ตอนที่ 151: การร้อยเส้นด้ายลอดผ่านรูเข็มตากเห็ด
เช้าวันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงพาเด็กซนสิบกว่าคนปรากฏตัวที่แปลงปลูกต้นกล้าผลไม้หลังเขา ในเวลาคืนเดียวเห็ดในแปลงก็เติบโตขึ้นอีกไม่น้อย
ตามความเร็วนี้ นางน่าจะยังเก็บได้อีกครึ่งเดือนอย่างหมดห่วง
“ทุกคนเข้ามาดู อีกเดี๋ยวพวกเจ้าต้องเก็บหัวที่ใหญ่ๆแบบนี้ ส่วนต้นที่เล็กกว่าก็ปล่อยไว้ ค่อยมาเก็บวันหลัง เข้าใจไหม?”
จู้เจียงเจียงเก็บเห็ดดอกหนึ่งเป็นตัวอย่างให้พวกเด็กซนดู พวกเขาพยักหน้าแสดงออกว่าจำได้แล้ว
“งั้นทุกคนก็เริ่มได้เลย จำไว้ว่าต้องระวังใต้เท้าด้วยนะ อย่าเหยียบเห็ดจนช้ำรู้ไหม?” จู้เจียงเจียงพูดเตือนอีกหนึ่งประโยค
นางพบเห็ดผืนนี้ช้าเกินไป มีเห็ดจำนวนมากโตจนเน่าแล้ว ดังนั้นนางจำเป็นต้องเก็บให้ทันเวลา
เวลาเร่งรัด จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปหาช่องทางขายเลย
ดังนั้นนางคิดจะตากแห้งเก็บไว้ใช้!
ถึงอย่างไรอีกสองวันสองพี่น้องตระกูลโจวก็จะมาเริ่มงานอีกครั้ง สร้างโรงเตี๊ยมหนึ่งหลังริมถนนหลักตามที่นางวางแผนไว้
ปีนี้นางต้องเปิดกิจการ เห็ดสดเก็บไว้ได้ไม่ถึงตอนนั้น นางจึงต้องตากให้แห้งเก็บไว้ ทำเป็นอาหารจานพิเศษของร้านอาหารตัวเอง ถือเป็นการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างหนึ่ง
พอถึงปีหน้า เห็ดที่ปลูกเองก็จะโต เช่นนั้นก็จะสามารถออกสู่ตลาดได้ ให้ชาวบ้านได้ลองกินกัน
ในเมื่อทำการตัดสินใจแบบนี้แล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่อยากเสียเวลาอีก จึงเริ่มลงมือทันที
เห็นนางกลับมาจากหลังเขาเร็วแบบนี้ อีกทั้งสองมือยังว่างเปล่า สามคนจากเมืองหลวงที่ดื่มชาอยู่บ้านตระกูลเผยก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อกับนาง “แม่นางจู้ เจ้าไปเก็บเห็ดไม่ใช่หรือ ทำไมถึงกลับมาเร็วจัง? เกิดอะไรขึ้น หรือว่ายอมแพ้แล้ว?”
ไอ้สามคนนี้นี่!
จู้เจียงเจียงเห็นพวกเขาปฏิเสธที่จะทำงานล่วงเวลา และยังมาใช้บ้านของนางเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีก นางได้แต่กลั้นหายใจอยู่ในใจ
“มิทราบว่าฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์ เหตุใดพวกท่านไม่อยู่หอจินชิวที่เหลืองอร่ามแวววาวของท่าน มาอยู่ที่บ้านข้าทำไมกัน?”
ตอนนี้เป็นช่วงเก็บชาพอดี ในลานบ้านของนางมีราวไม้ไผ่และกระด้งวางตากใบชาอยู่เต็มไปหมด
อีกเดี๋ยวนางยังต้องตากเห็ด เดิมสถานที่ก็ไม่ค่อยพอใช้อยู่แล้ว พวกเขาสามคนยังมายึดที่นั่งดื่มชาคุยเล่นกันอีก เป็นบ้าอะไรกันเนี่ย!
สำหรับคำถามนี้ อู่จิ้นตอบได้อย่างมั่นใจสุดๆ
“หอจินชิวขาดบรรยากาศของฤดูใบไม้ผลิอีกทั้งยังขาดผู้คน ไม่สู้บ้านเจ้า อากาศอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้นานาชนิดเบ่งบาน ทั้งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายควันไฟของชีวิต อยู่แล้วสบายใจกว่าเยอะ”
กำแพงรั้วของบ้านตระกูลเผยกลายเป็นทิวทัศน์หนึ่งของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปแล้ว
ที่นี่มีสีสันแพรวพราว อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเป็นฤดูใบไม้ผลิ บนกำแพงรั้วเต็มไปด้วยดอกไม้หลากชนิดหลายสีสันเลื้อยอยู่เต็มไปหมด พวกมันกำลังเบ่งบานความเป็นฤดูใบไม้ผลิ ทำให้บ้านตระกูลเผยทั้งหลังราวกับอยู่ในสวนดอกไม้
บวกกับแปลงผักหน้าประตู ใบชาในลานบ้าน การมานั่งหลบแดดอยู่ที่นี่ เป็นเรื่องสวยงามที่สุดในหนึ่งวันจริงๆ
เห็นได้ชัดว่าบ้านจะสมบูรณ์แบบเมื่อมีผู้หญิงคอยดูแล
ไม่เหมือนหอจินชิวของพวกเขา ไม่มีผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว แม้แต่ดอกไม้ก็ไม่มีสักดอก น่าเบื่อที่สุด
“แต่ข้าต้องหาที่ว่างไว้ทำงาน พวกท่านย้ายไปข้างๆไม่ได้หรือ?” จู้เจียงเจียงพูดพลางยกเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งมาวางลง
ตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูใบไม้ผลิไปสู่ฤดูร้อน จะบอกว่าแดดแรงก็ไม่แรง แต่จะบอกว่าเบาก็ไม่เบา นางอยากหลบแดดทำงานใต้ร่มเงาของระเบียง ไม่อยากออกไปตากแดดอยู่ในลานบ้าน
“ได้แน่นอน!”
พ่อลูกตระกูลอู่ลุกขึ้นอย่างรู้ใจกัน มอบหมายหน้าที่ย้ายโต๊ะเก้าอี้ให้ฉินเฟิง
ในตอนที่พวกเขากำลังย้ายเก้าอี้ จู้เจียงเจียงก็วิ่งเข้าห้องครัวไปเอากระด้งใหญ่สองอันบนผนังมา แล้ววิ่งกลับไปในห้องเพื่อหาเข็มกับด้ายออกมา
หลังจากวิ่งไปวิ่งมาหลายรอบ นางก็กลับมานั่งลงบนเก้าอี้เตี้ยและรออะไรบางอย่าง
สามคนที่ดื่มชาอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็มองไปทางนางอย่างสงสัย รอดูว่านางจะทำอะไรต่อไป
เพียงไม่นาน ก็มีเสียงวิ่งเหยาะๆ ดังมาจากหลังหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของพวกเด็กๆ
“พี่หญิงจู้ พวกเรากลับมาจากการเก็บเห็ดแล้ว!”
พวกเด็กๆวิ่งเข้ามาในลานบ้าน ในตะกร้าที่พวกเขาถือเต็มไปด้วยเห็ด
จู้เจียงเจียงเตรียมเศษเหรียญทองแดงและตาชั่งเล็กเอาไว้แล้ว หลังจากรอพวกเขากลับมา ก็จะชั่งน้ำหนักให้พวกเขาทีละคนและจ่ายค่าแรงตรงนั้นเลย
“ใช้ได้ ตะกร้านี้รวมแล้วได้สี่จิน ให้เจ้าสี่เหวิน”
หลังจากจู้เจียงเจียงชั่งน้ำหนักเสร็จก็เทเห็ดในตะกร้าลงไปในกระด้งที่เตรียมไว้ ให้พวกเด็กๆเอาตะกร้าเปล่ากลับไปเก็บเห็ดหลังเขาต่อ
เพราะแค่มาเก็บเห็ด ไม่ได้เอามาขาย หนึ่งจินหนึ่งเหวินก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว
หากคนหนึ่งไปกลับสี่ห้าเที่ยวต่อวัน ก็มีรายรับยี่สิบกว่าเหวิน หาเงินได้มากกว่านางฆ่าหมูเมื่อปีก่อนเสียอีก
“ขอบคุณพี่หญิงจู้!”
พวกเด็กๆได้รับเงินแล้วก็ดีใจกันสุดๆ เอาเงินใส่ในกระเป๋าอย่างระมัดระวัง แล้วก็วิ่งไปหลังเขาเก็บเห็ดต่ออีก
หลังพวกเขาไปแล้ว ในลานบ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงนั่งอยู่หน้ากระด้งที่เต็มไปด้วยเห็ดคนเดียว สนเข็มผ่านด้าย เริ่มใช้ด้ายร้อยเห็ดทีละดอก
เพียงแต่ทำเหมือนการสอยเย็บเสื้อผ้าธรรมดาไม่ได้ ยังต้องมัดปมแต่ละจุดทุกครั้งเพื่อป้องกันเห็ดเลื่อนหลุด และเพื่อป้องกันตอนเอาเห็ดไปตากแดดวันหลังไม่ให้ถูกลมพัดตก
งานนี้อาจดูไม่ยาก แต่จริงๆแล้วก็ไม่ง่ายเลย
เห็ดเยอะขนาดนี้ เริ่มร้อยทีละดอกคงต้องใช้เวลานานมาก
“แม่นางจู้ นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” อู่จิ้นผิงอยากรู้จนทนไม่ไหว
นางไม่ขายเห็ดเหล่านี้หรือ? อีกอย่าง ทำไมต้องร้อยเห็ดพวกนี้ด้วย?
“ดูไม่ออกหรือ? ข้ากำลังเตรียมตากแห้ง” จู้เจียงเจียงตั้งใจทำงานในมือ ไม่ยอมเงยหน้า
“สิ่งนี้เอาไปตากแห้งแล้วยังกินได้หรือ?”
“ได้แน่นอน ตากแห้งแล้วจะเก็บได้นานมาก ตอนกินก็เอาไปแช่ในน้ำอุ่น ยิ่งหอมยิ่งเหนียว ถึงตอนพวกท่านกลับเมืองหลวงแล้ว ข้าจะห่อให้พวกท่านสักสองสามเข่ง ถือเป็นของฝากด้วย”
จู้เจียงเจียงพูดถึงตรงนี้ก็เงยหน้าขึ้นหันไปถามพวกเขา “จริงด้วย พวกท่านจะกลับไปเมื่อไร?”
อู่จิ้นผิงอาศัยอยู่ที่นี่นางเข้าใจได้ แต่ทำไมอู่จิ้นยังไม่กลับไปอีก?
ราชสำนักไม่ต้องการตัวเขาหรือ? เขามาอยู่ที่นี่นานขนาดนี้ ไม่กลัวว่าขณะที่เขาไม่อยู่ จะมีคนถือโอกาสยึดเมืองหลวงไปหรอกหรือ?
“เรื่องนี้...”
อู่จิ้นไม่ได้คิดอย่างจริงจังมาก่อน เขามาที่นี่ตามรับสั่งของไทเฮา มาจับตัวอู่จิ้นผิงกลับไป
แต่เห็นได้ชัดว่าอู่จิ้นผิงไม่อยากกลับ อู่จิ้นเองก็ทำอะไรไม่ได้ พูดเกลี้ยกล่อมไปก็ไม่ชนะ เวลากลับของเขาจึงล่าช้าออกไปเรื่อยๆ
“เรื่องนี้พวกเรายังไม่ได้คิด” อู่จิ้นผิงดื่มชาอย่างใจเย็นและไม่สนใจอะไร
“…” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว อ้าปากถามเสียงแผ่วผสมลังเล “งั้นพวกท่านไม่อยู่ ไม่กลัวมีคนอยากได้บัลลังก์กษัตริย์หรือ?”
“ใครกล้าคิดจะชิงบัลลังก์กษัตริย์ของข้า?!”
อู่จิ้นทำหน้าประหลาดใจจ้องมองจู้เจียงเจียง ดูไม่ออกว่าเขาโกรธหรือว่ารู้สึกอะไรอยู่
“ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิต ถือเสียว่าข้าน้อยไม่ได้พูด” จู้เจียงเจียงขี้ขลาดขึ้นทันที
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่นางที่เป็นประชาชนตัวเล็กๆจะพูดได้ นางปิดปากเงียบจะดีกว่า
อู่จิ้นเก็บสายตากลับมา แล้วหันมองอู่จิ้นผิงอย่างลึกซึ้งแวบหนึ่ง เหมือนกำลังถามว่า ในวังยังมีองค์ชายคนไหนอยากชิงบัลลังก์อีกบ้าง?
อู่จิ้นผิงรับรู้ถึงสายตาของเขา แต่ก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไรออกมา
เหมือนว่าจะไม่มีใครแล้วกระมัง?
พ่อลูกใช้สายตาในการสื่อสารกันเงียบๆ ฉินเฟิงแค่มองก็รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะมองบนอย่างเบื่อหน่าย
เขาไม่เคยเห็นตระกูลไหนที่รังเกียจราชบัลลังก์ขนาดนี้มาก่อน พวกเขาเอาแต่ใจ และก็มาลำบากลูกหลานขุนนางอย่างพวกเขาให้ต้องเดินทางไกลมาคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด
นี่มันเรื่องอะไรกัน!
ตอนที่ 152: ประลองฝีมือระหว่างบทความและเพลงพื้นบ้าน
“คุณชายฉิน ข้าร้อยเห็ดเสร็จแล้ว เดิมพันนั้นยังจะประลองอยู่ไหม? ไม่แข่งข้าจะพักแล้ว”
จู้เจียงเจียงใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ ถึงเก็บเห็ดในแปลงปลูกต้นกล้าผืนนั้นหมด
พวกเผยเสี่ยวอวี๋ช่วยเก็บไปสองวันก็เก็บได้มาเกือบหมดแล้ว ที่เหลือนางใช้เวลาว่างไปเก็บกลับมา แล้วร้อยตากแดดอยู่ชั้นบน
ชั้นสองของบ้านตระกูลเผยในตอนนี้ จากระเบียงชั้นบนถึงราวบันไดมีเห็ดร้อยเป็นเส้นๆ แขวนอยู่เต็มไปหมด เหมือนม่านไข่มุก ปูหนาแน่นเต็มพื้นที่ของกำแพงชั้นสอง
เก็บเห็ดถือเป็นโชคดีโดยบังเอิญ ตอนนี้ทำงานเสร็จแล้ว โรงเตี๊ยมก็กำลังสร้าง บ่อกุ้งก็กำลังเลี้ยงอยู่ สวนแตงโมก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บ
ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็มีเวลาว่างเป็นของตัวเองแล้ว
ก่อนปีใหม่เดิมพันหนึ่งกับฉินเฟิงไว้ เดิมพูดว่าจะแข่งกันเดือนสาม ตอนนี้ต้นเดือนห้าแล้ว เกรงว่าฉินเฟิงคงไม่อยากแข่งแล้ว
ไม่แข่งก็ดีเหมือนกัน ถึงอย่างไรเดิมทีนี่ก็แค่คำพูดล้อเล่นหนึ่งเท่านั้น
ฉินเฟิงไม่ค่อยอยากแข่งจริงๆ แต่พ่อลูกตระกูลอู่ไม่อนุญาต
“แข่งสิ! ทำไมจะไม่แข่ง ข้ารอมาโดยตลอด!” ฉินเฟิงยังไม่ทันได้พูดอะไร อู่จิ้นก็แย่งพูดก่อนเสียแล้ว
จู้เจียงเจียงเกือบลืมไปแล้ว ยังมีพ่อลูกตระกูลอู่ที่ชอบเรื่องสนุกอยู่ด้วย
“งั้นก็สุดสัปดาห์นี้ที่สถานศึกษาแล้วกัน?” นางถามและมองไปที่อู่จิ้น
อู่จิ้นพยักหน้า โบกมือยกใหญ่ “ตกลง!”
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว บนใบหน้าเรียวยับย่นเล็กน้อยเดินออกจากหอจินชิวไป รู้สึกแปลกใจมากที่อู่จิ้นแสดงออกอย่างตื่นเต้นขนาดนั้น พวกเขาไม่ใช่ทำการประลองเล็กๆหนึ่งเท่านั้นหรือ?
นางแค่หาห้องเรียนหนึ่งมาสักห้องหนึ่ง หรือแค่หาโต๊ะเก้าอี้มาสักตัวหนึ่ง จากนั้นนางและฉินเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามกัน แข่งขันเล็กๆ โต้ตอบกันไปมา
พวกเขาดูเฉยๆก็พอ ทำไมต้องตื่นเต้นเหมือนเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นด้วย?
จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจ
นางขึ้นไปที่ห้องหนังสือชั้นสอง เขียนหัวข้อเพลงที่อาจปรากฏขึ้นในการแข่งขันไว้หลายเพลง ถือว่าเป็นการเตรียมตัวสำหรับการแข่งขัน
จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อนางออกจากบ้าน ตอนเจอทุกคนในหมู่บ้านบนถนนต่างก็พูดกับนางว่า ‘ต้องชนะการต่อเพลงนะ’ นางถึงรู้สึกว่ามันแปลกๆ
“ต่อเพลง?”
จู้เจียงเจียงทำหน้าไม่เข้าใจ มองตามหลังพวกชาวบ้านที่เดินผ่านตัวนางไป
ต่อเพลงอะไร? ใครจะต่อเพลง?
ความสงสัยของนางมีจนถึงสถานศึกษา จึงได้รับการคลี่คลาย
มีผ้าสีแดงผืนยาวหนึ่งแถวปูอยู่หน้าประตูสถานศึกษา ยังมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังทำเสียงดัง *โป๊กเป๊กๆ* สร้างแท่นประลองอยู่ในสนามออกกำลังกาย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!
พวกนักเรียนในห้องเรียนต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทยอยยื่นหน้าออกมาดู จูชิงหรานและหมิงเหยาห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง
“แม่นาง!”
หมิงเหยาเห็นจู้เจียงเจียงเดินผ่านห้องเรียน นางจึงรีบวิ่งออกมา ใช้น้ำเสียงไม่พอใจพูดกับจู้เจียงเจียงเป็นครั้งแรก “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าไม่รู้หรือว่าพวกเด็กๆกำลังเรียนกันอยู่ตอนนี้? เจ้ามีเรื่องสำคัญอะไร ถึงขนาดรออีกสองวันไม่ได้เชียวหรือ?!”
จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ถูกตำหนิ นางแสดงออกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ “อาจารย์หมิง ท่านรอให้ข้าไปถามให้กระจ่างก่อน แล้วค่อยคุยกันได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดของเจ้าหรือ?” หมิงเหยารู้สึกมึนงง
หรือนางเข้าใจจู้เจียงเจียงผิดไป?
จู้เจียงเจียงพยักหน้า ทั้งสองคนจึงเดินไปทางสนามออกกำลังกายด้วยกัน หาคนที่ดูเหมือนคนสั่งการแล้วถามว่า “พี่ชาย พวกท่านกำลังทำอะไรอยู่? ใครเรียกพวกท่านมา?”
คนพวกนี้ไม่ใช่คนของพี่น้องตระกูลโจว นางไม่เคยเห็นหรือรู้จักสักคน
คนที่ถูกถามสุภาพและมีมารยาทมาก “เรียนแม่นาง เรื่องนี้เป็นการจัดการของนายอำเภอโจว ข้าดำเนินการตามคำสั่งเท่านั้น”
“โจวเหลียง?”
เรื่องนี้เขาเกี่ยวข้องอะไรด้วย?!
จู้เจียงเจียงมึนงงสุดๆ นางยืมม้าของสถานศึกษา พลิกตัวขึ้นหลังม้าขี่เข้าเมืองไปถามโจวเหลียงให้กระจ่าง
หากเขามีเรื่องอะไรต้องการใช้สถานที่ อย่างน้อยก็ควรจะบอกนางสักคำ จัดสถานที่ในสถานศึกษาของนางโดยไม่แจ้งอะไรแบบนี้ เหลวไหลเกินไปแล้ว!
เดี๋ยวก่อน!
ป้ายประกาศที่หน้าประตูที่ว่าการนี่มันอะไรกัน?
จู้เจียงเจียงขี่ม้ามาถึงหน้าประตูที่ว่าการ ตอนลงจากหลังม้าจะเดินเข้าไป สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายประกาศที่หน้าประตูที่ว่าการโดยบังเอิญ
เพราะข้างบนนั้นมีชื่อของนางอยู่ นางจึงมองดูให้แน่ชัด
ไม่ดูไม่รู้ เมื่อดูแล้วก็ต้องตกใจ
ข้างบนเขียนอย่างเด่นชัด วันมะรืนที่สถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะมีงานแข่งขันที่ไม่ว่าคนระดับไหนก็สามารถเข้าชมได้ บัณฑิตนำโดยบุตรชายของราชครูแห่งเมืองหลวง ปะทะจู้เจียงเจียงหญิงสาวขายชาแห่งหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“อิริยาบถสง่างามปะทะประเพณีพื้นบ้าน การประลองฝีมือระหว่างบทความและเพลงพื้นบ้าน ผู้ใดจะชนะผู้ใดจะพ่ายแพ้ โปรดตั้งตารอคอย...”
จู้เจียงเจียงมองป้ายประกาศที่ยึดทั้งกระดานข่าว อดแสยะมุมปากไม่ได้ ด้านหลังยังมีชาวบ้านกำลังพูดคุยเดิมพันกัน
ฟังดูแล้ว เหมือนนางจะไม่มีสิทธิ์ชนะได้เลย
“…”
“โจวเหลียง ป้ายประกาศข้างนอกนั่นหมายความว่าอย่างไร ใครให้เจ้าทำแบบนี้!”
จู้เจียงเจียงพุ่งเข้าประตูที่ว่าการ ตบโต๊ะถามโจวเหลียงที่กำลังก้มหน้าก้มตายุ่งอยู่
โจวเหลียงถูกนางทำให้ตกใจ แต่พอได้ยินนางมาเพราะป้ายประกาศข้างนอก เขาก็ทำได้แต่ฝืนยิ้มอย่างจนใจ “แม่นาง เรื่องนี้เกรงว่าท่านต้องไปถามท่านผู้นั้นที่อาศัยอยู่ในหอจินชิวแล้ว”
เขาก็ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนมาแบบกะทันหันเมื่อเช้านี้เอง จากนั้นก็รีบเร่งเตรียมการตั้งแต่นั้นมา จนถึงตอนนี้แม้แต่น้ำสักอึกก็ยังไม่มีเวลาได้ดื่ม
“เจ้าหมายถึงอู่จิ้นหรือว่าอู่จิ้นผิง?”
“แม่นาง จะเรียกพระนามของฝ่าบาทโดยตรงไม่ได้!” โจวเหลียงเกือบจะทรุดลงไปกับพื้นด้วยความตกใจ นางช่างใจกล้าเกินไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน หรือว่าไท่ช่างหวงที่สละบัลลังก์ไปแล้ว ก็ไม่สามารถเรียกพระนามตรงๆได้ หากถูกคนมีใจคิดไม่ดีได้ยินเข้า ศีรษะของพวกเขาก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว
“ไม่บอกก็ช่าง ข้ากลับไปถามพวกเขาเอง!”
วันนี้จู้เจียงเจียงวิ่งไปกลับแทบไม่ได้พักหายใจเลย ไม่ว่าจะอยู่บนหลังม้าหรืออยู่บนถนนก็ตาม
หลังจากกลับถึงบ้าน ปรากฏว่าเจ้าของหอจินชิวสองคนนั้นยังคงนั่งดื่มชาอยู่ในบ้านของนางอย่างสบายใจ เห็นแล้วนางยิ่งอารมณ์เสีย
“ท่านทั้งสอง แท่นประลองในสถานศึกษาคือความคิดของพวกท่านใช่ไหม เพื่ออะไร?”
จู้เจียงเจียงพุ่งเข้าไปในลานบ้าน ถามออกมาโดยตรง พูดจบก็เทน้ำชาให้ตัวเองถ้วยหนึ่ง เงยหน้าดื่มอึกๆรวดเดียวหมด
“อะไร เพื่ออะไร?”
อู่จิ้นทำตัวเป็นผู้บริสุทธิ์ยิ่งกว่านาง “ในเมื่อเป็นการแข่งขัน เช่นนั้นก็ต้องมีแท่นประลอง มีผู้ชม มีแพ้มีชนะ ข้าทำผิดตรงไหนกัน?”
คำพูดนี้ของเขา เล่นเอาจู้เจียงเจียงนิ้งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะพูดอะไรโต้แย้งออกไปดี
“ข้านึกว่าการแข่งขันนี้ขอแค่ข้ากับคุณชายฉินสองคนนั่งลง เหมือนคุยเล่น คุยกันสบายๆตามปกติก็พอแล้ว พวกท่านทำจนรู้กันทั้งเมืองแล้ว!”
“รู้ทั้งเมืองแล้วอย่างไร? ในเมืองหลวงไม่ว่าต่อบทกวีหรือโต้บทความน้อยใหญ่ ใครๆก็อยากให้รู้กันทั้งเมือง หากชนะแล้วก็จะพลอยได้รับชื่อเสียงไปด้วย ไม่ดีหรือ?”
อู่จิ้นยังคงไม่เข้าใจว่าจู้เจียงเจียงโกรธเรื่องอะไร
หากเป็นเมื่อก่อน การแข่งขันเล็กใหญ่ในเมืองหลวง พวกเขาล้วนคิดหาวิธีส่งข่าวมาถึงหูเขาทุกครั้ง อยากให้เขารู้ ให้คนทั้งเมืองได้รู้
หรือว่าจู้เจียงเจียงไม่อยากให้คนใต้หล้ารู้?
“…ได้! ครั้งนี้ถือว่าข้าประมาทเกินไป ข้ารับก็ได้!” จู้เจียงเจียงอดทนเอาไว้
หรือว่าท่าทางตื่นเต้นของพวกเขาเมื่อวาน ที่แท้ในสายตาของพวกเขาก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มิน่าวันนี้จึงไม่เห็นฉินเฟิง คิดว่าเขาคงกำลังก้มหน้าก้มตาเตรียมรบอยู่กระมัง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ “ข้าวเย็นวันนี้พวกท่านก็จัดการกันเอง ข้าขึ้นชั้นบนไปเตรียมตัวแล้ว ไม่มีธุระอย่าเรียกข้า มีธุระก็ห้ามเรียกข้า!”
จู้เจียงเจียงทิ้งทั้งสองคนไว้ แล้วขึ้นชั้นบนไปทันที เพิ่มรายการที่เตรียมไว้เมื่อวานให้สมบูรณ์แบบ ยังเขียนถ้อยคำต่างๆออกมาป้องกันเหตุไม่คาดฝันเผื่อไว้ด้วย
ตอนที่ 153: องค์ชายสามแห่งเมืองเสี่ยวซีมาขโมยผัก
วันแข่งขัน
เพราะอู่จิ้นทำเรื่องนี้จนรู้กันทั่วทั้งเมืองโดยไม่บอกกล่าว จู้เจียงเจียงยังคงคับแค้นใจอยู่ ดังนั้นสองวันนี้นางแทบไม่ลงมาชั้นล่าง ทำการเตรียมตัวมาโดยตลอด
เตรียมตัวอย่างดีเพื่อตบหน้าพวกคนที่ดูถูกนาง
ถึงแม้คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะพูดสนับสนุนให้นางชนะ แต่ตามข่าวที่โจวเหลียงแอบส่งกลับมาให้นาง
สถานการณ์การพนันเล็กใหญ่ในเมือง เหมือนไม่มีใครเดิมพันว่านางจะชนะ แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านที่เอาข้าวมาเป็นของเดิมพัน ก็แทบไม่มีใครเลือกเดิมพันให้นางชนะ ทำให้การพนันหลายที่เปิดไม่ได้
“ฮูหยิน”
เผยจี้กลับเมืองเจียงเป่ยไปไม่กี่วันก็กลับมาอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเขามาถึงตอนไหน แต่พอจู้เจียงเจียงลงมาชั้นล่างก็เจอเขาแล้ว
“หรือท่านพี่ก็ได้รับข่าวแล้ว?” จู้เจียงเจียงฝืนยิ้ม วิ่งเข้าไปกอดเขาไว้ “เหนื่อยหรือไม่?”
เผยจี้มีหนวดเคราครื้มขึ้นเต็มใบหน้า แค่มองก็รู้ว่าเร่งเดินทางมาตลอดทั้งคืน ครั้งก่อนก็เป็นแบบนี้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน เขาต้องเหนื่อยมากแน่ๆ
จู้เจียงเจียงรู้สึกสงสาร มุดหน้าในอ้อมกอดเขา พูดเสียงอู้อี้ “ท่านพี่ ที่จริงท่านไม่ต้องรีบกลับมาขนาดนี้ก็ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถึงแม้ข้าจะแพ้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย”
นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางเผยด้านที่อ่อนโยนและแสดงความเป็นห่วงเขาออกมาอย่างชัดเจนขนาดนี้
คงเพราะซาบซึ้งใจ หรือบางทีอาจเป็นเพราะจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเลือกที่จะยืนข้างนาง ทำให้นางรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ
ดังนั้นเมื่อเห็นเผยจี้กลับมา จู้เจียงเจียงก็อดไม่ได้ที่จะตาแดง กอดเขาไว้แน่น
“ภรรยาของข้าเก่งที่สุด ไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน” เผยจี้ชอบให้นางพึ่งพาเขา ลูบหัวนางเบาๆ แล้วพูดอย่างปลอบโยน
“ท่านกินข้าวหรือยัง?” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็เงยหน้าถามเขาอย่างจริงจัง
เผยจี้ส่ายหน้าอยากพูดบางอย่าง แต่กลับถูกนางขัดจังหวะเสียก่อน “งั้นข้าไปทำกับข้าวให้ท่าน พวกเรากินข้าวเสร็จค่อยไป”
“แต่ว่าการแข่ง...”
“ไม่มีแต่ ให้พวกเขารอไปเถอะ!” จู้เจียงเจียงไม่สนใจการแข่งขันอะไรนั่นหรอก สามีนางสำคัญที่สุด
นางจูงมือของเผยจี้เข้าห้องครัว ตอนนางกำลังนวดแป้งทำบะหมี่สำหรับสองคน เขาก็ไปล้างหน้า โกนหนวดเคราบนใบหน้าจนสะอาดสะอ้าน
เขาต้องการอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด เพื่อไปสนับสนุนการแข่งขันของภรรยา
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคิดถึงท้องของตัวเองอย่างเชื่องช้า ทางด้านสถานศึกษา ฟ้ายังไม่สว่างก็มีคนมาอย่างไม่ขาดสาย
ไม่ว่าจะเป็นคนจากในเมืองหรือว่าคนจากหมู่บ้านรอบๆ คนที่อยากมาดูความสนุกต่างก็มากันหมด แม้แต่หมิงเหยาที่มีวันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่กลับบ้าน คอยอยู่ที่สถานศึกษาจองที่นั่งให้คนตระกูลหมิงที่กำลังเดินทางมา
สนามออกกำลังกายของสถานศึกษากว้างใหญ่มาก เก้าอี้ในห้องเรียนที่มีทั้งหมดในสถานศึกษาถูกนำออกมาวางล้อมรอบแท่นประลอง เพื่อให้ผู้ที่มาชมได้นั่งดู
ฉากนี้เป็นสิ่งที่จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึง แต่กลับเป็นสิ่งที่พ่อลูกตระกูลอู่ต้องการ
“พวกเจ้าว่าวันนี้ใครกันที่จะเป็นผู้ชนะ?”
“ยังต้องพูดอีกหรือ แน่นอนว่าต้องเป็นคุณชายฉินจากตระกูลราชครูที่มาจากเมืองหลวงอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าเขาชักชวนลูกศิษย์หลายคนในสำนักศึกษาตระกูลหมิงมาเข้าร่วมด้วย ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่”
“อุ้ย งั้นคุณชายฉินก็ชนะแน่นอนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ทำไม พวกเจ้าไม่ได้พนันว่าคุณชายฉินจะชนะหรือ?”
“พนันแล้ว พนันแล้ว...”
แทบจะทุกคนที่มาดูความสนุก หลังจากนั่งลงก็จะตอบโต้บทสนทนาทำนองนี้
ถึงแม้คนที่นั่งข้างๆจะไม่รู้จักกัน แต่ขอแค่พวกเขาพนันด้านที่ชนะเหมือนกัน เช่นนั้นพวกเขาก็คือเพื่อนที่ดีต่อกัน
“นี่จะเริ่มเมื่อไร?”
“รีบร้อนอะไร ฟ้าเพิ่งสว่าง เจ้าดูบนแท่นประลอง ยังไม่มีใครเลย”
ท่ามกลางบทสนทนาที่เต็มไปด้วยการพูดคุยเกี่ยวกับการแข่งขันและการเดิมพันในวันนี้ ก็ยังมีกลุ่มคนที่พูดคุยนอกเหนือจากเรื่องการแข่งขันและบุคคลเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
ที่พวกเขาสนใจมากกว่าก็คือแปลงผักตรงหน้า
“นายท่านเดินผิดทางแล้ว ประตูใหญ่อยู่ทางโน้น” เด็กหนุ่มมือถือดาบยาวคนหนึ่งชี้ไปยังประตูใหญ่ของสถานศึกษา พูดกับเด็กหนุ่มอีกคนที่สวมชุดขาวและดูสง่างามซึ่งเดินนำอยู่ตรงหน้า
เด็กหนุ่มชุดขาวผู้นั้นโบกมือไม่สนใจ ก่อนจะเดินต่อไป
“ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ถั่วลันเตา ถั่วเขียว...”
“กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักคะน้า กะหล่ำปลีม่วง...”
“ฟักเขียว ฟักทอง มะระขี้นก แตงหวาน?”
เด็กหนุ่มชุดขาวเดินผ่านแปลงผักแต่ละแปลงไปเรื่อยๆ ปากก็อ่านชื่อผักที่เขียนไว้บนป้ายหน้าแปลงผักแต่ละแปลงออกมา
“พวกนี้คือผักทั้งหมดเลยหรือ?” เด็กหนุ่มชุดขาวหันกลับไปถามเด็กหนุ่มที่ถือดาบยาวผู้นั้น
เด็กหนุ่มที่ถือดาบยาวยักไหล่ “ข้าน้อยจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าน้อยรู้แค่ว่าหากนายท่านไม่ไปก็จะไม่มีที่นั่งแล้ว”
“รีบร้อนทำไมกัน ไม่มีที่นั่ง ใช้เงินซื้อก็หมดเรื่อง” เด็กหนุ่มชุดขาวไม่สนใจ เดินหน้าต่อไป
เขามองผักในแปลงข้างเท้า ในใจเกิดความรู้สึกพึงพอใจบางอย่าง นิ้วเรียวยาวสัมผัสผลแตงที่ห้อยอยู่บนต้น เขาอยากเด็ดอย่างทนไม่ไหว
ไม่รู้แปลงผักผืนนี้เป็นของบ้านใคร?
ก็เหมือนกับถนนด้านนอกที่ปลูกต้นไม้เส้นนั้น เป็นของคนคนเดียวกันหรือไม่?
สองคนพ่อลูกตระกูลอู่แห่งหอจินชิวก็เพิ่งจะมาถึงหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ
พวกเขานึกว่าตัวเองมาสายพอแล้ว คิดว่าตัวเองสำคัญยิ่งใหญ่เอิกเกริก ใครจะรู้ พอมาถึงก็ได้รู้ว่าจู้เจียงเจียงมาสายกว่าพวกเขาเสียอีก จนตอนนี้แล้วก็ยังไม่โผล่หน้ามา
“หรือว่าแม่นางจู้ยังอยู่บ้าน?” อู่จิ้นขมวดคิ้วถาม
เมื่อครู่ตอนออกบ้านก็ลืมดูสถานการณ์ของบ้านตระกูลเผย เขานึกว่าจู้เจียงเจียงจะมาเตรียมตัวแต่เช้าตรู่ ใครจะรู้ว่านางจะสงบแบบนี้
“สั่งคนกลับไปดูหน่อยเถิด” อู่จิ้นผิงกลับไม่รีบร้อน พูดจบก็หมุนตัวไปทางประตูหลังของสถานศึกษา
ที่นั่นสามารถตรงไปถึงแปลงผักได้ เขาว่าจะไปแปลงผักเก็บมะเขือเทศมาสักสองสามลูก ดูไปพลางกินไปพลาง
แต่ใครจะคาดคิด ในแปลงมะเขือเทศมีคนสองคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว แถมในมือยังกำลังเด็ดมะเขือเทศลูกรักของเขากินอยู่
“ใครกันที่ใจกล้าเพียงนี้ ถึงกลับกล้าขโมยเด็ดมะเขือเทศของข้า!” อู่จิ้นผิงตะคอกเสียงดัง โมโหสุดๆ
ไม่ว่าจะเป็นคนในหมู่บ้านหรือพวกเด็กนักเรียน แม้กระทั่งคนงานที่จู้เจียงเจียงเรียกมาทำงาน ขอแค่รู้ว่าแปลงผักผืนนี้อยู่ในความดูแลของเขา ก็ไม่มีใครกล้าผลีผลามเข้ามาในแปลงผักโดยพลการ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีใครกล้าขโมย
แต่วันนี้กลับมีคนใจกล้าบ้าระห่ำเช่นนี้ ถึงกลับกล้าขโมยลูกรักของไท่ช่างหวงอย่างเขา!
ชายหนุ่มชุดขาวได้ยินก็หันหน้ามา เห็นตาแก่ไม้ใกล้ฝั่งคนหนึ่งกำลังชี้หน้าเขาอยู่ เขาจึงรีบลุกขึ้นยืน ก้มหัวประสานมือทำความเคารพแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสโปรดใจเย็น ข้ามีชื่อว่าสวี่กู้”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุกเข้ามา เป็นเพราะแปลงผักของที่นี่ชวนให้คนหลงใหลเกินไป จึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามาดู ท่านผู้อาวุโสโปรดอภัย”
“สวี่กู้?”
อู่จิ้นผิงได้ยินชื่อนี้ก็ขมวดคิ้วคิดหนักทันที เขาเหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน
“หรือว่าเจ้าคือสวี่กู้ องค์ชายสามแห่งเมืองเสี่ยวซี?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายรู้จักตนเอง สีหน้าของสวี่กู้เผยความตกใจออกมาเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับเป็นเหมือนปกติ “ขอถามผู้อาวุโส รู้ฐานะของข้าได้อย่างไร?”
เมืองเสี่ยวซีเหมือนกับชื่อของมัน คือดินแดนที่เล็กที่สุดจนเล็กกว่านี้ไม่ได้แล้ว เมื่อเทียบกับราชวงศ์ต้าหลี่แล้วก็เล็กกว่าถึงห้าเท่า ดังนั้นราษฎรส่วนใหญ่ของราชวงศ์ต้าหลี่จึงแทบไม่รู้จักการมีอยู่ของเมืองเสี่ยวซี
ไม่คิดเลยว่าจะมีใครจำเขาได้ในทันทีเช่นนี้ ตาแก่ตรงหน้าผู้นี้เป็นใครกันแน่?
“ข้าคือไท่ช่างหวงของราชวงศ์ต้าหลี่ ไม่ทราบว่าองค์ชายสามแห่งเมืองเสี่ยวซีมาราชวงศ์ต้าหลี่ครั้งนี้ด้วยเหตุอันใด?” อู่จิ้นผิงก็ไม่ปิดบังฐานะของตัวเองเช่นกัน
ถึงอย่างไรขอแค่สวี่กู้ไปสืบดูก็จะรู้ฐานะของเขาได้ แล้วทำไมเขาต้องปิดบังด้วย?
ตอนที่ 154: ข้ามาคุมสนามของข้าเอง!
“ท่านคือไท่ช่างหวงแห่งราชวงศ์ต้าหลี่?” สวี่กู้มองสำรวจชายชราไม้ใกล้ฝั่งตรงหน้าอย่างตกใจ
คนผู้นี้รัศมีไม่ธรรมดาไม่เข้ากับหมู่บ้านแห่งนี้เลยสักนิด หากเขาบอกว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ สวี่กู้ก็เชื่อ แต่บอกว่าเขาเป็นไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันแห่งราชวงศ์ต้าหลี่นี่...
“เรียนถามผู้อาวุโส เอ่อ ไม่สิ ทูลถามไท่ช่างหวงแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ เหตุใดพระองค์ถึงมาอยู่ยังที่แห่งนี้ได้?”
แม้ว่าสวี่กู้จะเป็นองค์ชายสามแห่งแคว้นเสี่ยวซี พื้นที่ใหญ่สู้ราชวงศ์ต้าหลี่ไม่ได้ แต่แคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาก็มีส่วนที่เมืองอื่นแคว้นอื่นสู้ไม่ได้
ดังนั้นถึงแม้จะต้องเผชิญหน้ากับราชวงศ์ต้าหลี่ที่ยิ่งใหญ่กว่าถึงห้าเท่า สวี่กู้ก็มิได้หวั่นเกรง
เผชิญหน้าองค์ชายจากแคว้นอื่น เป็นธรรมดาที่อู่จิ้นผิงจะสุภาพกับเขา
อีกทั้งเด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ดูแล้วไม่ใช่คนอันตราย ข้างกายพาคนมาด้วยเพียงคนเดียว เขาไม่จำเป็นต้องกังวลใจ
“องค์ชายสามสวี่กู้ หากวันนี้มีเวลาว่าง ไม่สู้อยู่ต่อ ประเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้ว่าเหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่” อู่จิ้นผิงออกตัวเชิญสวี่กู้ พลางชี้ไปที่ประตูหลังของสถานศึกษา “เชิญ”
แคว้นเสี่ยวซีคือพันธมิตรที่ทุกแคว้นต่างต้องการ นั่นก็เพราะแคว้นเสี่ยวซีมีเหมืองแร่!
“เช่นนั้นก็ต้องขอบพระทัยไท่ช่างหวงมาก”
สวี่กู้ตอบรับอยู่ต่ออย่างสุภาพ จากนั้นก็หันหน้ากลับไปสั่งเด็กหนุ่มที่ถือดาบยาวข้างกายว่า “ซานอิง ไปเก็บผลไม้สีแดงนั่นมาอีกสักสองสามลูก”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
อู่จิ้นผิงมองท่าทางพวกเขาสองคนที่เก็บมะเขือเทศอย่างมีความสุข ก็ไม่รู้จะจัดการพวกเขาอย่างไรจริงๆ
สองคนนี้ยังเป็นเพียงแค่เด็กอยู่เลย
ขณะที่ทั้งสามกำลังนั่งยองเก็บมะเขือเทศอยู่ในแปลงผัก ทางสนามออกกำลังกายของสถานศึกษาก็มีเสียงเพลงอันไพเราะดังกังวานออกมา นั่งคือเสียงร้องอย่างพร้อมเพรียงของผู้คนที่มามุงดูความสนุก
เพลงที่พวกเขาร้องก็คือ《เพลงรักแห่งขุนเขาชา》ที่ทุกคนสามารถร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ
บทเพลงนี้เคยโด่งดังไปทั่วถนนใหญ่ซอกซอยเล็กในเมืองเจียงหนาน ยังเคยขึ้นแสดงบนภูเขาชาตอนเฟิ่งหวงสีทองครั้งหนึ่ง ฐานะที่เป็นประชาชนในเมืองเจียงหนานไม่มีใครที่ร้องไม่ได้?
“นายท่าน ดูเหมือนจะเริ่มแล้ว พวกเรารีบไปกันเถิด” สวี่ซานอิงพูดอย่างร้อนใจพลางกอดผลไม้สีแดงในกระเป๋าเสื้อผ้าไว้แน่น
“ไปกันเถอะ!”
ในที่สุดสวี่กู้ก็ยอมลุกขึ้น ทั้งสองคนวิ่งไปทางสถานศึกษาอย่างรวดเร็ว ทิ้งอู่จิ้นผิงให้เดินตามไปทีหลังอย่างช้าๆเพียงลำพัง
“ข้ายังไม่ถึง ใครกล้าเริ่ม?!” อู่จิ้นผิงไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
เขายังมาไม่ถึง แม้กระทั่งอู่จิ้นยังไม่กล้าไม่รอเขา แล้วทำไมสถานศึกษาถึงเริ่มร้องเพลงไปแล้ว?
แต่อู่จิ้นผิงคิดมากไปแล้ว
นั้นไม่ใช่สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เพียงแต่ทุกคนรอจนเบื่อแล้ว จึงมีคนนำเพลงมาร้องเพื่อเป็นการเรียกความสนใจเท่านั้น
จู้เจียงเจียงและเผยจี้ขี่ม้ามาตัวเดียวกัน และมาถึงอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงเพลงอันดังกึกก้องพร้อมเพรียง
ดวงอาทิตย์ต้นฤดูร้อนค่อยๆลอยสูงขึ้น ตามมาด้วยลมฤดูร้อนที่พัดพาความเย็นสบายมาให้ทุกคน
“มาแล้ว มาแล้ว แม่นางขายชามาแล้ว!” มีคนเห็นจู้เจียงเจียงแล้วจึงตะโกนเสียงดังออกมา
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ เสียงร้องเพลงรอบนอกก็ค่อยๆเงียบลง สายตาของทุกคนต่างย้ายไปที่บนตัวของจู้เจียงเจียงและเผยจี้
จู้เจียงเจียงสวมชุดกระโปรงยาวสีเปลือกไข่เรียบๆ บนศีรษะมีเพียงปิ่นหยกที่เผยจี้มอบให้นาง ใบหน้าสงบนิ่งและท่าทางมั่นใจก้าวขึ้นไปบนแท่นประลอง
“พี่หญิงจู้สู้ๆ!”
“อาจารย์จู้สู้ๆ!”
พวกเด็กๆในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงและพวกเด็กๆในสถานศึกษาต่างทยอยปรบมือให้กำลังใจนาง รัศมีนั้นทำให้คนต่างหมู่บ้านที่มาดูความสนุกรู้สึกหวั่นใจไปหมด
หรือว่าฝ่ายชนะในวันนี้จะไม่ใช่ทางฝั่งคุณชายฉินที่มาจากเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?
“คุณชายฉิน โปรดเมตตาด้วย”
ตอนจู้เจียงเจียงเดินผ่านฉินเฟิง ยังไม่ลืมพูดล้อเล่นกับเขา
ฉินเฟิงก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับพูดเยาะตัวเอง “แม่นางจู้ก็เช่นกัน อย่าทำให้ข้าพ่ายแพ้น่าเกลียดนัก อย่างน้อยข้าก็เป็นคุณชายของตระกูลราชครูเลยนะ”
อันที่จริงเขาเองก็คาดไม่ถึงเช่นกันว่า การเดิมพันขำๆหนึ่งก่อนปีใหม่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเองก็ไม่อยากจะมาปะทะคารมกับจู้เจียงเจียงแบบนี้ เขาแค่มาตามรับสั่งของเจ้านายทั้งสองเท่านั้น
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาอกเอาใจเจ้านายทั้งสองนั่นแหละ
อู่จิ้นผิงรีบกลับมาทัน
อู่จิ้นเห็นบิดาของเขากลับมาแล้ว จึงสั่งให้คนไปบอกให้พวกเขาเริ่มการแข่งขันได้ตามอัธยาศัย
“การประลองในวันนี้ก็แค่การแข่งขันหนึ่งเท่านั้น เชิญท่านทั้งสองปรึกษากันเอง เถิดว่าผู้ใดจะเริ่มก่อน?” โจวเหลียงถูกบีบบังคับให้นั่งอยู่บนแท่นประลอง ในฐานะขุนนาง เขาอึดอัดใจสุดๆ
พูดไว้อย่างดีว่าเป็นการแข่งขันสนุกๆ แต่ถึงกับต้องขอร้องให้เขามาเป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเอง ใครจะเชื่อ
ตรงหน้าโจวเหลียงมีกล่องจับฉลากอยู่หนึ่งกล่อง ด้านในมีหัวข้อหลากหลาย ไม่ว่าใครจับได้ก็ต้องตอบหัวข้อนั้นเหมือนกันทั้งสองฝ่าย ตอบไม่ได้ก็ถือว่าแพ้
จู้เจียงเจียงเพื่อไม่ให้โจวเหลียงลำบากใจ นางจึงลุกขึ้นก่อน ยื่นมือจับฉลากใบหนึ่งลวกๆยื่นให้เขา
“หัวข้อที่แม่นางจับได้คือ ลม”
“ลม?”
ด้านล่างแท่นประลองเกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมาทันที ผู้ชมพากันพูดคุยถึงหัวข้อนี้กับคนข้างกาย พวกเขาคึกคักและกระตือรือร้นต่อการประลองนี้ มากกว่าตัวผู้เข้าแข่งขันทั้งสองฝ่ายเสียอีก
หัวข้อนี้ไม่ว่าจากมุมมองจู้เจียงเจียงหรือฉินเฟิง ก็ง่ายมากๆ
ตอนฉินเฟิงยกพู่กันเขียนอย่างขะมักเขม้น จู้เจียงเจียงยังคงทำท่าไม่รีบร้อน นั่งนิ่งอยู่กับที่มองไปยังทิศของสถานศึกษา เหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง
“เมฆดำคลืบคลานไม่บดบังภูเขา ฝนขาวราวไข่มุกสาดกระเซ็นเข้ามาในเรือ ลมพายุมากะทันหันพัดเมฆดำบนท้องฟ้าให้หายไป น้ำในทะเลสาบใต้หอคอยก็พลันเงียบสงบราวกับท้องฟ้า”
ฉินเฟิงอ่านบทกวีที่ตัวเองเขียนออกมาต่อหน้าฝูงชน อ่านเสร็จยังเหล่มองจู้เจียงเจียงเหมือนกำลังพูดว่า ข้าชนะแล้ว ขออภัย
“เป็นบทกวีที่ดี! เป็นบทกวีที่ดีจริงๆ!”
แม้บทกวีบทนี้จะกล่าวถึง ‘ลม’ เพียงคำเดียว แต่ทุกวรรคทุกบทก็บรรยายถึงภาพที่เกี่ยวข้องกับลม ทำให้คนรู้สึกเหมือนได้เห็นเหตุการณ์จริงราวกับฝนกำลังจะตกพรำๆ
จู้เจียงเจียงก็นับถือฉินเฟิงมาก ไม่เสียทีที่เขาเป็นถึงบุตรชายของราชครู ความรู้ความสามารถเป็นเลิศ
“แม่นาง หรือท่านจะตอบไม่ได้?”
ทางฉินเฟิงมีบัณฑิตหลายคนของสำนักศึกษาตระกูลหมิงเข้าร่วมด้วย เป็นธรรมดาที่เผยจี้จะขึ้นแท่นประลองมาเป็นเพื่อนภรรยาของเขา
เขาเห็นจู้เจียงเจียงยังนิ่งไม่ขยับ รู้สึกกังวลใจแทนนางอย่างช่วยไม่ได้
ไม่เพียงแค่เขา คนอื่นๆก็ยืดคอยาวมาดูทางพวกเขา เหมือนกำลังรอคอยให้จู้เจียงเจียงตอบโต้
จู้เจียงเจียงมีหนึ่งบทเพลงอยู่ในใจนานแล้ว เพียงแต่จนใจ คนที่นางเชิญมาช่วยยังมาไม่ถึง ดังนั้นตอนนี้นางทำได้แค่นั่งอยู่เฉยๆ
อันที่จริงไม่ใช่ว่านางทำเองไม่ได้ เพียงแต่ให้นางร้องคนเดียวอยู่บนแท่นประลอง บรรยากาศคงจะดูแข็งทื่อและน่าอึดอัด
ดังนั้น นางจึงเชิญคณะงิ้วของหอจ้าวเซิงมาช่วย
“พี่หญิงจู้!”
ที่หน้าประตูสถานศึกษามีรถม้าสองคันหน้ามาจอด ก็คือหมิงจี่และคนในหอจ้าวเซิงที่มาถึงแล้ว
“มาแล้ว” จู้เจียงเจียงยกมุมปากขึ้นยิ้ม
นางลุกขึ้นเดินไปยืนกลางแท่นประลอง นำกระดาษในมือยื่นให้พวกน้องห้าที่วิ่งขึ้นมาบนแท่นประลอง
น้องห้านำกระดาษแผ่นนั้นไปให้คณะงิ้วของพวกลุงกง ทุกคนดูแล้วพยักหน้า หาตำแหน่งของตัวเองแล้วนั่งลง จากนั้นก็เริ่มบรรเลงทำนองที่จู้เจียงเจียงให้พวกเขา
“นี่คืออะไร?” คนดูด้านล่างงงงวย ไม่เข้าใจ
เสียงดนตรีดังขึ้น พวกเด็กๆในสถานศึกษาไม่รู้โผล่ออกมาจากที่ไหน ยืนโบกมือไปมาด้านล่างแท่นประลอง ช่วยสร้างบรรยากาศให้จู้เจียงเจียง
เหอะ!
อย่านึกว่าสนามวันนี้เกิดขึ้นได้เพราะพ่อลูกตระกูลอู่เป็นคนจัด แล้วจะปล่อยให้พวกเขาควบคุมได้
นางต้องการทำให้สนามการแข่งขันบทความวิชาการในวันนี้ กลายเป็นการแสดงคอนเสิร์ตสำหรับพวกเขา!
ตอนที่ 155: สู้ไม่ไหวก็เข้าร่วม
“♫ เหตุใดลมยิ่งโหมกระหน่ำ ใจข้ายิ่งคลุ้มคลั่ง พริ้วไหวราวกับผงธุลี ปลิดปลิวไปตามสายลมอย่างอิสระ…♫”
จู้เจียงเจียงเหยียบเท้าก้าวไปตามจังหวะดนตรี ไปยืนอยู่หน้าแท่นประลอง เปิดปากเบาๆ มองผู้ชมนับไม่ถ้วนที่ยืนงงงันอยู่ด้านล่างแท่นประลอง
เพลง《นักสู้》เหมือนสถานการณ์ตอนนี้ของนางมาก นางไม่ยอมแพ้ และจะไม่กลัวแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ฮ่องเต้ส่งมาก็ตาม
นางให้โอกาสฉินเฟิงแค่หนึ่งครั้งเมื่อครู่ ต่อจากนี้ไป เป็นตาของนางแล้ว!
“♫ พัดสิ พัดสิ ข้าไม่กลัวที่จะเดินด้วยเท้าเปล่า พัดสิ พัดสิ ข้าไม่กลัวว่าใครจะทำให้สับสน ดูสิ ข้ากำลังยิ้มอย่างกล้าหาญ ดูสิ ข้ากำลังโบกมือลาอย่างหาญกล้า ♫”
เพลงดำเนินมาถึงจุดสำคัญ ทำให้ผู้ชมที่เดิมมีใบหน้างงงัน ไม่รู้ว่านางกำลังร้องอะไร ต่างตกตะลึงตาค้างกันไปหมด
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเปลือกไข่เรียบๆบนแท่นประลองนั้น ทำไมตอนนี้ดูแล้วช่างหยิ่งยโสและบ้าระห่ำราวกับไม่กลัวอะไรเลย
สีหน้าอู่จิ้นและอู่จิ้นผิงผิดปกติเล็กน้อย พวกเขาเหมือนรับรู้ถึงการเตรียมพร้อมมาเผชิญอย่างยอดเยี่ยมของจู้เจียงเจียง เหมือนนางไม่คิดจะแข่งขันต่อ
หรืออาจจะพูดได้ว่า นางต้องการปิดโอกาสทั้งหมดของฉินเฟิง แม้แต่ลงสนามก็ไม่ให้
ความรู้สึกคนอื่นในเมืองเจียงหนานเหมือนกับพ่อลูกตระกูลอู่ พวกเขาทั้งหมดเดิมพันว่าฉินเฟิงจะชนะ เป็นธรรมชาติที่จะเห็นฝ่ายฉินเฟิงดีกว่า
แต่ตอนนี้ ผู้หญิงที่ยืนอยู่แท่นประลองคนนั้น ทั้งร้องทั้งเต้น ทั้งยังพาคณะงิ้วมาเองด้วย รัศมีนั้นไม่มีใครสั่นคลอนได้
สวี่กู้ดูด้วยความเพลิดเพลิน ถึงขนาดยืนขึ้นโห่ร้องเต้นรำไปพร้อมกับพวกเด็กๆด้านล่าง
“อาจารย์จู้เก่งกาจ!”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทำไมพวกเด็กๆกลุ่มนี้ถึงเรียกแม่นางบนแท่นประลองนั้นว่าอาจารย์ แต่สวี่กู้ก็ไม่สนร้องตามก็จบ
ที่แท้นางเตรียมพร้อมมาตั้งแต่เนิ่นๆแล้ว!
เผยจี้เห็นแบบนี้ รู้สึกความกังวลใจทั้งหมดเมื่อครู่ไม่มีความจำเป็นเลย เขาควรเชื่อมั่นภรรยาเขาอย่างสุดใจถึงจะถูก
“♫ เหตุใดลมยิ่งโหมกระหน่ำ ใจข้ายิ่งคลุ้มคลั่ง ข้าจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้ในสักวัน ยืนหยัดด้วยพลังทั้งหมดที่มี ทำฝันนี้ให้เป็นจริง…♫”
ประโยคสุดท้าย จู้เจียงเจียงร้องและมองไปยังทิศของพ่อลูกตระกูลอู่ ร้องๆอยู่ก็ยักคิ้วให้พวกเขาอย่างภาคภูมิใจ
อย่านึกว่านางไม่รู้ ภายนอกดูเหมือนอู่จิ้นดีใจเพราะจะได้ดูเรื่องสนุก ดังนั้นถึงจัดงานแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ขึ้น
แต่จริงๆแล้ว ลึกๆในใจ เขาอยากจะชนะนางสักครั้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงถูกโจมตีรุนแรงมากมาย หรืออาจพูดได้ว่า เขาไม่เชื่อว่าหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งจะเก่งรอบด้าน รู้ทุกเรื่อง เขาอย่างเอาชนะนาง
แต่บทความบทกวีที่เขาภาคภูมิใจ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะจู้เจียงเจียงได้
อู่จิ้นไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาแค่ไม่อยากยอมรับความเก่งกาจของจู้เจียงเจียงเท่านั้น
“ร้องได้ดี!”
สวี่กู้โบกมือร้องตะโกน หากไม่ใช่สวี่ซานอิงขวางไว้ เขาคงพุ่งขึ้นไปกอดจู้เจียงเจียงบนแท่นประลองแล้ว
“อาจารย์จู้เก่งกาจ อาจารย์จู้เก่งกาจ!”
“ขออีกเพลง ขออีกเพลง...”
ผู้ชมด้านล่างแท่นประลองเพิ่งถูกจุดฉนวนความเร่าร้อน เสียงเพลงก็หยุดลง พวกเขาเก็บความตื่นเต้นในอกไว้ไม่ไหว ทยอยตะโกนเสียงดังขออีกเพลง
แน่นอนว่าในคนที่ตะโกนเสียงดังส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่มาจากหมู่บ้านต่างๆ
พวกเขาเคยได้ยินมานานแล้วว่างิ้วในหอจ้าวเซิงไพเราะน่าฟัง แต่ก็จนปัญญาหาซื้อตั๋วไม่ได้ เงินจะซื้อก็ไม่มี ดังนั้นวันนี้มีเพลงให้ฟังโดยไม่เสียเงิน เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยโอกาสนี้ไป
ส่วนคนในเมืองที่ลงเดิมพันไว้ ทำได้แค่มองดูสถานการณ์ที่ค่อย ๆ ส่งผลเสียต่อพวกเขาตาปริบๆ และทำอะไรไม่ถูก
พวกเขายังคงปากแข็ง ไม่ยอมสนับสนุนจู้เจียงเจียง พยายามควบคุมมือทั้งสองของตัวเอง ไม่ให้มันชูโบกไปมา
จู้เจียงเจียงรับรู้ได้ถึงเสียงโห่ร้องให้กำลังใจจากผู้ชมด้านล่างแท่นประลอง เพลงหนึ่งจบนางไม่หยุดพัก หมุนตัวไปจับฉลากในกล่องใบหนึ่งโยนให้โจวเหลียง
“หัวข้อหลักที่สองคือ ฤดูร้อน”
“ฤดูร้อน? ข้อนี้ง่าย รีบเขียนเร็ว...”
เมื่อหัวข้อนี้ประกาศออกมา พวกฝั่งฉินเฟิงก็พยักหน้า ท่าทางเหมือนมั่นใจเต็มเปี่ยม และกำลังจะยกพู่กันขึ้นเขียน
ทว่าจู้เจียงเจียงได้พูดไว้แล้ว นางจะไม่ให้โอกาสพวกเขาอีก
เห็นแค่นางเดินไปหาเผยจี้ ค้นหาบทเพลงปึกหนึ่งที่นางเอามา หาทำนองเพลงที่เกี่ยวข้องกับ ‘ฤดูร้อน’ บทหนึ่งออกมา แล้วยื่นให้คณะงิ้ว
“คุณชายฉินเร็วหน่อย พวกเขาจะร้องอีกแล้ว!”
คนดูด้านล่างแท่นประลองเริ่มร้อนใจแทนฉินเฟิง เอาแต่เร่งพวกเขาให้เร็วหน่อย แต่พวกฉินเฟิงยิ่งเร่งก็ยิ่งช้า เขียนหนึ่งประโยคก็ต้องพักคิดอีกหนึ่งประโยค
ยังไม่ทันเขียนกวีบทหนึ่งจบ เสียงดนตรีบนแท่นประลองก็ดังขึ้นอีกครั้ง
จบกัน!
แค่ได้ยินเสียงดนตรีนั้น ฉินเฟิงก็สูญเสียจิตใจที่จะต่อสู้ไปทันที เหมือนตัดสินใจยอมแพ้ไปเลย เงยหน้าชื่นชมการร้องเพลงของจู้เจียงเจียง
“พวกนักเรียนด้านล่างแท่นประลอง ลุกขึ้นมาพร้อมกัน อาจารย์เคยสอนพวกเจ้าแล้ว เรามาเพลิดเพลินไปกับฤดูร้อนอันเงียบสงบนี้กัน...” จู้เจียงเจียงยกแขนสูงเหยียดตรงตะโกนเสียงดัง
พวกเด็กๆด้านล่างแท่นประลอง พอได้ยินเพลงนี้ก็คึกคักขึ้นมาในทันที
ทยอยชูมือโบกมือไปมาตามจังหวะเพลงอย่างพร้อมเพรียง
เสียงโห่ร้องและการกระทำของพวกเขา ยังมีการร้องเพลงที่พร้อมเพรียง ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับนิ่งอึ้งไป
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมพวกเด็กๆถึงร้องได้ด้วย?”
“ไม่รู้ พวกเจ้าดูคุณชายฉิน ทำไมเขาไม่เขียนต่อแล้ว?!”
เอาแต่สนใจบนแท่นประลอง อู่จิ้นผิงได้ยินทำนองที่คุ้นเคย มือที่ยกขึ้นลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตบต้นขาตัวเองแรงๆ
“ข้านึกออกแล้ว บทเพลงนี้ข้าเหมือนเคยได้ยิน!”
ตอนเขากำลังเก็บผักอยู่ในแปลงผักของสถานศึกษา จู้เจียงเจียงก็กำลังสอนร้องเพลงอยู่ในห้องเรียน และเคยร้องเพลงนี้ออกมา เขาเลยจำได้
ตอนนั้นเขายังรู้สึกว่าฤดูร้อนที่ร้องอยู่ในเนื้อเพลงช่างสวยงามจริงๆ เป็นสิ่งอู่จิ้นผิงปรารถนา
ในที่สุดเขาก็นึกออกแล้ว
อู่จิ้นผิงกระทืบเท้าลุกขึ้น เปลี่ยนตัวเองเป็นแฟนบอยสูงวัยของจู้เจียงเจียงในทันที พุ่งไปด้านล่างแท่นประลอง ชูสองแขนโบกไปมาพร้อมกับพวกเด็กๆใช้เสียงแหบหนาแก่ๆของเขา ร้องเพลงฤดูร้อนอันแสนหวานร่วมกับทุกคน
“♫ รู้แล้วและหลับแล้ว นอนหลับอย่างสบายใจ ฤดูร้อนที่เงียบสงบในหัวใจของฉัน…♫”
อู่จิ้นมองบิดาวัยเจ็ดสิบกว่าของเขา ที่ทำตัวเหมือนเด็กๆไปให้กำลังใจหญิงสาวคนหนึ่ง ภาพฉากตรงหน้านี้มันสวยงามเกินไป เขาไม่อยากมอง
แต่ก็เสียดายหากละสายตาไป
“♫ รู้แล้วและหลับแล้ว ลาลาลาลา...”
เพลงนี้ค่อนข้างติดหู ท่อนซ้ำร้องไปแค่รอบเดียว ผู้ชมส่วนใหญ่ด้านล่างแท่นประลองก็ฮัมเพลงตามได้แล้ว
พวกเขาทยอยวิ่งมาจากที่นั่งของตัวเอง มายืนอยู่ด้านล่างแท่นประลอง ถูกจู้เจียงเจียงบนแท่นประลองทำให้หลงใหลจนหัวใจว้าวุ่น
ฉากนี้เหมือนกับที่จู้เจียงเจียงคาดการณ์ไว้
ไม่ว่าเวลาไหน เสียงดนตรีคือสิ่งที่โน้มน้าวใจคนได้ดีที่สุด ทำให้คนคล้อยตามได้เร็วที่สุด และเป็นสิ่งที่คนไม่มีทางปฏิเสธได้!
ไม่ว่าเจ้าจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ และไม่สนว่าเจ้าจะร้องได้หรือเปล่า ขอแค่มีบรรยากาศ คนที่ขี้อายที่สุดก็ยังอดที่จะลุกขึ้นยืนไม่ได้
จบไปอีกบทเพลง
อู่จิ้นฟังเสียงโห่ร้องทั้งสนาม เขาก็รู้แล้วว่าวันนี้เขาผิดพลาดไปมากแค่ไหน
เขาไม่ควรจัดการทุกอย่างให้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้จริงๆ ไม่เพียงจู่โจมจู้เจียงเจียงไม่ได้ ยังทำให้ตัวเองถูกโจมตีอย่างแรง ๆ อีกหนึ่งครั้ง
เป็นเขาที่ดูถูกจู้เจียงเจียงผู้หญิงคนนี้เกินไป
“ขออีกเพลง ขออีกเพลง ขออีกเพลง...”
ตอนเสียงเรียกร้องขออีกเพลงดังกึกก้องไปทั่วสถานศึกษาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็ไม่มีใครสนใจพวกฉินเฟิงบนแท่นประลองอีกต่อไป
เพราะพวกเขารู้ดีว่าสู้ไม่ไหว ดังนั้นจึงเข้าร่วมด้วยความเต็มใจ ยินยอมพร้อมใจยกสนามนี้ให้จู้เจียงเจียงจัดการแสดง
“คุณชายฉิน พวกท่านไม่แข่งแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงถามทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ
ฉินเฟิงส่ายหน้ายิ้มๆ “แม่นางจู้ สี่ตำลึงปาดพันชั่ง ข้ายอมแพ้แล้ว”
หากเขาดูไม่ออกว่าวันนี้นางตั้งใจทำลายการแข่งขันครั้งนี้ เขาคงเป็นคนโง่แล้วจริงๆ
แต่ว่าพูดตามจริง ผลในตอนนี้ก็ไม่แย่นัก อย่างน้อยเขาก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้ย่อยยับ
ตอนที่ 156: หรือนี่ก็เป็นองค์ชายของราชวงศ์พวกท่าน?
“คอแห้งแล้วสินะ?”
“ฮ่าๆๆ...พวกเจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ? ดูสิเขาก็พูดไม่ออกเหมือนกัน”
“วันนี้สนุกสุดๆไปเลย หากมีวันหลังได้เล่นแบบนี้อีกก็คงจะดี!”
“…”
ในที่สุด ‘งานเทศกาลดนตรี’ แบบง่ายๆของสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงครั้งที่หนึ่ง ก็จบลงในช่วงบ่าย
หลังงานจบลง ทุกคนที่มาร่วมงานไม่ว่าจะชายหรือหญิง คนแก่หรือเด็ก คนสูงศักดิ์หรือชาวบ้าน ล้วนเสียงแหบแห้งหมดไม่มีข้อยกเว้น
พวกเขาตะโกนจนเสียงแหบพร่า ตัวจู้เจียงเจียงเองก็ร้องจนเสียงหายเช่นกัน
เผยจี้มองไปยังโต๊ะที่ว่างเปล่าตรงหน้า ลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดหน้าสีเทาออกมาแล้วเดินไปหาจู้เจียงเจียง ช่วยนางเช็ดเหงื่อ
นางร้องบทเพลงทั้งหมดที่เตรียมมาหมดแล้ว และน้ำชาบนโต๊ะก็ดื่มจนหมดแล้วเช่นกัน ตอนนี้ไม่มีอะไรให้ดื่มแล้ว
“กลับบ้านไหม?” เผยจี้ถามนาง
จู้เจียงเจียงเล่นจนสุดท้ายเหมือนวิ่งรอบแท่นประลอง เหงื่อชุ่มเสื้อผ้าไปหมด
“อืม กลับบ้าน! ข้าร้อน...” นางทั้งเหนื่อยทั้งร้อน พิงอยู่บนตัวเขา
เผยจี้ไม่รังเกียจกลิ่นเหงื่อบนตัวนางเลยสักนิด พยุงนางหมุนตัวแล้วแบกนางขึ้นหลัง กลับไปต่อหน้าต่อตาทุกคน
“เสี่ยวอวี๋ อย่าลืมกลับบ้านไวหน่อย”
ก่อนออกจากสถานศึกษา เผยจี้ยังไม่ลืมกำชับเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังเล่นอย่างบ้าคลั่ง
เผยเสี่ยวอวี๋ยังร้องเพลงกับพวกเด็กๆในสถานศึกษาอยู่ ร้องเพลงที่พวกเขาร้องได้ เป็นเพลงที่ได้ยินมาในวันนี้
ทุกคนร้องด้วยกันก็จะทำให้จำได้มากยิ่งขึ้น
“ข้ารู้แล้วพี่ชาย!”
เพราะภายหลังมีคนมาดูความสนุกเยอะขึ้นเรื่อยๆ ตอนฝูงชนแยกย้าย ทุกคนต่างเบียดเสียดกันไปที่หน้าประตู ดังนั้นถึงแม้จะตามจู้เจียงเจียงไป แต่สวี่กู้ก็เบียดสู้คนอื่นไม่ไหว ทำได้แต่มองพวกเขาจากไป
เดิมทีเขายังอยากไปชวนคุยหญิงสาวคนเมื่อครู่นี้พูดคุยให้ละเอียด!
จริงด้วย!
ไท่ช่างหวงแห่งราชวงศ์ต้าหลี่!
จู่ๆ เหมือนสวี่กู้จะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หันไปทิศที่อู่จิ้นผิงอยู่
“ทูลถามไท่ช่างหวงแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ พระองค์รู้หรือไม่ว่าหญิงสาวบนแท่นประลองเมื่อครู่นี้เป็นผู้ใด? คนที่พวกเด็กๆด้านล่างเวทีเรียกว่าอาจารย์จู้”
ลักษณะใบหน้าที่ตื่นเต้นของเขา อู่จิ้นผิงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร พวกเขาตากแดดจนหน้าแดง เม็ดเหงื่อท่วมตัว
“ข้าเกือบลืมไปแล้วว่าองค์ชายสามยังอยู่ที่นี่ด้วย”
อู่จิ้นผิงเห็นสวี่กู้จึงนึกขึ้นได้ว่าเขายังอยู่ด้วย เปิดปากเชิญชวนให้เขากลับไปหอจินชิวด้วยกัน “หากองค์ชายสามไม่มีธุระอะไรแล้ว ไม่สู้ตามข้ากลับไปพร้อมกันเถิด”
“ตกลง!”
สวี่กู้ยังคิดจะหาข่าวหญิงสาวคนเมื่อครู่ผ่านอู่จิ้นผิง ดังนั้นเขาจึงตอบตกลงไปตามนั้น
เพียงแต่ตอนที่เขาไปถึงหน้าประตูหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ถึงได้รู้ว่าที่แท้หญิงสาวคนเมื่อครู่อาศัยอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังอยู่ตรงข้ามหอจินชิว
นางมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับฮ่องเต้สองรุ่นแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ เดิมแท่นประลองวันนี้ก็จัดเตรียมไว้เพื่อนาง?
เพียงแต่การใช้ไม่เหมือนที่เห็นในวันนี้เท่านั้น
“ที่แท้วันนี้จักรพรรดิอู่อยากจะลูบคมแม่นางจู้ผู้นั้น กลับคิดไม่ถึงว่านางจะพายเรือทวนน้ำ ย้อนกลับมาหยามพวกท่านสินะพ่ะย่ะค่ะ? ฮ่าๆๆ...”
สวี่กู้ช่างใจกล้าไม่กลัวตายจริงๆ ถึงกับกล้าหัวเราะเยาะฮ่องเต้สองพระองค์แห่งราชวงศ์ต้าหลี่
แต่เหมือนพ่อลูกตระกูลอู่จะไม่โกรธเคือง คงเพราะวันนี้มีความสุขสุดๆ บวกกับตัวสวี่กู้ไม่มีเจตนาร้าย หรืออาจจะเพราะบ้านเมืองของสวี่กู้มีเหมืองแร่
โดยรวมแล้ว ตั้งแต่ที่พวกเขาเดินจากสถานศึกษากลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็ดูจะอยู่ร่วมกันได้ไม่เลว
เมื่อจู้เจียงเจียงกลับถึงบ้านก็รีบไปอาบน้ำเย็นทันที สบายตัวสุดๆ
และหากไม่ใช่เพราะเผยจี้ขวางไว้ นางคงไปว่ายน้ำที่ลำธารเล็กทางทิศเหนือแล้วค่อยกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า
“องค์ชายสาม นี่คือลานบ้านของแม่นางจู้ เป็นอย่างไร งดงามมากใช่หรือไม่?”
อู่จิ้นผิงชี้ไปทางบ้านตระกูลเผย น้ำเสียงนั้นหากไม่รู้ยังนึกว่าลานบ้านที่งดงามขนาดนั้นเป็นของหอจินชิวของเขาเองเสียอีก
“ศาลา บ่อน้ำ แปลงผักเล็กๆ และกำแพงรั้วดอกไม้ ยังมีทุ่งนาสีเขียวขจีผืนใหญ่ตรงหน้า ดี! ช่างเป็นชนบทที่แสนสบายจริงๆ!”
สวี่กู้แค่มองก็ชอบที่นี่เข้าแล้ว เพียงแต่...
“สิ่งใดกันที่แขวนอยู่ชั้นบนตัวเรือน? แล้วกลิ่นแปลกๆที่ลอยมาในอากาศนี้คือสิ่งใดกัน?”
“ที่องค์ชายสามเห็นทั้งหมดตอนนี้ ก็คือความพิเศษของแม่นางจู้ สิ่งเหล่านี้มีแค่นางที่รู้ว่าคืออะไร” อู่จิ้นผิงตั้งใจเอาของอร่อยมายั่วเขา
เขาไม่พูดเพราะหวังดีกับสวี่กู้ ไม่งั้นคืนนี้เขาคงกินข้าวไม่ลง
“หอจินชิว เชิญองค์ชายสาม”
ระหว่างทางกลับ พวกเขาต่างก็ทำความรู้จักกันและกันมาแล้ว
ตอนสวี่กู้ออกมาเที่ยวเล่น บังเอิญผ่านที่นี่คล้ายกับอู่จิ้นผิง คือต่างก็ใช้ฐานะอันสูงศักดิ์ของตัวเองทำเรื่องเอาแต่ใจ
แต่เขาไม่ใช่ออกวังโดยไม่ได้บอกกล่าวผู้ใด เพียงแต่ใช้โอกาสนี้เดินทางท่องเที่ยวไปยังเมืองต่างๆ
สวี่กู้เพิ่งถึงเมืองเจียงหนานเมื่อวาน และเนื่องจากเห็นป้ายประกาศหน้าที่ว่าการ ดังนั้นวันนี้เขาจึงมาปรากฏตัวอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ในเมื่อบังเอิญเจอฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ต้าหลี่ เขาจึงตอบรับคำเชิญพักที่หอจินชิว
สวี่ซานอิงองครักษ์ของเขา ตอนนี้กำลังไปโรงเตี๊ยมในตัวเมือง เอาชุดเปลี่ยนมาให้เขา
พ่อลูกตระกูลอู่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งสะอาดสบายๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่สวี่กู้เพิ่งได้ชุดและไปอาบน้ำในห้องเมื่อครู่
หลังสวี่กู้อาบน้ำออกมา เขาก็พบว่าเจ้าของหอจินชิวไม่อยู่กันสักคน มีแต่คนใช้เฝ้าอยู่
“จักรพรรดิอู่เล่า?” เขาถามสาวใช้
สาวใช้คนนั้นก้มหน้าตอบอย่างสุภาพว่า “ทูลองค์ชาย นายท่านทั้งสองและคุณชายฉินดื่มชาอยู่บ้านตระกูลเผยฝั่งตรงข้ามเพคะ”
“ดื่มชา?”
ศัพท์คำนี้สวี่กู้ได้ยินแล้วรู้สึกทั้งแปลกและคุ้นเคย เหมือนเพิ่งได้ยินคนพูด ‘ดื่มชา’ สองคำนี้ในสถานศึกษา
เขาเร่งฝีเท้าเดินไปบ้านตระกูลเผยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
เมื่อเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นราวไม้ไผ่มีกระด้งวางอยู่ ข้างในมีใบไม้สีเขียวปูราบอยู่เต็มไปหมด
บนเรือนแขวนวัตถุสีเหลืองแห้งๆ ร้อยเป็นพวงหลายๆพวง ส่งกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ สิ่งนั้นกำลังแกว่งไกวไปมาตามลมเหมือนผ้าม่าน
บนระเบียงรับลมมีผู้ชายสี่คนนั่งอยู่
สวี่กู้รู้จักสามคนในนั้นก็คือเจ้านายทั้งสองและผู้ติดตามของหอจินชิว ยังมีอีกคนที่เขาเคยเห็นแต่ไม่รู้จัก
แล้วแม่นางคนนั้นเล่า?
สวี่กู้มองไปรอบทิศ ตามหาเงาของจู้เจียงเจียง
“องค์ชายสามมาดื่มชาสักถ้วยเถิด ชาที่แม่นางจู้ชง พูดได้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง” อู่จิ้นผิงอ้าปากเรียกคน ไม่เช่นนั้นสวี่กู้คงไม่ยอมมา
“ท่านพี่ช่วยข้าไปช้อนกุ้งมาสักสองสามจินเถิด เย็นนี้ก็ทำแบบเรียบง่ายก็พอ”
จู้เจียงเจียงตะโกนเรียกเผยจี้ ในมือนางถือตะกร้าเปียกชุ่มกลับมาจากทางทิศเหนือ
วันนี้หนิวต้งมาดูความสนุกที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง และได้เอาเครื่องในหมูสดๆมาให้นางด้วย นางเพิ่งกลับมาจากการไปล้างเครื่องในที่ลำธารเล็กทางเหนือ ถือโอกาสไปเยี่ยมพวกน้องห้า
ไม่ง่ายเลยที่พวกน้องห้าจะกลับมาสักเที่ยว เป็นธรรมดาที่พวกเขาอยากจะอยู่กับพวกน้องเก้าสักคืนก่อนค่อยกลับไปในเมือง
“อาจารย์จู้!”
ในที่สุดสวี่กู้ก็ได้เจอไอดอลของตัวเองในวันนี้ เขาวิ่งไปอย่างตื่นเต้น แม้แต่ชาก็ยังไม่ทันได้ดื่ม “ท่านคืออาจารย์จู้บนแท่นประลองวันนี้ใช่หรือไม่ ข้าชื่อสวี่กู้ ได้พบท่าน ข้าดีใจจริงๆ!”
เขาประสานมือคารวะให้จู้เจียงเจียง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองสำรวจเขาแวบหนึ่งแล้วมองไปทางพ่อลูกตระกูลอู่
“ผู้อาวุโสอู่ หรือท่านนี้ก็เป็นคนในราชวงศ์ของพวกท่าน?”
เดิมนางอยากถามว่า คนนี้ใช่หนึ่งในลูกชายจำนวนมากมายของอู่จิ้นผิงหรือเปล่า แต่นางไม่กล้า หากถามขึ้นมาแล้วเกิดไม่ใช่ล่ะ?
ถึงแม้คนตรงหน้า ไม่ว่าดูจากการแต่งกายหรือว่ารัศมีแล้วจะดูคล้ายคลึงกับอู่จิ้นมากก็ตาม
ตอนที่ 157: แขกที่บ้านมีเหมืองแร่
ถูกที่สวี่กู้เป็นองค์ชาย แต่เขาไม่ใช่องค์ชายของราชวงศ์ต้าหลี่ แต่เป็นของแคว้นเสี่ยวซี
“แคว้นเสี่ยวซี?”
จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วพยายามค้นหาความทรงจำในสมอง ดูเหมือน… “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“…” สวี่กู้รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้
มีชาวบ้านส่วนน้อยของราชวงศ์ต้าหลี่เท่านั้นที่จะเคยได้ยินชื่อแคว้นเสี่ยวซีของพวกเขา มีเพียงแค่บุคคลที่ต้องติดต่อกับพวกเขาเพื่อขอซื้อแร่เหล็กเท่านั้นถึงจะรู้
ชาวบ้านทั่วไปคนอื่น ขอแค่ไม่สู้รบ ก็แทบจะไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย
“แม่นางจู้ แคว้นเสี่ยวซีผลิตแร่เหล็กได้จำนวนมาก เป็นพันธมิตรที่ราชวงศ์ต้าหลี่ของเราอยากคบค้าสมาคมด้วยที่สุด” อู่จิ้นผิงกระซิบเตือนจู้เจียงเจียงหนึ่งประโยค
ผลิตแร่เหล็กจำนวนมาก?
ประโยคนี้ทำให้ดวงตาทั้งสองของจู้เจียงเจียงลุกวาว นางไม่ได้อยากได้แร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซี แต่เป็นเพราะนางเพิ่งเคยได้เห็นคนที่รวยมากๆตัวเป็นๆ ที่มีเหมืองแร่อยู่ในบ้านครั้งแรก จึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
“ที่แท้ท่านก็คือพี่ใหญ่ที่มีเหมืองแร่อยู่ในบ้านนี่เอง จุ๊ๆ ทั้งอ่อนเยาว์และหล่อเหลาขนาดนี้!”
จู้เจียงเจียงเปลี่ยนท่าทีที่ดูห่างเหินราวกับคนแปลกหน้าเมื่อครู่ มองสำรวจสวี่กู้ขึ้นลง ในดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้และชื่นชมซื่อๆ
“มีเหมืองแร่ในบ้าน?”
เป็นครั้งแรกที่สวี่กู้ได้ยินคนอธิบายตัวตนของเขาเช่นนี้ แต่เหมือนนางก็พูดถูก แคว้นเสี่ยวซีคือบ้านของเขา และบ้านของเขาก็มีเหมืองแร่อยู่จริงๆ
“แม่นางจู้ชอบคนที่ในบ้านมีเหมืองแร่มากหรือ?”
หากเป็นอย่างนี้ละก็ เช่นนั้นเขาก็จะเป็นเพื่อนกับนางได้ง่ายๆใช่หรือไม่? มาหานางฟังเพลงได้ทุกวัน?
จู้เจียงเจียงยังไม่ทันได้ตอบ ตะกร้าที่มีกุ้งอยู่เต็มใบก็ถูกยื่นมาขวางกลางระหว่างสองคน
เห็นแค่ใบหน้าหึงหวงของเผยจี้ถลึงตาให้สวี่กู้ จากนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลัน พูดเสียงอ่อนโยนกับจู้เจียงเจียง “ฮูหยิน ข้าจะไปช่วยเจ้าทำกับข้าวเอง ไปกันเถอะ”
“เอ๊ะ...จู้...”
“องค์ชายสามเชิญนั่งเถิด อีกประเดี๋ยวตอนกินข้าว ท่านก็มีโอกาสได้พูดคุยกับแม่นางจู้” อู่จิ้นพูดอย่างหยอกล้อ
สายตาของสวี่กู้มองไปมาระหว่างห้องครัวกับระเบียง สุดท้ายก็นั่งลงที่โต๊ะชาบนระเบียง ร่วมดื่มชากับคนทั้งสามของหอจินชิว
“นี่คือรสชาติของชาหรือ? สัมผัสแรกถึงแม้จะรสฝาดหน่อย แต่เมื่อน้ำชาไหลผ่านลำคอลงไปแล้วก็รู้สึกถึงความหวานอ่อนๆหอมสดชื่น ดื่มถ้วยหนึ่งลงท้องก็รู้สึกสดชื่นไปทั้งตัว เยี่ยมจริงๆ!”
สวี่กู้ดื่มชาครั้งแรกก็อธิบายออกมาได้ละเอียดขนาดนี้ ไม่รู้ว่าได้รับอิทธิพลมาจากสามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หรือว่าผลจากบรรยากาศและสถานที่
การได้ดื่มชาที่รสฝาดอ่อนๆ และหอมหวานเช่นนี้ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้รู้สึกเข้าใจอะไรๆได้ง่ายขึ้น
“ชานี้คืออะไรหรือ? ทำไมไม่เคยได้ยินราชวงศ์ต้าหลี่พูดถึงมาก่อน?”
ราชวงศ์ต้าหลี่พยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแคว้นเสี่ยวซี จึงมักจะแลกเปลี่ยนของดีซึ่งกันและกันไม่ขาด
แต่ของดีอย่างใบชานี้ ตอนเขาอยู่แคว้นเสี่ยวซีกลับไม่เคยเห็นมาก่อน
พูดถึงตรงนี้ พ่อลูกตระกูลอู่ก็ยิ้มอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย “พูดตามตรง องค์ชายสามสวี่ ใบชานี้หลังจากข้ามาถึงเมืองเจียงหนานก็เพิ่งได้ลิ้มลอง สิ่งนี้ยังไม่เคยมีการส่งไปที่หลี่จิง”
“โอ้? หมายความว่า มีเพียงแค่ที่นี่ที่เดียวเท่านั้นที่จะได้ดื่มชาชนิดนี้อย่างนั้นหรือ?”
สวี่กู้มองไปรอบทิศ
ถึงแม้ที่นี่จะงดงาม แต่พูดอย่างไรที่นี่ก็ดูยากจนมากเกินไป เมื่อเทียบกับสถานศึกษาที่เขาไปมาเมื่อเช้านี้
สถานที่ที่ยากจนขนาดนี้ กลับมีของดีเช่นนี้ ทำให้คนยากจะเชื่อจริงๆ
แค่น้ำชาอึกเดียวทำให้สวี่กู้ยากจะเชื่อ หากเขารู้ว่าเรื่องอื่นที่นี่ไม่ตกใจอ้าปากค้างหรือ?
“แค่ชาเพียงอึกเดียวก็ทำให้จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์สองท่านแห่งราชวงศ์ต้าหลี่อาลัยอาวรณ์ที่นี่ได้แล้ว?” สวี่กู้ถามด้วยใบหน้าสงสัย
พ่อลูกตระกูลอู่ได้ยินแบบนี้ มองหน้ากันแล้วหัวเราะเบาๆ “องค์ชายสามสวี่ ลองพักอยู่ที่นี่อีกสักสองสามวัน แล้วเจ้าก็จะเข้าใจเหตุผลเอง”
ถึงตอนนั้น กลัวว่าเขาเองก็จะไม่อยากจากไป
พวกเขาคุยกันจนกระทั่งมีกลิ่นหอมของกับข้าวลอยมาจากทางห้องครัว คนทั้งสามของหอจินชิวได้กลิ่นก็รู้ว่ามันคืออะไร
“ทั้งสามท่านกินข้าวกันเร็วหน่อยได้หรือไม่? วันนี้เล่นมากทั้งวัน พวกท่านคงจะหิวกันแล้วใช่ไหม?”
สวี่กู้ได้กลิ่นอาหารจึงดื่มชาลงไปอีกหลายถ้วย ท้องเขากลับรู้สึกหิวมากขึ้นไปอีก
วันนี้กินแค่ข้าวเช้าหิ้วท้องมาจนถึงตอนนี้ เขาทนไม่ไหวนานแล้ว
แต่พ่อลูกตระกูลอู่ในฐานะเจ้าบ้านกลับนั่งนิ่งไม่ยอมขยับ ยังต้องให้เขาอ้าปากถามขอกินอาหารกับพวกเขา วิธีการรับแขกของราชวงศ์ต้าหลี่นี่จะมักง่ายเกินไปแล้วกระมัง
“แม่นางจู้ทำกับข้าวอยู่ไม่ใช่หรือ?” อู่จิ้นพูดตอบ
พูดเพิ่งจบก็ได้ยินเสียงของจู้เจียงเจียงดังมาจากในห้องครัว “ท่านทั้งหลาย รบกวนใครว่างๆ ช่วยข้าเก็บเห็ดลงมาหน่อย ข้ากับสามีละมือไปไม่ได้”
“ได้”
อู่จิ้นแย่งตอบก่อน จากนั้นก็เห็นเขาวางถ้วยชาลง แล้วลุกขึ้นไปชั้นสองของบ้านตระกูลเผยพร้อมกับฉินเฟิง
สวี่กู้เห็นฉากตรงหน้าก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก!
เขาเหมือนเห็นผี เบิกตากว้างมองอู่จิ้นผิงที่อยู่ข้างตัว แล้วพูดว่า “ไท่ช่างหวงแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ ท่านเห็นหรือไม่? จักรพรรดิอู่ถึงกับช่วยหญิงชาวไร่คนหนึ่งทำงาน!”
เมื่อเทียบกับเขาแล้ว อู่จิ้นผิงดูจะใจเย็นกว่ามาก
“พวกเรามารบกวนแม่นางจู้ทุกวัน ช่วยงานนางเล็กๆน้อยๆ เป็นเรื่องที่สมควร”
ทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้ เขาเองก็ไปแปลงผักทำหน้าที่เก็บผักให้คนเขาทุกวัน?
อีกทั้งงานเล็กน้อยแค่นี้ หากพวกเขายังไม่ยอมช่วย ต้องถูกจู้เจียงเจียงไล่ออกไปไม่ให้พวกเขากินข้าวแน่นอน
เพื่อสามารถขอข้าวกินได้ งานเล็กๆน้อยๆเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย
ใช้คำพูดของจู้เจียงเจียงมาพูดก็คือ นางไม่ใช่แม่ครัวบ้านใคร อยากกินข้าวก็ต้องช่วยทำงาน
เวลาสั้นๆที่สวี่กู้มาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็เห็นภาพฉากที่ทำให้เขาตกใจจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา
เขานึกว่าเขาในฐานะองค์ชายผู้สง่า ออกบ้านพามาแค่องครักษ์คนหนึ่งก็ติดดินแล้ว คิดไม่ถึงถึงกับมีคนไม่มีมาดมากกว่าเขาเสียอีก
หากได้ยากจริงๆ!
เชื้อพระวงศ์ตอนนี้เข้าถึงคนง่ายขนาดนี้แล้วหรือ? สวี่กู้กำลังสงสัยในตัวเอง
จนกระทั่งเขาได้ลองชิมกับข้าวที่จู้เจียงเจียงทำ เขาเข้าใจทันทีว่าทำไมพ่อลูกตระกูลอู่ถึงลดตัวมาอยู่ที่นี่ ทั้งยังช่วยนางทำงานอีก
“สิ่งนี้คืออะไร? มันอร่อยมากจริงๆ ตักข้าวให้ข้าอีกถ้วย!”
สวี่กู้กินข้าวถ้วยที่สี่แล้ว ทุกรอบเขาจะคลุกน้ำของไส้อ่อนผัดพริกเสฉวนกินจนหมด
“คุณชายสวี่กินแค่พอประมาณเถิด ตอนเย็นกินเยอะไม่ดี ดื่มน้ำแกงสักถ้วยดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงมองเขาแบบกลัวๆ นางเป็นห่วงว่าเขาจะกินจนจุก
“น้ำแกงนั่นคืออะไร? ทำไมถึงมีกลิ่นหอมอ่อนๆ?”
“น้ำแกงเห็ดซี่โครง” จู้เจียงเจียงใช้เห็ดที่ตากกึ่งแห้งมาตุ๋น
เห็ดที่ผ่านการตากกลิ่นจะหอมแรงกว่า ดังนั้นน้ำแกงที่ต้มออกมากลิ่นจะฉุน บวกกับนางใส่สมุนไพรพวกโป่ง รากสนและโสมซานชีที่ขุดกลับมาจากป่า รสชาติน้ำแกงจึงยิ่งน่าทาน
แน่นอนว่านางตุ๋นน้ำแกงนี้เพื่อเผยจี้
ช่วงนี้เผยจี้เหนื่อยมากๆ วิ่งไปกลับเมืองเจียงหนานและเมืองเจียงเป่ยหลายเที่ยว กินไม่ดีนอนไม่พอ นางถือว่าบำรุงร่างกายให้เขา
ดังนั้นตอนสวี่กู้ยกหม้อกระเบื้องนั้นไปวางตรงหน้าตัวเองแล้วค่อยๆดื่ม นางก็จับมือของเขาเอาไว้
“คุณชายสวี่ ท่านดื่มถ้วยเดียวก็พอแล้ว น้ำแกงนี้ข้าตุ๋นให้สามีข้า ท่านแค่อาศัยใบบุญเขาเท่านั้น”
“ข้าหรือที่อาศัยใบบุญสามีเจ้า?”
สวี่กู้มองชายผู้โชคดีคนนั้นแวบหนึ่ง ภายในใจรู้สึกแย่เล็กน้อย
เขาเป็นองค์ชายผู้สง่า ต้องมาอาศัยใบบุญคนอื่นถึงได้กินของเหล่านี้ตั้งแต่เมื่อไร?!
“ข้าไม่ดื่มแล้ว!” สวี่กู้ปล่อยมืออย่างอารมณ์เสีย จากนั้นก็ยื่นถ้วยให้จู้เจียงเจียง “ตักข้าวให้ข้าอีกถ้วย!”
“ตักเองสิ” เผยจี้เหล่มองสวี่กู้แวบหนึ่ง
เขาทำใจไม่ลงที่จะให้จู้เจียงเจียงช่วยตักข้าวให้ เช่นนั้นคนอื่นก็อย่าได้คิด!
ตอนที่ 158: มีทั้งเหมืองแร่และเงินทอง
ไม่ง่ายเลยที่เผยจี้จะกลับบ้านมาสักเที่ยว จู้เจียงเจียงจึงถูกรังแกซ้ำๆอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตอนที่พวกเขาสองสามีภรรยานอนจนถึงตอนเที่ยงแล้วก็ยังไม่ตื่น นายท่านทั้งหลายของหอจินชิวก็ได้พาสวี่กู้เดินเที่ยวไปทั่วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหนึ่งรอบแล้ว
จากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงถึงภูเขาชา ต่อด้วยบ่อกุ้ง แทบจะไปจนครบทุกที่
สวี่กู้ที่เมื่อวานยังคิดว่าที่พ่อลูกตระกูลอู่อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่ยอมจากไป เป็นเพราะที่นี่มีวิวสวยและมีชาดื่มเท่านั้น
แต่วันนี้ หลังจากที่เดินทั่วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว เขาถึงรู้ว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่ที่นี่ต่อ ไม่ใช่เพราะชาเพียงอย่างเดียว
จริงๆแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือที่นี่มีหญิงสาวนามว่าจู้เจียงเจียงอยู่ด้วย
“สิ่งเหล่านี้ที่พวกเราเห็นในวันนี้ คือฝีมือของแม่นางจู้ทั้งหมดจริงหรือ?” สวี่กู้ยากจะเชื่อ
ทำไมผู้หญิงคนเดียวอย่างจู้เจียงเจียง ทำไมถึงทำเรื่องมากมายขนาดนี้ได้?
“ไม่ทราบว่าองค์ชายสามสวี่ รู้จักสถานที่ที่ชื่อหอจ้าวเซิงในตัวเมืองเจียงหนานหรือไม่?” อู่จิ้นผิงถามเขา
สวี่กู้พยักหน้า “ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงก็ได้ยินชาวบ้านในตัวเมืองกำลังร้องเพลงเกี่ยวกับเมืองเจียงหนาน ในเนื้อเพลงเจียงหนานมีทิวทัศน์สวยงาม แต่ว่าวิวที่แท้จริงของที่นี่ก็ธรรมดา ธรรมดา ไม่ได้สวยงามมากนัก ได้ยินว่าบทเพลงนี้มาจากหอจ้าวเซิงใช่หรือไม่?”
อู่จิ้นผิงเห็นด้วยกับคำพูดของเขา ทิวทัศน์ของเมืองเจียงหนานนั้นธรรมดา
แต่บทเพลงและการแสดงงิ้วที่มาจากหอจ้าวเซิง เขาไม่อนุญาตให้ใครพูดตำหนิ “หอจ้าวเซิงนั่นก็เป็นฝีมือของแม่นางจู้เช่นกัน”
“อะไรนะ?” สวี่กู้ตกใจ “รวมถึงหอจ้าวเซิงด้วยหรือ?!”
เมื่อเห็นท่าทางตกใจของเขา อู่จิ้นก็เข้าใจดี เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน เขาก็แสดงอาการแบบนี้ออกมาเหมือนกัน
สวี่กู้นิ่งเงียบไปหลังจากรู้ว่าทั้งหมดตรงหน้าที่เห็น เกิดจากฝีมือของจู้เจียงเจียง
หลังจากนั้นพักใหญ่ เขาเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก หมุนตัวกลับไปทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทันที
เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน เขาก็ไม่ได้ไปที่หอจินชิว แต่ตรงไปที่ลานบ้านของตระกูลเผยที่อยู่ตรงข้าม
บนระเบียงหน้าประตูลานบ้านตระกูลเผย เห็นมีแค่เผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังอ่านเขียน ทว่ากลับไม่เห็นสามีภรรยาตระกูลเผย
“เด็กน้อยเสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้เจ้าเล่า?” สวี่กู้ถามอย่างร้อนใจ
“พี่ชายและพี่สะใภ้ยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ” เผยเสี่ยวอวี๋ไร้เดียงสา ไม่รู้เรื่องอะไรทำได้แต่พูดความจริง
สวี่กู้ขมวดคิ้วแน่น มองไปทางบันไดแวบหนึ่ง อยากจะพุ่งขึ้นไปแต่กลับรู้สึกกลัวเผยจี้แปลกๆ
ไอสังหารบนตัวผู้ชายคนนั้นรุนแรงมาก เขาสู้ไม่ไหว
ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ดื่มชารอต่อไป
“องค์ชายสามสวี่โปรดอย่าถือสา วันนี้เป็นวันสุดสัปดาห์ แม่นางจู้เหนื่อยมาทั้งสัปดาห์ อีกทั้งสามีนางก็เพิ่งกลับมาบ้าน ย่อมต้องเป็นเช่นนี้แหละ” อู่จิ้นผิงพูดปลอบโยนเขา
จู้เจียงเจียงและเผยจี้ จะพูดอย่างไรดี พวกเขาล้วนเป็นเสาหลักในอนาคตของราชวงศ์ต้าหลี่ แม้แต่พวกเขาตระกูลอู่ก็ยังต้องระวังไม่ทำให้ขุ่นเคืองใจ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวี่กู้
“อะไรคือวันสุดสัปดาห์? อะไรคือหนึ่งสัปดาห์?” สวี่กู้ได้ยินคำที่ตัวเองไม่เคยได้ยินอีกแล้ว เขามีลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง
อย่าบอกเขานะ ว่าเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียงด้วย?
“เรื่องนี้มาจากคำแนะนำของแม่นางจู้…”
“…” จู้เจียงเจียง นางยังมีความคิดบ้าๆอีกเยอะแค่ไหนกัน?!
ไม่รู้ทำไม สวี่กู้ไม่ค่อยเต็มใจอยากยอมรับความสามารถของจู้เจียงเจียงแท้ๆ แต่ในใจเขากลับรู้สึกตื่นเต้นเหมือนเจอของล้ำค่าแปลกๆ
แม้ว่าแคว้นเสี่ยวซีจะผลิตแร่เหล็กได้จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่หมายปองของหลายแคว้นใหญ่ แต่การที่มีเหมืองก็ส่งผลกระทบต่อการเกษตรอย่างมาก
คุณภาพดินยากจะปลูกอะไรได้ ประชาชนของแคว้นเสี่ยวซีมีอาหารการกินจำกัดที่ พวกชาวบ้านขุดและขายแร่ได้เงินมาไม่น้อย แต่กลับใช้จ่ายออกไปไม่ได้ ความจริงนี้ทำให้ตระกูลสวี่รู้สึกปวดหัวมาก
ทุกปีแต่ละแคว้นก็ใช้สิ่งของมาแลกแร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซี แต่สิ่งของเหล่านั้นไม่เป็นที่ต้องการในแคว้นเสี่ยวซีอีกแล้ว เพราะพวกเขากินกันจนเบื่อแล้ว
หากสามารถนำสิ่งเหล่านี้ของจู้เจียงเจียงส่งไปยังแคว้นเสี่ยวซีได้ เช่นนั้นคงจะได้รับความนิยมอย่างมากเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นเขาที่พากลับไป ภาพลักษณ์ขององค์ชายที่ไร้ประโยชน์ก็จะหายไปด้วย?
สวี่กู้คิดเรื่องเหล่านี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งคิดก็ยิ่งทนรอไม่ไหว
เมื่อเห็นว่าใกล้จะบ่ายแล้ว แต่จู้เจียงเจียงยังไม่ตื่น เขาอดไม่ได้ที่จะวิ่งไปออกไปที่ลานบ้าน แล้วตะโกนขึ้นชั้นบน “แม่นางจู้ ฝนตกแล้ว รีบตื่นมาเก็บเห็ดของท่านได้แล้ว!”
เขาตะโกนเสร็จก็วิ่งกลับไปนั่งดื่มชาอย่างเป็นกังวล ทำเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
เป็นอย่างที่คิด เมื่อได้ยินเสียงตะโกน จู้เจียงเจียงก็เด้งขึ้นจากเตียงตามสัญชาตญาณ ตอนจะลงจากเตียงไปเก็บเห็ด ก็มีแขนข้างหนึ่งยื่นมาจับนางไว้บนเตียง
“ฮูหยิน ฝนไม่ตก” เผยจี้ตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว
เขาเห็นจู้เจียงเจียงหลับสบาย ทำใจแข็งปลุกนางตื่นไม่ได้ มือเท้าคางมองดูนางนอนหลับ
นี่คือช่วงเวลาแห่งความสุขที่หายากของเขา กลับถูกองค์ชายสามสวี่ที่ไม่รู้จักความตายที่อยู่ชั้นล่างผู้นั้นทำลายลง วันนี้เขาจะต้องให้บทเรียนแก่เขาเสียให้เข็ด!
“จริงหรือ?” จู้เจียงเจียงยังคงเบลอๆอยู่ มองนอกหน้าต่างแวบหนึ่งแล้วถามว่า “ตอนนี้เป็นเวลาเท่าใดแล้ว?”
“เพิ่งเลยเวลากินข้าวเที่ยง ฮูหยินหิวหรือไม่?” เผยจี้กอดนางอย่างเอาแต่ใจด้วยความเพลิดเพลิน แต่ก็ไม่อยากให้นางหิว “ฮูหยิน...”
ตอนเปิดปากอีกครั้ง เสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็นแหบพร่าลง
จู้เจียงเจียงรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเขา ไม่ว่าน้ำเสียงหรือร่างกาย นางหดตัวเล็กลงอย่างกล้าๆกลัวๆ พยายามออกจากในอ้อมกอดเขา
“ท่านพี่สายมากแล้ว ควรลุกได้แล้ว”
เมื่อคืนนางถูกรังแกซ้ำๆ จนเกือบฟ้าสางถึงนอนหลับไป มีสามีที่พละกำลังดีแบบนี้คนหนึ่ง นางทนไม่ได้รับไม่ไหวจริงๆ
“อืม” เผยจี้พยายามสยบความปรารถนาของตัวเอง
ปล่อยนางออก พลิกตัวนอนมุดหน้ากับเตียงนอน อยู่ห่างนางนิดหนึ่ง
จู้เจียงเจียงได้รับอิสระ ก็รีบลงจากเตียงไปหาเสื้อผ้าสวมใส่ หลังจากหวีผมล้างหน้าง่ายๆแล้ว ถึงเดินลงชั้นล่างมาอย่างเชื่องช้า
“คุณชายสวี่ ท่านมาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”
นางจำเสียงพ่อลูกตระกูลอู่และฉินเฟิงได้ เสียงตะโกนเมื่อครู่ไม่ใช่ของพวกเขา นอกจากพวกเขาก็มีแต่สวี่กู้แล้ว
สำหรับการเมินเฉยของนาง สวี่กู้รู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่พอคิดถึงเรื่องที่จะทำหลังจากนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะกลืนความขุ่นเคืองนั้นลงไป
“แม่นางจู้ ข้าอยากทำการค้าพืชไร่กับเจ้า ไม่รู้ว่าเจ้าพอจะมีเวลาฟังหรือไม่?”
“ท่านจะทำการค้ากับข้า?”
ไม่เพียงจู้เจียงเจียงที่รู้สึกตกใจ พ่อลูกตระกูลอู่ก็เช่นกัน
หากสวี่กู้อยากทำการค้าขายกับชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งในราชวงศ์ต้าหลี่ พวกเขาไม่ใส่ใจได้ แต่คนที่เขาต้องการร่วมงานด้วยครั้งนี้กลับเป็นจู้เจียงเจียง
พวกเขาไม่สนใจไม่ได้แล้ว
ไม่ต้องคิดเยอะ พ่อลูกตระกูลอู่ก็พอเดาได้ว่าสวี่กู้ต้องการจะทำการค้าอะไรกับจู้เจียงเจียง
ของที่นี่ อย่าว่าแต่แคว้นเสี่ยวซีอยากได้ แม้แต่เมืองหลี่จิงของพวกเขาก็อยากได้เหมือนกัน
“ข้ารับแค่เงินสด ไม่รับแร่หิน” จู้เจียงเจียงมองพ่อลูกตระกูลอู่แวบหนึ่ง
นางไม่กล้าขอแร่กับคนอื่นต่อหน้าฮ่องเต้เด็ดขาด ถ้าเกิดถูกคนใจคดตีความเกินจริงว่านางจะกบฏแล้วจะทำอย่างไร?
อีกทั้งตอนนี้สามีนางยังเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่ง ในมือกุมกองกำลังทหารไว้ หากมีการทำการค้าขายเหมืองแร่อีก เช่นนั้นโดยรวมก็เท่ากับก่อกบฏแล้ว
นางยังต้องรักษาชีวิตนี้ไว้อยู่
“งั้นจะยากอะไร พวกเราแคว้นเสี่ยวซีนอกจากมีเหมืองแร่ ยังมีเงินด้วย!” สวี่กู้กล่าวด้วยท่าทางภาคภูมิใจมาก
ตอนที่ 159: หรือยังคิดจะใช้ชีวิตม่าย? นั่นเป็นไปไม่ได้!
“แม่นางจู้ เจ้าคือราษฎรของราชวงศ์ต้าหลี่ ต้องทำเพื่อราชวงศ์ต้าหลี่เป็นอันดับแรก แม่นางจู้โปรดคิดทบทวน” อู่จิ้นเห็นทั้งสองคนคุยกันอย่างถูกคอเช่นนี้ เขาอดไม่ได้จะพูดแทรกขึ้นมา
ประชาชนในราชวงศ์ต้าหลี่ยังกินไม่อิ่ม ขาดเสื้อผ้าสวมใส่ให้ความอบอุ่น หากมีสิ่งของที่ให้ผลผลิตสูงเหล่านั้นในมือจู้เจียงเจียง แน่นอนว่าต้องเพื่อบ้านเกิดก่อนเป็นอันดับแรก จะให้แคว้นเสี่ยวซีก่อนได้อย่างไร
อีกอย่างเขายังคิดยืมมือของจู้เจียงเจียงมาทำการซื้อขายแร่เหล็กกับแคว้นเสี่ยวซีด้วย
หากว่าพวกเขาทั้งสองคนร่วมมือกันส่วนตัวแล้ว เช่นนั้นเขายังจะมีอะไรไปเจรจากับแคว้นเสี่ยวซีได้อีก?
หายากที่อู่จิ้นจะวางมาดเหมือนตอนเขาเพิ่งมาถึงที่นี่ครั้งแรก ท่าทางที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเกรงขาม อีกทั้งยังบอกให้นางคิดทบทวน หากจู้เจียงเจียงยังฟังความหมายโดยนัยนั้นไม่ออก งั้นนางก็คงโง่มากๆ
ราชสำนักแสดงชัดว่าไม่อยากให้นางทำการค้าเป็นการส่วนตัวกับแคว้นเสี่ยวซี
ที่จริงนางก็เข้าใจได้ บางครั้งการทำการค้ากับต่างประเทศก็จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลถึงจะได้
สวี่กู้คนนี้ดูเหมือนไม่มีจิตใจชั่วอะไร โกรธก็คือโกรธ ดีใจก็ดีใจ ไม่เคยเก็บซ่อน แต่นี่ไม่ได้บ่งบอกว่าคนข้างหลังเขาจะเป็นเช่นนี้เหมือนกัน
หากแคว้นเสี่ยวซีที่อยู่เบื้องหลังเขาอยากกลืนกินธุรกิจเล็กๆของนาง ไม่มีการสนับสนุนจากราชวงศ์ต้าหลี่ นางต้องถูกเอารัดเอาเปรียบแน่นอน
ดังนั้นคำพูดของอู่จิ้น จู้เจียงเจียงจึงต้องทำการคิดพิจารณา
“คุณชายสวี่ ทำการค้าได้ แต่ข้าทำกับท่านโดยตรงไม่ได้ ต้องมีราชวงศ์ต้าหลี่เป็นคนกลางระหว่างพวกเรา ข้าถึงจะทำการค้ากับท่านได้”
จู้เจียงเจียงมองพ่อลูกตระกูลอู่แวบหนึ่ง กล่าวให้พวกเขาสบายใจ
นางยอมหาเงินได้น้อยลงดีกว่าไปเสี่ยงอันตราย
สวี่กู้เห็นแบบนี้ก็นึกว่านางถูกพ่อลูกตระกูลอู่ข่มขู่ ดังนั้นถึงได้พูดออกมาเช่นนี้
เขาไม่สนใจคำพูดของพ่อลูกตระกูลอู่ หันไปพูดอย่างตรงไปตรงมากับจู้เจียงเจียงว่า “แม่นางจู้ ท่านสบายใจได้ ทำการค้ากับตระกูลสวี่ ขอแค่ท่านเอ่ยปาก คนอื่นไม่ว่าใครก็ทำอะไรท่านไม่ได้”
ในเมื่อแคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาผลิตแร่เหล็กได้จำนวนมาก ก็เป็นธรรมดาที่อาวุธทางทหารจะเยี่ยมเป็นอันดับหนึ่ง
มีข้อได้เปรียบที่ดีระดับนี้ในมือ ไม่ว่าเมืองไหนแคว้นไหนก็ไม่กล้ายกทัพมาตีแคว้นเสี่ยวซีง่ายๆ นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ถึงแม้แคว้นเสี่ยวซีจะเป็นพื้นที่เล็กๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าล่วงเกิน
ขอแค่มีเขาสวี่กู้คลุมหัวอยู่ ราชวงศ์ต้าหลี่ก็ไม่กล้าทำอะไรจู้เจียงเจียง!
เขาเป็นองค์ชายน้อยที่ถูกเลี้ยงมาอย่างสุขสบายจริงๆ
จู้เจียงเจียงแอบอิจฉาความไร้กังวลของสวี่กู้อยู่ในใจ เขาน่าจะถูกแคว้นเสี่ยวซีตามใจจนเหลิง ความคิดถึงได้ไร้เดียงสาแบบนี้ ไม่รู้ว่าการทำธุรกิจยังมีความซับซ้อนอยู่มากมาย
นึกว่าธุรกิจทั้งหมดที่มี ขอแค่ใช้เงินก็จะสำเร็จได้
“ความหวังดีของคุณชายสวี่ข้ารับไว้ด้วยใจ แต่ที่ฝ่าบาทเพิ่งพูดไปก็ถูก ข้าในฐานะราษฎรของราชวงศ์ต้าหลี่ และสามีของข้าก็เป็นแม่ทัพ พวกเรากระทำการใดก็ต้องนึกถึงราชวงศ์ต้าหลี่ไว้ก่อนถึงจะถูก”
จู้เจียงเจียงแสดงเจตจำนงของตนเองและเผยจี้ ตั้งแต่โบราณใจกษัตริย์ยากจะคาดเดา นางต้องดำเนินการตามกฎระเบียบ
“อีกทั้งท่านก็เห็นแล้ว ข้าทำไร่ทำนาเป็นเท่านั้น ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย หากไม่มีการสนับสนุนของราชสำนัก ถึงแม้พวกเราทำการค้ากันสำเร็จ ข้าก็ขนส่งออกไปไม่ได้อยู่ดี”
ในด้านการขนส่ง นางยังไม่ได้เริ่มทำ ไม่มีรถม้าจะส่งของออกไปได้อย่างไร?
เวลานี้ก็ต้องพึ่งพาอาศัยราชสำนักแล้ว
ได้ยินคำนี้ อู่จิ้นก็ใช้พื้นที่นี้ให้เป็นประโยชน์ “แม่นางจู้พูดถูก ข้ามีทหารและม้าชุดหนึ่งอยู่ที่เมืองเจียงเป่ยพอดี หากสองแคว้นจะทำการค้า ข้าสามารถให้คนและม้ารับผิดชอบการขนส่งได้”
คนและม้าอยู่เมืองเจียงเป่ยที่เขาพูด แน่นอนว่าคือทหารและม้ารวมกันสองพันคนที่ให้เผยจี้นำไปซ่อมเขื่อนเมื่อปีก่อน
เขื่อนใกล้จะเสร็จงานแล้ว คนและม้าก็จะว่างพอดี ตัดสินใจให้อยู่ที่เมืองเจียงหนานทำงานขนส่งให้จู้เจียงเจียงไปเสียเลย
เผยจี้ที่เพิ่งลงมาชั้นล่างได้ยินคนและม้าของตัวเองจะถูกจัดสรรให้จู้เจียงเจียง เขาอดไม่ได้จะแอบดีใจ
หากเป็นแบบนี้ เขาก็จะอยู่ข้างกายภรรยาของเขาได้อย่างสง่าผ่าเผยแล้ว
ปัญหาเรื่องนี้สวี่กู้ไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆ
เพราะแคว้นเสี่ยวซีถูกทุกแคว้นเอาใจ เรื่องขนส่งไม่เคยต้องให้พวกเขามาคิดมาก ดังนั้นด้านนี้จึงค่อนข้างอ่อนแอ
หากมีคนของราชสำนักรับผิดชอบเรื่องการขนส่ง แน่นอนว่าจะลดเรื่องยุ่งยากให้เขากับจู้เจียงเจียงได้ คิดอย่างนี้แล้วให้ราชวงศ์ต้าหลี่แทรกแซงก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่แย่นัก
“หากเป็นอย่างนี้ละก็ เรื่องการทำการค้านับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ”
ดูท่าเขาจะยอมแพ้แล้ว
“งั้นพวกเราก็หาเวลามาหารือร่วมกันอีกทีดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงคำนึงถึงองค์รวม อยากเปิดประชุมกับพวกเขาทั้งสามฝ่าย
“งั้นเรื่องนี้ก็รบกวนแม่นางจู้แล้ว”
พ่อลูกตระกูลอู่และสวี่กู้ไม่มีใครคัดค้าน มอบเรื่องนี้ให้จู้เจียงเจียงไปจัดการ
หากมอบให้นางทำละก็ เช่นนั้นก็ไม่ได้ง่ายๆแบบนั้นแล้ว
นางต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการค้าระหว่างแคว้น ข้อตกลงระหว่างสามฝ่าย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การแบ่งหน้าที่รับผิดชอบถึงปัญหาที่จะเจอระหว่างการขนส่งผักผลไม้ต่างๆ
จะคุยแต่เรื่องราคา แบ่งผลตอบแทนไม่ได้ ความรับผิดชอบจึงเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำให้ชัดเจนที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้นที่นางเผชิญไม่ใช่คู่ค้าธรรมดา แต่เป็นถึงฮ่องเต้และองค์ชาย นางจึงต้องยิ่งระมัดระวังมากๆ
“ฮูหยิน วันนี้ข้าต้องไปแล้ว จะกลับมาอีกครั้งคืองานเสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนั้นจึงจะได้ปักหลักอยู่บ้าน ช่วงเวลานี้ข้าคงว่อกแว่กไม่ได้ เจ้าอยู่บ้านระวังอย่าให้ตัวเองเหนื่อยเกินไป งานหนักๆรอข้ากลับมาค่อยทำ เข้าใจหรือไม่?”
เผยจี้จะต้องเดินทางไปเมืองเจียงเป่ยอีกครั้ง
ช่วงนี้ฝนตกนับวันยิ่งถี่ ฤดูฝนใกล้เข้ามาแล้ว งานทางเมืองเจียงเป่ยกำลังเก็บงาน ช่วงเวลานี้เขาคงจะยุ่งมาก กลับมาอีกไม่ได้
เขาเป็นห่วงว่าพวกคนที่หอจินชิวจะรังแกนางในเรื่องการทำการค้า ดังนั้นก่อนจะจากไป เขาจึงไปหาพวกเขาและ ‘คุย’ เป็นพิเศษ
พวกเขาน่าจะฟังเข้าใจแล้วกระมัง แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้
“ข้ารู้แล้ว ท่านพี่ไปอย่างสบายใจเถิด เรื่องปักหลักไม่รีบร้อน”
จู้เจียงเจียงชินกับสามีคนนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ชินกับความรู้สึกที่มีเขาอยู่บ้านตลอดเวลา
เขากลับมาอยู่ถาวร นั่นหมายถึงชีวิตของนางอาจมีการเปลี่ยนแปลง เช่นเรื่องการมีลูก
“ข้าร้อนใจ!” เผยจี้มองนางอย่างจริงจัง
จู้เจียงเจียงกำลังคิดอะไรอยู่ อย่านึกว่าเขาไม่รู้
ตั้งแต่เขาเปิดเผยสถานะและกลับมาอาศัยอยู่ที่นี่ นางก็ไม่ค่อยพอใจ
นางยังคิดจะใช้ชีวิตม่าย? เขาเป็นคนแรกที่คัดค้าน!
ความคิดของจู้เจียงเจียงถูกมองทะลุ ใบหน้าอึดอัดเล็กน้อย “เอ่อ…แบบว่า ท่านพี่ รีบขึ้นม้าเถิด ไม่งั้นฟ้าจะมืดแล้วนะ”
เขาอยากอยู่กับนางให้นานอีกหน่อย ดังนั้นทุกครั้งหลังกินมื้อเย็นเสร็จถึงจะจากไป นางว่าอะไรก็ไม่ฟัง
“นี่ให้ท่านกินระหว่างเดินทาง ถือไว้ให้ดี”
“ฮูหยิน...”
เผยจี้กอดขนมเปี๊ยะยัดไส้ร้อนๆไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าอาลัยอาวรณ์
จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก ผู้ชายร่างโตคนหนึ่ง ทำไมชักช้ากว่านางเสียอีก “เสี่ยวอวี๋ ไปส่งพี่ชายเจ้าถึงหน้าประตูหมู่บ้านสักหน่อย!”
นางพูดจบก็หมุนตัวขึ้นชั้นบนไปเก็บเห็ด
แต่ถึงแม้นางจะแสดงออกแบบตรงไปตรงมามากแค่ไหน ทว่าเมื่อมองแผ่นหลังของเผยจี้ที่กำลังขี่ม้าออกไป ในใจจู้เจียงเจียงก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาเช่นกัน
หากบอกว่าไม่คิดถึงเขานั้นคงเป็นเรื่องโกหก
ตอนที่ 160: กล้าให้คำแนะนำกับฮ่องเต้
“ดังนั้นจะบอกว่า ทุกอย่างที่ท่านเห็นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ท่านจะเอาทั้งหมด?” จู้เจียงเจียงไม่อยากจะเชื่อ ถามยืนยันกับสวี่กู้อีกครั้ง
หลังจากพวกเขาบอกว่าจะร่วมมือกัน นางก็พาสวี่กู้ไปหมู่บ้านเหล่านั้นทั่วเมืองเจียงหนาน
แต่ละหมู่บ้านรับผิดชอบปลูกอะไร เมื่อไรถึงจะเก็บเกี่ยวได้ ต้องการเงื่อนไขอะไรในการขนส่ง นางบอกกับสวี่กู้เป็นข้อๆ พอกลับมาถึง เขาก็ตบโต๊ะตัดสินใจทันที
ซื้อทั้งหมด!
“ไม่ได้หรือ?” สวี่กู้ทำหน้าใสซื่อ
“ได้สิ! ทำไมจะไม่ได้เล่า!”
มีลูกค้ารายใหญ่ขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรจู้เจียงเจียงย่อมต้องตอบตกลง “ขอแค่จ่ายเงิน อะไรก็ได้!”
นางตอบตกลงแบบง่ายๆ พ่อลูกตระกูลอู่ที่อยู่ข้างๆ จึงไม่ค่อยพอใจ
“แม่นางจู้ ให้แคว้นเสี่ยวซีไปทั้งหมดแล้ว เช่นนั้นราชวงศ์ต้าหลี่จะทำอย่างไร?” อู่จิ้นผิงตบต้นขาอย่างร้อนใจ
เขามาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนานขนาดนี้ ไม่ว่าอย่างไรจู้เจียงเจียงก็ควรให้ความสำคัญเรื่องมาก่อนได้ก่อน เขายังไม่ได้ของเหล่านั้นเลย ทำไมแคว้นเสี่ยวซีถึงได้ไปทั้งหมด
ถึงแม้เขาจะอยากได้แร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซีมากก็ตาม
จู้เจียงเจียงเห็นใบหน้าร้อนใจของอู่จิ้นผิง ก็อดยิ้มบางๆไม่ได้ “ผู้อาวุโสอู่ ของเหล่านั้นอยู่ในราชวงศ์ต้าหลี่ หากท่านอยากได้ ไปปลูกเองก็ได้แล้ว ทำไมต้องแย่งผลไม้แห้งกับแคว้นเสี่ยวซีด้วยเล่า?”
ของจากเมืองเจียงหนานส่งไปยังแคว้นเสี่ยวซี คาดว่าต้องใช้เวลาครึ่งเดือนกว่า สับปะรดและพวกแตงโมยังพอขนส่งไหว แต่เฉ่าเหมยไปไม่ได้แน่นอน
ดังนั้นของพวกเฉ่าเหมย นางคิดจะสร้างโรงงานในหมู่บ้านทำเป็นแยมขายให้แคว้นเสี่ยวซี
ของประเภทกุ้งและเห็ดก็เช่นกัน นางขายเป็นของแห้งทั้งหมด
ส่วนราชวงศ์ต้าหลี่...
ความทะเยอทะยานของจู้เจียงเจียงไม่ได้มีเพียงแค่อาหารแห้งเท่านั้น
“ปลูก?” อู่จิ้นผิงไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน “เจ้าหมายความว่า ของพวกนี้ที่อื่นก็ปลูกได้เหมือนกันหรือ?”
“ไม่เพียงแค่สิ่งเหล่านี้ อันที่จริงข้อสำคัญยังเป็นข้าว ต้องแก้ปัญหาเรื่องปากท้องก่อน ค่อยมาแก้ปัญหาเรื่องผลไม้และของว่างเหล่านี้ก็ยังไม่สาย” จู้เจียงเจียงพูดเปลี่ยนเรื่อง
นางจะเอาของทุกอย่างที่มีพูดออกไปทั้งหมดในทีเดียวไม่ได้ ไม่อย่างนั้นนางก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไรแล้ว
นางแก้ปัญหาเรื่องพืชไร่ให้ราชวงศ์ต้าหลี่ก่อนได้ ส่วนเรื่องผลไม้ ปลาและกุ้ง นางอยากให้พวกมันกลายเป็นจุดเด่นของเมืองเจียงหนานแล้วค่อยขายออกไป
อีกอย่าง ผลไม้ที่ปลูกในปีนี้ก็มีแค่ไม่กี่อย่างที่ออกผลได้
ผลไม้ข้างทางเหล่านั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรอถึงปีหน้าจึงจะออกผล พวกเขาร้อนใจไปก็ไม่มีประโยชน์
“ไม่ทราบว่าแม่นางจู้มีแผนการอย่างไร?” พ่อลูกตระกูลอู่ดูจู้เจียงเจียงไม่ออก
หลายครั้ง พวกเขาก็ไม่รู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“ง่ายมาก แบ่งที่ดินทำการทดลอง ทำสัญญาที่ดิน ลดการเก็บส่วย หากทำได้ละก็ ราชสำนักให้เงินอุดหนุนสักหน่อยก็ไม่เลว” เพียงช่วงเวลาสั้นๆ จู้เจียงเจียงก็แสดงความคิดออกมาหลายรายการ
นี่ล้วนเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ประเทศในชาติก่อนของนางสามารถทำการปฏิรูปได้ แล้วทำไมราชวงศ์ต้าหลี่จะทำไม่ได้?
แต่สิ่งเหล่านี้สำหรับพ่อลูกตระกูลอู่ที่เป็นคนในยุคโบราณแล้ว นี่มันดูจะใจกล้าเกินไปหน่อยจริงๆ
“อะไรนะ? ลดการเก็บส่วย? ยังต้องให้เงินอุดหนุน? แม่นางจู้ นี่มันเป็นความคิดที่เพ้อฝันไปหน่อยจริงๆ คลังหลวงไม่มั่นคง แล้วราชวงศ์จะมั่นคงได้อย่างไร?”
สำหรับพวกเขาแล้ว ขอแค่คลังหลวงเต็ม ถึงรับประกันความมั่นคงของราชวงศ์ต้าหลี่ได้
ดังนั้นตลอดมา ส่วยข้าวของพวกประชาชนถึงได้เยอะแบบนั้น
แต่เหมือนพวกเขาจะลืมไป ประเทศที่มั่นคงและราษฎรที่มั่งคั่งจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้
สวี่กู้ก็รู้สึกว่าความคิดนี้ของจู้เจียงเจียงใช้ไม่ค่อยได้
ถึงแม้ว่าแคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาจะไม่เหมาะกับการเพาะปลูก ข้าวที่กินได้ก็แลกเปลี่ยนมาจากแคว้นต่างๆ แต่แร่เหล็กอยู่ในการควบคุมของเชื้อพระวงศ์มาโดยตลอด ให้ใครเอาไปไม่ได้
ไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะปกครองบ้านเมืองให้สงบและมั่นคง
“ผู้อาวุโสอู่ ท่านอย่าเพิ่งอารมณ์เสีย ข้าก็พูดไปแล้ว แบ่งที่ดินทำการทดลอง ท่านสามารถเลือกพื้นที่หนึ่งมาทดลองดูก่อนได้ หากว่าผลลัพธ์ดีละก็ ท่านก็ค่อยๆขยายผลออกไป ไม่จำเป็นต้องนำไปใช้ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ในทันที”
จู้เจียงเจียงแนะนำอย่างอดทน
นางมีความมั่นใจว่าจะสามารถพัฒนาการเกษตรของราชวงศ์ต้าหลี่ทั้งหมดได้ แต่ราชสำนักคงไม่ยอมไว้ใจ
ดังนั้นนางถึงเสนอความคิดแบ่งที่ดินทำการทดลองนี้ออกมา
“เช่นนั้นการทำสัญญาที่ดินคืออะไร?” อู่จิ้นเริ่มสนใจความคิดของจู้เจียงเจียงขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
“ก็คือเอาที่ดินคืนให้เกษตรกร ให้พวกเขาดำเนินการไถปลูกตามจำนวนคนในครอบครัว ปลูกได้เท่าไรก็ถือว่าเป็นของพวกเขาเอง แบบนี้ถึงจะเป็นแรงจูงใจให้กับทุกคนได้”
ที่จริงแล้ว ในมือที่ว่าการทุกที่มีที่ดินเปล่าที่บุกเบิกไว้จำนวนมาก ส่วนใหญ่ยึดมาจากในมือคนรวย
หลังจากที่ว่าการยึดมาก็ไม่มีการเพาะปลูก อีกทั้งยังไม่ให้ชาวบ้านปลูก ปล่อยทิ้งว่างอยู่แบบนั้น
ก็เหมือนก่อนหน้านี้ที่จู้เจียงเจียงไปถามโจวเหลียงขอที่ทำบ่อกุ้ง หากไม่ใช่ว่านางมีความสัมพันธ์กับเขานิดๆ ในมือมีเงินหน่อยๆ ก็ไม่รู้ว่าที่ดินนั้นจะถูกปล่อยทิ้งไว้ถึงเมื่อไร
ที่ว่าการถือที่ดินเหล่านั้นไว้ในมือก็เพื่อรอให้คนมีเงินมาซื้อ สร้างรายได้ให้แก่ที่ว่าการ
แต่จริงๆแล้ว การที่พวกเขาทำแบบนี้ถือเป็นการทำลายที่ดินเหล่านั้น และขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจทางการเกษตรของท้องถิ่น
“คืนที่ดินให้เกษตรกร?”
อู่จิ้นมองผืนดินของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตรงหน้า ไม่ค่อยเข้าใจ “ที่ดินเหล่านี้ไม่ใช่ให้พวกเจ้าปลูกอยู่แล้วหรือ?”
จู้เจียงเจียงได้ยินดังนั้นก็แอบมองบนหนึ่งครั้งอย่างไม่เกรงใจ “ฝ่าบาท ที่ดินของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่พระองค์เห็นตอนนี้ ส่วนใหญ่พวกชาวบ้านถางป่าออกมาด้วยตัวเอง มีเพียงไม่กี่ครัวเรือนในหมู่บ้านเท่านั้นที่จะมีโฉนดที่ดิน”
ที่ดินมีโฉนดถึงจะปล่อยออกมาจากที่ว่าการ ที่ดินอื่นล้วนไม่ใช่
“อีกทั้งถึงแม้จะถางป่าเอง ทว่าตอนจ่ายส่วย ที่ว่าการก็เก็บไปแบบไม่ขาดตกข้าวสักเม็ดเดียว” นางพูดแขวะออกมาอีกหนึ่งประโยค
กฎพวกนี้ไม่ยุติธรรมเลย พวกชาวบ้านจึงขาดแรงจูงใจในการทำไร่นา
หากไม่ใช่เพราะนางให้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ผลิตผลออกมาได้ปริมาณมากเหล่านั้นให้พวกเขาไปปลูก ทำให้สิ้นปีพวกเขามีข้าวส่วนเกินออกมา ไม่อย่างนั้นพวกชาวบ้านเกรงว่าจะอยู่แบบถูไถไปแบบนี้ ยอมกินผักป่ามากกว่าจะยอมตั้งใจเพาะปลูกอย่างจริงจัง
“นี่...”
คำพูดของจู้เจียงเจียง ทำเอาอู่จิ้นเป็นใบ้พูดไม่ออก
สิ่งที่เขาเห็นในราชสำนักตลอดมาก็คือ การให้ความสำคัญกับ ‘ส่วนรวม’ เติมคลังหลวงให้เติมก่อนเป็นอันดับแรก
แต่คิดไม่ถึงว่าตอนเติมเต็มคลังหลวง ประชาชนจำนวนมากจะต้องเสียสละผลประโยชน์มากมายขนาดนี้
“แม่นางจู้ ข้ารับปากเรื่องแบ่งที่ดินทำการทดลองและการทำสัญญาที่ดินที่เจ้าบอกได้ แต่เรื่องลดการเก็บส่วยและเงินอุดหนุน ข้ายังต้องปรึกษาหารือกับขุนนางใหญ่คนอื่นๆก่อนถึงจะได้” อู่จิ้นยอมถอยแค่ครึ่งเดียว
“เช่นนั้นฝ่าบาทจะกลับไปปรึกษากับเหล่าขุนนางใหญ่เมื่อไรเพคะ?” จู้เจียงเจียงถามเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
อันที่จริงการที่เขายอมเห็นด้วยกับสองรายการแรก ก็เหนือความคาดหมายของนางแล้ว
แต่ในเมื่อเขายอมไตร่ตรองอีกสองรายการหลัง เช่นนั้นทำไมนางจะคาดหวังสักหน่อยไม่ได้ ถ้าหากสำเร็จเล่า?
คำถามนี้ในเวลาสั้นๆ อู่จิ้นตอบไม่ได้
เรื่องใหญ่อย่างการปรึกษาเหล่าขุนนางใหญ่ ปกติแล้วต้องเสนอตอนว่าราชกิจตอนเช้า แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่หลี่จิง อีกอย่างเขาก็ยังไม่ค่อยอยากจากไป
ส่วนปรึกษาได้เมื่อไร เขาก็ไม่แน่ใจ
“จิ้นเอ๋อร์ ไม่สู้เจ้ากลับเมืองหลวงไปก่อนเถิด ข้าอยู่ที่นี่ได้” อู่จิ้นผิงพูดเสนอแนะ
เดิมเขาก็ไม่อยากให้อู่จิ้นหาเจอว่าเขาอยู่ที่ไหน ตอนนี้มีโอกาสไล่อู่จิ้นไป เขาแทบทนรอไม่ไหวแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment