divorce ep121-130

 ตอนที่ 121: ส่งเสริมภูเขาชาให้เจริญรุ่งเรือง


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย มีคำสั่งอะไรก็พูดตามตรง พวกเราเชื่อฟังท่านทุกอย่าง”


หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายเคยเห็นความสามารถของจู้เจียงเจียงมาแล้ว สำหรับเรื่องที่นางต้องการให้พวกเขาทำ พวกเขาเลือกจะเชื่อใจนางอย่างเต็มที่


เมื่อเห็นดังนั้น จู้เจียงเจียงจึงไม่พูดอ้อมค้อมอีกต่อไป


นางเอาข้อมูลที่ตัวเองเตรียมไว้ขึ้นมา และเริ่มดำเนินการไปทีละรายการ


“เกี่ยวกับเรื่องเพาะปลูกช่วงฤดูใบไม้ผลิ ข้าเชื่อว่าทุกท่านมีประสบการณ์มากกว่าข้า ขอแค่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้จากฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อปีก่อนมาปลูกต่อ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เรื่องนี้ข้าไม่อยากพูดมาก ข้าขอพูดเรื่องอื่นบ้าง”


“เรื่องแรกก็คือเรื่องเกี่ยวกับสถานศึกษา”


จู้เจียงเจียงมองไปในทิศทางของสถานศึกษาแล้วยิ้มเล็กน้อย “เชื่อว่าตอนที่ทุกท่านเข้ามาคงเห็นกันไม่มากก็น้อย สถานศึกษาของข้าสร้างเสร็จแล้ว โต๊ะเก้าอี้ใกล้จะมาถึงแล้ว หลังจากทุกท่านกลับไปก็อย่าลืมแจ้งพวกเด็กๆในใบรายชื่อให้ชัดเจน”


 “วันเปิดเรียนของสถานศึกษาเราในปีนี้ กำหนดไว้วันหลังปีใหม่ที่สิบหก หรือก็คืออีกสิบสองวันข้างหน้า ทุกท่านต้องรีบเตรียมตัวให้ทันเวลา”


“หลังปีใหม่วันที่สิบหกหรือ? เร็วมาก!”


ข่าวนี้สำหรับทุกคนแล้วมากะทันหันไปหน่อย แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมาก


การได้เรียนหนังสือสำหรับพวกเขาแล้ว มันเป็นเหมือนกับความฝันเลยทีเดียว!


ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะเคยแจ้งเรื่องเปิดสถานศึกษาแก่พวกเขาไว้ตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว แต่ตราบใดที่ยังไม่ถึงวันเปิดเรียน พวกเขาก็ยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง


ในที่สุดตอนนี้ก็จะเปิดเรียนแล้ว!


“เร็วที่ไหน ลูกชายบ้านข้าวันๆ ร้องอยากจะไปเรียนหนังสือ ถ้าเขารู้ข่าวดีนี้ ไม่แน่ว่าจะดีใจจนนอนไม่หลับ” หัวหน้าหมู่บ้านอีกคนพูดอย่างตื่นเต้น


จู้เจียงเจียงมองพวกเขาคุยกันด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้พูดแทรกพวกเขา


พักใหญ่ นางจึงพูดต่อว่า “เกี่ยวกับอาจารย์สองท่านของสถานศึกษาเรา คิดว่าทุกคนคงรู้จักดี อาจารย์หญิงของสถานศึกษาเราคือหลานสาวท่านผู้เฒ่าหมิงของสำนักศึกษาตระกูลหมิง และอาจารย์อีกท่านก็คือจูชิงหรานลูกชายของอดีตนายอำเภอ”


“โอ้...”


“ยอดเยี่ยมจริงๆ!”


“สถานศึกษาของพวกเราสามารถเชิญคนเก่งขนาดนั้นมาเป็นอาจารย์ได้หรือ?”


ทุกคนต่างตกใจและร้องเสียงหลง สองคนนี้ใครจะไม่รู้จักกัน


คนหนึ่งคือหญิงสาวหนึ่งเดียวในเมืองเจียงหนานที่เคยเข้าเรียนในสำนักศึกษาส่วนตัว อีกคนคือลูกชายของนายอำเภอ ไม่ต้องพูดถึงความสามารถของพวกเขาว่าเป็นอย่างไร แค่ฐานะนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาสามารถเอื้อมถึงแล้ว


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยเก่งกาจจริงๆ มีสัมพันธไมตรีได้กับทุกคน”


“พวกเจ้าคงลืมไปแล้ว คนเขาตอนนี้เป็นฮูหยินท่านแม่ทัพจะไม่เก่งได้หรือ...”


หลายคนก้มหน้ากระซิบกระซาบคุยกัน


คำนี้ จู้เจียงเจียงฟังแล้วรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก นี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่นางเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพ นางเป็นคนเชิญหมิงเหยาและจูชิงหรานมา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเผยจี้เลยสักนิดเดียว!


“อะแฮ่ม!”


จู้เจียงเจียงกระแอมคอเบาๆ ไม่อยากจะพูดมาก “เอาเป็นว่าทุกคนจำวันเปิดเรียนของสถานศึกษาไว้ให้ดี หลังปีใหม่วันที่สิบหก อย่าพลาดโอกาส”


“งั้นต่อไป ข้าจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโรงงานยางและรับคนงานบ่อกุ้งของข้า...”


สองเรื่องที่นางกำลังพูดอยู่ตอนนี้ เป็นเรื่องที่หัวหน้าหมู่บ้านทุกท่านยังไม่เคยได้ยินมาก่อน


ทำไมเปิดประชุมครั้งหนึ่ง จู้เจียงเจียงก็มีแผนงานใหม่อีกแล้ว? ทำไมนางถึงมีความสามารถมากมายขนาดนี้ พูดจะสร้างโรงงานก็สร้างได้เลย ยังมีบ่อกุ้งที่ใหญ่ถึงหนึ่งพันหมู่อีก!


แต่ว่า…


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย กุ้งที่ท่านบอก มันคือกุ้งตัวเล็กๆในคูน้ำที่ใช้ให้อาหารปลาพวกนั้นไหม?”


นางว่าแล้ว!


จู้เจียงเจียงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ลุกขึ้นเรียกทุกคน “ทุกคนมากับข้าทางนี้ มาดูกุ้งที่ข้าเลี้ยงไว้ในบ่อที่บ้านข้าก็จะรู้เอง”


นางคว้าตะกร้ามาใบหนึ่ง ยืนอยู่ขอบบ่อน้ำ หยุดครู่หนึ่งก็ลงมือช้อน ในตะกร้ามีกุ้งขนาดเท่านิ้วก้อยนางเต้นอยู่หลายตัว


“ทำไมกุ้งนี้ใหญ่ขนาดนี้?!”


“น่าเหลือเชื่อจริงๆ นี่มันเป็นไปได้ยังไง!”


“กุ้งที่ข้าจะเลี้ยงในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็คือแบบนี้ ดังนั้นข้าจึงต้องการคนสามสิบถึงสี่สิบคนมาช่วยข้าดูแลบ่อกุ้ง เงื่อนไขก็คือ ต้องอาศัยกินนอนอยู่ริมบ่อกุ้ง ข้าให้ของจำเป็นในการกินอยู่ทุกอย่าง”


จู้เจียงเจียงปล่อยพวกกุ้งกลับลงบ่อ แล้วตบมือเรียกทุกคนให้กลับมายังลานบ้านอีกครั้ง


บ่อกุ้งพันหมู่ คนดูแลสามสิบถึงสี่สิบคน ก็เท่ากับว่าคนหนึ่งต้องดูแลบ่อกุ้งประมาณยี่สิบกว่าหมู่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


ยิ่งไปกว่านั้น บ่อกุ้งนั้นแตกต่างจากบ่อปลาตรงที่ต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ต้องคอยดูแลสังเกตคุณภาพน้ำและดินอยู่ตลอดเวลา และควรจะอาศัยอยู่ใกล้บ่อกุ้งเพื่อดูแลได้สะดวก


อีกสองวัน หลังพี่น้องตระกูลโจวฉลองปีใหม่เสร็จ ก็จะมาสร้างบ้านข้างบ่อกุ้งให้นาง


แต่ละหลังจะอยู่ห่างกันพอสมควร ดังนั้นคนที่มารับผิดชอบดูแลบ่อกุ้งก็อาจจะรู้สึกเหงา


“เวลาที่ทุกท่านกลับไป ก็ช่วยข้าถามดูสักหน่อยว่า มีสามีภรรยาคู่หนุ่มสาวหรือคนที่ในบ้านไม่มีผู้ใหญ่หรือเด็กต้องดูแล และสามารถมาอาศัยอยู่ที่บ่อกุ้งเป็นปีๆได้ไหม ถ้ามีก็ช่วยแนะนำมาให้ข้าหน่อย มาก่อนทำก่อน”


จู้เจียงเจียงประชุมไปครึ่งค่อนวัน มอบงานสำคัญหลายรายการให้พวกเขา


นางพูดจนเหนื่อย หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายก็ฟังจนเหนื่อยเช่นกัน


ตอนกลับ หัวหน้าหมู่บ้านที่อายุมากหน่อยหลายคน ยังคงนึกย้อนหลายเรื่องที่จู้เจียงเจียงพูดวันนี้ให้กันและกันอยู่


ประชุมนานเกินไป พวกเขาเกือบลืมไปแล้วว่าเรื่องก่อนหน้าพูดอะไร


ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านดีใจที่มีงานทำเมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกลับไม่ค่อยรู้สึกดีใจเท่าไร


พอเห็นคนอื่นๆกลับไปแล้ว สวี่เหล่าเกินและคนแก่ในหมู่บ้านก็เดินเข้ามา มองจู้เจียงเจียงด้วยใบหน้าเศร้าหมอง อยากพูดแต่ก็พูดไม่ออก


“ปู่สวี่ มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”


จู้เจียงเจียงดูออก พวกเขามาหานางต้องมีเรื่องอะไรแน่นอน


สวี่เหล่าเกินถูกชาวบ้านหลายคนผลักดันให้เขามายืนข้างหน้าจู้เจียงเจียง พูดว่า “สะใภ้เล็ก งานบ่อกุ้งและโรงงานให้คนนอกทำหมดแล้ว แล้วหมู่บ้านพวกเรา...”


ที่แท้พวกเขาก็กังวลใจว่าจะไม่มีงานทำนี่เอง!


จู้เจียงเจียงหัวเราะเบาๆ แล้วหันไปมองพวกชาวบ้านที่อยู่นอกรั้งแวบหนึ่ง พูดว่า “ทุกคนสบายใจเถิด ในฐานะที่ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จะลืมทุกคนได้อย่างไร?”


“ข้าเอางานปลูกชาเก็บไว้ให้ทุกคนแล้ว”


ธุรกิจของใบชา นางไม่อยากทำแบบเล็กๆน้อยๆ ภูเขาชาผืนนั้นมันน้อยเกินไปจริงๆ นางจะขยายพื้นที่ปลูกชาให้ใหญ่ขึ้น!


“ปลูกชาหรือ?”


“ดีจริงๆ พวกเราจะได้ปลูกชาจริงๆด้วย!”


ชื่อเสียงใบชาของจู้เจียงเจียงเป็นที่รู้จักไปทั่วแล้ว หลังจากผ่านฤดูหนาวมาหนึ่งฤดู เหล่าคนในเมืองแทบจะคลั่งเพราะขาดชาที่จะดื่ม


ดังนั้นชาจำเป็นต้องปลูก!


“งั้นพวกเราจะปลูกกันที่ไหนล่ะ?” สวี่เหล่าเกินถามอย่างตื่นเต้น


“สองข้างทางของถนนหลัก ขอแค่เป็นที่ดินว่างเปล่า แม้จะเป็นที่ดินเล็กๆน้อยๆ มุมไหนก็ตาม พวกเราต้องพัฒนามันให้กลายเป็นสวนชา ในเวลาเดียวกับที่เก็บชาขายชา ก็ยังทำให้กลายเป็นทิวทัศน์เอาไว้ชมวิวได้ ดึงดูดแขกที่ชอบดื่มชาให้มามากขึ้น”


จู้เจียงเจียงรู้สึกโชคดีมากที่ใกล้หมู่บ้านมีถนนหลักที่ถูกทิ้งร้างเส้นหนึ่ง ตลอดสองข้างทางของถนนหลักไม่มีคนอาศัย และไม่มีใครมาปลูกพืชผล ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนาง


“ได้! งั้นพวกเราลงมือทำกันเลย พรุ่งนี้ก็เรียกทุกคนไปถางพงหญ้า!” สวี่เหล่าเกินโบกมือใหญ่ หนึ่งคนเรียกหลายคนตอบ คนในหมู่บ้านทยอยแสดงท่าทีว่าพรุ่งนี้จะมาทำงาน 


เมื่อเห็นดังนั้น จู้เจียงเจียงเดิมคิดจะให้พวกเขาฉลองปีใหม่กันดีๆ ถัดไปหลายวันค่อยบอกพวกเขา ตอนนี้ดูแล้ว นางคงไม่ต้องเสียเวลาพูดแล้ว


เรื่องในวันนี้เผยจี้มองดูอยู่ชั้นบนมาโดยตลอด


เขาเคยพูดไว้นานแล้ว ภรรยาของเขาเห็นแก่เงิน ปีใหม่วันที่สองก็เริ่มกลับมาทำงานเต็มรูปแบบแล้ว และเขาก็เดาถูกจริงๆ


ตอนที่ 122: ที่แท้ปลูกชาต้องมีวิชาความรู้มากมายขนาดนี้


“หมู่บ้านเสี่ยวฮวง…บ้าไปแล้วหรือ?”


“ไม่รู้เหมือนกัน นี่ยังไม่ถึงช่วงการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิเลย ทำไมทุกคนถึงได้ทำงานกันหนักขนาดนี้?”


ได้ยินว่าหลังปีใหม่วันที่สิบหกก็จะเปิดสถานศึกษาแล้ว ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านถือโอกาสที่งานในไร่นายังไม่ยุ่งมาก นัดกันมาดูลักษณะของสถานศึกษาว่าเป็นแบบไหน


เพียงแต่ยังไม่ทันเข้าไปในสถานศึกษา ก็เห็นคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทำงานกันอย่างคึกคักเสียก่อน


พวกเขากำลังถางป่า เผาหญ้า ขนหิน ในมือถือจอบยกสูง ในฤดูหนาวเช่นนี้พวกเขากลับสวมเสื้อผ้าบางๆ ทั้งยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ


ผู้ชายในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีไม่มาก เมื่อมองไปรอบๆ ก็จะเห็นแต่ผู้หญิงและเด็กทั้งนั้น


แน่นอนว่าพวกเขาต้องพยายามช่วงชิงที่ดินรกร้างให้ตัวเอง จู้เจียงเจียงพูดไว้ พวกเขาจะปลูกชาได้เท่าไรให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเอง ขอแค่พวกเขาปลูก นางก็จะรับซื้อทั้งหมด!


เรื่องนี้เกี่ยวพันกับอนาคตของพวกเขา ไม่มีใครยอมใคร คนในครอบครัวที่สามารถมาช่วยได้แน่นอนว่าย่อมมากันหมด


ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้านเท่านั้น จู้เจียงเจียงเองก็ลงไปทำงานด้วย


นางอยู่ในแปลงผักรอบๆสถานศึกษา


ตอนนี้ปลูกผักได้แล้ว แปลงผักรอบๆ สถานศึกษาถึงแม้จะแบ่งกระจายทั้งสี่ทิศ แต่บวกรวมกันแล้วก็มีร้อยหมู่ขึ้น


สิทธิ์แปลงผักทั้งหมดเหมือนกับสถานศึกษา ทั้งสองล้วนอยู่ในมือของจู้เจียงเจียง นางปลูกผักตอนนี้ อย่างเร็วที่สุดหนึ่งเดือนให้หลังก็กินได้แล้ว


พวกเด็กๆที่มาเรียนหนังสือต่างพกข้าวมากันเอง แต่ไม่ได้เอากับข้าวมาด้วย ดังนั้นจึงเป็นความรับผิดชอบของทางสถานศึกษา ที่ปลูกผักก็เพื่อให้สถานศึกษานำผักไปใช้ได้สะดวก


เด็กแปดคนจากบ้านเล็กทางทิศเหนือ บ้านตระกูลเผยสามคน บวกกับอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงของหอจินชิว รวมเป็นสิบสามคนตอนนี้กำลังก้มหน้าทำงานอยู่ในแปลงผักครบทุกคน


ก่อนปลูกผัก จู้เจียงเจียงได้วางแผนตามระยะเวลาการเจริญเติบโตของผักไว้เรียบร้อยแล้ว


พืชผักที่โตเร็วและสามารถปลูกได้ต่อเนื่องจะถูกปลูกใกล้กับสถานศึกษาที่สุด เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวและนำไปใช้ในการทำอาหาร


ผักที่โตช้า หรือผักที่ใช้พื้นที่ปลูกมาก จะปลูกไว้ที่บริเวณรอบนอกทั้งหมด


เธอทำป้ายไม้ปักไว้ที่แปลงผักแต่ละแปลง พร้อมเขียนชื่อผักลงไป ทำให้การปลูกผักสะดวกขึ้น และคนที่ไม่เคยเห็นผักเหล่านี้มาก่อนก็จะสามารถแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่าแปลงนี้ปลูกผักอะไร


แปลงผักทุกผืน นางทำป้ายไม้ไว้ล่วงหน้า พร้อมเขียนชื่อผักปักอยู่บนหัวแปลง แบบนี้จะทำให้การปลูกผักสะดวกขึ้น และคนที่ไม่เคยเห็นผักเหล่านี้มาก่อนก็จะสามารถแยกแยะได้ง่ายขึ้นว่าแปลงนี้ปลูกผักอะไร


อย่างเช่น อู่จิ้นผิง


เขามักจะแวะเวียนมาที่แปลงผักเล็กๆ หน้าบ้านตระกูลเผยเป็นประจำ


เวลาจู้เจียงเจียงทำกับข้าวแล้วต้องใช้ผัก อู่จิ้นผิงจะรีบอาสาไปเก็บผักที่แปลงผักเองเสมอ แถมยังชอบไปช่วยถอนหญ้าและกำจัดแมลงในสวนอีกด้วย


เหมือนกับว่าแปลงผักของบ้านตระกูลเผยเป็นของตัวเองไปแล้ว


จู้เจียงเจียงเข้าใจการกระทำของเขา เพราะนอกจากทำนาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แปลงผักก็เป็นสถานที่ที่เยียวยาจิตใจคนได้ดีที่สุด มองดูแปลงผักที่เขียวชอุ่มและมีสีสันสดใส เต็มไปด้วยการเจริญเติบโตของชีวิต ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกอารมณ์ดีขึ้น


โดยเฉพาะในฤดูหนาว เมื่อมองไม่เห็นความเขียวที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ย่อมทำให้ทุกคนที่เพาะปลูกรู้สึกจิตใจกระวนกระวาย


ถึงแม้อู่จิ้นผิงจะไม่ใช่ชาวนา แต่เขาก็เก่งเรื่องการทำนาไม่แพ้ชาวนาคนไหน เพราะในอดีตแผ่นดินนี้เคยเป็นของเขา และอาณาประชาราษฎร์ก็เป็นของพวกเขาตระกูลอู่


ดังนั้น เขาชอบการปลูกผักและเต็มใจอยู่ในแปลงผักมาก


แต่ถึงแม้ว่าจะเคยเห็นผักนานาชนิดในแปลงผักบ้านตระกูลเผยมาแล้ว แต่ผักทั้งหมดที่ปลูกวันนี้ ก็ยังมีมากกว่าครึ่งที่เขาไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน


“แม่นางจู้ ป้ายที่ตั้งอยู่นี่เจ้าเขียนผิดไปใช่หรือไม่? เขียนไช่ฮวาผิดเป็นฮวาไช่แล้ว”


เมื่อจินผิงถือเมล็ดพันธุ์กะหล่ำดอกจะไปปลูก ก็พบว่าป้ายที่ปักไว้ที่แปลงผักเขียนว่า "กะหล่ำดอก" เขาจึงคิดว่าจูเจียงเจียงคงเขียนผิดไปเพราะรีบร้อน


ตอนอู่จิ้นผิงหยิบเมล็ดไช่ฮวาเตรียมจะไปปลูก เขากลับพบว่าป้ายที่ปักอยู่หน้าแปลงเขียนว่า ‘ฮวาไช่’ เขาเข้าใจไปเองว่าจู้เจียงเจียงคงจะยุ่งจนเขียนผิดไป


แต่เขาไม่รู้เลยว่า ทั้งสองชนิดนี้เป็นผักคนละชนิดกัน


“ผู้อาวุโสอู่หยุดก่อน!”


จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงของเขาก็หันไปมอง เห็นแค่อู่จิ้นผิงโยนเมล็ดพันธุ์ลงไปในหลุมที่ขุดไว้แล้ว


“เกิดอะไรขึ้น?”


อู่จิ้นผิงได้ยินเสียงก็หยุดมือ ทำหน้าสงสัยหันมามองจู้เจียงเจียงที่กำลังวิ่งมาหาเขา


เขาปลูกไม่ถูกต้องหรือ?


แน่นอนว่าเขาปลูกผิด!


จู้เจียงเจียงนั่งยองลงบนพื้น เก็บเมล็ดพันธุ์ที่เขาโยนลงไปอย่างระมัดระวัง


“ผู้อาวุโสอู่ ท่านหยิบเมล็ดไช่ฮวามาใช่ไหม? ไช่ฮวาอยู่ทางโน้น ที่นี่คือแปลงฮวาไช่” นางชี้อีกป้ายที่อยู่ไม่ไกลให้เขาดู


ป้ายที่ตั้งอยู่เขียนคำว่า ‘ไช่ฮวา’ อยู่จริงๆ


อู่จิ้นผิงมึนงง “ผักสองชนิดนี้ไม่ใช่ผักชนิดเดียวกันหรือ?”


จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างจนใจ เทเมล็ดพันธุ์กลับไปบนมือเขา


“แน่นอนว่าไม่ใช่ ไช่ฮวาคือผักใบเขียวที่เรากินกันประจำในช่วงนี้ ยอดบนมีดอกไม้เล็กๆสีเหลือง ฮวาไช่มีรูปร่างกลมเหมือนลูกบอล เป็นผักสีขาว พวกมันไม่ใช่ชนิดเดียวกัน”


“อีกทั้งไช่ฮวาไม่จำเป็นต้องขุดหลุมปลูก มันโรยเมล็ดมันลงบนผิวดินก็พอ”


อู่จิ้นผิงตกตะลึงไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าผักสองชนิดที่เขียนสลับกันกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


“งั้นทำไมในแปลงผักเจ้าไม่ปลูกฮวาไช่ ทำให้ข้านึกว่าสองชนิดนี้เหมือนกัน”


จู้เจียงเจียงแสดงออกว่าไร้ความผิด “เพราะฮวาไช่ต้องปลูกแบบขุดหลุม ใช้พื้นที่มาก สวนผักบ้านข้าเล็กแบบนั้น แน่นอนว่าต้องปลูกพวกผักที่คุ้มค่าและได้ปริมาณมาก”


“ดังนั้น ผักที่เจ้าปลูกแบบขุดหลุมล้วนเป็นผักที่ไม่มีในสวนของเจ้าหรือ?” อู่จิ้นผิงจับประเด็นสำคัญได้


“ประมาณนั้น” จู้เจียงเจียงพูดเสียงเบา แล้วมองดินเหลืองที่รอการปลูกแวบหนึ่ง 


แปลงผักของนางเป็นประเภทผักใบเขียวเป็นหลัก และประเภทพริก มะเขือเทศ อะไรทำนองนี้ ก็จะปลูกล้อมรอบแปลงผัก เพื่อไม่ให้เปลืองพื้นที่ 


บนแปลงที่ปลูกผักสวนครัวได้มีการปักราวไม้ไผ่ไว้ หลักๆคือให้ผักไม้เลื้อยอย่าง ถั่วฝักยาว แตงกวา ไต่ขึ้นไป


เนื่องจากแปลงผักมีขนาดเล็ก ดังนั้นจึงต้องใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด


แต่แปลงผักผืนนี้ต่างออกไป


ที่ดินใหญ่เพียงพอ มีพื้นที่เพียงพอที่จะแบ่งให้ผักแต่ละชนิด อยากปลูกอะไรก็ปลูก


“เยี่ยมจริงๆ ข้าตั้งตารอดูเลย!”


อู่จิ้นผิงอดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เขาตั้งตารอหลังจากปลูกผักเหล่านี้จนโต ดินเหลืองผืนนี้จะเปลี่ยนเป็นสภาพเก็บเกี่ยวที่สมบูรณ์แบบขนาดไหน


แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้สบายอารมณ์แบบเขา “ผู้อาวุโสอู่ ท่านสามารถตั้งตารอไปเรื่อยเปื่อยได้ ส่วนข้าต้องทำงานเหนื่อยเจียนตาย ทุกวันยังต้องหาเวลามารดน้ำให้แปลงผัก แค่คิดถึงตรงนี้ข้าก็ปวดหัวแล้ว”


การไถพรวนดินไม่ใช่งานเหนื่อยที่สุดในการปลูกผัก รดน้ำต่างหากที่ลำบากแสนเข็ญที่สุด


เมล็ดที่เพิ่งลงปลูกใหม่ ๆ จะรดน้ำรวดเดียวเยอะๆไม่ได้ แต่ไม่รดน้ำก็ไม่ได้ ต้องรดน้ำตอนเช้าและตอนเย็นช่วงแดดไม่แรงถึงจะได้


เงื่อนไขเยอะ ที่ดินก็ใหญ่ สถานศึกษายังไม่เปิดเรียน ช่วงเวลานี้มีแต่นางและพวกเผยเสี่ยวอวี๋ที่มาทำงานพวกนี้


รอหมิงเหยาและจูชิงหรานมาและสถานศึกษาเปิดแล้ว เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นกิจกรรมภาคปฏิบัติของพวกเด็กนักเรียนได้ ถึงตอนนั้นนางถึงจะมีเวลาหายใจ


เป็นเพราะแปลงผักคือกิจกรรมภาคปฏิบัติของนักเรียน ดังนั้นนางจึงไม่ได้หาคนงานมาช่วย


“เรื่องแค่นี้สบายมาก ข้าจะไปช่วยรดน้ำให้เจ้าเอง!” อู่จิ้นผิงตีหน้าอกอย่างมั่นอกมั่นใจ คว้างานนี้ไว้กับตัวเอง


ที่จู้เจียงเจียงรออยู่ก็คือประโยคนี้ของเขา เขาเพิ่งพูดจบ นางก็รับปากทันที


“งั้นก็เอาตามนี้ ต่อไปนี้เวลาจะมารดน้ำ ข้าจะไปเรียกท่าน ถึงเวลานั้นท่านอย่าเห็นว่าข้าน่ารำคาญนะเจ้าคะ”


“คำพูดข้าเปรียบได้ดั่งทอง วาจาเปรียบได้ดั่งหยก หนึ่งวาจาหนักดุจดั่งทองเก้าชั้น!” อู่จิ้นผิงพูดด้วยท่าทางมั่นใจและน่าเชื่อถือเหมือนเดิม


ถ้าเป็นเมื่อสามวันก่อน เขาคงไม่พูดออกไปแบบไม่คิดอย่างนี้แน่นอน


เขาไม่รู้เลยว่าที่แท้งานรดน้ำจะทำให้คนเหนื่อยขนาดนี้ ถึงแม้ว่าฉินเฟิงจะไปแบกน้ำกลับมาให้เขาทีละถัง แต่เขาก็ยังต้องรดน้ำเองทีละขันจนแขนแทบจะหลุดอยู่แล้ว!


ตอนที่ 123: สำนักศึกษาตระกูลหมิงปะทะสถานศึกษาชนบท


“พี่หญิงจู้ อาจารย์หมิงกับอาจารย์จูมาแล้ว...”


จู้เจียงเจียงเพิ่งคุยกับอู่จิ้นผิงจบ ยังไม่ทันยกจอบไปขุดแปลงผักต่อ น้องห้าที่อยู่ใกล้สถานศึกษาก็วิ่งมาตะโกนเรียกนาง


“ข้ารู้แล้ว...”


จู้เจียงเจียงวางจอบลง หันไปพูดกับเผยจี้ที่รับผิดชอบทำงานใช้แรงด้วยกันกับนางว่า “ท่านพี่ ข้าไปทางโน้นเดี๋ยว ฝากท่านดูแลตรงนี้ด้วยนะ”


เขื่อนทางเมืองเจียงเป่ยยังไม่เริ่มงาน เผยจี้เลยยังอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้อีกหลายวัน


หลายวันมานี้ เขาตามหลังจู้เจียงเจียงมาโดยตลอด นางทำอะไรเขาก็ทำอันนั้น


ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาเองก็ได้สัมผัสได้ถึงความลำบากของจู้เจียงเจียง


งานมากมายขนาดนี้ แม้แต่เขาที่เกิดมาในครอบครัวชาวนา และผ่านสมรภูมิรบมา เขายังรู้สึกเหนื่อยจนทนไม่ไหวอยากบ่นออกมา


แต่จู้เจียงเจียงที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง กลับก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักโดยไม่บ่นเลยสักคำ


เขาปวดใจมาก พยายามเกลี้ยกล่อมให้นางพักผ่อนหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำได้แค่คิดหาวิธีทำงานแทนนางให้มากหน่อย


เมื่อได้ยินว่าทั้งสองคนมาหานาง ตอนนี้นางจะได้พักผ่อนสักหน่อย เผยจี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ไปเถอะ ค่อยๆคุยกัน ไม่ต้องรีบร้อน”


วันนี้ หมิงเหยาและจูชิงหรานถือว่ามารายงานตัวล่วงหน้า


ยังเหลืออีกเจ็ดแปดวันถึงจะเปิดเรียน พวกเขาในฐานะอาจารย์ต้องมาเตรียมการล่วงหน้า และคืนนี้ก็ถือโอกาสพักอยู่ที่นี่


จู้เจียงเจียงวิ่งกลับสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงหน้าประตูสถานศึกษา นางก็เห็นรถม้าหลายคันจอดอยู่บนถนนหลัก 


พวกเขานำสัมภาระมาเยอะขนาดนี้เชียว?


จู้เจียงเจียงรู้สึกสงสัย แต่เมื่อเห็นหลายคนยืนอยู่ในสนามหญ้าของสถานศึกษา นางก็เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงมีรถม้ามากมาย ที่แท้เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหมิงและจูลิ่นก็มาด้วย


“ท่านผู้เฒ่าหมิง ใต้เท้าจู พวกท่านก็มาด้วยหรือ”


พวกเขากำลังยืนอยู่บนสนามหญ้ามองดูสถานศึกษา เมื่อได้ยินเสียงถึงหันกลับมา


“แม่นาง ที่นี่สร้างได้งดงามจริงๆ!” หมิงเหยาวิ่งมาข้างหน้าเป็นคนแรก คล้องแขนของจู้เจียงเจียง แสดงออกว่าชอบที่นี่มาก


แต่ว่าคนอื่นก็ไม่ได้เห็นด้วยขนาดนั้น


“ในสถานศึกษามีทั้งที่พัก อาหาร และสถานที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ นอกจากนี้ยังมีคนเข้าออกอยู่ตลอดเวลา แล้วจะสั่งสอนลูกศิษย์ได้อย่างไร”


ท่านผู้เฒ่าหมิงอ้างอิงจากประสบการณ์หลายปีที่เป็นอาจารย์และเปิดสำนักศึกษา มาวิจารณ์สถานศึกษาของจู้เจียงเจียงจนไม่มีอะไรดีสักอย่าง “สถานศึกษาแบบนี้ไม่ใช่สถานศึกษาที่แท้จริง!”


เมื่อเผชิญหน้ากับคำวิจารณ์ที่ไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด จู้เจียงเจียงไม่ได้โกรธ เพียงแต่สวนกลับไปหนึ่งประโยคเบาๆ “สถานศึกษาที่แท้จริงปีนี้ก็ไม่มีใครสอบติดซิ่วไฉไม่ใช่หรือ?”


สำนักศึกษาตระกูลหมิงปีนี้พ่ายแพ้ยับเยิน มีแค่โจวเหลียงศิษย์นอกที่จบจากที่นี่คนเดียวที่สอบติดจอหงวน


แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว นางก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะตอบโต้กลับไปได้แล้ว


“เจ้า!” ท่านผู้เฒ่าหมิงโดนตอกกลับจนหน้าแดงก่ำขึ้นทันที


หากไม่ใช่เพราะจู้เจียงเจียงมีแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งคอยสนับสนุน และยังเป็นเพื่อนบ้านกับคนใหญ่คนโตที่แม้เขาจะไม่รู้สถานะแต่ก็ไม่กล้าขัดขืน


ไม่อย่างนั้นเขาคงจะหันหลังเดินกลับออกไปจากที่นี่นานแล้ว


ถึงแม้ว่าคนที่โดนตอกจะเป็นปู่แท้ๆของตัวเอง แต่หมิงเหยาก็ยังอดที่จะหันไปแอบหัวเราะเบาๆไม่ได้ แม้แต่หมิงจี่เองก็แอบยกนิ้วโป้งให้จู้เจียงเจียงเป็นการชื่นชม


“อาจารย์หมิง อาจารย์จู พวกท่านเอาสัมภาระมาด้วยหรือไม่? ข้าจะพาพวกท่านไปชมที่พักของอาจารย์”


ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จู้เจียงเจียงจะเรียกพวกเขาทั้งสองคนว่าอาจารย์ เพื่อให้พวกเขาคุ้นชินเร็วขึ้น


นางพาหมิงเหยา จูชิงหราน รวมถึงครอบครัวของพวกเขาเดินไปส่วนที่ลึกสุดของสถานศึกษา


เมื่อเข้ามาจากประตูใหญ่ของสถานศึกษา ก็จะพบกับมุมพักผ่อนสำหรับการอ่าน ซึ่งเป็นสถานที่ให้ผู้ปกครองได้พักผ่อน และเวลาปกติพวกเด็กๆก็มาที่นี่เล่นไปพลางอ่านหนังสือไปพลางได้


จุดเด่นของมุมอ่านหนังสือคือมีชิงช้า โต๊ะกระดานหมากรุก ซุ้มดอกไม้ต่างๆ สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและมีศิลปะ


เดินเข้าไปอีกก็จะพบห้องเรียน ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับพวกเด็กๆใช้เรียนหนังสือ


ที่นี่กว้างขวางมาก นอกจากห้องเรียนที่สอนสี่หนังสือห้าคัมภีร์ตามปกติแล้ว ยังมีห้องเรียนสำหรับเรียนศิลปะอีกมากมาย สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการสืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม


เพราะหลายคนที่มาได้พลาดบริเวณพักผ่อนสำหรับการอ่านที่อยู่ด้านหน้าไปแล้ว ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงแนะนำจากบริเวณห้องเรียนให้พวกเขาไปเลย


“ห้องเรียนศิลปะ? นี่คืออะไรกัน? พวกลูกศิษย์ไม่เรียนหนังสือแล้วจะให้ไปเรียนศิลปะทำไมกัน!” ท่านผู้เฒ่าหมิงแสดงออกถึงความไม่พอใจและพูดดูถูกอีกครั้ง


ความไม่พอใจของเขาไม่ได้มุ่งเป้าไปที่จู้เจียงเจียง แต่ในฐานะที่เป็นคนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน เขาแสดงออกถึงความไม่พอใจของสถานศึกษาแห่งนี้ที่มีทัศนคติไม่เข้มงวด


“พิณ หมากรุก เขียนพู่กัน วาดภาพ การแสดงร้องเต้น ควรพัฒนาให้ครบทุกด้าน” จู้เจียงเจียงตอบอย่างใจเย็น


ที่ได้กลับมาคือประโยคไม่เห็นด้วยของท่านผู้เฒ่าหมิง “เหอะ!”


ไอ้คนหัวแข็ง!


จู้เจียงเจียงแอบแขวะอยู่ในใจ และพูดแนะนำให้พวกเขาต่อว่า “เดินต่อไปข้างหน้าทุกท่านจะเห็นสถานที่โล่งกว้าง ซึ่งนี่ก็คือสนามออกกำลังกายของสถานศึกษา ที่นี่ใช้สำหรับให้พวกลูกศิษย์มาออกกำลังกายในทุกวัน”


และอาคารที่อยู่ระหว่างบริเวณห้องเรียนกับสนามกีฬาเหล่านี้ คือที่พักอาศัยและโรงอาหารของอาจารย์และนักเรียน


“และหลายอาคารที่อยู่ระหว่างบริเวณห้องเรียนกับสนามออกกำลังกาย ก็คือที่พักอาศัยและโรงอาหารของอาจารย์และพวกเด็กๆ ทางนั้นคือโรงอาหาร”


เนื่องจากพวกเขายืนอยู่หน้าประตูหอพัก จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้พาพวกเขาไปดูโรงอาหาร เพียงแต่ชี้ทิศทางหนึ่งให้พวกเขา


“แม่นาง ที่พักของข้าอยู่ที่ไหน?” หมิงเหยาทนรอแทบไม่ไหวแล้ว


นางชอบสถานที่แห่งนี้มาก ชอบบรรยากาศการเรียนรู้ของที่นี่มากๆ มันเป็นอะไรที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงของพวกนางเทียบไม่ติดเลย


ยิ่งไปกว่านั้น นางอยู่แต่ในบ้านเล็กของตระกูลหมิงมานานหลายปี จนรู้สึกเบื่อหน่ายไปหมดแล้ว


ในที่สุดตอนนี้ตัวเองจะได้ออกมาใช้ชีวิตในที่ใหม่สักที ถึงแม้จะเป็นชนบท นางก็เต็มใจ!


“อยู่ตรงนี้”


จู้เจียงเจียงหมุนตัว ตรงหน้าก็คือบ้านพักอาจารย์ทั้งแถว หนึ่งแถวนี้เป็นบ้านไม้ที่เรียงต่อกันทั้งหมดห้าหลัง รูปแบบบ้านเหมือนกันทุกประการ


นางสร้างขึ้นมาห้าหลัง ก็เพื่อสะดวกต่อภายภาคหน้ามีอาจารย์คนใหม่มาเข้าร่วม


จู้เจียงเจียงเชื่อมั่นมาโดยตลอด หากสถานศึกษาแห่งนี้นางสามารถทำได้ดี ภายภาคหน้าจะต้องมีนักเรียนจำนวนมากกว่านี้มาเรียนหนังสือที่นี่อย่างแน่นอน ดังนั้นนางจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า


“บ้านห้าหลังนี้เหมือนกันทุกอย่าง สามห้องนอนสองห้องโถง พวกท่านเลือกได้ตามสบาย” จู้เจียงเจียงทำท่าเชิญให้หมิงเหยากับจูชิงหรานสองคน


“ท่านแม่ พวกเราเข้าไปดูกันเถิด!”


หมิงเหยาดึงหมิงฮูหยินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง


บ้านกว้างขวางมาก มีโต๊ะ เก้าอี้ ตู้ เตียง ครบครัน และยังมีห้องนอนเล็กๆอีกสามห้อง ขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน


“บ้านหลังนี้เล็กมากจริงๆ เหยาเอ๋อร์ เจ้ากลับไปพักที่จวนดีไหม” หมิงฮูหยินพูดห้ามอย่างเป็นกังวล


บ้านเหล่านี้สำหรับตระกูลหมิงที่เป็นครอบครัวใหญ่ พวกมันก็ถือว่าเล็กเกินไปจริงๆ 


แต่สำหรับจู้เจียงเจียง บ้านหลังนี้มีพื้นที่หนึ่งร้อยแปดสิบตารางเมตร มันถือว่าใหญ่มากแล้ว


“ท่านแม่ เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ? เหยาเอ๋อร์ควรเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว” หมิงเหยายืนกรานจะพักอยู่ที่นี่ “อีกอย่าง ต้องเดินทางไปกลับทุกวัน มันไกลเกินไปนะเจ้าคะ”


ถึงแม้จะมีรถม้าให้นั่งไปกลับทุกวัน แต่แค่คิดหมิงเหยาก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว


“หรือเจ้าเลือกหลังนี้แล้ว?” หมิงฮูหยินรู้ดีว่าการตัดสินใจของหมิงเหยานั้นเด็ดขาดแค่ไหน อีกอย่าง ในตัวเมืองก็ยังคงมีคนคอยนินทาจวนหมิงของพวกเขาอยู่เสมอ


ถึงแม้การแสดงงิ้วของจู้เจียงเจียงจะช่วยให้ข่าวลือเงียบหายไป แต่ก็ยังมีคนนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสนทนาสนุกปากกันเป็นประจำอยู่ทุกวันอย่างเลี่ยงไม่ได้


ตระกูลหมิงถูกทำร้ายจากเรื่องนี้อย่างมาก หมิงเหยาก็ไม่กล้าที่จะไปปรากฏตัวต่อหน้าบรรดาคุณหนูเหล่านั้นอีก


และเป็นเพราะเหตุนี้ คนตระกูลหมิงถึงยอมให้นางมาเป็นอาจารย์ที่นี่ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศสภาพแวดล้อม ให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหน่อย


“ข้าขอออกไปดูบ้านหลังอื่นๆก่อน” จู่ๆ หมิงเหยาก็หน้าแดงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้ววิ่งออกไป


ที่บอกว่าไปดูบ้านหลังอื่นก่อน ความจริงแล้วนางอยากจะไปดูว่าจูชิงหรานเลือกหลังไหน นางอยากอยู่ข้างบ้านเขา


ตอนที่ 124: รอบสถานศึกษายังต้องปลูกผักอีกหรือ?!


หมิงเหยาและจูชิงหรานเลือกบ้านเรียบร้อยแล้ว สาวใช้และบ่าวของพวกเขากำลังช่วยกันยกของเข้าไปในบ้าน


“อาจารย์หมิง อาจารย์จู พวกท่านเก็บของให้เรียบร้อยก่อนเถิด รอเวลามื้อเย็นก็ไปกินข้าวบ้านข้า หลายวันนี้คงต้องลำบากพวกท่านเดินทางไปกินข้าวที่บ้านข้าไปก่อน รอโรงอาหารเตรียมเสร็จ พวกท่านก็กินข้าวอยู่ที่โรงอาหารได้แล้ว”


จู้เจียงเจียงมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าขอโทษขอโพยเล็กน้อย แล้วเสริมอีกหนึ่งประโยค “แน่นอน หากพวกท่านทำกับข้าวได้เองละก็ ข้าก็ไม่ถือสา”


ดูหมิงเหยาแล้วก็ไม่เหมือนคนที่ทำกับข้าวเป็น ส่วนจูชิงหรานยิ่งไม่ต้องพูดถึง


“แม่นางจู้ รบกวนเจ้าส่งอาหารมาทุกวันไม่ได้หรือ? เหยาเอ๋อร์ลูกข้าถูกดูแลอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก เดินทางไกลอย่างนั้นไม่ไหวหรอก” หมิงฮูหยินกังวลใจมากจริงๆ


จู้เจียงเจียงมองหมิงเหยาแวบหนึ่ง เงียบไม่พูด


จะให้นางไปส่งข้าวหรือ? เป็นไปไม่ได้!


นางยุ่งมากทุกวัน แม้แต่เวลาให้ตัวเองค่อยๆกินข้าวยังไม่มี จะเอาเวลาที่ไหนไปส่งข้าวให้คนอื่น


อีกอย่าง หมิงเหยาก็ไม่จำเป็นต้องให้ใครไปส่งข้าวให้นาง


“ท่านแม่ แค่เวลาไม่กี่วันข้าทำได้ ท่านแม่โปรดวางใจ!”


ถ้าได้เดินเล่นไปตามถนนเล็กๆในชนบทด้วยกันกับจูชิงหรานทุกวัน ชมวิวไปพลาง พูดคุยกันไปพลาง แล้วค่อยไปกินข้าวด้วยกัน แค่คิดก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกอย่างหนึ่งแล้ว


“แต่ว่า...”


“ท่านแม่!” หมิงเหยากระทืบเท้า ออดอ้อนหมิงฮูหยิน


หมิงฮูหยินเห็นแบบนั้น ก็ทำได้แค่ตามใจนางอย่างจนใจ “เหยาเอ๋อร์ หากอยู่ที่นี่ไม่ไหวก็กลับจวนนะลูก แม่รอเจ้าอยู่ที่จวนเข้าใจไหม?”


จู้เจียงเจียงไม่อยากเสียเวลามองพวกนางสองแม่ลูกแสดงความรักความผูกพันกัน จึงพูดแทรกว่า “อาจารย์หมิง งั้นพวกท่านก็เก็บของไปก่อน ข้ายังมีงานที่ต้องทำในแปลงผัก วันนี้ท่านพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ข้าค่อยมาหาพวกท่าน คุยเรื่องต่างๆเกี่ยวกับการเปิดเรียน”


นางชี้ไปที่แปลงผักผืนหนึ่งนอกสนามออกกำลังกาย


“รอบสถานศึกษายังต้องปลูกผักอีกหรือ?!”


ท่านผู้เฒ่าหมิงแสดงความไม่พอใจของเขาออกมาอีกครั้ง “สถานที่เสียงดังแบบนี้ จะเรียนหนังสือได้อย่างไร!”


จู้เจียงเจียงหยุดฝีเท้าที่กำลังจะเดินออกไป หมุนตัวหันมายักคิ้วให้ท่านผู้เฒ่าหมิงอย่างมีความหมายลึกซึ้ง พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย“ข้าลืมบอกทุกท่านไป แปลงผักรอบสถานศึกษาแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในเนื้อหาการเรียนการสอนด้วย”


นางพูดจบก็ราวกับทิ้งระเบิดไว้ให้กลุ่มคนจากตัวเมือง แล้วเดินจากไป


คุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย สุนทรียะ แรงงาน นางไม่ได้แค่พูดส่งๆ


“หา?!”


“นะ นี่มันใช่สถานศึกษาที่ไหน นี่มันก่อเรื่องต่างหาก!” ท่านผู้เฒ่าหมิงโกรธจนความดันเลือดขึ้นสูง


เขาไม่อยากอยู่ที่นี่ต่อ จึงเรียกคนตระกูลหมิงทุกคนมา แล้วเดินออกไปทันที “กลับกันให้หมด ปล่อยให้เหยาเอ๋อร์ใช้ชีวิตลำบากอยู่ที่นี่ไป!”


เขามั่นใจมากว่าหมิงเหยาจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน


คนตระกูลหมิงเห็นนายท่านผู้เฒ่าโกรธแล้ว เป็นธรรมดาที่จะไม่กล้าอยู่ต่อ หมิงฮูหยินอาลัยอาวรณ์แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง “เหยาเอ๋อร์ แม่กลับก่อนนะลูก เจ้าดูแลตัวเองดีๆ วันหน้าแม่ค่อยหาเวลามาเยี่ยมเจ้าใหม่”


“ท่านแม่ไม่ต้องมาแล้ว ประเดี๋ยวจะโดนท่านปู่ดุเอา” ผู้หญิงที่มีครอบครัวจะออกบ้านทุกวันได้ที่ไหน หมิงเหยาเข้าใจความลำบากของมารดานาง


“น้องหญิง งั้นพรุ่งนี้ข้าค่อยมาหาเจ้าใหม่” หมิงจี่ไม่ได้เป็นห่วงหมิงเหยาเลยสักนิด


ถ้าไม่ใช่ว่าท่านผู้เฒ่าหมิงให้เขาตั้งใจเรียน เข้าร่วมสอบขุนนาง เขาก็อยากจะมาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นี่เช่นกัน


คนตระกูลหมิงกลับแล้ว แต่จูลิ่นยังอยู่


หลังจากที่เขาช่วยจูชิงหรานเก็บของเสร็จ ก็ไปดูแปลงผัก พอเห็นไท่ช่างหวงกำลังปลูกผักอยู่ในแปลง เขาก็อดที่จะรู้สึกชื่นชมวิธีการของจู้เจียงเจียงไม่ได้


และเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงสนับสนุนจูชิงหรานให้สนิทกับจู้เจียงเจียงมากหน่อย


สาวน้อยคนนี้ อนาคตของนางต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!


ตอนเย็น


ในที่สุดหลายคนในแปลงผักก็ใกล้จะเลิกงานแล้ว วันนี้ขุดดิน ไถพรวน และเพาะเมล็ด พวกเขาสิบสามคนยังปลูกไปได้ไม่ถึงยี่สิบหมู่ คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะเสร็จ


จู้เจียงเจียงเหนื่อยจนแทบจะตรงตัวไม่ไหว ระหว่างทางกลับหมู่บ้าน นางถือโอกาสไปสถานศึกษาเรียกหมิงเหยาและจูชิงหราน


“อาจารย์หมิง อาจารย์จู ข้าจะกลับไปทำอาหารแล้ว พวกท่านจะเดินไปพร้อมพวกเราไหม?”


พวกเขาไม่ได้นำจอบและเครื่องมืออื่นๆกลับไป วางพวกมันไว้ที่สถานศึกษา


หน้าประตูมีหลายคนรออยู่ หมิงเหยาและจูชิงหรานปิดประตู แล้วเดินตามพวกเขาไปด้วยกัน


“แม่นาง ข้ากังวลมากๆ ทำอย่างไรดี ข้ากลัวตัวเองจะสอนศิษย์ได้ไม่ดี?”


หลังจากเข้าพักในสถานศึกษา หมิงเหยาก็เริ่มมีแรงกดดัน


เมื่อมองดูเผยเสี่ยวอวี๋ น้องเก้าและเด็กผู้หญิงทั้งหลายที่วิ่งอยู่ด้านหน้า หมิงเหยาก็ยิ่งรู้สึกกังวลมากขึ้นไปอีก เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้าพวกนางก็จะมาเป็นลูกศิษย์ตัวน้อยของนางแล้ว


นางเคยโอ้อวดตัวเองว่าเคยเข้าเรียนในห้องเรียนของสำนักศึกษามาหลายครั้ง และคิดว่าตัวเองรู้มากกว่าพวกคุณหนูในเมืองเหล่านั้น แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับพวกเด็กๆที่ใสซื่อบริสุทธิ์ นางก็อดที่จะรู้สึกกังวลไม่ได้


“ไม่ต้องกังวลไป ยังมีข้าอยู่ ท่านอย่าลืม ข้าก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ของสถานศึกษา” จู้เจียงเจียงสงบกว่านางมาก


ถึงแม้ว่าการเป็นอาจารย์จะไม่ใช่หน้าที่หลักของนาง แต่ในสถานศึกษา พวกคาบเรียนศิลปะ พลศึกษา ยังมีชีววิทยาก็จำเป็นต้องให้นางไปสอนด้วยตัวเอง


หมิงเหยาและจูชิงหรานไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้


นางไม่ได้คาดหวังให้พวกเด็กๆรู้อย่างแตกฉาน แต่นางอยากให้พวกเขารู้ว่าบนโลกใบนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เพื่อสร้างมุมมองพื้นฐานของโลกให้กับพวกเขา


“แม่นางเก่งจริงๆ เจ้าดูแลที่ดินเพาะปลูกมากมาย แล้วยังต้องสอนลูกศิษย์อีก เจ้าเอาเวลามาจากไหนกันนะ”


ถึงแม้หมิงเหยาจะไม่ได้ติดตามจู้เจียงเจียงทุกวัน แต่แค่เรื่องราวเกี่ยวกับจู้เจียงเจียงในเมือง นางก็ได้ยินมาแล้วมากมาย


สถานะของจู้เจียงเจียงเยอะจนนับไม่ไหว นางคือเจ้าของหอจ้าวเซิง เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้ยังเป็นอาจารย์หญิงอีกด้วย หมิงเหยาไม่รู้เลยว่าจู้เจียงเจียงไปเอาเวลาและกำลังวังชามากมายมาจากไหน


“ท่านอย่าชมจนข้าลืมตัว ข้าก็แค่มีแผนและดำเนินการเรื่องที่ข้าอยากทำ บนโลกนี้ไม่มีเรื่องยาก ขอแค่คนมีใจมุ่งมั่น”


จู้เจียงเจียงไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งอะไรมากนัก บางทีอาจเป็นเพราะว่าเมื่อลงมือทำอะไรแล้วก็จะได้รับผลตอบแทน นางจึงลงมือทำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย


หากเปลี่ยนเป็นตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน มองไม่เห็นอนาคตและผลตอบแทน นางก็คงจะไม่ทุ่มสุดตัวแบบนี้


“แม่นาง งั้นวันหลังก็รบกวนเจ้าช่วยดูแลด้วยนะ” หมิงเหยาโค้งคำนับก้มหัวให้นาง


ในแง่หนึ่ง จู้เจียงเจียงถือเป็นผู้มีพระคุณของนาง ไม่เพียงเคยช่วยชีวิตนางเอาไว้ แต่ยังมอบโอกาสชีวิตใหม่ ทำให้นางได้อยู่ด้วยกันกับจูชิงหราน


ไม่ว่ามองจากด้านไหน จู้เจียงเจียงก็เป็นบุคคลสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง


หมิงเหยารู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งในบุญคุณมาก


“หากท่านรู้สึกเกรงใจ หลายวันที่ว่างก็ไปทำไร่ทำสวนกับข้า แปลงผักผืนที่อยู่นอกสถานศึกษา วันข้างหน้าก็ให้ท่านกับอาจารย์จูช่วยดูแลแล้วกัน”


จู้เจียงเจียงถือโอกาสล่อลวงนาง งานที่แปลงผัก พวกเขาทำกันไม่ไหวจริงๆ


“เชิญแม่นางจู้สั่งงานได้ตามสบาย ข้ากับเหยาเอ๋อร์จะไม่ปฏิเสธหน้าที่อันพึงกระทำ” จูชิงหรานที่เดินอยู่ข้างๆ พวกเขาชิงตอบก่อน


คำตอบครั้งนี้ของเขา เป็นการปูพื้นฐานไปสู่วันข้างหน้าของพวกเขา เปลี่ยนจากลูกขุนนางและสตรีผู้มีชื่อเสียงในเมืองมาใช้ชีวิตสามีภรรยากันในชนบท


มีประโยคนี้ของเขา วันข้างหน้าหากจู้เจียงเจียงมีธุระเล็กๆน้อยๆ นางก็จะมาขอความช่วยเหลือจากทั้งสองคนอย่างหน้าด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแปลงผักหรือเรื่องในนา


แน่นอนว่า การตอบแทนที่นางให้พวกเขาก็มหาศาลเช่นกัน


ตอนที่ 125: ประดิษฐ์สมุดคัดอักษรเอง


“ไม่ไหว ข้าดูหนังสือใกล้จะอ้วกแล้ว ข้าไปดูผักที่แปลงผักดีกว่า”


หนังสือเรียนที่หมิงจี่ช่วยพิมพ์ส่งมาถึงแล้ว จู้เจียงเจียงนั่งอยู่ในสถานศึกษาทั้งวัน ตรวจสอบประเภทหนังสือกับหมิงเหยาและจูชิงหรานอีกหนึ่งรอบ


หนังสือสมัยโบราณมีแต่ตัวอักษรอัดแน่นเต็มไปหมด นางดูจนเกือบจะอ้วกเช่นกัน


“แม่นาง หนังสือก็เป็นแบบนี้ หากเจ้าดูต่อไม่ไหวก็ไปดูอย่างอื่นเถิด” หมิงเหยาเห็นอกเห็นใจ


นางเติบโตมาในสำนักศึกษา ในห้องของนางก็มีหนังสืออยู่เต็มตู้ นางเห็นจนชินชาแล้ว


จูชิงหรานก็เช่นกัน


“หนังสือของพวกเจ้ามันจะผิดมนุษย์มนาเกินไปแล้ว ชั้นประถมก็อ่านหนังสือยากขนาดนี้ พวกเด็กๆแม้แต่ตัวอักษรก็ยังไม่รู้จัก!”


จู้เจียงเจียงพลาดแล้ว


นางรู้อยู่แล้วว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มาเรียนหนังสือล้วนเป็นเด็กที่ไม่รู้หนังสือสักตัว พวกเขาอายุต่ำกว่าสิบขวบทั้งนั้น แต่นางกลับยังให้พวกเด็กๆอ่านหนังสือทั่วไปที่ใช้ในสำนักศึกษาตระกูลหมิง


นี่คือความผิดพลาดในการทำงานของนางจริงๆ


แต่หมิงเหยาแสดงออกว่าถูกปรักปรำ “ข้าและพี่ชายตอนเด็กก็อ่านหนังสือแบบนี้ จากนั้นพวกเราก็ค่อยๆอ่านออกและเข้าใจจากในหนังสือทีละเล็กทีละน้อย”


“ใช่แล้ว” จูชิงหรานยืนอยู่ข้างคนรักของตัวเอง “การอ่านหนังสือเป็นเรื่องของทั้งชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในทันที”


“...” จู้เจียงเจียงเห็นด้วยกับการอ่านหนังสือเป็นเรื่องของทั้งชีวิต แต่ทั้งชีวิตจะอ่านแต่หนังสือพวกนี้ นางขอคัดค้าน


“ช่างเถอะ พรุ่งนี้คุณชายหมิงยังจะส่งหนังสืออีกชุดมาใช่ไหม? งั้นข้ากลับไปทำสื่อการสอน ให้เขาช่วยข้าพิมพ์สักหน่อย”


จู้เจียงเจียงปิดหนังสือที่ตัวเองอ่านอยู่อย่างหัวเสีย แล้วโยนมันทิ้งไปด้านข้าง หากนางดูเพิ่มอีกหน่อยคงต้องอ้วกออกมาแน่นอน


พูดจบนางก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป ปล่อยให้พวกเขาสองคนคิดหาวิธีตรวจสอบหนังสือที่เหลือด้วยตัวเองจนหมด


ในแปลงผัก


เวลาสั้นๆแค่สี่ห้าวัน ผักทั้งหมดในแปลงก็มีสีขาวเขียวเต็มทั่วพื้นที่ไปหมด


ผักที่โตเร็ว ใบมีขนาดใหญ่เท่าเล็บแล้ว สีสันก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียว ส่วนผักที่โตช้าเพิ่งแตกยอดอ่อน ยังเป็นสีขาวอยู่


ดังนั้น แปลงผักในเวลานี้จึงดูเป็นสีขาวเขียวทั้งผืน


วันนี้ไม่เห็นดวงอาทิตย์ แต่ก็ไม่ถือว่าหนาวมากนัก อู่จิ้นผิงถอดเสื้อทำงานอยู่ในแปลงผัก ช่วยรดน้ำอยู่คนเดียวตลอดทั้งเช้า


ในฐานะไท่ช่างหวง การที่เขายอมลดตัวลงมาทำงานในแปลงผักแบบนี้ จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงเช่นกัน


“แม่นางจู้ วันนี้มีกุ้งให้กินไหม? ข้าเหนื่อยมากจริงๆ”


ฉินเฟิงไม่รู้ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลัง แล้วมาร้องโอดครวญอยู่ข้างหูนางตั้งแต่เมื่อไร


เขาเป็นบุตรชายของราชครูผู้ยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะอยู่ในชนบท แต่ก็ควรจะเหมือนกับอาจารย์สองคนในสถานศึกษา นั่งอ่านหนังสืออยู่หน้ากองหนังสือ คุยแลกเปลี่ยนเรื่องบทความถึงจะถูก


แต่ตอนนี้กลับตกอับมาเป็นคนช่วยตักน้ำรดผัก เขามีความทุกข์แต่พูดออกไปไม่ได้ ช่างยากลำบากเหลือเกิน


จู้เจียงเจียงก็รู้สึกเห็นใจเขาเช่นกัน เขาก็เหมือนกับถูหย่า เป็นลูกหลานตระกูลขุนนาง กลับถูกเรียกตัวมาปรนนิบัติไท่ช่างหวงและไท่เฟย งานหนักงานเหนื่อยก็ต้องทำ


เฮ้อ!


มีสิทธิ์มีอำนาจมันช่างดีจริงๆ คนปรนนิบัติตามติดอยู่ข้างกายยังต้องมีฐานะความสามารถถึงจะถูกตาต้องใจ


“ยกเว้นกุ้ง อย่างอื่นทำได้หมด” จู้เจียงเจียงไม่อยากจับกุ้งในบ่อมาทำกับข้าว พวกมันยังเล็กอยู่


“งั้นก็เอาปลาเปรี้ยวหวานก็ได้” ฉินเฟิงยอมถอยและขออย่างอื่นที่ยอมรับได้ ปลาเปรี้ยวหวานคืออาหารอันดับสองที่เขาชอบกิน


จู้เจียงเจียงพยักหน้าเป็นการรับปาก “งั้นท่านก็ทำงานต่อไปนะ ข้ากลับก่อน”


หืม???


ฉินเฟิงมองจู้เจียงเจียงที่กำลังหมุนตัวจากไป จึงสาดน้ำใส่นางหนึ่งขัน “เจ้าไม่ได้มาทำงานเรอะ!”


เขายังนึกว่ามีคนมาช่วยแบ่งเบางานของพวกเขาไปหน่อยเสียอีก


จู้เจียงเจียงโบกมือแบบไม่หันกลับมามอง


เดิมทีนางช่วยได้ แต่ตอนนี้นางต้องกลับบ้านไปปิดประตูทำของบางอย่าง


ในบ้าน เผยจี้ออกเดินทางไปเมืองเจียงเป่ยเพื่อไปทำงานที่ปีก่อนยังทำไม่เสร็จแล้ว ส่วนเผยเสี่ยวอวี๋ก็อยู่ที่บ้านเล็กทางทิศเหนือ กำลังเย็บกระเป๋าเรียนของตัวเองกับพวกน้องห้า เพื่อเตรียมตัวไปเรียน


ในหมู่บ้านก็ว่างเปล่า ทุกคนไปพัฒนาที่ดินรกร้องข้างถนนหลักเพื่อเตรียมปลูกชา


จู้เจียงเจียงกลับมา ถือโอกาสล้างหน้าล้างตา ก่อนจะหยิบพู่กันกระดาษเข้าไปในช่องว่างมิติ


ภายในช่องว่างมิติ นางสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างตั้งใจ โดยไม่มีใครมารบกวน


แน่นอนว่าผลของการลืมตัวก็คือ เมื่อนางทำงานเสร็จออกมา ก็เป็นเวลาเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้นไปแล้ว


จู้เจียงเจียงไม่พลาดเวลาที่ต้องไปพบหมิงจี่ แต่กลับลืมเรื่องทำปลาเปรี้ยวหวานให้ฉินเฟิง เขาที่กลับบ้านมาไม่ได้กินปลาเปรี้ยวหวาน ภายใต้ความโกรธจึงไปช้อนกุ้งในบ่อกุ้งของนางมาสองตะกร้าใหญ่!


ตอนปีใหม่เขาเคยเห็นว่าจู้เจียงเจียงจัดการกุ้งอย่างไร ถึงแม้เขาจะทำอาหารไม่เป็น แต่กุ้งต้มเขาก็ยังพอทำได้อยู่


ต้มน้ำจนเดือด ตบขิงแผ่นใส่ลงไปเล็กน้อย เติมเหล้าหมักเพื่อลดกลิ่นคาว เมื่อสุกแล้วก็ตักขึ้นมาจิ้มกับน้ำจิ้ม


น้ำจิ้มที่เขาทำไม่อร่อยเท่าที่จู้เจียงเจียงทำ แต่กุ้งสดก็อร่อยอยู่แล้ว เขาเลยไม่ได้ใส่ใจมากนัก


จู้เจียงเจียงมองเปลือกกุ้งที่เกลื่อนลานบ้าน นางถลึงตาให้ฉินเฟิงที่ยืนอยู่ชั้นสองในหอจินชิว


ฉินเฟิงสบตานางแบบไม่เกรงกลัว สายตายั่วยุนั้นเหมือนกำลังบอกว่า เป็นเจ้าที่ไม่รักษาคำพูดก่อน!


“...” ก็ได้ เขาชนะแล้ว


“คุณชายฉิน ครั้งหน้าโปรดเมตตาสักหน่อย? ข้าเลี้ยงกุ้งไม่ง่ายเลย” จู้เจียงเจียงเดินออกมา ตอนเดินผ่านหน้าประตูหอจินชิว ก็เงยหน้าพูดขอร้องเขาเสียงเบา


“แน่นอน วันหลังข้ายังมีหลายเรื่องที่ต้องพึ่งพาอาศัยแม่นางจู้ เป็นธรรมดาที่เจ้าข้าสองคนควรจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข” ฉินเฟิงยิ้มอย่างเสแสร้ง แสดงความเกรงใจจนดูจอมปลอมเล็กน้อย


เขายังโกรธอยู่!


ช่างเถอะ


จู้เจียงเจียงส่ายหน้าเดินไปทางสถานศึกษา แล้วมอบของที่ตัวเองอดตาหลับขับตานอนส่งให้หมิงจี่


“สิ่งเหล่านี้คืออะไรรึ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”


หมิงจี่พลิกดูของปึกหนึ่งที่นางให้มาอย่างลวกๆ ด้านบนส่วนมากเป็นตัวอักษรที่ถูกถอดเป็นเส้นขีด ยังมีนิทานสั้นๆสนุกๆด้วย


ไม่เพียงเท่านี้ ในนิทานยังแทรกภาพประกอบง่ายๆ


“คุณชายหมิง รูปพวกนี้พิมพ์ได้หรือไม่?” จู้เจียงเจียงกังวลว่าพวกเขาจะพิมพ์ภาพประกอบออกมาไม่ได้


นางวาดแบบง่ายมากๆแล้ว พยายามใช้เส้นน้อยที่สุดแต่สะอาดและคมชัด วาดสิ่งของที่เหมือนที่สุด


“ได้แน่นอน!” หมิงจี่ให้คำตอบแบบมั่นใจแก่นาง “แต่เจ้าแน่ใจนะว่าจะวาดของสิ่งเหล่านี้ลงไปในหนังสือ? ภาพวาดของเจ้ากินพื้นที่มากกว่าตัวอักษรอีกนะ”


ในพวกบทละครพื้นบ้านก็มีรูปวาดแบบนี้ ดังนั้นการพิมพ์จึงไม่มีปัญหา


เพียงแต่การวาดภาพลงในหนังสือที่ใช้ในสถานศึกษาชนบท ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรกระมัง?


“งั้นก็ดี ท่านพิมพ์เหล่านี้ตามที่ข้าให้เถิด พร้อมช่วยข้าพิมพ์หนังสือคู่มือการเกษตรเล่มนี้ด้วย” เมื่อเช้าจู้เจียงเจียงลังเลอยู่นานก่อนจะตัดสินใจนำหนังสือเล่มนี้ออกมา


“พิมพ์แค่สามเล่มนี้ก่อน อย่าสลับกันมั่วล่ะ”


นอกจากหนังสือคู่มือการเกษตรที่นางใช้ด้ายป่านเย็บจนเรียบร้อยแล้ว อีกสองเล่มนางรีบทำออกมาเป็นแผ่นแยกกัน จู้เจียงเจียงกลัวหมิงจี่จะสลับกันมั่วมากๆ


“สมุดคัดอักษร หนังสือนิทานเรื่องสั้น หนังสือคู่มือการเกษตรของตระกูลจู้ หนังสือสามเล่มนี้ใช้ชื่อตามที่เจ้าเขียนไว้ด้านบนหรือ?” หมิงจี่ยืนยันกับนางอย่างละเอียด


เพราะเมื่อเขาส่งไปพิมพ์แล้วก็จะแก้ไขไม่ได้อีก


“อืม ใช้ชื่อนี้เลย”


นอกจากหนังสือคู่มือการเกษตรที่นางเป็นต้นฉบับ ต้องกำกับสกุลของนางไว้ด้วยแล้ว อีกสองเล่มล้วนไม่จำเป็น ตัวอักษร นิทานเหล่านั้นไม่ถือว่านางเป็นต้นฉบับ


“ได้ อีกสามวันพวกเจ้าจะเปิดเรียนแล้วใช่ไหม ข้าจะพยายามส่งหนังสือมาให้เจ้าก่อนสถานศึกษาเปิด”


ตอนที่ 126: สถานศึกษาชนบทแล้วไง เรียน!


“แม่นางจู้อยู่ไหม?”


โจวสือโจวเซี่ยนสองคนพี่น้องทั้งตัวเต็มไปด้วยเศษขี้เลื่อยปรากฏตัวอยู่หน้าสถานศึกษา ตะโกนเรียกเข้าไปในสถานศึกษา


จู้เจียงเจียงอยู่ที่ห้องทำงานบริเวณส่วนกลางของห้องเรียน เตรียมตัวเปิดเรียนรอบสุดท้ายกับอาจารย์สองคน


พวกเขากำลังแบ่งชั้น ตามอายุและหมู่บ้านที่จู้เจียงเจียงได้ใบรายชื่อเด็กแต่ละหมู่บ้านมาเมื่อปีก่อน ก็ได้ยินมีเสียงคนเรียกนางมาจากด้านนอก


“พวกท่านดูไปก่อน ข้าขอตัวออกไปประเดี๋ยว”


จู้เจียงเจียงฟังออกว่าเป็นเสียงของพี่น้องตระกูลโจว นางวางพู่กันในมือแล้ววิ่งไปทางหน้าประตู


เมื่อเห็นนางวิ่งมา สองคนพี่น้องตระกูลโจวก็ก้าวเข้ามาหา “แม่นางจู้ บ้านเล็กริมบ่อกุ้งสร้างเสร็จแล้ว ตามแบบที่เจ้าสั่งไว้ เจ้าจะไปดูหน่อยไหม?”


พวกเขาสองพี่น้องเร่งทำงานกันแบบไม่หยุดพัก ในที่สุดก็สร้างเสร็จแล้ว


“ไม่ต้อง ข้าเชื่อพวกท่าน เพียงแต่…”


จู้เจียงเจียงคลำทั้งตัวแต่ก็ไม่เจอถุงเงิน นางยิ้มให้ทั้งสองคนแบบเขินๆ “ต้องขอโทษด้วย วันนี้ข้าไม่ได้เอาเงินมา”


หลายวันนี้นางวิ่งไปมาระหว่างหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกับสถานศึกษา เพราะไม่ถือว่าไกลกันมาก และก็ไม่จำเป็นต้องซื้อของอะไร ดังนั้นบนตัวจึงไม่ได้พกเงินเลย


อีกทั้งนางก็ไม่รู้ว่าพี่น้องตระกูลโจวจะปิดงานวันนี้


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร!”


สองคนพี่น้องตระกูลโจวโบกไม้โบกมือ ท่าทางดูร้อนใจกว่านางเสียอีก “สถานศึกษาใกล้จะเปิดแล้วไม่ใช่หรือ รอตอนพวกเราส่งลูกมาเรียนค่อยคิดก็ได้”


พวกเขาคุยกับจู้เจียงเจียงไว้แล้ว ส่งเด็กสามคนในบ้านล้วนส่งมาเรียนหนังสือที่นี่ทั้งหมด


พวกเขาเข้าเรียนที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงไม่ได้ ให้มาเรียนหนังสือที่นี่ ก็ยังดีกว่าเล่นเสียงดังอยู่ในบ้านทั้งวัน


“งั้นก็ได้ ลำบากพี่ใหญ่โจวและพี่รองโจวแล้ว”


สองข้างทางถนนหลักเปลี่ยนไปกลายเป็นอย่างตอนนี้ มีทั้งสถานศึกษา โรงงาน ต่อไปยังจะสร้างโรงเตี๊ยม ทั้งหมดนี้คือผลจากความลำบากของพี่น้องตระกูลโจว


จู้เจียงเจียงส่งสองพี่น้องตระกูลโจวแล้ว ตอนกำลังจะหมุนตัวกลับไป บนถนนหลักก็มีรถม้ามาอีกสองคัน


คนที่ขี่ม้านำหน้าหน้ารถม้ามาก็คือ โจวเหลียง!


“ใต้เท้าโจว ทำไมวันนี้ท่านถึงมีเวลาว่างได้?” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างตกใจ


ตั้งแต่คืนวันสิ้นปี โจวเหลียงก็ไม่ได้กลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาอีกเลย


พวกน้องเก้าเข้าเมืองหลายครั้ง กลับมาแต่ละครั้งก็จะบอกว่าไปหาเขาในที่ว่าการแต่ก็ไม่เจอ ไม่รู้ว่าเขายุ่งอะไรอยู่


โจวเหลียงลงจากหลังม้า ผูกม้าไว้กับท่อนไม้ที่ใช้ผูกม้าหน้าสถานศึกษาโดยเฉพาะ “แม่นาง ข้ามาส่งพู่กัน กระดาษ หมึก แท่นฝนหมึกให้ท่านแล้ว”


“นี่คือหมึก แท่นฝนหมึก กระดาษ และพู่กัน สองคันรถที่ตระกูลหมิงบริจาคให้ที่ว่าการตอนน้ำท่วมก่อนหน้านี้ ยกให้ท่านทั้งหมด”


ของเหล่านี้วางอยู่ในที่ว่าการก็เกะกะ อีกทั้งตอนใต้เท้าจูยังอยู่ จู้เจียงเจียงก็ได้ไปขอของพวกนี้กับที่ว่าการเอาไว้แล้ว


เขาแค่เพิ่งว่าง วันนี้จึงมาส่งให้เท่านั้นเอง


“มาได้เวลาพอดีเลย!”


เมื่อวานจู้เจียงเจียงยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่ เพียงแต่ยังไม่มีเวลาไปขอที่ว่าการเลย


วันนี้ที่ว่าการมาส่งให้นางเอง ลดงานนางไปได้ไม่น้อย


“เดินทางมาคงกระหายน้ำแล้วกระมัง เข้าไปดื่มชาสักแก้วก่อน?”


“ไม่ดีกว่า”


โจวเหลียงแค่มองสถานศึกษาด้านหลังของจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง ทว่าไม่ได้เข้าไป “ข้าจะไปหาพวกน้องเก้า พวกเขาจะได้เข้าสถานศึกษาแล้ว ข้าควรจะไปพูดคุยกับพวกเขาสักหน่อย”


“ใต้เท้าโจวคิดรอบคอบจริงๆ งั้นท่านกลับไปก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ”


วันนี้จู้เจียงเจียงต้องแบ่งรายชื่อทั้งหมดให้เสร็จ พอเปิดเรียนจะได้จัดห้องตามรายชื่อ นางเลยยุ่งมาก


แต่ว่าวันนี้นางเหมือนโดนสาป ตอนอยากกลับไปทำงานอีกครั้ง ก็มีคนมาหานางอีกหลายกลุ่ม


กลุ่มแรกเป็นพวกลุงป้าน้าอาที่จู้เจียงเจียงรับมาทำกับข้าวในโรงอาหาร พวกเขาแบกห่อผ้าเดินทางมา เพราะต้องเข้ามาพักในสถานศึกษาก่อนเปิดเรียน


และที่ตามพวกเขามาด้วยก็คือ บรรดาลูกๆของพวกเขาที่เตรียมจะเข้าเรียน


เมื่อเห็นจู้เจียงเจียง พวกเด็กๆก็ทักทายนางอย่างกล้าๆกลัวๆ “สวัสดีเจ้าค่ะ/ขอรับ ท่านอาจารย์จู้”


เห็นท่าทางตื่นเต้นและไม่เป็นธรรมชาติของพวกเขา แค่ดูก็รู้ว่าถูกพวกผู้ใหญ่ที่บ้านขอให้ทำแบบนี้


บวกกับภาพจำของพวกเขาที่มีต่อสถานศึกษาอันคร่ำครึ นึกว่าอาจารย์ทุกคนจะเข้มงวด สำรวมกิริยาไม่ยิ้มแย้ม พวกเขาจึงยิ่งกลัวมากขึ้น พอเห็นจู้เจียงเจียงก็ไม่กล้าขยับ


“ข้าพาพวกเจ้าไปดูหอพักแล้วกัน”


จู้เจียงเจียงส่ายหน้ายิ้มๆ พาพวกเขาเข้าไปด้านในเพื่อทำความคุ้นเคยก่อน


หลังจากจัดการคนกลุ่มแรกเสร็จ หนิวต้งก็มา


ในตัวเมือง นางยืมเส้นสายเรื่องธุรกิจของหนิวต้ง จองผักหนึ่งเดือนกับเถ้าแก่ร้านขายผักสองคน จนกว่าผักที่พวกเขาปลูกเองจะกินได้ถึงจะหยุดสั่ง


ส่วนเรื่องเนื้อ แน่นอนว่าต้องเป็นหนิวต้งนี่แหละที่จัดหาให้


“แม่นางเจียงเจียง เจ้ามาดูก่อน พวกนี้ล้วนเป็นข้ากับพี่ชายสองคนเก็บไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ สดใหม่มากเลยนะ!” หนิวต้งลากรถเข็นที่มีของเต็มคันรถเข้ามา


เนื้อและผักวางอยู่ในรถคันเดียวกัน


“โห สถานศึกษาใหญ่ขนาดนี้เลย...”


หนึ่งในพี่ชายที่มาส่งผักเห็นสถานศึกษาทั้งกว้างขวางและสวยงาม ก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมา


ตอนที่หนิวต้งไปจองผักกับพวกเขา บอกว่าจะส่งไปสถานศึกษาในชนบท ตอนนั้นพวกเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก


สถานศึกษาในชนบท เกรงว่าคงจะนั่งเรียนกันอยู่บนคันนา แล้วก็เรียนรู้ตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวกระมัง จะใหญ่โตอะไรนักหนา


ตอนนี้เมื่อได้มาเห็น พวกเขาถึงรู้ สถานศึกษาในชนบทนี้คิดไม่ถึงว่าจะสร้างได้สวยงามเช่นนี้ อาคารนี้สวยกว่าในเมืองเสียอีก!


“เหล่าถัง ข้าบอกเจ้าแล้ว แม่นางเจียงเจียงเก่งกาจกว่าที่เจ้าคิดไว้มาก ไม่งั้นคนเขาจะเดาข้อสอบถูกจนได้จอหงวนออกมาได้อย่างไร!”


ท่าทางภูมิใจของหนิวต้งนั้น ทำราวกับว่าเขานั้นเป็นคนเดาข้อสอบถูกเสียเอง 


“จุ๊ๆ เหลือเชื่อจริงๆ…”


ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าเหล่าถังนั้น อ้าปากค้างเนิ่นนานก็ยังหุบไม่ลง


“แม่นางเจียงเจียงใช่ไหม? เข้าเรียนที่นี่ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ลูกชายคนเล็กของข้าปีนี้เก้าขวบ เข้าได้ไหม?” เทียบกับเหล่าถัง ผู้ชายอีกคนนั้นตรงไปตรงมากว่ามาก


“นักเรียนที่เรียนหนังสือในสถานศึกษาของข้าต้องนอนที่สถานศึกษา นอนห้าวันมีวันหยุดสองวันกลับบ้านได้ หากพี่ชายตัดใจได้ ข้าก็ยินดีต้อนรับตลอดเวลา”


นอนที่สถานศึกษา เงื่อนไขนี้ในราชวงศ์ต้าหลี่ยังไม่เป็นที่ยอมรับ สถานศึกษาของราชวงศ์ต้าหลี่ก็ไม่เคยมีแบบอย่างในการนอนที่สถานศึกษามาก่อน มีคนจำนวนมากที่รับไม่ได้


ดังนั้นเรื่องแรกที่จู้เจียงเจียงต้องบอกพวกเขาก็คือเรื่องนี้


“นอนห้าวัน กลับบ้านสองวัน ทำเพื่ออะไร?” พี่ชายคนนั้นมองนางอย่างไม่เข้าใจ


“นี่คือกฎระเบียบของสถานศึกษาเรา” จู้เจียงเจียงพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการ นางไม่รู้จะพูดอธิบายอย่างไร พูดไปพวกเขาก็ไม่เข้าใจ


แม้แต่หมิงเหยาและจูชิงหราน อาจารย์ทั้งสองคนนี้ก็ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับตารางเรียนแบบแบ่งช่วงเวลาของนางเลย


“นอนห้าวัน ลูกชายคนเล็กของข้าคงคิดถึงบ้าน...” พี่ชายคนนั้นเริ่มลังเลแล้ว


“พี่เฉิน นี่พี่กลัวอะไร พี่มาส่งผักทุกสองวัน ถึงตอนนั้นแวะเยี่ยมลูกสักหน่อยก็จบแล้ว” คำพูดของหนิวต้งราวกับชี้ทางสว่าง


เขาไม่มีลูก หากเขามีลูกละก็ เขาก็อยากจะส่งลูกมาเข้าเรียนที่สถานศึกษาของจู้เจียงเจียงให้ได้เลย


“น้องหนิวต้งพูดถูก!”


เหล่าถังตบต้นขาดังฉาด ทำการตัดสินใจในทันที “งั้นข้าก็จะให้ลูกสามลูกสี่ของข้ามาลองเรียนหนังสือที่นี่สักสองสามวัน!”


ด้วยเหตุนี้ จู้เจียงเจียงจึงได้ลูกศิษย์เพิ่มมาอีกสามคน


ตอนนางพาทั้งสามคนไปดูโรงอาหารและหอพักนักเรียน ความกังวลของพี่ชายทั้งสองก็หายไปจนหมดสิ้น


“นอนดี กินดี ที่นี่สบายกว่าที่บ้านเสียอีก พวกเรายังต้องกังวลอะไรอีกเล่า เรื่องนี้ก็เอาตามนี้ วันมะรืนข้าจะพาพวกลูกๆมาสถานศึกษา!”


แม้ว่าจะเป็นสถานศึกษาชนบท ตราบใดที่ได้เรียนหนังสือ พูดออกไปก็ถือว่ามีหน้ามีตา


ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเล่าเรียนก็ถูกกว่าสำนักศึกษาตระกูลหมิงมาก แทบจะเรียกว่าไม่ต้องใช้เงินเลย แล้วทำไมพวกเขาจะไม่มา?


“ได้ งั้นข้าจะรอพวกท่านมารายงานตัวนะ”


ความตั้งใจเดิมที่จู้เจียงเจียงสร้างสถานศึกษาแห่งนี้ขึ้นมา ก็เพื่อให้พวกเด็กๆได้มีโอกาสเรียนหนังสือตามวัยที่ควรจะได้เรียนรู้ มีสถานศึกษาให้เข้า ดังนั้นไม่ว่าจะใช่เด็กจากหมู่บ้านที่ร่วมงานกับนางหรือไม่ ขอแค่อายุตรงตามเงื่อนไข อยากเรียนก็มาได้


ตอนที่ 127: วันเปิดเรียนสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


หลังปีใหม่วันที่สิบหก


วันนี้เป็นวันเปิดเรียนสถานศึกษาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ฟ้ายังไม่ทันสว่างจู้เจียงเจียงก็ตื่นแล้ว


วันนี้นางต้องไปทำงานที่สถานศึกษาทั้งวัน เผยเสี่ยวอวี๋ก็ต้องไปเข้าเรียน ดังนั้นวันนี้ทั้งบ้านก็ตื่นนอนกันตั้งแต่เช้า


วันนี้สำหรับบ้านตระกูลเผยแล้วคือวันที่สำคัญวันหนึ่ง แม้แต่เผยจี้ที่อยู่เมืองเจียงเป่ยที่ห่างไกล เมื่อคืนยังรีบกลับมาอย่างไม่หยุดพัก


“เสี่ยวอวี๋ ถึงแม้วันนี้จะไม่ต้องเข้าเรียน แต่เจ้าก็ต้องนอนสถานศึกษา ดังนั้นรีบไปเก็บข้าวของของเจ้าแต่เนิ่นๆดีกว่า” ตอนจู้เจียงเจียงช่วยจัดเสื้อผ้าให้เผยเสี่ยวอวี๋ ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นเล็กน้อย


นางต้องการให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปสถานศึกษาอย่างกระตือรือร้นที่สุด


“ข้ารู้แล้ว พี่สะใภ้”


ถึงแม้เผยเสี่ยวอวี๋จะเคยไปสถานศึกษามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้คือวันเปิดเรียนอย่างเป็นทางการ นางจึงอดที่จะตื่นเต้นเล็กน้อยไม่ได้


เมื่อไปสถานศึกษาแล้ว ก็ต้องใช้ชีวิตและเรียนหนังสือร่วมกันกับกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก นางทั้งตั้งตารอและหวาดกลัว


กลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีพอ จะเข้ากับทุกคนไม่ได้


“น้องหญิง สถานศึกษาก็เหมือนบ้านของเจ้า ไม่ต้องตื่นเต้น พี่ชายและพี่สะใภ้จะไปหาเจ้าบ่อยๆ” เผยจี้เหมือนจะดูออกว่าเผยเสี่ยวอวี๋กำลังตื่นเต้น ดังนั้นไม่บ่อยที่จะแสดงด้านที่อ่อนโยนมาปลอบโยนนาง


เมื่อคืนตอนจู้เจียงเจียงบอกเขาว่าเผยเสี่ยวอวี๋ก็ต้องนอนสถานศึกษา เขาไม่เห็นด้วย


แต่ก็อย่างที่จู้เจียงเจียงพูด พวกเขาสองคนยุ่งมาก ไม่มีเวลาดูแลเผยเสี่ยวอวี๋บ่อยๆ ถ้าปล่อยให้นางอยู่ในบ้าน ก็อาจจะทำให้นางกินนอนได้ไม่ดีนัก


ในสถานศึกษามีกิจวัตรประจำวัน มีของกิน มีที่พัก ยังมีเพื่อนๆอยู่ด้วย บางทีไม่แน่ว่าจะเหมาะสมกับนางมากกว่า


ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือสถานศึกษาที่จู้เจียงเจียงเป็นคนสร้าง เผยเสี่ยวอวี๋อยู่ในสถานศึกษา อาจารย์ยันพวกเด็กๆในหมู่บ้านต่างรู้จักนาง ยังต้องกลัวว่านางจะถูกรังแกอีกหรือ?


“พี่ชาย ข้าไม่ตื่นเต้น”


หลังจากเผยเสี่ยวอวี๋สูดหายใจเข้าลึกๆ ก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมา ให้พี่ชายและพี่สะใภ้ของนางสบายใจ


“เสี่ยวอวี๋ พวกเรามาแล้ว!”


เด็กซนทั้งสี่จากลำดับน้องหกลงไปของบ้านเล็กทางทิศเหนือ วันนี้ทุกคนต่างก็ต้องไปสถานศึกษากันทั้งหมด พวกเขานัดกันแล้วว่าวันนี้จะไปหาหอพักและอยู่ด้วยกัน


“พี่หญิงจู้ ขอบคุณมากขอรับ” พวกเขาเห็นจู้เจียงเจียงก็อยู่ด้วย จึงรีบพุ่งไปทิศทางที่นางอยู่ คุกเข่าโขกศีรษะคำนับให้นางอย่างพร้อมเพรียง


จู้เจียงเจียงที่ในมือยังช่วยเผยเสี่ยวอวี๋ถักเปียอยู่ ทำได้แต่พูดว่า “ลุกขึ้นเถอะ”


ที่พวกเด็กๆโขกศีรษะคำนับ คิดว่าคงเป็นโจวเหลียงที่สั่งให้พวกเขาทำอย่างนี้แน่นอน


โจวเหลียงมักจะเกรงใจนางเกินไปเสมอ ถึงขึ้นวางตัวเองอยู่ในตำแหน่งคนติดตามของนาง ถึงแม้จะได้เป็นนายอำเภอแล้วก็ยังแก้นิสัยนี้ไม่ได้


เขานึกอยู่เสมอว่า ที่เขาใช้เวลาครึ่งปีเปลี่ยนจากขอทานกลายมาเป็นนายอำเภอ และมีชีวิตกินดื่มโดยไม่ต้องกังวลอย่างตอนนี้ได้ ทั้งหมดเป็นคุณงามความดีของจู้เจียงเจียง


นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาเกรงใจต่อจู้เจียงเจียงมากๆแบบนี้เสมอ


“เก็บของกันเสร็จแล้วหรือ? วันนี้ไปสถานศึกษา หลังจากห้าวันถึงกลับมาได้นะ” จู้เจียงเจียงถามอย่างเป็นห่วง


โจวเหลียงยุ่งอยู่ในที่ว่าการ วันก่อนกลับมาหนึ่งเที่ยว วันนี้เลยไม่มีเวลากลับมาส่งพวกเขาไปสถานศึกษาแล้ว


“พี่หญิงจู้ เก็บของทุกอย่างเสร็จหมดแล้วขอรับ ไม่ขาดตกสักอย่าง”


น้องรองลูบหัวของน้องแปด ทำท่าทางราวกับเป็นบิดาคนหนึ่ง เขาก็น่าจะรู้สึกซาบซึ้งใจเช่นกัน


หลังจากคุยเล่นกันสักพัก ในที่สุดกลุ่มบ้านตระกูลเผยก็พร้อมกันหมดแล้ว แม้แต่จู้เจียงเจียงก็กลับไปเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงที่ปกติไม่ค่อยใส่ เรียบง่ายและดูเป็นทางการ


“วันนี้ไม่ต้องนั่งรถม้า เดินเท้าไปกันเถอะ”


วันนี้อากาศดี มีแดดอ่อนๆ เหมาะแก่การเดิน


ระหว่างทาง พวกเขาเจอชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคนกำลังพาพวกเด็กๆไปสถานศึกษา


มือหนึ่งของพวกเขาช่วยพวกเด็กๆถือถุงสัมภาระ อีกมือหนึ่งถือเครื่องมือเกษตร คิดว่าหลังส่งเด็กๆถึงสถานศึกษาแล้ว พวกเขาก็คงตรงไปทำงานที่ภูเขาชาต่อ


เมื่อเห็นจู้เจียงเจียง ทุกคนต่างก็ทักทายนางอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินตามนางไปทางสถานศึกษาเป็นกลุ่มใหญ่


หน้าประตูสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


ถึงแม้จะยังเช้าอยู่ แต่ก็มีชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ มาคอยอยู่ไม่น้อย


พวกเขารออยู่หน้าประตูสถานศึกษา รอให้สถานศึกษาเปิด


ในสถานศึกษา หมิงเหยาและจูชิงหรานก็กำลังรอจู้เจียงเจียง รอนางมาถึงก็จะเปิดประตู


มีควันไฟลอยฟุ้งออกมาจากทิศทางของโรงอาหาร กลิ่นหอมฟุ้งของอาหารลอยเข้าจมูกทุกคนไม่หยุด ทำให้คนที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้ารู้สึกหิวจนท้องร้องโครกคราก


เปิดเรียนวันแรก พวกนักเรียนจะต้องนำข้าวมาส่งสำหรับหนึ่งสัปดาห์ ดังนั้นมาสถานศึกษาวันนี้ก็มีข้าวให้กินแล้ว


ด้วยเหตุนี้ จู้เจียงเจียงจึงไม่ได้ทำข้าวเช้าในวันนี้


“ขอโทษนะทุกท่าน ได้โปรดหลีกทางให้ข้าหน่อย ขอข้าเข้าไปก่อน” จู้เจียงเจียงเบียดเข้าไปในฝูงชนอย่างยากลำบาก พวกเผยจี้และเผยเสี่ยวอวี๋ก็ตามเข้ามาด้วยกัน


“เสี่ยวอวี๋ พวกเจ้าไปหาหอพักเถิด ข้ากับพี่ชายเจ้าวันนี้มีงาน คงจะดูแลพวกเจ้าไม่ได้ พวกเจ้าต้องดูแลตัวเองกันให้ดีรู้ไหม?”


“เจ้าค่ะ/ขอรับ!”


เด็กทั้งห้าตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียง แล้วอุ้มสัมภาระวิ่งหายไป


หมิงเหยาที่รออยู่ในสถานศึกษา เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงมาแล้ว นางจึงเดินมาหาอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด “แม่นาง ทำอย่างไรดี? คนเยอะแยะเลย!”


ในมือนางถึงแม้จะมีรายชื่อ แต่ตอนเห็นคนเยอะขนาดนี้อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นและกังวลใจไม่ได้


“เปิดเรียนวันแรกคนย่อมเยอะเป็นธรรมดา อาทิตย์หน้าพวกนักเรียนมากันเองก็จะไม่มีผู้ใหญ่ตามมาเยอะแบบนี้แล้ว”


จู้เจียงเจียงตบไหล่ของหมิงเหยา ก่อนจะหันไปตะโกนบอกพี่ชายที่รับผิดชอบเฝ้าหน้าประตู “ถึงเวลาแล้ว เปิดประตูต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้ามารายงานตัว...”


นางตะโกนไปด้วย และเดินไปยังแผ่นเหล็กหนาที่แขวนอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานศึกษา แล้วเคาะแผ่นเหล็กหนานั้นเบาๆด้วยค้อนเล็ก


แผ่นเหล็กและค้อนเหล็กชนปะทะกัน เกิดเสียงไพเราะดังกังวาน สามารถกระจายเสียงไปได้ไกลหลายลี้


นี่คือเสียงระฆังบอกเวลาเข้าเรียนและเลิกเรียนของสถานศึกษา


เมื่อประตูสถานศึกษาเปิดออก กลุ่มชาวบ้านและพวกเด็กๆ จึงกรูกันเข้ามาราวกับฝูงผึ้ง พวกเขาเบียดเข้ามาอย่างร้อนใจ แต่หลังจากเข้ามาแล้วกลับไม่รู้ว่าควรเดินไปทางไหน


“ทุกคนไปต่อแถวที่อาจารย์ทั้งสองท่านทางโน้น แล้วบอกชื่อของตัวเอง ลงทะเบียนและส่งข้าว เสร็จแล้วก็ไปหาหอพักของตัวเองได้” จู้เจียงเจียงตะโกนเสียงดังอีกครั้ง


ทุกคนถึงรู้ว่าควรทำอย่างไร


ตอนนี้ถึงตาที่หมิงเหยาและจูชิงหรานจะต้องวุ่นวายกันบ้างแล้ว


แต่โชคดีที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเตรียมการมาอย่างดี พวกนักเรียนที่มารายงานตัว เพียงแจ้งหมู่บ้านและชื่อของตัวเอง ไม่นานก็สามารถหาใบรายชื่อที่ตรงกันเจอแล้ว


“หลิวโหย่วฝู หมู่บ้านหลิวเจียใช่ไหม?”


ถึงแม้หมิงเหยาที่จัดเสื้อนั่งตัวตรงจะตื่นเต้น แต่ไม่นานก็หาชื่อของหมู่บ้านหลิวเจียในใบรายชื่อเจอได้อย่างรวดเร็ว หลังจากเทียบชื่อเสร็จก็เทียบระดับชั้นที่จัดเตรียมไว้ ไม่นานก็สามารถจัดการหลิวโหย่วฝูได้เรียบร้อย


“หลิวโหย่วฝู สี่ขวบ จัดให้อยู่ชั้นเรียนชายระดับชั้นหนึ่งห้องสอง ใบนี้พวกเจ้าเก็บไว้ให้ดี ส่งข้าวเสร็จก็ไปหอพักได้”


จู้เจียงเจียงยืนกรานที่จะให้เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงเรียนรวมกัน แต่หมิงเหยาและจูชิงหรานคัดค้านหัวชนฝา ในเวลาเดียวกันนางจึงไปปรึกษาขอความคิดเห็นจากอู่จิ้นผิง ทุกคนต่างก็คัดค้าน


นางทำได้แค่ยอมแพ้


ดังนั้นจึงมีการแบ่งชั้นเรียนเป็นชายและหญิง


ห้องระดับชั้นหนึ่งเป็นเด็กอายุสามสี่ขวบ ห้องระดับสองเป็นเด็กอายุห้าหกขวบ เรียงตามลำดับทั้งหมดมีสี่ระดับชั้น


หมู่บ้านเดียวกัน อายุเท่ากัน พื้นฐานแล้วก็จะจัดให้อยู่ห้องเดียวกัน ลดการร้องไห้เสียงดังจากความไม่เคยชินที่พวกเขามาสถานศึกษาครั้งแรก


ข้างกายมีเพื่อนที่รู้จัก พวกเขาก็จะสามารถพึ่งพาและดูแลซึ่งกันและกันได้


“ระดับชั้นหนึ่งห้องสอง หมายความว่าอย่างไรหรือ?”


หลิวเจียวั่งถือกระดาษแผ่นเล็กเบียดออกมาจากฝูงชน ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงอยากมาถามให้แน่ชัด ทว่าก็ถูกพวกชาวบ้านด้านหลังผลักออกไป


จู้เจียงเจียงเดินไปมารอบๆสถานศึกษา ที่ทำงานเหมือนกับนางยังมีเผยจี้ น้องรอง และพวกน้องห้า


เมื่อเห็นชาวบ้านคนไหนอ่านหนังสือไม่ออก ไม่รู้ว่าบนกระดาษเขียนว่าอะไร พวกเขาก็จะเข้าไปอธิบายให้ฟัง พร้อมกับชี้ทางให้พวกเขาด้วย


เมื่อทุกคนรู้ว่าในสถานศึกษามีคนพาพวกเขาไปหาสถานที่ต่างๆ พวกเขาก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น


บรรยากาศเปิดเรียนเทียบกับตอนแรกก็นับว่าผ่อนคลายลงมาก


ตอนที่ 128: มอมเหล้าตัวเอง


อู่จิ้นผิงรู้ว่าวันนี้สถานศึกษาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเปิดเรียน ดังนั้นตอนใกล้เที่ยงเขาจึงมาด้วย


ที่เขาเพิ่งมาตอนนี้ก็เป็นเพราะกลัวว่าจะต้องเบียดเสียดกับคนอื่นนั่นเอง


เมื่อมาถึงตอนเที่ยง พวกผู้ปกครองทั้งหลายที่พาลูกมาส่งก็เริ่มกลับไปแล้ว ในสถานศึกษาจึงคึกคักแต่ก็ไม่วุ่นวาย


มองพวกเด็กๆวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานทั่วสนาม บนใบหน้าเคร่งขรึมของอู่จิ้นผิงก็ผ่อนคลายลงและยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ตัว


ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้ยินจู้เจียงเจียงพูดถึงความคิดการสอนของนาง เดิมเขาไม่ค่อยเห็นด้วยมากนัก


แต่ไม่รู้ทำไม วันนี้เห็นพวกเด็กๆที่ร่าเริงสดใสไร้กังวล เขาก็เข้าใจในสิ่งที่จู้เจียงเจียงบอกทันที เด็กควรเรียนไปพลางเล่นไปพลาง


“ผู้อาวุโสอู่ ท่านมาได้อย่างไร?”


จู้เจียงเจียงเดินออกมาจากโรงอาหาร พวกเด็กๆกำลังต่อแถวตักข้าวอยู่ด้านใน


พอจัดการเรื่องความเรียบร้อยภายในได้แล้ว นางจึงออกมาพักหายใจสักหน่อย พลันเห็นอู่จิ้นผิงเดินเล่นไปมาอยู่ในสถานศึกษาอย่างสบายอารมณ์พอดี


“แค่แวะมาดูเฉยๆ วันนี้แม่นางจู้เป็นอย่างไรบ้าง?” อู่จิ้นผิงเดินเข้าไปหานาง


เห็นใบหน้านางเต็มไปด้วยเหงื่อ ยังมีกระโปรงที่ยับยู่ยี่ เขาก็พอจะเดาได้ นางคงไม่ค่อยดีสักเท่าไร


“ช่วงเวลาที่เหนื่อยที่สุดผ่านไปแล้ว พวกเด็กนักเรียนก็ปรับตัวให้คุ้นเคยได้ในครึ่งวัน” จู้เจียงเจียงพูดอย่างไม่ใส่ใจ พลางตบกระโปรงของตัวเองเบาๆ ไม่มีความเป็นกุลสตรีเลยสักนิด


นางก็เป็นแบบนี้เสมอ ไม่เคยกลัวความยากลำบากอะไรเลย อู่จิ้นผิงชินแล้ว


เขาเหลือบมองโรงอาหารด้านหลังของนางแวบหนึ่ง “พวกเด็กๆกำลังกินข้าวหรือ?”


“ใช่แล้ว ข้าก็หิวเช่นกัน จึงออกมาตามหาสามีของข้าไปกินข้าวด้วยกัน” จู้เจียงเจียงมองไปรอบๆ เพื่อหาเงาของเผยจี้


เมื่อเห็นว่าเขาอยู่ใต้หอพักชาย นางจึงพุ่งไปหาเขาทันที ทิ้งอู่จิ้นผิงไว้อย่างไม่สนใจ


“ความสัมพันธ์ของแม่นางจู้และแม่ทัพเผยนับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ช่างทำให้คนอิจฉาจริงๆ”


เห็นท่าทางทะเลาะหยอกล้อกันของทั้งสองคน ฉินเฟิงรู้สึกอิจฉามากจริงๆ เขาก็อยากจะมีใครสักคนมาคลอเคลียแบบนี้บ้าง


ตอนกำลังคิดอยู่ในใจ เงาร่างเล็กๆที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าก็พลันวิ่งเข้ามาในอ้อมกอดเขาเต็มๆ


ฉินเฟิงยังไม่ทันมองว่าคนที่อยู่ในอ้อมกอดคือใคร คนคนนั้นก็วิ่งไปแล้ว พร้อมกับร้องตะโกนว่า “น้องเก้า รอข้าด้วย...”


น้องเก้า?


“คือสาวน้อยคนที่ห้าของครอบครัวแม่นางจู้” อู่จิ้นผิงที่เห็นชัด บอกให้เขารู้ว่าคนที่ชนเขาเมื่อครู่คือใคร


“ดูท่าอาหารในโรงอาหารใหญ่นี้จะไม่เลว ทุกคนต่างรีบร้อนไปกิน ไม่สู้ข้าวเที่ยงวันนี้ พวกเราก็กินกันที่นี่เถิด”


“ขอรับ”


ฉินเฟิงตอบรับอย่างใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความคิดทั้งหมดของเขาถูกร่างเล็กนั่นชนจนออกไปนอกร่างกายแล้ว


น้องห้า หรือจะเป็นจู้อิงไถคนนั้น?


เขาอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมานานขนาดนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่เคยสนใจหลายคนในบ้านเล็กทางทิศเหนือเลย


ตอนที่เห็นจู้อิงไถบนเวทีครั้งแรก เขาก็รู้สึกตกตะลึงกับสาวน้อยคนนั้นมาก แต่ว่าต่อมาไม่รู้ทำไมถึงไม่ติดตามนางต่อ?


ฉินเฟิงถามตัวเอง ทว่าก็ไม่ได้คำตอบ


ในโรงอาหาร เขาเหลือบมองเด็กๆจำนวนมากที่อัดแน่นกันอยู่ ก่อนสายตาจะไปสะดุดเข้ากับเงาร่างเล็กๆคนนั้น


“สาวน้อย เอาตัวมาชนข้าแล้วยังยิ้มร่าเริงมีความสุขแบบนั้นได้อย่างไร” ฉินเฟิงยกยิ้มมุมปาก บางทีเขาเองก็ไม่รู้ รอยยิ้มของเขาตอนนี้ดูอ่อนโยนมากแค่ไหน


เพราะว่าเตรียมงานได้ดีและครบถ้วน การจัดการงานในวันเปิดเรียนจึงราบรื่นและจบเร็วกว่าที่จู้เจียงเจียงจินตนาการไว้


ยังไม่ถึงตอนเย็น จู้เจียงเจียงก็ว่างไม่มีอะไรทำแล้ว


หมิงเหยาและจูชิงหรานเข้ากันได้ดีอย่างที่คิดไว้ ตอนนางไปหาพวกเขา พวกเขาก็จัดเรียงข้อมูลที่ใช้รายงานตัวพื้นฐานเสร็จแล้ว


“แม่นาง วันนี้ก็ให้พวกเราสองคนลองจัดการเด็กๆเหล่านี้ดูกันเองบ้างเถอะ ดูว่าพวกเราจะทำได้ดีแค่ไหน เจ้ากลับไปก่อนเถิด”


หมิงเหยาเหมือนจะมั่นใจมากขึ้นจากความสำเร็จของงานในวันนี้ ตอนนี้นางไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวเลย ถึงขนาดอยากลองทำด้วยตัวเองอีกด้วย


จู้เจียงเจียงมองจูชิงหรานแวบหนึ่ง เขาเองก็มีท่าทางมุ่งมั่นมากเช่นกัน


ดูท่าพวกเขาสองคนคงจะกระตือรือร้นกันสุดๆ


“ก็ได้ งั้นก็ตามใจพวกท่านเถอะ ถึงอย่างไรก็หมดงานแล้ว โรงอาหาร คนงาน คนรักษาความปลอดภัยล้วนอยู่กันครบ พวกท่านก็ทำตามที่เห็นสมควรเถิด ขอแค่ระวังอย่าให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาก็พอ”


จู้เจียงเจียงรู้สึกโล่งใจที่มีเพื่อนร่วมงานที่ชอบรับผิดชอบแบบนี้ นี่คือความโชคดีของนาง


“งั้นแล้วท่านพี่เล่า? ท่านจะกลับบ้านหรือว่าตรงไปยังเมืองเจียงเป่ยเลย?”


เผยจี้ก้มหน้ายิ้มกว้างให้นาง คว้ามือของนางแล้วเดินออกไปข้างนอก “เรากลับบ้านกัน”


อย่ามาล้อเล่น ไม่ง่ายเลยที่ในบ้านจะมีแค่พวกเขาสองคน เขาจะไม่ใช้โอกาสนี้เสพความสุขกับนาง ในโลกที่มีแค่พวกเขาสองคนได้อย่างไร?


จู้เจียงเจียงปล่อยให้เขาจูงมือเดินกลับบ้าน


แม้ว่าวันนี้จะเหนื่อยมาก แต่ก็มีความสุขมากเช่นกัน จนถึงตอนนี้อารมณ์ของนางก็ยังดีอยู่ จึงไม่ได้ต่อต้านความใกล้ชิดของเขา


“ฮูหยิน กินข้าวคืนนี้พวกเราดื่มกันสักแก้วเถิด ถือเสียว่าฉลองที่เสี่ยวอวี๋ไปสถานศึกษาแล้ว” จู่ๆ เผยจี้ก็พูดเสนอ


“ฉลองที่เสี่ยวอวี๋ไปสถานศึกษา?” จู้เจียงเจียงอดที่จะขำเขาไม่ได้ “ท่านจะฉลองที่เสี่ยวอวี๋ไปสถานศึกษา ไม่ใช่ว่าควรฉลองตั้งแต่เมื่อวานตอนเสี่ยวอวี๋อยู่บ้านหรอกหรือ?”


“เมื่อวานข้ากลับมาดึกเกินไป ไม่มีโอกาส วันนี้ก็คือว่าชดเชย” เผยจี้พูดเหตุผลของตัวเองอย่างหน้าตาย


จู้เจียงเจียงไม่สงสัยอะไร “ก็ได้ ท่านอยากฉลองก็ฉลองกัน ถึงอย่างไรก็มีแค่พวกเราสองคน ไม่ต้องไปเกรงใจใคร ก็แค่กินมื้อเย็นแบบเรียบง่าย”


เวลามื้อเย็น


สองคนพูดว่าฉลองก็คือกำลังฉลองกันอย่างจริงจัง


“เหล้าแก้วแรก ฉลองให้เสี่ยวอวี๋ที่ได้เรียนหนังสือแล้ว!” จู้เจียงเจียงยกแก้วเหล้าขึ้นก่อน ท่าทางเหมือนไม่เมาไม่เลิก


แต่สิ่งนี้กลับถูกใจเผยจี้ยิ่งนัก “ฮูหยิน ดื่มช้าๆหน่อย”


แก้วแรกนางดื่มรวดเดียวหมด เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย


“ทำไมต้องช้า เจ้าหวังให้ข้ารีบเมาไม่ใช่หรือ?” จู้เจียงเจียงวางแก้วเหล้าลง คีบผักเต็มตะเกียบส่งเข้าปากอย่างช้าๆ


กินไปพลาง มองเขาอย่างมีความหมายลึกซึ้งไปพลาง


ตอนนางทำกับข้าวอยู่ จู่ๆก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นได้ สามีของนางคนนี้ เกรงว่ามิได้พบเพียงหนึ่งวัน ราวจากกันถึงสามปี


จู้เจียงเจียงชื่นชมเขาจริงๆ พวกเขานอนด้วยกันมานานขนาดนี้แล้ว เขากลับยังนิ่งบื้อไม่กล้าทำอะไร


นางรู้สึกขำขัน ขณะเดียวกันก็อดสงสัยในเสน่ห์ของตัวเองไม่ได้ นางแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?


ในเมื่อพวกเขาเป็นสามีภรรยากันแล้ว สมเหตุสมผลและถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ทำไมเขายังไร้เดียงสาแบบนั้น? แบบนี้มันดูเหมือนนางร้อนใจกว่า


เผยจี้เห็นว่านางมองเขาทะลุหมดแล้ว ยังไม่ทันได้ดื่มสักแก้ว หน้าก็แดงไปก่อนแล้ว


“ข้าไม่ได้มีความหมายแบบนั้น ไม่เหมือนที่เจ้าคิด...” เขากลัวนางโกรธ ดังนั้นถึงแม้จะถูกเปิดโปงต่อหน้า เขาก็ยังปากแข็งแก้ต่างแทนตัวเอง


“จริงหรือ?” จู้เจียงเจียงเทเหล้าให้ตัวเองหนึ่งแก้วแล้วดื่มจนหมด


“ฮูหยินช้าหน่อย!”


ตอนนี้เผยจี้ร้อนใจจริงๆแล้ว นางต้องโกรธแน่ๆ ถึงได้อารมณ์เสียดื่มเหล้าแก้เผ็ดแบบนี้


“ข้าผิดไปแล้ว ฮูหยินโปรดอย่าได้เคืองโกรธ ดื่มเหล้าไม่ดีต่อร่างกาย ฮูหยินอย่าดื่มเหล้ามากเกินไปดีกว่า” เขายื่นมือไปกดแก้วเหล้านางไว้ ไม่ให้นางดื่มอีก


จู้เจียงเจียงมองมือเขาที่กดแก้วเหล้าไว้แวบหนึ่ง แล้วยกยิ้มมุมปาก


เขายอมกดแก้วเหล้าไว้มากกว่าจะยอมแตะต้องมือนางจริงๆ!


“ท่านพี่ ข้าหน้าตาไม่สวยหรือ?” นางมองเขาและถามด้วยใบหน้าจริงจัง


เผยจี้ส่ายหน้า


“หรือเพราะข้าไม่มีความเป็นผู้หญิง?” นางก้มหน้ามองหน้าอกของตัวเองแวบหนึ่ง มันอาจจะเล็กไปสักหน่อย แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มี


เผยจี้ส่ายหน้าอีกครั้ง “ฮูหยิน เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่?”


จู้เจียงเจียงยังกินข้าวไปไม่ถึงสองคำก็ลุกเดินไปที่หน้าประตูใหญ่ ปิดมันลง จากนั้นก็กางแขนออกไปหาเขา ใช้คำพูดออกคำสั่งว่า “ท่านพี่ อุ้มข้าขึ้นชั้นบน!”


“ฮะ?”


เผยจี้มึนงงเล็กน้อย ความสุขมากะทันหันเกินไป เขายังไม่ได้เริ่มทำอะไรสักอย่าง นางก็...


“ฮูหยิน!”


เผยจี้วิ่งไปทางนางอย่างตื่นเต้น ตอนอุ้มนางขึ้นชั้นบน ฝีเท้าก็ไม่ค่อยจะมั่นคง


ตอนที่ 129: รับคนงานบ่อกุ้ง


เช้าวันรุ่งขึ้น


เผยจี้ที่สุขสมหวังก็ไม่ยอมให้จู้เจียงเจียงลุกจากเตียง กอดนางไว้แนบอกอยู่อย่างนั้น เนิ่นนานก็ไม่ยอมปล่อยมือ


“ท่านพี่ หลายวันนี้ข้ายังมีงานสำคัญจริงๆ!”


จู้เจียงเจียงดิ้นขัดขืนจนเหงื่อซึมอยู่ในอ้อมกอดเขา แต่ดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด ยังกระตุ้นให้เขาร้อนขึ้นอีกต่างหาก


เผยจี้กระซิบเตือนนางเสียงแหบ “ฮูหยิน หากเจ้าขยับอีก วันนี้เจ้าอย่าได้คิดจะลงจากเตียงเลย”


“…”


จู้เจียงเจียงไหนเลยจะกล้าขยับ ทำได้เพียงซุกตัวอยู่ในผ้าห่ม พยายามลดทอนการมีตัวตนของตัวเอง


ในบ้านไม่มีเผยเสี่ยวอวี๋อยู่ เผยจี้ก็กำเริบเสิบสานขึ้น


หวังให้มีใครมาเรียกพวกเขาหน่อย!


“สะใภ้เล็ก มีคนมาหาเจ้า...”


ชั้นล่าง เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของสวี่เหล่าเกินที่พาหลายคนเข้ามาในลานบ้านตระกูลเผยดังขึ้น “น่าแปลก ประตูไม่เปิด ออกบ้านไปแล้วหรือว่ายังไม่ตื่นกัน?”


เห็นประตูใหญ่บ้านตระกูลเผยปิดแน่น ด้านนอกกลับไม่ได้คล้องปิด เช่นนั้นก็ต้องเป็นการปิดจากข้างในแน่นอน


ใกล้จะเที่ยงแล้ว จู้เจียงเจียงยังไม่ตื่นหรือ?


นี่กลับเป็นเรื่องแปลกใหม่ พวกเขาเหมือนไม่เคยเห็นจู้เจียงเจียงตื่นสายขนาดนี้มาก่อน กล่าวได้ว่าเมื่อก่อนนางขยันที่สุด


“พวกท่านทั้งหลายไปรอที่บ้านข้าก่อนดีไหม? ประเดี๋ยวข้าค่อยมาหาสะใภ้เล็กอีกครั้ง” ตอนสวี่เหล่าเกินกำลังจะพาคนไปบ้านตัวเอง จู้เจียงเจียงก็ปรากฏตัวอยู่ชั้นบนแล้ว


“ปู่สวี่”


ไม่รู้ว่านางสวมเสื้อผ้าเสร็จตอนไหน มีแต่ผมเผ้าที่ยังไม่ทันได้หวีให้เรียบร้อย “ต้องขอโทษด้วย เมื่อวานข้าเหนื่อยมากจริงๆ”


นางพูดจาแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งทิ้งไว้ให้พวกเขาเดาเอาเอง


ชั้นล่างนอกจากสวี่เหล่าเกิน คนอื่นที่มานางก็คุ้นหน้าอยู่บ้าง เพียงแต่จำชื่อไม่ได้ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่รู้จัก “ท่านทั้งหลายคือ?”


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย พวกเรามาสมัครทำงานบ่อกุ้ง หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่าวันนี้มาสมัครได้ใช่ไหม?” เด็กหนุ่มสวมหมวกฝางหน้าตาซื่อๆ พูดขึ้นอย่างร่าเริง


ในมือของเขาถือห่อผ้าขาดๆใบหนึ่ง ข้างสะเอวยังมีรองเท้าเก่าๆขาดๆ แต่สะอาดคู่หนึ่งผูกอยู่


ใต้รักแร้ยังมีชุดเสื้อฟางกันฝนผืนหนึ่ง


นี่ดูเหมือนจะเป็นสัมภาระทั้งหมดของเขาแล้ว


เขาขนมาหมดบ้านแล้ว มั่นใจว่าวันนี้ตัวเองจะสมัครงานผ่านขนาดนั้นเลย?


จู้เจียงเจียงหันกลับไปมองในบ้านแวบหนึ่ง เผยจี้ก็ลุกขึ้นมาแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางถึงเดินไปชั้นล่างเปิดประตูอย่างสบายใจ “ใช่ วันนี้ พวกท่านรอข้าประเดี๋ยว ข้าจะรีบลงไป”


หลังจากนางล้างหน้าลวกๆ ยังไม่ทันกินข้าวสักคำ ก็พาสวี่เหล่าเกินกับคนเหล่านั้นไปบ่อกุ้ง


เผยจี้โกรธนางที่รีบร้อนแบบนี้ตลอด แม้แต่ข้าวก็ไม่ยอมกิน เขาอุ่นกับข้าวเมื่อคืนใส่ลงในกล่องข้าว แล้วตามไปที่บ่อกุ้งด้วย


บ่อกุ้ง


“บ่อน้ำผืนที่พวกท่านเห็นตรงหน้า เป็นของข้าทั้งหมด บ้านหลายหลังบนฝั่งก็คือสถานที่อาศัยของพวกท่านต่อจากนี้”


จู้เจียงเจียงชี้ผืนน้ำใหญ่ขาวโพลน บอกเนื้อหารายละเอียดและหน้าที่การทำงานในบ่อกุ้งให้พวกเขาฟังอย่างชัดเจน ลดทอนความคิดว่างานนี้จะสบายๆของพวกเขา


“หากทำงานนี้แล้ว สิ่งที่พวกท่านต้องทำทุกวันก็คือ ให้อาหารปลา กุ้ง แล้วก็ลาดตระเวน ตรวจสอบปริมาณน้ำ และตอนกลางคืนก็ต้องระวังขโมยด้วย ถึงงานจะไม่เยอะมาก แต่พวกท่านต้องอยู่ที่นี่ตลอดเวลา เรื่องนี้ค่อนข้างลำบาก”


“ดังนั้น ตอนประชุมก่อนหน้านี้ ข้าได้บอกหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านไปแล้วว่า คนที่จะทำงานนี้ไม่เหมาะกับคนที่มีภาระทางบ้าน พวกท่านลองคิดทบทวนอีกครั้งเถิด”


จู้เจียงเจียงให้เวลาพวกเขาในการคิดทบทวนอย่างเพียงพอ


เพิ่งพูดจบ เด็กหนุ่มหน้าตาซื่อๆเมื่อครู่ก็ลุกขึ้นมาทันที “หัวหน้าหมู่บ้านจู้ ข้าทำได้ บ้านข้าเหลือแค่ข้าคนเดียวแล้ว!”


ไม่รู้ว่าเขาร่าเริงเกินไป หรือว่าคิดได้นานแล้ว ตอนพูดว่าในบ้านมีแค่เขาคนเดียว บนใบหน้าถึงไม่มีแววความเศร้าโศกเสียใจใดๆ


จู้เจียงเจียงมองสำรวจเขาอย่างละเอียดแวบหนึ่ง พูดตามตรง นางประทับใจเขาอยู่พอสมควร


เขายอมเอาของทั้งหมดในบ้านพกติดตัวมาสมัครงาน บ่งบอกว่าเขามีความมั่นใจมาก หรืออาจจะพูดได้ว่าเขายอมลดเงื่อนไขเพื่อที่จะได้งานนี้


นี่ก็ถือเป็นการแสดงออกถึงความขยันขันแข็งรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน


“ตกลง เจ้าอยู่ต่อ”


การสัมภาษณ์งานของจู้เจียงเจียงก็ง่ายๆ และตรงไปตรงมาแบบนี้ ไม่ต้องดูประวัติการเล่าเรียน หรือประสบการณ์การทำงานอะไร ขอแค่มีแรงและขยันขันแข็งก็พอ


ส่วนจะทำงานได้ดีหรือไม่ค่อยว่ากันอีกเรื่อง ทำงานได้ไม่ดีนางค่อยไล่ออกก็ได้


“ดีจริงๆ!” เด็กหนุ่มคนนั้นตื่นเต้นจนหน้าแดง “หัวหน้าหมู่บ้านจู้ ข้าจะทำงานให้ดีอย่างแน่นอน จะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง!”


จู้เจียงเจียงพยักหน้า เอากระดาษพู่กันในมือออกมา หาบ้านหลังหนึ่งไปบันทึกชื่อและวันเริ่มงานของเขา


และนางก็เพิ่งรู้ในตอนนี้เองว่า เด็กหนุ่มคนที่แจ้งชื่อคนแรกมาจากหมู่บ้านจู้เจีย ชื่อจู้ต้าซาน


นางไม่มีความทรงจำกับชื่อนี้


“ข้าอยู่ในหมู่บ้าน คนอื่นๆไม่ค่อยอยากคุยกับข้า บอกว่าข้าเป็นตัวซวย ทำให้ทุกคนในบ้านตาย ดังนั้นข้าจึงไม่ค่อยได้อยู่ในหมู่บ้าน พักอยู่หลังเขาเป็นส่วนใหญ่”


จู้ต้าซานอธิบายกับจู้เจียงเจียงอย่างระมัดระวัง กลัวนางได้ยินเรื่องราวของเขาแล้วจะเสียใจภายหลังที่เพิ่งรับปากให้เขาอยู่ต่อ


แต่จู้เจียงเจียงก็แค่ตอบว่า “อ้อ” ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆอีก


เขาถึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก


“ฮูหยิน” เผยจี้ขี่ม้ามาถึงแล้ว ไม่สนว่าจู้เจียงเจียงจะกำลังยุ่งอยู่ แย่งพู่กันในมือนางไป วางกล่องข้าวลงบนโต๊ะตรงหน้านาง “กินข้าว”


จู้เจียงเจียงมองแผ่นกระดาษตรงหน้าที่กลายเป็นกล่องข้าวก็นิ่งงันไป เงยหน้ากำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกสายตาของเผยจี้ถลึงใส่จนนางต้องยอมแพ้


ก็ได้ กินก็กิน


แต่พูดตามความเป็นจริง ผู้ชายคนนี้จะควบคุมเก่งมากเกินไปแล้วนะ เมื่อไรเขาถึงจะกลับเมืองเจียงเป่ยไปเสียที!


จู้เจียงเจียงกินข้าวเงียบๆอยู่ด้านข้าง ขณะที่หลายคนข้างนอกก็คิดทบทวนดีแล้ว คนที่ตัดสินใจอยู่ต่อเดินมาลงทะเบียน เผยจี้จึงทำหน้าที่แทนนางตามตารางก่อนหน้าที่นางทำไว้


ตัวหนังสือของเขาสวยสู้จู้เจียงเจียงไม่ได้ แต่เขาก็เขียนทุกเส้นออกมาอย่างตั้งใจ


เรื่องที่ภรรยาของเขาจะทำ เขาก็จะปฏิบัติอย่างตั้งใจ


ตอนที่ทั้งสองกำลังเลือกคนอยู่ในบ่อกุ้ง ด้านหลังก็มีกลุ่มคนทยอยมาสมัครงานเพิ่มอีกหลายกลุ่ม จู้เจียงเจียงกำหนดวันเวลาไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงมากันในวันนี้


ในจำนวนคนที่อยู่ต่อ นอกจากจู้ต้าซานแล้ว คนอื่นยังต้องกลับบ้านไปอีกครั้ง เพราะวันนี้พวกเขายังไม่ได้เอาของมา


อีกทั้งพวกเขาก็อยากจะมาดูสถานที่อยู่อาศัยก่อน เพื่อจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมอะไรไปบ้าง


จู้ต้าซานพกมาเพียงเสื้อผ้าและรองเท้าของตัวเองเท่านั้น ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ทำครัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาทำกับข้าวเป็นไหม


“เอาแบบนี้แล้วกัน หากเจ้าไม่ถือสาว่าไกล ข้าพาเจ้าไปตักข้าวที่สถานศึกษา วันหลังหากเจ้าไม่ทำอาหารก็ไปกินที่นั่นได้” จู้เจียงเจียงชี้ทางให้เขา


ในถุงผ้าของเขามีถ้วยตะเกียบอยู่แล้ว แค่ไปตักข้าวกลับมาก็กินได้แล้ว


“ไม่ถือสา ไม่ถือสา ขอแค่มีกิน อะไรก็ได้หมด!” จู้ต้าซานไหนเลยจะกล้าถือสา สำหรับเขาแล้วแค่มีข้าวให้กินก็ดีมากแล้ว


ตอนเขาอยู่ในหมู่บ้าน ที่เขากินก็คือผักป่าที่ขุดได้บนเขา 


“งั้นเจ้าตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปแนะนำให้ทุกคนรู้จัก” จู้เจียงเจียงพาเขาเดินไปทางไปสถานศึกษาด้วยกัน  เผยจี้จูงม้าเดินตามหลังพลางถือกล่องข้าวที่นางกินหมดแล้วไว้ในมือ


ตอนที่ 130: เวลาในคืนเดียวเมืองเจียงหนานก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว


การฉลองปีใหม่จบลง อากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้นแล้ว


เหล่าต้นกล้าที่จู้เจียงเจียงปลูกอยู่หลังเขาก็เติบโตพอที่จะย้ายแปลงได้แล้ว


 แต่ก่อนที่จะย้ายต้นกล้า นางต้องไปสำรวจผลลัพธ์ก่อนว่าชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทำการถางที่ดินรกร้างเพื่อทำภูเขาชาไปถึงไหนแล้ว


“ลุงหลู บ้านลุงถางที่ดินได้กี่หมู่? คิดจะปลูกต้นชาทั้งหมดเลยหรือ?”


หายากที่จู้เจียงเจียงจะเรียกประชุมใหญ่แค่ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง คนแก่หนุ่มสาวในหมู่บ้านล้วนมาแออัดอยู่เต็มลานบ้านของนาง นอกจากเด็กที่ไปสถานศึกษา คนที่ขยับไหวในหมู่บ้านก็มากันหมด


บิดาของหลูชุ่ยฮวาใคร่ครวญพักหนึ่ง นับจำนวนที่ดินที่ตัวเองถางไป แจ้งตัวเลขหนึ่งให้นาง


“สะใภ้เล็ก ที่ดินบ้านข้าราวๆสิบสองสิบสามหมู่ เจ้าดูว่าได้ไหม?”


จู้เจียงเจียงบันทึกตัวเลขไปพลาง ปลอบใจเขาไปพลาง “ลุงหลู ท่านโปรดวางใจ ไม่ว่าที่ดินเท่าไรขอแค่ปลูกชาได้ก็พอ”


“งั้นก็ดี...”


ที่ทุกคนในหมู่บ้านกลัวก็คือไม่ได้ปลูกชากับจู้เจียงเจียง หากพวกเขาตามฝีเท้าคนอื่นไม่ทันแม้เพียงน้อยนิด บ้านตัวเองก็จะล้าหลังทุกคนไป


“ลุงหลู ที่ดินเป็นผืนไหม? หรือว่าอยู่ในรอยต่อหิน?” จู้เจียงเจียงถามต่อ


“เป็นผืนเดียวกันทั้งหมด!” ตระกูลหลูไม่ว่าจะรุ่นพ่อหรือรุ่นลูก ล้วนเป็นคนที่มีแรงทำงาน ดังนั้นที่ดินที่บ้านพวกเขาถางล้วนเป็นที่ดินดี


คำถามนี้ของจู้เจียงเจียง ทำให้ชาวบ้านคนอื่นๆที่ถางที่ดินอยู่บริเวณรอยต่อหินรู้สึกไม่สบายใจ


“สะใภ้เล็ก บ้านข้ามีที่ดินหลายผืนที่อยู่ในรอยต่อหิน จะปลูกชาไม่ได้หรือ?” มีป้าคนหนึ่งถามขึ้นด้วยใบหน้าเป็นกังวล


“ก็ไม่ใช่สักทีเดียว”


จู้เจียงเจียงยิ้มและพูดกับป้าคนนั้น “แต่ว่ารอยต่อหินไม่ค่อยเหมาะกับการปลูกชา หากป้าไม่ถือสา ข้าแนะนำให้ปลูกผลไม้”


นางมีต้นกล้าอยู่หลังเขา และอยากจะหาสถานที่ปลูกเพิ่ม จู้เจียงเจียงจึงยืมใช้นามในการปลูกชา ถือโอกาสถามพวกเขาว่ามีใครเต็มใจปลูกผลไม้บ้าง


“ผลไม้?”


“อืม หลังจากเอาต้นกล้าชาลงปลูก ก็ต้องรอสองสามปีถึงจะเก็บชาได้ เหมือนกับผลไม้ ไม่แน่ว่าผลไม้อาจจะเก็บเกี่ยวเร็วกว่าต้นชาด้วยซ้ำไป”


จู้เจียงเจียงแสร้งพูดแนะนำให้ปลูกผลไม้กับพวกเขาอย่างไม่ใส่ใจนัก


“แล้ว...ถ้าผลไม้สุกยังต้องแบ่งกับเจ้าด้วยใช่ไหม?” ทุกคนทำหน้ามีความหวังหันไปมองจู้เจียงเจียง


แต่คำตอบที่พวกเขาหวังไว้นั้นไม่ได้ออกจากปากนาง


“ต้องแบ่งอยู่แล้ว” จู้เจียงเจียงตอบอย่างซื่อสัตย์


ต้นอ่อนผลไม้นางเป็นคนเพาะเลี้ยง และก็มีแค่นางถึงปลูกได้ ทำไมนางจะไม่แบ่งเล่า?


 เมื่อได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของพวกเขาก็แสดงความผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน “งั้นข้าปลูกชาดีกว่า”


“ได้” จู้เจียงเจียงเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ฝืนอีก


ช่างเถอะ อย่างมากนางก็แค่ปลูกผลไม้ทั้งหมดล้อมรอบ แปลงผัก สถานศึกษา ถนนหลักและบ่อกุ้ง ใช้ผลไม้มาทำเป็นพื้นที่สีเขียวให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ได้


หลังจากจู้เจียงเจียงจัดระเบียบที่ดินภูเขาชาที่ทั้งหมู่บ้านถางได้เสร็จแล้ว ก็นำเมล็ดชาที่วางเพาะเลี้ยงอยู่ในช่องว่างมิติออกมาแจกตามที่ดินน้อยใหญ่ให้พวกชาวบ้าน


“เมล็ดพวกนี้แตกหน่อแล้ว ทุกคนนำไปปลูกในดินที่นิ่มๆ ปลูกจนต้นอ่อนชาสูงประมาณหัวเข่า ก็ขุดออกมาย้ายไปปลูกบนเขาได้”


“ตกลง พวกเราจะปลูกมันอย่างดีแน่นอน!”


หลังจากชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้รับเมล็ดไปแล้ว พวกเขาก็ดูแลเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเป็นอย่างดีราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า ทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยใบหน้าที่มีความสุข


“อีกอย่าง เรื่องเกี่ยวกับปลูกผลไม้ หลังจากทุกคนลงปลูกชาเสร็จ ช่วยข้าปลูกสักสองสามวันได้หรือไม่ ค่าแรงยังให้เหมือนก่อนหน้านี้”


จู้เจียงเจียงเรียกพวกชาวบ้านที่หมุนตัวจะกลับไว้


พวกชาวบ้านตอบตกลงอย่างง่ายดาย


ตอนนี้นอกจากปลูกชา พวกเขาก็ไม่มีงานอะไรให้ทำ การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน ดังนั้นพวกเขาจึงมีเวลาว่าง


ลมฤดูใบไม้ผลิมาถึง อากาศอบอุ่น สรรพสิ่งกลับมามีชีวิตชีวา


หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ห่างไกลกำลังทำการต่อสู้เพื่อฤดูใบไม้ผลิที่ยิ่งใหญ่


จู้เจียงเจียงพาทุกคนในหมู่บ้านแบกจอบ พลิกดินปลูกต้นกล้า ที่ดินเปล่าในหมู่บ้านไม่สนว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนได้รับการขุด


เริ่มต้นปลูกต้นกล้าผลไม้จากหมู่บ้าน สถานศึกษา บ่อกุ้ง ไปจนถึงข้างถนนทั้งหมด


ต้นกล้าผลไม้มีทั้งเล็กและใหญ่ ที่ว่าใหญ่คือสูงเท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ว่าเล็กก็เกือบถึงเอวแล้ว


หลังจากปลูกต้นกล้า ผืนดินที่เคยแห้งแล้งและเต็มไปด้วยดินเหลืองทั้งหมดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็เปลี่ยนเป็นถูกสีเขียวล้อมรอบไว้ทันที


ถนนหลักที่รกร้างนั้น แม้จะได้รับการซ่อมแซมแล้ว แต่ก็ยังดูร้างๆอยู่


ทว่าเมื่อปลูกต้นกล้าผลไม้สองข้างทาง จึงดูเหมือนมีลักษณะทิวทัศน์ของถนนใหญ่ที่สวยงาม


ความรู้สึกในการเดินอยู่บนถนนหลักก็ดีขึ้นมาก


อันที่จริงไม่เพียงแต่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ช่วงฤดูใบไม้ผลิอบอุ่นดอกไม้ผลิบาน หมู่บ้านทั้งหมดในเมืองเจียงหนานก็เหมือนกัน ภายใต้สายลมฤดูใบไม้ผลิที่อยู่เป็นเพื่อน พวกเขาก็กำลังปลูกพืชผักผลไม้ที่จูเจียงมอบให้ก่อนหน้านี้


หากสามารถมองเห็นทั้งเมืองเจียงหนานจากบนท้องฟ้า คงจะได้เห็นว่า นอกจากในตัวเมืองแล้ว ทั้งเมืองเจียงหนานได้เกิดปรากฏการณ์เปลี่ยนเป็นสีเขียวภายในเวลาคืนเดียว ช่างเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์


และสิ่งที่ทำให้เมืองทั้งเมืองมีชีวิตชีวาขึ้นมาภายในคืนเดียว ไม่ใช่ผลงานของลมฤดูใบไม้ผลิเพียงอย่างเดียว ที่มากกว่าคือคุณงานความดีของคน


จู้เจียงเจียงถูกสีเขียวตรงหน้าดึงดูดสายตา จนลืมไปแล้วว่าวันนี้นางยังมีคาบสอน


หมิงเหยารอนางไม่ไหว จึงต้องออกมาตามหานาง


จากแปลงผักถึงหมู่บ้าน จากหมู่บ้านไปถึงภูเขาชา ในที่สุดก็เจอจู้เจียงเจียงอยู่ข้างถนนเชิงภูเขาชา


“แม่นาง ทำไมเจ้ายังอยู่ตรงนี้ พวกเด็กๆกำลังรอเจ้าอยู่นะ!” หมิงเหยาโมโหสุดๆ เดินเข้าไปก็ตำหนิไปหนึ่งประโยค


“เจ้ายังจะขุดดินอยู่อีก ชิงหรานเปลี่ยนคาบเรียนกับเจ้าแล้ว เจ้ารีบกลับไป ไม่งั้นเขาจะคุมไม่ไหวแล้ว”


คาบสอนของจู้เจียงเจียงหนึ่งสัปดาห์มีสามคาบ ถึงแม้จะน้อยมาก แต่กลับได้รับการต้อนรับจากพวกเด็กๆมากที่สุด


ดังนั้นแค่นางไม่ไปหนึ่งครั้ง พวกเด็กๆก็เหมือนจะก่อกบฏ เอะอะโวยวายให้นางมาสอน จูชิงหรานและหมิงเหยาสองคนห้ามกันไม่ไหว


“หา! ข้าลืมไปแล้ว!”


จู้เจียงเจียงตบหน้าผากตัวเอง ทิ้งจอบในมือแล้ววิ่งไปสถานศึกษาทันที


วิ่งไปพลางสั่งพวกชาวบ้านรอบๆไปพลาง “ขอโทษทุกท่าน ข้ามีธุระด่วน ต้องขอตัวไปก่อน ไม่นานเดี๋ยวข้ากลับมา...”


“เจ้าไปเถิดไม่ต้องรีบร้อน” ทุกคนในหมู่บ้านเห็นแบบนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา


หัวหน้าหมู่บ้านคนนี้ของพวกเขามีความสามารถ เก่งกาจไม่เบา แต่บางครั้งก็เผลอทำตัวเหมือนเด็กป้ำๆเป๋อๆที่ยังไม่โตคนหนึ่ง พวกเขาชินกันหมดแล้ว


ภายในห้องเรียน


เสียงโวยวายของพวกเด็กๆดังกว่าปกติ เรียกความสนใจของคนงานในโรงอาหารและหอพักให้ออกมาดู เห็นท่าทางจูชิงหรานกำลังตกอยู่ในสภาพน่าอึดอัด


อู่จิ้นผิงที่อยู่แปลงผักก็อดไม่ได้ เดินมาถึงรั้วดูสถานการณ์ในสถานศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้น


“อาจารย์จู้ พวกเราจะเรียนคาบของอาจารย์จู้...”


เด็กกว่าร้อยคน ทั้งหมดกำลังตะโกนเสียงดังจนส่งไปถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


“อาจารย์จู้มาแล้ว!” มีเด็กตาดีคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงวิ่งเข้ามา


หลังจากเขาตะโกนจบ เดิมคิดว่าพวกเด็กๆที่เห็นจู้เจียงเจียงจะวิ่งไปล้อมรอบต้อนรับนาง แต่คาดไม่ถึง พวกเด็กๆไม่เพียงไม่ได้เบียดกันเข้ามา กลับยังเริ่มจัดแถวกันอย่างรู้ตัวเอง


ในสนามหญ้า ทุกคนเข้าแถวตามตำแหน่ง เว้นช่องว่างซ้ายขวาหน้าหลังตามระยะ จัดแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย


พวกเขาแค่มองไปที่จู้เจียงเจียง ทำหน้าดีใจและตั้งตารอคอย


ที่แท้คาบเรียนนี้ก็คือคาบพลศึกษานี่เอง พวกเขาจะเรียนกายบริหารต่อจากครั้งก่อนที่จู้เจียงเจียงสอน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาตื่นเต้นกันมาก


ดูท่าไม่เพียงแค่ชาติก่อน อยู่ที่นี่พลศึกษาสำหรับพวกเด็กๆ แล้วก็เป็นอะไรที่สำคัญเช่นกัน


จู้เจียงเจียงก้มตัวหอบเสียงดัง จูชิงหรานยื่นน้ำเย็นถ้วยหนึ่งให้นาง ให้นางพักสักครู่ จากนั้นนางก็ขึ้นไปยืนบนแท่นเล็กๆ ตบจังหวะที่มีแต่พวกเด็กๆเท่านั้นที่เข้าใจ


ใช้การตบจังหวะส่งสารแทนการประกาศ เมื่อตบจังหวะจนพร้อมเพรียง ก็จะเริ่มสอนกายบริหารได้


จบตอน

Comments