ตอนที่ 11: นางคืออนาคตของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ฤดูใบไม้ผลิเดินมาถึงจุดสิ้นสุดฤดูกาล แต่ถึงกระนั้นหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ยังคงเต็มไปด้วยสีเขียวขจี
มองนาข้าวที่เจริญเติบโตมาอย่างดี ทุกคนในหมู่บ้านล้วนโอดครวญ ที่พวกเขาโอดครวญคือ ‘ทำไมที่ดินบ้านของสะใภ้เล็กถึงได้โตดีแบบนี้?’
“จริงด้วย ที่ดิน เมล็ดพันธุ์ เพาะปลูกวันเดียวกัน ทำไมที่ดินของสะใภ้เล็กถึงโชคดีอยู่คนเดียว?”
ช่วงนี้จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่กับเรื่องของใบชา ไม่ไปดูแลต้นกล้าในแปลงนาเลย มีแต่ตอนที่ทุกคนไปดูน้ำในนา จึงช่วยเปิดปากร่องบนคันนาทดน้ำเข้านาให้นาง
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ต้นกล้าบ้านของนางกลับโตดีกว่าของทุกคน
ลักษณะต้นกล้าทั้งสูงและหนา ทั้งยังงอกงามดี ทุกต้นใหญ่มีต้นกล้าอยู่ด้วยกันสิบกว่ากิ่ง
หากถึงตอนต้องเก็บเกี่ยว มือข้างหนึ่งก็คงกุมต้นกล้าหนึ่งต้นไม่อยู่ ผลเก็บเกี่ยวรวงข้าวต้องเยอะมากแน่ๆ
ครั้นหันกลับไปมองนาข้าวของทุกคนในหมู่บ้าน ทุกหนึ่งต้นล้วนเป็นต้นกล้าเดี่ยวทั้งผอมทั้งเล็ก แค่ลมพัดมาก็พากันสั่นไหวจะล้มไม่ล้มแหล่ ดูอย่างไรก็น่าโมโห
“สะใภ้เล็กนางมีความสามารถ ต้นกล้าภายหลังที่เก็บเกี่ยว พวกเราก็เรียนรู้กับนางดีๆแล้วกัน”
“เห็นด้วย ดูนางสิ เพาะปลูกเสร็จก็ไปทำเรื่องชาภูเขา แล้วดูพวกเราสิ จะเทียบกับคนอื่นได้อย่างไร!”
“ไปๆ พวกเรากลับกันเถอะ”
ชาวบ้านที่เหลือไม่กี่คนอุดทางเข้าน้ำในนาเสร็จ มองพระอาทิตย์ตกบนยอดเขาใหญ่แวบหนึ่ง จากนั้นก็หมุนตัวกลับไป
พระอาทิตย์ตกดึงเงาของคนให้สูงยาวขึ้น เสียงกบร้องด้านหลังในนาค่อยๆ เริ่มแลกเปลี่ยนกับเสียงร้องของจักจั่นในตอนกลางวัน
จู้เจียงเจียงได้เตรียมตัวพร้อมกับเรื่องตั้งแผงขายชาแล้ว วันนี้นางไปในเมืองมารอบหนึ่ง ซื้อหม้อ ถ้วยและอุปกรณ์ชงชามามากมาย ตอนนี้นางกำลังอยู่หน้าบ้าน นั่งเผาเปิดใช้เครื่องครัวเหล่านี้
นำกาน้ำชาและถ้วยชามาต้มก่อน หลังจากผ่านการต้มจนเย็น วางผึ่งไว้ไม่นานก็แห้งแล้ว
ขณะนี้นางกำลังใช้น้ำมันหมูเคลือบกระทะ ระหว่างที่รอเคลือบ นางก็อดใจไม่ไหวใช้กาน้ำชาที่ซื้อมาใหม่ต้มชาไปหนึ่งกา
ชาชุดแรกยังมีข้อบกพร่อง นางไม่มีประสบการณ์ในการควบคุมไฟอะไรเลย หากไม่ดิบก็ผัดนานเกินไป ดังนั้นชาชุดนั้นจึงถูกนางทิ้งไป
ตอนนี้นางกำลังดื่มชาชุดที่สอง ครั้นเทน้ำร้อนลงไปชง กลิ่นหอมของชาก็ลอยออกมาทันที กลิ่นหอมของชานี้ ช่วยเพิ่มรสชาติที่สดชื่นให้กับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงภายใต้พระอาทิตย์ตกได้เป็นอย่างดี
สวีเหล่าซานนำโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่ที่ทำให้จู้เจียงเจียงเสร็จแล้วเดินเข้ามา ก็เห็นนางกำลังเงยหน้ามองพระอาทิตย์ตก พลางลิ้มรสชาถ้วยหนึ่งที่ถืออยู่ในมือพอดี
ท่าทางนั้น ทำให้คนรู้สึกเหมือนกับว่านางช่างไม่เหมาะกับที่นี่เอาเสียเลย
“สะใภ้เล็ก ดื่มชาหรือ?”
จู้เจียงเจียงกำลังหลับตาสัมผัสกลิ่นหอมของชาที่ค้างอยู่ในปาก ครั้นได้ยินเสียง นางก็ลืมตาแล้วหันหน้าไป
“ลุงสามสวี ท่านมาแล้วหรือ?” นางเทชาหนึ่งถ้วยให้สวีเหล่าซาน เชิญเขานั่งด้วยกันอย่างเป็นมิตร “รีบนั่งเร็ว ลองชิมชาชุดนี้”
สวีเหล่าซานเคยดื่มชาชุดแรกมาแล้ว รสชาติไม่ถูกปากของเขาจริงๆ
เดิมไม่อยากดื่ม แต่ครั้นเห็นท่าทางเมื่อครู่ของจู้เจียงเจียง ร่างกายของเขาก็ซื่อตรง นั่งลงทันที
น้ำชาถ้วยนี้ไม่ต่างกับน้ำชาถ้วยก่อนหน้ามากนัก เขาชิมไม่ออกว่าดีหรือไม่ดี รู้สึกแค่ว่าเหมือนจะหอมกว่าก่อนนิดหน่อย
จู้เจียงเจียงมองท่าทางอึดอัดใจของสวีเหล่าซานออก
ช่างเถอะ อยากให้คนที่ไม่เคยดื่มชา.ยอมรับรสชาติของชาจากก้นบึ้งหัวใจ ก็คงไม่ง่ายขนาดนั้น
ปฏิกิริยาของสวีเหล่าซานก็จะเป็นปฏิกิริยาของลูกค้าร้านชาของนางในอีกสองวันต่อมา
แต่ทำอย่างไรถึงจะทำให้คนยอมรับวัฒนธรรมการดื่มชาได้อย่างรวดเร็วกัน?
จู้เจียงเจียงมองพระอาทิตย์ตก และเข้าสู่ภวังค์ความคิด
….
สองวันต่อมา
วันนี้เป็นวันแรกที่จู้เจียงเจียงจะไปเปิดร้าน นางตื่นขึ้นมาเตรียมของที่ต้องใช้ในการตั้งร้านตั้งแต่เช้า
เมื่อวานนางเข้าเมืองไปรับเลือดหมูและเครื่องในกลับมา เมื่อคืนนางจึงนั่งล้างนั่งหั่นเครื่องในหมูจนเสร็จ จากนั้นก็ทำการหมักดองและวางไว้ในช่องว่างมิติ
ตอนนี้นางแค่ต้องผสมข้าวสารที่แช่มาทั้งคืนกับเลือดหมู จากนั้นก็ยัดเข้าในไส้อ่อนเพื่อให้กลายเป็นไส้กรอกข้าว รอไปถึงในเมือง นางค่อยเริ่มตั้งหม้อต้ม ปรุงแบบสดๆขายไปด้วย
ร้านเล็กๆนี้นางทำคนเดียวก็พอ เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ได้ตามนางไปด้วย แต่สาวน้อยคนนี้ก็ยังตื่นแต่เช้ามาช่วยนางยัดไส้กรอกข้าว
“เสี่ยวอวี๋ อีกเดี๋ยวก่อนไปเก็บชา เจ้าไปนา เปิดน้ำเข้านาแล้วค่อยไป ตอนเที่ยงกลับมาก็อย่าลืมปิดน้ำ อย่าให้ท่วมพืชผลรู้ไหม?”
จู้เจียงเจียงเร่งทำไส้กรอกข้าวไปพลาง กำชับเผยเสี่ยวอวี๋ไปพลาง
“ข้ารู้แล้ว พี่สะใภ้” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้า จดจำไว้ในใจ
ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าวันนี้จู้เจียงเจียงจะไปตั้งร้านแผงลอยหาเงินในเมือง นางเป็นคนเดียวของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และคนแรกที่ไปค้าขายในเมือง ดังนั้นทุกคนต่างมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“สะใภ้เล็ก ของต่างๆ เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม? ลืมโต๊ะเก้าอี้อะไรหรือเปล่า?”
เมื่อสวี่เหล่าเกินมาก็ช่วยนางตรวจดูโต๊ะเก้าอี้ของที่ต้องใช้ในการตั้งร้าน ดูแล้วตื่นเต้นกว่าจู้เจียงเจียงเสียอีก
“ปู่สวี่ เมื่อคืนข้ายกโต๊ะเก้าอี้ขึ้นรถแล้ว ตอนนี้รอแค่ยัดไส้กรอกข้าวเสร็จก็ออกเดินทางได้” จู้เจียงเจียงหันหน้าพูดตอบ
ร้านเล็กของนางมีแค่โต๊ะสามตัว เก้าอี้สิบกว่าตัว ซ้อนทับกันอยู่บนรถเข็นที่คนในหมู่บ้านช่วยกันทำให้นางเรียบร้อยแล้ว
ดูเหมือนของเยอะ แต่เพราะทำจากไม้ไผ่จึงไม่หนักแต่อย่างใด นางคนเดียวก็ลากรถเข็นได้
“ของนี้ทำล่วงหน้าตอนกลางคืนให้เสร็จไม่ได้หรือ ทำตอนนี้ไม่ทันตลาดเช้าพอดี” สวี่เหล่าเกินเริ่มบ่นเรื่องทำไส้กรอกข้าวอีกครั้ง พยายามแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้อาวุโส
“ปู่สวี่ ขายชาต้องขายตอนแดดร้อนถึงจะขายดี ข้าไม่รีบให้ทันตลาดเช้าหรอก”
เมื่อเผชิญกับความกังวลของทุกคน จู้เจียงเจียงจึงอดทนอธิบายกับพวกเขาเป็นพิเศษ
แต่สวี่เหล่าเกินก็ยังไม่สบายใจ “หาคนตามเจ้าไปด้วยไม่ดีกว่าหรือ? ผู้หญิงตัวคนเดียวไปขายชา หากถูกคนข้างๆรังแกขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
หลังจากอยู่ร่วมกันมาหนึ่งเดือนกว่าๆ คนหมู่บ้านเสี่ยวฮวงล้วนเห็นจู้เจียงเจียงเป็นเหมือนครอบครัวของตัวเองไปแล้ว
นางอายุยังน้อย แต่งมาก็ต้องเป็นม่าย ทุกคนจึงรู้สึกสงสารนางจริงๆ
ระหว่างที่คนในหมู่บ้านบ่นอยู่นั้น จู้เจียงเจียงก็ยัดไส้กรอกข้าวเสร็จแล้ว ตอนลุกไปล้างมือ ยังพูดปลอบใจทุกคน “ปู่สวี่ ไม่มีใครรังแกข้าหรอก อีกอย่างยังมีเถ้าแก่หนิวช่วยหนุนหลังข้าอยู่ในเมือง ไม่เกิดเรื่องแน่นอน”
นางเลือกตำแหน่งที่ตั้งร้านไว้แล้ว อยู่ไม่ห่างจากร้านเนื้อหมูของหนิวต้งมากนัก
ร้านเนื้อหมูของหนิวต้งตั้งอยู่ในสถานที่ที่คนขวักไขว่ที่สุดในเมืองทิศใต้ นางไปตั้งร้านใกล้เขา นอกจากสะดวกในการขอเลือดหมูและเครื่องในแล้ว ยังใช้ความนิยมของเขาได้อีกด้วย
“มันก็จริง” สวี่เหล่าเกินถอนหายใจออกมา
ในฐานะที่เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทั้งยังถูกแม่เผยฝากฝังก่อนตาย ให้เขาดูแลเผยเสี่ยวอวี๋และลูกสะใภ้ที่แต่งงานมาให้ดี
แต่ดูตอนนี้สิ เขาช่วยอะไรไม่ได้สักอย่าง ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี!
จู้เจียงเจียงเก็บของทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย พับผ้าเก่าๆวางพาดบนไหล่ ก่อนจะใช้ร่างกายเล็กๆของนางลากรถเข็นมุ่งหน้าสู่แสงแดดยามเช้า
ด้านหลัง คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างเฝ้ามองร่างเล็กๆของนางจากไปอย่างเงียบๆ ในใจรู้สึกปลง
ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า แผ่นหลังเล็กๆของจู้เจียงเจียงคนนี้ จะทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเจริญรุ่งเรืองขึ้นในอนาคต!
“เสี่ยวอวี๋ ไปหาพ่อแม่เจ้าเถอะ ไปบอกพวกเขาว่าเจ้ามีพี่สะใภ้คนหนึ่งที่ดีมากแค่ไหน”
มือของสวี่เหล่าเกินตบลงบนไหล่ของเผยเสี่ยวอวี๋ หลังจากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ “เฮ้อ หากเสี่ยวจ้าวอยู่ก็คงดี”
ตอนที่ 12: ร้านชาแผงลอยล้มเหลวอย่างน่าอนาถ ข้าจะพลิกกลับ!
จู้เจียงเจียงลากรถเข็นพลางหอบหายใจมาจนถึงตำแหน่งตั้งร้านหัวมุมถนนถัดจากสะพานข้ามแม่น้ำชิงสุ่ยแรกในเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากถนนสายหลักมากนัก ส่วนฝั่งตรงข้ามก็เป็นร้านเนื้อหมูของหนิวต้ง
ตอนนางมาถึงเวลาก็เกือบจะใกล้เที่ยงวันแล้ว หนิวต้งไม่อยู่หน้าร้าน นางเลยไม่ได้ทักทาย
หลังจากขนของบนรถเข็นลงมาทีละอย่าง วางรถพิงราวไม้ริมสะพาน จู้เจียงเจียงก็เริ่มตั้งเตา จุดไฟ ต้องรีบต้มไส้กรอกเลือดโดยไว
เตาดินทรงกลมสองเตา บนเตาหนึ่งวางกระทะต้มไส้กรอกเลือด ส่วนอีกเตาหนึ่งวางกาต้มน้ำชา
แผ่นไม้ไผ่ติดไฟเร็ว ควันก็น้อย ครู่เดียวน้ำในหม้อก็เดือดแล้ว
ไส้กรอกเลือดกำลังเดือดปุดๆ จู้เจียงเจียงก็วางถ้วยชาเสร็จแล้ว นางคีบใบชาเล็กน้อยในไหไม้ไผ่นำไปชงในกาน้ำอีกใบที่อยู่ด้านข้าง
เท.ลงไปตอนน้ำเพิ่งเดือด กลิ่นหอมของชาพลันลอยออกมา
ทว่ากลิ่นหอมอ่อนๆของชานี้ นอกจากนางแล้วก็ไม่มีใครสนใจเลย คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นชินกับกลิ่นนี้
กลับกันกลิ่นของไส้กรอกเลือดกลับดึงดูดความสนใจของคนที่ผ่านทางไปมาได้ดีกว่า “แม่นาง ที่เจ้าขายในหม้อนี้คืออะไร หอมจัง”
ชายหนุ่มเสื้อคลุมยาวสีเทาที่ดูเหมือนกำลังเร่งเดินทางหยุดชะงักลงตรงหน้าร้านของนาง สายตาจดจ้องมองหม้อไส้กรอกเลือดของนางพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่
จู้เจียงเจียงเห็นในมือชายหนุ่มห่อจานฝนหมึกและหนังสือเอาไว้ แม้บนเสื้อจะปะชุนซ่อมแซมหลายจุด แต่ก็ยังดูออกว่าเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง
“คุณชาย ไส้กรอกเลือดหนึ่งเหวินหนึ่งชิ้น แถมชาหนึ่งถ้วย ดื่มแค่ชาหนึ่งเหวินสามถ้วยรับหรือไม่?”
จู้เจียงเจียงเปิดฝาหม้อ กลิ่นหอมของไส้กรอกเลือดลอยตามไอร้อนจากการคายน้ำกระจายออกมาพร้อมกัน มันสุกแล้ว
“ไส้กรอกเลือด?”
บัณฑิตผู้นั้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้เล็กน้อย ใช้สายตาของคนที่ร่ำเรียนหนังสือพิจารณาของในหม้อ “ไม่เคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อน แต่ว่า…ข้างในนี้มีข้าวใช่หรือไม่?”
“…มี” จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างมีมารยาท
เขาหิวมากจริงๆ
“งั้นเอามาให้ข้าหนึ่งชิ้นเถอะ” ชายหนุ่มหาตำแหน่งหนึ่งนั่งลงอย่างดีใจ วางแท่นฝนหมึกและหนังสือลงด้านข้างอย่างระมัดระวัง ดูหวงแหนเป็นที่สุด
คิดไม่ถึงว่าลูกค้าจะมาเร็วขนาดนี้ แต่นางรับมือได้
จู้เจียงเจียงหั่นไส้กรอกเลือดให้ชายหนุ่มหนึ่งท่อน ปริมาณนั้นเท่ากับข้าวครึ่งถ้วย พร้อมรินน้ำชาถ้วยหนึ่งวางตรงหน้าเขา “เชิญรับประทาน”
เพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินหนิวต้งที่อยู่ไม่ไกลเอ่ยทักทายนาง
จู้เจียงเจียงหั่นไส้กรอกเลือดอีกชุด รินน้ำชา มือข้างหนึ่งถือถ้วยชา มืออีกข้างถือถ้วยไส้กรอกเลือดเดินไปทางร้านเนื้อหมู
“เจ้าถือให้ดี แล้วมาอีกนะ”
หนิวต้งยุ่งอยู่กับการหั่นเนื้อให้ลูกค้า ว่างแล้วถึงหันหน้ามารับถ้วยที่จู้เจียงเจียงส่งให้อย่างเกรงใจ
พลางอธิบายว่า “แม่นางเจียงเจียง ต้องขอโทษจริงๆ พูดนัดกันไว้อย่างดิบดีว่าเจ้ามาแล้วข้าจะไปช่วยเจ้า แต่เมื่อครู่มีคนมาซื้อเนื้อ ข้าต้องไปส่งถึงบ้าน ไม่อยู่...”
“ไม่เป็นไร ข้าตั้งร้านเสร็จแล้วนี่ไง”
จู้เจียงเจียงไม่สนเรื่องเล็กน้อยนี้ ที่นางสนใจมากกว่าก็คือเรื่องของตัวเอง “เจ้ารีบลองชิมไส้กรอกเลือดและชาที่ข้าทำ แสดงความคิดเห็นหน่อย”
“ดูใช้ได้เลย”
ก่อนหน้านี้ทั้งสองเข้ากันได้ดีมาก หนิวต้งจึงไม่เกรงใจ ใช้ไม้จิ้มไส้กรอกเลือดในถ้วย กัดลงไปคำหนึ่งทันที
รสชาตินี้อร่อยกว่าที่คิดไว้!
ไส้กรอกข้าวท่อนเล็กๆหนึ่งคำแต่รสสัมผัสกลับเข้มข้นอุดมสมบูรณ์ มีความหอมจากเนื้อ ข้าว ผักสับ และยังมีรสชาติของบางสิ่งที่ไม่จัก ทิ้งความหอมอบอวลไว้ในปาก
“แม่นางเจียงเจียง นี่เจ้าใช้อะไรทำหรือ? หนังนี่ถึงบางแบบนี้ แต่กลับไม่ขาด น่าอัศจรรย์จริงๆ” หนิวต้งกล่าวถามขึ้นมาหนึ่งประโยคโดยไม่ทันคิด
จู้เจียงเจียงกล่าวตอบ “นี่คือเครื่องในที่เจ้าให้ข้าไปอย่างไรเล่า ข้าวที่คลุกด้านในก็คือเลือดหมูกับใบชาสับ”
“อ้วก...”
เมื่อหนิวต้งได้ยินว่าของสิ่งนี้ทำมาจากเครื่องในที่เขาไม่เอา เขาก็รู้สึกทนไม่ได้ หันหน้าออกไปอ้วกทันที
“เจ้า เจ้าว่าอะไรนะ?”
พระเจ้า! หากรู้ว่าของสิ่งนี้คือเครื่องในและเลือดหมู เขาคงไม่กินมัน
หนิวต้งรีบยกชาที่อยู่ในถ้วยอีกใบดื่มลงไปอึกใหญ่ “อืม น้ำนี้ไม่เลว แต่เหมือนไม่ใช่น้ำแกงหวานใช่ไหม?”
เขายกชาถ้วยนั้นขึ้นพินิจพิเคราะห์ ในถ้วยสีน้ำตาลยังเห็นสีอ่อนๆของน้ำสีเขียวอ่อนได้
“อันนี้ก็คือชาที่ข้าเคยพูดก่อนหน้านี้ ใช้ใบชาในการชง รสชาติเป็นไงบ้าง ใช้ได้ไหม?” จู้เจียงเจียงจ้องเขาอย่างตื่นเต้น กลัวไม่ถูกปากคนที่นี่
แน่นอนว่าหนิวต้งชอบรสชาตินี้มาก เขากินเนื้อทุกวัน ดังนั้นความสดใหม่และฝาดเล็กน้อยของน้ำชานี้ ก็เหมือนแผ่นดินหลังผ่านฝนในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้เขารู้สึกว่าทั้งร่างกายดูสดชื่นและใสสะอาดไปหมด
ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากชมน้ำชาของนาง รสหวานอ่อนๆที่ทิ้งไว้ในลำคอก็ค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วทั้งปากและลิ้น ทำให้สดชื่นมากยิ่งขึ้น
“แม่นางเจียงเจียง น้ำชานี้ช่างพิเศษ เจ้าทำได้อย่างไร? ยังมี...”
หนิวต้งเอ่ยปากอย่างตื่นเต้น อยากขอชากับนางสักเล็กน้อยเพื่อนำกลับไปให้คนที่บ้านลิ้มลอง แต่พูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกชายหนุ่มในร้านชาขัดขึ้น
“น้ำอร่อย! น้ำอร่อย!”
หลังจากบัณฑิตดื่มไปอึกใหญ่ ก็พูดชมออกมาด้วยความพอใจ เสียงดังมาก แม้อยู่ที่ร้านเนื้อหมูก็ยังได้ยิน
เสียงดังนี้ของเขา ดึงดูดความสนใจของคนที่ผ่านทางไปมาทันที ชั่วพริบตาร้านชาก็มีคนล้อมอยู่จำนวนหนึ่ง
จู้เจียงเจียงเห็นลูกค้ามาแล้ว นางกล่าวอย่างรีบร้อน แล้วหมุนตัวกลับไป “เถ้าแก่หนิว ข้าไปทำงานก่อน อีกเดี๋ยวค่อยคุยกันใหม่”
ร้านชามีหลายคนจับจองเก้าอี้นั่งลงแล้ว พวกเขาต่างหันไปถามบัณฑิตว่า ของสิ่งนี้อร่อยหรือไม่ ทั้งยังยกชาของบัณฑิตขึ้นดู
บัณฑิตผู้นั้นราวกับผู้ที่มีความรอบรู้อยู่ในตัว ส่ายศีรษะกล่าวว่า “ถ้วยก้นลึกผสมชาสีเขียว ละมุนปากและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ”
“หมายความว่าอย่างไร?”
คนรอบข้างสบตากัน ไม่ค่อยเข้าใจคำพูดของบัณฑิต
จู้เจียงเจียงฟังสองประโยคนั้นของบัณฑิต กลับรู้สึกแปลกๆ เหมือนจะพูดถูกจุดแต่ก็เหมือนจะไม่ใช่
ช่างเถอะ นางพูดเองดีกว่า
“ทุกท่าน ชาใหม่ที่เพิ่งเปิด ยินดีต้อนรับทุกท่านมาลิ้มลอง!”
จู้เจียงเจียงกลับถึงร้าน วางถ้วยไม่กี่ใบ เทชาจนหมดกา แล้วแจกจ่ายให้คนรอบข้างได้ลองชิมแบบไม่คิดเงิน
“ถ้วยที่หนึ่งลื่นคล่องคอ ถ้วยที่สองซึมเศร้ามลาย ถ้วยที่สามตื้นตันใจ ชาช่วยกระตุ้นความคิดที่เต็มไปด้วยตัวอักษรแล้วเรียงร้อยออกมาเป็นบทกวี ทุกท่านเชิญ”
กล่าวจบท่อนนี้ จู้เจียงเจียงถึงรู้ตัว ทำไมนางก็กลายเป็นคนสง่ามีความรู้ไปแล้ว
ต้องถูกบัณฑิตนี้แพร่เชื้อแน่ๆ
แต่คำของนางท่อนนี้ทุกคนฟังรู้เรื่อง
“โอ๊ะ! มันคืออะไร เหตุใดถึงดูวิเศษเพียงนี้?” คนที่ถามอย่างสงสัย ไม่พูดพล่ามยกถ้วยนั้นดื่มไปอึกใหญ่
น้ำชาเริ่มอุ่น ทว่ายังคงรักษากลิ่นหอมของชาไว้ ทั้งดับกระหายได้ ชายผู้นั้นดื่มลงไปก็พลันรู้สึกสดชื่นไปทั้งตัวทันที “อา…ไม่เลว!”
ชายผู้นั้นทำราวกับดื่มเหล้า หลังดื่มหมดยังอุทานออกมาวอย่างพึงพอใจ
ในสายตาคนอื่น บางทีนี่อาจแสดงว่าน้ำชาอร่อยและดับกระหายได้ดี แต่ในมุมมองของจู้เจียงเจียงกลับปวดใจสุดๆ
ลักษณะท่าทางการดื่มชาของพวกเขาดุดันเกินไป ไม่มีจินตภาพที่สง่าของการดื่มชาเลย
“อืม? ยังทิ้งรสสัมผัสในปาก!”
“น้ำนี้ก็ไม่หวาน แม่นางไม่ได้ใส่น้ำตาลใช่หรือไม่?”
คนอื่นๆทยอย.ยกถ้วยชาขึ้นมาลองชิม หลังดื่มเสร็จ พวกเขาต่างก็มีความคิดเห็นต่อรสชาติของชาแตกต่างกันไป
มีบางคนรู้สึกว่าหวานไม่พอ ไม่มีรสชาติ มีบางคนรู้สึกว่ารสชาติแปลกๆไม่คุ้นเคย แสดงออกว่าดื่มไม่ได้ คำพูดอะไรก็มี
ตอนที่ 13: ไส้กรอกเลือดขายดี น้ำชากลับขายไม่ออก
จู้เจียงเจียงน้อมรับฟังความคิดเห็นทั้งหมดที่ให้นางหลังทุกคนดื่มชา ไม่ว่าดีหรือแย่อยู่เงียบๆ
ชาหนึ่งกาเมื่อครู่ให้พวกเขาดื่มหมดแล้ว นางทำความสะอาดเศษตะกอนในกาน้ำชา นั่งลงข้างเตา ต้มอีกกาต่อหน้าสายตาทุกคน
จู่ๆเห็นนางทำท่าตั้งใจและสง่างาม บนตัวมีลักษณะของบุตรสาวจากตระกูลใหญ่ ไม่สอดคล้องกับเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่เลย ทุกคนต่างเงียบงัน ดูนางอย่างอยากรู้อยากเห็น
เห็นแค่จู้เจียงเจียงนั่งตัวตรง ตักชา ล้างชา และชงชา ชั่วอึดใจก็เสร็จสิ้น
“แม่นาง เจ้าทำอะไรอยู่?”
คนรอบข้างไม่เข้าใจ แต่เมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จึงอุทานขึ้น “หอมจังเลย!”
จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบคำถามคนผู้นั้น จนกระทั่งชงชาเสร็จแล้ว นางจึงลุกขึ้นถือกาน้ำชา ริมเติมถ้วยเปล่าให้คนเหล่านั้นอีกครั้ง
ชาครั้งนี้ชงสดใหม่ ในถ้วยชายังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมา และกลิ่นหอมของชาในตอนนี้ก็เข้มข้นที่สุด
“ในสมัยโบราณ มีการต้มสุราและพูดคุยเรื่องผู้กล้าในสนามรบ ตอนนี้บ้านเมืองสงบ จึงมีการต้มชาคุยและพูดคุยเรื่องบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ ทัศนียภาพในฤดูใบไม้ผลิกำลังดี ทุกท่านเชิญ” จู้เจียงเจียงยิ้มชวนพวกเขาลองชิมชาอีกครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะตกใจกับกิริยาเข้มงวดและเกรงใจของนาง ลูกค้าหลายคนที่รอดื่มชาก็พลันยืดหลังนั่งตัวตรงอย่างไม่รู้ตัว เก็บความสนุกบนใบหน้า แล้วปฏิบัติกับถ้วยชาตรงหน้านี้อย่างจริงจัง
“ต้มชา...”
เสียงพึมพำของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากบนสะพานด้านหลังจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงหันกลับไปมอง เห็นคนแปลกหน้าแต่ก็คุ้นตาคนหนึ่ง ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “เจ้าคือคนขี่ม้าคนนั้น!”
ใช่ นี่ก็คือชายขี่ม้าคนนั้นที่ทำถังหูหลูในมือนางตก แล้วชดเชยถังหูหลูทั้งขาตั้งให้นาง “ดื่มชาหรือไม่?” นางยิ้มถาม
นางไม่ได้ไม่ชอบเขา เรื่องถังหูหลูนั้นก็จบไปนานแล้ว ตอนนี้ นางคิดแค่อยากทำการค้ากับเขาเท่านั้น
เผยจี้ถูกรอยยิ้มของนางที่ส่งมาอย่างกะทันหันทำให้หน้าแดง ดวงตาของเขาสั่นไหวและดูตื่นตระหนกเล็กน้อย
แต่เพียงไม่นานเขาก็บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง พยักหน้าให้นาง “รบกวนแล้ว”
เผยจี้นั่งลง รอนางรินน้ำชาให้เขา พลางกล่าวโทษตัวเองในใจที่เมื่อครู่แสดงกิริยาไม่ค่อยสุขภาพนัก
ผ่านศึกสงครามมาหลายปี เขานึกว่าตนเองไม่ว่าเรื่องอะไรก็รับมือได้อย่างสุขุม คิดไม่ถึงวันนี้กลับถูกใบหน้าของหญิงสาวที่มีชะตาต้องกันแค่ครั้งเดียวทำให้อารมณ์ปั่นป่วน
จู้เจียงเจียงรินชาถ้วยหนึ่งให้เขา พลางเอ่ยถาม “ต้องการของกินหรือไม่? ซื้อไส้กรอกเลือดหนึ่งชิ้นแถมน้ำชาหนึ่งถ้วย”
“ได้” เผยจี้เดิมอยากบอกว่าไม่จำเป็น แต่ไม่รู้เหตุใด อ้าปากเอ่ยก็กลายเป็นเช่นนี้
เขากินข้าวเที่ยงแล้ว
“คุณชายท่านนี้ใช่แม่ทัพเผยที่พำนักชั่วคราวอยู่ในที่ว่าการอำเภอหรือไม่?” ลักษณะเหมือนคนมีความรู้อยู่บ้างผู้นั้นจ้องมองเผยจี้อยู่นาน ท้ายที่สุดก็ทนไม่ไหวเอ่ยถามออกไป
เผยจี้คิดไม่ถึงว่าจะถูกคนจำได้ นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
“แม่ทัพเผย?” คนดื่มชาข้างๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจจนต้องเลี้ยวหลังไปมอง “ก็คือแม่ทัพเผย เผยจี้คนที่ขับไล่หมานอี๋ด้วยตัวคนเดียว ช่วยองค์ชายสามไว้ได้?!”
พูดจบ คนเหล่านั้นก็รีบวางถ้วยชาลงทันที โขกศีรษะคำนับให้เผยจี้อย่างพร้อมเพรียง ภายในปากยังพ่นคำพูดเลื่อมใสออกมาไม่หยุด
ท่าทางแบบนั้นราวกับได้พบเจอไอดอล มีแค่จู้เจียงเจียงที่ทำหน้างงงวย
แม่ทัพเผย? ใครกัน? มีชื่อเสียงมากหรือ?
เผยจี้เห็นมีคนจำได้ ก็รีบแสดงความเป็นแม่ทัพออกมา ใบหน้าเย็นชาเสียงเข้ม “คนบ้านเดียวกันทุกท่านเชิญลุกขึ้น ข้ามาลิ้มรสชาเหมือนกับทุกท่าน ไม่ต้องมากพิธี”
จุ๊จุ๊!
ท่าทางนี้!
เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ จู้เจียงเจียงก็แอบชื่นชม เป็นแม่ทัพใหญ่นี่เอง ดูลักษณะท่าทางไม่เลว นาง.อดไม่ได้ที่จะมองต่ออีกสักหน่อย
ช้าก่อน! เขาเป็นแม่ทัพ?
จู่ๆ เหมือนจู้เจียงเจียงจะคิดอะไรได้ อ้าปากอยากสอบถามเกี่ยวกับค่ายทหาร...หลักๆก็คือเรื่องของเผยจ้าว
ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้มีอำนาจอย่างเขาจะรู้เรื่องทหารไร้ค่าคนหนึ่ง แต่นางก็ยังอยากถามถึงข่าวคราวของเผยจ้าว
เพียงแต่ยังไม่ทันได้พูดออกมา ก็ถูกคนที่ดูมีความรู้ผู้นั้นแย่งไปเสียก่อน
“แม่ทัพเผย ข้าน้อยเหลียงเหวินโจว แม่ทัพเผยหน้าคุ้นมาก เราสองคนเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?” เหลียงเหวินโจวผู้มีความรู้ขมวดคิ้วคิดหนัก
แต่ในสายตาคนนอก การกระทำนี้ของเขาก็เหมือนพยายามสร้างความสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่เท่านั้น
จู้เจียงเจียงก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
เขาช่างกล้าจริงๆ ที่ใช้ลูกไม้เก่าๆแบบนี้มาสร้างความสัมพันธ์ ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าจุดจบเป็นอย่างไร
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้มีความรู้ที่พยายามเป็นมิตร เผยจี้ทำเมิน ตั้งใจดื่มชาตรงหน้า
จู้เจียงเจียงเห็นท่าทางของเขา ความคิดในใจที่จะถามเรื่องเผยจ้าวกับเขาหายวับไปทันที
นางไม่คุยกับเขา เผยจี้กลับเป็นฝ่ายชวนนางคุยเอง “แม่นาง เรียนถามน้ำชานี่คืออะไร?”
ใบชาไม่กี่ใบลอยอยู่ในถ้วย เขาแยกไม่ออกว่านั่นคือใบอะไร อีกทั้งเขาก็ไม่เคยดื่มน้ำที่ชงด้วยใบไม้มาก่อน ทว่ากลับรู้สึกไม่เลว
คำถามของเขาถามเข้าเรื่องแล้ว จู้เจียงเจียงกำลังรู้สึกทุกข์ที่ไม่มีโอกาสได้แนะนำใบชาของตัวเองกับพวกเขาอยู่พอดี คำถามนี้ของเผยจี้นับว่ามอบโอกาสให้นาง
“แม่ทัพเผยถามได้ดี! ของในถ้วยนี้เรียกว่าชา เป็นการชงจากใบชาที่เก็บมาจากต้นชาที่เจริญเติบโตในภูเขา เด็ดเก็บแล้วนำมาอบแห้งจนเป็น...”
พูดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงก็แนะนำอย่างน้ำไหลไฟดับให้พวกเขาที่นั่งอยู่ฟัง
ตั้งแต่เก็บใบชาไปจนถึงกระบวนการผลิต แนะนำทุกขั้นตอนอย่างคร่าวๆ “ถ้วยที่ห้าชำระกาย ถ้วยที่หกหมายเป็นเซียน ห้ามพลาดเด็ดขาด”
ท่าทางการแนะนำใบชาอย่างมั่นใจของนาง ทำให้หลายคนตกอยู่ในภวังค์ ทั้งยังดึงดูดชาวบ้านที่ผ่านทางไปมาให้หยุดลงเพิ่มมากขึ้น
หลังฟังนางแนะนำเสร็จ ก็มีคนไม่น้อยนั่งลงและพูดว่าอยากลองจริงๆ
“เงินหนึ่งเหวินสามถ้วย เอามาให้ข้าสองเหวิน ข้าอยากดูว่าจะเป็นเซียนได้ไหม”
คนที่พูดดูเหมือนคนในเมือง สวมชุดคลุมยาวถือพัดพับ ดูสุภาพมีมารยาท อีกทั้งบนเสื้อผ้าก็ไม่มีการซ่อมปะ
เป็นลูกค้าเป้าหมายของนาง!
จู้เจียงเจียงรีบชงชากาใหม่ให้เขา และเพื่อให้คนที่มาทีหลังได้ดื่มชาแบบสดใหม่ด้วยเช่นกัน
แม้แสงแดดยามเที่ยงวันจะเจิดจ้า แต่ลมในฤดูใบไม้ผลิกลับเย็นสบาย ดังนั้นคนที่มาดื่มชาจึงไม่สนใจบรรยากาศของร้านนี้เท่าไรนัก ไม่นานร้านแผงลอยเล็กๆนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คน
ในความรีบร้อนทว่าจู้เจียงเจียงก็ยังคงมีลำดับขั้นตอน ขณะที่ชงชาก็ไม่ลืมขายไส้กรอกเลือดของนางไปด้วย ไม่นานไส้กรอกเลือดหม้อหนึ่งก็ขายจนหมดเกลี้ยง
ลูกค้ายังไม่รู้ถึงวัตถุดิบในการทำไส้กรอกเลือด ถือว่ากินกันอย่างพอใจ ชมไม่หยุดกับรสชาติของไส้กรอกเลือด
นี่นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีกระมัง อย่างน้อยไส้กรอกเลือดก็ขายหมดแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่คิดอธิบายว่าของสิ่งนั้นคืออะไร รอมีคนถามค่อยบอก
กลับเป็นชา เหมือนไม่ง่ายที่จะทำให้คนยอมรับ
“น้ำนี่ก็ไม่ได้วิเศษอย่างที่แม่นางพูด แม้จะทิ้งรสสัมผัส แต่ก็มีรสฝาด ไม่รู้ว่านี่คือใบไม้อะไร...”
มีหลายคนที่ดื่มรวดเดียวหมดไปหลายถ้วย พวกเขาไม่ค่อยพอใจนัก และรู้สึกว่าชานี้ธรรมดา ไม่ได้วิเศษดั่งที่จินตนาการไว้
สำหรับเรื่องนี้ จู้เจียงเจียงไม่อยากอธิบายมากนัก
วิธีการดื่มของพวกเขานี้ ไม่อาจดึงรสของชาออกมาเพื่อลิ้มรสได้เลย แต่ปฏิกิริยาของเหล่าลูกค้าวันนี้กลับเป็นการเตือนนาง
ใช้รสชาติของชาเพียงอย่างเดียวไม่อาจเปิดตลาดนี้ได้ นางยังต้องเพิ่มเรื่องราวให้ชา ทำให้มันมีบทสักนิดหนึ่งถึงจะได้
การผสมผสานเรื่องราวเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้คนรับรู้ได้ถึงรสชาติและการเปลี่ยนแปลงที่ชานำมาสู่ชีวิตประจำวันของพวกเขาจากก้นบึ้งจิตใจ
แต่ได้ยินว่าชาวบ้านเมืองเจียงหนานรู้หนังสือเฉลี่ยไม่ถึงหนึ่งในสิบ หากนางเขียนบทความ แล้วพวกเขาจะอ่านได้หรือ?
ถ้าเช่นนั้น...ใช้เสียงร้องน่าจะดีกว่า?
ตอนที่ 14: อยากเอาเปรียบข้า พวกเจ้าอยากโดนดีหรือ?
เปิดร้านวันแรก ถึงจะไม่ได้ขายดีมากนัก แต่ก็ถือว่าราบรื่น
ไม่ถึงตอนเย็นจู้เจียงเจียงก็เก็บร้านแล้ว หนิวต้งเห็นนางลากรถเหนื่อย จึงให้นางเอาโต๊ะ เก้าอี้และสิ่งของต่างๆ วางไว้ในร้านของเขาได้ ช่วยลดภาระให้นางไม่น้อย
ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน ยังมีคนหนึ่งเดินร่วมทางมากับนางด้วย
“คุณชายเหลียง บ้านเจ้าก็อาศัยอยู่ทางทิศนี้หรือ?” จู้เจียงเจียงเอ่ยถามคนด้านข้างด้วยความสงสัย
ผ่านมาสองหมู่บ้านแล้ว เหลียงเหวินโจวผู้มีความรู้ที่ดื่มชาในร้านชาของนางวันนี้ก็ยังคงร่วมเดินทางไปกับนางด้วย ทำให้นางแอบขี้เกียจเอารถเข็นโยนเข้าไปในช่องว่างมิติเพื่อพากลับบ้านไม่ได้
แรงกายของเหลียงเหวินโจวเห็นชัดว่าด้อยกว่านางมากนัก เดินๆอยู่ยังต้องเกาะรถเข็นของนางถึงเดินต่อได้
“แม่นางน้อย การเดินทางในครั้งนี้ข้าน้อยจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เจ้าเล่า?” คนมีความรู้ตอบเสียงหอบ พูดจบยังต้องหายใจเข้าเฮือกใหญ่
“เจ้าจะไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหรือ?” จู้เจียงเจียงหยุดลง หันหน้ามองเขาด้วยความประหลาดใจ “เจ้าเป็นอะไรกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง?”
เหลียงเหวินโจว.ตกใจเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่ถามคำถามนี้ของนาง “บ้านข้าอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง แค่หลายปีมานี้ข้าออกท่องเที่ยวหาความรู้อยู่ข้างนอกมาโดยตลอด ไม่ได้กลับบ้านมานานแล้วเท่านั้นเอง”
“ท่องเที่ยวหาความรู้?”
ด้วยสภาพของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เป็นเช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะยังสามารถส่งบัณฑิตคนหนึ่งไปท่องเที่ยวหาความรู้ด้านนอกได้?
จู้เจียงเจียงนึกย้อนถึงสถานการณ์ในหมู่บ้าน มีบ้านตระกูลเหลียงอยู่จริงๆ อีกทั้งในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหมือนว่าจะมีคนคนนี้อยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันเท่านั้นเอง
“ไปเถอะ ข้าก็กลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง” จู้เจียงเจียงแนะนำสถานะตัวเองให้เขารู้อย่างใจกว้าง
เมื่อได้รู้ว่านางคือลูกสะใภ้ที่แต่งเข้าตระกูลเผย เหลียงเหวินโจวก็ชวนคุยและเล่าเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในอดีตมากมายให้นางฟัง
รวมไปถึงสามีของนางที่ไม่รู้เป็นตายร้ายดีคนนั้น...เผยจ้าว
จากคำพูดของเขา จู้เจียงเจียงก็ได้รู้ว่า เหลียงเหวินโจวกับเผยจ้าวมีอายุไล่เลี่ยและเป็นเพื่อนเล่นกันตอนเด็ก
และก็ได้รู้จากปากของเขาอีกว่า ที่แท้เหลียงเหวินโจวไปท่องเที่ยวหาความรู้ข้างนอกเป็นเพราะถูกบีบบังคับ
เมื่อห้าปีก่อน ในตอนที่ทางการมาจับตัวเหล่าชายกำยำในหมู่บ้านไปครั้งนั้น วันนั้นบังเอิญไปเยี่ยมญาติพอดี หลังกลับบ้านมา ตระกูลเหลียงกลัวว่ายังจะมีคนมาจับตัวไปอีก จึงตัดสินใจทุบหม้อข้าวให้เขาออกไปท่องเที่ยวหาความรู้ข้างนอก
“พูดอย่างนี้ ห้าปีมานี้ เจ้ากลับบ้านเป็นครั้งแรกหรือ?” ฟังเรื่องของเขาจบ จู้เจียงเจียงถามไปอย่างไม่ทันคิด
“ถูกต้อง”
เหลียงเหวินโจวแสดงใบหน้าละอายใจออกมา พูดจาดูถูกตัวเอง “แต่ข้าทำให้ท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านผิดหวัง หลายปีมานี้ แม้แต่ซิ่วไฉก็สอบไม่ผ่าน ไร้ประโยชน์จริงๆ”
ทั้งสองคุยไปพลางเดินไปพลาง ในที่สุดก็กลับถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก่อนพระอาทิตย์จะตกลาลับภูเขา
ตระกูลเผยอยู่บ้านหลักแรกตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน หลังจู้เจียงเจียงเข้าประตูไปแล้ว ก็ไม่ได้สนใจเรื่องของเหลียงเหวินโจวมากนัก
เพียงแต่ฟังเสียงข้างนอก คนในหมู่บ้านเหมือนจะตื่นเต้นกันมาก ไม่มีใครมาถามว่าวันนี้นางเปิดร้านเป็นอย่างไร ทั้งหมดล้วนพากันไปที่บ้านตระกูลเหลียง
“พี่สะใภ้ พี่ชายจะกลับมาบ้านไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋หลังกลับมาจากข้างนอก ก็ถามคำถามนี้กับจู้เจียงเจียงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยตอนกำลังกินข้าวเย็น
เมื่อเห็นความเหงาบนใบหน้าของสาวน้อย นางก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กน้อยนี่คงได้ยินคนข้างนอกพูดอะไรมา ทำให้คิดถึงพี่ชายเสียแล้ว
จู้เจียงเจียงวางถ้วยในมือลง ลูบศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ “เสี่ยวอวี๋ไม่ต้องกังวล พี่ชายเจ้าต้องกลับมาแน่ พี่สะใภ้รับประกันกับเจ้า”
นางจะเอาอะไรไปรับประกัน?
เพียงแค่ปลอบใจเด็กน้อยเท่านั้น รอนางโตกว่านี้อีกสักหน่อย หลังยอมรับความจริงได้แล้วก็ค่อยว่ากัน
“เสี่ยวอวี๋ เจ้าดูสิ นี่คือเงินที่พี่สะใภ้หามาได้ในวันนี้ เจ้าช่วยข้านับหน่อย มีกี่เหรียญทองแดง” จู้เจียงเจียงหยิบเงินในถุงออกมาดึงความสนใจของเด็กน้อย
วันแรกที่เปิดร้านก็หาเงินได้สี่สิบกว่าเหวิน ถ้าทุกวันหาเงินเข้าบัญชีได้มากแบบนี้ อีกไม่นานพวกนางก็คงมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว
แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นดั่งใจคนหวัง
เริ่มตั้งแต่วันที่สอง การค้าขายของจู้เจียงเจียงก็น้อยลงเกือบครึ่ง
ไม่ใช่ว่าสินค้าของนางมีปัญหา ไส้กรอกเลือดขายดีมาก ไม่ถึงยามบ่ายก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว แต่กลับเป็นใบชาที่ขายไม่ออก
คนที่มาดื่มชาก็ล้วนเป็นคนที่มาซื้อไส้กรอกเลือดแล้วแถมชาจึงดื่มกัน หากให้ดื่มเฉพาะชากลับไม่มีคนซื้อ
หลายวันแล้วที่เงินเข้าบัญชีไม่ถึงสามสิบเหวิน จู้เจียงเจียงเริ่มร้อนใจเล็กน้อย
วันนี้หลังจากขายไส้กรอกเลือดหมด จู้เจียงเจียงจึงดับไฟในร้าน นำใบชาที่ห่ออยู่ในไหไม้ไผ่ไปหาโอกาสขายในเมือง
เคาะประตูหลายบ้านที่ดูเป็นตระกูลใหญ่ ทว่าหลังจากได้ยินว่านางมาขายใบไม้ คนรับใช้ก็กันนางไว้นอกประตู
“ข้าไม่เชื่อ วัฒนธรรมชาที่นิยมกันมาเป็นร้อยเป็นพันปี จะทำที่นี่ไม่ได้?”
หลังถูกกันไว้นอกประตูอีกครั้ง จู้เจียงเจียงพลันโมโหเตะกำแพงข้างตัวไปหนึ่งที จากนั้นเดินไปด่าไป
ตอนเดินทางกลับหมู่บ้าน นางก็เอาแต่คิดวิธีแก้ปัญหาอยู่ตลอด
ตอนนี้ต้นชาบนภูเขาจัดการเสร็จแล้ว พืชผลในแปลงนาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เติบโตอย่างดี ถ้าหากทำได้ นางก็อยากเชิญแขกในเมืองที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับต้นชาเหล่านั้นมาดูที่มาของชาป่าเหล่านี้
นางสามารถทำการแสดงเพลงพื้นบ้าน “พี่น้องขึ้นเขาเก็บชา” อันเลื่องชื่อบนภูเขาเพื่อประชาสัมพันธ์ใบชาได้!
ครั้นความคิดนี้ผุดขึ้นมา จู้เจียงเจียงก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งทันที
ดีล่ะ เช่นนั้นก็เอาตามนี้!
“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้กลับมาแล้ว...” จู้เจียงเจียงมาถึงลานบ้าน เห็นประตูในบ้านเปิดอยู่ ก็เรียกเผยเสี่ยวอวี๋ออกมา
คิดไม่ถึง ในบ้านกลับไม่ได้มีแค่เผยเสี่ยวอวี๋ ยังมีคนตระกูลจู้ผู้แสนดีที่นางเกือบลืมไปแล้ว
เห็นคนตระกูลจู้ สีหน้าของจู้เจียงเจียงก็เคร่งขรึมขึ้นทันที “พวกท่านมาทำไม!”
ครั้นมองเผยเสี่ยวอวี๋ที่หลบอยู่ข้างประตูอย่างระวัง ท่าทางน้อยอกน้อยใจนี้ นางก็รู้ได้ทันทีว่าตอนที่นางไม่อยู่ คนตระกูลจู้ต้องพูดจาไม่น่าฟังอะไรกับเผยเสี่ยวอวี๋เป็นแน่
“เสี่ยวอวี๋มานี่”
จู้เจียงเจียงกวักมือเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ “เจ้าไปเล่นกับชุ่ยฮวาก่อน พระอาทิตย์ตกดินค่อยกลับมาเข้าใจไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋ได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองจู้เจียงเจียงอย่างเป็นกังวลแวบหนึ่ง อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ชะงักไป สุดท้ายก็วิ่งออกไป
หลังจากเผยเสี่ยวอวี๋ไปแล้ว จู้เจียงเจียงจึงเปลี่ยนสีหน้าทันที จ้องหวังซื่อและโจวซื่ออาสะใภ้รองคนนั้นของนาง “พวกท่านหาข้ามีเรื่องอะไรบอกมาตามตรง รีบพูดรีบไสหัวไป ไม่งั้นเดี๋ยวฟ้าจะมืดเอา”
ได้ยินจู้เจียงเจียงพูดแบบนี้กับพวกนาง หวังซื่อก็ยกนิ้วขึ้นชี้หน้า เอ่ยปากด่า “เจ้าคนไร้น้ำใจ ทำไมพูดจาแบบนี้กับผู้อาวุโส พวกเราเป็นย่ากับอาสะใภ้ของเจ้านะ!”
จู้เจียงเจียงยักไหล่อย่างไม่สนใจ “ไม่ใช่พวกท่านบอกว่า หากข้าแต่งงานก็ไม่ใช่คนของตระกูลจู้อีกแล้วหรอกหรือ?”
“เจ้า!”
หวังซื่อถูกประโยคนั้นตอกกลับจนพูดไม่ออก เป็นโจวซื่อข้างกายที่ดึงนางไว้
ทั้งสองพูดกระซิบกระซาบบางอย่างต่อหน้านาง และเมื่อหันมาพูดกับนางอีกครั้ง ท่าทีของหวังซื่อก็เปลี่ยนเป็นดีขึ้นทันที
“คือว่า แม่สาวน้อย ได้ยินว่าเจ้าค้าขายอยู่ในเมืองใช่หรือไม่? เป็นอย่างไร ค้าขายดีไหม วันนี้ขายได้กี่เหรียญล่ะ?”
ได้ยินคำนี้ของหวังซื่อ จู้เจียงเจียงก็เข้าใจแล้ว ที่แท้พวกนางมาเพราะการค้าขายของนางนี่เอง!
อย่างที่คิด ตระกูลจู้นี้โลภมากถมไม่เต็ม ได้ยินความเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็รีบวิ่งแจ้นมา อยากจะเอาเปรียบ
แต่นางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมที่จะยอมให้รังแกได้ง่ายๆ อยากเอาเปรียบนางหรือ ก็ต้องดูว่าพวกเขามีความสามารถนั้นหรือไม่
“ถ้าหากพวกท่านต้องการเงินของข้าละก็ ข้าขอเตือนว่าพวกท่านอย่าเอ่ยปากจะดีกว่า เพราะข้าไม่ให้ อีกทั้งยังจะทำร้ายคนอีกด้วย”
ตอนที่ 15: รีบไสหัวไป ไม่อย่างนั้นข้าจะให้พวกท่านคลานกลับไป
ในไม่กี่ประโยคสั้นๆนี้ สามารถตอกกลับไปอย่างต่อเนื่องได้ถึงสองครั้ง หวังซื่อเคยถูกทำให้ยอมแพ้แบบนี้ที่ไหนกัน นางไม่สนใจอะไรแล้ว ด่ากราดจู้เจียงเจียงเสียยกใหญ่
“ไอ้คนอกตัญญู ไม่เจอหน้าแค่ไม่กี่วันกลับกล้าพูดจาแบบนี้กับข้า แกอยากโดนดีใช่ไหม?!”
ระหว่างที่พูดหวังซื่อก็เดินอาดๆก้าวใหญ่ไปข้างหน้า กวาดแขนปัดกาน้ำชา ตะเกียบและถ้วยในรถของจู้เจียงเจียงตกจนหมด เศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจัดกระจายเต็มพื้น
จู้เจียงเจียงทั้งตกใจทั้งโมโห มองเศษซากบนพื้นตาละห้อย นางคิดไม่ถึงว่าหวังซื่อจะกล้าลงมือกับของทำมาหากิน
พวกนี้เป็นของที่นางเพิ่งซื้อมาใหม่นะ!
ไม่กี่วันนี้ค้าขายไม่ดี ใบชาขายไม่ออก ในใจจู้เจียงเจียงสะสมความหดหู่มานานแล้ว
ตอนนี้เห็นของที่ใช้ประทังชีวิตของตัวเองถูกคนทำลาย จึงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นทันที
“พ่อมึงสิ!”
จู้เจียงเจียงสบถเบาๆ พลางยกเท้าเตะไปที่หน้าอกของหวังซื่อ
หวังซื่อที่ตัวเล็กผอมแห้งจะรับแรงจากเท้าของจู้เจียงเจียงที่ใส่มาสุดกำลังได้อย่างไร? ถูกนางเตะจนล้มกลิ้งลงพื้น มือที่ใช้ยันพื้นเพื่อทรงตัวก็จมลงไปในเศษเครื่องปั้นดินเผาเหล่านั้น
“โอ๊ย! เจ็บ...”
หวังซื่อเจ็บจนสะดุ้งโหยง ตอนคิดจะก้มหน้าสำรวจมือที่เลือดไหล จู้เจียงเจียงพลันเดินเข้ามาใกล้ จากนั้นก็กระชากคอเสื้อของนางแล้วลากออกไปนอกลานบ้าน
ด้วยแรงเหวี่ยงที่มหาศาล หวังซื่อถูกจู้เจียงเจียงโยนกองทิ้งไว้ตรงพื้น “ถือโอกาสตอนที่ข้ายังพูดรู้เรื่อง รีบไสหัวไป ไม่อย่างนั้นข้าจะให้พวกท่านคลานกลับไป!”
การกระทำนี้ของจู้เจียงเจียง ดึงความสนใจของคนในหมู่บ้านทันที ทุกคนล้วนถือชามข้าวเข้ามาล้อมวงดู
“สะใภ้เล็ก นี่ใครกัน?”
“ข้าเป็นย่าของนาง!”
หวังซื่อเห็นว่ามีคนมาแล้ว ก็รีบทำตัวเหมือนผู้ถูกกระทำ ชี้หน้าประณามจู้เจียงเจียง “ทุกคนมาดูเร็ว คนใจร้ายนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะลงมือกับย่าของตัวเอง เจ้าต้องถูกสวรรค์ลงโทษเป็นแน่!”
โจวซื่อยืนอยู่หน้าบ้านตระกูลเผย ไม่กล้าปะทะกับจู้เจียงเจียงโดยตรง เมื่อเห็นเช่นนี้ก็วิ่งเข้ามายืนใกล้หวังซื่อ ช่วยกันร้องไห้ปรับทุกข์เสียงดังลั่น
“ใช่ ทุกคนลองคิดดูสิ ข้าและท่านแม่เห็นเด็กคนนี้ค้าขายตัวคนเดียวด้วยความยากลำบากอยู่ในเมือง จึงคิดอยากช่วยเหลือ ใครจะรู้ เด็กคนนี้ไม่พูดพล่ามก็ลงมือทำร้ายคน พวกเจ้าว่ามีหลานอกตัญญูแบบนี้ที่ไหนกัน!”
ดูการแสดงละครของพวกนาง ในความเศร้าเสียใจยังมีความน้อยใจเล็กๆปะปน หากใครเห็นแล้วก็คงต้องพูดสักคำว่า ‘ช่างเยี่ยมยอดจริงๆ’
“ท่านแม่ ข้าว่าพวกเรากลับกันเถอะ ความหวังดีกลายเป็นหวังร้าย ชีวิตของพวกเราช่างลำบาก...”
โจวซื่อยื่นมือเช็ดน้ำตาให้หวังซื่อ แล้วจึงเช็ดให้ตัวเอง แสดงเพื่อให้สถานการณ์ผ่านไปได้ด้วยดีอย่างสมบูรณ์แบบ
การฟ้องร้องของพวกนางค่อนข้างได้ผลเล็กน้อย อย่างน้อยกลุ่มคนในหมู่บ้านที่มุงดูด้วยไม่รู้ความจริง ในตอนนี้ต่างก็ใช้สายตาสงสัยมองไปทางจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงกลอกตาด้วยความรังเกียจ พูดอย่างอารมณ์เสีย “เช่นนั้นก็ไม่ส่ง รีบไสหัวไป หลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาอีก”
เหนื่อยมาทั้งวัน นางไม่อยากยุ่งยากกับหวังซื่อและโจวซื่อสองคนนี้ รวมถึงไม่อยากอธิบายกับชาวบ้านที่มามุงดูด้วยความสนุก นี่สำหรับนางแล้วไม่แตกต่างอะไรกันเลย
โจวซื่อคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะไม่สนใจสายตาคนอื่น ทั้งยังให้พวกนางออกไป
ในตอนนี้ นางจะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ต่อก็ไม่ใช่
สถานการณ์เข้าสู่สภาวะตรึงเครียด โจวซื่อไม่พูด คนในหมู่บ้านก็เงียบ ทุกคนกำลังรออยู่
“พวกท่านจะไปไม่ไป!” จู้เจียงเจียงพูดเร่งอย่างหมดความ.อดทน “อยากควักเงินชดเชยกาน้ำชาที่ซื้อมาใหม่ของข้าใช่หรือไม่?”
ประโยคหนึ่งของนาง เรียกให้ทุกคนในหมู่บ้านหันเหความสนใจไปที่เศษซากบนพื้นตรงหน้าประตู
เห็นเศษซากเต็มพื้น ท่าทีของคนในหมู่บ้านก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สายตาที่จ้องหวังซื่อกับโจวซื่อนั้นไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะพวกเขารู้ ของนั้นสำหรับจู้เจียงเจียงแล้วสำคัญมากเพียงใด
หวังซื่อกับโจวซื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี อ้ำๆอึ้งๆ อยากจะแก้ตัว แต่ค่อนวันก็ยังพูดไม่ออกสักคำ สุดท้ายก็ทำได้แค่หนีเตลิดไป
“สะใภ้เล็ก ข้าวของเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้เจ้าจะค้าขายได้อย่างไร?” สวี่เหล่าเกินก้าวมาข้างหน้า เก็บเศษซากบนพื้นอย่างปวดใจ ดูว่ายังมีอะไรที่พอใช้ได้อยู่บ้าง
จู้เจียงเจียงเหล่มองแวบหนึ่ง สีหน้าของนางไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก “ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็ถือเสียว่าพักหนึ่งวัน ไม่เปิดร้าน”
เปิดร้านเจ็ดแปดวันต่อเนื่อง ตามกฎการทำงานของนางในชาติก่อน ควรหยุดพักผ่อนนานแล้ว
นางต้องการเวลาคิดว่าจะแนะนำใบชาให้ขายออกได้อย่างไรอยู่เล็กน้อยพอดี
วันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงนอนไม่หลับมาทั้งคืน ตื่นเช้ามาก็ขึ้นไปอยู่บนภูเขาชาแล้ว น้ำค้างบนใบชายังไม่ทันแห้งหมด จึงทำให้ปลายเสื้อขงนางเปียกเป็นหย่อมๆ
นางคิดอยู่ทั้งคืน ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกคนในเมืองเหล่านั้นมาภูเขาชาของนางได้?
“พี่เหลียงไปตัดฟืนหรือ?”
ในตอนที่จู้เจียงเจียงมองแสงนวลของอาทิตย์อันสวยงาม กำลังไต่ขึ้นบนขอบฟ้าอย่างเหม่อลอยอยู่นั้น เสียงหลูชุ่ยฮวาและเหลียงเหวินโจวที่กำลังทักทายกันก็ดึงดูดความสนใจของนาง
“ใช่ ใช้โอกาสตอนเช้าที่ยังไม่ร้อน ตัดฟืนกลับไปสักหน่อย อีกเดี๋ยวยังต้องอ่านหนังสือต่อ”
เหลียงเหวินโจวกลับมาหมู่บ้านหลายวันแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะยังไม่ย้อมแพ้กับการสอบ แค่เพียงก่อนสอบจะต้องอยู่รอดให้ได้เสียก่อน ดังนั้นเขาจึงต้องช่วยที่บ้านทำงานสักหน่อย
“ให้ข้าช่วยเจ้าไหม?”
หลูชุ่ยฮวาทนดูไม่ได้กับท่าทางบัณฑิตอ่อนแอของเหลียงเหวินโจว จึงอาสาเข้าไปช่วยเหลือ
การตอบโต้ที่เป็นธรรมชาติของคนทั้งสอง ทำให้จู้เจียงเจียงเกิดความคิด นางสามารถแต่งเรื่องราวอันน่าทึ่งให้กับชาป่าเพื่อดึงดูดคนได้!
“ลา ลา ลา...”
จู้เจียงเจียงฮัมทำนองเพลงท่อนหนึ่งที่ตัวเองก็คิดไม่ออกว่าเป็นบทเพลงไหน ทว่ายิ่งร้องต่อไป เป้าหมายของนางก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
“♫ ร้องเพลงจนผีเสื้อบินคู่ ร้องเพลงจนดอกชานำพามาซึ่งกลิ่นหอม โอเย...เฟิ่งหวงสีทองคู่หนึ่งบินออกจากดงชา ♫”
ใช่แล้ว!
มันก็คือเฟิ่งหวงสีทอง!
เฟิ่งหวงสีทองในดงชา เรื่องราวนี้ต้องดึงดูดความสนใจของทุกคนได้อย่างแน่นอน ยิ่งบทเพลงนี้มีเนื้อร้องที่ติดหู ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเรียกแขกมาไม่ได้
ขอแค่ทุกคนยอมมา นางก็สามารถแสดงการเก็บชาบนภูเขาชาได้ ทำให้พวกแขกยิ่งรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับใบชาได้มากขึ้น
“ชุ่ยฮวา ฟืนให้เขาไปตัดเองเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า พวกเรากลับไปคุยกันเถอะ!” จู้เจียงเจียงตะโกนเรียกหลูชุ่ยฮวาที่อยู่เชิงเขา
ครั้นคนทั้งสองที่อยู่ตรงเชิงเขาได้ยินเสียง ถึงพบว่านางอยู่ด้วย ใบหน้าของพวกเขาพลันแดงก่ำไปถึงใบหูทันที
จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปสอดรู้สอดเห็นสถานการณ์ของทั้งสองคนนี้ว่ามีอะไรหรือไม่ พวกเขาจึงเห็นแค่นางเดินลงจากเชิงเขาแล้ววิ่งตรงเข้าหมู่บ้าน
ยังไม่ทันถึงบ้าน ระหว่างทางเจอกับเผยเสี่ยวอวี๋ นางจึงให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปเรียกพวกเด็กๆในหมู่บ้านทั้งหมดมา
ครั้งก่อนตอนร้องเพลงทำนา จู้เจียงเจียงพบว่าพวกเด็กๆเรียนร้องได้รวดเร็วนัก อีกทั้งยังกล้าร้อง ไม่เขินอาย
นางจะนำบทเพลงนี้สอนให้พวกเด็กๆในหมู่บ้าน แล้วหาโอกาสพาพวกเขาไปในเมืองสักรอบหนึ่ง ปล่อยพวกเขาร้องให้ลั่นถนนสายหลัก
เด็กๆในหมู่บ้านได้ยินจู้เจียงเจียงเรียกหาพวกเขา ก็รีบทิ้งดินโคลนในมือลง ไม่ทันล้างมือก็วิ่งหน้าตั้งมาทันที “พี่หญิงจู้ เรียกหาพวกเรามีเรื่องอะไรหรือ?”
“พี่หญิงจู้ มีถังหูหลูให้กินอีกใช่ไหม?”
“มี!”
จู้เจียงเจียงตอบกลับพวกเขาอย่างมั่นใจ “ขอแค่พวกเจ้าช่วยงานข้าหนึ่งเรื่อง ข้าก็จะซื้อถังหูหลูให้พวกเขากินดีหรือไม่?”
“ดี!”
พวกเด็กๆได้ยินว่ามีขนมให้กิน ก็ไม่ถงไม่ถามแล้วว่าเรื่องอะไร ต่างยกมือร้องไชโยกันเสียงดังลั่น
เวลานี้ เผยเสี่ยวอวี๋กับหลูชุ่ยฮวากลับมาจากเรียกคนพอดี จู้เจียงเจียงจึงเรียกเด็กทุกคนให้นั่งลง “ทุกคนนั่งให้ดี วันนี้ข้าจะสอนบทเพลงใหม่ให้พวกเจ้า ตอนนี้พวกเรามาเริ่มเรียนกันเลยดีหรือไม่?”
ตอนที่ 16: ดังระเบิดทั้งถนนและซอกซอย
จู้เจียงเจียงแจ้งพวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านแล้ว ว่าจะพาพวกเด็กๆตั้งแต่อายุสามขวบขึ้นในหมู่บ้านทั้งหมดเข้าไปในเมือง
ที่หน้าประตูเมือง นางกำชับพวกเด็กๆอีกครั้ง “ทุกคนไม่ต้องกลัว พวกเราแค่เข้าเมืองไปเดินเล่น อีกเดี๋ยวตอนร้องเพลงก็ทำเหมือนตอนที่พวกเราอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ต้องตื่นเต้น เข้าใจไหม?”
พวกเด็กๆ น้อยครั้งมากที่จะได้เข้าเมือง วันนี้มีโอกาสตามจู้เจียงเจียงเข้าเมืองมาซื้อถังหูหลูกินด้วยกัน เด็กซนทั้งหลายจึงดีใจกันสุดๆ
“พวกเราเข้าใจแล้ว”
“ดี เช่นนั้นพวกเจ้ารอข้าเดี๋ยว ข้าจะไปซื้อถังหูหลูให้พวกเจ้า”
จู้เจียงเจียงลุกขึ้น กำชับหลูชุ่ยฮวาอีกครั้ง “ชุ่ยฮวา ดูพวกเขาให้ดี ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวก็มา”
พูดจบ นางก็หมุนตัววิ่งเข้าไปในเมือง ตามหาชายชราที่ขายถังหูหลู
ซื้อถังหูหลูสามสิบกว่าไม้กับชายชราเสร็จ นางก็แบ่งให้พวกเด็กๆคนละไม้ จากนั้นจู้เจียงเจียงกับหลูชุ่ยฮวาก็แบ่งแยกกันเป็นสองทาง นำพวกเด็กๆร้องและเล่นไปรอบเมือง
“♫ ดึงดูดผีเสื้อให้โบยบินไป ทำให้ผึ้งร้องหึ่งๆ เฮ้...ดึงดูดชายหนุ่มตัดฟืนบนเขาฝั่งตรงข้าม...♫”
“♫ พี่ชายตัดฟืนคนนั้น ♫ โอเย...เสียงร้องสดใส ในดงชามีเฟิ่งหวงสีทองคู่หนึ่งบินจากไป ♫”
พวกเด็กๆร้องเพลงเหมือนโคลงกลอนตลกขบขัน กินไปพลางวิ่งไปพลาง เสียงร้องชัดเจนแถมยังไพเราะ จึงดึงดูดสายตาของคนที่ผ่านทางไปมามากมาย
“พวกเด็กกลุ่มนี้ร้องอะไรอยู่?”
“ไม่รู้ แต่ฟังแล้วเพราะดี”
หลังจากที่พวกเด็กๆเดินผ่านไป คนที่สัญจรไปมาก็.อดไม่ได้ที่จะหยุดเดิน และหันมองร่างของพวกเขาที่กำลังห่างออกไปอย่างเสียดาย
ใช้เวลาสามวันต่อเนื่อง จู้เจียงเจียงหยุดงานต่างๆในมือ นำพาพวกเด็กๆเข้าไปเที่ยวเล่นในเมือง
เด็กซนพวกนี้วันแรกยังเก็บอาการอยู่บ้าง พอถึงวันที่สามก็เล่นเหมือนคนบ้าไปแล้ว
ในสามวันนี้ เสียงร้องของพวกเด็กๆ ตามติดฝีเท้าของพวกเขาไปทุกหนแห่ง เผยแพร่ไปทั่วถนนใหญ่แม้กระทั้งในซอกซอย คนในเมืองไม่มีใครไม่เคยได้ยินบทเพลงนี้
“ดี ทุกคนมากันครบแล้วใช่ไหม? พวกเรากลับบ้านกันได้แล้ว”
จู้เจียงเจียงนับจำนวนคน เตรียมพาพวกเด็กๆกลับบ้าน
“พี่หญิงจู้ พรุ่งนี้พวกเรายังจะมาอีกไหม?” เด็กซนคนหนึ่งยกมือถาม
“ไม่มาแล้ว ภารกิจของทุกคนสำเร็จแล้ว เก่งมาก” จู้เจียงเจียงลูบศีรษะเด็กคนนั้น ก่อนหันไปเรียกทุกคน “ไปเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน!”
วันนี้นางสังเกตเห็นว่าผู้คนในเมืองเริ่มฮัมเพลงนี้กันเองแล้ว ผลลัพธ์นับว่าบรรลุ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเด็กๆมาอีก
ยิ่งไปกว่านั้น วันหนึ่งใช้เงินสามสิบกว่าเหวินซื้อถังหูหลู นางสู้ไม่ไหวจริงๆ
ต่อจากนี้ ถึงตานางออกโรงแล้ว!
ร้านชาของจู้เจียงเจียงกลับมาเปิดอีกครั้ง ในตอนที่กำลังก้มหน้าก้มตายุ่งอยู่กับงานตรงหน้า ก็ได้ยินพวกผู้หญิงที่มาซื้อผักเดินคุยกันผ่านทางพอดี พวกนางคุยกันเรื่อง “เพลงรักแห่งขุนเขาชา”
ฉากแบบนี้ หลายวันมานี้นางพบเห็นนับครั้งไม่ถ้วน
“แม่นางน้อย ร้านเจ้าขายชา เจ้าพอรู้ไหมที่ไหนมีภูเขาชา?” ลูกค้าที่มาดื่มชาคนหนึ่งเอ่ยถามนาง
คำถามนี้ จู้เจียงเจียงก็ได้ยินมานับไม่ถ้วนเหมือนกัน
นางเงยหน้า ตอบคำถามชายผู้นั้นด้วยคำตอบที่เตรียมไว้นานแล้วด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีภูเขาชา อีกอย่างยังได้ยินมาว่า ในภูเขาชายังมีเฟิ่งหวงสีทองอีกด้วย”
“แค่เพียงเฟิ่งหวงสีทองนั้นยากจะพบเห็น ได้ยินว่าต้นเดือนห้าถึงจะมีโอกาสเจอ”
พูดจบ นางก็แสร้งทำเหมือนไม่แน่ใจ “แน่นอนว่า ข้าก็ฟังมาเหมือนกัน หากท่านสนใจ ต้นเดือนห้าลองไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงดูก็ได้ สิ่งที่เห็นกับตาถึงนับว่าเป็นเรื่องจริง”
ลูกค้าได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าให้นางอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เหมือนมีแผนการในใจ
ข่าวสารนี้เริ่มจากร้านชาเล็กๆของจู้เจียงเจียง หนึ่งเล่าต่อสิบ สิบเล่าต่อร้อย ใช้เวลาไม่ถึงสองวัน ทั้งเมืองเจียงหนานก็รับรู้กันหมดแล้ว
และในฐานะนางที่ขึ้นชื่อว่าเปิดร้านขายชาหนึ่งเดียวในเมือง ร้านของนางจึงกลายเป็นแหล่งชุมนุมพูดคุยถึงเรื่องนี้เป็นธรรมดา ธุรกิจของนางทะยานสูงขึ้น เป็นที่นิยมสุดๆ
“แม่นางน้อย ขอชาหนึ่งถ้วย” อีกคนแล้วที่มาดื่มชา
วันนี้ทั้งวันจู้เจียงเจียงเอาแต่ชงชา มือใกล้จะยกไม่ขึ้นแล้ว
แต่ทุกข์ปนสุข “ได้เดี๋ยวนี้!”
ดีตรงที่ตอนเที่ยงหนิวต้งก็ขายเนื้อหมูหมดแล้ว จึงมาช่วยนางรับรองลูกค้า ไม่อย่างนั้นนางคนเดียวทำไม่ทันจริงๆ
“คุณชาย ชาของท่าน”
ร้านชานั่งกันจนเต็มแล้ว จู้เจียงเจียงยกถ้วยชาร้อนไปบนสะพานด้านหลัง ให้คนที่นั่งดื่มชาบนขั้นบันไดหิน “คุณชายเชิญดื่มชาให้อร่อย ต้องการอะไรเรียกข้า”
เห็นนางยุ่งแบบนี้เผยจี้จึงไม่ชวนคุยอะไรอีก เพียงแค่ยกถ้วยชาดื่มเงียบๆ
ดูเหมือนนาง...จะจำเขาไม่ได้?
เดิมทีเขาอยากถามนางเกี่ยวกับเรื่องภูเขาชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แต่ตอนนี้ดูแล้วเหมือนเขาจะหาจังหวะไม่ได้เลย
ช่างเถอะ รอผ่านไปสักสองสามวัน เขาค่อยใช้เหตุผลนี้ไปที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ตอนนี้ไม่ถามก็ได้
เป็นอีกวันหนึ่งที่ยุ่งเหมือนไปสู้รบ จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนแทบขยับตัวไม่ไหว กลับยังต้องฝืนสังขารเก็บร้านชา ลากหม้อต้ม ถ้วยชาและกาน้ำชากลับไปล้าง
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว นางยังต้องไปดูพวกพี่ป้าน้าอาในหมู่บ้าน ว่าทำชุดเสื้อผ้าไปถึงไหนแล้ว
ในเมื่อจะขึ้นร้องเพลงเก็บชาชวนคนให้หลงใหล แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องเตรียมให้พร้อม
เสื้อผ้าของพวกหลูชุ่ยฮวาเก่าเกินไป ของเก่าที่ส่งต่อมาหลายสมัย ทั้งไม่พอดีตัวและไม่ค่อยสวยงาม จู้เจียงเจียงจึงทำได้เพียงทุ่มเงินก้อนโตไปซื้อผ้าพับที่ถูกที่สุดกลับมา ทำชุดใหม่ให้พวกนาง
“ป้าบ้านเหลียง ลำบากพวกท่านจริงๆ เสื้อผ้าทำไปถึงไหนแล้ว?”
จู้เจียงเจียงหยิบเสื้อผ้าชุดหนึ่งบนโต๊ะขึ้นดู แบบชุดใช้ได้ ทว่างานปักออกจะแย่ไปสักหน่อย
แต่แค่นี้นางก็พอใจมากแล้ว ไม่ได้จ่ายค่าแรงทุกคนยังมาช่วยนางทำชุด นางหรือจะกล้าเรียกร้องอะไรอีก?
เหลียงเหวินโจวเห็นนางกลับมาแล้ว รีบดึงนางมาอีกทางด้วยใบหน้าเป็นกังวล พลางเอ่ยปากพูดว่า “สะใภ้เล็ก ข้ารู้สึกว่าเจ้าทำแบบนี้คงไม่สำเร็จ เจ้าทำอย่างอื่นเถอะ”
เขาหมายถึงเรื่องที่จู้เจียงเจียงทำในหลายวันนี้
ด้านหนึ่งนางให้คนในหมู่บ้านทำชุดให้นาง อีกด้านหนึ่งให้เก็บชา ผลิตชา ทั้งยังทำกระปุกไม้ไผ่จำนวนมาก การกระทำยิ่งใหญ่แบบนี้ เพียงเพื่อการแสดงรอบเดียวตอนต้นเดือนห้า
เขาจะมองอย่างไรก็รู้สึกไม่เหมาะสม ในหนังสือไม่เคยมีเรื่องแบบนี้
เหลียงเหวินโจวก็คือหนอนหนังสือคนหนึ่ง ใช้หนังสือเป็นที่พึ่ง เรื่องที่ไม่มีเขียนในหนังสือ เขาจะรู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้
จู้เจียงเจียงเห็นจุดนี้ของเขามานานแล้ว ดังนั้นจึงไม่โต้เถียงกับเขา เปลี่ยนเรื่องคุยไปเลยว่า “เจ้าหนอนหนังสือ ข้าให้เจ้าเขียนคำบนผ้าใบ เจ้าเขียนเสร็จแล้วหรือยัง?”
นางต้องใช้ผ้าใบทำว่าวสองตัว ถึงตอนนั้นปล่อยว่าวหลังภูเขาชา ทำเหมือนในดงชามีเฟิ่งหวงสีทอง
“สะใภ้เล็ก ตอนนี้ข้ากำลังพูดเรื่องให้เจ้าตั้งใจทำนา เจ้าเปลี่ยนมาคุยเรื่องผ้าใบทำไม เจ้าฟังข้า ข้าเคยเรียนมาก่อน”
เหลียงเหวินโจวเสียใจที่นางไม่เห็นความหวังดีของตน พยายามโน้มน้าวนางต่อ
“ช่างเถอะ เจ้าเอาผ้าใบมาให้ข้า ข้าเขียนเองดีกว่า” คนมีความรู้คุยด้วยยาก จู้เจียงเจียงจึงตัดสินใจทำเอง ไม่รบกวนเขาแล้ว
อันที่จริงนางรู้ว่าเหลียงเหวินโจวหวังดี เขาแค่เห็นว่าไม่ง่ายที่นางต้องเลี้ยงเผยเสี่ยวอวี๋ คิดอยากดูแลนางแทนเพื่อนเล่นตอนเด็ก
เพียงแต่เขาทำผิดวิธี จู้เจียงเจียงไม่มีทางพอใจกับความมั่นคงเล็กๆน้อยๆ ที่ได้มาจากการเปิดร้านแผงลอยเล็กๆเช่นนี้ นางยังมีความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น!
ตอนที่ 17: การแสดงเลื่องชื่อบนภูเขาชา “พี่น้องขึ้นเขาเก็บชา”
วันที่ห้าเดือนห้า
ท้องฟ้าสีครามสะท้อนสีแดงของพระอาทิตย์ขึ้น แสงสว่างทอดยาวทั่วภูเขา สายลมพัดอ่อนๆ เป่าความมืดมิดบนพื้นปฐพีให้สว่างขึ้น
ฟ้ายังไม่ทันสว่างจู้เจียงเจียงก็พาคนในหมู่บ้านขึ้นเขาไปเตรียมตัว มีทั้งกลุ่มเก็บชา กลุ่มขายชา กลุ่มปล่อยว่าว และกลุ่มชงชา นางล้วนเตรียมไว้พร้อมแล้ว
“พี่หญิงจู้มีคนมาแล้ว!” เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่คอยสอดส่องอยู่บนยอดภูเขาชา ตะโกนเรียกจู้เจียงเจียงที่อยู่เชิงเขาเสียงดัง
ทุกคนที่ได้ยินล้วนหันกลับไปมอง เห็นแค่บนถนนสายหลักที่เคยรกร้างมาเนิ่นนาน ที่ถูกคนในหมู่บ้านทำความสะอาดแบบง่ายๆเส้นนั้น มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา
“ถนนสายนี้ดูคุ้นตานัก นี่ไม่ใช่ถนนสายหลักเก่าที่ถูกทิ้งร้างไปเมื่อห้าปีก่อนหรอกหรือ?”
“จริงด้วย” อีกคนหนึ่งตอบ “ข้านึกว่าใกล้ๆ ถนนเส้นนี้จะไม่มีคนอยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่ายังมีคนเดินทางเส้นนี้”
คนที่มาเมืองเจียงหนาน ย่อมรู้จักแค่หมู่บ้านที่เคยไปมาเท่านั้น ส่วนที่ไม่เคยไปก็ถือว่าไม่มีอยู่จริง
เผยจี้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าค่อยๆขี่ตามหลังทุกคนไปอย่างช้าๆ ครั้นได้ยินพวกเขาคุยกัน ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย
หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ข้ากลับมาแล้ว
เมื่อกลุ่มคนเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จู้เจียงเจียงก็รีบวิ่งขึ้นเขาพลางตะโกนว่า “ทุกคน เตรียมร้องเพลงเก็บชา ฟังข้า ♫ เดือนสามนกกระทาบินเที่ยวเล่นเต็มภูเขา...เริ่ม!”
นางร้องนำขึ้นเพลงก่อน จากนั้นเสียงร้องที่เริ่มจากผู้หญิงเก็บชาคนที่หนึ่งข้างตัวนาง ก็ส่งต่อกันไปตลอดทาง ส่งไปจนถึงบนภูเขาชาหลายลูกด้านหลัง
ไม่นาน เสียงร้องประสานก็ดังก้องไปทั่วทั้งภูเขาชา
“สะใภ้เล็ก เร็ว! พวกเขามาแล้ว...”
ตรงเนินเขามีคนเรียกจู้เจียงเจียงอีกครั้ง นางหมุนตัววิ่งลงไปอีกรอบ
ช่วยไม่ได้ วิธีการประชาสัมพันธ์ของนางแปลกใหม่แล้วกล้าหาญเกินไป คนในหมู่บ้านไม่กล้าตัดสินใจเอง ไม่ว่าอะไรก็ต้องให้จู้เจียงเจียงออกโรง
จู้เจียงเจียงมุ่งหน้าจากบนภูเขามายังจุดต้อนรับบนถนนสายหลัก ยังหายใจไม่สม่ำเสมอก็เห็นแขกกลุ่มแรกมาแล้ว
กลุ่มคนส่วนใหญ่ล้วนเดินเท้ามา มีสองสามคนถือตะกร้า ทั้งยังพกธูปเทียนหอมติดมาด้วย เกรงว่าอีกเดี๋ยวจะต้องได้ไหว้เฟิ่งหวงสีทองคู่นั้นกระมัง
คนที่บ้านมีฐานะดีหน่อยบ้างก็ขี่ลามา บางครอบครัวก็นั่งเกี้ยวมา
เกี้ยวเล็กสีเทาใช้สองคนหาม ข้างในนั่งได้แค่คนเดียว
ดูเหมือนจะไม่มีม้าหรือรถม้าเลย นอกจากชายรูปร่างสูงใหญ่ที่ขี่ม้าตามมาอยู่ด้านหลังกลุ่มคนผู้นั้น
“ภูเขาชาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เดินทางมา” จู้เจียงเจียงต้อนรับทุกคนอย่างมีน้ำใจ
คนที่มาเมื่อเห็นนางก็ตกตะลึงเล็กน้อย “เจ้าคือหญิงสาวที่ขายชาอยู่ในเมืองไม่ใช่หรือ? เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วเรื่องเสียงร้องบนภูเขาชาคืออะไรกัน?”
ถึงแม้ทุกคนจะอยากรู้ว่าทำไมจู้เจียงเจียงถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แต่หูกลับถูกเสียงร้องเพลงบนภูเขาดึงดูด จนต้องยืดคอยาวมองไป
“ทุกท่าน ด้านหน้าคือภูเขาชา พวกเรากำลังเก็บชา หากทุกท่านสนใจ สามารถขึ้นเขาไปชมได้”
ร้อยเรื่องเล่าไม่เท่าตาเห็น จู้เจียงเจียงบิดตัวหลีกทางให้พวกเขา ผายมือเชื้อเชิญให้พวกเขาขึ้นไปดูบนภูเขาชา
นอกจากเก็บชา ในหมู่บ้านยังมีคนกำลังผลิตชา หลังจากพวกเขาชมกระบวนการเก็บชาแล้ว ก็จะมีคนพาพวกเขาเข้าหมู่บ้านไปดูขั้นตอนการผลิตชา
ให้พวกเขาเห็นขั้นตอนการผลิตใบชาด้วยตาตัวเอง ถึงขั้นให้พวกเขาได้ลองลงมือทำด้วยตัวเองสักหนึ่งครั้ง
ดื่มชาที่ตัวเองทำออกมา พวกเขาจะยอมรับได้ง่ายกว่า
บางทีอาจเพราะเสียงร้องบนภูเขาชวนให้หลงใหล แขกที่เดินทางมาจึงไม่ได้หยุดพักนานนัก กลับมุ่งหน้าเดินตรงขึ้นเขาไปอย่างว่องไว และต่างก็ลืมถามเรื่องเฟิ่งหวงสีทองไปเสียสนิท
“แม่นางน้อย เจ้าเป็นคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี่เอง”
ไม่รู้ว่าเผยจี้ลงจากม้ามาถึงข้างหน้าจู้เจียงเจียงตอนไหน เขายิ้มและทักทายนางในเวลาเดียวกัน
เดิมเขายังคิดจะทักทายสวี่เหล่าเกินและคนอื่นๆที่อยู่ด้านข้างของนาง แต่เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว สถานะตอนนี้ของเขาคือ เผยจี้ลูกนอกสมรสตระกูลเผยในเมืองหลวงที่อยู่ข้างนอกมาสิบปี ไม่ใช่เผยจ้าว เขาจึงไม่ได้ทักทาย
แต่ได้เห็นคนรู้จักที่ไม่เจอกันมานาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองอยู่หลายครั้ง
“แม่ทัพเผย?” จู้เจียงเจียงแปลกใจที่เจอเขา “ท่านมาได้อย่างไร? ม้าของท่านให้พวกเขาหาสถานที่ผูกไว้ดีไหม?”
“รบกวนแล้ว”
เผยจี้ยื่นบังเหียนให้กับจู้เจียงเจียง นางหันไปส่งต่อให้คนในหมู่บ้าน “จูงม้าเข้าไปผูกในหมู่บ้าน แล้วไปตัดหญ้าอ่อนในทุ่งนาป้อนอาหารมันจนอิ่ม”
นางจงใจให้คนในหมู่บ้านจูงม้าไปในหมู่บ้าน
นอกจากจะดึงดูดเผยจี้ให้ซื้อชาง่ายแล้ว ถ้าเป็นไปได้ นางยังอยากสืบข่าวเรื่องของเผยจ้าวสักหน่อย
“แม่ทัพเผย เชิญขึ้นภูเขาชา”
จู้เจียงเจียงเห็นหนิวต้งในฝูงชน ก็ให้เผยจี้เดินขึ้นภูเขาชาไปก่อน
หนิวต้งคือคนเดียวที่รู้ว่าการแสดงเฟิ่งหวงสีทองในวันนี้ เป็นการสร้างเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบของนาง ที่เขามาก็เพื่อให้การสนับสนุนนาง
ดังนั้นเขาจึงนำของขวัญมาให้นางด้วย
“แม่นางเจียงเจียง ยินดีด้วย อันนี้มอบให้เจ้า” หนิวต้งยิ้มแฝงความหมาย ทั้งสองคนทักทายกันอย่างมีเลศนัยเงียบๆ
จู้เจียงเจียงรับตะกร้าจากหนิวต้งมา เปิดผ้าดูแวบหนึ่ง ด้านในคือกระเพาะหมูและเครื่องในที่ยกให้นาง ยังมีหมูสามชั้นชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่ง
“ขอบคุณ” พูดจบนางก็หันหน้าตะโกนขึ้นเขา “เสี่ยวอวี๋มานี่หน่อย”
เผยเสี่ยวอวี๋เก็บชาอยู่บนภูเขาชาที่ใกล้ที่สุด เมื่อได้ยินเสียงจึงรีบหยุดงานในมือ แล้ววิ่งลงเขามาทันที
เผยจี้ที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล ครั้นได้ยินจู้เจียงเจียงเรียก ‘เสี่ยวอวี๋’ ก็หยุดฝีเท้าลง นั่นเป็นชื่อของน้องสาวเขา
จากนั้น เขาก็เห็นเด็กผู้หญิงอายุห้าหกขวบคนหนึ่งวิ่งผ่านข้างตัวเขาไป สีหน้าแดงก่ำ ใบหน้าคล้ายกับเขามาก
“เอาเนื้อไปเก็บที่บ้าน ออกมาอย่าลืมใส่กุญแจเข้าใจไหม?”
จู้เจียงเจียงมอบตะกร้าให้เผยเสี่ยวอวี๋ นางยิ้มฟันขาว พยักหน้ารับรัวๆ แล้วหมุนตัววิ่งไปในหมู่บ้าน
พระอาทิตย์ค่อยๆลอยสูงขึ้น ผู้คนที่มาดูเฟิ่งหวงสีทองบนภูเขาชา ทยอยมากันไม่ขาดสาย มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เฟิ่งหวงสีทองรอต่อไปไม่ได้แล้ว
“ลุงสามสวี ท่านไปบอกพวกหนอนหนังสือ ปล่อยว่าวได้แล้ว” จู้เจียงเจียงใช้มือบังหน้าผาก มองดูพระอาทิตย์บนท้องฟ้าแวบหนึ่ง
จากการทดสอบปล่อยว่าวสองวันที่ผ่านมา ใกล้ได้เวลาแล้ว
ขณะนี้มุมองศาของแสงพระอาทิตย์ บวกกับเส้นรัศมีความโค้งของไหล่เขา ตอนว่าวลอยขึ้นก็ย้อนแสงพอดี
เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจากภูเขาชาส่วนใหญ่ ก็จะสามารถเห็นว่าวกำลังอาบแสงสีทองของพระอาทิตย์ เฟิ่งหวงสีทองปลอมก็กลายเป็นของจริงได้
“ชุ่ยฮวาร้อง ‘เพลงรักแห่งขุนเขาชา’...” จู้เจียงเจียงส่งสัญญาณให้หลูชุ่ยฮวา
หลูชุ่ยฮวาให้สัญญาณรับทราบ วางตะกร้าแล้ววิ่งไปบอกคนเก็บชา
หลังจากเพลงเก็บชา.จบลง ท่วงทำนองก็เปลี่ยนไป เสียงร้องเพลงที่คุ้นเคยพลันดังขึ้น
แขกที่มาวันนี้แทบจะร้องบทเพลงนี้ได้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเสียงร้องดังขึ้น แขกที่อยู่บนภูเขาชาจึงฮัมเพลงร้องตาม
เมื่อร้องตาม ทุกคนยิ่งซึมซับบรรยากาศ ใบชาที่เห็นตรงหน้าจึงรู้สึกดูสวยงามขึ้นมาก
“นี่ก็คือใบชาสดใหม่ใช่หรือไม่? หอมจริงๆ”
ทั้งพวกผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และเหล่าสาวน้อยจากในเมือง ล้วนอดไม่ได้ที่จะเข้าร่วมขบวนเก็บใบชา เลียนแบบทำตามคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เดินเก็บชาไปด้วยกัน
จู้เจียงเจียงใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ให้สวี่หลิวซื่อหยิบตะกร้าไม้ไผ่ขนาดเล็กที่เตรียมไว้มายื่นให้คนที่ต้องการเก็บชา “ฮูหยิน ลองเก็บชาให้ตัวเองหนึ่งตะกร้า ชาที่ตัวเองเก็บกับมือรสชาติจะยิ่งดี”
ตอนที่ 18: ชื่อเสียงของภูเขาชาแพร่ออกไปแล้ว
“รีบมาดูเร็วเข้า นั่นคืออะไร?!”
ทุกคนกำลังดื่มด่ำและสนุกสนานอยู่กับการเก็บชา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องตกใจเสียงหนึ่ง ผู้คนทยอยหยุดกิจกรรมในมือ.ลง แล้วเงยหน้าตามหาที่มาของเสียง
เห็นแค่คนที่ร้องตกใจเมื่อครู่ อ้าปากค้างกำลังมองไปบนท้องฟ้า
“คือเฟิ่งหวงสีทอง!”
บนภูเขาชาเกิดเสียงตื่นตกใจเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องเป็นระลอกๆ ส่งต่อไปถึงทั่วทุกพื้นที่
มีเฟิ่งหวงสองตัวบินขึ้นไปบน.ยอดเขานั้น กระพือปีกบินขึ้นสูง หางยาวเป็นสง่า ร่างกายหลากสีภายใต้แสงอาทิตย์ ส่องแสงสดใสระยิบระยับ น่ามหัศจรรย์จนทำให้คนชมกันไม่ขาดปาก
สายลมเย็นสบายของเดือนห้าพัดโชยมาตามไหล่เขาขึ้นสู่ยอด เฟิ่งหวงทะยานขึ้นสูงและรวดเร็ว จู้เจียงเจียงจินตนาการออก ผ้าใบของว่าวคงถูกพัดจนโบกสะบัด
“ชุ่ยฮวา ส่งเสียงร้องรื่นเริงกว่านี่หน่อย”
วันนี้ทิศทางลมไม่มั่นคง ทางด้านเหลียงเหวินโจวไม่ง่ายเลยที่จะหาจังหวะปล่อยว่าวได้
หลังจากสายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านไป มีความเป็นไปได้มากที่ว่าวจะตกลงมา ดังนั้นก่อนจะแสดงพิรุธให้เห็น รีบใช้เสียงร้องดึงดูดความสนใจของแขกทั้งหลายก่อนจะดีกว่า
เป็นอย่างที่คิดไว้ ในตอนที่เสียงร้องถึงท่อนที่สอง ว่าวก็ค่อยๆตกลงมา
อีกฟากหนึ่งของภูเขา เห็นได้รางๆ เหลียงเหวินโจวกับชาวบ้านหลายคนที่ปล่อยว่าวกำลังรีบวิ่งไปทางที่ว่าวตกพื้น และเก็บว่าวกลับมา
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ถึงแม้มีแขกอยากจะไปหลังเขาเพื่อสืบค้นความจริง ก็ไม่พบอะไร
“มีเฟิ่งหวงสีทองจริงๆ พวกเจ้าได้เห็นรึยัง? เมื่อครู่พวกเจ้าได้เห็นรึยัง?!”
แขกทั้งหลายบนภูเขาชาที่ไม่รู้เรื่อง ดังนั้นจึงตื่นเต้นกันไม่หาย มีถึงขั้นดึงคนในครอบครัว เพื่อนข้างตัว ให้มาคุกเข่าอธิษฐานขอโชคลาภในทิศทางที่เฟิ่งหวงสีทองโบยบินจากไป
คนที่มาช้าไปก้าวหนึ่ง ครั้นเห็นทุกคนบนภูเขาชาตื่นเต้นกันขนาดนี้ ก็รีบดึงคนถามด้วยความสงสัย “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? พวกเจ้าเห็นอะไรกัน?”
คนถูกถามไม่ลังเลที่จะแบ่งปัน ชี้ไปบนขอบฟ้า “คือเฟิ่งหวงสีทอง พวกเราเห็นเฟิ่งหวงสีทองแล้ว!”
“หา?!”
“จริงๆหรือ อยู่ที่ไหน?”
หลังจากที่คนมาช้ารับรู้ว่าตัวเองคงพลาดเรื่องปาฏิหาริย์ ก็รู้สึกเสียใจเป็นที่สุด มีบางคนวิ่งตรงไปทิศทางที่ทุกคนบอกเอาไว้
อย่างที่คิด มีคนอยากไปสืบค้นความจริง!
จู้เจียงเจียงไม่ได้เดินเข้าไปห้าม คนโบราณงมงามมาก ถ้าหากเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ นี้นำพาวิสัยทัศน์ดีๆให้พวกเขาได้ นั่นก็ถือว่าไม่เลว
อีกอย่าง ตอนนี้นางต้องการโอกาสเพื่อขยายความนิยมอย่างรวดเร็ว
คนส่วนใหญ่ที่ได้เห็นเฟิ่งหวงสีทองต่างพกแว่นกรองแสงกันมา พวกเขายินดีเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น ดังนั้นจึงไม่มีใครตั้งข้อสงสัย
นอกจากผู้ชายที่ขี่ม้ามาคนนั้น
“แม่นาง ละครเรื่องนี้แสดงได้ไม่เลว” เผยจี้เข้าไปยืนใกล้ตัวจู้เจียงเจียงอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง จู่ๆ เมื่ออ้าปากพูดก็ทำเอานางตกอกตกใจ
ถูกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยม รอยยิ้มบนใบหน้าของจู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะเขินอายเล็กน้อย แต่ให้ตายนางก็ไม่มีทางยอมรับ
“แม่ทัพเผยพูดถึงอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
เผยจี้รู้ว่านางกำลังแสร้งโง่ แต่เขาก็ไม่ได้พูดเปิดเผยออกมา เพียงแค่ยิ้มใจดีให้นางหนึ่งที
ในเมื่อนางเป็นคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ถึงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นเจ้าสาวบ้านไหน แต่ถึงอย่างไรก็หมู่บ้านเดียวกัน เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่คิดร้ายต่อนาง
แต่รอยยิ้มใจดีที่ตัวเองเข้าใจ ในมุมมองของจู้เจียงเจียงกลับดูน่ากลัวยิ่งนัก
เขาคงไม่คิดจะเปิดโปงนางใช่หรือไม่?
แบบนั้นไม่ได้!
ไม่ง่ายเลยที่นางจะสร้างผลลัพธ์เช่นนี้ออกมาได้ ทำให้ทุกคนเริ่มเข้าใจในใบชา จะมาถูกเขาทำลายไม่ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จู้เจียงเจียงก็แสดงท่าทางว่าจำใจต้องทำแบบนี้ ทำตัวน่าสงสาร พลางพูดเสียงสะอื้นว่า “แม่ทัพเผยคงไม่รู้ พวกเราเก็บชาด้วยความลำบากแค่ไหน...”
“หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเราส่วนใหญ่มีแต่หญิงชรา เด็กผู้อ่อนแอ ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านย่าสี่ พวกเขาอายุมากขนาดนี้ ยังต้องผัดใบชาทั้งวันทั้งคืน ผลิตชา ก็เพื่อแลกเสบียงอาหารได้เล็กน้อย เติมท้องให้อิ่ม”
คิดไม่ถึง บทของสาวขายน้ำชาที่นางเตรียมเอาไว้ขำๆ จะมีตอนที่นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง
จู้เจียงเจียงยิ่งพูด เสียงสะอึกสะอื้นยิ่งดัง น้ำตาร่วงหล่นเป็นเม็ดๆอย่างห้ามไม่ได้ ทำให้เผยจี้ตกใจแทบขวัญหาย
“แม่นาง เจ้า…เจ้าอย่าร้องสิ มีอะไรพูดกันดีๆ เจ้าเป็นแบบนี้คนอื่นจะนึกว่าข้าน้อยรังแกเจ้าเอา...”
เผยจี้ลนลานทำอะไรไม่ถูก ทำได้แค่ถอยหลังไปสองก้าว รักษาระยะห่างกับนาง ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะปลอบขวัญนาง
ได้ยินคำพูดนี้ของเขา จู้เจียงเจียงเริ่มรู้สึกมีลุ้น จึงเอ่ยปากถามเขาตรงๆ “เช่นนั้นท่านช่วยข้าเก็บเป็นความลับได้หรือไม่?”
“หา?” เผยจี้ทำหน้างง
“งั้นก็ตกลงตามนี้ ขอบคุณแม่ทัพเผยมาก อีกประเดี๋ยวเสร็จงานแล้ว ข้าเลี้ยงข้าว!” จู้เจียงเจียงลงมือรวดเร็ว ไม่ให้โอกาสเขาได้ปฏิเสธแม้แต่น้อย
แต่ที่นางไม่รู้ก็คือ บทสนทนาระหว่างพวกเขา นางเข้าใจผิดไปเองทั้งหมด
เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงวิ่งขึ้นไปบนภูเขาชา ท่าทางพยายามทักทายแขกที่กำลังเก็บชา เผยจี้ก็ยังคงสับสนอยู่เล็กน้อย
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?
ละครเฟิ่งหวงสีทองในวันนี้ ทำให้แขกที่เดินทางมาเก็บชาเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง พวกเขายิ่งรู้สึกว่าดื่มชาที่นี่แล้วจะมีโชค
กอปรกับที่จู้เจียงเจียงเคยพูดก่อนหน้านี้ ดื่มชาชำระกายได้ความเป็นเซียน ทุกคนก็ยิ่งเชื่อเข้าไปอีก
ดังนั้นชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า!
ในหมู่บ้าน
แขกที่ลองเก็บชาแล้ว ก็ทยอยนำใบชาที่ตัวเองเก็บมาไปในหมู่บ้าน ให้คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนำใบชาสดผลิตเป็นใบชาแห้ง
ผลิตชาต้องใช้เวลา จู้เจียงเจียงวางโต๊ะเก้าอี้เอาไว้เรียบร้อย จากนั้นก็ยกพู่กันบันทึกที่อยู่ของแขกทั้งหลายด้วยตัวเอง หลังจากผลิตใบชาเสร็จแล้ว ก็จะจัดส่งสินค้าถึงหน้าประตูบ้านพวกเขา
“ท่านปู่ ผลิตชายังต้องใช้เวลาสองสามวัน ที่พวกเรามีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปขวดเล็กอยู่ที่บ้าน ท่านปู่จะซื้อไปลองดื่มก่อนไหม?”
ทุกครั้งหลังจากที่จู้เจียงเจียงบันทึกข้อมูลแขกคนหนึ่งเสร็จ นางก็จะใช้โอกาสเสนอขายใบชาของตัวเอง
หนึ่งขวดขายแค่สิบเหวิน แขกส่วนใหญ่ต่างควักเงินซื้อ แขกที่ไม่ซื้อ ก็เก็บเงินตามน้ำหนักชาสดและค่าแรง
ครึ่งค่อนวันมานี้ จู้เจียงเจียงได้หลายตำลึงเข้าบัญชี
อาจเป็นเพราะคนสมัยโบราณพักผ่อนเร็ว ยังไม่ถึงช่วงเย็น แขกที่มาเก็บชาก็พากันกลับไปหมดแล้ว
แต่ก็ดี ทุกคนในหมู่บ้านเหนื่อยกันมาค่อนวันแล้ว ข้าวเที่ยงล้วนยังไม่ได้กิน คงหิวกันสุดๆ
“ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ วันนี้ลำบากทุกคนแล้ว ดึกหน่อยรอข้าคิดบัญชีเสร็จ ค่อยจ่ายค่าแรงให้ทุกคน”
ครั้นส่งแขกคนสุดท้ายกลับแล้ว พวกหลูชุ่ยฮวาก็กลับมาจากภูเขาชาพอดี ทุกคนรวมตัวกันอยู่ลานกว้างหน้าประตูบ้านตระกูลเผย จู้เจียงเจียงจึงใช้จังหวะนี้แสดงท่าทีของตัวเอง
ถึงแม้ก่อนหน้านี้ทุกคนบอกว่าจะช่วยนางแบบไม่คิดเงิน แต่ของที่ควรให้นางก็ยังต้องให้
วันนี้ขายชาได้เท่าไร เชื่อว่าคนในหมู่บ้านคงเห็นอยู่ หากไม่ให้ กลัวว่าต้องเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างสาดเสียเทเสียเป็นแน่
“เงินค่าแรงอะไรกัน สะใภ้เล็กเกรงใจเกินไปแล้ว”
สวีเหล่าซานโบกมือเหมือนไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้ ที่เขาสนใจมากกว่าก็คือ ใบชากลับขายได้เงินจริงๆ!
“จุ๊จุ๊ คิดไม่ถึงว่าใบไม้ที่ใช้ป้อนวัวนี้กลับเอามาชงดื่มได้ ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เชื่อ ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วจริงๆ”
“ใช่แล้ว ตอนสะใภ้เล็กบอกก่อนหน้านี้ ข้ายังขำความเพ้อฝันของนาง ตอนนี้ดูแล้ว สะใภ้เล็กล้วนพูดถูก มันทำได้ดีจริงๆ!”
เหลียงเหวินโจวเปลี่ยนท่าทีที่มีก่อนหน้านี้ พยายามชื่นชมจู้เจียงเจียง ทั้งยังถามคำถามที่ทุกคนอยากรู้ที่สุดออกมา
“สะใภ้เล็ก การค้าขายชานี้ พวกเราทำร่วมกับเจ้าได้ไหม?”
ตอนที่ 19: ห้าปีไม่กลับ จู่ๆ ตกใจได้ยินข่าวตัวเองมีภรรยาหนึ่งคน
เกี่ยวกับธุรกิจใบชานี้ จู้เจียงเจียงพิจารณาและไตร่ตรองไว้แล้ว
“ทุกคนโปรดวางใจ ข้าจะไม่ยึดภูเขาชาไว้คนเดียว เพียงแต่ตอนนี้ธุรกิจใบชายังไม่รู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร ข้าไม่อาจรับประกันอะไรกับทุกคนได้ จึงอยากขอให้ทุกคนรอกันอีกสักหน่อย”
วันนี้ถือว่าใบชาได้เข้าไปอยู่ในสายตาของทุกคนอย่างเป็นทางการวันแรก อีกทั้งยังใช้ประโยชน์จาก ‘เฟิ่งหวงสีทอง’
ส่วนวันหลังจะถูกชาวบ้านยอมรับอย่างแท้จริงหรือไม่ ชาวบ้านจะยอมรับได้กี่คน และจะเผยแพร่ไปไกลได้แค่ไหน สิ่งเหล่านี้จู้เจียงเจียงล้วนไม่มีความมั่นใจเลย
นางไม่กล้ายึดแค่ความนิยมเพียงครั้งเดียว ก็มัดคนทั้งหมู่บ้านมาบนเชือกเส้นเดียวกัน
ถึงอย่างไรคนที่นี่แม้แต่เสื้อผ้าอาหารก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา แล้วการดื่มชาจะถือเป็นเรื่องใหญ่ได้เช่นไร?
คำพูดนี้ของจู้เจียงเจียง มีคนที่ฟังเข้าใจ และก็มีคนที่คิดในใจว่า นางคงไม่อยากแบ่งกำไรกับพวกเขา
แต่ไม่ว่าอย่างไร เรื่องภูเขาชานี้ล้วนเป็นความคิดของจู้เจียงเจียง พวกเขาเข้าไปยุ่งไม่ค่อยได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนถางหญ้าบนภูเขาชา นางก็ไม่เคยเอาเปรียบใคร
“ใช่แล้ว สะใภ้เล็กคิดไตร่ตรองเพื่อทุกคน อีกอย่างหนึ่ง เรื่องผลิตชาพวกเราก็ไม่เข้าใจ ช่างมันไปเถอะ” เหลียงเหวินโจวกระโดดออกหน้ามาไกล่เกลี่ย
ตั้งแต่เขากลับมา ความสำคัญของเขาก็พุ่งขึ้นเป็นอันดับสองของหมู่บ้านภายในคืนเดียว นอกจากหัวหน้าหมู่บ้าน ทุกคนล้วนฟังเขา
เพราะว่าเขาเคยเรียนหนังสือ
ดังนั้นขอแค่เขาเอ่ยปาก ทุกคนในหมู่บ้านก็จะไม่พูดอะไรต่อ
เผยจี้รออยู่บนคันนาไม่ไกลจากหน้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาโดยตลอด ในขณะที่เขากำลังดูเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าบ้านตระกูลเผย ก็มองดูทุ่งนาใต้เท้าไปด้วย
พืชไร่เกษตรผืนใหญ่ตรงหน้าเขานี้ เป็นที่นาตระกูลเผยของเขา ต้นข้าวในแปลงเจริญเติบโตมาอย่างดี แค่เห็นก็รู้ว่าได้รับการใส่ใจดูแล
แต่ว่า…มารดาของเขาป่วย อีกทั้งร่างกายก็อ่อนแอปานนั้น จะมาเพาะปลูกบนที่ดินผืนใหญ่แบบนี้ได้หรือ?
อีกทั้งวันนี้เขาอยู่บนภูเขาชาและเดินรอบหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหลายรอบ ไม่เห็นแม้แต่เงาของมารดาเขาเลย เห็นแค่น้องสาวที่เขาจำหน้าแทบไม่ได้แล้ว
หรือว่าออกไปข้างนอก?
“พอแล้ว พอแล้ว ทุกคนกลับไปเถอะ หิวมาทั้งวันแล้ว กลับไปกินข้าว...”
เหลียงเหวินโจวกับหลูชุ่ยฮวาและพวกเด็กๆพยายามช่วยจู้เจียงเจียงพูด หยอกเย้าและดึงผู้ปกครองบ้านตัวเองกลับ ชั่วพริบตาลานบ้านตระกูลเผยก็เหลือแค่พวกนางสองคนพี่สะใภ้น้องสามี จู้เจียงเจียงกับเผยเสี่ยวอวี๋
เผยจี้เห็นดังนั้นจึงก้าวเท้าเดินไปทางบ้านตระกูลเผย
เขามีคำถามมากมาย ทั้งยังคิดถึงมารดาและน้องสาวเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ตอนนี้เขาจะยังแสดงตัวตนกับพวกนางไม่ได้ แต่อย่างน้อยให้เขาได้พูดคุยกับพวกนางสักนิดหน่อยก็ยังดี
“แม่นาง” เผยจี้เรียกจู้เจียงเจียงที่ก้มหน้าจัดระเบียบพู่กันกับแท่นฝนหมึกอยู่
จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงก็เงยหน้า มองเขาอย่างแปลกใจ “แม่ทัพเผย? ที่แท้ท่านยังไม่กลับหรือ?”
ตั้งแต่ลงภูเขาชามาจนถึงตอนนี้ นางไม่เห็นเขาเลย ยังนึกว่าเขาไม่สนใจเรื่องใบชาก็เลยกลับไปก่อนแล้วเสียอีก
คิดไม่ถึงเขากลับยังอยู่!
“ท่านต้องการผลิตชาหรือว่าซื้อใบชากัน? ที่ข้ายังมีอีกหลายขวด” จู้เจียงเจียงไม่ปล่อยโอกาสเสนอขายใดๆไป
“ข้าน้อยมากินข้าว แม่นางได้โปรดรักษาสัญญาด้วย”
ตอนอยู่บนภูเขาชา นางเคยพูดไว้ ถ้าหากเขาช่วยนางรักษาความลับละก็ นางจะเลี้ยงข้าวเขา
ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่ไม่ชอบเอาเปรียบใคร แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ เขาอยากกินข้าวมื้อนี้มาก
พูดจบ สายตาของเผยจี้ก็มองไปที่หน้าประตูบ้านตระกูลเผยอย่างไม่รู้ตัว อยากเห็นคนในบ้านชัดๆ
“ท่านอยากกินข้าวหรือ?” จู้เจียงเจียงสงสัยนิดหน่อย
นางว่าจะเลี้ยงข้าวเขา ทั้งหมดเป็นคำพูดตามมารยาท ทว่าเขาคิดจะกินจริงๆ!
“หรือไม่สะดวก?”
“ไม่ๆ สะดวก สะดวกมาก!”
ช่างเถอะ เห็นแก่ที่เขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ในอนาคต กินข้าวก็กินข้าวเถอะ
นางกำลังคิดอยู่ว่า รอเขาลากลับเมืองหลวงแล้ว จะได้นำใบชาของนางเข้าเมืองหลวงไปเผยแพร่ให้นางด้วย
“งั้นไปเถอะ บ้านแม่นางอยู่ทางไหน?” เผยจี้มองแต่ละบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง รอนางพาเขากลับไปด้วย
แต่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า จู้เจียงเจียงตรงหน้าผู้นี้จะไม่ใช่เจ้าสาวของคนอื่น แต่เป็นภรรยาของเขาเอง!
“บ้านข้าก็อยู่ที่นี่ไง”
จู้เจียงเจียงถือพู่กันและแท่นฝนหมึกอยู่ จึงเลิกคิ้วส่งสัญญาณให้เขา “ท่านเข้าบ้านไปนั่งก่อนเถอะ ข้าจะไปทำกับข้าวประเดี๋ยวนี้ เสี่ยวอวี๋ยกน้ำชาให้แขก...”
“บ้านเจ้า?”
เผยจี้ตกใจมาก ขณะที่กำลังอยากถามนางว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เสียงเผยเสี่ยวอวี๋ที่เรียก ‘พี่สะใภ้’ ก็ดังขึ้นมาจากในห้อง ทำให้เขาถึงกับหยุดนิ่งอยู่กับที่ไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว
“รู้แล้ว พี่สะใภ้”
เผยเสี่ยวอวี๋รินชาถ้วยหนึ่งที่เย็นแล้ว ยกไปให้เผยจี้อย่างขี้อาย “พี่ชายน้ำชา”
นางไม่รู้ว่าคนตรงหน้าคนนี้มีสถานะอะไร เพียงแต่เมื่อพิจารณาจากอายุของเขา ก็ควรเรียกเขาว่าพี่ชาย
เสียงเรียก ‘พี่ชาย’ คำนี้เผยจี้ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ทำให้เบ้าตาของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที คำพูดที่อยากจะพูดพลันต้องกลืนหายลงไปในลำคอ พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เมื่อห้าปีก่อนตอนเขาถูกค่ายทหารจับตัวไป น้องสาวของเขายังเป็นเพียงทารกที่พูดไม่ได้คนหนึ่ง ตอนนี้เจอกันอีกครั้งกลับเรียกพี่ชายได้แล้ว
เพียงแต่มารดาของพวกเขาล่ะ?
อีกอย่าง…ทำไมนางถึงต้องเรียกจู้เจียงเจียงว่าพี่สะใภ้?
เผยจี้นำความสงสัยเหล่านี้เข้าบ้าน อีกสักพักต้องหาโอกาสถามให้ชัดเจนให้จงได้
บ้านของตระกูลเผยยังเหมือนกับในความทรงจำ ประตูนี้ หน้าต่างนี้ เขาและบิดาช่วยกันลงมือทำเองทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าหลังคาไม่ได้มุงใหม่มานานแล้ว ทั้งบางและเก่า
หากฝนห่าใหญ่ตกลงมาหลังคาคงรั่วเป็นแน่
ในห้องที่เขาเคยอยู่ เดิมมีแค่เตียงเก่าๆเตียงหนึ่งเท่านั้น ตอนนี้กลับมีเพื่อนเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย
ของบนเตียงถึงแม้จะไม่ใช่เนื้อผ้าที่ดีอะไร แต่ก็ยังมองออกว่าเป็นลักษณะเฉพาะของผู้หญิง
จู้เจียงเจียงทำกับข้าวอยู่ข้างนอก ส่วนเผยเสี่ยวอวี๋นั่งคัดใบชาสดที่แก่แล้วที่เก็บกลับมาวันนี้อยู่ในบ้าน
เผยจี้ที่สำรวจบ้านจนทั่วแล้วหนึ่งรอบ เมื่อเห็นแบบนี้จึงย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งตรงข้ามเผยเสี่ยวอวี๋ เริ่มคุยกับนาง “เจ้าชื่อเสี่ยวอวี๋ใช่ไหม”
เด็กน้อยพยักหน้า
“แม่นางจู้ข้างนอกคนนั้นเป็นอะไรกับเจ้า?”
“นางเป็นพี่สะใภ้ของข้า พี่สะใภ้ของข้าดีกับข้ามาก!” พูดถึงจู้เจียงเจียง เผยเสี่ยวอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะโอ้อวด
เพราะพวกเด็กๆทุกคนในหมู่บ้านต่างก็อิจฉานางที่มีพี่สะใภ้ดีมากคนหนึ่ง
เผยจี้กลับไม่ได้อยากได้ยินนางพูดว่าจู้เจียงเจียงดีแค่ไหน เขาแค่อยากรู้ว่าพี่สะใภ้คนนี้ของนางมาได้อย่างไร?
“ในเมื่อนางเป็นพี่สะใภ้เจ้า งั้นก็เป็นภรรยาของพี่ชายเจ้า เช่นนั้นแล้วพี่ชายเจ้าเล่า? มารดาเจ้าเล่า? ทำไมไม่เห็นพวกเขาเลย?”
ตอนนี้เขารู้สึกสงสัยผู้หญิงสองคน หนึ่งผู้ใหญ่ หนึ่งเด็ก กำลังมายึดครองบ้านตระกูลเผยของพวกเขาอยู่หรือเปล่า?
“ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า พี่ชายข้าอยู่ชายแดน ท่านแม่ข้า...ท่านไปหาท่านพ่อแล้ว อยู่บนภูเขา” ตอนเผยเสี่ยวอวี๋พูดถึงพี่ชาย ในดวงตาเต็มไปด้วยการเฝ้ารอ
แต่ตอนพูดถึงมารดาตัวเอง ในแววตากลับหม่นหมองลงไม่น้อย
“อะไรนะ?! เจ้าว่าท่านแม่...แล้ว”
เมื่อเผยจี้ได้ยินข่าวว่ามารดาของเขาเสียแล้ว จึงพูดออกไปอย่างร้อนใจ แต่ยังดีที่หยุดทัน จึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ข้าหมายความว่า ท่านแม่เจ้าไปหาท่านพ่อเจ้าเมื่อไร? ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”
“ท่านแม่ป่วยจนลุกไม่ขึ้น ก่อนท่านนอนหลับไป ได้ฝากข้าให้ท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านดูแล และยังให้ท่านปู่ไปหาสะใภ้คนหนึ่งมาให้พี่ชายข้าด้วย จากนั้นข้าก็มีพี่สะใภ้แล้ว”
เผยเสี่ยวอวี๋เอียงหน้า ดวงตาที่ไร้เดียงสาคู่หนึ่งเบิกกว้าง พูดในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจจนถึงตอนนี้
เผยจี้รู้ว่าเด็กอายุหกขวบคนหนึ่งความสามารถในการแสดงออกย่อมมีจำกัด จึงไม่ถามต่ออีก เห็นทีจะต้องหาโอกาสไปถามหัวหน้าหมู่บ้านสักครั้งแล้ว
ตอนที่ 20: จบกัน ทำให้ลูกค้ารายใหญ่ขุ่นเคืองเสียแล้ว
“ทำกับข้าวเสร็จแล้ว เสี่ยวอวี๋ไปเรียกแม่ทัพเผยมากินข้าว” จู้เจียงเจียงทำกับข้าวเสร็จ ก็ส่งเสียงเรียกคนในบ้าน
ในบ้านเต็มไปด้วยใบชา เพื่อรักษาความสดและกลิ่นหอมของใบชา พวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีหากกินข้าวข้างนอกได้ก็จะพยายามกินข้างนอก ดังนั้นจึงวางโต๊ะอยู่ในลานบ้านตรงหน้าบ้าน
เริ่มตั้งแต่เมื่อครู่ เผยจี้ก็ถูกกลิ่นหอมของใบชาและกลิ่นหอมของกับข้าวโอบล้อมจนทนรอไม่ไหวแล้ว
เมื่อเขาออกไปยังลานบ้านและเห็นกับข้าวที่วางบนโต๊ะ ความอยากอาหารของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น
ภรรยาของเขาคนนี้มีฝีมือจริงๆ!
“กับข้าวพื้นบ้าน หากแม่ทัพเผยไม่คุ้นเคยในการกินก็โปรดอย่าถือสา”
ในมือจู้เจียงเจียงถือข้าวที่ตักมาพอดีสองถ้วย ถ้วยหนึ่งให้เผยจี้ อีกถ้วยให้ตัวเอง ส่วนเผยเสี่ยวอวี๋ จู้เจียงเจียงให้นางลงมือทำเองห้ามตามใจมากไป
“อยู่ในชนบทเช่นนี้ กลับยังได้กินข้าวมื้อหนึ่งแบบนี้ แม่นางถ่อมตัวเกินไปแล้ว”
เมื่อมองบนโต๊ะแล้วก็จะเห็นกับข้าวจานเนื้อสามอย่าง จานผักหนึ่งอย่าง ข้าวสวยตักเต็มถ้วย เงื่อนไขนี้ไม่สอดคล้องกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเลยสักนิด
คำพูดนี้ของเขา ทำไมจู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกๆ?
เขาหมายความว่าอย่างไร? ชมนางหรือมีความหมายโดยนัย?
อีกอย่าง ชนบทแล้วอย่างไร ตอนพระอาทิตย์ตกทางทิศตะวันตก สายลมพัดอ่อนๆ ต้นกล้าเจริญงอกงาม ทิวทัศน์นี้ก็ดีไม่ใช่หรือ?
“แม่นาง กับข้าวพวกนี้...” เผยจี้ถือตะเกียบขึ้นทว่ากลับไม่รู้จะเริ่มคีบอะไรก่อนดี
แม้เขาจะไม่ได้กินมาทั่วทั้งเจียงหนานตอนเหนือ แต่ก็เคยกินของดีมาไม่น้อย ทว่าอาหารหลายอย่างบนโต๊ะวันนี้ เขากลับไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริงๆ
จู้เจียงเจียงนึกว่าเขารังเกียจเครื่องในหมู ดังนั้นจึงย้ายจานไส้อ่อนผัดขิงให้ห่างจากเขาสักหน่อย “นี่คือกับข้าวบ้านเกิดของข้า ท่านไม่อยากกินก็ลองชิมอย่างอื่นได้”
ขณะกำลังพูด นางก็ยกถ้วยเปล่าตรงหน้าของเขามาตักน้ำแกงให้ “นี่คือน้ำแกงลูกชิ้นบ่อมังกร ท่านลองชิมดู”
“ลูกชิ้นบ่อมังกร?” เผยจี้ตกใจกับชื่อน้ำแกงนี้
ตั้งชื่อเก่งจริงๆ
“หรือก็คือน้ำแกงลูกชิ้นชาเขียว น้ำแกงได้จากการต้มใบชา ใบชาสีเขียวข้างในคือชาสดที่เก็บกลับมาวันนี้”
ถึงอย่างไรก็มีภูเขาชาหลายลูกในมือ ใช้ใบชาทำกับข้าว จู้เจียงเจียงไม่รู้สึกเสียดาย
เห็นน้ำแกงที่นางตักให้ เผยจี้ยกขึ้นดื่มคำหนึ่งอย่างไม่ลังเลสักนิด
กลิ่นหอมอ่อนของชากลบกลิ่นคาวของเนื้อไปจนหมด เหลือทิ้งไว้แต่กลิ่นหอมของเนื้อที่ละลายอยู่ในน้ำชา เมื่อทั้งสองอย่างผสมผสานกัน ก็ทำให้ความสดหวานของน้ำแกงแสดงความสามารถถึงขีดสุด ซดจนหมดถ้วย ทั้งร่างพลันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา
“อร่อยมาก” เผยจี้พยักหน้าให้จู้เจียงเจียงอย่างจริงใจ
จู้เจียงเจียงยิ้มตอบ เริ่มลงมือกินข้าว
สามคน กับข้าวสี่อย่าง เดิมนึกว่าจะกินไม่หมด เก็บไว้ตอนกลางคืนหรือพรุ่งนี้ยังอุ่นกินได้ ใครจะรู้เผยจี้กลับกินจนหมดเกลี้ยง
หรือแม้แต่เครื่องในที่เขา ‘รังเกียจ’ จานนั้น ก็ถูกเขาเอามาคลุกข้าวกินหมดแล้ว
ระหว่างที่กินข้าว ทั้งสามคนคุยแต่เรื่องทั่วไปนิดหน่อยกับภูเขาชาเท่านั้น
จู้เจียงเจียงไม่ได้ถามเผยจี้เกี่ยวกับเรื่องชายแดน เผยจี้ก็ไม่ได้ถามจู้เจียงเจียงเกี่ยวกับเรื่องที่นางแต่งเข้าบ้านนี้ ทั้งสองคนเงียบไม่ยอมพูดออกมา ทั้งหมดเป็นเพราะเผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่ด้วย
จนกระทั่งกินข้าวเสร็จแล้ว ตอนจู้เจียงเจียงเดินส่งเผยจี้กลับ ทั้งสองถึงเริ่มลองใจซึ่งกันและกันรอบที่หนึ่ง
“แม่ทัพเผย ม้าของท่านผูกอยู่ข้างคันนาหน้าหมู่บ้าน ข้าจะพาท่านไป ถือโอกาสไปส่งท่านด้วย”
จู้เจียงเจียงหาข้ออ้างได้แล้ว ก็หันหน้ากลับไปกำชับเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋ เก็บถ้วยตะเกียบแล้ววางตรงนั้น เดี๋ยวข้ากลับมาค่อยล้าง เจ้าไปอาบน้ำนอนก่อนเถอะ”
สาวน้อยวิ่งเล่นอยู่บนภูเขาชาทั้งวัน ตอนกินข้าวก็สัปหงกไปมา ใช้จังหวะที่ฟ้ายังไม่ทันมืดมิด ให้นางชะล้างเหงื่อตามร่างกายของวันนี้เร็วขึ้นหน่อย
“ข้ารู้แล้ว” เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง อุ้มถ้วยตะเกียบหมุนตัววางในกะละมัง
เผยจี้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ความเป็นห่วงในใจที่มีต่อครอบครัว ต่อน้องสาวก็คลายลงไม่น้อย
เสี่ยวอวี๋มีจู้เจียงเจียงดูแล เขาก็สบายใจกลับเมืองหลวงไปรายงานผลได้แล้ว
เพียงแต่ เมื่อไรราชสำนักถึงจะเรียกเขาเข้าเมืองหลวงไปรายงานผลกัน? เขารอมาโดยตลอด รอรายงานผลเสร็จแล้ว เขาก็เปิดเผยสถานะกับตระกูลเผย กลับมาเป็นตัวเองได้
ทั้งสองคนเดินอยู่บนถนนเล็กหน้าหมู่บ้าน พระอาทิตย์ลาลับภูเขาไปแล้ว รอบข้างเริ่มสลัวๆ เสียงกบในทุ่งนาดังรอบทิศ
หลังจากแน่ใจว่ารอบๆไม่มีคน จู้เจียงเจียงถึงเอ่ยปากอย่างลังเลเล็กน้อย “แม่ทัพเผย ในสนามรบคนแซ่เผยมีเยอะมากหรือไม่? ท่านยังรู้จักคนที่แซ่เดียวกันไหม?”
นางพยายามสืบเกี่ยวกับเรื่องของเผยจ้าวอย่างอ้อมๆ
เผยจี้ไม่ได้อ้อมค้อมเหมือนนาง ช่วยนางพูดตรงเข้าประเด็น “เมื่อครู่ได้ยินเสี่ยวอวี๋บอกว่าพี่ชายนางอยู่ชายแดน เจ้าอยากจะถามถึงสามีของเจ้าใช่หรือไม่?”
ตรงแบบนี้เลย? อืม โดนใจนางจริงๆ!
“อืม สามีข้าแซ่เผย ชื่อจ้าว ไม่รู้แม่ทัพเผยเคยเจอเขาไหม? ตอนนี้เขาสบายดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงก็ไม่อ้อมค้อมอีกถามไปตรงๆ
สามีข้า...เผยจี้ได้ยินนางเรียกเขาสองคำนี้ แอบรู้สึกดีใจแปลกๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่ได้
“ความวุ่นวายในชายแดนสงบลงนานแล้ว เหล่าทหารล้วนเดินทางกลับกันแล้ว หากยังไม่กลับ ก็เป็นไปได้อยู่สองอย่าง”
ถึงแม้ในใจจะสุข แต่ภายนอกสำหรับเผยจี้ หน้าที่ก็คือหน้าที่ เขาจึงพูดต่อด้วยความจริงจัง “ข้อหนึ่งตายในสนามรบ สองคือเขาเต็มใจอยู่ค่ายทหารต่อ รับใช้ราชสำนัก”
จู้เจียงเจียงได้ยินคำพูดพวกนี้กลับไม่ได้มีปฏิกิริยามากนัก ตั้งแต่โบราณมาก็มีบทสรุปแค่สองแบบนี้
“งั้นหากตายในสนามรบ ไม่ขอทางราชสำนักหาซากศพกลับมาให้พวกเรา แต่อย่างน้อยก็ควรแจ้งหรือแสดงความเสียใจอะไรทำนองนี้ใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงกำลังบอกบางอย่างเป็นนัยๆกับเผยจี้
ได้ยินคำนี้ เผยจี้ก็ไม่ค่อยสบอารมณ์แล้ว
“แม่นาง คนทั่วไปได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของข้าน้อย ปฏิกิริยาแรกไม่ควรเป็นการอธิษฐานให้สามีตัวเองมีชีวิตรอดกลับมารายงานราชสำนักหรอกหรือ? ทำไมเจ้าถึงถามเรื่องซากศพกับข้าน้อย!”
นางหวังให้เขาตายขนาดนั้นเลย? เขาได้เจ้าสาวแบบไหนมา
ทันใดนั้นน้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง จูเจียงเจียงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย
แต่นี่ก็ไม่แปลก เผยจี้ที่รอดมาจากสนามรบได้ ย่อมเป็นปกติที่จะอ่อนไหวกับเรื่องนี้
“ขอโทษ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” จู้เจียงเจียงขอโทษเขาอย่างจริงใจ “ข้าแค่อยากรู้ว่าสามีของข้ายังมีชีวิตหรือตายไปแล้วกันแน่”
เผยจี้โกรธจนไม่อยากสนใจนาง เร่งฝีเท้าเดินไปยังที่ผูกม้า
จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ จึงทำได้แค่รีบซอยเท้าวิ่งตามไป ก่อนจะนำหน้าเขาไปหนึ่งก้าว ช่วยแกะบังเหียนยื่นให้เขา
เผยจี้รับบังเหียนมา พลิกตัวขึ้นหลังม้า ออกเดินทางอย่างไม่เหลียวหลังกลับ
“แม่ทัพเผย เดินทางระวังตัวด้วย” จู้เจียงเจียงเขย่งเท้าพลางตะโกนใส่แผ่นหลังของเผยจี้ที่กำลังจากไป
จบกัน ทำเขาขุ่นเคืองเสียแล้ว วันหลังหากอยากถามเขาเกี่ยวกับเรื่องชายแดนคงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องให้เขาช่วยนำใบชาไปเมืองหลวงเลย
จู้เจียงเจียงตบหน้าผากด้วยความหงุดหงิด แล้วหมุนตัวกลับบ้าน
ค้าขายรายการใหญ่ นางกลับคุยจนหมดโอกาส
ถึงแม้การค้าขายกับเผยจี้คนนี้จะไม่มีแล้ว แต่การค้าขายกับคนอื่นนางยังต้องตั้งใจทำ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
หลังจากจู้เจียงเจียงจ่ายค่าแรงให้คนในหมู่บ้านที่มาช่วยงาน นางก็เริ่มใช้หม้อเล็กแบ่งผัดใบชาที่บรรดาแขกเก็บกลับมา
ชาของลูกค้าทุกคนต้องผัดแยก ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ดังนั้นปริมาณงานของจู้เจียงเจียงจึงมากกว่าปกติ
นอกจากผัดใบชาและผลิตชาแล้ว นางยังหาคนในหมู่บ้านที่มีฝีมือสองสามคนมาช่วยนางทำกระปุกชา เพื่อใช้มาบรรจุใบชาที่ผัดแล้ว
แบบนี้ตอนส่งให้ลูกค้าที่ซื้อชา พวกเขาก็จะเห็นถึงความจริงใจ นอกจากนี้ยังเสริมเอกลักษณ์ของใบชาให้ดีขึ้น วันข้างหน้าก็จะทำให้ใบชากลายเป็นสินค้าชั้นสูง
จบตอน
Comments
Post a Comment