divorce ep131-140

ตอนที่ 131: โรงงานรองเท้ายางเริ่มงาน


ทุกครั้งที่การเต้นออกกำลังกายสิ้นสุดลง สิ่งที่ทำให้จู้เจียงเจียงประทับใจมากที่สุด ไม่ใช่ใบหน้าที่ตื่นเต้นของพวกเด็กๆ หลังจากที่พวกเขาเรียนรู้จนเต้นเป็น

แต่เป็นภาพพวกเด็กๆที่เต้นจนรองเท้าพังตอนเต้นออกกำลังกาย แอบเดินไปตรงมุมเงียบๆคนเดียว เพื่อหาพวกหญ้าแห้งมาผูกพื้นรองเท้าและรองเท้าด้านบนให้ติดกัน จากนั้นค่อยสวมต่อ

ถึงแม้พวกเด็กๆจะชอบคาบเรียนของนาง แต่คาบเรียนของนางก็ทำให้รองเท้าพังไปไม่น้อย

ตอนนี้มีแค่เต้นออกกำลังกาย วันหลังยังมีวิ่งระยะไกล ลู่และลานวิ่ง กีฬาประเภทลูกบอลต่างๆ ถึงตอนนั้นพวกเขาจะทำอย่างไร? ใช้เท้าเปล่าหรือ?

เป็นไปได้หรือที่จู้เจียงเจียงจะให้พวกเด็กๆเดินเรียนเท้าเปล่า?

นี่อย่างไร หลังจากย้ายที่ปลูกต้นกล้าผลไม้เสร็จ โรงงานยางของนางก็เริ่มงานได้แล้ว

ด้วยความช่วยเหลือของโจวเหลียง ทำให้นางได้ร่วมมือกับหมู่บ้านหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านการทอผ้าฝ้ายหยาบ ในใบสั่งซื้อของหมู่บ้านนี้จึงมีของนางอยู่ครึ่งหนึ่ง

ในที่สุดผ้าชุดนี้ก็ผลิตเสร็จก่อนการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิพอดี ตอนนี้ถูกส่งมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว

คนงานในโรงงานจู้เจียงเจียงได้จัดหาไว้นานแล้ว ส่วนมากเป็นครอบครัวคนงานที่ทำงานให้กับสองพี่น้องตระกูลโจว

ก่อนปีใหม่ นางได้ทดลองความเหนียวและความแข็งของยางในโรงงาน โดยขอความช่วยเหลือจากคนงานก่อสร้าง

ดังนั้นตอนนางบอกว่าโรงงานต้องการผู้หญิงที่เย็บพื้นรองเท้าได้ คนงานเหล่านั้นจึงแนะนำครอบครัวของพวกเขามา

คนงานกลุ่มนี้ล้วนเป็นแรงงานชั่วคราวที่รอทำงานอยู่ในเมือง ในครอบครัวไม่มีที่ดินทำกิน ผู้หญิงในบ้านไม่มีงานทำ ที่นี่จึงเหมาะสมกับพวกนาง

“ส่งไปข้างในเถิด ลำบากทุกท่านแล้ว”

รถส่งผ้าชุดนี้มาจากเมืองเจียงเป่ย  ใช้เวลาเดินทางหนึ่งวันหนึ่งคืน ลำบากพวกชาวบ้านหมู่บ้านหม่าเจียที่มาส่งสินค้าให้นางจริงๆ

หม่าโหย่วเต๋อคือหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหม่าเจีย ใบสั่งของของจู้เจียงเจียงครั้งนี้ช่วยหมู่บ้านพวกเขาไว้ได้มาก เขาตามหมู่คณะมาโดยเฉพาะ ต้องรับประกันว่าผ้าชุดนี้จะส่งถึงมือนางอย่างปลอดภัยและราบรื่น

“แม่นางจู้ หรือด้านข้างนั้นคือสถานศึกษา? พวกเราได้ยินมานานแล้วว่าที่เมืองเจียงหนานมีหญิงสาวคนหนึ่งเปิดสถานศึกษาในชนบท ตอนนั้นยังนึกว่าเป็นเรื่องล้อเล่น คิดไม่ถึงว่าคนเปิดก็คือแม่นางจู้นี่เอง ท่านเก่งกาจมากจริงๆ!”

หม่าโหย่วเต๋อเดินผ่านกลุ่มคนงานที่กำลังขนของไปถึงตรงหน้าจู้เจียงเจียง แล้วก็เอ่ยชมไม่ขาดปาก

เขามองสถานศึกษาที่มีเสียงอ่านหนังสือแว่วดังออกมา ในดวงตาเต็มไปด้วยความอิจฉา

เมื่อไรเมืองเจียงเป่ยจะสามารถมีสถานศึกษาในหมู่บ้านสักแห่ง ให้พวกลูกๆของพวกเขาในหมู่บ้านได้เข้าเรียนบ้างกันนะ

“หัวหน้าหมู่บ้านหม่าชมเกินไปแล้ว ก็แค่ให้พวกเด็กๆได้รู้ตัวหนังสือบ้างเท่านั้น สถานศึกษาของข้าตอนนี้ยังไม่มีคุณสมบัติลงชื่อสอบขุนนาง” จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างถ่อมตัว

ถึงแม้นางจะดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจ แต่เรื่องไม่มีคุณสมบัติสอบขุนนาง นางค่อนข้างเป็นกังวลอยู่

พวกเด็กๆพยายามกันขนาดนั้น พวกผู้ปกครองก็คอยกำชับลูกตัวเองอยู่หน้าประตูสถานศึกษาเสมอ ให้ตั้งใจเรียนเพื่อจะได้สอบติดขุนนางในอนาคต

เหล่านี้นางเห็นอยู่ในสายตา แต่ก็บอกความจริงกับพวกเขาไม่ได้ มันทรมานและแย่มากจริงๆ

“รู้ตัวหนังสือก็ไม่เลว เมื่อรู้ตัวหนังสือก็ไปทำงานในตัวเมืองได้ ไม่ต้องทำนาลำบากเหมือนพวกเรา” หม่าโหย่วเต๋อถอนหายใจเศร้าๆ

เขารู้สึกว่าการทำนานั้นลำบากมากๆ ทุกอย่างต้องพึ่งพาฟ้าฝน และก็ยังอดอยากอยู่เสมอ

ดังนั้นขอแค่ไม่ต้องทำนา เขาคิดว่าทำอะไรก็ได้

“หัวหน้าหมู่บ้านหม่ากล่าวหนักไปแล้ว อันที่จริงทำนาก็ไม่เลว” จู้เจียงเจียงคุยเล่นกับเขา

จนกระทั่งผ้าชุดสุดท้ายขนลงจนหมด พวกเขาถึงจบการสนทนาพูดคุยทั่วไปนี้

ภายในโรงงาน ทุกคนกำลังรอผ้าชุดนี้เพื่อเริ่มงาน เมื่อผ้ามาแล้วทุกคนก็แทบทนรอไม่ไหว

ตามแบบที่จู้เจียงเจียงให้พวกเขาไว้ก่อนหน้านี้ นำแบบมาวางบนแผ่นยางหนาๆทีละแผ่น แล้วใช้มีดเล็กกรีดจนกลายเป็นพื้นรองเท้าขนาดเท่ากันทีละข้าง

แบบนี้พื้นรองเท้าหยาบหนาก็ตัดออกมาได้แล้ว

พื้นรองเท้าที่ตัดออกมาจะถูกโยนลงในตะกร้าไม้ไผ่ข้างๆ แล้วคนในขั้นตอนต่อไปก็จะยกไปขัดให้ละเอียดและตกแต่งขอบ 

เมื่อได้พื้นรองเท้าที่มีความหนาเท่ากันแล้ว พื้นรองเท้าชุดนี้ก็จะถูกอีกคนยกไปยังสายการผลิตต่อไป

สายการผลิตถัดไปคืองานใช้เข็มถักและด้ายป่านมาเย็บพื้นรองเท้ายางที่ผลิตจากสายการผลิตก่อนหน้านี้เข้ากับพื้นรองเท้าผ้า

เมื่อทำขั้นตอนเหล่านี้เสร็จแล้ว พื้นรองเท้านี้ก็เป็นเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ยังต้องเย็บส่วนบนของรองเท้าเข้าไปอีก

เนื้อผ้าส่วนบนของรองเท้านั้นมีทั้งเนื้อหยาบและเนื้อละเอียด มีทั้งส่วนสูงและส่วนต่ำ และมีลวดลายหลากหลาย หลังเย็บส่วนบนของรองเท้าเข้าไปแล้ว รองเท้านี้โดยรวมถือก็ว่าเสร็จสิ้น

จู้เจียงเจียงเดินวนอยู่ในโรงงานทั้งวัน เดินไปดูทุกสายการผลิต 

เริ่มแรกเป็นเพราะทุกคนยังไม่คุ้นเคย ของที่ทำออกมาไม่ผ่านเกณฑ์หลายชิ้น สิ้นเปลืองวัตถุดิบไปไม่น้อย

พวกเขารู้สึกผิดมาก แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้โทษพวกเขา “วันแรกก็เป็นแบบนี้แหละ รอคุ้นมือก็จะไม่ยากขนาดนั้นแล้ว ไม่ต้องกังวลไป”

“แต่ว่า เดิมทียางในโรงงานเราก็มีน้อยอยู่แล้ว พวกเรายังมาทำเสียไปเยอะแบบนี้อีก ขอโทษจริงๆ”

มีแต่หมู่บ้านซ่าเหอเท่านั้นที่กรีดยาง และวันหนึ่งก็กรีดได้น้อยมากๆ ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานของโรงงานในแต่ละวัน

ไม่มียาง สายการผลิตของพวกเขาก็ต้องหยุดชะงัก พวกเขาก็จะไม่มีรายได้

สิ่งนี้เชื่อมโยงกับเงินค่าแรงของทุกคน คนที่รับผิดชอบตัดส่วนบนของรองเท้าเป็นธรรมดาที่จะรู้สึกกดดัน

“ไม่เป็นไร ค่อยๆทำไปก็พอ”

จู้เจียงเจียงหยิบรองเท้าที่ทำเสร็จคู่หนึ่งมาดูอย่างละเอียด “โรงงานของเรายังไม่เริ่มทำการค้า รองเท้าชุดนี้ทำให้พวกเด็กๆในสถานศึกษาใส่ ต้องค่อยๆทำให้ดีหน่อย อย่าทำออกมาไม่ดีเด็ดขาด”

รองเท้าเหล่านี้ มองจากด้านข้างไม่มีอะไรแตกต่างกับรองเท้าที่ทุกคนสวมอยู่ในตอนนี้ แต่ถ้าดูจากพื้นรองเท้าถึงพบว่าไม่เหมือนกัน

รองเท้าที่ทุกคนสวมอยู่ตอนนี้ พื้นรองเท้าล้วนทำมาจากผ้า ถึงแม้จะอ่อนนุ่ม แต่ถ้าเดินบนถนนที่ไม่เรียบก็จะรู้สึกเจ็บเท้ามาก

โดยเฉพาะคนที่อยู่ในชนบท เมื่อออกบ้านก็จะเจอแต่ถนนหิน ถนนดิน เท้าที่สวมรองเท้านานๆก็จะเจ็บมาก และยังเสียดสีเป็นตุ่มน้ำหรือแผลพุพอง

ถ้าหากใช้ยางมาทำพื้นรองเท้า ปัญหาเรื่องเท้าเจ็บก็จะหมดไป เดินทางไกลแค่ไหนก็ไม่เป็นปัญหา

“ให้พวกเด็กๆสวม งั้นก็ต้องทำออกมาให้ดีที่สุด!”

ได้ยินว่ารองเท้าเหล่านี้ทำให้พวกเด็กๆทุกคนก็ยิ่งระมัดระวังมากขึ้น รับประกันทุกขั้นตอนจะทำอย่างพิถีพิถัน

โรงงานเข้าสู่สถานการณ์ทำงานปกติ งานทั้งหมดที่จู้เจียงเจียงรับผิดชอบก็เข้าสู่ภาวะปกติเป็นส่วนใหญ่

ทางบ่อกุ้งก็เตรียมพร้อมแล้ว รอแค่ฝนแรกของฤดูใบไม้ผลิตกพรำลงมา ก็สามารถปล่อยกุ้งลงบ่อได้แล้ว

แต่ถ้าฝนฤดูใบไม้ผลิตกพรำลงมา นั่นก็หมายความว่าการเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว และชาในภูเขาก็ควรเก็บเกี่ยวได้แล้ว

เริ่มมีชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเปิดน้ำเข้านา เตรียมลงปลูกต้นกล้าแล้ว

จู้เจียงเจียงก็ควรวางแผนสำหรับที่นาห้าสิบหมู่ของตัวเองเช่นกัน

ปีนี้นางมีเงินเก็บพอที่จะซื้อวัวมาเลี้ยงได้สักสองสามตัว ถือโอกาสใช้วัวมาไถนา การไถนาก็จะไม่ต้องเหนื่อยขนาดนั้นแล้ว

ตอนนางต้อนวัวจากในตัวเมืองกลับมา ทุกคนที่อยู่ในนาก็ทยอยมาล้อมไว้

“โห วัวตัวใหญ่แบบนี้ ยังมีลูกติดมาด้วย สะใภ้เล็กเจ้าไปซื้อจากที่ไหนมา”

ในบรรดาวัวที่จู้เจียงเจียงนำกลับมา มีควายสองตัว วัวสองตัว และควายหนึ่งตัวในนั้นก็มีลูกตัวเล็กมาด้วย รวมเป็นทั้งหมดห้าตัว

ควายตัวเล็กที่ตามมาก็เอาแต่คิดหาวิธีดูดนมตลอดทาง เห็นท่าทางผอมๆเล็กๆแบบนี้ คงอายุไม่ถึงหนึ่งเดือน

“ข้าไปถามร้านขายวัวในเมืองมา แล้วก็ได้ยินมาว่าเจ้าของเดิมจะย้ายบ้าน เขาต้องการขายวัวทั้งหมด ข้าเลยได้มาในราคาถูก” จู้เจียงเจียงจนใจเล็กน้อย

เดิมนางคิดอยากซื้อวัวแค่สองตัวกลับมาไถนาเท่านั้น ใครจะรู้สุดท้ายได้กลับมาถึงห้าตัว มีลูกควายตัวเล็กรวมอยู่ด้วย

นางทำคอกวัวชั่วคราวไว้ ไม่รู้ว่าจะทนลูกควายซนตัวนี้ไหวไหม?

ไม่รู้ว่าเผยจี้จะกลับมาเมื่อไร จะได้ช่วยทำคอกวัวในบ้านให้แข็งแรงหน่อย


ตอนที่ 132: ฮ่องเต้เสด็จเมืองเจียงหนานแล้ว!


แต่ว่าพูดตามความจริง การใช้วัวควายไถนาเร็วกว่าการไถนาด้วยแรงคนอย่างเห็นได้ชัด และยังลดงานได้มากกว่าอีกด้วย

ในช่วงวันหยุดเรียนสองวัน เผยเสี่ยวอวี๋และน้องเก้า สาวน้อยสองคนไปปล่อยวัวหลังเขาด้วยกัน พร้อมทั้งจูงลูกควายตัวนั้นไปเล่นไกลๆ เพื่อให้แม่ควายได้ทำงานอย่างเต็มที่

อันที่จริงวัวควายทั้งสี่ตัวถูกต้อนลงไปทำงานไถนาแล้ว

เป็นเพราะจู้เจียงเจียงไม่ชำนาญ ล้มนั่งอยู่ในนาหลายครั้ง แช่น้ำในนาที่เต็มไปด้วยโคลนหลายครา บนตัวนางไม่มีตรงไหนที่ไม่เลอะเลย

ตอนโจวเหลียงกลับมาส่งจดหมาย ผ่านทุ่งนาก็เห็นจู้เจียงเจียงกำลังต้อนวัวไถนาอยู่พอดี

เขาพลิกตัวลงจากม้าทันที ถอดชุดขุนนางและรองเท้าออกจากตัว ลงไปทำงานในมือนางต่อ

จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ถูกคนเบียดออกไปด้านข้าง พอเห็นคนที่มานางก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย

“ใต้เท้าโจว มีเรื่องด่วนอะไรท่านถึงกลับมา?”

มองเขาทิ้งม้าและชุดขุนนางเอาไว้ข้างถนน นางถึงรู้ว่าเขาต้องมีเรื่องด่วนอะไรจริงๆถึงกลับมา ไม่อย่างนั้นทำไมแค่ชุดขุนนางเขาก็ไม่ยอมเปลี่ยน

“โจวเหลียง หากเจ้ามีเรื่องด่วนก็รีบไปทำเถิด เจ้าลงนามาทำอะไร!”

พูดจบ จู้เจียงเจียงก็ยื่นมือมาจะแย่งงานของตัวเองคืนไป แต่โจวเหลียงกลับตีก้นวัวเริ่มไถนาแล้ว

“ในเสื้อของข้ามีจดหมายจากแม่ทัพเผยส่งให้ท่าน คนส่งจดหมายบอกว่าเร่งด่วนมาก ท่านรีบไปอ่านดูเถิด ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรหรือไม่” โจวเหลียงพูดตอบแบบไม่ยอมหันกลับมามอง

จู้เจียงเจียงได้ยินดังนั้น ก็รีบไปล้างมือที่ร่องน้ำ แล้วรีบไปค้นหาจดหมาย

ในเสื้อขุนนางชั้นในของโจวเหลียง มีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่จริงๆ บนจดหมายยังปักขนนกเส้นหนึ่งไว้ แสดงว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน

เมืองเจียงเป่ยและเมืองเจียงหนานก็ห่างกันแค่นิดเดียว เผยจี้ขี่ม้ากลับมาตอนเช้า ตอนเย็นก็ถึง ยังจำเป็นจะต้องส่งจดหมายด่วนมาให้นางทำไมกัน?

จู้เจียงเจียงเปิดจดหมายออกด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ แต่เมื่ออ่านเนื้อหาข้างในแล้ว นางก็ต้องเบิกตาโพลงขึ้นทันที

“ฮ่องเต้เสด็จมาแล้ว...” นางนิ่งอึ้งอยู่กับที่ พูดพึมพำกับตัวเอง

นางเคยได้ยินฉินเฟิงพูด อู่จิ้นผิงแอบหนีออกจากวัง ฮ่องเต้ไม่รู้ว่าเขาหนีไปที่ไหน

ยิ่งกว่านั้น พวกเขาอาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาเกือบครึ่งปี ฮ่องเต้ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวของพวกเขา แล้วเหตุใดถึงได้เสด็จมากะทันหันแบบนี้เล่า?

จู้เจียงเจียงเมื่อได้รับข่าว รองเท้ายังไม่ทันสวมก็วิ่งไปทิศทางของสถานศึกษาทันที

ตอนนี้อู่จิ้นผิงกำลังอยู่ในแปลงผัก ดูแลพวกผักที่เขาปกป้องมาสองเดือนกว่า ที่ตอนนี้เติบโตงอกงามอย่างดี และพร้อมจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว

นางต้องแจ้งข่าวนี้ให้เขาและฉินเฟิงทราบ ดูว่าพวกเขาสองคนจะต้อง ‘หนีออกจากบ้าน’ ไปอยู่ที่อื่นหรืออีกหรือไม่

ในแปลงผัก

อู่จิ้นผิงมองดูแปลงผักที่มีพลังชีวิตเปี่ยมล้นตรงหน้า ความกังวลและความร้อนรนภายในใจทั้งหมดก็พลันหายไปจนหมดสิ้น

สีแดงของมะเขือเทศ สีเขียวของผักกาดและถั่วฝักยาว สีม่วงของมะเขือม่วง ยังมีสีเหลืองของดอกฟักทอง และผักนานาชนิด การได้ช่วยโรงอาหารเก็บผักในทุกๆวัน เป็นช่วงเวลาที่อู่จิ้นผิงมีความสุขที่สุดแล้ว

ใครก็อย่าได้มารบกวนความสุขเล็กๆของเขาในตอนนี้

“ผู้อาวุโสอู่ ท่านอยู่ที่ไหนน่ะ?! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

แปลงผักสีเขียวชอุ่มเต็มไปด้วยฝักถั่วและเถาวัลย์จนทำให้มองไม่เห็นตัวคน จู้เจียงเจียงทำได้เพียงแค่ตะโกนเสียงดัง

อู่จิ้นผิงเหมือนได้ยินมีคนเรียกเขา จึงโผล่หน้าออกมาจากซุ้มถั่วฝักยาว โบกมือให้จู้เจียงเจียง จากนั้นก็กลับไปเก็บถั่วฝักยาวต่อ

เที่ยงนี้สถานศึกษาจะทำถั่วฝักยาวผัดเนื้อ นี่เป็นอาหารที่เขาชอบกิน เป็นธรรมดาที่เขาจะอาสารับงานเก็บถั่วฝักยาวมาทำเอง

จู้เจียงเจียงนับถือเขาจริงๆ เวลาแบบนี้ยังใจเย็นอยู่ได้ ลูกชายของเขาจะมาถึงเมืองเจียงเป่ยแล้ว!

“ผู้อาวุโสอู่ ฮ่องเต้เสด็จมาแล้ว!”

จู้เจียงเจียงวิ่งหายใจหอบมาถึงข้างกายอู่จิ้นผิง ยื่นจดหมายในมือให้เขา แล้วพูดเสริมว่า “ท่านรีบกลับไปเก็บของเถิด ไม่งั้นจะไม่ทันการณ์แล้ว”

เขาอาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมานานขนาดนี้ สัมภาระคงมีไม่น้อย

ตอนนี้ไม่รีบกลับเป็นเก็บของ อย่างมากสองวันฮ่องเต้ก็จะเสด็จมาถึงแล้ว หากเขายังไม่ไปอีกต่อไปก็ไปไม่ได้แล้ว

“อะไรนะ? จิ้นเอ๋อร์มาถึงแล้วหรือ!” การกระทำในมืออู่จิ้นผิงชะงักไป ถั่วฝักยาวที่เพิ่งตัดมาไว้ในมือร่วงหล่นลงเกลื่อนพื้น

เขารับจดหมายที่จู้เจียงเจียงยื่นมา เปิดอ่านอย่างรวดเร็วหนึ่งรอบ

อู่จิ้น โอรสของเขามาถึงเมืองเจียงเป่ยแล้วจริงๆด้วย!

“ผู้อาวุโสอู่ ท่านไม่หนีหรือ?” เห็นเขายังนิ่งอยู่ จู้เจียงเจียงก็พูดเตือนเขาไป

อู่จิ้นผิงกำลังลังเลอยู่จริงๆ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แน่นอนว่าเขาต้องพาฉินเฟิงเปลี่ยนสถานที่เที่ยวเล่นไปที่อื่นทันที

แต่ตอนนี้...

เขาเหลือบมองแปลงผักตรงหน้าแวบหนึ่ง มีผักอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลองชิมด้วยตัวเอง เขาเสียดาย ไม่ค่อยอยากจากไปเท่าไร

อีกทั้งแปลงผักผืนนี้ตั้งแต่ลงปลูกจนถึงตอนนี้ ในนั้นมีเลือดเนื้อของเขา หากเขาต้องทิ้งแปลงผักผืนนี้ไป เขาทำไม่ได้จริงๆ

“เหอะ! ข้าไม่เชื่อหรอกว่าลูกชายจะมาสั่งข้าได้? ข้าไม่ไป!”

อู่จิ้นผิงเหมือนจะทุ่มสุดตัวแล้วอย่างไรอย่างนั้น ขยำจดหมายในมือเป็นก้อนอย่างโมโหแล้วโยนทิ้งไป จากนั้นก็นั่งลงเก็บถั่วฝักยาวของตัวเองใส่ในตะกร้าต่อ

ปฏิกิริยาตอบสนองนี้ของเขาทำให้จู้เจียงเจียงมองค้าง

ที่แท้เขาไม่กลัวฮ่องเต้เลยหรือ? เช่นนั้นก่อนหน้านี้ทำตัวลึกลับขนาดนั้นทำไมกัน นี่มันเสียเวลาไปเปล่าๆเลยไม่ใช่รึ!

จู้เจียงเจียงโกรธมากกว่าเขาเสียอีก ก้าวเท้ายาวๆไปที่แปลงผักข้างๆ เด็ดมะเขือเทศที่สุกงอมแล้วลูกหนึ่งมา ใช้ชายเสื้อเช็ดแล้วส่งเข้าไปในปาก

“แม่นางจู้ เจ้าเบาๆหน่อย อย่าดึงเถามันเสีย!” อู่จิ้นผิงปวดใจสุดๆ

เถามะเขือเทศนั้นถูกนางดึงจนล้มเอียงอยู่บนพื้น เขารีบไปประคองเถามันแขวนกลับขึ้นบนราวไม้ไผ่

ในเมื่ออู่จิ้นผิงพูดแบบนี้แล้ว จู้เจียงเจียงก็กลับไปทำอย่างเดิม ทำงานของตัวเองไปเรื่อยๆ รอคอยที่จะได้เห็นโฉมหน้าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

แต่ในขณะที่นางกำลังใจเย็นอยู่นั้น ก็มีคนอีกคนที่ใจไม่สงบขึ้นแล้ว

เรื่องที่เผยจี้คือเผยจ้าว ฮ่องเต้ทรงรับรู้แล้ว แต่พระองค์ไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกไป ทำเพียงเรียกเผยจี้ไปพูดคุยส่วนตัว

และก็เพราะเหตุผลนี้ กลุ่มคนจากเมืองหลวงที่เดินทางมาทางใต้จึงเสียเวลาอยู่ในเมืองเจียงเป่ยหลายวัน ไม่ได้มาถึงเมืองเจียงหนานตามเวลาที่จู้เจียงเจียงคาดเอาไว้

ในตอนที่อู่จิ้นผิงและจู้เจียงเจียงสองคนเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว คนจากเมืองหลวงกลุ่มนั้นก็มาถึงอย่างเอิกเกริก

อู่จิ้นที่นั่งอยู่บนรถม้า พอนึกถึงบิดาของเขาที่ชอบทำตัวเหลวไหล ใบหน้าของเขาก็ถมึงทึงขึ้นทันที

ไท่ช่างหวงตัวดี โยนความกดดันทั้งหมดในราชสำนักมาให้เขา ส่วนตัวเองกลับวิ่งหนีออกนอกวังไปเที่ยวเล่นเพียงลำพัง ไทเฮาโกรธเขาจนเกือบจะทนไม่ไหวแล้ว

หากไม่ใช่ครั้งนี้ไทเฮาออกนั่งบัญชาการรักษาการณ์ราชสำนักด้วยพระองค์เอง เขาก็คงไม่มีโอกาสออกมาตามหาคน

ครั้งนี้หากตามหาพ่อเฒ่าทารกจนเจอ เขาจะไม่ปล่อยให้รอดไปได้เด็ดขาด!

“ที่นี่คือที่ใดกัน ทำไมยิ่งเดินยิ่งเปลี่ยว?”

อู่จิ้นเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าแวบหนึ่ง พวกเขาเหมือนจะออกจากเมืองเจียงหนานมาแล้ว

เพียงแต่สถานที่ที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป ทำไมมองไม่เห็นที่อยู่อาศัยเลยสักแห่งเดียว ถนนก็แย่มาก โคลงเคลงจนเขาใกล้จะเวียนหัวตายอยู่แล้ว

สถานที่แบบนี้ บิดาของเขาที่ใช้ชีวิตหรูหรามั่งคั่งมาทั้งชีวิตจะอยู่อาศัยได้หรือ?

“ทูลฝ่าบาท ถนนนี้คือถนนหลักที่เมืองเจียงหนานทิ้งร้างไปนานแล้ว เส้นทางจึงค่อนข้างขรุขระ ขอฝ่าบาทโปรดอย่าถือสา” เผยจี้ที่ขี่ม้าคอยอารักขาอยู่ข้างๆเอ่ยตอบ

“ถนนหลักทิ้งร้าง?”

ถึงอู่จิ้นจะเติบโตในวังมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็รู้ดี หลังจากถนนหลักทิ้งร้าง รอบข้างก็จะไม่มีคนอยู่อีก

ในเมื่อถนนหลักเส้นนี้ถูกทิ้งร้างแล้ว เหตุใดพวกเขายังต้องใช้เดินทางต่อไปอีก?

“แม่ทัพเผย เจ้าแน่ใจหรือว่าไท่ช่างหวงจะอยู่ที่นี่?”

“พ่ะย่ะค่ะ” เผยจี้แน่ใจมาก

อย่างไรก็ตาม การกลับมาหลังจากไม่ได้กลับมานานแค่เดือนกว่า ความเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ทำให้เขาที่เป็นลูกบ้านคนหนึ่งอดรู้สึกตกตะลึงไม่ได้

สองข้างทางตรงหน้าปลูกต้นไม้เยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? ทำให้ถนนหลักที่รกร้างดูแล้วราวกับทางเดินที่ทอดยาวเข้าสู่ป่าลึกอย่างไรอย่างนั้น

แสงแดดฤดูใบไม้ผลิสวยวิจิตรตระการตา ส่องประกายเงาไม้ไหวไปมา นี่ยังเป็นหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เขารู้จักใช่หรือไม่?


ตอนที่ 133: เป็นอย่างไรบ้าง ทางโน้นบาดเจ็บไหม?


หลังจากที่รถม้าแล่นเข้าสู่ช่วงถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้เต็มสองข้างทาง การโคลงเคลงก็ลดลงไปมาก ถึงขั้นรู้สึกสบายขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ

อู่จิ้นนึกว่าพวกเขาตอนนี้กำลังมุ่งหน้าไปอีกเมืองหนึ่ง เขารู้สึกโล่งใจและขอบคุณเล็กน้อย

อย่างน้อยก็บ่งบอกว่า บิดาของเขาได้ดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แบบนี้หลังเขากลับไปก็สามารถทูลแก่ไทเฮาได้แล้ว

แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะโดนตบหน้าเร็วขนาดนี้

รถม้าเพิ่งจะแล่นอย่างมั่นคงขึ้นมาได้นิดหน่อย ก็หักเลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กๆสายหนึ่ง จากนั้นรถม้าก็เริ่มโคลงเคลงขึ้นอีกครั้ง อู่จิ้นยื่นหน้าออกมานอกหน้าต่างรถม้าทันที

สิ่งที่เห็นคือทุ่งนาผืนหนึ่งที่กำลังไถพรวน ในนามีชาวบ้านยกจอบทำงานกันอยู่นับไม่ถ้วน

ทุกครั้งที่จอบลงไปในดิน โคลนในนาก็จะกระเด็นออกมาด้านข้าง ทำให้ชาวบ้านเปื้อนโคลนเป็นจุดๆทั้งตัว

ชาวบ้านที่กำลังทำงานดูเหมือนจะไม่สนใจเลยว่าจะมีโคลนติดตัว พวกเขายังคงยกจอบขึ้นและฟาดลงไปอย่างแข็งขัน

นอกจากนี้ ในนายังมีคนต้อนวัวควายไถนาอยู่ด้วย

พวกเขาดูแล้วเหมือนอายุสิบหกสิบเจ็ด ยังเด็กอยู่มาก แต่กลับทำงานเก่งราวกับผู้ใหญ่

เผยจี้ที่นั่งอยู่บนหลังม้า แค่มองก็จำได้ทันทีว่าคนที่กำลังต้อนวัวไถนาอยู่ในนาก็คือจู้เจียงเจียง

เขาหันกลับมาพูดกับอู่จิ้น “ฝ่าบาท ภรรยาของกระหม่อมกำลังไถนาอยู่ กระหม่อมขอตัวไปช่วยก่อนนะพ่ะย่ะค่ะ หอจินชิวที่หน้าประตูหมู่บ้านข้างหน้าก็คือสถานที่พักอาศัยของไท่ช่างหวง เชิญฝ่าบาทตามสบาย”

เขาพูดจบก็ดึงบังเหียนม้าไว้ พลิกตัวลงจากหลังม้า เดินไปพลางผูกเสื้อคลุมเข้ากับเอวไปพลาง

“…” อู่จิ้นขมวดคิ้ว ไม่พอใจเล็กน้อย

อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ถึงแม้จะได้รับการร้องขอจากเพื่อนสมัยเด็กให้ไว้ชีวิตเผยจี้ก็ตาม แต่เขาก็ไม่ควรถึงกับไม่เห็นตนที่เป็นฮ่องเต้อยู่ในสายตาเช่นนี้!

ช่างเถอะ ช่างเถอะ

จุดประสงค์หลักที่เขามาครั้งนี้ก็คืออู่จิ้นผิง เรื่องเผยจี้มีเวลาว่างค่อยว่ากัน

จู้เจียงเจียงเพิ่งหันหน้ากลับมาก็เห็นเผยจี้ปรากฏตัวอยู่บนคันนาตรงหน้านาง ข้างถนนด้านหลังเขาคือรถม้าหรูหราสามสี่คันและข้ารับใช้เดินตามนับไม่ถ้วน

“ท่านพี่ พวกเขามาหาผู้อาวุโสอู่กันหรือ?”

จู้เจียงเจียงแค่นิ่งไปครู่เดียวก็ตั้งสติได้ อ้าปากถามเผยจี้ที่เดินเข้ามา

“อืม” เผยจี้ตอบรับเบาๆ รับเครื่องมือเกษตรและแส้ในมือนางมาอย่างเป็นธรรมชาติ “เจ้าขึ้นไปรอข้าก่อน”

ที่นาผืนนี้นางไถไปเกินครึ่งแล้ว เหลืออีกเพียงนิดหน่อยเท่านั้น

ตอนจู้เจียงเจียงล้างคราบโคลนออกจากตัวเสร็จ เผยจี้ก็ทำงานเสร็จเรียบร้อย ขายาวของเขามันช่างเร็วดีจริงๆ

“ปู่สวี่ใช้วัวไหม?”

ในเมื่อหอจินชิวมีแขกมา ในฐานะที่พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีที่สุดของอู่จิ้นผิง ย่อมต้องกลับไปด้วย

งานในนาต่อจากนี้เกรงว่าต้องรอไปก่อน ดังนั้นจู้เจียงเจียงเลยเอาวัวและเครื่องมือเกษตรให้สวี่เหล่าเกินที่ใช้จอบขุดอยู่ข้างๆ ที่นาของนางยืม

สวี่เหล่าเกินที่ได้วัวไปใช้ก็รู้สึกดีใจจนปิดปากไม่ลง “สะใภ้เล็กรีบกลับไปเถิด ข้าไถนาเสร็จแล้วจะช่วยเจ้าให้อาหารวัว”

ถึงแม้เผยจี้จะลงไปช่วยไถนาแค่ครู่เดียว แต่ก็ถูกหางวัวสะบัดจนเลอะเทอะไปทั้งตัว ตอนสองสามีภรรยากลับบ้าน ลักษณะเหมือนครอบครัวชาวไร่ชาวนาโดยสมบูรณ์

“เสี่ยวอวี๋ล่ะ?”

เห็นประตูบ้านปิดอยู่ เผยจี้จึงถามออกไป

“เสี่ยวอวี๋อยู่สถานศึกษา พรุ่งนี้นางถึงหยุดกลับบ้าน” จู้เจียงเจียงพูดตอบไปหนึ่งประโยค หมุนตัวเข้าห้องครัวจุดไฟต้มน้ำอาบให้ตัวเองกับเผยจี้

เผยจี้ผ่าฟืนให้นางอยู่หน้าห้องครัว ทั้งสองคนทำงานของตัวเองอย่างรู้ใจ

“บังอาจ!”

หอจินชิวเดิมที่ปกติเงียบสงบ จู่ๆ ก็เกิดเสียงหนึ่งดังออกมา พวกเพื่อนบ้านใกล้ๆได้ยินกันหมด แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปสอด

หน้าประตูหอจินชิวมีรถม้ามากมายจอดอยู่ พร้อมด้วยข้ารับใช้อีกมากมาย แต่ละคนก้มหน้าก้มตาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

สำหรับคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง  พวกเขาคือคนที่ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวได้

จู้เจียงเจียงก็ได้ยินเสียงตะคอกนั้น นางอดไม่ได้จึงหันมาคุยกับเผยจี้ “ท่านพี่ คนที่มาทางโน้นคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันหรือ? เขานิสัยเป็นอย่างไร? พวกเขาจะตีกันไหม?”

เสียงความเคลื่อนไหวทางโน้นที่ได้ยินไม่เล็กเลย ทั้งคนแก่และเด็กต่างพูดด้วยเสียงที่ดัง รุนแรงดุเดือดสุดๆ

“ไม่หรอก”

เผยจี้ตอบสั้นๆเสียงเบาๆ ไม่สนใจสถานการณ์ทางนั้นสักนิด

“แล้วเรื่องของท่านล่ะ ฮ่องเต้คิดจะทำอย่างไร?” จู้เจียงเจียงถามต่อ

อู่จิ้นผิงอย่างน้อยก็เป็นบิดาของฮ่องเต้ เป็นธรรมดาที่ฮ่องเต้จะไม่ทำอะไรเขา แต่เผยจี้นั้นต่างออกไป

เขาหลอกลวงเบื้องสูงเชียวนะ!

ไม่แน่ว่านางจะถูกดึงไปพัวพันกับเขาด้วย

“เหมือนเดิม” เผยจี้ตอบออกมาสองคำ

คำตอบที่เย็นชาของเขาทำเอาจู้เจียงเจียงเริ่มอารมณ์เสียแล้ว “ข้าว่านะเผยจ้าว เจ้าพูดมากอีกหนึ่งคำจะตายหรืออย่างไร ในเมื่อกลับบ้านแล้วทำให้เจ้าไม่มีความสุข เจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว!!”

ท่าทีนี้ของเขายากมากที่จะไม่ทำให้คนคิดมาก

เผยจี้เห็นนางโกรธ ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกดีใจมากแปลกๆ

นางโกรธ แสดงให้เห็นว่านางสนใจเขา อยากพูดคุยกับเขา

“ฮูหยิน ฟืนในครัวมีเพียงพอแล้ว แต่ข้ากลับยังผ่าฟืนอยู่ เจ้ารู้ไหมว่าเพราะเหตุใด?” เขาหยุดการกระทำในมือ ถามนางอย่างอารมณ์ดี

จู่ๆ เปลี่ยนหัวข้อไปเรื่องผ่าฟืน สิ่งนี้ทำให้จู้เจียงเจียงตั้งตัวไม่ทัน

“ไม่รู้ ทำไมจู่ๆท่านพูดเรื่องนี้?”

“เพราะว่าข้าคิดถึงเจ้ามาก หากได้อยู่ใกล้เจ้าในห้องครัว ข้ากลัวจะควบคุมตัวเองไม่อยู่”

ยิ่งห่างไกล ยิ่งทำให้รักกัน เวลาหนึ่งเดือนที่พวกเขาแยกจากกันนี้ เขาคิดถึงนางอยู่ทุกคืนวัน ตอนนี้กลับมาแล้ว หากไม่ใช่เพราะตัวเปื้อนโคลนและยังเป็นกลางวันแสกๆ

ไม่แน่ว่าเขาอาจจะอุ้มนางกลับไปดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดในห้องสักรอบนานแล้ว

ที่ไม่พูดจา เป็นเพียงเพราะเขาพยายามอดทนอดกลั้นเสียงอันแหบพร่าของตัวเอง ที่กำลังจะทนไม่ไหวแล้วเท่านั้นเอง

เขาพูดเร็วไปนิด แต่ตีให้ตายจู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงว่าเผยจี้จะเต๊าะเก่งแบบนี้ นางหน้าแดงในทันที

บ้าเอ๊ย!

ครั้งก่อนไม่ควรออกตัวก่อนเลย ผู้ชายศีลขาดน่ากลัวจริงๆ

“แม่นางจู้”

จู่ๆ ฉินเฟิงก็ปรากฏตัวอยู่ในลานบ้าน ทำลายบรรยากาศรักๆของทั้งสองคน “แม่ทัพเผยก็อยู่ด้วยหรือ”

“คุณชายฉิน!” จู้เจียงเจียงเห็นฉินเฟิงมา บางทีอาจเพราะความอยากรู้ นางจึงรีบวิ่งออกไป “เป็นอย่างไรบ้าง ทางโน้นบาดเจ็บไหม?”

แน่นอนว่าที่นางพูดถึงคือสองพ่อลูกตระกูลอู่ การเคลื่อนไหวใหญ่ขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะปลอดภัยทั้งคู่กระมัง?

ฉินเฟิงได้ยินนางถามแบบนี้ ก็อ้าปากหยอกล้อทันที “แม่นางจู้ คำนี้หากมีใครได้ยินเข้า ระวังศีรษะของเจ้าให้ดี แต่ว่าทางโน้นสบายดี”

“ไท่ช่างหวงบอกให้ข้ามาช่วยเจ้าเตรียมมื้อเย็นคืนนี้ ตามความหมายของท่านผู้อาวุโส เขาอยากขอให้เจ้าทำอาหารดีๆให้สักมื้อ เขาจะได้ยืนยันกับฝ่าบาทว่าตัวเองอยู่ที่นี่สุขสบายดี”

“...ทำกับข้าวอีกแล้ว”

จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็อยากหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของตัวเอง นางกลับคาดหวังว่าคนในราชวงศ์จะมาหาด้วยเรื่องอื่น?!

“ข้าว่าพวกท่านนอกจากมาอาศัยกินข้าวของข้าแล้ว ก็ไม่มีเรื่องทางการอื่นมาหาข้าแล้วหรือ?”

นางหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องครัวอย่างผิดหวัง ถึงแม้จะพูดอย่างนั้น แต่นางก็ตอบตกลงรับปากไป “ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปทำให้เดี๋ยวนี้”

ฉินเฟิงรู้อยู่แล้วว่านางปากร้ายแต่ใจดี เขาทำหน้าดีใจวิ่งกลับไปรายงาน

“ท่านพี่น้ำร้อนแล้ว ข้าไปอาบน้ำก่อน ในเมื่อท่านว่างอยู่ก็ไปช่วยโม่ถั่วให้หน่อยเถิด” จู้เจียงเจียงชี้ถั่วที่แช่อยู่มุมหนึ่งในห้องครัว

เพราะจู้เจียงเจียงชอบดื่มน้ำเต้าหู้ และในชนบทก็หาซื้อเต้าหู้ไม่ง่ายเลย นางจึงมักจะแช่ถั่วเอาไว้บ่อยๆ

ถึงแม้บางครั้งนางจะไม่มีเวลาไปโม่ถั่วทำเต้าหู้ แต่ช้อนถั่วเหลืองขึ้นมาคลุมด้วยผ้า ให้มันแตกหน่อเป็นถั่วงอกก็ได้แล้ว

ดังนั้นนางไม่กังวลเลยว่าถั่วพวกนี้จะต้องเอาไปทิ้งอย่างสิ้นเปลือง


ตอนที่ 134: ไท่ช่างหวงโมโหแปลงผักโดนเหยียบ


ตอนเผยจี้ถือถั่วครึ่งถังไปแท่นโม่ในหมู่บ้าน จู้เจียงเจียงก็ถือโอกาสที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชุดที่เปื้อน นางหยิบตะกร้าเดินไปทางบ่อน้ำหน้าบ้าน

ในเมื่อผู้อาวุโสอู่สั่งมาโดยเฉพาะ นางคงให้เขาเสียหน้าไม่ได้ถูกไหม?

ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศอบอุ่นกำลังดีและมีแดดจ้า กุ้งในบ่อก็โตเท่านิ้วหัวแม่มือ อวบอ้วนน่าเอามาทำอาหารสักมื้อ

ทันทีที่จู้เจียงเจียงลงน้ำ กุ้งในบ่อก็วิ่งพล่านไปทั่ว กระโดดไปกระโดดมาทำผิวน้ำเดิมที่สงบเกิดเป็นชั้นระลอกคลื่น

นางช้อนกุ้งเจ็ดแปดจินวางให้คายดินอยู่ในถังน้ำ แล้วช้อนปลาอีกหนึ่งตัวมาเลี้ยงไว้ในอ่างก่อนจะไปอาบน้ำ

เนื่องจากยังมีเวลาก่อนจะถึงตอนเย็น จู้เจียงเจียงจึงไม่รีบร้อน เริ่มทำอาหารอย่างใจเย็น

“ฮูหยิน ถั่วโม่เสร็จแล้ว”

เผยจี้เอาน้ำเต้าหู้มาวางไว้ในห้องครัวให้นาง จากนั้นก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนหยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำ

เมื่อเห็นว่าได้ถั่วโม่กลับมาแล้ว จู้เจียงเจียงจึงรีบหยุดงานผ่าเอาเส้นหลังกุ้งออก แล้วไปต้มน้ำเต้าหู้ทันที

ทั้งสองคนร่วมมือกันทำงานได้ดีอย่างเป็นระเบียบ ส่วนหอจินชิวฝั่งตรงข้ามในที่สุดก็กลับมาสงบดังเดิม คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านยังอยู่ในทุ่งนา ทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจึงเงียบสงบเป็นพิเศษ

จนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่อู่จิ้นผิงปรากฏตัวขึ้นที่แปลงผักบ้านตระกูลเผย ทำลายความเงียบช่วงสั้นๆของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกครั้ง

“แม่นางจู้ เจ้าจะเก็บผักใช่ไหม?”

อู่จิ้นผิงที่อยู่ชั้นสองของหอจินชิวเห็นจู้เจียงเจียงถือตะกร้าจะเข้าไปในแปลงผัก เขาก็เรียกนางไว้

“เจ้าหยุดก่อน ให้ข้าทำ!”

พูดจบ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบบันไดไม้จากบ้านข้างๆดัง *ตึกๆ* ต่อมาก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในลานบ้านของตระกูลเผย

“เสด็จพ่อ!”

ชายหนุ่มคนหนึ่งตามอู่จิ้นผิงเข้ามา เมื่อเห็นอู่จิ้นผิงแย่งตะกร้าผักในมือของจู้เจียงเจียง เขาจึงตะโกนเรียกออกไปอย่างไม่พอใจ

เสด็จพ่อ?

นั่นก็หมายความว่า ชายหนุ่มที่กำลังพูดอยู่ตรงหน้าผู้นี้ก็คือฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน?

หลังจากจู้เจียงเจียงเดาฐานะของคนผู้นี้ได้ นางก็คุกเข่าทำความเคารพทันที “ข้าน้อยจู้เจียงเจียง คารวะฝ่าบาท”

“ลุกขึ้นเถิด ไม่ต้องมากพิธี” สายตาของอู่จิ้นไม่ได้หยุดอยู่บนตัวจู้เจียงเจียง เพียงแต่โบกมือให้นางลุกขึ้น

แต่สายตาของจู้เจียงเจียงกลับมองสำรวจเขาอย่างสนใจใคร่รู้

ชายตรงหน้าผู้นี้ดูอายุใกล้เคียงกับเผยจี้ แต่อู่จิ้นผิงผมขาวไปแล้วครึ่งหัว หากบอกว่าทั้งสองคนเป็นปู่หลานกันก็คงมีคนเชื่อ

แต่ว่า คนทั้งสองเป็นพ่อลูกกัน!

อ่า จริงด้วย นางเกือบลืมไป ในวังหลังของฮ่องเต้มีสาวงามสามพันคน โอรสธิดาอีกนับไม่ถ้วน ดังนั้นการมีโอรสที่เยาว์วัยแบบนี้ เหมือนจะไม่แปลกอะไร

เพียงแต่ พวกพี่ชายที่ต่อแถวอยู่ก่อนหน้าเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ? คิดว่าต้องมีจุดจบที่น่าเศร้าและไม่สมหวังไปแล้วกระมัง!

“เสด็จพ่อ ท่านในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน จะทำเรื่องเล็กน้อยจุกจิกเหล่านี้ด้วยพระองค์เองไม่ได้!”

อู่จิ้นเห็นอู่จิ้นผิงเข้าไปในแปลงผักแล้ว เขามองดินโคลนในแปลงผัก แสดงท่าทางลังเลใจ ไม่อยากเหยียบย่างลงไปในนั้น จึงทำได้แต่พูดห้ามอยู่ด้านนอก

อู่จิ้นผิงกลับไม่สนใจ ยังแบ่งปันสภาพผักในแปลงผักเหล่านั้นกับเขาอย่างลิงโลด

“จิ้นเอ๋อร์ เจ้าอย่าเอาแต่ยืนเฉยอยู่ เข้ามาดูสิ ต้นนี้คือมะเขือเทศ ตอนข้ามาเก็บครั้งก่อน มันยังเป็นสีเขียวอยู่เลย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงสดแล้ว เป็นอย่างไรมหัศจรรย์ใช่ไหม?”

“…” มหัศจรรย์อะไร เป็นผักก็ต้องเจริญเติบโต

“ไม่รู้ว่าคืนนี้แม่นางจู้จะทำมะเขือเทศกินไหม” อู่จิ้นผิงพึมพำไปหนึ่งประโยค จากนั้นก็ตะโกนไปในลานบ้าน “แม่นางจู้ คืนนี้จะทำกับข้าวอะไร?”

จู้เจียงเจียงที่กำลังจะหมุนตัวกลับเข้าห้องครัวถูกเรียกชื่อเอาไว้เสียก่อน ทุกสายตาต่างหันมามองที่นางอย่างพร้อมเพรียง ทำเอานางทำตัวไม่ถูก

คนพวกนั้นมาพร้อมกับอู่จิ้น ทุกคนต่างกำลังใช้สายตามองสำรวจนาง เหมือนถามว่า หญิงสาวนางนี้เป็นใคร กลับกล้าให้ไท่ช่างหวงเชื่อฟังนาง?

จู้เจียงเจียงเห็นแบบนั้นก็ยิ้มแหยๆ ตอบว่า “ผู้อาวุโสอู่ ท่านเก็บอะไรมา ข้าก็ทำตามนั้น”

ล้อกันเล่นใช่ไหม นางหรือจะกล้าบอกของที่ตัวเองอยากได้?

หากนางพูดไป คนกลุ่มนี้คงจ้องจะกินเลือดกินเนื้อนางแน่ๆ นางสู้ไม่ไหว

จู้เจียงเจียงพูดจบก็รีบเดินเข้าห้องครัวหลบไปทำกับข้าว

“งั้นก็ผัดถั่วฝักยาวหนึ่งอย่าง แกงมะเขือเทศหนึ่งอย่าง สุดท้ายก็ผัดมันฝรั่งเส้นอีกหนึ่งอย่างดีกว่า” อู่จิ้นผิงเอ่ยชื่ออาหารแบบตามใจตัวเอง

จากนั้นก็ยกจอบเล็กที่วางอยู่ในแปลงผักขึ้นมา พร้อมกับพูดว่าจะไปลงมือขุดต้นมันฝรั่ง

ตอนเขากำลังเหวี่ยงจอบจะขุดมันฝรั่ง ก็ถูกอู่จิ้นเรียกคนให้เข้าไปช่วย “พวกเจ้าสองสามคน รีบเข้าไปหยุดไท่ช่างหวง!”

เขาเป็นไท่ช่างหวงที่ทั้งราชวงศ์ต้าหลี่เคารพ จะมาทำงานหนักแบบนี้ได้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเขาตระกูลอู่และทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ขายหน้ากันหมดแล้ว!

อู่จิ้นผิงที่ถูกแย่งจอบไป ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีดำทันที

เขาไม่พอใจ ไม่เพียงเพราะพวกเขาแย่งจอบที่เขาจะใช้ไปเท่านั้น มากกว่านั้นเป็นเพราะหลายคนที่พุ่งเข้ามาได้เหยียบย่ำแปลงผักของเขา

“เจิ้นสั่งให้ออกไป!”

อู่จิ้นผิงตะคอกเสียงเย็น จากในน้ำเสียงสามารถฟังออกถึงความไม่พอใจของเขาได้

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่ที่เขาสละราชสมบัติ น้อยครั้งมากที่จะแทนตัวเองว่า ‘เจิ้น’ แล้วตอนนี้เขาใช้เจิ้นแทนตัวเอง บ่งบอกได้ว่าตอนนี้เขาโมโหสุดๆ

หลายคนที่พุ่งเข้ามาในแปลงผักต่างตกใจจนหน้าซีดเผือด หลังจากถอยออกมาแล้วก็คุกเข่าก้มกราบตัวแทบติดดิน ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย

อู่จิ้นและฉินเฟิงที่ยืนอยู่ด้านนอกก็ตกใจเช่นกัน

บรรยากาศในลานบ้านตระกูลเผยเปลี่ยนเป็นกดดันและน่ากลัวทันที แต่จู้เจียงเจียงและเผยจี้ในฐานะเจ้าบ้าน ตอนนี้กลับกำลังดูความสนุกอยู่ในห้องครัว บรรยากาศแตกต่างกับด้านนอกอย่างสิ้นเชิง

“ท่านพี่ ท่านว่าครั้งนี้พวกเขาจะตีกันไหม?” จู้เจียงเจียงยังถามคำถามนี้เหมือนเดิม

“ฮูหยิน ดูเหมือนเจ้าอยากจะเห็นพวกเขาตีกันมากจริงๆสินะ?” เผยจี้จนใจ ภรรยาของเขาเหมือนชอบดูเรื่องสนุก โดยเฉพาะความสนุกจากการที่คนจะทะเลาะกัน

แต่ว่าทางนั้นคือไท่ช่างหวง ใต้หล้านี้จะมีใครกล้าลงมือกับเขา?

ก็แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังไม่กล้า เขาก็แค่กล้าใช้ปากพูดอยู่ข้างๆเท่านั้น

“ดูความสนุกไม่รังเกียจเรื่องใหญ่ นี่คือธรรมชาติของคน” จู้เจียงเจียงยักไหล่

นางตักเต้าหู้ที่ต้มเสร็จในหม้อออกมาใส่ลงในถุงผ้า แล้วรัดปากถุงให้แน่น หันไปบอกกับเผยจี้ว่า “ท่านพี่ช่วยข้าย้ายมาทางนี้ที แล้วใช้หินแผ่นนั้นมาวางทับไว้ให้แน่น คืนนี้ข้าจะกินเต้าหู้”

“ได้”

บรรยากาศของสองคนในห้องครัวดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง

ในแปลงผัก เห็นแค่อู่จิ้นผิงยกพวกผักที่ถูกเหยียบจนเสียขึ้นมาด้วยท่าทางปวดใจ ก่อนจะคัดเลือกผักที่ยังกินได้ใส่ลงในตะกร้า

ส่วนผักที่เสียหายนั้น ฉินเฟิงเดินเข้าไปอย่างรู้งาน รับผักที่เสียหายเหล่านั้นมาไว้ในมือ รออู่จิ้นผิงเลือกเสร็จแล้วเขาจะเอาไปสับเป็นอาหารปลา

อู่จิ้นเห็นสองคนที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างรู้ใจอยู่ในแปลงผักก็พลันตาโตอ้าปากค้าง

หรือว่าพวกเขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็คือใช้ชีวิตแบบนี้? ผักถูกเหยียบย่ำเสียหายขนาดนี้แล้ว พวกเขายังเก็บขึ้นมากิน?

โอ้ พระเจ้า!

เขาไม่ใช่ไท่ช่างหวงที่ราชวงศ์ต้าหลี่เคารพที่เขารู้จักเลยสักนิด!

“ไปเถิด” อู่จิ้นผิงโบกมือเบาๆให้ฉินเฟิงเอาผักที่เสียหายไปให้ปลา

การกระทำในมือเขากลับยังไม่หยุด นอกจากผักที่ถูกเหยียบย่ำเสียหายแล้ว ก็ยังมีต้นผักที่ถูกเหยียบจนหักอีกด้วย

อู่จิ้นผิงพยายามประคองต้นผักที่หักเหล่านั้นให้ตั้งขึ้นมาใหม่ ถ้าต้นไหนประคองให้ตั้งโดยอาศัยต้นอื่นๆได้ เขาก็จะปล่อยไว้ 

แต่ถ้าต้นไหนประคองให้ตั้งตรงไม่ได้ เขาก็จะออกไปหาฟางข้าวมาหนึ่งกำมือ แล้วเอาต้นผักที่หักเหล่านั้นผูกกับกิ่งไม้ไว้ ทำราวกับกำลังรักษาอาการกระดูกหักให้มันอย่างระมัดระวัง

หลังจากจัดการความพินาศในแปลงผักเสร็จสิ้นแล้ว อู่จิ้นผิงก็ยังไม่ยอมแพ้

เขายกจอบขึ้นมาใหม่ แล้วขุดมันฝรั่งขึ้นมาหนึ่งต้น ปรากฏว่าด้านล่างต้นมีมันฝรั่งเจ็ดแปดหัวทั้งใหญ่และเล็ก ดูแล้วน่ากินมาก

“จิ้นเอ๋อร์ เจ้าดูสิ ใต้ดินเล็กๆนี่ มันสามารถปลูกมันฝรั่งได้มากมายขนาดนี้ เห็นหรือไม่ว่ามันน่าอัศจรรย์แค่ไหน?”

“...มหัศจรรย์มาก!” อู่จิ้นตอบอย่างหนักแน่น

เพียงแต่สิ่งที่เขาหมายถึงไม่ใช่มันฝรั่งพวกนั้น แต่เป็นบิดาของเขา


ตอนที่ 135: ควันไฟในชนบท


“ผู้อาวุโสอู่กินข้าวได้แล้ว”

จู้เจียงเจียงใช้ผ้าเช็ดมือประคองถ้วยน้ำแกง ตอนผ่านระเบียงหน้าประตู เห็นอู่จิ้นผิงกำลังนั่งดื่มชามองทุ่งนาและพระอาทิตย์ตก จึงตะโกนเรียก

คนที่นั่งดื่มชากับอู่จิ้นผิง นอกจากอู่จิ้นแล้วก็ไม่มีใครอื่นอีก

ฮ่องเต้สองรุ่นนั่งดื่มชาด้วยกัน ใครเล่าจะกล้าเข้าไปนั่งร่วมด้วย?

“จิ้นเอ๋อร์ มาเร็ว ฝีมือของแม่นางจู้ดีมาก ได้ยินมาว่าวันนี้ทำกุ้งด้วย รีบมาลองชิมเร็ว”

อู่จิ้นผิงเหมือนคนขายของ พยายามจะชักชวนให้อู่จิ้นลองชิมฝีมือทำอาหารของจู้เจียงเจียงให้ได้

สองคนเมื่อครู่ยังสถานการณ์ตึงเครียด เวลาแค่ดื่มชาถ้วยหนึ่งก็สามัคคีกันแบบนี้ได้ จู้เจียงเจียงควรบอกว่าชาของตัวเองมีเสน่ห์หรือความสัมพันธ์พ่อลูกของพวกเขาสองคนดีมากกันแน่?

บนโต๊ะอาหาร

นอกจากเผยจี้และจู้เจียงเจียงคู่สามีภรรยาแล้ว ก็มีแค่สองพ่อลูกตระกูลอู่เท่านั้น

จู้เจียงเจียงมองฉินเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆอย่างสงสัย ถามเขาว่า “คุณชายฉิน ท่านไม่กินหรือ?”

นางยังนึกว่าหายากมากที่นางจะทำกุ้ง ฉินเฟิงคงอดรนทนไม่ไหวแล้วเป็นแน่ คิดไม่ถึงว่าเขากลับยืนนิ่งเฉยอยู่แบบนั้น?

ฉินเฟิงถูกจู้เจียงเจียงเรียกชื่อโดยตรง เขาเกือบจะคุกเข่าให้นางอยู่ในใจ เวลาแบบนี้ เขาไม่เหมาะที่จะนั่งลงกินข้าวด้วยจริงๆ

“ฉินเฟิงนั่งเถิด” อู่จิ้นผิงเปิดปากล้ำค่าเพื่อเขา “เจ้าเคยเรียนหนังสือเป็นเพื่อนจิ้นเอ๋อร์ กินข้าวด้วยกันจะเป็นอะไรไป”

อู่จิ้นเห็นอู่จิ้นผิงพูดแล้ว เขาจะพูดอะไรได้อีก? ทำได้แต่ให้ฉินเฟิงมานั่งด้วย “ที่นี่ไม่ใช่ในวัง ไม่ต้องเคร่งครัด นั่งเถิด”

‘ไม่ต้องเคร่งครัด’ คำนี้ไม่ควรเป็นนางที่ต้องพูดหรอกหรือ? จู้เจียงเจียงแขวะเงียบๆอยู่ในใจหนึ่งประโยค

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ฉินเฟิงนั่งลงตามคำสั่ง

แต่ถึงแม้เขาจะนั่งลงแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้ากินอย่างจัดเต็ม ทรมานจริงๆ...

“อาหารเหล่านี้คือ...” อู่จิ้นมองอาหารคาวเต็มโต๊ะด้วยความสงสัย ไม่รู้จะลงตะเกียบจานไหนก่อนดี

เพราะว่าอาหารเหล่านี้ ส่วนใหญ่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นอกจากปลาตัวนั้นและมันฝรั่งที่อู่จิ้นผิงเพิ่งขุดออกมาทำเป็นมันฝรั่งเส้นก่อนหน้านี้

อู่จิ้นผิงก็มีกับข้าวที่ไม่เคยเห็น เขาชี้ไปยังกับข้าวจานหนึ่งที่ใช้กุ้งทำ ถามจู้เจียงเจียงว่า “แม่นางจู้ อาหารจานนี้คืออะไร?”

“จานนี้คือกุ้งผัดน้ำมะเขือเทศ ผู้อาวุโสอู่ ข้าไม่ได้ทำแกงมะเขือเทศตามที่ท่านบอก ทำแค่กุ้งผัดน้ำมะเขือเทศ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ”

จู้เจียงเจียงไม่ได้ทำอาหารที่ไท่ช่างหวงสั่ง เพราะใบชาของฤดูใบไม้ผลิสดใหม่มาก ส่วนที่เป็นน้ำแกง นางจึงใช้ใบชามาทำเป็นน้ำแกงใบชาลูกชิ้นแห้ว

ลดความเลี่ยนและดับร้อน

“ไม่เป็นไร ขอแค่แม่นางจู้ทำ อะไรก็ได้ทุกอย่าง!” อู่จิ้นผิงไม่ถือสาที่นางเปลี่ยนกับข้าวเลย ขอแค่ได้กินและอร่อยก็พอ

ในความเป็นจริง จานกุ้งผัดน้ำมะเขือเทศนี้ได้รับคำชมเป็นเสียงเดียวกันจากหลายคนจริงๆ

“สด หวาน อร่อยชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอม และยังมีรสชาติที่เข้มข้น เป็นกับข้าวจากกุ้งที่อร่อยอีกจานหนึ่ง!”

“อีก?”

อู่จิ้นได้ยินคำชมนี้ของบิดาเขา เขาเองที่ได้กินกุ้งผัดน้ำมะเขือเทศแล้วนั้น ก็รู้สึกเห็นด้วยกับความคิดเห็นของบิดา เพียงแต่คำว่า ‘อีก’ นี้ทำให้เขาสนใจ

หรือว่ายังมีอาหารจากกุ้งอะไรที่อร่อยกว่าจานนี้อีก?

อู่จิ้นผิงเห็นโอรสของตัวเองทำหน้าสงสัย เขาก็เริ่มอวดขึ้นมาทันที ชี้อาหารที่ทำด้วยกุ้งจานอื่น ใช้น้ำเสียงของคนที่เกาะกินมานานแนะนำให้โอรสของตนฟังทีละอย่าง

“จิ้นเอ๋อร์ กุ้งที่เจ้ากินเมื่อครู่ เดิมมันมีลักษณะแบบนี้ จานนี้ชื่อว่ากุ้งขาวนึ่ง ตอนกินมันจะต้องแกะเปลือก จากนั้นก็จิ้มกับน้ำจิ้มที่แม่นางจู้ปรุง เช่นนี้แล้วก็จะเพลิดเพลินไปกับความอร่อยของตัวมันได้อย่างเต็มที่”

พูดจบ เขาก็คีบกุ้งขาวนึ่งตัวหนึ่งลงในถ้วยตัวเอง จากนั้นก็วางตะเกียบ ลงมือแกะเปลือกกุ้งด้วยตัวเอง

เห็นเขาลงมือแกะกุ้งด้วยตัวเอง อู่จิ้นก็ตกตะลึงตาโตอ้าปากค้างอีกครั้ง

คีบแบ่งอาหารไม่ใช่งานของพวกสนมหรอกหรือ? หรือไม่ก็เรียกนางข้าหลวงมาทำก็ได้ จำเป็นจะต้องลงมือทำด้วยตัวเองด้วยหรืออย่างไร?

แต่เมื่อเห็นคนอื่นบนโต๊ะก็ลงมือแกะกุ้งด้วยตัวเอง เขากลับนั่งนิ่งอยู่คนเดียว เหมือนเป็นคนนอกเข้ากันไม่ได้ แต่ด้วยความที่เขาอยากลิ้มลองรสชาติของกุ้งตัวนั้นจริงๆ

อู่จิ้นจึงไล่คนที่ปรนนิบัติด้านหลังเขาออกไป เหลือไว้เพียงพวกเขาห้าคนนั่งกินข้าวอยู่ในบ้านเท่านั้น จากนั้นถึงลงมือแกะกุ้งเลียนแบบคนอื่นๆ

เป็นครั้งแรกที่เขาแกะกุ้งเอง พอถึงตอนสุดท้าย กุ้งในมือเขาก็แทบจำรูปร่างเดิมไม่ได้แล้ว

แต่ทว่า...

“สดมาก!”

ดวงตาของอู่จิ้นเปล่งประกาย ตกตะลึงกับรสชาติของกุ้งในปากตัวนี้

“จิ้นเอ๋อร์ ไม่เพียงกุ้งขาวนึ่งที่อร่อย กุ้งทอดและลูกชิ้นกุ้งก็ไม่เลวเลย ยังมีปลาผัดเปรี้ยวหวานกับแกงลูกชิ้นนั้น เจ้าลองชิมดูสิ ฝีมือของแม่นางจู้ไม่มีอะไรที่ไม่อร่อยเลย!”

เสียงที่ภูมิใจนั้นของอู่จิ้นผิง หากใครไม่รู้ยังนึกว่าอาหารโต๊ะนี้เขาเป็นคนทำเสียอีก

สองพ่อลูกตระกูลอู่ ต่างคนต่างกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและเป็นธรรมชาติสุดๆ เมื่อเทียบกับคนอื่นๆในโต๊ะ

 เมื่อเห็นว่าทั้งสองชอบอาหารจานไหนเป็นพิเศษ อีกสามคนที่เหลือก็ไม่ได้คีบจานนั้นอีกอย่างรู้ใจ เก็บทั้งหมดไว้ให้พวกเขา จนถึงตอนสุดท้ายพวกเขาก็ทำได้แค่ตักน้ำแกงคลุกข้าวกิน อย่างอื่นกินได้ไม่ถึงสองคำ

อู่จิ้นเหมือนจะถูกฝีมือของจู้เจียงเจียงจับกระเพาะเอาไว้ได้ ชมนางเสียยกใหญ่

แตกต่างจากเริ่มแรกที่ไม่สนใจนางเท่าไร ท่าทางไม่รู้ว่านางเป็นใครอย่างสิ้นเชิง

“เสด็จพ่อ มิน่า ท่านได้ยินว่าลูกมาแล้วแต่กลับไม่ยอมหลบหนีไปที่อื่น ที่แท้ก็เสียดายฝีมือของแม่นางจู้นี่เอง!”

หลังกินข้าวเสร็จ พ่อลูกตระกูลอู่ก็มานั่งดื่มชาที่หน้าบ้านตระกูลเผยต่อ

ดวงอาทิตย์ตกลับภูเขาไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงสีแดงสวยงามผืนหนึ่งตรงขอบฟ้า 

พวกชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ทำงานอยู่ในนาเริ่มทยอยกลับบ้าน เนื้อตัวพวกเขาเต็มไปด้วยดินโคลน ทำงานมาทั้งวันเหนื่อยล้าจนหมดแรง

แต่เมื่อเดินผ่านหน้าบ้านตระกูลเผย ตอนเห็นอู่จิ้นผิง พวกเขาก็ยิ้มและทักทาย “ผู้อาวุโสอู่กินข้าวหรือยัง?”

อู่จิ้นผิงได้ยินมีคนทักทายเขา เขาก็ตอบกลับอย่างเป็นมิตร “ป้าหลู กลับมาแล้วหรือ จะดำนาเมื่อไร?”

เสียงเขาเพิ่งหยุด อู่จิ้นยังไม่ทันได้ถามต่อ พวกเด็กผู้หญิงสูงประมาณครึ่งตัวก็วิ่งเข้ามา

พวกหลูชุ่ยฮวาเห็นอู่จิ้นผิง ก็รีบเข้าไปทักทาย “สวัสดีเจ้าค่ะปู่อู่ พวกเราไปเก็บชากลับมาแล้ว พี่หญิงจู้อยู่ไหมเจ้าคะ?”

“ข้าอยู่”

จู้เจียงเจียงที่กำลังเก็บถ้วยตะเกียบอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงก็วิ่งออกมา “ชุ่ยฮวา รบกวนเจ้าช่วยข้าเอาใบชาวางตากบนกระด้งไว้ตรงราวให้หน่อย ดึกๆ ข้าค่อยคัดใบ”

“เจ้าค่ะ” หลูชุ่ยฮวาตอบรับแล้วเดินไปยังราวไม้ไผ่หลังลานบ้าน

นางเทใบชาที่ทุกคนเก็บกลับมาลงในกระด้งทีละตะกร้า ใช้มือแผ่ใบชาออกเบาๆ แล้ววางกระด้งกลับไปบนราวดังเดิม การกระทำของนางดูชำนาญและเป็นธรรมชาติมาก

“สะใภ้เล็ก ข้าจูงวัวเจ้ากลับมาแล้ว ผูกไว้หน้าประตูนะ”

ต่อมาสวี่เหล่าเกินที่จูงวัวไปเลี้ยงตอนเย็นกลับมาถึง หลังจากเขาทักทายจู้เจียงเจียงเสร็จก็ทักทายอู่จิ้นผิงต่อ ก่อนเดินจากไป

เมื่อได้เห็นภาพชาวบ้านทยอยกลับจากทุ่งนายามพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ก็ทำให้อู่จิ้นสัมผัสได้ถึงควันไฟในชนบทด้วยตัวเอง

เขาเฝ้ามองทุกคนที่เดินผ่านบ้านตระกูลเผย และทักทายพวกเขาตลอดอยู่เงียบๆไม่พูดจา

ผ่านประโยคถามไถ่ง่ายๆของพวกเขา ก็ทำให้เขารู้สึกประทับใจเป็นที่สุด ภาพฉากแบบนี้ เขาที่อยู่ในวังทั้งปีทั้งชาติล้วนไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

เหล่าคนในวัง ตั้งแต่คนเคียงหมอน ไปจนถึงขันทีนางข้าหลวงที่เทกระโถน ขอแค่เป็นคนที่อ้าปากได้ก็แฝงเป้าหมายมาด้วยนับไม่ถ้วน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงแบบนี้

ไม่แปลกใจเลยที่อู่จิ้นผิงชอบอยู่ที่นี่ ไม่เพียงแต่มีอาหารอร่อย แต่จิตใจของผู้คนยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอีกด้วย

ไม่ต้องเผชิญหน้ากับพวกปากหวานก้นเปรี้ยวในทุกๆวัน คงรู้สึกสุขสบายมากเลยทีเดียว

“จริงด้วย จิ้นเอ๋อร์ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าข้าไม่ยอมไปเพราะฝีมือของแม่นางจู้ใช่หรือไม่?”

หลังอู่จิ้นผิงพูดคุยสร้างสัมพันธไมตรีกับผู้อื่นเสร็จแล้ว เขาถึงเปิดปากอีกครั้ง

แต่ไม่รอให้เขาพูดจบ อู่จิ้นก็รีบพูดแทรกขึ้นว่า “เมื่อครู่ลูกพูดแบบนั้น แต่ตอนนี้ลูกรู้สึกว่า บางทีเสด็จพ่ออาจจะมีเหตุผลอื่นๆอยู่อีกก็เป็นได้”

“ที่แห่งนี้สะดวกสบายมากจริงๆ...”


ตอนที่ 136: ฮ่องเต้ตกใจอ้าปากค้าง


“จิ้นเอ๋อร์ เมื่อวานเจ้าถามข้าใช่หรือไม่ เหตุใดข้ารู้ว่าเจ้าจะมา แต่กลับไม่หนีไป?”

อู่จิ้นผิงตื่นแต่เช้าตรู่ หอบชุดพื้นบ้านธรรมดา ธรรมดา ไปเรียกอู่จิ้นในห้อง “เปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ข้าจะพาเจ้าออกไปเดินเล่น”

อู่จิ้นรู้สึกตกตะลึงกับการบุกเข้ามาอย่างกะทันหันและยังมีชุด ‘ราคาถูก’ เหล่านั้นด้วย

เมื่อสวมใส่ชุดนั้นแล้ว เพราะว่าวัสดุหยาบเกินไป เขารู้สึกอึดอัดไม่สบายไปทั้งตัว

“เสด็จพ่อ ข้าจำเป็นต้องแต่งกายเช่นนี้หรือ?”

เขาเป็นถึงโอรสสวรรค์ผู้สง่างามเชียวนะ!

“เหมาะสมดี” อู่จิ้นผิงมองสำรวจเขาแวบหนึ่ง พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ทำงานก็ต้องสวมแบบนี้ ใครทำงานลงดินยังสวมเสื้อลายมังกรกัน”

เขาก็รู้จักพูดตลกบ้างแล้ว

“ทำงาน?”

อู่จิ้นขมวดคิ้วแน่น มีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีบางอย่าง

ทั้งสองออกจากหอจินชิว บังเอิญเจอเผยจี้สองสามีภรรยากำลังจูงวัวออกบ้านจะไปไถนาพอดี

เสื้อผ้าเก่าปะซ่อมที่พวกเขาสวมอยู่ ดูแล้วแย่กว่าของเขามากๆ

“คารวะฝ่าบาท” จู้เจียงเจียงใช้ผ้าขนหนูเช็ดเหงื่อแทนผ้าเช็ดหน้า ทำการคำนับอู่จิ้นอย่างไม่ค่อยเรียบร้อยนัก

วันนี้นางอารมณ์ดี เพราะเผยจี้กลับมาแล้ว

อู่จิ้นเห็นนางทำตัวไม่เรียบร้อยเช่นนี้ก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับเป็นอู่จิ้นผิงที่ทักทายนางอย่างกระตือรือร้น “แม่นางจู้ เจ้ายังไถนาไม่เสร็จหรือ งั้นต้องรอถึงเมื่อไรจึงจะเริ่มการเพาะปลูกฤดูใบไม้ผลิ?”

เห็นคนในหมู่บ้านเริ่มปักดำนาแล้ว อู่จิ้นผิงอดไม่ได้ที่จะร้อนใจแทนนาง

เฮ้อ! น่าเป็นห่วงจริงๆ

“เสี่ยวอวี๋หยุดวันนี้ พรุ่งนี้พวกเราถึงจะเริ่มปลูก” จู้เจียงเจียงวางแผนไว้แล้ว

งานหนักอย่างไถนานางและเผยจี้ทำได้ งานดำนาเบากว่าหน่อย รอเผยเสี่ยวอวี๋กลับมาก่อน ปลูกได้แค่ไหนก็แค่นั้น ถึงอย่างไรก็ปลูกไปก่อน

“ใช่ๆ วันนี้สถานศึกษาต้องการผักแค่ตอนเที่ยง จิ้นเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถอะ!”

วันนี้มีคาบเรียนแค่ครึ่งวัน ข้าวเช้ากินแค่หมั่นโถวและโจ๊ก มีผักดองเค็มเป็นเครื่องเคียง ผักมีแค่มื้อเที่ยง

อู่จิ้นผิงเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ เร่งอู่จิ้นให้รีบเดิน

“ทำไมรถม้ายังไม่มา!”

อู่จิ้นยืนรออยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน ทว่ารถม้าก็ยังไม่มา เขาเริ่มอารมณ์เสียนิดๆ

แต่อันที่จริงเป็นเพราะอู่จิ้นผิงจงใจไม่ให้เขานั่งรถม้า “ตรงนี้ถึงสถานศึกษา เดินทางแค่สองก้านธูป ไม่ไกลไม่ไกล พวกเราเดินไปกันเถอะ”

“เสด็จพ่อ?!” อู่จิ้นตกตะลึงกับอู่จิ้นผิงมากจนอ้าปากค้างไปแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับบิดาของเขากันแน่ เดินทางถึงสองก้านธูป กลับไม่ยอมนั่งรถม้า? เมื่อก่อนตอนอยู่ในวัง แม้แต่ตอนเข้าห้องน้ำก็ยังเรียกคนให้มายกไป!

“เวลานี้เต็มไปด้วยบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิ กลิ่นชาหอมเต็มภูเขา เดินเท้าไปข้าจะเล่าเกี่ยวกับทิวทัศน์ของที่นี่ให้ฟัง”

อู่จิ้นผิงไม่รู้สึกสักนิดว่ามีอะไรที่ไม่ควร เขาชอบเดินเท้า จู้เจียงเจียงบอกให้เขาเดินมากๆดีต่อสุขภาพ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เขาเพิ่งเดินมาได้เพียงเดือนกว่าๆ ก็รู้สึกว่าร่างกายคล่องตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อู่จิ้นจนใจ ทำได้แค่ถูกบิดาของตัวเองลากดึงเดินไปทางนอกหมู่บ้าน

อย่างไรก็ตาม เขาไม่พอใจ ใบหน้าจึงเริ่มบูดบึ้งขึ้น

“จิ้นเอ๋อร์เจ้าดู นี่คือราษฎรของพวกเราตระกูลอู่กำลังทำงานอยู่ในนา ขยันขันแข็งแบบนี้ก็เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของราชวงศ์ต้าหลี่ของเรา!”

อู่จิ้นผิงมองดูชาวบ้านก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในนา พลางรู้สึกซาบซึ้งใจ

ดวงอาทิตย์ยามเช้าเพิ่งขึ้น ในทุ่งนาก็คึกคักกันถึงขนาดนี้ เขาได้เห็นแล้วจะไม่รู้สึกซาบซึ้งใจได้อย่างไร?

อู่จิ้นไม่ได้รู้สึกอะไร บางทีอาจเป็นเพราะเขายังอารมณ์เสียจากการที่ต้องเดินเท้าออกบ้านอยู่

ทั้งสองเดินไปพลางคุยกันไปพลาง ข้างหลังมีข้ารับใช้กลุ่มหนึ่งตามมาติดๆ ฉากนี้ดูไม่เข้ากับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเลยสักนิด

“ได้ยินแม่นางจู้บอก ที่ปลูกอยู่ข้างทางคือผลไม้ทั้งหมด ชื่อผลไม้เหล่านั้น ส่วนใหญ่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่รู้ว่าผลของมันรสชาติเป็นอย่างไร”

“แต่ว่า พวกผักในแปลงผัก พวกเราจะได้รู้ว่าพวกมันรสชาติเป็นอย่างไรกันในไม่ช้า”

อู่จิ้นผิงพูดเองเออเอง พูดไปพูดมาก็หัวเราะ *เหอะๆ* ออกมาหนึ่งครั้ง

อู่จิ้นไม่เข้าใจบิดาของเขาคนนี้จริงๆ และไม่รู้ว่าที่นี่มีจุดไหนที่ดึงดูด จนเขาไม่ยอมปล่อยวางเช่นนี้

“ข้างหน้าตรงนั้นก็คือสถานศึกษาและแปลงผัก พวกเด็กๆตอนนี้คงเพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ กำลังออกกำลังกายกันอยู่ จิ้นเอ๋อร์ เจ้าอยากไปดูไหม?”

อู่จิ้นผิงอยู่ในแปลงผักนานวันเข้า ก็จำตารางเรียนไว้ได้หมดแล้ว มององศาของพระอาทิตย์เมื่อไร ก็รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้สถานศึกษากำลังทำอะไร

“สถานศึกษา? ออกกำลังกาย?”

อู่จิ้นแสดงสีหน้าตกใจอีกครั้ง

เมื่อวานเขานั่งรถม้าผ่านที่นี่ แต่เขาในตอนนั้นเห็นว่าในบ้านเงียบไร้เสียง ยังนึกว่าไม่มีคน

ใครจะรู้จะนึกว่าที่นี่คือสถานศึกษา?!

อีกทั้ง…

“พวกนักเรียนกำลังกินข้าวอยู่ในสถานศึกษา? ทำไมถึงมีเรื่องเหลวไหลเช่นนี้!” อู่จิ้นอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาด้วยความโมโห

สถานศึกษาคือสถานที่ที่เข้มงวดและศักดิ์สิทธิ์ นอกจากอ่านหนังสือเล่าเรียนแล้ว ก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้ ยิ่งเอะอะเสียงดังยิ่งไม่ได้ใหญ่

แต่สถานศึกษาตรงหน้าแห่งนี้ ดูแล้วไม่มีลักษณะที่สถานศึกษาควรมีเลย

ไม่มีเสียงท่องหนังสือไม่ว่า คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเสียงดังเอะอะโวยวายของพวกเด็กนักเรียนดังไปถึงข้างนอกเช่นนี้

“เดินเข้าไปดูข้างในก่อนเถิด” อู่จิ้นผิงไม่คิดอธิบาย พาอู่จิ้นเข้าไปในสถานศึกษาโดยตรง

ทั้งคณะผ่านมุมพักผ่อน ห้องเรียน หอพัก และในที่สุดก็มาถึงสนามออกกำลังกาย

ตรงหน้าคือกลุ่มเด็กผอมแห้งตัวเล็กๆ ยืนจัดแถวเป็นระเบียนอยู่บนพื้นที่โล่งกว้าง

พวกเขากำลังแกว่งแขนไปมาพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ ในปากยังท่องบทกวี เหมือนกำลังฝึกศิลปะการต่อสู้ หรือไม่ก็กำลังเต้นรำอยู่?

อู่จิ้นไม่เข้าใจ

เพราะการกระทำพวกเขาดูแล้วทรงพลังและยิ่งใหญ่ แต่ในปากเหมือนกำลังร้องเพลงอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าพวกเขากำลังฝึกศิลปะต่อสู้หรือเต้นรำอยู่กันแน่

“ที่แท้วันนี้ไม่เต้นออกกำลังกาย แต่กำลังต่อยมวยอยู่เรอะ งั้นข้าทำด้วย!”

อู่จิ้นผิงแค่มองแวบเดียวก็รู้ว่าพวกเด็กๆกำลังทำอะไรอยู่

ด้วยความตื่นเต้น เขายัดกรรไกรที่ถืออยู่ให้ฉินเฟิง ก่อนจะวิ่งเข้าไปหาตำแหน่งด้านข้างที่ว่างๆ แล้วเริ่มต่อยมวยตามพวกเด็กๆไปด้วย

“ฉินเฟิง เสด็จพ่อของข้ากำลังทำอะไรอยู่?” อู่จิ้นรู้สึกงุนงงไม่น้อย 

ฉินเฟิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วตอบด้วยท่าทางที่รู้สึกจนใจแต่ก็ยังคงเคารพ

“ทูลฝ่าบาท ตอนนี้คือเวลาฝึกฝนร่างกายวันละครั้งของสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เพราะไท่ช่างหวงทรงทำงานอยู่ในแปลงผักทุกวัน ครั้นเห็นบ่อยเข้าจึงทรงเรียนรู้ตามไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“นะ…นี่!” อู่จิ้นตกใจกับทั้งหมดตรงหน้าจนพูดไม่ออก

ไม่เพียงแต่จะตกใจกับการกระทำของบิดา แต่ยังถูกสถานศึกษาที่แปลกประหลาดแห่งนี้ทำให้หมดคำจะพูดด้วย

นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน

อู่จิ้นโมโหมากจริงๆ เขาอยากจะรู้จริงๆว่าที่นี่ยังจะมีเรื่องแปลกอะไรอีก!

ยังไม่ทันที่อู่จิ้นจะตัดสินใจอะไรได้ ก็เห็นพวกเด็กๆตรงหน้าเก็บท่าทาง ก้มหน้าทำความเคารพขอบคุณหมิงเหยาที่บนแท่นเล็กๆอย่างพร้อมเพรียง “ขอบคุณอาจารย์หมิงขอรับ/เจ้าค่ะ”

เขาหันมองไปตามทิศที่พวกเด็กๆก้มหัวเคารพ เห็นแค่หญิงสาวนางหนึ่งสวมกระโปรงเนื้อบางยืนอยู่ตรงนั้น ยิ้มตอบรับให้พวกเด็กๆด้านล่างเวที “แล้วพบกันใหม่นะนักเรียน”

“อะ…อาจารย์หญิงงั้นรึ?!” อู่จิ้นตกใจจนติดอ่าง

ดูอย่างนี้แล้ว เมื่อครู่ตอนที่เขาเห็นในหมู่พวกนักเรียนมีเด็กผู้หญิงอยู่ นั่นไม่ใช่เขาที่ตาฝาดแล้ว?

เมื่อพวกเด็กๆต่อยมวยเสร็จ ก็แยกย้ายกันวิ่งไปที่ห้องเรียนทันที

อู่จิ้นมองพวกเด็กๆที่วิ่งผ่านตัวเขาไป ไม่รู้ว่าควรตอบสนองอย่างไร ในเด็กกลุ่มนั้นมีเด็กผู้หญิงอยู่ไม่น้อยจริงๆ


ตอนที่ 137: ผู้ชายตัวใหญ่ก็ชอบปลูกผัก


“เสด็จพ่อ สถานศึกษาแห่งนี้ผิดจารีตประเพณี เหตุใดถึงได้มีนักเรียนหญิงและอาจารย์หญิงอยู่ด้วย!”

ในที่สุดอู่จิ้นก็ทนไม่ไหว เขาตะคอกเสียงดังใส่อู่จิ้นผิงที่มียิ้มหน้าบานเดินมาทางเขาหลังไปต่อยมวยเสร็จ

เขาต้องการคำอธิบาย!

อู่จิ้นผิงเห็นอู่จิ้นไม่เคารพตนแบบนี้ก็ไม่ได้โกรธเคือง ยังคงทำหน้าตาใจดีมีเมตตาเหมือนเดิม

“จิ้นเอ๋อร์ ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังต้องอยู่ที่นี่อีกหลายวัน ไม่สู้ลองไปประสบด้วยตัวเองสักครั้ง หลังจากสัมผัสแล้ว เจ้าก็จะได้รู้ว่าแม่นางจู้ฉลาดเฉลียวมากแค่ไหน”

“ไปเถิด ไปแปลงผักล้ำค่าของข้ากัน” อู่จิ้นผิงหยิบกรรไกรเล็กของตัวเองที่ใช้ประจำคืนมา แล้วรีบเดินไปที่แปลงผักอย่างทนรอไม่ไหว

เพราะว่ามีตัวอย่างจากเมื่อวานที่แปลงผักถูกเหยียบย่ำจนพัง อู่จิ้นผิงจึงห้ามข้ารับใช้เหล่านั้นตามเข้ามาในแปลงผัก อนุญาตให้แค่ฉินเฟิงและอู่จิ้นตามเข้ามาได้เท่านั้น

“ฉินเฟิง รายการอาหารของสถานศึกษาวันนี้คืออะไร?”

ถามรายการอาหารของสถานศึกษาล่วงหน้า เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งของฉินเฟิงไปแล้ว

“มีผัดมะเขือม่วง ผัดสามเซียน ผัดกะหล่ำดอก ยังมีหัวไชเท้าเป็นรางวัลให้นักเรียนที่สอบย่อยวันนี้ด้วยขอรับ” ฉินเฟิงรายงานข้อมูลที่ได้มาอย่างเรียบเฉย

อู่จิ้นเห็นเช่นนั้น ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกเศร้าใจแทนฉินเฟิงอย่างบอกไม่ถูก

บุตรชายของราชครูผู้สูงศักดิ์ คิดไม่ถึงว่าจะมาอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆอย่างนี้เพื่อรายงานรายการอาหารให้คนอื่น!

“ผัดกะหล่ำดอกหรือ ดีจริงๆ ในที่สุดก็จะได้กินกะหล่ำดอกแล้ว!”

ได้ยินว่ามีผัดกะหล่ำดอก ตาทั้งสองของอู่จิ้นผิงก็เปล่งประกาย เขาเก็บผักมาหลากหลาย ในที่สุดก็ถึงตาผักที่เขาลงปลูกแต่ยังไม่เคยเก็บเสียที เขาหมุนตัววิ่งไปทางแปลงกะหล่ำดอกอย่างตื่นเต้น

เขายังจำได้ ตอนปลูกผักครั้งแรก เขายังทำตัวขายหน้าเพราะกะหล่ำดอกและดอกคะน้าอยู่เลย

แปลงกะหล่ำดอก

กะหล่ำดอกลูกกลมขาวดั่งหิมะถูกใบผักสีเขียวเข้มห่อหุุ้มอยู่ตรงกลาง ราวกับก้อนหิมะบนทุ่งหญ้า น่ามหัศจรรย์จริงๆ

อู่จิ้นผิงเพิ่งเคยเก็บเกี่ยวกะหล่ำดอกเป็นครั้งแรก เขานั่งยองบนทางเดินระหว่างแปลงผัก ลองอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้าลงมือ “ต้องถอนทั้งต้นเลยหรือ? หรือว่าตัดแค่ส่วนบนเหมือนจิ่วไช่ถึงจะถูก...”

โชคดีที่ฉินเฟิงในฐานะที่เป็นคนปรนนิบัติรับใช้คนสนิทของไท่ช่างหวงทำการบ้านมาอย่างดี

“ทูลไท่ช่างหวง กะหล่ำดอกต้องถอนรากขึ้นมาทั้งต้น แล้วตัดรากออก เหลือแค่ส่วนกะหล่ำดอกนำมาใช้ทำอาหาร แม่นางจู้บอกว่ารากและใบต้องเก็บกลับไปให้วัวกินขอรับ”

“ได้ๆ…” อู่จิ้นผิงพยักหน้ารับ

เขาใช้มือทั้งสองข้างจับรากด้านล่างของกะหล่ำดอกไว้ ออกแรงดึง เนื่องจากดินในแปลงผักค่อนข้างร่วน ทำให้เขาถอนกะหล่ำดอกขึ้นมาได้ทั้งต้น

สะบัดดินออกแล้วรับเคียวที่ฉินเฟิงยื่นมาให้ ตัดรากทิ้ง เด็ดใบออก กะหล่ำดอกหนึ่งดอกก็พร้อมที่จะนำไปใช้แล้ว

เขาวางกะหล่ำดอกในตะกร้าไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง ไม่กล้าทิ้งลงไปแรงๆ เหมือนหัวไชเท้าหรือมันฝรั่ง เพราะว่ากะหล่ำดอกดูแล้วช้ำได้ง่าย

“จิ้นเอ๋อร์เห็นชัดหรือยัง? มาสัมผัสการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ไปพร้อมกันกับข้าเถิด!”

“...ขอรับ”

อู่จิ้นรู้สึกประทับใจกับแปลงผักที่อุดมสมบูรณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยเห็นลักษณะของผักก่อนขึ้นโต๊ะอาหารมาก่อน ยิ่งไม่รู้ว่าพวกมันเติบโตมาอย่างไร

ตอนนี้เห็นด้วยตาตนเอง อีกทั้งแปลงผักผืนใหญ่นี้ ก็รู้สึกว่าแตกต่างกับแปลงผักเล็กๆที่เห็นเมื่อวานมาก

ยืนอยู่ในแปลงผักที่เต็มไปด้วยบรรยากาศฤดูใบไม้ผลิผืนนี้ เพลิดเพลินกับแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์ เขากลับรู้สึกว่าสภาพจิตใจได้รับการเยียวยาไม่น้อย

หากไม่ได้ออกจากวังเขาก็คงไม่รู้ ที่แท้แผ่นดินของเขากว้างใหญ่เพียงนี้ และบนผืนดินของพวกเขาตระกูลอู่ยังสามารถปลูกของมหัศจรรย์มากมายขนาดนี้ได้

ช่างทำให้คนตกตะลึงจริงๆ!

สองพ่อลูกตระกูลอู่รับผิดชอบแปลงผักคนละแปลง เริ่มเก็บผักอย่างอยากรู้อยากเห็นและประทับใจ

ฉินเฟิงเป็นได้เพียงคนนอกที่ช่วยพวกเขาเก็บใบผัก

“ผัดสามเซียน คือผัดมะเขือม่วง มันฝรั่งและพริกใช่หรือไม่? ไป พวกเราไปแปลงผักแปลงต่อไปกัน!”

อู่จิ้นผิงพาอู่จิ้นไปยังแปลงผักแปลงต่อไปอย่างคล่องแคล่ว

“นี่คือมะเขือม่วงหรือ ที่แท้ก็เติบโตเช่นนี้นี่เอง” อู่จิ้นนึกมาตลอดว่ามะเขือม่วงเป็นต้นไม้สูง คิดไม่ถึงโตบนต้นที่เตี้ยเล็กขนาดนี้

“ทำไมมีทั้งกลมและยาว  เป็นมะเขือม่วงเหมือนกันหมดเลยหรือ?”

“ใช่ เป็นมะเขือม่วงเหมือนกันหมด” เมื่อมองดูมะเขือม่วงโตพอจะเก็บเกี่ยวได้มากมายขนาดนี้ อู่จิ้นผิงก็ภูมิใจสุดๆ “ไม่เพียงแค่มะเขือม่วงที่มีรูปร่างต่างกัน พริกก็เช่นกัน”

“แค่พริกที่ปลูกในแปลงผักผืนนี้ก็มีประมาณเจ็ดแปดชนิด มีทั้งพริกที่เผ็ด ยังมีพริกที่หวาน”

“จริงหรือ?”

คำพูดที่ว่าพริกหวาน เรียกความสนใจของอู่จิ้นให้รู้สึกอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เขายิ่งมองแปลงผักผืนนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้นตอนเช้าที่เก็บเกี่ยวผักกัน สองพ่อลูกตระกูลอู่ไม่ทันระวังจึงเก็บมามากเกินไป

มองดูผักที่วางเรียงรายเป็นระเบียบ ถึงแม้จะทำงานทั้งช่วงเช้า เหนื่อยจนยืนตัวตรงไม่ไหว แต่สองพ่อลูกตระกูลอู่ก็มีความสุข

รู้สึกภาคภูมิใจสุดๆ!

หลังจากส่งผักให้สถานศึกษาเพียงพอแล้ว ก็ยังเหลืออยู่อีกไม่น้อย พวกเขาทำได้แต่เอากลับมาให้จู้เจียงเจียงช่วยทำ พวกเขากินเอง

จู้เจียงเจียงก็ทำงานตลอดเช้า ตอนนางกลับมาทำมื้อเที่ยง เผยจี้ยังอยู่ในนา

เมื่อเห็นสองพ่อลูกตระกูลอู่ขนผักกลับมามากมาย นางก็ทำหน้าลำบากใจ “เที่ยงวันนี้พวกท่านจะกินแค่ผักหรือ? ทำไมเด็ดมาเยอะแบบนี้?”

มันฝรั่งเก็บไว้ได้นาน มะเขือม่วงและพริกค่อยๆกินได้ มีแต่กะหล่ำดอกต้องรีบทำไม่อย่างนั้นก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

“ข้าดีใจเกินไปที่วันนี้ได้เก็บผักใหม่ๆ ก็เลยเก็บมาเยอะโดยได้ทันระวัง รบกวนแม่นางจู้ทำกับข้าวให้ทีเถิด พวกเราจะกินมันให้หมด”

อู่จิ้นผิงยิ้มอย่างเกรงใจ

ถึงแม้พวกเขาจะกินไม่หมด แต่ก็ยังมีข้ารับใช้อีกเป็นขบวนไม่ใช่หรือ ต้องหมดได้อย่างแน่นอน

เก็บมาเยอะโดยไม่ระวัง?

จู้เจียงเจียงมองอู่จิ้นข้างตัวแวบหนึ่ง มีเขาคนที่แม้แต่แปลงผักก็ไม่อยากเหยียบย่างเข้าไปอยู่ด้วย ทำไมถึงเก็บมาเยอะขนาดนี้ได้?

หรือว่าเขาจะถูกแปลงผักที่เก็บเกี่ยวได้มากมายเหล่านั้นพิชิตไปแล้ว?

ผู้ชายตัวใหญ่ทุกคนเป็นแบบนี้กันหมดเลยหรือ?

ในตัวทุกคนมีสัญชาตญาณในการปลูกผัก พอเห็นแล้วก็อดใจไม่ไหว?

“ได้ งั้นเที่ยงวันนี้ก็กินมังสวิรัติกันนะ?” จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างพอใจ เปลี่ยนรายการอาหารกลางวันทันที

ผัดกะหล่ำดอก กะหล่ำดอกผัดมะเขือม่วง มะเขือม่วงย่าง ยำมะเขือม่วง มันฝรั่งทอด ยังมีไข่ผัดพริกหยวก ฯลฯ จู้เจียงเจียงนำวัตถุดิบที่มีอยู่ทั้งหมดมาทำกับข้าวมังสวิรัติโต๊ะใหญ่

ถึงแม้จะเป็นกับข้าวมังสวิรัติ กลับครบทั้งรูปรสกลิ่นสี

แค่มะเขือม่วงย่างกับผัดกะหล่ำดอกก็เพียงพอให้กินข้าวได้หลายถ้วยแล้ว พวกเขากินกันอย่างอิ่มเอม

หลังกินข้าวเที่ยง ไม่นานเผยเสี่ยวอวี๋ก็กลับมาแล้ว ในมือนางยังมีหัวไชเท้าสองหัว

เยี่ยม ในบ้านยังมีผักเหลืออีกเยอะจนกินไม่หมด นางยังเอาผักใหม่มาเพิ่ม ตอนนี้ยิ่งไม่รู้ว่าต้องกินไปถึงเมื่อไร

“เสี่ยวอวี๋ นี่คือรางวัลที่อาจารย์แจกให้วันนี้หรือ? นั่นเป็นหัวไชเท้าที่ปู่อู่ไปถอนในแปลงผักมาให้พวกเจ้าเลยนะ” อู่จิ้นผิงเห็นหัวไชเท้าในมือเผยเสี่ยวอวี๋ ก็เริ่มโม้ขึ้นมาอีกครั้ง

สองพ่อลูกตระกูลอู่กินข้าวเสร็จ ก็อยากจะดื่มชาที่จู้เจียงเจียงชง ตอนนี้กำลังนั่งมองชาวบ้านทำงานในทุ่งนากันอย่างคึกคักตรงหน้าอยู่

พวกเขามาทำอะไรที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกันแน่?

“พี่สะใภ้ วันนี้บ้านเราดำนาไหมเจ้าคะ?” เผยเสี่ยวอวี๋ถามหลังจากวางกระเป๋าหนังสือลง

ตอนนางกลับบ้าน เพื่อนๆคนอื่นที่กลับมาพร้อมกันต่างไม่ได้ตรงกลับบ้าน แต่ไปช่วยที่บ้านดำนาทันที ดังนั้นนางถึงถามแบบนี้

“เจ้าพักผ่อนก่อนสักครึ่งวัน ทำการบ้านให้เสร็จ พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปดำนา” จู้เจียงเจียงพูดเสียงดังมาจากในห้องครัว

นางเป็นเพียงสะใภ้คนหนึ่ง แต่ต้องคอยดูแลการบ้านของน้องสามีด้วย สะใภ้ที่มีความรับผิดชอบแบบนางนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว


ตอนที่ 138: หมู่บ้านเสี่ยวฮวงคือชีวิตชาวสวนที่ปรารถนา


“ถึงเวลาทำนาแล้ว...”

วันหยุดของสถานศึกษาตรงกับวันเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เงียบสงบก็เหมือนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนดวงอาทิตย์จะขึ้น ทุกคนก็นัดกันไปไถพรวนในนาแล้ว

เสียงเรียกกันไปมาดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน จากท้ายหมู่บ้านมาถึงหน้าหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อวาน อู่จิ้นเก็บผักไปครึ่งวันจึงเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก ตอนนอนหลับสบายอยู่ชั้นบน ก็ถูกเสียงดังของชาวบ้านที่ผ่านทางไปมาชั้นล่างปลุกจนตื่น

ตอนเขาอยากให้ข้ารับใช้ข้างกายไปขับไล่คนอื่นๆให้ออกไป เพื่อที่เขาได้นอนหลับสบายๆ อู่จิ้นผิงก็มาพอดี!

จู้เจียงเจียงก็รีบเร่งตอนที่ดวงอาทิตย์เช้าตรู่บนหัวยังไม่ร้อน เปลี่ยนชุดเสร็จก็ไปจูงวัว พอมาถึงหน้าประตู ก็เห็นอู่จิ้นที่อยู่ชั้นสองของหอจินชิวถูกอู่จิ้นผิงเร่งให้ลุกขึ้นไปทำงาน

“…” เพิ่งทำความรู้จักได้ไม่ถึงสองวัน จู้เจียงเจียงก็แน่ใจแล้วว่าอู่จิ้นเป็นคนที่ไม่ค่อยได้รับความยุติธรรมจริงๆ

ฮ่องเต้ประเทศไหนเป็นแบบนี้บ้าง ไม่เพียงไม่ได้นอนหลับอย่างสบาย ยังถูกบิดาตัวเองเร่งให้ลุกมาทำงาน ดูไม่มีอำนาจเอาเสียเลย

“แม่นางจู้ วันนี้เจ้าจะไปทำนาใช่หรือไม่? มีเรื่องที่ต้องการให้ข้ากับจิ้นเอ๋อร์ช่วยเหลือบ้างไหม?”

อู่จิ้นผิงมือข้างหนึ่งดึงคอเสื้อของอู่จิ้น อีกข้างหนึ่งป้องปากตะโกนเรียกจู้เจียงเจียงที่อยู่ชั้นล่าง

จู้เจียงเจียงไหนเลยจะกล้าเรียกใช้ฮ่องเต้สองรุ่นทั้งอดีตและปัจจุบันให้มาทำงานให้!

นางรีบโบกมือปฏิเสธ ชี้ไปยังวัวข้างตัว “ผู้อาวุโสอู่ วันนี้ข้าจะไปไถนา ส่วนเรื่องการดำนานั้นให้พวกเสี่ยวอวี๋ทำอยู่ ไม่รบกวนท่านทั้งสองหรอกเจ้าค่ะ”

“เสด็จพ่อ ท่านดู แม่นางจู้บอกเช่นนี้แล้ว ท่านก็ปล่อยให้ข้ากลับไปนอนพักเถิด”

อู่จิ้นพูดจบก็ทำท่าจะเข้าห้อง แต่อู่จิ้นผิงกลับจับหลังคอเสื้อของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“ไม่ได้ ตั้งแต่เด็กเจ้าก็ถูกเลี้ยงดูอย่างให้เกียรติและสุขสบายอยู่ในวัง มีข้าและพี่ชายคอยตามใจ มีทั้งนางข้าหลวงและขันทีคอยเล่นกับเจ้าอยู่ทุกวัน บัดนี้เจ้าเป็นฮ่องเต้แล้ว ก็ต้องลองลำบากดูบ้าง ถึงจะรู้และเข้าใจความทุกข์ยากของราษฎรใต้หล้านี้ว่าเป็นเช่นไร”

จู้เจียงเจียงเดินไปในทุ่งนาหน้าหมู่บ้าน ทว่าก็ยังได้ยินชัดถึงบทสนทนาของสองพ่อลูกตระกูลอู่

ที่แท้สถานที่ที่นางข้ามมิติมา ความสัมพันธ์ของเชื้อพระวงศ์ก็รักใคร่กันดีขนาดนี้ ทำเอาตอนที่นางเพิ่งเจออู่จิ้นครั้งแรก เห็นเขาเยาว์วัยแบบนี้ ยังนึกว่าพี่ชายของเขาจะต้องจบไม่สวยแล้วเป็นแน่ 

ที่แท้เขาก็แค่ถูกตามใจเฉยๆนี่เอง

แต่ว่าความสัมพันธ์ปรองดองของเชื้อพระวงศ์ดีขนาดนี้ แล้วทำไมราชวงศ์ต้าหลี่ยังพัฒนาได้แย่แบบนี้กัน?

คงไม่ใช่ขุนนางทั้งราชสำนักของราชวงศ์ต้าหลี่จะขี้เกียจกันหมดหรอกกระมัง? เหมือนอย่างจูลิ่น หูทั้งสองข้างไม่ฟังเรื่องราวภายนอก ตั้งใจแต่เรื่องอ่านหนังสือดูภาพวาดอยู่แต่ในห้อง?

หากเป็นอย่างนั้นละก็ เช่นนั้นนางก็ต้องพยายามให้มากขึ้นอีกหน่อย อนาคตก็คงจะสดใสไร้เขตจำกัด?

พอได้บทสรุปนี้ จู้เจียงเจียงก็เต็มไปด้วยพลังทันที ตะโกนใส่พวกชาวบ้านที่กำลังทำนาอยู่ในทุ่งนาเสียงดัง “ทุกคนยังจำเพลงทำนาที่เป็นของพวกเราหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้หรือไม่?”

ปีก่อนนางเคยสอนพวกเขา เวลาไม่ถึงปี พวกเขาคงจะยังไม่ลืมกันหรอกกระมัง?

“สะใภ้เล็กอยากร้องเพลงหรือ?”

ชาวบ้านในทุ่งนาหยอกล้อนาง แต่เหมือนพวกเขาก็อยากจะร้องด้วยเช่นกัน

หลายวันมานี้ทำงานเหนื่อยมากๆ เด็กๆในหมู่บ้านก็อยู่ที่สถานศึกษากันหมด ไม่มีพวกเด็กๆมาวิ่งพล่านในหมู่บ้าน บรรยากาศของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจึงดูอึมครึมไร้ชีวิตชีวาอย่างเห็นได้ชัด

วันนี้พวกเด็กๆอยู่กันครบแล้ว หากสามารถร้องเพลงเสียงดังออกมาได้ซักเพลง ก็คงจะบรรเทาความเหนื่อยล้าทั้งใจและกายได้ดีไม่น้อย

“พี่หญิงจู้ ให้พวกเราเป็นคนร้องนำทุกคนนะเจ้าคะ!”

พวกบ้านเล็กทางทิศเหนือและเผยเสี่ยวอวี๋วิ่งมาพร้อมกันจากด้านหลัง หากพูดถึงเรื่องร้องเพลง คนในหมู่บ้านมีใครเก่งกว่าพวกเขา

“ได้ งั้นพวกเจ้าก็นำทุกคนร้องเพลงทำนาสักสองรอบ ร้องเหนื่อยแล้ว ข้าค่อยสอนเพลงใหม่ให้พวกเจ้า”

หลังจากดำนาปลูกข้าวเสร็จแล้ว พวกน้องห้าก็จะไปที่หอจ้าวเซิง แบกรับหน้าที่สำคัญของหอจ้าวเซิงเอาไว้ จู้เจียงเจียงถือโอกาสช่วงที่ยังมีเวลา อยู่ร่วมกันกับพวกเขาเยอะหน่อย

“เจ้าค่ะ!”

เผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องห้าพยักหน้าอย่างดีใจ แล้วพุ่งออกไป วิ่งไปพลางตะโกนเรียกให้ทุกคนตั้งใจฟังไปพลาง

“♪ เหงื่อหนึ่งหยด ข้าวหนึ่งเมล็ด ไถนาลงปลูก เอาการเอางานอย่างขยันขันแข็ง มา...ร้อง! ♪”

ประโยคนี้เหมือนร้องนำและออกคำสั่ง ทุกคนในหมู่บ้านทยอยยืนตัวตรงกลั้นลมหายใจรอ หลังได้ยินคำว่า ‘ร้อง’ เสียงร้องก็ดังก้องอยู่ในทุ่งนาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทันที บรรยากาศรื่นเริงเหมือนฉลองปีใหม่

เสียงร้องช้าเร็วพร้อมเพรียงเรียกความสนใจของผู้มาเยือนหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแห่งนี้

เสียงโต้เถียงกันของสองพ่อลูกตระกูลอู่หยุดลงทันที ทั้งสองคนนิ่งฟังอย่างรู้ใจ เดินไปที่ระเบียงของหอจินชิวพร้อมกัน พลางมองไปยังทุ่งนาหน้าหมู่บ้าน

เห็นเพียงพวกชาวบ้านในทุ่งนากำลังทำกิจกรรมต่างๆอยู่ ทั้งถือต้นกล้าถือเคียว หรือแม้แต่ถือจอบ ทว่าทุกคนต่างก็ทำตามจังหวะเพลง ทั้งโบกมือและโยกตัวไปมา

พวกเขาดูมีความสุขมาก ทำให้พ่อลูกตระกูลอู่รู้สึกงุนงง

ทุ่งนาเมื่อวานดูแล้วสงบเงียบ ไร้สีสัน บรรยากาศของทั้งหมู่บ้านเต็มไปด้วยการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ แต่ทำไมวันนี้การทำนาถึงได้สนุกสนานขนาดนี้?

อู่จิ้นรู้สึกสนใจต่อเรื่องนี้มาก จึงอยากจะไปดูให้รู้แจ้ง

เขาหมุนตัวเข้าบ้าน หลังเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้า ‘ราคาถูก’ แล้ว ก็ตามอู่จิ้นผิงไปทางทุ่งนาหน้าหมู่บ้านทันที

เสียงร้องยังไม่หยุด แต่พวกชาวบ้านไม่ได้เต้นตามจังหวะเพลงเหมือนเมื่อครู่แล้ว พวกเขาทำนาไปพลาง นานๆครั้งก็ร้องตามขึ้นหนึ่งประโยค

เขาหนึ่งประโยค ข้าหนึ่งประโยคก็สามารถร้องเพลงบทนี้จนจบได้

สองพ่อลูกตระกูลอู่เดินอย่างสบายๆไปตามทาง มองชาวบ้านที่กำลังเพาะปลูกอยู่ในนาสองข้างทาง เหมือนกำลังเดินตรวจตรา

“เหงื่อหนึ่งหยดข้าวหนึ่งเมล็ด พูดได้ดีจริงๆ!” อู่จิ้นผิงอดไม่ได้ที่จะชมออกมาหนึ่งประโยค

บทเพลงนี้เป็นเสียงในใจของชาวบ้านราชวงศ์ต้าหลี่ตอนนี้ และเป็นเสียงในใจของพวกเขาในฐานะฮ่องเต้ด้วย มีใครที่ไม่เฝ้ารอให้ลมหนาวพัดมาพร้อมกับการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์กันบ้างเล่า

“เป็นอย่างนั้นจริงๆ” หายากที่อู่จิ้นจะเห็นด้วยกับคำพูดของบิดาเขา “บทเพลงนี้ใครเป็นคนแต่ง ช่างฉลาดคิด และสังเกตได้ละเอียดจริงๆ”

ตอนที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่ว่าใครเป็นคนเขียนบทเพลงนี้ เสียงร้องข้างกายก็หยุดลง

“ทำไมถึงหยุดร้องเสียแล้ว?”

ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงร้องเพลงกันจนพอใจแล้ว ความเหนื่อยหนักใจก่อนหน้านี้ก็ลอยหายไปตามเสียงเพลง พวกเขาตอนนี้ต้องเก็บแรงมาตั้งใจทำนาต่อ

เมื่อพวกชาวบ้านหยุดร้อง ก็ถึงตาจู้เจียงเจียงร้องบ้างแล้ว “เสี่ยวอวี๋ น้องห้า พวกเจ้าฟังให้ดีนะ ข้าจะสอนพวกเจ้าร้องเพลงสาวน้อยบ้านนา...”

ไม่ว่าตัวนางเอง เผยเสี่ยวอวี๋ น้องห้า หรือแม้แต่พวกหลูชุ่ยฮวาที่อยู่ในนาของบ้านตัวเอง ตอนนี้ทุกคนก็คือสาวน้อยบ้านนา

พวกเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านได้ยินจู้เจียงเจียงจะสอนร้องเพลงที่ชื่อ《สาวน้อยบ้านนา》พวกเขาก็ทยอยหันมองทางจู้เจียงเจียง ตั้งใจฟังอย่างหูผึ่ง เตรียมฝึกร้อง

“♫ รั้วไม้ไผ่ เถาวัลย์ ดอกผักบุ้ง บ่อน้ำตื้นเขินมีเป็ดป่า แม่น้ำคดเคี้ยวล้อมรอบภูผา เชิงเขามีบ้านชาวนาเล็กๆ...♫”

หากบอกว่าเพลงทำนาเมื่อครู่คือความคาดหวังของชาวไร่ชาวนา เช่นนั้นบทเพลงที่ร้องอยู่นี้ก็คือชีวิตชาวนาโดยสมบูรณ์

มีรั้วไม้ไผ่ มีบ่อน้ำ มีซุ้มเถาวัลย์ และยังมีมารดาที่บ้าน…

ทุกอย่างเหมือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้ ทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในชีวิตชาวนา และใฝ่ฝันอยากมีชีวิตแบบชาวนา

หากไม่ใช่มาชนบทครั้งแรกแล้วได้เจอกับจู้เจียงเจียง ได้เห็นลานบ้านที่มีรั้วล้อมรอบ มีบ่อน้ำ มีแปลงผักอย่างบ้านตระกูลเผย สองพ่อลูกตระกูลอู่คงไม่เชื่อว่าในใต้หล้านี้จะมีชีวิตที่คนปรารถนาแบบนี้อยู่จริงๆกระมัง

หลังฟังบทเพลงนี้จบ ไม่รู้ทำไม สองพ่อลูกตระกูลอู่กลับมีความรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดๆ

ถึงขั้นเริ่มรังเกียจชีวิตจืดชืดในวัง ความคิดที่อยากจะอยู่ที่นี่ของพวกเขายิ่งแรงกล้าขึ้นไปอีก


ตอนที่ 139: ฮ่องเต้เรียนรู้การดำนา


“ดี!”

ไม่รู้ว่าจู่ๆ อู่จิ้นเกิดบ้าอะไร หลังจากตะโกนเสียงดัง ก็เห็นเขากำลังก้มตัวพับขากางเกงขึ้น “วันนี้ข้าก็จะเป็นชาวนาคนหนึ่ง ไปทำนากัน!”

แต่...เขาลืมไปว่าตัวเองทำนาไม่เป็นเลย

“แบบนี้ใช่ไหม?”

อู่จิ้นลงไปในแปลงนาผืนหนึ่งตามใจ ตั้งใจเรียนรู้การทำนากับเด็กสี่ห้าขวบคนหนึ่งข้างกาย

เขาหยิบเอาต้นกล้ามาหนึ่งกำ ปักลงไปในดินอย่างตั้งใจและจริงจัง เพียงแต่ต้นกล้าเกือบจมน้ำไปหมดแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ 

“ท่านปักแบบนี้ไม่ได้ เบาๆ เบาๆ ค่อยๆทำ!” เด็กที่รับผิดชอบสอนเขาดำนาร้อนใจมาก พยายามใช้เสียงใสๆของตัวเองห้ามอู่จิ้น

“ต้องทำแบบนี้ ต้นกล้าสัมผัสถึงดินก็ปล่อยมือได้”

อู่จิ้นมองต้นกล้าในมือที่เบาหวิว แล้ววมองน้ำที่ไหลอยู่ใต้เท้า เขาสงสัยมากว่ามันจะทำเบาๆได้จริงหรือ?

เขาทดลองทำอีกครั้งด้วยความสงสัย

ครั้งแรกต้นกล้าลอยขึ้นจากน้ำอย่างที่คิดจริงๆ ครั้งที่สองเขาลองออกแรงมากกว่าครั้งแรก ต้นกล้าปักลงไปได้แล้ว เพียงแค่เบี้ยวไปหน่อย

“ปลูกได้แล้ว เจ้าดูข้าปลูกได้แล้ว!” อู่จิ้นดำกล้าต้นแรกด้วยตัวเองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต เขาดีใจเหมือนเด็กยิ่งกว่าเด็กน้อยข้างกายเสียอีก

“พี่ชายเก่งมาก!”

เด็กผู้ชายข้างๆ ไม่หวงคำชมของตัวเอง ปรบมือให้เขา

แต่ตอนปรบมือเขาไม่ได้สังเกตว่ามือตัวเองเปื้อนโคลน จึงเหวี่ยงเศษดินไปติดบนเสื้อผ้าที่ดูจะราคาแพงเหล่านั้นของอู่จิ้น

เด็กผู้ชายมองเศษดินบนเสื้อผ้าของเขา ก็รู้ว่าตัวเองทำผิดจึงรีบขอโทษ “พี่ชาย ข้าขอโทษทำเสื้อของพี่เปื้อนนะขอรับ ตอนเย็นข้าจะกลับไปบ้านพี่ชาย ช่วยพี่ซักผ้าเอง”

เด็กผู้ชายใช้สิ่งที่เรียนรู้มาจากในสถานศึกษาช่วงสั้นๆเดือนกว่าๆ จัดการสถานการณ์ได้อย่างดี

แต่อู่จิ้นไม่ต้องการให้เขาซักผ้าให้ตน

“ไม่ต้องหรอก เสื้อชุดนี้วันหลังข้าคงไม่ได้สวมอีก ไม่จำเป็นต้องซักทำความสะอาดหรอก”

อีกทั้งเขาชอบความรู้สึกที่บนตัวมีเศษดินอยู่ ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นครอบครัวชาวนาคนหนึ่งยิ่งขึ้น

อู่จิ้นผิงนั่งอยู่บนคันนา มองเห็นพฤติกรรมของอู่จิ้นอยู่ในสายตา สำหรับเรื่องนี้เขารู้สึกปลื้มใจจริงๆ

หลังจากอยู่รับประสบการณ์การเป็นชาวนาในครั้งนี้ เมื่อกลับวังไปแล้ว เขาจะยิ่งใส่ใจคิดแทนราษฎรของราชวงศ์ต้าหลี่มากขึ้น ราชวงศ์ต้าหลี่ภายใต้การปกครองของเขาจะต้องเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

เพียงแต่ พวกเขาสองพ่อลูกอยากสัมผัสเรียนรู้ชีวิตชาวบ้าน แต่ทำไมคนที่รับกรรมกลับเป็นจู้เจียงเจียง?

“โอ๊ย! ร้อน! *ตุบ*...”

สามเสียงที่แตกต่างกัน แม้จะดังขึ้นตามลำดับ แต่ก็มาจากมือของคนคนเดียว

อู่จิ้นมาอยู่ได้ไม่ถึงสองวัน เขาก็ติดการดื่มชาเสียแล้ว

เขาไม่เพียงอยากลงมือเก็บชาเอง ยังอยากคั่วใบชาในกระทะด้วยตัวเอง หวังเอากลับไปให้พวกพี่ชายในวังได้ลองชิม

เพียงแต่ตอนเขาคั่วชาอยู่ เพราะว่าทนความร้อนในกระทะไม่ไหว ไม่ทันระวังจึงชนกับกระทะที่คั่วชาอยู่จนล้ม

ใบชาตกเข้าไปในเตาจมอยู่ใต้ขี้เถ้า มองก็มองไม่เห็น

“เยี่ยม ทำลายไปอีกหนึ่งกระทะ” จู้เจียงเจียงแขวะหนึ่งประโยคออกมาอย่างทอดถอนใจ

กระทะที่แล้วที่ถูกทำลายก็มาจากฝีมือบิดาของเขาอู่จิ้นผิง พวกเขาสองพ่อลูกมาช่วยงานนางจริงๆหรือ?

นางก็ไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่ผิดต่อพวกเขาพ่อลูกเลย ทำไมคนที่บาดเจ็บกลับมีแค่นาง?

“แม่นางจู้ ขอชาสดมาให้ข้าอีกหนึ่งกระทะ!” อู่จิ้นเหมือนจะอยากสู้กับใบชา พูดอย่างไม่ยอมแพ้ขออีกหนึ่งกระทะ

จู้เจียงเจียงยักไหล่ส่ายหัวไปมา พูดพร้อมชี้กระด้งที่ว่างเปล่าว่า “ทูลฝ่าบาท ใบชาที่เก็บกลับมาเมื่อวานหมดแล้ว พระองค์ลองไปเก็บมาอีกสักตะกร้าไหมเพคะ?”

ภูเขาชาปีก่อนมีชาวบ้านในเมืองมาเก็บเองนับไม่ถ้วน ถึงแม้ปีนี้จะมีเหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ก็แค่มาลองของใหม่เท่านั้น แล้วก็รอซื้อชาจากจู้เจียงเจียงไปดื่ม

ดังนั้นภูเขาชาปีนี้ จึงมีแค่พวกหลูชุ่ยฮวาที่เก็บอยู่ เทียบกับความคึกคักของปีก่อน พวกเขาเด็ดยอดชาจนนิ้วมือใกล้จะบวมหมดแล้ว

หากหลอกล่ออู่จิ้นหรือคนข้างกายของเขาไปทำหน้าที่เก็บชาได้สักหนึ่งวันก็ไม่เลวเหมือนกัน

ตอนจู้เจียงเจียงกำลังแอบวางแผน อู่จิ้นก็เรียกคนปรนนิบัติข้างกายให้ไปภูเขาชาเก็บใบชากลับมาให้เขาจริงๆ

“ระวังอย่าเด็ดใบชาจนหมดต้นนะ ถึงภูเขาชาแล้วอย่าลืมขอให้คนในหมู่บ้านสอนด้วยล่ะ!” จู้เจียงเจียงพูดกำชับเสียงดังไล่หลังพวกเขา 

อู่จิ้นไม่มีใบชาให้คั่ว เขาก็เลยไปพักผ่อนและดื่มชา

พอดีกับวันนี้จู้เจียงเจียงว่างไม่มีงาน เลยได้นั่งด้วยกัน

สองคนมองนาข้าวที่เพิ่งปลูกเสร็จใหม่ตรงหน้า เสพสุขความผ่อนคลายหายากหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน

“แม่นางจู้ ข้าได้ยินเสด็จพ่อเล่าว่า เหมือนเจ้าจะเดิมพันอะไรกับฉินเฟิงใช่หรือไม่?” จู่ๆ อู่จิ้นนึกเรื่องนี้ขึ้นได้จึงถามไปโดยไม่คิด

ตอนเขาฟังอู่จิ้นผิงคุยโอ้อวดชีวิตในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ผ่านมา

เขาอยากรู้มาก ทำไมนางถึงมั่นใจในตัวเองขนาดนี้ ถึงกับกล้าเอาบทเพลงมาเปรียบเทียบกับบทความ

“ดูเหมือนจะมีเรื่องแบบนี้อยู่จริงๆ” จู้เจียงเจียงมองทุ่งนาที่อยู่ไกลออกไป อ้าปากพูดอย่างใจลอย

นางเคยเดิมพันกับฉินเฟิงจริงๆ บอกว่าหลังผ่านการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ งานในมือเบาลงหน่อยแล้วก็จะมาแข่งกัน

“แต่ว่าพรุ่งนี้ข้าจะเริ่มไปแต่ละหมู่บ้านเพื่อตรวจสอบสถานการณ์การเพาะปลูกผลไม้ของพวกเขา มีผลไม้บางอย่างตอนนี้สุกคาต้นแล้ว ข้าต้องไปดูสักหน่อย เรื่องเดิมพันรอข้ากลับแล้วมาค่อยว่ากันใหม่”

เพาะปลูกเสร็จก็สิ้นเดือนสี่แล้ว ในเวลานี้มีผลไม้หลายอย่างเริ่มสุกแล้ว

อย่างเช่นสับปะรด

นี่คือผลไม้สุกชุดแรกในแผนการเกษตรใหญ่ของจู้เจียงเจียง เป็นธรรมดาที่นางจะต้องใส่ใจมากหน่อย

ตลอดปีนี้นางมีแต่รายจ่าย ไม่มีรายรับ หากไม่ใช่ว่ามีเผยจี้ กระแสเงินสดของนางคงขาดไปนานแล้ว

“เจ้ายังมีปลูกสิ่งอื่นในแต่ละหมู่บ้าน?”

อู่จิ้นตกใจเล็กน้อย เขานึกว่าสิ่งที่ตัวเองได้เห็นในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหลายวันนี้ก็เพียงพอจะทำให้รู้สึกตกตะลึงแล้ว คิดไม่ถึงว่านางกลับยังมีสิ่งที่เขาไม่รู้

“อืม...” จู้เจียงเจียงจงใจลากเสียงยาว “ทำไมจะไม่มี นอกจากในเมืองเจียงหนาน ข้าก็ร่วมงานกับทุกหมู่บ้าน”

นี่ถือว่านางโอ้อวดไหมนะ?

แต่สิ่งที่เธอพูดก็เป็นความจริง นอกจากในเมืองที่นางยังหาโอกาสไม่ได้ชั่วคราว ในชนบทนั้นก็ถือว่าเป็นใต้หล้าของนางแล้ว

“ผัก ผลไม้ บ่อกุ้ง พืชไร่เกษตร ภูเขาชา ยังมีโรงงานรองเท้าและสถานศึกษา เจ้าทำคนเดียวได้อย่างไร?” อู่จิ้นเกิดความรู้สึกนับถือนางขึ้นมา

เขาเป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์ต้าหลี่ แม้จะปกครองผู้คนทั่วทั้งใต้หล้า แต่เรื่องทั้งหมดที่เขาต้องทำก็ล้วนมีขุนนางในราชสำนักไปทำแทน เขาไม่จำเป็นต้องครอบคลุมไปทั่วทุกด้าน

แต่ว่าจู้เจียงเจียง ผ่านการเฝ้าสังเกตของเขาในหลายวันนี้ เหมือนนางเข้าร่วมทำเองทุกเรื่อง นางทำได้อย่างไรกัน?

“ยังจะทำอย่างไรได้ ก็ต้องฝืนทนทำไป”

จู้เจียงเจียงใช้น้ำเสียงพูดเล่น พูดเรื่องที่จริงจังที่สุด

หากนางไม่มีช่องว่างมิติสนับสนุนอยู่ ไม่แน่ว่านางอาจจะล้มไปนานแล้ว

ส่วนทำไมจู้เจียงเจียงถึงไม่มอบอำนาจให้คนอื่น นางรู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลา

เรื่องที่นางทำตอนนี้คือเรื่องที่คนสมัยก่อนไม่เคยทำ ถึงนางอยากปล่อยมือ แต่คนที่เข้ามารับช่วงต่อพวกนั้นก็คงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร

ไม่เหมือนเขาที่เป็นฮ่องเต้ มีบรรพบุรุษมากมายที่เคยผ่านประสบการณ์และสืบทอดมาให้ เขาจึงได้รับการจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เป็นธรรมดาที่อู่จิ้นจะปล่อยมือให้ขุนนางในราชสำนักทำเรื่องต่างๆ แทนเขาได้

จู้เจียงเจียงอยากจะทำให้ถึงระดับที่ปล่อยมือได้ คิดว่ายังต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองปีกระมัง


ตอนที่ 140: หมู่บ้านสับปะรดและหมู่บ้านเฉ่าเหมย


เพื่อไม่ให้ถูกสองพ่อลูกตระกูลอู่ถ่วงแข้งถ่วงขา วันนี้จู้เจียงเจียงจึงแอบออกจากบ้านไปแบบเงียบๆตั้งแต่เช้า

ในสถานศึกษาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีม้าเลี้ยงไว้สองตัวให้จูชิงหรานและหมิงเหยาใช้เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นพวกเด็กๆ ไม่สบายจำเป็นต้องไปหาหมออะไรแบบนั้น

จู้เจียงเจียงมายืมม้าตัวหนึ่งไป

เผยจี้สอนนางขี่ม้าจนเป็นแล้ว อันที่จริงขี่ม้าไม่ยาก ขอแค่ไม่กลัวล้มไม่นานก็จะเรียนรู้จนขี่เป็น

นางขี่ม้าไป ความเร็วก็ไม่ได้มากนัก แต่เทียบกับการนั่งรถม้าไปคนเดียวแล้ว ความเร็วนี้ก็ถือว่าเร็วกว่ามาก

ตามแผนการที่วางไว้ตอนอยู่บ้าน วันนี้จู้เจียงเจียงจะต้องไปดูหมู่บ้านที่ผลไม้ใกล้จะสุกไม่กี่แห่งเท่านั้น ถ้าหากยังมีเวลา นางก็ไปเที่ยวในเมืองอีกสักรอบ

หมู่บ้านเฉิงเจียที่ปลูกสับปะรด

สับปะรดในหมู่บ้านเฉิงเจีย หลังเก็บเกี่ยวฤดูไม้ใบร่วงปีก่อนเสร็จก็เริ่มปลูกแล้ว ถึงตอนนี้ก็พร้อมเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด

“หัวหน้าหมู่บ้านจู้ ท่านมาได้สักที!”

ตามคำแนะนำการปลูกสับปะรดที่จู้เจียงเจียงให้หมู่บ้านพวกเขาก่อนหน้านี้ เมื่อเปลือกชั้นนอกของผลไม้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองก็เก็บเกี่ยวได้แล้ว

ตอนนี้เปลือกชั้นนอกของผลไม้เปลี่ยนเป็นสีเขียวเหลืองนานแล้ว พวกเขากินกันไปหลายลูกแล้ว แต่จู้เจียงเจียงกลับยังไม่มา

วันนี้หากยังไม่เห็นนางมา ทุกคนก็คิดจะหาคนไปเชิญนางที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว

ม้าในมือของจู้เจียงเจียงถูกชาวบ้านคนหนึ่งจูงไป นางยังไม่ทันได้ทักทายก็ถูกคนตระกูลเฉิงดึงลากไปในไร่

“หัวหน้าหมู่บ้านเฉิง ทุกคนลองกินสับปะรดแล้วหรือยัง? รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”

“พวกเราทุกคนลองชิมแล้ว ตามที่ท่านบอก ใช้น้ำเกลือแช่หน่อย ผลไม้หวานมากๆ!” เพราะว่าคนในหมู่บ้านเฉิงเจียลองกินแล้ว ดังนั้นจึงตั้งตารอคอยให้จู้เจียงเจียงมา

เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาตกลงกับจู้เจียงเจียงว่า สิ่งที่พวกเขาปลูกออกมาได้ มีแค่จู้เจียงเจียงที่เก็บได้ พวกเขาจะขายเองไม่ได้

“ข้าไปดูก่อน ถ้าไม่มีปัญหาอะไร วันมะรืนพวกเราก็เก็บเกี่ยวได้ ถึงตอนนั้นข้าจะส่งรถม้ามา”

จู้เจียงเจียงพูดไปพลาง เดินไปในไร่สับปะรดกับทุกคนไปพลาง

ยังไม่ทันเข้าใกล้ กลิ่นหอมของสับปะรดสุกก็โชยออกมาเตะจมูกเสียแล้ว ตอนนี้ข้างคันนามีเด็กหลายคนกำลังปอกสับปะรดเตรียมกิน

“ไอ้เด็กบ้า มาขโมยกินอีกแล้วรึ ข้ายังรอขายเอาเงินนะ พวกเจ้ายังกินไม่พออีกรึยังไง!”

หัวหน้าหมู่บ้านเฉิงแสร้งยกมือจะตีคน ทว่าก็เป็นเพียงการขู่เท่านั้น “ในเมื่อปอกแล้ว ก็รีบเอามาให้พี่หญิงจู้ชิมสักชิ้น”

พวกเด็กในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเฉิงอายุเกินจะเข้าสถานศึกษาแล้ว ทำได้แค่เฝ้าบ้านอยู่ช่วยบิดาทำงาน

ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อได้กินสับปะรด พวกเขาก็ยอม

อีกทั้งตอนนี้เพิ่งหมดการเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ บ้านพวกเขาก็มีของใกล้เก็บเกี่ยวได้ ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไปเรียนหรือไม่ สำหรับพวกเขาแล้วไม่เป็นปัญหาเลย

“หัวหน้าหมู่บ้านจู้ลองชิมเร็ว!”

หัวหน้าหมู่บ้านเฉิงทำหน้าเหมือนมอบของล้ำค่า ใช้ตะเกียบเสียบสับปะรดชิ้นใหญ่ชิ้นหนึ่งยื่นให้นาง

พวกเด็กๆในหมู่บ้านหวงแหนอาหารที่ปลูกออกมามาก ปอกสับปะรดนั้นทั้งสวยงามทั้งไม่สิ้นเปลืองเนื้อผลไม้เลยแม้แต่นิด จู้เจียงเจียงรับมาอย่างสุภาพ

“อืม...นี่ถึงจะเป็นรสชาติของต้นฤดูร้อน!”

ปีกว่าแล้วที่ไม่ได้กินผลไม้จริงๆจังๆ จู้เจียงเจียงซาบซึ้งจนน้ำตาแทบไหล

สับปะรดและแตงโมเป็นผลไม้ตามฤดูกาล แตงโมยังต้องรออีกหนึ่งเดือนกว่าถึงจะกินได้ แต่ได้กินสับปะรดก่อนก็ไม่เลวเหมือนกัน

“รสชาติเป็นอย่างไร?”

คนตระกูลเฉิงฟังไม่ค่อยเข้าใจ คำพูดที่ว่ารสชาติของต้นฤดูร้อนมันหมายความว่าอย่างไร?

“ไม่” จู้เจียงเจียงกัดสับปะรดในมือเข้าไปในปากหนึ่งคำ หลังจากก็รีบกินให้หมดแล้วพูดว่า “หัวหน้าหมู่บ้านเฉิง งั้นก็ทำตามแผน พรุ่งนี้เช้าพยายามเก็บสับปะรดที่เปลือกนอกมีสีเหลืองหน่อย วันมะรืนข้าจะมาขนไป”

“ไม่มีปัญหา!”

“เยี่ยมจริงๆ เพิ่งเข้าฤดูใบไม้ผลิพวกเราก็ได้เก็บเกี่ยวแล้ว”

คนในหมู่บ้านเฉิงเจียได้ยิน ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่

ถึงแม้ฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฤดูกาลที่ทุกสรรพสิ่งกลับมามีชีวิตชีวา แต่ปีก่อนในช่วงเวลานี้ สิ่งที่ฤดูใบไม้ผลินำมาให้พวกเขามีแค่ผักสดเท่านั้น ปีนี้ไม่นึกว่าจะนำเงินทองมาให้

แบบนี้จะไม่ให้คนตื่นเต้นได้อย่างไร!

“หัวหน้าหมู่บ้านเฉิง หาถุงผ้าสักใบหรือตะกร้าให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? ข้าอยากซื้อสับปะรดสักสองสามลูกกลับไปให้สามีที่บ้านลองชิม” จู้เจียงเจียงพูดๆอยู่ก็จะควักเงิน แต่กลับถูกคนในหมู่บ้านเฉิงเจียห้ามเอาไว้

“บอกว่าซื้ออะไรกัน สับปะรดนี่เดิมทีก็เป็นของท่าน อยากกินเท่าไรก็ได้!”

หมู่บ้านเฉิงเจียทุกคนเห็นนางเกรงใจเหมือนเป็นคนนอก จึงแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา

หลังจากกดมือของนางไว้ หลายคนก็วิ่งไปที่สวนบ้านตัวเอง เลือกสับปะรดทั้งใหญ่ทั้งเหลืองมายัดให้จู้เจียงเจียง

สับปะรดเหล่านี้ เริ่มต้นเป็นจู้เจียงเจียงที่ให้เมล็ดพันธุ์พวกเขามาปลูกอย่างไม่คิดเงิน

อีกทั้งตอนปลูก ยังมามาช่วยเหลือด้วยตัวเองอยู่หลายครั้ง ช่วยพวกเขาคิดวิธีกำจัดแมลงต่างๆ หากจะพูดกันตามตรง สับปะรดผืนนี้ไม่ถือว่าเป็นของพวกเขา

พวกเขาก็แค่ออกแรงตอนว่างหลังจากเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็เท่านั้น

จู้เจียงเจียงตกใจกับความกระตือรือร้นของพวกเขา สับปะรดหลายสิบลูกวางอยู่บนตัว เสื้อผ้าของนางเกือบถูกหนามของสับปะรดกรีดขาดแล้ว

“พวกเจ้าจะรีบร้อนทำไมกัน รอข้ากลับไปเอาตะกร้าสะพายหลังมาให้หัวหน้าหมู่บ้านจู้ก่อน” หัวหน้าหมู่บ้านเฉิงพูดจบก็หมุนตัววิ่งกลับบ้านไป

เพียงแต่ยังวิ่งไปไม่ถึงสองก้าวเขาก็กลับมาแล้ว “ไอ้เด็กบ้า พวกเจ้าไปเอาตะกร้าสะพายหลังกลับมาให้ข้า อย่าเอาแต่ห่วงกิน!”

ครอบครัวนี้ก็สนุกดี ความสัมพันธ์พ่อลูกช่างดีจริงๆ

จู้เจียงเจียงหัวเราะเสียงดังไปกับพวกชาวบ้านข้างๆ ที่ขำครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านเฉิง

หมู่บ้านเฉิงเจียเหมือนไม่อยู่ในขอบเขตการวางแผนสำคัญของนาง เพราะว่าสับปะรดปลูกง่ายมากจริงๆ ดังนั้นนางจึงไม่ได้ใช้ความคิดไปกับหมู่บ้านเฉิงเจียมากนัก

นางเอาความคิดไปอยู่ที่พวกชาวบ้านของหมู่บ้านหลิวเจียมากกว่า ผลไม้ที่พวกเขาปลูกพูดได้ว่าค่อนข้างบอบบางและหายากกว่าเยอะ

ตอนนี้เห็นความกระตือรือร้นของทุกคนในหมู่บ้านเฉิงเจีย จู้เจียงเจียงถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองลำเอียงเกินไป

“หัวหน้าหมู่บ้านเฉิง ตอนเก็บสับปะรดวันพรุ่งนี้ หน่อสับปะรดไม่ต้องตัดทิ้งนะ เก็บไว้ขายพร้อมกัน แบบนี้เก็บรักษาง่ายกว่า”

จู้เจียงเจียงบอกจุดที่พรุ่งนี้ต้องระวังทีละอย่าง เพราะสับปะรดที่พวกเขาเก็บให้นางตอนนี้เหลือแค่ผลรีๆของมัน ทั้งหน่อและเหง้าถูกตัดทิ้งออกไปหมดแล้ว

ไม่มีหน่อ อายุการเก็บรักษาของสับปะรดก็จะสั้นลงมาก

“แบบนี้เอง พวกข้าจะจำไว้”

“จริงสิ เตรียมตาชั่งไว้ด้วย เมื่อรถม้าของข้ามาก็จะได้ชั่งและใส่ลงรถได้เลย”

“ได้ หัวหน้าหมู่บ้านจู้สบายใจได้เลย!”

จู้เจียงเจียงแนะนู้นบอกนี่พวกเขาไม่หยุด จนกระทั่งลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านบ้านหยิบตะกร้าสะพายหลังมาให้นาง นางถึงเอาสับปะรดที่ชาวบ้านให้มาใส่ลงไป หลังจากนั้นก็เดินทางไปหมู่บ้านต่อไป

หมู่บ้านต่อไปคือหมู่บ้านต้าฮวงที่ปลูกเฉ่าเหมย

เมื่อได้ยินชื่อหมู่บ้านต้าฮวง ฟังแล้วอาจจะนึกว่าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แต่จริงๆแล้วทั้งสองหมู่บ้านอยู่ห่างกันมากและไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย

เหตุที่หมู่บ้านต้าฮวงถูกเรียกว่าหมู่บ้านต้าฮวง เป็นเพราะมันยากจนเหมือนกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวของทั้งสองหมู่บ้านก็คือ หมู่บ้านต้าฮวงใหญ่กว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเกือบสองเท่าตัว!

มองเห็นจู้เจียงเจียงมา คนในหมู่บ้านต้าฮวงก็เหมือนกับหมู่บ้านเฉิงเจีย ดึงนางไปไร่เฉ่าเหมยแบบทนรอไม่ไหว

หลังจากนางบอกเรื่องที่ต้องระวังในการเก็บเกี่ยวเสร็จ พวกเขาก็ทำเหมือนกับหมู่บ้านเฉิงเจีย นั่นคือการเก็บเฉ่าเหมยใส่จนเต็มตะกร้าให้นางเอากลับบ้านไป

เหมือนกับว่านางมาเที่ยวอย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังเตรียมของฝากให้นางเอากลับบ้านไปอีกด้วย

จู้เจียงเจียงมองตะกร้าสะพายหลังที่ใส่เฉ่าเหมยจนเต็ม ก็พลันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก


จบตอน

Comments