บทที่ 61: สร้างความขุ่นเคือง
อันที่จริงในช่วงนี้ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันเย็นชาที่เกิดขึ้นระหว่างซูม่านและเฉิงอวี้เจียว
สาเหตุหลักก็คือ กู้เซี่ยงหนาน
ก่อนหน้านี้ในตอนที่เฉิงอวี้เจียวยังไม่มา ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าซูม่าน และกู้เซี่ยงหนานนั้นสนิทสนมกันมาก
แต่เมื่อเฉิงอวี้เจียวปรากฏตัวขึ้น และเธอยังเป็นคนที่ถูกหมั้นหมายมาให้แต่งงานกับกู้เซี่ยงหนานความสัมพันธ์ของทั้งสามคนจึงซับซ้อนขึ้น
เมื่อคิดถึงจุดนี้ ซุนเสิ้งหนานเองก็ไม่อยากจะไปบังคับซูม่านให้มากนัก
เธอจึงไปหากู้เซี่ยงหนาน
ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วซุนเสิ้งหนานพูดอะไรกับกู้เซี่ยงหนาน แต่เมื่อเลิกงาน กู้เซี่ยงหนานก็พาเฉิงอวี้เจียวไปเรียนตัดหญ้าหมูด้วยตัวเอง
เมื่อถึงเวลาเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น หญ้าหมูที่เฉิงอี้เจี้ยวตัดก็พอใช้ได้ แม้จะเทียบไม่ได้หญ้าที่เด็กๆในหมู่บ้านตัด แต่ก็ถือว่าได้หนึ่งคะแนนงาน
เมื่อเป็นอย่างนั้น เฉิงอวี้เจียวก็ดีใจมาก หลังเลิกงานเธอก็ไปพูดกับกู้เซี่ยงหนานอย่างเจื้อยแจ้ว ประมาณว่าขอบคุณเขามากที่ช่วยเหลือจนทำงานได้สำเร็จ
ทำให้กู้เซี่ยงหนานรู้สึกรำคาญ แต่ก็ไม่อยากจะผลักไสเธอออกไป
แต่ซูม่านกลับมีสีหน้าเย็นชาลงเรื่อยๆ
คนอื่นๆเองก็ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร
ตอนนั้นเอง ซูม่านเผลอหันไปเห็นสายตาท้าทายของเฉิงอวี้เจียว เธอจึงแค่นเสียงเยาะเย้ยอย่างเย็นชา และไม่สนใจพวกเขาอีก ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน แล้วหยิบไก่ฟ้าออกมาตัวหนึ่ง
“ฉันเพิ่งจับได้วันนี้ ทำทานกันเย็นนี้เถอะ นานๆพวกเราจะได้ทานเนื้อสักครั้ง ก็ควรจะบำรุงกันบ้าง"
เมื่อรู้ว่าจะมีเนื้อให้ทาน เหล่าปัญญาชนพากันดีใจ ต่างก็แสดงความขอบคุณต่อซูม่าน
และช่วยกันเสนอความเห็น อยากจะทำอาหารเย็นมื้อนี้ให้อร่อยที่สุด
ทุกคนต่างก็วุ่นวายกันอยู่ ละครของเฉิงอวี้เจียวจึงถูกหมางเมินไปในเวลาเพียงไม่นาน
เมื่อเฉิงอวี้เจียวเห็นซูม่านถูกห้อมล้อมด้วยผู้คน แม้แต่กู้เซี่ยงหนานก็ยังจะเข้าไปร่วมวงด้วย ทำเอาเธอโมโหจนฟันแทบกัดลิ้นตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ความโกรธของเธอก็ไม่สามารถหยุดยั้งความกระตือรือร้นในการทานเนื้อของทุกคนได้
มื้อเย็นของวันนี้ ทุกคนได้ทานไก่ตุ๋นมันฝรั่งกันอย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุขกันถ้วนหน้า
ส่วนเฉิงอวี้เจียวนั้นกลับไม่รู้ว่จะเอาแต่ใจอะไรนักหนา จู่ๆกลับไม่ยอมแตะเนื้อแม้แต่คำเดียว
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างเมินเฉย เธอจึงพึมพำออกมา “ไม่รู้ว่าไม่ได้กินเนื้อกันมากี่ชาติกี่ภพแล้ว พวกตะกละ”
แม้จะเป็นการพึมพำ แต่คนที่ควรได้ยินก็ได้ยินกันหมดแล้ว
คราวนี้เฉิงอวี้เจียวได้ทำเรื่องเกินขอบเขตไปมากแล้ว ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าของเหล่าปัญญาชนต่างก็ไม่สู้ดีนักขึ้นใน
กู้เซี่ยงหนานเห็นดังนั้นจึงวางตะเกียบลง และกับตำหนิทันที “ถ้าพูดได้ก็พูด พูดไม่ได้ก็อย่าพูด ยังคิดว่าที่นี่คือบ้านของเธอหรือไง หากยังเอาแต่ใจอยู่แบบนี้ ต่อไปฉันก็จะไม่สนใจเจ้าแล้ว”
เฉิงอวี้เจียวที่รู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งมาตลอดทั้งคืน กลับไม่คิดว่ากู้เซี่ยงหนานจะพูดแบบนี้กับเธอ เวลานี้จึงอดกลั้นไว้ไม่อยู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งกลับเข้าห้องไป
ไม่คิดว่าในเวลาแบบนี้ เฉิงอวี้เจียวยังจะงอนได้อีก กู้เซี่ยงหนานจึงทำสีหน้าบึ้งตึง
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังต้องคอยตามแก้ปัญหาให้เธออยู่ดี จึงกล่าวขอโทษกับทุกคน
“นิสัยใจคอของเธอก็เป็นแบบนี้ ไม่มีเจตนาร้าย ทุกคนอย่าได้ถือสาเลย”
แต่สีหน้าของทุกคนก็ยังคงไม่ดีขึ้น เพราะไม่ว่าใครที่โดนดูถูกแบบนี้ ก็คงรู้สึกไม่ดีด้วยกันทั้งนั้น
กู้เซี่ยงหนานไม่มีทางเลือก จึงกลับเข้าไปในห้องแล้วหยิบเอาผลไม้กระป๋องออกมาสองกระป๋อง
“ผมขอโทษแทนเธอด้วยนะครับ หวังว่าทุกคนคงจะไม่โกรธเธอ เธอแค่ยังเด็ก ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร”
ผลไม้กระป๋องเป็นรสลูกท้อสีเหลือง ขนาดไม่เล็ก หาซื้อได้ยาก เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้เขาลงทุนมาก
คนอื่นๆเห็นแบบนั้นสีหน้าก็ดีขึ้น และไม่พูดถึงเรื่องความโกรธอีก
แต่ซูม่านเห็นการกระทำของเขากลับหัวเราะเยาะเย้ย แล้วลุกออกไป กู้เซี่ยงหนานเห็นดังนั้นจึงอยากจะรั้งเธอไว้ แต่เมื่อเห็นว่าเธอเข้าห้องไปแล้ว จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ส่วนคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากัน พวกเขาไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปกว่านี้ จึงถือว่าเรื่องนี้จบลงด้วยการกินผลไม้กระป๋อง
บทที่ 62: หูเจี้ยนจวิน
ลูกท้อกระป๋องอร่อยสมคำร่ำลือ พวกเขามีกันหลายคน แต่ละคนเลยได้เนื้อลูกท้อเพียงคนละนิดหน่อย
ลู่เซี่ยกัดคำหนึ่งแล้วหรี่ตาลง พลางคิดในใจว่ารสชาติใช้ได้เลย น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้แลกคูปองอาหารกระป๋องมาด้วย ไม่คิดว่าของแบบนี้จะอร่อยมากขนาดนี้
ส่วนเจียงจวินโม่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เห็นท่าทางเธอแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าเธอชอบ จึงคิดในใจว่า เขาน่าจะมีคูปองอาหารกระป๋องเหลืออยู่สองใบ เดี๋ยวค่อยหาเวลาไปซื้อมาให้เธอ คงจะทำให้เธอยอมใจอ่อน แล้วทำกับข้าวอร่อยๆให้เขาทานอีกหลายมื้อแน่ๆ
เพราะได้mkoทั้งเนื้อทั้งผลไม้กระป๋อง คืนนี้ทุกคนเลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไม่อยากกลับไปพักผ่อนเร็วเหมือนทุกที จึงพากันนั่งคุยกันที่ลานบ้าน
ทันใดนั้น ลู่เซี่ยก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงถามซุนเสิ้งหนานขึ้นมา “พี่เสิ้งหนานคะ ฉันเห็นว่าชาวบ้านเขาก็เลี้ยงไก่เลี้ยงหมูตามจำนวนที่กำหนดได้ แบบนี้ที่พักของปัญญาชนของเราจะเลี้ยงบ้างได้ไหม?”
ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า “เลี้ยงได้ จริงๆเรื่องนี้พวกเราก็เคยคุยกันแล้ว แต่เพราะต้องควักเงินตัวเองไปสร้างเล้าหมูเล้าไก่ แถมยังต้องหาคนมาช่วยให้อาหารอีก กลิ่นก็คงจะค่อนข้างรบกวน สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นว่า ค่าใช้จ่ายมันสูง และความคิดเห็นก็ไม่ค่อยตรงกัน จึงไม่ได้เลี้ยงกันสักที”
ลู่เซี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้จะแอบผิดหวังอยู่บ้างแต่ก็สามารถเข้าใจ ที่พักของปัญญาชนมีคนอยู่มากมาย ต่างคนก็ต่างความคิด การจะหาข้อสรุปที่ทำให้ทุกคนเห็นด้วยคงเป็นเรื่องยาก
ตอนแรกเธอคิดว่าหากเลี้ยงได้ เธอจะเลี้ยงไก่สักสองสามตัว จะได้มีไข่ไก่ไว้ทานอย่างอิสระ แต่ตอนนี้ดูท่าจะหมดหวังแล้ว
เฮ้อ อยากย้ายออกไปอยู่ข้างนอกจัง!
ลู่เซี่ยครุ่นคิดเรื่องต่างๆในใจ ขณะที่กลุ่มปัญญาชนหญิงฝั่งนั้นกำลังพูดคุยเรื่องชาวบ้านกันอย่างออกรส
“ได้ยินมาว่าลูกชายของตระกูลหู บ้านที่ฐานะดีที่สุดในหมู่บ้านเราน่ะ กำลังจะกลับมาแล้ว”
“หมายถึงคนที่เป็นทหาร อยู่หน่วยทหารน่ะเหรอ?”
"ใช่ ได้ยินมาว่าคุณนายหูเตรียมหาแม่สื่อไว้ให้ตั้งนานแล้ว ดูตัวผู้หญิงไว้หลายคน ตั้งใจให้ลูกชายมาดูตัวทันทีที่กลับมา และแต่งงานก่อนจึงค่อยออกเดินทาง
“คงรีบน่าดู ลูกชายสามคน ลูกชายคนที่สองกับลูกชายคนเล็กก็มีลูกกันหมดแล้ว เหลือแต่ลูกชายคนโตนี่แหละที่ยังไม่แต่ง ไม่รีบได้ไง…”
เมื่อได้ยินแบบนี้ เหล่าปัญญาชนหญิงก็พากันให้ความสนใจ ‘หูเจี้ยนจวิน’ ลูกชายตระกูลหู นับเป็นสหายชายที่สาวๆหมายปองมากที่สุดในหมู่บ้าน
ได้ยินมาว่าอีกไม่นานก็จะได้เลื่อนยศเป็น ‘ผู้บัญชาการ’ เมื่อถึงตอนนั้นก็จะได้ไปเป็นทหารติดตามแล้ว สาวๆในหมู่บ้านต่างหมายปองกันอยู่ ใครได้แต่งงานกับเขารับรองว่ามีความสุขแน่นอน
แม้แต่ปัญญาชนหญิงในที่พักของปัญญาชนเองก็อดหวั่นไหวไม่ได้
เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะได้กลับเมืองเมื่อไหร่ อยู่ชนบทมานานหลายปีก็แทบจะหมดกำลังใจแล้ว หลายคนที่ทนไม่ไหวก็แต่งงานกับหนุ่มๆในหมู่บ้านไป ชีวิตก็ดูสบายขึ้น
แต่ก็มีคนที่ไม่อยากแต่งงานกับหนุ่มชนบท และหูเจี้ยนจวินเองก็เป็นตัวเลือกที่ดีกว่ามาก
แต่จริงๆแล้ว คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านก็ไม่อยากได้ปัญญาชน มาเป็นสะใภ้ เพราะปัญญาชนในสายตาพวกเขา นอกจากจะหน้าตาดีกว่าหน่อยแล้ว นิสัยก็เย่อหยิ่ง ไม่เป็นงานเป็นการ บอกได้เลยว่าไร้ประโยชน์สิ้นดี
และได้ยินมาว่าคุณนายหูนั้นเรื่องมาก อยากได้สะใภ้ที่คู่ควรกับลูกชายของเธอจริงๆ ไม่รู้ว่าปัญญาชนหญิงเหล่านี้จะตรงตามเงื่อนไขหรือเปล่า
ส่วนลู่เซี่ยนั้น เธอไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้ เธอรู้ตัวเองดีว่าคงใช้ชีวิตอยู่ในชนบทแห่งนี้ไม่นาน เพียงไม่กี่ปีก็ต้องจากไป ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางแต่งงานอยู่ที่หมู่บ้านนี้แน่นอน
เพียงแต่คราวนี้ไม่รู้ว่าความคิดของพวกเธอเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่
เพิ่งพูดถึงหูเจี้ยนจวินกันเมื่อคืน เช้าวันต่อมา ขณะที่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆกำลังจะออกไปทำงาน พวกเขาก็เห็นชายร่างรูปร่างกำยำคนหนึ่งสวมชุดทหารสีเขียวมะกอก สะพายเป้ เดินเข้ามาจากทางเข้าหมู่บ้าน
ชาวบ้านต่างก็จำเขาได้ในทันที
“ลูกชายคนโตของตระกูลหูกลับมาแล้ว!"
“โอ้! เป็นเจี้ยนจวินนี่เอง! สมกับเป็นทหาร ร่างกายกำยำจริงๆ!”
บทที่ 63: นัดดูตัวเฉินเสวี่ย
ชาวบ้านกำลังพูดคุยกัน จู่ๆก็เห็นคุณนายหูวิ่งเข้ามาแต่ไกล “ลูกจ๋า ลูกกลับมาแล้ว แม่คิดถึงจะแย่แล้ว!”
หูเจี้ยนจวินเข้ามาประคองผู้เป็นแม่ “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว ทำให้แม่เป็นห่วงแย่แล้ว!”
หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความตื้นตันใจที่ได้พบกันอีกครั้ง แม่ลูกจึงผ่อนคลายความตื่นเต้นและความคิดถึงลง หูเจี้ยนจวินทักทายกับชาวบ้านอยู่อีกสักพัก ก่อนจะพาคุณนายหูกลับบ้าน
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆไม่ได้เข้าไปใกล้เพราะไม่สนิท มองเห็นเพียงไกลๆ ว่าหูเจี้ยนจวินไม่ได้หล่อเหลาอะไร เป็นเพียงคนที่มีรูปร่างกำยำแบบทหาร แต่ผิวคล้ำมาก
ลู่เซี่ยไม่ได้รู้สึกอะไร แต่ปัญญาชนหญิงดูเหมือนจะรู้สึกดี
โดยเฉพาะโจวไหลเอ๋อร์ที่หน้าแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าเธอชอบเขา
แต่เขาตั้งเงื่อนไขไว้สูงมาก ไม่รู้ว่าเขาจะชอบเธอหรือเปล่า
ในอีกไม่กี่วันถัดมา ก็มีข่าวเกี่ยวกับหูเจี้ยนจวินแพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้าน
ข่าวว่ากันว่าเขาได้เลื่อนขั้นเป็นผู้บัญชาการแล้ว และหลังจากแต่งงานแล้วก็สามารถพาภรรยาไปประจำการด้วยได้เลย
และยังมีข่าวมาว่าช่วงนี้เขาไปดูตัวผู้หญิงมาแล้วหลายคน แต่ก็ยังไม่มีใครถูกใจ
ขณะที่ทุกคนในหมู่บ้านกำลังสงสัยว่าหนุ่มโสดเนื้อหอมคนนี้จะลงเอยกับใคร ก็มีแขกไม่ได้รับเชิญโผล่มาที่ที่พักของเหล่าปัญญาชน เธอคือผู้นำสตรีของหมู่บ้าน นามว่า ‘สวีต้าเจี่ย’
การมาเยือนของเธอนั้นสร้างความประหลาดใจแก่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างก็เดากันไปต่างๆนานาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
สวีต้าเจี่ยไม่ปล่อยให้ทุกคนสงสัยนาน เธอรีบบอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาในครั้งนี้ นั่นคือ เธอมาหาเฉินเสวี่ย เพื่อจะแนะนำหนุ่มให้รู้จัก และหนุ่มคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือ หูเจี้ยนจวิน ผู้ที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในหมู่บ้านตอนนี้นั่นเอง
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็พากันประหลาดใจ เพราะก่อนหน้านี้ คุณนายหู แม่ของเจี้ยนจวินไม่เคยคิดจะรับสาวปัญญาชนมาเป็นสะใภ้เลยสักนิด
แม้จะไม่มีใครรู้เหตุผลที่แน่ชัด แต่ทุกคนก็รู้สึกยินดีกับเฉินเสวี่ย เพราะหากพิจารณาดูแล้ว เงื่อนไขของหูเจี้ยนจวินนั้นถือว่าดีมากๆเลยทีเดียว
เฉินเสวี่ยลงมาอยู่ชนบทได้สองปี หากเธอแต่งงานกับหูเจี้ยนจวิน และย้ายไปอยู่กับเขาที่กองทัพ เธอก็จะหลุดพ้นจากคำว่า ‘ปัญญาชน’ และไม่ต้องลำบากอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงรู้สึกยินดีกับเฉินเสวี่ย ยกเว้น โจวไหลเอ๋อร์
ตอนนี้ใบหน้าของโจวไหลเอ๋อร์เต็มไปด้วยความไม่พอใจ เพราะคนที่หูเจี้ยนจวินหมายปองไว้ กลับกลายเป็นเฉินเสวี่ยไปเสียได้
โจวไหลเอ๋อร์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง
เมื่อมองดูเฉินเสวี่ยที่ตอนนี้ใบหน้าแดงก่ำเพราะความเขินอาย จนทำให้ดูน่ารักยิ่งขึ้น โจวไหลเอ๋อร์ก็ได้แต่ก้มหน้ากัดฟัน แล้วเดินจากไป
จริงแล้วลู่เซี่ยพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกเฉินเสวี่ย ก็เพราะเธอน่ะสวยที่สุดในบรรดาปัญญาชนที่เคยมาอยู่ที่นี่ ทั้งยังลงมาอยู่ที่หมู่บ้านถึงสองปี ชาวบ้านก็รู้จักเธอดี
เฉินเสวี่ยเป็นคนไม่ชอบโอ้อวด แถมยังสวยและไม่เรื่องมาก เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเป็นภรรยา
เพียงแต่เมื่อนึกถึงหูเจี้ยนจวินที่หน้าตาธรรมดา และใบหน้าดำๆลู่เซี่ยก็รู้สึกเสียดายแทนเฉินเสวี่ย แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าหูเจี้ยนจวินคือตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้
ดังนั้น เฉินเสวี่ยเองก็รู้สึกดีใจมากเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น เธอจึงแต่งตัวสวยเป็นพิเศษ แล้วไปดูตัวกับหัวหน้าสวี
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด
ลู่เซี่ยรู้ดีแก่ใจ
คาดว่าหูเจี้ยนจวินคงจะเห็นผู้หญิงสวยๆในค่ายทหารมามาก เขาเลยอยากได้ภรรยาที่มีการศึกษาหน่อย ส่วนเฉินเสวี่ยเองก็ทั้งสวยทั้งมีการศึกษา ตรงตามเงื่อนไขของเขาทุกอย่าง
ทั้งสองฝ่ายต่างก็พอใจ ผลลัพธ์จึงออกมาดีสำหรับทุกคน
ทั้งสองคนเริ่มเตรียมงานแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากหูเจี้ยนจวินมีวันลาไม่มากพอ พวกเขาจึงต้องแต่งงานกันโดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นก็ต้องเตรียมตัวเรื่องการขอย้ายไปอยู่ด้วยที่ค่ายทหารอีก
ส่วนที่พักของปัญญาชนที่เป็นเสมือนบ้านของเฉินเสวี่ย เวลานี้ก็พลอยพลุกพล่านไปด้วย
นับตั้งแต่ลู่เซี่ยย้ายมาอยู่ นี่เป็นงานแต่งงานแรกของสมาชิกในที่พักของปัญญาชน เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอะไรได้บ้าง เพียงแค่คิดว่าอย่างไรพวกเธอก็รู้จักกัน คงหาของขวัญไปให้ก็พอ
แต่ไม่นึกเลยว่า เธอยังไม่ทันจะมอบของขวัญให้
งานแต่งงานที่ดูเหมือนจะราบรื่น กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นเสียก่อน
บทที่ 64: ตกน้ำและช่วยชีวิต
หลังจากเฉินเสวี่ยและหูเจี้ยนจวินนัดดูตัวกันแล้ว พวกเขาก็ตกลงแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดวันแต่งงานไว้อีกห้าวันถัดไป
เนื่องจากธรรมเนียมท้องถิ่นที่คู่บ่าวสาวจะไม่ได้เจอตัวกันก่อนแต่งงาน
ดังนั้นช่วงหลายวันมานี้ เฉินเสวี่ยจึงอยู่เพียงในที่พักองปัญญาชน เพื่อเก็บข้าวของและเตรียมข้าวของสำหรับแต่งงาน ในขณะที่หูเจี้ยนจวินก็เตรียมงานแต่งงาน
แต่แล้ววันนี้เอง ขณะที่หูเจี้ยนจวินเพิ่งซื้อของจากในเมืองกลับมา และกำลังเดินผ่านริมแม่น้ำ เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง
ด้วยสัญชาตญาณของทหาร จึงรู้ได้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นแน่ๆ เขารีบวิ่งไปดูก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งตกลงไปในน้ำ
เขาไม่รอช้าที่จะกระโดดลงไปช่วยเหลือ
แต่ไม่คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาเป็นฟางเส้นสุดท้าย เมื่อเขาเข้าไปใกล้ เธอจึงกอดเขาไว้แน่น ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก
เขาใช้พยายามอย่างมาก กว่าจะพาเธอกลับเข้าฝั่งได้
และแม้จะขึ้นมาบนฝั่งแล้ว เธอก็ยังคงกอดเขาไว้แน่นด้วยความตกใจ
กระทั่งชาวบ้านคนอื่นๆที่ได้ยินเสียงกรีดร้อง ต่างก็วิ่งกรูกันมา
ทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับเหตุการณ์แบบนี้จนพูดไม่ออก
กระทั่งชาวบ้านหญิงสูงอายุคนหนึ่งเอ่ยปากถามขึ้น “เจี้ยนจวิน เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
หูเจี้ยนจวินส่ายหน้า “ผมไม่ทราบครับ ผมได้ยินเสียงคนตกน้ำก็เลยรีบวิ่งมา แล้วเห็นว่าผู้หญิงคนนี้กำลังจะจมน้ำ ผมเลยช่วยเธอขึ้นมา ตอนนี้เธอดูเหมือนจะตกใจมาก ป้าช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ?”
“ได้สิ” หญิงผู้นั้นถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อรู้ว่าตนเองแอบคิดไปไกล เธอรีบเข้าไปประคองผู้หญิงคนนั้น ตั้งใจจะดึงเธอออกจากตัวหูเจี้ยนจวิน
แต่ไม่คาดคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะขัดขืนอย่างรุนแรง เสียงของเธอสั่นเครือขณะร้องไห้ “อย่าแตะต้องฉัน เสื้อผ้าฉันเปียกหมดแล้ว ถ้าปล่อยให้เดินออกไปแบบนี้ พวกคุณอยากให้ฉันตายหรือไง?”
ได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อเชิ้ตสีขาวของเธอเปียกโชกจนแนบเนื้อ ทำให้เห็นสัดส่วนอย่างชัดเจน
ผู้ชายบางคนรีบเบือนหน้าหนี บ้างก็มองหูเจี้ยนจวินด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
ส่วนหูเจี้ยนจวินเมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นกอดแขนเขาแน่นราวกับต้องการบังสายตาคนอื่น เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกมาสวมให้เธอ
“ไม่เป็นไรแล้ว สหาย ปล่อยแขนผมได้แล้ว”
ผู้หญิงคนนั้นสะอื้นไห้พลาวงกล่าวขอบคุณ ก่อนจะยอมปล่อยแขนเขาออก แล้วเงยหน้าขึ้น
ทุกคนเพิ่งได้เห็นใบหน้าของเธอ ก็จำได้ทันทีว่าเธอเป็นใคร
“นั่นไม่ใช่โจวจือชิง จากที่พักของปัญญาชนหรอกเหรอ? ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”
“ใช่นี่ ปกติพวกเราก็ไม่ได้ซักผ้าแถวนี้ คงไม่ได้ตั้งใจวิ่งมาโดดน้ำหรอกมั้ง?”
“โชคดีที่เจี้ยนจวินมาเจอเข้า น้ำที่นี่ลึกมาก ไม่งั้นคงมีคนตายอีกแน่ๆ”
“นั่นสิ มีอะไรคิดไม่ตกถึงขั้นต้องมาโดดน้ำแบบนี้”
ชาวบ้านต่างพากันเข้ามาปลอบเธอ
โจวไหลเอ๋อร์อย่างอ่อนแรง “พวกป้าเข้าใจผิดแล้ว ฉันแค่มาจับปลา แต่จู่ๆก็เป็นตะคริวเลยพลัดตกน้ำไป”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ดูเข้าใจ
“อ๋อ! ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง แถวนี้น้ำลึกมากนะ ระวังตัวหน่อยก็ดี”
“ใช่ๆ ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะ”
เมื่อเรื่องราวดูเหมือนจะจบลงด้วยดีแล้ว และโจวไหลเอ๋อร์ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร หูเจี้ยนจวินจึงขอตัวกลับ
“รบกวนคุณป้าช่วยพาคุณผู้หญิงคนนี้กลับบ้านด้วยนะครับ ผมขอตัวกลับก่อน”
“ได้เลย เธอมีธุระอะไรก็ไม่ทำเถอะ ใกล้จะแต่งงานแล้วคงมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ”
โจวไหลเอ๋อร์ไม่คิดว่าเขาจะไปง่ายๆแบบนี้ มันแตกต่างจากที่เธอคิดเอาไว้ ดังนั้นเธอจึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้น “ขอบคุณพี่หูมากนะคะที่ช่วยฉันไว้ เรื่องเสื้อผ้าไว้ฉันซักแล้วจะเอาไปคืนให้”
หูเจี้ยนจวินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่เป็นไรครับ ต่อไประวังตัวด้วยนะครับ” พูดจบเขาก็เดินจากไป
โจวไหลเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก แต่ก็ยังรวบรวมสติแล้วขอบคุณชาวบ้านที่วิ่งมาดูเหตุการณ์
บทที่ 65: ถูกเปิดโปง
ไม่นาน ชาวบ้านต่างก็ช่วยกันพาโจวไหลเอ๋อร์กลับมายังที่พักของปัญญาชน
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆ ต่างประหลาดใจที่เห็นโจวไหลเอ๋อร์กลับมาอย่างเปียกโชก
เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาก็รู้สึกพูดไม่ออก
เธอช่างกล้าหาญจริงๆ ไปจับปลาด้วยสองมือเปล่า สุดท้ายก็ตกลงไปในน้ำ ใครจะไปเชื่อล่ะ?
หรือว่าเป็นข้ออ้างกันนะ?
ลู่เซี่ยที่เคยอ่านนิยายมามากมาย จู่ๆก็นึกอะไรบางอย่างออกได้ในทันที
และคนอื่นๆในที่พักของปัญญาชน รวมถึงเฉินเสวี่ยก็ดูเหมือนจะมองออกเช่นกัน
ตอนนี้เฉินเสวี่ยกำลังจ้องดูเสื้อที่คลุมตัวโจวไหลเอ๋อร์ ด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมื่อเห็นท่าทีของชาวบ้านทั้งหลาย พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้เข้าใจผิดอะไร และเข้าใจเรื่องที่หูเจี้ยนจวินกอดโจวไหลเอ๋อร์ เพราะต้องการช่วยชีวิตเธอไว้
ดูเหมือนแผนการของโจวไหลเอ๋อร์จะไม่สำเร็จเสียแล้ว
แต่ไม่นาน ลู่เซี่ยก็ได้รู้ว่าตัวเองด่วนสรุปไปหน่อย
เพราะเรื่องแค่ช่วยชีวิตคนธรรมดา กลับถูกเล่าปากต่อปากจนกลายเป็นเรื่องบิดเบือนไปอย่างรวดเร็ว
บางคนก็บอกว่าทั้งสองกอดกันกลม แม้แต่ตอนคนอื่นมาถึงแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อย บางคนก็บอกว่าร่างกายของโจวไหลเอ๋อร์ ถูกหูเจี้ยนจวินมองเห็นหมดแล้ว ชาตินี้คงไม่มีทางได้แต่งงานแน่ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนบอกว่าทั้งสองคนนัดเจอกันแล้วถูกจับได้ จึงกุเรื่องว่าตกน้ำ
แต่เพราะหูเจี้ยนจวินเป็นคนที่มีความสามารถมากที่สุดในหมู่บ้าน จึงไม่มีใครเชื่อเรื่องแบบนี้ และที่สำคัญ เขาก็กำลังจะแต่งงานแล้วด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น คู่หมั้นอย่างเฉินจือชิงก็เป็นคนดีมาก
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกันในอีกสามวันข้างหน้า เรื่องนี้ก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
ไม่ว่าเรื่องจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ชื่อเสียงของโจวไหลเอ๋อร์ก็พังพังพินาศไปแล้ว
สองวันมานี้ โจวไหลเอ๋อร์จึงเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย หากมีใครที่ไม่รู้เรื่องราว ก็อาจจะคิดได้ว่าเธอคงจะรู้สึกเสียใจมาก
แต่คนตาดีต่างก็มองออกว่าเธอจงใจทำแบบนั้น
แม้แต่ลู่เซี่ยเองก็ยังคิดว่าเรื่องราวที่แพร่สะพัดออกไปนั้น โจวไหลเอ๋อร์อาจจะตั้งใจปล่อยข่าวลืมด้วยตัวเองก็เป็นได้
หากเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอก็ทำร้ายตัวเองได้โหดร้ายเกินไป ถึงขั้นใช้ชื่อเสียงของมาสร้างเรื่องราวเสื่อมเสียแบบนี้
และตอนนี้เธอกลับกำลังทำตัวเป็นเหยื่อ ทำให้คนอื่นๆรู้สึกอึดอัดและรังเกียจ
แม้แต่เฉินเสวี่ยที่เป็นคนเงียบขรึมก็ยังทนไม่ไหว
เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ทุกคนกำลังกินข้าว ก็ได้เห็นว่าโจวไหลเอ๋อร์ ถอนหายใจอีกครั้ง เฉินเสวี่ยจึงตรงเข้าไปตบหน้าเธอเข้าฉาดหนึ่ง!
การกระทำของเฉินเสวี่ยในครั้งนี้สร้างความตกใจให้กับคนอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะเฉินเสวี่ยเป็นคนที่เรียบร้อย
แม้แต่โจวไหลเอ๋อร์เองก็ยังไม่อยากจะเชื่อสายตา
“แก... ตบฉัน? แกมีสิทธิ์อะไรมาตบฉัน?”
เฉินเสวี่ยแสยะยิ้ม “แกไม่รู้หรือไงว่าทำไมฉันถึงตบแก? แกขาดผู้ชายมากขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงได้มาแย่งของคนอื่นแบบนี้?”
แน่นอนว่าโจวไหลเอ๋อร์ไม่ยอมรับ “อย่าใส่ร้ายฉันสิ ฉันเองก็เป็นเหยื่อ ฉันไม่ได้อยากตกลงไปในน้ำซักหน่อย! อีกอย่าง ฉันก็ไม่ได้ขอให้เขาช่วย ปล่อยให้ฉันตายๆไปก็สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องมีเรื่องแบบนี้อีก”
พูดถึงตรงนี้ โจวไหลเอ๋อร์ก็ร้องไห้ออกมาด้วยความน้อยใจ ไหล่ของเธอสั่นเทาจนคนอื่นๆคิดว่าพวกเขาอาจจะเข้าใจเธอผิดไปแล้ว
“เหอะ” เฉินเสวี่ยกลับเค้นเสียงออกมาด้วยความดูถูก “ตกน้ำงั้นเหรอ? โจวไหลเอ๋อร์เนี่ยนะจะตกน้ำ แกคงลืมไปแล้วล่ะมั้ง ตอนที่เราเพิ่งลงมาอยู่ชนบทด้วยกัน แกเคยบอกฉันเองไม่ใช่เหรอ ว่าแกเคยเป็นแชมป์ว่ายน้ำของเมืองเมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นประถม แล้วจู่ๆก็มาบอกว่าตกน้ำเหรอ? แกหลอกใครกัน!”
เมื่อสิ้นเสียง ทุกคนก็ตกตะลึง!
ดังนั้น... โจวไหลเอ๋อร์ว่ายน้ำเป็น?
ในเมื่อเรื่องราวถูกเปิดเผยออกมาอย่างนี้ ทุกอย่างก็ชัดเจนแล้วว่านี่คือเป็นแผนของเธอจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ทุกคนก็มองโจวไหลเอ๋อร์ด้วยสายตาที่ซับซ้อน
ส่วนโจวไหลเอ๋อร์ที่รู้ว่าแผนการของตัวเองถูกจับได้ เธอรู้สึกหวาดกลัวในตอนแรก แต่ไม่นานก็สงบลง
เธอเลิกเสแสร้ง ท่าทางไม่สะทกสะท้านกับใบหน้าที่แดงก่ำจากการถูกตบ ก่อนจะเชิดหน้าสูงขึ้น
“เหอะ พวกแกยังไม่ได้แต่งงานกัน ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ฉันจะแย่งเขามาแล้วมันจะทำไม รอดูก็แล้วกันว่าหูเจี้ยนจวินต้องเป็นของฉันคนเดียว!”
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของคนอื่น แต่กลับวิ่งออกจากที่พักของปัญญาชนไปทันที
บทที่ 66: ผมจะแต่งงานกับคุณ
ทุกคนไม่รู้ว่าโจวหลายเอ๋อร์ไปไหน แต่ในเวลานี้ทุกคนต่างมีความรู้สึกซับซ้อนอยู่ในใจ พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะทำเรื่องแบบนี้เพื่อผู้ชายเพียงคนเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของใครหลายๆคน โจวหลายเอ๋อร์กับเฉินเสวี่ยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ไม่คิดว่าจะทรยศกันง่ายๆแบบนี้
แม้แต่เฉิงอวี้เจียวก็ยังเยาะเย้ย “ไม่ใช่แค่ผู้ชายขี้เหร่เหรอ? เป็นแค่ผู้บัญชาการตัวเล็กๆก็มีปัญหากันถึงขนาดนี้เลย แม้แต่ฝ่ามือของพี่เซียงหนานยังสู้ไม่ได้”
“เพล้ง!” เฉินเสวีายวางตะเกียบแล้วกลับเข้าห้องไป
คนอื่นๆก็ไม่ได้สนใจเธอ พวกเขากินข้าวต่อเงียบๆ
แต่มื้อนี้คงไม่สงบสุขอย่างแน่นอน
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะกินข้าวเสร็จ ก็ได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านวิ่งเข้ามาตะโกนบอก “โจวจือชิง กระโดดแม่น้ำ!”
เหล่าปัญญาชนที่ได้ยินต่างตกตะลึง กระโดดแม่น้ำอีกแล้วเหรอ?
ทุกคนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร สุดท้ายซุนเสิ้งหนานก็เป็นฝ่ายเสนอ “ไปดูกันเถอะ ถึงยังไงเธอก็เป็นปัญญาชน”
คนอื่นๆจึงตกลงที่จะไปดูด้วยกัน ถูกแล้ว เธอเป็นปัญญาชน หากไม่ไปดูคงดูใจร้ายเกินไป
แต่เมื่อพวกเขามาถึงก็ได้รู้ว่า ครั้งนี้โจวหลายเอ๋อร์กระโดดลงแม่น้ำจริงๆ
จากคำบอกเล่าของคนที่เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เธอวิ่งออกมาจากที่พักของปัญญาชนในตอนเช้า ก่อนจะตรงไปที่ตระกูลหูด้วยใบหน้าที่แดงก่ำเหมือนโดนตบ พลางร้องตะโกนว่าจะไม่ยอมให้หูเจี้ยนจวิน ต้องลำบากใจ จากนั้นไม่รอฟังคำตอบ แต่กลับวิ่งตรงไปที่แม่น้ำและกระโดดลงไปในจุดที่ลึกที่สุด
เมื่อหูเจี้ยนจวินจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาก็รีบวิ่งไปที่นั่นพร้อมคนอื่นๆ แต่ก็สายเกินไปแล้ว กว่าเขาจะมาถึงร่างของเธอจมหายไปในน้ำแล้ว
ในที่สุดก็สามารถดึงเธอขึ้นมาได้ แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ แม้แต่ลมหายใจก็ไม่มี
หูเจี้ยนจวินกดหน้าอกและผายปอดช่วยชีวิตเธอ จนในที่สุดเธอก็ฟื้นขึ้นมา
ตอนที่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆมาถึง โจวหลายเอ๋อร์ก็ปลอดภัยแล้ว ในเวลานี้เธอกำลังพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เฉินเสวี่ยตบฉันก็ดีแล้ว เป็นฉันเองที่หน้าด้าน เป็นฉันเองที่ทำให้พี่หูต้องเสียหาย งั้นฉันก็ตายๆไปซะดีกว่า ทำไมต้องช่วยฉัน ปล่อยให้ฉันตายไปเถอะ!”
สิ้นเสียง ผู้คนรอบข้างต่างก็เกลี้ยกล่อม “อย่าพูดไร้สาระ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ การที่หูเจี้ยนจวินช่วยเธอมันจะทำให้เขาเสียหายได้ยังไง?”
“ใช่แล้ว เฉินจือชิงคงคิดมากไป แค่เข้าใจเธอผิดเท่านั้นแหละ”
“ใช่แล้วเด็กน้อย ถึงจะผ่านเรื่องร้ายไปไม่ได้ ก็อย่าหาความตายแบบนี้สิ!”
ในเวลานี้โจวหลายเอ๋อร์ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม “ต่อให้ฉันไม่ตาย ฉันก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไปแล้ว ฉันเป็นแบบนี้จะแต่งงานกับใครได้ ยังไงก็ตายๆไปซะดีกว่า”
เมื่อพูดอย่างนี้แล้ว ชาวบ้านก็เงียบเสียงกันหมด
พวกเขาไม่ได้เห็นเรื่องราวก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้เธอถูกหูเจี้ยนจวินกดหน้าอกและจูบปาก หากไม่แต่งงานกับเขา คาดว่าเธอคงไม่สามารถแต่งงานกับคนอื่นได้อีก
ในเวลานี้หูเจี้ยนจวินเองก็รู้สึกหงุดหงิดใจ ในฐานะทหาร เขาไม่สามารถเห็นชีวิตคนอื่นตกอยู่ในอันตรายได้ และเขาก็อธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่องการผายปอดไม่ได้เช่นกัน
แม้จะรู้ว่าเขากำลังช่วยชีวิตเธอ แต่ในใจของพวกเขาก็คิดว่าหญิงสาวคนนี้ไม่บริสุทธิ์แล้ว
เขามองดูหญิงสาวที่กำลังร้องไห้อย่างอ่อนแออยู่บนพื้นดินโดยพิงเขาอยู่
หูเจี้ยนจวิน หายใจเข้าลึกๆ และตัดสินใจรับผิดชอบ
“ผมจะแต่งงานกับคุณ!”
“อะไรนะ?” โจวหลายเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น พลางจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ “คุณพูดว่าอะไรนะ?”
หูเจี้ยนจวินมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “ผมบอกว่าคุณไม่ต้องคิดหาความตาย ผมจะแต่งงานกับคุณ”
โจวหลายเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็เอามือปิดหน้าร้องไห้โฮออกมา “ฮือๆ ฉันไม่เอา ฉันไม่อยากทำร้ายเฉินเสวี่ย ฉันไม่อยากทำลายงานแต่งงานของคนอื่น”
ทันทีที่เธอพูดจบ ผู้คนรอบข้างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์
“เอาน่า ก็อย่างว่าแหละ ตอนนี้โจวจือชิงคงต้องแต่งงานกับเจี้ยนจวินเท่านั้น ไม่อย่างนั้นคงอยู่ไม่ได้”
“นั่นสิ แล้วเฉินจือชิงจะทำยังไงล่ะ อีกสามวันทั้งคู่ก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว!”
“เฮ้อ ดได้คำเดียวว่าชะตากรรมเล่นตลก!”
“ฉันว่าเฉินจือชิงก็สมควรแล้ว ใครใช้ให้เธอไปหาเรื่องโจวจือชิงแบบไม่มีเหตุผลล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ โจวจือชิงก็คงไม่คิดสั้นแบบนี้หรอก”
“เฮ้อ เรื่องแบบนี้ใครเจอก็ทนไม่ไหวหรอก”
บทที่ 67: คำพูดของคุณนายหู
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น หญิงชราคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา
ทันทีที่หูเจี้ยนจวินพูดเรื่องจะแต่งงานกับโจวหลายเอ๋อร์จบ เธอก็ปฏิเสธทันควัน
“ฉันไม่เห็นด้วย ฉันไม่เห็นด้วยที่แกจะแต่งงานกับโจวจือชิงคนนี้ แกเก็บคำพูดของแกไปซะ พวกเราจะแต่งงานกับเฉินจือชิง ฉันต้องการ เฉินจือชิงเป็นลูกสะใภ้!”
เมื่อสิ้นคำพูด โจวหลายเอ๋อร์ก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม เธอกำลังจะหาทางตายอีกครั้ง
หูเจี้ยนจวินขมวดคิ้ว “แม่ครับ ผมตัดสินใจแล้ว เรื่องมันเป็นแบบนี้แหละ ไม่อย่างนั้นแม่จะบังคับให้โจวจือชิงตายเหรอครับ?”
คุณนายหูได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก!
นึกขึ้นได้ว่าลูกชายเพิ่งจะได้เลื่อนขั้น ช่วงนี้จะต้องไม่เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นเด็ดขาด คิดได้ดังนั้นเธอให้รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาบ้าง แต่เธอก็ไม่ชอบโจวจือชิงคนนี้เอาจริงๆ
ตอนนี้ได้แต่ปาดน้ำตาด้วยความจนใจ “คนดีแบบนี้ทำไมถึงไม่ได้ดีกันนะ ช่วยคนอื่นแท้ๆ กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ต่อไปใครจะกล้าช่วยคนอื่นอีกล่ะทีนี้!
ต่อไปนี้หากใครชอบผู้หญิงคนไหนก็แค่ผลักเธอลงแม่น้ำแล้วค่อยกระโดดลงไปช่วยก็สิ้นเรื่อง ชื่อเสียงเสียหายแบบนี้ ยังไงเธอก็ต้องยอมแต่งงานด้วย”
ทันทีที่พูดจบ ครอบครัวที่มีลูกสาวต่างก็รู้สึกหวาดกลัว
ไม่ผิดหรอก!
ถ้าทุกคนคิดแบบนี้ การทำร้ายคนอื่นก็ง่ายเกินไปแล้ว
แม้แต่ผู้นำหมู่บ้านที่รีบมาถึง เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็ครุ่นคิดและตัดสินใจว่าหลังจากนี้จะต้องพูดคุยกับชาวบ้านให้เข้าใจถึงความคิดที่ถูกต้อง อย่าไปคิดเรื่องชั่วๆแบบนี้
ส่วนลู่เซี่ยที่ได้ยินแบบนก็อดหัวเราะไม่ได้ รู้สึกว่าคุณนายหูคนนี้ช่างมีความคิดสร้างสรรค์ดี และสิ่งที่พูดมาก็มีเหตุผล
แต่ถึงแม้จะมีเหตุผลแค่ไหน การที่หูเจี้ยนจวินจะแต่งกับโจวหลายเอ๋อร์นั้น ก็คงเป็นสิ่งที่แน่นอนแล้ว
เพราะเขาเป็นทหาร พูดคำไหนคำนั้น
ลู่เซี่ยถอนหายใจ ไม่นึกว่าโจวหลายเอ๋อร์จะยอมทำถึงขนาดนี้ สุดท้ายเธอก็ทำสำเร็จจริงๆ
เพียงแค่ไม่รู้ว่าชีวิตแต่งงานที่ได้มาแบบนี้จะมีความสุขหรือไม่
เพราะเห็นได้ชัดว่าแม่สามีของเธอไม่ชอบเธอเลยสักนิด
ขณะเดียวกัน โจวหลายเอ๋อร์ก็โกรธจนตัวสั่น เธอไม่คิดว่าคุณนายหูจะพูดแบบนี้ออกมา แต่โชคดีที่เธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้แล้ว อีกหน่อยเธอก็ต้องตามหูเจี้ยนจวินไปอยู่ค่ายทหาร คงไม่ได้เจอหน้าคุณนายหูอีก เธอจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง
ลู่เซี่ยและคนอื่นๆตัดสินใจกันได้แล้วว่าจะกลับไปยังที่พัก เพราะวันนี้เป็นวันหยุด พวกเขาไม่ต้องทำงาน
ไม่คิดว่าเมื่อหันหลังกลับ จะได้เห็นเฉินเสวี่ยยืนร้องไห้อยู่
ไม่รู้ว่าเฉินเสวี่ยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เมื่อเธอเห็นพวกเขาก็หันหลังเดินกลับไปทันที
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ไม่รู้จะปลอบใจอย่างไร นอกจากปล่อยให้เธออยู่เงียบๆคนเดียว
เนื่องจากเป็นวันหยุด เมื่อวานเจียงจวินโม่จึงเอาคูปองเนื้อและเงินให้ลู่เซี่ย พวกเขานัดกันว่าวันนี้จะแอบไปกินข้าวอร่อยๆกัน
วันนี้ปัญญาชนหลายคนไปที่ตัวเมือง นอกจากลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่แล้ว ยังมีกู้เซี่ยงหนาน ซูม่าน เฉิงอวี้เจี้ยว และหลี่อี้ที่ดูไม่มีตัวตนยิ่งกว่าเจียงจวินโม่เสียอีก
อาจจะกล่าวได้ว่าปัญญาชนที่เพิ่งย้ายมาปีนี้ นอกจากจวงหงเหมยแล้ว ทุกคนไปกันหมด
จริงๆ ช่วงนี้ลู่เซี่ยไไม่ได้ไปตัวเมืองบ่อยนัก เพราะของที่นำมาด้วยก็มีไม่น้อย แต่ซูม่านและคนอื่นๆกลับไปกันเกือบทุกครั้งที่มีวันหยุด และทุกครั้งที่กลับมาก็จะขนของกลับมาเต็มไปหมด
ส่วนเจียงจวินโม่ก็มีของมาไม่น้อยเช่นกัน แต่เป็นของที่ทางบ้านส่งมาให้ เกือบทุกช่วงเวลาจะมีพัสดุและจดหมายส่งมา บางครั้งของเยอะเกินไปก็ให้หลี่อี้ช่วยถือ
ทำให้ปัญญาชนคนอื่นๆอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
คราวนี้พวกเขาไปตัวเมืองด้วยกันหลายคน เหล่าปัญญาชนรุ่นเก่าที่เห็นพวกเขาเดินจากไปก็อดอิจฉาไม่ได้
พวกเขามองออกว่า ปัญญาชนรุ่นใหม่ที่ลงมาอยู่ชนบทในปีนี้ นอกจากจวงหงเหมยแล้ว คนอื่นๆล้วนมีภูมิหลังดี ครอบครัวก็ดูแลอย่างดี แม้แต่อยู่ในชนบทก็ยังสบาย
ส่วนจวงหงเหมย นอกจากความริษยาก็ไม่มีอะไรอื่น ทุกคนต่างไม่อยากสนใจเธอ ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย
บทที่ 68: ถ้ำ
เมื่อลู่เซี่ยและคนอื่นๆมาถึงตัวเมือง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปก่อน นอกจากลู่เซี่ยแล้ว คนอื่นๆต่างก็ไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อรับของ
ลู่เซี่ยไปที่ร้านสหกรณ์เพียงคนเดียว
ตอนที่ลู่เซี่ยไปถึง แผงขายเนื้อก็ขายเนื้อดีๆหมดเกลี้ยงแล้ว เหลือแต่กระดูกกับเศษเนื้อ
ลู่เซี่ยจึงซื้อซี่โครงหมูมาเล็กน้อย ซื้อขาหมู ตับหมู ที่ไม่ต้องใช้คูปองอีกอย่างละนิดหน่อย จากนั้นก็เดินวนอยู่ในร้านสหกรณ์ ซื้อเครื่องปรุงอีกเล็กน้อยแล้วก็ออกมา
หลังจากออกมาแล้ว เธอก็เดินวนไปมาในเมืองเล็กอีกสองรอบ แต่ก็ยังไม่เห็นตลาดมืด
หรือว่าเมืองนี้มันเล็กเกินไป จึงไม่มีตลาดมืด?
ลู่เซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ช่วงนี้เธอไม่มีอะไรต้องซื้ออะไรเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงล้มเลิกการค้นหา รอไปดูที่เมืองหลวงคราวหน้าก็แล้วกัน
ระหว่างเดินผ่านร้านอาหารของรัฐ เธอก็เข้าไปซื้อซาลาเปามาสองสามลูก เมื่อนึกถึงรสชาติครั้งก่อน เธอก็ไม่อยากกินที่นี่ ที่สำคัญคูปองอาหารในมือก็เหลือน้อยแล้ว
หลังจากซื้อของเสร็จแล้ว เธอมองดูเวลาก็ใกล้ได้เวลาแล้ว ลู่เซี่ยจึงไปยังสถานที่นัดพบเพื่อรอคนอื่นๆ
ไม่นานคนอื่นๆก็มาถึง ของที่เอามาก็เยอะเช่นเคย
แต่ลู่เซี่ยสังเกตเห็นกู้เซี่ยงหนาน เฉิงอวี้เจี้ยว และเจียงจวินโม่ได้รับพัสดุทางไปรษณีย์ ส่วนของซูม่านดูเหมือนจะไม่ใช่ คงจะซื้อมาจากในเมือง
แล้วทำไมถึงไม่เห็นซูม่านที่ร้านสหกรณ์ หรือว่าเธอมีช่องทางอื่น?
แม้ลู่เซี่ยจะสงสัย แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร เมื่อกลับมากันครบทุกคนแล้ว พวกเขาก็พากันกลับหมู่บ้าน
หลี่อี้ก็ยังคงช่วยเจียงจวินโม่ถือของเหมือนเคย และลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าเจียงจวินโม่น่าจะให้ค่าตอบแทนหลี่อี้แล้ว
ไม่นานทุกคนก็กลับมาถึงที่พักของปัญญาชน
ลู่เซี่ยกลับมาถึงก็เก็บของเล็กน้อย ก่อนจะส่งสายตาให้เจียงจวินโม่ จากนั้นก็หาข้ออ้างออกไปข้างนอกโดยสะพายตะกร้าใบโต
เมื่อมาถึงป่าละเมาะที่เคยมาเมื่อคราวก่อน ไม่นานนักเจียงจวินโม่ก็มาถึง
“เธอมาแล้วเหรอ? วันนี้ฉันซื้อซี่โครงหมูมา เราเอามาตุ๋นซุปซี่โครงหมูกินกันเถอะ”
เจียงจวินโม่ได้ยินก็ดีใจ แต่ก็ยังเอ่ยปากต่อ “ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย วันนี้เราเปลี่ยนที่กันเถอะ”
“หา? ไปไหนล่ะ?” ลู่เซี่ยลังเลเล็กน้อย เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับหมู่บ้านจึงไม่รู้ว่าที่ไหนปลอดภัย
“ไปล้างของที่แม่น้ำก่อน จากนั้นก็ตามฉันมา”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็ไม่ลังเล ทั้งสองคนไปที่ริมแม่น้ำเพื่อล้างซี่โครงหมูและผักที่ เซี่ยนำมา จากนั้นก็ล้างหม้อไห กะละมัง ตะเกียบ ให้สะอาด ก่อนที่เจียงจวินโม่จะพาเธอขึ้นเขาไปตามทางเล็กๆ
ลู่เซี่ยเดินตามหลังอย่างกังวล “บนเขามันอันตรายไหม?”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ได้เข้าไปลึก แค่อยู่แถวนี้ไม่เป็นไรหรอก”
พูดจบเขาก็เลี้ยวไปตามทางเล็กๆ พบถ้ำแห่งหนึ่งในสถานที่ที่เงียบสงบ
“อยู่ที่นี่แหละ”
ลู่เซี่ยมองเข้าไปในถ้ำ ถ้ำไม่ได้ใหญ่โตมาก สามารถจุคนได้สี่ถึงห้าคน ไม่ลึก แต่ภายในดูสะอาดสะอ้าน ราวกับมีคนทำความสะอาดเป็นประจำ
"ฉันเคยมาที่นี่ ปกติก็ไม่เห็นว่าจะมีใครมา คืดว่าน่าจะปลอดภัย” เจียงจวินโม่หันกลับมาบอกลู่เซี่ย
แต่ลู่เซี่ยก็ยังคงลังเล “แล้วเธอมาเจอที่นี่ได้ยังไง?” ดูจากร่างกายของเขาแล้ว ไม่น่าจะปีนเขาได้
เจียงจวินโม่ยิ้ม ราวกับรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ “เด็กคนหนึ่งพาฉันมา ไม่ต้องห่วงที่นี่มีแค่เราสองคนเท่านั้นที่รู้ เขาไม่บอกใครหรอก”
ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็วางใจ ไม่ถามต่อว่าเด็กคนนั้นเป็นใคร เพราะดูเหมือนเขาจะไม่อยากพูด
เมื่อเข้าไปในถ้ำ ลู่เซี่ยก็หยิบของในตะกร้าหลังมา ก่อนจะหันไปสั่งเจียงจวินโม่ “นายหาหินมาสักก้อนสองก้อนมาก่อเป็นเตาไฟก่อน เดี๋ยวฉันไปเก็บฟืน"
"อืม" เจียงจวินโม่ไม่ขัดข้อง ทั้งสองคนแยกย้ายกันทำงาน ไม่นานงานเตรียมการก็เสร็จสิ้น
บทที่ 69: มอบกระป๋อง
ลู่เซี่ยทำเช่นเดียวกับครั้งก่อน เธอใส่ซี่โครงหมูลงในหม้อ จากนั้นก็เทน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากกาต้มน้ำลงไป
หลังจากนั้นก็เริ่มก่อไฟ เมื่อผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็นำหัวไชเท้าและเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ตามลงไป
ไม่นานนักกลิ่นหอมค่อยๆโชยออกมา
ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะอดรนทนไม่ไหวแล้ว เห็นได้จากดวงตาคู่นั้นที่จ้องซุปในหม้อโดยไม่กระพริบ
เมื่อลู่เซี่ยรู้สึกว่าคงจะใช้ได้แล้ว เธอจึงเปิดฝาหม้อออก กลิ่นหอมฟุ้งกระจาย พร้อมด้วยสายตาของเจียงจวินโม่ที่กดดันให้เธอรีบตักน้ำซุป
เห็นแบบนั้นลู่เซี่ยก็อดหัวเราะไม่ได้ เธอหยิบชามขึ้นมาตักน้ำซุป เนื้อ และผักใส่ชามให้เขา
“รอให้อุ่นกว่านี้แล้วค่อยซดนะ ไม่งั้นจะร้อนเกินไป”
เจียงจวินโม่รีบรับชามมาด้วยสองมือ “ผมรู้แล้ว”
จากนั้นเขาก็เริ่มเป่าน้ำซุป อยากให้มันเย็นเร็วๆ
ลู่เซี่ยหลุดขำออกมากับท่าทีของเขา ก่อนจะตักใส่ชามของตัวเองบ้าง
จากนั้นลู่เซี่ยหยิบซาลาเปาที่ซื้อมาเมื่อตอนเช้า แล้วแบ่งกับเขาคนละลูก
“กินซาลาเปาด้วยสิ ซดแค่น้ำซุปอย่างเดียวมันไม่อิ่มหรอกนะ”
เจียงจวินโม่รับซาลาเปามาพร้อมกับกล่าวขอบคุณ “เดี๋ยวกลับไปแล้วผมจะเอาคูปองอาหารให้คุณนะ”
ลู่เซี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร แค่ซาลาเปาลูกเดียวเอง อ้อ! คูปองเนื้อที่เธอให้ฉันมายังใช้ไม่หมด วันหลังซื้อเพิ่มได้อีกนะ”
เจียงจวินโม่พยักหน้า “แล้วแต่คุณตัดสินใจเถอะ” พูดจบเขาก็เริ่มซดน้ำซุปที่อุ่นลงทันที
ลู่เซี่ยเองเมื่อได้กลิ่นก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้าง เธอจึงยกชามขึ้นซดคำหนึ่ง อื้ม! อร่อยจริงๆ ! เป็นรสชาติของเนื้อจริงๆด้วย
ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกันระหว่างซดน้ำซุป จนกระทั่งน้ำซุปในหม้อหมดเกลี้ยง พวกเขาจึงพากันรู้สึกเสียดายขึ้นมา
ลู่เซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “หม้อมีนเล็กไปหน่อย ถ้ามีหม้อเหล็กหรือหม้อตุ๋นใบใหญ่กว่านี้ก็ดีสิ ถึงตอนนั้นจะได้ทำอาหารได้หลากหลายขึ้น”
เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นตาก็เป็นประกายขึ้นมา “อยากได้หม้อแบบไหน ผมจะไปหามาให้”
ลู่เซี่ยได้ฟังก็เลิกคิ้ว “นายมีคูปองสินค้าอุตสาหกรรมเหรอ? การจะซื้อหม้อต้องใช้คูปองค้าอุตสาหกรรมเยอะมากเลยนะ”
“ผมให้ที่บ้านส่งมาให้ได้”
ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที “ตกลง! แบบนี้ก็แล้วกัน เธอออกคูปองสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนฉันออกเงิน พวกเราซื้อหม้อใบใหญ่ไว้เลย คราวหลังจะได้ทำทีละเยอะๆ”
“ตกลง!”
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสองก็นั่งคุยกันสักพัก จนอาหารเริ่มย่อยก็แยกย้ายกันกลับ
เดิมทีลู่เซี่ยตั้งใจจะไปล้างหม้อที่ริมแม่น้ำ แต่เจียงจวินโม่กลับแย้งขึ้น “ตอนหาหินเมื่อกี้ ผมเจอตาน้ำอยู่ใกล้ๆนี่เอง ไปล้างที่นั่นก็ได้”
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ได้ ไปที่นั่นก็ได้”
ตาน้ำอยู่ใกล้จริงๆ ห่างจากถ้ำไปเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว แม้ว่าน้ำจะไหลไม่แรงนัก แต่น้ำก็ใสมาก
ลู่เซี่ยมองตาน้ำด้วยความพึงพอใจ “ต่อไปนี้ไม่ต้องไปถึงริมแม่น้ำแล้ว มาที่นี่ก็ได้”
เจียงจวินโม่พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าเขาก็พอใจกับฐานทัพลับแห่งนี้มาก
ทั้งสองคนล้างหม้อและอุปกรณ์ต่างๆเสร็จก็ลงจากเขา ก่อนจะแยกย้าย เจียงจวินโม่หยิบกระป๋องสองกระป๋องออกจากกระเป๋าที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาแล้วยื่นให้เธอ
“อันนี้ให้คุณ”
ลู่เซี่ยมองกระป๋องในมือเจียงจวินโม่ด้วยความประหลาดใจ กระป๋องสองใบนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ ซึ่งเล็กกว่าที่กู้เซี่ยงหนานเคยให้เธอมาก
“ให้ฉันทำไม ให้ฉันทำอาหารให้ เธอก็ให้ค่าจ้างฉันแล้ว”
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่าจ้าง แค่บังเอิญเห็นว่ามีขายก็เลยซื้อมา แต่ผมไม่ชอบกิน ถ้าคุณชอบก็เอาไปเถอะ อีกหน่อยมีโอกาสทำให้ฉันกินอีกนะ แน่นอนว่าเนื้อกับคูปองฉันจะเป็นคนออกให้เอง”
ลู่เซี่ยเข้าใจดีว่าเขากำลังติดสินบนเธอ สงสัยจะหมายตาฝีมือทำอาหารของเธอเข้าแล้ว
เห็นเจียงจวินโม่ยื่นกระป๋องให้อย่างระมัดระวัง ลู่เซี่ยจึงยื่นมือออกไปรับ “ก็ได้ ครั้งนี้ฉันรับไว้ก่อน คราวหลังอย่าไปซื้อมาอีก หากจะซื้อก็ซื้อมากินเองซะ”
“ตกลง” เห็นเธอรับไว้ เจียงจวินโม่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินกลับที่พักของปัญญาชนไปพร้อมกัน
บทที่ 70: โจวหลายเอ๋อร์แต่งงาน
ณ ที่พักของปัญญาชน บรรยากาศเงียบสงบ ทุกคนดูเงียบขรึม อาจจะยังคงรู้สึกกระเทือนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้
เมื่อลู่เซี่ยเข้ามาในห้องก็พบว่า ตำแหน่เตียงที่เคยเป็นของอวี๋ฟาง ในเวลานี้มีโจวหลายเอ๋อร์นอนอยู่ เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่เพราะไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงไม่รู้สาเหตุ
ลู่เซี่ยไม่ได้อยู่ในห้องนานนัก เธอหยิบเสื้อผ้าเตรียมจะไปซักที่แม่น้ำ เมื่อได้พบกับเสิ่นชิงชิงเธอถึงได้รู้ความจริงว่า ตอนที่เธอและคนอื่นๆเข้าไปในเมือง โจวหลายเอ๋อร์ถูกคนในหมู่บ้านส่งตัวกลับมาแล้ว
ต่อมาหูเจี้ยนจวินก็มาที่นี่ เพื่อมาถอนหมั้นกับเฉินเสวี่ย แม้เฉินเสวี่ยจะไม่เต็มใจ แต่เธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
หลังจากที่หูเจี้ยนจวินจากไป เฉินเสวี่ยจึงเปิดฉากทะเลาะกับโจวหลายเอ๋อร์ แต่รูปร่างของเธอนั้นบอบบาง ขณะที่โจวหลายเอ๋อร์ก็เหนื่อนยมาตั้งแต่เช้า ทั้งกระโดดน้ำ ทั้งร้องไห้ เธอจึงไม่มีแรงมากนัก
ทั้งสองคนต่างก็ไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายก็ถูกคนอื่นแยกออกจากกัน และไม่อาจอยู่ร่วมห้องกันได้อีกต่อไป
ท้ายที่สุด ซุนเสิ้งหนานจึงตัดสินใจให้โจวหลายเอ๋อร์และอวี๋ฟางสลับห้องกัน
อีกไม่กี่วันเธอก็กำลังจะแต่งงานแล้ว ถึงตอนนั้นลู่เซี่ยและคนอื่นๆในห้องก็ต้องย้ายไปอยู่อีกห้องหนึ่งอยู่ดี
ดังนั้น โจวหลายเอ๋อร์ถึงได้อยู่ในห้องพักของพวกเธอ
หลังจากนั้น ดูเหมือนว่าโจวหลายเอ๋อร์จะหมดแรงจริงๆ เพราะหลังจากย้ายห้องแล้ว เธอก็นอนอยู่บนเตียง ไม่ลุกขึ้นไปไหน แน่นอนว่าเพราะการกระทำของเธอ จึงไม่มีใครถามเธอว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
ส่วนเฉินเสวี่ยก็นอนร้องไห้อยู่ในห้องอีกห้องหนึ่ง เหตการณ์การเช่นนี้ทำให้บรรยากาศในที่พักของปัญญาชนไม่ค่อยสู้ดีนัก
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ใครจะไปคิดว่าแค่เรื่องแต่งงานเรื่องเดียว จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้
คาดว่าคนที่เป็นปัญญาชนด้วยกัน คงไม่มีใครเป็นเพื่อนกับโจวหลายเอ๋อร์อีกต่อไป เพราะทุกคนต่างก็รู้ทันแผนการของเธอหมดแล้ว
ถึงแม้จะรู้ทันก็ไม่มีใครไปบอกชาวบ้าน เพราะโจวหลายเอ๋อร์ก็เป็นของปัญญาชนคนหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไร ในสายตาของชาวบ้านก็มองว่าพวกเขาคือพวกเดียวกัน
ถ้าให้คนอื่นรู้ว่าปัญญาชนอย่างพวกเขาคิดแผนการแบบนี้ คงจะยิ่งเสียภาพลักษณ์ไปกันใหญ่
ดังนั้น พวกเขาจึงทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว
เฉินเสวี่ยเองก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี เธอถึงรู้สึกแย่อยู่แบบนี้ แต่เธอก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว เพราะตอนนี้เธอเองกลายเป็นเหยื่อ หากยังคงทำเรื่องราวให้ใหญ่ คาดว่าทุกคนคงจะเบื่อหน่าย เช่นนั้นจึงไม่คุ้มเสียแน่นอน
คงได้แต่พูดว่าเธอและหูเจี้ยนจวินนั้นแค่มีวาสนาต่อกัน แต่ไร้ซึ่ง บุญสัมพันธ์
ลู่เซี่ยได้แต่รู้สึกใจหายกับเรื่องนี้ แต่เรื่องของคนอื่นก็ไม่เกี่ยวกับเธออยู่แล้ว ขณะที่ทุกคนเตรียมจะเข้านอน แน่นอนว่าไม่มีใครสนใจโจวหลายเอ๋อร์อีกเลย
แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพราะในเช้าของวันต่อมา โจวหลายเอ๋อร์และหูเจี้ยนจวินไปจดทะเบียนสมรสกัน ทั้งที่ทั้งคู่ยังไม่ได้จัดงานแต่งงานด้วยซ้ำ ได้ยินมาว่าไม่มีแผนจะจัดงานแต่งงานด้วย
เรื่องเปลี่ยนตัวเจ้าสาวกะทันหันแบบนี้ คาดว่าตระกูลหูเองก็คงรู้สึกขายหน้าอยู่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น คุณนายหูก็แสดงออกได้อย่างชัดเจนว่าไม่ชอบโจวหลายเอ๋อร์
แม้โจวหลายเอ๋อร์จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่เมื่อพิจารณาดูจากภาพรวมแล้ว เธอเองก็มีความสุขไม่น้อย
อย่างน้อยการจดทะเบียนสมรสแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว เรื่องนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงได้อีก ดังนั้น หลังจากที่เธอกลับมา เธอก็เริ่มเก็บข้าวของอย่างตื่นเต้น โดยวางแผนที่จะย้ายไปอยู่บ้านตระกูลหูทันที
เมื่อปัญญาชนต่างก็เห็นว่าเธอกำลังจะย้ายออกไป ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา แม้แต่ของขวัญก็ไม่ได้มอบให้เธอ ต่างกับปัญญาชนคนอื่นๆที่เคยแต่งงานออกไปก่อนหน้านี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ค่อยชอบนิสัยของเธอสักเท่าไหร่
และโจวหลายเอ๋อร์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ตรงกันข้ามเธอกลับดีใจเสียด้วยซ้ำ ตอนที่ทุกคนกำลังทานอาหารเย็น เธอหยิบขนมแต่งงานออกมาเพื่อแบ่งปันให้ทุกคนพร้อมรอยยิ้ม
“ฉันกับพี่เจี้ยนจวินแต่งงานกันค่อนข้างกะทันหัน เลยไม่ได้จัดงานแต่งงาน อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องย้ายไปอยู่ในกองทัพแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกไหม เพราะว่าพวกเราอาศัยอยู่ในที่พักของปัญญาชน เดียวกันมานาน ขนมแต่งงานพวกนี้ฉันก็เลยแบ่งให้ทุกคน ถือว่าเป็นการรับคำอวยพรจากฉันและขอให้ทุกคนได้รับแต่สิ่งดีๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอที่แม้จะฟังดูจริงใจแต่กลับแฝงไปด้วยการโอ้อวด ทุกคนต่างไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมา บรรยากาศจึงตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่ลู่เซี่ยก็ยังรู้สึกอับอายแทนโจวหลายเอ๋อร์
บทที่ 71: แผนการล้มเหลว
เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของทุกคน สีหน้าของโจวหลายเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็หัวเราะเยาะตัวเอง
“พวกเธอทุกคนคิดว่าฉันใช้อุบายถึงได้แต่งงานแบบนี้ คิดดูถูกฉันสินะ?
แต่ถ้าฉันไม่ใช้อุบาย ฉันก็จะไม่ได้อะไรเลย พวกเธอไม่รู้จักฉัน ไม่เข้าใจชีวิตของฉันดีพอ ไม่รู้ว่าฉันเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน มีสิทธิ์อะไรมาดูถูกฉัน?
พวกเธอรู้ไหม? ตอนเด็กๆ ฉันไม่ได้ชื่อโจวหลายเอ๋อร์ พ่อแม่ที่เห็นแก่ตัวของฉันจะตั้งชื่อลูกที่ดูทันสมัยแบบนี้ให้ฉันได้ยังไง?
ก่อนอายุเจ็ดขวบ ฉันไม่ได้ชื่อว่าโจวหลายเอ๋อร์ แต่เพราะพวกเขาอยากได้ลูกชาย ก็เลยตั้งชื่อให้ฉันด้วยชื่อที่แย่ยิ่งกว่า ‘เจาตี้’ เสียอีก
จนกระทั่งไปโรงเรียน ครูเห็นว่าชื่อของฉันมันตรงไปตรงมามากเกินไป ก็เลยเปลี่ยนให้เป็นโจวหลายเอ๋อร์
ตั้งแต่เด็ก ฉันก็รู้ดีว่าหากอยากได้ของดีๆ ก็จำเป็นต้องแย่งชิงมา ถ้ามัวแต่รอมันก็จะไม่ใช่ของฉัน!
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าพวกเธอดูถูกฉันก็ดี เผยความเกลียดชังก็ดี ฉันไม่สนใจหรอก
เพราะผลประโยชน์ที่ต้องการ ฉันได้มันมาแล้ว เป้าหมายฉันก็บรรลุแล้ว ต่อไปนี้ฉันก็หนีจากที่นี่ได้แล้ว ไม่ต้องทนทำงานหนักซ้ำๆซากๆอีกต่อไปแล้ว
เพราะฉะนั้นฉันไม่สนใจหรอกว่าพวกแกจะคิดยังไง เพราะอีกไม่นานพวกเราก็ไม่ใช่คนประเภทเดียวกันแล้ว”
โจวหลายเอ๋อร์พูดพลางเชิดหน้าขึ้นสูง อย่างกับมองพวกเขาจากที่สูง พร้อมส่งสายตาเหยียดหยัน ก่อนจะถือของเดินออกไปไม่แม้แต่จะทิ้งขนมมงคลไว้ให้
ทุกคนที่เหลือต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นอกจากเฉินเสวี่ยที่อยู่ในห้อง พวกเขาต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรกันดี
แน่นอนว่าไม่มีใครเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ
ไม่ว่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอจะแย่แค่ไหน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง อย่างน้อยเธอก็ควรมีศีลธรรม ไม่ใช่มายุ่งกับผู้ชายของคนอื่นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเขาดูถูกเธอ
“ชิ” ได้ยินเพียงเสียงเยาะเย้ยของเฉิงอวี้เจี้ยว “ก็แค่แต่งงานกับผู้บัญชาการ ทำอย่างกับได้แต่งงานกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศงั้นแหละ”
“อย่าพูดแบบนั้นนะ!” กู้เซี่ยงหนานรีบพูดขัด
ซูม่านไม่ได้สนใจ เธอก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ เห็นได้ชัดว่าโจวหลายเอ๋อร์ก็ไม่อยู่ในสายตาของเธอเช่นกัน
ลู่เซี่ยก็เช่นเดียวกัน เพียงแค่หลังจากโจวหลายเอ๋อร์แต่งงาน สิ่งเดียวที่ส่งผลต่อพวกเธอคือ เตียงในห้องนอนจะนอนด้วยกันสี่คนเหมือนเดิม
อย่างน้อยๆ ตอนกลางคืนก็นอนสบายขึ้นหน่อย
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ทุกคนกำลังทำงาน พวกเขาก็ได้ยินเรื่องที่ทำให้โจวหลายเอ๋อร์ต้องกลายเป็นตัวตลกอีกครั้ง
เพราะวันนี้ หูเจี้ยนจวินออกจากหมู่บ้านไปค่ายทหารแต่เช้า ซึ่งโจวหลายเอ๋อร์ไม่ได้ไปเป็นทหารกับเขา
ได้ยินมาว่าตระกูลหูแยกทางกันแล้ว และคุณนายหูก็จะไปอาศัยอยู่กับลูกชายคนโตนั่นก็คือ หูเจี้ยนจวิน
ด้วยเหตุนี้หูเจี้ยนจวินจึงไม่สามารถปล่อยให้คุณนายหูอยู่บ้านคนเดียวได้ แต่เขาเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการ ห้องพักที่ได้รับจัดสรรยังคับแคบอยู่มาก และคงจะอยู่ได้ลำบากหากทุกคนที่จะย้ายไปอยู่ที่นั่น ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจให้โจวหลายเอ๋อร์อยู่ดูแลคุณนายหูที่บ้าน
ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ คาดว่าโจวหลายเอ๋อร์คงคว้าน้ำเหลวซะแล้ว อุตส่าห์วุ่นวายมาตั้งนาน สุดท้ายก็ยังต้องอยู่ในหมู่บ้านต่อไป
ลู่เซี่ยอดสงสัยไม่ได้ว่านี่คือแผนของคุณนายหูหรือเปล่า? เพราะใครๆก็ดูออกว่าเธอไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้
แต่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเธอแล้ว
ไม่ว่าอย่างไร นั่นก็เป็นสิ่งที่โจวหลายเอ๋อร์เลือกเอง
ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าโจวหลายเอ๋อร์จะเสียใจหรือเปล่า แต่หลังจากผ่านไปสองวันก็เห็นว่าเธอกลับมาทำงาน เพียงแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้อยู่กับกลุ่มปัญญาชน ไม่ได้ทักทายพวกเขา คล้ายกับต้องการตีตัวออกห่าง คงจะรู้สึกอับอายอยู่ไม่น้อย
เหล่าปัญญาชนไม่ได้สนใจอะไร
บ่ายวันนั้นฝนเกิดตกกะทันหัน และยังตกหนักอีกด้วย พวกเขาจึงไม่ได้ออกไปทำงาน
ซุนเสิ้งหนานมองท้องฟ้าด้านนอก พลางคิดว่าพรุ่งนี้ฝนคงไม่หยุด ดังนั้นเธอจึงคิดจะไปในอำเภอ เลยถามทุกคนว่าอยากไปด้วยกันไหม
ลู่เซี่ยลังเลเล็กน้อย ตอนนี้เธอไม่ได้ขาดเหลืออะไร แต่ก็อยากจะไปดูเสียหน่อย แม้จะไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรดี “พี่เซิ่งหนานอยากได้อะไรหรือเปล่าคะ?”
[1] เจาตี้ คือ ชื่อแบบดั้งเดิมของจีนที่มักใช้ตั้งให้กับเด็กผู้หญิง โดยเฉพาะลูกสาวคนเล็กในครอบครัว
บทที่ 72: ไปอำเภอ
ซุนเสิ้งหนานยิ้มให้บางๆก่อนจะตอบ “น้องสาวคนที่สองของฉันกำลังจะแต่งงาน ฉันตั้งใจจะไปดูของขวัญให้เธอสักหน่อย”
เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็เข้าใจได้ในทันที แต่ก็อดรู้สึกเศร้าใจแทนไม่ได้
ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้ยินซุนเสิ้งหนานเล่าให้ฟังว่า ที่บ้านของเธอยังมีน้องชายสองคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน
น้องชายคนแรกอายุห่างจากเธอเพียงสองปี หลังเรียนจบก็รับช่วงงานต่อจากแม่ ทำงานอยู่ในเมือง ส่วนน้องชายคนเล็กอายุราวๆสิบห้าปีเห็นจะได้
ส่วนน้องสาวอายุห่างจากเธอห้าปี ปีนี้อายุเพิ่งจะสิบแปด ไม่คิดว่าจะแต่งงานเร็วขนาดนี้ คาดว่าคงไม่อยากไปทำงานที่ชนบท
เมื่อเทียบกับเธอซึ่งเป็นพี่สาวคนโตในวัยยี่สิบสามปี เธอยังไม่ได้แต่งงานเลย
ลู่เซี่ยเองก็สังเกตเห็นความสับสนในแววตาของซุนเสิ้งหนานขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังเต็มใจที่จะใช้เงินจำนวนไม่มาก ที่ได้จากการทำงานในชนบทซื้อของให้ครอบครัว
บางทีที่ผ่านมา การลงมาทำงานที่ชนบทอาจจะเป็นความสมัครใจของเธอเองก็ได้
ลู่เซี่ยไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้อีก แต่ก็ตัดสินใจว่าวันรุ่งขึ้นจะไปในอำเภอเป็นเพื่อนเธอ
หลังจากปัญญาชนที่พักอาศัยอยู่ที่นั่นรู้ข่าว พวกเขาหลายคนก็ตั้งใจจะไปดูบ้าง รวมถึงซูม่าน กู้เซี่ยงหนาน และเฉิงอวี้เจียวด้วย
ส่วนเจียงจวินโม่นั้น เนื่องจากปัญหาสุขภาพ เขาจึงไม่กล้าออกจากบ้านในวันที่ฝนตก เพราะเกรงว่าแค่เป็นหวัดธรรมดาก็อาจทำให้เขาเอาชีวิตไม่รอด
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงพักอยู่ที่บ้านพักปัญญาชนแบบว่างๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้ที่จะเดินทางไปอำเภอต่างก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ฝ่าสายฝนโปรยปรายไปที่ตัวเมือง จากนั้นก็นั่งรถยังไปอำเภอ
นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่เซี่ยได้นั่งรถโดยสารประจำทางที่นี่ รถคันเล็กทรุดโทรม และมีกลิ่นแรงมาก อีกทั้งระหว่างทางต้องผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง รถจึงจอดแวะเป็นระยะ ผู้คนก็ขึ้นลงตลอดเวลา เมื่อมาถึงอำเภอลู่เซี่ยก็รู้สึกราวกับว่าชีวิตนี้หายไปครึ่งหนึ่ง
เมื่อมาถึงจุดหมายด้วยความยากลำบาก คนอื่นๆต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว ซุนเสิ้งหนานเห็นลู่เซี่ยเป็นแบบนั้นก็อดห่วงไม่ได้
“เธออยากจะหาที่พักก่อนไหม?”
ลู่เซี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไร ฉันแค่เวียนหัวนิดหน่อย เดินรับลมสักพักก็คงหาย”
ได้ยินดังนั้นซุนเสิ้งหนานจึงเบาใจ “ถ้าอย่างนั้น เราค่อยๆเดินไปดูที่ห้างสรรพสินค้ากัน”
“ตกลง”
ลู่เซี่ยเดินตามหลังซุนเสิ้งหนานไปยังห้างสรรพสินค้าของอำเภอ ที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้านั้น ที่จริงแล้วเป็นเพียงอาคารสองชั้นหลังเล็กๆ
แต่ต้องถือว่าเป็นสถานที่สำคัญของเมืองนี้เลยทีเดียว
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปด้านใน ก็เห็นว่ามีของขายอยู่ไม่น้อย แม้รูปแบบจะเทียบกับเมืองหลวงไม่ได้ แต่ก็มีให้เลือกหลากหลาย เพียงแค่ต้องใช้ตั๋วเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นพวกเธอจึงทำได้แค่มอง
ลู่เซี่ยไปเป็นเพื่อนซุนเสิ้งหนานเลือกซื้อของขวัญให้น้องสาวก่อน เธอเลือกอยู่นาน สุดท้ายก็เลือกปลอกหมอนปักรูปเป็ดแมนดารินสีแดงสดคู่หนึ่ง ราคาก็แพงเอาเรื่อง
แต่ซุนเสิ้งหนานก็กัดฟันซื้อมาจนได้
ลู่เซี่ยเห็นเธอค่อยๆดึงเอาคูปองที่ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าออกมาจากตัวอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งจ่ายเงินไปด้วยความเสียดาย แต่เมื่อได้ปลอกหมอนมาก็ดูมีความสุขมาก
พอเห็นแบบนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกสับสนใจใจ ไม่รู้ว่าซุนเสิ้งหนานทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร
ลู่เซี่ยอยู่ที่นี่มานานแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าทางบ้านของเธอจะส่งอะไรมาให้ มีเพียงจดหมายมาหนึ่งฉบับ คาดว่าน่าจะบอกข่าวเรื่องที่น้องสาวเธอจะแต่งงาน
ถึงอย่างไร ลู่เซี่ยก็ไม่สามารถคิดแทนคนอื่นได้ ได้เพียงบอกว่าเป็นความเต็มใจของอีกฝ่าย
หลังจากซุนเสิ้งหนานซื้อของเสร็จเธอก็ดูมีความสุขมาก เธอจึงไม่คิดจะอยู่ต่อ เพราะถึงอย่างไรเธอก็ซื้ออะไรไม่ได้ จึงตัดสินใจไปยังที่ทำการไปรษณีย์เพื่อส่งของ
ส่วนลู่เซี่ยยังอยากเดินดูที่นี่ต่อ ทั้งสองจึงแยกทางกัน
หลังจากนั้นลู่เซี่ยก็เดินเล่นในห้างสรรพสินค้าต่อ แต่เพราะคูปองติดตัว เมื่อเห็นของที่อยากซื้อก็ไม่สามารถซื้อได้
เธอจึงตัดสินใจเดินเล่นจนทั่วแล้วออกมา
หลังจากนั้นก็กะว่าจะไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ ดูว่าฝีมือของพ่อครัวใหญ่ในอำเภอดีแค่ไหน
แต่ขในณะเดินผ่านสี่แยกแห่งหนึ่ง ระหว่างทางไปร้านอาหารของรัฐ เธอก็เห็นเงาลับๆล่อๆอยู่ไกลๆ บางคนก็ถือของอยู่ในมือ
ในใจเธอก็พอจะเดาออกว่าที่นี่น่าจะเป็นตลาดมืดประจำอำเภอ คงต้องหาเวลาแวะมาดูสักหน่อย
บทที่ 73: เรื่องไม่เข้าท่า
ไม่นาน ลู่เซี่ยก็เดินมาถึงร้านอาหารของรัฐ
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี ในร้านอาหารของรัฐจึงมีคนอยู่ไม่น้อย
ลู่เซี่ยมองเห็นร้านที่ขายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงรีบเดินเข้าไปสั่งทันที
“สหายคะ รบกวนขอเนื้อผัดซอสแดงหนึ่งที่ ข้าวสวยหนึ่งถ้วยค่ะ”
แต่พนักงานเสิร์ฟที่นั่งอยู่กลับไม่แม้แต่จะมองเธอ ดูเหมือนกำลังอ่านหนังสืออยู่ ไม่มีท่าทีขานรับแม้แต่น้อย ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นจึงพูดเสียงดังขึ้นอีกสองครั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้น แล้วบอกให้เธอจ่ายเงินด้วยสีหน้าเย็นชา จากนั้นก็ไม่สนใจใยดีเธออีก
ลู่เซี่ยได้แต่คิดในใจ... พนักงานเสิร์ฟในเมืองหลวงยังไม่ทำท่าทางแบบนี้เลย
แต่เธอก็ไม่อยากหาเรื่อง จึงจ่ายเงินแล้วมองหาโต๊ะนั่งลง
ไม่นานก็ได้ยินเสียงตะโกนของพนักงานเสิร์ฟดังขึ้น “เนื้อผัดซอสแดงเสร็จแล้ว มารับเอง” ลู่เซี่ยได้แต่รู้สึกพูดไม่ออก จึงเดินไปรับอาหารด้วยตัวเอง
จากนั้นก็ตักเข้าปากลองชิมดู จะว่าอย่างไรดี รสชาติธรรมดา แต่ก็ดีกว่าที่คนทั่วไปทำ แม้จะเทียบกับที่เธอกินในศตวรรษที่21ไม่ได้เลยก็ตาม
แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็กินจนหมดเกลี้ยง เพราะยังไงก็เป็นเนื้อสัตว์นี่นา!
แม้ว่าเธอจะได้กินของดีๆกับเจียงจวินโม่ทุกๆสองสามวัน แต่เธอก็ยังอยากกินอยู่ดี
ตอนที่ลู่เซี่ยกินอาหารในร้านอาหารของรัฐเสร็จและกำลังจะออกไป ก็เห็นว่าซูม่านกำลังถือของเดินเข้ามา
เมื่อเห็นลู่เซี่ย ซูม่านก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเห็นว่าลู่เซี่ยเดินออกมาจากข้างใน เธอจึงดูเข้าใจ “เธอทานเสร็จแล้วเหรอ?”
ลู่เซี่ยพยักหน้า “เธอเพิ่งมาถึงเหรอ?”
ซูม่านพยักหน้า
“งั้น เธอรีบไปสั่งอาหารเถอะ ฉันจะไปเดินเล่นก่อน แล้วเจอกันตอนเย็นนะ”
“ตกลง!”
หลังจากบอกลาซูม่าน ก็เห็นว่ากู้เซี่ยงหนานและเฉิงอวี้เจียวก็ยืนอยู่ที่หน้าร้านอาหารของรัฐเช่นกัน
ลู่เซี่ยไม่ได้ตั้งใจจะคุยกับพวกเขา จึงเลือกที่จะพยักหน้าให้แล้วปลีกตัวออก
แต่กู้เซี่ยงหนานกลับเรียกเธอไว้ “สหายลู่ ทานอาหารเสร็จแล้วเหรอครับ?”
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังพยักหน้า “อืม ฉันมาถึงก่อน”
“งั้นเหรอ งั้นสหายลู่มีธุระก็ไปทำธุระก่อนเถอะ แล้วเจอกันใหม่ตอนเย็น”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา ลู่เซี่ยก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันที ดยเฉพาะเมื่อเห็นสายตาของเฉิงอวี้เจียวที่มองเธอในตอนนี้ ราวกับเป็นลูกสุนัขที่กำลังแย่งอาหารกับเธอ ทำให้เธอรู้สึกไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก
สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าแล้วเดินจากไป
หลังจากออกมาแล้ว ลู่เซี่ยก็หาที่ลับตาคนเพื่อปลอมตัว เธอสวมเสื้อผ้าเก่าๆขาดรุ่งริ่งทับข้างนอก จากนั้นก็ใช้เครื่องสำอางที่ซื้อจากเมืองหลวงมาทาให้ใบหน้าดูคล้ำขึ้นเล็กน้อย แล้วโพกผ้าคลุมศีรษะ
สุดท้ายก็สะพายตะกร้าใบหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปในตลาดมืดที่เห็นก่อนหน้านี้
ครั้งนี้เธอไม่ได้ตั้งใจจะมาขายของ เพราะตอนนี้เธอก็ไม่มีอะไรจะขายแล้ว
พืชผลที่ปลูกไว้ยังไม่สุก ส่วนที่เหลืออยู่เล็กน้อยก็ขายไม่ได้ราคา สู้เก็บไว้กินเองดีกว่า
เธอมาที่นี่ก็แค่ต้องการมาดูสถานการณ์ของตลาดมืด รวมทั้งดูว่าพอจะหาซื้อของที่เธอไม่มีได้บ้างหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลังจากเข้ามาเธอก็ต้องผิดหวัง
เพราะส่วนใหญ่จะขายแต่ข้าวสารและผัก แม้แต่เนื้อสัตว์ก็แทบไม่มี ลู่เซี่ยเดินวนไปสองรอบก็เห็นคนขายไหมพรม เธอเกำลังจะเดินเข้าไปซื้อ ปรากฏว่ามีคนที่เร็วกว่าได้ตกลงราคาและซื้อไปแล้ว
ลู่เซี่ยช้าไปก้าวหนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรติดมือมา
แต่ดูเหมือนพ่อค้าขายไหมพรมเหมือนเห็นท่าทางของเธ หลังจากขายให้กับคนนั้นเสร็จก็เดินเข้ามาหา “น้องสาวก็อยากได้ไหมพรมใช่ไหม? พี่ยังมีอยู่นะ ถ้าอยากได้ก็ไปเอาที่บ้านพี่ไหม? หรือรอตรงนี้สักครู่ได้ไหม? เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้”
ลู่เซี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แน่นอนว่าเธอไม่ควรตามเขาไป ใครจะรู้ว่าเขาเป็นคนหลอกลวงหรือเปล่า
“งั้นพี่ไปเอามาเถอะ ฉันรอแค่สิบนาที ถ้านานกว่านั้นันไปแล้วนะ”
“ไม่ต้องถึงสิบนาทีหรอก ห้านาทีก็กลับมาแล้ว”
พูดจบเขาก็วิ่งออกไป
บทที่ 74: ไหมพรมและกระติกน้ำร้อน
แม้ลู่เซี่ยจะไม่รู้ว่าที่เขาพูดนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่เธอก็ตั้งใจจะรอดู
ลู่เซี่ยเดินเล่นในตลาดมืดอีกสักพัก ก็เห็นว่ามีแตงโมและแคนตาลูปขายอยู่ ซึ่งราคาไม่แพง ด้วยเพราะอยากกินผลไม้ขึ้นมา พวกแอปเปิ้ลและลูกแพร์ในช่องว่างมิติก็เริ่มกินจนเบื่อแล้ว ดังนั้นเธอจึงซื้อตั้งใจซื้อกลับไปกินที่ชนบททั้งหมด
พึ่งจะซื้อเสร็จ ฉันก็เห็นชายคนนั้นวิ่งหอบกลับมา เหมือนที่เขาพูดไว้จริงๆว่าอยู่ใกล้มาก ไม่ถึงห้านาทีก็ถึง
ไหมพรมที่เขาเอามานั้นมีไม่มาก คาดว่าน่าจะพอถักเสื้อกันหนาวได้แค่ตัวเดียว น่าเสียดายสีดูไม่ค่อยสวย เป็นสีเทาๆน้ำตาลน้ำตาล ที่สำคัญมีราคาแพงมาก เขาตั้งราคาไว้ตั้งสิบสองหยวน
ในที่สุดลู่เซี่ยก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่เอามาด้วย คงกลัวว่าจะขายไม่ออกแน่ๆ
ท้ายที่สุดลู่เซี่ยก็ซื้อมันมาอยู่ดี เธอคิดว่าจะเอามาถักเสื้อไหมพรม คาดว่าใส่แนบเนื้อคงจะอุ่นดี แบบนี้ก็น่าจะไม่กลัวหนาวแล้ว แม้จะเป็นฤดูหนาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็ตาม
เมื่อเห็นเธอตัดสินใจซื้ออย่างไม่ลังเล ชายคนนั้นก็ดูดีใจมาก ทั้งแถมยังให้เข็มถักมาอีกหลายเล่ม
จากนั้นลู่เซี่ยก็จ่ายเงิน ก่อนจะสะพายตะกร้าที่มีผลไม้อยู่ภายในกลับออกมา
หลังจากออกมาแล้วและแน่ชัดแล้วว่าไม่มีใครตามมา ลู่เซี่ยจึงกลับไปที่ตรอกเดิมเพื่อเปลี่ยนกลับไปแต่งตัวแบบเดิม จากนั้นก็ลบเครื่องสำอางบนใบหน้าออก ก่อนจะเอาตะกร้าและผลไม้เข้าไปเก็บไว้ในช่องว่างมิติ ส่วนในมือก็ถือไหมพรมออกมา
ลู่เซี่ยเพิ่งจะเดินออกมาบนถนนได้ไม่เท่าไหร่ ก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ที่ผูกผ้าสีแดงไว้ที่แขนเสื้อ กำลังไล่จับกลุ่มคนที่แบกของอยู่
“พวกแกหยุดตรงนั้นให้หมด ไอ้พวกชอบกอบโกยกำไรแบบผิดกฎหมาย คุมตัวไปติดคุกให้หมด!”
ดูเหมือนคนพวกนี้จะชินชากับเหตุการณ์แบบนี้ไปเสียแล้ว พวกเขารีบสลายตัวและวิ่งหนีไปคนละทิศละทางจนลับสายตาอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้คนที่อยู่ข้างหลังจึงจับใครไม่ได้เลย เหลือไว้เพียงเสียงสบถด่าที่ลอยตามมาเท่านั้น
ลู่เซี่ยเห็นดังนั้นจึงรีบออกจากตรงนั้นทันที
ในใจรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย โชคดีที่เธอรีบออกมาเสียก่อน!
ดูเหมือนว่าตลาดมืดในอำเภอนี้จะยังคงอันตรายอยู่ไม่น้อย หากไม่จำเป็นก็อย่ามาเลยจะดีกว่า
เมื่อมาถึงสถานีรถโดยสาร นอกจากลู่เซี่ยจะมีไหมพรมแล้ว เธอยังมีกระติกน้ำร้อนมาด้วยอีกใบ
นี่เป็นของที่เธอเพิ่งหยิบออกมาจากช่องว่างมิติ เธออยากจะหยิบมันออกมาตั้งนานแล้ว แต่กระติกน้ำร้อนเป็นของที่แตกหักง่าย เธอจึงไม่สามารถใส่ลงในกระเป๋าเดินทางแล้วนำติดตัวมาด้วยได้ หรือจะส่งทางไปรษณีย์ก็ทำไม่ได้เช่นกัน
ส่วนที่ขายในตัวเมืองนั้นก็มีอยู่แค่แบบเดียว ทุกครั้งที่เหล่าปัญญาชนเข้าไปในตัวเมือง พวกเขาจะต้องแวะไปดูที่ร้านสหกรณ์อยู่เสมอ แต่เพราะพวกเขาไม่มีคูปอง จึงไม่สามารถซื้อมันกลับมาได้
ดังนั้นลู่เซี่ยจึงไม่อยากหยิบมันออกมาใช้
คราวนี้มาในอำเภอ เมื่อเธอได้เห็นกระติกน้ำร้อนที่เหมือนกับของเธอ ในที่สุดก็มีโอกาสได้หยิบออกมาใช้เสียที
หลังจากนี้เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปขอใช้น้ำร้อนของคนอื่นเพื่อชงนมข้าวสาลีอีกแล้ว สะดวกสบาย และไม่ต้องติดค้างบุญคุณใครด้วย
เพราะต้องคอยขอใช้น้ำร้อนของคนอื่นอยู่ตลอด ขนมที่เธอเคยนำมาก่อนหน้านี้จึงแจกจ่ายไปไม่ได้มากนัก
เมื่อถึงสถานีรถโดยสาร ซุนเสิ้งหนานเห็นไหมพรมและกระติกน้ำร้อนที่เธอถืออยู่ก็อิจฉาจนแทบบ้า โดยเฉพาะกระติกน้ำร้อน
“เธอซื้อกระติกน้ำร้อนแล้วเหรอ? ดีจังเลย ดูใบนี้จะใหญ่กว่าที่ขายในเมืองอีกนะ”
“ใช่ ฉันเห็นว่าไม่มีกระติกน้ำร้อนมันไม่สะดวก ก็เลยซื้อมาอันนึง”
เห็นเธอพูดได้ง่ายๆแบบนั้น ซุนเสิ้งหนานก็ยิ่งอิจฉา “ซื้อก็ดีแล้วล่ะ อากาศหนาวที่นี่หนาวมากในช่วงฤดูหนาว มีกระติกน้ำร้อนเอาไว้ ก็ใช้ประโยชน์ได้เยอะเลย”
ลู่เซี่ยพยักหน้า ก่อนจะเบี่ยงเบนประเด็นไปถามเรื่องที่เธอไปส่งของ
ทั้งสองคนคุยกันได้สักพัก คนอื่นๆก็มาถึง ทุกคนต่างพูดคุยถึงของที่ได้ซื้อมา เมื่อรถเข้ามาจอดเทียบท่า พวกเขาก็พากันไปซื้อตั๋วขึ้นรถ หลังจากนั้นไม่นานรถก็พาพวกเขาเดินทางกลับ
กว่าจะถึงตัวเมืองเล็กก็ปาเข้าไปหกโมงเย็นกว่าแล้ว
โชคดีที่ลู่เซี่ยไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนตอนมา
ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว อากาศค่อนข้างชื้นเล็กน้อย
หลังลงจากรถ พวกเขาก็รีบเดินกลับไปยังที่พักของปัญญาชน
เมื่อกลับมาถึง พวกเขาพบว่าทุกคนกำลังนั่งกินแตงโมกันอยู่ที่ลานบ้าน
เป็นการกินแตงโมจริงๆ มีทั้งแตงโมและแคนตาลูป
หลังจากถามแล้วถึงได้รู้ว่าเป็นของที่เจียงจวินโม่ซื้อมา เป็นแตงที่ชาวบ้านปลูกกันเอง เขาเห็นเข้าก็เลยซื้อมาฝากทุกคน
เหล่าปัญญาชนทุกคนต่างก็ดีใจ
บทที่ 75: ถูกตาต้องใจ
หลังจากวางของลง ซุนเสิ้งหนานก็หยิบแตงโมขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น “อืม หวานจริงๆ คงเป็นแตงโมที่ปู่หลี่ปลูกสินะ ปีที่แล้วก็มีแต่ของเขานี่แหละที่หวาน”
“ใช่ ของเขาแหละ ได้ยินมาว่าปีนี้ปลูกเยอะด้วยนะ ลูกชายแกยังเถียงกับแกอยู่เลย บอกว่าขายไม่ได้ราคาเท่าไหร่ ปลูกข้าวปลูกพืชไร่ยังคุ้มกว่า”
คนที่มาใหม่เพิ่งจะรู้เรื่องราว ก็เลยเพิ่งรู้ว่าปู่หลี่เป็นคนที่ปลูกแตงโมเก่งที่สุดในหมู่บ้าน แตงโมที่ปลูกแต่ละปีจะหวานเป็นพิเศษ ตอนเด็กๆ ครอบครัวของปู่หลี่ก็หาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกแตงโมนี่แหละ
แต่หลังจากนั้นที่ดินก็กลายเป็นของรัฐบาล ไร่แตงโมของปู่หลี่ก็เลยหายไป ที่ดินส่วนตัวของทุกบ้านก็มีไม่มาก ก็เลยไม่มีที่ให้ปู่หลี่ปลูกแตงโมแล้ว
แต่ปู่หลี่ก็ไม่ยอมแพ้ ในเมื่อเขามีฝีมือแค่นี้ ก็ไม่อยากให้เสียเปล่า
สุดท้ายก็ไปขอเช่าที่ดินรกร้างจากผู้นำหมู่บ้านมาหนึ่งหยวน เพื่อนำมาปลูกแตงโม แบบนี้เขาก็จะมีคะแนนงาน และชาวบ้านก็จะมีแตงโมกิน
ส่วนแตงโมที่ปลูกได้ ตลาดสินค้าเกษตรก็รับซื้อไว้ในราคาไม่ที่สูงมากนัก ถึงอย่างไรก็เป็นที่รกร้าง มีรายได้นิดหน่อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ดังนั้นทางหมู่บ้านจึงยินดีมาก
เมื่อเห็นว่าปลูกแตงโมขายได้เงิน ปู่หลี่ก็เลยปลูกในที่ดินส่วนตัวของตัวเองด้วย ดังนั้นหากบ้านไหนอยากกินก็ไปซื้อกินได้ ราคาไม่แพง หรือจะเอาของไปแลกก็ได้ เพราะฉะนั้น ทุกบ้านจึงมักจะซื้อติดไม้ติดมือกลับไปกินแก้ความอยาก
ในเมื่อปลูกแตงโมแล้วก็ไม่สามารถปลูกผักปลูกข้าวได้ ที่ดินส่วนตัวที่กำหนดให้แต่ละบ้านก็มีไม่มากอยู่แล้ว และการปลูกแตงโมตั้งนานก็ขายไม่ได้ราคา ลูกชายของปู่หลี่ก็เลยไม่ค่อยเห็นด้วย
แต่ก็ขัดพ่อตัวเองไม่ได้สักที
ลู่เซี่ยได้ฟังก็เข้าใจ พลันนึกถึงแตงโมที่ตัวเองซื้อมาวันนี้ ดูจากขนาดก็ไม่สามารถสู้ของปู่หลี่ได้เลย
รู้สึกเสียดายนิดหน่อยที่ไปซื้อจากตลาดมืด แล้วยังต้องแอบกินอีก หากรู้ว่าในหมู่บ้านมีขาย เธอก็คงไม่ต้องลำบากขนาดนี้
แต่สาเหตุหลักที่เธอซื้อแตงโมก็เพราะอยากได้เมล็ดพันธุ์ จะได้ลองเอาไปปลูกในช่องว่างมิติดูบ้าง หากได้ผลลัพธ์ที่ดี ช่องว่างมิติของเธอก็จะมีผลไม้เพิ่มขึ้น
ลู่เซี่ยลองชิมแตงโมที่เจียงจวินโม่ซื้อมาสองสามคำ หวานสมคำร่ำลือ ดังนั้นจึงคิดไว้ว่าคราวหลังจะไปซื้อมาตุนไว้บ้าง
วันรุ่งขึ้นฝนหยุดตก พวกเขาก็ออกไปทำงานตามปกติ แต่ครั้งนี้ลู่เซี่ยสังเกตเห็นอะไรบางอย่างเข้า
ดูเหมือนจะมีหญิงสาวในหมู่บ้านคนหนึ่งแอบหมายตาจียงจวินโม่ เพราะเธอคนนั้นชอบทำทีเป็นเดินเข้าไปใกล้ๆเขาอยู่เรื่อย
จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ลู่เซี่ยที่สังเกตเห็น คนอื่นเขาก็เห็นกันหมด
แต่ทุกคนต่างก็แอบอมยิ้มโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา แค่แอบมองพวกเขาเป็นพักๆเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาเจียงจวินโม่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร อีกทั้งร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง และไม่ค่อยได้ออกไปทำงานด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าจะมีคนมาสนใจเขา
แต่ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะไม่ค่อยชอบใจหญิงสาวคนนั้นสักเท่าไหร่ เพราะทุกครั้งที่เธอเข้ามาใกล้ เขาเป็นต้องรีบเดินหนีไปทุกที พอตกบ่ายถึงกับไม่ยอมออกไปทำงาน เมื่อหญิงสาวคนนั้นไม่เจอเขา เธอก็ดูผิดหวังอยู่ไม่น้อย
เรื่องแบบนี้ดำเนินต่อไปอีกหลายวัน ชาวบ้านก็เริ่มรู้กันทั่ว เมื่อเห็นเหล่าปัญญาชนเดินออกมา ต่างก็อดใจพูดหยอกล้อไว้ไม่ไหว
โดยเฉพาะเจียงจวินโม่ ทุกครั้งที่ชาวบ้านเห็นเขา พวกเขามักจะส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยออกมา
ส่วนลู่เซี่ย หลายครั้งที่เธอเลิกงานเธอมักจะได้ยินชาวบ้านพูดกัน
“ร่างกายผอมบางแบบนี้ ทำงานไม่ไหวหรอก ได้ยินมาว่าสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ทำงานได้ครึ่งวันก็ไม่ไหวแล้ว”
“ใช่ เห็นแล้วไม่น่าจะทำงานไหว ไม่รู้เหมือนกันว่าชุนเยี่ยนมองเห็นอะไรในตัวเขา หรือว่าคงจะดูที่หน้าตาสินะ”
“อย่าพูดอย่างนั้นสิ หน้าตาของเจียงจือชิงดูดีกว่าผู้หญิงเสียอีก”
“ฉันว่าพวกเธออย่าคิดอะไรมากไปเลย แม้ร่างกายของเจียงจือชิง จะไม่ค่อยแข็งแรง แต่ครอบครัวเขาน่าจะฐานะดีนะ ฉันเห็นเขาไปรับพัสดุที่ตัวเมืองตั้งหลายครั้ง ทุกครั้งของก็เยอะแยะไปหมด”
“จริงเหรอ? ถ้าชุนเยี่ยนแต่งงานกับเจียงจือชิง คงจะได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายไปทั้งชาติเลยสินะ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ เจียงจือชิงจะยอมแต่งงานกับชุนเยี่ยนหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
“เป็นไปไม่ได้ยังไง ชุนเยี่ยนเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในหมู่บ้านเราเลย แถมยังจบมัธยมต้นอีกต่างหาก ได้ยินมาว่าอีกไม่นานจะได้ไปเป็นครูที่โรงเรียนประถมในเมืองแล้ว ไม่เห็นจะด้อยไปกว่าเจียงจือชิงตรงไหน ต่อให้ครอบครัวเขาจะมีฐานะแค่ไหน แต่ถ้ากลับบ้านไม่ได้ก็เท่านั้นแหละ”
“ก็นั่นน่ะสิ ถ้าได้แต่งงานกับชุนเยี่ยน เจียงจือชิงอาจจะมีชีวิตที่สบายขึ้นก็ได้”
บทที่ 76: คำเตือนของลู่เซี่ย
วันนี้ลู่เซี่ยเลิกงานพร้อมซุนเสิ้งหนาน ทั้งคู่บังเอิญได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้เข้าพอดี
ซุนเสิ้งหนานขมวดคิ้วแน่น เห็นดังนั้นลู่เซี่ยจึงถามด้วยความกังวล “เป็นอะไรไปคะ?”
“ฉันว่าสถานการณ์ของเจียงจือชิงในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่”
“ทำไมล่ะคะ? หรือเป็นเพราะเรื่องของผู้หญิงที่ชื่อชุนเยี่ยนคนนั้น? เขาน่าจะไม่แต่งงานกับเธอหรอก”
เรื่องนี้ลู่เซี่ยค่อนข้างมั่นใจ เพราะเธอมักแอบทำอาหารกินกับเจียงจวินโม่บ่อยครั้ง เธอจึงเค่อนข้างรู้จักเขาดีกว่าคนอื่น
แม้ร่างกายของเขาจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่จริงๆแล้วเขาก็เป็นคนทะเยอทะยานคนหนึ่ง ไม่น่าจะไปชอบสาวชนบทแบบนั้นหรอก
แต่ซุนเสิ้งหนานกลับถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ฉันรู้ว่าเจียงจือชิงคงไม่สนใจสือชุนเยี่ยนหรอก แต่สือชุนเยี่ยนเป็นลูกสาวของเหรัญญิกประจำหมู่บ้าน รูปร่างดี หน้าตาสวย ที่ผ่านมาเธอเองก็ถือตัวมาตลอด นอกจากลูกสาวของผู้นำหมู่บ้านแล้ว ก็ไม่มีใครเทียบเธอได้อีก”
หนุ่มๆในหมู่บ้านต่างก็พากันชอบเธอ แต่หลังจากเรียนจบมัธยมต้น เธอก็ตั้งใจจะหาแฟนเป็นคนเมือง แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้มาสนใจเจียงจือชิงซะได้ แต่ถ้าเจียงจือชิงปฏิเสธล่ะก็ ฉันว่าต่อไปเขาคงลำบากแน่ๆ เพราะได้ยินมาว่าที่บ้านตามใจลูกสาวคนนี้มาก”
ลู่เซี่ยได้ฟัก็รู้สึกเห็นใจเจียงจวินโม่ เธอพอจะเดาได้ว่าครอบครัวของเจียงจวินโม่น่าจะมีฐานะ แต่ถึงจะรวยแค่ไหน ตอนนี้ก็คงจะเทียบไม่ได้กับอิทธิพลของเหรัญญิกประจำหมู่บ้าน
ในหมู่บ้าน ตำแหน่งเหรัญญิกน่าจะเป็นตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดรองจากผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วยผู้นำหมู่บ้านแล้วล่ะ
มีคำกล่าวไว้ว่า ‘เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังไม่น่ากลัวเท่าเจ้าหน้าที่เทศมณฑล’ ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในหมู่บ้าน ก็ไม่อาจจัดการเรื่องนี้ได้อย่างง่ายดาย
ลู่เซี่ยจึงอดเป็นห่วงเจียงจวินโม่ไม่ได้
วันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองกำลังแอบทำอาหารกันที่ฐานทัพลับ ลู่เซี่ยจึงถามถึงความรู้สึกของเขาที่มีต่อสือชุนเยี่ยน
ใครจะไปรู้ว่า ทันทีที่เขาได้ยินชื่อของสือชุนเยี่ยน เจียงจวินโม่ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันควัน “ผมบอกปฏิเสธสหายสือไปหลายครั้งแล้ว แต่เธอไม่เคยเข้าใจเลย"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็หงุดหงิดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าเขาคงเบื่อหน่ายเต็มทน
ลู่เซี่ยจึงเล่าเรื่องราวของสือชุนเยี่ยนให้เขาฟัง
และเตือนเขาว่า “นายต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี หากไม่อยากแต่งงานจริงๆ ก็รีบบอกให้เธอตัดใจซะ ไม่อย่างนั้นชีวิตในอนาคตของนายคงลำบากแน่นอน เดิมทีปัญญาชนก็ไม่ได้ดีในสายตาชาวบ้านสักเท่าไร
นายต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี ถ้าไม่ชอบก็บอกปฏิเสธเธอไปเลย ไม่เช่นนั้นชีวิตนายคงลำบากแน่ เดิมทีคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ว่าพวกปัญญาชนดีอยู่แล้ว หากต่อไปพวกเขามาหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีคุณอีกก็แย่สิ”
เจียงจวินโม่พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ก่อนจะกล่าวขออบคุณเธอ หลังจากนั้นทั้งสองจึงเริ่มทานอาหาร
วันนี้ลู่เซี่ยตุ๋นขาหมู รสชาติยังคงอร่อยเหมือนเคย
หลังจากเจียงจวินโม่ได้ทานอาหารที่ลู่เซี่ยทำไปหลายครั้ง เขาก็รู้สึกได้ว่าอาหารของเธอนั้นไม่ธรรมดา นอกจากรสชาติจะอร่อยแล้ว ร่างกายเขาก็ยังรู้สึกดีขึ้นด้วย
ช่วงนี้เขารู้สึกว่าเขาเองแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นเขาจึงยิ่งชื่นชมฝีมือของลู่เซี่ยมากขึ้นไปอีก
แต่อย่างไรลู่เซี่ยก็ยังคงเหมือนเดิม ทั้งคู่ไม่ได้ทำอาหารทานกันบ่อยนัก จึงไม่มีใครรู้เรื่องนี้
เรื่องนี้สร้างความทรมานให้กับเจียงจวินโม่ไม่น้อย เขานับวัน นับเวลา รอคอยให้ถึงวันที่นัดหมายกันไว้อย่างใจจดใจจ่อ
หลังจากทานอาหารในครั้งนี้เสร็จ ลู่เซี่ยตั้งใจจะไปซื้อแตงโม เจียงจวินโม่จึงกลับไปก่อน
แต่เมื่อลู่เซี่ยซื้อแตงโมเสร็จ เธอกลับพบว่าเจียงจวิ้นโม่ยังไม่กลับ เพราะเขาถูกสือชุนเยี่ยนขวางไว้ที่หน้าที่พักของปัญญาชน
เมื่อเห็นพวกเขา ลู่เซี่ยก็ลังเลใจเล้กน้อย ด้วยไม่แน่ใจว่าควรเข้าไปดีไหม
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะเดินเข้าไป ก็ได้ยินสือชุนเยี่ยนตะโกนเสียงดังลั่น “ตั้งแต่เด็กจนโต ไม่เคยมีสิ่งไหนที่ฉันต้องการแล้วจะไม่ได้มันมา! คุณก็รอดูเถอะ ยังไงซะ สักวันคุณก็ต้องแต่งงานกับฉันอยู่ดี!”
พูดจบเธอก็เดินจากไปด้วยความโกรธ เมื่อผ่านหน้าลู่เซี่ยที่กำลังกอดแตงโมอยู่ เธอก็จ้องมองด้วยความเกรี้ยวกราด
ลู่เซี่ยรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมาก
“นายไม่เป็นไรใช่ไหม?” ลู่เซี่ยเดินเข้าไปใกล้เจียงจวินโม่แล้วเอ่ยปากถาม
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า แล้วก็นวดขมับตัวเองอย่างหัวเสีย
บทที่ 77: ฤดูเก็บเกี่ยวอันแสนวุ่นวาย
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปข้างในที่พักของปัญญาชน ทุกคนต่างก็หันมามองพวกเขา
หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทุกคนมองมาที่เจียงจวินโม่ต่างหาก
ทุกคนคงได้ยินเสียงของสือชุนเยี่ยนกันหมดแล้ว
ลู่เซี่ยเห็นว่าเจียงจวินโม่ดูอึดอัดใจเล็กน้อย เธอจึงรีบทำลายบรรยากาศนั้น “ฉันซื้อแตงโมมา มากินกันเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนจึงเบี่ยงเบนความสนใจ “โอ้โห แตงโมลูกใหญ่มาก ลู่จือชิงเลือกเก่งจริงๆ คงจะหวานน่าดู”
“ปู่หลี่ต่างหากที่เลือก ฉันเลือกไม่เป็นหรอก”
คนอื่นๆพากันหัวเราะแล้วขอบคุณลู่เซี่ย จากนั้นก็ช่วยกันฝานแตงโมกิน
ส่วนเจียงจวิ้นโม่ก็ถือโอกาสนี้กลับเข้าห้องไป
แต่ทุกคนยังคงคิดอะไรไปต่างๆนานา
ตกเย็น เหล่าปัญญาชนหญิงต่างมานั่งรวมตัวกัน ลู่เซี่ยกำลังเรียนถักเสื้อไหมพรมกับซุนเสิ้งหนาน ก็ได้ยินทุกคนคุยกันเรื่องนี้พอดี
เหล่าปัญญาชนต่างรู้สึกเห็นใจเจียงจวินโม่ ที่ต้องมาเจอกับเรื่องวุ่นวายแบบนี้
หลังจากเกิดเรื่องในครั้งก่อน เฉินเสวี่ยที่ไม่ค่อยพูดก็เอ่ยปากขึ้นมา “คนในหมู่บ้านนี้อาจจะดูเหมือนคนเห็นแก่ตัว ชอบเอาเปรียบกันเอง แต่จริงๆแล้วพวกเขารักพวกพ้องมากนะ ก่อนหน้านี้มีปัญญาชนหญิงคนหนึ่งที่ลงมาพร้อมกับพวกเรา เธอชื่อ ‘อู๋อวี้’ หน้าตาเธอสวยมาก เมื่อเธอมาถึงหมู่บ้าน เธอกลายเป็นที่หมายตาของหนุ่มๆในที่นี้
ตอนนั้นพวกเราเพิ่งลงมาใหม่ๆ ต่างก็คิดถึงแต่เรื่องจะกลับเมือง ไม่มีใครอยากแต่งงานอยู่ที่นี่ แต่ผู้ชายคนนั้นก็คอยตามตอแยเธอไม่เลิก
ไม่ใช่แค่เสนอตัวช่วยทำงานบ้านเท่านั้น แต่เขายังเอาของมาให้เธอเป็นระยะระยะอีกด้วย ต่อให้เธอจะปฏิเสธยังไงก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเขาทำราวกับไม่ได้ยินในคำปฏิเสธเหล่านั้น และยังตอแยเธอไม่เลิกรา
นานวันเข้าทุกคนเลยพากันพูดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน แม้เธอจะอธิบายยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายก็ต้องยอมแต่งงานกับเขา
โชคดีที่ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ดี หลังจากอู๋อวี้แต่งงานเข้าไป เธอได้ไปทำงานที่โรงเรียนประถม ถือว่าเป็นงานที่สบายกว่างานในไร่นามาก”
คนอื่นๆได้ฟังต่างก็พากันถอนหายใจ
การทำลายชื่อเสียงของคนคนหนึ่งในชนบทนั้นเป็นเรื่องง่ายมากโดยเฉพาะกับพวกเธอที่ปัญญาชนหญิง ยิ่งต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
ระยะแรกที่ลู่เซี่ยและคนอื่นๆย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็มีผู้ชายในหมู่บ้านมาชอบซูม่านอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะหน้าตาและบุคลิกของเธอนั้นดูโดดเด่นมาก
เพียงแค่เธอสนิทสนมกับกู้เซี่ยงหนาน ทั้งยังดูเป็นคนมีบุคลิกเฉพาะตัว คงจะปฏิบัติตัวด้วยยาก คนที่คิดจะจีบจึงพากันล้มเลิกความตั้งใจ แม้พวกเขาเองยังไม่อยากจะล้มเลิก แต่คนในครอบครัวก็คงจะห้ามปรามไว้
เพราะดูจากบุคลิกของซูม่านแล้ว ดูยังไงก็ไม่ใช่คนที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาเลี้ยงดูไหว
ส่วนลู่เซี่ยนั้นไม่มีใครมาสนใจ เพราะระยะแรกที่เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ เธอทั้งผอมแห้ง ตัวเล็ก พูดน้อย ไม่ค่อยมีตัวตน คงจะไม่มีใครทันสังเกตเห็น ซึ่งนั่นก็ทำให้เธอไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนี
เผลอคิดไกลไปหน่อยแล้วสิ
หลังจากพูดคุยกันพักหนึ่ง ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า เรื่องของเจียงจวินโม่นั้นจัดการยาก
หากแต่งงานกันไป ไม่ว่าใครก็ดูออกว่าเจียงจวินโม่มีภูมิหลังครอบครัวที่ดี คงไม่เอาผู้หญิงชนบทอย่างสือชุนเยี่ยนหรอก
แต่หากไม่แต่ง การใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านนี้ของเจียงจวินโม่คงจะไม่สงบสุข ไม่แน่ว่าอาจจะโดนเหรัญญิกของหมู่บ้านใส่ร้ายป้ายสี เพราะร่างกายเขาไม่แข็งแรง จึงไม่สามารถทำงานหนักได้ แม้จะมีครอบครัวคอยช่วยเหลือ แต่ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มากนัก
ทุกคนต่างก็เป็นห่วงเขา แต่ก็ได้แค่เป็นห่วงเท่านั้น เพราะยังไงซะเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของเขา สุดท้ายแล้วก็คงต้องปล่อยให้เขาจัดการเอง
ไม่นานก็ถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งถือเป็นเทศกาลแรกนับตั้งแต่เหล่าปัญญาชนรุ่นใหม่ย้ายมาอยู่ที่นี่ พวกเขาร่วมกันออกเงินซื้อเนื้อมาทำอาหารมื้อใหญ่ฉลองกัน ก่อนที่ทุกคนจะกลับไปทำงานหนักกันตามเดิม
เพราะอีกไม่นานก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยว เป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายที่สุดในรอบปี ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงถูกมอบหมายให้ทำงานมากมาย
ไม่ว่าจะเกี่ยวข้าวหรือเก็บข้าวโพด ทุกครั้งต้องทำงานจนค่ำมืด เมื่อกลับมาถึงที่พัก ลู่เซี่ยก็เหนื่อยจนแขนแทบยกไม่ขึ้น
แม้ร่างกายของเธอที่บำรุงด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนแข็งแรง ก็ยังไม่วายที่จะเหนื่อยจนแทบขาดใจ แล้วคนอื่นๆจะขนาดไหนกัน
ทุกคนเหนื่อยล้าจนไม่อยากจะพูดคุยกับใคร คนมีหน้าที่ทำอาหาร เมื่อกลับมาแล้วก็ยังต้องฝืนร่างกายที่อ่อนล้ามาทำอาหาร
ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ
บทที่ 78: ถูกสะกดรอยตาม
โชคดีที่ช่วงเก็บเกี่ยวนี้กินระยะเวลาไม่นานนัก ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เสร็จสิ้น
ชาวบ้านต่างวุ่นวายอยู่กับการเกี่ยวข้าว ตอนนี้พวกเขากำลังตากข้าวอยู่ที่ลานตาก ด้วยตั้งใจจะตากข้าวให้แห้งก่อนจะถึงฤดูฝน
หลังจากตากไปได้สองสามวัน ข้าวโพดก็แห้ง ลู่เซี่ยและคนอื่นๆจึงเริ่มทำงานกันต่อ ครั้งนี้หลังจากทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว พวกเขาต้องรีบไปแกะเมล็ดข้าวโพดแทนการพักผ่อน เพราะตอนนี้ไม่มีเครื่องจักร จำเป็นต้องใช้แรงงานคนทำทุกอย่าง
ลู่เซี่ยเจ็บปวดไปทั้งมือทุกครั้งที่แกะเมล็ดข้าวโพก แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะทุกคนก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
โชคดีที่หลังจากแกะไปได้สักพัก เธอก็เริ่มชำนาญมากขึ้น
แต่เนื่องจากต้องทำงานตอนกลางคืน สองสามวันมานี้ลู่เซี่ยรู้สึกได้ว่ามีคนสะกดรอยตาม ทั้งตอนที่ไปและกลับจากที่ทำงาน
เพราะหลังจากที่ได้ดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ประสาทสัมผัสของเธอก็ไวขึ้น ดังนั้นเธอจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง
แต่ท้องฟ้าในระยะนี้มืดมาก ทำให้เธอไม่สามารถมองเห็นได้ว่าคนๆนั้นเป็นใคร ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่กล้าประมาทอยู่ดี
หลังจากวันนั้น ไม่ว่าเธอจะออกไปที่ไหนในตอนกลางคืน เธอจะไปพร้อมคนอื่นๆ และจะไม่เดินคนเดียว
หลายวันผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากชาวบ้านส่งข้าวโพดในส่วนที่ต้องส่งให้รัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว ข้าวโพดที่เหลือก็จะเป็นของชาวบ้าน ดังนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำงานแข่งกับเวลาอีกต่อไป สามารถค่อยๆทำในระหว่างวันทำงานก็ได้
ชาวบ้านต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผู้นำหมู่บ้านจึงจัดคนไปส่งข้าวโพดที่ในตัวเมือง คนอื่นๆจึงได้หยุดพักผ่อนชั่วคราว
หลายวันผ่านไป ขณะที่ลู่เซี่ยคิดว่าคนที่สะกดรอยตามเธอคงเลิกล้มความตั้งใจไปแล้ว แต่ขณะที่เธอกำลังซักผ้าอยู่นั้น ก็รู้สึกได้อีกครั้งว่ามีคนจ้องมองเธออยู่
ลู่เซี่ยขมวดคิ้วพลางแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ก่อนจะแอบมองไปรอบๆ จนได้เห็นเงาดำอยู่ในป่าทางด้านข้างจริงๆ
ราวกับใจของลู่เซี่ยจมดิ่งลงลงสู่ก้นเหว เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเธอใช้ชีวิตอยู่ในชนบทอย่างเรียบง่าย เหตุใดถึงได้มีคนสะกดรอยตามได้
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไข เพราะการถูกสะกดรอยตามแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดี ฉะนั้น เธอจำเป็นต้องเป็นฝ่ายรุก และแก้ไขเรื่องนี้ให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงอีกต่อไป
ดังนั้นหลังจากกลับไปยังที่พักของปัญญาชนแล้ว ลู่เซี่ยจึงสะพายตะกร้าออกไปข้างนอกอีกครั้ง
หลังจากออกมาคราวนี้ เธอก็ยังรู้สึกได้ว่ามีคนสะกดรอยตามเธออยู่ ดังนั้นจึงนึกถึงก้อนหิน ท่อนไม้ และมีดทำครัวที่อยู่ในช่องว่างมิติ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ แล้วเดินตรงไปยังสถานที่ลับที่มักจะมาแอบทำอาหารทานกับเจียงจวินโม่อยู่เสมอ
ปกติจะไม่มีใครมาที่นี่ ลู่เซี่ยจึงรู้สึกได้ชัดเจนว่าคนที่อยู่ด้านหลังเริ่มจะเดินเข้ามาใกล้มากขึ้น
จนกระทั่งรู้สึกว่าคนผู้นั้นไม่ลังเลที่จะวิ่งตรงเข้ามาหาเธอ ดังนั้นลู่เซี่ยจึงรีบคว้าท่อนไม้ที่อยู่ในตะกร้า (ที่จริงก็คือช่องว่างมิติ) ออกมา
ทันใดนั้นก็หันหลังกลับไปแล้วฟาดท่อนไม้ลงไปอย่างแรง
"โอ๊ย!"
ท่อนไม้ฟาดเข้าที่หน้าผากของชายคนนั้นอย่างจัง ทำเอาเขาถึงกับล้มลงไปร้องโอดโอยอยู่กับพื้น
ฝ่ายลู่เซี่ยเองก็ไม่ได้ออมมือ เพราะเธอจำได้แล้วว่าเขาคือใคร
ดังนั้นเธอจึงฟาดท่อนไม้ลงไปอีกหลายครั้ง
ครั้งนี้ท่อนไม้ฟาดเข้าที่ลำตัวของชายคนนั้นเต็มแรง ทำให้เขากลิ้งไปมาบนพื้นพร้อมกับกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด
ลู่เซี่ยเห็นท่าทางน่าสมเพช จึงยกเท้าขึ้นเตะเข้าที่จุดสำคัญของเขาอย่างแรง
"อ๊า!"
ชายคนนั้นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แต่ลู่เซี่ยก็ยังไม่หายโกรธ
ขณะที่เธอกำลังจะยกเท้าขึ้นเตะซ้ำ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากข้างๆ
“ถ้าเตะอีกที คงใช้งานไม่ได้แน่!”
ลู่เซี่ยหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นเจียงจวินโม่
“นายมาได้ยังไง?”
“ผมได้ยินเสียง พอเห็นว่าเป็นคุณก็เลยรีบวิ่งมา”
ลู่เซี่ยรู้ว่าเขาเป็นห่วงกลัวว่าเธอจะเป็นอันตราย พลันในใจก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมา เพราะดูจากร่างกายของเขาแล้ว เห็นได้ว่าเขาทั้งอ่อน และไม่น่าจะมีแรงเท่าเธอ แต่ก็ยังคิดที่จะมาช่วยเธอ
เมื่อคิดได้แบบนี้ ความโกรธที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจก็พอสงบลงได้บ้าง เธอจึงหันกลับไปมองชายที่นอนอยู่บนพื้นอีกครั้ง
บทที่ 79: เฉินเอ้อร์
ลู่เซี่ยจำชายคนนี้ได้ทันทีที่เห็น เขาคือ ‘เฉินเอ้อร์’ ไอ้ขี้เมาประจำหมู่บ้าน
ลู่เซี่ยเคยคิดว่า หากชีวิตนี้เขาไม่มายุ่งกับเธอ เธอจะปล่อยเขาไปสักครั้ง แต่ไม่คิดเลยว่าเขายังกล้ามาวนเวียนแถวนี้
เธออยากจะเตะจุดสำคัญของเขาให้แหลกคาเท้า แต่ตอนนี้มีเจียงจวินโม่อยู่ด้วย เธอจึงเลยไม่กล้าลงมือหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าเฉินเอ้อร์จะแน่แค่ไหน แต่เขาก็ยังเป็นคนในหมู่บ้าน เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลเฉิน หากทำรุนแรงเกินไป เธอคงจะอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างลำบาก
แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็ทำได้แค่นี้
ลู่เซี่ยจ้องมองเฉินเอ้อร์ที่อยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเย็นชา “พูดมา แกแอบตามฉันมาทำไม?”
เฉินเอ้อร์ถูกฟาดด้วยท่อนไม้จนรู้สึกมึนงงไปหมด ทั้งยังถูกฟาดซ้ำไปอีกหลายทีจนระบมไปหมดทั้งตัว
เมื่อได้ยินที่คำถามของลู่เซี่ย เขาจึงรีบอ้อนวอน “ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่กล้าทำอีกแล้ว ได้โปรดคุณหนูไว้ชีวิตผมด้วย”
แต่ลู่เซี่ยกลับไม่สะทกสะท้านกับคำอ้อนวอนนั้น เธอยังคงฟาดเขาอย่างเต็มแรงไปอีกหลายที “ตอบมาดีๆ ว่าทำไมถึงตามฉันมา!”
“โอ๊ย! บอกก็ได้ บอกก็ได้ อย่าตีแล้ว มันเจ็บ!”
ลู่เซี่ยจึงกอดอกมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “งั้นก็บอกมา”
เฉินเอ้อร์แอบเงยหน้ามองลู่เซี่ยด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาจนไม่อาจควบคุมได้ เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่ไปหาเรื่องเธอ ไม่คิดว่าผู้หญิงที่ดูบอบบางแบบนี้ จะโหดร้ายมากกขนาดนี้
โชคดีที่ไม่ได้แต่งงานด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องตายแน่ๆ
ลู่เซี่ยเห็นเขาแอบเงยหน้ามอง ดวงตากลมโตกลอกไปมาไม่รู้คิดอะไรอยู่ จึงยกท่อนไม้ในมือเตรียมจะฟาดเขาอีกที
เฉินเอ้อร์เห็นดังนั้นจึงรีบพูดขึ้น “อย่า อย่าตี บอกก็ได้ บอกก็ได้! มีคนจ้างให้ผมสะกดรอยตามคุณ!”
ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว “ใคร? จ้างแกมาสะกดรอยตามฉันทำไม?”
เฉินเอ๋อร์กลัวลู่เซี่ยมาก และไม่กล้าปิดบังอะไรอีกแล้ว จึงเล่าทุกอย่างที่รู้มาทั้งหมด
“เป็นผู้หญิงที่พักอยู่ในที่พักของปัญญาชนเหมือนกับคุณ เหมือนเธอจะแซ่จวงนะ เธอบอกให้ผมสะกดรอยตามคุณ หาโอกาสทำลายความบริสุทธิ์ของคุณ แบบนี้ผมก็จะได้แต่งงานกับคุณ”
ลู่เซี่ยได้ฟังก็กับอึ้งไปชั่วขณะ แซ่จวงอย่างนั้นเหรอ? เป็นจวงหงเหมยเหรอ?
ใบหน้าของเธอเย็นชาลงฉับพลัน เธอไม่อยากจะเชื่อเลย
ลู่เซี่ยรู้ดีว่าจวงหงเหมยชอบหาเรื่องเธอ คอยแต่จะพูดจาดูถูก แต่หลังจากที่โดนขู่ไปหลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่กล้าทำอะไรอีก และลู่เซี่ยก็คิดว่าเธอคงจะกลัวไปแล้ว
ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เธอจะกล้าหาคนมาทำลายลู่เซี่ย
ไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเธอจะใจร้ายได้ขนาดนี้!
เฉินเอ้อร์เห็นลู่เซี่ยเงียบไป เขาจึงถามด้วยความระมัดระวัง “คุณหนู ผมเล่าเรื่องที่รู้ทั้งหมดแล้ว คุณปล่อยผมไปได้ไหมครับ?”
แต่ลู่เซี่ยในตอนนี้กำลังครุ่นคิดเรื่องของจวงหงเหมยอยู่ เธอจึงยังคงนิ่งเฉย และไม่ตอบอะไร
เจียงจวินโม่ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเอ่ยปากถามแทน “จวงจือชิงบอกให้แกทำ แกก็ทำเลยเหรอ? เธอไม่ได้ให้อะไรตอบแทนแกเลยเหรอ?”
เฉินเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็รีบเอามือกุมกระเป๋ากางเกงตัวเองทันที แต่เมื่อเห็นลู่เซี่ยยกท่อนไม้ขึ้น เขาก็รีบบอก “ให้สิ เธอให้เงินผมมาห้าหยวน ผมเห็นว่าได้ทั้งเงินได้ทั้งภรรยาเลยตกลงทำ”
พูดจบก็มองหน้าของลู่เซี่ยที่บึ้งตึงขึ้นกว่าเดิม รวมถึงมือที่กำท่อนไม้แน่น เฉินเอ้อร์จึงรีบอธิบายต่อ
"เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของผมนะครับ ถึงผมไม่ทำก็ต้องมีคนอื่นทำอยู่ดี ลู่จือชิงทั้งสวยทั้งขยันทำงาน ในหมู่บ้านมีหนุ่มโสดหมายตาคุณไว้ตั้งหลายคน พวกเขาคิดจะทำแบบที่หลิวเสี่ยวจื่อทำกับอู๋จือชิง เมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม ลู่จือชิงก็คงโดนพวกนั้นฉุดไปแต่งงานอยู่ดี”
ลู่เซี่ยได้ฟังก็ยิ่งโกรธหนัก เธอไม่คิดว่าการที่เธอพยายามทำตัวไร้ตัวตน ก็ยังมีคนมาหมายตาอยู่ดี
เฉินเอ้อร์พูดจบก็แอบมองสีหน้าของลู่เซี่ย แล้วอ้อนวอนขอชีวิตต่อ “ผมบอกทุกอย่างเท่าที่รู้ไปแล้ว คุณหนูไว้ชีวิตผมเถอะ ผมจะไม่ทำอีกแล้ว ผมสัญญาหากต่อไปเจอคุณที่ไหน ผมจะรีบเดินหนีทันที!”
บทที่ 80: เบื้องหลัง
ลู่เซี่ยรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทำอะไรเฉินเอ้อร์ได้ หากจะปล่อยเขากลับไปง่ายๆ แบบนี้ก็ไม่ยอมเช่นกัน
ลู่เซี่ยนึกถึงจวงหงเหมยที่คิดร้ายกับเธอ จึงเอ่ยขึ้น “แกคิดจะกลับไปง่ายๆแบบนี้เหรอ? ฝันไปเถอะ”
เฉินเอ้อร์ร้องโอดครวญ “คุณหนูครับ ผมผิดไปแล้ว คุณจะให้ผมทำยังไงล่ะครับ?”
ลู่เซี่ยแสยะยิ้มแล้วพูดขึ้น “แกอยากได้เมียไม่ใช่เหรอ? ฉันก็จะหาเมียให้”
เฉินเอ้อร์ชะงักแล้วถามออกไปอย่างลืมตัว “แต่งกับใคร?”
ลู่เซี่ยพูดอย่างมีนัยยะแอบแฝง “แน่นอนว่าต้องแต่งกับคนที่ทำให้แกเป็นแบบนี้ไงล่ะ”
เฉินเอ้อร์ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เขาเข้าใจความหมายของลู่เซี่ยในทันที
แต่เขาก็ยังลังเลเล็กน้อย ต่อให้เขาอยากจะได้เมียมากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องเลือกสักหน่อย ไม่ต้องสวยถึงขั้นเหมือนลู่จือชิง แต่อย่างน้อยก็ต้องขยันทำงานบ้านงานเรือนเป็นบ้าง
ส่วนจวงจือชิงนั้น ทั้งไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้าน ทั้งยังขี้เกียจทำงานบ้านงานเรือน เขาเองก็ไม่ค่อยอยากได้เท่าไหร่
ลู่เซี่ยเห็นสีหน้ารังเกียจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปลงตก ไม่คิดเลยว่าจวงหงเหมยจะแย่จนกระทั่งคนอย่างเฉินเอ้อร์ยังรังเกียจ
ลู่เซี่ยจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยังจะมาทำเรื่องมากอีกเหรอ? อย่างน้อยเธอก็เป็นปัญญาชน มีการศึกษา แกมีอะไรดี?”
เฉินเอ้อร์กำลังจะอ้าปากเถียง แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี เขาอยากจะบอกว่าเขาเป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่ตามใจ แต่ตัวเขาเองก็ไม่มีอะไรดี พ่อแม่ก็ไม่ได้มีการศึกษาอะไร และเขายังเรียนไม่จบประถมด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หากเขาแต่งงานกับจวงจือชิง อนาคตลูกเกิดมาก็อาจจะได้เชื้อแม่บ้าง อย่างน้อยก็เป็นคนมีการศึกษาได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น สีหน้าของเขาก็เริ่มอ่อนลง
ลู่เซี่ยเห็นว่าเขาเริ่มลังเลจึงพูดต่อ “ตามใจ ฉันให้โอกาสแกแล้ว จะทำหรือไม่ทำก็คิดให้ดี คิดได้แล้วก็ไสหัวไปได้เลย”
เมื่อเฉินเอ้อร์ได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้น “ผมคิดดีแล้ว ลู่จือชิงคุณวางใจผมได้ ผมจะทำให้ดีที่สุด”
“ไม่ใช่ทำเพื่อฉัน แต่ทำเพื่อตัวเอง”
“ใช่ๆๆ ทำเพื่อตัวเอง”
เฉินเอ้อร์รีบพยักหน้าเห็นด้วย สุดท้ายเมื่อเห็นว่าไม้ในมือของลู่เซี่ยยังไม่ขยับ เขาจึงรีบหันหลังวิ่งหนีไป
หลังจากร่างของเขาหายลับไป ลู่เซี่ยก็ไม่สนใจเจียงจวินโม่ที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอหันหลังกลับแล้วเดินตรงไปยังถ้ำที่เธอเคยแอบทำอาหาร
เธอต้องการที่สงบๆ เพื่อสงบสติอารมณ์
เจียงจวินโม่เองก็ไม่ได้จากไปไหน แต่กลับเดินตามเธอไปติดๆ
เมื่อมาถึง ทั้งคู่ก็ไม่ได้พูดอะไรกัน ลู่เซี่ยเองก็นั่งครุ่นคิดเงียบๆอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นายคิดว่าฉันร้ายกาจเกินไปไหม?”
เจียงจวินโม่รู้ว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร เขาจึงส่ายหัว “แค่เอาคืนแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน”
ลู่เซี่ยได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก็จ้องมองใบหน้าเขาอย่างจริงจัง แต่ก็ไม่พบร่องรอยของความรังเกียจหรือไม่พอใจ ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกโล่งใจ
ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกอยากระบายความในใจ
“อันที่จริงฉันก็ไม่ได้คาดคิดว่าเธอจะทำแบบนี้ แม้ว่าเราสองคนจะเคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นทำลายกันได้ขนาดนี้”
เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้น เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “คุณคิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของปัญญาชนจริงๆเหรอ?”
ลู่เซี่ยหรี่ตาลง “นายหมายความว่ายังไง? คิดว่าฉันใส่ร้ายเธอเหรอ?”
เห็นว่าเธอเริ่มเข้าใจผิด เจียงจวินโม่ก็รีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ ผมแค่รู้สึกว่ามันแปลกๆ ดูสภาพแล้วจวงจือชิงค่อนข้างขัดสน ผมว่าเธอไม่น่าจะมีเงินห้าหยวนมาจ้างคนทำร้ายคุณได้นะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกแปลกใจ “งั้นนายหมายความว่าฉันเข้าใจผิดเหรอ คนๆนั้นไม่ใช่เธองั้นเหรอ?”
เจียงจวินโม่ส่ายหน้า “ไม่ว่าจะใช่เธอหรือไม่ แต่เธอก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว เฉินเอ้อร์ไม่น่าจะจำคนผิดขนาดนั้นหรอก”
ลู่เซี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็ยังไม่คลายความสงสัย “แล้วจะเป็นใครได้ล่ะ? นอกจากจวงหงเหมยแล้ว ฉันก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใครนี่”
จบตอน
Comments
Post a Comment