จูเจียงเจียงเป็นหญิงแต่งงานแล้วแต่กลับต้องเป็นม่าย นางต้องการเดินทางไปหมู่บ้านเสี่ยวหวงเพื่ออยู่ในสถานะแม่ม่ายอย่างสงบ แม้ว่าทุกคนจะหัวเราะเยาะการตัดสินใจที่แสนโง่เขลานี้ แต่ใครเล่าจะรู้ว่านางมีสมบัติมากมาย มีทรัพยากรนับแสนล้านซ่อนเอาไว้ อีกทั้งยังสามารถทำนายอนาคตได้
นางสามารถทำนายการล่มสลาย เหตุการณ์ไฟไหม้หรือแม้กระทั่งเหตุปล้นชิงอาหารล่วงหน้าเพื่อช่วยชีวิตชาวเมืองทั้งเมืองได้ แม้แต่เรื่องสอบเพื่อเป็นขุนนางก็ไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะล่วงรู้!
แต่แล้วชีวิตใหม่ที่กำลังรุ่งเรืองและสงบสุขของจูเจียงเจียงกลับต้องหยุดชะงัก เพราะจู่ๆ สามีที่ไม่เคยเจอหน้าแถมยังทิ้งขว้างนางให้เป็นม่ายก็กลับมาอย่างกะทันหันเสียเช่นนั้น!
จูเจียงเจียง: "ทำไมเจ้าถึงไม่ตาย ไม่ตายไปเสียล่ะ ข้าคิดว่าชีวิตม่ายของตัวเองก็ไม่เลวนัก"
บุรุษตรงหน้า : "นี้เจ้าอยากให้ข้าตาย เพื่ออยากเป็นม่ายอย่างงั้นหรือ?"
ตอนที่ 1: เพิ่งข้ามมิติมาก็จะถูกขาย? งั้นก็ตัดญาติไปเลยแล้วกัน
จบสิ้นแล้ว ข้ามมิติมาซะแล้ว!
จู้เจียงเจียงนอนอยู่บนกองฟืนแห้งๆ มองเพดานบ้านที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม พลางฟังเสียงผู้หญิงสองคนต่อรองราคากันอยู่นอกบ้าน รู้สึกอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา
การข้ามมิตินี้เกิดขึ้นกะทันหันมาก นางยังไม่ทันได้เตรียมใจเลยสักนิด
จากความทรงจำที่ผุดขึ้นมาในสมอง ตอนที่นางข้ามมิติมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เจ้าของร่างเดิม กลับมาเกิดใหม่หลังจากผ่านไปสามปี
สุดท้ายแล้ว ทำไมคนที่ตื่นขึ้นมากลับเป็นนางไปเสียได้?
หรือว่าจะเป็นเพราะช่องว่างมิตินั่น?
จู้เจียงเจียงหลับตาลง นอนนิ่งไม่ขยับ นางมองสำรวจเข้าไปในช่องว่างมิตินั้น ก่อนจะพบว่าด้านในช่องว่างมิติมีที่ดินสำหรับเพาะปลูก พื้นที่สำหรับเก็บทรัพย์สิน และยังสามารถเก็บสิ่งของเล็กๆน้อยๆบางอย่างเอาไว้ในตัวนางได้ด้วย เพียงแต่จะทำให้นางตัวอ้วนขึ้น เป็นอย่างที่นางคิดเอาไว้ไม่มีผิด ช่องว่างมิตินี้เป็นที่ที่ทำให้ผู้คนต้องอิจฉาจริงๆ!
แต่ช่างเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไป
ไม่ว่าสาวน้อยผู้น่าสงสารเจ้าของร่างเดิมจะตายเพราะนางหรือตายเอง อย่างไรเสียคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้ก็คือนาง และนางก็มีหน้าที่ใช้ชีวิตเพื่ออยู่ต่อไปแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเมื่อสิบห้าปีก่อนและในอนาคตอีกสามปีข้างหน้า เช่นนี้แล้วนางยังต้องกลัวว่าจะเข้ากับที่นี่ไม่ได้อีกอย่างนั้นหรือ?
จู้เจียงเจียงลุกขึ้นจากกองฟืน จัดชุดและทรงผมของตัวเองอย่างง่ายๆ พร้อมกับโยนเสื้อผ้าที่ผลัดเปลี่ยนแล้วเข้าไปในช่องว่างมิติ จากนั้นก็เปิดประตูออกไป
ภายนอก หมู่บ้านสีส้มอิฐถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ท้องฟ้าสีเทาอันมืดมน
คนกลุ่มหนึ่งสวมชุดโบราณที่ทำด้วยผ้าป่านเนื้อหยาบ บางส่วนก็สวมเสื้อผ้าที่มีการปะชุนเต็มไปหมด กำลังมุงดูผู้หญิงสองคน คนหนึ่งแก่อีกคนก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ กำลังต่อรองราคากันอยู่อย่างคึกคัก
ยายแก่ผอมแห้งนั้นคือหวังซื่อ คุณย่าของจู้เจียงเจียง ส่วนหญิงอ้วนที่สุดในกลุ่มคนที่ปัดแก้มด้วยผงชาดจนแดงก่ำ ก็คือนายหน้าค้าทาสที่มีชื่อเสียงไปสิบลี้แปดหมู่บ้าน ผู้คนล้วนเรียกขานนางว่าป้าซ่ง
วันนี้ที่ทั้งสองคนมานั่งอยู่ตรงนี้ก็เพราะจู้เจียงเจียง
บิดามารดาของจู้เจียงเจียงเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ นางเป็นคนสุดท้ายของครอบครัวใหญ่ในตระกูลจู้ที่เหลืออยู่ แต่ถึงอย่างนั้นคนของตระกูลจู้ล้วนไม่มีใครต้องการนาง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นางเพิ่งจะอายุครบสิบห้าปี คนตระกูลจู้ก็วางแผนกำจัดนางออกจากตระกูลเสียแล้ว
เมื่อเห็นนางออกมา ทั้งสองคนที่กำลังโต้เถียงกันและชาวบ้านที่กำลังมุงดูความคึกคักอยู่ ก็หันมามองนางเพียงแวบหนึ่งเท่านั้น และไม่มีคนสนใจนางแต่อย่างใด เสมือนเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางอย่างไรอย่างนั้น
“หนึ่งตำลึง จะเอาหรือไม่เอาก็แล้วแต่พวกเจ้า!”
“ป้าซ่ง หลานสาวของข้ามีมือมีเท้า ไม่ใช่คนโง่พิกลพิการ เจ้าเพิ่มอีกสามอีแปะแล้วพาคนไปได้ทันที ตกลงหรือไม่?”
“แม่เฒ่าบ้านจู้ เจ้าไม่เคยได้ยินมาบ้างหรือว่าหญิงสาวที่มาอยู่กับข้า มีคนใดบ้างที่เกินหนึ่งตำลึง...”
ขณะที่ทั้งสองเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงอยู่นั้น จู้เจียงเจียงก็เดินเลี่ยงออกไปหาหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่บ้านข้างๆแล้ว
นางกลับมาอีกครั้งพร้อมกับพู่กันและหมึกที่ยืมมา จากนั้นก็ไม่พูดพร่ำทําเพลงยกเก้าอี้ขาหักตัวหนึ่งมานั่งร่วมโต๊ะเจรจากับคนทั้งสองทันที
“เจ้าทำอะไรของเจ้ากัน?” หวังซื่อมองนางราวกับมองผีก็มิปาน
นางกล้าดีอย่างไรถึงมานั่งร่วมโต๊ะเช่นนี้!
จู้เจียงเจียงกางกระดาษลงบนโต๊ะ จับพู่กันจุ่มลงในถ้วยชาของหวังซื่อ ยกพู่กันเตรียมเขียนตัวหนังสือลงไป “ในเมื่อจะขายข้า เช่นนั้นก็ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร จะได้ลดความยุ่งยากในภายภาคหน้า”
“ว่าแต่ กำหนดราคาค่าตัวของข้าไว้ที่เท่าไรหรือเจ้าคะ?” นางเงยหน้าถามทั้งสองคน
ตระกูลจู้เป็นตระกูลที่โลภมาก ชาติก่อนของเจ้าของร่างเดิม หลังจากถูกขายได้ไปสามวันก็ถูกตระกูลจู้เรียกกลับมาให้ช่วยงานในไร่
ตอนที่กำลังช่วยเหลือตระกูลจู้ทำงานในไร่ นางก็เหนื่อยจนเป็นลมและเสียชีวิตอยู่ตรงนั้น
ทว่าจู้เจียงเจียงในตอนนี้หาใช่คนที่หลอกง่ายเช่นเดิมไม่ นางไม่ได้อยากจะอยู่ที่บ้านตระกูลจู้นัก ถ้าหากนางต้องจากไป ก่อนอื่นนางก็ขอตัดขาดความสัมพันธ์ให้จบสิ้นเสียก่อน
“หนึ่งตำลึง!” ป้าซ่งเอ่ยปากรีบกำหนดราคาก่อน “เขียนลงไปเร็วๆเข้า”
“ไม่ได้ หนึ่งตำลึงสามอีแปะ!”
หวังซื่อยังคงไม่ยอมอ่อนข้อ อีกทั้งยังหาเหตุผลใหม่มาอ้างอีกด้วย “เจ้าดู หลานสาวข้าเป็นคนรู้หนังสือ หากเจ้าไม่ให้ราคานี้ ข้าก็ไม่ขาย”
เพื่อให้ได้เงินเพิ่มอีกสามอีแปะ หวังซื่อไม่ทันได้ถามอย่างละเอียดเลยว่าทำไมจู้เจียงเจียงถึงรู้หนังสือ นางคิดแค่ว่าขายให้ออกก่อนอย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
แต่ป้าซ่งไม่ยอมรับเหตุผลนี้ “สาวน้อยแค่รู้หนังสือทำให้อิ่มท้องไม่ได้ ขายสู้คนปักเย็บผ้าก็ไม่ได้”
“อืม… ก็จริง”
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้น ทำตัวเหมือนเป็นคนนอก พลางพูดอย่างคล้อยตามว่า “ข้าเย็บปักไม่ได้เลย อีกทั้งท่านดูหน้าตาท่าทางนี้ของข้า คนในเมืองล้วนไม่ชอบ คนในหมู่บ้านก็ไม่ยอมเสียเงินเปล่าๆ ไหนเลยจะคู่ควรกับเงินมากมายขนาดนั้น”
จู้เจียงเจียงรู้สถานการณ์ของเจ้าของร่างเดิมดี หากนางมีคุณสมบัติดีพอ ก็คงไม่ถูกคนขายให้เป็นม่ายไปชั่วชีวิตหรอก
หวังซื่อเห็นนางเข้าข้างคนอื่น ก็ร้อนใจยกมือขึ้นหมายจะตบหน้านางทันที
โชคดีที่จู้เจียงเจียงมือไวตาไวจับมือของหวังซื่อเอาไว้ได้ทัน “ท่านย่า ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปสิเจ้าคะ ข้ามีวิธีที่จะทำให้ป้าซ่งควักเงินสามอีแปะให้ท่านได้ ท่านอยากลองฟังดูหรือไม่เจ้าคะ?”
“วิธีอะไร?” หวังซื่อตาเป็นประกายทันที
“วิธีการนั้นก็คือ ท่านย่าให้ข้าอยู่ต่ออีกสักครึ่งปี เลี้ยงดูให้ข้ากินข้าววันละสามมื้อ ซื้อผ้าไหมให้ข้าสวมใส่ ให้ข้าเรียนเย็บปัก บำรุงผิวข้าให้เนียนนุ่ม รับรองว่าป้าซ่งต้องยอมจ่ายแน่ๆ”
“ป้าซ่ง ท่านว่าจริงหรือไม่?” จู้เจียงเจียงยิ้มพลางมองไปทางนายหน้าค้าทาสพร้อมใช้เท้าสะกิดนาง
เห็นได้ชัดว่าป้าซ่งตกตะลึงไปชั่วขณะ
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าในใจจู้เจียงเจียงกำลังวางแผนทำอะไรอยู่กันแน่ แต่นางก็คล้อยตามเพื่อกดดันหวังซื่อเพิ่ม “แน่นอน หากเป็นสาวน้อยที่ผิวเนียนนุ่ม ข้าย่อมไม่ต่อราคากับเจ้าแต่อย่างใด”
เมื่อหวังซื่อได้ยินคำนี้ก็ยิ่งร้อนใจ
เพื่อเงินสามอีแปะแต่ต้องเลี้ยงปากท้องไปอีกครึ่งปี ถึงให้กินแต่ผักป่าก็ไม่คุ้มค่า
“ช่างเถอะ ช่างเถอะ”
หวังซื่อโบกมือไปมา และพูดอย่างไม่พอใจว่า “ป้าซ่ง เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว จ่ายมาหนึ่งตำลึงแล้วรีบๆพาคนไป ถือเสียว่าข้าเลี้ยงเด็กอกตัญญูก็แล้วกัน!”
แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่ได้กินข้าวสวยมานานแล้ว แล้วไยนางต้องให้คนไร้ค่าอย่างจู้เจียงเจียงได้กินครบสามมื้อด้วยเหล่า ฝันไปเถอะ!
จู้เจียงเจียงยักคิ้วยิ้มอย่างไม่สนใจ ยกพู่กันเขียนอีกครั้ง
เมื่อเขียนราคา.ลงไป เรื่องตัดขาดกับญาติก็เป็นอันสำเร็จ นางตัดขาดการไปมาหาสู่กับตระกูลจู้ได้อย่างแท้จริงแล้ว
จู้เจียงเจียง “ป้าซ่ง ข้าขอยืมผงชาดของท่านหน่อยสิเจ้าคะ”
ได้ยินนางถามถึงผงชาด ป้าซ่งก็เข้าใจความหมายในทันที ควักห่อผงชาดจากหน้าอกให้นาง
หวังซื่อเห็นทั้งสองคนประทับลายนิ้วมือของตัวเองบนกระดาษแล้ว เพื่อไม่ให้คนอื่นดูถูกว่าตัวเองโง่จึงกดลายนิ้วมือตามลงไป
เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นอันจบ
หวังซื่อรับเงิน ป้าซ่งพาคนไป จู้เจียงเจียงได้หนังสือตัดขาดกับญาติหนึ่งฉบับ ทุกคนต่างก็พอใจ
“สาวน้อย เก็บของตามข้ากลับไป” ป้าซ่งลุกขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ
เงินหนึ่งตำลึงแลกผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งแต่ทำงานนี้มา นี่นับเป็นการค้าขายที่ถูกที่สุดแล้ว
“ข้าเก็บของเรียบร้อยแล้ว”
จู้เจียงเจียงเก็บหนังสือสัญญาที่ประทับตราไว้ในอกอย่างช้าๆ หลังจากเก็บพู่กันและหมึกบนโต๊ะ นางก็มองหวังซื่อและคนตระกูลจู้ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มคนแวบหนึ่ง
พูดเสียงต่ำว่า “ปู่ย่า ลุงป้าสะใภ้ ยังมีพี่หญิงใหญ่ที่ยังไม่แต่งงานของข้า ยามอยู่ข้างนอก หากข้าถูกรังแกยังกลับมาที่นี่ได้ไหม?”
“เอ่อ…หญิงสาวที่ถูกขายออกไปแล้ว จะกลับมาได้อย่างไรกัน ทุกคนว่าถูกหรือไม่?”
หวังซื่อแสร้งทำท่าลังเลอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นก็แสดงสีหน้าราวกับว่าไม่ยอมรับเรื่องแบบนี้เช่นกัน นางทำให้ตัวเองดูเหมือนคนจนปัญญาไม่ใช่เพราะว่าไร้น้ำใจ
นี่กลัวว่านางจะต้องกลับมากันมากขนาดนั้นเลยหรือ!
จู้เจียงเจียงยิ้มเยาะ “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นจากนี้เป็นต้นไป พวกเราก็อย่าได้พบเจอกันอีกเลย เอาตามนี้ก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
หากลองฟังดูดีๆ แล้วประโยคสุดท้ายที่จู้เจียงเจียงพูดมานั้นกลับมีความร่าเริงแอบซ่อนอยู่
เพียงแต่คนตระกูลจู้ที่รีบไล่นางไป ไม่ทันสังเกตเห็นถึงความผิดปกตินี้ พวกเขากำลังดีใจที่คนกินข้าวในบ้านน้อยลงไปหนึ่งคน
ตอนที่ 2: โอกาสของวัวหนึ่งตัวแลกกับความเป็นม่าย
จู้เจียงเจียงตามป้าซ่งออกจากหมู่บ้านมาด้วยกัน เมื่อมาถึงปากประตูหมู่บ้าน ความเสียใจและอาลัยอาวรณ์ที่แสร้งทำออกมาก่อนหน้านี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นดีใจและคาดหวังในทันที
“ป้าซ่ง ไปเถอะ พวกเราตรงไปที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกัน”
เดิมทีพรุ่งนี้นางถึงจะถูกส่งไปใช้ชีวิตม่ายที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง แต่ตอนนี้นางกลับบอกให้เดินทางทันที
ใกล้ถึงการเพาะปลูกของฤดูใบไม้ผลิแล้ว หากนางไปเร็วขึ้นหนึ่งวันก็จะได้เพาะปลูกเร็วขึ้นอีกหนึ่งวัน
“หมู่บ้านเสี่ยวฮวงอะไร? ไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทำไม?” ป้าซ่งมึนงงไปหมด
“ก็คือตระกูลเผยของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง…” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็หยุดพูด
นางเกือบลืมไปแล้ว พรุ่งนี้คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงถึงจะจูงวัวไปหาป้าซ่งเพื่อแลกคน
“ความหมายของข้าคือ ข้าได้ยินว่าตระกูลเผยในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยากใช้วัวแก่แลกผู้หญิง ข้ารู้สึกว่าการค้าขายนี้ไม่เลว ป้าซ่งท่านคิดเห็นอย่างไร?”
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?” ป้าซ่งจ้องนางด้วยแววตาสงสัย
การซื้อขายสัตว์เลี้ยงและการขอแต่งงาน แปดหมู่บ้านในสิบลี้นี้ไม่มีทางที่นางจะไม่รู้ ส่วนเรื่องของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง นางก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วจู้เจียงเจียงจะรู้ได้อย่างไร?
“จริงหรือไม่จริง พวกเราไปดูก็รู้เอง”
จู้เจียงเจียงดึงป้าซ่งเลี้ยวเข้าคันนาข้างทาง ผ่านเส้นทางเล็กๆ ตรงไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง กลบเกลื่อนเรื่องเมื่อครู่ไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางที่ไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต้องผ่านหนึ่งแม่น้ำ สองภูเขา สามหมู่บ้าน และยังมีคันนาอีกนับไม่ถ้วน ไหนจะต้องใช้เวลาเดินไปตามทางเล็กๆนี้อีกถึงหนึ่งชั่วยาม
หญิงสาวเจ้าของร่างเดิม นางเป็นคนซื่อ นางต้องเดินทางวันละสองชั่วยามทุกวันเพื่อมาทำงานให้ตระกูลจู้ หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้ว นางก็ต้องใช้เส้นทางเดิมเพื่อกลับไปยังหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง
ตอนที่นางกำลังม้วนขากางเกงขึ้นเพื่อข้ามแม่น้ำตื้นๆ จู่ๆจู้เจียงเจียงคิดเรื่องบางอย่างได้
ในความทรงจำ เขื่อนต้นน้ำของแม่น้ำสายนี้จะพังลงในปลายเดือนเจ็ดของฤดูฝนปีนี้ เมื่อถึงเวลานั้นหมู่บ้านพวกเขาที่อยู่ปลายน้ำเหล่านี้ก็จะประสบภัยพิบัติ
อีกสามปีข้างหน้าไม่เพียงแค่น้ำท่วมที่เจ้าของร่างเดิมเคยประสบ ยังมีภัยพิบัติเล็กใหญ่อย่าง คดีขโมยอาหาร ไฟไหม้ภูเขา โคลนหินถล่มหมู่บ้านเป็นต้น นอกจากเรื่องนี้ ราชสำนักเองก็เกิดเรื่องใหญ่ไม่น้อย
เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมใส่ใจแต่เรื่องที่ดินและการทำไร่ทำสวน น้อยมากที่จะเข้าเมือง เรื่องในราชสำนักนางจึงแค่ได้ยินมาเท่านั้น
คิดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยินดี โชคดีที่นางตื่นขึ้นมาก่อน
หากเจ้าของร่างเดิมตื่นก่อนจริงๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่รู้ว่าจะเกิดขึ้นในอีกสามปีข้างหน้า หญิงสาวก็คงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
ณ หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
นี่คือหมู่บ้านที่ยากจนและเล็กที่สุดในเมืองเจียงหนาน ทั้งหมู่บ้านมีไม่ถึงยี่สิบครัวเรือน อีกทั้งส่วนใหญ่ก็มีแต่หญิงชราที่อ่อนแอ สตรีและเด็ก
เมื่อห้าปีก่อน ราชสำนักเข้ามาจับชายหนุ่มในหมู่บ้านไป เพราะหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตั้งอยู่ใกล้เส้นทางหลักที่กองกำลังทหารเคลื่อนผ่าน ดังนั้นชายหนุ่มในหมู่บ้านจึงถูกจับตัวไปทั้งหมด
คนที่จู้เจียงเจียงกำลังจะแต่งด้วย ก็คือเผยจ้าวที่ถูกจับไปค่ายทหารเมื่อห้าปีก่อน จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
สาเหตุที่นางต้องการแต่งงานเข้าตระกูลเผยทั้งๆที่นางก็มีทางเลือกอื่น เป็นเพราะว่า นางแค่ต้องการโอกาสที่ตัวเองจะกุมอำนาจการตัดสินใจดูแลบ้านให้เร็วที่สุดก็เท่านั้น
ตระกูลจู้นั้นมีแต่คนมีอำนาจ มีแต่คนจะขัดขวางการสร้างความมั่งคั่งในอนาคตของนาง
แต่ตระกูลเผยไม่เหมือนกัน
ความสัมพันธ์ของตระกูลเผยนั้นเรียบง่าย ไม่มีญาติ อีกทั้งแม่สามีที่นางไม่เคยเห็นหน้าก็ลาจากไปตั้งแต่เมื่อครึ่งเดือนก่อนแล้ว
ตอนนี้ตระกูลเผยมีแค่เด็กผู้หญิงอายุหกขวบคนหนึ่ง รอนางแต่งเข้าตระกูลเผย ทุกอย่างก็จะขึ้นอยู่กับนางเพียงผู้เดียว
“เจ้าแน่ใจจริงๆ ใช่หรือไม่ว่าจะแต่งเข้าหมู่บ้านยากจนนี้?”
ในขณะที่ยืนอยู่ปากประตูหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จ้องมองความซอมซ่อตรงหน้า ป้าซ่งก็รู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนเต็มใจยอมแต่งมาที่นี่
หากจู้เจียงเจียงปากหวานหน่อย ขอร้องนางสักสองสามคำ เห็นแก่ที่เพิ่งช่วยประหยัดเงินแทนนางไปเมื่อครู่ นางก็คงไม่ปล่อยให้ตกอับถึงขั้นนี้หรอก
“ป้าซ่ง ท่านไม่จำเป็นต้องพูดเกลี้ยกล่อมข้า พวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงนำทางป้าซ่งมุ่งหน้าไปทางบ้านสวี่เหล่าเกินที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านอย่างคุ้นเคย
วัวตระกูลเผยตัวนั้นตอนนี้ก็เลี้ยงอยู่ที่บ้านตระกูลสวี่ เด็กผู้หญิงตระกูลเผยคนนั้นก็เช่นกัน
เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าลานกำแพงหินเตี้ยของครอบครัวหนึ่ง จู้เจียงเจียงก็ตะโกนเรียกไปในลานบ้านอย่างตื่นเต้น “ปู่สวี่ ปู่อยู่บ้านไหม?”
เมื่อคนในบ้านได้ยินเสียงก็รีบออกมา คนที่ออกมาคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆผอมแห้ง ผมบางสีซีดคนหนึ่ง
“พวกท่านมาหาใคร?”
เด็กผู้หญิงที่วิ่งออกมานี้ก็คือเผยเสี่ยวอวี๋ น้องสาวสามีในอนาคตของจู้เจียงเจียง เด็กผู้หญิงอายุหกขวบของตระกูลเผยคนนั้น
จู้เจียงเจียงกำลังจะอ้าปากทักทาย พลันได้ยินเสียงตกใจของชายชราคนหนึ่งดังมาจากด้านหลัง “นี่ นี่ป้าซ่งไม่ใช่หรือ ท่านมาได้อย่างไร?”
สวี่เหล่าเกินสาวเท้าก้าวใหญ่ไปข้างหน้า เชิญทั้งสองคนเข้ามาในลานบ้านด้วยความดีใจ บนใบหน้าดำคล้ำยังมีเม็ดเหงื่อผุดพรายจากความรีบร้อนเดินทางหลงเหลืออยู่
“ท่านดูสิ ข้าเพิ่งกลับมาจากในเมือง กำลังคิดที่จะไปหาท่านเพื่อหาหญิงสาวคนหนึ่งอยู่พอดี แต่ท่านสิ กลับมาหาข้าที่นี่เองเสียอย่างนั้น”
เมื่อได้ยินคำนี้ ป้าซ่งก็แอบมองจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง ในหัวก็กำลังคิดว่า ถูกอย่างที่เด็กนี่บอกจริงๆ!
“เจ้าอยากขอหญิงสาวไปให้ชายหนุ่มคนไหน เรียกออกมาให้ข้าดูสักหน่อยสิ” ป้าซ่งทำท่าทางเหมือนแม่สื่อพลางนั่งบนเก้าอี้ที่เผยเสี่ยวอวี๋ยกออกมาให้
สวี่เหล่าเกินเทน้ำให้ป้าซ่ง เมื่อได้ยินคำนี้ก็แสดงสีหน้าลำบากใจออกมาทันที
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงพูดเสียงเบาว่า “ป้าซ่ง คนคนนี้...วันนี้ท่านคงไม่ได้พบ เสี่ยวจ้าวเขาอยู่ชายแดนน่ะ”
“ฮะ?” ป้าซ่งขึ้นเสียงสูง นางเข้าใจดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร “ที่เจ้าพูดนั่นใช่การสู่ขอที่ไหนกัน แบบที่เจ้าทำนั้นเรียกว่าการขอหญิงสาวมาเป็นม่ายแล้ว”
“สาวน้อยบ้านจู้ พวกเรากลับกันเถอะ ป้าซ่งคนนี้จะหาบ้านสามีดีๆให้เจ้าเอง อยู่ไหนก็ดีกว่าอยู่ที่นี่” ระหว่างที่พูดอยู่ ป้าซ่งก็ดึงจู้เจียงเจียงกลับทันที
หากเป็นเมื่อก่อน ป้าซ่งคงไม่สนใจหญิงสาวพวกนี้ ถ้านางอยากให้แต่งไปบ้านไหนก็ต้องแต่งเข้าบ้านนั้น
แต่กับจู้เจียงเจียง นางเห็นแล้วถูกชะตา ด้วยความจริงใจจึงไม่อยากให้นางอยู่ที่แย่ๆแบบนี้
“พวกเราไปกันเถอะ”
“ป้าซ่ง ท่านอย่าเพิ่งไป…” จู้เจียงเจียงกับสวี่เหล่าเกินเรียกป้าซ่งไว้ในเวลาเดียวกัน
สามคนมองสบตากัน
“สาวน้อย เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ป้าซ่งถามจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงก็ไม่อ้อมค้อม แสดงท่าทีออกมาอย่างชัดเจน “ป้าซ่ง ความหวังดีของท่านข้ารับไว้ด้วยใจ แต่ข้าตัดสินใจจะอยู่ที่นี่ แต่งเข้าตระกูลเผย ขอร้องท่านช่วยให้ข้าสมปรารถนาด้วยเถิด”
คำพูดนี้ของจู้เจียงเจียง เกือบทำให้สวี่เหล่าเกินที่อยู่ข้างๆ ซึ้งใจจนน้ำตาไหล
เสี่ยวอวี๋มีพี่สะใภ้ดูแลแล้ว เขาก็ถือว่าไม่ผิดต่อคำฝากฝังที่แม่เผยให้ไว้
ป้าซ่งเห็นแบบนี้ก็ปล่อยมือจู้เจียงเจียง มองกำแพงเตี้ยข้างนอก มองหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทั่วๆหนึ่งรอบ พร้อมกับพูดพึมพำ “ที่กันดารแบบนี้มีอะไรดีกัน?”
จากมุมมองของนาง หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่มีอะไรเลย นอกจากวัวแก่ตัวนั้น!
ทันใดนั้นหลิวซื่อภรรยาหัวหน้าหมู่บ้านสวี่ก็จูงวัวเข้ามาในลาน ป้าซ่งก็เดินบิดเอวไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น
“นี่คือวัวแก่ที่พวกเจ้าใช้มาแลกผู้หญิงใช่ไหม? ใช้ได้ ใช้ได้” ป้าซ่งพยักหน้าอย่างแรง นัยน์ตาแพรวพราวพลางคิดคำนวณราคาวัวตัวนี้คร่าวๆ ว่าจะขายเท่าไรแล้วในใจ
นางรู้ได้อย่างไรว่าจะใช้วัวตัวนี้มาแลกหญิงสาวกัน?
ในใจสวี่เหล่าเกินเกิดความสงสัยขึ้นเล็กน้อย แต่ว่าไม่นานก็คิดได้ นายหน้าค้าทาสก็คือมืออาชีพที่ทำเรื่องซื้อขายพวกนี้อยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรอกหรือ?
“ป้าซ่ง ท่านเห็นว่าเรื่องนี้…”
“ในเมื่อสาวน้อยบ้านจู้ยินยอมอยู่ที่นี่ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลง” ป้าซ่งคิดแค่ครู่เดียวก็ตอบตกลงแล้ว
ถึงแม้นางจะชอบจู้เจียงเจียงอย่างไร แต่สุดท้ายก็ต้องขายนางออกไปอยู่ดี
ตอนนี้มีโอกาสดีแบบนี้ ใช้ผู้หญิงที่ซื้อมาถูกๆคนหนึ่งแลกวัวตัวโตตัวหนึ่ง นางจะได้กำไรมากแค่ไหนกัน
ได้เงินตั้งหลายตำลึง ยังมีอะไรที่นางจะไม่พอใจอีกหรือ?
ป้าซ่งเล่าถึงสถานการณ์คร่าวๆของจู้เจียงเจียงให้กับสวี่เหล่าเกินฟัง น้ำหนึ่งถ้วยยังไม่ทันหมด เรื่องนี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
หลังจากส่งป้าซ่งไปแล้ว จู้เจียงเจียงก็รีบหันไปพูดเร่งสวี่เหล่าเกิน “ปู่สวี่ รีบไปเรียกพวกลุงสามสวี ป้าสี่หวังมาเถอะ ข้าจะไหว้ฟ้าดินตอนนี้ พรุ่งนี้ก็จะเริ่มเพาะปลูกได้แล้ว”
ตอนที่ 3: กราบไหว้ฟ้าดิน
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหญิงสาวที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกตรงหน้านี้ ทำไมถึงรู้จักคนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี แต่สวี่เหล่าเกินก็ยังคงหยิบฉิ่งอันเล็กของหมู่บ้านออกมา แล้วตีเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน
ทั้งหมู่บ้านมีประชากรรวมๆแล้วไม่ถึงร้อยคน มองแวบเดียวก็เห็นแล้วว่ามีแต่หญิงชรา สตรีและเด็ก ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครยอมแต่งมาหมู่บ้านนี้
“ปู่ย่า ลุงป้าอาสะใภ้ เหล่าน้องชายน้องสาวทุกท่าน ข้าคือจู้เจียงเจียงเจ้าสาวลูกสะใภ้ตระกูลเผย ต่อจากนี้รบกวนทุกท่านช่วยดูแลข้าด้วย”
คนเพิ่งจะครบ สวี่เหล่าเกินยังไม่ทันพูด จู้เจียงเจียงก็รีบเอ่ยปากทักทายทุกคนก่อนแล้ว
ท่าทางนั้น ดูแล้วเหมือนดีใจอยู่
หรือนางจะไม่รู้ นางแต่งมาก็กลายเป็นม่ายเสียแล้ว? ในใจทุกคนต่างก็สงสัย
แต่ว่ามีสะใภ้ใหม่แต่งเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนยินดี
ในที่สุดหมู่บ้านนี้ก็มีคนหน้าใหม่ๆแล้ว!
“โอ้ สาวน้อยหน้าตาใช้ได้ ต้องเป็นคนที่คลอดเก่งแน่ๆ”
“เสี่ยวอวี๋มีพี่สะใภ้แล้ว แม่เผยก็ตายตาหลับแล้ว”
เหล่าผู้หญิงน้อยใหญ่ในหมู่บ้านพุ่งเข้ามาราวกับฝูงผึ้ง ล้อมรอบจู้เจียงเจียงทั้งหน้าหลังด้วยความอยากรู้อยากเห็น คำพูดที่ออกจากปากก็ดูจะไม่ได้สนใจเท่าไรนัก
ไม่เช่นนั้นจะพูดว่านางคลอดเก่งได้อย่างไร? ห้าปีก่อนสามีของนางก็หายเงียบไร้วี่แวว
จู้เจียงเจียงไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกเขาพูดมากนัก แต่นางรู้สึกได้ว่ามีความจริงใจและให้ความรู้สึกสนิทสนมมาก
นางรู้ว่าคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงล้วนมีน้ำใจงดงาม
“สะใภ้เล็กเป็นคนที่ไหน ในครอบครัวยังมีพี่ชายน้องชายอีกหรือไม่? ลูกสาวบ้านข้าก็ถึงวัยที่จะออกเรือน เจ้าว่า…”
ทุกคนต่างถามเกี่ยวกับเรื่องของนาง ช่วยไม่ได้ผู้หญิงในหมู่บ้านมีเยอะจริงๆ เมื่อมีคนนอกหมู่บ้านมา พวกนางก็จะถามแบบนี้เหมือนกันหมด
“เกี่ยวกับเรื่องของข้า พวกเรามีเวลาค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ให้ข้าได้กราบไหว้ฟ้าดินเสียก่อน รอข้าทำพิธีเสร็จแล้ว เรื่องทั้งหมดของทุกคนในหมู่บ้าน ข้าจะช่วยแก้ปัญหาให้ทีละคนดีไหม?”
จู้เจียงเจียงดูเหมือนคนรับผิดชอบ นางสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ ไม่เขินอายและแปลกหน้าเหมือนคนที่เพิ่งมาใหม่เลยสักนิด
สวี่เหล่าเกินได้ยินเช่นนี้ก็ถือโอกาสเบียดฝูงชนเข้าไป
แต่เขาไม่ได้ขวางผู้คนแทนจู้เจียงเจียง กลับมองและถามนางอย่างลังเล “สาวน้อยบ้านจู้ กราบไหว้ฟ้าดินตอนนี้มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ? อะไร.อะไรก็ยังไม่ทันได้เตรียมต้อนรับเลย”
เขาไม่เคยเห็นหญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตแม่ม่ายแล้วยังดีใจได้แบบนี้ นางมากะทันหันเกินไป บ้านตระกูลเผยก็ยังไม่ทันได้เก็บกวาด อะไร.อะไรก็ยังไม่ได้จัดเตรียม แล้วจะเอาอะไรไปจัดงานแต่งกัน?
จู้เจียงเจียง.อมยิ้ม ขอบคุณความหวังดีของเขา
“ปู่สวี่ ขอบคุณท่านที่คิดแทนข้า แต่สถานการณ์ของตระกูลเผยท่านก็รู้ดี เรื่องแต่งงานไม่ต้องจัดการแล้ว ข้าแค่คิดอยากทำงานให้เร็วขึ้นหน่อย”
คำพูดนี้ของนาง ทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งกันหมด
สวี่เหล่าเกินจับมือนางไม่ยอมปล่อย อุทานเสียงดัง “ผู้หญิงที่ดี ผู้หญิงที่ดี!”
“…” บนใบหน้าจู้เจียงเจียงแขวนรอยยิ้มที่มีมารยาทไว้
ถ้าหากพวกเขารู้ว่า ตั้งแต่แรกนางก็พุ่งเป้ามาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้ พวกเขาน่าจะไม่มีทางกระตือรือร้นกับนางแบบนี้แน่
“ได้! กราบไหว้ฟ้าดิน ตอนนี้ก็กราบไหว้ฟ้าดิน!”
สวี่เหล่าเกินเรียกเสียงดัง โบกมือให้ภรรยาบ้านตัวเอง “ยายแก่ ไปเก็บข้าวของของเสี่ยวอวี๋ พวกเราไปบ้านตระกูลเผยกราบไหว้ฟ้าดินตอนนี้เลย”
“จ้ะ!” สวี่หลิวซื่อตอบรับด้วยความดีใจ ยกตะกร้าสานขึ้นหลังกลับบ้านไปเก็บข้าวของให้เผยเสี่ยวอวี๋
เพียงแต่เห็นของที่จะให้เป็นอาหารวัวในคืนนี้ในตะกร้าสานที่แบกอยู่บนหลังที่เด็ดกลับมา นางก็.อดน้ำตาไหลไม่ได้ “โธ่ วัวหนึ่งตัว ยังไม่ทันกินอิ่มก็ถูกจูงไปเสียแล้ว”
สวี่หลิวซื่อเช็ดน้ำตา เทของในตะกร้าสานออก ก่อนจะหยิบตะกร้าเปล่าเข้าบ้านแล้วเก็บข้าวของที่ตระกูลเผยนำมาวางไว้ที่ตระกูลสวี่ชั่วคราวทั้งหมดใส่ลงไป
สภาพแวดล้อมรอบตัวมีแต่ดินเหลือง ทำให้สีเขียวในลานบ้านกลายเป็นสิ่งที่ดึงดูดสายตา
จู้เจียงเจียงปลีกตัวออกมาจากฝูงชนที่กำลังรื่นเริง เดินมาถึงสถานที่ที่เมื่อครู่สวี่หลิวซื่อเทของเอาไว้กองหนึ่ง ในกองใบไม้บนพื้นนั้นมีใบชาอ่อนที่ส่งกลิ่นหอมโชยออกมา ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
“ปู่สวี่ อันนี้…”
“นี่คือใบหญ้าที่ย่าหลิวเก็บกลับมาป้อนวัว” จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเผยเสี่ยวอวี๋ที่มาตีสนิทกับนางขัดขึ้น
พูดจบ เด็กน้อยแก้มแดงก็เรียกนางเสียงดังหนึ่งประโยค “สวัสดีเจ้าค่ะพี่สะใภ้”
เมื่อมองดูเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความผู้นี้ในความทรงจำ ทั้งยังคอยเดินตามหลังพี่สะใภ้ร่างเดิมเสมอ จู้เจียงเจียงจึงยิ้มแล้วลูบศีรษะของนางเบาๆ
“เสี่ยวอวี๋ ต่อไปนี้มีพี่สะใภ้ดูแลเจ้าแทนพี่ชาย และท่านแม่ของเจ้าดีไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้า เบ้าตาแดงก่ำ จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของพี่สะใภ้อย่างไม่ลังเล
สองสาวกอดกันเงียบๆ ดูเหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนานอย่างไรอย่างนั้น
ไม่นานนักหลิวซื่อก็เก็บของเสร็จแล้ว จู้เจียงเจียงจึงจูงเผยเสี่ยวอวี๋ เดินไปบ้านเดิมของตระกูลเผยหน้าหมู่บ้านพร้อมกับคนในหมู่บ้าน
บ้านเดิมตระกูลเผยเป็นบ้านหนึ่งหลัง ห้องโถงเชื่อมประตูหน้าประตูหลัง แต่ละฝั่งมีห้องนอนสองห้อง
ฝั่งซ้ายคือห้องเดิมของบิดามารดาและห้องเก็บของ ฝั่งขวาคือห้องของพี่ชายน้องสาวตระกูลเผย
บนกำแพงข้างประตูหน้ามีไม้กระดานหนึ่งแผ่นติดอยู่ ด้านบนวางถ้วยที่มีขี้เถ้าไว้ ในถ้วยยังปักธูปหอมที่เผาไหม้หมดไปแล้วหลายดอก
หลังจากแม่เผยตายไป เผยเสี่ยวอวี๋ก็ถูกผู้ใหญ่บ้านรับไปดูแล บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอยู่มาครึ่งเดือนแล้ว ถึงแม้จะต้องเก็บกวาดใหม่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากมากนัก
บวกกับมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคอยช่วยเหลือ ชั่วพริบตาบ้านก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
“สาวน้อยบ้านจู้ นี่คือเสื้อคลุมแดงที่แม่เผยสวมใส่ก่อนจะคลอดเสี่ยวอวี๋ เจ้าสวมมันกราบไหว้ฟ้าดินกับเสี่ยวจ้าวเถอะ”
“ได้” จู้เจียงเจียงรับมาอย่างใจกว้าง พลางมองดูเสื้อผ้าขอทานบนตัวของนางตอนนี้ ไม่เหมาะที่จะใส่กราบไหว้ฟ้าดินจริงๆ “ข้าขอไปล้างหน้าหน่อย”
ตอนกลับถึงห้องโถงตระกูลเผย ในห้องก็มีผู้สูงอายุยืนรออยู่แล้ว เผยเสี่ยวอวี๋เองก็ยกเสื้อผ้าชุดหนึ่งของผู้ชายไปยืนรอนางอยู่หน้ากระถางธูป
เมื่อเห็นนางเข้ามา คนข้างนอกก็เดินตามเข้าบ้านมาเป็นพรวน พวกเด็กๆต่างส่งเสียงเรียกนางว่า สะใภ้เล็ก
ถึงแม้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะยากจน อีกทั้งเจ้าบ่าวก็ไม่อยู่ ทว่าคนในหมู่บ้านกลับยังรักษาพิธีที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ยินดีต้อนรับจู้เจียงเจียงเข้าประตูอย่างเป็นทางการและยิ่งใหญ่
ครั้นกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้น จู้เจียงเจียงก็ถูกผลักเข้าห้องของเผยจ้าว นางหนึ่งคนอยู่กับเสื้อผ้าหนึ่งชุด ก็นับว่าเป็นอันเข้าห้องหอเสร็จเรียบร้อย
“เผยจ้าวๆ ถึงแม้ข้าจะไม่หวังให้เจ้าตาย แต่ก็ขอให้เจ้าอย่าได้กลับมาเด็ดขาด!”
จู้เจียงเจียงจับเสื้อผ้าชุดนั้น พลางพูดขอพรกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยเสียงแผ่วเบา
ถ้าหากการข้ามมิตินี้เป็นเรื่องจริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางก็คิดเพียงแค่ว่าจะหาสถานที่แห่งหนึ่ง สร้างบ้านและแสวงหาความร่ำรวย มีชีวิตที่ดี และไม่อยากมีสามีเพิ่มมาอย่างไม่รู้ตัว
ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงร้องขอต่อสวรรค์ ให้สามีในตำนานผู้นั้นอย่าปรากฏตัวออกมาเลยถึงจะดี
แต่สวรรค์ไม่เป็นดั่งใจหวัง ในชีวิตก่อนของเจ้าของร่างเดิม เผยจ้าวเคยปรากฏตัวขึ้นแล้ว
เพียงแต่เนื่องจากสถานะในตอนนั้นของเขา ทั้งสองจึงไม่อาจรู้จักซึ่งกันและกัน ดังนั้นในความทรงจำ จู้เจียงเจียงจึงไม่รู้ว่าเขาเคยกลับมา
นอกบ้าน
เพราะมีสภาพที่จำกัด ผู้ใหญ่บ้านหยิบน้ำตาล.กรวดออกมาสองสามก้อน ต้มน้ำแกงหวานให้ทุกคนดื่มคนละชาม ก็ถือว่าเป็นการกินเลี้ยงงานแต่งงานแล้ว
น้ำแกงหวานยังดื่มไม่ทันหมด จู้เจียงเจียงก็เปลี่ยนชุดคลุมสีแดงออก เดินออกจากห้องมาหาสวี่หลิวซื่อในฝูงชน
“ย่าหลิว ใบชาพวกนั้นที่ท่านเก็บไว้ในตะกร้าก่อนหน้านี้ เด็ดมาจากที่ไหนกัน”
“หือ?” สวี่หลิวซื่อถูกนางถามเช่นนี้ ก็มึนงงไปเล็กน้อย “เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม?”
ตอนที่ 4: โยนไฟเผามันไปเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น
แสงแดดเจิดจ้าในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องไปทั่วทุกพื้นที่ เปลี่ยนแปลงบรรยากาศอึมครึมของเมื่อวาน ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ดูทุรกันดารพลันสวยงามขึ้นในพริบตา
เพราะว่ามีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ไม่นานจู้เจียงเจียงก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
นางหาถุงผ้า หยิบข้าวสารจากช่องว่างมิติออกมาประมาณสิบจิน
แต่เพื่อไม่ให้คนในหมู่บ้านสงสัย นางจึงหยิบข้าวสารเพียงเล็กน้อยมาทำข้าวต้ม ถ้าหากเจอพวกชาวบ้านถามขึ้นมา นางก็เพียงบอกว่านี่เป็นข้าวที่ตระกูลเผยเหลือไว้…
ต้นฤดูใบไม้ผลิมีผักป่าเยอะ เพื่อที่จะประหยัดข้าว เผยเสี่ยวอวี๋ที่หนึ่งวันสามมื้อกินแต่ผักป่า เมื่อได้กลิ่นหอมๆของข้าวต้มจึงตื่นนอนแล้ววิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“ตื่นแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงเงยหน้ายิ้มให้นาง “ไปล้างหน้า มากินข้าวเช้า”
เด็กน้อยถึงแม้จะเป็นน้องสามีของนาง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นแค่เด็กอายุหกขวบคนหนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าก็ไม่เรียบร้อย เส้นผมตั้งแต่เมื่อวานก็ยังไม่รวบขึ้นเลย
จู้เจียงเจียงทนดูไม่ได้ จึงเดินเข้าไปจัดเสื้อผ้า อีกทั้งยังถักเปียก้างปลาสองเส้นให้นาง
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ไม่เคยรู้สึกว่าบนศีรษะจะโล่งสบายแบบนี้มาก่อนก็ดีใจจนเนื้อเต้น ยังไม่ทันได้กินข้าวก็วิ่งเอาผมเปียก้างปลาไปอวดเพื่อนๆในหมู่บ้านเสียแล้ว
“พี่สะใภ้ ปู่สวี่บอกว่าข้าวต้องเก็บไว้กินตอนเพาะปลูก แบบนั้นถึงจะมีแรงทำงาน ทำไมเราถึงกินตอนนี้?”
ทั้งสองนั่งอยู่บนธรณีประตู กินหมดหนึ่งชาม จู้เจียงเจียงก็ให้นางกินอีกหนึ่งชาม จนกระทั่งกินจนอิ่มแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋ถึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“เพราะว่า…”
มองไปทางทุ่งนาหน้าประตูที่อยู่ไม่ไกล พลันเผยรอยยิ้มกว้าง “เพราะพี่สะใภ้หาเงินได้ ต่อไปเราก็ไม่ต้องกินอย่างประหยัด พี่สะใภ้จะทำให้เจ้าได้กินอิ่มทุกวัน ทั้งยังซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้เจ้าได้สวมใส่ แต่เจ้าต้องอย่าเอาไปบอกพวกเพื่อนๆของเจ้านะ ไม่อย่างนั้นข้าวสารของพวกเราก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว”
สุดท้ายนางก็ตัดสินใจป้องกันเอาไว้ก่อน และตั้งใจว่าจะไม่ยอมให้ข่าวสารหลุดออกไปจากเด็กน้อยเด็ดขาด…เผยเสี่ยวอวี๋ไม่เข้าใจเหตุผล ‘ผิดที่ถือครองหยกกลับเป็นภัยต่อตน’ แต่นางเข้าใจ
“อื้อๆ ข้ารู้แล้ว พี่สะใภ้” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าตอบรับอย่างจริงจัง
พี่สะใภ้มาแล้วนางถึงได้กินจนอิ่ม นางไม่อยากกลับไปเหมือนวันวานที่กินผักป่าสามมื้อต่อวัน นางต้องเชื่อฟังคำพูดของพี่สะใภ้ ปกป้องรักษาข้าวสารบ้านพวกนางให้ดี!
“รีบกินเถอะ กินเสร็จพวกเรายังต้องจัดระเบียบภายในบ้านกันใหม่”
ถึงแม้เมื่อวานจะได้รู้จากปากของสวี่หลิวซื่อว่า คนที่นี่ไม่ชอบดื่มชา คั่วชาหรือทำใบชาก็ไม่เป็น ดังนั้นในการต้อนรับแขกก็จะใช้เพียงน้ำแกงหวานเป็นหลัก
ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็ยังคงเป็นการทำนา รอให้หมดหน้าเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิเสียก่อน ค่อยไปคิดปรับเปลี่ยน ‘หลักในการต้อนรับแขก’ อย่างไรก็ยังทัน
เครื่องมือเดิมที่ตระกูลเผยมีก็มีแค่เสียมอันเดียวเท่านั้น ครั้นเห็นจู้เจียงเจียงหยิบเสียมออกไปแล้ว เผยเสี่ยวอวี๋ก็ทำได้เพียงสะพายตะกร้าหนึ่งใบขึ้นพาดหลัง คว้าเคียว แล้ววิ่งตามออกจากบ้านไปพร้อมกับนาง
ในทุ่งนามีชาวบ้านอยู่หลายคน ส่วนใหญ่ก็มาหาขุดผักป่ากัน โดยแต่ละคนล้วนสะพายตะกร้าไว้หนึ่งใบ
“สะใภ้เล็กของตระกูลเผยมาแล้วหรือ ทางนี้มีผักป่าขึ้นเยอะ มาขุดด้วยกันทางนี้สิ” พวกผู้หญิงต่างเชื้อเชิญจู้เจียงเจียงอย่างกระตือรือร้น
แต่จู้เจียงเจียงยิ้มปฏิเสธความหวังดีของพวกนาง พลางอธิบายว่า “ข้าจะไปพรวนดินในแปลง เชิญพวกพี่ๆตามสบาย ข้าไม่รบกวนแล้ว”
“จะรีบไปพรวนดินตอนนี้เลยหรือ?” ทุกคนต่างสงสัย
อีกสิบกว่าวันถึงจะถึงเวลาเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้ก็เริ่มทำงานเสียแล้ว จะไม่เร็วเกินไปหน่อยรึ?
“ตระกูลเผยโชคดีจริงๆ ที่ได้ลูกสะใภ้ขยันขันแข็งเช่นนี้” สุดท้ายแล้วทุกคนก็ทำได้เพียงยกความดีนี้ให้กับความขยันของจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงไม่ขยันไม่ได้
นางใจร้อนอยากรู้ว่าเมล็ดพันธุ์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่มีปริมาณการผลิตสูงพวกนั้นในช่องว่างมิติ สามารถนำมาเพาะปลูกที่นี่ได้หรือไม่จะแย่แล้ว!
ถ้าหากได้ เช่นนั้นนางก็จะเปลี่ยนแปลงการเกษตรในยุคสมัยนี้ได้!
แต่ดูเหมือนแม่สามีที่นางไม่เคยเห็นหน้าจะไม่เข้าใจในเรื่องภูมิศาสตร์เท่าไรนัก ที่ดินของตระกูลเผยดูแล้วสภาพแย่กว่าของเพื่อนบ้านคนอื่นๆมากโขทีเดียว
ที่ดินของคนอื่นอย่างมากก็แค่มีผักป่าขึ้น แต่ที่ดินตระกูลเผยของพวกเขากลับไม่มีแม้แต่ผักป่า ทว่ามีต้นหญ้าป่าที่สูดเสียดฟ้าขึ้นเต็มพื้นที่
เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนจะดูออกว่าจู้เจียงเจียงเริ่มอารมณ์เสียนิดหน่อย จึงเริ่มแก้ตัวแทนมารดาของนางอย่างระมัดระวัง “หลังจากที่ท่านพ่อจากไป ร่างกายของท่านแม่ก็ป่วยมาโดยตลอด นานมากแล้วที่ไม่มีใครมาดูแลที่ดินผืนนี้”
ยิ่งไปกว่านั้น พี่สะใภ้ดูสิ ที่ดินของบ้านพวกเราผืนนี้ก็ไม่ได้ทำการเพาะปลูกมาหลายปี…
ทว่าคำกล่าวนี้เผยเสี่ยวอวี๋ไม่กล้าพูดมันออกมา
ตระกูลเผยของพวกเขาหลายปีมานี้ นอกจากพื้นดินผืนที่อยู่ตรงหน้าประตูบ้านนั้นแล้ว ก็ไม่ได้ทำการเพาะปลูกบนที่ดินส่วนอื่นเลย ดังนั้นสภาพผืนดินจึงได้ย่ำแย่เช่นนี้
จู้เจียงเจียงถอนหายใจเงียบๆ “ช่างเถอะ มาเริ่มใหม่ตั้งแต่แรกก็แล้วกัน!”
“เสี่ยวอวี๋ เอาเคียวมาให้ข้า ส่วนเจ้าก็ไปขุดผักป่ากับพวกเพื่อนๆเจ้าเถอะ”
หญ้าที่แข็งแบบนี้ นางไม่รู้สึกว่าเด็กน้อยที่สูงแค่เอวคนหนึ่งจะตัดไหว ดังนั้นนางทำเองจะดีกว่า
สองวันต่อมา คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างก็ได้เห็นจู้เจียงเจียงก้มหน้าก้มตาตัดหญ้าในแปลงดินเพียงลำพัง
เริ่มแรก ทุกคนล้วนนึกว่านางเป็นคนซื่อๆคนหนึ่ง รู้จักแต่ก้มหน้าทำงาน
จนกระทั่งเห็นไฟลุกไหม้ ทุกคนถึงได้รู้ว่า ที่แท้นางเป็นคนเก่งและใจกล้ามากเพียงใด!
จู้เจียงเจียงกวาดหญ้าป่าในแปลงดินไปตามคันนา หลังจากโอบล้อมรอบนอกจนเว้นพื้นที่ได้ระยะหนึ่งแล้ว นางก็ไม่ทำอะไรกับด้านในแม้แต่น้อย
ต่อมา นางก็หาหญ้าแห้งมาหนึ่งมัด หลังสังเกตดูทิศทางที่ลมพัดผ่าน จากนั้นนางก็จุดไฟทันที
ยามไฟเริ่มลุกไหม้ นางก็ไม่ได้หนีไปไหนแต่อย่างใด
สายลมในฤดูใบไม้ผลิยิ่งไม่อาจดูแคลนได้ ไฟยิ่งเผายิ่งลุกโชน ควันก็มากขึ้นเรื่อยๆ ไฟลุกโหมรุนแรงดึงดูดสายตาของคนทั้งหมู่บ้าน
ไฟเผาไหม้ทั้งวัน ในที่สุดก็เผาหญ้าป่าในแปลงดินจนหมดเกลี้ยง
เมื่อไฟมอดลง จู้เจียงเจียงก็ไปเปิดร่องน้ำข้างแม่น้ำ ให้น้ำในแม่น้ำไหลตามร่องเข้าสู่ท้องนา หลังจากผ่านร่องน้ำที่คั่นด้วยคันนามามากมาย ในที่สุดน้ำก็ไหลมาถึงที่ดินบ้านของนาง
บนคันนาที่ถูกเผาจนหมดเกลี้ยง นางได้เก็บหินปูนที่ถูกเผาออกมาหลายก้อนเพื่อนำกลับบ้าน
ดินที่ถูกเผากลายเป็นดินใหม่ ครั้นเติมน้ำในแม่น้ำเข้าไป บวกกับธาตุต่างๆที่ขี้เถ้าใบหญ้าเหลือทิ้งไว้ หมักไม่กี่วัน คุณภาพของดินใหม่ก็เหมาะจะเพาะปลูกได้อีกครั้ง
ในช่วงเวลาที่ต้องรอไม่กี่วันนี้ จู้เจียงเจียงก็ได้ปรับน้ำปูนขาว แล้วนำเมล็ดพันธุ์ไปแช่ไว้ รอให้เมล็ดแตกหน่อ
“เสี่ยวอวี๋ อีกเดี๋ยวพี่สะใภ้จะต้องเข้าเมืองสักหน่อย เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
จู้เจียงเจียงค้นของในตระกูลเผยดูก่อนหน้านี้ บ้านหลังนี้ไม่มีอะไรสักอย่าง ถ้ามีสิ่งใดหากไม่ผุพังก็แตกหัก ล้วนใช้การไม่ได้สักอย่าง
ลืมเรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่ขาดรุ่งริ่งไปได้เลย แม้แต่เครื่องมือการเกษตร และอุปกรณ์ทำครัวก็เหมือนจะขาดด้วยเช่นกัน อีกทั้งหลังคาก็เหมือนจะรั่ว หากผ่านไปหลายวันฝนในฤดูใบไม้ผลิตกลงมา พวกนางได้ตายแน่
ถือโอกาสตอนนี้ที่ยังว่าง นางคิดจะเข้าเมืองไปดูสักหน่อยว่ามีโอกาสอะไรที่จะสามารถหาเงินหาทองได้ พร้อมกันนั้นจะได้ลองสืบเกี่ยวกับเรื่องใบชาด้วยเสียเลย
เผยเสี่ยวอวี๋ที่กลายเป็นแมลงตามท้ายนางต้อยๆ แต่วันนี้มาแปลก กลับส่ายหน้าปฏิเสธไม่เข้าเมืองไปกับนาง
“ข้านัดกับพี่ชุ่ยฮวาแล้ว วันนี้จะไปขุดผักป่าตรงเชิงเขา”
“ก็ได้ ข้าไปเอง ตอนเจ้าไปขุดผักป่าก็ระวังตัวหน่อยรู้ไหม?”
หลังจากกำชับไม่กี่ประโยค จู้เจียงเจียงก็เปลี่ยนชุดที่ดูดีหน่อย ก้าวเข้าถนนหลักที่ร้างเส้นนั้น เดินตามทิศทางเข้าเมืองไป
คนในหมู่บ้านที่ตัดฟืนผ่านมาเห็นนางออกหมู่บ้านไป ก็นึกคิดว่านางจะกลับไปบ้านพ่อแม่
แต่ใครจะรู้ว่านางเข้าไปในเมือง ครั้นตอนกลับมาอีกครั้งจะเห็นนางเปื้อนเลือดไปทั้งตัว ซ้ำยังกลายเป็นคนฆ่าหมูอีกด้วย
ตอนที่ 5: เข้าเมืองทำอาชีพรายได้สูง-ฆ่าหมู
จู้เจียงเจียงเดินทางเกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็เห็นเงาของเมืองเจียงหนานแล้ว
เมืองเจียงหนานเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่านตั้งแต่เหนือจรดใต้ แต่หากจะพูดว่าเป็นเมืองเมืองหนึ่ง พูดว่ามันเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อยจะดีกว่า
มองจากนอกเมือง ที่สะท้อนเข้าตาส่วนใหญ่ล้วนเป็นบ้านดิน มีโรงเตี๊ยมใหญ่ๆเพียงไม่กี่หลัง ร้านเหล้าก็เป็นตึกสูงสองสามชั้นมุงหลังคาอิฐสีเขียว
ยุคโบราณล้าหลังอย่างที่คิด ความหรูหราบางทีคงมีแต่เมืองหลวงในตำนานกระมัง
จู้เจียงเจียงก้าวเท้าจะเข้าไปเดินดูในเมืองสักหน่อย เพียงแต่ยังเดินไปไม่ถึงสองก้าว ก็ได้ยินเสียงร้อนรนเสียงหนึ่งดังมาจากริมแม่น้ำด้านซ้ายมือ
“หมูหนีแล้ว หลีกทางหน่อย!”
“ตายแล้ว เจ้าเด็กนี่มาอีกแล้ว แม้แต่หมูตัวหนึ่งก็ยังฆ่าไม่เป็น จะขายเนื้อหมูได้อย่างไรกัน ทำน้ำสกปรกหมดแล้ว จะซักผ้าได้ที่ไหน…”
ริมแม่น้ำตรงทางเข้าประตูเมืองมีผู้หญิงสองสามคนกำลังซักผ้ากันอยู่ ส่วนตรงปลายแม่น้ำก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะฆ่าหมูอยู่
เด็กหนุ่มลงมีดไปที่คอหมูหนึ่งแผล ทว่าหมูกลับไม่ตาย มันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง รบกวนพวกผู้หญิงที่ซักผ้าอยู่บนต้นน้ำ
จู้เจียงเจียงพึ่งหันหน้ามา ยังมองได้ไม่ชัดนัก หมูที่เต็มไปด้วยเลือดตัวนั้นก็วิ่งพุ่งมาทางนาง
สถานการณ์ตอนนี้ไม่รอให้จู้เจียงเจียงมีจังหวะตอบโต้ นางกระโดดขึ้นตามสัญชาตญาณ พลิกตัวขี่บนหลังหมู ดึงมีดแทงลงไปแรงๆหนึ่งครั้ง
นางลงมีดในตำแหน่งจุดตาย หมูล้มลง นางก็ล้มลงตามไปด้วย
เด็กหนุ่มที่วิ่งตามหมูและพวกผู้หญิงที่ซักผ้าอยู่ริมแม่น้ำต่างก็ตกตะลึงนิ่งอึ้งอยู่กับที่ อ้าปากค้างมองนางตาไม่กระพริบ
“นาง แค่มีดเดียวก็ฆ่าหมูตายได้แล้ว?”
เหมือนทุกคนจะรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
แต่จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาอธิบาย นางตะโกนเรียกเด็กหนุ่มที่ตามมาด้านหลัง “รีบไปเอากะละมังมา ข้าปิดแผลไม่อยู่แล้ว!”
เด็กหนุ่มถูกเสียงตะโกนของจู้เจียงเจียงดึงสติกลับมา ก่อนจะรีบเดินหน้าเข้ามาดึงหมูและนางลากไปที่ริมแม่น้ำ “ไม่เป็นไร ปล่อยให้น้ำชะล้างเลือดไปก็พอแล้ว”
“ชะล้างไป?”
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ “เจ้าไม่เอาเลือดนี้หรือ?”
“เอามันไปทำอะไร?” เด็กหนุ่มตอบกลับนางด้วยสีหน้าเดียวกัน
ของดีอย่างเลือดหมูแบบนี้ พวกเขาไม่กินกันหรือ?
จู่ๆ ในสมองของจู้เจียงเจียงก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น คิดไม่ถึงจริงๆ นางยังไม่ทันจะได้เข้าเมืองก็เจอโอกาสที่จะร่ำรวยเสียแล้ว
เพราะว่าคนฆ่าหมูไม่ได้เตรียมกะละมังมารองเลือด จู้เจียงเจียงจึงทำได้เพียงจ้องมองหมูแช่ในน้ำจนเลือดหมด น่าเสียดายจริงๆ!
“แม่นางเคยเรียนฆ่าหมูมาก่อนหรือ?”
ตอนที่นางกำลังกุมหน้าอกด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่นั้น เด็กหนุ่มที่รอเลือดหมูไหลจนหมดก็เดินเข้ามาทักทาย
“ไม่เคยเรียน แต่ข้าทำเป็น เจ้าทำไม่เป็นหรือ?” จู้เจียงเจียงมองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้า
ดูจากการแต่งตัวและร่างกายที่แข็งแรงของเขาแล้ว น่าจะเป็นมืออาชีพในการฆ่าหมูคนหนึ่ง แต่ทำไมฝีมือถึงแย่แบบนี้?
เด็กหนุ่มถูกนางมองจนต้องเกาศีรษะด้วยความเขินอาย พลางหัวเราะแห้งๆแล้วกล่าว “พ่อข้าทำเป็น แต่พ่อข้าเป็นโรคร้ายกะทันหัน ยังไม่ทันมีโอกาสได้สอนข้าจนเป็น ก็ขยับแขนขาไม่ได้แล้ว ดังนั้นหมูถึงได้วิ่งหนีไปแบบนั้น”
พูดจบ ผู้หญิงที่ซักผ้าริมแม่น้ำคนหนึ่งก็พูดเสริมขึ้นเสียงดัง “ก็นั่นน่ะสิ หากเหล่าหนิวรู้ว่าตอนนี้เจ้ายังไม่เปิดร้าน คงโมโหจนตะกายขึ้นมาจากเตียงเป็นแน่”
เมืองเจียงหนานทั้งหมดมีแค่สองครอบครัวที่ฆ่าหมู อยู่ทิศเหนือกับทิศใต้ของเมืองคนละร้าน
เด็กหนุ่มไร้เดียงสาตรงหน้านางผู้นี้ก็คือครอบครัวที่ฆ่าหมูและขายเนื้อหมูอยู่ทางทิศใต้ของเมือง
แต่หลังจากเหล่าหนิวที่ฆ่าหมูล้มป่วย เวลาเปิดทำการร้านเนื้อทางทิศใต้ของเมืองก็มักจะสายเป็นประจำ ผู้คนที่รอซื้อเนื้ออยู่ทางทิศใต้ของเมืองจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา
เมื่อก่อนเขาไม่มีวิธี แต่ตอนนี้เขามีความคิดหนึ่ง
“แม่นาง เจ้ามาช่วยข้าฆ่าหมูดีไหม? ข้าจะจ่ายค่าแรงให้เจ้า” ถึงแม้การให้หญิงสาวคนหนึ่งฆ่าหมูแทนเขาจะน่าขายหน้ามาก แต่เขาก็หมดปัญญาแล้วจริงๆ
หากไม่เปิดร้านให้เร็วขึ้นหน่อยแล้วละก็ ลูกค้าประจำของบ้านเขาได้วิ่งไปซื้อเนื้อทางทิศเหนือของเมืองกันหมดแน่
เงินค่าแรง?!
เมื่อได้ยินว่าจะได้เงินค่าแรง ดวงตาของจู้เจียงเจียงก็เปล่งประกายขึ้นทันที “เจ้าให้เงินค่าแรงเท่าไร?”
หากมีเงินค่าแรง นางก็สามารถพิจารณาดูก่อนได้ อีกทั้งเวลาฆ่าหมู นางยังได้เลือดหมูอีกด้วย!
“ตอนนี้บ้านข้าพื้นฐานต้องฆ่าหมูหนึ่งตัวทุกวัน ช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งวันอาจต้องฆ่าสองถึงสามตัว เอาแบบนี้ ฆ่าหมูหนึ่งตัวข้าจ่ายให้เจ้าสิบเหวินเป็นไง?”
จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจคุณค่าของเงินเหรียญในยุคนี้เท่าไรนัก
ในความทรงจำ เจ้าของร่างเดิมทำงานอย่างหนัก สุดท้ายก็ให้เงินกับตระกูลจู้ไปจนหมด ตัวนางแทบไม่เคยใช้เงินแม้แต่เหวินเดียว
แต่ดูจากปฏิกิริยาบนใบหน้าพวกผู้หญิงริมน้ำแล้ว ชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้เหมือนจะให้เงินค่าแรงที่สมเหตุสมผลอยู่
ในหนึ่งวันฆ่าหมูหนึ่งตัวได้เงินสิบเหวิน เช่นนั้นหนึ่งเดือนย่อมได้เงินสามตำลึง เมื่อเทียบกับ "นักดาบของฉัน" นางก็นับว่าได้เงินเดือนสูงแล้วกระมัง?
“ได้ ข้ารับปากเจ้า!”
จู้เจียงเจียงคิดแค่แวบเดียวก็ตอบ.ตกลง “แต่ข้ามีหนึ่งเงื่อนไข ตอนฆ่าหมู ของที่เจ้าไม่เอาให้ข้าได้หรือไม่?”
“ตกลง!” ชายหนุ่มตอบรับอย่างสบายใจ
หลังจากนั้นจู้เจียงเจียงก็เดินตามชายหนุ่มไปช่วยเขาจัดการหมู หลังจากที่พูดคุยกันแล้วนางก็รู้ว่า ชายหนุ่มผู้นี้มีแซ่หนิว นามว่าหนิวต้ง
ตอนฆ่าหมู นอกจากไม่เอาเลือดหมูแล้ว ยังมีลำไส้เล็กใหญ่และกระเพาะหมูที่เขาก็ไม่เอาเหมือนกัน
หนิวต้งกล่าวว่า “เครื่องในพวกนี้เปื้อนของสกปรก ขายไม่ออก ดังนั้นปกติแล้วจะควักออกมาก่อนนำไปฝังทั้งหมด”
ตอนได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก นี่มันสิ้นเปลืองสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้จริงๆ!
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ต่อจากนี้ขอแค่มีนางอยู่ ที่รักพวกนี้จะไม่มีทางสิ้นเปลืองอีกต่อไป
หลังนัดหมายเวลาเข้าเมืองเพื่อมาฆ่าหมูทุกวันกับหนิวต้งแล้ว จู้เจียงเจียงก็ตามเขาเข้าเมืองเพื่อไปทำความรู้จักกับตำแหน่งที่ตั้งร้าน
หลังจากรู้จักตำแหน่งของร้านแล้ว นางยังอยากจะเดินเล่นในเมืองต่ออีกสักหน่อย ดูว่ายังมีโอกาสอื่นๆอีกหรือไม่ แต่ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวของนางเปื้อนเลือดหมูไปหมด แล้วจะทำอะไรได้
ดูน่ากลัวจริงๆ
คิดได้เช่นนั้นนางจึงไม่เดินต่อ พลางถือเครื่องในหมูที่วันนี้ได้มาฟรีๆกลับบ้าน
จู้เจียงเจียงที่เพิ่งจะเดินเข้าหมู่บ้าน ก็ถูกชาวบ้านที่ขุดผักป่าในแปลงดินบริเวณนั้นเข้ามาโอบล้อม
เมื่อเห็นเลือดที่เปื้อนตัวนางและของที่ถืออยู่ในมือ ใบหน้าของทุกคนก็แสดงสีหน้าปวดใจออกมาพร้อมกัน
“ตระกูลจู้นี่มันจะมากเกินไปแล้ว เรียกเจ้าไปฆ่าหมู แต่กลับไม่ยอมแบ่งเนื้อเล็กๆน้อยๆให้เจ้ากลับมากิน ลำบากสะใภ้เล็กจริงๆ”
ทุกคนในหมู่บ้านต่างนึกว่าวันนี้จู้เจียงเจียงกลับไปบ้านพ่อแม่
เจ้าสาวกลับบ้านพ่อแม่ ข้างกายกลับไม่เห็นลูกเขย วันนี้นางอยู่ทางบ้านตระกูลจู้ คงจะลำบากใจมากเป็นแน่
จู้เจียงเจียงเห็นทุกคนเข้าใจผิด จึงทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจออกมา “ของสิ่งนี้…ที่จริงแล้วข้าเข้าเมืองไปฆ่าหมูแทนคนอื่นจึงได้มา ข้าไม่ได้กลับบ้านพ่อแม่หรอก”
นางคิดอยู่ว่าวันหลังยังต้องเข้าเมืองไปฆ่าหมูทุกวัน เรื่องนี้คงปิดไม่มิด ดังนั้นจึงไม่ได้เอาของที่นำกลับมาด้วยนี้เก็บไว้ในช่องว่างมิติ
ใครจะรู้ว่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิดกันหมด
“หา?”
อย่างที่คิด เมื่อคนในหมู่บ้านได้ยินคำนี้ต่างก็มองนางด้วยความตกใจ ขณะเดียวกันก็ถอยหลังไปพลางแสดงสีหน้าแปลกๆ
“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง งะ…งั้น สะใภ้เล็กเจ้ารีบกลับบ้านเถอะ พวกเรายังมีธุระ ไม่ขอรบกวนเจ้าแล้ว”
พูดจบ ทุกคนก็กระจัดกระจายหายไปทันที เดินไปพลางก็หันกลับมาใช้สายตาแปลกๆ มองนางไปพลาง
จู้เจียงเจียงสามารถเดาจากสายตาของพวกเขาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ทุกคนคงคิดกันว่า ชีวิตของนางต้องลำบากขนาดไหน ถึงได้ไปกินของแบบนี้
เพราะในสายตาของพวกเขา การกินของสิ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการกินขี้หมูตรงๆ
ตอนที่ 6: พิสูจน์ต่อหน้าทุกคนในหมู่บ้านว่าเครื่องในหมูก็กินได้
ถึงแม้จะพูดว่าตอนหิวสุดๆ กินอะไรก็ได้ ตราบใดที่ในดินยังมีผักป่าขึ้นตามปกติ ก็ไม่มีใครยอมกินของแบบนี้แน่นอน!
เรื่องที่จู้เจียงเจียงถือเครื่องในหมูกลับมา ตั้งแต่ที่นางก้าวขาเข้าประตู ชาวบ้านก็รับรู้กันไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว
ต่อมา คนในหมู่บ้านที่อยากรู้อยากเห็น ก็หาเรื่องเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเผยอย่างไม่ขาดสาย อยากดูน้องสาวและพี่สะใภ้ทั้งสองว่าจะกินของแบบนี้ลงได้อย่างไร
สำหรับเรื่องนี้ ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะมีปากแต่ก็ยากที่จะอธิบาย ทั้งจนใจและขบขัน
พวกเขาจงใจเดินกลับไปกลับมาเช่นนี้ ท่าทางอยากดูแต่ก็ไม่กล้า ขยะแขยงแต่ก็อยากรู้อยากเห็น ทำเหมือนนางกำลังกินขี้ไลฟ์สด ช่างให้ความรู้สึกที่แปลกมากจริงๆ
“ลุงสามสวี ที่บ้านเตรียมดินหรือยัง คิดจะเพาะปลูกเมื่อไร?”
จู้เจียงเจียงเรียกลุงสามสวีที่เดินผ่านหน้าบ้านนางมาหลายครั้งเอาไว้ หาหัวข้อพูดคุยผูกสัมพันธ์กับพวกเขาสักหน่อย ให้ทุกคนสามารถอยู่ต่ออย่างสง่าผ่าเผยได้
เมื่อมีหัวข้อนี้ คนที่ไปๆมาๆอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลเผยเหล่านั้นก็ล้อมวงเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ พลางหาที่นั่งของตัวเองแล้วพูดจ้อไม่หยุด
“เพาะปลูกไม่เร็วเช่นนั้น อาจจะเดือนสี่กระมัง”
“สะใภ้เล็ก เจ้าก็อย่าร้อนใจเกินไป เสี่ยวอวี๋ยังเล็ก พวกเจ้าสองคนพี่สะใภ้น้องสามีก็ปลูกสักสองหมู่ให้พออยู่พอกินก็พอ”
ทุกคนรู้ว่าสองวันก่อนจู้เจียงเจียงได้เผาหญ้าป่าหลายสิบหมู่ของตระกูลเผย ดูท่าคงคิดจะปลูกทั้งหมดจึงได้พูดเตือน
นางที่เป็นผู้หญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ในบ้านก็ไม่มีผู้ชายสักคน แล้วคนคนหนึ่งจะเพาะปลูกบนที่ดินหลายสิบหมู่ได้อย่างไร?
จู้เจียงเจียงเพิ่งไปตักน้ำริมแม่น้ำเล็กหน้าหมู่บ้าน พร้อมใช้ตะแกรงร่อนทรายละเอียดและสะอาดกลับมาหนึ่งตะกร้า
นางไม่มีเกลือมากพอ จึงทำได้แค่ใช้ทรายละเอียดมาล้างไส้หมูให้สะอาด
นางถือเครื่องในหมูที่เอากลับมาไปล้างข้างนอก ถึงอย่างไรห้องครัวก็เปิดโล่งไม่มีเพดาน นางจะถือเสียว่าทำให้ทุกคนที่อยากรู้อยากเห็นในหมู่บ้านได้พึงพอใจ ดังนั้นจึงได้เริ่มทำกับข้าวต่อหน้าพวกเขา
จู้เจียงเจียงโยนไส้อ่อนและลำไส้ใหญ่ไปในกะละมังไม้ ก่อนจะยัดทรายละเอียดเข้าไปตรงปลายไส้ท่อนหนึ่ง
จากนั้นก็ใช้ความลื่นไหลของทรายละเอียด เสียดสีไปมา ของที่เกาะอยู่บนผนังลำไส้พลันถูกเม็ดทรายกวาดออกมาจนหมด
เมื่อขัดถูได้พอประมาณ จากนั้นก็รีดเม็ดทรายออก ก่อนจะใช้น้ำชำระล้างแล้วโยนลงไปในน้ำสะอาด
เมื่อลำไส้ในน้ำดูสะอาดหมดจด น้ำไม่เปลี่ยนเป็นสีขุ่นแล้วก็นับว่าใช้ได้
“ลุงสาม พรุ่งนี้หลังจากข้าไปในเมืองช่วยเขาฆ่าหมูเสร็จ กลับมาก็เตรียมดิน ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าแช่ไว้แล้ว”
จู้เจียงเจียงคุยเล่นเรื่องแปลงดินกับทุกคนไปพลาง มือก็ทำงานไปพลาง
เผยเสี่ยวอวี๋เป็นเด็กรู้ความคนหนึ่ง ช่วยนางก่อไฟต้มน้ำได้
เมื่อดึงไขมันที่หนาหน่อยบนไส้อ่อนที่ล้างเสร็จแล้วเก็บเอาไว้ จากนั้นก็ใช้มีดจิ้มๆให้เป็นรอยเล็กๆบนไส้อ่อนนับไม่ถ้วน เสร็จแล้วจึงหั่นให้เป็นท่อนมีขนาดเท่ากัน
ลำไส้ใหญ่และกระเพาะหมูก็หั่นแล้วเช่นกัน
แน่นอนว่าพวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีกินของพวกนี้ทั้งหมดนี้ไม่หมดแน่ แต่ที่จู้เจียงเจียงเอาพวกมันมาทำทั้งหมดก็เพื่อคนกลุ่มที่กำลังพูดคุยกันอย่างคึกคักตรงหน้า
นางต้องทำให้พวกเขายอมรับกับข้าวจานนี้ ‘เมื่อกินของเขาแล้วปากอ่อน’ ครั้นถึงเวลาจะได้มีคนมาช่วยนางพลิกหน้าดิน
อีกอย่าง เริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ นางก็จะเอาเครื่องในรวมถึงเลือดหมูกลับบ้านเป็นประจำ
ข้าวไม่กี่มื้อแลกแรงงานเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ คุ้มค่า!
ว่าแล้วก็โยนไขมันหมูที่ดึงออกจากไส้อ่อนเมื่อครู่ทั้งหมดลงในหม้อ เปิดไฟอ่อนค่อยๆทอด ไม่นานก็มีน้ำมันออกมา
เมื่อทอดไขมันหมูจนดูกรอบและมีสีเหลืองทอง จู้เจียงเจียงถึงยอมยกหม้อ เทลงเครื่องปั้นดินเผาที่ไว้เก็บน้ำมันพร้อมกับกากหมู
แม้ว่านี่จะไม่ใช่การทำน้ำมันหมูที่จริงจังอะไร แต่ก็ทอดจนได้น้ำมันหมูออกมามากกว่าหนึ่งถ้วย
ต่อไปหากทอดแบบนี้ทุกวันละก็ บ้านนางก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีน้ำมันกินแล้ว
ถือโอกาสที่หม้อร้อนๆ และยังมีน้ำมันติดอยู่เล็กน้อย จู้เจียงเจียงก็หั่นต้นหอมป่าที่เด็ดกลับมาจากริมแม่น้ำ ใส่ส่วนรากสีขาวของต้นหอมลงไปในหม้อ ผัดสองสามครั้งก็โยนลำไส้ใหญ่ที่ผ่านการลวกแล้วลงไป
ลำไส้ใหญ่มีกลิ่นแรง เมื่อลงหม้อก็กลบกลิ่นหอมของน้ำมันที่เพิ่งทอดไว้จนหมด
ทุกคนในหมู่บ้านที่ตาละห้อยกับน้ำมันหมูกระปุกนั้น ตอนนี้ก็หมดอารมณ์แล้ว
พวกเขาเกือบลืมไปแล้ว น้ำมันหมูก็เอามาจากของสิ่งนั้น
หัวใจสำคัญของการทอดลำไส้ใหญ่นี้คือ ต้องทอดให้แห้งโดยไม่เติมน้ำแม้สักหยด เมื่อต้นหอมป่าถูกน้ำมันทอดจนส่งกลิ่นหอม มันก็ค่อยๆกลบกลิ่นของลำไส้ใหญ่ ทำให้จุดเด่นของกับข้าวจานนี้เผยออกมาให้เห็น
อีกด้านหนึ่ง เผยเสี่ยวอวี๋ยังก่อไฟอยู่ ที่เผาอยู่บนเตาก็คือหม้อหูหิ้ว ที่ข้างในนั้นกำลังตุ๋นกระเพาะหมูอยู่
กระเพาะหมูถูกโยนลงหม้อเป็นชิ้นแรก เพราะไม่มีไก่ จึงไม่ต้องตุ๋นนานขนาดนั้น เมื่อตอนใกล้สุก จู้เจียงเจียงก็ยกหม้อหูหิ้วลงมา
น้ำแกงกระเพาะหมูถูกเทลงในหม้อผัดผักใบใหญ่ เมื่อเติมน้ำก็นำไปต้มและรอให้น้ำเดือดอีกครั้ง จากนั้นก็มีคนเห็นนางเทหญ้าป่าเพื่อดับกลิ่นคาวของไส้อ่อน มีทั้งหญ้าเหมาเฉ่า และสะระแหน่ต่างๆที่เตรียมรอเอาไว้ก่อนหน้านี้ลงในหม้อ
น้ำแกงกระเพาะหมูสีขาวขุ่นในหม้อส่งกลิ่นหอมกระตุ้นของตัวมันเอง ดึงดูดคนในหมู่บ้านมากขึ้น แม้แต่สวี่เหล่าเกินก็มาด้วย
“พี่สะใภ้เสี่ยวอวี๋ นี่เจ้าไปเอาเนื้อมาจากที่ใด?” สวี่เหล่าเกินจ้องหม้อใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยเนื้อ รู้สึกตกใจไม่หาย
นี่มันไม่สอดคล้องกับตอนที่นางเพิ่งมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง โดยสวมชุดขาดๆเลยสักนิดเดียว
ไม่รอให้จู้เจียงเจียงตอบ ชาวบ้านข้างๆก็ดึงสวี่เหล่าเกินไว้ แล้วพูดกระซิบบางอย่างข้างหูเขา
หลังจากที่รู้ว่าในหม้อนั้นคืออะไร สวี่เหล่าเกินก็ไม่ได้ถามซ้ำ แต่กลับทำหน้าเห็นใจมองนางพร้อมกับทุกคน
ในทางกลับกัน จู้เจียงเจียงที่ถูกกลุ่มคนรายล้อมพร้อมกับคิดว่านางกำลังต้มขี้ บนใบหน้าก็ไม่มีการแสดงความรู้สึกใดๆ เพียงก้มหน้าก้มตาสนใจล้างใบชาในกะละมังเท่านั้น
ยอดใบชาอ่อนเขียวสดหนึ่งตะกร้าเทใส่ไปในน้ำแกง แกงเนื้อสีขาวพลันมีสีเขียวมาแต่งเติม กลิ่นหอมของชาและเนื้อแข่งกันส่งกลิ่น คนดูอดไม่ได้ที่จะน้ำลายไหล
พอดูอย่างนี้แล้ว ของสิ่งนั้นเหมือนจะกินได้จริงๆ?
ชาวบ้านทุกคนสบตากัน พลางสื่อสารกันด้วยสายตา พลันนั้นความคิดในใจก็เริ่มสั่นคลอน
ลำไส้ใหญ่ทอดและกระเพาะหมูใบชาทั้งสองอย่างล้วนทำเสร็จแล้ว
ถึงแม้น้ำแกงจะดูน่ากิน แต่จู้เจียงเจียงยังตักน้ำแกงกระเพาะหมูและไส้อ่อนให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปหนึ่งถ้วยใหญ่ ให้นางกินเนื้อแทนข้าว
ตอนนี้ที่เผยเสี่ยวอวี๋ต้องการคือความรู้สึกอิ่มท้อง น้ำแกงค่อยๆดื่มก็ยังทัน
“ปู่สวี่ ปู่ก็มาดื่มสักถ้วยเถอะ” จู้เจียงเจียงตักให้สวี่เหล่าเกินอีกหนึ่งถ้วย “ถือเป็นการขอบคุณปู่ที่ดูแลแม่สามีข้าและเสี่ยวอวี๋ก็แล้วกัน”
นางไม่ถามสักนิดก็ยัดถ้วยไปที่หน้าอกของสวี่เหล่าเกินตรงๆ
ใช้ปากพูดเฉยๆ ถึงนางจะพูดจนปากถลอกก็มิสู้หาคนคนหนึ่งมาลองชิมดูเลยดีกว่า
สวี่เหล่าเกินก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดในการใช้มาเป็นข้ออ้าง หลังจากกับข้าวนี้ถูกคนยอมรับ จู้เจียงเจียงก็สร้างภาพลักษณ์คนที่กตัญญูรู้ความให้กับตัวเองได้
“นี่จะเกรงใจเกินไปแล้ว…”
สวี่เหล่าเกินตกใจกับความหวังดีของจู้เจียงเจียงที่มาอย่างกะทันหัน ไม่รู้จะทำอย่างไรกับถ้วยที่ถืออยู่ในมือ
สายตาของทุกคนในหมู่บ้านต่างมารวมกันอยู่บนตัวเขา มีทั้งอยากรู้อยากเห็น เห็นใจ และคาดหวังต่างๆนานา ล้วนแล้วแต่ดูด้วยความสนุก
“เสี่ยวอวี๋อร่อยไหม?”
จู้เจียงเจียงตักให้ตัวเองหนึ่งถ้วย นั่งลงข้างๆ เผยเสี่ยวอวี๋ที่ก้มหน้าก้มตากิน และจงใจถามนาง
เด็กคนนี้ก็ไม่รู้จักพูดดีๆแทนนางหน่อย
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ถูกเอ่ยถึงเงยหน้าขึ้น เอาแต่พยักหน้า อาหารเต็มปาก
นางเอาแต่รีบกินไม่มีเวลาพูด แต่สายตานั้นกลับเปล่งประกายเจิดจ้า แค่ดูก็รู้ว่านางพึงพอใจกับอาหารมื้อนี้มากเพียงใด
สวี่เหล่าเกินมองพวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีกินอย่างเอร็ดอร่อย แล้วมองในถ้วยที่ล้างสะอาดสะอ้านในมือตน มองไม่เห็นร่องรอยของสิ่งสกปรกเลยแม้แต่น้อย ยังมีกลิ่นที่เขาไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน กลิ่นน้ำแกงที่ทั้งเข้มข้นและหอมอ่อนๆ จนต้องกลืนน้ำลายแล้วกลืนน้ำลายอีก
สวี่เหล่าเกินจับตะเกียบขึ้นอย่างช้าๆ ภายใต้สายตาลุ้นระทึกของทุกคน คีบเนื้อชิ้นหนึ่งขึ้นส่งเข้าไปในปาก
ตอนที่ 7: เจ้ารีบไปเกิดใหม่รึอย่างไร?
“หัวหน้าหมู่บ้าน เป็นอย่างไรบ้าง?”
เห็นสวี่เหล่าเกินเคี้ยวอยู่นาน ท่าทางดูน่าเอร็ดอร่อยเป็นอย่างมาก ทุกคนจึง.อดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้
น้ำแกงยังอุ่นอยู่บนเตา กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยเข้าจมูกไม่หยุด ตอนฉลองปีใหม่ล้วนไม่มีใครได้กินเนื้อ เมื่อเห็นเช่นนี้ใครจะทนไม่ให้น้ำลายไหลได้?
สวี่เหล่าเกินชูถ้วยขึ้นอย่างสั่นเทา ใช้ตะเกียบเคาะขอบถ้วย น้ำตาไหลอาบหน้า “เนื้อ มันคือเนื้อ อร่อยมากจริงๆ…”
“จริงหรือ?” ชาวบ้านทุกคนแตกตื่น “นี่กินได้จริงหรือ? กลิ่นเหม็นมากไหม?”
“เหล่าซาน เจ้ารีบมาลอง!” สวี่เหล่าเกินใช้ตะเกียบคีบแล้วยื่นไปจ่อปากสวีเหล่าซาน
ในฐานะที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นปกติที่เขาอยากจะนำของดีมาแบ่งปันให้กับทุกคนที่ร่วมทุกข์กันมา เขารู้สึกละอายใจต่อทุกคนยิ่งนัก ที่ทำหน้าที่หัวหน้าหมู่บ้านได้ไม่ดีพอ
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงภายใต้การนำของเขา นับวันยิ่งมีชีวิตที่ลำบาก นับเป็นความผิดของเขา
แต่ตอนนี้จะต้องดีขึ้นแล้ว เพราะเขามีความคิดที่ยิ่งใหญ่ความคิดหนึ่ง!
สวีเหล่าซานที่ถูกยัดเข้าปากอย่างไม่ทันตั้งตัว นั่งนิ่งไม่กล้าเคี้ยวพลางอ้าปากค้างไว้แบบนั้น จะกินก็ไม่ใช่ จะคายออกก็ไม่ดี
จู้เจียงเจียงถอนหายใจอย่างจนใจ มนุษย์เราล้วนยากจะยอมรับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้น
ในตอนที่นางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงท่าทีของทุกคนที่มีต่อเครื่องในหมูช่าง เป็นหนทางที่ยาวไกลและหนักอึ้ง จู่ๆก็เกิดเสียงร้องด้วยความประหลาดใจดังกึกก้องไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
“พระเจ้าช่วย เนื้อนี่หอม…หอมมาก เป็นเนื้อที่อร่อยมาก!”
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นสวีเหล่าซานที่เมื่อครู่แม้แต่เคี้ยวก็ยังไม่กล้าเคี้ยวลุกขึ้นมาร้องตะโกนด้วยความตกใจ ตาทั้งสองเบิกกว้าง พลางแบ่งปันความรู้สึกกับทุกคนในหมู่บ้านอย่างตื่นเต้น
มีสองคนในหมู่บ้านช่วยลองชิมของสกปรกนั้นแทนพวกเขาก่อนแล้ว ทุกคนต่างก็ไม่กล้าหัวเราะเยาะ เพียงแค่คิดอยากจะลองดู
แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปาก
จู้เจียงเจียงมองความอึดอัดใจของพวกเขาออก นางวางถ้วยตะเกียบลง เดินไปข้างหน้าก่อนเอ่ยว่า “ลุงป้าน้าอาทุกท่าน ข้ามีเรื่องอยากขอให้ทุกคนช่วยเหลือ”
นางใช้จังหวะที่กำลังแบ่งอาหารในหม้อให้บ้านละถ้วย ถือโอกาสพูดเรื่องขอให้พวกเขาช่วยเตรียมดิน
เด็กในหมู่บ้านได้กลิ่นหอมของเนื้อก็.อดกลั้นไม่ไหวกันมาตั้งนานแล้ว เมื่อได้ยินจู้เจียงเจียงพูดว่าจะแบ่งให้พวกเขาบ้านละถ้วย ก็รีบหันหลังวิ่งหน้าตั้งกลับบ้านไปหยิบถ้วยมาทันที
ขณะที่จู้เจียงเจียงตักเนื้อให้พวกเขาอยู่ นางยังแสดงท่าทีบอกว่า สองสามวันที่ทำงานนั้นก็จะทำน้ำแกงเนื้อให้ทุกคนกินไม่ขาด
ทุกคนในหมู่บ้านที่เห็นแก่น้ำแกงเนื้อ จึงตอบตกลงเรื่องช่วยนางทำงานโดยปริยาย
“ในบ้านตระกูลเผยไม่มีผู้ชายที่ทำงานได้ สะใภ้เล็กเพิ่งแต่งเข้ามาก็ไม่ง่าย พวกเราทุกคนที่ช่วยได้ก็ช่วยๆกันเถอะ”
สวี่เหล่าเกินแสดงท่าทีแทนทุกคน
เมื่อคำนี้กล่าวออกมา ชั่วพริบตาความเก้อเขินของทุกคนที่กินน้ำแกงเนื้อก็มลายหายไป
“เช่นนั้นข้าก็ขอขอบคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้” จู้เจียงเจียงแสดงความรู้สึกขอบคุณต่อพวกชาวบ้าน ให้เกียรติทั้งสองฝ่ายตามสถานการณ์
เรื่องเพาะปลูกก็แก้ปัญหาได้อย่างสบายใจเช่นนี้ นางไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เหวินเดียว
ถึงแม้จะใช้อุบายกับทุกคนได้สำเร็จ ทว่าในใจของจู้เจียงเจียงก็รู้สึกแย่อยู่นิดหน่อย แต่เวลาคับขันต้องใช้มาตรการฉุกเฉิน รอนางปลูกข้าวได้จำนวนมาก นางจะขอบคุณทุกคนอีกครั้งอย่างแน่นอน!
วันรุ่งขึ้น
ฟ้ายังไม่ทันสว่าง จู้เจียงเจียงก็ต้องตื่นแล้ว นางถือถังน้ำคลำทางรีบเข้าเมือง
ตอนมาถึงริมแม่น้ำหน้าประตูเมือง ดวงอาทิตย์ก็เริ่มโผล่ขึ้นมาแล้ว หนิวต้งลากหมูที่ต้องฆ่าวันนี้มาแต่เช้านั่งรอนางอยู่ริมแม่น้ำ
“พวกเราเริ่มกันเถอะ รีบฆ่ามันให้จบๆ ข้าต้องรีบกลับไปลงเมล็ดข้าว”
คนงานที่หนิวต้งหามาช่วยได้ต้มน้ำเสร็จแล้ว ทั้งสามคนมัดหมูไว้บนเก้าอี้ยาวตัวหนึ่ง จู้เจียงเจียงเอาถังน้ำที่ถือติดมาวางใต้คอหมูรอรองรับเลือดหมู
เห็นแค่นางกดคอหมูไว้ หาตำแหน่งเหมาะสมแล้วแทงลงไปหนึ่งมีด
หมูกรีดร้องเสียงเจ็บปวด เลือดไหลจากตำแหน่งที่ลงมีดลงในถังน้ำอย่างต่อเนื่อง
ฉากเลือดสดๆนั้น หนิวต้งแค่มองยังรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว “แม่นางจู้ ของสิ่งนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนของที่กินได้ เลือดเหลวๆเอาไปทำอาหารอย่างไร?”
“ต้มหรือผัดก็ได้ ทำไส้กรอกเลือดก็อร่อย”
ย้อนนึกถึงรสชาติเฉพาะของเลือดหมู จู้เจียงเจียงทำหน้าเคลิบเคลิ้ม
แต่ในมุมมองของหนิวต้ง กลับค่อนข้างสยดสยอง
ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่งจริงๆ!
ครั้งนี้จู้เจียงเจียงทั้งเตรียมพร้อมและใช้ทักษะที่มีทั้งหมด หลังจากฆ่าหมูเสร็จ นางวางเลือดหมูและเครื่องในไว้ที่ร้านขายเนื้อหมูของหนิวต้ง ส่วนตัวเองก็ไปเดินเล่นรอบตัวเมือง
เดินริมแม่น้ำชิงสุ่ยทั้งสองฝั่ง และถนนสายหลักของเมืองเจียงหนานจนทั่วหนึ่งรอบ
นางก็พบว่าริมแม่น้ำทั้งสองฝั่งเป็นจุดที่คึกคักที่สุดของเมืองเจียงหนาน
ตั้งแต่เหนือจรดใต้ของเมือง แม่น้ำชิงสุ่ยตลอดสายมีสะพานหินเชื่อมกันทั้งหมดสามแห่งที่ข้ามไปมาทั้งสองฝั่งได้ และใกล้ๆสะพานหินก็มีพ่อค้าแผงลอยเล็กๆเยอะที่สุด
ดีตรงที่เมืองเจียงหนานนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ประชากรน้อย จู้เจียงเจียงเดินไปตรงไหนก็รู้สึกว่านางสามารถตั้งร้านแผงลอยตรงนั้นได้ มีพื้นที่มากมายจริงๆ
ความคิดนี้นางเก็บมันไว้ในใจ รอหลังจากนางเพาะปลูกเสร็จ นางค่อยเข้ามาตั้งร้านในเมือง
ทิศทางการเปิดร้านนางก็คิดเอาไว้แล้ว นั่นก็คือขายเลือดหมูและเครื่องในหมูที่นางได้มาจากการฆ่าหมูในทุกวัน
นางจะทำไส้กรอกเลือด!
แน่นอนว่าการทำไส้กรอกเลือดไม่ใช่เป้าหมายของนาง จุดมุ่งหมายหลักของนางก็คือการขายชา!
โอกาสทางธุรกิจใหญ่ธุรกิจหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า หากไม่คว้าเอาไว้นางก็ข้ามมิติมาเสียเที่ยวแล้ว
จู้เจียงเจียงวางแผนไว้ในใจ ขณะเดียวกันนางก็เดินเที่ยวชมโรงเตี๊ยม และร้านเหล้าที่มีไม่กี่แห่งในเมืองไปหนึ่งรอบ อย่างที่คิดไม่มีคนขายชา
“ถังหูลู่…ถังหูลู่จ้า...”
ในตอนที่จู้เจียงเจียงกำลังคิดจะกลับออกจากเมือง พ่อค้าหาบเร่แบกถังหูลู่ก็ผ่านข้างตัวนางไปพอดี จู่ๆ นางก็อยากซื้อไปให้เผยเสี่ยวอวี๋สักไม้หนึ่ง
“เอาถังหูลู่ให้ข้าไม้หนึ่ง!” จู้เจียงเจียงเรียกพ่อค้าหาบเร่คนนั้นไว้ ควักเงินหนึ่งเหวินที่ได้จากฆ่าหมูวันนี้ออกมาซื้อไปหนึ่งไม้
ตอนนางหยิบถังหูลู่กำลังจะจากไป ก็มีเสียงเกือกม้าดังกระชั้นตามมาด้วยเสียงดุของชายคนหนึ่งจากด้านหลัง
“หลีกไป หลีกไป ม้าตื่นตกใจทำร้ายพวกเจ้าเจ็บตัวได้!” จู้เจียงเจียงยังไม่ทันตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ถังหูลู่ในมือก็ถูกหางม้าสีดำตัวหนึ่งสะบัดออก ตกลงสู่แม่น้ำชิงสุ่ยที่อยู่ข้างๆ
มองถังหูลู่สีสันฉูดฉาดค่อยๆจมลงไปก้นแม่น้ำ จู้เจียงเจียงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก
นี่เป็นของชิ้นแรกที่ใช้เงินก้อนแรกหลังจากที่นางข้ามมิติมาถึงโลกใบนี้เชียวนะ!
“เฮ้! จะขี่ม้าเร็วแบบนี้เพื่อ...จะรีบไปเกิดใหม่รึอย่างไร?!”
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามือเท้าสะเอว ด่าเสียงดังไปทางหางม้าที่ห่างไปไม่ไกล “ไม่รู้รึอย่างไรว่าเขตชุมชนห้ามขับรถเร็ว?! เอ๊ะ ไม่ใช่ ขี่ม้าเร็วก็ไม่ได้ ดื่มเหล้าไม่ขี่ม้า ขี่ม้าไม่ดื่มเหล้าเข้าใจไหม พวกไร้อารยะ!”
นางด่าคำที่คนรอบข้างไม่เข้าใจออกมาเป็นพรวน คนที่ผ่านไปผ่านมาล้วนมองนางด้วยสายตาแปลกๆ
พวกเขาล้วนคุ้นเคยกับการที่มีคนขี่ม้าบนท้องถนน ทว่าวันนี้กลับแปลกใหม่ ไม่นึกเลยว่าจะมีคนอยากเรียกคนที่ไปไกลแล้วกลับมาด่า?
ในตอนที่ทุกคนแอบหัวเราะเยาะความโง่เขลาของจู้เจียงเจียง เสียงเกือกม้าก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ทุกคนต่างก็เห็นว่าชายที่ขี่ม้าไปเมื่อครู่ย้อนกลับมา!
“เมื่อครู่ข้าน้อยชนโดนแม่นางหรือ?” เผยจี้ไม่ได้ลงจากม้า แต่น้ำเสียงกลับแฝงความรู้สึกผิด
นี่เขาได้ยินหมดทุกคำ?
จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้งไป แต่ไม่นานก็ตั้งสติได้ นางมองไปที่เขาอย่างตรงไปตรงมา “ถูกต้อง ถังหูลู่ที่ข้าซื้อถูกม้าของเจ้าเตะลงไปในแม่น้ำแล้ว เจ้าต้องชดใช้ให้ข้า”
“โอ๊ะ…” เสียงแปลกใจดังขึ้นจากรอบตัวราวกับกำลังชมนาง เจ้ากล้าหาญมากนะ!
ชายหนุ่มบนหลังม้าผู้นี้ แค่ดูก็รู้ว่าไม่ธรรมดา คิดไม่ถึงเลยว่านางจะกล้าล่วงเกินเพราะถังหูลู่หนึ่งไม้
เผยจี้ไม่มีถังหูลู่
เขาเหล่มองคนขายถังหูลู่คนนั้นแวบหนึ่ง ชี้ไปที่เขาพลางกล่าวว่า “ถังหูลู่บนไหล่เจ้าทั้งหมดยกให้นาง ราคาเท่าไร ข้าจ่าย”
ตอนที่ 8: บทเพลงทำนา.บทหนึ่ง ทำให้ในท้องนาเต็มไปด้วยความสุข
“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”
จู้เจียงเจียงแบกไม้ตั้งถังหูลู่บนไหล่ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็ถือถังใส่เลือดหมูและเครื่องใน ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ในที่สุดก็กลับมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก่อนเวลาอาหารเที่ยง
ยังไม่ทันเข้าหมู่บ้าน เผยเสี่ยวอวี๋ที่ขุดผักป่าอยู่ในแปลงดินก็วิ่งเข้าหานางจากที่ไกลๆ “พี่สะใภ้!”
ด้านหลังนางยังมีเด็กในหมู่บ้านตามมาอีกเป็นพรวน
เพราะน้ำแกงเนื้อมื้อเมื่อวาน เผยเสี่ยวอวี๋จึงได้รับความนิยมเป็นพิเศษจากเด็กๆในหมู่บ้าน จู้เจียงเจียงก็พลอยเป็นที่ชื่นชอบของพวกเขาไปด้วย
เพิ่งเข้ามาใกล้ พวกเด็กๆต่างก็เรียกนางอย่างดีอกดีใจว่า “พี่หญิงจู้”
จู้เจียงเจียงมองพวกไอ้เด็กลิงผอมแห้งกลุ่มนี้ที่ไม่แม้แต่จะสวมรองเท้า เสื้อผ้าบนร่างกายก็ใหญ่เกินตัว นางเองก็ชอบพวกเขามากเหมือนกัน
วันนี้นางได้ถังหูลู่ยกตั้งมาฟรีๆพอดี เช่นนั้นก็แบ่งให้พวกเขาแล้วกัน
“เสี่ยวอวี๋ เรียกพวกเด็กๆในหมู่บ้านมา ข้าเลี้ยงถังหูลู่ให้ทุกคนกินดีไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ได้แสดงความไม่พอใจที่ของของตัวเองถูกคนอื่นแย่งไป แต่กลับดีใจเอามากๆ “พี่สะใภ้ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้”
พูดจบ พวกเด็กๆก็วิ่งกระจายไปเรียกคนทันที
จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ จึงทำได้แค่ตะโกนตามหลังพวกเขาที่วิ่งจากไป “พวกเจ้าเรียกพวกผู้ใหญ่ในบ้านมากินข้าวบ้านข้าด้วยเลย…”
ถึงอย่างไรเลือดหมูและเครื่องในก็เอากลับมาแล้ว ถือโอกาสตอนที่ยังสดอยู่ทำข้าวมื้อเที่ยงให้ทุกคน กินเสร็จแล้วจะได้ลงแปลงนาไปทำงาน
หากทำตอนเย็นอีก ทำงานเหนื่อยมาขนาดนั้น นางไม่อยากบริการคนมากมายกินข้าว หลังจากนี้ก็ทำให้กินตอนเที่ยงเลยแล้วกัน
จู้เจียงเจียงเอาไม้ตั้งถังหูลู่เสียบไว้ในร่องหินหน้าประตู ไม่รอให้เผยเสี่ยวอวี๋กลับมาก็เริ่มเตรียมมื้อเที่ยงทันที
เลือดหมูเริ่มแข็งตัวเป็นก้อนแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำอะไรอีก แค่ตอนลงหม้อใช้มีดหั่นสักหน่อยก็พอ
ส่วนเครื่องใน ยังคงเหมือนเมื่อวาน ทอดลำไส้ใหญ่ ทำน้ำแกงกระเพาะหมูกับผักป่าอีกหนึ่งหม้อ
ในขณะที่นางกำลังง่วนอยู่กับการทำกับข้าว คนในหมู่บ้านก็ทยอยมากันแล้ว
สวี่หลิวซื่อเรียกป้าอีกสองคนมาช่วยจู้เจียงเจียงทำความสะอาดเครื่องในด้วยกัน เมื่อวานพวกนางเห็นแล้วว่าจู้เจียงเจียงทำอย่างไร วันนี้จึงลงมือทำตามได้เลย
“พี่สะใภ้ ทุกคนมากันหมดแล้ว” เผยเสี่ยวอวี๋วิ่งมาเรียกนางด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เห็นจู้เจียงเจียงยังมีเรื่องที่ต้องทำ สวี่หลิวซื่อจึงแย่งทรายละเอียดในมือนาง แล้วกล่าวว่า “สะใภ้เล็กไปทำสิ่งอื่นเถอะ พวกเราช่วยเจ้าล้างเอง”
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร…”
จู้เจียงเจียงอยากจะปฏิเสธ แต่สวี่หลิวซื่อไม่รอให้นางพูดอีก แย่งงานในมือของนางไปจนหมดแล้วผลักนางออกไป
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นนางขอไม่เกรงใจก็แล้วกัน
จู้เจียงเจียงลุกขึ้นเดินไปทางไม้ตั้งถังหูลู่ ตรงนั้นมีเด็กในหมู่บ้านล้อมอยู่เต็มไปหมด
พวกเขาเงยหน้ามองถังหูลู่สีแดงบนไม้ตั้ง เอาแต่กลืนน้ำลาย
“พี่ชุ่ยฮวา พี่เคยกินไหม?”
ในกลุ่มเด็กเหล่านี้หลูชุ่ยฮวาเป็นเด็กที่อายุมากที่สุด มีนิสัยอ่อนโยน เป็นเด็กดีรู้ความ พวกเด็กๆในหมู่บ้านต่างก็ชอบเล่นกับนาง
“ไม่เคย” หลูชุ่ยฮวายิ้มแล้วส่ายหน้า สายตาที่มองถังหูลู่มีความรู้สึกอิจฉาและอารมณ์อะไรบางอย่างเล็กน้อย
จู้เจียงเจียงไม่ได้คิดต่อ นางแค่หยิบถังหูลู่สองไม้ยื่นให้เผยเสี่ยวอวี๋ แล้วถึงจะแจกให้พวกเด็กๆในหมู่บ้านคนละไม้
น้องสามีบ้านตัวเองนะ แน่นอนว่านางต้องถือหางและรักมากกว่าอยู่แล้ว
จนพวกเด็กในหมู่บ้านที่อายุต่ำกว่าสิบขวบรับถังหูลู่กันไปหมดแล้ว บนไม้ตั้งก็ยังเหลืออีกหลายไม้
จู้เจียงเจียงมองกลุ่มคนแวบหนึ่ง ก่อนจะพบว่าหลูชุ่ยฮวาและเด็กโตหน่อยสองสามคนไม่ได้มารับจากนาง
“ชุ่ยฮวา พวกเจ้ามาเอาถังหูลู่ไปกินสิ” นางกวักมือเรียกหลูชุ่ยฮวาและสองสามคนนั้น
เห็นได้ชัดว่าเมื่อได้ยินจู้เจียงเจียงเรียกพวกเขากินไปถังหูลู่ เด็กเหล่านั้นล้วนไม่อยากจะเชื่อ “พวกเราอายุสิบสองสิบสามปีกันหมดแล้ว มีของพวกเราด้วยหรือ?”
จู้เจียงเจียง.อดไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับคำถามนี้ของพวกเขา “สิบสองสิบสามปีก็ยังเป็นเด็กนะ รีบมาเร็วเข้าเถอะ!”
ในความเข้าใจของนาง พวกเขาก็คือเด็ก
แต่เหมือนจู้เจียงเจียงจะลืมไปแล้ว ตอนนี้นางก็แค่สิบห้าปีเท่านั้น
แจกถังหูลู่สามสิบอันบนไม้ตั้งหมดแล้ว บนถังหูลู่หนึ่งไม้มีซานจาเจ็ดลูก พวกเด็กกินกันอย่างเอร็ดอร่อย ผู้ใหญ่ในบ้านก็โชคดีได้กินด้วยหนึ่งลูก
คนทั้งหมู่บ้านรวมตัวกันอยู่หน้าบ้านตระกูลเผย กินถังหูลู่หวานๆ อยู่รอน้ำแกงเนื้อในหม้อสุก
ทุกคนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะได้ใช้ชีวิตดีและน่าพึงพอใจเช่นนี้
เมื่อกับข้าวทำเสร็จแล้ว จู้เจียงเจียงก็แบ่งกับข้าวให้ทุกคน เลือดหมูเป็นฐาน เติมน้ำแกงกระเพาะหมูกับผักป่าจนเต็ม ด้านบนวางลำไส้ใหญ่ทอดสองสามชิ้น
นี่คือค่าตอบแทนที่ทุกคนมาช่วย
เมื่อชาวบ้านยกกับข้าวกลับไป หน้าบ้านจึงเหลือแค่พวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามีก้มหน้าก้มตากินข้าวกันสองคน
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ จู้เจียงเจียงก็นอนไปพักหนึ่ง ถึงจะลุกจากเตียงแบกเสียมไปแปลงนา
ไม่รู้ว่าทุกคนในหมู่บ้านออกกันมาตั้งแต่ตอนไหน เมื่อรอพี่สะใภ้น้องสามีตระกูลเผยมาถึง คนในหมู่บ้านที่มาช่วยก็เริ่มไถดินรออยู่ก่อนแล้ว
ทุ่งนาแช่น้ำมาหลายวัน ดินร่วนซุย ขุดไถสบายขึ้นเยอะ
“สะใภ้เล็ก ที่ดินตรงโน้นเจ้าจะปลูกอะไรไหม? หากเจ้าจะปลูก ข้าจะให้ทุกคนช่วยเจ้าทำ”
จู้เจียงเจียงลงแปลงนา เพิ่งทำได้ไม่นานสวี่เหล่าเกินก็เข้ามาถามนางพร้อมชี้ไปที่ที่ดินแปลงข้างๆ
“ปู่สวี่ นั่นเป็นที่ดินของใคร ทำไมต้องช่วยข้าปลูก?” นางมองผืนดินนั้นแวบหนึ่ง ค้นหาในสมองก็ไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวข้อง
เมื่อนางถามไปแบบนี้ สวี่เหล่าเกินก็เอาแต่หลบสายตา แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม ถามแค่ว่านางจะปลูกไหมๆ
“ปลูก ข้าปลูกแน่นอน!”
มีที่ดินเพาะปลูกมากขึ้น ทำไมนางจะไม่ปลูกล่ะ?
“ได้ พวกเราจะช่วยเจ้าไถที่ดินผืนนั้นด้วย” สวี่เหล่าเกินพยักหน้าด้วยความยินดี ตบบ่านางเบาๆ แล้วหมุนตัวรีบไปทำงานต่อ
ตอนนี้เขายังบอกจู้เจียงเจียงไม่ได้ ที่ดินด้านนั้นก็เป็นของตระกูลเผยด้วย
ตระกูลเผยเคยกำชับเขาไว้ ‘มีบางเรื่อง เมื่อเจ้าสาวมีทายาทแล้ว ถึงบอกนางได้’
ที่ดินดั้งเดิมของตระกูลเผย บวกกับที่ดินที่ผู้ใหญ่บ้านให้นางปลูกเพิ่ม ทั้งสองแปลงรวมกันก็แทบจะเท่ากับครึ่งหนึ่งของไร่นาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว
ทุกคนในหมู่บ้านทำงานด้วยกันกับจู้เจียงเจียง ประมาณเจ็ดแปดวันถึงไถดินเสร็จหมด
ในเวลาเจ็ดแปดวันนี้ ต้นกล้าที่ลงดินวันแรกเริ่มสูงเท่าฝ่ามือแล้ว รออีกเจ็ดแปดวันก็ดำนาได้แล้ว
เรื่องช่วยงานที่นาในช่วงนี้ จู้เจียงเจียงช่วงเช้าจะเข้าไปฆ่าหมูในเมือง เมื่อกลับมาแล้วก็ค่อยไปลงแปลงนาต่อในทุกๆวัน
เวลาครึ่งเดือนนี้ นางเก็บเงินได้นิดหน่อย รอดำนาเสร็จ ซื้อเครื่องครัวถ้วยชามใหม่เล็กน้อย ก็เตรียมเรื่องตั้งแผงลอยได้แล้ว
หลังผ่านฝนต้นเดือน การเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิก็ได้เริ่มต้นขึ้น
จู้เจียงเจียงตื่นเช้าขึ้น กลับจากในเมืองเร็วขึ้น วางของเสร็จก็ออกจากบ้านไปทำนาแล้ว
ถึงแม้ต้องตื่นเช้าทุกวัน แต่ดีที่ตอนกลางคืนไม่ได้นอนดึก สติของนางยังถือว่าไม่เลว ระหว่างดำนาก็ร้องเพลงไปด้วย
เสียงร้องที่กระตุ้นให้ตัวเองสนุกของนางในท้องนาท่ามกลางภูเขากว้างใหญ่อันเงียบสงบนี้ ในที่สุดก็ดึงดูดความสนใจของเผยเสี่ยวอวี๋
“พี่สะใภ้กำลังร้องอะไรอยู่?” เผยเสี่ยวอวี๋กุมต้นกล้าเล็กๆไว้ในมือ และใช้ความพยายามอย่างที่สุดเพื่อจะช่วยทำนา
“ข้ากำลังร้องเพลงทำนา เสี่ยวอวี๋อยากเรียนไหม?”
ลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดโชยบวกกับแสงแดดอ่อนกำลังดี จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ฉุกคิดได้ การร้องเพลงในท้องนาก็ช่วยขจัดความเหนื่อยล้าได้ ดังนั้นจึงอยากจะสอนนาง
“ข้าอยากเรียน!”
“พี่หญิงจู้ พวกเราก็อยากเรียนด้วย!”
แปลงนาด้านข้าง พวกเด็กๆในหมู่บ้านที่โดนผู้ใหญ่ลากมาทำงาน เมื่อได้ยินจู้เจียงเจียงจะสอนเผยเสี่ยวอวี๋ร้องเพลง ต่างก็เข้ามาขอร่วมสนุกด้วย
“ได้ งั้นพวกเราร้องด้วยกัน!” จู้เจียงเจียงเปล่งเสียงออกไป
ความบันเทิงในหมู่บ้านมีค่อนข้างน้อย นางต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าดนตรีทำให้คนมีความสุขและพลัง
“♪ เหงื่อหนึ่งหยด ข้าวหนึ่งเมล็ด ทุกคนช่วยกันปลูก ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว ผ่านฤดูหนาวพร้อมเสียงหัวเราะไปด้วยกัน ♪”
บทเพลงนี้เหมาะสมพอดีกับพวกเขาตอนนี้ ความหวังของทุกคนก็เป็นแบบนี้ ‘เหงื่อหนึ่งหยด ข้าวหนึ่งเมล็ด ลำบากลำบนก็เพื่อผ่านฤดูหนาวอย่างมีความสุข’
ท่วงทำนองเพลงที่ร้องตามง่าย ตอนจู้เจียงเจียงร้องรอบที่สาม เสียงประสานจากรอบด้านก็ประสานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงแค่พวกเด็กๆ แม้แต่พวกผู้ใหญ่ก็ร้องไปด้วยกัน ท้องนาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเต็มไปด้วยเสียงร้องในทันที
ทุกคนร้องเพลง ยิ้มไปส่ายหน้าไป มีความสุขที่สุด!
ตอนที่ 9: ระดมทั้งหมู่บ้านมาช่วยจัดการชาภูเขาเพื่อสร้างอาชีพ
ข้างถนนสายหลักที่ขรุขระ บนเนินเขาหลายลูกที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่ถึงร้อยเมตร จู้เจียงเจียงเดินอยู่บนนี้มาค่อนวันแล้ว
นางกำลังดูว่าป่าชาผืนนี้พื้นที่ใหญ่แค่ไหน
เดินไปหนึ่งรอบ นางก็เริ่มมีแผนผุดขึ้นในใจ เพียงแต่ป่าชานี้ไม่มีคนย่างกายเข้าใกล้มาเนิ่นนาน วัชพืชพุ่มไม้เติบโตเต็มไปหมด บางส่วนถึงขั้นกดทับต้นชาจนหัก
ฤดูใบไม้ผลิเป็นช่วงเก็บเกี่ยวใบชาได้พอดี ใบชาอ่อนสีเขียวสดและรสหวาน หากทิ้งไว้จะน่าเสียดายเกินไปแล้ว
จ้องมองต้นชาที่มีเต็มภูเขา จู้เจียงเจียงก็ตัดสินใจเริ่มเก็บใบชา!
“เสี่ยวอวี๋ พวกเราต้องกลับกันแล้ว” จู้เจียงเจียงลงจากภูเขา ร้องตะโกนเรียกพวกเด็กๆที่กำลังเล่นพวงมาลัยดอกไม้อยู่ตรงเชิงเขา “ไปเถอะ”
เผยเสี่ยวอวี๋ชอบตามนางออกจากบ้าน พวกเด็กในหมู่บ้านก็ชอบตามนางเหมือนกัน
ตอนนี้นางกลายเป็นหัวโจกของเด็กในหมู่บ้านไปแล้ว
หลังจากกลับหมู่บ้าน จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้ตรงกลับเข้าบ้าน แต่ตรงไปบ้านของสวี่เหล่าเกินทันที
หลังผ่านการสอบถาม สวี่เหล่าเกินก็บอกว่า เขาเองก็ไม่รู้ว่าป่าชาข้างถนนสายหลักเป็นของบ้านไหน ตั้งแต่เขาเกิดมาก็ไม่เคยได้ยินว่ามีใครเป็นเจ้าของป่าชาผืนนั้นมาก่อน
“แบบนี้เอง…” จู้เจียงเจียงพยักหน้า ป่าชาผืนนั้นไม่มีเจ้าของก็ดี
เมื่อเชื่อมโยงกับสิ่งที่นางสังเกตได้จากบนภูเขาวันนี้ ป่าชาผืนนั้นมีต้นชาแก่มากมายจริงๆ ต้นไหนที่เหี่ยวแล้วก็เกิดใหม่ ดังนั้นบนเขาตอนนี้จึงมีทั้งชาใหม่ และชาแก่
“สะใภ้เล็ก เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม?” สวี่เหล่าเกินถามนางอย่างสงสัย
เขาสังเกตมานานแล้ว นางให้ความสนใจป่าชานั่นมาตลอด แต่ป่าชาผืนนั้นไม่มีอะไรจริงๆ ต้นชาก็เติบโตได้ไม่ดี คนตัดฟืนในหมู่บ้านยังไม่ไปที่นั่นเลย
จู้เจียงเจียงไม่ปิดบังสวี่เหล่าเกิน พูดตามตรงว่า “ปู่สวี่ ข้าอยากขอให้ทุกคนช่วยข้าจัดการป่าชานั้นหน่อย ข้ายังจะทำกับข้าวให้ทุกคนเหมือนเดิม”
ดำนาเสร็จ คนในหมู่บ้านก็ว่าง คิดว่างานนี้คงยอมมาช่วยนางแน่นอน
“จัดการป่าชา?!”
แล้วทุกคนในหมู่บ้านก็ถูกฉิ่งเก่าๆของผู้ใหญ่บ้านเรียกออกมา พอได้ยินว่าจู้เจียงเจียงอยากจะจัดการป่าชา ต่างก็ใช้สายตาตกใจมองไปที่นาง
จากนั้นก็เห็นแค่ใบหน้าท่าทางจริงจังของจู้เจียงเจียง “ใช่ ข้าจะทำชา ขายชา!”
คำนี้ยิ่งทำให้ทุกคนไม่เข้าใจกันไปใหญ่
สวีเหล่าซานขมวดคิ้ว ลูบหนวดเคราสั้นใต้คางพลางกล่าวถามนาง “ที่เจ้าพูดว่าขายชา เหมือนกับเด็ดใบของผักมาขายไหม?”
ในความเข้าใจของทุกคน ต้นชาพวกนั้นนอกจากเหง้าก็คือใบ เหง้าเอามาใช้เป็นฟืน ในเมื่อนางบอกว่าจะขายชา เช่นนั้นก็มีแค่ใบพวกนั้นแล้ว
ว่าแต่จะมีคนซื้อใบไม้หรือ?
“ใช่ ต้องเด็ดใบ แต่ไม่ได้เอาใบไปขายโดยตรง ต้องผ่านกระบวนการตาก ผัด บิดเป็นต้น พูดง่ายๆก็คือนำใบเขียวสดมาทำให้เป็นใบแห้ง” จู้เจียงเจียงพูดอธิบายกับทุกคน
ทุกคนได้ยินแล้วก็นิ่งงันไป
พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าจู้เจียงเจียงกำลังพูดถึงอะไร
“สรุปแล้วก็คือ อยากให้ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันทำชากับข้า ข้าจะหาเงินโดยการขายใบชาเหล่านั้น!”
กระบวนการทำชาค่อนข้างเยอะ ใช้แค่คำพูดพวกเขาคงไม่เข้าใจ เช่นนั้นนางลงมือทำโดยตรงดีกว่า รอทำชาออกมาแล้วพวกเขาก็จะเข้าใจได้เอง
“ของแบบนี้ทำเงินได้?” มีคนแสดงความสงสัย
“ข้ากลับเคยได้ยิน เหมือนมีเรื่องแบบนี้อยู่”
จู่ๆ ป้าสี่หวังที่ยืนอยู่หน้าสุดของฝูงชนก็เอ่ยปากขึ้น พลางจ้องมองจู้เจียงเจียง “แต่ว่านั่นก็เป็นเรื่องสมัยเด็กแล้ว จริงหรือเท็จ จะสำเร็จไหม ไม่มีใครรู้”
ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงก็พอรู้แล้วว่าทำไมถึงมีป่าชาผืนนั้น
บางทีก่อนหน้านี้อาจมีใครค้นพบประโยชน์ของใบชาแล้ว แต่เนื่องจากไม่ค่อยมีทักษะการทำชา หรือมีเหตุผลอื่นๆทำให้ใบชาขายไม่ออก ดังนั้นป่าชาจึงถูกทิ้งร้าง
แต่ความล้มเหลวของคนคนนั้น จะไม่เกิดขึ้นบนตัวนางเด็ดขาด!
“ไม่ว่าใบชาจะทำเงินได้ไหม นั่นเป็นเรื่องของข้า ตอนนี้ข้าแค่อยากให้ทุกคนช่วยข้าทำงานหน่อย ผลลัพธ์สุดท้ายทั้งหมด ข้ารับผิดชอบเอง”
ยุคสมัยนี้ไม่มีการดื่มชา อยากให้ใบชาเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่ ขั้นตอนนี้ต้องยากมากๆ
แต่การยอมแพ้ก็ไม่ใช่นิสัยของนางจู้เจียงเจียง จะสำเร็จหรือไม่ ลองดูก็รู้เอง!
“เจ้าอยากหาคนทำงาน มันช่างง่ายดาย สะใภ้เล็กพูดมาคำเดียว ทุกคนต้องช่วยเหลือแน่นอน จริงไหม?” สวีเหล่าซานหันไปพูดกับทุกคน
“ใช่ สะใภ้เล็กดูแลพวกเราดี เจ้าว่าทำอะไรก็ทำตามนั้น”
ตอนนี้นอกจากผู้ใหญ่บ้าน จู้เจียงเจียงก็เหมือนจะเป็นคนที่พูดแล้วมีน้ำหนักที่สุดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีผู้หญิงและเด็กอาศัยอยู่เยอะ พวกเด็กชอบนาง พวกผู้ใหญ่ก็คุยและเข้ากับนางได้ดี
ขอแค่นางเอ่ยปาก ทุกคนก็เต็มใจยอมช่วยเหลือ
เพิ่งจะผ่านช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ ตอนที่ทุกคนในหมู่บ้านว่างงาน ตอนที่ภูเขาลูกใหญ่ตกอยู่ในความเงียบสงบ หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลับคึกคักขึ้นอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน
“เสี่ยวอวี๋ รีบออกมา พวกเราไปเก็บใบชากัน”
ตั้งแต่เช้าตรู่ หลูชุ่ยฮวาก็พาพวกเด็กๆกลุ่มหนึ่งมาตะโกนเรียกอยู่หน้าบ้านตระกูลเผย
หลังจากที่จู้เจียงเจียงกระตุ้นคนทั้งหมู่บ้าน เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กๆในหมู่บ้านก็เสนอตัวขอไปเก็บใบชาด้วย
พวกเขาติดตามพวกผู้ใหญ่อยู่ด้านหลัง เก็บใบชาหลังจากถางวัชพืช ตัดต้นชาเหี่ยว หนึ่งวันคนหนึ่งก็เก็บได้แค่หนึ่งตะกร้า
“มาแล้ว”
เผยเสี่ยวอวี๋กวาดข้าวต้มในถ้วยเข้าปากอย่างรวดเร็ว รีบกินให้เสร็จ ปิดประตูไปเก็บใบชาบนเขากับทุกคน
จู้เจียงเจียงตอนนี้ยังเหมือนเมื่อก่อน ฆ่าหมูในเมืองเสร็จถึงกลับมาทำงานกับทุกคน
ความพยายามของนาง ความทุ่มเทของนาง ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็มองเห็น
ในเวลาเดียวกับที่ทุกคนชื่นชมว่านางทำงานเก่ง ก็รู้สึกสงสารนางไปด้วยเช่นกัน อายุยังน้อยก็ต้องมาใช้ชีวิตม่าย ตอนนี้ยังทำงานเอาเป็นเอาตายเพื่อเลี้ยงน้องสามี ไม่ง่ายเลยจริงๆ
ดังนั้นตอนนางพูดขอร้องให้ช่วย คนแก่อายุเจ็ดแปดสิบในหมู่บ้านต่างก็นั่งไม่ติด
แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงไม่มีทางยอมให้คนแก่ที่มือเท้าไม่คล่องตัวมาเสี่ยงขึ้นเขาทำงานเด็ดขาด ดังนั้นนางจึงวานเรื่องสานตะกร้าไม้ไผ่ให้พวกคนแก่ในหมู่บ้านทำ
หลังจากเก็บใบชาแล้วก็ต้องนำไปตากแดด การตากใบชาต้องใช้ตะกร้าไม้ไผ่ และที่ตักผงจำนวนมาก
ตอนจู้เจียงเจียงกลับมาจากในเมือง ก็เห็นคนแก่ในหมู่บ้านนั่งรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน คุยเล่นกันไปพลาง สานตะกร้าไปพลาง
เมื่อเห็นนางกลับมาถึง ทุกคนก็ยิ้มแป้นทักทาย
“สะใภ้เล็กกลับมาแล้วหรือ วันนี้ฆ่าหมูไปกี่ตัว?”
“สองวันนี้เถ้าแก่หนิวขายดี วันนี้ฆ่าหมูไปสองตัว เลยกลับมาช้าหน่อย ข้าจะไปทำกับข้าวเดี๋ยวนี้แหละ”
หายากที่วันหนึ่งหนิวต้งจะฆ่าหมูถึงสองตัว ดังนั้นวันนี้จู้เจียงเจียงจึงกลับมาสายหน่อย เลยเวลาข้าวเที่ยงไปเล็กน้อย
“ไม่ต้องรีบร้อน พักผ่อนก่อน อย่าเหนื่อยเกินไป” คนแก่หลายคนเหล่านั้นสงสารนางจับใจ ป้าสี่หวังถึงขั้นทิ้งงานในมือ ตามไปกำกับจู้เจียงเจียงให้พักผ่อน
ตื่นเช้าไปฆ่าหมูทุกวันมันเหนื่อยจริงๆ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ฆ่าหมูเป็นรายได้เดียวของนางในตอนนี้ จะหยุดไม่ได้
อีกทั้งช่วงนี้ จู้เจียงเจียงก็เอาแต่รู้สึกว่าตัวเองจะตกงานอยู่ตลอดเวลา
นางไปช่วยฆ่าหมูทุกวัน หนิวต้งมองดูอยู่ข้างๆตลอด เขาใกล้จะทำเป็นแล้ว
จู้เจียงเจียงต้องฉวยโอกาสก่อนที่หนิวต้งจะเอ่ยปากไล่นางออก หาเงินได้หนึ่งวันก็มีเงินเพิ่มมาอีกหนึ่งวัน นางไม่กล้าลาแม้แต่วันเดียว
แต่หากโดนไล่ออกจริงๆ ก็คงไม่ส่งผลกระทบต่อนางมากนัก
นางจะได้ไปตั้งใจทำชา ตั้งใจขายชา นางยังต้องไปตั้งแผงขาย
ตอนที่ 10: ผลิตชาชุดแรก
จู้เจียงเจียงสวมหมวกฟางใบหนึ่ง ในมือถือเคียวเล่มหนึ่งปรากฏตัวอยู่บนภูเขาชา
เมื่อวานทุกคนในหมู่บ้านเพิ่งเริ่มงาน ตอนนี้จึงจัดการภูเขาชาไปได้แค่สิบกว่าหมู่เท่านั้น
หลังจากนางมาถึงก็ไปหาหลูชุ่ยฮวาก่อน ดูสถานการณ์ใบชาที่เก็บ
“ชุ่ยฮวา” จู้เจียงเจียงมองหาอยู่นาน ถึงจะเจอหลูชุ่ยฮวาที่ก้มหน้าตั้งใจเก็บชา “เป็นอย่างไรบ้าง เก็บได้เท่าไรแล้ว?”
ได้ยินเสียงของนาง พวกเด็กที่เก็บชาก็เดินเข้าไปหานาง ทยอยยกตะกร้าบนแขน อวดเอาความดีความชอบกับนาง “พี่หญิงจู้ พี่ดูข้าเก็บได้เยอะเท่านี้”
“พี่สะใภ้ พี่ดูแบบนี้ได้ไหม?” เผยเสี่ยวอวี๋ยื่นตะกร้าไป ถามอย่างระวัง
คนอื่นไม่รู้ว่าพี่สะใภ้นางให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แค่ไหน แต่นางรู้
หลายคืนมานี้ เพื่อภูเขาชาผืนนี้ พี่สะใภ้ของนางต้องนอนดึกดื่นทุกคืน นั่งอาศัยเตาไฟเขียนๆวาดๆ ลำบากเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเผยเสี่ยวอวี๋จึงค่อนข้างระวังในการเก็บใบชาว่าถูกหรือไม่เป็นพิเศษ
จู้เจียงเจียงดูใบชาที่พวกเด็กๆเก็บมาคร่าวๆ มีแค่เผยเสี่ยวอวี๋ที่เชื่อฟังที่สุด
“ทุกคนเก่งมากๆ โดยเฉพาะเสี่ยวอวี๋ คงเป็นเพราะเสี่ยวอวี๋อยู่บ้านฟังข้าพูดบ่อยๆ จำคำพูดของข้าได้แล้ว ชาต้องเด็ดส่วนแหลมอ่อนที่เพิ่งแตกหน่อ ดังนั้นทุกคนจึงต้องเก็บส่วนที่แหลมอ่อนให้มากถึงจะถูก”
เมื่อวานตอนบ่ายนางพาพวกเด็กๆมาบนภูเขาชา สอนพวกเขาว่าใบชาที่เก็บมาทั้งหมดจะเอาไปผลิตชา
วันนี้ ถึงนับว่าเป็นงานเก็บใบชาอย่างเป็นทางการ ใบชาที่ทุกคนเก็บยังเหมือนเมื่อวาน ใบชาแก่ก็เก็บมาไม่น้อย
ใบชาแก่ใช้ทำกับข้าวกินได้ แต่ผลิตชานั้นไม่ได้
จู้เจียงเจียงเตือนพวกเด็กๆอย่างถนอมน้ำใจ ทั้งยังเรียกหลูชุ่ยฮวามาใกล้ๆ โดยเฉพาะ ให้นางช่วยจับตาดู
“พี่หญิงจู้ ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร พี่สบายใจได้” หลูชุ่ยฮวาเข้าใจความหมายของนางในทันที
ตะกร้าของนางเองก็มีใบชาแก่มากมาย แต่จู้เจียงเจียงไม่พูด นางซาบซึ้งใจมาก ออกตัวว่าจะแก้ไขให้ดีขึ้นแน่นอน
จู้เจียงเจียงทำงานกับทุกคนตั้งแต่บ่ายถึงเย็น จนพระอาทิตย์ตกถึงกลับหมู่บ้าน
หลังจากกลับหมู่บ้าน คนที่อยากกินข้าวก็ไปกินข้าวเย็น คนที่ต้องไปทำหน้าที่ดูน้ำในท้องนาก็ไป มีแค่จู้เจียงเจียงที่ยังคงยุ่งกับเรื่องใบชา
ใบชาที่พวกเด็กๆเก็บกลับมาวันนี้ต้องรีบผึ่งลมไว้ ก่อนจะตากแห้ง นางยังต้องคัดใบชาแก่ออกมาเสียก่อน
สีท้องฟ้าค่อยๆมืดลง เผยเสี่ยวอวี๋อุ่นกับข้าวตอนเที่ยงกินเสร็จ ก็ดึงเก้าอี้เล็กมาช่วยนางทำงาน
พี่สะใภ้และน้องสามีนั่งอยู่หน้าบ้านตระกูลเผย เทใบชาออกมาทีละตะกร้า แล้วค่อยๆคัดทีละใบ หลังคัดเสร็จก็วางตากแห้งบนกระด้ง
เพื่อนบ้านรอบๆตระกูลเผยไม่กี่หลัง เดิมอยากพักผ่อนเร็วๆ เนื่องจากพรุ่งนี้ยังต้องไปจัดการชาบนภูเขาต่อ
แต่เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงกับเผยเสี่ยวอวี๋ยังทำงาน.งกๆ ก็ถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก แล้วอาสาเข้ามาช่วย
“เสี่ยวอวี๋โชคดีจริงๆ มีพี่สะใภ้คนหนึ่งที่ดีแบบนี้ เจ้าสาวดีขนาดนี้ก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเจ้าจะกลับมาหาพวกเจ้าตอนไหน”
ชาวบ้านหลายคนคัดใบชาไปพลางก็พูดสัพเพเหระไปพลาง แต่ทุกครั้งก็หนีไม่พ้นหัวข้อเรื่องของเผยจ้าว
จู้เจียงเจียงทำได้แค่ยิ้มรักษามารยาท นั่งฟังอยู่เงียบๆ ไม่เข้าร่วมบทสนทนาเรื่องที่นางไม่คาดหวัง
นางยังยืนยันคำเดิม เผยจ้าวเจ้าห้ามตาย แต่เจ้าก็ห้ามกลับมาเด็ดขาด!
ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านรอบๆหลายคน ฟ้าเพิ่งมืดได้ไม่นานพวกนางก็ทำเสร็จแล้ว
หลังจากปูใบชาเสร็จ นำทั้งหมดย้ายไปวางไว้กลางบ้านตระกูลเผยเรียบร้อยแล้ว บรรดาป้าๆสองสามคนที่มาช่วยก็กลับไป จู้เจียงเจียงจึงหาอาหารง่ายๆ กินไปนิดหน่อย อาบน้ำเย็นแล้วเข้านอน
ตอนนี้นางยุ่งจนแม้แต่เวลาต้มน้ำอาบก็ยังไม่มี
ในที่สุดการตกงานที่คาดเดาเอาไว้ก็มาถึงแล้ว
ยังไม่หมดเดือนสี่ หลังจากที่นางฆ่าหมูตัวนั้นเสร็จ หนิวต้งก็เรียกนางเอาไว้ด้วยความเกรงใจ
“แม่นางเจียงเจียง หลังจากวันนี้…เกรงว่าจะไม่ต้องให้เจ้ามาช่วยฆ่าหมูแล้ว ขอโทษจริงๆ” หนิวต้งหน้าแดง รู้สึกผิดจนไม่กล้าสบตาของจู้เจียงเจียง
พ่อของเขารู้เรื่องที่เขาจ้างคนมาฆ่าหมูแล้ว
พ่อเขาล้มป่วยกะทันหัน ดังนั้นจึงยังไม่ทันได้สอนเขาฆ่าหมู ทว่าตอนนี้เขาทำเป็นแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนมาช่วยอีก
“แต่เจ้าวางใจ ถ้าหากเจ้ายังต้องการเลือดหมูและเครื่องในละก็ ข้ายกให้เจ้าแบบไม่คิดเงินได้” หนิวต้งรีบพูดเสริม
การชดเชยที่เขาให้นางได้ก็มีแค่เท่านี้แล้ว
“ไม่เป็นไร”
จู้เจียงเจียงยิ้มปลอบหนิวต้ง “ข้าก็ขอบคุณเจ้าที่ให้โอกาสนี้กับข้า อืม…ข้ายังต้องการเลือดหมูและเครื่องใน ตอนที่เจ้าฆ่าหมูก็เก็บไว้ให้ข้า ข้าจะหาโอกาสเข้าเมืองมารับ”
ฆ่าหมูหนึ่งเดือนมานี้ นางเก็บได้สี่ห้าตำลึงเงิน เงินจำนวนนี้นำมาตั้งแผงขายก็น่าจะเพียงพอ
แค่ต้องซื้อหม้อ ถ้วยและกาน้ำชา ส่วนฟืน เตา โต๊ะเก้าอี้ที่ใช้ตั้งแผงขาย ประเดี๋ยวนางวานคนแก่ในหมู่บ้านใช้ไม้ไผ่ทำให้นางก็ได้
หนิวต้งยังคงรู้สึกผิดต่อจู้เจียงเจียงมากจริงๆ
วันเวลาที่ได้รู้จักกับนาง เขาพบว่านางเป็นคนคุยเก่ง ชอบยิ้ม นิสัยอ่อนโยนแต่ก็เป็นคนกล้าหาญเด็ดขาดมากคนหนึ่ง
ถ้าหากไม่รู้มาก่อนว่านางแต่งงานแล้ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไปสู่ขอนางที่บ้านก็เป็นได้
“อันนี้ให้เจ้า ถือว่าเป็นของขอบคุณที่ช่วงนี้เจ้าต้องตื่นเช้ามาช่วยข้า” หนิวต้งหั่นเนื้อชิ้นใหญ่ให้จู้เจียงเจียง
พูดแล้วก็ละอายใจ นานขนาดนี้ ที่เขายกให้นางแบบไม่คิดเงินก็มีแต่เลือดหมูและเครื่องใน ไม่เคยให้ชิ้นเนื้อกับนางเลย อีกทั้งนางก็ไม่เคยซื้อเนื้อเลยด้วย
จู้เจียงเจียงมองเนื้อที่เขายื่นมาให้ พลันหลุดขำเล็กน้อย ก่อนจะรับมาอย่างสุภาพ “ขอบคุณนะ”
ถือว่าเป็นสวัสดิการที่เถ้าแก่ให้ก็แล้วกัน
ชิ้นเนื้อนี้ จู้เจียงเจียงไม่บอกคนในหมู่บ้าน นางฝากเก็บเข้าในช่องว่างมิติ เอาไว้ให้ตัวเองและเผยเสี่ยวอวี๋กินกันอย่างประหยัด
ไม่ต้องฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ต้องตื่นมาคลำทางเข้าไปในเมืองทุกวันอีก ทว่าจู้เจียงเจียงกลับติดนิสัยตื่นเช้าไปเสียแล้ว
ถึงอย่างไรก็นอนต่อไม่หลับ เช่นนั้นก็ลุกขึ้นมาเสียเลย มาเตรียมเรื่องอบ
ใบชาชุดแรกที่เก็บกลับมา ไม่กี่วันก่อนนางทยอยทำตามขั้นตอนก่อนหน้านี้เสร็จแล้ว วันนี้อบ หลังคัดก้านก็บรรจุลงห่อได้แล้ว
แต่ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ในใจจู้เจียงเจียงแอบหวั่นใจเล็กน้อย
“สะใภ้เล็ก วันนี้เจ้าไม่ต้องไปฆ่าหมูในเมืองหรือ?”
ชาวบ้านที่ทยอยตื่นเห็นนางยังยุ่งอยู่ในลานบ้าน ต่างก็รู้สึกว่าตัวเองตาฝาด
“อรุณสวัสดิ์ท่านป้า ตั้งแต่วันนี้ข้าไม่ต้องเข้าเมืองไปฆ่าหมูแล้ว งานนั้นไม่ต้องการคนแล้ว” จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วตอบกลับ
“ไม่ต้องการคนแล้ว?”
ท่านป้าคนนั้นรีบเข้ามาใกล้อย่างสอดรู้สอดเห็น “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม?”
“ไม่มี” จู้เจียงเจียงทำหน้าจนใจ “ก็คือเถ้าแก่หนิวเขาฆ่าหมูเองได้ ไม่ต้องการให้ข้าช่วยแล้วเท่านั้น”
“แบบนี้นี่เอง…”
บนใบหน้าท่านป้าคนนั้นมีความเสียดาย กลับยังไม่ลืมปลอบใจจู้เจียงเจียง “แบบนี้ก็ดี ไม่ไปก็ไม่ไป เดี๋ยวเจ้าจะเหนื่อยเกินไป แต่เจ้าวางใจ เรื่องของภูเขาชาพวกเรายังช่วยเจ้าทำอยู่แน่นอน”
นางกลัวจู้เจียงเจียงจะกังวลที่ไม่มีเลือดหมูและเครื่องในพวกนั้นให้กิน แล้วพวกเขาจะไม่ช่วยงานนาง ดังนั้นจึงรีบแสดงท่าที
สำหรับเรื่องนี้ จู้เจียงเจียงเคยเตรียมใจไว้ก่อนจริงๆ
ยังมีป่าชาเล็กๆอีกสองผืนที่ยังไม่ได้จัดการ นางกังวลว่าตัวเองจะทำไม่ทันจริงๆ ทำให้ป่าชาสองผืนนั้นเสียไปเปล่าๆ
“ขอบคุณท่านป้า” จู้เจียงเจียงขอบคุณความหวังดีของคนในหมู่บ้าน
พวกเขาใจดีเหมือนในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจริงๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment