ตอนที่ 111: นางทนเห็นผู้ชายแข็งแรงแสร้งทำตัวน่าสงสารไม่ได้
ด้วยคนงานที่เผยจี้ให้มา จู้เจียงเจียงใช้เวลาเพียงห้าหกวันก็สร้างกำแพงล้อมบ่อปลาได้สำเร็จ
บ่อปลาพันหมู่ที่ฉ่ำน้ำ แค่มองก็ทำให้คนฮึกเหิม
“ข้าบอกแล้ว เรื่องบ่อปลามอบให้พวกเขาทำก็พอ เจ้ายังดื้อจะลงมาด้วยตัวเองอีก ดูเท้าของเจ้าสิ”
เผยจี้กำลังช่วยจู้เจียงเจียงทายา เมื่อเห็นรอยแตกแห้งที่เท้าของนางเพราะเกิดจากการลงน้ำในหน้าหนาว เขาก็ทั้งห่วงทั้งโกรธ
“ซี้ด~ หมอเทวดาซิวให้ยาอะไรมาเนี่ย ทำไมมันเจ็บแบบนี้?”
จู้เจียงเจียงเจ็บจนอดไม่ได้ที่จะร้องออกมา ช่วยไม่ได้ที่เท้ามีแต่รอยแตกลึก แถมยังมีเลือดไหลซึมออกมาด้วย ดังนั้นตอนทายาย่อมต้องเจ็บมากเป็นธรรมดา
“รู้ว่าเจ็บแล้วทำไมยังลงไปในน้ำอีก!”
เผยจี้แค่ละสายตาจากนางไปแค่วันเดียว นางก็ไปลงน้ำเสียแล้ว พอกลับมาบนเท้าก็มีทั้งแผลจากก้อนหินบาดและแผลจากความเย็น เช่นนี้จะโทษใครได้?
จู้เจียงเจียงรู้ว่าเขาเป็นห่วงนาง จึงไม่กล้าเถียง ทำได้แค่ยอมรับผิดเงียบๆ “ข้าผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีก ข้าให้สัญญากับท่านดีไหม?”
นางชูสามนิ้วขึ้นสาบาน แต่เผยจี้ยังคงทำหน้าดำ ไม่ยอมยกโทษให้นาง
หลังทายาให้นางเสร็จ เขาก็หันหลังเดินลงชั้นล่างไปทันที ใบหน้าแสดงออกถึงความโกรธและไม่อยากสนใจนางอีก
“ทำไมถึงโกรธเป็นจริงเป็นจังขนาดนั้นเล่า” จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเผยจี้จะโมโหขนาดนี้ โน้มน้าวใจอย่างไรก็ไม่หาย
แต่พอคิดดูดีๆ ความรู้สึกแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็มีคนที่ใส่ใจนางขนาดนี้ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
และเป็นเพราะเรื่องนี้ จึงทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กระชับขึ้นอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาหลายวันต่อจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นยามที่พวกอู่จิ้นผิงมากินข้าว หรือชาวบ้านคนอื่นๆ ผ่านไปผ่านมา ก็มักจะได้ยินคำเรียก ‘ท่านพี่’ สองคำนี้จากปากนางบ่อยๆ
“แม่นางจู้ หลังจากเสร็จงานวันนี้ สถานศึกษาก็สร้างเสร็จแล้ว โชคดีที่มีเจ้าดูแล พวกเราสองพี่น้องถึงได้ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข ต้องขอบคุณแม่นางมากๆ”
ใช้เวลาหนึ่งเดือนกว่า ในที่สุดสถานศึกษาก็สร้างเสร็จแล้ว และก็ใกล้จะฉลองปีใหม่พอดี การที่สามารถเสร็จงานก่อนปีใหม่ได้จึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ
โจวสือมองดูอาคารที่สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วทีละหลังตรงหน้า อดที่จะรู้สึกทึ่งไม่ได้ “คิดไม่ถึง หลังสร้างเสร็จจะสวยขนาดนี้ ข้าอยากให้ลูกชายของข้ามาเรียนหนังสือที่นี่ด้วยจริงๆ”
เมื่อก่อนเขาดูแคลนสถานศึกษาชนบทนี้ที่จู้เจียงเจียงสร้าง แต่ตั้งแต่รู้ว่านางเคยเดาข้อสอบขุนนางถูก ทั้งยังมีส่วนร่วมในการตกแต่งสถานศึกษาด้วยตัวเอง เขาก็รู้สึกเสียดายขึ้นมานิดๆ
ถ้าลูกชายเขามาเรียนที่นี่ได้ เขาก็จะมีโอกาสมาที่นี่ได้บ่อยๆ
แต่ได้ยินว่าจู้เจียงเจียงรับสมัครนักเรียนล่วงหน้าตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนแล้ว และทุกคนล้วนเป็นเด็กๆในหมู่บ้าน ลูกชายเขาเกรงว่าจะมาไม่ได้แล้ว
“หากพี่ใหญ่โจวไม่รังเกียจว่าที่นี่เป็นเพียงสถานศึกษาชนบทเล็กๆ ก็ส่งลูกชายของท่านมาได้เลย ข้ายินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง”
จู้เจียงเจียงไม่ได้เรื่องมากอย่างที่เขาคิด ขอแค่เด็กอยากเรียนหนังสือ นางก็รับ!
“จริงหรือ?”
โจวสือไม่อยากจะเชื่อ “แต่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าเจ้าสร้างสถานศึกษานี้ก็เพื่อพวกเด็กๆในหมู่บ้านหรอกหรือ? แถมเจ้ายังไม่เก็บค่าเรียนด้วย พวกเรามาจะเหมาะสมหรือ?”
นักเรียนที่นางรับสมัครล้วนเป็นลูกหลานของคนที่ทำธุรกิจกับนางทั้งนั้น ส่วนพวกเขาตระกูลโจว หลังจากสร้างอาคารนี้เสร็จก็ไม่มีกิจใดให้ต้องติดต่อกับนางอีกแล้ว
“มีอะไรไม่เหมาะสมกัน ถ้าท่านไม่มา วันหลังข้าจะมีหน้าไปขอให้ท่านมาทำงานให้อีกได้อย่างไร?” จู้เจียงเจียงพูดอย่างหยอกเย้า
ที่จริงแล้ว นางไม่ได้มีแค่สถานศึกษาแห่งนี้เพียงอย่างเดียว ยังมีบ้านสำหรับเฝ้าบ่อปลา และโรงเตี๊ยมในอนาคต นางอยากจะสร้างให้หมดเลย
“แม่นางจู้ ยังมีงานอื่นให้ทำอีกหรือ?”
โจวสืออยากจะทำงานให้นางสุดๆ นางจ่ายค่าแรงงานอย่างเต็มที่ แถมยังเลี้ยงอาหารอีกต่างหาก นี่คือเถ้าแก่ในฝันเลยจริงๆ
“ฮูหยิน”
จู้เจียงเจียงกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง เสียงของเผยจี้ก็ดังมาจากด้านหลัง
เมื่อเห็นใบหน้าผ่อนคลายของเขา นางก็รู้ทันทีว่างานที่นางวานเขาให้ไปทำมีความคืบหน้าแล้ว “ได้รับเงินมาแล้วหรือ?”
“อืม” เผยจี้ดึงถุงเงินที่อัดแน่นออกมาจากเอว ยื่นให้นาง
จู้เจียงเจียงไม่ได้เปิดดูและไม่ถามจำนวน นางเชื่อว่าเผยจี้จะต้องตรวจสอบมาแล้วแน่นอน
นางยื่นถุงเงินให้โจวสือ “พี่ใหญ่โจว นี่คือเงินที่ตระกูลอู๋จ่ายชำระให้ท่าน ท่านลองนับดู”
“ตระกูลอู๋จ่ายเงินให้ข้าหรือ?!” โจวสือร้องเสียงดังด้วยความประหลาดใจ
เสียงของเขาดึงดูดความสนใจโจวเซี่ยนมาด้วย สองพี่น้องเปิดถุงออกดู เงินแท่งสีขาวๆ ด้านในสว่างจ้าจนแสบตา “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ใกล้จะปีใหม่แล้ว ข้าเลยวานสามีไปช่วยทวงเงินให้พวกท่าน ให้พวกท่านได้ฉลองปีใหม่กันอย่างมีความสุข” จู้เจียงเจียงทำหน้ายิ้ม พร้อมคล้องแขนเผยจี้
นางรู้ แม้ว่าสองพี่น้องตระกูลโจวจะทำงานให้นาง แต่เงินที่ได้ก็ไม่มากนัก
ดังนั้นเพื่อให้พวกเขาฉลองปีใหม่กันได้อย่างมีความสุข นางจึงให้เผยจี้ออกหน้า ใช้อำนาจของเขาเอาเงินที่ตระกูลอู๋ติดค้างสองพี่น้องตระกูลโจวมา
เมื่อพี่น้องตระกูลโจวเห็นเงินที่คิดว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้คืน กลับมาอยู่ในมือของพวกเขาตอนนี้ ทั้งสองคนก็รู้สึกซาบซึ้งจนเบ้าตาแดงก่ำ คุกเข่าให้จู้เจียงเจียงเสียงดัง *ตุบ*
“แม่นางจู้ เจ้าคือผู้มีพระคุณของพวกเราตระกูลโจวจริงๆ ตระกูลโจวของพวกเรารอดแล้ว!”
ด้วยเงินก้อนนี้ พวกเขาก็สามารถไปรับภรรยาที่หนีกลับบ้านเกิดกลับมาได้แล้ว ลูกมีแม่ พวกเขาก็จะมีครอบครัว
สิ่งเหล่านี้ต้องขอบคุณจู้เจียงเจียง พวกเขารู้สึกซาบซึ้งใจมาก
“อย่าทำแบบนี้เลย รีบลุกขึ้นเร็วเข้า!”
จู้เจียงเจียงไม่ชอบพฤติกรรมของคนสมัยโบราณที่ไม่ว่าอะไรก็คุกเข่าลงแบบนี้จริงๆ นางไม่กลัวว่าพวกเขาจะเจ็บเข่า แต่กลัวว่านางจะอายุสั้นเสียมากกว่า
“พวกท่านรีบนับเงินก่อน ข้ากับสามียังมีธุระต้องขอตัวกลับก่อน พวกท่านรีบลุกเร็ว” จู้เจียงเจียงทิ้งคำพูดแล้วรีบลากเผยจี้หนีอย่างรวดเร็ว
เผยจี้ไม่ได้วิ่งตามนางไป แต่กลับดึงนางไว้ ก้มตัวอุ้มนางขึ้น เดินออกจากสถานศึกษาอย่างสง่าผ่าเผย
“เท้ายังไม่หายดี ทำไมถึงวิ่งมาที่นี่เองอีกแล้ว”
สถานศึกษาห่างจากหมู่บ้านไกลขนาดนี้ นางเดินมาเกรงว่าเท้าคงจะเจ็บอีกแล้วกระมัง
“วันนี้จบงานแล้ว ข้าก็แค่มาดูๆ นี่คือเลือดเนื้อของข้า และเป็นสถานที่เรียนหนังสือของพวกเด็กๆเหมือนกัน ข้าต้องรับผิดชอบต่อพวกเขา” จู้เจียงเจียงพูดอย่างน้อยอกน้อยใจ
“ไม่ใช่สถานที่ที่ลูกของเจ้าจะมาเรียนเสียหน่อย เจ้าจะทุกข์ร้อนขนาดนี้เพื่ออะไร!”
“ใครว่าไม่ใช่ ลูกของข้าวันหน้าก็ต้องมาเรียนหนังสือที่นี่เช่นกัน” จู้เจียงเจียงพูดโดยไม่ทันได้คิด ก็พลันโต้ตอบเขาไปเสียแล้ว
เผยจี้เม้มปากแอบยิ้ม ที่เขาต้องการก็คือประโยคนี้ของนาง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ฮูหยิน พวกเราต้องพยายามกันสักหน่อยใช่หรือเปล่า รีบคลอดลูกสักคน”
ครั้งนี้ จู้เจียงเจียงไม่ได้ตกไปในหลุมพรางที่เขาวางไว้
“ท่านแม่ทัพ เราเคยสัญญากันแล้ว ตอนนี้ยังไม่พร้อมจะมีลูก…”
“ไม่มีลูก แต่ข้าขอขึ้นเตียงของเจ้าด้วยได้ไหม?” เผยจี้พูดแทรกไม่รอให้นางพูดจบ ก่อนจะหยุดฝีเท้าจ้องมองนางเขม็ง
ตั้งแต่ครั้งก่อนหลังจากกอดนางนอนหลับไป เขาก็คิดถึงความรู้สึกนี้อยู่ทุกคืนวัน
กลางคืนฤดูหนาวยิ่งเหน็บหนาว ความคิดนี้ของเขาก็ยิ่งรุนแรง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือชายหนุ่มไฟแรงคนหนึ่ง
ทุกคืนเขาทำได้แค่นอนบนพื้นมองนางนอนหลับ เขาอดทนอย่างยากลำบากจริงๆ
“ทำไมท่านต้องพูดเสียงดังแบบนี้” จู้เจียงเจียงหน้าแดงเพราะคำนี้ของเขา มองรอบๆอย่างตื่นตกใจ โชคดีรอบข้างไม่มีคนเดินผ่าน
“งั้นเมื่อไรเจ้าถึงจะให้ข้านอนบนเตียงได้สักที บนพื้นมันทั้งหนาวและแข็งจริงๆ” ไม้แข็งไม่ได้ก็ต้องไม้อ่อน แต่ไหนแต่ไรจู้เจียงเจียงก็เป็นคนชอบกินอ่อนไม่กินแข็ง
“ทะ...ท่าน อย่างน้อยท่านก็ต้องให้ข้าเตรียมใจสักหน่อยสิ ท่านบีบบังคับข้าแบบนี้ ข้าก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน” จู้เจียงเจียงพูดด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ
นางทนเห็นผู้ชายแข็งแรงแสร้งทำตัวน่าสงสารต่อหน้านางไม่ได้จริงๆ!
ตอนที่ 112: บทเพลงและบทความจะเทียบกันได้อย่างไร
“ผู้อาวุโสอู่ ข้าจะเข้าเมืองไปซื้อของใช้ปีใหม่ อยากให้ข้าช่วยซื้ออะไรมาฝากบ้างไหม?”
จู้เจียงเจียงกำลังวางแผนจะเข้าเมือง ตอนออกจากบ้านเห็นอู่จิ้นผิงนั่งมองออกไปยังทุ่งนาไกลๆ อยู่บนระเบียงชั้นสองของหอจินชิว จึงถามเขาไปหนึ่งประโยค
ไท่ช่างหวงช่างเอาแต่ใจ วันส่งท้ายปีเก่าก็ไม่ยอมกลับเมืองหลวงไปฉลอง ดื้อดึงจะทนลำบากอยู่หมู่บ้านเล็กๆนี้ของพวกเขา
โลกของคนรวย นางไม่เคยเข้าใจเลยจริงๆ
“พวกเจ้าจะออกบ้านหรือ?”
เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงและกลุ่มเด็กๆ บ้านเล็กทางทิศเหนือเหล่านั้นอยู่ชั้นล่าง อู่จิ้นผิงฉุกคิดขึ้นได้ก็อยากไปพร้อมกับพวกเขาด้วย
เขาอยู่ที่นี่มีองครักษ์ลับคุ้มกันอยู่ในมุมมืดตลอดเวลา ถึงแม้จะมองไม่เห็นคนแต่ก็รู้สึกกดดันอยู่ตลอด ทำให้เขาสัมผัสถึงบรรยากาศของการฉลองปีใหม่ไม่ได้เลย
ดังนั้นเขาอยากลองกลมกลืนทางตระกูลเผย ไปลองสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวบ้านทั่วไปว่าเป็นอย่างไร
“บังเอิญจริงๆ ข้าก็อยากไปด้วย”
เมื่อมีไท่ช่างหวงและฉินเฟิงเข้าร่วมด้วย เดิมทีรถม้าก็บรรทุกคนได้ไม่มากอยู่แล้ว ยิ่งแน่นขนัดเข้าไปใหญ่
ช่วยไม่ได้ จู้เจียงเจียงและเผยจี้จำต้องขึ้นรถม้าของอู่จิ้นผิงไป ให้เผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องเก้านั่งรถม้าบ้านตัวเอง
รถม้าเพิ่งเคลื่อนออกหมู่บ้านได้ไม่นาน ในรถม้าของตระกูลเผยด้านหลังก็มีเสียงเพลงแปลกๆ แว่วดังออกมา
นั่นคือบทเพลงใหม่ที่จู้เจียงเจียงสอนพวกเขาร้อง เพื่อที่จะเปิดหอจ้าวเซิงใหม่อีกครั้ง
“♪ เสียงประทัดดัง ปุ้งปั้ง ปุ้งปั้ง เสียงฆ้องและกลองดังก้องฟ้า ตึงตัง ตึงตัง พี่สาวจ้าตีฆ้องหน่อย ติงตัง ติงตัง น้องสาวร้องเพลงให้ดังก้องกังวาน…♪ ”
จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงก็อดไม่ได้ที่จะดีดนิ้วตาม โยกศีรษะและฮัมเพลงคลอเบาๆ
ถึงแม้จะเคยเห็นจู้เจียงเจียงทำของเล่นแปลกใหม่ออกมาไม่น้อย ทั้งยังเคยเห็นบทงิ้วที่นางเขียน แต่อู่จิ้นผิงก็ยังคงถูกดึงดูดเสมอ
ตลอดทางลงใต้ เขาเดินทางผ่านสถานที่มามากมาย แต่เหมือนจะมีแค่เมืองเจียงหนานที่มอบความแปลกใหม่ให้เขาได้ทุกวัน
หรืออาจจะพูดได้ว่า เพราะมีคนอย่างจู้เจียงเจียงอยู่ที่เมืองเจียงหนาน จึงทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ได้ในทุกวัน ทำให้คนดูอ่อนวัยลงไม่น้อย
“แม่นางจู้ หรือนี่ก็เป็นบทประพันธ์ของเจ้า?” ถึงแม้อู่จิ้นผิงจะใช้เสียงสงสัย แต่ในใจเขาก็มั่นใจแล้วว่าเป็นนาง
จูเจียงเจียงพยักหน้ายิ้มแล้วถามพวกเขาว่า “เพราะหรือไม่? เพลงนี้มีชื่อว่า 《ยินดีต้อนรับปีใหม่》เข้ากับบรรยากาศมากเลยใช่หรือไม่?”
“เข้ากับบรรยากาศมาก”
อีกสามวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว จะไม่เข้ากับบรรยากาศได้อย่างไร
“แม่นางจู้ ได้ยินว่าเจ้าเคยร้องเพลงเกี่ยวข้าว เพลงอ่านหนังสือ เพลงเก็บใบชา ตอนนี้ยังมีเพลงปีใหม่ ที่จริงแล้วเจ้ายังมีอีกกี่บทเพลงกันแน่?”
เรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับจู้เจียงเจียง คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างเขย่าตะแกรงบอกอู่จิ้นผิงจนหมดเปลือกไปนานแล้ว
เขาชอบบทเพลงแนวนี้มาก เทียบกับเสียงกล่อมนอนช้าๆในวังเหล่านั้น เขาชอบฟังพวกที่ทำให้จิตใจร่าเริงแบบนี้มากกว่า
“เอ่อ เรื่องนี้...”
จู้เจียงเจียงแสร้งทำเป็นคิดใคร่ครวญ ก่อนจะยิ้มกว้าง “ที่จริงแล้วเรื่องราวทุกอย่างบนโลกนี้สามารถร้องออกมาเป็นเพลงได้ เหมือนกับบทความนั่นแหละ ล้วนเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมไม่ใช่หรือ?”
ในฐานะบุตรชายของราชครู ฉินเฟิงเมื่อได้ยินคำนี้เขาก็นั่งไม่ติดเสียแล้ว “บทเพลงจะเทียบกับบทความได้อย่างไร แม่นางจู้อย่าพูดให้ขำเลย”
บทความนับว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า จะนำมาเปรียบเทียบกับเสียงดนตรีเพื่อความบันเทิงที่ทำให้ทุกคนสนุกแบบนี้ได้อย่างไร นั่นมันมิใช่การลดค่าตัวเองหรือ?
“โอ้? ดูเหมือนคุณชายฉินจะไม่เห็นด้วย?” จู้เจียงเจียงไม่ได้โต้แย้งกับฉินเฟิงโดยตรง ถึงอย่างไรความคิดของพวกเขาต่างยุคสมัยกัน มีความคิดเห็นไม่ตรงกันเป็นเรื่องปกติ
“ถ้าอย่างนั้น ลองมาแข่งกันดูสักตั้งเป็นอย่างไร?” นางพูดเสนอ
“ได้!”
ฉินเฟิงยังไม่ทันได้อ้าปาก อู่จิ้นผิงก็ตบต้นขาตอบรับแทนเขาก่อนแล้ว
“แม่นางจู้ ข้อเสนอนี้ดี ฉินเฟิง เจ้าก็สู้กับนางสักครั้ง ถือว่าเล่นสนุกเถิด”
นี่เขานับว่าถูกบังคับให้ทำได้ไหม? ฉินเฟิงรู้สึกอึดอัดในใจเล็กน้อย ไม่ก็กล้าแสดงออกทางสีหน้า “ฉินเฟิงรับบัญชา แม่นางจู้ ช่วยกำหนดวันเวลาให้ด้วย”
“ให้ข้ากำหนดหรือ? งั้นข้าต้องดูก่อนว่าข้ามีเวลาว่างวันไหน...”
จู้เจียงเจียงพูดๆอยู่ก็หยิบปฏิทินที่นางทำเองออกมาจากไหนไม่รู้ ก้มหน้าเปิดดูวันที่
เห็นสิ่งของในมือนาง คนอื่นๆในรถม้าต่างก็แสดงถึงความสงสัย
อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงสงสัยว่าสิ่งที่อยู่ในมือของนางคืออะไร ส่วนเผยจี้สงสัยว่านางหยิบออกมาจากที่ไหน เมื่อครู่ก็ไม่เห็นว่านางจะหยิบสิ่งนี้ออกบ้านมาด้วย
“หลายวันนี้ข้าต้องเตรียมของสำหรับปีใหม่ ตอนปีใหม่ข้าต้องไปปรับคุณภาพดินในบ่อปลา แล้วยังต้องหาคนงาน ตกแต่งสถานศึกษา ย้ายที่ปลูกต้นกล้า จากนั้นยังต้องทำนา...”
จู้เจียงเจียงพลิกเปิดปฏิทินช่วงสามเดือนที่จะถึงหนึ่งรอบ แต่ก็หาวันว่างไม่ได้สักวัน
เมื่อครู่นางตอบตกลงอย่างบุ่มบ่ามไปหน่อยหรือไม่นะ?
ปีนี้เก็บเงินได้นิดหน่อย ทั้งยังทำการเตรียมการไว้มากมาย ปีหน้าจะเป็นปีที่งานของนางเติบโตเร็วที่สุด ดังนั้นตลอดฤดูใบไม้ผลิดูเหมือนนางจะไม่มีเวลาว่างเลย
จู้เจียงเจียงรู้สึกเขินอาย
“เอ่อคือ… เรื่องเมื่อครู่พวกเราถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นได้หรือไม่?” นางยิ้มแหยๆ แล้วถามเสียงอ่อย
“...” สามคนในรถแค่ฟังก็รู้แล้วว่านางยุ่งมาก
เป็นแค่เด็กผู้หญิงอายุไม่มากคนหนึ่งแท้ๆ ทำไมถึงมีอะไรให้ทำเยอะแยะขนาดนี้!
“แม่นางจู้ ของบนมือเจ้าให้ข้าดูหน่อยได้ไหม?” อู่จิ้นผิงเคยเห็นนางทำตำราคู่มือเล่มใหญ่เกี่ยวกับเรื่องการเกษตร ดังนั้นเมื่อเห็นว่าในมือนางมีของใหม่ก็อดที่จะสนใจไม่ได้
ปฏิทินนี้ไม่ใช่ความลับส่วนตัวอะไร จู้เจียงเจียงจึงยื่นให้เขาดู
ปฏิทินเล่มนี้ ไม่เพียงบันทึกเรื่องที่นางเคยทำในอดีตเท่านั้น แต่ยังทำการวางแผนอนาคตเอาไว้ด้วย ทุกรายการทำได้ชัดเจนมาก แค่ดูก็เข้าใจ
นอกจากรายการในตาราง บางครั้งนางยังเขียนความรู้สึกหรือหมายเหตุเพิ่มเติมลงในช่องว่างข้างๆ ถึงขั้นบ่นลงไปในนั้นด้วยซ้ำ
พูดถึงการบ่นจุกจิกแล้วละก็ ย่อมขาดไม่ได้ที่จะบ่นเกี่ยวกับอู่จิ้นผิงและฉินเฟิง
“ตาแก่นั่น วันนี้บ่นกับข้าวที่ข้าทำว่ารสจัดไป โธ่! เขาไม่อยากกินก็ไม่ต้องกินสิ...”
อู่จิ้นผิงอ่านข้อความบ่นที่นางเขียนออกมา แล้วยังถามต่อหน้านาง “ในนี้บอกว่าตาแก่ คือข้าหรือ?”
เขาจำได้ เหมือนเขาเคยบอกว่านางทำกับข้าวรสจัดไป เพราะว่าเขาอายุมากแล้ว กินกับข้าวรสจัดขนาดนั้นไม่ได้
“ผู้อาวุโสอู่โปรดไว้ชีวิต คือว่า...เอ่อ... อันที่จริง…ก็แค่บ่นเล่นๆน่ะเจ้าค่ะ...” จู้เจียงเจียงพูดติดๆขัดๆ คิดอยู่นานก็หาเหตุผลข้ออ้างที่จะให้ตัวเองรอดไม่ได้
“อันนี้คืออะไรอีก?” อู่จิ้นผิงชี้ไปที่สัญลักษณ์ด้านบนแล้วถาม
“นี่คือตัวเลข นี่คือยี่สิบห้า” จู้เจียงเจียงตอบอย่างคล่องแคล่วราวกับกำลังไถ่บาป
“วันที่ยี่สิบห้า เดือนก่อน...” อู่จิ้นผิงลูบคางเริ่มรำลึกความทรงจำ “วันนั้นใช่มื้อที่กินหม้อไฟที่เจ้าทำหรือเปล่า?”
เขาจำได้แม่นจริงๆ!
จู้เจียงเจียงไม่กล้าพูดอะไร ทำได้แค่ยิ้มตอบรับ
“หม้อไฟนั้นเผ็ดเกินไป ข้าแค่กินไม่ไหว หากเป็นฮ่องเต้ละก็ เขาต้องชอบแน่นอน” นึกไม่ถึงว่าอู่จิ้นผิงจะไม่ได้คิดบัญชีกับนาง แต่เริ่มคุยถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
แต่ว่า…นั่นคือฮ่องเต้นะ บอกจะมาก็มาได้เสียที่ไหน
หม้อไฟนี้ กลัวว่าชาตินี้ฮ่องเต้ก็คงไม่มีโอกาสได้เสวยหรอก
จู้เจียงเจียงแอบแขวะอยู่ในใจอีกครั้ง แต่ที่นางไม่รู้ก็คือ ความคิดนี้ของนาง อีกไม่นานก็จะถูกตบหน้า
ฮ่องเต้ไม่เพียงแค่มา แต่ยังหลงรักที่นี่อีกด้วย!
ตอนที่ 113: ในอนาคตของเจ้ามีข้าอยู่ด้วยหรือไม่?
“แม่นางจู้ เหตุใดสมุดบันทึกประจำวันนี้ถึงเริ่มตั้งแต่เดือนสามปีนี้ ก่อนหน้านี้หายไปไหนเล่า?”
อู่จิ้นผิงเปิดดูปฏิทินของจู้เจียงเจียงจนหมดเล่ม จากบันทึกเล่มนี้ เขารู้ได้อย่างชัดเจนว่านางเคยทำอะไรมาบ้าง
เพียงแต่ ในเมื่อนางมีนิสัยละเอียดรอบคอบและวางแผนชีวิตได้ดีขนาดนี้
เช่นนั้นทำไมปฏิทินเล่มนี้ถึงเริ่มตั้งแต่เดือนสาม แล้วก่อนหน้านี้เล่า?
คำถามนี้ ช่างถามได้ตรงประเด็นจริงๆ
หรือจะให้นางบอกพวกเขาว่านางเพิ่งข้ามมิติมาที่นี่เมื่อเดือนสามของปีนี้? ก็ต้องไม่ได้อยู่แล้ว!
“เพราะเดือนสามปีนี้ข้าเพิ่งแต่งงานมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ปฏิทินเล่มก่อนตอนอยู่ตระกูลจู้ถูกข้าโยนทิ้งไปแล้ว แต่งงานแล้วก็เริ่มต้นชีวิตใหม่ บอกลาสิ่งเก่าต้อนรับสิ่งใหม่ ไม่ถูกหรือ?”
จู้เจียงเจียงพูดโกหกหน้าตาย
“ฮูหยิน เมื่อก่อนข้าไม่ได้อยู่ด้วย ทำให้เจ้าต้องทนลำบากแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี” เผยจี้ไม่รู้เป็นบ้าอะไร จู่ๆ ก็อ้าปากพูดเสียงเศร้ากับจู้เจียงเจียง
หลังจากที่เขาได้ดูปฏิทินของนางแล้วถึงได้รู้ ที่แท้ช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่ นางใช้ชีวิตอย่างยากลำบากมากมายเพียงใด
ในทุกๆวัน ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างนางก็ต้องตื่นไปตั้งร้านแผงลอย กลับมายังต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งจากคนในหมู่บ้าน นางลำบากมากจริงๆ
จู้เจียงเจียงปล่อยให้เผยจี้กุมมือนางไว้ แล้วหันไปยิ้มแบบมีมารยาทให้เขาอย่างเป็นทางการ
ไอ้หมอนี่ ไม่ได้ดูสถานการณ์เลยหรืออย่างไร ตอนนี้ใช่เวลามาแสดงความหวานกันหรือ?!
อย่างที่คาดไว้ สายตาของอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงที่มองมาที่พวกเขาต่างเต็มไปด้วยความหยอกล้อ
“ไม่คิดเลยว่าแม่นางจู้จะผ่านความยากลำบากมาขนาดนี้ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก เก่งกาจมากจริงๆ!”
เมื่อได้อ่านเหตุการณ์ที่จู้เจียงเจียงเคยประสบ อู่จิ้นผิงก็เหมือนได้เห็นตัวเองในวัยเยาว์
นี่ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียดายอีกครั้ง ที่ได้รู้จักจู้เจียงเจียงช้าเกินไป
“แต่ว่า ฤดูใบไม้ผลิปีนี้เจ้ามีเรื่องต้องทำมากมายขนาดนี้เลยหรือ?” ฉินเฟิงมองแผนการในอนาคตอีกสามเดือนของนาง เขียนถี่ยิบเต็มไปหมด ดูแล้วก็ปวดหัว
ผู้หญิงคนหนึ่ง ทั้งยังเป็นหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว นางไม่คิดจะอยู่บ้านเย็บปักถักร้อย ทำอาหาร ดูแลสามี เลี้ยงลูกเลยหรืออย่างไร ในตารางของนางนั้นมีแต่เรื่องที่ผู้ชายควรทำ
ทำไมดูเหมือน ในชีวิตของนางไม่จำเป็นต้องมีผู้ชายก็ได้
“ผ่านไปอีกสักสองสามปี ก็น่าจะผ่อนคลายลงได้นิดหน่อยกระมัง” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ
เรื่องแค่นี้นับว่าสบายมาก อยู่ที่นี่นางบุกเบิกกิจการได้ ถ้าประสบความสำเร็จก็จะได้อิสระทางการเงิน ถึงเวลานั้นอยากพักอย่างไรก็พักแบบนั้น
หากเป็นชาติก่อน นางคงจะต้องเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต
จู้เจียงเจียงพอใจกับชีวิตในตอนนี้มากแล้ว ถึงแม้ว่าในปฏิทินของนางจะยังมีเรื่องมากมายก่ายกองที่ต้องทำ แต่นางก็รู้สึกมีความสุขมาก
“ผ่านไปอีกสักสองสามปีหรือ?”
ฉินเฟิงพลิกปฏิทินของจู้เจียงเจียงดูอีกรอบ เงยหน้าถามว่า “ทำไมแผนการในอนาคตของเจ้าถึงไม่มีพี่เผยและลูก?”
คำถามนี้ ทำให้ในสมองของจู้เจียงเจียงรู้สึกตัวตื่นทันขึ้นมาทันที
นางแอบเหล่มองเผยจี้ เห็นเขามองมาที่นางด้วยสีหน้ารอคำตอบ นางก็รู้สึกผิดจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง
โชคดี ในขณะที่นางกำลังคิดไม่ออกว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร รถม้าก็มาถึงตัวเมืองพอดี
ด้วยความรู้สึกผิด จู้เจียงเจียงจึงรีบลงจากรถม้าไปหาพวกเผยเสี่ยวอวี๋ เพื่อไปซื้อของใช้ในช่วงวันปีใหม่
แน่นอนว่าอู่จิ้นผิงต้องไปหาหวังไท่เฟยที่โรงเตี๊ยมในเมืองก่อน ฉินเฟิงย่อมตามไปด้วย จู้เจียงเจียงก็พอจะเข้าใจได้ แต่ทำไมเผยจี้ต้องไปด้วย?
“พี่สะใภ้ พี่ชายโกรธอยู่หรือเปล่าเจ้าคะ?”
เผยเสี่ยวอวี๋มองแค่แวบเดียวก็รู้ เผยจี้ตอนนี้อารมณ์ไม่ดี
จู้เจียงเจียงจูงมือเผยเสี่ยวอวี๋ มองด้านหลังเผยจี้ที่กำลังจากไป ไม่รู้คิดอะไรอยู่ “พวกเราไปซื้อของใช้ช่วงปีใหม่ก่อนเถิด พอกลับบ้านข้าค่อยถามพี่ชายเจ้าอีกครั้ง”
นางรู้ว่าทำไมเผยจี้ถึงโกรธ แต่นางจะทำอะไรได้?
เมื่อกลุ่มของน้องเก้ามาถึงตัวเมือง ก็เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องไปเยี่ยมโจวเหลียง จู้เจียงเจียงเดินตามอยู่ข้างหลังพวกเขาตลอดทาง ใบหน้าแสดงออกถึงความกังวลใจ จนไม่สามารถตั้งสมาธิได้
ตอนซื้อของใช้ปีใหม่อยู่ นางก็เอาแต่ลืมรับเงินทอนจากพวกเถ้าแก่ ทำให้พวกเถ้าแก่เกือบจะต้องวิ่งตามพวกเขามาสามถนน
ปีนี้เมืองเจียงหนานประสบภัยพิบัติ ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นจึงมีคนในเมืองออกมาซื้อของใช้ในช่วงปีใหม่น้อยมาก นอกจากคนในเมืองบางคน
ในตลาดคึกคักก็จริง แต่กลับไม่ได้มีคนเบียดเสียดมากมายนัก ไม่นานจู้เจียงเจียงและพวกเด็กๆก็ซื้อของปีใหม่จนครบ
ตอนขากลับ พวกเขาไปหาอู่จิ้นผิงที่โรงเตี๊ยม อู่จิ้นผิงบอกว่ามีเรื่องด่วนเลยไม่ได้กลับหมู่บ้านพร้อมพวกเขา เผยจี้ก็เช่นกัน
พอกลับถึงบ้าน เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กๆ ต่างก็เปิดของทั้งหมดอย่างดีใจ ตกแต่งบ้านตระกูลเผยและบ้านเล็กทางทิศเหนือจนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวันปีใหม่
ตอนมื้อเย็น จู้เจียงเจียงทำกับข้าวอร่อยเต็มโต๊ะ
นางและเผยเสี่ยวอวี๋กำลังรอเผยจี้กลับมากินข้าวอยู่ แต่ว่ารอจนฟ้ามืดก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
“เสี่ยวอวี๋ พวกเรากินกันก่อนเถิด ข้าเก็บข้าวไว้ให้พี่ชายเจ้าแล้ว”
จู้เจียงเจียงหยิบถ้วนชามใบใหม่มาแบ่งกับข้าวเก็บไว้ให้เผยจี้ จากนั้นจึงนั่งกินข้าวกับเผยเสี่ยวอวี๋
เมื่อกินข้าวเสร็จ เผยเสี่ยวอวี๋ก็ไปอาบน้ำนอน ส่วนจู้เจียงเจียงยังรออยู่
จู้เจียงเจียงรอจนกระทั่งดึกดื่น น้ำต้มใช้อาบน้ำร้อนจนเย็น เย็นแล้วก็ต้มใหม่ เผยจี้ก็ยังไม่กลับมา นางจึงดับไฟบนเตาแล้วไปอาบน้ำ
“จริง ๆ เลย ไม่กลับก็ไม่บอกกันก่อน!”
ตอนขึ้นชั้นบน จู้เจียงเจียงก็บ่นถึงเขาออกมาเบาๆ
แต่นางไม่รู้เลยว่า เผยจี้กลับมาถึงบ้านนานแล้ว อีกทั้งยังกำลังนอนอยู่บนเตียงของนาง
จู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าเขากลับมาแล้ว หลังจากนางปิดประตูห้อง เป่าเชิงเทียนในมือ วางมันบนโต๊ะ ก่อนจะเดินคลำทางไปจนถึงข้างเตียง และเตรียมนอน
ในตอนที่นางกำลังยื่นมือไปควานหาผ้าห่ม จู่ๆ มีมือหนึ่งยื่นมาจากเตียงดึงนางลงไป
จากนั้นก็พลิกตัว ทำให้นางถูกคนผู้นั้นกดไว้ใต้ร่าง
“ใคร?” จู้เจียงเจียงถามเสียงเบา
กลิ่นเหล้าฉุนเตะจมูก นางรู้ว่าคนผู้นี้ดื่มเหล้ามา
หรือสัตว์เดรัจฉานขี้เหล้าคนนี้จะทำอะไรนาง?
“ช่วย...” จู้เจียงเจียงกำลังจะเรียกคน แต่ปากของนางถูกมือของคนผู้นี้ปิดไว้
“ฮูหยิน ข้าเอง”
เผยจี้ล้มตัวลงบนร่างของนาง น้ำเสียงเบามาก แต่เสียงหายใจหอบแรง ตอนพูดไอร้อนในปากเขาพ่นรดต้นคอนางไม่หยุด ทำให้นางคันยุบยิบ
จู้เจียงเจียงยกมือขึ้นผลักมือของเขาออก เขาปล่อยมือออกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ปิดปากนางอีก
“ท่านแม่ทัพกลับมาตั้งแต่เมื่อไร? เหตุใดถึงดื่มเหล้า?”
“ฮูหยิน ในอนาคตของเจ้ามีข้าอยู่ด้วยหรือไม่?”
เผยจี้พูดคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจมาทั้งคืนออกมา น้ำเสียงเศร้าแกมผิดหวังกว่าเมื่อครู่ ดูเหมือนตอนพูดถึงเรื่องนี้ เขาไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย
นางรู้ดีว่าเขาต้องรู้สึกแย่แน่ๆ ที่ในปฏิทินของนางไม่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่เลย
“ท่านแม่ทัพลุกขึ้นก่อน คำถามนี้ รอท่านหายเมาแล้วพวกเราค่อยคุยกันดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงพยายามผลักเขา แต่เผยจี้ตัวหนักมากจริงๆ ไม่ว่าอย่างไรนางก็ผลักไม่ออก
“เจ้าเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพเสมอ มันง่ายกว่าที่จะเรียกข้าว่าสามีสินะ” เผยจี้ดูถูกตัวเอง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจเล็กน้อย
เขาไม่อยากเป็นแม่ทัพคนนี้แล้วจริงๆ
ตอนที่ 114: ท่านแม่ทัพที่ถูกถีบตกเตียงตั้งแต่เช้า
“ท่านพี่ ลุกขึ้นมาก่อนเถิด รอท่านหายเมาก่อน แล้วพวกเราค่อยมาคุยปัญหาเรื่องนี้กันดีๆอีกครั้งดีหรือไม่?”
จู้เจียงเจียงเปลี่ยนคำเรียก เอ่ยปากอีกครั้งอย่างอดทน
แต่เผยจี้กลับไม่สนใจ ยังคงนอนทับอยู่บนตัวนาง นิ่งสนิทไม่ยอมขยับไปไหน
มือของเขาที่วางอยู่บนศีรษะนางค่อยๆลูบคลำเส้นผมของนางเบาๆ ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงรู้ว่า ไม่ใช่เขาไม่ได้ยิน แค่เขาแค่ไม่อยากตอบเท่านั้น
“อาจ้าว?” นางลองเรียกเขา
อย่างที่คิด เมื่อได้ยินจู้เจียงเจียงเรียกเขาแบบนี้ เผยจี้ก็มีการตอบสนองแล้ว
เขาหันหน้ามา ริมฝีปากแทบจะแนบชิดใบหูของนาง ก่อนใช้เสียงกระซิบกระซาบตอบรับนางคำหนึ่ง “หืม?”
“…” นางรู้อยู่แล้วว่าเขากำลังเล่นลูกไม้หน้าด้านๆ “คืนนี้ท่านจะนอนด้านในหรือด้านนอก?”
จู้เจียงเจียงยอมแพ้แล้ว เขาดื่มเหล้าไปแค่ไม่กี่จอกก็ทำให้นางยอมแพ้ได้แล้ว!
แผนการร้ายของเผยจี้สำเร็จ หัวเราะในลำคออย่างพึงพอใจ จากนั้นพลิกตัวไปนอนริมเตียง ปล่อยให้นางนอนด้านใน
ด้านในถูกเขาอุ่นให้แล้ว นี่ยิ่งทำให้จู้เจียงเจียงปักใจเชื่อมากขึ้นว่าเขาจงใจแกล้งนาง
ผู้ชายคนนี้ลูกไม้เยอะจริงๆ!
แต่นางกลับเต็มอกเต็มใจตกหลุมพรางของเขา ช่างไม่มีศักดิ์ศรีเลย “ท่านถอดเสื้อผ้าก่อนค่อยนอน เสื้อนอกสกปรกแบบนี้จะเปื้อนเตียงของข้าได้”
“ฮูหยินช่วยข้าถอดหน่อย” เผยจี้ลุกขึ้นนั่ง กางแขนทั้งสองข้างออกให้นาง
จู้เจียงเจียงถอนหายใจ แล้วเอื้อมมือไปคลายเข็มขัดให้เขา ก่อนถอดเสื้อนอกของเขาออก “เสร็จแล้ว”
พูดคำนี้จบ แขนทั้งสองที่กางอยู่ของเผยจี้ก็กอดนางไว้ในอ้อมอก ดึงนางลงนอนด้วยกัน
เขาหาท่าที่สบายแล้วกอดนางไว้ หลับตาเข้าสู่ห้วงนิทรา
คืนนี้เขาได้นอนบนเตียงก็พึงพอใจมากแล้ว จะเอาเปรียบกว่านี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจากนิสัยเดือดดาลชอบใช้อารมณ์ของจู้เจียงเจียง มีความเป็นไปได้มากว่าเขาจะถูกเตะลงไปนอนที่พื้นอีกครั้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงตื่นนอนก่อน แต่นางดิ้นออกจากอ้อมกอดของเผยจี้ไม่ได้ ทำได้แค่ถลึงตารอเขาตื่น
อันที่จริงเผยจี้ตื่นนานแล้ว เขาก็แค่ไม่อยากปล่อยนางไปเท่านั้น เพียงแต่ภรรยาของเขาดูจะซื่อเกินไปหน่อยหรือไม่ นานขนาดนี้กลับยังไม่สังเกตเห็นว่าเขาแสร้งทำ
เผยจี้คิดถึงตรงนี้ อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา
จู้เจียงเจียงถึงได้รู้ว่าที่แท้เขาตื่นอยู่ก่อนแล้ว
นางรู้สึกว่าถูกหลอก โกรธจนถีบเผยจี้ตกเตียง จากนั้นก็ยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า “ท่านพี่ควรตื่นมาฆ่าหมูฉลองปีใหม่ได้แล้ว”
“ได้ ฆ่าหมู”
เผยจี้ไม่โกรธเล่นตามน้ำ
เขานึกว่าฆ่าหมูของจู้เจียงเจียงคือการล้อเล่น จึงพูดออกมาขำ ๆ แต่คิดไม่ถึง ชั้นล่างมีหมูตัวหนึ่งกำลังรอเขาไปฆ่าจริงๆ!
“ฮูหยินจะฆ่าหมูจริงๆหรือ?” เขายังไม่เคยฆ่าหมูมาก่อน!
จู้เจียงเจียงยักไหล่ ยื่นมีดสั้นที่ใช้ฆ่าหมูให้เขา “จริงสิ เมื่อวานเข้าเมือง ข้าไปจองกับเถ้าแก่หนิวมา ท่านพี่เชิญ”
อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงได้ยินมาว่าวันนี้บ้านตระกูลเผยจะฆ่าหมู ก็วิ่งมาดูอย่างสนใจ
ไม่เพียงแค่พวกเขาสองคน คนแก่ผู้ชายผู้หญิงแม้กระทั่งเด็กที่ว่างในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงล้วนวิ่งมาดูกันหมด
การฆ่าหมูเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงกลิ่นอายปีใหม่ได้ดีที่สุด พวกเขาไม่มีเงินซื้อหมูมาฆ่าเอง แต่มาดูก็ไม่เสียหายอะไร
“เป็นอะไรไป หรือท่านไม่กล้า?”
จู้เจียงเจียงเห็นเผยจี้ยืนนิ่งอยู่นานไม่ขยับ จึงหยอกล้อเขา “แม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งคนหนึ่ง ขี่ม้าสู้รบอย่างองอาจ คิดไม่ถึงว่าแค่หมูตัวหนึ่งกลับไม่กล้าฆ่า ถ้าใครรู้เข้าเขาจะหัวเราะเยาะเอาได้นะ”
เผยจี้จะมองไม่ออกได้อย่างไร ว่านางกำลังแก้แค้นเรื่องเมื่อคืนที่เขาเล่นลูกไม้ขึ้นเตียงนางหน้าตาเฉย!
“หมูแค่ตัวเดียว ฮูหยินจงดูฝีมือข้า!”
เผยจี้ทิ้งมีดสั้นที่นางยื่นมา เปลี่ยนเป็นดาบยาวของตัวเอง แทงเข้าไปที่คอหมูในครั้งเดียว
ขาทั้งสี่ของหมูตัวนั้นกระตุกไม่กี่ครั้ง แล้วก็ตายทันที เฉียบขาดกว่าคนฆ่าหมูมืออาชีพเสียอีก
จู้เจียงเจียงนิ่งอึ้ง หากไม่ใช่สวี่เหล่าเกินวิ่งมาช่วยนางย้ายถังไม้ กลัวว่าเลือดหมูวันนี้คงเสียเปล่าไปไม่น้อย
“ฮูหยิน เป็นอย่างไร?” เผยจี้ทำท่าภาคภูมิใจ ขณะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมือ ก็ยิ้มกว้างรอคำชมจากนาง ท่าทางของเขานั้นช่างแตกต่างกันมาก
“วันหลังท่านไม่ต้องฆ่าหมูอีกแล้วนะ ดูแล้วสยดสยองจริงๆ”
จู้เจียงเจียงเห็นเด็กๆในกลุ่มคนที่มามุงดูร้องไห้ตกใจหลายคน นางถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง แล้วห้ามไม่ให้เขาฆ่าสิ่งมีชีวิตใดๆอีกต่อไป
แม้แต่ไก่ก็ไม่ได้!
เผยจี้ทำท่าน้อยอกน้อยใจ บ่นพึมพำ “เจ้าบอกให้ข้าฆ่าเองแท้ๆ...”
“ไปบ่อปลา ช้อนกุ้งขึ้นมาหนึ่งตะกร้า แล้วก็จับปลามาอีกสองตัวด้วย” จู้เจียงเจียงแค่บอกไม่ให้เขาฆ่าสัตว์ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้เขาไปจับปลาที่บ่อปลาสักหน่อย
ถึงแม้พรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันส่งท้ายปีเก่า แต่วัตถุดิบมากมายนางก็ต้องทำเตรียมไว้ล่วงหน้า
นี่เป็นปีแรกที่นางได้ฉลองปีใหม่ที่นี่ สำหรับเผยจี้และเผยเสี่ยวอวี๋แล้ว ก็เป็นปีใหม่แรกที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง พวกเขาทุกคนต่างตั้งตารอ
ยิ่งไปกว่านั้น ในหมู่บ้านยังมีไท่ช่างหวงที่ไม่เคยก่อไฟ วันๆไม่มาฝากท้องกินข้าวบ้านนาง ก็ไปขอข้าวบ้านคนอื่นกิน ก็ยังมาร่วมฉลองปีใหม่กับพวกเขาด้วย
ไม่ว่าอย่างไรจู้เจียงเจียงก็จะต้องทำให้ดีที่สุด จะให้เสียหน้าในฐานะเจ้าของบ้านไม่ได้ ต้องทำข้าวมื้อนี้ออกมาอย่างดี
นางต้องให้ทุกคนที่พูดว่านางแต่งงานแล้วยังวิ่งออกไปข้างนอกทั้งวัน ไม่สนใจดูแลบ้านได้เห็น ว่านางไม่เพียงแต่ออกไปพบปะผู้คนได้ แต่ยังเข้าครัวทำอาหารได้ด้วย!
หมูตัวหนึ่งถูกจู้เจียงเจียงลงมือแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ตามส่วนต่างๆ เนื้อที่พรุ่งนี้ต้องใช้ทำกับข้าว นางได้เตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ส่วนที่เหลือทั้งหมดถูกหั่นเป็นชิ้นๆให้พวกน้องห้าช่วยหมัก จากนั้นนำไปรมควันในครัวหนึ่งคืน ก็สามารถนำไปตากแดดทำเนื้อตากแห้งรมควันได้แล้ว
ในลานบ้าน มีหม้อต้มน้ำใบใหญ่ จากนั้นก็หั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นใหญ่ๆแล้วโยนลงไป ไม่นานก็ตักขึ้นมาเจาะรูและทาเครื่องเทศ เตรียมทำโค่วโร่ว
จู้เจียงเจียงเขียนรายการอาหารติดตรงประตูห้องครัวไว้แล้ว ป้องกันนางยุ่งจนลืม
อู่จิ้นผิงมองรายการอาหารของนางแวบหนึ่ง รายชื่ออาหารล้วนเป็นสิริมงคล แต่ส่วนใหญ่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคยกิน
นี่ทำให้เขายิ่งคาดหวังกับอาหารค่ำส่งท้ายปีเก่าในวันพรุ่งนี้
“แม่นางจู้ มีอะไรที่ข้าช่วยได้บ้างหรือไม่? ข้าคันไม้คันมือ อยู่นิ่งๆไม่ได้”
เขาก็อยากมีส่วนร่วมในความรื่นเริงนี้ เขาไม่อยากเป็นเหมือนปลาเค็ม เดินไปรอบๆ ตาก ลมฤดูหนาวอยู่ในลานบ้านไปมา
ฉินเฟิงเห็นเหตุการณ์ก็แอบมองบน
ไท่ช่างหวงหนอไท่ช่างหวง ท่านเป็นผู้สูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า ไม่ต้องยื่นมือขออาสา สูญเสียตัวตนแบบนี้จะได้หรือไม่
“ดีเลย งั้นรบกวนผู้อาวุโสอู่ไปเก็บผักในแปลงผักสักหน่อย เก็บผักที่โตจนกินได้มาอย่างละหน่อย ข้าจะทำทั้งหมดพรุ่งนี้” จู้เจียงเจียงเรียกใช้เขาอย่างไม่เกรงใจ
ถ้วยชาในมือฉินเฟิงเกือบร่วงหล่น ส่ายหัวไปมาพลางคิดในใจว่า หมดปัญญากับคู่หูต่างวัยหลายสิบปีคู่นี้จริงๆ
“ฉินเฟิงไปเอาตะกร้ากับกรรไกรมา” อู่จิ้นผิงออกคำสั่ง
“ขอรับ...” ฉินเฟิงวางถ้วยชา วิ่งบิดตูดเข้าห้องครัวไปเอาตะกร้าอย่างรวดเร็ว
อันที่จริง ตัวเขาเองก็เพลิดเพลินกับชีวิตชาวไร่ชาวนาที่อบอุ่นสบายๆแบบนี้แท้ๆ กลับยังทำเป็นเก๊กท่าได้ น่ารำคาญจริงๆ
สมาชิกตระกูลเผยทั้งหมดถูกควบคุมโดยจู้เจียงเจียง แม้แต่แขกที่มาจากเมืองหลวงยังต้องทำตามคำสั่งนาง ทำเอาดวงตาของชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเกือบปลิ้นออกมา
อู่จิ้นผิงอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมานานหลายวันแล้ว ถึงแม้ฐานะของพวกเขาจะถูกเก็บเป็นความลับ แต่คนส่วนใหญ่ก็พอจะรู้สึกได้ถึงรัศมีอันน่าเกรงขามจากการพูดคุยกับอู่จิ้นผิงได้ไม่มากก็น้อย
เขาต้องเป็นแขกผู้มั่งคั่งหรือไม่ก็เป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์อย่างแน่นอน ถึงขนาดมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นคนในวังที่ทั้งร่ำรวยและสูงศักดิ์ก็เป็นได้
จู้เจียงเจียงถึงขั้นเรียกใช้คนอื่นเช่นนี้ นางช่างใจกล้ามากจริงๆ!
ตอนที่ 115: พี่ชายเจ้าเขามีปัญหา
“แม่ครัวน้อยแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ เริ่มทำกับข้าวแล้วหรือยัง?”
ฉินเฟิงกระโดดข้ามกำแพงมาจากชั้นสองของหอจินชิว เพื่อมาทักทายจู้เจียงเจียงและเผยจี้ตั้งแต่เช้า
เผยจี้กำลังช่วยจู้เจียงเจียงผูกผ้ากันเปื้อน เมื่อเห็นฉินเฟิงกระโดดข้ามรั้วเข้ามา จู้เจียงเจียงก็ชูมีดทำครัวในมือขึ้น หรี่ตาข่มขู่ว่า “คุณชายฉิน ครั้งหน้าหากยังกล้าไม่เดินเข้าทางประตูหลักอีก ระวังข้าจะตัดขาของท่านทิ้ง!”
“ข้าสำนึกผิดแล้ว ขอแม่นางโปรดอภัย” ฉินเฟิงขอโทษจู้เจียงเจียงอย่างทะเล้น
การกระทำนี้ของเขา เรียกสายตาข่มขู่จากเผยจี้ได้ทันที เขาจึงยอมแพ้แต่โดยดี “ก็ได้ ก็ได้ ข้าสู้พวกท่านสองคนสามีภรรยาไม่ไหว ข้าไปดื่มชาดีกว่า”
น่าแปลกมาก
ยิ่งอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนานเท่าไร เขาก็ยิ่งติดนิสัยดื่มชามากขึ้นเท่านั้น หากวันไหนไม่ได้ดื่มก็จะรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งวัน
หรืออาจจะพูดได้ว่า ในหนึ่งมื้อถ้าไม่ได้ดื่มชา เขาก็จะรู้สึกไม่สบายตัวแล้ว
อาการนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ตัวฉินเฟิงเองก็ไม่รู้แน่ชัด
วันนี้กับข้าวที่จู้เจียงเจียงต้องทำมีมากถึงสิบหกอย่าง เพื่อให้ได้กินมื้อค่ำส่งท้ายปีเก่าตอนฟ้ายังสว่าง นางจึงต้องเริ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้า
“ท่านพี่ ปลาและกุ้งที่ช้อนมาเมื่อวานเล่า?”
สองวันนี้นางแทบไม่ได้เรียกเขาว่าท่านแม่ทัพอีกเลย นับวันยิ่งเรียกท่านพี่คล่องปากขึ้นเรื่อยๆ เผยจี้ทุกครั้งที่ได้ยินนางเรียกแบบนี้ ในใจเขาก็มีความสุขสุดๆ
“อยู่ในถังน้ำ ตามที่เจ้าบอก ให้กุ้งคลายดินออกมาให้หมด”
“พี่ชาย พี่สะใภ้ ข้ากับพี่หญิงห้าจะขึ้นเขาไปเก็บชานะเจ้าคะ”
เผยเสี่ยวอวี๋ชอบเก็บชามาก เมื่อคืนจู้เจียงเจียงบอกว่าวันนี้จะทำกุ้งผัดชาหลงจิ่ง นางก็ขันอาสาเสนอตัวไปเก็บชาเอง
นางรู้ฤดูหนาวเก็บชายาก แต่นางก็อยากช่วย
จู้เจียงเจียงเห็นสาวน้อยวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางเดินตามไปสองสามก้าว ถือมีดทำครัวโบกเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋ กลับมาเร็วหน่อยนะ พวกเรายังต้องไปไหว้ท่านพ่อท่านแม่ที่หลังเขา”
ก่อนกินมื้อค่ำส่งท้ายปีเก่าต้องไปหลังเขาเพื่อไหว้บรรพบุรุษ นี่คือประเพณี ห้ามลืมเด็ดขาด
“เจ้าค่ะ...”
เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ได้หันหน้ากลับมา แค่ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณว่านางได้ยินแล้ว
“ฮูหยิน หากท่านพ่อท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ จะต้องชอบเจ้ามากแน่ๆ” เผยจี้มองและยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นาง
“แน่นอนอยู่แล้ว จะมีใครกล้าไม่ชอบข้า!” จู้เจียงเจียงอารมณ์ดี จึงตอบรับคำเขาเล่นแบบมั่นหน้าสุดๆ
นางพูดจบก็พุ่งเข้าห้องครัว ส่วนเผยจี้ก็แบกถังไปหาบน้ำทางทิศเหนืออย่างรู้ตัวเองดี
งานนี้อุปมาเหมือนต้นกล้าผลไม้ที่ด้านหลังภูเขา ขอแค่เขาอยู่บ้าน งานนี้ก็จะกลายเป็นงานเขาโดยเฉพาะ
ภายในห้องครัว
จู้เจียงเจียงช้อนกุ้งขึ้นจากถัง ในตอนที่พวกมันยังมีชีวิตดีดกระเด้งไปมาอยู่ก็เริ่มลงมือจัดการ
บ่อปลาหน้าบ้านมีน้ำในช่องว่างมิติของนาง กุ้งจึงโตได้รวดเร็ว ถึงแม้กุ้งจะไม่ได้ตัวใหญ่เท่าฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็อยู่ในขนาดปานกลางที่พอจะนำมาทำกับข้าวได้
เห็นจู้เจียงเจียงกำลังจัดการกุ้ง สองคนที่ว่างงานก็ค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้ มองดูการกระทำของนางอย่างตั้งใจ
พวกเขาไม่เคยกินมาก่อน ดังนั้นจึงช่วยอะไรไม่ได้
เห็นแค่นางใช้สามวิธีในการจัดการกุ้งพวกนั้น ส่วนแรกคือแกะหัวกุ้งและปอกเปลือกกุ้งออกจนหมด เอาแค่เนื้อกุ้ง
อีกส่วนก็ตัดแค่หัวกุ้งออก เหลือเปลือกไว้ แล้วผ่าเนื้อกุ้งแบ่งครึ่ง ส่วนสุดท้ายเก็บทั้งตัวไว้ เพียงแต่ดึงเส้นสีดำเส้นหนึ่งจากหลังมันออก
“แม่นางจู้ หรือเจ้าจะทำกับข้าวสามอย่างโดยใช้แค่เนื้อกุ้ง?”
กับข้าวทุกอย่างใช้กุ้งทำทั้งหมด นี่มันจะขี้เกียจเกินไปหน่อยกระมัง?
“ใครว่ามีแค่สามอย่าง ห้าอย่างต่างหาก” จู้เจียงเจียงก้มหน้าก้มตาจัดการกุ้งในมือต่อโดยไม่เงยหน้า
“...” นี่ก็ยิ่งทำลวกๆแบบขอไปทีเข้าไปใหญ่
ปีใหม่ทั้งที จะกินแต่กุ้งอย่างเดียวได้อย่างไร? ไก่ เป็ด ปลา เนื้อ จะไม่เอามาทำกับข้าวเลยหรือ แล้วนางยังจะกล้าเรียกตัวเองว่าแม่ครัวน้อยแห่งราชวงศ์ต้าหลี่อีกนะ!
ฉินเฟิงแขวะจู้เจียงเจียงอยู่ในใจเงียบๆเขาในเวลานี้คงคิดไม่ถึง รอกับข้าวขึ้นโต๊ะเมื่อไร เขาจะรู้สึกว่ากุ้งนั้นไม่พอกิน!
กุ้งขาวผัดน้ำมัน กุ้งขาวนึ่ง กุ้งขาวทอด ยังมีกุ้งผัดชาหลงจิ่ง ทุกอย่างสามารถทำได้ตลอดเวลา หลังจากที่จู้เจียงเจียงจัดการเนื้อกุ้งเสร็จแล้ว นางก็เอาไปหมักเพื่อลดกลิ่นคาว
ยากที่สุดก็คือลูกชิ้นกุ้ง ยังต้องทุบเนื้อกุ้งให้ละเอียด ใช้แรงค่อนข้างเยอะ
แต่หากมีคนว่างงานอยู่ละก็ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา
“คุณชายฉิน ช่วยหน่อยได้หรือไม่?” จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างชั่วร้ายนิดๆให้ฉินเฟิง
ฉินเฟิงเห็นดังนั้นก็หมุนตัวเตรียมจะหนี ทว่าอู่จิ้นผิงกลับเดินเข้ามาพอดี เขาจึงทำได้แค่หมุนตัวกลับไป “ได้ ได้แน่นอนอยู่แล้ว เชิญแม่นางจู้บัญชา!”
จู้เจียงเจียงไม่สนว่าเขาจะยอมเพราะอะไร มอบหน้าที่ทุบตีลูกชิ้นกุ้งให้เขาไปทันที
ทั้งภายนอกและภายในห้องครัวบ้านตระกูลเผย เกิดเสียง *โป๊กๆ* ดังขึ้นในเวลาเดียวกัน
จู้เจียงเจียกำลังสับอะไรบางอย่างอยู่ในครัว ส่วนฉินเฟิงก็ทุบกุ้งอยู่ด้านนอก บรรยากาศดูอบอุ่นและคึกคักมาก
เพียงไม่นานควันก็ลอยขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นหอมของกับข้าว
จู้เจียงเจียงนำวัตถุดิบที่ตุ๋นเปื่อยยากทำก่อน เปิดเตาเล็กหลายเตา ใช้หม้อทั้งหมดในบ้าน
ตอนเผยเสี่ยวอวี๋กลับมา นางกำชับพวกน้องห้าให้ช่วยดูไฟในเตา จากนั้นนางและสองพี่น้องตระกูลเผย ถือไก่ต้มสุกและธูปเดินไปหลังเขาไหว้บรรพบุรุษ
หลังเขามีคนในหมู่บ้านมาไม่น้อย พูดรำพึงรำพันถึงอดีต รอคอยอนาคตที่จะมาถึง มีเสียงพูดคุยกันสารพัด
เผยจี้แบกจอบมาหนึ่งอัน หลังจากเจอหลุมฝังศพบิดามารดาตัวเอง เขาก็ถางหญ้าและถอนวัชพืชรอบๆจนสะอาด ถึงให้จู้เจียงเจียงวางของลง
ตอนรอให้ธูปเผาจนหมด เผยจี้ก็พูดถึงความปรารถนากับพวกเขาหลายอย่าง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามาเยี่ยมพวกท่านแล้ว ขอให้พวกท่านอยู่บนสวรรค์อย่างมีความสุข คุ้มครองน้องสาวให้เติบโตอย่างแข็งแรง”
พอได้ยินแบบนั้น จู้เจียงเจียงก็พยักหน้าเห็นด้วย
แต่ประโยคต่อมาของเขา ทำเอานางเกือบหัวใจวายตายคาที่
“ท่านแม่ ลูกสะใภ้ที่ท่านแม่สู่ขอมาให้ข้า ข้าถูกใจมาก ขอท่านแม่ช่วยอวยพรให้ข้าและภรรยามีลูกกันหลายๆคนไวๆ ตระกูลเผยของเราจะได้คึกคัก”
“แค่กๆ...” จู้เจียงเจียงสำลักน้ำลายตัวเอง
นางถลึงตาใส่เผยจี้ ความหมายชัดเจนมากว่าให้เขาอย่าพูดจามั่วซั่วเรื่องนี้
พวกเขาคุยเรื่องลูกกันแล้ว ห้ามฝืนใจ ลูกคนแรกนางยังไม่ได้วางแผนเลย ยังคิดจะให้นางมีหลายๆคน ฝันไปเถอะ!
เผยจี้ได้รับคำเตือนจากจู้เจียงเจียง แต่เขาไม่กลัว ก็แค่เอามือไพล่หลังยิ้มให้นางอย่างอวดดี
ต่อหน้าบิดามารดา เขาอยากพูดอะไรก็พูดอย่างนั้น
“พี่ชาย เมื่อไรพวกพี่ถึงจะมีลูก ข้าอยากเล่นกับหลาน” เผยเสี่ยวอวี๋ดวงตากลมโตถามอย่างไร้เดียงสา
ทุกครั้งที่ลุงป้าน้าอาในหมู่บ้านเห็นนาง ก็จะถามว่าเมื่อไรพี่สะใภ้ถึงจะตั้งครรภ์
ตอนแรกนางไม่รู้ว่าตั้งครรภ์คืออะไร ต่อมาฟังเยอะเข้าก็เลยรู้เอง
ที่แท้ตั้งครรภ์ก็คือการตั้งท้องมีลูกนั่นเอง
“เรื่องนี้เจ้าต้องถามพี่สะใภ้เจ้าถึงจะถูก นางเป็นใหญ่” เผยจี้ทิ้งปัญหาให้จู้เจียงเจียง นับว่าเป็นการเร่งให้มีลูกแบบอ้อมๆก็ว่าได้
จู้เจียงเจียงไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย นางนึกว่าข้ามมิติมาที่นี่แล้ว จะหนีเหล่าญาติผู้ใหญ่ที่คอยเร่งให้นางแต่งงานมีลูกพ้น
แต่ใครจะรู้ มาถึงที่นี่ นางไม่ถูกญาติผู้ใหญ่เร่งรัดแล้ว แต่กลับถูกเด็กผู้หญิงวัยหกขวบคนหนึ่งเร่งแทน
การแต่งงานมีลูกนี่แหละ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็เป็นเรื่องยอดนิยมตลอด
“พี่ชายเจ้าเขามีปัญหา ข้าคนเดียวมีลูกไม่ได้” จู้เจียงเจียงอ้าปากค่อยๆพูดออกมาหนึ่งประโยค
ครั้งนี้ถึงคราวเผยจี้สำลักน้ำลายแล้ว “แค่กๆ...”
นางว่าอะไรนะ? คิดไม่ถึงว่านางจะบอกว่าเขามีปัญหา?!
ดูท่า เขาต้องหาโอกาสพิสูจน์ยืนยันว่าตัวเองไม่มีปัญหาสักหน่อยแล้ว!
ตอนที่ 116: กุ้งขึ้นโต๊ะเป็นครั้งแรก
“เสี่ยวอวี๋ ไปเรียกพวกพี่ๆมากินข้าวได้แล้ว”
จู้เจียงเจียงโผล่หน้าออกจากในห้องครัว สั่งเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังเล่นอยู่ในลานบ้าน
โจวเหลียงเพิ่งกลับมาจากที่ว่าการ พวกเขาไม่มีญาติในเมืองเจียงหนาน ดังนั้นมื้อค่ำส่งท้ายปีวันนี้ จู้เจียงเจียงจึงเรียกพวกเขามาที่นี่ด้วยกัน
พอกับข้าวถูกยกมาวาง มันก็เต็มโต๊ะใหญ่ถึงสองโต๊ะเลยทีเดียว
นอกจากโจวเหลียง พวกเด็กๆทุกคนล้วนนั่งรวมอยู่โต๊ะเดียวกัน รวมถึงเผยเสี่ยวอวี๋ด้วย
จู้เจียงเจียงในฐานะเจ้าของบ้าน เป็นธรรมดาที่ต้องกินข้าวพร้อมกับแขก
วันนี้ไม่ได้มีเพียงโจวเหลียงที่กลับมา หวังไท่เฟยและสองพี่น้องตระกูลถูก็มาด้วย พอทุกคนนั่งลงก็เต็มสองโต๊ะพอดี
“สีสันอาหารวันนี้ดูใช้ได้ทีเดียว ทุกจานเป็นฝีมือของแม่นางจู้หรือ?” หวังฉานเจวียนนั่งอยู่ข้างอู่จิ้นผิง สง่างามและมีอำนาจ เปี่ยมล้นด้วยรัศมีของไท่เฟย
แม้จะพูดจาเชื่องช้า แต่ก็ยังสร้างแรงกดดันให้คนอื่นได้โดยไม่รู้ตัว
“กับข้าวพื้นบ้าน ขอไท่เฟยโปรดอย่าได้ถือสา” จู้เจียงเจียงเผชิญหน้ากับนางด้วยพลังเดียวกัน แถมยังกล้าสบตากับหวังฉานเจวียน
ทำให้ถูหย่าที่คอยปรนนิบัติหวังฉานเจวียนโดยเฉพาะถึงกับรู้สึกประหลาดใจและนับถือนางมาก
ครั้งก่อนตอนมา จู้เจียงเจียงเอาแต่ก้มหน้าทำเมล็ดพันธุ์ของนางอยู่ตลอด พวกนางยังไม่เคยได้ทักทายกันดีๆ นางจึงไม่รู้ว่าที่แท้จู้เจียงเจียงเป็นคนตรงและใจกล้าขนาดนี้
“ฉานเจวียน ฝีมือของแม่นางจู้ไม่ด้อยกว่าในวังเลย เจ้าลองชิมดูสิ”
อู่จิ้นผิงยิ้มและคีบพริกหยวกยัดไส้เนื้อชิ้นหนึ่งให้หวังฉานเจวียน แล้วพูดต่อว่า “พริกหยวกนี่ข้าเป็นคนไปเก็บจากแปลงผัดมาเอง สดใหม่มาก เจ้ากินเร็วเข้า”
หวังฉานเจวียนเห็นแบบนี้ จึงลุกขึ้นย่อคำนับอย่างช้าๆ “ขอบพระทัย ไท่ช่างหวงเพคะ”
ยุ่งยากจริง!
จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขากินข้าวครั้งหนึ่งต้องลุกๆนั่งๆ ก็อดไม่ได้ที่จะแขวะในใจหนึ่งคำ
มิน่าไม่ว่าอย่างไรเผยเสี่ยวอวี๋ก็ไม่ยอมมานั่งโต๊ะเดียวกับพวกเขา กลัวว่าจะรู้สึกอึดอัดใจกระมัง
โชคดีที่ยังมีตัวตลกอย่างฉินเฟิงอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นกับข้าวมื้อนี้กลัวว่าจะกินกันแบบเงียบเหงา
“แม่นางจู้ นี่คือกุ้งขาวผัดน้ำมันใช่หรือไม่? ข้าขอชิมหน่อย!”
ตอนอยู่ห้องครัวเมื่อครู่ เห็นจู้เจียงเจียงกำลังผัดกุ้ง ฉินเฟิงอยากลองชิม มือยังไม่ทันยื่นไปก็ถูกจู้เจียงเจียงปัดทิ้ง เขาจ้องอยู่นานแล้ว
“เปลือกนี้ต้องคายออกมาไหม?”
มองกุ้งขาวผัดน้ำมันที่เนื้อกับเปลือกแยกออกจากกัน ฉินเฟิงขอคำแนะนำอย่างไม่อาย
เขายังพูดไม่ทันจบ จู้เจียงเจียงก็คีบกุ้งตัวหนึ่งเข้าปากไปแล้ว “เปลือกกุ้งท่านอยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็คายออกมา”
เพราะว่ายังไม่ถึงฤดูกาล กุ้งเลยยังตัวไม่ได้ใหญ่มาก เปลือกกุ้งก็ไม่แข็งเท่าไรนอกจากหัวกุ้งแล้ว กินได้ทั้งตัวในคำเดียว
เห็นนางกินอย่างกล้าหาญแบบนี้ แน่นอนว่าฉินเฟิงไม่อยากยอมแพ้ เลียนแบบจู้เจียงเจียง กินทุกอย่างยกเว้นหัวกุ้ง
“อร่อยมาก!”
ความหวานเฉพาะของกุ้ง และเนื้อสัมผัสที่แน่นและเด้งดึ๋ง แตกต่างกับเนื้อไก่ เป็ด ปลาที่เคยกินมาโดยสิ้นเชิง
สำหรับฉินเฟิงที่ไม่เคยกินมาก่อน นี่คือรสชาติใหม่ที่ลิ้นของเขาสัมผัสได้
เขาหลงรักรสชาตินี้ในทันที เมื่อกินกุ้งในถ้วยจนหมด เขาก็หันไปคีบกับข้าวอื่นที่มีกุ้งเป็นวัตถุดิบอย่างอดใจไม่ไหว
ถึงแม้ว่าจะเป็นเนื้อกุ้งเหมือนกัน แต่วิธีการทำแตกต่างกัน เลยได้รสชาติใหม่ๆ ทั้งกุ้งผัดน้ำมันที่เผ็ดร้อน กุ้งนึ่งที่หวานฉ่ำ กุ้งทอดที่กรอบนอกนุ่มใน และกุ้งผัดชาหลงจิ่งที่หอมกรุ่น เขาชอบทุกอย่าง!
ฉินเฟิงตื่นเต้นจนตาเป็นประกาย ถ้าไม่ใช่ว่าไท่ช่างหวงและไท่เฟยอยู่ด้วย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะลุกขึ้นกระโดดสักสองสามทีเป็นแน่
คนอื่นบนโต๊ะอาหารก็ไม่เคยกินกุ้งเหมือนกัน เป้าหมายของพวกเขาเหมือนกับฉินเฟิง พุ่งไปที่เหล่ากับข้าวที่มีกุ้งเป็นส่วนผสม
ช่วงเวลาสั้นๆบนโต๊ะอาหารเกิดเสียงชมเชยดังขึ้นเป็นระยะระยะ พร้อมกับเสียงช้อนและตะเกียบกระทบกัน เป็นการแสดงออกถึงความพึงพอใจที่มีต่อกับข้าวในวันนี้ของพวกเขา
“ฉานเจวียน เจ้ารู้หรือไม่ กุ้งเหล่านี้ข้าอดทนต่อน้ำเย็นฤดูหนาว ลงบ่อไปให้อาหารด้วยตัวเองเชียวนะ พอตอนนี้ได้กินเข้าไปแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไปก็รู้สึกว่าคุ้มค่ามาก”
ดูเหมือนอู่จิ้นผิงจะรักและใส่ใจหวังไท่เฟยคนนี้มาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็อยากแบ่งปันกับนาง
หวังฉานเจวียนก็ให้ความร่วมมือกับเขาสุดๆ ด้วยการตอบสนองที่หลากหลายราวกับอยู่ในตำรา ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่นางจะได้ตามเสด็จไปกับไท่ช่างหวงตลอด
เผยจี้ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่สังเกตเห็นว่าจู้เจียงเจียงชอบแกะเปลือกกุ้งนึ่งก่อนค่อยจิ้มน้ำจิ้ม และไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไรที่เขาแกะเปลือกกุ้งนึ่งไว้ถึงครึ่งชาม ก่อนจะยื่นไปวางไว้ตรงหน้านาง
“ฮูหยิน”
หลังจากเอากุ้งที่ตัวเองแกะเสร็จครึ่งถ้วยให้นางแล้ว เขาก็หยิบถ้วยที่นางกำลังใช้อยู่ไป
ถ้วยของนางวางกับข้าวอยู่หลายอย่างมาก มีทั้งน้ำแกงและน้ำจิ้มจำนวนมาก แต่เผยจี้ก็ไม่ถือสา ใช้ถ้วยของนางแล้วลงมือกินต่อทันที
จู้เจียงเจียงกำลังใช้มือแทะซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานชิ้นหนึ่งอยู่ เห็นเผยจี้เปลี่ยนถ้วยนางไปอย่างเป็นธรรมชาติ นางก็ถึงกับนิ่งอึ้ง คนอื่นบนโต๊ะก็เหมือนกัน
เอ่อ…หนุ่มชาวไร่เอาใจภรรยากันขนาดนี้เลยเหรอ?
“ปลานี่อร่อย ฮูหยินกินเยอะหน่อย” เผยจี้คีบปลาน้ำแดงที่เอาก้างออกแล้วชิ้นหนึ่งจ่อปากให้นางกิน
จู้เจียงเจียงเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย ต่อมาไม่รู้คิดอะไรได้ นางจึงอ้าปากรับเอาเนื้อปลาที่เขาคีบให้เข้าปากไป
จากนั้น นางก็หน้าแดง
เผยจี้ทำท่าทางภูมิใจ กินข้าวหมดสามถ้วยใหญ่
“ปลามันอร่อยขนาดนั้นเชียวหรือ? ทำให้คนกินหน้าแดงได้ขนาดนี้” ฉินเฟิงดูความสนุกอย่างไม่กลัวมีปัญหา
ถึงอย่างไรหลายวันที่เขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมา ก็เห็นพวกเขาสองสามีภรรยาแสดงความรักต่อกันบ่อยๆ จึงไม่ถือสาที่จะเห็นมากกว่านี้
เขากินแต่กุ้งอย่างเดียว กับข้าวอื่นไม่ได้แตะต้องเลย ตอนคีบชิ้นปลาขึ้น ฉินเฟิงไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ทว่าหลังจากกินเข้าปากไป เขารู้สึกเสียใจแทบไม่ทัน
ฉินเฟิงส่ายหน้าไปพลางพูดชมเชยอย่างติดตลก “ปลานี้อร่อยอย่างที่คิด ถึงแม้จะไม่มีใครคีบให้ก็อร่อยมากๆเหมือนกัน ผู้อาวุโสอู่ลองชิมดูสิขอรับ!”
เขาและอู่จิ้นผิงทำงานด้วยกันเยอะขึ้น จนดูเหมือนจะเริ่มไร้มารยาทแล้ว
แต่อู่จิ้นผิงไม่ถือสา เขาคีบเนื้อปลาขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“อืม อร่อยมากจริงๆ” อู่จิ้นผิงพยักหน้าต่อเนื่อง จากนั้นจู่ๆก็เปลี่ยนเรื่อง มองจู้เจียงเจียงถามว่า “แม่นางจู้ บ่อน้ำด้านหลังภูเขาชาเลี้ยงปลาด้วยหรือไม่?”
ถ้าไม่เลี้ยงปลา เช่นนั้นก็น่าเสียดายมากจริงๆ
จู้เจียงเจียงพยักหน้า “ข้าแบ่งที่ดินหนึ่งร้อยหมู่ออกมาไว้ใช้เลี้ยงปลาแล้ว”
เมืองเจียงหนานนับว่าเป็นกึ่งหมู่บ้านริมแม่น้ำ คนที่จับปลา กินปลามีไม่น้อย ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องเลี้ยงมากมาย หนึ่งร้อยหมู่ก็เพียงพอแล้ว
“อย่างนั้นก็เยี่ยมเลย เข้าฤดูใบไม้ผลิข้าจะไปช่วยเจ้าให้อาหารปลา” อู่จิ้นผิงหางานให้ตัวเองทันที ทำราวกับเป็นชาวไร่แก่ๆคนหนึ่ง
หวังฉานเจวียนเห็นแบบนี้ก็เกิดความกังวลขึ้นในใจ กลัวว่าอู่จิ้นผิงอยู่ที่นี่นานวันเข้าจะยิ่งชิน สุดท้ายไม่อยากกลับไป
ดังนั้นหลังจบอาหารมื้อนี้ นางจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งกลับเมืองหลวงทันที แจ้งแก่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันให้ทราบว่า ตอนนี้ไท่ช่างหวงประทับอยู่เมืองเจียงหนาน
หลังจากกินดื่มกันจนอิ่ม กลุ่มเด็กๆที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ก็เก็บกวาดโต๊ะจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว และยังนัดกันไปเปลี่ยนชุดใหม่ของตัวเองที่บ้านเล็กทางทิศเหนือ ส่วนโต๊ะที่จู้เจียงเจียงนั่งอยู่กลับไม่มีใครยอมขยับ
“อร่อยสุดยอด ปลาน้ำแดงนี้อย่าเพิ่งเททิ้งนะ ข้าขอพักสักครู่ ประเดี๋ยวจะเอามาคลุกข้าวกิน” ฉินเฟิงไม่ห่วงหน้าตาแล้ว มีอาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้า จะสนใจหน้าตาไปทำไมกัน?
“แม่นางจู้ กุ้งผัดชาหลงจิ่งนี่อร่อยอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ รสชาติหวานสดชื่น ถูกปากข้ามากๆ จานนี้วันหลังทำบ่อยๆสักหน่อย”
อู่จิ้นผิงเหมือนกินไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะทุกคนสังเกตว่าเขาชอบกิน เนื่องด้วยฐานะของเขา จึงเก็บไว้ให้เขาเยอะหน่อย
เขากินไปครึ่งจานยังไม่พอ ยังอยากให้จู้เจียงเจียงทำบ่อยๆอีก
“ไม่มีปัญหา หากผู้อาวุโสอู่อยู่จนถึงเดือนสาม กุ้งโตแล้ว ท่านอยากกินเท่าไรก็ได้” จู้เจียงเจียงลุกขึ้นเก็บถ้วยตะเกียบ ชวนคุยเล่นๆ
นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำล้อเล่นนี้ของนาง อู่จิ้นผิงจึงอยู่ที่นี่ไม่ยอมกลับอย่างเอาแต่ใจ
ตอนที่ 117: มัดผมจนเกิดร้านเสริมสวยขึ้น
เผยเสี่ยวอวี๋กับพวกน้องห้าอยู่บ้านเล็กทางทิศเหนือ ตอนนี้กำลังอาบน้ำ พร้อมเปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะมัดผมอย่างไร ดังนั้นจึงวิ่งกลับมา “พี่สะใภ้ ช่วยข้ามัดผมหน่อย”
จู้เจียงเจียงเพิ่งเก็บกวาดถ้วยตะเกียบเสร็จ ส่วนเผยจี้ก็กำลังล้างถ้วย “ได้ รอข้าล้างมือครู่หนึ่งเดี๋ยวไป”
นางเข้าใจความตื่นเต้นที่จะได้ฉลองปีใหม่ของเผยเสี่ยวอวี๋ เด็กๆก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีเรื่องอะไรให้กังวล
เนื่องจากว่าบ้านตระกูลเผยกินมื้อค่ำส่งท้ายปีกันเร็วกว่าบ้านอื่นๆในหมู่บ้าน พวกเขากินเสร็จ บ้านอื่นๆในหมู่บ้านเพิ่งจะเริ่มทานอาหาร ทำให้ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเสี่ยวฮวงดังก้องไปด้วยเสียงผู้ใหญ่ที่กำลังเรียกเด็กๆกลับบ้านมากินข้าว
เสียงเหล่านี้ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีบรรยากาศที่อบอุ่นมากขึ้น พวกอู่จิ้นผิงรู้สึกชื่นชอบมาก
หลังพวกเขากินข้าวเสร็จ เดิมคิดอยากนั่งดื่มชาอยู่ในบ้านเพื่อคลายเลี่ยน แต่หลังจากได้ยินเสียงเรียก จึงย้ายกาน้ำชามาดื่มที่โต๊ะชาด้านนอก
จู้เจียงเจียงก็ยกเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมา ให้เผยเสี่ยวอวี๋นั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ย เตรียมมัดผมให้นาง
“ลูกค้าท่านนี้ ไม่ทราบว่าต้องการเปียก้างปลา เปียสามเส้น หรือเปียคาดผม แต่ถ้าทำผมทรงซาลาเปาก็เหมาะกับท่านนะ” จู้เจียงเจียงอดที่จะแสดงละครขึ้นไม่ได้
เส้นผมฟางข้าวของเผยเสี่ยวอวี๋ถูกนางดูแลจนยาวดำเงางามมาก ผมสวยขนาดนี้ นางอดใจไม่ไหวจริงๆ
“ข้าชื่อเสี่ยวอวี๋ ข้าต้องการเปียก้างปลา!”
ครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา จู้เจียงเจียงมัดผมให้นางบ่อยๆ เผยเสี่ยวอวี๋ก็ชินกับคำพูดเรื่อยเปื่อยของนางแล้ว ให้ความร่วมมืออย่างรู้ใจ
“เส้นผมของท่านลูกค้าแตกปลายนิดหน่อย ตอนท่านสระผมไม่ได้ใช้ครีมนวดผมที่ข้าทำให้ท่านใช่หรือไม่ ข้ายุ่งนิดหน่อยจึงไม่ได้ควบคุม เจ้าก็แอบขี้เกียจหรือ?”
จู้เจียงเจียงเห็นเผยเสี่ยวอวี๋ปลายผมแตก ก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอน
ช่วงนี้นางยุ่งมากจริงๆ แทบจะไม่ได้ดูแลเผยเสี่ยวอวี๋เลย และเผยเสี่ยวอวี๋เองก็เห็นว่านางยุ่งอยู่ตลอดเวลา เลยไปเล่นที่บ้านเล็กทางทิศเหนือตลอดทั้งวัน แทบไม่เห็นเงา
“พี่สะใภ้ ข้าใช้แล้ว...” เผยเสี่ยวอวี๋แก้ต่างให้ตัวเองเสียงเบา
แต่ท่าทางนี้ของนาง ใครมาเห็นก็รู้ว่านางกำลังร้อนตัวอยู่
“เสี่ยวอวี๋ เด็กผู้หญิงทุกคนสวยในแบบของตัวเอง แต่ใบหน้าก็คือความสวยด้านหน้า เส้นผมก็คือตัวแทนความสวยด้านหลัง ดังนั้นเจ้าอย่าถือสาที่พี่สะใภ้พูดมาก เส้นผมต้องดูแลให้ดี รู้ไหม?”
จู้เจียงเจียงถักเปียให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปพลาง พูดสอนในฐานะผู้ปกครองกับนางไปพลาง
คำพูดของนางเรียกความสนใจของพวกคนที่กำลังนั่งดื่มชา พวกเขาทยอยหันมาทางพี่สะใภ้และน้องสามีทั้งสองคน ราวกับดูการแสดงละครสนุกสนาน
ในเวลาเดียวกัน บางคำพูดของจู้เจียงเจียงก็ทำให้หวังไท่เฟยและถูหย่าพยักหน้าเห็นด้วย
เพียงแต่ ‘ครีมนวดผม’ ที่นางพูดเมื่อครู่คืออะไรกัน?
“แม่นางจู้ ครีมนวดผมสามารถทำให้เส้นผมได้รับสารอาหารที่เจ้าพูดเมื่อครู่คืออะไรหรือ? หาซื้อได้ที่ไหน?” ถูหย่าถามอย่างสนใจ
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองนางแวบหนึ่ง ยิ้มแล้วมองเส้นผมของเผยเสี่ยวอวี๋ “แม่นางถูชมเกินไปแล้ว นั่นคือสูตรพื้นบ้านที่ข้าทำเอง ข้างนอกไม่มีขาย”
“แบบนี้นี่เอง...”
ถูหย่าได้ยินว่านั่นคือสูตรพื้นบ้าน ก็หมดความสนใจไม่ถามต่อ
แต่ว่าหลังจากนางเห็นฉากต่อไป ความสนใจของนางก็ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่จู้เจียงเจียงช่วยเผยเสี่ยวอวี๋ถักเปียเสร็จ น้องห้า น้องเก้า และพวกเด็กผู้หญิงที่เหลือก็มาให้นางทำผมให้ นางจนใจทำได้แค่ช่วยพวกเขาทำผมไปทีละคน
อาจเป็นเพราะเผยเสี่ยวอวี๋ชอบมาก จึงวิ่งไปอวดเพื่อนๆในหมู่บ้านมารอบหนึ่ง พอพวกเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านเห็นเข้าก็พากันทยอยขอให้จู้เจียงเจียงถักเปียให้เหมือนกัน
วันปีใหม่นี้ หากมีคนมาขอร้องห้ามปฏิเสธ จู้เจียงเจียงก็เลยรับทำผมให้เด็กๆทุกคน
เพียงแต่เด็กในหมู่บ้านไม่เคยใช้ยาสระผมของนาง ถึงแม้เด็กทุกคนจะสระผมเพื่อเตรียมฉลองปีใหม่แล้ว แต่เส้นผมของพวกเขาก็ยังคงยุ่งเหยิงเหมือนรังนก
จู้เจียงเจียงใช้หวีไม้หักไปหนึ่งอัน ข้างตัวก็มีเส้นผมที่หวีลงมากองอยู่ไม่น้อย ยืนหยัดมัดผมให้พวกเขาจนเสร็จ
ไม่เพียงเท่านั้น ตอนมัดผมไปได้ครึ่งหนึ่ง นางเห็นพวกเด็กๆในหมู่บ้านใช้ผ้าผูกผมสีเทา นางทนดูไม่ได้จึงกลับห้องไปเอาผ้าผูกผมสีแดงที่เตรียมไว้มาให้พวกเด็กๆใช้แทน
มีทั้งผ้าผูกผมและทรงผมใหม่ เด็กในหมู่บ้านดีใจกันสุดๆ เอาแต่กระโดดโลดเต้นอยู่ในลานบ้าน
พวกเด็กๆเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกอู่จิ้นผิงทั้งหลายที่มองดูอยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้จะยกมุมปากขึ้นยิ้ม
“แม่นางจู้ เจ้าช่วยข้าดูหน่อย เส้นผมของข้ามีปัญหาอะไรไหม ต้องดูแลอย่างไร?”
พอถูหย่าเห็นว่าจู้เจียงเจียงว่างแล้ว ก็วิ่งมานั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยตรงหน้า จับเส้นผมตัวเองให้นางช่วยดู
จู้เจียงเจียงมัดผมไปยี่สิบกว่าหัว มือใกล้จะยกไม่ขึ้นแล้ว
นางดูเส้นผมของถูหย่าแวบเดียวก็วินิจฉัยออกมาได้แล้ว “เส้นผมของแม่นางถูดีมาก เพียงแต่ขาดน้ำ ความทนทานไม่พอ ตอนหวีผมขาดง่ายก็เท่านั้น”
“พูดแม่นมาก ตอนข้าหวีผม เส้นผมมักจะขาดบ่อยๆ”
ถูหย่าหมุนตัวกลับมาจับมือจู้เจียงเจียงอย่างตื่นเต้น มองนางตาปริบๆ “แม่นางจู้ เจ้ามีวิธีช่วยเส้นผมของข้าไหม?”
“เรื่องนี้ไม่ยากเลย สระผมเสร็จ ใช้ครีมนวดผมนวดเบาๆ ทิ้งไว้ครู่หนึ่งแล้วค่อยล้างออกก็พอ”
จู้เจียงเจียงทำหน้านิ่ง ราวกับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับนาง ไม่นับว่าเป็นปัญหาอะไร
แต่สำหรับถูหย่านั้นกลับเป็นเหมือนของช่วยชีวิต “แม่นางจู้ มอบสูตรพื้นบ้านของเจ้าให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ข้ายินดีจ่ายเงินซื้อ!”
จ่ายเงินซื้อ?
จู้เจียงเจียงได้ยินคำว่าเงิน ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
นางยิ้มและมองสำรวจถูหย่าตรงหน้า ในใจเกิดแผนหนึ่ง “แม่นางถู ปกติท่านอยู่บ้านสระผมเองใช่ไหม?”
“แน่นอน”
การสระผมก็เหมือนอาบน้ำ ใครจะไปสระข้างนอกกัน?
“หวังไท่เฟยก็เป็นแบบนั้นหรือเจ้าคะ?” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็หันหน้าไปถามหวังฉานเจวียน
หวังฉานเจวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแล้วพยักหน้าให้นาง
“หากมีร้านหนึ่งที่สระผม ดูแลเส้นผมโดยเฉพาะ พวกท่านจะไปใช้บริการไหม?” จู้เจียงเจียงถามต่อ
ทั้งสองคนลังเลอย่างเห็นได้ชัด
ร้านสระผมโดยเฉพาะหรือ? สถานที่แบบนั้นเหมาะสมจริงๆหรือ?
การอาบน้ำเป็นเรื่องส่วนตัวที่ลับสุดยอด นอกจากสาวใช้คนสนิทของตัวเอง คนอื่นจะเห็นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องไปให้คนอื่นข้างนอกสระให้ ยิ่งทำไม่ได้ใหญ่
พวกนางทำไม่ได้หรอก
จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขาเงียบไป นางก็พอจะเดาว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ดังนั้นนางจึงเสริมไปอีกหนึ่งประโยค “ถ้าร้านสระผมนี้มีแต่ผู้หญิง และรับประกันตอนท่านเข้าไปสภาพเป็นอย่างไร ตอนออกมาก็สภาพเป็นแบบนั้น พวกท่านจะมาไหม?”
“ไม่จำเป็นต้องเปลื้องผ้า” จู้เจียงเจียงใช้มือป้องปาก พูดเสริมอยู่ข้างหูถูหย่าเสียงเบา
ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น เมื่อถูหย่าได้ยินนางพูดถึงปัญหานี้ ก็ยังเขินหน้าแดง
นางก้มหน้าตอบอย่างเขินอายไม่กล้ามองหน้าใคร “หากเป็นเช่นนั้นก็ไปได้”
ถ้าแค่เก็บเป็นความลับได้ดี ไม่ให้คนอื่นรู้ นางย่อมยอมรับได้
“ถ้าอย่างนั้น หากแม่นางถูไม่ถือสา ข้าช่วยท่านดูแลเส้นผมได้ หนึ่งครั้งจ่ายแค่สามตำลึง” จู้เจียงเจียงถือโอกาสทำการค้า
ปีหน้ามีค่าใช้จ่ายมากมาย รายได้อย่างน้อยต้องรอปลายปีถึงจะเข้าบัญชี นางเลยอยากหาเงินพิเศษเพิ่มอีกนิดหน่อย
“ได้สิ แล้วพวกเราจะทำเมื่อไร?”
ความสวยงามเป็นเรื่องที่เหล่าบรรดาคุณหนูให้ความสำคัญที่สุด บวกกับนางที่ย้ายมาเมืองเจียงหนานสถานที่เล็กๆแห่งนี้ เงื่อนไขดีสู้จวนในเมืองหลวงไม่ได้ ถูหย่าใกล้จะกลัดกลุ้มตายแล้ว
ตอนนี้มีโอกาสที่จะสวยขึ้นมาวางอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องลองดู!?
ตอนที่ 118: วันแรกของการเป็นช่างทำผมนอกเวลา
จู้เจียงเจียงปรับแต่งห้องเดิมที่โจวเหลียงเคยอยู่เล็กน้อย กลายเป็นห้องเสริมสวยขนาดเล็กของนาง
โจวเหลียงเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถึงอย่างไรเขาก็เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ ในที่ว่าการจูลิ่นทิ้งเรื่องยุ่งยากไว้ให้เขามากมายก่ายกอง เขากลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงบ่อยๆไม่ได้
ถึงแม้ว่าจะกลับมาได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่เขาก็ไปเบียดกับพวกน้องรอง หรือหากบ้านตระกูลเผยก็มีห้องว่างเขาก็จะขอนอนพักสักคืน
บ้านเล็กทางทิศเหนือใกล้แหล่งน้ำ และยังมีห้องครัว ต้มน้ำเทน้ำก็สะดวกมาก
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ที่นี่ห่างไกลหมู่บ้าน พวกชาวบ้านทั่วไปจะไม่มาทางนี้ ถูหย่าที่มาทำผมจึงสบายใจได้
“แม่นางถู ผ้าขนหนูทั้งหมดเป็นของใหม่ ผ้าปูเตียงที่วางบนเก้าอี้ก็แห้งสะอาด ท่านเพียงแค่นอนลง แล้วปล่อยให้ข้าดูแลทุกอย่างเองก็พอ”
จู้เจียงเจียงพาถูหย่ามาถึงในห้อง ภายในนอกจากเก้าอี้นอนตัวหนึ่ง ยังมีถังไม้ขนาดใหญ่สำหรับรองน้ำอันหนึ่ง
บริเวณติดผนัง ทางซ้ายคือโต๊ะเครื่องแป้ง ทางขวาคือราวแขวนผ้าขนหนูและชั้นวางของ ยังมีเก้าอี้ยาวตัวหนึ่งสำหรับให้ลูกค้าวางของที่นำมา หรือจะนั่งก็ได้
ถูหย่ากังวลว่าจะถูกคนนินทา วันนี้นางจึงพาสาวใช้คนหนึ่งเดินทางมาด้วย ตอนนี้สาวใช้ผู้นั้นจึงนั่งอยู่บนเก้าอี้ยาวช่วยนางถือของ
น้ำร้อนต้มไว้ที่ห้องครัวด้านนอก จู้เจียงเจียงออกไปหนึ่งครั้งก็ยกน้ำเข้ามาสองถัง
“แม่นางถู เชิญเถิด”
ถูหย่าถอดเครื่องประดับบนศีรษะเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ยอมนอนลง เหมือนจะเขินอายอยู่เล็กน้อย ต้องให้จู้เจียงเจียงกึ่งดึงกึ่งลากกดนางนอนลงบนเก้าอี้
จู้เจียงเจียงวางผ้าขนหนูแห้งตรงหน้าอกและท้ายทอยของนาง ก่อนจะนั่งลงหวีผมให้นาง
หลังจากเส้นผมลื่นแล้ว นางก็ตักน้ำครึ่งขัน เทลงบนศีรษะเพียงเล็กน้อย ถามนางว่า “แม่นางถู อุณหภูมิน้ำพอดีไหม? เย็นไปหรือไม่?”
เดิมทีถูหย่าค่อนข้างตื่นเต้น ถึงอย่างไรนี่ก็คือครั้งแรก
แต่เห็นจู้เจียงเจียงใส่ใจแบบนี้ ยังถามถึงอุณหภูมิน้ำกับนาง ความรู้สึกตื่นเต้นก็ผ่อนคลายลงไม่น้อยทันที “เพิ่มความร้อนอีกนิดได้หรือไม่?”
ช่วงวันสิ้นปีน้ำเย็นลงง่าย
“ได้ แน่นอน”
จู้เจียงเจียงตักน้ำร้อนในถังที่ยังมีไอร้อนอยู่อีกถังมาผสมกัน แล้วทดลองกับนางอีกครั้ง
จนกระทั่งถูหย่าบอกว่าได้แล้ว นางถึงวางใจเทน้ำลงบนศีรษะ
“เราจำเป็นต้องล้างศีรษะก่อนหนึ่งรอบ หลังจากเสร็จแล้วค่อยลงครีมนวด แรงประมาณนี้พอดีหรือไม่?”
ในชาติที่แล้ว 祝江江 เคยไปทำผมบ่อยมาก เธอจึงคุ้นเคยกับขั้นตอนทุกขั้นตอน แถมยังเคยคลั่งไคล้การทำผมมากเสียจนเคยสระผมให้เพื่อนร่วมห้องและคิดค่าบริการด้วยซ้ำ
ในชาติก่อน จู้เจียงเจียงก็เคยไปทำผมอยู่บ่อยๆ ดังนั้นนางจึงคุ้นเคยกับขั้นตอนในการทำเป็นอย่างดี มีบางช่วงถึงกลับหลงใหลคลั่งไคล้มากเสียจนสระผมให้เพื่อนในหอพัก อีกทั้งยังเป็นแบบเก็บเงินอีกด้วย
ดังนั้นไม่ว่าจะ สระผม บำรุงผม ย้อมสีผม จัดแต่งทรงผมนางทำได้หมด
นอกจากตัดผมที่อาจจะยังไม่เชี่ยวชาญเท่าไร ส่วนเรื่องอื่นนั้น นางสามารถทำงานได้เลย
บวกกับที่นางเรียนยังเป็นด้านพฤกษศาสตร์ ไม่เพียงเชี่ยวชาญการเพาะปลูก แต่ยังมีความรู้เรื่องทางเคมีของพืชอีกด้วย ซึ่งการนำพืชมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันนั้น แทบจะเป็นงานอดิเรกของคนในสาขานี้เลยทีเดียว
“แม่นางถู คอท่านแข็งจริงๆ ปกติไม่ได้ให้สาวใช้นวดให้ท่านหรือ?”
คอของนางแทบจะใกล้เคียงไม้กระบอง แข็งสุดๆ จู้เจียงเจียงลองนวดดูก็ไม่รู้สึกถึงความนิ่มเลยสักนิด
ตามหลักแล้ว คุณหนูสูงศักดิ์อย่างนางควรจะมีสาวใช้ช่วยนวดผ่อนคลายให้ทุกวันถึงจะถูก แต่ทำไมคอนางถึงแข็งขนาดนี้
สาวใช้ที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง นางก็ทั้งนวดไหล่ทุบขาให้คุณหนูแล้วนี่นา
“อ๊า...”
จู้เจียงเจียงเห็นใจเลยลองนวดคอให้ แต่กลับทำให้ถูหย่าเจ็บจนร้องเสียงหลง น้ำตาแทบจะไหลออกมาเลยทีเดียว
“คุณหนู!”
“ไม่ต้องเป็นห่วง ข้ากำลังช่วยท่านผ่อนคลาย ตอนนี้อาจจะเจ็บนิดหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าหลังจากนวดเสร็จแล้วท่านจะรู้สึกสบายขึ้นมาก” จู้เจียงเจียงตาไวมือไว กดตัวถูหย่าที่จะลุกไว้
สำหรับเรื่องนี้ถูหย่าแสดงออกถึงความแคลงใจ
“แม่นางถู ข้าคงจะไม่ทำลายชื่อเสียงของตัวเองในวันแรกที่เปิดร้านหรอก การดูแลเส้นผมก็ต้องดูแลหนังศีรษะให้ผ่อนคลายด้วยถึงจะได้ คอท่านแข็งเกินไป เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก” จู้เจียงเจียงอธิบายอย่างใจเย็น
นางพูดออกมาเป็นกอง แต่ถูหย่าฟังไม่เข้าใจเลยสักนิด
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกชาๆ เจ็บๆที่ท้ายทอยกลับทำให้คนรู้สึกติดใจและง่วงนอนไปในตัว
หลังจากที่จู้เจียงเจียงลงครีมนวดผมให้ถูหย่าเสร็จ ก็ใช้ผ้าขนหนูอุ่นห่อเส้นผมนางไว้ นางสบายจนหลับไปแล้ว
ช่างเถอะ ปล่อยนางนอนไปแล้วกัน
ได้ยินว่าถูหย่าเพื่อปรนนิบัติหวังไท่เฟย ก็ทำงานไม่น้อยไปกว่าสาวใช้เลยทีเดียว ต้องยืนอยู่ข้างกายหวังไท่เฟยตลอดทั้งวัน
ดูแล้วลูกสาวครอบครัวขุนนางก็ไม่ได้สบายอย่างที่คิด เพื่อช่วงชิงโอกาสบางอย่างให้ตระกูล พวกนางต้องเสียสละเวลาของตัวเองอยู่เป็นเพื่อนพวกกุ้ยเฟย และไท่เฟย
ถูหย่าตื่นมาอีกครั้งตอนถูกจู้เจียงเจียงปลุกเรียก
จู้เจียงเจียงล้างครีมนวดและเช็ดผมให้ถูหย่าจนแห้ง จากนั้นก็ใช้พัดพัดจนเส้นผมแห้งหมาดถึงปลุกเรียกนาง
เมื่อตื่นขึ้นมา ถูหย่าก็รู้สึกตัวเบาโหวงและสดชื่นขึ้นมาก
ความง่วงหายไป คอก็ยืดหยุ่นคล่องตัวไม่น้อย
นางเดินไปนั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง จับช่อผมมาวางตรงจมูก ดมกลิ่นแล้วอุทานว่า “กลิ่นหอมจัง แม่นางจู้ นี่คือกลิ่นของอะไรหรือ?”
“นี่คือกลิ่นผสมของดอกกุ้ยกับใบชา ดอกกุ้ยกลิ่นค่อนข้างแรงต้องใช้กลิ่นใบชามากลบกลิ่นยาของครีมนวดผม”
จู้เจียงเจียงวางหวีลง มองผลงานชิ้นเอกของตัวเองแล้วพยักหน้า ดูเหมือนจะพอใจมาก
“เสร็จแล้ว ให้สาวใช้หวีผมให้ท่านได้เลย”
นางหวีจัดแต่งทรงผมโบราณซับซ้อนของคุณหนูสูงศักดิ์ไม่เป็น ทำได้แต่ให้สาวใช้มาทำแทน ส่วนนางก็หมุนตัวไปเก็บของที่วางบนเก้าอี้นอน
คนรับใช้วางของลงแล้วเดินมาจับผมของคุณหนูของนาง พร้อมกับถอนหายใจว่า “คุณหนูเจ้าคะ ผมของท่านนุ่มลื่นมากเลยเจ้าค่ะ เหมือนสัมผัสผ้าไหมเลย”
ถูหย่าก็พอใจมากเช่นกัน
ทำเพียงแค่ครั้งเดียว นางก็รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงได้ แม้ภายนอกจะดูแล้วไม่มีอะไรแตกต่างก็ตาม
“แม่นางจู้ สระผมครั้งหน้าคือเมื่อไร วันหลังข้ามาให้เจ้าสระอีกได้ไหม?” ถูหย่าถามอย่างร้อนใจ
“ได้แน่นอน ท่านรู้สึกไม่สบายหัวเมื่อไรก็มา ดึกแค่ไหนข้าก็สระให้ท่านได้ แต่หนึ่งครั้งสามตำลึงนะ” จู้เจียงเจียงพูดๆอยู่ก็ยื่นมือขอเงินกับเจ้านายและสาวใช้ทันที
ครึ่งชั่วยามหาเงินได้สามตำลึง ถึงนางจะเหนื่อยจนลืมตาไม่ขึ้น แต่นางก็ต้องขยันเพื่อเงินก้อนนี้!
“ซุนซิ่งจ่ายเงิน” ถูหย่าจ่ายเงินอย่างง่ายดาย
จู้เจียงเจียงรับเงินแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีมาก วิชาชีพไม่แบ่งสูงต่ำ ขอแค่หาเงินได้ก็พอ
แต่ดูเหมือนบางคนในตระกูลเผยจะอารมณ์ไม่ค่อยดี
เผยจี้อยู่ในห้องหนังสือกำลังฝึกเขียนอ่าน เมื่อเขามีเวลาว่างก็จะอ่านหนังสืออยู่เสมอ เขาไม่อยากจะแพ้ให้จู้เจียงเจียง
เพียงแต่ตอนเจอตัวอักษรที่ไม่รู้จัก ต้องการให้จู้เจียงเจียงมาอธิบายให้ฟัง แต่นางกลับไม่อยู่!
ขณะที่เผยจี้กำลังหดหู่อยู่นั้น จู้เจียงเจียงก็ขึ้นชั้นบนมาพอดี
นางพุ่งเข้ามาในห้องหนังสือ เปิดลิ้นชักออกพลิกสมุดบัญชี จดรายรับวันนี้ลงในสมุดอย่างร่าเริง
ถึงแม้ว่าเงินสามตำลึงจะไม่นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่อะไร แต่รายรับรายจ่ายในทุกวันนางก็ต้องจดบันทึกไว้
“ฮูหยิน วันนี้คือวันสิ้นปี เจ้าจะอยู่บ้านเป็นเพื่อนเสี่ยวอวี๋กับข้าไม่ได้หรือ?” เผยจี้พูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
วันสิ้นปี มีใครออกบ้านไปหาเงินเหมือนนางบ้าง
เงินหาได้ไม่มีวันหมด ไม่ต้องรีบร้อนในวันสองวันนี้ก็ได้ หรือว่าแม้แต่คนในครอบครัวนางก็ไม่สนใจแล้ว?
“ข้าอยู่บ้านมาโดยตลอด บ้านเล็กทางทิศเหนือข้าก็เป็นคนสร้าง มีปัญหาหรือ?” จู้เจียงเจียงไม่เห็นด้วย ขอแค่นางไม่ได้ออกนอกหมู่บ้าน นางก็ถือว่าอยู่บ้าน
“ฮูหยิน ข้าและเสี่ยวอวี๋ต่างหากที่เป็นคนในครอบครัวของเจ้านะ!” เผยจี้เตือนสตินางอย่างจริงจัง
“ได้ๆ ข้ารู้แล้ว ท่านพี่อย่าโกรธเลยนะ ข้าสระผมให้ท่านดีไหม เก็บท่านแค่สองตำลึงก็พอ” จู้เจียงเจียงชูสองนิ้วให้เขา
“...” นางนี่เห็นแก่เงินจริงๆ
ตอนที่ 119: ปรับปรุงคุณภาพดินบ่อเลี้ยงปลาด้วยขี้หมู
แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้ติดแค่เรื่องเงินอย่างเดียวเท่านั้น
หากว่าวันสิ้นปีนางแค่ไปบำรุงผมให้คนอื่น ถ้าอย่างนั้นวันแรกของปีนางก็จะกลับไปทำงานเต็มรูปแบบแล้ว
“ฮูหยิน ข้าวเช้า...”
เช้าตรู่ เผยจี้เพิ่งลงชั้นล่าง ตอนอยากถามจู้เจียงเจียงว่าเช้านี้กินอะไร นางก็ทิ้งคำพูดหนึ่งประโยคไว้แล้วออกจากบ้านไป
“ข้านวดแป้งบะหมี่ไว้แล้วนะ พวกท่านไปหั่นแล้วต้มบะหมี่กินกันเองได้เลย”
ก่อนปีใหม่ ตอนจู้เจียงเจียงไปจองหมูกับหนิวต้งก็ขอซื้อขี้หมูกับเขาไว้แล้ว นัดกันว่าวันนี้จะนำมาส่งให้
ตอนนี้นางจะไปบ่อปลาด้านหลังภูเขาชา คุณภาพดิน น้ำ สภาพแวดล้อมของบ่อปลาต้องปรับปรุง มูลสัตว์ก็คือหนึ่งในนั้น ถ้าไม่มีจุลินทรีย์ที่เพียงพอ กุ้งก็จะเลี้ยงไม่โต
ไม่เพียงแค่นาง
จู้เจียงเจียงเพิ่งวิ่งมาถึงหน้าหมู่บ้าน พวกบ้านเล็กทางทิศเหนือก็ตามไปภูเขาชาพร้อมกับนางด้วย
เผยจี้เห็นดังนั้น ก็เกิดความไม่พอใจขึ้นอีกครั้ง
นางเรียกคนอื่นไปช่วยได้ ทำไมไม่เรียกเขาไป? เขาเป็นสามีนางนะ!
เผยจี้โกรธมากจนกินข้าวเช้าไม่ลง รีบวิ่งตามนางไปทันที
“ฮูหยิน เจ้าจะไปไหน ขึ้นมาข้าไปส่ง” เขาขี่อยู่บนม้า ไม่ว่าอย่างไรก็เร็วกว่าพวกเขาเดิน
“ท่านพี่?”
เมื่อเห็นเขา จู้เจียงเจียงก็ทำหน้าตกใจ “เมื่อวาน ข้ารบกวนท่านไปส่งข่าวให้แต่ละหมู่บ้านวันนี้ไม่ใช่หรือ? ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
จริงด้วย!
เผยจี้โกรธจนลืมเรื่องนี้ไป แต่ว่าเขาหัวแข็งไม่ยอมรับว่าตัวเองลืม
“ข้ากำลังจะไปตอนนี้ แต่ในเมื่อออกจากหมู่บ้าน ข้าไปส่งเจ้าก่อนจะเป็นไรไป” เขาพูดอย่างแง่งอน
“ไม่เป็นไรหรอก พวกเราจะเดินไปทางนั้นเอง ท่านรีบไปเถิด ไปเร็วกลับเร็ว”
ทั้งสองฝ่ายมาถึงทางแยกหน้าหมู่บ้าน กลุ่มของจู้เจียงเจียงจะเดินไปอีกทาง ส่วนเผยจี้ก็ต้องรีบเดินทางไปแต่ละหมู่บ้าน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องแยกทางกัน
เผยจี้กระตุกริมฝีปากเล็กน้อย ความเอาใจใส่ที่แสดงออกไปล้มเหลว ทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเล็ก ทำได้แค่ตีลงไปบนก้นม้าแรงๆ ทำหน้าขรึมจากไป
เพราะว่าเขาขี่ม้าทั้งเร็วและมั่นคง ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงให้เขาไปส่งข่าวแต่ละหมู่บ้าน วันที่สี่หลังปีใหม่ นางเรียกหัวหน้าหมู่บ้านทุกหมู่บ้านมาประชุมอีกครั้ง
บ่อปลาด้านหลังภูเขาชา
หนิวต้งหาคนงานชั่วคราวหลายคนจากในตัวเมือง บรรจุขี้หมูเต็มๆสามคันรถใหญ่ส่งมา
กลิ่นนั้น…ได้กลิ่นตั้งแต่อยู่ไกลๆ
“ลำบากทุกท่านแล้ว นี่คือค่าแรงและน้ำใจเล็กน้อยจากข้า ถือว่าอวยพรปีใหม่ให้ทุกท่าน” จู้เจียงเจียงจ่ายค่าแรงและเพิ่มเงินยี่สิบเหวินให้พวกเขา ก็ถือว่าเป็นค่าเสียหายทางจิตใจ
การขนลากขี้หมูหนึ่งคันรถเดินทางมาไกลขนาดนี้ กลิ่นเหม็นติดตัวหมดแล้ว หากจู้เจียงเจียงไม่เพิ่มเงินและแสดงท่าทีสักหน่อยก็คงรู้สึกผิดอย่างมาก
“พวกท่านเอาของยกวางข้างถนนเถิด อีกเดี๋ยวพวกเราค่อยแบกเข้าไป”
คนงานทั้งหลายเห็นมีเงินรางวัล ก็ทำงานว่องไวขึ้นไม่น้อย หลังช่วยนางยกขี้หมูลงจากรถเสร็จ พวกเขาก็เด็ดใบไม้ข้างทางมาเช็ดรถจนสะอาดแล้วกลับไป
“พี่หญิงจู้ พวกเราจะต้องทำอะไรต่อหรือขอรับ?” น้องรองถามไปพลาง พับกางเกงไปพลาง
“พวกเจ้าไม่ต้องลงน้ำ เดินวนตามขอบบ่อโปรยของพวกนี้ลงไปในบ่อก็พอแล้ว” จู้เจียงเจียงรีบดึงสองคนที่จะลงน้ำไว้
“ขอรับ”
พวกเขาไม่บ่นแม้แต่ประโยคเดียว นำกระด้งที่ตัวเองเตรียมมาตักขี้หมูจนเต็ม แล้วยกไปโปรยตามที่จู้เจียงเจียงบอก
จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้ถือตัว ลงมือทำไปพร้อมกับพวกเขา
ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งหน้าจะเป็นการโปรยกากน้ำมันและรำข้าว ซึ่งจะไม่สกปรกและเหม็นมากเท่านี้
และก็มีแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ครั้งหน้าจะเป็นการโปรยจำกากน้ำมันและรำข้าว ไม่ได้สกปรกและเหม็นขนาดนี้
และเมื่อถึงเวลาที่นางจัดการประชุมกับหัวหน้าหมู่บ้าน นางก็จะถือโอกาสรับสมัครคนงาน ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องให้พวกน้องรองช่วยแล้ว พวกเขาจะได้ตั้งสมาธิเตรียมตัวเพื่อหอจ้าวเซิง
ขี้หมูสามคันรถไม่ถือว่าเยอะ เพียงแต่บ่อปลาใหญ่เกินไป พวกเขาจึงเสียเวลาในการเดินรอบบ่อนิดหน่อย
ถึงตอนเที่ยง พวกเขาก็ทำงานเสร็จพอดี
“รีบกลับไปอาบน้ำเถิด พวกเสี่ยวอวี๋ต้มน้ำรอพวกเราอยู่ที่บ้านแล้ว” จู้เจียงเจียงไม่ได้ให้เผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องห้าที่เป็นเด็กผู้หญิงมาด้วย แต่ให้พวกนางรับผิดชอบต้มน้ำรออยู่ที่บ้าน
“แหวะ! เหม็นมากเลย...”
พวกเขาหยอกล้อเล่นหยอกเย้ากันไปมาระหว่างเดินกลับหมู่บ้าน ต่างฝ่ายต่างรังเกียจกัน
บนตัวจู้เจียงเจียงก็มีกลิ่นเหม็นโฉ่ไปหมด เดิมนึกว่าวันปีใหม่ บ้านก็อยู่หน้าหมู่บ้าน คงจะไม่เจอใครแล้ว
แต่ใครจะรู้ เพิ่งออกจากเส้นทางหลักเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน นางก็เจอหวังไท่เฟยและถูหย่าที่กำลังตามหานางอยู่
“แม่นางจู้ บังเอิญจัง เจ้ากำลังจะกลับหรือ? ขึ้นรถให้พวกเราไปส่งเถิด?” ถูหย่ายื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า ทักทายนางอย่างเป็นมิตร
แต่จู้เจียงเจียงกลับถอยหลังไปสองก้าว พร้อมพูดปฏิเสธว่า “ไม่ต้องหรอก ข้าเพิ่งกลับมาจากทำงาน กลิ่นเหม็นไปทั้งตัว ขึ้นไปไม่ได้หรอก”
“วันนี้พวกท่านมาหาผู้อาวุโสอู่หรือ? วันนี้เขาน่าจะอยู่บ้าน”
เนื่องจากหอจินชิวที่ตั้งอยู่ตรงข้าม นางจึงรู้ความเคลื่อนไหวของอู่จิ้นผิงเป็นอย่างดี
“ไม่ใช่ พวกเรามาหาเจ้า”
ถูหย่าหันกลับไปมองหวังฉานเจวียนแวบหนึ่ง หัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “เมื่อวานข้าเล่าเรื่องที่เจ้ารับสระผมให้ไท่เฟยฟัง พระนางจึงอยากมาลองดู ดังนั้นพวกเราจึงมาที่นี่กัน”
ถึงแม้ถูหย่าจะรักษารอยยิ้มตลอดการพูดคุยกับจู้เจียงเจียง แต่ผ้าเช็ดหน้าในมือของนางก็ค่อยๆยกสูงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหยุดอยู่ที่จมูก มันบอกให้รู้ว่า…
กลิ่นบนตัวนางถูกรังเกียจแล้ว
“งั้นพวกท่านไปรอข้าที่หอจินชิวก่อนเถิด ข้าทำความสะอาดเสร็จจะรีบไปบำรุงผมให้พวกท่านทันที” จู้เจียงเจียงถอยอีกสองก้าวให้พวกเขาไปก่อน
ทั้งสองคนเห็นแบบนั้น ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป เพราะกลิ่นบนตัวนางแรงมากจริงๆ
จู้เจียงเจียงก็ทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้พวกนางมาผิดเวลากันเล่า
ช่างเถอะ ทั้งหมดก็เพื่อเงิน!
จู้เจียงเจียงเดินเร็วรีบกลับบ้าน หยิบชุดที่สะอาดมาเปลี่ยน ก่อนจะลงชั้นล่างไปอาบน้ำ ชำระล้างตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้าจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
อีกเดี๋ยวนางต้องทำผมให้ไท่เฟย จะไม่อาบน้ำให้สะอาดได้อย่างไร
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไปเชิญหวังไท่เฟยที่หอจินชิวด้วยตัวเอง
เมื่อหวังไท่เฟยเห็นนางแล้ว ใบหน้าก็ยังคงแสดงความลังเลอยู่เล็กน้อย ตอนนางเข้าใกล้ หวังไท่เฟยก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก
แต่ที่น่าแปลกก็คือ บนตัวจู้เจียงเจียงไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิด กลับมีกลิ่นหอมอ่อนๆแทน ส่วนมันคือกลิ่นอะไรนั้น พวกนางก็ไม่รู้แน่ชัด
แต่สิ่งเดียวที่ยืนยันได้ก็คือ ไม่ใช่กลิ่นหอมของเครื่องแป้ง
“แม่นางจู้ กลิ่นหอมบนตัวเจ้ากระจายออกมาจากเส้นผมเหมือนกันหรือ?” ถูหย่าคิดว่าครีมนวดของจู้เจียงเจียงยังมีกลิ่นอื่นๆอีก นางอยากลองบ้าง
เป็นความจริง ครีมนวดผมของจู้เจียงเจียงไม่ได้มีแค่กลิ่นหอมกลิ่นเดียว แต่กลิ่นหอมบนตัวนางตอนนี้ไม่ใช่กลิ่นของครีมนวดผม แต่เป็นกลิ่นน้ำมันหอมระเหย
“ไม่ใช่ ข้าเพียงเพื่อให้ไม่รบกวนไท่เฟย ตอนอาบน้ำจึงหยดน้ำมันหอมระเหยเพิ่มไปสองหยด กลิ่นนี้สามารถคงอยู่ต่อเนื่องได้ครึ่งวัน ดังนั้นอีกเดี๋ยวไท่เฟยก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจนะเพคะ”
“น้ำมันหอมระเหยหรือ?” หวังไท่เฟยและถูหย่าต่างพากันทำหน้าฉงน “นั่นคืออะไรกัน? หรือเป็นน้ำมันที่ใช้ทำกับข้าว?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือสิ่งที่กลั่นออกมาจากดอกไม้”
จู้เจียงเจียงก็ไม่รู้ว่าควรอธิบายกับพวกเขาอย่างไร ของสิ่งนี้หากไม่เคยเห็นมาก่อนละก็ สำหรับพวกเขาก็คือความรู้ความเข้าใจใหม่ทั้งหมด ต้องอธิบายตั้งแต่ต้น
“เอาเป็นว่า เชิญไท่เฟยก่อนเพคะ อีกเดี๋ยวข้าค่อยอธิบายให้ท่านทั้งสองฟังละเอียดทีหลัง”
นางยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย สระผมเสร็จเร็ว นางก็จะได้กินข้าวเร็วขึ้น
ตอนที่ 120: ประชุมใหญ่หัวหน้าหมู่บ้าน
จู้เจียงเจียงนำยาสระผมและน้ำมันหอมระเหยที่ตัวเองทำมาให้หวังไท่เฟยและถูหย่าดู
พวกขวดและกระปุกหยาบๆเหล่านั้น ดูแล้วไม่น่าสนใจเลยแม้แต่นิดเดียว ทว่าเมื่อเปิดฝาออกดู ของด้านในกลับมีกลิ่นหอมหรูหราสีสันสวยสด รูปแบบต่างๆชวนให้คนรู้สึกชอบจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ยินว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้คนสวยขึ้นได้ ทั้งสองคนยิ่งชอบเข้าไปใหญ่
“แม่นางจู้ เจ้าไม่เคยแต่งหน้าประทินโฉมเลย แล้วเหตุใดถึงสนใจศึกษาค้นคว้าสิ่งเหล่านี้ได้เล่า?”
หวังไท่เฟยที่ชินกับการถูกเอาอกเอาใจจึงพูดจาโผงผางเป็นอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะกับจู้เจียงเจียงที่เป็นเพียงสาวชาวบ้าน จึงยิ่งไม่เกรงกลัวจะสร้างความไม่พอใจให้ใคร
หวังไท่เฟยก็แค่อยากบอกว่า สาวชาวไร่ที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ออกบ้านไม่ต้องแต่งหน้า ทำไมยังต้องทำของพวกนี้เท่านั้น
จู้เจียงเจียงตักครีมสีขาวจากในกระปุกหนึ่งมาป้ายลงบนมืออย่างช้าๆ แล้วปิดฝาวางกลับไป
ฤดูหนาวผิวแห้งกร้าน อีกทั้งนางยังเพิ่งสระผมให้หวังไท่เฟยเสร็จ ต้องบำรุงมือตัวเองให้ดี
“เป็นผู้หญิงมีใครไม่รักสวยรักงาม อีกทั้งนี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร ทำขึ้นเล่นๆเท่านั้น”
ยิ่งแป้งและชาดสำหรับนางแล้วยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ ไม่ใช่ว่าต้องอยู่ตระกูลขุนนางสูงศักดิ์เท่านั้นถึงจะใช้ได้ ทำไมต้องดูถูกคนอื่นด้วย
เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงทาอะไรบางอย่างลงบนมือ ทั้งสองคนก็สงสัยอีกครั้ง
“แม่นางจู้ นี่เจ้าทาอะไรอีก?”
“ครีมทามือ”
จู้เจียงเจียงเช็ดมือเสร็จก็ยิ้มให้ทั้งสองคน “มือก็เหมือนกับใบหน้าที่สองของผู้หญิง แล้วยิ่งข้าต้องทำงานใช้แรงทุกวัน จึงยิ่งต้องบำรุงมือตัวเองให้ดีถึงจะได้”
นางพูดๆอยู่ก็ยื่นมือโบกไปมาต่อหน้าทั้งสองคนอย่างได้ใจ
พวกนางไม่ต้องทำงานหนัก แต่มือของพวกนางกลับแห้งแตกลอกเป็นขุยเพราะลมฤดูหนาว ไม่มีน้ำมีนวลเหมือนก่อน
เมื่อเทียบกับจู้เจียงเจียง ทั้งสองคนจึงแอบซ่อนมือเอาไว้ใต้ผ้าเช็ดหน้าอย่างไม่รู้ตัว พลางยิ้มอย่างเขินอาย
“แม่นางจู้ช่างมีฝีมือนัก หลังข้าสระผมเสร็จก็รู้สึกสบายมาก ไม่รู้ว่ายังมีสิ่งอื่นให้ทำอีกหรือไม่?” หวังไท่เฟยพูดเป็นนัย
นอกจากเส้นผม นางยังอยากรับบริการอื่นๆ ที่จะทำให้ตัวเองสวยขึ้นอีกด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นของมากมายในตู้นี้ของจู้เจียงเจียง หวังไท่เฟยหมดความสงสัยในตัวนางแล้ว ขอแค่จู้เจียงเจียงทำให้ นางก็ยอมจ่ายเงิน!
“เอ่อ...เรื่องนี้...”
จู้เจียงเจียงลังเลเล็กน้อย ตู้ใบนี้ในบ้านนางใช้เพื่อวางเก็บของเหล่านี้โดยเฉพาะ
ปกติมีแค่เผยเสี่ยวอวี๋และนางที่ใช้ อาจมีพวกน้องห้ามาใช้ด้วยบางครั้ง เป็นพวกของบำรุงหลังทำงานหนักทั้งนั้น สำหรับคนแบบหวังไท่เฟย ผลลัพธ์น่าจะไม่ค่อยชัดเจนนัก
“ข้าขอบพระทัยหวังไท่เฟยที่เอ็นดู ข้ายินดีทำเครื่องบำรุงผิวพิเศษหนึ่งชุดสำหรับไท่เฟยโดยเฉพาะ ไว้ใช้ในยามฤดูใบไม้ผลิ ส่วนสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยเหมาะกับท่านจริงๆ ท่านโปรดอย่าถือสา”
“ของสิ่งนี้สั่งทำโดยเฉพาะได้หรือ?” ถูหย่าเห็นจู้เจียงเจียงจะทำให้แค่หวังไท่เฟย นางก็ใจร้อนนิดๆ เพราะนางก็อยากได้ด้วย
จู้เจียงเจียงพยักหน้า “สภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องใช้ก็แตกต่างกันไป ตามหลักแล้วการทำเฉพาะบุคคลน่าจะดีกว่า”
“แน่นอน ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากจะทำผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์แตกต่างกันไปเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ทุกคนสามารถคัดเลือกของที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองได้”
เพียงแต่ความคิดนี้ของนางยังทำไม่ได้ชั่วคราว เพราะวัตถุดิบนางยังไม่ได้เริ่มปลูก
เมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งผักและผลไม้ ทางหมู่บ้านรับผิดชอบปลูกให้หมดแล้ว ส่วนเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ยังหาที่ปลูกที่เหมาะสมไม่ได้
นางจึงทำได้แค่ปลูกไว้รอบๆกำแพงบ้านเท่านั้น และตอนนี้พวกมันก็ยังไม่ออกดอก
“เยี่ยมจริงๆ แม่นางจู้ ช่วยทำให้ข้าอันหนึ่งด้วยเถิด” ถูหย่ากระพริบตาปริบๆ มองมาที่จู้เจียงเจียงด้วยสายตาอ้อนวอน
จู้เจียงเจียงอดขำไม่ได้กับท่าทางน่ารักของถูหย่า พยักหน้าเป็นการตกลง
เริ่มแรกยังนึกว่าคุณหนูตระกูลถูจะเป็นคนที่หยิ่งผยองเข้าหายาก คิดไม่ถึงแค่สระผมให้นางครั้งเดียว ก็กลายเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดูไปเลย
ดูแล้วยังต้องมีทักษะเฉพาะตัวบางอย่างติดตัวไว้บ้าง แบบนี้ถึงแม้จะเป็นตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ก็ยังต้องให้ให้เกียรตินางเล็กน้อย
ดังนั้น จู้เจียงเจียงจึงพยายามสร้างคุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่!
ตอนเช้าหลังปีใหม่วันที่สี่
หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านต่างตื่นกันแต่เช้าตรู่ และทยอยกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าพวกเขารู้ จู้เจียงเจียงเรียกพวกเขาประชุม เปิดประชุมแต่ละครั้งก็ครึ่งค่อนวัน
ถ้าไม่มาเช้าหน่อย ก็จะเสียเวลาทำให้ล่าช้าได้
การประชุมครั้งนี้ จู้เจียงเจียงเตรียมตัวมาอย่างดี ไม่วุ่นวายเหมือนครั้งก่อน
นางรู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนตอนนี้ไม่มีสมบัติอะไร แต่ละคนต้องเดินทางมาด้วยเท้า อากาศก็หนาว นางจึงได้เตรียมชาร้อนและอาหารว่างรอต้อนรับพวกเขาไว้ที่บ้านล่วงหน้าแล้ว
เมื่อเข้ามาในบ้านก็เห็นโต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว
“หัวหน้าหมู่บ้านหลิวมาแล้วหรือ เชิญนั่งก่อน ดื่มชารอสักครู่ ยังมีหัวหน้าหมู่บ้านอีกหลายท่านที่ยังมาไม่ถึง” หลิวเจียวั่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ เลยมาถึงก่อนใคร
หลิวเจียวั่งโบกมือ ทำหน้าปฏิเสธ “ข้าไม่เป็นอะไร จริงด้วยหัวหน้าหมู่บ้านน้อย ข้าเอาหลานเหมยต้นหนึ่งให้ท่านดูด้วย ท่านดูหน่อยเถิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ตลอดทางเขากอดต้นหลานเหมยหนึ่งกระถางเดินทางมาจากหมู่บ้านหลิวเจีย “นี่ข้าไปขุดมาจากบนเขาเมื่อวานนี้เอง เติบโตขึ้นไม่น้อย ท่านลองดูว่าใช้ได้ไหม?”
ต้นหลานเหมยชอบความเย็น หมู่บ้านหลิวเจียเป็นหมู่บ้านเดียวในเมืองเจียงหนานที่อาศัยอยู่บนภูเขา จู้เจียงเจียงจึงให้พวกเขาคิดหาวิธีปลูกต้นหลานเหมยบนยอดเขา
ที่นั่นอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมาก ทำให้อัตราการเพาะปลูกพืชประสบความสำเร็จสูง
ที่สำคัญคือ ต้นหลานเหมยโตเร็วกว่าตอนฤดูร้อนเยอะมาก ตอนนี้สูงถึงเข่าแล้ว
พอได้ยินหลิวเจียวั่งบ่นไม่หยุดว่าต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขาเพื่อดูสภาพต้นหลานเหมยทุกวัน จู้เจียงเจียงก็อดไม่ได้จะยิ้มแล้วพูดว่า “หัวหน้าหมู่บ้านหลิว อันที่จริงท่านไม่ต้องกังวลขนาดนั้น ก็แค่ปลูกพวกมันทิ้งไว้บนยอดเขาก็พอ ไม่ต้องปีนขึ้นไปดูทุกวัน”
“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มเพาะปลูก ข้ามีเวลาว่าง”
หลิวเจียวั่งลูบกระถางต้นหลานเหมยในอ้อมกอด เหมือนกอดของล้ำค่าไว้ไม่ยอมปล่อยมือ กลัวจะถูกหัวหน้าหมู่บ้านคนอื่นแย่งไป
นี่เป็นสิ่งล้ำค่าของทั้งหมู่บ้านเลยนะ!
หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านอื่นๆก็คิดในทำนองเดียวกัน พวกเขาพยายามหาต้นกล้ามาให้จู้เจียงเจียงดูคนละต้น เหมือนกับเอาการบ้านมาส่ง
ส่วนคนที่นำมาไม่ได้ พวกเขาก็จะตัดกิ่งมาให้จู้เจียงเจียงดูสภาพ
ระหว่างที่จู้เจียงเจียงขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบหมึก พู่กันและกระดาษ หัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านก็มากับครบที่ชั้นล่างแล้ว
ทุกคนต่างรู้จักกันและกัน จึงพูดคุยกันอย่างสนุกสนานครึกครื้น
คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงว่างไม่มีอะไรทำก็มาชุมนุมด้วย มาฟังว่าวันนี้พวกเขาประชุมอะไรกัน
“หัวหน้าหมู่บ้านทุกท่าน วันปีใหม่ยังต้องให้ทุกคนเดินทางมา รู้สึกเกรงใจมาก ข้าต้องขอโทษทุกท่านด้วย และก็ขอสวัสดีปีใหม่กับทุกท่าน!”
จู้เจียงเจียงเดินลงมาชั้นล่าง ด้านไปตรงหน้าทุกคน เอ่ยอวยพรปีใหม่
“สวัสดีปีใหม่ สวัสดีปีใหม่” หัวหน้าหมู่บ้านทุกคนตอบรับ ต่างยิ้มแย้มอารมณ์ดี
ขณะที่ทุกคนกำลังดื่มชาและกินของว่างไปด้วยนั้น จู้เจียงเจียงก็พูดคุยเรื่องงานไปด้วย การประชุมแบบนี้ ทุกคนไม่ถือสาถ้าจะมีหลายๆรอบ
“วันนี้ที่ข้าเรียกทุกคนมา เพราะมีเรื่องสำคัญอยากจะแจ้งให้ทุกท่านทราบ เกี่ยวกับเรื่องเพาะปลูกและสถานศึกษาที่ข้าเคยบอกพวกท่าน ยังมีเรื่องธุรกิจอื่นของข้าเล็กน้อย ต้องการแจ้งให้หัวหน้าหมู่บ้านทุกท่านในที่นี้ทราบ”
จู้เจียงเจียงเรียกพวกเขามาวันนี้ นอกจากทำความเข้าใจสถานการณ์เพาะปลูกที่พวกเขารับผิดชอบแล้ว ที่มากกว่านั้นคือหาคนงาน
จบตอน
Comments
Post a Comment