countryside ep81-100

บทที่ 81: กรรมร่วมกัน

   

    ปัญญาชนที่มีอยู่ก็แค่ไม่กี่คน ฝ่ายชายก็ไม่ได้สนิทกับลู่เซี่ยเท่าไหร่ คงไม่น่าใช้วิธีแบบนี้มาทำร้ายเธอหรอก

   

    เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของปัญญาชนหญิงแน่ๆ 

   

    ปัญญาชนรุ่นพี่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะลู่เซี่ยค่อนข้างสนิทกับพวกเธอ จึงไม่มีเรื่องอะไรให้บาดหมางกัน

   

    ส่วนปัญญาชนที่มาใหม่ ก็เหลือแค่ซูม่านและเฉิงอวี้เจียว 

   

    ซูม่านก็น่าจะไม่ใช่ หากไม่นับเรื่องที่ลู่เซี่ยปฏิเสธที่จะย้ายออกไปอยู่กับเธอแล้ว เรื่องอื่นๆ พวกเธอก็ค่อนข้างจะเข้ากันได้ดี 

   

    ลู่เซี่ยเองก็ไม่ได้ไปขัดขวางอะไรนางเอกคนนี้ด้วย ดังนั้นก็ไม่น่าจะใช่เธอ 

   

    แบบนี้ก็เหลือเพียงเฉิงอวี้เจียวแล้วสินะ 

   

    แต่ลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าไม่ได้มีเรื่องอะไรให้ขัดแย้งกับเฉิงอวี้เจียว แม้แต่กู้เซี่ยงหนานที่เปรียบเสมือเนื้อในปากของเธอ ลู่เซี่ยก็พยายามตีตัวออกห่างมาโดยตลอด

   

    ไม่รู้ว่าไปทำให้เธอไม่พอใจตอนไหน ถึงได้คิดวิธีแบบนี้มาทำร้ายกันได้ลง

   

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “บ้าไปแล้ว! ป่วยรึไง!”

   

    เจียงจวินโม่ได้ยินลู่เซี่ยสบถออกมาแบบนั้น ก็รู้ว่าเธอคงพอเดาออกแล้วว่าเป็นฝีมือใคร

   

    “คุณจะทำยังไงต่อ?”

   

    ลู่เซี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่สามารถจัดการกับเฉิงอวี้เจียวด้วยวิธีการเดียวกับจวงหงเหมยได้ เพราะเธอต่างกับจวงหงเหมย

   

    ดูจากท่าทางแล้ว จวงหงเหมยไม่น่าจะมีคนคอยหนุนหลัง เธอจึงไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะมาเอาคืน

   

    แต่เฉิงอวี้เจียวนั้นไม่เหมือนกัน เธอมีครอบครัวที่ทรงอิทธิพล ทั้งยังกลับมาเกิดใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นในที่พักของปัญญาชนก็ยังมีกู้เซี่ยงหนานคอยดูแล คิดจะจัดการกับเธอก็คงไม่ง่าย

   

    ยิ่งไปกว่านั้น ในอนาคตลู่เซี่ยเองก็ต้องกลับเข้าเมือง หากถูกตระกูลเฉิงแก้แค้นขึ้นมา ก็คงไม่ดีแน่

   

    อย่างไรก็ตาม ในฐานะตัวร้ายอย่างเฉิงอวี้เจี้ยว เธอคงไม่มีจุดจบที่สวยงามอยู่แล้ว คงไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเอง เพราะแค่แย่งผู้ชายกับนางเอกเธอก็ไม่เหลืออะไรแล้ว

   

    ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บใจ แต่ตอนนี้ลู่เซี่ยไม่มีกำลังมากพอ ไม่ใช่เวลาที่จะไปเผชิญหน้ากับคนบ้า ทำได้เพียงแค่รอเวลาที่เหมาะสม ค่อยหาโอกาสแก้แค้นแบบเงียบๆ หรือไม่ก็แต่ภาวนาให้นางเอกอย่างซูม่าน แผ่พลังจัดการเฉิงอวี้เจียวไปซะ

   

    เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เซี่ยก็ได้แต่พูดอย่างเคียดแค้นว่า “ฟ้ามีตา!”

   

    ปล่อยเรื่องของเฉิงอวี้เจียวไปก่อน เมื่อนึกถึงคำพูดของเฉินเอ้อร์ที่บอกว่ามีคนในหมู่บ้านหมายตาเธอ ลู่เซี่ยก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

   

    “ไม่คิดว่าการที่ฉันพยายามทำตัวเงียบๆอยู่ในหมู่บ้านแล้ว ก็ยังถูกคนหมายตาอีกจนได้”

   

    เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เจียงจวินโม่ก็รู้สึกเห็นด้วย เพราะช่วงนี้เขาก็ถูกตามตอแยจนรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกัน

   

    “คนในหมู่บ้านนี้ค่อนข้างหัวแข็ง พูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์!”


    แม้ช่วงนี้เจียงจวินโม่จะไม่ได้ไปทำงาน แต่สือชุนเยี่ยนก็ยังตามเขามาถึงที่พักของปัญญาชน ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเป็นพิเศษ

   

    ลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แบบนั้นจึงช่วยออกความเห็น “ครอบครัวของคุณช่วยไม่ได้เหรอ? หรือให้พวกเขาคิดหาวิธีพาคุณกลับไป?”

   

    เจียงจวินโม่ส่ายหัว “ถึงบอกพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ผมยังกลับไปไม่ได้ เพราะที่บ้านไม่มีใครเหมาะที่จะลงมาอยู่ที่นี่แล้ว”

   

    ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็หมดหนทาง

   

    ตอนนี้ลู่เซี่ยเองก็ยุ่งเหยิงไปหมดเช่นกัน แม้จะขู่ให้เฉินเอ้อร์หนีไปได้ แต่ก็ยังมีคนอื่นๆอย่างจ้าวเอ้อร์ เฉียนเอ้อร์ ซุนเอ้อร์... รอเธออยู่

   

    ตราบใดที่เธอยังไม่แต่งงาน ก็คงจะมีคนมาตามตอแยเธอไม่หยุด

   

    ยิ่งไปกว่านั้น ที่พักของปัญญาชนก็มีเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน เธอยังไม่รู้สาเหตุเลยว่าทำไมเฉิงอวี้เจียวถึงได้คลั่งขึ้นมา จนทำร้ายเธอได้ถึงขนาดนี้ แต่หลังจากนี้ก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธออีกต่อไป ทั้งยังมีตัวเอกหญิงและชายอยู่ด้วย คาดว่าอนาคตของที่พักของปัญญาชนคงไม่มีสงบสุขแน่นอน

   

    มันช่างน่าหงุดหงิดใจจริงๆ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

   

    แค่อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายไปอีกสองสามปี ทำไมมันถึงได้ยากเย็นขนาดนี้

   

    เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็ถอนหายใจ

   

    ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของเจียงจวินโม่ดังขึ้นเช่นกัน

   

    ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างหมดหนทาง

   

    ลู่เซี่ยนึกถึงสถานการณ์ของเธอกับเจียงจวิ้นโม่ที่น่าสงสารไม่ต่างกัน จู่ๆเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

   

    “เราสองคนแต่งงานกันดีไหม?”



บทที่ 82: ปรึกษาเรื่องแต่งงาน


   

    “อะไรนะ?!” เจียงจวินโม่ถึงกับพูดไม่ออก ตัวของเขาแข็งทื่อด้วยความตกใจกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของลู่เซี่ย

   

    จริงๆแล้วลู่เซี่ยเองก็เพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน เธอจึงพูดออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด

   

    แต่เมื่อได้พูดออกไปแล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกว่าข้อเสนอนี้ไม่เลวเลย ถึงอย่างไรเธอก็อายุครบสิบแปดแล้ว สามารถจดทะเบียนสมรสได้

   

    ลู่เซี่ยจึงพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ใช่แล้ว! ทำไมฉันถึงนึกเรื่องนี้ไม่ได้นะ แค่เราสองคนแต่งงานกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเราก็จะจบลง  ฉันจะไม่ถูกคนในหมู่บ้านตามตอแย และสือชุนเยี่ยนก็น่าจะยอมแพ้ และเลิกยุ่งกับนายไปเอง นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไม่ใช่เหรอ?”

   

    แต่เจียงจวินโม่ยังคงตกตะลึงกับคำพูดของเธอ เขาพูดติดๆขัดๆอยู่นาน “แต่.. แต่.. แต่นี่มันเรื่องแต่งงานนะ! จะทำลวกๆแบบนี้ได้ยังไงกัน?”

   

    ลู่เซี่ยขมวดคิ้ว “งั้นนายจะทำยังไง? นายมีวิธีกำจัดสือชุนเยี่ยนที่ดีกว่านี้เหรอ?”

   

    เมื่อเห็นเจียงจวินโม่เงียบ ลู่เซี่ยจึงพูดถึงข้อดีของการแต่งงานต่อ

   

    “อีกอย่าง เมื่อแต่งงานกันแล้ว เราก็สามารถยื่นเรื่องขอสร้างบ้านกับทางหมู่บ้านได้ ถึงตอนนั้นเราก็จะได้ย้ายออกจากที่พักของปัญญาชน ไม่ต้องไปเบียดเสียดกับคนอื่น ทำอาหารก็สะดวก จะได้ไม่ต้องแอบกินเนื้อกันอีก”

   

    เมื่อได้ยินลู่เซี่ยพูดถึงเรื่องที่ทำอาหาร เจียงจวินโม่ก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ให้คำตอบที่แน่ชัด 

      

    สุดท้ายลู่เซี่ยได้แต่พูดว่า “ถ้านายไม่เต็มใจจริงๆ งั้นเรามาร่วมมือกันชั่วคราวก่อนได้ไหม กลับถึงเมืองเมื่อไหร่แล้วค่อยไปหย่ากัน”

   

    ได้ยินแบบนั้นเจียงจวินโม่ก็รีบแย้งขึ้น “ผมไม่ได้ไม่เต็มใจนะ!”

   

    ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น “จริงเหรอ? นายเต็มใจเหรอ?”

   

    เจียงจวินโม่พยักหน้า ตอนนี้ทั่วทั้งใบหน้าและหูของเขาแดงก่ำ ไม่กล้าแม้จะสบตาลู่เซี่ยอีกต่อไป แต่ก็ยังให้คำยืนยัน “ผมเต็มใจ”

   

    ลู่เซี่ยเห็นท่าทางแบบนี้ก็คิดว่าเขาคงอาย เธอจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

   

    ในใจก็อดภูมิใจกับความคิดของตัวเองไม่ได้ ในที่สุดก็สามารถขจัดเรื่องพวกนี้ได้เสียที

   

    “ถ้าอย่างนั้นก็อย่ารอช้า เรารีบไปขอจดหมายแนะนำและหนังสือรับรองจากผู้นำหมู่บ้านในเย็นนี้ พรุ่งนี้จะได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน!”

   

    เจียงจวินโม่ไม่คาดคิดว่าเธอจะตัดสินใจได้รวดเร็ว จนเขาตามความคิดของเธอไม่ทัน แต่ก็ไม่วายพยักหน้ารับคำ “ตกลง”

   

    พูดจบก็มองเธออีกครั้ง ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า

   

    “เป็นอะไรไป? ยังมีปัญหาอะไรอีกหรือเปล่า?”

   

    เจียงจวินโม่ขยับปากเล็กน้อย จริงๆแล้วเขาอยากจะถามว่าเธอชอบเขาหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามออกไป

   

    ได้เพียงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”

   

    ลู่เซี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก “งั้นก็ดีแล้ว”

   

    จากนั้นลู่เซี่ยก็พูดถึงเรื่องงานแต่งงาน “พวกเราเป็นปัญญาชนกันทั้งคู่ งานแต่งงานอะไรพวกนั้นไม่ต้องจัดก็ได้มั้ง ตอนนี้เรารีบยื่นเรื่องขอสร้างบ้านกันก่อนดีกว่า ตอนนี้ก็ผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว ชาวบ้านก็ไม่มีอะไรทำ คงจะสร้างบ้านให้เสร็จได้เร็วยิ่งขึ้น เมื่อสร้างเสร็จแล้วค่อยเชิญคนจากที่พักของปัญญาชนมากินเลี้ยงกันสักมื้อก็พอ นายว่าไง?”

   

    ใบหน้าของเจียงจวินโม่แดงระเรื่อ “ฟังคุณทุกอย่าง”

   

    ลู่เซี่ยเห็นเขามีท่าทางเหมือนภรรยาน้อยแบบนั้น เธอก็อดหัวเราะไม่ได้

   

    แต่จู่ๆเธอก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย ไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิตด้วยเวลาอันน้อยนิดแบบนี้ เพราะเธอกับเจียงจวินโม่ก็ไม่ได้สนิทกันมากนัก

   

    โชคดีที่ทั้งคู่เคยใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาบ้าง นิสัยของเขาก็ไม่ได้แย่นัก คาดว่าคงอยู่ด้วยกันได้โดยไม่มีปัญหา เมื่อคิดได้แบบนั้นลู่เซี่ยก็รู้สึกเบาใจลงบ้าง

   

    ทั้งคู่ปรึกษากันเรื่องการจัดการต่างๆในอนาคตกันอีกสักพัก จากนั้นก็กลับไปยังที่พักของปัญญาชน

   

    หลังเลิกงานในตอนเย็น เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเสร็จแล้ว ต่างก็รีบพากันไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้าน

   

    แต่ลู่เซี่ยไม่ได้มาตัวเปล่ เธอนำน้ำตาลทรายแดงติดตัวมาสองจิน 

   

    เจียงจวินโม่เห็นดังนั้นจึงรีบบอก “ฉันยังมีคูปองน้ำตาลเหลืออยู่ เดี๋ยวเอาให้ทีหลังนะ”

   

    ในเมื่อกำลังจะไปจดทะเบียนสมรส ลู่เซี่ยจึงไม่ได้เกรงใจ “ตกลง”



บทที่ 83: ไปบ้านผู้นำหมู่บ้าน


   

    เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอไม่ได้ทำเหมือนเขาเป็นนอก จึงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก

   

    ใกล้จะถึงบ้านของผู้นำหมู่บ้านแล้ว เขายังรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เมื่อมาถึงหน้าประตูจึงถามขึ้นอีกครั้ง “คุณคิดดีแล้วเหรอ?”

   

    ลู่เซี่ยมองเขาด้วยความแปลกใจ “แน่นอนว่าคิดดีแล้ว ทำไม? นายจะเปลี่ยนใจเหรอ?”

   

    เจียงจวินโม่รีบส่ายหน้า “เปล่าๆ ผมไม่ได้เปลี่ยนใจ”

   

    ลู่เซี่ยยิ้ม “อย่างนั้นก็ดี หากไม่เปลี่ยนใจก็รีบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวเขาก็เข้านอนกันแล้ว”

   

    พูดจบเธอก็เคาะประตูบ้าน พร้อมกับร้องเรียก “ผู้นำหมู่บ้านอยู่บ้านไหมคะ”

   

    “อยู่จ้า!” เสียงตอบรับดังมาจากด้านใน ไม่นานภรรยาผู้นำหมู่บ้านก็เดินมาเปิดประตู

   

    ภรรยาผู้นำหมู่บ้านรู้จักกับลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่เป็นอย่างดี แต่ได้เห็นเขาทั้งคู่มาด้วยกันก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 

   

    “ลู่จือชิง เจียงจือชิง พวกเธอมาทำอะไรกันเหรอ?”

   

    ลู่เซี่ยยิ้มให้เธอ “ขอโทษที่รบกวนนะคะป้าหลี่ พวกเรามีเรื่องอยากจะรบกวนผู้นำหมู่บ้านสักเล็กน้อยค่ะ ผู้นำหมู่บ้านอยู่บ้านไหมคะ?”

   

    ภรรยาผู้นำหมู่บ้านบ้านยิ้มตอบ “อยู่จ้ะ เชิญเข้ามาเลย”

   

    จากนั้นลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่ก็เดินเข้าไปในบ้าน

   

    เธอถือโอกาสยื่นน้ำตาลทรายแดงให้กับภรรยาผู้นำหมู่บ้าน “ป้าหลี่ ตั้งแต่พวกเรามาอยู่ที่นี่ ก็ได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำหมู่บ้านเป็นอย่างดี พวกเราไม่มีอะไรจะตอบแทน น้ำตาลทรายแดงนี่ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ หวังว่าป้าหลี่จะรับไว้นะคะ”

   

    ภรรยาผู้นำหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็ดีใจ “โอ้โห พวกปัญญาชนนี่พูดจาดีจริงๆ”

   

    เธอเหลือบมองน้ำตาลทรายแดงในมือปราดเดียวก็รู้ว่ามีไม่น้อยเลย ช่วงนี้น้ำตาลทรายแดงหายาก เธออยากซื้อมาบำรุงหลานชายคนโตสักหน่อย แต่กลับไม่มีคูปอง แม้แต่ครึ่งจินก็ไม่สามารถซื้อหามาได้

   

    ช่วงนี้ไม่มีเทศกาลสำคัญอะไร แต่ลู่เซี่ยกลับให้มาเยอะขนาดนี้ เธอเกรงว่าทั้งคู่จะสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวของเธอ แม้ในใจอยากจะรับไว้ แต่สุดท้ายก็ได้แต่กัดฟันส่ายหน้า “ไม่ได้ เธอนำกลับไปเถอะ ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก”

   

    เห็นเธอปฏิเสธ ลู่เซี่ยก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจใจ ไม่คิดว่าผู้หญิงชทบทอย่างภรรยาผู้นำหมู่บ้านจะอดทนต่อสิ่งยั่วยุได้ขนาดนี้

   

    เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นผู้นำหมู่บ้านเดินออกมาพอดี

   

    “ปัญญาชนทั้งสองมาแล้วเหรอ มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?”

   

    ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นจึงรับเอาน้ำตาลทรายแดงมาไว้ก่อน แล้วจึงหันไปยิ้มให้ผู้นำหมู่บ้าน “ฉันมีเรื่องอยากรบกวนท่านผู้นำหมู่บ้านเล็กน้อยค่ะ”

   

    พูดจบเธอก็หันไปมองเจียงจวินโม่แล้วพูด “ช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันได้ใกล้ชิดกับเจียงจือชิง ยิ่งนานวันยิ่งรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ดี พวกเราจึงคิดอยากจะใช้ชีวิตร่วมกัน เลยตั้งใจมาขอให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยออกหนังสือรับรองให้ค่ะ”

   

    ผู้นำหมู่บ้านได้ยินดังนั้นถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง แม้แต่ภรรยาของเขาที่ยืนเสียดายน้ำตาลทรายแดงอยู่ข้างๆ ก็ยังอึ้งไปด้วยความตกใจ

   

    “หมายความว่า พวกเธอจะจดทะเบียนสมรสกันอย่างนั้นเหรอ?”

   

    ลู่เซี่ยพยักหน้ารับเบาๆ พลางยิ้มอย่างเขินอาย เจียงจวินโม่ที่ยืนอยู่ข้างๆก็เช่นกัน เพียงแต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา ดูเหมือนจะปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของลู่เซี่ยแต่เพียงผู้เดียว

   

    เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ดูจริงจัง ผู้นำหมู่บ้านและภรรยาก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

   

    ช่วงเวลาที่ผ่านมา เรื่องที่สือชุนเยี่ยนหมายตาเจียงจือชิงนั้น ต่างเป็นที่รับรู้กันไปทั่วหมู่บ้านแล้ว

   

    เดิมทีพวกเขาคิดว่า ไม่ว่าอย่างไรเจียงจือชิงก็คงต้องแต่งงานกับสือชุนเยี่ยนอยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าจะมีลู่เซี่ยเข้ามาแทรกคัน ทั้งยังรวดเร็วจนถึงขั้นจะจดทะเบียนสมรสกันด้วย

   

    ภรรยาผู้นำหมู่บ้านเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “พวกเธอทั้งคู่แอบชอบพอกันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมถึงไม่มีวี่แววมาก่อนเลยล่ะ?”

   

    ลู่เซี่ยแสร้งทำเป็นเขินอายอีกครั้ง คำโกหกหลุดลอยออกจากปากอย่างง่ายดาย 

   

    “พวกเราเป็นคนเมืองหลวงเหมือนกันทั้งคู่ และพวกเราก็รู็จักกันมาก่อน แต่ไม่ค่อยสนิทสักเท่าไหร่ เมื่อได้ลงมาใช้ชีวิตร่วมกันในชนบท ก็เห็นว่าเขาเป็นคนดี เลยตัดสินใจคบกันจริงจัง”

   

    เมื่อได้ยินแบบนั้น ภรรยาผู้นำหมู่บ้านก็คิดไปต่างๆนานา บ้างก็คิดว่าทั้งคู่แอบชอบกันมาก่อนแต่ไม่กล้าเปิดเผย เมื่อมาอยู่ที่นี่จึงมีโอกาสเปิดใจ บ้างก็คิดว่าทั้งคู่เหมาะสมกัน และยังเป็นปัญญาชนเหมือนกันอีก

   

    เธอยิ้มแล้วพูดขึ้น “โอ้โห ได้ฟังแบบนี้แล้วก็รู้สึกว่าพวกเธอทั้งคู่เหมาะเหมาะสมกันจริงๆ หน้าตาสวยหล่อทั้งคู่

   

    โดยเฉพาะเจียงจวินโม่ที่หน้าตาหล่อเหลาเอาการ ส่วนลู่เซี่ยก็ดูเหมือนจะน่ารักขึ้น เทียบกับตอนที่เพิ่งลงมาอยู่ชนบทใหม่ๆ เธอดูดีกว่าตอนนั้นเยอะเลย ทั้งยังดูดีกว่าสือชุนเยี่ยนที่ชอบทำตาขวางใส่คนอื่นต่างหาก



บทที่ 84: จดหมายแนะนำและหนังสือรับรอง


   

   แต่ผู้นำหมู่บ้านกลับลังเลใจขึ้นมา

   

   แม้จะไม่รู้ว่าเหรัญญิกสือจะคิดเห็นอย่างไร แต่เรื่องที่ลูกสาวของเขาไปพันแข้งพันขาเจียงจือชิงก็ดังไปทั่วหมู่บ้าน ซึ่งไม่เห็นว่าเขาจะออกมาห้ามปรามอะไรเลย คาดว่าคงจะยินยอมด้วย

   

   หากตอนนี้เขาเขียนจดหมายแนะนำและออกหนังสือรับรองให้ทั้งคู่ไป ไม่เท่ากับสร้างความขุ่นเคืองให้เหรัญญิกสือหรอกเหรอ?

   

   แต่จะไม่ทำให้ก็ไม่ได้ ถึงอย่างไรเสียเขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปขัดขวางการจดทะเบียนสมรสของคนอื่น

   

   ดังนั้นเขาจึงมีความลำบากใจอยู่บ้างในช่วงเวลานี้

   

   ทางด้านลู่เซี่ยเองก็พอจะเดาได้ตั้งแต่รู้ว่าคนในหมู่บ้านรักใคร่สามัคคีกัน

   

   เมื่อเห็นท่าทีลังเลของผู้นำหมู่บ้าน ลู่เซี่ยจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นอกจากเรื่องนี้แล้ว ฉันกับเจียงจือชิงยังมีเรื่องจะรบกวนอีกอย่าง คือหลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว การจะอาศัยอยู่ในที่พักของปัญญาชนก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เราจึงอยากจะขอให้ทางหมู่บ้านอนุมัติให้สร้างบ้านสักหลัง ไม่ทราบว่าพอถึงตอนนั้นจะรบกวนชาวบ้านช่วยกันสร้างได้หรือเปล่าคะ เราจะจ่ายค่าแรงให้”

   

   เมื่อได้ยินแบบนั้น ผู้นำหมู่บ้านก็เริ่มหวั่นไหว

   

   หลังจากผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านก็แทบจะไม่มีอะไรทำ เมื่อปีก่อนพวกเขาต้องรอจนอากาศหนาวกว่านี้ แล้วค่อยไปเข้าร่วมทีมซ่อมแซมถนนที่ทางอำเภอจัดขึ้น เพื่อหารายได้เล็กๆน้อยๆ

   

   แต่งานนั้นต้องใช้แรงงานทำงานหนักตลอดฤดูหนาว หากลู่จือชิงและเจียงจือชิงจ้างชาวบ้านมาทำงาน ก็ถือว่าเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับทุกคน

   

   ผู้นำหมู่บ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ที่ดินในหมู่บ้านเป็นของส่วนรวม หากพวกเธอจะปลูกบ้าน ช่วงที่อยู่ก็ถือว่าเป็นของพวกเธอ แต่หากในอนาคตพวกเธอย้ายออกไป มันก็จะกลายเป็นของหมู่บ้าน”

   

   ลู่เซี่ยพยักหน้าตอบตกลงโดยไม่ลังเล เพราะเธอรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว บ้านในหมู่บ้านแบบนี้ คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเธอในอนาคต

   

   เมื่อเห็นทั้งคู่ยินยอมอย่างง่ายดาย ผู้นำหมู่บ้านก็ยิ้มออกมา เห็นได้ชัดเจนเขาค่อนข้างเอนเอียงไปทางทั้งคู่แล้ว

   

   ผู้นำหมู่บ้านคิดว่าหลังจากทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว พวกเขาก็ออกเงินสร้างบ้านเพื่ออยู่ด้วยกัน ไม่เพียงแต่จะทำให้คนในหมู่บ้านมีรายได้ แต่ยังทำให้ที่พักของปัญญาชนว่างลง เหล่าปัญญาชนจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างแออัด และเขาก็จะไม่ต้องถูกเร่งเร้าให้หาที่อยู่ให้ปัญญาชนอีก

   

   ส่วนเรื่องเหรัญญิกสือ เขาก็แค่ขียนจดหมายแนะนำและออกหนังสือรับรองให้ตามระเบียบ เรื่องอื่นๆก็ไม่เกี่ยวกับเขา

   

   คิดดังนั้น ผู้นำหมู่บ้านจึงเอ่ยขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนี้ เรารีบไปที่ทำการหมู่บ้านกันก่อนที่ฟ้าจะมืด ไปเอาหนังสือรับรองและจดหมายแนะนำให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องรอกันถึงพรุ่งนี้”

   

   ลู่เซี่ยได้ยินผู้นำหมู่บ้านใจอ่อน ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ค่ะ รบกวนผู้นำหมู่บ้านด้วยนะคะ"

   

   แต่ก่อนจะไป เธอไม่ลืมที่จะยัดน้ำตาลทรายแดงในมือให้ภรรยาผู้นำหมู่บ้าน

   

   “ป้ารับไปเถอะค่ะ ผู้นำหมู่บ้านช่วยเหลือพวกเรามามาก พวกเราเองก็ไม่มีอะไรตอบแทน อีกอย่าง หลังจากนี้พวกเรายังต้องปลูกบ้าน คงต้องรบกวนผู้นำหมู่บ้านอีกเยอะ หากป้าไม่รับไว้ พวกเราคงไม่กล้าเอ่ยปากขอความช่วยเหลืออีกแน่ๆค่ะ”

   

   ภรรยาผู้นำหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็ลังเล อยากจะปฏิเสธแต่ก็เสียดาย 

   

   ผู้นำหมู่บ้านเห็นท่าทีของลู่เซี่ยจึงได้แต่ถอนหายใจ “งั้นครั้งนี้ก็รับไปก่อนเถอะ แต่คราวหน้าลู่จือชิงอย่าได้เกรงใจกันแบบนี้อีกเลย ฉันเป็นผู้นำหมู่บ้าน เรื่องพวกนี้มันก็เป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว”

   

   ลู่เซี่ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก “วางใจเถอะค่ะ หากมีเรื่องอะไรให้ช่วยเหลืออีก ฉันจะไม่ลืมรบกวนแน่นอน”

   

   ทั้งคู่เดินตามผู้นำหมู่บ้านไปยังที่ทำการหมู่บ้าน ที่ทำการหมู่บ้าน ในเวลานี้ไม่มีใครแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงได้รับจดหมายแนะนำและหนังสือรับรองที่ประทับตราอย่างรวดเร็ว

   

   ในที่สุดลู่เซี่ยก็รู้สึกโล่งใจ

   

   ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืด ทั้งคู่จึงกล่าวลาผู้นำหมู่บ้านแล้วกลับไปยังที่พักของปัญญาชน พร้อมทั้งนัดแนะเวลาสำหรับเรื่องของวันพรุ่งนี้ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปนอน

   

   แต่หลังจากเข้ามาในห้อง ซูม่านก็มองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนจะถามขึ้น “เธอไปไหนมาเหรอ?”

   

   “ไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอลา”

   

   “ขอลา? พรุ่งนี้เธอมีธุระเหรอ?”

   

   “ต้องออกไปข้างนอกน่ะ”

   

   ซูม่านรู้สึกสงสัย หากเธอไม่มองผิด ลู่เซี่ยออกไปพร้อมกับเจียงจวินโม่ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันแบบไหน หรือแค่บังเอิญไปขอลาพร้อมกันเท่านั้น

   

   แต่เธอกับลู่เซี่ยไม่ได้สนิทกันมากนัก เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่คิดจะอธิบาย เธอจึงไม่ถามอะไรต่อ 



บทที่ 85: จดทะเบียนสมรส


   

   เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยตื่นขึ้นมาเวลาเดิมเหมือนทุกวัน

   

   หลังจากทานอาหารเช้า และรอจนกระทั่งทุกคนออกไปทำงาน เธอและเจียงจวินโม่จึงออกเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกัน

   

   เนื่องจากทั้งคู่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้นหลังจากได้รับจดหมายแนะนำและหนังสือรับรอง การจดทะเบียนสมรสจึงทำได้อย่างสะดวกมากขึ้น

   

   เมื่อทั้งคู่มาถึงสำนักทะเบียนราษฎร ด้วยวันนี้มีคนเข้าใช้บริการไม่มากนัก เพียงไม่ถึงสิบนาทีก็จดทะเบียนสมรสเรียบร้อยแล้ว

   

   จากนั้นในมือของทั้งคู่ก็มีทะเบียนสมรสที่ดูเหมือนใบประกาศนียบัตรเพิ่มขึ้นมา

   

   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าทะเบียนสมรสในยุคนี้มีหน้าตาแบบนี้ ดูแล้วแปลกตาดี เธอจึงมองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะหันไปมองเจียงจวินโม่ที่หน้าแดงก่ำมาตั้งแต่เช้า ทำให้เธอรู้สึกตลกเล็กน้อย

   

   “เป็นอะไรเหรอ? เขินเหรอ? หรือรับสถานะคนแต่งงานแล้วไม่ได้?”

   

   เจียงจวินโม่ไม่กล้าแม้จะเหลือบมองหน้าเธอ แต่ทันทีที่ได้ยินคำพูดหยอกล้อของเธอ เขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ต่อไปทำอะไรดี?”

   

   เมื่อเห็นเขาเป็นแบบนี้ ลู่เซี่ยก็ไม่คิดจะแกล้งต่อ “วันนี้ไม่ต้องทำงานทั้งวัน พวกเราไปเดินเล่นในเมืองกันเถอะ แล้วก็ซื้อขนมแต่งงานด้วย แม้จะไม่จัดงานแต่งงาน แต่อย่างน้อยก็ต้องมีขนมแต่งงาน บรรยากาศจะได้ครึกครื้นหน่อย”

   

   ได้ยินอย่างนั้นเจียงจวินโม่ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ถึงอย่างไรก็เป็นเพราะเขาที่ทำให้ลู่เซี่ยไม่ได้จัดงานแต่งงาน เขาจึงอยากซื้อของให้เธอเยอะๆ 

   

   “งั้น... พวกเราไปอำเภอกันดีไหม? ห้างสรรพสินค้าในอำเภอมีของเยอะกว่านะ” เจียงจวินโม่เสนอ

   

   อำเภอเป็นสถานที่ใหญ่ มีอะไรให้เดินดูเยอะแยะ และลู่เซี่ยเองก็อยากไปอยู่แล้ว “แต่ตอนนี้มันไม่มีรถแล้วไม่ใช่เหรอ?”

   

   เวลานี้เป็นเวลาหลังเก้าโมงเช้า รถโดยสารก็คงออกไปหมดแล้ว

   

   เจียงจวินโม่ยิ้ม “ไม่เป็นไร ที่นี่มีรถแทรกเตอร์ไปอำเภอทุกวัน ถ้าเธอไม่รังเกียจว่ามันจะกระเทือนมากเกินไป พวกเราไปด้วยรถแทรกเตอร์กันก็ได้”

   

   ลู่เซี่ยประหลาดใจ “นายรู้ได้ยังไง? ฉันไม่รังเกียจหรอก แต่นายน่ะจะไหวเหรอ? จำได้ว่าตอนนายเพิ่งมาใหม่ๆ โดนรถเขย่าจนเดินเซเลยนี่”

   

   เจียงจวินโม่แสดงสีหน้าเขินๆเล็กน้อย “ฮ่าๆ ตอนนี้ฉันแข็งแรงกว่าเดิมเยอะเลย คงไม่เป็นไรหรอก”

   

   ในเมื่อเขายืนยันอย่างนั้น ลู่เซี่ยเองก็ไม่รีรอที่จะไปยังสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร เมื่อไปถึงก็บังเอิญเจอรถแทรกเตอร์ที่กำลังจะไปในอำเภอพอดี

   

   ทั้งคู่จ่ายเงินคนละเหมาเพื่อเป็นค่าบริการ ก่อนจะพากันขึ้นรถ

   

   ถึงอย่างไรรถแทรกเตอร์ก็ยังเป็นรถแทรกเตอร์ ไม่ใช่แค่กระเทือนเท่านั้น แต่กว่าทั้งคู่จะไปถึงตัวอำเภอ ทั้งเนื้อทั้งตัวก็เปรอะเปื้อนมอมแมมไปด้วยฝุ่น

   

   โชคดีที่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนตอนที่เพิ่งมาถึง 

   

   ลู่เซี่ยปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าด้วยความเสียดาย เธอตั้งใจใส่ชุดใหม่มาในวันที่จดทะเบียนสมรส แต่ตอนนี้มันกลับเปื้อนฝุ่นไปหมดแล้ว

   

   เจียงจวินโม่ก็เช่นกัน วันนี้เขาก็แต่งตัวดีป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่วายดูมอมแมมไปด้วย แต่โชคดีเขาที่ยังคงดูดี

   

   ทั้งสองช่วยกันปัดฝุ่นให้กันและกัน เมื่อมองเห็นว่าสะอาดขึ้นมาหน่อยก็พากันหัวเราะ หลังจากนั้นเจียงจวินโม่ก็เสนอขึ้น “เที่ยงแล้ว พวกเรากินข้าวกันก่อนดีไหม?”

   

   “ตกลง”

   

   ทั้งคู่ไปยังร้านอาหารของรัฐ ด้วยวันนี้เป็นวันจดทะเบียนสมรส พวกเขาจึงอยากฉลองด้วยกันสักมื้อ เลยตัดสินใจสั่งกับข้าวที่เป็นเนื้อสัตว์สองอย่าง และผักอีกหนึ่งอย่าง 

   

   แม้รสชาติจะธรรมดา แต่ก็อิ่มท้อง

   

   หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว ลู่เซี่ยตั้งใจจะไปห้างสรรพสินค้าทันที แต่เจียงจวินโม่กลับเสนอว่าอยากถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

   

   ลู่เซี่ยมองเขาอย่างประหลาดใจ 

   

   เดิมทีเธอแค่อยากจดทะเบียนสมรสเพื่อกำจัดปัญหาบางอย่างเท่านั้น ไม่คิดว่าเจียงจวินโม่จะดูให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขนาดนี้ 

   

   เมื่อคิดได้แบบนั้น ลู่เซี่ยก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นอย่างน่าประหลาด เธอจึงตอบตกลงที่จะไปสตูดิโอถ่ายภาพกับเขา

   

   เมื่อไปถึง ช่างภาพเห็นหน้าตาของทั้งคู่ก็เอ่ยปากถามขึ้นทันที “คู่รักมาถ่ายรูปแต่งงานกันเหรอครับ?”



บทที่ 86: ถ่ายรูป


   

    เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ต่างก็หน้าแดงกันทั้งคู่

   

   ช่างภาพเองก็เข้าใจได้ดี ด้วยทั้งคู่คงจะเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ยังเขินอายกันอยู่ 

   

   เขาจึงพูดอย่างยิ้มๆ “พวกเธออยากถ่ายแบบไหน? ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าไหม? ที่นี่เรามีชุดทหารให้เช่านะ หากจะเปลี่ยนก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกหนึ่งเหมา”

   

   ลู่เซี่ยรู้ดีว่าเจียงจวินโม่ไม่ชอบพูด เธอจึงอาสาเป็นผู้ตอบ “ไม่ต้องเปลี่ยนค่ะ พวกเราจะใส่ชุดของตัวเองก็ได้ ถ่ายรูปคู่หนึ่งรูป และรูปเดี่ยวอีกคนละหนึ่งรูปค่ะ”

   

   ช่างภาพก็ไม่ได้บังคับอะไร เพราะมองดูแล้วว่าเสื้อผ้าของทั้งคู่ก็ไม่มีรอยปะชุน 

   

   ทั้งคู่เริ่มต้นจากการถ่ายรูปคู่ โดยช่างภาพให้พวกเขานั่งแล้วถ่ายแค่ช่วงบน แต่ดูเหมือนเจียงจวินโม่จะเกร็งๆสักเล็กน้อย เมื่อเขานั่งลงก็เว้นระยะห่างจากลู่เซี่ยมากทีเดียว

   

   ช่างภาพเห็นแบบนั้นก็พูดไปออกตรงๆ “หนุ่มน้อย ไม่ต้องอายหรอก ขยับเข้าไปใกล้ๆภรรยาหน่อย”

   

   เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินคำว่า ‘ภรรยา’ ทั้งใบหน้าเล็กใบหูก็แดงก่ำพร้อมๆกัน แต่ก็ยังขยับเข้าไปใกล้ๆลู่เซี่ยอย่างว่าง่าย

   

   แต่ช่างภาพก็ยังไม่ค่อยพอใจ “เอาไหล่ชนกันหน่อย แล้วเอียงหัวมาใกล้ๆกัน หนุ่มน้อยยิ้มหน่อยสิ อย่าทำหน้าเครียดขนาดนั้น ยิ้มแบบสาวน้อยก็พอ”

   

   ได้ยินแบบนั้นลู่เซี่ยจึงหันไปมองเจียงจวินโม่แวบหนึ่ง ดูราวกับว่าเขากำลังจะไปออกรบเสียอย่างนั้น อีกทั้งยังทำหน้าเคร่งเครียด หากมีใครผ่านไปมาก็คงคิดว่าเขาไม่เต็มใจแน่ๆ 

   

   ในใจรู้สึกจนปัญญาขึ้นมากะทันหัน “ถ้าไม่ยิ้มก็พูดว่า 'ชีส' ก็ได้”

   

   เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นจึงพยักหน้า รอกระทั่งช่างภาพเตรียมพร้อม จึงตะโกนว่า “ชีส”

   

   เมื่อผลลัพธ์ออกมาดี ช่างภาพก็ยิ้มให้ลู่เซี่ยด้วยความพอใจ “วิธีนี้ดี ยิ้มออกมาได้เป็นธรรมชาติขึ้นเยอะ ต่อไปนี้ผมจะสอนคนอื่นด้วยวิธีนี้บ้าง”

   

   หลังจากพูดจบ เขาก็มองดูชายหนุ่มรูปงามและหญิงสาวแสนสวย ก่อนจะยื่นข้อเสนอให้ “รูปของพวกเธอต้องมาสวยมากแน่ๆ ผมขอล้างรูปใหญ่ๆไปติดหน้าร้านได้ไหมครับ?”

   

   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รีบปฏิเสธทันที ไม่ว่าช่างภาพจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรเธอก็ไม่ยอม แม้ในยุคนี้จะไม่มีเรื่องสิทธิส่วนบุคคล แต่ลู่เซี่ยค่อนข้างให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากๆ ดังนั้นช่างภาพจึงทำได้เพียงยอมแพ้

   

   จากนั้นก็ถ่ายรูปเดี่ยวให้คนละหนึ่งใบ จากนั้นก็เขียนใบเสร็จให้ พร้อมบอกให้พวกเขามารับรูปได้ในอีกไม่กี่วัน

   

   เจียงจวินโม่รับใบเสร็จมาอย่างทะนุถนอม 

   

   เดิมทีลู่เซี่ยคิดว่าถ่ายรูปเสร็จแล้วคงได้ไปซื้อของเสียที แต่ปรากฏว่าเจียงจวินโม่กลับพาเธอไปยังที่ทำการไปรษณีย์ ด้วยเขาตั้งใจจะส่งโทรเลขเพื่อแจ้งข่าวการแต่งงานให้ทางบ้านได้ทราบ ในขณะเดียวกันก็มองไปที่ลู่เซี่ยด้วยแววตาคาดหวัง

   

   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งงานขนาดนี้ ถึงขั้นรีบบอกให้ทางบ้านได้ทราบ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกละอายกับความคิดของตัวเองเล็กน้อย

   

   ลู่เซี่ยรู้ว่าเจียงจวินโม่หมายความว่าอย่างไร แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ตัดสินใจเล่าเรื่องราวในครอบครัวและสาเหตุที่ต้องมาทำงานในชนบทให้เขาฟังโดยไม่ปิดบัง 

   

   “เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ หลังจากนั้นครอบครัวของฉันก็เขียนจดหมายมาตัดขาดความสัมพันธ์กับฉันฝ่ายเดียว ถือว่าฉันไม่ใช่ลูกสาวของพวกเขาอีกต่อไป ฉันจึงไม่จำเป็นต้องบอกพวกเขาเรื่องแต่งงาน”

   

   เจียงจวินโม่รู้สึกเจ็บปวดแทนเธอ เขาไม่คิดเลยว่าลู่เซี่ยจะมีครอบครัวและประสบการณ์แบบนี้ 

   

   เขาคิดมาตลอดว่าครอบครัวของลู่เซี่ยจะปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี เพราะตอนที่เธอมาทำงานในชนบท เธอก็นำของมาไม่น้อยเลย เดิมทีเขาคิดว่าครอบครัวของเธอคงเตรียมไว้ให้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอคงจะเป็นคนเตรียมทั้งหมดด้วยตัวเอง

   

   คาดว่าน่าจะเป็นเงินที่ได้จากการขายงาน 

   

   เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงจวินโม่ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ เขากำลังจะยื่นมือออกไปเพื่อหวังจะปลอบโยน แต่ก็ต้องชักมือกลับมาโดยอัตโนมัติ เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้กำลังเดินอยู่บนถนน จากนั้นจึงเปลี่ยนมาให้คำมั่น “คุณไม่ต้องกังวล ผมจะดูแลคุณอย่างดี และครอบครัวของผมก็ดีกับคุณเช่นกัน พวกเขาจะส่งของมาให้ผมบ่อยๆ ผมเลี้ยงดูคุณได้”

   

   ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ในเมื่อครอบครัวของคุณดีกับคุณมากขนาดนั้น แล้วทำไมคุณถึงต้องมาทำงานในชนบทด้วยล่ะ?”

   

   เจียงจวินโม่เองก็ไม่ได้ปิดบังอะไร เขาเล่าเรื่องราวในครอบครัวให้ลู่เซี่ยฟังคร่าวๆ 



บทที่ 87: สถานการณ์ทางบ้าน


   

   พ่อแม่ของเจียงจวินโม่เป็นวีรชน พวกเขาเสียสละเพื่อประเทศชาติตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งเกิดได้เพียงไม่นาน

   

   ดังนั้นเขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวของลุงใหญ่และพี่สาวสี่คนมาตั้งแต่เด็กๆ 

   

   ครอบครัวของลุงใหญ่ดีกับเขามาก แม้ว่าร่างกายของเขาจะไม่แข็งแรง แต่ครอบครัวของเขาก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยรักษาและฟื้นฟูร่างกายให้แก่เขา ทั้งยังปฏิบัติต่อเขาดีกว่าลูกแท้ๆเสียอีก

   

   จริงๆแล้วคนที่ควรจะต้องไปทำงานในชนบทควรจะเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา แต่ความฝันตั้งแต่เด็กจนโตของลูกพี่ลูกน้องของเขาคือการเป็นทหาร

   

    ด้วยนโยบายของประเทศ ที่บังคับให้แต่ละครอบครัวต้องส่งคนไปทำงานในชนบท และในครอบครัวของเขา นอกจากลูกพี่ลูกน้องและตัวเขาแล้ว ก็ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ลูกพี่ลูกน้องของเขาจึงตัดสินใจล้มเลิกการเป็นทหารเพื่อไปทำงานในชนบท เพราะรู้ดีว่าร่างกายของเขาไม่แข็งแรง

   

   แต่เจียงจวินโม่กลับแอบไปสมัครลงไปทำงานในชนบท เพราะอยากให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาได้เป็นทหาร

   

   กว่าครอบครัวของเขาจะรู้ งทุกอย่างก็สายเกินไปแล้ว ลุงใหญ่ต้องการให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาไปในนามของเขา แต่เขากลับไม่ยอม และอ้อนวอนคุณปู่ แต่คุณปู่เองก็เป็นห่วงเขาเช่นกัน

   

   สุดท้ายเขาก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะต้องจะใช้ชีวิตในชนบทให้ดี ครอบครัวของเขาจึงยอมตกลงอย่างไม่เต็มใจ

   

   ก่อนที่เขาจะลงไปอยู่ชนบท ทางครอบครัวก็เตรียมเงิน คูปอง และข้าวของต่างๆให้มากมาย และหลังจากที่เขาลงไปอยู่ชนบทแล้ว ทางครอบครัวก็จะเขียนจดหมาย รวมทั้งส่งของใช้และยามาให้เขาทุกเดือน ด้วยกลัวว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก

   

   ลู่เซี่ยถอนหายใจด้วยความรู้สึกหลากลาย เธอทั้งอิจฉาครอบครัวของเจียงจวินโม่ และซาบซึ้งในน้ำใจของเขา

   

   แต่หากให้เล่าตามที่นิยายเขียนไว้ เขาไม่อาจมีชีวิตอยู่รอดจนผ่านพ้นฤดูหนาวไปได้ ถึงตอนนั้นเมื่อครอบครัวของเขารู้เข้า โดยเฉพาะลูกพี่ลูกน้องของเขา แม้จะมีโอกาสเป็นทหาร ก็คงทำใจได้ลำบากน่าดู

   

   แต่ตอนนี้ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว และลู่เซี่ยก็มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเธอจะไม่ปล่อยให้เขาต้องมาตายแบบนี้แน่ๆ ในเมื่อเจียงจวินโม่ก็ดูแลเธอดีขนาดนี้ เธอเองก็ไม่อาจรับได้หากชีวิตของเขาต้องมาจบลงที่นี่

   

   ดังนั้นลู่เซี่ยจึงวางแผนที่จะค่อยๆฟื้นฟูร่างกายของเขาให้ดีขึ้น ไม่ว่าอนาคตของทั้งคู่จะเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนความจริงใจของเขา

   

   หลังจากที่ทั้งคู่เล่าเรื่องราวของครอบครัวให้กันและกันฟัง พวกเขาก็มาถึงที่ทำการไปรษณีย์ และเจียงจวินโม่ก็รีบเข้าไปส่งโทรเลขทันที

   

   ในที่สุดลู่เซี่ยก็ได้ไปห้างสรรพสินค้าเสียที

   

   เมื่อไปถึงห้างสรรพสินค้า พวกเขาก็ตรงไปซื้อขนมแต่งงานก่อน ที่สำคัญ พวกเขาเพิ่งได้รู้ในตอนที่ไปจดทะเบียนสมรสว่า สามารถยื่นขอคูปองน้ำตาลได้หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่เกรงใจที่จะขอ  

   

   คราวนี้จึงได้ใช้คูปองน้ำตาลเพื่อซื้อขนม โดยที่เจียงจวินโม่เป็นฝ่ายอาสาจ่ายเงินเอง

   

   หลังจากซื้อขนมแต่งงานเสร็จแล้ว ดูเหมือนว่าลู่เซี่ยเองก็ไม่มีอะไรจะต้องซื้อแล้ว

   

   แต่เจียงจวินโม่ยังคงดึงเธอไปที่โซนเสื้อผ้าสำเร็จรูป ทั้งยังตรงดิ่งไปที่โซนเสื้อผ้าผู้หญิง เมื่อไปถึงก็ดูตื่นเต้นสนใจเป็นพิเศษ 

   

   ลู่เซี่ยเห็นแล้วก็ประหลาดใจ จึงรีบถามออกไปตรงๆ “นายคิดจะซื้อเสื้อผ้าให้ฉันเหรอ?”

   

   เจียงจวินโม่พยักหน้าอย่างเขินอาย “พวกเราแต่งงานกันโดยไม่มีแม้แต่งานแต่งงาน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะซื้ออะไรมาชดเชยให้คุณสักหน่อย”

   

   ลู่เซี่ยไม่คิดว่าเขาจะคิดแบบนี้ จึงได้แต่หัวเราะออกมา “ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้ ถ้านายอยากชดเชยให้ฉันล่ะก็ รอให้บ้านของพวกเราสร้างเสร็จ ถึงตอนนั้นนายก็ซื้อของใช้เข้าบ้านเยอะๆก็แล้วกัน”

   

   “ก็ได้…”

   

   แม้ลู่เซี่ยจะพูดแบบนั้น แต่เจียงจวินโม่ก็ยังไม่ลดละ “ไม่ต้องซื้อจริงๆเหรอ? ซื้อสักตัวเถอะนะ”

   

   ลู่เซี่ยดึงเขาให้เดินออกไป “ไม่ต้อง ฉันไม่ได้ขาดแคลนเสื้อผ้า”

   

   แม้เจียงจวินโม่รู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่เขาก็ยอมเดินตามเธออกไป

   

   ในเมื่อเสื้อผ้าซื้อไม่สำเร็จ เจียงจวินโม่ก็นึกถึงของที่ต้องใช้ในการสร้างบ้าน จึงเสนอให้ไปซื้อหม้อไหกะละมัง

   

   แต่ก็ถูกปฏิเสธอีกเช่นเคย “ของพวกนั้นไม่ต้องรีบร้อน บ้านของเรายังสร้างไม่เสร็จเลย หากซื้อไปตอนนี้แล้วจะเอาไปไว้ที่ไหน รอให้บ้านสร้างเสร็จก่อน ถึงตอนนั้นก็ค่อยออกมาซื้อในเมืองก็ได้”

   

   “ก็ได้…”



บทที่ 88: ทัศนคติของปัญญาชน


   

   ข้อเสนอของเจียงจวินโม่ถูกปฏิเสธโดยลู่เซี่ยทั้งหมด เงินที่อยากใช้ก็ไม่ได้ใช้ สุดท้ายก็ได้เพียงซื้อขนมมาสองห่อ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเล่นกันอีกสักพัก เมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมจึงไปยังสถานีรถโดยสาร

   

   ทั้งคู่นั่งรถโดยสารกลับมา เมื่อถึงที่พักของปัญญาชน คนอื่นๆก็เตรียมทานอาหารเย็นกันแล้ว

   

   เมื่อเห็นทั้งคู่กลับมา คนอื่นๆก็รีบเรียกทันที “พวกเธอกลับมาได้ถูกเวลาพอดีเลย มากินข้าวกันเถอะ” 

   

   ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ไม่ได้เกรงใจอะไร ด้วยพากันเดินมาตั้งแต่บ่าย ในตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกหิวแล้ว

   

   หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ทุกคนจึงเริ่มถามว่าวันนี้ทั้งคู่ลางานไปทำอะไรกันมา

   

   เจียงจวินโม่ยังคงเงียบ ลู่เซี่ยในฐานะโฆษกจึงตอบออกไปอย่างเขินอาย “วันนี้ฉันกับเจียงจือชิงไปจดทะเบียนกันมา”

   

   เมื่อสิ้นเสียง ที่พักของปัญญาชนก็เงียบลงทันที

   

   ครู่หนึ่งจึงได้ยินเสียงทุกคนพูดราวกับไม่อยากจะเชื่อ “ลู่จือชิง เธอพูดว่าอะไรนะ? เธอไปจดทะเบียนกับเจียงจือชิงงั้นเหรอ? จดทะเบียนสมรสเหรอ?”

   

   ลู่เซี่ยพยักหน้า “ใช่ วันนี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันมา มันค่อนข้างกะทันหันไปหน่อยเลยไม่ได้จัดงานแต่งงาน แต่อย่างน้อยพวกเราก็ซื้อขนมมานะ เดี๋ยวแบ่งให้ทุกคน ถือว่าเอาฤกษ์เอาชัยก็แล้วกัน”

   

   แต่คนอื่นๆก็ยังรับไม่ได้อยู่ดี ด้วยเพราะมันกะทันหันเกินไป

      

   แม้แต่ซูม่านก็ยังมองเธอด้วยแววตาประหลาดใจ ก่อนจะหันไปมองเจียงจวินโม่ พลางคิดในใจว่า ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อคืนทั้งคู่หายออกไปด้วยกัน ปรากฏว่านัดกันไปจดทะเบียนสมรส

   

   คนอื่นๆก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย โดยเฉพาะปัญญาชนฝ่ายหญิง เพราะทุกคนเพิ่งพูดคุยกันเมื่อไม่กี่วันก่อน เกี่ยวกับเรื่องที่เจียงจวินโม่ถูกคนในหมู่บ้านรังควาน

   

   แต่ทางด้านปัญญาชนฝ่ายชายกลับไม่ได้คิดอะไรมาก แค่สงสัยว่าทั้งสองคนที่ไม่ค่อยพูดจา กลับมาสนิทสนมกันได้อย่างไร

   

   กู้เซี่ยงหนานมองลู่เซี่ยอย่างแปลกใจ ก่อนจะมองไปยังเจียงจวินโม่ ก่อนจะพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ยินดีด้วย”

   

   คนอื่นๆก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เพราะทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว ต่างก็กล่าวคพอวยพร ก่อนจะก็รับขนมแต่งงานแล้วแยกย้ายกันไปนอน

   

   ทางด้านปัญญาชนฝ่ายหญิง หลังจากกลับเข้าห้องแล้วต่างก็ยังไม่ยอมนอกันง่ายๆ

   

   ทุกคนต่างก็มารวมตัวกันล้อมวงคุยกับลู่เซี่ย

   

   ตอนนี้เองที่ซุนเสิ้งหนานเอ่ยปากถามว่า ทำไมทั้งคู่ถึงแต่งงานกันอย่ากะทันหันแบบนี้

   

   ลู่เซี่ยเองก็ยังคงใช้ข้ออ้างเดิมๆ “จริงๆแล้วเรารู้จักกันมาก่อนที่จะลงมาชนบท หลังจากมาอยู่ที่นี่ก็ลองคบหาดูใจกัน เมื่อต่างคนต่างรู้สึกว่าไปได้ดี พวกเราจึงตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกัน”

   

   “เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?” คราวนี้ซูม่านเป็นฝ่ายถาม ในฐานะเด็กสาวที่เติบโตมาในสังคมยุคใหม่ เธอไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการจดทะเบียนสมรสอย่างง่ายดายเช่นนี้ 

   

    ขณะที่ซุนเสิ้งหนานกำเนิดและเติบโตมาในยุคนี้สามารถยอมรับได้ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่เคยเผยอะไรให้พวกเธอเอะใจมาก่อน พวกเธอจึงรู้สึกว่ามันกะทันหันไปหน่อย แต่เมื่อได้ฟังที่เธออธิบาย ทุกคนก็พอจะเข้าใจได้

   

   ลู่เซี่ยยิ้มแล้วพูดต่อ “จริงๆแล้วยังมีอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ของของเราสองคนมีเยอะมาก ขณะเดียวกันที่พักของปัญญาชนก็คับแคบเกินไป ดังนั้นเราจึงคิดว่าหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว เราจะสร้างบ้านในหมู่บ้านแล้วย้ายออกไปอยู่ด้วยกันได้” 

   

   “พวกเธอจะย้ายออกไปอยู่กันแล้วเหรอ?” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซูม่านก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย “ดีจังเลยนะ!”

   

   ซูม่านก็อยากจะย้ายออกไปเหมือนกัน แต่หากเธอจะสร้างบ้านเอง ทางหมู่บ้านก็คงไม่อนุญาต หากจะไปอยู่ร่วมกันในบ้านชาวบ้านก็ไม่ปลอดภัย เธอจึงทำได้เพียงแค่อยู่ที่นี่ต่อไป

   

   เมื่อปัญญาชนฝ่ายหญิงได้ยินแบบนั้นก็พากันอิจฉา เพราะพวกเธออยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่ไม่มีทั้งเงินและเหตุผลที่จะทำแบบนั้น นอกจากจะอิจฉาแล้ว พวกเธอยังรู้สึกเสียดายเงินแทนลู่เซี่ยและ เจียงจวินโม่อีกด้วย 

   

   แต่พวกเธอก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะเห็นได้ชัดว่าฐานะของทั้งคู่นั้นไม่ได้แย่เลย สุดท้ายแล้วก็ทำได้แค่อิจฉาเท่านั้น

   

   จากนั้นลู่เซี่ยก็อธิบายให้ทุกคนฟังอีกครั้ง และอยู่พูดคุยกันอีกสักพัก เมื่อเห็นว่าถามอะไรไปก็คงไม่ได้คำตอบ พวกเธอก็แยกย้ายกันไป

   

   แต่ก่อนนอน ลู่เซี่ยนึกถึงท่าทีของจวงหงเหมยและเฉิงอวี้เจียวที่เธอแอบสังเกตเห็นอย่างเงียบ เมื่อทั้งคู่ได้ยินว่าเธอจะแต่งงาน จวงหงเหมยก็ดูอิจฉาอย่างเปิดเผย ขณะที่เฉิงอวี้เจียวกลับดูโล่งใจ 

   

   โล่งใจ? 

   

   ลู่เซี่ยสับสน เธอหมายความว่าอย่างไร?

      

   เฉิงอวี้เจียวคงไม่ได้คิดว่าเธอจะเป็นศัตรูจริงๆใช่ไหม? 

   

   นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน คิดว่ากู้เซี่ยงหนานเป็นขนมก้อนโตที่ใครๆก็ชอบอย่างนั้นเหรอ?

   

   ที่สำคัญ เฉิงอวี้เจียวยังกล้ามาหาเรื่องเธอเพียงเพราะความคิดเพ้อฝันของตัวเอง ทั้งยังคิดแผนการร้ายๆมาจัดการเธออีก ผู้หญิงคนนี้มันบ้าเกินไปแล้ว!

   

   แค่คิดก็ขนลุก ถ้าลู่เซี่ยเป็นคนอ่อนแอจริงๆ ตอนนี้คงถูกเล่นงานไปแล้ว!

   

   เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของลู่เซี่ยก็ดูไม่ค่อยดีนัก แต่โชคดีที่อีกไม่นานเธอก็จะย้ายออกไปแล้ว ไม่อย่างนั้น หากยังอยู่ด้วยกันที่นี่ เธอคงต้องเป็นบ้าเข้าสักวัน!



บทที่ 89: เจียงจวินโม่ตกน้ำ 


   

   เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างก็ยังพักผ่อนกันอยู่ เนื่องจากผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่มีงานในไร่นา อีกทั้งก่อนหน้านี้ทุกคนต่างเร่งมือทำงานหนักกันมาตลอดช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ร่างกายจึงอ่อนล้า จำเป็นต้องพักผ่อน 

   

   เมื่อลู่เซี่ยตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เธอรู้สึกได้ว่าอากาศเย็นลงกว่าเดิม ด้านนอกมีเพียงลมหนาวพัดผ่าน เมื่อเธอออกจากที่พักก็อดไม่ได้ที่จะหนาวสั่น เช่นนั้นจึงรีบกลับเข้าไปสวมเสื้อคลุมอีกตัว ก่อนจะออกจากที่พักอีกครั้ง

   

   เมื่อออกมาข้างนอก เธอก็เห็นว่าเจียงจวินโม่ใส่เสื้อกันหนาวแล้ว พลางคิดในใจว่าเขาขี้หนาวขนาดไหนกัน อากาศแค่นี้ก็ใส่เสื้อกันหนาวแล้ว หากถึงหน้าหนาวที่อากาศหนาวที่สุด เขาจะใส่ชุดอะไร?

   

   เพราะทั้งคู่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกันได้ไม่นาน แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ทุกครั้งที่เจอกันเจียงจวินโม่ก็ยังมีความเขินอายอยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าปัญญาชนคนอื่นๆที่ชอบหยอกล้อ

   

   ส่วนลู่เซี่ยนั้นหน้าหนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอตะโกนบอกเจียงจวินโม่ต่อหน้าต่อตาคนมากมาย “วันนี้เราควรไปคุยกับผู้นำหมู่บ้านเรื่องสร้างบ้านนะ นายไป หรือฉันไป หรือเราไปด้วยกันดี?”

   

   “ผมไปเอง อากาศเย็นแบบนี้คุณอยู่บ้านไปเถอะ อย่าออกไปข้างนอกเลย”

   

   “ก็ได้ งั้นนายไปถามก่อนก็แล้วกันว่าต้องทำยังไง สร้างตรงไหนดี เราจะได้รีบทำให้เสร็จก่อนที่อากาศจะหนาวไปกว่านี้”

   

   “ตกลง!”

   

   หลังจากที่ทั้งคู่ปรึกษากันเสร็จและทานอาหารเช้าแล้ว เจียงจวินโม่ก็ออกไปยังทำการหมู่บ้านเพื่อพบผู้นำหมู่บ้านทันที

   

   ลู่เซี่ยคิดว่าเรื่องแค่นี้ เขาน่าจะใช้เวลาไม่นาน

   

   แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่าหลังจากนั่งรออยู่ในที่พักได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนมาจากด้านนอก “เจียงจือชิงตกน้ำ!” 

   

   ลู่เซี่ยฟังไม่ถนัด เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้งก็พบว่าเป็นเสียงตะโกน ‘เจียงจือชิงตกน้ำ!’ จริงๆ 

   

   เธอลงจากเตียงแล้วรีบสวมรองเท้าวิ่งออกไปด้วยความตกใจ 

   

   คนอื่นๆในที่พักของปัญญาชนได้ยินเสียงก็วิ่งออกมาเช่นกัน 

   

   แต่ลู่เซี่ยวิ่งเร็วที่สุด 

   

   เมื่อเธอกระหืดกระหอบมาถึงริมแม่น้ำ ก็เห็นว่าเจียงจวินโม่ถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำแล้ว ในตอนนี้เขานั่งสำลักน้ำอยู่กับพื้น โดยมีชาวบ้านรุมล้อมอยู่เต็มไปหมด อีกทั้งข้างๆก็มีเสียงร้องไห้อีกด้วย

   

   แต่ลู่เซี่ยไม่สนใจสิ่งรอบข้างเหล่านั้น เธอมองเห็นเพียงเสื้อกันหนาวของเจียงจวินโม่ถูกถอดออกไปแล้ว เหลือเพียงเสื้อกล้ามบางๆ และร่างกายที่ปะทะลมหนาวจนตัวสั่นเทา 

   

   เห็นเขามีสีหน้าซีดเซียวเพราะความหนาวเหน็บ เธอจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้วรีบนำไปสวมให้เขา 

   

   “เป็นอย่างไรบ้าง? นายไม่เป็นไรใช่ไหม?”

   

   เจียงจวินโม่ตัวสั่นเทา ใบหน้าซีดเซียว เขาพยายามฝืนยิ้มออกมาเมื่อเห็นหน้าเธอ “ไม่... แค่ก... ไม่เป็นไร” 

   

   “แบบนี้จะเรียกว่าไม่เป็นไรได้ยังไง!” ลู่เซี่ยเป็นห่วงเขามาก จึงรีบเข้าไปพยุงเขาให้ลุกขึ้น ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้าเขา “ขึ้นมาสิ ฉันจะแบกนายกลับไป นายต้องรีบกลับไปอาบน้ำอุ่น”

   

   เจียงจวินโม่กำลังเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันจะพูดได้จบประโยค เขาก็ไอออกมาไม่หยุด

   

   ลู่เซี่ยทำหน้าบึ้ง พลางตะคอกเสียงแข็ง “รีบขึ้นมาได้แล้ว นายไม่รักชีวิตตัวเองแล้วรึไง!” 

   

   เมื่อเจียงจวินโม่เห็นว่าเธอโกรธมากแล้ว จึงยอมเอามือยันไหล่ของเธอแล้วปีนขึ้นไป ขณะนั้นเองลู่เซี่ยก็ออกแรงแบกเขาขึ้นหลัง แล้วเดินกลับไปยังที่พักของปัญญาชน

   

   การกระทำที่รวดเร็วและต่อเนื่องแบบนี้ ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตั้งตัว ทั่งคู่ก็พากันออกไปแล้ว

   

   ลู่เซี่ยเดินไปได้ไม่ไกล ก็พบกับกู้เซี่ยงหนานและคนอื่นๆก็เพิ่งมาถึง

   

   เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยกำลงแบกเจียงจวินโม่ ทุกคนต่างก็พากันยืนตะลึง กู้เซี่ยงหนานที่ตั้งสติได้เร็วกว่าใครจึงเอ่ยปากขึ้นก่อน “หรือจะให้ฉันเป็นคนแบกเขาไปเอง?” 

   

   ลู่เซี่ยส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ไม่ต้องหรอก ฉันแบกไหว”

   

   ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้เธอมีเรี่ยวแรงมากขึ้นจากการดื่มดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ แม้เจียงจวินโม่จะตัวสูง แต่เขาก็ผอมบาง น้ำหนักน้อย เธอจึงแบกเขาได้สบายๆ

   

   แต่เธอก็ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่ดูเหมือนว่าจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงเอ่ยปากร้องขอ “เสื้อกันหนาวของเขายังอยู่ที่ริมแม่น้ำ รบกวนสหายกู้หยิบมาให้หน่อยได้ไหม? แล้วก็ไม่รู้ว่าที่นั้นเกิดอะไรขึ้น สหายกู้พอจะช่วยไปถามให้หน่อยได้หรือเปล่า?”

   

   กู้เซี่ยงหนานได้ยินดังนั้นก็มองเธอแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอแบกไหวจริงๆ จึงพยักหน้าตกลง จากนั้นก็เดินไปยังริมแม่น้ำ

   

   ส่วนคนอื่นๆก็ตามลู่เซี่ยกลับไปยังที่พักของปัญญาชน



บทที่ 90: โดนผลักตกน้ำ


   

   เมื่อถึงหน้าที่พักของปัญญาชน เหล่าปัญญาชนหญิงก็พากันออกมาดู เมื่อเห็นว่าเธอแบกเจียงจวินโม่กลับมาต่างก็ตกใจกันยกใหญ่ 

   

   ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไรมากมาย เธอรีบแบกเจียงจวินโม่ตรงไปยังที่พักของปัญญาชนชาย เมื่อเจอผ้าห่มของเขาก็จัดการวางเขาลงบนเตียง ก่อนจะบอกให้ปัญญาชนชายช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกๆให้เขา 

   

   เธอถือโอกาสนี้ไปจุดไฟที่เตาในครัว เพื่อรีบทำให้เตียงอุ่น 

   

   หลังจากจุดไฟและเติมฟืนเข้าไปมากพอแล้ว เธอก็ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ เพราะตั้งใจจะต้มน้ำขิงให้เขาดื่มแก้หนาว แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า 

   

   หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เธอกลับเข้าไปดูเจียงจวินโม่อีกครั้ง เห็นว่าหลี่อี้และคนอื่นๆกำลังช่วยกันเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกๆ และนำเขากลับไปนอนบนเตียงแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ขมวดคิ้วแน่น หลับตา แต่ร่างกายยังคงสั่นโดยไม่รู้ตัว

   

   ลู่เซี่ยอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงบอกกับหลี่อี้ “รบกวนนายไปตามหมอที่สถานีอนามัยให้หน่อยได้ไหม? ตอนนี้อาการเขาคอาข้างหนัก คงจะไปไหนไม่ได้แล้ว” 

   

   หลี่อี้พยักหน้า แล้วรีบออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

   

   ลู่เซี่ยมองใบหน้าซีดเซียวของเจียงจวินโม่ด้วยความเป็นห่วง ไม่รู้ว่าร่างกายเขาจะทนไหวหรือเปล่า 

   

   แค่ไปหาผู้ใหญ่บ้าน ทำไมถึงตกน้ำได้ล่ะ? 

   

   เฮ้อ! คงต้องให้เขาดื่มน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เยอะหน่อย คราวนี้คงทรมานน่าดู 

      

   ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด กู้เซี่ยงหนานก็กลับมาพอดี ไม่เพียงแต่เขาจะนำเสื้อกันหนาวของเจียงจวินโม่กลับมาให้เท่านั้น แต่ยังสืบหาสาเหตุที่เขาตกลงไปในแม่น้ำได้อีกด้วย

   

   ปรากฏว่า เช้าวันนี้ตอนที่เจียงจวินโม่กำลังไปหาผู้นำหมู่บ้าน เขาบังเอิญเจอเข้ากับสือชุนเยี่ยน เธอจึงพยายามเข้ามาตอแยเขาอีกครั้ง

   

   เจียงจวินโม่จึงตัดสินใจบอกเธอไปตรงๆด้วยความเบื่อหน่ายว่า เขาได้จดทะเบียนสมรสกับลู่เซี่ยแล้ว ด้วยหวังว่าเธอจะเลิกตอแยเสียที

   

   แต่สือชุนเยี่ยนกลับไม่เชื่อ ซ้ำยังตะโกนใส่เขาเสียงดังลั่น ขณะที่เจียงจวินโม่เห็นท่าว่าพูดไปก็เท่านั้น และไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับเธออีกต่อไป จึงรีบวิ่งหนีออกมา

   

   ด้วยความโมโหของสือชุนเยี่ยน เธอจึงไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ และวิ่งตามหลังเขาไปติดๆ

   

   ร่างกายของเจียงจวินโม่ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สามารถวิ่งได้เร็วจนหนีการติดตามของสือชุนเยี่ยนได้

   

   เมื่อสือชุนเยี่ยนตามเขาได้ทัน เธอก็ยิ่งโกรธหนักขึ้นไปอีก ก่อนจะลงมือผลักเขาเต็มแรงด้วยความโมโห

   

   เดิมทีเจียงจวินโม่ก็อ่อนแออยู่แล้ว เพียงถูกผลักเบาๆ เขาก็พลัดตกน้ำไป

   

   โชคดีที่สะพานไม่สูง น้ำในแม่น้ำก็ไม่ลึก แต่โชคร้ายที่วันนี้เจียงจวินโม่สวมเสื้อกันหนาวตัวหนามา

   

   เสื้อกันหนาวอุ้มน้ำมากเข้าก็มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เขาลุกขึ้นยืนไม่ได้

   

   โชคดีที่หลี่หงจวินและคนอื่นๆที่เคยมาต้อนรับพวกเขาผ่านมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้าพอดี 

   

   หลี่หงจวินจึงรีบกระโดดลงไปในแม่น้ำแล้วดึงเขาขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นเจียงจวินโม่ก็แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานมากแล้ว 

   

   วันนี้หลี่หงจวินสวมเสื้อผ้าใหม่ทั้งชุดเพื่อจะไปดูตัว เมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของเขาเปียกปอนไม่เหลือดี แม่ของเขาจึงโกรธมาก เพราะตอนนี้ฝ่ายหญิงกำลังรออยู่ ประกอบกับความรีบร้อน ฉะนั้น หลังจากนำเจียงจวินโม่กลับขึ้นฝั่งได้ แม่ของเขาจึงให้คนอื่นนำเจียงจวินโม่กลับไปยังที่พักของปัญญาชน ส่วนเธอและลูกชายก็รีบกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้า 

   

   แต่เด็กหนุ่มสองคนที่เธอหามาเพื่อให้ช่วยเหลือ พวกเขาคิดว่าตัวเองตัวเล็กเกินกว่าจะแบกเจียงจวินโม่ไหว จึงให้คนหนึ่งไปตามคนมาช่วย ส่วนอีกคนหนึ่งรออยู่ตรงนั้น 

   

   ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงเอะอะก็วิ่งกรูกันเข้ามา จนได้เห็นว่าสือชุนเยี่ยนยืนร้องไห้ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว จึงพากันคาดเดากันไปต่างๆนานาว่าเจียงจวินโม่คงจะทำอะไรเธอเข้า จึงเอาแต่ปลอบโยนเธอ และปล่อยเจียงจวินโม่ให้นอนอยู่ริมแม่น้ำอย่างไม่ใยดี

   

   กระทั่งลู่เซี่ยเข้ามาอุ้มเจียงจวินโม่ไป เธอจึงได้รู้ความจริงจากปากของเด็กหนุ่มสองคนนั้น 

   

   หลังจากเซี่ยได้ยินเรื่องราวทั้งหมด เธอโกรธจนแทบลุกเป็นไฟ อยากจะเข้าไปจัดการสือชุนเยี่ยนให้ได้เสียตอนนั้น 

   

   แต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยปาก กู้เซี่ยงหนานก็พูดขึ้น “เรื่องนี้เธอไม่ต้องกังวล มันไม่ใช่เรื่องของปัญญาชนอย่างสหายเจียงคนเดียวอีกแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของปัญญาชนอย่างพวกเราทุกคน ผู้หญิงคนนั้พยายามฆ่าคน โดยไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตา ครั้งนี้จะต้องให้ทางหมู่บ้านจัดการอย่างเด็ดขาด”

   

   ลู่เซี่ยเลิกคิ้วขึ้นด้วยประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น แต่เมื่อนึกถึงนิสัยรักความยุติธรรม เกลียดชังความอยุติธรรมของเขา… เธอจึงเข้าใจได้



บทที่ 91: เป็นไข้



“เรื่องนี้คงต้องรบกวนคุณกู้แล้วล่ะ พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับสหายเจียง ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ไปไหนก็ไม่ได้ อีกอย่าง ร่างกายของเขาไม่ค่อยแข็งแรง แต่ดันตกลงไปในแม่น้ำตอนที่อากาศหนาวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะหายดีหรือเปล่า”



กู้เซี่ยงหนานได้ยินดังนั้นจึงปลอบใจเธอ “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดี๋ยวสหายเจียงก็หาย เรื่องนี้ปล่อยให้พวกเราจัดการเถอะ ผมจะไปคุยกับสหายจ้าวและสหายซุนว่าควรทำอย่างไรต่อไป”

 


ลู่เซี่ยรู้สึกโล่งใจได้ในที่สุด เธอเองก็ไม่คิดว่ากู้เซี่ยงหนานจะยื่นมือเข้ามาช่วย แต่เมื่อคิดดูดีๆแล้ว คงจะเป็นเรื่องดีกว่าการรอให้เธอเข้าไปจัดการเอง

 


อย่างไรก็ตาม ต่อให้ชาวบ้านไม่ชอบปัญญาชนมากแค่ไหน พวกเขาก็คงไม่กล้าทำให้ทุกคนขุ่นเคืองมากนัก ที่สำคัญ ใครจะไปรู้ว่าในกลุ่มคนพวกนี้อาจจะมีคนกลับเมืองเมื่อไหร่ก็ได้

 


ไม่นานหลี่อี้ก็พาหมอมาถึง



หมอตรวจดูอาการเจียงจวินโม่แล้วบอกว่าร่างกายของเขาอ่อนแอ ประกอบกับโดนความเย็นเป็นเวลานาน จึงทำให้มีไข้สูง ลู่เซี่ยได้ยินดังนั้นก็ลองเอามือแตะหน้าผากเขา ก็พบว่าร้อนมากจริงๆ

 


โชคดีที่หมอนำยามาด้วย เขาจึงได้รับทั้งยาและน้ำเกลือ แต่ถึงอย่างไร เขาก็ยังไม่รู้สึกตัว

 


หลังจากน้ำเดือด ลู่เซี่ยจึงต้มน้ำตาลทรายแดงใส่ขิง เพราะเธอต้มน้ำที่บ้านพักของปัญญาชน จึงทำอะไรมากไม่ได้นัก นอกเสียจากจะแอบใส่น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ลงไปนิดหน่อย

 


จากนั้นเธอก็ให้หลี่่อี้ช่วยพยุงเจียงจวินโม่ แล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันป้อนน้ำขิงให้เขา

 


พวกเขาวุ่นกันจนถึงบ่าย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของยาหรือน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ถึงทำให้ไข้ของเจียงจวินโม่ลดลงได้ เห็นดังนั้นลู่เซี่ยก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 


ฝั่งกู้เซี่ยงหนาน

 


ย้อนกลับไปในตอนที่เขาไปเอาเสื้อของเจียงจวินโม่ตามคำร้องขอของลู่เซี่ย เขาได้ยินชาวบ้านกำลังซุบซิบกันว่าเพราะเหตุใดลู่จือชิงถึงได้เป็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักอาย ทำไมเธอต้องถอดเสื้อผ้าของตัวเองให้เจียงจือชิง และยังแบกเขากลับไปอีก

 


เมื่อได้ยินดังนั้น กู้เซี่ยงหนานก็รีบอธิบายแทนทันที “ลู่จือชิงเป็นภรรยาของเจียงจือชิง ทั้งคู่เพิ่งจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวาน หวังว่าทุกคนจะหยุดใส่ร้ายป้ายสีพวกเขานะครับ”

 


"อะไรนะ! ลู่จือชิงและเจียงจือชิงเป็นสามีภรรยากัน! ทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้วเหรอ? ทำไมไม่เห็นได้ยินข่าวเลย?”

 


“ใช่ ไม่เคยได้ยินข่าวมาก่อน คงจะเป็นเรื่องที่เกิดเมื่อเร็วๆนี้”

 


“ว่าแต่… เจียงจือชิงไม่ได้คบกับสาวน้อยตระกูลสือหรอกเหรอ?”

 


“สาวน้อยตระกูลสือคิดไปเองฝ่ายเดียวต่างหาก เจียงจือชิงไม่เคยตอบตกลงเธอสักหน่อย”

 


“แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าเจียงจือชิงรังแกสือชุนเยี่ยนหรอกเหรอ?"

 


พูดถึงเรื่องนี้ ทุกคนต่างพาเล่าเรื่องราวที่เห็นออกมา

 


หลังจากฟังจบ ทุกคนก็หันไปมองสือชุนเยี่ยนที่ยังคงร้องไห้อยู่เป็นตาเดียวกัน พวกเขาเองก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ เพราะไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรไป?

 


“เจียงจือชิงถูกสือชุนเยี่ยนผลักตกแม่น้ำเหรอ?”

 


“โอ๊ย!!! อากาศหนาวขนาดนี้ น่าสงสารจัง”

 


ชาวบ้านบางคนที่เคยเห็นใจสือชุนเยี่ยนก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง

 


“ในเมื่อเธอเป็นคนผลักเขาตกน้ำ แล้วเธอจะมายืนร้องไห้อยู่ทำไม? ทำราวกับว่าเธอโดนทำร้าย ทำให้เจียงจือชิงต้องเป็นคนผิดโดยไม่มีเหตุผล”

 


แต่สือชุนเยี่ยนกลับรู้สึกเสียใจมากขึ้นไปอีก “เขามีสิทธิ์อะไรถึงได้แต่งงาน มีสิทธิ์อะไร! ฉันผิดตรงไหน ทำไมเขาถึงไปแต่งงานกับคนอื่นได้!"

 


ชาวบ้านที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วทนไม่ไหว “ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายเขา ยิ่งไปกว่านั้น ลู่จือชิงเองก็ดีกว่าเธอทุกอย่าง เจียงจือชิงไม่สนใจเธอก็ไม่แปลกหรอก!"

 


“ใช่แล้ว ต่อให้ถึงลู่จือชิงจะไม่ดี แต่เจียงจือชิงก็จดทะเบียนกับเธอไปแล้ว ตอนนี้เขาก็เป็นสามีของคนอื่นแล้ว เธอเองก็ไม่ควรไปยุ่งกับเขาอีก นี่มันอะไรกัน?”

 


เมื่อสือชุนเยี่ยนได้ยินคำว่ากล่าวจากชาวบ้าน เธอก็ยิ่งรู้สึกแย่ขึ้นไปอีก สุดท้ายเธอก็โวยวายขึ้นมาอีกครั้ง จนคนครอบครัวต้องมาพาตัวเธอกลับไป

 


หลังจากกลับมาเล่าเรื่องทุกอย่างลู่เซี่ยฟัง กู้เซี่ยงหนานก็ไปหาจ้าวหัวและซุนเสิ้นหนาน ซึ่งเป็นหัวหน้าปัญญาชนชายหญิง เพื่อพากันไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เหล่าปัญญาชน

 


ปัญญาชนคนอื่นๆที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างก็พากันไปด้วย



บทที่ 92: เรียกร้องความเป็นธรรม

 


เมื่อพวกเขามาถึงที่ทำการหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้แล้ว

 


กู้เซี่ยงหนานจึงพูดกับเขาตรงๆ “ผมรู้ว่าคนในหมู่บ้านหลายคนมองพวกเราปัญญาชนเป็นคนนอก แต่พวกเราลงมาที่นี่ก็เพื่อตอบรับนโยบายของชาติ มาช่วยกันพัฒนาชนบท ไม่ได้มาเพื่อให้คนเขารังแก

 


แค่เพียงเพราะพวกเขาไม่พอใจการกระทำของปัญญาชน พวกเขาก็คิดจะฆ่ากันเลยเหรอ? เหตุผลนี้พวกเรายอมรับไม่ได้!

 


ที่ผ่านมาพวกเราทำงานหนักร่วมกับพวกเขามาตลอด ไม่เคยคิดว่าจะทำอะไรให้พวกเขาไม่พอใจ แต่หากพวกเขาคิดแบบนี้จริงๆ พวกเราคงต้องไปถามสำนักงานของปัญญาชนแล้วล่ะ ว่าการที่พวกเรามาพัฒนาชนบทนั้น มาเพื่อให้พวกเขาข่มเหงรังแกหรืออย่างไร?"

 


ผู้นำหมู่บ้านรีบอธิบายทันทีที่ได้ยิน “กู้จือชิงคิดมากไปแล้ว คนในหมู่บ้านไม่ได้คิดแบบนั้น พวกเราไม่เคยมองว่าพวกคุณเป็นคนนอก”

 


คำพูดนี้ฟังดูไม่จริงใจเท่าไหร่นัก ไม่ว่าคนในหมู่บ้านจะมองพวกเขาเป็นคนนอกหรือเปล่านั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็รู้ดีแก่ใจ อย่างน้อยที่สุดปัญญาชนก็ไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับคนในหมู่บ้าน

 


กู้เซี่ยงหนานเข้าใจเหตุผลนี้ดี แต่เขาไม่ต้องการให้เรื่องบานปลาย เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่แบบนั้น

 


“ผมเข้าใจในสิ่งที่ผู้นำหมู่บ้านพูด แต่ใช่ว่าคนในหมู่บ้านจะเข้าใจทุกคน อย่างเรื่องของเจียงจือชิงในครั้งนี้ คนในหมู่บ้านตามตอแยเขา ส่วนเขาเองก็ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเพราะเขาจดทะเบีนสมรสไปแล้ว จึงทำให้คนในหมู่บ้านไม่พอใจ และผลักเขาตกน้ำเพราะความโกรธ

 


หรือว่าพวกเราต้องทำตามที่คนในหมู่บ้านต้องการทุกอย่าง?

 


หากไม่ยอมทำตาม พวกเขาก็จะใช้วิธีอื่นๆ แบบนี้ผมจะคิดว่าพวกเราไม่มีความปลอดภัยที่จะอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้ไหม!



หากเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมคงต้องไปถามสำนักงานของปัญญาชนล่ะ หรือไม่ก็ให้ที่บ้านช่วยย้ายผมไปพัฒนาที่หมู่บ้านอื่น”

 


ได้ยินแบบนั้น ไม่ใช่แค่ผู้นำหมู่บ้านที่ร้อนรน ผู้ช่วยผู้นำหมู่บ้านที่นิ่งเงียบอยู่นานก็ร้อนใจเช่นกัน “กู้จือชิงคิดมากไปแล้ว เรื่องในครั้งนี้มันเป็นอุบัติเหตุ สือชุนเยี่ยนก็เป็นแค่เด็กน้อย ไม่ได้เป็นตัวแทนของคนทั้งหมู่บ้านเสียหน่อย คุณวางใจได้ หลังจากนี้เราจะให้เธอไปขอโทษเจียงจือชิง เพราะเรื่องนี้เป็นความผิดของเธอ”

 


แต่คำขอโทษคงไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ

 


ทันใดนั้น ซุนเสิ้งหนานในฐานะตัวแทนปัญญาชนหญิงก็เอ่ยขึ้น

 


“ผู้นำหมู่บ้าน ผู้ช่วยผู้นำหมู่บ้าน พวกคุณก็รู้ว่าคนในหมู่บ้านมองพวกเราปัญญาชนยังไง ก่อนหน้านี้ปัญญาชนบางคนแต่งงานกับคนในหมู่บ้านด้วยวิธีไหน พวกคุณก็น่าจะรู้ดี อย่างเหตุการณ์ที่เจียงจือชิงเจอนั้น ปัญญาชนคนอื่นๆก็เคยเจอกันมาก่อน

 


ก่อนหน้านี้พวกเราปัญญาชนมีกำลังน้อย ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าพวกคุณกดดันกันเกินไป พวกเราก็ทำได้ทุกอย่าง!

 


พวกเราเชื่อว่าคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นคนดี แต่ขอให้ช่วยดูแลคนที่เหลือด้วย หากปัญญาชนเกิดไปรักใคร่กับคนในหมู่บ้านจริงๆ พวกเราก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอก แต่หากคิดจะใช้วิธีสกปรกแบบนี้มาบังคับพวกเรา พวกเราก็ไม่เอาไว้แน่!”

 


คำพูดของ ซุนเสิ้งหนานชัดเจนเกินไป ทำเอาผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วยที่ได้ฟังก็หน้าเสียไปตามๆกัน

 


แต่ก็พูดอะไรไม่ออก เพราะเรื่องนี้เป็นความผิดของคนในหมู่บ้านจริงๆ

 


ในฐานะผู้นำหมู่บ้าน ทำได้เพียงรับปากว่าจะดูแลลูกบ้านให้ดี และไม่ว่าจะทำอะไร คนในหมู่บ้านและปัญญาชนจะต้องเท่าเทียมกัน

 


กว่าจะปลอบใจปัญญาชนเหล่านี้ให้สงบลงได้ก็ลำบาก



หลังจากเหล่าปัญญาชนจากไป สีหน้าของผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วยก็ยังไม่สู้ดีนัก

 


“เด็กเมื่อวานซืนพวกนี้ กล้าข่มขู่ฉันเชียวหรือ!”

 


ผู้นำหมู่บ้านส่ายหน้าหลังจากได้ยินผู้ช่วยผู้พูด “ใครจะทำอะไรคนพวกนั้นได้ ในเมื่อพวกเขามีคนหนุนหลัง คราวก่อนที่ฉันไปประชุมในตัวเมือง ยังได้ยินท่านผู้อำนวยการถามถึงกู้เซี่ยงหนานอยู่เลย ทั้งยังบอกว่ามีคนในเมืองฝากฝังให้ดูแล”

 


“จริงเหรอ? เขาไม่ใช่คนเมืองหลวงเหรอ? จะมีอำนาจมาถึงที่นี่ได้ยังไง?”

 


ผู้นำหมู่บ้านถอนหายใจ “ใครจะไปรู้ได้ล่ะ ยังไงซะตำแหน่งของเขาก็ใหญ่กว่าฉันที่เป็นเพียงผู้นำหมู่บ้านตัวเล็กๆ ฉันก็ได้แต่ทำตามที่เขาสั่งเท่านั้น”

 


“เฮ้อ!” ผู้ช่วยถอนหายใจ

 


ผู้นำหมู่บ้านครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ต่อไปนี้ก็เตือนๆคนในหมู่บ้านหน่อยแล้วกัน ก่อนหน้านี้ พวกเขาทำเกินไปจริงๆ”

 


ผู้ช่วยพยักหน้า “แล้วลุงสือล่ะ จะทำยังไงดี?”



“จะทำยังไงได้ล่ะ? ก็ต้องไปขอโทษ และชดใช้ค่าเสียหาย โชคดีที่วันนี้ช่วยไว้ทัน หากเขาตายขึ้นมา พวกเราคงแย่แน่!"

 


“...คาดว่าเขาคงไม่ยอมหรอก”

 


ผู้นำหมู่บ้านแสดงสีหน้าเย็นชา “ไม่ยอมก็ต้องไป เรื่องนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว เอาล่ะ! ฉันไปคุยกับเขาก่อนก็แล้วกัน”



บทที่ 93: ขอโทษที่บ้าน



ปัญญาชนที่จากไปไม่ได้รับรู้ถึงบทสนทนาระหว่างผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วย ครั้งนี้พวกเขาได้รับคำรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ทุกคนต่างก็ดีใจ คาดว่าพวกเขาคงจะไม่รู้สึกแปลกแยกอีกต่อไป

 


แต่เมื่อกลับมาถึงที่พักของปัญญาชน จ้าวหัวก็ดึงซุนเสิ้งหนานไปคุยเป็นการส่วนตัว

 


“เธอไม่น่าพูดแบบนั้นเลยนะ!”

 


“ยังไง? คิดว่าฉันพูดแรงเหรอ?” ซุนเสิ้งหนานมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา

 


จ้าวหัวถอนหายใจ “เธอลงชนบทมาอยู่ที่สี่ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เธอก็อดทนมาตลอด ทำไมคราวนี้ถึงได้แข็งกร้าวแบบนี้? หากคนในหมู่บ้านเกลียดเธอขึ้นมา แล้วแกล้งเธอในตอนที่ต้องตรวจสอบประวัติทางการเมือง เธอจะทำยังไง?”

 


เมื่อได้ยินแบบนั้น ซุนเสิ้งหนานก็ขมวดคิ้วแล้วถอนหายใจ “ฉันรู้ แต่ฉันเองก็ทนไม่ไหวแล้ว ไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกปัญญาชนชายยังพอทนไหว แต่ปัญญาชนหญิงถูกรังแกไปกี่คนแล้ว? ในฐานะหัวหน้าปัญญาชนหญิง ฉันไม่อาจทนมองเฉยๆแบบนี้ได้อีกต่อไป”

 


จ้าวหัวได้ยินเแบบนั้นก็ถอนหายใจตาม “ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงยึดมั่นในความถูกต้องได้ถึงขนาดนี้ เรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ เธอไม่จำเป็นต้องออกหน้ารับแทน มันจะเสียแรงเปล่า คอยดูเถอะ ถ้าวันหนึ่งเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอ จะมีใครหน้าไหนมาออกหน้ารับแทน”

 


ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของซุนเสิ้งหนานก็เย็นชาในชั่วพริบตา “นั่นก็เป็นความสมัครใจของฉันเอง ถึงตอนนั้นนายก็ไม่ต้องยุ่ง”

 


หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่คุยกับเขาอีก และหันหลังจากไปทันที

 


จ้าวหัวเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ด้วยรู้สึกว่าเขาเองก็เสียแรงเปล่าไม่ต่างกัน จึงรู้สึกโมโหเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะเขาไม่อยากสนใจแล้วเหมือนกัน

 


ทางด้านกู้เซี่ยงหนานก็ได้เล่าเรื่องที่คุยกับผู้นำหมู่บ้านให้ลู่เซี่ยฟัง พร้อมกับบอก “พวกเรายังต้องอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไป ผมไม่อยากให้เรื่องมันบานปลาย เรื่องนี้ก็ทำได้แค่นี้ก่อน”

 


ลู่เซี่ยได้ฟังก็ยิ้มออกมา ก่อนกล่าวขอบคุณ “แบบนี้ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณมากนะคุณกู้”

 


กู้เซี่ยงหนานก็ยิ้มตอบ “ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราก็เป็นปัญญาชนด้วยกัน เรื่องแบบพวกเราต้องออกหน้าช่วยเหลืออยู่แล้ว”

 


หลังพูดจบ เขาก็ถามไถ่อาการของเจียงจวินโม่เล็กน้อย ก่อนจะขอตัวกลับออกไป

 


เพราะลู่เซี่ยอยู่ที่นี่ เหล่าปัญญาชนชายคนอื่นๆจึงไม่กล้าเข้ามา สุดท้ายก็พากันไปพักที่ห้องอื่นชั่วคราว

 


ส่วนเจียงจวินโม่ หลังจากได้ฝังเข็มและกินน้ำตาลทรายแดงกับน้ำขิงผสมน้ำพุศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตอนนี้อาการของเขาก็ดีขึ้นมาก ไม่หนาวสั่นเหมือนก่อนหน้า ทำให้ลู่เซี่ยถอนหายใจได้อย่างโล่งอก

 


ตกบ่าย ผู้นำหมู่บ้านก็พาเหรัญญิกสือมาขอโทษด้วยตัวเอง ส่วนสือชุนเยี่ยนไม่ได้มา คาดว่าคงจะอายเกินกว่าจะมาได้

 


เหรัญญิกสือนำไข่ไก่มาสิบกว่าฟอง น้ำตาลทรายแดงครึ่งจิน และเงินอีกห้าหยวน ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนชนบท และยังพูดขอโทษด้วยความจริงใจอีกด้วย

 


ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าผู้นำหมู่บ้านพูดอะไรกับเหรัญญิกสือ แต่เธอรู้สึกว่าคงไม่ใช่ความสมัครใจของเขา ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ปล่อยให้สือชุนเยี่ยนก่อเรื่องเหมือนวันนี้

 


แต่ลู่เซี่ยแกล้งทำเป็นไม่รู้ หลังจากรับของและเงินมาแล้วก็บอกว่าไม่ถือโทษแล้ว

 


จากนั้นก็ใช้ข้ออ้างว่าต้องดูแลเจียงจวินโม่ จึงไม่ได้พูดคุยกับพวกเขามากนัก

 


ส่วนเหล่าปัญญาชนที่ได้เห็นท่าทีของผู้นำหมู่บ้านเปลี่ยนไปในทางที่ดี พวกเขาก็รู้สึกดีใจ คาดหวังว่าชีวิตในหมู่บ้านหลังจากนี้จะดีขึ้น

 


แต่ลู่เซี่ยกลับถอนหายใจ การที่ผู้นำหมู่บ้านใจดีแบบนี้ทำให้เธออดคิดไม่ดีไม่ได้

 


คาดว่าคงได้รับอานิสงส์จากกู้เซี่ยงหนาน เธอจำได้ว่าในนิยายเคยกล่าวไว้ว่า ครอบครัวของกู้เซี่ยงหนานกลัวว่าเขาจะมีความเป็นอยู่ที่ลำบาก จึงได้ไปฝากฝังให้ผู้นำระดับอำเภอช่วยดูแลเขาเป็นพิเศษ

 


ส่งผลให้ช่วงหลายปีที่ลงมาอยู่ในชนบท เขาใช้ชีวิตได้ค่อนข้างดี

 


เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ต้องขอบคุณกู้เซี่ยงหนาน ด้วยเพราะมีเขาอยู่ ต่อไปนี้ ไม่ว่าหมู่บ้านจะทำอะไรก็ต้องเกรงใจเขาบ้าง ไม่อย่างนั้นเธอและเจียงจวินโม่คงลำบากแน่ๆ

 


แต่เธอคิดว่าไม่ควรพูดเรื่องนี้ออกไป คงได้แต่รอโอกาสขอบคุณเขาในอนาคตก็แล้วกัน



บทที่ 94: ต้มโจ๊กให้เจียงจวินโม่

 


เจียงจวินโม่ฟื้นขึ้นมาในตอนเย็น อาการไข้ของเขาลดลง และร่างกายก็ดีขึ้นมาก

 


แต่ลู่เซี่ยยังอดห่วงไม่ได้ เมื่อนึกได้ว่าเขาไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวัน เธอจึงกลับเข้าห้องไปเอาหม้อใบเล็กที่ทั้งคู่แอบใช้ทำอาหารออกมา

 


จากนั้นก็หยิบข้าวสารที่ปลูกในช่องว่างมิติ แล้วใช้น้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ต้มโจ๊กบนเตาที่เขาใช้ต้มยาในลานบ้าน

 


เมื่อเห็นการกระทำต่อเนื่องของลู่เซี่ย ผู้คนในที่พักปัญญาชนต่างก็ประหลาดใจ



แม้แต่ซูม่านยังเอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ “เธอยังเอาหม้อลงมาด้วยเหรอ?”

 


ลู่เซี่ยตอบอย่างเขินอาย “ที่บ้านฉันคิดว่าหลังจากลงมาแล้วก็ต้องทำอาหารทานเอง เลยเตรียมหม้อมาให้ฉันใบหนึ่ง แต่คูปองสินค้ามีไม่พอ เลยได้แค่หม้อใบเล็กที่ใช้แล้วจากที่บ้านมาแทน แต่เมื่อมาถึงที่นี่ก็ได้ทานอาหารร่วมกับทุกคน ฉันเลยไม่เคยเอาออกมาใช้”

 


ซูม่านพยักหน้าแล้วมองไปยังหม้อใบนั้น พลางคิกว่ามันสะดวกดี โอกาสหน้าเธอต้องหาแบบนี้มาไว้สักใบ จะได้สะดวกในตอนที่แอบทำอาหารทานเอง

 


ไม่นานนัก กลิ่นหอมของโจ๊กที่ลู่เซี่ยทำก็โลกฟุ้งไปทั่วที่พัก

 


ทำเอาคนในที่พักของปัญญาชนหิวไปตามๆกัน

 


เเย็นวันนี้ ที่พักอขงปัญญาชนก็ทานโจ๊กเป็นมื้อเย็นเช่นกัน แต่เป็นโจ๊กธัญพืช แน่นอนว่าเทียบกับโจ๊กข้าวสารที่ทำด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้

 


หลังจากทำเสร็จแล้วลู่เซี่ยก็ตักใส่ชาม และยกเข้าไปให้เจียงจวินโม่ทาน

 


เมื่อเจียงจวินโม่เห็นว่าลู่เซี่ยตั้งใจต้มโจ๊กให้ทาน เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจและประหลาดใจไปในเวลาเดียวกัน

 


เขาจึงรีบยกชามขึ้นมาซดคำหนึ่ง ก่อนจะยิ่งประหลาดใจกว่าเดิม



แต่เดิมเขาก็รู้มาตลอดว่าลู่เซี่ยทำอาหารอร่อย แต่ไม่คิดว่าเธอจะทำโจ๊กธรรมดาธรรมดาได้อร่อยขนาดนี้

 


แม้แต่ในโจ๊กก็ยังมีรสหวาน

 


เขาจึงรีบทานต่ออีกหลายคำ ก่อนจะหันไปมองลู่เซี่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ทันใดนั้นก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

 


“แล้วของคุณล่ะ? หรือว่าคุณทำแค่ชามเดียว?”

 


ลู่เซี่ยยิ้มบางๆ “มีแค่ชามเดียว นายทานเถอะ”

 


เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาทันที ไม่คิดว่าเธอจะทำให้เขาทานแค่ชามเดียว และข้าวสารที่ใช้ก็ดูดีมาก คาดว่าเธอคงจะเอามาจากเมืองหลวง และตั้งใจจะเก็บไว้ทานเอง

 


เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกเสียใจด้วยเพราะเขารีบทานเกินไป จึงไม่อาจซึมซับรสชาติที่ดีของโจ๊กชามนี้ได้ทัน

 


ลู่เซี่ยเห็นสีหน้าของเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดอะไรอยู่

 


ทันทีนั้นเธอก็ยิ้มและข้าไปกระซิบข้างๆหูเขา “นายวางใจได้ ฉันยังมีอยู่เยอะ แต่เมื่ออยู่ในที่พักของปัญญาชน ฉันเลยไม่กล้านำออกมาทาน เลยทำให้คนป่วยอย่างนายทานนิดหน่อย พวกเขาจะได้ไม่พูดอะไรมาก”

 


แต่เจียงจวินโม่ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ “ข้าวสารแบบนี้คงหาซื้อยากใช่ไหม?”

 


ลู่เซี่ยเข้าใจความหมายของเขาดี จึงตอบกลับไป “ไม่ต้องห่วงหรอก หลังจากนี้ก็ยังหาซื้อข้าวแบบนี้อีกได้ นายทานเถอะ รอถึงวันเราย้ายบ้านออกไป เราก็จะได้ทานข้าวแบบนี้ทุกวัน”

 


เจียงจวินโม่ประหลาดใจเล็กน้อย “ที่นี่ก็ซื้อได้เหรอ?”

 


ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไร แต่กลับส่งรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย

 


เจียงจวินโม่จึงจินตนาการไปต่างๆนานา เขารู้ว่าลู่เซี่ยไม่โกหก เมื่อเธอบอกว่ายังมีอยู่ก็ต้องมีแน่นอน แบบนี้เขาก็สบายใจแล้ว อย่างมากก็แค่ขอเงินจากที่บ้านมาซื้อข้าวเพิ่มก็พอ

 


เจียงจวินโม่ทานโจ๊กจนหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว

 


หลังจากทานเสร็จ เขาก็ยังคงรู้สึกมึนหัวอยู่บ้างจึงนอนลงอีกครั้ง ส่วนลู่เซี่ยก็ออกมาทานข้าว

 


แต่เมื่อเธอถือชามเปล่าออกมา แล้วมานั่งทานข้าวกับทุกคน

 


ทันใดนั้นเฉิงอวี้เจียวก็พูดขึ้นอย่างเหยียดหยาม “คนบางคนนี่ร้ายกาจจริงๆ ทำอาหารอร่อยๆทานเองแล้วยังจะมาแย่งทานอาหารที่ไม่อร่อยของปัญญาชนอีก ไม่กลัวจะอิ่มตายหรือไง”

 


เมื่อลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้น สีหน้าของเธอก็เย็นชาลงทันที “ฉันก็จ่ายค่าข้าวเหมือนกัน ทำไมจะทานไม่ได้ ถ้าคุณอิจฉาก็ไปทำอาหารทานเองสิ”



บทที่ 95: ขอบคุณสหายหลี่หงจวิน

 


เฉิงอวี้เจียวไม่คิดว่าลู่เซี่ยจะกล้าพูดแบบ เธอคิดจะพูดต่อ แต่ก็ถูก กู้เซี่ยงหนานห้ามไว้ก่อน “พอได้แล้ว ทานต่อเถอะ เจียงจือชิงไม่สบาย ลู่จือชิงก็แค่ทำให้ทานนิดหน่อย ทำไมต้องไปยุ่งเรื่องของเขาด้วย”

 


ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็ยิ้ม “ใช่แล้ว ข้าวสารนั่นฉันก็เอามาจากบ้านแค่นิดเดียวเองตั้งใจว่าจะเก็บไว้กินตอนตรุษจีน

 


แต่ตอนนี้เจียงจือชิงป่วย ฉันก็เลยทำให้เขาทาน หวังว่าเขาทานแล้วจะหายได้เร็วกว่าเดิม เฮ้อ! ร่างกายของเขาก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว ฉันเป็นห่วงจริงๆ พวกเราเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันไป หากเขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงดี”

 


เมื่อพูดแบบนี้ คนอื่นๆต่างก็พากันปลอบใจเธอยกใหญ่

 


จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เหล่าปัญญาชนก็แค่อิจฉา นอกจากนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

 


เรื่องแบบนี้ทุกคนก็เข้าใจได้ดี คนอื่นก็เหมือนกัน ทุกคนต่างก็มีเสบียงเป็นของตัวเอง ซึ่งไม่อยากเอามาแบ่งปัน หรือบางครั้งก็แอบทำไว้ทานคนเดียวเงียบๆ

 


ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆหรอก

 


เมื่อเห็นว่าทุกคนเข้าข้างลู่เซี่ย เฉิงอวี้เจียวจึงหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด แต่เเมื่อคิดว่าเธอจดทะเบียนสมรสไปแล้ว ทั้งยังได้กับคนขี้โรค เฉิงอวี้เจียวก็รู้สึกสะใจขึ้นมาเล็กน้อย จึงไม่อยากไปถือสาอะไรด้วย

 


หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ลู่เซี่ยก็เข้าไปดูอาการเจียงจวินโม่อีกครั้ง เมื่อเห็นว่าเขาหลับไปแล้วเธอจึงไม่ได้อยู่ต่อ เพราะคนอื่นๆก็ต้องกลับไปนอนเหมือนกัน

 


ตอนกลางคืน ลู่เซี่ยฝากหลี่อี้ให้ช่วยดูแลเจียงจวินโม่ ส่วนเธอก็กลับไปพักที่ห้อง

 


เพราะวันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน สำหรับอาการป่วยของเจียงจวินโม่ที่คนอื่นๆเป็นห่วง เธอก็เล่าให้ฟังเพียงสองสามประโยคก่อนจะล้มตัวลงนอน

 


แต่หลังจากนอนลงแล้ว เธอก็นึกถึงสาเหตุการตายของเจียงจวินโม่ที่กล่าวไว้ในนิยาย

 


ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ว่าเขาตกน้ำด้วยสาเหตุใด ทำให้อาการของเขาแย่ลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตจากโรคหวัดธรรมดา

 


ไม่รู้ว่าการที่เขาตกลงไปในน้ำตามเนื้อเรื่องของนิยายนั้น จะเกี่ยวข้องกับสือชุนเยี่ยนหรือเปล่า แต่ลู่เซี่ยรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูง

 


ดังนั้น สือชุนเยี่ยนจึงเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้เจียงจวินโม่ตาย

 


แบบนี้จะปล่อยสือชุนเยี่ยนไปง่ายๆไม่ได้หรอกนะ

 


เธอต้องหาวิธีทำให้สือชุนเยี่ยนต้องชดใช้

 


หลังจากลู่เซี่ยตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอก็เข้าไปดูอาการของเจียงจวินโม่ก่อน ซึ่งวันนี้อาการของเขาดีขึ้นมาก ไม่มึนหัวแล้ว และไข้ก็ลดลง มีเพียงร่างกายที่ยังคงอ่อนแอ คาดว่าเป็นเพราะแช่อยู่ในน้ำเย็นเป็นเวลานาน จำเป็นต้องบำรุงร่างกายให้ดีถึงจะหายได้

 


ลู่เซี่ยให้เขานอนพักบนเตียงเตาต่อไป ส่วนเธอก็ไปทำโจ๊กให้เขาทานอีกเช่นเคย หลังจากที่เขาทานเสร็จ เธอจึงถือของไปที่บ้านของหลี่หงจวิน

 


เมื่อวานนี้หลี่หงจวินเป็นคนช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำ ทั้งยังทำให้เขาต้องเสียเวลาในการนัดดูตัว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางอารมณ์หรือเหตุผลใดๆ ก็ควรมาขอบคุณเสียหน่อย

 


คราวนี้ลู่เซี่ยหยิบน้ำตาลทรายแดงมาหนึ่งจิน และหยิบขนมที่ซื้อเมื่อคราวก่อมาอีกหนึ่งห่อ

 


เมื่อเธอมาถึงบ้านของหลี่หงจวิน ก็ต้องพบว่าที่บ้านของเขาตอนนี้มีคนอยู่ไม่น้อยเลย

 


ทันใดนั้นลู่เซี่ยก็รู้สึกว่าตัวเองมาผิดเวลา แต่เมื่อมาแล้วเธอก็ต้องฝืนใจเข้าไป

 


แม่ของหลี่หงจวินเป็นคุณป้าที่ดูสดใสร่าเริง ทุกคนเรียกเธอว่า ‘ป้าชุ่ยอวิ๋น’

 


เมื่อป้าชุ่ยอวิ๋นเห็นลู่เซี่ยเดินเข้ามา เธอเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะกล่าวทักทายอย่างกระตือรือร้น “โอ้ คุณลู่มาแล้วเหรอ? ช่างเป็นแขกที่หายากจริงๆ เชิญเข้ามาข้างในก่อนสิ!”

 


ลู่เซี่ยรู้สึกงุนงงกับความกระตือรือร้นของเธอ จึงรีบพูดขึ้น “ป้าคะ ครั้งนี้ฉันมาเพื่อขอบคุณสหายหลี่หงจวินที่ช่วยเจียงจือชิงไว้ ฉันได้ยินว่าสหายหลี่ เกือบจะพลาดการดูตัวเพราะเรื่องนี้ ฉันจึงรู้สึกเกรงใจมาก เลยเอาของมาฝากนิดหน่อย หวังว่าป้าจะรับไว้”

 


เมื่อป้าชุ่ยอวิ๋นเห็นว่าลู่เซี่ยนำของมาฝากด้วย รอยยิ้มของเธอก็ยิ่งกว้างขึ้น “โอ้! ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก ไม่ว่าใครก็ช่วยได้ทั้งนั้น บังเอิญว่าเมื่อวานนี้ลูกชายของฉันไปเจอเข้า วางใจเถอะ ไม่กระทบกับเรื่องนัดดูตัวหรอก

 


ฉันได้ยินมาว่าเธอจดทะเบียนสมรสกับเจียงจือชิงแล้วใช่ไหม? โอ้โห! พวกเธอหล่อสวยกันทั้งคู่ เหมาะสมกันมาก!”

 


พูดจบก็ดึงลู่เซี่ยเข้าไปในบ้าน โดยไม่สนใจว่าลู่เซี่ยจะคิดเห็นอย่างไร



บทที่ 96: วางแผนสร้างบ้าน

 


ลู่เซี่ยไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงได้แต่กัดฟันเดินเข้าไป

 


“พอดีเลยที่เธอมา ช่วยป้าคิดหน่อยสิ ลูกชายคนโตของป้าเพิ่งไปดูตัวกันมาเมื่อวานนี้ วันนี้ฝ่ายหญิงจะมาดูบ้าน ถ้าถูกใจก็จะให้แต่งงานกันก่อนปีใหม่นี่แหละ!”

 


เมื่อได้ฟังดังนั้น ลู่เซี่ยก็ยิ้มแล้วอวยพรทันที “จริงเหรอคะ? ยินดีด้วยนะคะ ป้าจะมีลูกสะใภ้แล้ว อีกไม่นานก็คงได้อุ้มหลานชายแล้วสิคะเนี่ย”

 


ป้าชุ่ยอวิ๋นได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มจนตีนกาขึ้น “ดีสิจ๊ะ ดีมากเลย! คุณลู่นี่ช่างพูดจาได้ฉลาดทีเดียว”

 


หลังจากเข้าไปในบ้านแล้ว ลู่เซี่ยก็ทักทายคนอื่นๆที่อยู่ในนั้น มีทั้งคนที่เธอคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า

 


จากนั้นก็ได้เจอกับหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่กำลังดูใจกันอยู่ หลี่หงจวินในตอนนี้ดูไม่เคร่งขรึมเหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรกแล้ว เขาดูเขินอายจนแก้มแดงระเรื่อ ส่วนฝ่ายหญิงก็ดูดีทีเดียว

 


ลู่เซี่ยจึงเอ่ยชมไปอีกสองสามประโยค เธอพูดในสิ่งที่ป้าชุ่ยอวิ๋น ชอบฟัง จากนั้นก็ถือโอกาสบอกลาโดยอ้างว่าต้องกลับไปดูแลเจียงจวินโม่ และวางของขวัญไว้ให้

 


หลังจากออกมาแล้ว เธอถึงได้ยกมือขึ้นนวดแก้มที่เกร็งจนแทบแข็ง โอ้ย! การรับมือกับคนที่กระตือรือร้นเกินไปมันเหนื่อยมากจริงๆ

 


จากนั้นเธอก็ตรงไปยังที่ทำการหมู่บ้าน

 


ทันทีที่ผู้นำหมู่บ้านเห็นเธอมาถึงก็เลิกคิ้วขึ้น คิดว่าเธอยังคงมาเพื่อเรื่องเมื่อวาน จึงแสดงท่าทีไม่ค่อยพอใจออกมา

 


แต่ลู่เซี่ยกลับไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อวาน เธอตรงเข้าประเด็นเรื่องการสร้างบ้านทันที

 


ผู้นำหมู่บ้านเที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนคิดมากไปหน่อย ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ได้ผิดสังเกตอะไร ก็เลยเอ่ยปากถามความคิดของเธอ

 


“พวกเธออยากจะสร้างตอนนี้เลยเหรอ?”

 


ลู่เซี่ยพยักหน้า “อีกไม่นานอากาศก็จะหนาวแล้ว พวกเราอยากสร้างให้เสร็จเร็วๆ จะได้ย้ายเข้าไปอยู่ก่อนที่อากาศหนาว”

 


ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “ได้ เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง สร้างบ้านน่ะเสร็จเร็วมาก แต่เรื่องวัสดุที่สิที่เป็นเรื่องยาก ต้องดูว่าเธออยากได้บ้านแบบไหน”

 


ลู่เซี่ยไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้เท่าไหร่ หลังจากซักถามอย่างละเอียดแล้วถึงได้รู้ว่า ที่แท้สิ่งที่ใช้เวลามากที่สุดในการสร้างบ้านคือ การเตรียมวัสดุ

 


ถ้าอยากสร้างบ้านอิฐบล็อก ก็ต้องไปจองกับโรงงานอิฐไว้ล่วงหน้า ทั้งยังไม่แน่ว่าจะซื้อได้หรือเปล่า

 


นอกจากนี้ยังมีเรื่องไม้ทำคาน แม้ว่าบนเขาจะมีไม้มากมาย แต่ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินส่วนรวมของหมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าจะโค่นได้ตามใจชอบ

 


ลู่เซี่ยเพิ่งรู้ตัวว่าเธอคิดเรื่องนี้ง่ายเกินไป

 


เธอจึงปรึกษากับผู้นำหมู่บ้าน สุดท้ายตกลงกันว่าจะสร้างบ้านหิน เหมือนกับที่พักของปัญญาชนในตอนนี้ แม้จะไม่สวยงามสะอาดตาเท่าบ้านอิฐบล็อก แต่ก็แข็งแรงทนทาน ถือเป็นตัวเลือกแรกของชาวบ้านส่วนใหญ่ในการสร้างบ้าน

 


ส่วนเรื่องไม้ที่ต้องการ เธอก็จ่ายเงินซื้อจากหมู่บ้าน แล้วก็จ้างคนในหมู่บ้านช่วยกันตัดกลับมาให้

 


หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็จ่ายเงินทันที ก่อนจะมอบเรื่องนี้ให้ผู้นำหมู่บ้านเป็นคนจัดการ

 


ผู้นำหมู่บ้านเห็นเธอควักเงินออกมาเป็นปึกโดยไม่ลังเลใจ ในใจก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งรีบรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย

 


ส่วนที่ตั้งของบ้านหลังใหม่นั้น ลู่เซี่ยไม่ลังเลที่เลือกเอาที่ดินข้างๆที่พักของปัญญาชน ที่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร

 


การเลือกที่นี่มีอยู่สองเหตุผล

 


เหตุผลแรกคือ ที่พักของปัญญาชนมีบ่อน้ำอยู่แล้ว หลังจากพวกเขาสร้างบ้านเสร็จก็ไม่ต้องขุดบ่อใหม่ให้เสียเวลา เพราะการขุดบ่อต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ค่าใช้จ่ายก็สูงเกือบจะเท่ากับสร้างบ้านครึ่งหลัง เธอจึงคิดว่าอยู่แค่ไม่กี่ปี ก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น

 


เหตุผลที่สองคือ เธอไม่อยากอยู่ห่างจากพวกปัญญาชนมากนัก เพราะยังไงก็เป็นปัญญาชนด้วยกัน การอยู่รวมกันเป็นกลุ่มย่อมดีกว่า หากอยู่ไกลกันเกินไป เมื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่สะดวก

 


หลังจากตกลงทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผู้นำหมู่บ้านก็ไปจัดการเรื่องต่างๆ ส่วนลู่เซี่ยก็กลับไปยังที่พักของปัญญาชน

 


เธอไปดูเจียงจวินโม่ก่อน และเล่าเรื่องการสร้างบ้านให้เขาฟัง

 


“เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าเร็วหน่อยก็น่าจะไม่เกินหนึ่งเดือน พวกเราก็ย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้วล่ะ”



บทที่ 97: มอบเงินและคูปอง

 


เจียงจวินโม่พยักหน้าหลังจากฟังลู่เซี่ยพูดจบ จากนั้นก็หยิบเงินออกมาจากใต้หมอน

 


“เมื่อตอนเช้าคุณออกไปเร็วมาก ผมยังไม่ได้ให้เงินคุณเลย เอาไปก่อนแล้วกัน ถ้าไม่พอก็ค่อยบอก”

 


ลู่เซี่ยมองเงินปึกใหญ่ที่เขาหยิบออกมา คาดว่าอย่างน้อยก็สามร้อยหยวน และคูปองอีกจำนวนไม่น้อย เห็นดังนั้นเธอก็อดหัวเราะไม่ได้

 


“ใช้ไม่เยอะขนาดนั้นหรอก ค่าสร้างบ้านทั้งหมดอย่างมากก็หนึ่งร้อยห้าสิบหยวน บวกกับซื้อของใช้อีกหน่อยก็แค่สองร้อยหยวน พวกเราออกคนละหนึ่งร้อยหยวนก็พอแล้ว”

 


เจียงจวินโม่ขมวดคิ้ว “เงินของคุณ คุณก็เก็บไว้เถอะ ผมออกเองได้ เอาเงินนี่ไปเก็บไว้ หากในอนาคตที่บ้านต้องใช้เงินก็เอาจากส่วนนี้”

 


พูดจบก็เห็นลู่เซี่ยทำท่าจะพูดต่อ เขาจึงรีบพูดแทรก “รับไปเถอะ พวกเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เรื่องเงินทองในบ้านก็ควรเป็นคุณที่ดูแลไม่ใช่หรือไง?”

 


ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปเร็วจริงๆ ดูเหมือนว่าจะลืมไปแล้วว่าพวกเขาแต่งงานกันเพราะอะไร แต่เธอก็ไม่ได้ปฏิเสธ “ก็ได้ งั้นฉันรับไว้ก่อน ว่าแต่นายยังมีเงินติดตัวอยู่ไหม? จะเก็บไว้ใช้ส่วนตัวบ้างรึเปล่า?”

 


เจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นพลันใบหน้าก็แดงระเรื่อ ก่อนจะเบือนหน้ามองไปยังทิศทางอื่น “ไม่มีแล้ว อยู่ในนั้นทั้งหมดนั่นแหละ ทุกเดือนที่บ้านจะส่งเงินและคูปองมาให้ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่ได้ใช้ ยังไงก็ฝากคุณเก็บไว้ด้วยก็แล้วกัน แค่ทุกเดือนคุณให้เงินผมไว้จ่ายสักเล็กน้อยก็พอแล้ว หรือจริงๆไม่ต้องให้ก็ได้ อยู่ในชนบทผมเองก็ไม่รู้ว่าจะใช้เงินทำอะไรเหมือนกัน”

 


ลู่เซี่ยได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา “โอเค ฉันรู้แล้ว ฉันจะให้เงินนายไว้ใช้จ่ายทุกเดือน”

 


เจียงจวินโม่โดนเธอหัวเราะใส่ก็ยิ่งเขินจนใบหูแดงก่ำ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ไม่คิดเลยว่าการสร้างบ้านในชนบทจะราคาถูกขนาดนี้ แค่ร้อยกว่าหยวนก็พอแล้ว”

 


ลู่เซี่ยเห็นท่าทีอึดอัดของเขาจึงไม่ได้หัวเราะต่อ “ที่พักของปัญญาชนน่ะมันมีตั้งสามห้อง ใหญ่กว่าที่เราจะสร้างเยอะ คงแพงกว่ามาก”

 


“หือ? พวกเราไม่ได้สร้างแบบนั้นเหรอ?”



ลู่เซี่ยพยักหน้า “เรามีกันแค่สองคน สร้างสามห้องก็ดูจะเกินความจำเป็น เพราะฉะนั้นสร้างแค่สองห้องก็พอแล้ว ห้องหนึ่งเป็นห้องนอน อีกห้องเป็นห้องครัว ห้องนอนก็เป็นแบบที่มีเตียงเตา แต่ฉันกลัวว่าต่อไปของจะเยอะจนไม่มีที่เก็บ เลยคิดจะต่อเติมห้องเล็กๆไว้หลังห้องนอนเพื่อเอาไว้เก็บของ เข้าออกจากห้องครัวก็สะดวกดี”

 


เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินแบบนั้นก็ลังเลเล็กน้อย “จริงๆ มันก็ไม่ได้แพงกว่ากันมากหรอก สร้างเป็นแบบที่พักของปัญญาชนเลยก็ได้”

 


ลู่เซี่ยส่ายหน้า แล้วอธิบายเหตุผลให้เขาฟัง

 


เดิมทีเธอก็คิดจะสร้างแบบที่พักของปัญญาชนนั่นแหละ พอดีว่าพวกเขาเพิ่งจะจดทะเบียนสมรสกัน แน่นอนว่าความสนิทสนมยังมีไม่มากพอ จึงคิดจะได้แยกห้องกันอยู่

 


แต่หลังจากนั้นเธอก็นึกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในที่พักของปัญญาชนตอนนี้คือ คนเยอะที่พักน้อย เวลานอนก็เบียดกันมาก ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทางหมู่บ้านถึงจะขยายที่พักให้

 


ก่อนหน้านั้น หากคนอื่นรู้ว่าพวกเขาสร้างบ้านหลังใหญ่ และยังมี ห้องพักเหลืออีกห้อง ซึ่งคนอื่นไม่รู้หรอกว่าพวกเขาแยกห้องกันนอน

 


เมื่อถึงเวลานั้น หากมีคนมาขออาศัย พวกเขาจะตอบตกลงหรือปฏิเสธดีล่ะ?

 


หากตกลงก็คงจะไม่สะดวก เพราะที่พวกเขาสร้างบ้านเองก็เพื่อความสะดวกในการทำครัวเล็กๆ

 


หากไม่ตกลงก็เกรงว่าจะมองหน้ากันไม่ติด ดังนั้น สู้ตัดปัญหาตั้งแต่ต้นลมไม่ดีกว่าเหรอ? สร้างมันแค่สองห้อง ห้องหนึ่งเอาไว้นอน อีกห้องเอาไว้ทำครัว เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครหน้าหนาขนาดมาขออยู่กับคู่สามีภรรยาอย่างพวกเขา

 


เจียงจวินโม่ได้ยินเธอพูดแบบนั้นก็เข้าใจขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในตอนนี้ ใบหน้าของเขาถึงได้แดงก่ำขึ้นมา

 


ในที่สุดเขาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของเธอ

 


เช้าวันรุ่งขึ้น งานเตรียมการสร้างบ้านก็เริ่มขึ้น

 


ผู้นำหมู่บ้านไปหาคนจากในหมู่บ้าน เพื่อให้มาช่วยกันขนหินและตัดต้นไม้

 


ไม่ถึงสองวัน วัสดุทุกอย่างก็พร้อมแล้ว



บทที่ 98: บ้านสร้างเสร็จ

 


เพียงเวลาสองวัน ร่างกายของเจียงจวินโม่ก็ฟื้นตัวแล้ว

 


เขาเองก็ไม่กล้าเชื่อว่าคราวนี้จะฟื้นตัวได้เร็วถึงขนาดนี้

 


ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยไม่ได้ทำอาหารให้เขากินเป็นพิเศษ แต่ในทุกวัน เธอจะนำน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มาต้มน้ำตาลทรายแดงให้เขาดื่ม เพื่อให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

 


เดิมทีต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนกว่าเขาจะฟื้นตัว นั่นก็ในกรณีที่เขาดื่มยาบำรุงทุกวัน

 


ไม่คิดว่าครั้งนี้ที่แม้จะอาการสาหัส แต่กลับหายได้เร็วถึงขนาดนี้

 


เจียงจวินโม่คิดว่านี่เป็นเพราะการดูแลของลู่เซี่ย เพราะทุกครั้งที่ทานอาหารที่ลู่เซี่ยเป็นคนทำ ร่างกายของเขาก็รู้สึกสบายมาก ดังนั้นเขาจึงรู้สึกดีใจและโชคดีมากขึ้นไปอีก

 


เมื่อเขาหายดีแล้ว ลู่เซี่ยก็มอบหมายเรื่องบ้านให้เขาเป็นคนรับผิดชอบ ด้วยเพราะเธอเป็นผู้หญิง จึงไม่สะดวกที่จะสื่อสารกับผู้ชายในหมู่บ้านที่มาทำงาน

 


แม้เจียงจวินโม่จะไม่ชอบพูด แต่เขามีความทักษะในการทำงานสูงและเก่งในเรื่องของการจัดการ

 


แม้ว่าพวกเขาจะจ่ายเพียงเงินเพื่อเป็นค่าแรง โดยไม่จัดหาอาหารมาเลี้ยง แต่เจียงจวินโม่ก็อยู่เป็นเพื่อนคนงานตลอด คอยพูดคุย สอบถามเกี่ยวกับการสร้างบ้านเป็นระยะระยะ และคอยดูแลให้คนงานได้พักผ่อน อีกทั้งยังให้ดื่มน้ำที่ชงด้วยตาลทรายแดงแก้กระหายอยู่เสมอ

 


ทำให้คนในหมู่บ้านที่มาทำงานต่างก็ชื่นชมเขา สิ่งเดียวที่น่าเสียดายคือร่างกายของเขาไม่แข็งแรงพอที่จะทำงานด้วย ไม่อย่างนั้นงานคงเสร็จเร็วกว่านี้ และประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก

 


ด้วยเพราะทุกคนช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ การสร้างบ้านจึงเสร็จสิ้น เพียงระยะเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง

 


ลู่เซี่ยมองบ้านหลังใหม่ด้วยความปลาบปลื้ม เธอถึงขั้นเดินเข้าไปเดินดูสองรอบด้วยความรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ข้อเสียอย่างเดียวคือ การใช้พลาสติกแทนกระจก ทำให้ภายในบ้านไม่ค่อยสว่างเท่าไหร่

 


เนื่องจากกระจกยังเป็นของหายากสำหรับยุคนี้ บ้านของคนทั่วไปจึงเป็นแบบนี้ เช่นนั้นเธอเองก็พอจะรับได้

 


บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆยังคงมีความชื้นอยู่ แม้แต่เตาในบ้านก็ยังต้องใช้เวลาเผาไฟอีกหลายวันจึงจะเข้าไปอยู่ได้

 


ตอนที่ลู่เซี่ยสร้างบ้าน เธอได้เชื่อมผนังห้องครัวและห้องนอนเข้ากับเตาผิง เพื่อให้ความร้อนจากเตาไฟกระจายไปทั่วทั้งบ้าน ทำให้บ้านอบอุ่นในช่วงฤดูหนาว

 


ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือสิ้นเปลืองฟืน

 


แต่เจียงจวินโม่คิดเรื่องนี้ไว้แล้ว หลังจากสร้างบ้านเสร็จเขาได้ขอให้คนในหมู่บ้านช่วยตัดฟืนมาให้จำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าเขาใช้เงินซื้อมาเช่นกัน ฟืนที่กองอยู่เต็มลานบ้านน่าจะเพียงพอสำหรับใช้ตลอดฤดูหนาว ทำให้ลู่เซี่ยไม่ต้องกังวลเรื่องนี้

 


นอกจากบ้านแล้ว ลู่เซี่ยยังได้ขอที่ดินหน้าบ้านจากทางหมู่บ้านประมาณสามเฟิน เพื่อนำมาทำแปลงผัก

 


และอาศัยจังหวะนี้สร้างกำแพงล้อมรอบตัวบ้านและแปลงผัก ทำให้มีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอีกมาก

 


รอเข้าฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เธอวางแผนจะเลี้ยงไก่อีกสักสองสามตัว เพื่อที่จะได้มีไข่ไก่และเนื้อไก่ไว้ทาน

 


หลังจากที่ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ลู่เซี่ยก็มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยความพึงพอใจ แม้จะใช้เงินไปไม่น้อย แต่ในที่สุดเธอก็มีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองเสียที ทำให้เธอรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

 


เมื่อบ้านสร้างเสร็จ เหล่าปัญญาชนต่างก็แวะเวียนกันมาเยี่ยมชมบ้านของลู่เซี่ย เหล่าหญิงสาวต่างพากันอิจฉาเธอ

 


“ดีจริงๆนะ แม้ว่าบ้านจะไม่ใหญ่โต แต่ต่อไปนี้พวกเธอจะมีที่อยู่เป็นของตัวเอง แถมยังมีที่ดินมากมายขนาดนี้ เหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่เลยล่ะ”

 


“ใช่ๆ ฉันว่าเจียงจือชิงก็ไม่เลวนะ หาคนมาเตรียมฟืนไฟไว้ให้ตั้งเยอะแยะ พวกเธอจะได้ไม่ต้องขึ้นเขาไปตัดฟืนในหน้าหนาว”

 


ลู่เซี่ยได้ยินที่ทุกคนพูดก็ได้แต่ยิ้ม เธอเพิ่งมาสังเกตเห็นในช่วงนี้เองว่าเจียงจวินโม่ไม่ได้เงียบขรึมเหมือนที่เธอคิด

 


เขาเป็นคนช่างสังเกตและละเอียดอ่อน คิดอะไรได้รอบคอบ ทำให้เธอแทบไม่เชื่อว่าเขามีอายุเพียงสิบเก้าปี ราวกับเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากกว่า ลู่เซี่ยคิดว่าที่ผ่านมาทุกคนคงเข้าใจเขาผิด เพราะเขามีนิสัยเงียบขรึมไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา



บทที่ 99: พิธีแต่งงาน

 


หลังจากที่เหล่าปัญญาชนได้มาเยี่ยมชมบ้านของลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่แล้ว พวกเขาก็พากันกลับไปยังที่พักของปัญญาชนด้วยความอิจฉา

 


ส่วนลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็กำลังวุ่นกับการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ก่อนจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่

 


ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องซื้อหม้อไห กระทะ จาน ชาม สำหรับบ้านใหม่แล้ว

 


ครั้งนี้มีของที่ต้องซื้ออยู่ไม่น้อย โชคดีที่ก่อนหน้านี้ลู่เซี่ยเสนอให้ซื้อหม้อใบใหญ่ เจียงจวินโม่ก็ได้ขอคูปองสินค้าอุตสาหกรรมมาเพิ่ม และคูปองเหล่านั้นพิ่งส่งมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน

 


ดังนั้นครั้งนี้มีทั้งคูปองและเงิน พวกเขาจึงซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับบ้านได้อย่างรวดเร็ว

 


ไม่เพียงเท่านั้น เจียงจวินโม่ยังไปเลือกซื้อของจากบ้านของช่างไม้ประจำหมู่บ้านมาอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่ง เมื่อนำของเหล่านั้นเข้าไปวางในบ้าน บวกกับหีบของลู่เซี่ยที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในที่สุดภายในบ้านก็ไม่ดูโล่งอีกต่อไป

 


แม้กระทั่งห้องเก็บของด้านหลังที่ต่อเติมเพิ่ม พวกเขาก็เตรียมอ่างใบใหญ่ไว้สองใบ เพราะตั้งใจว่าจะดองผักกาดและผักดองเค็มไว้ทานในช่วงฤดูหนาว

 


เดิมทีลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพิ่งจะได้ยินคนอื่นๆในที่พักของปัญญาชนพูดกันเมื่อเร็วๆนี้ว่า ที่นี่ไม่มีผักสดให้ทานในฤดูหนาว เพราะฉะนั้น ผักกาดดองและผักดองเค็มจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

 


แม้ตอนนี้จะยังไม่มีผักกาดขาว แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเป็นกังวล รอให้ถึงเวลาเก็บเกี่ยวผักกาดของหมู่บ้าน พวกเขาสามารถนำคะแนนงานไปแลกมาได้ หากคะแนนงานไม่พอ ก็สามารถซื้อกับชาวบ้านได้เช่นกัน

 


เมื่อเจียงจวินโม่ได้ยินแบบนี้ เขาก็เตรียมอ่างใบใหญ่ไว้ล่วงหน้า เพราะกลัวจะไม่ทันการณ์

 


เรียกได้ว่าพวกเขานึกถึงทุกอย่างที่น่าจะเป็นไปได้แล้ว

 


เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว บ้านก็แห้งสนิท พวกเขาจึงวางแผนที่จะย้ายเข้าไปทันที

 


แต่ก่อนจะย้ายเข้าไป พวกเขาวางแผนที่จะเลี้ยงอาหารเหล่าปัญญาชนในที่พักของปัญญาชนก่อน

 


เพราะในช่วงเวลาที่ทั้งคู่กำลังสร้างบ้าน นอกจากคนในหมู่บ้าน ก็ยังมีเหล่าปัญญาชนที่คอยช่วยเหลือได้เป็นอย่างมาก ซึ่งต่างจากคนในหมู่บ้านตรงที่ เหล่าปัญญาชนต่างมาช่วยด้วยใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทน ดังนั้นทั้งคู่จึงควรจัดเลี้ยงอาหารขอบคุณพวกเขาสักมื้อ

 


ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่จึงได้แจ้งเรื่องนี้ให้เหล่าปัญญาชนได้ทราบในตอนเย็นวันหนึ่ง

 


เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่วางแผนจะเลี้ยงอาหารที่บ้านหลังใหม่ แม้ทุกคนจะบอกว่าไม่ต้องลำบาก แต่เมื่อเห็นทั้งคู่ยืนกราน ทุกคนจึงตอบตกลงด้วยความยินดี

 


เมื่อหล่าปัญญาชนฝ่ายหญิงได้ยินเรื่องนี้ พวกเธอก็เสนอว่าทั้งคู่ควรจะจัดงานแต่งงานไปในเวลาเดียวกัน

 


ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสกันมานานแล้ว การจัดงานจึงดูเป็นเรื่องสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

 


แต่คำพูดของซุนเสิ้งหนานก็ต้องทำให้เธอเปลี่ยนใจ

 


“คนชนบทให้ความสำคัญกับพิธีกรรม หรือจะพูดให้ถูกคืองานเลี้ยงฉลองแต่งงาน คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการแต่งงานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้จัดงานเลี้ยงแล้ว ทำให้หลายคนแต่งงานกันโดยไม่จดทะเบียนสมรส และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจดทะเบียนสมรสมากนัก ดังนั้นการจัดพิธีแต่งงาน จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นยอมรับในความสัมพันธ์ของพวกคุณได้”

 


ลู่เซี่ยได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจ แม้ว่าเธอและเจียงจวินโม่จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในเมื่อทั้งคู่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน การทำตามประเพณีของที่นี่ก็น่าจะดีกว่า อีกอย่างการจัดงานก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมากมาย

 


ดังนั้นลู่เซี่ยจึงตอบตกลง

 


ช่างเถอะ! จัดงานแบบง่ายๆสักหน่อยก็แล้วกัน ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงคำนินทาจากชาวบ้าน

 


ดังนั้นในวันย้ายบ้าน ลู่เซี่ยจึงปรึกษากับเจียงจวินโม่ว่า นอกจากเหล่าปัญญาชนแล้ว ทั้งคู่ก็จะเชิญผู้นำหมู่บ้านมาร่วมทาอาหารด้วย

 


ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ไม่ได้คิดอะไรมากกับพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างเร่งรีบและเรียบง่ายแบบนี้ ทั้งคู่เพียงแค่แต่งตัวให้เรียบร้อยขึ้นและสวมเสื้อผ้าที่สะอาด

 


สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีบรรยากาศของงานแต่งงานอยู่บ้างก็คือ ปัญญาชนฝ่ายหญิงได้เตรียมดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่ให้ทั้งคู่คนละดอก

 


เนื่องจากไม่ใช่งานแต่งงานที่ต้องย้ายออกไปอยู่บ้านสามี ลู่เซี่ยจึงบอกทุกคนล่วงหน้าว่าไม่ต้องเตรียมของขวัญมาให้ ดังนั้นพวกเธอจึงเตรียมแค่ดอกไม้สีแดงสด ซึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะในยุคนี้กระดาษสีแดงเป็นของหายาก

 


ในวันนั้นมีการจัดโต๊ะอาหารทั้งหมดสามโต๊ะ มีผู้นำหมู่บ้านเป็นผู้ดำเนินพิธีการ ซึ่งจริงๆแล้วพิธีการก็ไม่มีอะไรมากมาย เพียงแค่ทั้งคู่ติดอกไม้สีแดงสดไว้ที่อก จากนั้นต่างฝ่ายต่างอ่านหนังสือแดงพร้อมกัน ก่อนที่ผู้นำหมู่บ้านจะกล่าวคำอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวท่ามกลางความยินดีของทุกคน เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธีแล้ว



บทที่ 100: ย้ายเข้าบ้านใหม่

 


หลังจากนั้น พวกเขาก็ร่วมทานอาหารด้วยกัน บรรยากาศในวันนี้ดุครึกครื้นเป็นพิเศษ เพราะลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ตั้งใจไปซื้อเนื้อมาจากในเมือง ทำให้อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ทุกคนต่างพึงพอใจ ทั้งยังทานกันจนไม่เหลือเศษแม้แต่น้อย

 


หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว ผู้นำหมู่บ้านก็ขอตัวกลับไปก่อน เหล่าปัญญาชนต่างช่วยกันเก็บของเล็กน้อย ก่อนจะก็ทยอยกันกลับ

 


เหลือเพียงลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ที่มองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความโล่งอก

 


เมื่อกลับเข้าไปในบ้าน ของใช้ของพวกเขาก็ถูกขนย้ายมาจนหมดแล้ว เหลือเพียงจัดเก็บเข้าที่เข้าทางก็เท่านั้น

 


ดังนั้นทั้งคู่จึงใช้เวลาไปกับการจัดข้าวของภายในบ้านตลอดทั้งบ่าย

 


การย้ายออกจากที่พักของปัญญาชน หมายความว่า นับจากนี้ไปทั้งคู่จะไม่ต้องทำอาหารร่วมกับปัญญาชนคนอื่นๆแล้ว พวกเขาจึงขนย้ายข้าวสารมาไว้ที่บ้านด้วย

 


เพราะข้าวสารห้าสิบจินที่ทางหมู่บ้านให้ยืมไว้ตอนที่พวกเขามาถึงใหม่ๆก็ใกล้จะหมดแล้ว เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว พวกเขาก็มีคะแนนงานไม่มากพอ หลังจากที่นำไปแลกข้าวสารมาหักลบกลบหนี้กับที่ยืมมาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็แทบจะไม่เหลือเลย

 


ดังนั้น เหล่าปัญญาชนที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ จึงพากันไปซื้อข้าวสารจากคนในหมู่บ้าน

 


ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็ซื้อมาบ้างเหมือนกัน แต่ข้าวสารที่คนในหมู่บ้านขายนั้นเป็นข้าวสารคุณภาพต่ำ พวกเขาจึงไม่ได้ซื้อมาเยอะนัก และตั้งใจว่าจะใช้คูปองข้าวไปซื้อข้าวสารคุณภาพดีจากร้านค้าของรัฐบาล

 


ส่วนลู่เซี่ยเองก็กำลังหาโอกาสที่จะนำข้าวสารจากช่องว่างมิติออกมาทาน

 


ส่วนเรื่องผักนั้น เหล่าปัญญาชนบอกกับทั้งคู่ว่าสามารถไปเก็บผักที่แปลงปลูกของพวกเขาได้เหมือนเดิม แต่ทั้งคู่คิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสม เพราะผักเหล่านั้นไม่ใช่ผักที่ทั้งคู่ลงมือปลูกด้วยตัวเอง แม้ก่อนหน้านี้ที่อยู่ด้วยกันจะไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ทั้งคู่ย้ายออกมาแล้ว ดังนั้นทั้งคู่จึงนำข้าวสารไปให้พวกเขาสี่จินา เพื่อแลกกับการไปเก็บผักทาน

 


แต่นี่ก็คงทำได้อีกไม่นาน เพราะกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว ผักในแปลงก็คงจะเหี่ยวเฉาในไม่ช้า พวกเขาจึงต้องเตรียมผักสำหรับฤดูหนาวเอาไว้ด้วย

 


ตกเย็น ด้วยเพราะตอนกลางวันทั้งคู่ทานกันมาเยอะแล้ว จึงยังไม่ค่อยรู้สึกหิว ลู่เซี่ยจึงต้มโจ๊กง่ายๆทานกับมันฝรั่งผัดที่เหลือจากมื้อกลางวัน

 


เจียงจวินโม่ไม่ได้ปล่อยให้เธอทำคนเดียว เขาเดินเข้ามาช่วยก่อไฟ และยังทำทีอยากลองทำอาหารอีกด้วย

 


แต่ลู่เซี่ยกลับปฏิเสธทันที “ฉันจำได้ว่านายทำอาหารไม่เป็นไม่ใช่เหรอ?”

 


ตอนอยู่ในที่พักปัญญาชน เมื่อถึงคิวเขาและกู้เซี่ยงหนานทำอาหาร พวกเขายังต้องใช้คะแนนงานจ้างซุนเสิ้งหนานและคนอื่นมาช่วยทำเลย

 


ได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็หน้าแดงขึ้นมาทันที ก่อนจะรีบแก้ตัว “ตอนนั้นผมไม่อยากทำต่างหาก ทำอาหารให้คนเป็นสิบคนมันเยอะเกินไป อีกอย่าง กู้เซี่ยงหนานก็ไม่อยากทำ ผมก็เลยคิดว่าจ้างคนอื่นทำยังดีกว่า”

 


ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเหตุผลนี้

 


“นั่นก็หมายความว่านายก็ทำอาหารเป็นสินะ”

 


เจียงจวินโม่รีบพยักหน้า “เป็นครับ ตอนเด็กๆ พี่สาวเคยสอนผม”

 


ลู่เซี่ยมองเขาด้วยแววตาเคลือบแคลง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้ง “งั้นก็ตกลง ต่อไปนี้เราผลัดกันทำอาหารก็แล้วกัน”

 


“ตกลง” เจียงจวินโม่ตอบตกลงทันที ดูจากท่าทางแล้ว เขาน่าจะยินดีไม่น้อย

 


ลู่เซี่ยส่ายหน้าพลางอมยิ้ม

 


หลังจากทั้งคู่ทานอาหารเย็นเสร็จ ลู่เซี่ยก็ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ เพราะการอาบน้ำในที่พักของปัญญาชนเป็นเรื่องค่อนข้างลำบาก เมื่อเธอย้ายบ้านคราวนี้ ความปรารถนาของเธอก็เลยเป็นจริงขึ้นมา เธอซื้ออ่างอาบน้ำใบใหญ่ที่เคยหมายตาเอาไว้ และตั้งใจว่าจะอาบน้ำให้เต็มที่

 


ในห้องครัวมีโอ่งใบใหญ่สำหรับเก็บน้ำเอาไว้โดยเฉพาะ

 


เจียงจวินโม่เห็นว่าลู่เซี่ยน่าจะใช้น้ำเยอะ เขาจึงอาสาไปตักน้ำมาเติมใส่โอ่งจนเต็ม

 


กว่าลู่เซี่ยจะต้มน้ำเสร็จ น้ำในโอ่งก็เต็มแล้ว

 


ลู่เซี่ยยกอ่างเข้าไปอาบน้ำในห้องนอน เธอตั้งใจจะอาบน้ำที่นี่ แม้ห้องเก็บของด้านหลังจะอาบได้ แต่ห้องนั้นค่อนข้างคับแคบ ทั้งยังเก็บข้าวสารเอาไว้ด้วย

 


หลังจากตักน้ำร้อนใส่ลงในอ่างจนได้ระดับที่ต้องการแล้ว ลู่เซี่ยก็ปิดประตูเตรียมตัวอาบน้ำ

 


แต่ก่อนจะอาบน้ำ เธอก็หันไปบอกเจียงจวินโม่ “ถ้านายอยากอาบน้ำ รอสักพักค่อยต้มน้ำเพิ่มก็ได้"

 


เจียงจวินโม่พยักหน้า “ตกลง”




จบตอน

Comments