divorce ep101-110 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 101: ก่อนงานเลี้ยงจอหงวนมีคนคลุ้มคลั่ง“อุ๊ย! สะใภ้เล็ก เจ้าให้พวกเขาไปลงนาเกี่ยวข้าวได้อย่างไร นั่นเป็นคนดังเชียวนะ!”พอคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเห็นพวกน้องห้าลงนาไปช่วยเกี่ยวข้าว ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะพูดกับจู้เจียงเจียงสักสองสามประโยคแม้แต่พวกเขายังรู้ ตอนนี้กลุ่มคนในนากลุ่มนั้นเป็นนักแสดงงิ้วที่กำลังมาแรง คนรวยในเมืองจำนวนมากต่างมาเชื้อเชิญพวกเขาไปร้องงิ้วในจวนยังเชิญไม่ได้นึกไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะกล้าเรียกพวกเขามาลงนาเกี่ยวข้าว!ตอนแรกที่ได้ยินคนในหมู่บ้านพูดแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็แค่ยิ้มตอบผ่านๆไป แต่พอได้ยินบ่อยเข้า นางก็เริ่มสงสัยตัวเองหรือเป็นเพราะว่าช่วงนี้นางไม่ได้เข้าเมือง ทำให้ตกข่าวสารอะไรไป?ไม่ว่าจะมองอย่างไร นางก็รู้สึกว่าพวกน้องเก้ายังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง“น้องรอง พวกเจ้าไปแสดงที่เมืองเจียงเป่ยครั้งนี้ ชาวบ้านที่นั่นมีปฏิกิริยายังไงบ้าง?” จู้เจียงเจียงเกี่ยวข้าวไปพลาง ถามพวกเขาอย่างสงสัยไปพลางน้องรองได้ยินจึงลุกขึ้นแล้วคิดอยู่พักหนึ่ง ถึงเอ่ยปากช้าๆ “เหมือนจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรพิเศษนะขอรับ ก็เหมือนตอนอยู่เมืองเจียงหนานด้านล่างเวทีส่งเสียงดังๆ”บางทีอาจเป็นเพราะตอนขึ้นแสดงงิ้วที่เมืองเจียงหนาน มีเรื่องหมิงเหยาปูพื้น ดังนั้นหากเทียบกับเมืองเจียงเป่ยแล้ว ดูเหมือนปฏิกิริยาของเมืองเจียงหนานจะคึกคักกว่าหน่อย“แต่ว่าก็มีคนใจดีหลายคนจ่ายเงินหนึ่งร้อยเหวิน ให้รางวัลพวกเราเท่านั้น” น้องรองเสริมขึ้นอีกหนึ่งประโยคเบาๆจู้เจียงเจียงได้ยินดังนั้น ก็มือสั่นจนเกือบจะตัดโดนนิ้วตัวเองในที่สุดตอนนี้นางก็รู้แล้วว่าทำไมคนในหมู่บ้านถึงเห็นพวกเขาหลายคนเป็นคนดัง ดูท่าพวกเขาจะดังแล้วจริงๆในเมื่อพวกเขาทำการแสดงงิ้วได้ดีและดังอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็มีความคิดใจกล้าหนึ่งขึ้นมามิสู้ให้พวกเขาเป็นนักแสดงอาชีพไปเลยล่ะ?ตกกลางคืนหลังกินข้าวเสร็จ จู้เจียงเจียงก็พาเผยเสี่ยวอวี๋เดินไปทางทิศเหนือด้วยกันได้ยินเสียงพวกน้องห้ายังฝึกร้องอยู่ริมแม่น้ำ นางก็รู้ได้ว่าพวกเขาชอบร้องงิ้วจริงๆ“น้องห้า” จู้เจียงเจียงเอ่ยเรียกออกไปน้องห้าได้ยินเสียงจึงหยุดร้องแล้วหันหน้ากลับมา หลายคนในบ้านก็หยุดงานในมือแล้วออกมาต้อนรับนางเช่นกัน “พี่หญิงจู้ ดึกป่านนี้แล้ว มีธุระอะไรหรือ?”“ใช่เรื่องในแปลงนาหรือไม่ พรุ่งนี้พี่หญิงจู้ค่อยมาบอกพวกเราก็ได้ จะได้ไม่ต้องวิ่งมากลางดึก อากาศมันหนาวเกินไป” น้องรองพูดพร้อมกับก้าวมาข้างหน้าสำหรับจู้เจียงเจียง พวกเขาเห็นนางเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตและพี่สาวแท้ๆมาโดยตลอดหากไม่มีนางในวันนั้น ก็คงไม่มีพวกเขาในวันนี้“ขอโทษที่มารบกวนพวกเจ้าตอนดึกแบบนี้ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในบ้านดีกว่า” วันนี้หากไม่พูดละก็ คืนนี้จู้เจียงเจียงคงนอนไม่หลับดังนั้นนางถึงได้เดินทางมาที่นี่อย่างไรเล่าทุกคนเดินเข้าไปในบ้านพร้อมกัน แล้วหาเก้าอี้มานั่งล้อมรอบจู้เจียงเจียงไว้จู้เจียงเจียงลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเลือกคำพูดที่เหมาะสมแล้วถามว่า “อันที่จริง คือข้าแค่อยากจะมาถามพวกเจ้า ถ้าหากให้พวกเจ้าร้องงิ้วไปตลอด พวกเจ้าจะเต็มใจไหม?”“ร้องงิ้วไปตลอดหรือ?”พวกเขาเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ “มีคนมาเชิญพวกเราไปร้องอีกหรือ?”“ไม่ใช่ ความหมายของข้าคือ ข้าคิดจะเปิดหอจ้าวเซิงใหม่อีกครั้ง แล้วให้พวกเจ้าไปร้องไปแสดงงิ้วอยู่ในหอ พวกเจ้ารับผิดชอบเรื่องการแสดง ข้ารับผิดชอบเขียนบทละคร จากนั้นพวกเราก็แบ่งรายได้กันคนละครึ่ง พวกเจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?”หอจ้าวเซิง สถานที่ที่ใหญ่แบบนั้น หากปล่อยไว้เฉยๆ ก็ดูจะสิ้นเปลืองไปสักหน่อย ไม่สู้ทำละครขึ้นมา จะได้มีช่องทางหาเงินเพิ่มอีกช่องทางหนึ่ง“เรื่องนี้...”“ข้าเต็มใจ!”น้องรองเหมือนจะยังมีความลังเลอยู่ แต่น้องห้าที่อยู่ด้านข้างกลับชิงเอ่ยปากขึ้นมาเสียก่อน “พี่หญิงจู้ ข้าอยากร้อง!”“พี่รอง ข้าก็อยากร้อง” น้องสามที่แสดงเป็นเหลียงชานปั๋วก็เอ่ยปากขึ้นแล้วเช่นกันนี่คือทางรอดหาเงินเลี้ยงดูตัวเองหนึ่งเดียวในตอนนี้ของพวกเขา ถึงแม้จะถูกคนเรียกว่าพวกชั้นต่ำ แต่พวกเขาก็อยากพึ่งพาความพยายามของตัวเองในการหาเงินพี่ใหญ่โจวเหลียงสอบติดแล้ว อนาคตคงจะเป็นขุนนางพวกเขาจะเป็นตัวถ่วงให้โจวเหลียงไม่ได้ และก็ไม่อยากให้จู้เจียงเจียงเลี้ยงดูตลอดไป พวกเขาต้องมีเป้าหมายและเส้นทางของตัวเองยิ่งไปกว่านั้น ในพวกเขามีหลายคนถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้ว หากไม่หาเงินสักหน่อย ชีวิตนี้เกรงว่าคงจะจบสิ้นเป็นแน่เดิมทีน้องรองก็ไม่คิดคัดค้านอยู่แล้ว “ข้าเข้าใจความคิดของพวกเจ้า เมื่อครู่ข้าเพียงแค่อยากบอกว่า อีกสองวันพี่ใหญ่ก็จะกลับมาแล้ว พวกเราจัดงานเลี้ยงฉลองให้เขาก่อน แล้วค่อยปรึกษาหารือเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”ระหว่างพวกเขา ถึงแม้จะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด แต่ถึงอย่างไรก็พึ่งพาอาศัยกันเหมือนพี่น้องมาถึงสองปี เห็นกันและกันเป็นคนในครอบครัวนานแล้วสอบติดคือเรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุด พวกเขาตอนนี้ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องของโจวเหลียงเป็นหลัก รอผ่านไปช่วงหนึ่ง ค่อยปรึกษาธุรกิจของหอจ้าวเซิงก็ยังไม่สาย“น้องรองพูดถูก งั้นพวกเราก็รอให้โจวเหลียงกลับมาหารือด้วยกันดีไหม?”จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าตัวเองใจร้อนเกินไป ลืมไปเลยว่านอกจากน้องห้าแล้ว ยังมีน้องเก้าและพวกเด็กเล็กอีกหลายคนที่ต้องพิจารณาพวกเด็กๆ แน่นอนว่าต้องไปสถานศึกษาพร้อมกับเผยเสี่ยวอวี๋ดูท่าการเป็นคนดูแลครอบครัวจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องพิจารณารอบด้านถึงจะได้หลังจากได้ยินว่าโจวเหลียงสอบติดมาหลายวัน ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็ได้รับจดหมายจากเขาตามเนื้อหาในจดหมายบอกว่า วันมะรืนโจวเหลียงก็จะกลับถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเมื่อมีวันที่แน่นอนแล้ว ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็ปล่อยวาง และเริ่มเตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองการกลับมาของจอหงวนได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้นางก็คือหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และตอนที่โจวเหลียงไปเข้าร่วมการสอบขุนนาง ที่อยู่ที่เขาเขียนลงบนบัตรสอบย่อมต้องเป็นหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในฐานะที่เขาเป็นคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงครึ่งหนึ่ง เมื่อสอบติดจอหงวน ก็เป็นธรรมดาที่นางจะมีหน้าที่รับผิดชอบจัดงานเลี้ยงฉลองการสอบติดจอหงวนดังนั้น จู้เจียงเจียงจึงเคาะฆ้องเรียกชาวบ้านในฐานะที่เป็นหัวหน้าหมู่บ้านครั้งแรกคนทั้งหมู่บ้านได้ยินเสียงก็พากันมา ทุกคนชุมนุมอยู่ที่ลานบ้านของบ้านตระกูลเผย“งานเลี้ยงฉลองจอหงวนนี้ ควรจัด! หากแพร่เรื่องนี้ออกไป หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเราก็จะได้อาศัยบารมีมีชื่อเสียงไปด้วย จริงไหม?”“ใช่แล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเราไม่เคยมีจอหงวนมาก่อน ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็ต้องจัด!”จู้เจียงเจียงยังไม่ทันอ้าปากว่าเรื่องอะไร ทุกคนก็เดาออกแล้วเพราะนี่สำหรับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว เป็นเรื่องดีที่แม้จะขอพรอย่างไรก็คงไม่ได้มา ดังนั้นพวกเขาจึงอยากกระโดดขึ้นไปอาศัยบารมีนี้ด้วยสองสามีภรรยาตระกูลเหลียงในฝูงชนได้ยินคำเหล่านี้ ความคับแค้นที่มีในใจก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเดิมทีนี่ควรเป็นเกียรติยศของพวกเขาตระกูลเหลียง ถึงพวกชาวบ้านจะต้องการอาศัยบารมี ก็ควรจะอาศัยบารมีของพวกเขาตระกูลเหลียง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรเป็นคนต่างถิ่นแซ่โจวผู้นั้น!ฮวงซื่อ มารดาบ้านตระกูลเหลียงยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ในฉับพลันก็เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงคลุ้มคลั่งขึ้นมา“พวกเจ้าทุกคนหุบปากซะ!”“เดิมคนที่ต้องสอบติดจอหงวนครั้งนี้ควรจะเป็นเหวินโจวของบ้านข้าต่างหาก พวกเจ้าทุกคนเข้าใจผิดแล้ว จอหงวนก็คือเหวินโจวลูกข้าต่างหาก!”ทุกคนตกใจกับเสียงร้องตะโกนของฮวงซื่อ ต่างทยอยถอยห่างออกไปจากข้างๆนาง แล้วล้อมเป็นวงกลมมองนางด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม“เป็นอะไรไป แม่บัณฑิตเจ้าว่าอะไรนะ?”พวกชาวบ้านต่างพูดคุยกันเสียงดัง ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความดูถูกและรังเกียจอยู่เล็กน้อยเมื่อก่อนในหมู่บ้านมีแค่เหลียงเหวินโจวคนเดียวที่ออกเดินทางท่องเที่ยวเล่าเรียนอยู่ข้างนอก ฮวงซื่อจึงรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเรียกตัวเองว่าแม่บัณฑิตแต่หลังจากที่ตระกูลเหลียงของตัวเองไปหาเรื่องจู้เจียงเจียง จุดยืนในหมู่บ้านของพวกเขาก็ดิ่งลงฮวบฮาบเหลียงเหวินโจวก็ขังตัวเองอยู่ในบ้านไม่ยอมออกมา วันๆไม่ทำอะไร เสมือนเป็นคนพิการไร้ค่าคนหนึ่งตั้งแต่นั้นมา ทุกคนก็เริ่มไม่สนใจไยดีตระกูลเหลียงมาจนถึงทุกวันนี้“แม่บัณฑิตอะไรกัน ไม่ใช่ตั้งนานแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งแก้ไขให้ถูกต้องพูดจบ ทุกคนก็เริ่มหัวเราะเสียงดังเกรียวกราว เสียดแทงฮวงซื่อโดยตรง ตอนที่ 102: เดาข้อสอบขุนนางถูก นางกลายเป็นเทพโดยไม่คาดคิด“จู้เจียงเจียงคือคนหลอกลวงไม่รักษาคำพูดคนหนึ่ง พวกเจ้าทุกคนถูกนางหลอกแล้ว!” ฮวงซื่อตะคอกเสียงดังตะโกนไปพลางหาตัวจู้เจียงเจียงไปพลาง “เหวินโจวลูกข้าถูกนางทำลาย หากพวกเจ้าไม่อยากมีจุดจบอย่างพวกเรา ก็ออกให้ห่างจู้เจียงเจียงไปไกลๆซะ”ฮวงซื่อปากพร่ำตะโกนให้ทุกคนไม่ต้องเข้าใกล้จู้เจียงเจียง พูดออกมามากมาย กลับพูดไม่ตรงประเด็นเลย“แม่บัณฑิต เจ้าพูดว่าอะไร สะใภ้เล็กทำอะไรเหวินโจวของเจ้า?”จุดจบของตระกูลเหลียง ทุกคนต่างเห็นในสายตา หากเป็นฝีมือของจู้เจียงเจียงจริงๆ เช่นนั้นก็น่ากลัวเกินไปแล้วเพียงแต่ตระกูลเหลียงกับจู้เจียงเจียงก่อนหน้านี้มีบุญคุณความแค้นอะไรกันอย่างไร พวกเขาก็ไม่รู้เลย แค่ฟังฮวงซื่อพูดเท่านั้น ทุกคนจึงไม่ค่อยเชื่อ“ใช่ๆ เจ้าไม่บอกพวกเรา จะรู้ได้อย่างไรว่าถูกหลอกหรือไม่” ผู้หญิงคนหนึ่งพูดเสียงเบาตอนพูดประโยคนี้ ยังไม่ลืมมองซ้ายขวารอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าจู้เจียงเจียงไม่อยู่นางถึงกล้าพูดตอนนี้จะล่วงเกินจู้เจียงเจียงไม่ได้ นางมีทั้งเงิน ที่ดิน เพื่อนก็เป็นจอหงวนคนหนึ่ง และยังมีคนในเมืองกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้สถานะเดินตามหลังนางทั้งวันด้วยสถานะของนางตอนนี้ เกรงว่าใต้เท้าจูก็ต้องระวังไม่กล้าผิดใจด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขาฮวงซื่ออิจฉาริษยาจะเป็นบ้ามานานแล้ว และไม่กลัวจะผิดใจกับจู้เจียงเจียงอีก จึงพูดความจริงออกมา“พวกเจ้าคงจะไม่รู้? สามเดือนก่อน จู้เจียงเจียงมาหาเหวินโจวของข้าที่บ้าน บอกว่านางสามารถช่วยให้เขาสอบติดจอหงวนได้ เหวินโจวลูกข้าเชื่อนาง แต่นางเล่า?”“นางไม่มีสัจจะ กลับให้คนนอกคนหนึ่งไปสอบแทน ไม่อย่างนั้นวันมะรืนจอหงวนที่กลับมาก็คือเหวินโจวลูกของข้าแล้ว พวกเจ้าว่านางเป็นคนหลอกลวงหรือไม่ล่ะ”ฮวงซื่อพูดมีเหตุมีผลอย่างฉะฉาน ตำหนิจู้เจียงเจียงต่อหน้าทุกคนทั้งยังทำท่าทางเหมือนถูกรังแกเอาเปรียบได้รับความอยุติธรรม โยนความผิดพลาดทั้งหมดของตระกูลเหลียงไปให้จู้เจียงเจียงเมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ยังฟังไม่ออกว่าสาเหตุคืออะไร ถึงขั้นฟังไม่ค่อยเข้าใจ“แม่เหลียง เจ้าจะบอกอะไรกันแน่ สะใภ้เล็กจะช่วยเหวินโจวของเจ้าสอบจวี่เหรินได้อย่างไร?”หญิงสาวคนหนึ่ง แม้จะรู้หนังสือนิดหน่อย แต่การไปสอบไล่นั้นก็มีแค่ผู้ชายเท่านั้นที่ไปได้ อีกอย่างยังต้องไปถึงเมืองหลวงที่อยู่ห่างไกลเพื่อเข้าสนามสอบถึงจะสอบได้แล้วผู้หญิงจะช่วยสอบได้อย่างไร?นี่มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ พูดตลกอยู่หรือ?“จริงด้วย ตอนพี่ชายตระกูลโจวนั่นไปสอบไล่ สะใภ้เล็กก็อยู่ในหมู่บ้าน นางไม่ได้ไปไหนเลย เจ้าพูดได้อย่างไรว่าพี่ชายตระกูลโจวสอบติดเพราะนาง?”“นี่...” ในช่วงเวลาสั้นๆ ฮวงซื่อกลับตอบไม่ได้แต่เพียงไม่นาน นางก็นึกถึงคำที่ลูกชายของตัวเองพร่ำบ่นอยู่บ่อยๆ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เลียนแบบทั้งคำพูดและท่าทางออกมา“เหวินโจวลูกข้าบอกว่า จู้เจียงเจียงรู้ข้อสอบปีนี้อยู่ก่อน นางได้เตรียมการทั้งหมดไว้ล่วงหน้าแล้ว”“หา?”คำพูดนี้พูดออกมา ทุกคนต่างก็เข้าใจและตกใจเมื่อได้ยินคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะรู้หัวข้อการสอบล่วงหน้า!เป็นไปได้อย่างไร!จู้เจียงเจียงที่อยู่ชั้นบนไม่รู้เดินมาตอนไหน ด้านข้างมีอู่จิ้นผิง ฉินเฟิง และมีพวกเผยเสี่ยวอวี๋มาเป็นกลุ่ม“สะใภ้เล็ก เป็นความจริงหรือ?” คนหนึ่งเอ่ยถามนางท่าทางเหมือนตกใจกลัวเห็นแค่จู้เจียงเจียงทำหน้านิ่ง พูดอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “เป็นความจริง”“หา!” ทุกคนในหมู่บ้านแตกตื่นแม้แต่อู่จิ้นผิงกับฉินเฟิงก็นิ่งอึ้งอยู่กับที่ ไม่อยากจะเชื่อ“ข้าก็แค่เดาข้อสอบปีนี้ถูก มีปัญหาอะไรไหม?” จู้เจียงเจียงเสริมอีกหนึ่งประโยค“เฮ้อ...”คำพูดนี้ทำให้อู่จิ้นผิงกับฉินเฟิงถอนใจอย่างโล่งอกออกมาในเวลาเดียวกันเช่นนั้นก็พูดให้เร็วหน่อยสิ อ้าปากพะงาบพะงาบ ทำให้พวกเขาคิดว่าหัวข้อการสอบที่ฮ่องเต้ออกด้วยพระองค์เองจะรั่วไหลเสียแล้วเอ๊ะ ไม่ถูกต้องสิ!ถึงแม้ว่าจะรั่วไหล ก็เป็นไปไม่ได้ที่จู้เจียงเจียงตัวอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเมืองเจียงหนานที่ห่างไกลจะได้รับข่าวสาร หากนางยังได้รับข้อมูลนี้ ถ้าอย่างนั้นทั้งราชวงศ์ต้าหลี่คงรู้กันหมดแล้ว?ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะรั่วไหล นางก็แค่เดาหัวข้อการสอบถูกเท่านั้นเองแต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น นางก็เก่งกาจมากแล้ว!“แม่นางจู้ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเดาหัวข้อการสอบเป็น ข้ายังนึกว่ามีแต่พวกบัณฑิตในเมืองหลวงเท่านั้นถึงจะสนใจสิ่งนี้ ไม่นึกเลยว่าหมู่บ้านเล็กๆอย่างหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็มีคนทำเรื่องนี้ด้วย ช่างน่าประหลาดใจจริงๆ” ฉินเฟิงเอ่ยขึ้นมาถึงแม้คนส่วนใหญ่จะฟังไม่เข้าใจว่าฉินเฟิงกำลังพูดอะไร แต่ฟังดูแล้วเหมือนว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากการเดาหัวข้อการสอบเป็นสิ่งที่คนเรียนหนังสือในเมืองหลวงถึงจะทำกันหรือ?จู้เจียงเจียงเดาถูก เช่นนั้นก็แสดงว่านางต้องเก่งกาจมากแน่นอน?เฮ้อๆ ดูท่าตอนต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า สถานศึกษาที่จู้เจียงเจียงเปิด พวกเขาต้องเบียดเข้าไปให้จงได้เดิมนางบอกว่าจะเปิดสถานศึกษาเล็กๆในชนบท ทุกคนก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยเพื่อไว้หน้านางถจึงฝืนรับปาก ไม่กล้าปฏิเสธออกไปใครจะรู้ว่าจู้เจียงเจียงจะเดาหัวข้อการสอบเป็น ช่วยคนอื่นจนสอบจอหงวนได้ พวกเขาเกือบจะพลาดโอกาสดีๆ เพราะความไม่รู้ของตัวเองเสียแล้ว!โชคดีที่ฮวงซื่อโวยวายเช่นนี้ออกมา ต้องขอบคุณนางจริงๆ“ดังนั้นป้าบ้านเหลียง ยังมีปัญหาอะไรอีกไหม?”จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าตอนนี้พวกชาวบ้านได้เคารพนางเหมือนเป็นเทพองค์หนึ่งอยู่ในใจแล้ว นางสนใจแค่เรื่องที่ยังไม่ได้คลี่คลายตรงหน้าเท่านั้นวันมะรืนโจวเหลียงก็จะกลับมาแล้ว งานเลี้ยงฉลองให้จอหงวนจะล่าช้าไม่ได้ฮวงซื่อเห็นว่าโวยวายออกมาใหญ่โตขนาดนี้ยังไม่มีประโยชน์ กลับกันยังไปทำให้ภาพลักษณ์ของจู้เจียงเจียงดีขึ้นไปอีก นางรู้สึกโมโหมากจริงๆ“ถึงแม้ว่าเจ้าจะเดาหัวข้อการสอบถูก แต่เจ้าก็คือคนอกตัญญู ในเมื่อเจ้าแต่งมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา เจ้าไม่ช่วยคนในหมู่บ้านให้สอบติด กลับไปช่วยคนนอกคนหนึ่ง อย่างไรเจ้าก็คือคนอกตัญญู!”ฮวงซื่อที่พยายามเถียงข้างๆคูๆ ปั้นน้ำเป็นตัวเช่นนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา“ป้า หรือป้าลืมไปแล้ว เริ่มแรกสุดข้าไปหาก็คือเหลียงเหวินโจวบ้านป้า แต่ว่าพวกป้าเล่า? พวกป้าตอบแทนข้าอย่างไร ป้าลืมไปแล้วหรือ?”“ฮวงซื่อ เจ้าบอกมาว่าพวกเจ้าทำอะไรสะใภ้เล็กกันแน่!” จู่ๆ สวี่เหล่าเกินก็ตะโกนออกมาพร้อมกับชี้ไปที่ฮวงซื่อไม่เพียงแค่สวี่เหล่าเกินเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ที่นี่ดูเหมือนจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ดูท่าตอนแรกที่จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ไม่สนใจเหลียงเหวินโจว เป็นเพราะคนตระกูลเหลียงทำอะไรนางจู้เจียงเจียงให้เกียรติพวกเขาครั้งสุดท้าย ไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกมา ทำให้พวกเขายังอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไปได้แต่คนตระกูลเหลียงไม่เพียงแต่จะไม่สำนึกบุญคุณ ยังมาหาเรื่อง พวกเขาถึงได้รู้ความจริงฮวงซื่อคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นคนที่ถูกรังเกียจเดียดฉันท์นางพูดอะไรไม่ออก เถียงอย่างไรก็ไม่ชนะ ทำได้แค่วิ่งหนีเตลิดกลับบ้านไปแม่บ้านเหลียงไปแล้ว ทว่าพวกชาวบ้านกลับยังมีเรื่องที่อยากรู้ไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นจึงหันไปถามจู้เจียงเจียงต่อ “สะใภ้เล็ก ตระกูลเหลียงทำอะไรเจ้ากันแน่ เจ้าพูดออกมา พวกเราหนุนหลังเอง!”หนุนหลัง?นางจู้เจียงเจียงต้องให้พวกเขามาหนุนหลังด้วยหรือ? พวกเขาแค่ไม่หาเรื่องยุ่งยากมาให้ นางก็ขอบคุณฟ้าขอบคุณดินแล้ว“ไม่ต้อง เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว พวกเรามาคุยกันเรื่องงานเลี้ยงฉลองให้จอหงวนกันก่อนเถิด” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนเรื่องคุยอันที่จริงทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ดูออก จู้เจียงเจียงยังไม่ไว้ใจพวกเขาสักเท่าไร ใครใช้ให้ตอนช่วงน้ำท่วมพวกเขาเคยทำนางเจ็บแสบมาครั้งหนึ่งนางไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องบาดหมางครั้งก่อนเก่า ซ้ำยังพาพวกเขามาทำงานด้วยก็นับว่าใจกว้างต่อพวกเขามากพอแล้ว อย่างอื่นจึงไม่กล้าหวังไปมากกว่านี้“ได้ๆ สะใภ้เล็กจะให้ทำอะไรแบบไหน พวกเราก็ว่าตามนั้น!” ตอนที่ 103: หญิงชาวบ้านในตอนแรกกลายเป็นสาวงามแล้วโจวเหลียงสอบติดจอหงวน กลับมาเป็นขุนนางในบ้านเกิด สิ่งนี้สำหรับจู้เจียงเจียงแล้วถือว่าเป็นเรื่องดีแน่นอนแผนการใหญ่ในอนาคตของนาง ทั้งหมดยังต้องพึ่งพาอาศัยโจวเหลียง ดังนั้นงานเลี้ยงฉลองในวันพรุ่งนี้ นางวางแผนจะจัดแบบงานเลี้ยงสายน้ำไหล ต่อเนื่องสามวันสามคืน!“แม่นางเจียงเจียง เจ้าแน่ใจหรือว่าจะจองหมูข้าสิบตัว?” หนิวต้งไม่อยากจะเชื่อหูที่ตัวเองได้ยินเมื่อครู่ จึงเอ่ยถามยืนยันกับนางอีกครั้งหมูสิบตัวเชียว พอให้เขาขายได้ถึงเจ็ดแปดวันเชียวนะจู้เจียงเจียงนำเงินตบลงบนโต๊ะร้านขายหมูอย่างใจปํ้า “เอาสิบตัวนั่นแหละ ส่งไปที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงวันนี้เลย งานเลี้ยงฉลองจอหงวนพรุ่งนี้เถ้าแก่หนิวอย่าลืมไปนะ”“งานเลี้ยงฉลองให้จอหงวนหรือ ข้าเองก็ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน”พูดถึงเรื่องนี้ หนิวต้งก็อดไม่ได้ที่จะชูนิ้วโป้งให้นาง “แม่นางเจียงเจียง เจ้าเก่งกาจจริงๆ ไม่นึกว่าจะเดาหัวข้อการสอบถูก หากรู้ล่วงหน้า ข้าก็คงจะไปเรียนหนังสือบ้างแล้ว จะได้ไปขอหัวข้อการสอบกับเจ้า แล้วไปสอบเอาตำแหน่งจอหงวนกลับมาบ้าง”“...ท่านก็ได้ยินมาเหมือนกันหรือ?” จู้เจียงเจียงยิ้มเขินทำไมเรื่องนี้ถึงแพร่กระจายเร็วแบบนี้ วันนี้นางเข้าเมืองมาซื้อของ ทุกคนที่รู้จักนางต่างก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้ว“เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ใครจะไม่รู้ แม่นางเจียงเจียง เจ้าเหมือนเทพจริงๆ!”ถึงแม้ท่าทางของหนิวต้งจะเหมือนพูดจาหยอกล้อ แต่ในใจของเขากลับชื่นชมนางมากจริงๆ นางรู้ไปหมดทุกเรื่องได้อย่างไรกันนะ“ขอบคุณ ขอบคุณ”จู้เจียงเจียงโบกมือไปมา แล้วรีบหาข้ออ้างเพื่อเผ่นหนีเดิมนึกว่าซื้อผักเสร็จก็จบงาน ใครจะรู้ตอนไปเชิญแขกที่จวนหมิง ปฏิกิริยาของคนที่นั่นยิ่งน่าตกใจไปใหญ่!“แม่นาง คุณชายของเรากำลังเรียนอยู่ ท่านรอที่นี่สักครู่ ข้าขอตัวไปแจ้งก่อน” คนใช้ของจวนหมิงสุภาพกับจู้เจียงเจียงมากไม่เพียงเพราะว่านางโน้มน้าวหมอเทวดาซิวให้มาช่วยชีวิตคุณหนูของพวกเขาได้ แต่เป็นเพราะเรื่องเดาหัวข้อการสอบถูกด้วยได้ยินมาว่าต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า นางจะเปิดสถานศึกษา และรับสมัครนักเรียน คนที่มีลูกมีหลานก็อยากจะเข้ามาตีสนิทกับนาง หวังให้ลูกหลานได้ไปเรียนกับนางดังนั้นจะไม่สุภาพกับนางได้อย่างไร?คนที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาตระกูลหมิงได้ยินว่าจู้เจียงเจียงมา เสียงท่องหนังสือก็หยุดลงทันที ทั้งหมดโยนหนังสือในมือทิ้งแล้ววิ่งมาดูจู้เจียงเจียง“พวกท่านดูนั่น นางก็คือสตรีที่เดาหัวข้อการสอบถูกคนนั้น!”“รูปร่างหน้าตาสวยใช้ได้ หากสวมกระโปรงต้องงดงาม...”เดือนห้าปีนี้จู้เจียงเจียงเพิ่งจะมาสำนักศึกษาตระกูลหมิง เคยต่อบทกวีกับหนึ่งในพวกเขา แต่พวกเขากลับจำนางไม่ได้เสียแล้วนางในตอนนี้ ไม่เหมือนเป็นคนเดียวกับสาวชนบทในเมื่อก่อนที่ทั้งผอมทั้งดำคนนั้นโดยสิ้นเชิงหากไม่ใช่จูชิงหรานเตือนสติ พวกเขาก็ยังคงไม่รู้ว่าจู้เจียงเจียงก็คือคนที่ต่อบทกวีกับพวกเขาในตอนนั้น“แม่นางผู้นี้ก็คือแม่นางที่มาสมาคมผู้รู้ตระกูลหมิง คนเดียวทำให้พวกเราทุกคนพ่ายแพ้”จูชิงหรานพูดจบก็เบียดออกมาจากฝูงชน เดินไปทางจู้เจียงเจียงพร้อมกับหมิงจี่“อะไรนะ? นางก็คือแม่นางในตอนนั้น!”“เป็นไปได้อย่างไร ทำไมถึงเป็นนาง?”“มิน่านางถึงเดาหัวข้อการสอบถูก ที่แท้คือนางนั่นเอง...”เมื่อได้รู้ว่าจู้เจียงเจียงก็คือหญิงสาวที่มางานสมาคมผู้รู้คนนั้น พวกเพื่อนร่วมชั้นด้านหลังต่างก็ทยอยทอดถอนหายใจออกมาหากเป็นนางละก็ เช่นนั้นก็คงไม่แปลกได้เจอจูชิงหราน จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจมาก “คุณชายจู ที่แท้ท่านกลับมาแล้วหรือ?”จูชิงหรานพอกลับมาก็ได้ยินหมิงจี่พูดเกี่ยวกับงิ้วเรื่อง《คุณชายข้าคือสตรี》และก็ได้รู้ว่าเป็นฝีมือการเขียนของจู้เจียงเจียง ดังนั้นเขาจึงรู้สึกขอบคุณนางเป็นอย่างมากเพียงแต่เขาเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง ถึงแม้จะสอบตก แต่พวกเพื่อนในชั้นเรียนก็ยังคงรั้งเขาไว้ไม่ปล่อย เขาเลยไม่มีโอกาสไปขอบคุณนางถึงบ้านด้วยตัวเองเสียที“ข้าสอบตก ไม่ได้เข้าร่วมการสอบหน้าพระที่นั่ง ดังนั้นจึงกลับมาเร็วกว่าพี่โจว”จูชิงหรานเดินมาถึงตรงหน้าจู้เจียงเจียง ประสานมือคำนับให้นางอย่างสุภาพ“เดิมทีข้าตั้งใจจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพื่อขอบคุณแม่นางต่อหน้าให้เร็วที่สุด แต่เพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง ก็มีเรื่องยุ่งมากมาย หาเวลาว่างไม่ได้เลย แม่นางได้โปรดอย่าถือสา”เขามีเรื่องยุ่งมากมายจริงๆ ไม่เพียงแค่เรื่องการสอบไล่เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องที่บิดาของเขากลับบ้านมาอย่างมีเกียรติ ดังนั้นจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ”จู้เจียงเจียงไม่ได้ถือสาเรื่องพวกนี้ ถึงอย่างไรวันนี้นางก็แค่มาเชิญพวกเขาไปงานเลี้ยงเล็กๆที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงถือโอกาสนี้มาพบปะกันเมื่อทั้งสองคนได้ยินว่านางจะจัดงานเลี้ยงฉลองจอหงวนให้โจวเหลียง ต่างก็แสดงออกมาว่าพรุ่งนี้จะไปตามนัด“เรียกหมิงเหยามาด้วยนะ ข้าจะคุยเรื่องเกี่ยวกับสถานศึกษากับนางด้วย”สถานศึกษากำลังสร้าง เสาหลักก็ตั้งแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะสร้างเสร็จแต่การเปิดสถานศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย ห้องเรียนเป็นเพียงส่วนที่ง่ายที่สุด ที่สำคัญกว่านั้นก็คือเนื้อหาการเรียนการสอนจู้เจียงเจียงยังต้องปรึกษาพวกเขาก่อน ว่าควรสอนอะไรกับพวกนักเรียนบ้าง?ถ้าแค่สอนสิ่งที่สอนในสำนักศึกษาตระกูลหมิงตอนนี้ จู้เจียงเจียงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ถ้าสอนเนื้อหาการศึกษาภาคบังคับ เกรงว่าหมิงเหยาก็จะไม่เห็นด้วยดังนั้นพวกเขาต้องหาโอกาสพูดคุยปรึกษาหารือ ทำให้เป็นกลางก่อนถึงจะได้แต่นี่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งสมองและพลังงานอย่างมากทีเดียว!“ได้ พรุ่งนี้พวกเราจะไปแน่นอน” จูชิงหรานแทบทนรอไม่ไหวแล้วหลังจากที่จู้เจียงเจียงเชิญทั้งสองคนเสร็จ ตอนหมุนตัวจะกลับ คนอื่นก็นั่งไม่ติดแล้ว ทยอยเอ่ยปากถามนาง “แม่นาง พวกเราไปด้วยได้หรือไม่ พี่โจวสอบได้จอหงวน พวกเราอยากไปขอความรู้ประสบการณ์จากเขา”ทั้งเมืองเจียงหนาน นอกจากโจวเหลียง ทุกคนต่างพ่ายแพ้ยับเยินนี่กลับเหมือนคำทำนายของจู้เจียงเจียงก่อนหน้านี้ ลูกศิษย์ของสำนักศึกษาตระกูลหมิงปีนี้ไม่มีใครสอบติดดังนั้นพวกเขาตอนนี้ต่างเรียกโจวเหลียงว่าพี่โจวทุกคำ เพียงเพราะเขาสอบได้จอหงวนเท่านั้น“ได้ ยินดีต้อนรับทุกท่าน”ถึงแม้ว่าพวกเขาอยากจะตีสนิทกับโจวเหลียงเพื่อสร้างความสัมพันธ์ จู้เจียงเจียงก็ยินดีต้อนรับโจวเหลียงเพิ่งรับตำแหน่งขุนนางใหม่ เขาอยู่เมืองเจียงหนานไม่มีอำนาจใดๆ หากสามารถเข้ากับคนเหล่านี้ได้ดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในวันข้างหน้าของเขา นางจึงถือโอกาสแสดงน้ำใจแทนเขาทางด้านเผยจี้ จู้เจียงเจียงส่งจดหมายไปแล้วเมืองเจียงเป่ยอยู่ไม่ไกลจากเมืองเจียงหนาน หากขี่ม้าละก็ ออกเดินทางตอนเช้า ก่อนฟ้ามืดก็มาถึงฟ้าไม่ทันสว่างเผยจี้ก็ตื่นนอนรีบเดินทางไปเมืองเจียงหนาน ดังนั้นตอนเขามาถึงบังเอิญเจอจู้เจียงเจียงกำลังจะกลับหมู่บ้านพอดี“ฮูหยิน”เผยจี้เพิ่งออกจากเมือง เห็นร่างที่คุ้นเคยนั้นเดินอยู่ข้างหน้าเขา จึงตะโกนเรียกออกมาจู้เจียงเจียงหันกลับมาตามเสียงเรียก สิ่งดําทมิฬก็พุ่งมาตรงหน้า เปล่งเสียงร้องพร้อมพ่นไอร้อนใส่นางคือม้าของเผยจี้“ท่านแม่ทัพกลับมาเร็วจัง ฟ้ายังไม่มืดเลย” ครั้งก่อนกว่าเขาจะถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ดึกดื่นแล้ว“ขึ้นมา” เผยจี้ยื่นมือให้นาง จะพานางกลับหมู่บ้านไปด้วยกันจู้เจียงเจียงมองเขาแวบหนึ่ง แล้วมองม้าที่แข็งแรงตัวนั้น สุดท้ายก็มองเส้นทางตรงหน้า ลังเลอยู่พักหนึ่งจึงยอมยื่นมือให้เขานี่เป็นครั้งแรกที่นางขี่ม้า ประสบการณ์แบบนี้ถือว่าแปลกใหม่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านหลังนางมีเผยจี้นั่งอยู่ ก็ยิ่งรู้สึกแปลกใหม่มากขึ้นไปอีกไม่ง่ายเลยที่เผยจี้จะได้ใกล้ชิดนางขนาดนี้ ตอนดึงบังเหียนก็ราวกับกำลังโอบล้อมนางไว้ ความรู้สึกแบบนี้เขาไม่อยากให้จบลงเลยดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตบก้นม้า แต่ค่อยๆขี่อย่างเชื่องช้ากลับบ้านพร้อมนาง“ท่านแม่ทัพ ท่านเร็วหน่อยได้ไหม?” จู้เจียงเจียงหมดคำจะพูด ตอนนี้นางตื่นเต้นจนไม่กล้าขยับแล้ว“ม้าวิ่งมาตลอดทาง ตอนนี้เจ้าข้านั่งกันสองคน มันวิ่งไม่ไหวแล้ว” เผยจี้โกหกหน้าตาย หน้าไม่แดงหัวใจก็ไม่เต้น ตอนที่ 104: จอหงวนกลับหมู่บ้านแล้ว“ตรงนั้นใช่รถม้าของจอหงวนหรือไม่?”ทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทั้งหมด มาต่างชะเง้อชูคอมองถนนเล็กรอโจวเหลียงกลับมาอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเมื่อเห็นรถม้าหนึ่งคันและกลุ่มคนเดินมาไกลๆ พวกชาวบ้านก็อดไม่ได้ที่จะเดินหน้าไปอีกเล็กน้อย อยากจะเห็นให้ชัดเจนมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัวแต่น่าเสียดาย นั่นไม่ใช่รถม้าของโจวเหลียงเป็นสองพี่น้องตระกูลหมิงและจูชิงหรานที่เดินตามหลังมาคือคนใช้ตระกูลหมิงที่ยกของขวัญแสดงความยินดีมาให้“เกิดอะไรขึ้น พี่โจวยังไม่ถึงหรือ?”เห็นคนยืนหน้าหมู่บ้านจำนวนมาก หมิงจี่รู้ดีว่าพวกชาวบ้านไม่ได้มาต้อนรับพวกเขา เป็นไปได้แค่โจวเหลียงยังกลับมาไม่ถึงเดิมทีจู้เจียงเจียงก็ไม่อยากมายืนอยู่หน้าหมู่บ้านรอเหมือนคนโง่ แต่ในฐานะที่นางเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน จึงถูกพวกสวี่เหล่าเกินลากมาตอนนี้เห็นสองพี่น้องตระกูลหมิงมา นางก็มีข้ออ้างให้กลับไปรอที่บ้านแล้ว“คุณชายหมิงเป็นพวกท่านนี่เอง เชิญๆ เข้าไปรอในบ้านเถิด” จู้เจียงเจียงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าดีใจที่ได้ต้อนรับพวกเขา แล้วชวนพวกเขาเข้าหมู่บ้านเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลเผย เห็นคนลงมาจากบนรถม้า นางถึงได้รู้ ที่แท้ในรถม้าไม่ได้มีเพียงแค่สองพี่น้องตระกูลหมิงและจูชิงหรานเท่านั้นยังมีท่านผู้เฒ่าหมิงและจูลิ่น“ท่านผู้เฒ่าหมิง ใต้เท้าจู พวกท่านก็มาด้วยหรือ เชิญนั่งในบ้านก่อน”จูลิ่นหลังจากที่มาเก็บชาเองครั้งนั้นก็ไม่เคยมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกเลย ท่านผู้เฒ่าหมิงยังไม่เคยมาสักครั้ง ภาพจำของพวกเขายังคงเป็นช่วงเวลาที่บ้านของตระกูลเผยยังเป็นดินเหลืองอยู่เลยแต่พอลงจากรถม้า พวกเขาถึงได้รู้ว่าบ้านตระกูลเผยได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเรือนเล็กสองชั้นที่สวยงามตรงหน้า ล้อมรอบไปด้วยดอกไม้และต้นไม้ บ่อน้ำและแปลงผักหน้าประตูบ้านล้วนเต็มไปด้วยชีวิตชีวา แทบจะไม่เห็นความเงียบเหงาในต้นฤดูหนาวที่บ้านของตระกูลเผยเลย“โอ้? ชนบทในเมืองเจียงหนานเปลี่ยนไปมั่งคั่งเหมือนในเมืองตั้งแต่เมื่อไรกัน? น่าแปลกจริงๆ”ท่านผู้เฒ่าหมิงทำหน้าเหลือเชื่อ ในคำพูดยังมีความรู้สึกไม่ยอมรับแปลกๆบ้านในชนบทจะสร้างสวยกว่าในเมืองไม่ได้หรืออย่างไร? ตรรกะอะไรกัน“ข้าได้ยินว่าแม่นางจู้จะสร้างสถานศึกษา ไม่ทราบว่าสร้างอยู่ตรงไหนหรือ?” ท่านผู้เฒ่าหมิงจึงด้วยความอยากรู้เป้าหมายที่เขามาในครั้งนี้ก็คือสถานศึกษาในชทบทที่จะมาเป็นคู่แข่งกับสำนักศึกษาตระกูลหมิงของพวกเขาว่าจะเป็นอย่างไรเขาไม่ปกปิดเป้าหมายของตัวเองเลยสักนิด เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงจะมองออก นางชี้ไปยังภูเขาชาที่อยู่ห่างไกลและพูดว่า “อยู่ทางโน้น”การแข่งขันไม่ใช่เรื่องน่าอาย มีเหตุผลอะไรที่นางจะไม่ยอมรับอย่างใจกว้าง?ท่านผู้เฒ่าหมิงมองตามทางที่จู้เจียงเจียงชี้ไป นอกจากภูเขาใหญ่เรียงรายสลับซับซ้อน ก็ไม่เห็นสิ่งใดอีก “จี่เอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ไปดูกับปู่สักหน่อย”คนทั้งสามของตระกูลหมิงจึงขึ้นรถม้าและออกจากหมู่บ้านไปอีกครั้ง“ใต้เท้าจู คุณชายจู เชิญด้านใน” จู้เจียงเจียงกำลังจะเชิญสองคนที่เหลือเข้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงฉิ่ง เสียงฆ้องและกลองดังจากทางหน้าหมู่บ้านครั้งนี้ โจวเหลียงกลับมาจริงๆแล้ว!“พี่ใหญ่~ ~”พวกน้องเก้าตะโกนเรียกโจวเหลียงเสียงดังลั่น พลางวิ่งไปต้อนรับเขา เผยเสี่ยวอวี๋ก็บิดก้นน้อยๆ วิ่งตามไปด้วยเช่นกันเมื่อคนในหมู่บ้านเห็นดังนั้น ก็ทยอยตามไปล้อมรอบโจวเหลียงเอาไว้ระยะเวลาสามเดือนกว่าที่ผ่านไป โจวเหลียงในตอนนี้ไม่ใช่เด็กหนุ่มที่บอบบาง และขาดความมั่นใจเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้วในตอนนี้ โจวเหลียงกำลังขี่ม้าสีดำทมิฬตัวใหญ่ บนศีรษะสวมกวานของจอหงวน หน้าอกมีดอกไม้สีแดงใหญ่ระดับอยู่ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ท่าทางทุกอย่างแสดงออกถึงความเป็นจอหงวนได้อย่างชัดเจนโจวเหลียงพลิกตัวลงจากหลังม้า เพิ่งถึงพื้นก็ถูกพวกน้องเก้ากอดเอาไว้จนจะก้าวขาก็ก้าวไม่ได้“น้องเก้าอยู่บ้านได้เชื่อฟังคำของพี่ชายพี่สาวหรือไม่? พวกเจ้าไม่ได้สร้างความยุ่งยากให้แม่นางจู้ใช่ไหม?” โจวเหลียงอ้าปากก็ใช้คำพูดของพี่ใหญ่พูดคุยกับพวกเขา“ไม่มี ไม่มี พวกเราเป็นเด็กดีมาก”“พี่ใหญ่ ในที่สุดพี่ก็กลับมาแล้ว พวกเราคิดถึงพี่มากๆเลย!”เด็กกลุ่มหนึ่งล้อมโจวเหลียงไว้พูดจ้อไม่หยุด ไม่ง่ายเลยที่สวี่เหล่าเกินจะเบียดเข้ามาได้ แต่สุดท้ายก็ยังหาโอกาสเอ่ยปากไม่ได้อยู่ดี“พี่หญิงจู้ของพวกเจ้าเล่า?” โจวเหลียงมองหาร่างของจู้เจียงเจียงในฝูงชนอยู่นานก็ยังไม่เจอสวี่เหล่าเกินได้ยินคำนี้ ในที่สุดเขาก็หาโอกาสพูดได้แล้ว“ท่านจอหงวน สะใภ้เล็กรอท่านอยู่ที่บ้าน พวกเราทุกคนก็กำลังรอท่านเช่นกัน พวกเรารีบกลับไปกันเถิด”พูดจบ พวกชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็หลีกทางออกจนเป็นเส้นทางหนึ่งอย่างไม่รู้ตัวเมื่อมองตามเส้นทางเข้าไปในหมู่บ้าน ก็เห็นว่าพื้นที่ราบและลานบ้านในหมู่บ้าน ต่างมีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่เต็มไปหมด หน้าประตูทุกครัวเรือนยังมีผ้าแพรสีแดงแขวนอยู่ด้วย บรรยากาศที่คึกคักและเต็มไปด้วยความสุขนี้ เตรียมไว้เพื่อต้อนรับเขาเพียงแต่ตรงข้ามบ้านตระกูลเผย มีบ้านใหญ่ขนาดนี้สร้างขึ้นมาตอนไหนกัน? ทำไมมันดูโอ่อ่าใหญ่โตกว่าบ้านตระกูลเผยเสียอีก!“พวกเราไปกันเถิด” โจวเหลียงเก็บความสงสัยไว้ในใจ รอว่างค่อยถามแล้วกัน“ขอรับ ท่านจอหงวนกลับหมู่บ้านแล้ว...”สวี่เหล่าเกินยกมือขึ้นป้องปาก ตะโกนเสียงดังไปในหมู่บ้าน เสียงฆ้องเสียงกลองเสียงฉิ่งที่หยุดพักไปก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับดังขึ้นอีกครั้งแล้วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลับมาครื้นเครงอีกครั้งจู้เจียงเจียงยืนรออยู่หน้าประตูบ้านโดยไม่ได้เข้าไปในบ้าน โจวเหลียงเพิ่งเข้ามาใกล้ นางก็หันกลับไปบอกในห้องครัว “ย่าหลิว เริ่มงานได้แล้ว”เพียงแค่โจวเหลียงก้าวเข้ามาในหมู่บ้าน งานเลี้ยงสายน้ำไหลที่คิดจะทำสามวันสามคืนก็เริ่มต้นขึ้นแล้วพวกชาวบ้านได้ยินว่ากินข้าวได้แล้ว ความกระตือรือร้นก็เพิ่มขึ้นไปอีกระดับพูดคำอวยพรไปพลาง หาที่นั่งเตรียมกินไปพลางโจวสือกับโจวเซี่ยนสองพี่น้อง รวมไปถึงคนงานที่พวกเขาเรียกมาทำงาน ล้วนหยุดงานวันนี้และมาร่วมกินข้าวและตัวแทนจากหมู่บ้านต่างๆ ที่ได้ยินข่าวนี้ต่างก็มากันหมด ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่มีประชากรไม่ถึงร้อยคนกลายเป็นที่แออัด พวกเด็กๆยิ่งดีใจกันสุดๆเพราะว่าพวกเขารู้ต่อจากนี้อีกสามวัน พวกเขาจะมีเนื้อกินในลานบ้านตระกูลเผยไม่ได้ตั้งโต๊ะ เพราะห้องครัวที่บ้านและลานบ้านถูกใช้มาทำงานหุงหาอาหาร ตัดล้างต่างๆหากวางโต๊ะจะไม่สะดวกมีโต๊ะวางไว้ในบ้านแค่สองโต๊ะเท่านั้น“แม่นาง ครั้งนี้ข้าสอบติดได้ ทั้งหมดล้วนเป็นผลงานของท่าน ข้าโจวเหลียงขอบคุณแม่นางเป็นอย่างสูง”โจวเหลียงยังไม่ทันเข้าบ้าน ก็ประสานมือคารวะจู้เจียงเจียง ยกคุณงามความดีทั้งหมดให้นางทุกคนต่างรู้ว่าทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ พวกเขานอกจากจะยิ่งชื่นชมจู้เจียงเจียงแล้ว ยังพอใจที่โจวเหลียงเป็นคนรู้จักบุญคุณคนที่เคยให้ความช่วยเหลืออีกด้วย“ท่านจอหงวนมีน้ำใจ ดี ดีจริงๆ!”ฉากนี้ ทำให้ทุกคนชมไม่ขาดปากจู้เจียงเจียงถูกโจวเหลียงคารวะแบบนี้ ทำเหมือนนางคืออาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาอย่างไรอย่างนั้น มันทำให้นางรู้สึกเขินนิดๆอันที่จริงนางไม่ได้สอนอะไรเขาเลย ก็แค่มีความทรงจำมากกว่าเท่านั้น “รีบเข้ามาเถิด ข้าจะพาไปแนะนำแขกทั้งหลายในบ้านให้เจ้าได้รู้จัก”ในบ้าน นอกจากเผยจี้กับจูลิ่น โจวเหลียงแทบจะไม่รู้จักใครเลยจู้เจียงเจียงแนะนำให้เขารู้จักทีละคน ถึงแม้จะแนะนำแค่ชื่อเท่านั้น แต่มองจากท่าทางของนางที่มีต่อพวกเขา หลายคนในบ้านนี้หากไม่ใช่คนรวยก็คนสูงศักดิ์“เจ้าอย่าล่วงเกินพวกเขาเชียว ไม่งั้นขุนนางอย่างเจ้าจบเห่แน่” จู้เจียงเจียงแอบเสริมหนึ่งประโยคเป็นอย่างที่คิด!“ฮูหยิน เจ้ายังไม่แนะนำสามีเจ้าเลย” เผยจี้ที่ถูกมองข้ามเดินขึ้นหน้ามาด้วยตัวเองเพียงคำว่า ‘ฮูหยิน’ และ ‘สามี’ ก็เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองได้อย่างชัดเจนแล้วเขาเห็นมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่า โจวเหลียงไม่ได้รู้สึกแค่ขอบคุณจู้เจียงเจียงเพียงอย่างเดียว เขาต้องรีบดับไฟความคิดที่ไม่ควรมีนี้ของโจวเหลียงเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ตอนที่ 105: รบกวนฮูหยินสอนข้าอ่านหนังสืออย่างที่คาดการณ์ไว้ ตอนที่โจวเหลียงได้ยินเผยจี้เรียกจู้เจียงเจียงว่าฮูหยิน เขาก็ตกใจเป็นอย่างมาก“แม่นาง ท่านกับแม่ทัพเผย...”“อ้อ ลืมบอกเจ้าไป เขาคือสามีข้า ไม่ได้แต่งงานใหม่ แต่เป็นสามีคนเดิมนั่นแหละ ชื่อเดิมของเขาคือเผยจ้าว” จู้เจียงเจียงพูดรัวเร็วเหมือนลิ้นพันกัน ไม่รู้ว่าโจวเหลียงจะฟังเข้าใจหรือไม่“แม่ทัพเผยก็คือเผยจ้าวสามีของท่านหรือ?” โจวเหลียงยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ตอนที่พวกเขาทั้งสองเคยคุยกันครั้งก่อน เขาก็เคยได้ยินจู้เจียงเจียงพูดถึงคนคนนี้ให้ฟัง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเผยจี้ก็คือเผยจ้าวนี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!“เป็นข้าเอง” เผยจี้เชิดหน้าเล็กน้อย ท่าทางเหมือนเขาชนะอะไรบางอย่างโจวเหลียงมองทั้งสองคน หาคำอยู่เนิ่นนานสุดท้ายก็พูดออกมาเพียงหนึ่งประโยค “...ขอแสดงความยินดีกับพวกท่าน”โจวเหลียงในฐานะตัวหลักของงานเลี้ยงฉลองจอหงวน มีเวลาแค่ดื่มชาถ้วยหนึ่งในตระกูลเผยเท่านั้น จากนั้นก็ถูกแขกแต่ละที่ลากไปดื่มเหล้าแล้วโดยเฉพาะตัวแทนจากแต่ละหมู่บ้าน พอเห็นหน้าเขาก็รั้งไว้ไม่ยอมปล่อย“คิดไม่ถึง คิดไม่ถึงจริงๆ คนที่มาช่วยพวกเราเมื่อครึ่งปีก่อน จะเป็นถึงจอหงวน!”“จริงด้วย คุณชายโจวกลายเป็นจอหงวน นำพาพวกเราทุกคนในเมืองเจียงหนานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น นี่คือลิขิตสวรรค์!”โจวเหลียงไหนเลยจะกล้ารับ เขาโบกมือไปมาพร้อมพูดอธิบายกับพวกเขาอย่างจริงจัง “ท่านทั้งหลายชมเกินไปแล้ว นี่ล้วนเป็นผลงานของแม่นางจู้”“ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายข้าวช่วยพวกท่านก่อนหน้านี้ หรือว่าจะนำพาพวกท่านทุกคนไปสู่ชีวิตที่ดีในอนาคตก็ล้วนเป็นแม่นางจู้ ข้าก็แค่ไปสอบขุนนางจนได้ชื่อแทนนางเท่านั้นเอง”เขาเชื่อมั่นว่ามีแค่เพียงจู้เจียงเจียงเท่านั้นที่จะนำพาเมืองเจียงหนานไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เขาก็แค่เครื่องมือมนุษย์ที่ทำงานแทนนางคนหนึ่งเท่านั้น“คุณชายโจวพูดถูก หัวหน้าหมู่บ้านน้อยเป็นสตรีที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่งจริงๆ ใครได้แต่งนางเป็นภรรยา บรรพบุรุษสะสมบุญวาสนาแปดชาติถึงได้มา”คำพูดนี้คือคำพูดที่มาจากใจของทุกคนไม่ว่าจะเป็นการช่วยกู้ภัย ทำไร่ทำนา หรือแม้แต่การสอบขุนนาง ทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียง นางคือหัวใจสำคัญที่ทุกคนต่างยอมรับอย่างไม่ต้องสงสัยถ้าไม่ใช่สามีนางกลับมาแล้ว นางก็คือแม่ม่ายคนหนึ่ง ทุกคนคงอยากจะแย่งชิงขอแต่งนางเป็นภรรยาแต่น่าเสียดายช้าไปก้าวหนึ่งโจวเหลียงเองก็คิดเช่นเดียวกัน“มาๆ เชิญทุกท่านดื่มเหล้าด้วยกัน ข้าขอคารวะหัวหน้าหมู่บ้านทุกท่านหนึ่งจอก”“โธ่ ท่านจอหงวน มิกล้า มิกล้า ควรเป็นพวกเราคารวะท่านถึงจะถูก...”ด้านนอกเต็มไปด้วยเสียงทักทายกันไปมา เสียงชมเชยกันไปมา และเสียงชนจอกดังสนั่น คึกคักจนเกือบทำให้หลังคาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงถล่มลงมาแล้วหลังจากที่จู้เจียงเจียงแสดงความยินดีกับโจวเหลียงเสร็จ ก็เอาความสนใจทั้งหมดไปอยู่บนตัวแขกหลายคนในบ้าน ไม่ได้ออกไปต้อนรับแขกพร้อมกับเขา ถึงอย่างไรก็ยังมีพวกน้องรองอยู่เมื่อเห็นคนของตระกูลหมิงทั้งสามกลับมา นางก็รีบเชิญสามคนนั่งลงกินข้าว“แม่นางหมิง กินเสร็จขึ้นชั้นบนไปหาข้าสักหน่อย ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่าน” จู้เจียงเจียงยกกับข้าวมาวางให้พวกเขาเสร็จก็ถือโอกาสบอกกับนาง“ได้” หมิงเหยายิ้มพยักหน้าตอบในบ้านไม่เห็นร่างของจูชิงหราน คิดว่าเขาคงถูกจู้เจียงเจียงเรียกขึ้นชั้นบนไปรออยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นเช่นนั้น หมิงยาก็รีบกินอาหารในชามให้หมด แล้วไปลาคุณปู่และพี่ชาย ก่อนจะขึ้นไปชั้นบนหมิงเหยาก็เร่งกินข้าวในถ้วยเงียบๆจนหมด จากนั้นก็แจ้งท่านปู่กับพี่ชายก่อนจะขึ้นชั้นบนไปบนชั้นสอง จูชิงหรานรออยู่ในห้องหนังสือบ้านตระกูลเผยอย่างที่คิด แน่นอนว่าเผยจี้ก็อยู่ด้วยเผยจี้ไม่ชอบเสียงดังวุ่นวายที่ชั้นล่าง และก็ไม่ชอบท่าทีที่จูลิ่นแสดงออกต่ออู่จิ้นผิงที่ดูเคารพนับถือมากเกินไปในแบบของขุนนาง จึงขึ้นมาอยู่ชั้นบน พอดีกับที่จู้เจียงเจียงมีธุระจะคุยพอดี เขาเลยโอกาสฟังด้วย“พวกท่านมาแล้วหรือ” จู้เจียงเจียงยกกาน้ำชาเดินผ่านช่องหน้าต่าง จึงเอ่ยทักทายทั้งสองคนในห้องหนังสือหลังเข้ามาถึงพบว่าที่แท้เผยจี้ก็อยู่ด้วย“ท่านแม่ทัพ ท่านไม่ลงไปดื่มกับพวกเขาสักหน่อยหรือ?”“ท่านแม่ทัพหรือ?” จูชิงหรานมองทั้งสองคนอย่างสนใจ “พวกท่านเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่หรือ? ทำไมยังเรียกพี่เผยว่าท่านแม่ทัพ เห็นเป็นคนนอกเกินไปกระมัง?”จู้เจียงเจียงเรียกจนชินลืมเปลี่ยนคำพูดไปถึงแม้จะถูกพูดแทงใจดำต่อหน้า แต่นางก็ยังคงทำหน้านิ่งเฉย แล้วเรียกใหม่ว่า “ท่านพี่ ท่านไม่ลงไปดื่มกับพวกเขาสักหน่อยหรือ?”ไม่บ่อยที่เผยจี้จะถูกเรียกว่าท่านพี่ เขาจะยอมปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร?อีกอย่างความรื่นเริงชั้นล่างก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาสักหน่อย เขาไม่ดื่มก็ไม่เป็นอะไร “ข้าอยู่ชั้นบนเป็นเพื่อนเจ้าเอง พวกเจ้าเชิญตามสบาย ไม่ต้องสนใจข้า”“ตามใจท่านเถิด” จู้เจียงเจียงยักไหล่หลังจากวางชาลงก็รินให้หมิงเหยาและจูชิงหรานคนละถ้วย จากนั้นก็รินให้เผยจี้อีกถ้วยเผยจี้เห็นถ้วยชายื่นมาก็นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะรับมาพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี“คุณชายจู คิดว่าท่านคงได้ฟังแม่นางหมิงพูดแล้ว ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าสถานศึกษาของข้าก็จะเปิดรับนักเรียนแล้ว ดังนั้นข้าจึงอยากเชิญพวกท่านทั้งสองมาเป็นอาจารย์ ไม่ทราบว่าคุณชายจูจะยินดีไหม?” จู้เจียงเจียงถามจูชิงหรานสองพี่น้องตระกูลหมิงได้บอกเรื่องนี้กับจูชิงหรานไว้นานแล้ว ขอแค่หมิงเหยามาได้ ไม่ว่าจะต้องเจออุปสรรคแค่ไหนเขาก็จะมา!“ถือเป็นเกียรติของข้าอย่างยิ่ง”บิดาเขาลาออกจากขุนนางกลับบ้านเกิดแล้ว ปีนี้เขายังสอบตกขุนนางอีก ตระกูลจูของพวกเขาหลายปีมานี้ไม่ได้ถือโอกาสตอนบิดาของเขาเป็นขุนนางเก็บที่นาหรือการค้าอะไรไว้เลยพูดได้ว่าตระกูลจูของพวกเขาตอนนี้ นอกจากจะใช้ชีวิตอย่างชนชั้นกลางในเมือง ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องกินเรื่องอยู่ ทว่าก็ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้นบิดามารดาของเขาอายุสี่สิบกว่าปี ยังมีเวลาอยู่อีกนาน ตัวเขาก็ยิ่งกว่า แม้แต่แต่งภรรยาก็ยังไม่ได้แต่งส่วนบรรดาท่านลุงท่านอาของครอบครัว ด้วยนิสัยของบิดาเขาแล้ว เกรงว่าจะไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากพวกเขาดังนั้น หากเขาไม่หาอะไรทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว วันข้างหน้าตระกูลจูของพวกเขาเกรงว่าจะยิ่งตกอับแล้วการเป็นอาจารย์นั้นเหมาะกับเขาที่สุด และบิดาของเขาก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ยามพูดบอกใครๆ อย่างน้อยก็ไม่ขายหน้าพวกเขาตระกูลจู“ในเมื่อเป็นแบบนี้ละก็ พวกเรามาปรึกษาหารือเรื่องเนื้อหาการเรียนการสอนของพวกนักเรียนเถิด”จู้เจียงเจียงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ในนั้นเต็มไปด้วยโครงร่างรายละเอียดต่างๆ ก่อนจะให้ทั้งสองคนดูไปพลาง ฟังนางพูดไปพลาง“ความคิดของข้าคือ สถานศึกษาจะไม่สอนแค่เนื้อหาการสอบขุนนางให้พวกเด็กๆเท่านั้น แต่ยังจะให้ความสำคัญในเรื่องของคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย สุนทรียะ แรงงาน ซึ่งห้าเรื่องนี้เป็นการพัฒนาคุณสมบัติของตัวเอง...”“ยังมีเรื่องแบ่งชั้นให้นักเรียน จะให้พวกนักเรียนมาเรียนรวมกันทั้งหมดไม่ได้ แต่ควรแบ่งตามระดับชั้น แล้วค่อยๆเรียนขึ้นไปทีละขั้น”จู้เจียงเจียงพูดจ้อถึงแนวคิดการศึกษาและรูปแบบการเรียนของชาติก่อนมาใช้ในยุคสมัยนี้นางพูดมาเยอะมาก แต่หมิงเหยากับจูชิงหรานฟังไม่รู้เรื่องเผยจี้ก็ฟังไม่รู้เรื่องเช่นกัน แต่เขาเห็นด้วยกับวิธีการของจู้เจียงเจียงมาก บางทีอาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่าวิธีการเรียนแบบนี้เหมาะกับเขาก่อนไปชายแดนห่างไกล เขาอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาสิบห้าปีเหมือนกับเด็กทุกคนในหมู่บ้าน ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเมื่อไปถึงแดนชายแดน เขาถึงได้เรียนรู้ตัวอักษรกับเผยจี้ตัวจริงมาบ้างจนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาก็ทำได้แค่อ่านหนังสือง่ายๆ เข้าใจนิดหน่อย บทความที่ค่อนข้างซับซ้อน พวกที่ออกเสียงยากๆ เขาก็อ่านไม่ได้แล้วถ้าทำได้ เขาก็อยากไปเรียนที่สถานศึกษาที่จู้เจียงเจียงสร้างนี้เพียงแต่เขาผ่านวัยนั้นไปแล้วเดี๋ยวก่อน!จู่ๆ เหมือนเผยจี้จะคิดอะไรออก ดวงตาพลันเปล่งประกายเขาไปสถานศึกษาให้อาจารย์สอนหนังสือเขาไม่ได้ แต่เขาให้ภรรยาตัวเองสอนได้!ใช่ เอาตามนี้แหละ! ตอนที่ 106: ปฏิทินมันคืออะไร?“คุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย สุนทรียะ และแรงงานหรือ? มันเกี่ยวข้องอะไรกับการสอบขุนนาง?” จูชิงหรานไม่เข้าใจ เขามาเป็นอาจารย์ เป็นธรรมดาที่จะพยายามทำให้พวกนักเรียนเข้าร่วมการสอบขุนนางได้ เพื่อจะได้รับใช้ราชสำนักในภายหลังทำไมจู้เจียงเจียงกับเขาถึงคิดไม่ค่อยเหมือนกันล่ะ?แต่ว่าเหมือนจูชิงหรานจะลืมไป ปีนี้ตัสเขาเองยังสอบตก แม้แต่ระดับซิ่วไฉยังสอบไม่ติด“ข้ารู้สึกว่าความคิดของแม่นางนั้นใช้ได้ เรียนหนังสือไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการสอบขุนนางเสมอไป หากเรียนเพื่อไปสอบ แล้วพวกเด็กผู้หญิงในสถานศึกษาจะทำอย่างไร?” หมิงเหยาโต้แย้งออกมาก่อนที่นางตกลงมาเป็นอาจารย์หญิงที่นี่เป็นเพราะจู้เจียงเจียงบอกนางว่า ในสถานศึกษานี้อนุญาตให้เด็กผู้หญิงมาเรียนหนังสือได้ตัวนางเองเคยเจ็บปวดมาแล้วที่สตรีไม่สามารถเข้าเรียนในสำนักศึกษาได้ ดังนั้นครั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะช่วงชิงโอกาสแทนพวกเด็กผู้หญิงให้จงได้!เมื่อหมิงเหยาเอ่ยปากแล้ว จูชิงหรานก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านอีกก่อนหน้านี้หมิงเหยาแต่งชายเข้าสำนักศึกษาถูกชาวบ้านทั้งเมืองวิจารณ์ เรื่องที่นางเกือบจะฆ่าตัวตาย ยังคงติดตาตรึงใจเขาอยู่ เช่นนั้นแล้วเขาจะกล้าคัดค้านได้อย่างไร?จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงว่าแค่ประโยคเดียวของหมิงเหยาก็จะจัดการจูชิงหรานได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้นางเปลืองแรงพูดอีก เยี่ยม!“งั้นก็เอาตามนี้ รบกวนอาจารย์ทั้งสองท่านถือโอกาสเวลาช่วงปีใหม่นี้ เตรียมเรื่องการเรียนการสอนให้พร้อม มีปัญหาอะไรมาหาข้าได้ตลอดเวลา ข้าอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเสมอ”ช่วงเวลาต่อจากนี้ นอกจากจะต้องยุ่งกับการสร้างสถานศึกษา และเรื่องซ่อมถนนหลักแล้ว จู้เจียงเจียงยังเตรียมเรื่องการปลูกพืชและเพาะสัตว์น้ำสำหรับปีหน้าด้วยรวมไปถึงหอจ้าวเซิงก็อยู่ในแผนการของนางเช่นกันดังนั้นถึงแม้จะปีใหม่ นางก็ยังคงยุ่งและอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเสมอ พวกเขามาหานางได้ตลอดเวลาหลังหมิงเหยากับจูชิงหรานลงไปชั้นล่างแล้ว ในที่สุดเผยจี้ก็มีโอกาสเดินหน้าเข้ามาพูดคุยกับจู้เจียงเจียงเห็นนางกำลังจัดของ จากนั้นก็หยิบกระดาษที่นางทำขึ้นมาเองคล้ายตารางออกมาชุดหนึ่ง ขีดๆเขียนๆลงบนนั้น เขาเกิดความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง“ฮูหยิน นี่คืออะไรหรือ?”“สิ่งนี้หรือ?” จู้เจียงเจียงชูของในมือ แล้วพูดว่า “สิ่งนี้คือปฏิทิน เมื่อมีมัน ข้าก็จะสามารถรู้ว่าวันนี้วันที่เท่าไรได้อย่างชัดเจน และยังสามารถใช้เป็นบันทึกกำหนดการกันลืมได้อีกด้วย”“เจ้าไม่รู้ว่าวันนี้วันที่เท่าไรหรือ?” เผยจี้ตกใจเล็กน้อยภรรยาเขาฉลาดขนาดนั้น ทำไมถึงลืมวันได้?“ไม่ใช่ข้าไม่รู้ เพียงแต่ข้าแค่กลัวว่าจะยุ่งจนลืมไป ด้วยสิ่งนี้แล้ว จะทำให้ข้ารับรู้เวลาได้ชัดเจนขึ้นหน่อย” จู้เจียงเจียงอธิบายอย่างอดทนตอนที่เพิ่งข้ามมิติมาที่นี่ใหม่ๆ เป็นเพราะนางไม่รู้วันอยู่บ่อยๆ ทำให้จัดการเรื่องได้ไม่ทันเวลา ทำให้ตัวเองทำอะไรไม่ถูกยุคสมัยนี้ไม่มีความคิดเรื่องการแบ่งช่วงเวลาเป็นสัปดาห์ วันเวลาจะนับกันทีละเดือน ทีละปีหน่วยเวลานานเกินไป นางที่คุ้นเคยกับรอบเจ็ดวัน จึงจำไม่ได้เลยดังนั้นนางถึงทำปฏิทินนี้ขึ้นเอง โดยปกติจะไม่นำออกมา เพราะนอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครดูรู้เรื่อง และดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยต้องการใช้ นางจึงเก็บไว้ใช้เองเผยจี้ได้ยินนางพูดแบบนี้ ก็รู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับปฏิทินในมือของนางเป็นอย่างยิ่งดูเหมือนนางจะจดบันทึกสิ่งที่ต้องการจะจดเสร็จสิ้นแล้ว เขาจึงยื่นมือไปขอนางดู พลิกไปด้านหลัง ในตารางนอกจากจะมีสัญลักษณ์แปลกๆ ก็ไม่มีตัวหนังสืออื่นอีกพลิกกลับมาด้านหน้าก็เห็นเรื่องที่จดบันทึกไว้มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ เมื่อดูปฏิทินเล่มนี้ เขาก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่านางทำอะไรไปบ้าง“ฮูหยิน สัญลักษณ์เหล่านี้คืออะไรหรือ?” เผยจี้ขอคำชี้แนะจากนางอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวนี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่จู้เจียงเจียงข้ามมิติมายังที่นี่ แล้วมีคนถามคำถามแบบนี้กับนางนางเต็มใจมากที่จะอธิบายตัวเลขอารบิกบนปฏิทินให้เขาฟัง หากไม่มีคนฟังนางพูดเรื่องเหล่านี้ นางก็กลัวว่านางจะลืมสิ่งต่างๆในชาติก่อนไป“สัญลักษณ์เหล่านี้คือตัวเลข เพราะว่าเมื่อนานมาแล้ว การจดบันทึกจำเป็นต้องมีข้อมูล ถ้าเขียนเป็นตัวหนังสือละก็ แค่เขียนตัวเลขอย่างเดียวก็เสียเวลาไปมากแล้ว ดังนั้นข้าจึงใช้สัญลักษณ์มาแทนที่ ประหยัดทั้งเวลาและกำลัง”“ดังนั้น นี่ก็คือหนึ่งหรือ?” เผยจี้ชี้ไปที่ตัวเลขตัวแรกบนหน้าปฏิทินหนึ่งหน้าแล้วถามนาง“ท่านพี่ฉลาดมาก”บางทีอาจเพราะจู้เจียงเจียงดีใจมากไปหน่อย จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบหัวเผยจี้ ทั้งยังใช้น้ำเสียงเหมือนโอ๋เด็กชมเขาเพราะว่าเขาเหมือนเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ขยันและอยากเรียนรู้มากจริงๆการสัมผัสที่ฉับพลันและคำพูดที่อ่อนโยนว่า ‘ท่านพี่’ ทำให้เผยจี้ที่ได้รับความเอ็นดูตกใจจนใบหน้าหล่อแดงก่ำไปในทันทีถึงแม้จะหน้าแดง แต่เขาก็ยังหน้าด้านหน้าทนเข้าใกล้นาง และพยายามจะจับมือของนางด้วย “ฮูหยิน ในที่สุดเจ้าก็ยอมรับว่าข้าเป็นสามีของเจ้าแล้วใช่ไหม?”ถึงแม้พวกเขาจะนอนร่วมห้องกัน แต่ตั้งแต่วันแรกที่ย้ายเข้ามาจนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาก็ยังคงนอนอยู่บนพื้น และยังขึ้นไปนอนบนเตียงของนางไม่ได้เขาอยากเป็นสามีของนางอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ว่าจะเป็นในที่ลับ หรือต่อหน้าคนอื่นๆจู้เจียงเจียงดึงมือที่เขากุมเอาไว้ออก แสร้งทำเป็นไม่สนใจ “เมื่อครู่แค่พูดผิดไป”“ท่านแม่ทัพเชิญดูตามสบาย ข้าลงชั้นล่างไปดูกับข้าวและเหล้าในงานเลี้ยงก่อนว่าพอหรือไม่” จู้เจียงเจียงหาข้ออ้างเพื่อหนีออกจากห้องหนังสือจะบ้าตาย!ตอนเผยจี้ยังไม่ใช่เผยจ้าว นางมองเขาเป็นเหมือนอัศวิน แต่ตอนนี้เขากลายเป็นเผยจ้าวแล้ว นางจึงยิ่งยากที่จะซ่อนความหวั่นไหว ไหนเลยจะทนการจีบของเขาได้ตลอดเวลาจู้เจียงเจียงก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องสำรวมขนาดนี้ ในสายตาของคนนอกพวกเขาก็คือสามีภรรยาที่ถูกต้อง……งานเลี้ยงฉลองจอหงวนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ตามแผนจะจัดแบบงานเลี้ยงสายน้ำไหลสามวันสามคืน ขอแค่ถึงเวลากินข้าว คนในหมู่บ้านและคนรู้จักก็จะพากันมาและไม่สนว่าตัวเองจะรู้จักโจวเหลียงหรือจู้เจียงเจียงหรือไม่ ต่างก็มาร่วมกินข้าวด้วยแน่นอนว่าพวกเขาก็ไม่ได้มามือเปล่า ส่วนใหญ่จะถือข้าวหลายจินหรือถั่วมาเป็นของขวัญแสดงความยินดี“โจวเหลียง แค่เจ้าสอบได้จอหงวนเท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่น อย่างข้าแต่งงาน ข้าจะไม่มีทางจัดงานเลี้ยงสายน้ำไหลที่ยิ่งใหญ่แบบนี้แน่ เหนื่อยจะตายแล้ว”ในที่สุดมื้อสุดท้ายของงานเลี้ยงสายน้ำไหลก็จบลง ขณะกำลังเก็บกวาด จู้เจียงเจียงก็อดไม่ได้จะบ่นออกมาต่อไปนางจะไม่ทำอะไรแบบงานเลี้ยงสายน้ำไหลนี้เด็ดขาด เหนื่อยเกินไปแล้ว“บุญคุณที่ได้รับจากแม่นาง ในภายภาคหน้าโจวเหลียงจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!” โจวเหลียงก็ดื่มมาสามวันสามคืน ดูไม่ค่อยจะมีสติเหมือนก่อนบนตัวมีแต่กลิ่นเหล้าอันที่จริงเขาก็ไม่ชอบงานเลี้ยงสายน้ำไหลนี้ แต่เพราะเป็นจู้เจียงเจียงที่จัดให้ เขาจึงต้องอดทนดื่มให้หมด“พอแล้ว พอแล้ว รีบให้พวกน้องรองประคองเจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด วันมะรืนเจ้าจะต้องขึ้นรับตำแหน่งไม่ใช่หรือ? รีบกลับไปนอนเถิด”จู้เจียงเจียงใช้ปลายนิ้วอุดจมูก แล้วโบกมือให้พวกน้องรองพยุงโจวเหลียงกลับไปนอนวันมะรืนโจวเหลียงจะเข้ารับตำแหน่ง พวกเขาก็แค่กินข้าวมื้อหนึ่งเหมือนปกติ แล้วค่อยไปส่งเขาถึงหน้าที่ว่าการก็พอ นางไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่น“เสี่ยวอวี๋ พี่ชายเจ้าเล่า?”จู้เจียงเจียงกวาดตามองลานบ้านหนึ่งรอบก็ไม่เห็นเผยจี้ จึงเอ่ยถามกับเผยเสี่ยวอวี๋ตั้งแต่เผยเสี่ยวอวี๋มั่นใจว่าเผยจี้ก็คือพี่ชายแท้ๆของนาง วันทั้งวันก็วิ่งตามตูดพี่ชายไม่ห่าง ถูกแล้วที่จะถามนาง“พี่ชายไปทำงานในไร่หลังเขา” อย่างที่คิด เผยเสี่ยวอวี๋รู้กำหนดการของเผยจี้“เขาไปทำงานหลังเขาหรือ?” จู้เจียงเจียงแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่เห็นว่าตัวเองเป็นแม่ทัพคนหนึ่งจริงๆแน่นอนว่าเผยจี้ต้องทำงานอยู่แล้ว นั่นคือที่ดินบ้านพวกเขา อยู่บ้านเขาช่วยอะไรไม่ได้ แต่เรื่องในไร่เขายังช่วยแบ่งเบาภาระของจู้เจียงเจียงได้บ้างไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นผู้ชายแข็งแรงคนหนึ่งที่เติบโตมาจากครอบครัวชาวนา ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ตอนที่ 107: แท้จริงแล้วที่เลี้ยงในบ่อปลาคือกุ้งจู้เจียงเจียงตื่นแต่เช้า นางในวันนี้เหมือนไม่ค่อยยุ่ง ตอนทำกับข้าวก็ทำอย่างเชื่องช้า ทำไปพลางฮัมเพลงไปพลางและไม่สนว่าพวกฉินเฟิงจะเร่งรีบแค่ไหน นางยังคงรักษาจังหวะของตัวเองต่อไป“แม่นางจู้ วันนี้เจ้าไม่ยุ่งหรือ?” ฉินเฟิงพิงประตูห้องครัวเอาไว้เวลาปกติท่าทางนางเร่งรีบราวกับลมพายุ อยากกินข้าวช้าสักมื้อร่วมกับนางยังยาก ทำไมวันนี้ถึงมีเวลาว่างแบบนี้?จู้เจียงเจียงเดินไปที่หน้าประตู มองแสงแดดอบอุ่นในฤดูหนาวแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ข้ายังมีงานอยู่ แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง”เมื่อก่อนนางออกจากบ้านเช้าตรู่ทุกวันก็เพื่อไปดูแลต้นกล้าหลังเขา การตัดแต่งกิ่งต้นกล้าผลไม้นั้นต้องทำในช่วงเช้า จึงจะไม่ทำให้ต้นกล้าเสียหายแต่ตอนนี้มีเผยจี้ไปทำเรื่องนี้แทนนางแล้ว เป็นธรรมดาที่นางจะได้ผ่อนคลายสักหน่อยยิ่งไปกว่านั้น นางยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำอีก เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง“เจ้ากำลังรอเวลาอะไรอยู่หรือ?” ฉินเฟิงมองขอบฟ้าตามสายตาของนางไปถึงแม้เขาจะไม่เข้าใจเรื่องการเกษตร แต่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เขาติดตามอู่จิ้นผิง และอู่จิ้นผิงก็ติดตามนาง ทำให้เขาได้รับประสบการณ์เรื่องการเกษตรเกือบทุกอย่างเขาก็ไม่เห็นว่าจะมีงานทางการเกษตรอะไรที่ต้องระมัดระวังเรื่องเวลาเป็นพิเศษเลย“ข้ากำลังรอยามซื่อ” จู้เจียงเจียงแสร้งทำท่าเคร่งขรึมท่าทางนี้ของนาง เรียกความอยากรู้อยากเห็นของฉินเฟิงขึ้นมาเมื่อก่อน เขาเอาแต่รู้สึกว่าตัวเองมีความสนใจต่อเรื่องการเรียนรู้เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ เขากลับสนใจงานทางการเกษตรที่จู้เจียงเจียงกำลังจะทำ“ผู้อาวุโสอู่ แม่นางจู้มีงานทางการเกษตรใหม่จะทำแล้ว...”ฉินเฟิงบิดตูดวิ่งไปรายงานข่าวนี้กับอู่จิ้นผิงด้วยความตื่นเต้น อู่จิ้นผิงที่ช่วงนี้ว่างมาก มักจะหงุดหงิดใส่เขาเสมอ ปรนนิบัติเอาใจยากสุดๆหากมีเรื่องงานทางการเกษตรใหม่มาดึงความสนใจของอู่จิ้นผิงได้ เวลาเขารับใช้ก็จะสบายหน่อย“...” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วแน่น มองดูแผ่นหลังของฉินเฟิงที่กระโดดโลดเต้นออกไปไม่ใช่หรอกมั้ง แค่ได้ทำงานในนาก็ทำให้พวกเขารู้สึกดีใจกันขนาดนี้เลย?ไม่ว่าพวกเขาจะตื่นเต้นดีใจมากจริงๆหรือไม่ แต่พอถึงเวลา พวกเขาทั้งสองคนก็มาปรากฏตัวอย่างตรงเวลา และบนตัวยังเปลี่ยนเป็นชุดทำสวนทำไร่เรียบร้อย...ไม่ใช่เสื้อแพรสีเขียวอ่อนที่แพงขนาดนั้นแล้ว“แม่นางจู้ วันนี้พวกเราจะไปหมู่บ้านไหนกัน?” อู่จิ้นผิงเดินเข้ามาหา ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิดพวกเขาเตรียมรถม้าเสร็จแล้ว ออกเดินทางได้ตลอดเวลาแต่จริงๆแล้ววันนี้กลับไม่จำเป็นต้องใช้รถม้าจู้เจียงเจียงชี้ไปทางบ่อปลาหน้าบ้านตัวเอง “ที่ต้องทำวันนี้คือให้อาหารปลา”“ให้อาหารปลา?!”สายตาของทั้งสองมองไปที่บ่อปลาที่อยู่ข้างแปลงผักของบ้านตระกูลเผย “แค่นี้?”พวกเขายังนึกว่าเป็นงานทางการเกษตรอะไรที่ต้องให้ความสำคัญ แต่กลายเป็นแค่ให้อาหารปลาเองหรือ“ให้อาหารปลาทำไมต้องรอถึงยามซื่อ?” ฉินเฟิงไม่เข้าใจอย่านึกว่าเขาไม่เคยเลี้ยงปลา ทะเลสาบในจวนของพวกเขามีปลาอยู่ไม่น้อย ให้อาหารปลาได้ตลอดเวลา ไหนเลยยังต้องรอเวลา“ปลาไม่จำเป็นต้องรอเวลา แต่สิ่งอื่นในบ่อปลาต้องรอเวลา”จู้เจียงเจียงเอากากเมล็ดพืชจากการสกัดน้ำมัน รำข้าวละเอียด กากถั่วเหลือง ยังมีพวกผักเน่าที่เหลือจากการทำอาหารสองวันมานี้ วางไว้ตรงหน้าพวกเขาสองคน “วันนี้ที่จะให้อาหารก็คือสิ่งเหล่านี้ พวกท่านทั้งสองจะช่วยหรือไม่?”แน่นอนว่าทั้งสองคนย่อมต้องช่วยอยู่แล้ว พวกเขาอยากดูว่าในบ่อปลาเล็กๆ นี้ ยังมีอะไรที่ต้องเลี้ยงและให้อาหารอย่างตั้งอกตั้งใจแบบนี้อยู่ด้วยทั้งสามคนถือของมาถึงข้างบ่อปลา ไม่สนน้ำเย็นในฤดูหนาว ถอดรองเท้าเตรียมลงไปในน้ำเพราะจู้เจียงเจียงเป็นผู้หญิง นางจึงถอดแค่รองเท้า ไม่ได้ถอดถุงเท้า ขากางเกงก็ไม่ได้พับขึ้น แล้วก็ลงน้ำไปทั้งอย่างนั้นเลย “พวกท่านเห็นเนินโคลนหลายแห่งในบ่อปลา แล้วก็บริเวณที่กั้นด้วยไม้ไผ่ที่ด้านบนคลุมด้วยฟางข้าวไว้หรือไม่ ตอนเข้าใกล้สถานที่เหล่านั้น ต้องเดินช้าๆ วางเท้าให้เบา ในเวลาเดียวกันยังต้องตีน้ำเบาๆก่อน พอพวกมันไปแล้วพวกท่านค่อยเหยียบลงไป”จู้เจียงเจียงชี้กำชับทั้งสองคนถึงบริเวณที่ต้องระวังหลายจุดในบ่อปลา คำพูดนี้ของนาง เหมือนเห็นของในบ่อปลาเป็นเด็กที่ต้องเลี้ยงดู อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ทำเหมือนในบ่อปลามีสิ่งมีชีวิตประหลาดน่ากลัวอยู่เต็มไปหมดว่าไม่ได้ ในบ่อปลามีสิ่งมีชีวิตอยู่เยอะจริงๆ แต่ไม่ใช่น่ากลัวกลับน่ารัก“นี่คืออะไรกัน ใต้น้ำมีอะไรกระโดดไปมาบนเท้าของข้า กำลังเตะขาข้าอยู่!” จู่ๆ ฉินเฟิงก็ร้องลั่น ตกใจจนตัวแข็งทื่อจู้เจียงเจียงเดินไปทางเขาช้าๆ บนผิวน้ำมีระลอกคลื่นเล็กๆเพิ่มมากขึ้นทันทีนางใช้ตะกร้าผักเล็กๆ ที่คาดตรงเอวตักไปในน้ำ ปรากฏว่าในตะกร้ามีกุ้งตัวเล็กๆเท่านิ้วมือเด็กกระโดดไปมาอยู่เจ็ดแปดตัว“กลัวอะไรกันเล่า ก็แค่กุ้งตัวเล็กๆไม่กี่ตัวเท่านั้น ท่านดู” จู้เจียงเจียงยื่นตะกร้าไปตรงหน้าฉินเฟิงอู่จิ้นผิงเห็นแบบนั้นก็รีบเดินมาดูอย่างอยากรู้อยากเห็นเมื่อทั้งสองเห็นกุ้งในตะกร้า ต่างก็เบิกตาโต “กุ้งนี่ทำไมถึงตัวใหญ่แบบนี้?”“นี่นับว่าใหญ่แล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงมองบนให้ทั้งสองคนอย่างระอาช่างไม่เคยเห็นโลกกว้างจริงๆ พวกเขาถึงกล้าบอกว่ากุ้งที่ตัวเท่านิ้วเด็กนี่ตัวใหญ่ หากนางเลี้ยงใหญ่จนเท่านิ้วชี้นาง พวกเขาจะไม่ยิ่งตกใจหรือ?แน่นอนว่าทั้งสองคนย่อมรู้สึกว่ากุ้งตรงหน้าใหญ่มาก เพราะกุ้งที่พวกเขาเคยเห็นก็คือกุ้งฝอยที่ปลากินเป็นอาหารในคูน้ำพวกเขาไม่เคยเห็นกุ้งที่ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อน“แม่นางจู้ เจ้าเลี้ยงกุ้ง...ใช้มาเป็นอาหารปลาหรือ?” อู่จิ้นผิงถามอย่างไม่มั่นใจหากเอาไปเป็นอาหารปลา เช่นนั้นมันก็ฟุ่มเฟือยเกินไปหน่อยกระมัง ยิ่งไปกว่านั้น บ่อปลาบ้านนางก็เล็กแค่นี้ จะมีปลาอยู่สักกี่ตัวกัน“อาหารปลา? พวกท่านล้อเล่นใช่ไหม ข้าเลี้ยงไว้กิน พวกท่านไม่เคยกินกุ้งขาวนึ่ง กุ้งขาวทอด กุ้งผัดชาหลงจิ่ง กุ้งสดผัดข้าวโพดหรือ?”จู้เจียงเจียงนำตะกร้าในมือจุ่มลงในน้ำอีกครั้ง ปล่อยกุ้งไม่กี่ตัวในนั้นไป“อะไรคือกุ้งขาว? กุ้งสดคืออะไร? มันคืออะไร?” ฉินเฟิงถามสามคำถามต่อเนื่องถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฟังแล้วรู้สึกน่าอร่อย“เหมือนน้ำแกงลูกชิ้นบ่อมังกรที่แม่นางจู้ทำก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?” อู่จิ้นผิงคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดถึงนึกอาหารหนึ่งได้อาหารจานนี้เขาเคยกินแค่สองครั้ง ล้วนเป็นตอนที่จู้เจียงเจียงเก็บชาฤดูใบไม้ร่วง นางถึงยอมทำให้อาหารจานนี้ เพราะว่าชาฤดูใบไม้ร่วงมีไม่มาก นางไม่อยากใช้ใบชามาทำกับข้าว“กุ้งผัดชาหลงจิ่งอร่อยกว่าน้ำแกงลูกชิ้นบ่อมังกร” จู้เจียงเจียงพูดอย่างมั่นใจนางทำน้ำแกงลูกชิ้นบ่อมังกร เพราะว่าไม่มีกุ้งจึงใช้อาหารจานนี้แทนที่ไปรอเลี้ยงกุ้งโตแล้ว นางก็สามารถทำกุ้งผัดชาหลงจิ่งแบบต้นตำรับได้แล้ว“จริงหรือ?” อู่จิ้นผิงตาเป็นประกาย ท่าทางเหมือนทนรอไม่ไหว “งั้นรีบจับกุ้งขึ้นมาทำเร็ว”“ตอนนี้ยังไม่ได้ ลูกกุ้งที่ข้าปล่อยในฤดูใบไม้ร่วง อย่างเร็วก็ต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิจึงจะช้อนจับได้” จู้เจียงเจียงไม่อนุญาตให้พวกเขาทำลายลูกกุ้งที่นางเลี้ยงดูมาอย่างยากลำบากนี่คือลูกกุ้งที่นางทดลองเลี้ยง หากชุดนี้สำเร็จ นางก็จะขุดบ่อเพิ่มอีกหลายบ่อ แล้วปล่อยลูกกุ้งในฤดูใบไม้ผลิ เพื่อขยายการเลี้ยงในระดับใหญ่แต่ว่าดูจากตอนนี้ ลูกกุ้งที่นางทดลองเลี้ยงชุดนี้ประสบความสำเร็จแล้วนางคิดอยู่ว่ายังมีที่ดินผืนไหนที่จะให้นางใช้ขุดเป็นบ่อเพื่อเลี้ยงกุ้งได้อีก?คำถามนี้ต้องลองไปถามโจวเหลียง เขาเข้ารับตำแหน่งได้ประจวบเหมาะมากจริงๆ ใช้ประโยชน์ได้ทันที“ยังต้องรอถึงฤดูใบไม้ผลิเชียว...” อู่จิ้นผิงผิดหวังเล็กน้อยน้ำใต้เท้าเย็นจัด เท้าเริ่มแข็งแล้ว เขาจึงตัดสินปล่อยกุ้งเหล่านั้นไปชั่วคราว พูดเร่งว่า “แม่นางจู้ พวกเราให้อาหารปลาก่อน เอ๊ะ ไม่สิ รีบให้อาหารกุ้งเถิด หนาวมากจริงๆ” ตอนที่ 108: ข้าอยากได้ที่ดินรกร้างไร้ประโยชน์ตอนเผยจี้กลับมาจากหลังเขา ก็เห็นจู้เจียงเจียงกำลังให้อาหารปลาอยู่ในบ่อปลา ขากางเกงนางเปียกเลยหัวเข่าใกล้ถึงต้นขาแล้วเขาไม่พูดพล่ามวางจอบลง แล้วรีบไปต้มน้ำในห้องครัวเตรียมไว้ให้นางตอนออกมา ก็บ่นเป็นตาแก่ว่า “น้ำเย็นแบบนี้ ทำไมเจ้าถึงลงน้ำไปพร้อมกับพวกเขาสองคนเล่า วันหลังไม่อนุญาตให้ลงไปอีกแล้วนะ”เผยจี้อ้อมไปถึงริมบ่อปลาที่ใกล้จู้เจียงเจียงที่สุด ยื่นมือให้นาง “ฮูหยินรีบขึ้นมา ปล่อยให้ฉินเฟิงให้อาหารปลาไปก็พอแล้ว”เขาไม่กล้าเรียกใช้อู่จิ้นผิง แต่ฉินเฟิงที่เป็นเพื่อนบัณฑิต ไม่ได้มียศตำแหน่งขุนนางใดๆ ทำไมเขาจะไม่กล้าใช้?ฉินเฟิงที่ถูกพูดถึงหมดคำจะพูด “พี่เผย พี่จะเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว เป็นฮูหยินพี่ที่เรียกข้าลงน้ำมาให้อาหารปลาแท้ๆ ข้าใจดีช่วยเหลือ ทำไมยังมาโทษข้าอีกเล่า”ทำงานนี้ เงินค่าแรงก็ไม่มียังต้องมารับโทษอีก ได้แต่ทนทุกข์ ยิ่งกว่าตายเสียอีกเผยจี้ไม่ได้สนใจฉินเฟิง สำหรับผู้ชายอย่างเขา แค่หนาวนิดหน่อยจะเป็นอะไรไป“รีบขึ้นมา” เผยจี้พูดเร่งอีกครั้งจู้เจียงเจียงมองรำข้าวครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ในถังแวบหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้ขึ้นไป “ข้ายังให้อาหารไม่เสร็จ ถึงอย่างไรก็เปียกแล้ว ประเดี๋ยวข้าให้อาหารเสร็จแล้วค่อยขึ้นไป”พูดจบ นางก็คว้ารำข้าวหนึ่งกำมือ โปรยลงบนผิวน้ำในบ่อปลาเผยจี้ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วเดินลงน้ำไปทางนางเงียบๆเขาคว้าเอาถังที่อยู่ในอ้อมแขนของนางมา แล้วอุ้มนางขึ้นมาหนีบไว้ใต้แขนด้วยมือข้างเดียว ก่อนจะเดินขึ้นฝั่งไปด้วยกัน“ท่านทำอะไร ข้ายังไม่...”“ในห้องครัวมีน้ำร้อนต้มไว้แล้ว เจ้ารีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ประเดี๋ยวจะเป็นหวัด ข้าให้อาหารปลาแทนเจ้าเอง” เผยจี้พูดแทรกคำพูดของนางยาวเป็นพรวนจู้เจียงเจียงรู้สึกอบอุ่นใจกับคำพูดบ้าอำนาจของเขา เม้มริมฝีปาก ซ่อนความลิงโลดบนใบหน้าไว้ ตอบรับเสียงเบา “อืม”ฉินเฟิงที่โดนอาหารหมาปาใส่แบบไม่ตั้งใจก็ถึงกับหมดคำพูด โกรธแค้นสุดๆ เขาเดินไปทางเผยจี้ เอาตะกร้าผักเน่าของตัวเองยัดใส่มือของเผยจี้ แล้วเดินขึ้นฝั่งไปอย่างกระฟัดกระเฟียดอู่จิ้นผิงรู้สึกถูกใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นบรรยากาศชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิตของสามัญชน ทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นในครอบครัวที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเขาเกิดในราชวงศ์ และเคยเป็นถึงองค์ฮ่องเต้ มีทั้งโอรสธิดา ฮองเฮา และสนมอีกมากมาย ทว่าเขาไม่เคยมีความรู้สึกบริสุทธิ์เช่นนี้มาก่อนดังนั้นถึงแม้เขาจะถูกจู้เจียงเจียงหลอกมาทำงาน แต่เขาก็รู้สึกสนุกและมีความสุขมากขอแค่หลังทำงานเสร็จ จู้เจียงเจียงยอมทำกับข้าวอร่อยๆ ให้พวกเขากินก็พอแล้วบางครั้ง การกลับบ้านก็เพื่อข้าวร้อนๆ เพียงหนึ่งมื้อแค่นั้นโจวเหลียงรับตำแหน่งนายอำเภอเมืองเจียงหนานได้สิบกว่าวันแล้ว ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็หาเวลาว่างจากการทำไร่ทำนา ไปเยี่ยมโจวเหลียงได้เสียทีนางไป เผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องเก้าจึงตามไปด้วย พวกเขาทั้งกลุ่มจึงเข้าเมืองไปอย่างรวดเร็วแน่นอนว่า ย่อมต้องนั่งรถม้าคู่คันใหญ่ขนดินได้ที่เผยจี้รับปากว่าจะซื้อให้นางไปรถม้าคู่คันนี้ อย่าว่าแต่ทั้งเมืองเจียงหนานไม่เคยเห็น แม้แต่จู้เจียงเจียงเองก็แทบไม่เคยเห็นในทีวี นอกจากครอบครัวร่ำรวยสูงศักดิ์พวกนั้น ใครจะใช้รถม้าแบบนี้กัน?ดังนั้นเมื่อรถม้าเข้าเมือง ก็ทำให้ชาวเมืองตาค้างกันไปทั้งหมด กลายเป็นจุดสนใจของทุกคน ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งตามอยู่ด้านหลังวิ่งไปทางที่ว่าการพร้อมกันตอนพวกชาวบ้านเห็นคนที่ลงมาจากรถ มีคนจำจู้เจียงเจียงได้ หลังจากเรียกชื่อนางออกมา ทุกคนก็รู้สึกไม่แปลกใจเท่าไรราวกับว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จู้เจียงเจียงจะนั่งรถม้าคันนี้“ห้องของพี่ใหญ่พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน?”จู้เจียงเจียงไม่เคยมาที่ว่าการ ยังต้องให้พวกน้องเก้านำทาง“ข้างใน ข้างใน เข้าห้องโถงที่สองไปก็เจอแล้ว” เด็กๆทั้งหลายวิ่งไปทางด้านหลังใกล้ลานกว้างด้านในที่ว่าการอย่างดีใจตอนอยู่ด้านหน้าที่ว่าการ พวกเขาไม่กล้าไร้มารยาทแบบนี้ มีแค่เข้ามาถึงด้านหลังแล้วถึงจะกล้าทำ“พี่ใหญ่!”โจวเหลียงที่เพิ่งพักการพิจารณาคดี เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านนอก เขาก็วางพู่กันลง ตอนลุกขึ้นจะออกไปก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาถึงหน้าประตู โดยมีจู้เจียงเจียงตามมาอยู่ด้านหลัง“แม่นาง ทำไมพวกท่านมากันหมด?” ในสายตาเขาเหมือนจะเห็นแค่จู้เจียงเจียง ทักทายนางแค่คนเดียว“พี่ใหญ่ พวกเรามาส่งของกินให้พี่”ตอนพวกเขาออกมา จู้เจียงเจียงให้พวกเขาไปแปลงผักบ้านตระกูลเผยเก็บผักผลไม้สดมา นำมาให้เขากินหลายตะกร้าใหญ่น้อยคนนักที่จะปลูกผักตอนฤดูหนาว กลัวว่าเขาจะไม่มีของสดกิน“ใต้เท้าโจวกำลังยุ่งหรือ?” จู้เจียงเจียงเรียกเขาอย่างสนุกโจวเหลียงถูกนางเรียกแบบนี้ก็ทำตัวไม่ถูกทันที “แม่นาง ท่านก็อย่าล้อข้าเล่นเลย เชิญนั่งเถิด”ต้องยอมรับว่า ถึงแม้ตอนต้นปีโจวเหลียงจะยังเป็นเพียงขอทานขออาหารอยู่ริมถนน แต่เมื่อได้สวมชุดราชการแล้ว ลักษณะก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจู้เจียงเจียงถึงขั้นแอบรู้สึกว่าเขาเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ในครอบครัวเศรษฐีอย่างไรอย่างนั้น สงบเยือกเย็น ไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง“ใต้เท้าโจว คุ้นเคยกับงานในที่ว่าการแล้วหรือยัง? ข้าขอให้ท่านช่วยเหลือสักเรื่องหนึ่งจะได้หรือไม่?”ถึงแม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะดี แต่ความเคารพที่จู้เจียงเจียงควรให้เขาก็ยังต้องมี จะทุจริต ขอที่ดิน ขอการสนับสนุนอย่างทุจริตไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ยังต้องผ่านกระบวนการที่เป็นทางการ“แม่นางเชิญ” โจวเหลียงชอบที่จู้เจียงเจียงมีหลักการเช่นนี้ นี่ทำให้เขาที่เป็นขุนนางคนหนึ่งสบายใจขึ้นมาก“ข้าอยากถาม ที่ว่าการมีที่ดินร้างที่ติดแม่น้ำติดคลองบ้างไหม หรือที่ดินแบบที่จะปลูกข้าว และสร้างบ้านไม่ได้แบบนั้นก็ได้”“ท่านจะเอาที่ดินรกร้างนี้ไปทำอะไรหรือ?”ได้ยินคำขอนี้ของนาง โจวเหลียงถึงกับหมดคำจะพูดถึงแม้ว่าพวกเขาจะต้องเว้นระยะห่างกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสงสัยในเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้ก็ได้กระมัง?สถานที่ที่เพาะปลูกและสร้างบ้านไม่ได้ ที่ไหนๆก็ไม่อยากได้ เหมือนเป็นหินร้อนๆ ที่โยนทิ้งก็ไม่ได้ ขายก็ขายไม่ออก แต่นางกลับเอ่ยขอที่ดินแบบนี้ด้วยตัวเองนางบ้าหรือเปล่า?“ข้าอยากจะขุดบ่อเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้ง” จู้เจียงเจียงไม่ปิดบังเขา ถึงอย่างไรนางก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อให้เขามาช่วยเหลือไม่มีผลประโยชน์พัวพันก็ไม่จำเป็นต้องปิดบัง“กุ้งหรือ?” โจวเหลียงเข้าใจในทันที “หรือก็คือสิ่งที่ท่านเลี้ยงในบ่อปลาหน้าบ้านท่าน? ท่านทดลองเลี้ยงสำเร็จแล้วหรือ?”“อืม สำเร็จแล้ว” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างมั่นใจมาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสุขโจวเหลียงได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกดีใจแทนนาง จึงยกมือขึ้น แล้วเอ่ยรับปาก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แม่นางโปรดวางใจ บ่อปลาที่ท่านต้องการข้าจะช่วยหาเอง หาเจอแล้วจะให้คนไปแจ้งท่านที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง!”เขาไปสอบไล่ที่เมืองหลวงปีนี้ ตอนเข้าร่วมการสอบหน้าพระที่นั่ง เพราะจู้เจียงเจียงเขียนบทความแปลกใหม่และกล้าหาญฉบับนั้นให้เขา จึงสามารถได้รับความสนพระทัยจากฮ่องเต้ดังนั้นตอนที่เขายื่นฎีกาว่าต้องการกลับบ้านเกิด เพื่อนำพาพวกชาวบ้านไปสู่ชีวิตที่มั่งคั่ง ฮ่องเต้เคยตรัสว่าจะลงใต้มาดูผลงานของเขาถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ฮ่องเต้ตรัสมาจะจริงหรือไม่ และจะเสด็จมาเมื่อไร แต่เรื่องนี้ก็สร้างความกดดันให้กับเขาเป็นอย่างมากดังนั้นเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำให้ได้ความสามารถของจู้เจียงเจียงเขาเห็นอยู่ในสายตามาตั้งนานแล้ว เขาเชื่อมั่นในตัวนาง การทำตามนางจะต้องไม่ผิดพลาดแน่ ดังนั้นไม่ว่านางต้องการอะไร ขอแค่เขาทำได้ เขาย่อมรับปาก!? ตอนที่ 109: ขอแค่เจ้าเอ่ยปาก อะไรข้าก็ซื้อให้เจ้าได้ความเร็วของโจวเหลียงรวดเร็วอย่างที่คิดไว้จู้เจียงเจียงเพิ่งกลับจากในเมืองมาได้สองวัน เขาก็ขี่ม้าพกโฉนดที่ดินกลับมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงด้วยตัวเองได้ยินว่าเขาหาเวลาว่างสั้นๆกลับหมู่บ้าน เร่งขี่ม้าเร็วกลับมาคนเดียว อีกเดี๋ยวยังต้องกลับไปจัดการงานราชการที่ที่ว่าการอีก“ดังนั้น ข้ามีเวลาไม่มาก พวกเราไปดูที่ดินกันตอนนี้เลยเถิด”โจวเหลียงเข้าบ้านดื่มชาไปเพียงถ้วยหนึ่ง ยังไม่ทันได้นั่งก็เร่งให้จู้เจียงเจียงออกบ้านไปด้วยกัน“อยู่ที่ไหน? ไกลไหม? ข้าจะไปเตรียมรถม้า” จู้เจียงเจียงเห็นเขารีบร้อนแบบนี้ นางก็ร้อนใจตาม เดินถึงหน้าประตูหยิบผ้าโพกศีรษะกำลังจะออกบ้านด้านนอกลมแรงมาก หากไม่ใช้ผ้าโพกศีรษะละก็ คืนนี้กลับมาเส้นผมยาวของนางคงจะพันกันจนยุ่งเหยิง ครึ่งค่อนวันก็สางไม่ออก“ไม่ไกล อยู่ที่ตอนล่างของถนนหลักของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้”“บังเอิญขนาดนี้?” จู้เจียงเจียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเกี่ยวกับเส้นทางสายหลักที่ถูกทิ้งร้างนั้น นางเคยเดินไปถึงแค่บริเวณใกล้ภูเขาชา จากนั้นก็ไม่ได้เดินลงไปต่อแล้ว นางไม่รู้ว่าเลยช่วงปลายของถนนนั่นไปจะมีสภาพเป็นอย่างไร“งั้นพวกเจ้าจะขี่ม้าไปใช่หรือไม่ ข้าไปพร้อมกับพวกเจ้าแล้วกัน”สถานที่นั้นไม่ไกลมาก แต่ถ้าให้เดินไปก็ไกลพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับต้องนั่งรถม้าไป เผยจี้จึงเอ่ยปากว่าจะตามไปด้วย จู้เจียงเจียงไม่คิดอะไรมาก ขี่ม้าก็เหมือนกับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถออกเดินทางได้ตลอดเวลา สะดวกและประหยัดเวลา ทำไมนางจะไม่ใช้?โจวเหลียงเห็นพวกเขาสองคนขี่ม้าตัวเดียวกัน เขารู้สึกแปลกๆในใจ เพียงแค่จ้องมองเผยจี้แวบหนึ่งไม่ได้พูดอะไรทั้งสามคนขี่ม้าออกจากหมู่บ้านไปพร้อมกันโจวเหลียงขี่ม้านำทางอยู่ด้านหน้า เขาขี่ม้าคนเดียวและที่สำคัญเขาไม่อยากรออีกสองคนข้างหลัง ไม่อยากเห็นพวกเขาสามีภรรยาสองคนพลอดรักกันต่อหน้าเขา ดังนั้นเขาจึงขี่ม้าเร็วมากจู้เจียงเจียงเห็นว่าใกล้จะถูกโจวเหลียงทิ้งห่างจนมองไม่เห็นแล้ว นางก็อดไม่ได้ที่จะถอดทอนใจออกมาหนึ่งประโยค “ดูท่าข้าคงต้องหาเวลาเรียนขี่ม้าบ้างแล้ว ให้ท่านคอยส่งข้าตลอด เดินทางช้าเกินไปแล้ว”ช้าเกินไป?เผยจี้ยิ้มมุมปาก กำบังเหียนในมือแน่นขึ้น ก่อนจะพูดข้างหูนางหนึ่งประโยคเบาๆ “นั่งนิ่งๆ”พูดจบก็ตวัดแส้ลงไป ม้าที่อยู่ใต้ร่างพลันวิ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วท่าทางการควบม้าที่มุทะลุ กระฉับกระเฉง และมีชีวิตชีวาราวกับอยู่ในสายลมเช่นนี้ เหมือนนั่งสองคนแล้วม้าจะวิ่งไม่ไหวตรงไหนกัน?ใบหน้าของจู้เจียงเจียงเริ่มเจ็บขึ้นมานิดหน่อยหลังถูกลมหนาวพัดผ่าน นางเอียงตัวเล็กน้อยหลบเข้าไปซบแผงอกของเผยจี้ แล้วตะโกนเสียงดัง “ดังนั้นครั้งก่อนที่กลับจากในเมือง ท่านจงใจใช่หรือไม่!”ได้โอบกอดร่างกายอันนุ่มนิ่มของนางอยู่ในอ้อมแขน ถึงแม้เผยจี้จะถูกนางตำหนิ เขาก็ยินยอม รอยยิ้มมุมปากที่แขวนอยู่ไม่ว่าอย่างไรก็หุบไม่ลงตำแหน่งด้านหลังห่างจากภูเขาชาประมาณห้าลี้เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้เห็นที่ดินเปล่าผืนด้านหลังภูเขาชานี้ อ้อ ไม่สิ นับไม่ได้ว่าเป็นที่ดินเปล่า เพราะถ้าเป็นที่ดินเปล่าจะไม่มีน้ำที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ตรงกลาง ด้านซ้ายใกล้กับแม่น้ำสายหนึ่ง ด้านขวาติดกับถนนหินของถนนหลัก น้ำจากแม่น้ำท่วมขึ้นมา ทำให้พื้นที่บริเวณนี้ชุ่มฉ่ำไปทั้งผืน แต่ก็ยังไม่ท่วมถึงถนนหลัก นับว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะจะขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลายิ่งไปกว่านั้น ที่ดินผืนนี้ถูกน้ำท่วมขังมานานปี ทำให้ดินนุ่ม ชื้น และมีวัชพืชขึ้นอยู่ประปราย รวมไปถึงมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่จำนวนมากมาย นี่คือคุณสมบัติที่ดีเยี่ยมเหมาะสำหรับการเลี้ยงกุ้งที่สุดแล้วเพียงแค่ต้องสร้างกำแพงต่ำๆ ขวางกั้นบริเวณริมแม่น้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้กุ้งหนีออกไป และสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ตลอดเวลา เท่านี้ก็เพียงพอแล้วไม่จำเป็นต้องขุดบ่อดินขึ้นมาใหม่ด้วยซ้ำ ขอแค่จัดการวัชพืชในน้ำเล็กน้อยนี้ออกไป ก็สามารถปล่อยลูกกุ้งลงไปเลี้ยงได้แล้ว“ที่นี่คือบ่อเลี้ยงปลาในฝันของข้าเลย เยี่ยมยอดจริงๆ!”จู้เจียงเจียงรู้สึกประหลาดใจกับทุกสิ่งที่เห็นตรงหน้า นางเสียใจที่เหตุใดตัวเองถึงไม่ค้นพบสถานที่แห่งนี้ให้เร็วสักหน่อยโจวเหลียงได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามาถามนาง “ความหมายของท่านคือ ที่ดินผืนนี้ใช้ได้ใช่ไหม?”ถ้านางพอใจละก็ นั่นช่างดีจริงๆ เขาก็นับว่าช่วยงานนางได้แล้ว“ได้มากๆ!”จู้เจียงเจียงพยักหน้าเห็นด้วยอย่างสุดใจ มือเล็ก ๆ ของนางตบไหล่โจวเหลียงเบาๆ แล้วทำท่าทางมาดคนรวย “ว่ามา ที่ดินผืนนี้ราคาเท่าไร ข้าจะซื้อ!”“ที่ดินผืนนี้ถึงแม้จะถูกแช่ในน้ำมานาน จะเพาะปลูกหรือสร้างบ้านก็ไม่ได้ แต่มันก็ค่อนข้างใหญ่มาก ที่สายตาท่านมองเห็นได้ รวมกันขึ้นมาก็ประมาณพันหมู่ ดังนั้น...” โจวเหลียงมีท่าทางลำบากใจ“เจ้าก็บอกมาตรงๆเถิด ไม่ต้องกังวล ไม่ไหวข้าค่อยเอาทรัพย์สินในบ้านของสามีมาซื้อ”จู้เจียงเจียงมองออกว่าเขาเป็นกังวลเรื่องอะไรที่นี่ถึงแม้จะเป็นที่ดินรกร้าง แต่ก็ยังเป็นที่ดิน อีกทั้งยังกว้างใหญ่ขนาดนี้ ไม่แน่ว่านางจะซื้อไหวเผยจี้ได้ยินว่านางจะเอาทรัพย์สินของเขาไป เขากลับไม่โกรธเลยสักนิด กลับกันเขายังหวังอยากให้นางทำเช่นนั้น แบบนี้เขาก็จะได้มีข้ออ้างเกาะติดนางได้อย่างเปิดเผย“ถ้าจะซื้อทั้งหมดละก็ ที่ดินหนึ่งหมู่หนึ่งตำลึง” โจวเหลียงเอ่ยปากช้าๆ เมื่อคำนี้พูดออกมา จู้เจียงเจียงก็ขาดความมั่นใจทันทีที่ดินหนึ่งหมู่หนึ่งตำลึง หากนางจะซื้อ นั่นหมายความว่านางจะต้องใช้เงินหนึ่งพันตำลึงใช่หรือไม่?เผยจี้จะมีเงินมากพอไหม? จู้เจียงเจียงคิดได้ก็หันไปมองเขาโดยไม่รู้ตัวแวบหนึ่งถูกนางใช้สายตาสงสัยมองมา เผยจี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาเงินจำนวนนี้มาให้ได้เพื่อพิสูจน์ตัวเองสักหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีเงินหนึ่งพันตำลึงอยู่พอดี!“ที่ดินผืนนี้ พวกเราซื้อ” เผยจี้หน้าไม่เปลี่ยนสี อ้าปากพูดประโยคนี้ออกมานิ่งๆ คำพูดนี้เข้าหูของจู้เจียงเจียงราวกับเป็นเสียงสวรรค์!“ท่านพี่ ท่านซื้อได้จริงหรือ?” นางเปลี่ยนท่าทางเริ่มประจบเอาใจทันที กอดแขนเขาแกว่งไปมาอย่างออดอ้อนเผยจี้ดื่มด่ำกับสายตาออดอ้อนที่นางใช้มองมาที่เขาเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะแสร้งทำหรือจงใจเขาก็ชอบเหมือนกัน“ขอแค่ฮูหยินเอ่ยปาก ไม่ว่าอะไรข้าก็จะซื้อให้เจ้า”“ว้าว!”จู้เจียงเจียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจ ส่ายหัวไปมาพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้เขา “ท่าทางของท่านพี่เมื่อครู่ ช่างหล่อมากจริงๆ!”คำนี้เพิ่งพูดจบ นางก็เก็บสายตาที่มองเขาด้วยความประจบประแจงกลับไป หันหน้าไปพูดกับโจวเหลียง “ใต้เท้าโจว พวกเราซื้อที่ดินผืนนี้ รอข้าไปเอาเงินแล้วก็จะไปหาเจ้าที่ที่ว่าการ”“…” นางจะเปลี่ยนสีหน้าเร็วเกินไปแล้วกระมัง? จู่ๆ เผยจี้ก็รู้สึกเสียใจและอ้างว้างที่แท้การมีภรรยาที่มุ่งมั่นกับการทำงานก็เป็นแบบนี้นี่เองในเมื่อตัดสินใจซื้อที่ดินแล้ว เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงอยากจะดำเนินการให้เร็วที่สุดพอกลับถึงบ้าน นางก็ลากเผยจี้ไปห้องหนังสือชั้นบน เพื่อปรึกษาหารือเรื่องอำนาจครอบครองที่ดินผืนนี้ทันที“ท่านแม่ทัพ คือแบบว่า ตอนนี้เรามีทางเลือกอยู่สองทาง หนึ่งคือ ข้ายืมเงินท่านซื้อที่ดินผืนนี้ ดอกเบี้ยข้าให้ท่านสูงกว่าเฉียนจวงหนึ่งเท่า”“ข้อสองคือ ท่านซื้อที่ดินผืนนี้เอง อำนาจครอบครองเป็นของท่าน ท่านให้ข้าใช้ประโยชน์ ข้าแบ่งกำไรจากการเลี้ยงสัตว์ให้ท่าน ท่านคิดเห็นอย่างไร?”ตลอดทางกลับมา จู้เจียงเจียงก็คิดพิจารณาปัญหานี้แล้ว นางคิดว่าทั้งสองทางเลือกนี้ใช้ได้ ดังนั้นเขาเลือกอะไรนางก็รับได้แต่เผยจี้ไม่อยากเลือกเขาจ้องมองนางอย่างจริงจังแล้วถามว่า “ฮูหยิน ในเมื่อเจ้าข้าเป็นสามีภรรยากัน ทำไมข้ายังต้องแบ่งแยกทรัพย์สินกับเจ้าชัดเจนขนาดนั้น ของข้าก็คือของเจ้า”เขาไม่เคยคิดจะแบ่งแยกทรัพย์สินของเขากับนางเลย ทั้งชีวิตนี้ก็ไม่คิดคำนี้ของเขา ทำให้ใบหน้าของจู้เจียงเจียงแดงก่ำ นางรู้สึกระอายใจ เมื่อเทียบกับเขาแล้ว นางเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไป“แต่ท่านไม่กลัวว่า สักวันหนึ่งข้าจะหอบเอาเงินหนีไปหรอกหรือ ทำให้ท่านกลายเป็นคนยากจน?” นางถามเสียงอ่อยเผยจี้หัวเราะออกมา “มีใครที่ไหนจะหอบเงินหนีแล้วยังมาบอกให้รู้ล่วงหน้าด้วยหรือ? อีกอย่างข้าเชื่อเจ้า เพราะเจ้าคือฮูหยินของข้า”“…” เขาจีบนางอีกแล้ว!จู้เจียงเจียงยากจะต้านทานจริงๆ ยิ่งอยู่ด้วยกันกับเขานานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะถูกข้าศึกยึดแล้ว ทำอย่างไรดี?! ตอนที่ 110: ยางชุดแรกที่ไม่ค่อยพึงพอใจฉินเฟิงไปอยู่เป็นเพื่อนอู่จิ้นผิงในเมืองมาหนึ่งคืน เหตุผลหลักก็คือหวังไท่เฟยอยู่โรงเตี๊ยมในเมืองมาโดยตลอด ดังนั้นอู่จิ้นผิงจึงต้องเข้ามาในเมืองเป็นครั้งคราวทั้งสองคนไม่อยู่แค่คืนเดียว จู้เจียงเจียงก็เริ่มทำงานในหมู่บ้านอีกแล้วบนที่ดินผืนหนึ่งใกล้ภูเขาชา ไม่รู้ว่าได้มีโรงงานขนาดใหญ่และกว้างขวางแห่งหนึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรด้านในตอนนี้เหมือนจะกำลังผลิตยางกันอยู่เมื่อเห็นว่าบริเวณภูเขาชามีเสียงดังคึกคักมาก รถม้าของอู่จิ้นผิงจึงไม่ได้เลี้ยวเข้าเส้นทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวงสายนั้น ทว่ากลับเลี้ยวไปทางภูเขาชาแทนหลังจากซ่อมถนนสายหลักที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่าครึ่งเดือน ถนนที่เคยเป็นหลุมเป็นบ่อก็ถูกถมจนเรียบแล้ว รถม้าสามารถเดินทางได้แล้วทั้งสองลงจากรถม้า แล้วมองดูโรงงานขนาดใหญ่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึงพวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาโดยตลอด กลับไม่รู้ว่าที่นี่สร้างโรงงานขนาดใหญ่นี้ขึ้นตั้งแต่เมื่อไร“ผู้อาวุโสอู่ พวกท่านกลับมาแล้วหรือ?”จู้เจียงเจียงออกมาพอดี เห็นทั้งสองคนยืนอยู่หน้าประตูจึงเอ่ยทักทาย“แม่นางจู้ หรือเจ้าเป็นคนสร้าง? เจ้าสร้างตั้งแต่เมื่อไร!” ฉินเฟิงเบิกตากว้างถามนางอย่างตกใจจู้เจียงเจียงก็ทำหน้าตกใจเช่นกัน “ทำไมพวกท่านไม่รู้หรือ? ตอนข้าสร้างสถานศึกษา ทางนี้ก็กำลังสร้างไปพร้อมกัน”นางนึกว่าคนที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะรู้กันหมดแล้ว แต่ที่ไหนได้ พวกเขากลับไม่รู้ถึงแม้อู่จิ้นผิงจะรู้สึกตกใจเหมือนกัน แต่เขาก็ดูสงบนิ่งกว่าฉินเฟิงมาก “แม่นางจู้ เจ้าสร้างบ้านหลังนี้ไว้ทำอะไร?”คงไม่ใช่สร้างมาเพื่อเพาะปลูกหรอกกระมัง?“ผู้อาวุโสอู่ ท่านยังจำหมู่บ้านซ่าเหอได้ไหม?”“จำได้สิ”นั่นเป็นหมู่บ้านที่เขาเข้าร่วมช่วยเหลือกับจู้เจียงเจียงครั้งแรก ความประทับใจลึกซึ้งมาก“เมื่อวานหมู่บ้านซ่าเหอส่งยางชุดแรกมาให้แล้ว ข้ากำลังทำการทดลองอยู่ด้านใน ไปดูด้วยกันหรือไม่?” จู้เจียงเจียงเชิญทั้งสองคนเข้าไปคนที่ช่วยหมุนลูกกลิ้งอยู่ด้านในคือคนงานของพี่น้องตระกูลโจวที่มาก่อสร้างบ้านเนื่องจากโรงงานเพิ่งสร้างเสร็จ และคนจากหมู่บ้านซ่าเหอก็ส่งยางมาให้พอดี ทำให้ยังไม่ทันเปิดรับสมัครคนงานในโรงงาน แต่โชคดีที่ยางชุดแรกมีปริมาณไม่มาก จึงยังพอรับมือได้“ตรงนี้ก็คือพวกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ข้าทดลองออกมาวันนี้ พวกท่านลองสัมผัสดู”จู้เจียงเจียงอธิบายกระบวนการผลิตยางให้พวกเขาฟังอย่างง่ายๆ แล้วเดินตรงไปที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทันที เพื่อให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมนางถึงยืนกรานให้กรีดยางตั้งแต่แรกในตะกร้าไม้ไผ่มียางที่ถูกอัดเป็นแผ่นนอนเรียงรายอยู่ เนื่องจากมีเงื่อนไขจำกัด ทำให้ไม่สามารถผลิตยางที่ทั้งบางและสวยเหมือนชาติก่อนได้ ยางในตะกร้าไม้ไผ่จึงทั้งหนักและมีกลิ่นแรงมากยางที่ผ่านการออกซิเดชันจะมีสีเหลืองดูแล้วไม่ค่อยน่าสนใจนัก อู่จิ้นผิงเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อยกับเรื่องนี้ก่อนหน้านี้จู้เจียงเจียงบอกว่าของสิ่งนี้สามารถทำเป็นเครื่องกันฝนได้ เขารู้สึกตื่นเต้นมาก ตอนนี้ดูท่าแล้วเขาคงจะคาดหวังกับจู้เจียงเจียงมากเกินไป“แม่นางจู้ สิ่งนี้มันหนักมากเลยจริงๆ เช่นนี้จะมีคนสวมมันบนตัวได้จริงหรือ?”ฉินเฟิงที่เป็นชายร่างใหญ่คนหนึ่งยังแทบลากยางแผ่นหนึ่งไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนแก่ ผู้หญิง หรือเด็กที่อ่อนแอคนอื่นๆเลย“อืม…” พูดตามตรง จู้เจียงเจียงก็ไม่ค่อยพอใจกับความหนานี้เท่าไรนัก แต่จากเทคโนโลยีที่มีในตอนนี้คงทำได้เท่านี้ “ทำเสื้อกันฝนไม่ได้ แต่ทำพื้นรองเท้าไม่มีปัญหา”หากทำพื้นรองเท้าละก็ ยางที่ต้องใช้ก็แค่แผ่นเล็กๆใต้เท้า ความหนากำลังพอเหมาะ เดินบนถนนก็จะไม่เจ็บเท้า“สิ่งนี้จะทำพื้นรองเท้าได้อย่างไร?”“ก็แค่ตัดส่วนหนึ่งออกมา แล้วนำผ้ามาเย็บติดอยู่ด้านบน” จู้เจียงเจียงทำหน้าเหมือนระอา เรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้!ฉินเฟิงไม่เคยเห็นพื้นรองเท้าแบบนี้มาก่อนจริงๆ “งั้นข้าจะรอชมผลงานก็แล้วกัน”ในน้ำเสียงของเขาแฝงความแคลงใจและหยอกล้อ เหมือนรู้สึกว่าจู้เจียงเจียงจะทำออกมาไม่ได้อย่างแน่นอน กำลังรอสมน้ำหน้ายิ่งพวกเขาเป็นแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็ยิ่งอยากจะพิสูจน์ตัวเอง“พวกท่านคอยดูเถอะ รอผ่านปีใหม่ข้าก็จะเปิดโรงงานนี้ขึ้น แล้วผลิตรองเท้าชุดใหญ่ออกขาย!”เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งเดือนก่อนจะถึงปีใหม่ เวลาสั้นๆแบบนี้นางคงทำอะไรไม่ได้มากนัก ทำได้แค่อัดขึ้นรูปยางชุดนี้ออกมาวางไว้ก่อน รอหาคนได้ค่อยเริ่มงานอีกทั้งนางยังต้องใช้โอกาสตอนน้ำในแม่น้ำฤดูหนาวยังน้อยอยู่ขุดบ่อปลาให้เสร็จ“ท่านพี่ ท่านยุ่งอยู่ไหม?”กลางคืนหลังอาบน้ำเสร็จ จู้เจียงเจียงกลับห้อง เผยจี้ก็ได้นอนลงบนผ้าปูที่เขาปูไว้แล้ว แต่นางกลับยังถามเขาว่ายุ่งอยู่ไหมเผยจี้รู้สึกตัวทันทีหลังนางเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่’ เพราะโดยส่วนมากแล้ว ทุกครั้งที่นางเรียกเขาว่าท่านพี่ มักมีเรื่องมาขอร้องให้เขาช่วยเสมอเขาลุกขึ้นจากพื้น คลุมผ้าห่มบนตัว นั่งขัดสมาธิมองนาง “ฮูหยิน มีเรื่องอะไรหรือ?”จู้เจียงเจียงเดินไปริมหน้าตาปิดผ้าม่าน พลางเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “ก็ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร ข้าก็แค่อยากถามท่านว่าซ่อมเขื่อนไปถึงไหนแล้ว?”เขื่อนในเมืองเจียงเป่ยกำลังซ่อมแซมอยู่ ทำให้น้ำในแม่น้ำส่วนปลายสามารถควบคุมได้แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่จู้เจียงเจียงสนใจ นางแค่อยากขอยืนคนจากเขาสักหน่อยเท่านั้น“ฮ่องเต้มีพระราชโองการ ให้ข้าซ่อมเขื่อนให้เสร็จก่อนฤดูฝนปีหน้า จู่ๆ เหตุใดฮูหยินถึงสนใจเรื่องนี้?” เขาไม่เชื่อหรอกว่านางแค่สนใจความคืบหน้าของการซ่อมเขื่อนอย่างบริสุทธิ์ใจถึงแม้สามีอย่างเขาจะเป็นคนหยาบกระด้างคนหนึ่ง แต่หัวใจกลับละเอียดอ่อนมาก จู้เจียงเจียงปกปิดเขาไม่ได้ ทำได้แค่พูดอย่างตรงไปตรงมานางเดินไปนั่งลงบนเตียง มองเขาจากที่สูง “ท่านแม่ทัพ ข้าอยากขอยืมคนของท่านจำนวนหนึ่ง ไปช่วยข้าสร้างกำแพงล้อมบ่อปลาสักหน่อย”คนใต้บังคับบัญชาของเขามีคนเก่งเรื่องก่อสร้าง ซ่อมเขื่อนยังทำได้ สร้างกำแพงล้อมบ่อปลาให้นางคงเป็นเรื่องง่าย?สำหรับเผยจี้แล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขาไม่อยากรับปากนางง่ายๆแบบนั้น“ฮูหยิน เรียกข้าว่าอะไรนะ?” เขาพูดเป็นนัยๆ“...” ต้องเรียกว่าท่านพี่ เขาถึงจะยอมช่วยหรืออย่างไรกัน?“ท่านพี่” จู้เจียงเจียงเปลี่ยนสีหน้าทันที เรียกเขาอย่างประจบประแจงถึงแม้คำเรียกนี้เผยจี้จะชอบมาก แต่ก็ไม่ใช่ที่เขาชอบที่สุด เขาเอามือประสานท้ายทอยนอนลงบนเตียง มองนางอย่างสนใจ “ไม่ใช่คำนี้ เรียกอีกคำหนึ่งสิ”อีกคำหนึ่ง…มุมปากของจู้เจียงเจียงกระตุก นี่เขาได้คืบจะเอาศอกใช่หรือไม่!“ไม่ยอมหรือ?” เผยจี้ก้มหน้าแสร้งพูดอย่างเสียดาย “งั้นก็ช่างเถอะ ข้าจะนอนแล้ว”ระหว่างที่พูดก็ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว นอนลงพลางเหยียดตัวอย่างสบายใจเมื่อเห็นดังนั้น จู้เจียงเจียงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามกล่อมตัวเองในใจว่าต้องอดทน จะงอก็ได้ จะยืดก็ได้!“อาจ้าว ให้ข้ายืมคนหน่อยเถิด” นางนั่งลงบนเตียงเขา จับมือเขา พลางทำท่าออดอ้อนเสียงนี้ แม้แต่ตัวนางฟังเองยังรู้สึกอยากจะอ้วก แต่เผยจี้กลับฟังแล้วมีความสุขอย่างมากเขาพลิกมือจับแขนของนาง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมพวกเขาทั้งสองไว้ จู้เจียงเจียงถูกเขาดึงมานอนข้างๆอย่างไม่ทันตั้งตัว“ท่านทำอะไร!” นางดิ้นขัดขืนสองสามครั้ง มือเผยจี้ที่กอดนางไว้ยิ่งรัดแน่นขึ้น“ฮูหยินให้ข้ากอดสักประเดี๋ยวก็พอ” เขากระซิบอยู่ข้างหูนาง น้ำเสียงขอร้องแกมอ้อนวอนอยู่นิดๆพวกเขาอาศัยอยู่ห้องเดียวกัน แต่เขากลับทำได้แค่นอนบนพื้น เขารู้สึกน้อยใจมากเหลือเกินพวกเขาเป็นสามีภรรยากันแท้ๆ!“ฮูหยินหอมจัง” เผยจี้มุดหน้าลงบนเส้นผมของนาง ทำหน้ายิ้มกว้างอย่างพอใจ “ข้าจะไปเมืองเจียงเป่ยพรุ่งนี้ เจ้าอยากได้กี่คน?”ขอแค่ได้กอดสักหน่อย ไม่ว่าอะไรเขาก็รับปากนางหมดทุกอย่างจู้เจียงเจียงเหมือนรู้สึกถึงการยอมอ่อนข้อของเขา มือที่ดิ้นหนีก็พลันสงบลง พูดเสียงเบาว่า “ยี่สิบคนก็พอแล้ว”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment