divorce ep141-150

 ตอนที่ 141: ส่งผลไม้ให้สถานศึกษา


จู้เจียงเจียงเอาสับปะรดและเฉ่าเหมยกลับมาเยอะขนาดนี้ นางคนเดียวคงกินไม่หมด


พอดีกับที่ต้องนำม้าไปคืนสถานศึกษา ก็เลยถือโอกาสนำไปฝากอาจารย์ทั้งสองสักหน่อย


“หมิงฮูหยิน คุณชายหมิง ทำไมพวกท่านถึงอยู่ที่นี่?”


ตอนจู้เจียงเจียงกลับมาก็เป็นเวลาเย็นแล้ว สอนคาบเรียนช่วงบ่ายแก่นักเรียนในสถานศึกษาเสร็จก็เลิกเรียนแล้ว ดังนั้นนางจึงรู้ว่าหมิงเหยาอยู่หอพัก


เพียงแต่ตอนมาถึง ก็พบว่าในบ้านไม่ได้มีเพียงหมิงเหยาอยู่คนเดียว ยังมีหมิงจี่และหมิงฮูหยินอยู่ด้วย


“อาจารย์จู้ เจ้ามาหาข้าหรือ?”


นอกจากจะมีคาบเรียน ไม่อย่างนั้นจู้เจียงเจียงจะไม่มาสถานศึกษาแน่ นางงานยุ่งมากๆ


ดังนั้นเมื่อเห็นจู้เจียงเจียงมา หมิงเหยาก็รู้สึกตกใจ “เกิดเรื่องอะไรใช่หรือไม่?”


“อาจารย์หมิง ไม่ต้องกังวล ข้าแค่เอาผลไม้มาให้พวกท่าน” จู้เจียงเจียงเห็นหมิงเหยากังวลแบบนี้ก็อดขำไม่ได้


แต่นางเข้าใจความรู้สึกของหมิงเหยา


หมิงเหยาในฐานะอาจารย์หญิงคนแรกของราชวงศ์ต้าหลี่ และสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เป็นสถานศึกษาที่รับนักเรียนหญิง ภายใต้แรงกดดันสองเรื่องนี้ นางจะกังวลเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็เลี่ยงไม่ได้


“ผลไม้?”


“ก็คือสิ่งนี้” จู้เจียงเจียงเห็นคนตระกูลหมิงอยู่กันครบ นางจึงเอาตะกร้าเฉ่าเหมยให้หมิงเหยา “วันนี้ข้าไปมาหลายหมู่บ้าน ผลไม้ที่พวกชาวบ้านปลูกสุกแล้ว ข้าก็เลยเอากลับมานิดหน่อย”


“เสี่ยวอวี๋อยู่สถานศึกษา สามีข้าก็อยู่เมืองเจียงเป่ย ข้าคนเดียวกินไม่หมดก็เลยคิดจะแบ่งให้พวกท่าน”


“ผลไม้นี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย กินได้หรือ?”


หมิงฮูหยินเป็นห่วงลูกสาวตัวเอง รีบเอ่ยเตือน “เหยาเอ๋อร์ ของที่ไม่รู้จักอย่ากินมั่วซั่ว ดื่มน้ำแกงไก่ที่แม่ตุ๋นมาให้ดีกว่า”


ไม่ง่ายเลยที่นางจะได้รับโอกาสให้ออกจวนมาเยี่ยมบุตรสาว เป็นธรรมดาที่จะทำอาหารอร่อยไม่น้อยมาบำรุงให้บุตรสาวสุดที่รัก 


“เจ้าดูสิ เหยาเอ๋อร์ผอมลงแล้ว” คำพูดของหมิงฮูหยินมีนัย เหมือนกำลังโทษสถานศึกษาที่สภาพแวดล้อมไม่ดี และก็กำลังตำหนิจู้เจียงเจียงที่ไม่ดูแลหมิงเหยาแทนนางให้ดี


“อืม น้องหญิงผอมลงจริงๆ” หมิงจี่พยักหน้าอยู่ข้างๆ แสดงออกว่าเห็นด้วย


จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็รู้สึกพูดไม่ออกอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องนี้โทษนางหรือ?


“แต่ถึงแม้น้องหญิงจะผอมลง แต่ดูกลับแข็งแรงขึ้นไม่น้อย ตอนนี้น้องหญิงคงยกถังน้ำขึ้นได้แล้วกระมัง?”


ที่แท้หมิงจี่ไม่ใช่กำลังช่วยหมิงฮูหยินร่วมกล่าวโทษจู้เจียงเจียง แต่กำลังหยอกล้อหมิงเหยาอยู่


หมิงเหยาร่าเริงตรงไปตรงมา และทะเลาะกับหมิงจี่มาตั้งแต่เด็กจนชินแล้ว สองคนพี่น้องไม่พูดพล่ามก็จะสู้กัน “พี่ชาย ตอนนี้ข้าสามารถยกทีเดียวได้ถึงสองถัง พี่อยากจะลองงัดข้อสัมผัสพละกำลังของข้าสักหน่อยไหม”


นางอยู่ในสถานศึกษา ต้องนำพวกเด็กๆออกกำลังกายทุกวัน ทั้งยังต้องพาพวกเขาไปลงมือปฏิบัติการทำงานจริงในแปลงผัก


ปกติหลังเลิกเรียน ตัวนางเองยังต้องไปลำธารข้างแปลงผักเพื่อยกน้ำมาอาบ นางในตอนนี้ไม่ใช่คุณหนูผู้อ่อนแอคนก่อนที่สิบนิ้วไม่เคยแตะแม้แต่น้ำซักผ้าถูบ้านอีกแล้ว


“ได้สิ มาเลย!” หมิงจี่รับคำท้า


ตอนที่ทั้งสองคนกำลังจะเริ่มงัดข้อ หมิงฮูหยินก็รีบหยุดพวกเขาอย่างปวดใจ


“เหยาเอ๋อร์ วันนี้เจ้าสอนมาทั้งวันแล้ว รีบพักผ่อนเถิด อย่าไปเล่นซนกับพี่ชายที่ว่างงานของเจ้าเลย”


“…” หมิงจี่นอนลงอย่างผู้บริสุทธิ์ กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด


เขาว่างงานตรงไหนกัน เขากำลังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่ทุกวันรู้หรือไม่?!


ตอนที่คนทั้งสามของตระกูลหมิงกำลังทะเลาะกันอยู่ในห้อง จู้เจียงเจียงก็แอบเข้าไปในห้องของหมิงเหยา ตักน้ำมาหนึ่งกะละมัง พร้อมกับมีด แล้วออกไปปอกสับปะรดและล้างเฉ่าเหมยที่หน้าประตู


ผลไม้ของนางพิเศษขนาดนี้ อร่อยแบบนี้ พวกเขาสามคนกลับไม่สนใจนาง?


ดูท่านางคงต้องป้อนยัดถึงในปาก พวกเขาถึงจะรู้ว่าเมื่อครู่ตัวเองได้พลาดอะไรไป


จูชิงหรานก็อยู่บ้านข้างๆ เพราะการมาของหมิงฮูหยิน เขาจึงไม่สะดวกไปหาหมิงเหยา ทำได้แต่อยู่หน้าประตู เฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหว


เห็นจู้เจียงเจียงกำลังล้างของอยู่ข้างนอก เขาจึงเดินเข้าไปหา


“อาจารย์จู้ ท่านทำอะไรอยู่?”


จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ชี้ผลไม้ในตะกร้าแล้วพูดว่า “คุณชายจู ท่านมาพอดี วันนี้ข้าไปมาหลายหมู่บ้าน ได้ผลไม้กลับมาเล็กน้อย ท่านเอาไปลองชิมเถิด”


นางพูดอยู่ก็วางมีดในมือลง หยิบเฉ่าเหมยสองลูกจากในกะละมังยื่นให้เขา บอกใบ้ให้เขาลองกิน


จูชิงหรานก็ไม่เกรงใจ รับมาก็ส่งเข้าไปในปากทันที โดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย


“อืม รสชาติพิเศษมาก  ไม่เคยกินอะไรแบบนี้มาก่อนเลย” เฉ่าเหมยรสชาติไม่ใช่แค่หวานหอม แต่มีความพิเศษเฉพาะตัว


หนึ่งลูกสองคำ สวยงามและอร่อย


“นั่นมันแน่นอน นี่คือของล้ำค่า!” จู้เจียงเจียงพูดเสียงสูง นางไม่อนุญาตให้ของที่ตัวเองปลูกธรรมดาทั่วไปแน่นอน


“เช่นนั้นบนมือเจ้าที่มีหนามนั่น หรือจะเป็นผลไม้เหมือนกัน?” จูชิงหรานเหมือนยังกินไม่พอ ไปหยิบเฉ่าเหมยในกะละมังมาอีกสองลูก กินไปพลางคุยกับนางไปพลาง


จู้เจียงเจียงไม่ถือสาว่าเขาจะกินไปเท่าไร ถึงอย่างไรหากเฉ่าเหมยออกสู่ตลาดแล้ว ถึงตอนนั้นอยากกินเท่าไรก็กินเท่านั้น


“สิ่งนี้เรียกสับปะรด ถึงแม้รูปลักษณ์จะดูไม่ค่อยเป็นมิตร แต่เมื่อกินจะทั้งหอมทั้งหวาน”


ทั้งสองคนกำลังคุยเล่นกันอยู่ จู่ๆ น้องเก้าก็วิ่งมาคุกเข่าลงตรงหน้านาง


“พี่หญิงจู้ พี่มาแล้วหรือเจ้าคะ หรือพี่มาหาเสี่ยวอวี๋? ข้าจะไปช่วยพี่เรียก” สาวน้อยพูดจบก็เตรียมจะลุกขึ้น


“น้องเก้า!”


จู้เจียงเจียงรีบเรียกสาวน้อยไว้ “ไม่ต้องเรียกเสี่ยวอวี๋มา ข้าเอาผลไม้มาให้ เจ้าเอากลับไปแบ่งกับเสี่ยวอวี๋และพวกน้องแปดกินกันนะ”


นางเอาเฉ่าเหมยตะกร้าหนึ่งในนั้นวางตรงหน้าน้องเก้า แล้วปอกสับปะรดให้เป็นชิ้นๆแช่น้ำเกลือ ใส่จานที่ขอมาจากจูชิงหราน


“ถือไหวไหม?”


เฉ่าเหมยตะกร้าหนึ่งก็หนักสี่ห้าจินแล้ว สับปะรดก็หนักมากเหมือนกัน จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่า การจะให้เด็กน้อยแบกพวกนี้ไปมันหนักเกินไปจริงๆ


อย่างที่คิด สำหรับสาวน้อยอายุหกขวบคนหนึ่ง มันหนักเกินไปจริงๆ


“ข้าไปส่งให้พวกเขาเอง อาจารย์จู้ เจ้าช่วยข้าดูแล…เหยาเอ๋อร์ก่อน” จูชิงหรานอาสาช่วยพร้อมเอ่ยขอร้องเรื่องเล็กๆของเขา


เขาเป็นห่วงหมิงเหยา กลัวจะถูกหมิงฮูหยินร้องไห้โวยวายบีบบังคับให้กลับไป และกลัวว่านางจะทุกข์ทรมานเพราะไปต่อต้านหมิงฮูหยิน


ดังนั้นถึงอยากไหว้วานจู้เจียงเจียง อีกเดี๋ยวหลังเข้าไป พูดคำพูดดีๆแทนหมิงเหยาสักหน่อย


“เข้าใจแล้ว”


ในดวงตาของจู้เจียงเจียงที่มองจูชิงหรานเต็มไปด้วยความหยอกล้อ มองจนเขาหน้าแดงไปหมดแล้ว


สองคนนี้ก็จริงๆเลย ทั้งๆที่ใจตรงกันแท้ๆ แถมยังผ่านข่าวลือที่รู้กันทั่วเมืองมาแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็พักอยู่ข้างๆกัน ห่างกันแค่หนึ่งกำแพงกั้น


ทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมขนาดนี้ ทำไมยังไม่หมั้น ไม่แต่งงานกันเสียที


ช่างทำให้คนเป็นห่วงจริงๆ!


จู้เจียงเจียงล้างผลไม้เสร็จก็กลับไปในห้องของหมิงเหยาอีกครั้ง เอาผลไม้ที่ล้างหั่นเรียบร้อยวางบนโต๊ะ “ฮูหยิน คุณชาย คุณหนูผู้สูงศักดิ์ทั้งหลาย ล้างผลไม้ให้พวกท่านแล้ว เชิญชิมเถิด”


นางพูดเล่นกับพวกเขา หมิงจี่และหมิงเหยาเข้าใจคำพูดเล่นของนาง มีแต่หมิงฮูหยินกลับกำลังคิดจริง


“รู้แล้ว แม่นาง หากไม่มีเรื่องอื่นก็เชิญกลับไปเถิด”


“…” จู้เจียงเจียงก็แค่มาส่งผลไม้จริงๆนั่นแหละ เมื่อส่งผลไม้เสร็จแล้วก็ไม่มีเรื่องอื่นจริงๆ


“ท่านแม่ ทำไมถึงแสดงท่าทีกับอาจารย์จู้แบบนี้!” หมิงเหยาแสดงความไม่พอใจแทนจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงคือแขกสำคัญของพวกเขาตระกูลหมิง และตอนนี้ยังเป็นเถ้าแก่ของนาง ตามหลักเหตุและผล พวกเขาไม่ควรปฏิบัติกับนางแบบนี้


“ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรข้าก็จะกลับอยู่พอดี ก็แค่แวะเอาผลไม้มาให้ท่านเท่านั้น”


จู้เจียงเจียงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากนัก นางไม่สนิทกับหมิงฮูหยิน แค่สนิทกับพี่น้องตระกูลหมิงเล็กน้อยเท่านั้น


สำหรับคนที่ไม่สนิท นางไม่จำเป็นต้องเอามาใส่ใจ


ตอนที่ 142: ชานมเผชิญความพ่ายแพ้ในสมัยโบราณ


สองพ่อลูกตระกูลอู่ของหอจินชิว วันนี้ถูกจู้เจียงเจียงตั้งใจทิ้งไว้ที่บ้าน ในใจรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เดิมคิดว่ารอหลังจู้เจียงเจียงกลับมา จะคิดบัญชีกับนางสักหน่อย


ใครจะรู้ เตรียมคำต่อว่ามาทั้งวัน กลับถูกสับปะรดเปรี้ยวหวานหนึ่งอย่างกับเฉ่าเหมยหนึ่งตะกร้ากลืนทั้งหมดลงไปแล้ว


“เสด็จพ่อ เมื่อก่อนตอนท่านอยู่ที่นี่ ขอแค่แม่นางจู้ออกจากหมู่บ้าน ท่านก็จะได้กินของอร่อยไม่น้อยใช่หรือไม่?” อู่จิ้นถือโอกาสตอนจู้เจียงเจียงไปชงชาแอบเอ่ยถาม


ในปากของอู่จิ้นผิงเต็มไปด้วยเนื้อสับปะรด ความหวานของผลไม้และกลิ่นหอมของเนื้อกำลังแข่งกันสร้างความพึงพอใจให้กับต่อมรับรสของเขาอยู่


ในขณะที่กำลังเสพสุขแบบนี้ ปกติเขามักจะไม่สนใจอู่จิ้น


จนกระทั่งเขากลืนอาหารคำนั้นลงไป หลังจากถอนหายใจด้วยความชื่นชมจู้เจียงเจียง เขาถึงหันมาพูดตอบอู่จิ้นอย่างจริงจังว่า “จิ้นเอ๋อร์เอ๋ย ตอนแม่นางจู้ไม่ออกหมู่บ้านก็ได้กินของอร่อยบ่อยๆเหมือนกัน”


ก็คือพืชผักการเกษตร เนื้อไก่ เป็ด ปลา ทำไมมีแค่จู้เจียงเจียงที่สามารถเปลี่ยนให้มันพิเศษ ทำออกมาได้อร่อยขนาดนี้?


อ้อ...ที่แท้ก็เพราะอาหารที่นางทำ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน!


“เสด็จพ่อ ไม่สู้พวกเราพาแม่นางจู้กลับวังไปเป็นหัวหน้าห้องเครื่องเถิด แบบนี้ในวังก็จะมีอาหารอร่อยกินทุกวัน” อู่จิ้นอยากจะลองดูจนรอทนไม่ไหว


เพียงแต่เขายังไม่ทันได้เริ่มจินตนาการ ความคิดนี้ก็ถูกอู่จิ้นผิงสาดน้ำเย็นกะละมังหนึ่งดับมันไปอย่างรวดเร็ว


“จิ้นเอ๋อร์ เจ้าข้าเป็นพ่อลูกที่ใจตรงกันจริงๆ แต่ว่าแม่นางจู้ไม่เต็มใจ เจ้าล้มเลิกความคิดไปเถิด”


ที่เขาคิดได้ อู่จิ้นผิงคิดได้ก่อนแล้ว ยังจำเป็นจะต้องให้เขาไปพูดอีกหรือ?


ตระกูลเผยชอบตั้งโต๊ะอาหารกินในลานบ้าน สามารถมองเห็นดอกไม้ที่เลื้อยอยู่บนกำแพงรั้ว ยังเห็นทุ่งนาที่เรียงรายเป็นระเบียบหน้าหมู่บ้าน รวมถึงดวงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้าได้อีกด้วย


บวกกับตอนนี้มีแค่จู้เจียงเจียงอยู่บ้านคนเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงคำนินทาต่างๆนานา ตอนหอจินชิวมาขอข้าวกิน ก็จะพากันไปกินในลานบ้านเสมอ


กินในลานบ้านนางสามารถยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้ แต่เวลากินข้าวกลับยาวนานมากขึ้น


ขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังชงชา ก็ถือโอกาสทำของว่างอีกอย่างหนึ่งมาด้วย


นางทำของว่างเสร็จแล้ว แต่สองพ่อลูกตระกูลอู่ยังกินไม่เสร็จอีก!


“ทั้งสองท่านยังจะกินอีกถ้วยไหม?” จู้เจียงเจียงเดินมาถาม พร้อมแกล้งขู่ว่าจะเติมข้าวเพิ่มให้พวกเขา


กินเยอะขนาดนั้น พอได้ยินว่าเติมข้าว ร่างกายก็น่าจะต่อต้านโดยสัญชาตญาณ จากนั้นสมองก็จะปฏิเสธแทนร่างกาย นางจะได้เก็บโต๊ะเสียที


“ดีเลย ขอเติมอีกหนึ่งถ้วย ข้าจะกินกับเนื้อสับปะรด” อู่จิ้นไม่ทำตามกลที่วางไว้ เอาถ้วยของตัวเองยื่นให้นาง


“…” จู้เจียงเจียงถูกเขาเอาชนะไป


ฮ่องเต้กินเก่งขนาดนี้เลยหรือ?


“ฝ่าบาท ข้าน้อยทำของว่างมา ท่านก็แน่ใจว่าจะรับข้าวเพิ่มอีกถ้วยหรือเพคะ?”


อู่จิ้นได้ยิน มองกับข้าวบนโต๊ะ ลังเลตัดสินใจไม่ได้ เขาไม่เคยรู้สึกสับสนเพราะอาหารจานหนึ่งแบบนี้มาก่อน


ตอนอยู่ในวัง อาหารจานหนึ่งไม่สามารถได้เกินสองคำ เขากินแบบทุกข์ทรมานสุดๆ


แต่พอมาถึงที่นี่ เขาก็ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎนั้นอีกต่อไป สามารถกินได้อย่างเต็มที่ แต่จนใจท้องไม่สู้ รองรับข้าวหนึ่งถ้วยและของว่างหนึ่งอย่างพร้อมกันไม่ได้ ทำให้เขาต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง


สับสนมากจริงๆ!


จู้เจียงเจียงเห็นเขาสับสนขนาดนี้ จึงช่วยเขาเลือก “ฝ่าบาท ข้าน้อยช่วยท่านอุ่นอาหารเย็นวันนี้ ให้เป็นอาหารยามดึกดีไหมเพคะ?” 


ก็แค่ข้าวถ้วยหนึ่ง ต้องขนาดนั้นเลยหรือ


“ได้!”


อู่จิ้นทำท่าเหมือนเพิ่งเข้าใจ ต้องโทษที่ปกติอยู่ในวังเขากินมื้อดึกไม่ได้ ทำให้เขาลืมไปว่ายังมีคำว่าอาหารมื้อดึกอยู่


ฮ่องเต้นักกิน!


จู้เจียงเจียงแขวะหนึ่งประโยคในใจ แล้วเก็บถ้วยตะเกียบอย่างคล่องแคล่ว ก่อนยกชาและของว่างมา


“ชานี้คือชานม ของว่างก็คือเฉ่าเหมยต้าฝูและสับปะรดต้าฝู ทั้งสองท่านลองชิมดู ข้าขึ้นชั้นบนไปเอาของเดี๋ยวก็มา” หลังจากนางวางชาและของว่างลง ก็หมุนตัวเดินขึ้นไปชั้นบน


“ชานม?”


“ต้าฝู?”


สองพ่อลูกตระกูลอู่มองหน้ากัน พวกเขานึกว่าชาก็คือชาเขียวที่ดื่มประจำ ของว่างก็คือพวกขนมอบ


คิดไม่ถึง กลับเป็นของสองสิ่งที่แม้แต่ชื่อพวกเขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน


“ต้าฝูชื่อนี้ไม่เลว หากใต้หล้ามีโชคมีลาภ เช่นนั้นถึงเป็นโชคดีของราชวงศ์เรา!” อู่จิ้นผิงเหมือนถูกใจของว่างนี้ ชายังไม่ทันได้ดื่มก็หยิบต้าฝูขึ้นมาก่อนชิ้นหนึ่ง


“โอ้โห ทำไมถึงอ่อนนุ่มแบบนี้!”


ของว่างนั้นอ่อนนุ่มกว่าของว่างทุกอย่างที่เขาเคยกินมา เขาเกือบจะทำหลุดมือ


จู้เจียงเจียงแค่ขึ้นชั้นบนไปเอาสมุดบัญชีและปฏิทิน พอลงมาชั้นล่างก็เห็นสองพ่อลูกตระกูลอู่กำลังจ้องและพูดคุยถึงต้าฝูที่อยู่ในมือด้วยความสงสัย


“เป็นอะไร ไม่อร่อยหรือเจ้าคะ?”


นางหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วส่งเข้าไปในปากอย่างสงสัย กัดไปหนึ่งคำ ข้างในคือเนื้อเฉ่าเหมย “ระดับความหวานและเนื้อผลไม้ก็ยอดเยี่ยม”


นางกินต่ออีกคำ เอาของในมือวางบนโต๊ะ ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งร่วมวงดื่มชา ชมพระอาทิตย์ตกดินพร้อมกับพวกเขา


เห็นจู้เจียงเจียงกินแล้ว สองพ่อลูกตระกูลอู่ก็ยกจานเล็กๆที่วางต้าฝูขึ้น หยิบแล้วส่งเข้าไปในปากอย่างสง่างาม


เนื้อสัมผัสและรสชาตินี้ เหมือนที่จู้เจียงเจียงพูดเมื่อครู่ ผิวด้านนอกเหนียวนุ่ม ระดับความหวานอ่อนๆ เหมาะสมถูกปากของผู้ชาย


ส่วนเนื้อผลไม้นั้นก็คือรสชาติของผลไม้แท้ๆ เทียบระดับความหวานกับผิวด้านนอก ทำให้คนกินสามารถได้รสความหวานดั้งเดิมของเนื้อผลไม้


ดูท่าจู้เจียงเจียงคงตั้งใจปรับความหวานของผิวด้านนอกให้อ่อน แล้วเน้นรสชาติหลักไปที่เนื้อผลไม้ด้านใน


“ดี!”


อู่จิ้นพูดเสียงดัง ท่าทางนั้น คนไม่รู้ยังนึกว่าเขากำลังค้นพบอะไรที่เยี่ยมยอดอยู่


ของว่างยังอร่อยขนาดนี้ เช่นนั้นชานมก็ต้องไม่ด้อยกว่าแน่!


เขาเทให้ตัวเองหนึ่งแก้ว วางไว้หน้าจมูก สูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นชาและกลิ่นนมผสมกัน ทำให้คนรู้สึกถึงรสชาติของชาที่ฝาดนิดๆ แต่ก็มีความนุ่มนวลผสมอยู่


อู่จิ้นดื่มไปหนึ่งอึก ตอนพยักหน้าแสดงถึงความพอใจก็ยังไม่ลืมเอ่ยถาม “แม่นางจู้ นมนี้มาจากไหน?”


จู้เจียงเจียงจับพู่กันด้ามหนึ่งอยู่ กำลังขีดๆเขียนๆลงในสมุดบัญชีของตัวเอง บางครั้งก็หยิบปฏิทินขึ้นมาดูแวบหนึ่ง


คำถามของอู่จิ้น นางก้มหน้าตอบเขาไปว่า “นี่ก็คือนมจากแม่ควายตัวที่อยู่ในคอกบ้านข้า”


พรวด...


อู่จิ้นผิงกำลังดื่มชานมอยู่ เมื่อได้ยินที่มาของนมนี่ เขาก็ทนไม่ไหว หันหน้าไปพ่นออกทันที


“เจ้าว่านมนี่คือนมของแม่ควายที่ลูกควายตัวนั้นดื่มทุกวัน?!”


“ใช่แล้ว” ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็เงยหน้า “มีปัญหาอะไรหรือ?”


ลูกควายอยู่บ้านนางกินดีแล้ว ก็ไม่ยอมกินนมอีก แม่ควายเลยนมคัดมากๆ นางจึงไปช่วยมันบีบนมออกมาดื่มเอง


สีหน้าสองพ่อลูกตระกูลอู่ดูแย่ลงทันที ไม่กล้ามองถ้วยชานั้นตรงๆอีก


“แม่นางจู้ มีน้ำชาไหม?” พวกเขาอยากบ้วนปาก


“มีที่ต้มเมื่อเช้าวางอยู่บนโต๊ะในบ้าน แต่มันเย็นแล้ว” จู้เจียงเจียงชี้ไปในห้อง


เป็นครั้งแรกที่อู่จิ้นไม่รังเกียจชาเก่าที่เย็นลงแล้ว ลุกขึ้นไปยกกาน้ำชาออกมา


ชารสฝาดแก้วหนึ่งลงท้อง ทั้งสองคนถึงรู้สึกสบายตัวขึ้นหน่อย


“แม่นางจู้ ชานมนี้พวกเราพ่อลูกไม่มีวาสนาได้สัมผัส เชิญเจ้าเถิด” อู่จิ้นเอากาน้ำชาดันไปตรงหน้านาง ให้นางดื่มเอง “แต่ว่าของว่างนี้ ข้ายังกินอยู่!”


“…” จู้เจียงเจียงมองกาน้ำชาตรงหน้าแล้วเกิดความสงสัยเล็กๆอย่างเลี่ยงไม่ได้


หรือว่าชานมจะไม่ได้รับความนิยมที่นี่? เดิมนางยังคิดจะทำธุรกิจนี้อยู่


ตอนที่ 143: ประชาสัมพันธ์ให้สวนผลไม้


“ผู้อาวุโสอู่ พรุ่งนี้มีเวลาว่างไหม?”


วันนี้จู้เจียงเจียงไปหมู่บ้านเฉิงเจียและหมู่บ้านต้าฮวง ชั่งผลไม้เพิ่งกลับมา


ในมือนางถือเฉ่าเหมยหนึ่งตะกร้าที่เก็บมาวันนี้มาให้พวกเขาด้วย เวลาเดียวกันยังมีอีกเรื่องอยากคุยกับพวกเขา


เห็นเฉ่าเหมยในมือของนาง อู่จิ้นผิงก็เกิดเกรงใจแบบมีไม่ค่อยบ่อย “แม่นางจู้ เฉ่าเหมยที่เจ้าให้พวกเราเมื่อวานยังกินไม่หมดเลย ไม่ต้องเอามาให้อีกแล้ว” เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่เขามีผลไม้ให้กินจนพุงกาง


แต่จู้เจียงเจียงไม่คิดอย่างนั้น!


“นี่คือผลไม้จากการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ ที่จะทำให้ชีวิตมั่งคั่ง เอาวางไว้บนโต๊ะให้ท่านแล้ว ยังมีอีกเรื่อง...” มืออีกข้างของจู้เจียงเจียงถือกระดาษอยู่หลายแผ่น


นางยื่นให้อู่จิ้นผิงแล้วพูดต่อว่า “นี่คือตั๋วเข้าชมการแสดงของหอจ้าวเซิงวันพรุ่งนี้ หากผู้อาวุโสอู่มีเวลาว่างละก็ ลองไปดูได้” ตั๋วนี้เป็นน้องรองที่กลับหมู่บ้านเอามาให้นางเมื่อวาน


นอกจากพวกน้องเก้าสามคนที่ต้องเรียนหนังสือ บ้านเล็กทางทิศเหนือคนอื่นๆได้ย้ายไปพักอยู่ที่หอจ้าวเซิงแล้ว


ตอนปีใหม่นางจัดวางลำดับละครใหม่ที่จะแสดงพรุ่งนี้ให้พวกเขา ดังนั้นนางจึงเชิญหลายคนในหอจินชิวให้เดินทางไปชม


“หอจ้าวเซิงมีละครใหม่แล้วหรือ?!”


อู่จิ้นผิงได้ยินข่าวนี้ ก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ทันที แย่งตั๋วในมือของจู้เจียงเจียงไปดูรายละเอียดอย่างตื่นเต้น


“ข้ารอมานานมากๆ แม่นางจู้ เจ้าดำเนินการช้าสุดๆ ตอนนี้ถึงเพิ่งมีละครใหม่ ข้าทนรอไม่ไหวมานานแล้ว!” 


การตอบสนองนี้ของเขา เหมือนกับที่น้องรองกลับมาเล่าให้นางฟังเลยว่า ชาวเมืองต่างก็ตื่นเต้นกันสุดๆ


พอได้ยินว่าหอจ้าวเซิงมีละครใหม่ ชาวบ้านในเมืองเหมือนฉลองปีใหม่ วิ่งพล่านไปช่วยกันแจ้ง ดีใจกันยกใหญ่ มีคนถึงขั้นไปร้านอาหารนั่งโต๊ะฉลองกันเลยทีเดียว


ดูท่าทุกคนจะตั้งตารอรอชมการแสดงของหอจ้าวเซิงมาก!


บอกว่านางดำเนินการช้า…


จู้เจียงเจียงแสดงออกว่าไม่ได้รับความยุติธรรม หากนางมีแค่ธุรกิจหอจ้าวเซิงอย่างเดียว นางคงจะไปนั่งแช่อยู่หลังเวทีดูฝึกซ้อมการแสดงทุกวัน


เรื่องในบ้านมีเรื่องให้ทำเยอะแยะมากมาย จะมอบหมายให้ใครมาช่วย พวกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แล้วนางจะทำอะไรได้?


“สรุปก็คือพรุ่งนี้นอกจากมีละครใหม่แล้ว ยังมีการขับร้องบทเพลงสดุดีเมืองเจียงหนานด้วย ผู้อาวุโสอู่ ท่านจะพลาดไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ”


จู้เจียงเจียงเลือกที่จะเผยแพร่บทเพลงนี้ในวันพรุ่งนี้ ก็เพื่อประชาสัมพันธ์กิจการของนาง


ในบทเพลงนั้น มีคำร้องกล่าวถึงปลา กุ้ง ผลไม้ และบรรยากาศของเมืองเจียงหนาน ซึ่งเหมาะสมกับเมืองเจียงหนานและกิจการทั้งหมดของนางในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง


นางเชื่อว่า ขอแค่บทเพลงนี้เผยแพร่ออกไป เมืองเจียงหนานก็จะกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วทุกพื้นที่ในราชวงศ์ต้าหลี่อย่างรวดเร็ว


ถึงเวลานั้น ไม่ว่าคนที่มาเพื่อชื่นชมชื่อเสียง หรือว่าคนที่อยากมาตรวจสอบให้รู้แจ้ง ล้วนเป็นลูกค้าในอนาคตของนางทั้งนั้น นางต้องถือโอกาสนี้หาเงินก้อนใหญ่


วันรุ่งขึ้น


ฟ้ายังไม่ทันสว่าง จู้เจียงเจียงก็ขี่ม้าออกจากบ้านรีบไปในเมืองแล้ว


วันนี้เป็นการเปิดกิจการครั้งที่สองของหอจ้าวเซิง และก็เป็นวันแรกที่จะเปิดต่อเนื่องไปในอนาคต นางเลยตั้งใจจะไปดูด้วยตัวเองแต่เช้า


ไม่ได้มีแค่นางคนเดียวที่เป็นห่วงหอจ้าวเซิง โจวเหลียงและหมิงจี่ที่อยู่ในเมืองก็เลื่อนงานที่มีวันนี้ทั้งหมดออกไปเพื่อมาที่หอจ้าวเซิง ช่วยควบคุมสถานการณ์ด้วยเช่นกัน


ก็ไม่รู้ว่าโจวเหลียงนับว่าเอาหน้าที่มาทำเรื่องส่วนตัวหรือไม่ เขาถึงกลับแจ้งการเปิดการแสดงวันนี้ของหอจ้าวเซิง ติดเอาไว้บนกระดานประกาศของหน้าประตูที่ว่าการ


นี่นับวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


จู้เจียงเจียงถึงในเมืองตอนดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้น ก่อนจะวิ่งตรงไปที่หอจ้าวเซิงทันที


ถึงแม้จะเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนที่การแสดงชุดใหม่จะเริ่มขึ้น แต่หน้าประตูหอจ้าวเซิงกลับมีคนเบียดเสียดเต็มไปหมดนานแล้ว


ในนั้นมีทั้งคนที่ถือตั๋วอยู่และคนที่อยากจะมาฟังอยู่ข้าง ๆ คึกคักเหมือนแฟนคลับมารวมตัวกันรออยู่หน้าประตูคอนเสิร์ตเลยทีเดียว


จู้เจียงเจียงเบียดผ่านฝูงชนเข้าไปไม่ได้ ทำได้แค่ไปเข้าทางหลังประตู


ในหอจ้าวเซิง


พวกน้องห้าที่จะขึ้นเวทีวันนี้กำลังแต่งหน้าอยู่หลังเวที มีแค่น้องรองที่ยุ่งอยู่ด้านหน้า


พวกน้องเก้าไปสถานศึกษาแล้ว คนทำงานไม่พอ แต่โชคดีมีโจวเหลียงอยู่ เขาจะไม่ยอมให้หอจ้าวเซิงขาดแคลนคนงานแน่นอน ดังนั้นเขาจึงนำคนมาช่วยเหลือตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว


เรื่องโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของอื่นๆ น้องรองเพียงแต่อ้าปากชี้นิ้วสั่งก็พอ มีคนมากมายพร้อมจะช่วยทำ


“แม่นางมาแล้วหรือ?” หางตาของโจวเหลียงเห็นจู้เจียงเจียงที่เข้ามาจากด้านหลัง เขาไปต้อนรับอย่างดีใจ


“เป็นอย่างไรบ้าง เตรียมพร้อมกันหมดแล้วหรือยัง?”


จู้เจียงเจียงสนใจแต่เรื่องความพร้อม เพราะวันนี้นอกจากละครเวทีและร้องเพลงแล้ว จานผลไม้ที่จะให้แขกที่ซื้อตั๋ววันนี้ก็คือเฉ่าเหมยและสับปะรดที่จะเข้าตลาดพร้อมกัน


นางอยากใช้ความนิยมของหอจ้าวเซิง ประชาสัมพันธ์เฉ่าเหมยและสับปะรดของนางให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น


“ท่านวางใจเถิด ข้าไปดูด้านหลังได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว พาแขกเข้ามาก็ขึ้นแสดงได้” เรื่องของนาง โจวเหลียงใส่ใจมากกว่าเรื่องในที่ว่าการเสียอีก


แต่พูดตามความจริง เมื่อวานที่นางให้คนส่งผลไม้ไปให้เขาถึงที่ว่าการ มันอร่อยมากจริง ๆ!


“ดี งั้นข้าไปดูหลังเวทีอีกครั้ง ด้านหน้าก็ยกให้เจ้า”


จู้เจียงเจียงพูดพลางหันตัวจะเดินไป “จริงด้วย อีกเดี๋ยวพวกผู้อาวุโสอู่ก็จะมาด้วย ดีที่สุดเจ้าไปรอต้อนรับที่หน้าประตูจะดีกว่า”


ตั้งแต่อู่จิ้นมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และเรียกแทนตัวเองว่าเจิ้นอยู่ตลอดเวลา สถานะของอู่จิ้นผิงก็ปิดบังไม่มิดแล้ว


ในเมื่อสถานะสูงศักดิ์ระดับพวกเขา โจวเหลียงในฐานะขุนนางท้องถิ่น เป็นธรรมดาที่ต้องใส่ใจหน่อย


จู้เจียงเจียงเดินวนในหอจ้าวเซิงรอบหนึ่ง นางก็ได้เห็นความสามารถใหม่ของพวกน้องห้า


หลังไปเมืองเจียงเป่ย ตระเวนแสดงงิ้วครั้งก่อน ไม่มีนางพวกเขาก็จัดการเรื่องทั้งหมดเองได้ดี รับมือได้เป็นอย่างดี


ดูแล้วประสบการณ์สำคัญมากจริงๆ ไม่เพียงประสบการณ์ที่พวกเขาถูกขายมาในหอ ยังมีประสบการณ์ที่ได้ตระเวนไปแสดงยังที่ต่างๆ ล้วนสร้างให้พวกเขาเติบโตอย่างรวดเร็ว


จู้เจียงเจียงรู้สึกเหมือนเลี้ยงดูลูกชายลูกสาวจนเติบโตแปลกๆ


“ก็ดี งั้นวันนี้ข้าก็นั่งดูเป็นผู้ชมได้อย่างสบายใจแล้ว”


จู้เจียงเจียงเพิ่งพูดเองเออเองจบ เผยจี้ก็ปรากฏตัวขึ้น นางมองเขาเดินมาก็เสริมไปหนึ่งประโยค “พร้อมกับสามีของข้า”


“เร่งเดินทางมาอีกแล้วหรือ?” เผยจี้เดินมาถึงตรงหน้า จู้เจียงเจียงก็อ้าปากถามก่อนหนึ่งประโยค


เมื่อสองวันก่อน นางไปหมู่บ้านดูผลไม้กลับมา ก็เอาเนื้อสับปะรดเปรี้ยวหวานไปทำเงื่อนไขแลกเปลี่ยนกับอู่จิ้นผิง ยืมคนหนึ่งกับเขา ส่งจดหมายและผลไม้ไปให้เผยจี้ บอกเขาว่าวันนี้มีการแสดง ดังนั้นเขาจึงกลับมา


เผยจี้ไม่สนใจว่าตรงนี้คือห้องโถงใหญ่ จูงมือนางพลางจงใจทำตัวน่าสงสาร “อืม ฮูหยิน ข้าง่วงจังเลย”


เขาต้องเร่งเดินทางมาแน่นอน ไม่อย่างนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะมาถึงเวลานี้


“ข้าเก็บที่นั่งชั้นบนไว้ให้ท่านแล้ว ท่านขึ้นไปนอนหลับสักพักก่อนเถิด เริ่มแล้วข้าค่อยปลุกท่าน”


ความตั้งใจเดิมของจู้เจียงเจียงคือให้เผยจี้ขึ้นไปพักผ่อนคนเดียว ใครจะรู้เขาเข้าใจผิด จูงมือนางไปด้วย จะให้นางขึ้นชั้นบนไปพร้อมกันให้ได้


เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน มือของเขาจากที่จับจูงนางอยู่ก็เปลี่ยนมาเป็นโอบเอว จากนั้นก็หยุดลง แล้วใช้แรงดึงนางเข้ามากอดไว้แน่น


“ฮูหยิน ข้าคิดถึงเจ้ามาก” เผยจี้ซบหน้าลงบนไหล่ของนางพูดเสียงอู้อี้


ฤดูฝนใกล้จะมาถึงแล้ว งานก่อสร้างที่เมืองเจียงเป่ยเร่งงานสุดๆ เขาไปไหนไม่ได้ หนึ่งเดือนกลับมาหนึ่งครั้งยังทำไม่ได้


ดังนั้นเมื่อเจอนาง เขาอดไม่ได้จะอยากกอด อยากชดเชยความคิดถึงนางนับไม่ถ้วนตลอดหลายวันที่ผ่านมา


“ที่นี่คือทางเดินนะ” จู้เจียงเจียงขัดขืนเล็กน้อย มองรอบๆอย่างระวัง ยังดีที่ทุกคนอยู่ชั้นล่างไม่มีใครเห็นพวกเขา


“ข้าไม่สน!” เผยจี้ทุ่มสุดตัว ใครก็ไม่สามารถห้ามเขากอดภรรยาของเขาได้!


ตอนที่ 144: หอจ้าวเซิงไม่รับคำสั่งจากใคร


“มาแล้ว มาแล้ว ใกล้เริ่มแล้ว!”


“อย่าเสียงดังโวยวาย ตั้งใจดูละครเงียบๆ!”


ชายร่างท้วมบนใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราคนหนึ่ง สวมเสื้อกั๊กไร้แขนที่เผยแขนอันแข็งแกร่งออกมา ตบโต๊ะดังสนั่น ทำให้ทุกคนเงียบลง


เมื่อเขาตะโกนออกมา คนทั้งหมดในโถงหอจ้าวเซิงก็เงียบลงทันที


แท่นชมละครชั้นบน ห้องส่วนตัวเล็กทุกห้องก็มีคนนั่งเต็มหมดแล้ว


ไม่สิ ควรบอกว่าทุกห้องมีคนยืนกันเต็มหมดแล้ว


ดูละครของหอจ้าวเซิง ใครจะไปทนนั่งนิ่งๆอยู่ได้?


“ท่านพี่ ตั้งใจดูให้ดีๆ งิ้วนี้มีความเกี่ยวข้องกับท่าน” จู้เจียงเจียงตบหน้าเผยจี้เบาๆเตือนเขา


หลังจากพวกเขามาถึงห้องส่วนตัว เผยจี้ก็บอกว่าง่วง เขากอดแขนของนาง พิงศีรษะบนไหล่นางไม่ยอมลุก


เขาตัวสูงใหญ่ หากไม่ใช่นั่งอยู่ทั้งสองคน จู้เจียงเจียงคงแบกรับไม่ไหว


“หืม?” เผยจี้ได้ยินว่าการแสดงงิ้ววันนี้เกี่ยวข้องกับเขา ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาทันที “เป็นละครที่พูดถึงการมีลูกใช่หรือไม่?”


“…” จู้เจียงเจียงกระตุกมุมปาก อดไม่ได้ที่จะมองบนใส่เขา


“ท่านที่เป็นชายชาตรีคนหนึ่ง กลับชอบดูละครครอบครัว ทำไม อยากรู้ว่าลูกเป็นลูกของท่านใช่รึเปล่าหรืออย่างไร?” นางจงใจยั่วยุเขา


เผยจี้เห็นแบบนั้น ก็นั่งไม่ติดแล้วจริงๆ เขาหรี่ตาข่มขู่ว่า “ฮูหยิน! หากเจ้าคลอดลูกที่ไม่ใช่ของข้า ข้าจะฆ่าผู้ชายทั้งเมืองเจียงหนานทิ้งให้หมด!”


“ไม่ถึงกับต้องโหดขนาดนั้นกระมัง?” จู้เจียงเจียงค่อยๆเอนไปข้างหลังเพื่อหลบแรงกดดันจากเขาที่โน้มเข้ามาอย่างช้าๆ


“เจ้าไม่เชื่อหรือ?”


“ข้าเชื่อ!” จู้เจียงเจียงรีบขอยอมแพ้ รักษาชีวิตน้อยๆเอาไว้


ยิ่งไปกว่านั้น เผยจี้มีความสามารถที่จะทำเช่นนี้ได้ ในมือเขาถืออำนาจสามกองทัพ การจะถล่มเมืองเจียงหนานให้ราบก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ


“ท่านพี่โปรดระงับโทสะ ข้ารับประกัน ลูกของท่านก็คือของท่านแน่นอน!” จู้เจียงเจียงชูสามนิ้วให้เขา ท่าทางจริงใจเป็นอย่างยิ่ง


แต่ว่าจะใช่ลูกของนางไหมก็ไม่แน่เหมือนกัน


“ต้องแบบนี้สิ” ได้รับการยืนยันจากนาง เผยจี้ถึงเก็บรัศมีน่ากลัวนั้นกลับไป หนุนไหล่นางเหมือนแมวอีกครั้ง “งั้นคืนนี้พวกเรากลับไปผลิตลูกกัน”


“แค่กๆ...” จู้เจียงเจียงกำลังดื่มน้ำ ถูกเขาทำเกือบสำลัก “อะไรนะ?”


“ละครเริ่มแล้ว”


เผยจี้เบี่ยงประเด็น เขายิ้มให้นาง แล้วชี้ไปที่เวทีด้านล่างที่เริ่มขึ้นแสดงแล้ว


ละครงิ้ววันนี้ พูดถึงเรื่องราวของขุนพลเยว่เฟย 


หลังจากการแสดงครั้งก่อนของหอจ้าวเซิงจบลง จู้เจียงเจียงพบว่าคนที่ดูละครงิ้วส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ถึงแม้ครั้งก่อนจะเป็นละครความรัก ผู้ชมส่วนใหญ่กลับเป็นผู้ชาย


อาจเป็นเพราะภาพจำของหอจ้าวเซิงต่อคนส่วนใหญ่ยังหยุดอยู่ที่หอนางโลม หรือบางทีเพราะผู้หญิงสมัยโบราณไม่ค่อยออกนอกบ้านกระมัง


สรุปก็คือ คนที่มาดูการแสดงงิ้ว มีผู้หญิงไม่ถึงสามส่วน ที่เหลือคือเด็กและผู้ชาย


ในเมื่อผู้ชมส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ดังนั้นการแสดงเรื่องราวของวีรบุรุษ จะต้องดึงดูดความสนใจได้มากกว่า


ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซานคือตัวแทนเรื่องราวของวีรบุรุษ แต่ดูเหมือนว่านักแสดงจะยังมีไม่พอ หอจ้าวเซิงตอนนี้ยังทำไม่ได้ จู้เจียงเจียงจึงทำได้แค่จัดเรื่องราวนี้ไปก่อน


เรื่องอื่นวันหลังมีโอกาสค่อยว่ากัน


ละครเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยมุมมองของภรรยาชาวนาที่รับบทโดยน้องห้า เล่าเรื่องราวเบื้องหลังที่บ้านเมืองถูกข้าศึกโจมตี


เพื่อต่อต้านข้าศึกต่างแดน พวกเด็กหนุ่มต่างทยอยเข้าร่วมทหารอย่างกล้าหาญ หนึ่งในนั้นก็คือเด็กหนุ่มนามว่าเยว่เฟย


เมื่อเด็กหนุ่มเยว่เฟยองอาจกล้าหาญกล้าขึ้นเวที ยังไม่ทันอ้าปากก็ได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องโถง เพราะการแต่งกายของเขานั้นหล่อมากจริงๆ!


การขึ้นแสดงของเขา ทำให้พวกผู้ชมด้านล่างเวทีทยอยนำตัวเองเข้าไปในเหตุการณ์


เมื่อมองผ่านมุมมองของเด็กหนุ่มเยว่เฟย พวกผู้ชมราวกับได้ฝึกฝนอยู่ในค่ายทหารไปกับเขาด้วยอย่างไรอย่างนั้น เลือดเดือดพล่านไปพร้อมกับเขาอย่างช่วยไม่ได้ 


“นั่นคือน้องสามหรือ? พละกำลังไม่เลว เป็นต้นกล้าดีที่จะเข้าค่ายเป็นทหารคนหนึ่ง”


เผยจี้ก็ถูกละครชั้นล่างดึงดูดเช่นกัน และอดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ออกมา


“อย่าเลย เขาเป็นคนดังของพวกเราหอจ้าวเซิง ข้าจะไม่ให้เขาไปค่ายทหารเหมือนท่าน” จู้เจียงเจียงไม่สนว่าเขาจะพูดจริงหรือพูดเล่น ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมปล่อยคนไป


“ไปกับข้า?” เผยจี้หันกลับมามองจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง หัวเราะแล้วพูดว่า “ฮูหยิน ถึงแม้จะเพื่อเจ้า แต่ข้าก็จะไม่ไปชายแดนอีกแล้ว”


เขาลาออกจากขุนนางไม่ได้ แม้ฮ่องเต้จะไม่เอาเรื่องที่เขาสวมรอยปลอมแปลง แต่เขาอยากกลับบ้านไปเป็นหนุ่มชาวนาธรรมดา ธรรมดา ก็ยังไม่ได้เลย


แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น เขาก็ยังจะพยายามที่จะอยู่เคียงข้างจู้เจียงเจียงต่อไป


“พูดเหลวไหลอะไร ผู้ชายล้วนมีความทะเยอทะยานอยู่ทั่วไป ข้าไม่ได้พูดให้เจ้าอยู่ต่อเพื่อข้า” จู้เจียงเจียงปากแข็ง ที่จริงในใจไม่รู้ว่าดีใจมากแค่ไหน


“แต่ว่า...” เผยจี้ยังอยากพูดบางอย่าง ทว่าเสียงดนตรีชั้นล่างจู่ๆก็เปลี่ยนไป


เสียงดนตรีของฉากเศร้าผสมปนความกล้าหาญ ราวกับจะเข้าสนามรบแล้ว


ถึงแม้เสียงดนตรีเคาะจะดูรุนแรงมากๆ แต่การแสดงกลับจบลงในเวลานี้


พวกผู้ชมด้านล่างเวทียังไม่ทันได้สติ ยื่นหน้าไปมองสถานที่ที่เด็กหนุ่มเยว่เฟยหายไป แต่เนิ่นนานกลับไม่เห็นมีใครออกมา


เสียงดนตรีในตอนที่ทุกคนยื่นหน้ามามองก็ค่อยๆจบลง


“นะ…นี่ก็จบแล้วหรือ?”


“ทำไมจบเร็วแบบนี้ รีบแสดงต่อเร็ว พวกเราอยากดู!”


“ใช่! พวกเรายังอยากดูอีก!”


พวกผู้ชมด้านล่างเวทีทยอยโห่ร้อง ไม่พอใจที่การแสดงหยุดลงกะทันหัน บางคนถึงกับขึ้นไปยืนบนโต๊ะแล้วยกมือต่อต้าน


จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น นางตกใจเล็กน้อย


“ฮูหยิน ละครนี้จบแล้วหรือ?” เผยจี้ถามนาง


“ละครนี้แสดงจบแล้ว...”


ในแผนการของนาง ละครงิ้วรอบแรกแสดงถึงตรงนี้จริงๆ หยุดไว้ตรงนี้เพื่อกระตุ้นความอยากรู้ของทุกคน ให้การแสดงรอบถัดไปดึงดูดแขกเพิ่มมากขึ้น


แต่นางยังพูดไม่ทันจบ เด็กหนุ่มเยว่เฟยที่ลงเวทีไปแล้วก็กลับขึ้นมาใหม่ อีกทั้งบนตัวยังเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่จะแสดงรอบถัดไป


นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?!


พวกเขาเปลี่ยนแปลงตารางการแสดงโดยพลการหรือ? ต่อไปควรจะเป็นการเผยแพร่ผลไม้ กุ้งและปลาของนางไม่ใช่หรือ?


ละครชั้นล่างเริ่มแสดงแล้ว ถึงจู้เจียงเจียงอยากจะห้ามก็ห้ามไม่ทันแล้ว แต่นางยังต้องไปถามให้ชัดเจน


นางรีบวิ่งลงไปชั้นล่าง เจอน้องรองจึงถามเขา “เกิดอะไรขึ้น การแสดงรอบสองทำไมขึ้นแสดงตอนนี้?”


น้องรองก็ไม่อยากจะทำแบบนี้เหมือนกัน เขากำลังจะขึ้นชั้นบนไปหาจู้เจียงเจียง นางก็ลงมาพอดี


“พี่หญิงจู้ ข้าก็ทำอะไรไม่ถูก นี่คือคำสั่งของฮ่องเต้ชั้นบน ข้าไม่กล้าไม่แสดง!”


“ฮ่องเต้?”


จู้เจียงเจียงนิ่งไปทันที ที่แท้คือเขานั่นเอง!


“ช่างเถอะ วันนี้ก็ช่างมัน หลังจากจบฉากนี้ก็ทำตามแผนเดิมที่วางแผนไว้ ใครมาหาเจ้าก็ไม่ได้ รวมถึงฮ่องเต้ด้วย!” นางรีบกำชับหนึ่งประโยค แล้วพูดว่า “ข้าจะขึ้นชั้นบนไปหาฮ่องเต้เดี๋ยวนี้!”


จู้เจียงเจียงพูดจบก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนไปคิดบัญชีในห้องส่วนตัวของพวกเขาพ่อลูกตระกูลอู่ 


แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น อู่จิ้นถึงกลับทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้?


“แม่นางจู้ ที่แท้หอจ้าวเซิงออกคำสั่งไม่ได้หรือ?”


“…” คำพูดของเขา ทำให้จู้เจียงเจียงโกรธจนพูดไม่ออก เขากำลังแสร้งโง่กับนางอยู่หรืออย่างไร? อู่จิ้นผิงก็อยู่ข้างกายเขา หรือว่าพวกเขาพ่อลูกไม่เคยพูดคุยกัน?


ช่างเถอะ ช่างเถอะ เขาเป็นฮ่องเต้ เขาเป็นฮ่องเต้!


จู้เจียงเจียงใช้มือลูบหน้าอก หายใจเข้าลึกๆหลายครั้ง แล้วกัดฟันมองอู่จิ้นด้วยสายตาอาฆาตแค้น “ฝ่าบาท หอจ้าวเซิงห้ามออกคำสั่ง!”


ตอนที่ 145: 《เจียงหนานแสนงาม》ก่อให้เกิดความฮือฮา


ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ดูเหมือนอู่จิ้นจะทำให้การแสดงงิ้วต่อไปของนางประสบความสำเร็จอย่างไม่คาดคิด


การแสดงงิ้วบทที่สองมาถึงตอนที่แม่เยว่สักตัวอักษรแล้วก็จบลง ดังนั้นแขกผู้ชมตอนนี้จึงรู้สึกหดหู่ใจเพราะฉากนี้ ผู้ชมหญิงล่างเวทีถึงกับร้องไห้โฮออกมา


ถ้าให้พวกเขาฟังบทเพลงต่อไปด้วยอารมณ์แบบนี้ คงจะดีกว่าการแสดงงิ้วฉากก่อนหน้านี้ที่ค่อนข้างจะวุ่นวาย


“โธ่! ทำไมถึงเป็นแบบนี้? ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ!”


“ขุนพลเยว่น่าสงสารมาก!”


เมื่อพวกผู้ชมรู้สึกขุ่นเคืองและรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขาก็จะหยิบของที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมากิน


เมื่อครู่ดูละครงิ้วเพลินไปหน่อย จนไม่ทันได้สังเกตว่าจานผลไม้บนโต๊ะคืออะไร


ตอนนี้พอได้ชิมผลไม้ที่รสชาติหวานฉ่ำเข้าไป ความหวานก็ทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาทันที ทำให้อารมณ์ของทุกคนสงบลงและเกิดความรู้สึกอยากรู้มากขึ้น


“นี่มันผลไม้อะไร? อร่อยจริงๆ!”


“จานนี้ก็ค่อนข้างพิเศษเหมือนกัน มันคืออะไรกัน...”


สิ่งที่ใช้ใส่เนื้อสับปะรดก็คือเปลือกนอกของสับปะรด มีทั้งหน่อและใบ พืชที่มีลักษณะแบบนี้ คนในเมืองเจียงหนานดูเหมือนจะไม่เคยเห็นมาก่อน


พวกเขาไม่เคยเห็นก็ถูกแล้ว!


ในตอนที่ทุกคนกำลังอยากรู้ไปพลางกินผลไม้ไปพลาง เสียงดนตรีบนเวทีก็ดังขึ้นอีกครั้ง


สายตาของทุกคนทยอยมองไปบนเวที พบว่าฉากหลังบนเวทีไม่รู้เปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไร กลายเป็นภาพของสะพานเล็กๆมีน้ำไหล สีเขียวสดของต้นไม้ และสีแดงของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ


ต่อมาก็เห็นทั้งสองข้างสะพาน มีหญิงสาวอ่อนโยนสองคนชมพูหนึ่งฟ้าหนึ่ง ลักษณะเหมือนกำลังท่องเที่ยวชื่นชมทิวทัศน์ ในมือถือผ้าเช็ดหน้า ค่อยๆเดินขึ้นมาบนสะพาน


ทั้งสองคนเดินไปพลาง ร้องเพลงไปพลาง


“♪ น้ำและภูเขาอบอุ่น สีแดงของดอกท้อ สีเขียวของต้นหลิว เมามายไปกับสายลมวสันต์ มีใครไม่พูดเจียงหนานแสนงาม ทิวทัศน์เจียงหนานชวนหลงใหลที่สุด ชวนหลงใหลที่สุด อา~ ♪”


ชาวบ้านที่อยู่ในเมืองเจียงหนาน เมื่อได้ยินเนื้อเพลงที่ร้อง ‘เจียงหนาน’ สองตัวอักษรนี้ ทุกคนก็ถูกดึงดูดทันที


พวกเขาฟังบทเพลงจากปากของหญิงสาวสองคน เหมือนเห็นทิวทัศน์เจียงหนานแสนงามเหมือนในบทเพลง


“♪ ปลากุ้งเนื้อเด้ง ผลไม้หอมหวาน ผักสดอร่อยยิ่งกว่าเนื้อวัวเนื้อแกะ มีใครไม่พูดเจียงหนานแสนงาม รสชาติอร่อยของเจียงหนานยากจะลืม ยากจะลืม… ♪”


ปลากุ้ง?


ผลไม้?


เมืองเจียงหนานของพวกเขามีรสชาติอร่อยแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร?


บทเพลงไพเราะมาก เพียงแต่เจียงหนานสวยงามในเนื้อเพลงที่ร้อง แตกต่างกับเมืองเจียงหนานของพวกเขาเหลือเกิน สิ่งนี้ทำให้ทุกคนรู้สึกเสียดายและเสียใจอย่างช่วยไม่ได้


ถึงขนาดทอดถอนใจ


ทอดถอนใจที่เมืองเจียงหนานของพวกเขาไม่ได้สวยงามเหมือนในบทเพลง


“เพลงไม่หยุด ยากจะหยุดเต้นหรือ?”


ตอนที่ร้องถึงเมืองเจียงหนานทั้งหมดก่อนหน้านี้ อู่จิ้นหยุดและแสดงออกว่าเห็นด้วย แต่พอถึงประโยคนี้ เขาไม่เห็นด้วย


“แม่นางจู้ เมืองเจียงหนานสามารถร้องเพลงไม่หยุด และยากจะหยุดเต้นจริงหรือ? เมื่อครู่ข้าสั่งให้แสดงงิ้วต่อ เจ้ายังเกือบจะกินข้าเข้าไปแล้ว”


หลังจากจู้เจียงเจียงมาคิดบัญชีกับพ่อลูกตระกูลอู่ก็อยู่ด้วยตลอดไม่ได้ไปไหน เป็นเพราะกลัวว่าพวกเขาจะใช้ฐานะไปสั่งให้แสดงงิ้วอีก


ใครจะรู้นางไม่ได้กลับไป ตอนนี้กลับทำให้อู่จิ้นมีโอกาสล้อเลียนนาง


“มันจะยากอะไร หอจ้าวเซิงหนึ่งสัปดาห์เปิดทำการสามวัน สองวันร้องงิ้วอีกวันร้องเพลงนี่ก็เพลงไม่หยุด ยากจะหยุดเต้นแล้วไม่ใช่หรือ?!”


จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสเขาล้อเลียนนาง ถึงอย่างไรนางก็ตัดสินใจจะเปิดหอจ้าวเซิงต่อไปอย่างมั่นคง จะกลัวอะไรเล่า!


“โอ้? จริงหรือ!”


อู่จิ้นที่ชวนคุยได้ยินข่าวนี้โดยบังเอิญ เขาดีใจสุดๆ “เช่นนั้นการแสดงงิ้วครั้งต่อไปเริ่มวันไหน? เดี๋ยวก่อน แม่นาง เจ้าพูดว่าหนึ่งสัปดาห์คืออะไรกัน?”


ระบบสัปดาห์ตอนนี้ยังใช้แค่ในสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงและโรงงานยาง ที่อื่นยังไม่มีการนำไปใช้


ดังนั้นนอกจากนักเรียนและอาจารย์ในสถานศึกษา รวมถึงคนงานของโรงงานยางแล้ว ก็มีแค่จู้เจียงเจียงและคนในหอจ้าวเซิงที่รู้ว่ามันคืออะไร


อู่จิ้นก็ขี้เกียจ หรือไม่ความแปลกใหม่ของเขาก็หยุดอยู่ที่ทุ่งนาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขาไม่ค่อยได้ไปสถานศึกษาสักเท่าไร จะไม่รู้ระบบสัปดาห์ก็ไม่แปลก


“นี่นับว่าเป็นการวนเวียนเวลาอย่างหนึ่ง เจ็ดวันคือหนึ่งสัปดาห์ วันที่หนึ่งถึงวันที่ห้าในนั้นคือวันทำงาน วันที่หกและเจ็ดคือวันหยุด”


ดวงตาจู้เจียงเจียงหมุนไปรอบๆ ลองพยายามอธิบายให้เขาอย่างชัดเจน


“เอาเสี่ยวอวี๋เป็นตัวอย่างแล้วกัน พระองค์ไม่สังเกตหรือ นางอยู่สถานศึกษาแค่ห้าวัน อีกสองวันก็จะกลับมาบ้าน? เนื่องจากสถานศึกษาของพวกเราใช้ระบบสัปดาห์”


มีเผยเสี่ยวอวี๋เป็นตัวอย่าง อู่จิ้นก็เข้าใจทันที


เพียงแต่เขาไม่ค่อยเข้าใจ “ทำไมต้องเจ็ดวันไม่ใช่แปดเก้าวัน หรือสิบวัน แบบนี้หนึ่งเดือนก็จำแค่สามรอบก็พอแล้ว”


“เพราะงานวิจัยบ่งชี้ว่า คนหนึ่งทำงานต่อเนื่องห้าวัน ร่างกายก็จะเหนื่อยล้าสุดๆ ต้องการพักสองวันถึงจะทำงานต่อได้” จู้เจียงเจียงพูดเหลวไหลด้วยท่าทีจริงจัง


หากเดาไม่ผิดละก็ นางถูกอู่จิ้นจับผิดอีกแล้ว


“งานวิจัยคืออะไร? งานวิจัยนี่อยู่ที่ไหน ใครเป็นคนทำ?”


“…” อยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด!


จู้เจียงเจียงอยากจะตอกหน้าเขากลับจริงๆ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่มากกว่านี้ นางจึงต้องอดทน


นางทำหน้าแสร้งยิ้มอย่างฝืนๆ แล้วดึงกลับมาในหัวข้อหอจ้าวเซิง “ฝ่าบาท การขึ้นแสดงงิ้วรอบถัดไปคืออีกสองวันให้หลัง ถึงตอนนั้นพระองค์โปรดใช้เงินของพระองค์เองมาซื้อตั๋วเข้าชมด้วยนะเพคะ”


“ยังต้องซื้อตั๋ว?”


ตั๋วของวันนี้จู้เจียงเจียงให้อู่จิ้นผิงไป ดังนั้นอู่จิ้นจึงไม่รู้เลยว่ายังมีเรื่องแบบนี้


“ฝ่าบาท พระองค์ไปดูงิ้วที่ไหนก็ต้องเสียเงินซื้อตั๋วเพคะ ที่นี่ก็เหมือนกัน” จู้เจียงเจียงทำหน้าว่านี่เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ถึงขนาดยังสบประมาทนิดๆ ว่าเขาไม่รู้จักโลกกว้าง


แต่คำพูดต่อไปของอู่จิ้น จู้เจียงเจียงได้ยินก็เกือบกระอักเลือดออกมา เป็นนางที่โลกแคบเอง


“ตลอดมาข้าดูงิ้วก็ซื้อคณะงิ้ว จะต้องเสียเงินเพื่อดูงิ้วทุกครั้งไปทำไมกัน?”


จู้เจียงเจียงอยู่ในห้องส่วนตัวนี่ไม่ได้อีกแล้ว อยู่ต่อไม่ได้ ความดันเลือดนางจะขึ้น


เห็นจู้เจียงเจียงพุ่งออกประตูไปไม่พูดไม่จา อู่จิ้นยังคงทำหน้าไร้เดียงสาถามอู่จิ้นผิงที่อยู่ข้างๆ “เสด็จพ่อ ลูกพูดอะไรผิดไปหรือ?”


อู่จิ้นผิงกำลังจมอยู่ในบทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》ไม่ได้สนใจเลยว่าทั้งสองคนพูดอะไรกันเมื่อครู่นี้


ดังนั้เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของอู่จิ้น เขาก็แค่หัวเราะเบาๆ หลังจากนั้นก็ตอบไปส่งๆสองประโยค ก่อนจะหันกลับไปมองเวทีอีกครั้ง


บทเพลงนี้ร้องทั้งหมดสามรอบ เพียงแค่สามรอบ ผู้ที่ได้ฟังก็สามารถฮัมเพลงตามเบาๆได้จนจบ 


อู่จิ้นผิงที่อยู่ชั้นบนเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหวไปยืนหน้าระเบียง ก้มหน้ามองเวทีแล้วเอ่ยชื่นชมเสียงดัง “ดี! ร้องได้ดี! ทิวทัศน์เจียงหนานสวยงามแบบนี้ ข้าคาดหวังมากๆ!”


เขาพูดจบ ผู้ชมด้านล่างก็พยักหน้าเห็นด้วยเป็นเสียงเดียวกัน


“ใช่แล้ว หากเมืองเจียงหนานสามารถเหมือนในเนื้อเพลงที่ร้องได้แบบนั้นก็คงดี”


“ใครจะไม่ชอบเมืองเจียงหนานที่เป็นแบบนั้น มีพร้อมทุกอย่าง ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ผลไม้ ปลากุ้ง เสียงเพลงไม่หยุด ยากจะหยุดเต้น เหมือนเป็นสวรรค์บนดินจริงๆ”


“เพียงแต่ จากสภาพเมืองเจียงหนานของพวกเราตอนนี้ กลัวว่าจะทำไม่ได้...”


ชาวบ้านในเมืองเจียงหนานต่างรู้ตัวเองดี


ปีก่อนเพิ่งประสบภัยพิบัติใหญ่มาครั้งหนึ่ง พวกชาวบ้านกินไม่อิ่ม ไม่มีเสื้อผ้าพอสวมให้อบอุ่น ไม่หิวตายก็คือความเมตตาของพระเจ้าแล้ว จะยังวาดฝันหวังใช้ชีวิตเป็นอย่างในเพลงได้อย่างไร


ในตอนที่ทุกคนต่างส่ายหน้า รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ จู้เจียงเจียงก็เดินขึ้นไปยืนบนเวที


“อันที่จริงสวรรค์บนดินในบทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》ที่ร้อง แสดงให้เห็นที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว!”


คำพูดนี้ของนางทำให้ทุกคนตกตะลึง คนด้านล่างเวทีต่างแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา 


“เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? หมู่บ้านเสี่ยวฮวง? อย่ามาล้อเล่นเลย!”


“ข้ารู้จักนาง นางก็คือหญิงสาวขายชาในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง”


“ที่แท้เป็นนางนี่เอง ได้ยินว่านางยังสร้างสถานศึกษาชนบทแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงด้วยไม่ใช่หรือ?”


จู้เจียงเจียงคือบุคคลที่ชาวบ้านเมืองเจียงหนานมักซุบซิบถึงอยู่บ่อยๆ อันที่จริงทุกคนต่างเคยได้ยินเรื่องราวที่นางทำทั้งหมดมาบ้างแล้ว 


“สถานศึกษา? เป็นไปได้อย่างไร เมืองเจียงหนานของพวกเราไม่ใช่มีสำนักศึกษาส่วนตัวของตระกูลหมิงอยู่แล้วหรอกหรือ?”


คนที่มีเงินซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงงิ้วของหอจ้าวเซิง ล้วนเป็นคนในเมือง และคนในเมืองน้อยมากที่จะรู้เรื่องราวทั้งหมดที่จู้เจียงเจียงทำในชนบท พวกเขารู้แค่ว่านางคือคนที่ขายชาคนหนึ่ง และยังเดาหัวข้อการสอบถูกครั้งหนึ่งเท่านั้น


ดังนั้นต่อคำพูดของนาง พวกคนในเมืองแสดงออกว่าไม่เชื่อ


ตอนที่ 146: เอาพลังในการขายสินค้าไลฟ์สดออกมา


“เรียนถามทุกท่าน รสชาติผลไม้วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”


จู้เจียงเจียงเห็นทุกคนด้านล่างเวทีเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่องที่นางสร้างสถานศึกษา นางรีบดึงหัวข้อกลับมาทันที


วันนี้นางมาเพื่อขายผลไม้ ไม่ได้มาเพื่อให้พวกเขาวิจารณ์ว่าสถานศึกษาของนางหรือสำนักศึกษาส่วนตัวตระกูลหมิงดีกว่ากัน จะเปลี่ยนเรื่องไม่ได้


“ผลไม้?”


เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างทยอยหันสายตาไปที่จานผลไม้บนโต๊ะข้างตัว


เห็นเพียงจานผลไม้ที่ไว้ให้กินเล่น ไม่รู้ว่าถูกพวกเขากินจนเกือบหมดไปตอนไหน ถึงแม้จะมีเหลืออยู่ แต่ก็ถูกพวกลูกๆของตัวเองยัดเข้าปากกินจดเกลี้ยงแล้ว


“หากจะพูดถึงผลไม้ รสชาติหอมหวานถูกปากจริงๆ แต่กลับไม่รู้ว่าผลไม้นี้คืออะไร แล้วปลูกที่ไหน พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน”


“จริงด้วย ผลไม้ที่สีแดงสดแบบนี้ หากเปลี่ยนเป็นคนที่ไม่รู้จักมัน ต้องไม่กล้ากินเป็นแน่!”


จานผลไม้วันนี้หากไม่ใช่เกิดจากคนส่วนใหญ่เชื่อใจต่อหอจ้าวเซิง บวกกับทุกคนเพลิดเพลินดื่มด่ำไปกับการแสดงงิ้วจนถอนตัวไม่ได้ เกรงว่าคงไม่มีใครกล้ากินผลไม้นี้


จู้เจียงเจียงเห็นว่าสุดท้ายพวกเขาก็เปลี่ยนหัวข้อกลับมาในจานผลไม้ที่มีสับปะรดและเฉ่าเหมยของนางแล้ว นางก็ถือว่าไปต่อได้แล้ว


พวกเขาเห็นแค่หญิงสาวสองคนที่ร้อง《เจียงหนานแสนงาม》เมื่อครู่ แต่ละคนถือตะกร้าใบหนึ่งขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง


ในตะกร้าในมือพวกนาง คนหนึ่งใส่สับปะรด อีกคนใส่เฉ่าเหมย ทั้งสองคนเหมือนนางแบบช่องรายการขายของ แสดงผลไม้สองชนิดแทนจู้เจียงเจียง


“ทุกท่านเชิญชม นี่คือลักษณะเดิมของผลไม้สองชนิดในจานผลไม้ของทุกท่านเมื่อครู่นี้ ผลไม้สีแดงด้านซ้ายเรียกว่าเฉ่าเหมย ส่วนผลไม้ทางขวามือที่ผิวนอกมีหนามรอบเปลือกเรียกว่าสับปะรด”


จู้เจียงเจียงเอาพลังในการขายสินค้าไลฟ์สดออกมา รวมกับบทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》เมื่อครู่ตะโกนออกไปว่าของดี 


“เฉ่าเหมยคือผลไม้ที่บอบบาง แต่รูปร่างดูดีและสวยงาม สีแดงสดใส น่ากินสุดๆ มันกินได้โดยตรง หรือจะทำเป็นผลไม้กวนก็ได้ การดำรงอยู่ของมันคือสีสันของฤดูใบไม้ผลิหนึ่งเดียวไม่มีสอง บอกเลยว่าทั้งอร่อย ทั้งสวยงาม ซื้อมอบเป็นคนอื่นหรือซื้อกินเองก็ดีทั้งนั้น” พูดถึงเฉ่าเหมยจบ นางก็เปลี่ยนมาพูดถึงสับปะรด


“ส่วนสับปะรดนี่ อย่ามองรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่ค่อยดีของมัน รสชาติของมันบอกเลยว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สุดในบรรดาผลไม้ทั้งหลาย กลิ่นหอมของมันไม่มีอะไรแทนที่ได้ กินสดๆได้ ทำกับข้าวได้ วางหนึ่งลูกไว้ในบ้านก็จะมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งบ้าน!”


จู้เจียงเจียงยิ่งพูดยิ่งสนุก “สรุปง่ายๆเลยก็คือ ต้องลองกินดู!”


คนในเมืองเจียงหนานไม่เคยเห็นลักษณะการขายสินค้าแบบนี้มาก่อน ทั้งสินค้าและวิธีการค่อนข้างใหม่มากๆ


“งั้น…” มีคนอยากถามอะไรบางอย่าง กลับถูกจู้เจียงเจียงแย่งอำนาจการพูดไปก่อนแล้ว


“งั้นจะไปหาซื้อเฉ่าเหมยและสับปะรดได้ที่ไหนกัน?”


นางถามเองตอบเอง “ก็ในเวลานี้ ที่หอจ้าวเซิงนี่แหละ เฉ่าเหมยหนึ่งจินขายแค่สิบเหวิน สับปะรดหนึ่งจินแค่ห้าเหวิน ซื้อก่อนได้ก่อน...”


“สิบเหวิน? แพงเกินไปแล้ว!”


“จริงด้วย ก็แค่ผลไม้อย่างหนึ่งเท่านั้น ถังหูลู่หนึ่งไม้แค่หนึ่งเหวินเท่านั้น”


“ใช่แล้ว ถูกลงหน่อย!” เห็นลูกตัวเองชอบกิน จึงมีคนคิดจะต่อรองราคา


คนอื่น ๆ ก็ทยอยรู้สึกว่าเฉ่าเหมยแพงเกินไป แต่ราคานี้ผ่านการคิดคำนวณและไตร่ตรองทบทวนของจู้เจียงเจียงมาอย่างรอบคอบแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะลดราคา


เดิมการปลูกเฉ่าเหมยก็ไม่ง่าย คิดอยากกินเฉ่าเหมยในฤดูใบไม้ผลิ งั้นก็ต้องปลูกตั้งแต่ฤดูหนาว


ชาติก่อนมีโรงเรือนก็ยังดี แต่ที่นี่ไม่มี ปีนี้เป็นปีแรกที่หมู่บ้านต้าฮวงเริ่มปลูกเฉ่าเหมย ประสบการณ์ยังน้อย บวกกับอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย อัตราการเติบโตมาได้แค่ครึ่งเดียว


จู้เจียงเจียงยืนกรานราคานี้ไม่ยอมถอย!


“ท่านทั้งหลายโปรดใจเย็น ๆ ข้าบอกไปแล้วเมื่อครู่ว่า เฉ่าเหมยไม่เหมือนผลไม้ชนิดอื่น มันบอบบางมาก อีกทั้งปีนี้พวกเราได้ผลผลิตน้อย ยิ่งของหายากก็ยิ่งมีค่า ราคาจึงสูงเล็กน้อย ทุกท่านโปรดอภัย”


“นี่...”


ทุกคนเข้าใจเหตุผลดี แต่พวกเขาไม่รู้ว่าใช้เงินสิบเหวินไป มันจะคุ้มค่าหรือเปล่า


“เอาเฉ่าเหมยมาให้ข้าสิบจิน” ถูหย่าที่อยู่ชั้นบนเอ่ยปากก่อน


เกรงว่านางคงจะเป็นหญิงสาวที่มีรัศมีดีที่สุดในที่แห่งนี้แล้ว ตัวนางมาจากเมืองหลวง เมื่อนางปรากฏตัวก็ดึงดูดสายตาของผู้ชายทุกคนชั้นล่างได้ทันที


รูปลักษณ์ของนางเหมาะกับเฉ่าเหมยมาก ทำให้คนนำสองสิ่งนี้เชื่อมเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว


หากเฉ่าเหมยคือสิ่งที่บอบบางเล็กๆแบบนี้ เช่นนั้นพวกเขายอมซื้อก็ได้!


“ให้ข้าห้าจิน ข้าจะซื้อกลับไปให้ภรรยาลองชิม!” ชายผู้หนึ่งถึงแม้ปากจะพูดว่าให้ภรรยาตัวเอง แต่สายตากลับมองไปที่ถูหย่าอยู่ตลอด


เหมือนเขาซื้อเฉ่าเหมยก็จะสามารถได้รับหญิงงามกลับไปอย่างไรอย่างนั้น 


แต่การที่เขากล่าวออกมาแบบนั้น ก็ทำให้คนอื่นๆอยากซื้อเฉ่าเหมยตามไปด้วย เสียงสั่งซื้อเฉ่าเหมยดังขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งดังกว่าอีกคน


เฮ้อ!


ใจของผู้ชายนี่ยากจะเปรียบเทียบกันจริงๆ!


แต่แล้วอย่างไรล่ะ? ขอแค่นางขายเฉ่าเหมยออกไปได้ ก็ปล่อยให้พวกเขาเปรียบเทียบกันไปเถอะ


เฉ่าเหมยที่เก็บมาเมื่อวาน วันนี้ก็ขายออกหมดแล้ว สับปะรดก็เช่นกัน


จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่ที่หอจ้าวเซิงจนถึงตอนเย็นจึงปลีกตัวออกมาได้ “น้องรอง พรุ่งนี้หากยังมีคนมาซื้อผลไม้ เจ้าก็บันทึกข้อมูลของพวกเขาเอาไว้ เรียกคนส่งไปให้ข้าก็พอ ข้าค่อยให้คนส่งของไปส่งถึงบ้านพวกเขาเอง”


นางคิดหาวิธีเก็บข้อมูลของลูกค้าทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือว่าที่อยู่บ้าน


สถานการณ์ของแต่ละหมู่บ้านในเมืองเจียงหนาน จู้เจียงเจียงได้ข้อมูลพื้นฐานมาอยู่ในมือแล้ว และได้ทำการวิเคราะห์แยกแยะพร้อมทั้งให้การสนับสนุนที่เหมาะสม


ตอนนี้ขาดแค่ข้อมูลของคนในตัวเมืองเจียงหนานที่นางยังไม่มี การจองซื้อผลไม้คือโอกาสหนึ่ง นางจะปล่อยโอกาสดีๆแบบนี้ไปไม่ได้


“ข้ารู้แล้ว พี่หญิงจู้สบายใจได้เลย!”


อย่างน้อยน้องรองก็เคยเดินทางไปช่วยกู้ภัยหมู่บ้านเหล่านั้นด้วยกันมาแล้ว เขารู้ว่าจู้เจียงเจียงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มาก


ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่านางจะนำไปใช้ทำอะไร แต่ก็ยังให้ความร่วมมือเก็บรวบรวมข้อมูลให้นาง


“งั้นพวกเจ้าพักผ่อนก่อนเถิด ข้ากลับไปก่อน วันนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”


จู้เจียงเจียงเก็บของเสร็จหมุนตัวออกไป เผยจี้จูงม้ารอนางอยู่นานแล้ว


พ่อลูกตระกูลอู่ดูเหมือนจะกลับไปที่หมู่บ้านตั้งแต่การแสดงงิ้วจบแล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่เผยจี้ที่รอนางอยู่


เผยจี้อยากขี่ม้าตัวเดียวกับนาง แต่ก็ต้องจนใจที่วันนี้นางก็ขี่ม้ามาเหมือนกัน เขาทำได้แค่อยู่ข้างๆนาง ชวนคุยไปพลางเดินทางกลับบ้านไปพลาง


ต้นไม้ข้างถนนโตขึ้นไม่น้อย บนพื้นดินว่างเปล่าใต้ต้นไม้ก็ไม่รู้มีดอกไม้ไม่รู้ชื่อผุดขึ้นมามากมายตั้งแต่เมื่อไร ทำให้คนใช้ถนนเส้นนี้อารมณ์ดีไม่น้อย


“ท่านพี่ กลับมาครั้งนี้อยู่บ้านได้นานแค่ไหน?”


“สามวัน” ตอนเผยจี้ตอบคำถามนี้ น้ำเสียงฟังดูหดหู่มาก 


แค่สามวัน ไม่พอให้เขาและภรรยาเอาใจกัน!


วันนี้เป็นอีกวันที่เขาไม่อยากเป็นแม่ทัพ


“พรุ่งนี้ดูเหมือนจะเป็นวันที่ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมสถานศึกษา ท่านกลับมาพอดี ก็ไปเป็นตัวแทนเสี่ยวอวี๋เถิด” จู้เจียงเจียงพูดอย่างใช้ความคิด


สถานศึกษาเปิดได้สองเดือนแล้ว ถึงเวลาเปิดให้เยี่ยมชมแล้ว


เหตุผลที่จู้เจียงเจียงตัดสินใจเปิดให้เยี่ยมชม เป็นเพราะมีผู้ปกครองของนักเรียนมาถามเกี่ยวกับปัญหาการเรียนของลูกกับนางทุกวัน


คนหนึ่งมาวันหนึ่งนางก็ไม่ต้องทำงานพอดี ยิ่งมาหลายคนต่อวันด้วยแล้ว นางยิ่งไม่ต้องทำงานเข้าไปใหญ่


ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานศึกษาได้มากขึ้น และเพื่อให้พวกเขาวางใจ อาทิตย์ก่อนจู้เจียงเจียงจึงให้หมิงเหยาและจูชิงหรานแจ้งพวกเด็กๆ กลับไปแล้วก็นำข่าวนี้ไปแจ้งให้ผู้ปกครองตัวเองให้รู้ด้วย


ตอนที่ 147: ไท่ช่างหวงชอบให้คำแนะนำเรื่องแปลงผัก


วันเยี่ยมชมสถานศึกษา


หมิงเหยาและจูชิงหรานพาคนงานทั้งหลายเตรียมพร้อมสำหรับวันเยี่ยมชมสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นโรงอาหารหรือหอพักไว้นานแล้ว


ใบหน้าของผู้ปกครองที่นักเรียนทุกคนชวนมาทั้งคาดหวังและปลื้มปีติยินดี


จู้เจียงเจียงในฐานะอาจารย์ของสถานศึกษา เป็นธรรมดาที่ต้องมาด้วย แต่…


“ผู้อาวุโสอู่ พวกท่านมาทำไมกัน?”


พ่อลูกตระกูลอู่และฉินเฟิง สามคนนี้ตอนนี้ไม่ควรอ้อมประตูใหญ่ไปแปลงผักแล้วหรอกหรือ? ทำไมถึงตามเข้ามาด้วย?


“ข้าบังเอิญได้ยินว่าวันนี้สามารถเข้าเยี่ยมชมสถานศึกษาได้ จึงอยากมาดูสักหน่อย ดูว่าแตกต่างกับสถานศึกษาของราชวงศ์ต้าหลี่อย่างไร” อู่จิ้นหาเหตุผลได้ดีมากๆ


เขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาหลายวัน แปลงผักได้เห็นและทำความรู้จักแล้ว ทำนา ปลูกข้าวก็เคยปฏิบัติ เมื่อวานยังไปดูการแสดงละครงิ้ว ดังนั้นวันนี้ก็ควรถึงคราวของสถานศึกษาบ้าง


“…” จู้เจียงเจียงก็ไม่ถือสาที่เขามาเยี่ยมชม “งั้นพูดกันไว้ก่อน พวกท่านเข้าไปในสถานศึกษาแล้ว โปรดอย่าวางมาดใหญ่โต จะทำให้ทุกคนตกใจเอาได้”


ด้านหลังพวกเขามีข้ารับใช้ตามติดเยอะขนาดนั้นทุกวัน ไม่ว่าไปในนาหรือว่าในตัวเมือง


พาคนเยอะแบบนั้นเข้าไปพร้อมกัน ความสนใจของทุกคนได้ไปตกอยู่บนตัวของพวกเขาหมด ใครยังอยากจะเยี่ยมชมสถานศึกษา


“นี่จะยากอะไร” อู่จิ้นได้ยิน ก็ยกมือใหญ่ขึ้น คนข้างหลังก็หยุดอยู่กับที่ ไม่ได้เดินตามมาอีก “เจ้าดูสิ!” 


นางไม่ดูหรอก!


จู้เจียงเจียงมองบน ลากเผยจี้เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปก่อน


วันนี้เป็นวันเยี่ยมชมสถานศึกษาทั้งวัน เข้าเรียนวันนี้หมดก็วันหยุดแล้ว พวกเด็กๆสามารถกลับบ้านไปพร้อมกับคนในครอบครัวได้


ดังนั้นคนในแต่ละหมู่บ้าน ไม่ว่าไกลหรือใกล้ คนที่มาส่วนใหญ่จึงมารวมตัวในตอนบ่าย


เวลานี้ ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในสถานศึกษาก็มีแค่ไม่กี่คน


คนไม่เยอะ จู้เจียงเจียงเลยไม่ได้ยุ่งอะไร นางมีความสุขและผ่อนคลายจึงเดินเยี่ยมชมสถานศึกษาเป็นเพื่อนเผยจี้ พร้อมกับทำหน้าที่เป็นคนนำเที่ยวให้เขา


และเป็นคนนำเที่ยวให้กับอีกสามคนจากหอจินชิวด้วย


พวกเขามาเร็วจริงๆ!


“แม่นางจู้ พวกเราเริ่มชมตั้งแต่ตรงไหนดี?” อู่จิ้นผิงถามจู้เจียงเจียงพลางเอามือไพล่หลัง ทำตัวเหมือนคนมาสถานศึกษาครั้งแรก


“ตั้งแต่หน้าประตูใหญ่แล้วกัน” จู้เจียงเจียงยอมรับชะตากรรมชีวิต


นางเริ่มจากหน้าประตูใหญ่ ค่อยๆอธิบายให้พวกเขาฟังถึงเจตนาที่นางออกแบบ และการใช้งานแต่ละตำแหน่งทีละจุด


“ทางเดินตรงนี้คือบริเวณพักผ่อน พวกเด็กๆเรียนเหนื่อย เล่นเหนื่อย ก็สามารถมานอนพักผ่อนที่นี่ได้” ที่นี่แตกต่างจากตอนเปิดเรียนใหม่ๆเพียงอย่างเดียวคือ ตอนนี้มันมีร่มไม้เขียวขจีเต็มไปหมด


การเดินเล่นในทางเดินนี้ ทั้งน่าหลงใหลและสบาย ที่นี่น่าจะเป็นสถานที่ที่หมิงเหยาและจูชิงหรานมากันเป็นประจำในตอนกลางคืนก็ได้


เพราะที่นี่ยังมีชิงช้าและกระดานหมาก พวกเขาสองคนชอบแข่งหมากล้อมกัน อยู่ที่นี่ ดังนั้นพวกเขาก็สามารถชมจันทร์ไปพลาง เดินหมากใต้แสงไฟไปพลาง


“เหล่านี้พวกเรารู้แล้ว แม่นางจู้ ไม่สู้พาพวกเราตรงไปดูห้องเรียนเถิด?”


หลายวันนี้อู่จิ้นตามอู่จิ้นผิงไปเก็บผักที่แปลงผัก พอเหนื่อยแล้วก็จะมาพักผ่อนที่นี่ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้พวกเขาทั้งคู่จึงคุ้นเคยเป็นอย่างดี


ตอนนี้สิ่งที่เขาอยากรู้ที่สุดก็คือ สถานศึกษาแห่งนี้สอนอะไรบ้างกันแน่ ทำไมพวกเด็กๆในสถานศึกษาถึงยิ้มอย่างมีความสุขกันแบบนี้?


“พระองค์อยากดูห้องเรียนหรือ? งั้นรีบบอกสิเพคะ!”


จู้เจียงเจียงยอมแพ้ เลิกอธิบาย พาพวกเขาเดินตรงไปยังตัวสถานศึกษาทันที


ตอนนี้พวกเด็กๆกำลังเรียนอยู่ พ่อลูกตระกูลอู่เริ่มแรกไม่ใช่อยากรู้ว่าทำไมสถานศึกษาถึงรับเด็กผู้หญิงด้วยหรอกหรือ? เช่นนั้นตอนนี้นางจะพาพวกเขาไปดูพวกนักเรียนหญิงเรียนหนังสือกัน


นักเรียนหญิงมีประมาณสี่สิบคน ทั้งหมดอยู่ในชั้นเรียนของหมิงเหยา


ตอนนี้หมิงเหยากำลังสอนคาบเรียนวาดภาพให้พวกเด็กๆอยู่


ห้องเรียนวาดภาพเป็นห้องเรียนที่ใหญ่ที่สุด รองจากห้องเรียนเต้นรำ


ในห้องเรียน มีขาตั้งวาดภาพสี่สิบห้าสิบอันล้อมเป็นวงกลม ล้อมรอบหมิงเหยาเอาไว้ด้านใน พวกเด็กๆกระจายอยู่รอบๆขาตั้งวาดภาพหนึ่งอันต่อหนึ่งคน พวกเขากำลังเรียนวาดภาพกับหมิงเหยา


บนตัวพวกเขาสวมผ้ากันเปื้อน มือหนึ่งยกจานฝนหมึก มือหนึ่งถือพู่กัน นั่งตัวตรง


ก่อนเข้าประตู จู้เจียงเจียงใช้สัญญาณมือบอกพวกเขาว่าห้ามใช้เสียง ให้พวกเขาทำอะไรเบาๆหน่อย อย่ารบกวนพวกเด็กๆที่กำลังเรียนอยู่


พวกเขาเข้าจากหลังประตู หมิงเหยากำลังสาธิตการวาดภาพทิวทัศน์ให้พวกเด็กๆดู


“ทุกคนไปฝึกปฏิบัติช่วยงานในแปลงผักอยู่บ่อยๆ ตอนนี้ให้นักเรียนทุกคนลองย้อนนึกถึงแปลงผักอย่างละเอียด ในแปลงผักมีอะไรบ้าง ในสมองของพวกเจ้าเห็นอะไรก็วาดตามนั้น”


คาบเรียนวันนี้วาดภาพแปลงผักที่ล้อมรอบสถานศึกษาพอดี แต่แปลงผักมีสีสันมากมาย พวกเด็กๆมีแค่แท่นฝนหมึก จะวาดออกมาได้อย่างไร?


พวกพ่อลูกตระกูลอู่ไม่เคยเห็นพวกเด็กๆเรียนคาบวาดภาพ คิดว่าแท่นฝนหมึกที่พวกเด็กๆถืออยู่คือแท่นฝนหมึกที่ใช้ฝนน้ำหมึก แต่อันที่จริงไม่ใช่


นั่นคือจานสีที่จู้เจียงเจียงวานให้พี่น้องตระกูลโจว ใช้เศษไม้ที่เหลือจากการสร้างบ้านมาทำเป็นจานสีที่มีรูปร่างแตกต่างกัน


โดยบนกระดานไม้แผ่นหนึ่ง ทำการเว้าตื้นๆหลายจุด ก็กลายเป็นจานสีหนึ่งได้แล้ว


ส่วนสีนั้น แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงเข้าไปในเมืองไปหาร้านย้อมผ้า ซื้อผงย้อมกลับมาผสมน้ำ ทำเป็นสีข้นๆออกมา


ถึงแม้จะหยาบไปหน่อย กลิ่นแรงไปนิด สีสันก็ยังไม่มาก แต่อย่างน้อยสิ่งที่พวกเด็กๆวาดลงบนกระดาษก็มีสีสัน


“เอ๊ะ จุดดำๆนี้คืออะไร?”


อู่จิ้นผิงมองสิ่งที่สาวน้อยที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุดคนหนึ่งวาดออกมา พบว่าบนกระดาษวาดที่มีสีเขียวและสีน้ำตาล มีจุดสีดำเล็กๆอยู่หนึ่งจุด


เขาไม่รู้ว่าจุดดำนั้นเป็นเพราะสาวน้อยเผลอทำหมึกหยดอย่างไม่ทันระวังหรือว่าตั้งใจ จึงถามออกไปเบาๆ


สาวน้อยคนนั้นได้ยินก็หันหน้ามา เมื่อเห็นว่าเป็นอู่จิ้นผิงและจู้เจียงเจียงสองคนก็ไม่ได้ตื่นเต้นแต่อย่างใด เพราะทุกคนในสถานศึกษาต่างรู้จักพวกเขา


“ปู่อู่ ที่ข้าวาดตรงนี้คือตอนปู่อยู่ในแปลงผักเก็บผักให้พวกเรา ปู่หลบอยู่ในแปลงผักโผล่มาแค่ศีรษะเท่านั้น” สาวน้อยอธิบาย


ภาพที่นางประทับใจที่สุดก็คือท่าทางของอู่จิ้นผิงที่เก็บผักให้พวกเขากิน


เมื่อได้ยินนางอธิบายเช่นนั้น อู่จิ้นผิงยิ่งมองภาพวาดก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนจริงขึ้นมา


“ถึงแม้ภาพวาดจะดูจับต้องไม่ได้ แต่ผู้อาวุโสอู่ นี่เป็นท่าทางตอนที่ท่านอยู่ในแปลงผักจริงๆ ท่านเอาแต่นั่งอยู่บนพื้นพูดกับผักตรงหน้า” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากสนับสนุน


อู่จิ้นผิงชอบแปลงผักของนางมาก เขาดูแลผักเหล่านั้นเหมือนลูก ยังพูดคุยกับผักด้วย


นางเดินผ่านแปลงผักหลายครั้ง ก็จะได้ยินอู่จิ้นผิงดุผักประหนึ่งเป็นพวกขุนนางใหญ่ในราชสำนักของเขา บ่นว่ารากของสองต้นนี้เอาแต่อยู่ติดกันบ้างล่ะ เป็นแบบนี้จะไม่เป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตบ้างล่ะ


“ข้าเคยพูดคุยกับผักหรือ?” อู่จิ้นผิงกลับไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าตนเองทำแบบนั้น


“พูด!”


อู่จิ้นและฉินเฟิงสองคนอ้าปากอย่างใจตรงกัน พูดจบทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วยิ้ม


อู่จิ้นผิงถูกพวกเขาล้อเลียนจนเขินอายเล็กน้อย เขาเกาศีรษะ พูดกับสาวน้อยคนนั้นว่า “เด็กน้อย ภาพนี้หลังวาดเสร็จแล้ว มอบให้ปู่ได้ไหม?”


ถือว่าเป็นของที่ระลึกก็แล้วกัน อย่างน้อยนี่ก็คือภาพลักษณ์ของเขาในสายตาของพวกเด็กๆถึงแม้จะวาดไม่ค่อยสวยนัก แต่เขาก็จะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี


ไม่แน่ว่าวันข้างหน้า เขายังต้องใช้ภาพวาดนี้มาย้อนนึกถึงชีวิตที่อยู่ที่นี่


“ได้เจ้าค่ะ!” สาวน้อยคนนั้นพยักหน้ายิ้มตอบตกลง นางต้องวาดภาพนี้ให้สวยกว่านี้ให้ได้!


ตอนที่ 148: ต้นกล้าผลไม้มีเห็ดงอกออกมาอย่างไม่คาดฝัน


จู้เจียงเจียงพาพวกเขาเดินดูห้องเรียนทั้งหมด สุดท้ายจึงมานั่งพักที่ห้องสมุด


ห้องสมุดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เป็นทั้งห้องสมุดและห้องจัดแสดงผลงาน ที่นี่มีทั้งชั้นหนังสือและพื้นที่จัดแสดงผลงานของนักเรียนดีเด่น


ไม่ว่าเป็นตัวอักษรที่เขียนได้สวย หรือว่าวาดภาพได้ดี หรือแม้แต่ปั้นดินเหนียวเก่ง ก็เอามาจัดแสดงที่นี่ได้


“ที่นี่ถือว่าเป็นห้องกิจกรรมทางวัฒนธรรมของสถานศึกษา นอกจากตอนกลางคืน ไม่ว่าเวลาไหน ไม่ว่าใครก็เข้ามาอ่านหนังสือชมผลงานที่นี่ได้ รวมไปถึงพวกป้าๆที่ทำงานในโรงอาหารก็มาได้เช่นกัน”


จู้เจียงเจียงเหนื่อยแล้วจึงดึงเก้าอี้มานั่งพัก ให้พวกเขาดูกันเอง


“แม่นางจู้ ที่แขวนอยู่บนกำแพงเป็นปฏิทินของเจ้าใช่ไหม?”


อู่จิ้นเห็นบนผนังด้านหนึ่งหน้าประตู แขวนกระดาษภาพเหมือนกันสิบสองใบ ด้านบนวาดตารางอยู่ เขียนตัวเลขและพวกสัญลักษณ์


สัญลักษณ์พวกนั้นเขาดูเข้าใจด้วยหรือเนี่ย!


เพราะว่าใต้ภาพวาดแต่ละภาพจะมีคำอธิบายสัญลักษณ์ที่ตรงกับตัวเลขอยู่


ตารางบนกระดาษ แนวตั้งมีเจ็ดแถว แนวนอนมีสี่แถว มีบางอันห้าแถว


มองปฏิทินเหล่านี้ อู่จิ้นนึกถึงระบบสัปดาห์ที่จู้เจียงเจียงเคยพูด นำวิธีพูดของนางมาใช้บนปฏิทินเหล่านี้ ไม่นานก็ได้รู้ว่าวันนี้คือวันที่เท่าไร


แต่ว่า นี่มีประโยชน์อะไร?


อู่จิ้นดูเข้าใจแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ามันมีประโยชน์อะไร ตามวิธีการบันทึกที่มีอยู่เดิมก็สามารถจำวันเวลาได้ถูกต้องแล้วไม่ใช่หรือ?


“นิทานเหล่านี้ใครเป็นคนแต่งกัน?” อู่จิ้นผิงหมุนตัวไปยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือ


จากร่องรอยการเปิดดูหนังสือ เขาพบว่าหนังสือที่พบได้ทั่วไปของราชวงศ์ต้าหลี่อยู่ที่นี่ไม่ได้รับความนิยม กลับเป็นหนังสือนิทานข้างๆ ที่ถูกคนอ่านหลายรอบมากๆ


จู้เจียงเจียงได้ยินเขาถามถึงหนังสือเหล่านั้น นางจึงพูดออกมา “หนังสือเหล่านั้นข้าเป็นคนเขียนเอง เขียนนิทานสั้นๆง่ายๆ ให้พวกเด็กๆเข้าใจได้ง่าย”


ก่อนเปิดเรียน นางให้หมิงจี่ช่วยพิมพ์นิทานชุดหนึ่ง หนังสือนิทานพวกนั้นตอนนี้อยู่ในมือของเหล่าเด็กๆในสถานศึกษาคนละเล่ม เพื่อช่วยให้พวกเด็กๆเรียนรู้ตัวอักษรจากในนั้น 


นิทานชุดนี้เป็นเรื่องที่นางเขียนขึ้นมาทีหลัง ตอนว่างๆ เพราะว่ามีการปรับปรุงใหม่อยู่ตลอด จึงไม่ได้พิมพ์จำนวนมาก พิมพ์แค่นิดเดียว วางไว้ที่ที่เพื่อให้พวกเด็กๆมาอ่านเอง


หนังสือนิทานที่นี่ มุมมองไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องราวของสัตว์อีกแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนิทานจากหลายประเทศทั้งในและต่างประเทศด้วย


ขอแค่จู้เจียงเจียงคิดออกมาได้ เมื่อนางมีเวลาว่างก็จะรีบเขียนทันที หลังจากเขียนเสร็จแล้วก็จะให้หมิงจี่ช่วยนางพิมพ์ 


“ลูกอ๊อดน้อยหาแม่?” อู่จิ้นผิงเปิดหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ก็เห็นนิทานเรื่องนี้


เพราะสงสัยใคร่รู้ เดิมเขาคิดว่าเป็นนิทานจริยธรรม ไม่ค่อยสนใจกับนิทานสั้นนี้สักเท่าไร แค่ครู่เดียวก็อ่านหมดแล้ว


อ่านถึงคำสุดท้าย เขาถึงรู้ นิทานเล่มนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องในครอบครัวสักนิด


“ที่แท้หลายคืนนี้ กบที่ร้องอ๊บๆเสียงดังในทุ่งนา ก็คือเปลี่ยนมาจากลูกอ๊อด? เป็นไปได้ยังไง”


หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเริ่มเข้าฤดูร้อนแล้ว กบในนาก็เริ่มส่งเสียงร้องทุกคืน ร้องเสียงดัง รบกวนเขาจนแทบนอนไม่หลับ


แต่หลังจากที่ได้ฟังจู้เจียงเจียงบอกว่ากบเป็นผู้พิทักษ์ทุ่งนา และเสียงร้องของกบก็เหมือนท่วงทำนองในยามค่ำคืนของชนบท เขาจึงค่อยๆเริ่มชินขึ้นมา


เพียงแต่ตอนนั้น เขารู้แค่ในทุ่งนามีกบ กลับไม่รู้ว่ากบตอนเด็กๆ เคยเป็นลูกอ๊อดตัวเล็กๆที่ไม่มีขาตัวหนึ่ง!


“หากผู้อาวุโสอู่ไม่เชื่อ วันนี้ก็ไปในทุ่งนา จับลูกอ๊อดหลายตัวกลับมาเลี้ยงดูสักสองสามวัน ท่านก็จะรู้ลูกอ๊อดกลายเป็นกบได้อย่างไรแล้ว”


จู้เจียงเจียงไม่อยากเสียเวลาพูดอธิบายกับพวกเขา ไม่สู้ให้เขาไปเลี้ยงเองจะดีกว่า การได้เห็นกับตาจึงจะเป็นการพิสูจน์ที่ดีที่สุด


อู่จิ้นผิงได้ยินนางพูดแบบนี้ ก็ไม่ได้ถามต่อไปอีก


แต่เขาตัดสินใจแล้ว วันนี้กลับไปจะไปจับลูกอ๊อดหลายตัวกลับมาเลี้ยงดู


“โอ้...ที่แท้ผีเสื้อบินได้กลายมาจากหนอนเล็กๆนี่เอง น่าพิศวงจริงๆ!”


“มดย้ายบ้าน งูเดินผ่าน พรุ่งนี้ต้องมีฝนตกใหญ่...มีคำพูดแบบนี้จริงหรือ?”


อู่จิ้นผิงอ่านไปพลางเปล่งเสียงอุทานและสงสัยไปพลาง เสียงนั้นดึงดูดให้อู่จิ้นและฉินเฟิงเดินเข้ามา สามคนมายืนรวมกันอยู่หน้าชั้นหนังสือ แล้วอ่านนิทานสั้นเหล่านั้นจนหมด


นิทานในหนังสือถึงแม้ดูแล้วจะไม่มีประโยชน์อะไรมากเมื่อเทียบกับบทความสอบขุนนางที่ลึกซึ้งและน่าคิด  แต่กลับอธิบายสิ่งที่เห็นรอบตัวบ่อยๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน


และเป็นเพราะอ่านหนังสือเหล่านี้ พวกเขาถึงรู้ที่แท้ในป่าภูเขานี้ ยังมีสิ่งมีชีวิตมากมายอาศัยอยู่


แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างการที่ยุงกัดและดูดเลือดคน ก็มีการอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือผ่านภาพประกอบ


พวกเขาสงสัยมากมาโดยตลอด ยุงที่มองไม่เห็นปากกินเลือดคนได้อย่างไร หลังจากอ่านหนังสือเหล่านี้ถึงรู้ว่าเป็นแบบนี้เอง


“น่าอัศจรรย์จริงๆ!” อู่จิ้นอดไม่ได้จะอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “แม่นางจู้...”


ในตอนที่เขาอยากพูดคุยลงลึกกับจู้เจียงเจียงสักหน่อย หันหน้ากลับไปถึงพบว่า จู้เจียงเจียงและเผยจี้ไม่รู้ออกไปตั้งแต่เมื่อไร


เผยจี้จูงมือของจู้เจียงเจียงเดินไปบนถนนหลัก ใต้ต้นไม้สองข้างทางเริ่มมีดอกไม้ป่าบานสะพรั่งสวยงาม


เขาอยากถือโอกาสเพลิดเพลินบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิไปกับจู้เจียงเจียง แสดงความหวานสักหน่อย แต่ในสมองจู้เจียงเจียงมีแต่เรื่องทำงาน


“ท่านพี่ ท่านกลับมาพอดี คอกวัวในบ้านเหมือนไม่ค่อยแข็งแรง พวกเรากลับไปตัดไม้ไผ่มาเพิ่มความแข็งแรงให้มันหน่อยเถิด!” จู้เจียงเจียงพูดอยู่ก็ลากเผยจี้ไปทิศทางกลับหมู่บ้าน


เผยจี้หมดคำพูดจริงๆ


บรรยากาศดีๆ ทำไมดึงไปเรื่องคอกวัวได้?


แต่ว่าเป็นคำขอร้องของภรรยา เขาจะพูดอะไรได้อีก?


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่เขาไม่อยู่บ้าน นางต้องทำงานทั้งหมดในบ้านคนเดียว ยังต้องดูแลเสี่ยวอวี๋แทนเขา เดิมเขาก็ติดค้างนางจึงยิ่งไม่กล้าพูดอะไรเข้าไปอีก


ทั้งสองคนหยิบเคียวอันขวานอันไปหลังภูเขา ด้านหลังจู้เจียงเจียงยังแบกตะกร้าใบหนึ่งไปด้วย


ตอนนี้ผักป่าและหญ้ากำลังเติบโตอย่างดี นางจึงถือโอกาสตัดหญ้าอ่อนกลับไปให้วัวควายสักหน่อย


แต่ระหว่างทางที่เดินผ่านที่ว่างเปล่าที่เคยเพาะเลี้ยงต้นกล้าผลไม้ก่อนหน้านี้ของพวกเขาตระกูลเผย จู่ๆ จู้เจียงเจียงเห็นมีเห็ดสีขาวโผล่ออกมา


นางตกใจจนเคียวในมือตกพื้น รีบตะโกนเรียกเผยจี้ที่เดินนำไปข้างหน้า “ท่านพี่!”


เผยจี้ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงร้องเสียงดังกะทันหัน แต่ได้ยินเสียงของนาง เขาไม่พูดพล่ามบินตรงมาหาทันที นึกว่านางเกิดเรื่องอะไรเสียแล้ว


“ฮูหยิน เกิดอะไรขึ้น!”


“ท่านดู!”


จู้เจียงเจียงชี้ที่ดินว่างเปล่าผืนนั้น “มีเห็ดงอกออกมา!”


“เห็ด?” เผยจี้ทำหน้ามึนงง “แล้วมันยังไง?”


เขารู้จักเห็ด เพียงแต่มันไม่ใช่โตบนสิ่งเน่าเปื่อยหรอกหรือ? มีอะไรน่าแปลกใจ?


“เห็ดมันกินได้!” จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจมองเขา “ท่านคงรู้ใช่ไหม?”


เผยจี้ขมวดคิ้ว เขาไม่รู้จริงๆ


“แต่ทำไมที่นี่ถึงมีเห็ดงอกมาได้?” จู้เจียงเจียงมองภูเขาข้างๆแวบหนึ่ง แล้วมองที่พื้นดินอีกครั้ง ก่อนจะเข้าใจ


น่าจะเป็นเพราะตอนคนในหมู่บ้านช่วยนางถางที่ผืนนี้เพื่อปลูกต้นกล้า พวกเขต้องขุดดินให้ลึก แต่ดินตรงนี้ลึกไม่พอ พวกชาวบ้านเลยช่วยกันไปขุดดินในเชิงเขามาถมให้นาง


บวกกับอากาศอุณหภูมิต่ำในฤดูหนาว นางวางฟางข้าวและใบไม้แห้งชั้นหนึ่งคลุมต้นกล้าเพื่อป้องกันความหนาว


หลังจากผ่านฝนฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้ก็เริ่มเน่าเปื่อย บวกกับดินในภูเขามีสปอร์เห็ดติดอยู่ จึงเกิดเห็ดผืนใหญ่ปลายฤดูใบไม้ผลิขึ้นมา!


ตอนที่ 149: สิ่งนั้นถูกรังเกียจเพราะมีอยู่ในมูลวัว


“สิ่งนี้ เมื่อก่อนข้าเคยเห็นอยู่ในภูเขา แต่บนพื้นราบยังไม่เคยเห็นมาก่อน อีกทั้งยังผืนใหญ่ขนาดนี้ นี่เป็นไปได้อย่างไร?”


เผยจี้แสดงออกอย่างสงสัย ทำไมที่นี่ถึงมีเห็ดเติบโตเป็นผืนใหญ่?


“อันที่จริงเห็ดพวกนี้สามารถขึ้นได้ทุกพื้นที่ มุมกำแพง ท่อนไม้ ขอแค่มีเงื่อนไขเพียงพอก็ขึ้นได้หมด”


จู้เจียงเจียงนั่งยองมองเห็ดผืนใหญ่ตรงหน้า ดวงตากำลังเปล่งประกาย “ที่ดินนี้ใช้ดินในภูเขา มีใบไม้และฟางข้าวช่วยให้พวกมันผ่านพ้นฤดูหนาวมาได้ เมื่อฝนฤดูใบไม้ผลิตกลงมาก็มีโอกาสเติบโตขึ้นมา”


เมื่อมองดูคร่าวๆ เห็ดที่นี่เป็นสีขาวเกือบทั้งหมด ส่วนใหญ่มีเห็ดโคนเป็นหลัก เห็ดเผาะก็มีหลายกระจุกแต่ไม่มาก


“ฮูหยิน งั้นตอนนี้จะไปตัดไม้ไผ่หรือจะเก็บเห็ดดี?”


เผยจี้เห็นนางมองกองเห็ดด้วยแววตาเป็นประกายไม่ขยับไปไหน ก็รู้ว่านางต้องกำลังให้ความสนใจเห็ดผืนนี้อยู่อย่างแน่นอน


“เก็บเห็ดข้าคนเดียวก็พอ ไม้ไผ่ก็ลำบากท่านพี่แล้ว”


จู้เจียงเจียงทำหน้าอ้อนๆ แบ่งงานให้สองคน การเก็บเห็ดย่อมเบากว่าตัดไม้ไผ่แน่นอน “จริงด้วย หากมีหน่อไม้ท่านก็ช่วยขุดกลับมาให้ข้าสองหน่อนะ ข้าจะทำของอร่อยให้ท่านกิน ดีไหม?”


ดีไหม?


ฮูหยินพูดก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดี!


“ดี” เผยจี้พยักหน้าตอบรับ


ยังถือโอกาสแอบหอมนางทีหนึ่งตอนนางเผลอ แล้วทำหน้ายิ้มอย่างคนบ้าหมุนตัววิ่งจากไป


จู้เจียงเจียงมองท่าทางหลังเขาแอบหอมนางสำเร็จ ดีใจจนแทบจะลอยได้ ก็อดไม่ได้ที่จะด่าเขาเบาๆว่า “คนโง่”


แต่ว่า วันนี้มีเห็ดกินแล้ว!


เพราะว่าไม่ใช่เห็ดที่คนเพาะเลี้ยง ขนาดจึงมีทั้งขนาดใหญ่และเล็ก ที่ใหญ่ก็ใหญ่ประมาณครึ่งกำปั้น ที่เล็กก็เล็กเท่าเล็บมือ


จู้เจียงเจียงปลดตะกร้าสะพายหลังลง แล้วไปเก็บเห็ดที่ใหญ่ที่สุดก่อน จะได้กินให้เต็มอิ่มสักมื้อ ที่เหลือรอพรุ่งนี้พวกเผยเสี่ยวอวี๋เลิกเรียนค่อยพาพวกเขามาเก็บด้วยกัน


สถานที่เพาะเลี้ยงต้นกล้าเดิมก็ต้องใหญ่เพียงพอถึงจะได้ ดังนั้นเห็ดผืนนี้จึงค่อนข้างสวยงามกว้างใหญ่


คาดคะเนด้วยสายตามีประมาณพันจินกระมัง เอาไปขายคงจะทำเงินได้อีกก้อน


อีกทั้งตั้งแต่ย้ายที่ปลูกต้นกล้า จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ออกจะใช้ที่ดินผืนนี้อย่างไรดี ตอนนี้พระเจ้าคิดแทนนางแล้ว นางยังมีอะไรต้องพิจารณาอีก?


หลังจู้เจียงเจียงเก็บเห็ดได้ครึ่งตะกร้า ไม่รอเผยจี้ลงเขามาด้วยกัน นางก็กลับบ้านไปก่อนแล้ว แม้แต่หญ้าให้วัวก็ไม่ได้ตัด ให้วัวกินฟางข้าวแห้งไปก่อน!


ในลานบ้านของตระกูลเผย ตั้งแต่เมื่อครู่ก็มีคนกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับเห็ดอยู่จนถึงตอนนี้


พ่อลูกตระกูลอู่และฉินเฟิง สามคนที่เพิ่งได้รับความรู้ใหม่กลับมาจากสถานศึกษา แม้แต่หอจินชิวก็ไม่กลับไป ทว่ากลับพุ่งตัวตรงมาที่ลานบ้านของตระกูลเผย


“แม่นางจู้ มีชาไหม?”


ฉินเฟิงรับผิดชอบมาถามแทนเจ้านายทั้งสองท่าน กลับเห็นจู้เจียงเจียงกำลังนั่งเก้าอี้เตี้ยล้างเห็ดอยู่


เห็ดเทลงในกะละมังใหญ่ ลอยเต็มผิวน้ำ ในตะกร้ายังมีพวกที่ล้างเสร็จแล้วบ้าง


“พวกท่านกลับมาแล้วหรือ อ่านหนังสือหมดแล้ว?” จู้เจียงเจียงอารมณ์ดี ไม่บ่อยนักที่จะยิ้มทักทายกับฉินเฟิง


“อืม” ฉินเฟิงพยักหน้า “เจ้านายทั้งสองท่านอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลิน หากไม่ใช่ตอนบ่ายมีคนมาสถานศึกษาเพิ่มมากขึ้น พวกเขาคงไม่ยอมกลับ”


“ว่าแต่ แม่นางจู้กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”


“ล้างเห็ดทำกับข้าวเย็นน่ะสิ” แม้ว่าจะยังไม่ถึงตอนเย็น แต่อาหารที่จู้เจียงเจียงจะทำวันนี้มีค่อนข้างเยอะ กินข้าวเร็วหน่อยก็ไม่มีปัญหา


“กินสิ่งนี้? ของที่เติบโตบนสิ่งเน่าเหม็นนี่?” เป็นธรรมดาที่ฉินเฟิงก็รู้จักเห็ด


แต่สถานที่ที่พวกนี้เติบโต โดยทั่วไปไม่ใช่บนของเน่าเหม็นก็ข้างๆพวกมูลวัว ช่างให้ความรู้สึกไม่น่ากินเอาเสียเลย


วิธีพูดและน้ำเสียงของเขา จู้เจียงเจียงฟังออกว่าเขามีความรังเกียจอยู่ไม่มากก็น้อย


แต่นางแค่ยิ้มไม่ได้อธิบาย หันหน้ากาน้ำที่เดือดปุดๆบนเตามาโดยตลอดให้เขา แล้วพูดว่า “พวกท่านชงชาเองเถิด ใบชาอยู่ในลิ้นชักในโถงบ้าน”


มาดื่มชาบ้านนางทุกวัน เห็นนางชงชานับครั้งไม่ถ้วน จู้เจียงเจียงไม่เชื่อว่าพวกเขายังจะชงไม่เป็นอีก?


ฉินเฟิงคิดอยากพูดอีกหลายคำ แต่จู้เจียงเจียงก้มหน้าลงไปแล้ว พร้อมกับเร่งการกระทำในมือ


ดูท่าเย็นนี้นางตั้งใจจะทำอาหารมื้อนี้ให้ได้


ช่างเถอะ อย่างมากคืนนี้เขากินอาหารที่ไม่มีเห็ดก็พอ


หลังจู้เจียงเจียงล้างเห็ดเสร็จ นางก็ไปจับไก่ช้อนกุ้งกลับมา เสียงขัดๆล้างๆดังไม่หยุด


กลิ่นอายควันไฟแบบนี้ พ่อลูกตระกูลอู่ชอบฟัง แต่กลับไม่มีใครมาช่วยนาง อย่างมากก็แค่ไปเก็บผักในแปลงผักให้นาง


จนกระทั่งเผยจี้กลับมา จู้เจียงเจียงถึงมีคนช่วย


“ท่านพี่ ช่วยข้าปอกหน่อไม้นี้ แล้วหั่นเป็นแผ่น ลวกน้ำเตรียมไว้ใช้” จู้เจียงเจียงเรียกใช้เผยจี้อย่างไม่เกรงใจ


“ได้” เหมือนเผยจี้จะชอบถูกนางเรียกใช้มาก ถูกนางต้องการ ในใจเขารู้สึกพึงพอใจเป็นที่สุด


พระเอกของอาหารเย็นวันนี้คือเห็ด ดังนั้นทุกจานอาหารโดยพื้นฐานจะมีเห็ด ถ้าไม่มีเห็ด อาหารเหล่านั้นก็ไม่มีความจำเป็นในการดำรงอยู่


เห็นอาหารที่ทำจาก ‘เห็ด’ อยู่เต็มโต๊ะ ในใจฉินเฟิงก็พังทลาย


เขาตัดสินใจไว้แล้ว คืนนี้จะกินอาหารที่ไม่มีเห็ด แต่ใครจะรู้ในทุกจานที่จู้เจียงเจียงทำล้วนมีเห็ด


“แม่นางจู้ วันนี้ก็เป็นกับข้าวใหม่อีกแล้วหรือ?”


พ่อลูกตระกูลอู่ไม่รู้ว่านี่คือเห็ด ดังนั้นจึงเห็นพวกมันเป็นกับข้าวใหม่ ทำหน้าตื่นเต้นลงนั่งอย่างทนรอไม่ไหว


“รออีกหน่อยเถิด เสี่ยวอวี๋ใกล้กลับมาแล้ว”


วันนี้เยี่ยมชมสถานศึกษาจบ พวกเด็กๆในสถานศึกษาก็ได้หยุดพักผ่อนวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว คิดว่าเผยเสี่ยวอวี๋ตอนนี้คงกำลังเดินทางกลับมา


“ก็ดี”


เมื่อก่อนพ่อลูกตระกูลอู่ไม่เคยรอใครกินข้าว แต่พอมาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแห่งนี้ พวกเขากลับทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนทั้งหมด


“ว่าแต่ในเมื่ออาหารขึ้นโต๊ะแล้ว คงไม่เป็นไรหากแม่นางจู้ถือโอกาสนี้พูดถึงกับข้าวเหล่านี้?” อู่จิ้นพูดเสนอ


ฉินเฟิงได้ยิน ลูบจมูกลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อ้าปากห้าม “ฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกว่า หากพระองค์ไม่รู้ว่าคืออาหารอะไรจะดีกว่านะพ่ะย่ะค่ะ”


“มันเพราะอะไรกัน?”


พ่อลูกตระกูลอู่มองฉินเฟิงแวบหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าสงสัยหันไปมองจู้เจียงเจียง รอฟังคำตอบจากนาง 


จู้เจียงเจียงไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังพวกเขา นางชี้อาหารบนโต๊ะอย่างใจกว้าง พูดชื่ออาหารแต่ละอย่างออกมา “นี่คือเนื้อไก่ตุ๋นเห็ด เนื้ออกไก่ผัดเห็ด กุ้งผัดเห็ด เห็ดเผาะผัดผักกาดเขียว ต้มจืดหน่อไม้หมูหมักเกลือ ยังมีแกงเห็ดใส่นมและเห็ดทอด”


นางใช้สิ่งที่มีอยู่ในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำอาหารมื้อนี้ออกมา นี่คือผลจากการพยายามของนาง


ไม่สนว่าใครจะติโน้นตินี่ นางไม่รับทั้งนั้น!


“ห…เห็ด?”


อย่างที่คิดไว้ การตอบสนองของพ่อลูกตระกูลอู่เหมือนกับฉินเฟิง คือรู้สึกประหลาดใจมาก คิดอยากจะพูดอะไรกับจู้เจียงเจียงแต่ก็ชะงักไป


“ข้ารู้ว่าพวกท่านอยากพูดอะไร แต่เห็ดกินได้ อีกทั้งเห็ดสดจากฤดูใบไม้ผลิ ถ้าไม่กินก็เสียดายแย่”


เผยจี้เคยบอกนางว่าทำไมคนที่นี่ถึงไม่กินเห็ดตอนอยู่หลังเขา 


แต่เหตุผลนี้ ในมุมมองของจู้เจียงเจียงมันไม่เป็นปัญหาอะไร ทั้งไส้ใหญ่ตุ๋นและกาแฟขี้ชะมดยังกินได้ แล้วทำไมเห็ดที่เกิดข้างมูลวัวจะกินไม่ได้?


“ผู้อาวุโสอู่ หรือว่าท่านลืมไส้อ่อนผัดพริกเสฉวนไปแล้วหรือ?”


ตอนที่ 150: ทำไมเจ้าไม่เปิดภัตตาคารสักแห่ง?


เมื่อได้ยินคำว่า ‘ไส้อ่อนผัดพริกเสฉวน’ ไม่เพียงโน้มน้าวอู่จิ้นผิงได้ แม้แต่ฉินเฟิงก็ถูกโน้มน้าวด้วยเช่นกัน


ทั้งสามคนต่างถอนหายใจพร้อมกัน


ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถามจู้เจียงเจียงด้วยความสงสัยว่า “แม่นางจู้ ทำไมเจ้าถึงกระตือรือร้นตามหาของอร่อยในสถานที่แบบนั้น?”


หรือว่าถ้าไม่มีของสกปรกพวกนั้น จะไม่เกิดอาหารรสชาติดีิย่างนั้นหรือ?


“มูลสัตว์และของเน่าเหม็น สำหรับมนุษย์อย่างเรานั้นคือของน่ารังเกียจ แต่สำหรับพวกพืชแล้ว นั่นคือสารอาหารชั้นดี แปลงผักบ้านข้าไม่ใช่ใส่ปุ๋ยหมักอยู่บ่อยๆหรือ?”


จู้เจียงเจียงยิ่งรู้สึกว่าการเผยแพร่ความรู้ทางชีววิทยานั้นสำคัญมาก หนังสือในห้องสมุดของสถานศึกษาเหล่านั้น ดูแล้วนางยังต้องให้ความสำคัญในเรื่องความรู้ทางชีววิทยามากขึ้นแล้ว


“ก็จริงอย่างที่แม่นางว่า” ราชาแปลงผักอย่างอู่จิ้นผิงแสดงความเห็นด้วยทันที


“งั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้...”


อู่จิ้นมองไปทางหน้าประตูแวบหนึ่ง ตะโกนเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ที่เพิ่งถึงทางเข้าหมู่บ้านพอดี “แม่นางเสี่ยวอวี๋ กลับมากินข้าวเร็ว...”


“…” ฮ่องเต้เรียกกินข้าวด้วยพระองค์เอง?


จู้เจียงเจียงแอบล้อเลียนอยู่ในใจอย่างช่วยไม่ได้ เสี่ยวอวี๋เอ้ย เสี่ยวอวี๋ เวลาตอนนี้คงจะเป็นช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตนี้ของเจ้าแล้วกระมัง


บนโต๊ะอาหาร


“อืม...สดจริงๆ ทำไมถึงได้สดแบบนี้?”


ไม่ว่าจะตักอาหารจานไหนไปชิม ทั้งสามคนจากเมืองหลวงก็เปล่งเสียงอุทานอย่างตกใจออกมา


“ผัดผักกาดเขียวจานนี้ทำไมถึงได้สดแบบนี้? มันเป็นไปได้ยังไง!”


ผัดผักกาดเขียวเป็นกับข้าวที่บ้านตระกูลเผยทำกินเกือบทุกวัน และเป็นหนึ่งในกับข้าวประจำวันที่ต้องทำขึ้นโต๊ะเสมอ


พวกเขากินกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน กลับไม่เคยรู้สึกเหมือนวันนี้มาก่อน ผัดผักกาดเขียวจานหนึ่งที่เรียบง่าย ยังทำให้อร่อยได้ถึงเพียงนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยตัดเลี่ยนได้ดี ยังมีความหอมหวานเป็นพิเศษอีกด้วย!


“ลืมบอกพวกท่านไป ในห้องครัว เห็ดคือหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้เพื่อเพิ่มรสชาติ เมื่อใส่เห็ดเหล่านี้แล้ว ไม่ว่าผัดผักอะไรก็จะอร่อยขึ้นมาได้ทันที”


จู้เจียงเจียงชินกับท่าทางตื่นเต้นตกใจของพวกเขาอยู่แล้ว มีแต่สามีนางที่สุขุม


นางตักแกงเห็ดใส่นมให้เผยจี้หนึ่งถ้วย “ท่านพี่ วันนี้ลำบากท่านแล้ว ดื่มน้ำแกงให้เยอะๆ กลางคืนจะได้หลับสบาย”


เผยจี้ขี่ม้าไปกลับเมืองเจียงหนานและเมืองเจียงเป่ย พอกลับมายังต้องช่วยนางตัดไม้ไผ่ซ่อมคอกวัว และลงไปทำงานในทุ่งนาอีก เขาเหนื่อยมากจริงๆ


“จุ๊ๆ พี่เผย กลางคืนนอนไม่พอหรือ?” ฉินเฟิงถามอย่างหยอกล้อ มองทั้งสองคนอย่างคลุมเครือ


แค่สายตาเผยจี้มองไป ฉินเฟิงก็รีบหันสายตาไปยังอาหารบนโต๊ะอย่างเงียบๆทันที ไม่กล้าทำเป็นครั้งที่สอง


“แม่นางจู้ ข้ารู้สึกอยู่บ่อยๆ ด้วยฝีมือการทำอาหารของเจ้า มัวแต่คร่ำครึอยู่ในห้องครัวเล็กๆของตระกูลเผย มันน่าเสียดายจริงๆ!” จู่ๆ อู่จิ้นผิงก็ทอดถอนใจออกมาอย่างจริงจัง


จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ ก็หันสายตาไปมองเขาโดยไม่รู้ตัว


เขาคงไม่ได้จะแนะนำให้นางเข้าวังไปเป็นแม่ครัวห้องเครื่องอีกใช่หรือไม่?


“ข้ารู้สึกว่าทำกับข้าวให้สามีข้ากินอยู่ที่บ้านก็ดีอยู่แล้ว” นางรีบแสดงท่าที พร้อมยังทำให้เผยจี้รู้สึกซาบซึ้งใจ


แต่ครั้งนี้อู่จิ้นผิงไม่ได้แนะนำให้นางเข้าวังไปเป็นแม่ครัวห้องเครื่อง แต่แนะนำให้นางไปเปิดร้านอาหาร


“ไม่ ความหมายของข้าคือ ในเมื่อเจ้ารู้จักอาหารเลิศรสที่คนอื่นไม่รู้จักเช่นนี้ ยังรู้ว่าพวกมันควรทำอย่างไร ในบ้านก็มีทั้งผลไม้ปลากุ้งมากมาย มีเงื่อนไขดีแบบนี้ ทำไมเจ้าไม่เปิดภัตตาคารสักแห่ง?”


คำเสนอแนะนี้ของเขา ได้รับความเห็นด้วยจากทั้งอู่จิ้นและฉินเฟิง


หากมีแค่ฝีมือของจู้เจียงเจียงก็ช่างเถอะ แต่ในมือนางยังมีของหายากเยอะแยะมากมาย นอกจากนางแล้ว คนอื่นล้วนไม่มี


นางไม่นำของดีเหล่านี้เผยแพร่ออกไป เช่นนั้นยังจะมีใครที่สามารถมาทำเรื่องนี้ได้อีก?


“ข้าก็รู้สึกแม่นางจู้ควรทำแบบนี้ หากเพราะในมือเจ้ามีเงินไม่พอจึงไม่อาจพิจารณาได้ เช่นนั้นข้าจะซื้อภัตตาคารในเมืองเป็นรางวัลให้เจ้า!” อู่จิ้นพูดอย่างหน้าใหญ่ใจโต


เขาอาศัยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนานเท่าไร ก็กินอาหารที่จู้เจียงเจียงทำไปเท่านั้น


หากเปลี่ยนเป็นอยู่ในเมืองหลวง คุณหนูบ้านไหนทำอาหารให้เขากินได้หนึ่งคำ เขาก็จะให้เงินทองเครื่องประดับ ผ้าไหมผ้าแพรเป็นของรางวัล


ภัตตาคารหลังหนึ่งถูกกว่าของรางวัลในวังตั้งไม่รู้เท่าไร สำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องที่ง่ายมาก


“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่เมตตา แต่ภัตตาคารคงไม่จำเป็น หากฝ่าบาทรู้สึกต้องการทำอะไรบางอย่างเพื่อจะสงบใจละก็ ไม่สู้พรุ่งนี้ไปช่วยข้าน้อยเก็บเห็ดดีไหมเพคะ?”


ภัตตาคารอยู่ในแผนการที่จู้เจียงเจียงวางไว้ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขามาคิดแทน


เรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการเก็บเห็ด


คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านตอนนี้กำลังยุ่งกับการปลูกต้นชา พวกหลูชุ่ยฮวาก็กำลังยุ่งอยู่กับการเก็บชา นางไม่มีใครให้ใช้ ก็หลอกล่อพวกเขามาทำ


พรุ่งนี้เป็นวันหยุดพอดี ทางสถานศึกษาไม่ต้องเก็บผัก อู่จิ้นผิงมีเวลาว่าง!


ตอนจู้เจียงเจียงกำลังคิดจะโน้มแนวอู่จิ้นผิง คิดไม่ถึงว่าเขาจะปฏิเสธนางครั้งแรก


“แม่นางจู้ พรุ่งนี้สถานศึกษาหยุดพักใช่ไหม? พวกนักเรียนเรียนหนังสือมาห้าวันก็เหนื่อยแล้ว ข้าเก็บผักมาห้าวันก็เหนื่อยเหมือนกัน ต้องการพักผ่อนสองวัน”


อู่จิ้นผิงชินกับชีวิตที่สถานศึกษาพักเขาก็พักด้วยแล้ว


แต่พูดตามตรง ทำงานห้าวันพักผ่อนสองวัน การจัดการนี้ไม่เลวเลยจริงๆ


จู้เจียงเจียงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า อู่จิ้นผิงคนแก่ที่สนใจกับทุกเรื่องคนนี้ จะเป็นคนแรกที่ออกมาปฏิเสธทำงานล่วงเวลากับนาง!


หรือว่าเขาไม่มีความสนใจในการเก็บเห็ด?


“ผู้อาวุโสอู่ ดูเหมือนท่านจะคุ้นเคยกับระบบสัปดาห์ของสถานศึกษาแล้ว ถ้าอย่างนั้นวันหลังท่านจะทำอย่างไร” จู้เจียงเจียงยิ้มพูดอย่างหมดหนทาง


นางก็แค่พูดขึ้นมาลอยๆ แต่ใครจะรู้ว่าอู่จิ้นผิงกลับเริ่มปรึกษากับอู่จิ้นขึ้นตอนนี้ จะนำเรื่องระบบสัปดาห์นี้ผลักขยายไปใช้ให้ทั่วราชวงศ์ต้าหลี่


“เสด็จพ่อ ลูกรู้สึกว่าความคิดนี้ไม่เลว ใช้ระบบสัปดาห์ ขยายบรรทัดฐานไปทุกงานทุกอาชีพของราชวงศ์ และดำเนินการจัดการอย่างละเอียดได้ นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งแยกการจัดการและง่ายต่อการติดตามแหล่งที่มาของเรื่องที่จะตรวจสอบซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาราชวงศ์ของเรา...”


จู่ๆ อู่จิ้นเหมือนได้คำตอบ พูดแยกแยะข้อดีข้อเสียของระบบสัปดาห์นี้ออกมาอย่างฉะฉาน


จู้เจียงเจียงแค่ฟังอยู่ข้างๆเงียบๆ แต่จริงๆแล้วนางนับถืออู่จิ้นมาก


สิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นผลกระทบที่ลึกซึ้งของระบบสัปดาห์ที่จะมีต่อชีวิตประจำวัน เขาอยู่ในสถานศึกษาเพียงวันเดียว กลับมาก็แค่ได้ยินประโยคปฏิเสธทำงานล่วงเวลาของอู่จิ้นผิง ทว่ากลับสามารถเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งได้เช่นนี้


สมแล้วที่เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน!


เพียงแต่การคุยกันนี้ของพวกเขา นางจึงไม่มีคนช่วยเก็บเห็ดแล้ว


หรือการเก็บเห็ดของนางจะต้องรอไปจนถึงวันที่หนึ่งของสัปดาห์?


ช่างเถอะ ถึงอย่างไรเห็ดก็ไม่นับว่าเยอะ นางขอละเมิดมโนธรรมสักนิด ให้เผยเสี่ยวอวี๋ไปหาคนมาช่วยแล้วกัน


“เสี่ยวอวี๋ อีกเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ เจ้าไปเรียกเพื่อนร่วมชั้นทั้งหมดในหมู่บ้านมาบ้านพวกเราสักเที่ยว พี่สะใภ้มีเรื่องอยากรบกวนให้พวกเจ้าช่วย”


พวกเด็กๆที่เรียนหนังสือในสถานศึกษาไม่อยู่ในขอบเขตการใช้แรงงานของนางนานแล้ว แต่ตอนนี้นางจำเป็นจะต้องทำแบบนี้


“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”


เผยเสี่ยวอวี๋รีบโกยข้าวในถ้วยตัวเองเข้าปาก นางพอเดาได้ว่าพี่สะใภ้นางคิดจะทำอะไร


พวกเพื่อนๆมีงานทำก็มีรายได้ เงินหนึ่งเหวินสำหรับพวกเขา ก็เหมือนเป็นการช่วยที่บ้านหาเงิน พวกเขาต้องดีใจมากแน่ๆ


“พี่สะใภ้งั้นข้าไปก่อนนะ” เผยเสี่ยวอวี๋ร้อนใจกว่าจู้เจียงเจียง วางถ้วยข้าวแล้ววิ่งออกไปทันที


ตอนนี้คนในหมู่บ้านกำลังกินข้าวเย็นกันอยู่ จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงว่าอีกประเดี๋ยวจะได้เห็นฉากเด็กซนกลุ่มหนึ่งถือถ้วยข้าววิ่งมารวมตัวกัน


ทำให้นางพูดไม่ออกบอกไม่ถูกจริงๆ



จบตอน

Comments