดจบก็ไม่สนใจสีหน้าเย็นชาของเจียงจวินโม่ ยิ้มกว้างบอกลาลู่เซี่ยแล้วเดินจากไป
ลู่เซี่ยเห็นแบบนั้นก็ยิ้มพลางส่ายหัว จากนั้นเธอก็มองไปที่เจียงจวินโม่ ไม่เห็นมีสีหน้าเย็นชาที่ไหนแล้ว ตอนนี้ใบหน้ามีรอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนแค่หยอกล้อกันเล่นเท่านั้น
"นายคิดว่าที่ฉีเซียวตอนนี้ไม่อยากหาคู่ เป็นเพราะยังลืมซูม่านไม่ได้หรือเปล่า?"
เจียงจวินโม่เห็นท่าทางอยากรู้อยากเห็นของเธอก็ยิ้มพูดว่า "อยากรู้ทำไมไม่ถามเขาเองล่ะ?"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็มองเขาด้วยสายตาตำหนิ "ถ้าฉันถามเขาเรื่องนี้ มันก็เหมือนกับแทงใจดำเขาโดยตรงไม่ใช่เหรอ นายนี่ใจร้ายจริงๆ!"
เจียงจวินโม่ได้ยินแล้วก็หัวเราะ "ไม่ต้องกังวลหรอก เขาไม่เป็นไรหรอก"
"ไม่เป็นไรเหรอ นายรู้ได้ยังไง?"
"ซูม่านแต่งงานแล้ว เขาคงไม่คิดถึงเธออีกแล้วล่ะ น่าจะเป็นเพราะงานยุ่งมากเลยไม่อยากหาคู่มากกว่า"
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็พยักหน้า "อ๋อ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดีแล้ว"
พูดจบก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องของเขาอีก
พอถึงวันศุกร์ตอนเลิกงาน ก็พบว่าอวี๋หวั่นมาหาเธอที่โรงเรียน
ลู่เซี่ยเห็นเธอแล้วก็แปลกใจมาก เพราะตั้งแต่เริ่มทำงานมา คนในหอพักก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย
แต่ต้องบอกว่างานของลู่เซี่ยค่อนข้างสบาย แต่เพื่อนๆคนอื่นค่อยข้างยุ่งมาก อีกทั้งเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ คงต้องปรับตัวอีกสักพัก เธอจึงไม่อยากไปรบกวนพวกเขา
เธอไม่คิดว่าอวี๋หวั่นจะมีเวลามาหา
ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็ดีใจมาก "ทำไมเธอมาโดยไม่บอกล่วงหน้าล่ะ?"
อวี๋หวั่นยิ้มพลางอธิบาย "วันนี้ฉันออกมาทำธุระ แถมยังเลิกงานเร็วกว่าปกติด้วย พอดีผ่านมาแถวโรงเรียนก็เลยแวะมาหาเธอ ไม่คิดว่าจะเจอเธอพอดีตอนเลิกงาน ดูเหมือนเราจะมีวาสนาต่อกันนะ"
ลู่เซี่ยหัวเราะ "ใช่เลย ก็ถ้าไม่มีวาสนาต่อกัน เราคงไม่ได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันหรอก"
"เอ๊ะ จะว่าไปเธอก็พูดถูกนะ!"
อวี๋หวั่นเห็นด้วย จากนั้นทั้งสองคนก็สบตากันแล้วหัวเราะลั่น
ตั้งแต่เริ่มทำงาน พวกเขาก็ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่สังคม จากความไร้เดียงสาสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ต่างคนต่างก็เปลี่ยนแปลงไป โอกาสหัวเราะอย่างสนุกสนานแบบนี้ก็น้อยลง ทำให้รู้สึกคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆมาก
แต่ครั้งนี้อวี๋หวั่นแค่แวะมาเยี่ยมเธอเท่านั้น ลู่เซี่ยก็ไม่ได้บอกที่บ้านล่วงหน้า ดังนั้นคืนนี้พวกเขาเจอกันแล้วก็แยกย้าย นัดกันว่าพรุ่งนี้จะมาเจอกันอีก
วันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยก็ทิ้งเจียงจวินโม่ที่มองด้วยสายตาน้อยใจอีกครั้ง แล้วออกไปพบกับอวี๋หวั่นตามนัด
จริงๆแล้วตอนนี้ หน้าหนาวก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ตอนเช้าทั้งสองคนนัดกันไปดูหนัง ตอนเที่ยงรับประทานอาหารด้วยกัน ตอนบ่ายก็ไปเดินเล่นแถวๆนั้นแล้วก็กลับมา และระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน ทั้งสองคนก็แลกเปลี่ยนเรื่องราวปัจจุบันของกันและกัน ทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมการทำงานของแต่ละคน
จากนั้นอวี๋หวั่นก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอให้ลู่เซี่ยฟัง
"เธอไม่รู้หรอก ตั้งแต่ฉันเริ่มทำงาน ครอบครัวฉันก็เปลี่ยนท่าทีไปเลย เอาแต่คอยเร่งให้ฉันรีบหาคู่ แม่ฉันถึงขั้นบังคับให้ฉันไปดูตัวทุกวันเลยนะ สุดท้ายวันหนึ่งฉันก็ทนไม่ไหว ก็เลยไปครั้งหนึ่ง แล้วเธอเดาซิว่าฉันเจอใคร?"
"ใครล่ะ?" ลู่เซี่ยเงยหน้าขึ้นมาอย่างสงสัย
บทที่ 573: เจอเพื่อนเก่าในตอนไปดูตัว
อวี๋หวั่นทำท่าลึกลับ ไม่ได้ตอบตรงๆ แต่กลับบอกว่า "ก่อนไป แม่บอกเงื่อนไขของอีกฝ่าย ว่าเขาเองก็จบปริญญาตรี ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศเหมือนฉัน แถมยังเป็นข้าราชการ มีคุณสมบัติที่ดีมากทีเดียว และน่าจะมีเรื่องคุยกับฉันได้แน่นอน ฉันฟังแล้วก็สงสัย คิดว่าอาจเป็นเพื่อนร่วมงานคนไหน ฉันก็เลยตัดสินใจลองไปดู ผลคือพอไปถึงก็พบว่า...ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมงาน แต่เป็นเพื่อนร่วมชั้นด้วย!"
ลู่เซี่ยฟังถึงตรงนี้ก็เริ่มเดาออกแล้ว "คนที่มาดูตัวคงไม่ใช่ฉู่เหลียงเฉินหรอกนะ?" เพราะในห้องมีแค่เขาคนเดียวที่ทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ
"ใช่แล้ว ก็เขานั่นแหละ!" อวี๋หวั่นตอบด้วยสีหน้าบอกไม่ถูก "เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นฉันอึดอัดแค่ไหน ตอนนี้นึกถึงยังรู้สึกไม่สบายใจเลย"
ลู่เซี่ยฟังแล้วอยากหัวเราะ เจอเพื่อนเก่าตอนดูตัวแบบนี้ มันก็น่าอึดอัดจริงๆนั่นแหละ
"ก่อนไปครอบครัวไม่ได้บอกชื่อเขากับเธอเหรอ?"
อวี๋หวั่นส่ายหน้าอย่างหมดอาลัยตายอยาก "ไม่ได้บอกน่ะสิ แม่ฉันบอกแค่ว่าเป็นคนที่น้าสะใภ้ของป้าใหญ่รู้จัก แถมยังมีญาติห่างๆแนะนำมาด้วย บอกว่าเป็นคนดีแน่นอน ให้ฉันไปดูหน่อย แล้วใครจะไปคิดว่าจะเป็นเขาล่ะ?"
ลู่เซี่ยฟังถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ หัวเราะออกมาในที่สุด "ฮ่าๆๆ งั้นแบบนี้ก็แปลว่าพวกเธอก็มีวาสนาต่อกันน่ะสิ!"
"อย่าพูดแบบนั้นเลย ตอนที่เจอกัน ไม่ใช่แค่ฉันอึดอัด สหายฉู่ก็อึดอัดมาก ฉันถามไปถึงรู้ว่าเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นฉัน..."
"ฮ่าๆๆ พวกเธอสองคนนี่ตลกจริงๆเลยนะ!"
ลู่เซี่ยหัวเราะแล้วจู่ๆก็หรี่ตาลง ครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า "พูดถึงนะ ฉันมาลองคิดดูดีๆ พวกเธอก็ดูน่าจะเข้ากันได้ไม่ใช่เหรอ หนุ่มหล่อสาวสวย งานก็คล้ายๆกัน เจอกันแบบบังเอิญขนาดนี้ พวกเธอไม่คิดจะลองคบดูหน่อยเหรอ?"
อวี๋หวั่นฟังแล้วส่ายหน้าทันที "ไม่ล่ะ พวกเราไม่มีความรู้สึกพิเศษต่อกันเลยนะ เรียนด้วยกันมาหลายปีก็แทบไม่เคยคุยกัน ความประทับใจที่ฉันมีต่อเขาก็แค่เป็นหนอนหนังสือ เขาไม่ใช่สเปคฉัน และฉันห็คิดว่าเขาก็คงเป็นเหมือนกัน เขาบอกฉันว่าที่มาดูตัวคราวนี้ก็เพราะโดนครอบครัวบังคับ เขาพูดตรงๆว่าตอนนี้อยากทุ่มเทให้กับงานทั้งหมด ตัดสินใจอุทิศตัวให้กับงาน ไม่อยากให้เรื่องอื่นมาเสียเวลา พวกเราเห็นตรงกัน ตกลงกันว่ากลับไปจะบอกว่าไม่เหมาะสม แล้วก็แยกย้ายกัน"
"แค่นั้นเหรอ?"
"ก็แค่นั้นแหละ!"
ลู่เซี่ยฟังแล้วรู้สึกเสียดาย เธอไม่เคยคิดว่าทั้งสองดูต่างกันมา แต่พอมาคิดดูจริงๆ สองคนนี้ก็เข้ากันได้ดีนะ แต่ถ้าทั้งคู่ไม่มีใจก็ช่างเถอะ
"แต่ครั้งนี้ไม่เหมาะสม ที่บ้านไม่ได้แนะนำคนใหม่ให้เธออีกหรือ?"
พอพูดถึงเรื่องนี้ อวี๋หวั่นก็ถอนหายใจ "จะไม่มีได้อย่างไร ฉันก็อายุไม่น้อยแล้วนะ จริงๆก็ไม่ได้รังเกียจการหาคู่ แต่ที่บ้านแนะนำมาล้วนแต่เป็นพวกไม่ได้เรื่องทั้งนั้นเลย ฉันเองก็ยังไม่ถูกใจใคร นานๆเข้าก็เลยไม่อยากไปแล้ว และพอแม่ฉันเห็นฉันไม่ถูกใจแม้แต่ฉู่เหลียงเฉินที่ดีขนาดนั้น ก็คิดว่าฉันมีมาตรฐานสูงเกินไป ตอนนี้กำลังสั่งสอนฉันอยู่ ฉันก็เลยรีบวิ่งมาหาเธอวันนี้ ไม่งั้นต้องอยู่ฟังแม่บ่นอีกแน่นอน"
ลู่เซี่ยฟังแล้วอดขำไม่ได้ "หนีเสือปะจระเข้ ตราบใดที่เธอยังไม่มีแฟน ที่บ้านคงไม่ยอมแพ้หรอก"
"ใช่แล้ว!" อวี๋หวั่นถอนหายใจอีกครั้ง "ก็เลยคิดว่าจะประวิงไปวันๆ ฉันไม่ได้หวังว่าจะหาคนที่สมบูรณ์แบบเหมือนคุณเจียงของเธอได้หรอก แต่ก็ขอให้ดีหน่อยเถอะ ฉันไม่อยากเอาแค่พอได้
แต่พอพูดออกไปก็ดูเหมือนว่าที่บ้านจะไม่เข้าใจ พวกเขาคิดว่าฉันอายุเหมาะที่จะเริ่มมีใครแล้ว คนอื่นอายุเท่านี้แต่งงานมีลูกกันไปเท่าไหร่แล้ว ฉันเสียเวลาไปกับการเรียนนานเกินไป ในที่สุดก็เรียนจบ พวกเขาก็เลยอยากให้ฉันรีบหาคนมาลงเอยเสียที"
บทที่ 574: การเลือกของเสิ่นชิงชิง
ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากฟัง "ฉันเข้าใจ แต่นี่เป็นเรื่องของชีวิต เธอเองก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ถ้าเธออยากให้ช่วย ฉันสามารถขอให้เจียงจวินโม่ช่วยดูให้ก็ได้นะ ที่สถาบันออกแบบของเขามีผู้ชายดีๆหลายคนเลย" อวี๋หวั่นได้ยินแล้วรีบโบกมือทันที
"ฉันว่าไม่เป็นไรดีกว่า ตอนนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับการจับคู่แล้วล่ะ ฉันตั้งใจจะลองด้วยตัวเอง ได้ยินว่าหน่วยงานของเรามีการจัดงานสังสรรค์กับหน่วยงานอื่นเป็นระยะ ตอนนั้นค่อยดูอีกที บางทีอาจจะได้เจอคนที่ถูกใจก็ได้" ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่ได้ยืนกราน
"งั้นขอให้เธอโชคดีนะ"
สำหรับปัญหาของอวี๋หวั่น ลู่เซี่ยไม่กังวลเลยสักนิด เพราะดูเหมือนเธอจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่สำหรับเสิ่นชิงชิง เธอรู้สึกกังวลอยู่บ้าง เพราะช่วงนี้ทั้งสองยังคงติดต่อกันทางจดหมาย เสิ่นชิงชิงก็เล่าสถานการณ์ปัจจุบันให้เธอฟัง
ตอนนี้เธอได้ไปเจอคู่ที่จัดหาให้มาหลายครั้งแล้ว มีสองคนที่ค่อนข้างน่าพอใจ
คนแรกมีฐานะครอบครัวดีมาก พ่อแม่เป็นข้าราชการ ตัวเขาเองก็มีงานที่มั่นคงในโรงงาน เป็นลูกชายคนเดียวในบ้าน พี่สาวหลายคนแต่งงานออกไปหมดแล้ว และที่สำคัญคือตัวเขาเองก็หน้าตาดี อาจกล่าวได้ว่าหลอเหลาเลยก็ว่าได้ เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิง และหลังแต่งงานนอกจากจะมีบ้านแล้ว ยังมีพ่อแม่คอยดูแลลูกให้อีกด้วย
ครอบครัวนั้นพอใจเสิ่นชิงชิงมาก เพราะเธอไม่เพียงแต่มีงานที่มั่นคง ยังมีวุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ถือว่าน่าภูมิใจ
แต่เธอฟังคำแนะนำของลู่เซี่ย จึงไม่ได้ตกลงทันที แต่สังเกตดูก่อน ผลคือหลังจากสังเกตอย่างละเอียดแล้วพบว่าถึงแม้ครอบครัวนั้นจะพอใจในวุฒิการศึกษาและงานของเธอ แต่ในใจจริงๆ ก็แอบดูถูกเธออยู่บ้าง เพราะครอบครัวเธอไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่มีคนคอยสนับสนุน และตัวเธอเองก็มีนิสัยอ่อนโยน พวกเขาคิดว่าจะสามารถควบคุมเธอได้
ส่วนผู้ชายคนนั้นก็เป็นคนที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ค่อนข้างเชื่อฟังแม่ เป็นประเภทที่ลู่เซี่ยเรียกว่าลูกแหง่
เขาฟังแม่ทุกอย่าง ตอนที่ทั้งสองกำลังทำความรู้จักกัน เขาก็ถามเธอว่าทำอาหารเป็นไหม บอกว่าหลังแต่งงานแล้วเธอต้องเป็นคนทำอาหารในบ้าน จะได้ให้แม่ของเขาได้พักผ่อน
เสิ่นชิงชิงได้ยินแล้วก็ปฏิเสธทันทีด้วยเหตุผลว่าไม่เหมาะสม
ส่วนคู่ที่จัดหาให้คนที่สองนั้นตรงกันข้ามกับคนแรกเลย
คนที่สองเป็นทหารผ่านศึก หลังปลดประจำการได้รับการจัดสรรให้ไปทำงานที่สถานีตำรวจของพวกเขา รูปร่างใหญ่โต ครอบครัวเป็นคนที่มาจากชนบท ตอนนี้ยังอาศัยอยู่ในชนบท ส่วนตัวเขาพักอยู่ที่หอพักของหน่วยงาน
แม้สถานะของเขาจะด้อยกว่าคนแรกมาก และอายุก็มากกว่าเธอถึงหกปี แต่เสิ่นชิงชิงกลับรู้สึกหวาดกลัวตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเจอ จนต้องปฏิเสธทันทีที่งานเลี้ยงจบลง
โชคชะตากลับล้อเล่น เมื่อเธอถูกคนเกเรรังแกระหว่างทำงาน และเขาก็ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยเหลือ ด้วยความเป็นห่วงว่าเธอจะบาดเจ็บ เขาจึงคอยดูแลเอาใจใส่เธออย่างดีตลอดทาง ทำให้เธอได้ตระหนักว่าตนเองตัดสินคนจากภายนอกเร็วเกินไป
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เลยค่อยๆสนิทสนมกันมากขึ้น เธอค้นพบว่าแม้ภายนอกเขาจะดูหยาบกระด้าง แต่จิตใจกลับละเอียดอ่อน เอาใจใส่คนเก่ง และยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เพราะแบบนั้นความรู้สึกของเธอค่อยๆเปลี่ยนไป แม้แต่รูปลักษณ์ภายนอกที่เคยมองว่าหยาบกร้าน ก็กลับกลายเป็นความรู้สึกปลอดภัย จนในที่สุด ทั้งคู่ก็เริ่มคบหาดูใจกันอย่างเป็นทางการ
ฝ่ายชายได้พูดถึงเรื่องแต่งงาน แต่เธอยังลังเลใจ จึงตัดสินใจเขียนจดหมายมาปรึกษาลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจมากที่ได้รับจดหมาย เพราะแม้จะเคยสนิทกับเสิ่นชิงชิงตอนอยู่ชนบท แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดเท่าซุนเสิ้งหนาน เนื่องจากเธออยู่ที่พักปัญญาชนไม่นาน ไม่คิดว่าเสิ่นชิงชิงจะให้ความสำคัญกับเธอถึงขนาดปรึกษาเรื่องสำคัญอย่างการแต่งงาน
บทที่ 575: เรื่องราวปลายภาคเรียน
ลู่เซี่ยพิจารณาเงื่อนไขของฝ่ายชายอย่างถี่ถ้วน และรู้สึกว่าไม่เลวเลย การที่ครอบครัวไม่ได้อยู่ใกล้ชิดนั้น หมายความว่าในอนาคตเธอจะไม่ต้องกังวลเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้มากนัก อีกทั้งฝ่ายชายยังเป็นคนเอาใจใส่ ชีวิตของเธอในอนาคตก็น่าจะสุขสบายขึ้นแน่นอน
และเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ลู่เซี่ยเห็นว่าคนที่สองดีกว่าคนแรกจริงๆ แม้ว่าภาพลักษณ์ภายนอกจะด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเลือกคนแรกก็คาดการณ์ได้เลยว่าอนาคตจะต้องลำบากแน่นอน ลู่เซี่ยรู้สึกปลาบปลื้มที่เสิ่นชิงชิงดูเหมือนจะนำคำแนะนำของเธอไปใช้
เธอจึงรีบตอบจดหมายกลับไปทันที บอกว่าแม้จะไม่เคยพบกับชายคนนี้มาก่อน และไม่รู้ว่านิสัยเป็นอย่างไร แต่จากที่ได้ยินมาก็รู้สึกว่าไม่เลวเลย หากเธอจะแต่งงาน คนนี้ก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียว
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต้องให้เธอตัดสินใจเอง ลู่เซี่ยเพียงแค่ให้คำแนะนำเท่านั้น และหวังว่าเธอจะไม่รีบร้อนตัดสินใจ ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต
ลู่เซี่ยเขียนเสร็จแล้วก็ส่งจดหมายออกไป
เมื่อใกล้จะถึงช่วงสอบปลายภาค เธอก็ได้รับจดหมายตอบกลับจากเสิ่นชิงชิง
เสิ่นชิงชิงตัดสินใจแต่งงานกับคู่หมั้นที่เป็นตำรวจคนนี้แล้ว ทั้งคู่จะกลับบ้านเกิดของเขาในช่วงปิดเทอมฤดูหนาวเพื่อพบพ่อแม่ของฝ่ายชาย จากนั้นจะจดทะเบียนสมรสและจัดงานแต่งงานไปพร้อมกันเลย ในจดหมายยังมีการเชิญลู่เซี่ยไปร่วมงานแต่งงานของเธอด้วย
ลู่เซี่ยอ่านแล้วก็ถอนหายใจ หากเป็นหน้าร้อนเธออาจจะไปได้จริงๆ เพราะเสิ่นชิงชิงไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนที่นั่น การแต่งงานโดยไม่มีญาติอยู่เคียงข้างก็คงจะรู้สึกเหงา แต่ในช่วงหน้าหนาวเช่นนี้ การเดินทางไกลแบบนี้ก็คงจะลำบากมากทีเดียว
อีกทั้งที่บ้านเธอยังมีลูกถึงสี่คน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทิ้งไปได้เลย
ดังนั้นเธอจึงได้แต่เขียนจดหมายแสดงความยินดี พร้อมทั้งขอโทษที่ไปไม่ได้ อธิบายเหตุผล และหวังว่าเสิ่นชิงชิงจะเข้าใจ และถึงแม้ตัวไปไม่ได้ แต่ของขวัญก็ยังสามารถส่งไปได้ ลู่เซี่ยจึงหาเวลาไปเดินห้างสรรพสินค้าและร้านเสื้อผ้าของซูม่าน เลือกซื้อผ้าปูที่นอนลายสดใสดูดีเป็นของหมั้น และซื้อชุดเสื้อผ้าหนึ่งชุดสำหรับใส่ในวันแต่งงาน
ของขวัญนี้ถือว่าไม่น้อยเลย แต่ลู่เซี่ยไม่ขัดสนเรื่องเงิน เพียงหวังว่าครอบครัวของคู่หมั้นจะเห็นคุณค่าของเสิ่นชิงชิงมากขึ้น และหลังจากส่งของและจดหมายออกไปแล้ว ลู่เซี่ยก็เริ่มยุ่งวุ่นวายกับการเตรียมตัวออกข้อสอบปลายภาค
การเรียนการสอนในภาคเรียนนี้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ลู่เซี่ยยังต้องเตรียมข้อสอบปลายภาค ซึ่งไม่ใช่เพียงเธอคนเดียวที่ออก แต่เป็นการร่วมมือกันของทั้งกลุ่มห้องหมวดภาษาอังกฤษ
การออกข้อสอบไม่ได้จำกัดเฉพาะปีหนึ่ง แต่รวมถึงปีสอง ปีสาม และปีสี่ด้วย ดังนั้นในขณะที่นักศึกษากำลังยุ่งกับการทบทวน คณาจารย์ก็ไม่ได้ว่างเช่นกัน และหลังจากออกข้อสอบเสร็จ นักศึกษาทุกคนสอบปลายภาคเรียบร้อยแล้ว พวกเขาต้องตรวจข้อสอบให้เสร็จภายในเวลาอันสั้น พร้อมทั้งรวบรวมคะแนนและจัดอันดับนักศึกษา แน่นอนว่าภาระงานอันหนักหน่วงนี้ทำให้ลู่เซี่ยต้องทำงานล่วงเวลาติดต่อกัน กว่าจะได้กลับบ้านก็มืดค่ำทุกวัน
โชคดีที่ตอนนี้คังคังปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว เธอจึงไม่ต้องไปรับส่งเขา แต่อย่างไรก็ตาม เจียงจวินโม่ไม่สบายใจที่ให้เธอกลับบ้านคนเดียวดึกๆ จึงมารับเธอทุกวันหลังเลิกงาน ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น
สองวันผ่านไป การตรวจข้อสอบก็เสร็จสิ้น และคะแนนของนักศึกษาก็ออกมาแล้ว ลู่เซี่ยให้ความสนใจเป็นพิเศษกับวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนปีหนึ่ง พบว่านักศึกษาทำข้อสอบได้ดีทั้งหมด จึงรู้สึกโล่ง.อก
แม้นักศึกษาจะปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว แต่อาจารย์อย่างลู่เซี่ยยังไม่สามารถกลับบ้านได้ พวกเขาต้องประชุมสรุปผลงาน โดยอาจารย์ทุกคนต้องรายงานผลการทำงานในภาคเรียนที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เซี่ยเข้าร่วมประชุมกับอาจารย์ทั้งคณะ เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยและต้องเตรียมตัวมาอย่างดี
โชคดีที่ในที่ประชุม หัวหน้าภาควิชาชื่นชมผลงานในครึ่งปีที่ผ่านมาของเธอ และทางมหาวิทยาลัยก็แสดงความพอใจในตัวเธอเป็นอย่างมาก ทำให้ลู่เซี่ยรู้สึกโล่งใจในที่สุด
ตอนที่ 576: อาจารย์จง
การประชุมสิ้นสุดลง พวกเขาก็ได้หยุดพักร้อนในที่สุด
อาชีพครูมีข้อดีตรงที่มีวันหยุดยาวในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยยังได้รับเงินเดือนตามปกติ หลังจากที่ลู่เซี่ยได้หยุดพักร้อน เมื่อเห็นเจียงจวินโม่ต้องตื่นแต่เช้าไปทำงานทุกวัน เธอก็รู้สึกพึงพอใจในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก
แต่เธอก็ไม่ได้ว่างอยู่นาน เพราะเดี่ยวก็ต้องยุ่งขึ้นมาอีก ที่ร้านเสริมสวยตอนนี้มีสาขาค่อนข้างมาก ช่วงสิ้นปีจึงค่อนข้างวุ่นวายกับการทำบัญชี เย่หลินรู้ว่าเธอหยุดพักร้อน จึงชวนเธอไปช่วยงาน ดังนั้นเธอจึงต้องจำใจกลับมายุ่งอีกครั้ง
ร้านเสริมสวยปีนี้ทำเงินได้ไม่น้อยเลย แม้จะเปิดสาขาใหม่อีกสองแห่ง ก็ยังมีกำไรเป็นจำนวนมาก ลู่เซี่ยไม่คิดว่าจะสามารถทำเงินได้มากขนาดนี้ สมกับเป็นธุรกิจที่ทำกำไรงามจริงๆ!
เพราะทุกคนยอมจ่ายเงินเพื่อความสวยงามนั่นเอง!
เห็นลู่เซี่ยทำท่าทางตื่นเต้น เย่หลินและอาจารย์จงก็พลอยดีใจไปด้วย โดยเฉพาะอาจารย์จง ตอนนี้เธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ทั้งตัวดูมั่นใจเป็นพิเศษ ดูอ่อนเยาว์ลงไปมาก ไม่เหมือนคนอายุห้าสิบกว่าเลยสักนิด และยังได้ยินว่าเธอซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้ว แถมยังหาลูกสะใภ้ชาวชนบทให้ลูกชายด้วย
แม้จะเป็นคนชนบท แต่ก็ขยันทำงาน ดีกับลูกชายด้วย และตอนนี้ก็ตั้งครรภ์แล้ว เธอจึงกำลังจะได้เป็นคุณย่าในเร็วๆนี้ และทางครอบครัวเดิมของเธอ หลังจากรู้ว่าเธอสามารถหาเงินได้มากขึ้น ก็เปลี่ยนท่าทีไปมาก มองเธอดีขึ้นไม่น้อย ทุกครั้งที่เจอเธอก็แสดงท่าทีกระตือรือร้น หวังว่าเธอจะช่วยเหลือครอบครัวบ้าง
อาจารย์จงก็ไม่ได้เพิกเฉย เพราะเมื่อหลายปีก่อนเธอต้องพึ่งพาครอบครัวเดิม แม้ตอนนั้นเธอจะหาเงินได้เอง แต่การมีครอบครัวเดิมก็ทำให้เธอมั่นใจขึ้น ในฐานะหญิงม่าย หลายปีมานี้ที่เธอไม่มีเรื่องวุ่นวาย สามารถเลี้ยงดูลูกชายได้อย่างสงบสุข ก็เพราะมีญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือ
ดังนั้นสิ่งที่เธอช่วยได้ เธอก็ช่วย หลังจากหาเงินได้ก็ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ครอบครัวหลายอย่าง และตอนลูกของน้องชายแต่งงาน ก็ให้ของขวัญใหญ่โต แต่เมื่อครอบครัวเดิมเสนอให้คนในครอบครัวเข้ามาทำงานที่ร้านเสริมสวย เธอก็ปฏิเสธไป
เพราะนี่ไม่ใช่ร้านเสริมสวยของเธอคนเดียว ถ้าญาติเข้ามาทำงาน ก็อาจมีคนคิดว่าเธอลำเอียงได้
ถึงตอนนั้นก็คงไม่ใช่แค่เธอที่ลำบากใจ เย่หลินและลู่เซี่ยก็คงจะลำบากใจด้วย เพราะเจ้านายใหญ่ทั้งสองคนก็ไม่ได้ให้ญาติของตัวเองเข้ามาทำงานในร้าน
เธอเป็นคนฉลาด รู้ว่าการทำธุรกิจกลัวที่สุดคือการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่ถึงปบบนั้นเธอก็ไม่ได้ปฏิเสธตรงๆ แม้จะไม่เห็นด้วยที่พวกเขาจะเข้ามาทำงานในร้านเสริมสวย แต่ก็ไม่ได้ไม่สนใจพวกเขา เธอขอร้องให้ลู่เซี่ยช่วยหางานอื่นให้
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็เข้าใจความหมายของเธอทันที จึงยิ่งพอใจในตัวอาจารย์จงมากขึ้น คิดว่าเธอเป็นคนดี มองการณ์ไกล จึงไม่ปฏิเสธ และติดต่อฉีเซียวให้ช่วยเหลือ ตอนนี้จัดการให้พวกเขาไปทำงานที่ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว
ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าของฉีเซียวก็มีชื่อเสียงในปักกิ่งเช่นกัน เงินเดือนก็สูงเหมือนกันด้วย ดังนั้นครอบครัวเดิมของอาจารย์จงไม่เพียงแต่อาณมณ์ดี แต่ยังรู้สึกขอบคุณมาก
บ้านที่เธอซื้อก็อยู่ใกล้กับครอบครัวเดิม ดังนั้นเวลาเธอไปทำงาน ครอบครัวเดิมก็จะมาช่วยดูแล พร้อมกันนั้นก็คอยสอดส่องว่าลูกสะใภ้คนใหม่ดีกับลูกชายหรือไม่ และโดยรวมแล้ว ตอนนี้อาจารย์จงก็ถือว่ามีชีวิตที่ดีมาก
และเพราะร้านเสริมสวย เธอถึงได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง!
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็พอใจ คิดว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว เชื่อว่าต่อไปเธอจะยิ่งทุ่มเทให้กับร้านเสริมสวยมากขึ้น แต่หลังจากนั้นเธอก็ได้ยินอาจารย์จงเล่าเรื่องอีกเรื่องหนึ่ง
"ช่วงก่อนหน้านี้มีคนหลายกลุ่มมาหาฉัน อยากจะใช้เงินก้อนใหญ่ชักชวนให้ฉันออกจากร้านของเรา"
"หืม? เมื่อไหร่คะ!"
"มีมาตลอดนั่นแหละ ตั้งแต่ร้านเสริมสวยของเราเริ่มมีชื่อเสียง ก็มีคนมาติดต่อไม่น้อยเลน แต่ตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ว่าฉันก็มีหุ้นในร้านเสริมสวยด้วย พอบอกว่าจะให้เงิน แล้วชวนให้ฉันออก ฉันก็ปฏิเสธไปเลย หลังจากนั้นพวกเขาก็แกล้งมาเป็นลูกมือ เพื่อทำงานในร้าน แต่พบว่าเรียนรู้ฝีมือได้ แต่อย่างอื่นเรียนไม่ได้ แถมยังได้ยินว่าฉันก็มีหุ้นในร้านเสริมสวย ก็เริ่มชักชวนฉันหลายวิธี บางคนบอกว่าจะช่วยเปิดร้านให้ฉันเลยด้วยซ้ำนะ โดยให้ฉันถือหุ้นใหญ่ บางคนก็บอกให้ฉันออกไปร่วมหุ้นกับพวกเขา จะให้ส่วนแบ่งเท่าไหร่ก็ได้ตามที่ฉันต้องการ พูดง่ายๆคือแต่ละคนเสนอดีกว่ากันไปหมด แต่ฉันปฏิเสธทั้งหมด"
บทที่ 577: ความคิดของลู่เซี่ย
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ไม่รู้สึกแปลกใจ เพราะร้านเสริมสวยกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การที่มีคนมาดึงตัวพนักงานไปก็เป็นเรื่องปกติ แต่เธอไม่คิดว่าอาจารย์จง ผู้เป็นหัวใจสำคัญของร้าน จะไม่หวั่นไหวและปฏิเสธไปตรงๆ แบบนี้ ลู่เซี่ยรู้สึกซาบซึ้งใจมาก
เธอจึงครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า "ตอนที่เราเพิ่งเปิดร้านใหม่ๆ พวกคุณก็ไม่มีเงินมากนัก เราจึงแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนการทำงานของแต่ละคน แต่สองปีมานี้ฉันก็ไม่ค่อยได้มาร้านเท่าไหร่เลย ร้านดำเนินการโดยพวกคุณทั้งหมด ดังนั้นต่อไปพวกคุณสามารถซื้อหุ้นได้ ฉันจะแบ่งสัดส่วนใหม่ให้ตามขนาดของร้านในปัจจุบัน การแบ่งผลกำไรนี้จึงไม่ได้คงที่ตายตัว"
ทั้งสองคนฟังแล้วส่ายหน้าปฏิเสธทันที โดยเฉพาะเย่หลิน เธอพูดว่า "แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว พูดตามตรง ตอนแรกที่เปิดร้านก็เป็นความคิดและการตัดสินใจของพี่ทั้งหมด เงินเกือบทั้งหมดก็มาจากพี่คนเดียว ฉันไม่ได้ลงทุนอะไรมากนัก แทบจะไม่ถึงเศษเสี้ยวของพี่ด้วยซ้ำ จริงๆแล้วฉันก็แค่ลูกจ้างคนหนึ่ง แต่พี่กลับให้ส่วนแบ่งกำไรมากขนาดนี้ ฉันรับไว้ก็รู้สึกเกรงใจแล้ว จะเอามากกว่านี้ได้ยังไง?"
อาจารย์จงก็พูดเสริมว่า "ฉันก็เช่นกัน หลังจากเปิดร้านฉันไม่ได้ลงทุนสักบาท แม้จะบอกว่าเป็นการถือหุ้นด้วยฝีมือ แต่เงินเดือนแต่ละเดือนก็ไม่น้อยเลยนะ ส่วนแบ่งที่ฉันได้รับก็มากพอแล้วล่ะ! ถ้าไม่มีพวกคุณก็คงไม่มีฉันในวันนี้ ฉันก็ไม่ได้มีความต้องการอะไรมากมาย อายุก็ไม่น้อยแล้ว แค่อยากเลี้ยงดูลูกชายให้ดีก็พอ แบบนี้ก็ดีอยู่แล้วล่ะค่ะ!"
ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์จงก็รู้ว่าฝีมือที่เธอมีนั้น ถ้าศึกษาอย่างละเอียดก็สามารถเรียนรู้ได้ และผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของร้านตอนนี้ก็คือผลิตภัณฑ์ที่ลู่เซี่ยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้ อาจารย์จงรู้ว่าแม้ไม่มีเธอ ลู่เซี่ยและคนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ดีแน่นอน ดังนั้นเธอจึงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองสำคัญมากนัก แบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว เพราะร้านเสริมสวย เธอได้รับทั้งเงินทอง ตำแหน่ง และทุกสิ่งที่เธอต้องการแล้ว
แล้วทำไมต้องเสี่ยงเริ่มต้นใหม่ด้วยล่ะ?
ลู่เซี่ยฟังคำพูดของทั้งสองคนแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจ เห็นพวกเธอให้ความสำคัญกับร้านเสริมสวยมากขนาดนี้ ก็รู้สึกตื้นตันใจ จึงตัดสินใจว่าจะต้องทำให้ร้านเสริมสวยดีขึ้นและใหญ่ขึ้น ไม่ทำให้ความทุ่มเทและความคาดหวังของพวกเธอสูญเปล่า
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยปละละเลยอีกต่อไป กลับไปคิดทบทวนแล้วจึงจัดประชุมกับพวกเธอก่อนวันหยุดปีใหม่ เพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาต่อไปของร้านเสริมสวยในปัจจุบัน
ประการแรกคือปัญหาการรับคน ตอนนี้ร้านเสริมสวยยุ่งมาก เย่หลินคนเดียวดูแลร้านทั้งสี่สาขาไม่ไหวแน่ๆ และเธอยังทำหน้าที่เป็นเหรัญญิกด้วย ซึ่งชัดเจนว่าไม่ใช่จุดแข็งของเธอเลย ดังนั้นจึงต้องหาคนมาช่วยแบ่งเบาภาระ รวมถึงการจัดการด้านอื่นๆ ปัจจุบันร้านเสริมสวยยังไม่ค่อยเป็นระบบ ดังนั้นลู่เซี่ยจึงเสนอให้เปิดบริษัทเลย แล้วใช้บริษัทเป็นศูนย์กลางควบคุมร้านสาขาต่างๆ และด้วยวิธีนี้ ทั้งพนักงานและทุกอย่างจะมีระบบที่สมบูรณ์
ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ของร้านเสริมสวยมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ใช้ในการผลิตก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วย ตอนนี้จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นการผลิตเป็นแบบสายพานแล้ว แน่นอนว่าผลิตภัณฑ์พิเศษของร้านเสริมสวย เช่น ตัวที่เพิ่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ยังต้องทำแยกต่างหาก เมื่อกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น พวกเธอก็สามารถเริ่มขายผลิตภัณฑ์ได้ เพราะผลิตภัณฑ์ของพวกเธอใช้ดีมาก มีลูกค้าหลายคนเสนอที่จะซื้อแล้ว
ด้วยวิธีนี้ ก็จะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการขายเครื่องสำอาง อาจจะต้องผ่านการทดสอบความปลอดภัยจากรัฐบาลด้วย ขั้นตอนต่างๆค่อนข้างยุ่งยากในการดำเนินการ
แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะสิ่งเหล่านี้จะใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต และพวกเธอก็ไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในปักกิ่ง เมื่อบริษัทขยายตัว ก็สามารถไปเปิดร้านในพื้นที่อื่นๆ หรือแม้แต่เปิดแฟรนไชส์โดยตรง
ร้านแฟรนไชส์ก็จะได้รับการฝึกอบรมและจัดหาผลิตภัณฑ์จากพวกเธอ วิธีนี้จะทำให้ขยายตัวได้เร็วขึ้นแน่นอน
บทที่ 578: หน้าที่ของเจ้านาย
คำพูดของลู่เซี่ยทำให้อีกสองคนตะลึงงัน
"เราทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ?" เย่หลินถามอย่างประหลาดใจ
เธอเคยคิดว่าการเปิดร้านเสริมสวยไม่กี่แห่งในเมืองหลวงแบบนี้ก็นับว่าเก่งแล้ว แต่หลังจากฟังลู่เซี่ย ถึงได้รู้ว่าความเป็นไปได้นั้นยิ่งใหญ่กว่านั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการมาก่อน
ลู่เซี่ยยิ้มตอบ "ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ใจกว้างแค่ไหน ตลาดก็กว้างแค่นั้นแหละ!"
อาจารย์จงที่อยู่ข้างๆนั้นยังคงตื่นตะลึงไม่หาย เธอรู้ว่าเจ้านายใหญ่เก่งแค่ไหน แต่ไม่คิดว่าวิสัยทัศน์จะกว้างไกลถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตาม เธอยังกังวลเรื่องหนึ่ง "ถ้าให้คนอื่นผลิตสินค้าพวกนี้ จะไม่ทำให้สูตรรั่วไหลหรือคะ?"
"ไม่ต้องกังวลหรอก" ลู่เซี่ยตอบพร้อมอธิบาย "มีสองวิธีที่จะป้องกันได้ หนึ่งคือจดสิทธิบัตร ถ้าใครลอกเลียนแบบอย่างที่เราทำก็ผิดกฎหมาย เราฟ้องร้องได้ สองคือให้คนอื่นทำขั้นตอนทั่วไป ส่วนขั้นตอนสำคัญเราทำเอง เครื่องสำอางพวกนี้แค่สัดส่วนต่างกันนิดหน่อย ก็ให้ผลต่างกันมากแล้ว เพราะแบบนั้นการลอกเลียนจึงทำได้ยากไง"
อาจารย์จงฟังแล้วโล่งใจ ส่วนเย่หลินก็พูดอย่างตื่นเต้น "เยี่ยมเลย! งั้นเราใช้ทั้งสองวิธีพร้อมกันเลยดีกว่า จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดอะไร!"
แต่แล้วเธอก็เริ่มกังวลขึ้นมาอีกครั้ง "แต่ดูเหมือนจะมีอะไรต้องทำเยอะมากเลยนะ หลายอย่างฉันก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะจัดการยังไงดี"
ลู่เซี่ยหัวเราะ "ถ้าเธอไม่เข้าใจก็หาคนที่เข้าใจมาทำสิ"
"หา?" เย่หลินงุนงง "แล้วจะไปหาใครล่ะ?"
ลู่เซี่ยอึ้งไปชั่วครู่ เห็นว่าเธอยังไม่เข้าใจจึงอธิบายว่า "เธอเป็นเจ้านายนะ เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รู้ไหมว่าหน้าที่ของเจ้านายคืออะไร? แค่จ้างพนักงานที่มีความสามารถมาทำก็พอแล้ว!"
"ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?" เย่หลินรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ใหม่
"แน่นอนสิ ลองดูจักรพรรดิในสมัยโบราณสิ มีองค์ไหนบ้างที่ทำงานด้วยตัวเอง? ส่วนใหญ่ก็สั่งให้ขุนนางใต้บังคับบัญชาทำกันทั้งนั้นแหละ การเป็นเจ้านายก็เช่นกัน ถ้าทุกอย่างต้องให้เจ้านายทำเอง แล้วจะจ้างพนักงานมาทำไมล่ะ? หน้าที่ของเจ้านายคือการมอบหมายงาน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยให้พนักงานเป็นคนแก้ปัญหา นี่แหละคือสิ่งที่เจ้านายควรทำ!"
"อ๋อ เข้าใจแล้ว!"
เย่หลินดูเหมือนจะยังไม่คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงสถานะ ราวกับว่าเพิ่งก้าวจากการเป็นลูกจ้างมาเป็นเจ้านายในชั่วข้ามคืน แต่ลู่เซี่ยก็ไม่ได้คาดหวังให้เธอเปลี่ยนแนวคิดในทันที คิดว่าปล่อยให้ค่อยๆปรับตัวไปเองแบบนี้คงจะดีกว่า
จากนั้นเขาก็พูดถึงเรื่องการเปิดบริษัทต่อ
"ถ้าพวกเธอเห็นด้วยทั้งหมด สิ่งที่เย่หลินต้องทำต่อไปก็คือเปิดบริษัทและเริ่มรับพนักงาน เมื่อได้พนักงานพอแล้ว เธอก็ต้องวางระบบการทำงานของบริษัทให้สมบูรณ์ แล้วก็ต้องจัดการเรื่องคุณสมบัติการขายผลิตภัณฑ์ ถ้าเธอไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ก็ให้พนักงานเป็นคนจัดการก็ได้ หลังจากนั้นก็เปิดโรงงาน อาจจะเริ่มจากโรงงานขนาดเล็กก่อนก็ได้
เพราะตอนนี้ความต้องการยังไม่มาก เราค่อยๆขยายไปได้ และสุดท้ายก็คือการขายผลิตภัณฑ์ เพราะเนื่องจากเรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว แม้แต่การขายก็สามารถประหยัดต้นทุนได้ ด้านนี้ไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอก และถ้าเธอไม่อยากพัฒนาเร็วเกินไป การมีแฟรนไชส์ก็สามารถรอก่อนได้ แต่ถ้ารู้สึกว่าพร้อม สองอย่างนี้ก็ลองทำดูได้นะ" เย่หลินฟังแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องต้องทำมากมาย สมองของเธอพยายามประมวลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับ
แต่เธอก็ยังมีข้อสงสัย "ที่พี่พูดถึงแฟรนไชส์ หมายถึงให้คนอื่นมาเปิดสาขาให้เราใช่ไหม? แล้วมันมีประโยชน์อะไรกับเราล่ะ? เปิดเองจะไม้ดีกว่าเหรอ?"
บทที่ 579: ความหมายของการเข้าร่วมแฟรนไชส์
“การเปิดร้านเองก็ทำได้ แต่พวกเราจะมีเวลา เงิน และพลังงานมากพอเหรอ? ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าถ้าจะเปิดเอง มันจะใช้เวลามาก ตั้งแต่การฝึกอบรมพนักงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการร้าน ทั้งหมดต้องดูแลเอง ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและวัสดุมากเกินไป
ดังนั้นการขยายกิจการจะช้าอย่างแน่นอน”
“แต่ถ้าเป็นแฟรนไชส์ เราจะประหยัดทรัพยากรเหล่านี้ได้นะ และการทำแฟรนไชส์ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์สำหรับพวกเราด้วย เพราะอย่างน้อยการเข้าร่วมแฟรนไชส์ก็ไม่ได้ฟรี ถ้าอยากใช้แบรนด์ของเรา ก็ต้องจ่ายค่าแฟรนไชส์ ซึ่งจำนวนเท่าไหร่เราค่อยมาคุยกันทีหลัง”
“และฉันก็เคยบอกไปแล้วว่า หลังจากเข้าร่วมแฟรนไชส์ เราสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ให้พวกเขาได้ ซึ่งก็ไม่ได้ให้ฟรี พวกเขาต้องจ่ายเงินซื้อ และตราบใดที่เรายังควบคุมเทคโนโลยีในจุดนี้ได้ คนอื่นก็ต้องซื้อผลิตภัณฑ์จากเราเท่านั้น ถือเป็นการผูกขาดอย่างหนึ่ง แบบนี้ก็สามารถทำเงินได้ไม่ใช่เหรอ!”
“ที่สำคัญที่สุดคือ การทำแฟรนไชส์สามารถทำให้ร้านค้าและแบรนด์ของเราขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว สามารถยึดครองตลาด แบบนี้ร้านเสริมสวยของเราถือว่าดีที่สุดในปักกิ่ง แต่ไม่รับประกันว่าในอนาคตจะไม่มีคู่แข่งรายอื่น เพราะต้องรู้ว่าในต่างประเทศและฮ่องกงมีอุตสาหกรรมความงามที่เติบโตเต็มที่แล้ว และถ้าคนอื่นเกิดมาแย่งตลาดไปก่อน ตอนนั้นพวกเราคงต้องถอยแน่!"
พออีกสองคนฟังแล้วก็อดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ ก่อนหน้านี้พวกเธอคิดว่าร้านเสริมสวยของพวกเธอเป็นที่ที่ดีที่สุดในปักกิ่ง จึงไม่ค่อยกังวลอะไรมาก แต่ตอนนี้ได้ยินว่าอาจถูกแซงหน้า จะไม่รีบได้อย่างไร! ดังนั้นเย่หลินจึงไม่ลังเลอีกต่อไป เธอพูดออกมาตรงๆว่า
"ทำเลย ฉันเห็นด้วยกับพี่ทั้งหมด พวกเรามาทำกันเลยนะ!" ส่วนอาจารย์จงที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็สงสัยว่า
"แต่คนที่เข้าร่วมแฟรนไชส์พวกนั้นได้อะไร? ต้องเสียเงินถึงจะเข้าร่วมได้ ไม่เหมือนทำเองเลยนะ!"
แต่คำถามนี้ไม่ต้องให้ลู่เซี่ยอธิบาย เพราะตอนนี้เย่หลินก็เริ่มที่จะเข้าใจแล้ว
"ฉันรู้แล้ว! เป็ฯเพราะพวกเขาไม่มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ก่อนหน้านี้ก็มีคนเปิดร้านเสริมสวย แต่ไม่ได้ดีเท่าธุรกิจของเรา พูดง่ายๆคือผลิตภัณฑ์สู้เราไม่ได้ ผลลัพธ์การใช้งานไม่ดีเท่าเราใช่ไหม" ลู่เซี่ยพยักหน้า
"ใช่แล้ว และแบรนด์ของเราก็มีชื่อเสียงกว่าด้วย ตอนนี้ในปักกิ่ง ถ้าถามว่าไปร้านเสริมสวยร้านไหนดี ยังไงพวกเขาก็ต้องพูดถึงร้านของเราแน่นอน แค่ติดป้ายชื่อนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีลูกค้า เธอว่าคนอื่นจะยอมจ่ายเงินให้เราไหมล่ะ?"
"อ๋อ เข้าใจแล้ว ฉันก็ว่าทำไมพี่ถึงให้ฉันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าด้วย ก็กลัวคนเลียนแบบนี่เอง!" เย่หลินพูดอย่างเข้าใจในภายหลัง
"ใช่แล้ว ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน" อีกสองคนฟังแล้วก็ไม่มีความเห็นอะไรอีก ต่างพากันหารือรายละเอียดเฉพาะ แม้แต่อาจารย์จงก็เหมือนได้ชีวิตใหม่ กระตือรือร้นหารือเรื่องการผลิตผลิตภัณฑ์ในอนาคต
เพราะเรื่องนี้ต่อไปเธอต้องเป็นคนรับผิดชอบหลัก หลังจากหารือกันคร่าวๆแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายกันไปอย่างพอใจ
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้ว เรื่องเฉพาะเจาะจงต้องรอหลังปีใหม่ถึงจะจัดการได้ ลู่เซี่ยนั้นแต่เดิมไม่ได้ตั้งใจจะขยายร้านเสริมสวยให้ใหญ่ เพราะพวกเธอไม่ใช่คนที่มีความทะเยอทะยานอะไรมาก
แต่เห็นพวกเธอสองคนใส่ใจกับร้านเสริมสวยขนาดนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าถ้าไม่ทำให้ใหญ่ก็น่าเสียดาย โชคดีที่หลังจากเสนอไป พวกเธอก็เต็มใจและตั้งตารอให้ธุรกิจออกมาเป็นแบบนั้น ลู่เซี่ยจึงวางใจได้
ตอนนี้ใกล้ปีใหม่แล้ว ปีนี้เจียงเฉิงหยวนกลับมาไม่ได้ ได้เขียนจดหมายบอกพวกเขาแต่เนิ่นๆแล้ว ส่วนครอบครัวพี่ชายคนโต เดิมก็ตั้งใจจะกลับมา แต่ลูกยังเล็กเกินไป ก่อนออกเดินทางก็เกิดป่วยขึ้นมา ดังนั้นปีนี้จึงกลับมาไม่ได้
แม้ป้าใหญ่และคนอื่นๆจะผิดหวัง แต่ก็เข้าใจ เพราะเด็กยังเล็ก พวกเขาก็กังวล จึงส่งของไปให้มากมาย เพื่อให้พวกเขาฉลองปีใหม่ในกองทัพอย่างอบอุ่น
บทที่ 580: พี่สาม
ก่อนวันปีใหม่ไม่กี่วัน ลู่เซี่ยและครอบครัวย้ายกลับมาที่บ้านใหญ่ เนื่องจากป้าใหญ่และคนอื่นๆต้องเข้าเวรในช่วงเทศกาลปีใหม่ พวกเขาจึงไม่สามารถปล่อยให้คุณปู่เจียงอยู่บ้านคนเดียวได้ อีกทั้งห้องพักที่พวกเขาเคยอยู่ ป้าหวังก็ดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอ การย้ายกลับมาจึงสะดวกสบายมาทีเดียว
ปีใหม่ปีนี้ไม่แตกต่างจากปีก่อนๆมากนัก แต่เมื่อไปอวยพรปีใหม่ ก็สังเกตได้ว่าสภาพจิตใจของครอบครัวพี่สามเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะพี่เขย แต่ก่อนเขาเป็นคนเงียบขรึม แต่ปีนี้อาจเป็นเพราะได้เปิดบริษัทแล้ว จึงมีความมั่นใจมากขึ้น อีกทั้งต้องพูดคุยกับลูกค้าบ่อยครั้ง ทำให้เขาพูดคุยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อลู่เซี่ยถามถึงพัฒนาการของบริษัทขนส่ง พี่เขยก็เล่าให้ฟังคร่าวๆ
แม้ว่าตอนนี้บริษัทยังไม่มีกำไร แต่จากท่าทางของเขาก็เห็นได้ว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี และเริ่มมีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คาดว่าอีกไม่นานก็จะคืนทุนและสามารถขยายกิจการได้ ส่วนพี่สามนั้น สภาพจิตใจก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน พอมาถึงก็รีบเข้ามาขอบคุณลู่เซี่ยอย่างกระตือรือร้น
ร้านอาหารของเธอประสบความสำเร็จอย่างมาก เปิดไม่นานก็มีกำไร หลังจากนั้นจึงจ้างพนักงานดูแลร้าน แล้วรีบเปิดร้านที่สองที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งก็ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน
ตอนนี้เธอไม่ต้องลงมือทำงานอะไรเองแล้ว เพียงแค่ดูแลการซื้อวัตถุดิบ และจัดการด้านการเงินเท่านั้น ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนก่อน แต่กลับได้รายได้มากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ พี่สามจึงรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณลู่เซี่ยเป็นอย่างมาก เพราะธุรกิจนี้สร้างรายได้อย่างชัดเจน ใช้เงินลงทุนไม่มาก และใครๆก็สามารถทำได้
หากลู่เซี่ยทำเองก็คงได้กำไรไม่น้อย แต่เธอกลับยกธุรกิจนี้ให้พี่สาม
ลู่เซี่ยเข้าใจความรู้สึกของพี่สามดี แต่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก เธอกล่าวว่า "พี่ก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ฉันแค่ลงทุน ไม่ได้ลงมือทำเองซะหน่อย จริงๆฉันก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ดังนั้นถึงพี่ไม่ทำ ฉันก็คงไม่ทำอยู่ดี"
พี่สาวฟังแล้วก็เข้าใจความหมาย จึงไม่พูดขอบคุณอีก แต่กลับบอกว่า "ตั้งแต่ฉันเปิดร้านมา ก็มีคนเห็นว่าขายดีแล้วมาเปิดตาม แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าร้านของฉัน ถึงแม้จะแย่งลูกค้าไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่าความคุมลูกค้าได้ดีอยู่"
ลู่เซี่ยพยักหน้า "ก็เป็นเรื่องปกตินะ วิธีทำมันลอกเลียนแบบได้ง่ายด้วย ดูไม่กี่ครั้งก็พอเดาได้ว่ามีอะไรบ้าง"
พี่สาวได้ยินแล้วก็ยิ้ม "พวกเขาอาจเดาได้คร่าวๆ แต่รายละเอียดก็ยังมองไม่ออก ใครจะคิดว่าเธอใช้สมุนไพรและเครื่องเทศมากมายขนาดนั้น"
"ไม่ว่าพวกเขาจะทำอย่างไร ก็ไม่สามารถเทียบรสชาติของฉันได้แน่นอน พูดถึงเรื่องนี้ เสี่ยวเซี่ยก็เก่งจริงๆนะ ที่รู้สูตรอาหารดีๆแบบนี้ จนตอนนี้ฉันต้องระมัดระวังมาก เวลาออกไปซื้อเครื่องปรุงทีนะ ถึงขนาดต้องซื้อของที่ไม่ได้ใช้ปนมาด้วย เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเดาออกว่าใส่อะไรบ้าง"
ลู่เซี่ยฟังแล้วไม่รู้จะพูดอะไรดี เธออยากจะบอกว่าส่วนผสมเหล่านี้ในยุคปัจจุบันได้ถูกเผยแพร่ในคลิปสั้นๆมากมายแล้ว ไม่เพียงแค่เปิดเผยส่วนผสมและปริมาณ แต่ยังสอนวิธีทำอย่างละเอียดด้วย
ดังนั้น มันไม่ใช่ความสามารถพิเศษของเธอจริงๆ
แต่เรื่องนี้อธิบายไม่ได้ ลู่เซี่ยจึงได้แต่ยอมรับโดยดุษณี
ปีนี้ตอนไปอวยพรปีใหม่ คังคังและเด็กอีกสามคนได้รับอั่งเปาเป็นจำนวนไม่น้อย
เด็กๆปีนี้ก็ยังคง "ทำธุรกิจ" อีกครั้ง ได้รับอั่งเปาทั้งใหญ่และเล็กเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ความปรารถนาของพวกเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่การซื้อรถจี๊ปอีกต่อไปแล้ว เพราะโตขึ้นอีกปี เลยทำให้มีความเข้าใจเรื่องเงินมากขึ้น รู้ว่าเงินในอั่งเปาไม่เพียงพอที่จะซื้อรถใหญ่ขนาดนั้น
อีกทั้งรถของเล่นที่ซื้อปีที่แล้ว พวกเขาก็เบื่อแล้ว
ดังนั้นปีนี้พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งเป้าหมายเล็กลง นั่นคือการซื้อจักรยาน
จบตอน
Comments
Post a Comment