ตอนที่ 161: การแข่งขันผลิตภัณฑ์พิเศษของท้องถิ่น
เป็นจริงอย่างที่คิด อู่จิ้นต้านแรงกดดันต่างไม่ไหว ตอนนี้จึงกำลังเตรียมตัวจะออกจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว
ตัวเขาอารมณ์เสียสุดๆ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาโชคร้ายต้องมาเป็นกษัตริย์
“แม่นางจู้ เตรียมใบชาให้ข้าเยอะๆหน่อย ข้าจะเอากลับไปดื่มสักครึ่งปี!” อู่จิ้นเดินมาด้วยท่าทางโมโห เอ่ยขอใบชากับจู้เจียงเจียง
เขาคุ้นเคยกับชีวิตที่ต้องดื่มชาทุกวัน หากไม่มีใบชาก็จะไม่สบายตัวเหมือนติดเหล้าที่ไม่มีเหล้าดื่ม!
“ได้แน่นอน ไม่มีปัญหา!”
จู้เจียงเจียงต้องเตรียมใบชาให้เขาอยู่แล้ว นางยังคิดยืมชื่อเสียงของอู่จิ้น เผยแพร่ใบชาไปให้ถึงหลี่จิง ทำการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า
“จริงสิ ฝ่าบาท ข้ามีเรื่องอยากรบกวนให้พระองค์ช่วยอีกสักเรื่องหนึ่งน่ะเพคะ” จู้เจียงเจียงบิดตัวไปมา มองเขาด้วยใบหน้าประจบประแจง
อู่จิ้นเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ว่ามา มีเรื่องอันใด?”
จู้เจียงเจียงเห็นเขาอนุญาตแล้วจึงรีบพูดว่า “คืออย่างนี้เพคะ ข้าเตรียมของเหล่านี้ นอกจากให้พระองค์แล้ว ข้ายังเตรียมส่วนหนึ่งให้กับตระกูลเผยที่เมืองหลวงด้วย รบกวนฝ่าบาทช่วยส่งให้หน่อยได้ไหมเพคะ?”
จะว่าอย่างไรดี ตระกูลเผยที่เมืองหลวงนับว่าเป็นผู้มีพระคุณของเผยจี้ ตอนนี้ในที่แจ้งยังเป็นครอบครัวของเขาอยู่ นางในฐานะลูกสะใภ้ ส่งผลิตภัณฑ์พิเศษของท้องถิ่นไปให้พวกเขาคงได้ใช่หรือไม่?
“หากข้าบอกว่าไม่ได้เล่า?”
จู้เจียงเจียงกลอกลูกตาไปมาสองรอบ พูดเสียงเบาว่า “งั้นข้าก็ไม่ทำพวกสับปะรดแห้งหรือเฉ่าเหมยเจี้ยงแล้วกัน”
อู่จิ้นสูดหายใจลึกๆ นางใจกล้ามากที่ข่มขู่เขา!
“ได้ ข้าช่วยเจ้าส่งก็ได้!” เขากัดฟันแน่น
“ดีจริงๆ งั้นข้าจะทำเยอะๆหน่อย!”
จู้เจียงเจียงทำหน้าดีใจ ผ้ากันเปื้อนยังไม่ทันปลดก็วิ่งไปหาฉินเฟิงที่หอจินชิว ให้เขาเอารถม้าไปเลือกผลไม้จากแต่ละหมู่บ้านกลับมาให้นางเร็วๆ
จากนั้นนางก็ไม่ได้กลับบ้าน แต่ไปยังแปลงผักด้านนอกสถานศึกษา
ในช่วงหลายวันนี้ จู้เจียงเจียงทำบางอย่างอยู่ที่บ้านมาโดยตลอด คาบเรียนที่สถานศึกษานางก็ผลักให้อาจารย์ทั้งสองท่านไปสอนแทน
ส่วนเรื่องงานในนานั้น นางก็รบกวนคนในหมู่บ้านช่วยนางดูน้ำในทุ่งนาแทน
โดยรวมแล้ว นางอยู่แต่ในบ้าน เอ่อ…ไม่สิ พูดให้ถูกต้องก็คืออยู่แต่ในห้องครัว
สวี่กู้ทนความอยากรู้ของตัวเองไม่ไหว ถือถ้วยชาถ้วยหนึ่งเดินไปถึงหน้าประตูห้องครัว มองขวดโหลบนเขียง แล้วถามนาง “แม่นางจู้ ท่านกำลังทำอะไรอยู่?”
จู้เจียงเจียงรวบผมทั้งหมดไว้ในผ้าโพกศีรษะ คนทั้งคนดูทะมัดทะแมงเหมือนอย่างการกระทำของนาง
“ท่านดูไม่ออกหรือ? ข้ากำลังทำกั่วเจี้ยง”
“แล้วเตาไฟด้านนอกนั่นคืออะไรกัน?” สวี่กู้ชี้ถามเตาไฟที่มีควันลอยออกมาตลอดในลานบ้าน
“ข้ากำลังอบผัก ผลไม้แห้งและกุ้งอยู่”
พูดจบ นางก็วางงานในมือลง เดินออกไปเปิดฝาไม้ไผ่ดูแวบหนึ่ง
อบยังไม่แห้งดี ยังเหลือความชื้นอยู่ ต้องรออีกสักพัก
“กุ้งก็เอามาอบแห้งกินได้ด้วยหรือ?” สวี่กู้ถามขึ้นมา เพราะยังประทับใจต่อรสชาติกุ้งของนางมาก
ถ้ากุ้งอบแห้งกินได้ด้วย เขาจะซื้อแน่นอน!
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองเขาอย่างสงสัย “ข้าไม่เคยบอกท่านหรือ? หรือว่าข้าจะลืมไป”
“ลืมไป?!”
สวี่กู้เกือบบีบถ้วยชาในมือแตก เรื่องสำคัญขนาดนี้ นางกลับบอกว่าลืมไป!
“แม่นางจู้ ในการร่วมมือของพวกเรา ข้าต้องการเพิ่มอีกหนึ่งรายการ ข้าจะขอซื้อกุ้งนี่ด้วย!”
“ท่านก็ซื้อสิ ท่านลองคิดดู ท่านยังอยากได้อะไรอีก ถึงอย่างไรพวกเราก็ยังไม่ได้ทำข้อตกลงการร่วมมือ ในช่วงเวลานี้ท่านก็ค่อยๆคิดไป” จู้เจียงเจียงตอบแบบไม่ใส่ใจ
นางดูถูกการร่วมมือกับเขาแบบนี้ ทำให้สวี่กู้ไม่พอใจมาก
เขาชี้กระปุกที่วางอยู่บนราวไม้ไผ่เหล่านั้น พูดอย่างโมโหว่า “ของเหล่านั้นข้าก็เอาด้วย!”
จู้เจียงเจียงมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป บนใบหน้าถึงมีการตอบสนองเพิ่มขึ้น “นั่นคือผลิตภัณฑ์บำรุงที่ข้าทำให้หวังไท่เฟยและแม่นางถูหย่า ท่านก็จะเอาด้วยหรือ?”
อู่จิ้นกลับไปครั้งนี้ อู่จิ้นผิงให้เขาพาหวังไท่เฟยกลับไปด้วย
ดังนั้นนางจึงทำพวกผลิตภัณฑ์บำรุงอย่างพวก แชมพู โฟมล้างหน้าให้นางกลับไปใช้ในวัง
เพื่อสิ่งเหล่านี้ กำแพงรั้วดอกไม้บ้านนางจึงถูกนางเด็ดจนหมดแล้ว
“เอาสิ!”
เดิมสวี่กู้ไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แต่เมื่อได้ยินว่าของนั่นสามารถบำรุงได้ เขาก็ตัดสินใจเอาทันที
แคว้นเสี่ยวซีลมแรงยิ่งต้องการของพวกนี้ไม่ใช่หรือ?
“งั้น...ก็ได้” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบตกลงแบบไม่เต็มใจนัก
นางคิดอยู่ หากที่ว่าการเอาที่ดินคืนให้เกษตรกร นางไม่ต้องการไร่นาที่อุดมสมบูรณ์ ขอแค่ที่ดินรกร้างในป่าปลูกดอกไม้คงไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นจึงตอบตกลงไป
เพื่อเตรียมผลิตภัณฑ์พิเศษให้อู่จิ้น จู้เจียงเจียงเตรียมของที่ทำได้ อบได้ และเอาไปได้ทั้งหมดให้เขา
ถือเสียว่าเป็นการแสดงความสามารถอวดสวี่กู้ ให้เขาสบายใจเรื่องการร่วมมือกับนาง
วันที่อู่จิ้นกลับเมืองหลวง
มีรถม้าเจ็ดแปดคันมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ขบวนใหญ่กว่าตอนที่อู่จิ้นมาเสียอีก
“นี่ก็คือข้าวที่พวกเราปลูกเอง ข้าใส่เต็มหนึ่งคันรถให้ตระกูลเผย อย่าจำผิดล่ะ” ในฐานะเจ้าบ้าน นางอธิบายของที่เตรียมไว้ให้กับคนของอู่จิ้นฟังทีละอย่างแบบละเอียด
นอกจากพวกผลิตภัณฑ์พิเศษแล้ว ข้าวที่ตัวเองปลูกก็ต้องส่งให้คนตระกูลเผยที่เมืองหลวงได้ชิมด้วย ส่วนอู่จิ้นนั้นไม่ต้องให้ก็ได้
“พวกนี้คือเห็ดแห้ง หน่อไม้แห้ง ยังมีกุ้งแห้ง สามอย่างนี้วางด้วยกันได้ พวกสับปะรดแห้งและผักผลไม้แห้งต้องวางแยก อย่าไว้รวมกันเด็ดขาด”
อู่จิ้นเห็นจู้เจียงเจียงยุ่งเหมือนผึ้งงานวิ่งไปวิ่งมา อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ
ในฐานะที่เขาเป็นกษัตริย์ของแว่นแคว้น ต้องการอะไรย่อมได้มาทุกอย่าง ต้องมาสนใจ ‘ผลิตภัณฑ์พิเศษ’ พวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร?
วันนี้พอเห็นของเหล่านี้ เขาถึงเข้าใจ ที่แท้การที่มีคนเตรียมของพิเศษให้ ก็เป็นเรื่องที่ทำให้มีความสุขได้ขนาดนี้
“แม่นางจู้ นี่คืออะไร? ใบชาของข้าเล่า?”
ได้ยินนางอธิบายของมากมาย แต่อย่างเดียวที่ไม่เห็นก็คือใบชา อู่จิ้นอดไม่ได้ที่จะร้อนใจ
จู้เจียงเจียงกำลังช่วยคนของอู่จิ้นขนของ พอเห็นเขาถาม นางจึงหยุดลง
“นี่คือขวดกั่วเจี้ยง ข้าใช้ฟางข้าวถักเป็นตาข่ายป้องกันมันชนกัน ถึงอย่างนั้นตอนพวกท่านกลับไปก็ยังต้องระวังระวังหน่อยนะ เดี๋ยวมันจะแตกเสียหาย”
“ใบชา!” อู่จิ้นยังคงสนใจเรื่องใบชาที่สุด
“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย ข้าเตรียมใบชาไว้แล้ว อยู่ในรถม้าเพคะ” จู้เจียงเจียงพูดและชี้ไปยังรถม้าคันที่มีหลังคา
ใบชาจำเป็นต้องวางอยู่ในที่ร่ม ดังนั้นจึงไม่ได้วางไว้ในรถม้าที่เปิดโล่งพวกนี้
“ข้ายังเตรียมผลไม้สดเล็กน้อยให้พวกท่านด้วย ให้พวกท่านกินระหว่างทาง”
จู้เจียงเจียงมองตำแหน่งประตูทางเข้าหมู่บ้านแวบหนึ่ง ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านคงจะใกล้มาถึงแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ก็เห็นพวกชาวบ้านหาบของเดินมาทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอย่างช้าๆ
“แตงโมมาแล้ว!”
หลังจากจู้เจียงเจียงเอาขวดโหลให้ข้ารับใช้คนหนึ่ง นางก็เดินหน้าไปหาพวกชาวบ้านเหล่านั้น
“แตงโมนี้ข้าเก็บมาให้พวกท่านลองชิมเป็นพิเศษ เลือกที่ดีที่สุด แม้แต่ข้าก็ยังไม่ได้กินสักคำ”
นางไม่รู้หยิบมีดสั้นมาจากไหน อุ้มแตงโมลูกหนึ่งมาแล้วผ่ากลาง
เนื้อด้านในแดงเสมอกันแล้ว เพียงแต่เมล็ดแตงโมยังไม่เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท คาดคะเนว่าน่าจะต้องรออีกสิบวันถึงครึ่งเดือนถึงจะเก็บอย่างจริงจังได้
“ท่านลองชิมดู” จู้เจียงเจียงหั่นแตงโมชิ้นหนึ่งยื่นให้อู่จิ้น
ตอนที่ 162: ตามหาตัวแทนจำหน่ายผลไม้
“แตงโมลูกใหญ่แบบนี้ มันคือผลไม้จริงๆหรือเนี่ย?”
อู่จิ้นผิงและสวี่กู้ที่กำลังนั่งดื่มชาดูความสนุกอยู่ เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงผ่าแตงโมลูกใหญ่ที่หน้าตาเหมือนฟักเขียวในแปลงผักหลังบ้าน ทั้งสองคนก็อดไม่ได้ที่จะวางถ้วยชาลงแล้ววิ่งมาดู
“ทำไมด้านในถึงได้เป็นสีแดงเช่นนี้?”
เมื่อเห็นแตงโมลูกใหญ่สีเขียว เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะนึกถึงฟักเขียว ดังนั้นเมื่อเห็นเนื้อสีแดงด้านในก็ทำหน้าประหลาดใจ
“แดงคู่กับเขียว ไม่สวยหรือ?”
จู้เจียงเจียงหั่นอีกสองชิ้นยื่นให้ทั้งสองคน เปลือกสีเขียว เนื้อด้านในสีแดง เมล็ดสีดำ นี่ก็คือแตงโมฤดูร้อนไม่ใช่หรือ?
อู่จิ้นเป็นคนแรกที่ได้ชิมแตงโม เดิมอยากแสดงออกให้นิ่งๆหน่อย ถึงอย่างไรก็จะไปแล้ว เขาต้องรักษามาดของกษัตริย์เอาไว้ถึงจะถูก
แต่ใครจะรู้ว่าแค่กัด ‘แตงโม’ ไปหนึ่งคำ ก็ทำให้เขาทลายการป้องกันลง
“แม่นางจู้ นี่คือผลไม้อะไร มันทั้งหวานทั้งแก้กระหายได้ดี!”
กินคำแรกในสมองของเขาก็โผล่ภาพฉากในฤดูร้อนที่ร้อนระอุขึ้นมา เขาที่นั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในมือยังถือแตงโมชิ้นหนึ่งเอาไว้
อู่จิ้นเพิ่งเคยกินแตงโมเป็นครั้งแรก และไม่เคยมีประสบการณ์นั่งกินแตงโมคลายร้อนมาก่อน ทว่าภาพฉากนั้นกลับวิ่งเข้ามาในสมองของเขาอย่างไม่น่าเชื่อ
น่าอัศจรรย์จริงๆ
หรือว่านี่ก็คือเสน่ห์ของการกินแตงโมกันนะ?
“นี่ก็คือแตงโม เป็นรสชาติของฤดูร้อนโดยเฉพาะ”
เนื่องจากแตงโมถูกหั่นไปแล้ว จู้เจียงเจียงจึงตัดสินใจหั่นแตงโมทั้งลูกเป็นชิ้นๆ แบ่งให้ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณ
ได้ยินชื่อเจ้าสิ่งนี้ อู่จิ้นผิงก็ตบต้นขาเสียงดังอย่างตื่นเต้น “ที่แท้นี่ก็คือแตงโมนี่เอง ข้าก็ว่าในแปลงผักมีทั้งฟักเขียว ฟักทอง ทำไมไม่มีแตงโม ที่แท้แตงโมคือผลไม้สินะ!”
“ผู้อาวุโสอู่ แฟงก็ไม่มีนะขอรับ” สวี่กู้พูดเตือนเงียบๆ
แต่อู่จิ้นผิงไม่สนใจ
เขากินแตงโมในมืออย่างรวดเร็ว เปลือกแตงโมโยนไปบนริมบ่อปลา จากนั้นก็วิ่งไปอุ้มแตงโมลูกใหญ่จากตะกร้าไม้ไผ่มาชั่งน้ำหนัก
“อืม นี่น่าจะหนักประมาณยี่สิบสามสิบจิน ใหญ่จริงๆ!”
เขากำลังคิดอยากเทียบกับฟักเขียวในแปลงผัก แต่ว่าดูแล้วฟักเขียวและแตงโมจะใหญ่พอๆกัน
จู้เจียงเจียงทำได้อย่างไร ปลูกผักและแตงโมได้ลูกโตเหนือกว่าที่จินตนาการไว้
“เสด็จพ่อ สิ่งนี้แม่นางจู้ให้ลูกเอาไปกินระหว่างทาง ท่านวางลงเลย” อู่จิ้นกลัวอู่จิ้นผิงจะอุ้มแตงโมที่เป็นของเขาไป ดังนั้นจึงรีบเอ่ยเตือนให้เขาวางลง
เรื่องที่อู่จิ้นกังวลใจนั้นถูกต้องแล้ว อู่จิ้นผิงไม่คิดจะวางแตงโมลูกนี้จริงๆ
“นั่นยังมีอีกหลายลูกไม่ใช่หรือ เจ้าเอาไปทั้งหมด ข้าเอาแค่ลูกนี้” อู่จิ้นผิงเหมือนคนแก่ที่ทำตัวเด็ก อุ้มแตงโมได้ก็คิดจะวิ่งหนี
อู่จิ้นเห็นแบบนี้ อยากขวางก็ขวางไม่ทันแล้ว “เสด็จพ่อ ท่านไม่อยู่ส่งลูกแล้วหรือ?!”
“…”
รอบตัวไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่มาส่งแตงโม หรือข้ารับใช้ของตระกูลอู่ที่กำลังเตรียมของขึ้นรถ เมื่อเห็นภาพฉากนี้ต่างก็รู้สึกหมดคำพูดจริงๆ
นี่ยังเป็นฮ่องเต้และไท่ช่างหวงผู้สูงศักดิ์ของพวกเขาอยู่หรือไม่?
จนถึงสุดท้ายอู่จิ้นผิงก็ไม่ได้โผล่หน้าออกมาอีก อู่จิ้นทำได้แต่เอาผลิตภัณฑ์พิเศษที่จู้เจียงเจียงเตรียมให้หลายคันรถขึ้นรถม้าจากไปอย่างโดดเดี่ยว
แตงโมที่มองปราดเดียวก็ประทับตราตรึงใจ ทำอย่างไรอู่จิ้นผิงก็ไม่ยอมวาง
หลังอู่จิ้นจากไป เขาจก็มาถามจู้เจียงเจียงแทบทุกวัน “แม่นางจู้ จะเก็บแตงโมเมื่อไร ข้าจะไปช่วยด้วย”
จู้เจียงเจียงเพิ่งปิดประตู สวมหมวกฟาง ในมือถือแส้แต่งตัวเหมือนจะออกบ้าน
เห็นอู่จิ้นผิงเดินมา นางก็อ้อมข้างตัวเขาไปจูงม้าที่อยู่หน้าประตูเงียบๆ “ผู้อาวุโสอู่ ตอนนี้ข้าจะเข้าเมืองสักเที่ยว เอาไว้ตอนเก็บแตงโมข้าค่อยเรียกท่านดีหรือไม่?”
วันนี้นางเข้าเมืองก็เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขายแตงโม
เฉ่าเหมยและสับปะรดก่อนนี้ นางให้หอจ้าวเซิงเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่หลังจากคอนเสิร์ตที่สถานศึกษาครั้งนั้น ธุรกิจของหอจ้าวเซิงก็ดังเป็นที่นิยมสุดๆ ไม่มีกำลังเหลือแบ่งมาดูแลเรื่องการขายผลไม้
ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงจำเป็นต้องเข้าเมืองเพื่อหาช่องทางการขายใหม่
ในตัวเมือง
จู้เจียงเจียงจูงม้าเดินบนถนนอย่างระมัดระวัง มองพวกร้านเล็กๆข้างแม่น้ำขณะผ่านเข้าเมือง ขนาดร้านของพวกเขาเล็กเกินไป ผักกาดเขียวสองหัวก็เต็มแผงแล้ว พวกเขาไม่มีความสามารถในการเป็นตัวแทนขายให้นาง
แต่ถ้านางจะต้องเปิดร้านผลไม้แห่งหนึ่งด้วยตัวเอง นางต้องพิจารณาทั้งเรื่องร้าน ค่าแรง และค่าขนส่ง
แตงโมใกล้จะเข้าตลาดได้แล้ว นางเตรียมการเรื่องพวกนี้ไม่ทัน ทำได้แต่เอาความหวังไปฝากไว้กับร้านค้าที่มีอยู่ตอนนี้
หลังจากเดินดูร้านค้าริมทางหมดแล้ว โดยรวมมันเป็นไปไม่ได้เลย
ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงเริ่มเดินค้นหาร้านค้าที่ว่างอยู่ ตามถนนใหญ่และซอกซอยเล็ก
ไม่รู้ว่านางดวงดีหรือว่านางพอมีชื่อเสียง จู้เจียงเจียงแค่เห็นก็ถูกใจร้านที่ขายของป่าทันที เมื่อถามเถ้าแก่ เขาก็รับปากอย่างรวดเร็ว
“เถ้าแก่เซินท่านจะไม่พิจารณาหน่อยหรือ?”
เถ้าแก่วัยกลางคนที่รูปร่างค่อนข้างอ้วนนามว่าเซินหงตรงหน้า เพราะว่าตอบง่ายและเร็วเกินไป ทำให้จู้เจียงเจียงตกใจไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
แต่เซินหงนั้นจริงจัง “แม่นางจู้ การปฏิบัติตัวของท่านคนรู้กันทั่วเมืองเจียงหนานแล้ว ท่านยอมให้โอกาสข้า ถือเป็นโชคดีที่ตระกูลเซินสะสมมาหลายชั่วอายุคน ทำไมข้าต้องพิจารณาอีก?”
อย่างที่คิด เซินหงดูจากชื่อเสียงของนาง
ก็จริง นางในฐานะหญิงสาวคนหนึ่ง เปิดสถานศึกษา เดาหัวข้อสอบขุนนางถูก ช่วยกู้ภัยราษฎร ตอนนี้ตรงข้ามบ้านนางก็มีไท่ช่างหวงอาศัยอยู่ด้วยคนหนึ่ง เรื่องมากมายเหล่านี้ ทั้งหมดเกิดขึ้นกับนางเพียงคนเดียว
หากยังมีใครในเมืองเจียงหนานไม่รู้จักชื่อของจู้เจียงเจียง เช่นนั้นที่นางทำมาปีกว่าคงเสียแรงเปล่า
“แต่ว่าในร้านท่านขายของป่า หากเป็นตัวแทนขายของข้า จะกระทบลูกค้าเก่าที่เถ้าแก่เซินสะสมมาหลายปีหรือไม่?”
จู้เจียงเจียงกวาดตามองของป่าในร้านเซินหงแบบคร่าวๆอย่างรวดเร็ว
ที่นี่มีขายแทบทุกอย่าง ตั้งแต่ไก่ป่า กระต่ายป่า ขนสุนัขจิ้งจอก เห็ดหลินจือ ไปจนถึงผักป่าแห้งที่ไม่รู้จักชื่อ
ขอแค่มีความเกี่ยวข้องกับ ‘ป่า’ ร้านเขามีครบทุกอย่างจริงๆ
แต่เป็นเพราะแบบนี้ทำให้ร้านของเขาขายไม่ค่อยดี
ของป่ามักจะแพงกว่าของเลี้ยงสักหน่อย ในเมืองมีสักกี่บ้านกันที่ซื้อกินไหว? อีกทั้งของป่าดีๆหาได้ยาก ส่วนใหญ่ที่มีจึงเป็นไก่ป่าและผักป่าแห้งที่เห็นได้บ่อยๆ
เหมือนชั้นสินค้าขนสุนัขจิ้งจอกและเห็ดหลินจือจะเต็มไปด้วยฝุ่น แค่ดูก็รู้ว่าไม่มีสินค้ามาเติมนานแล้ว
“แม่นางจู้ล้อเล่นแล้ว ร้านข้านี้มีลูกค้าเก่าที่ไหนกัน ขอแค่แม่นางจู้ยอมให้เกียรติ วันหลังข้าถึงมีลูกค้าเก่า” เซินหงวางท่าทีต่ำต้อย
ในชั่วพริบตา ก็ไม่รู้ว่าจู้เจียงเจียงหรือเซินหงกันแน่ที่กำลังมองหาพันธมิตร
จู้เจียงเจียงแค่มองปราดเดียวก็เลือกร้านนี้ แน่นอนว่ามีเหตุผลของนางอยู่
ร้านนี้เปิดอยู่ในแหล่งที่คนหมุนเวียนดีไม่เลวทั้งยังอยู่ตรงสี่แยกถนน ตรงข้ามร้านเป็นที่ลาดชันลงน้ำได้ มีทางลาดชันนี้ ก็สามารถนำแตงโมไปแช่ไว้ในลำธารใสได้ตลอดเวลา มีส่วนช่วยในการขายสินค้าได้มาก
เพียงแต่...
“เถ้าแก่เซิน ของที่ข้าจะขายคือแตงโม เป็นผลไม้เหมือนเฉ่าเหมยและสับปะรด ดังนั้นพวกนี้...” จู้เจียงเจียงชี้ไก่ป่าและกระต่ายป่าที่ใกล้ตาย ลังเลไม่รู้จะเอ่ยปากพูดอย่างไร
ไก่ป่าและกระต่ายป่าเหล่านี้น่าจะเพิ่งมาส่งตอนเช้า คงไม่พ้นคืนนี้ วันนี้ขายไม่ออกก็จะตาย เมื่อตายแล้วกลิ่นมันทั้งเหม็นและคาว
หากนางจะขายแตงโม สภาพแวดล้อมแบบนี้คงไม่เหมาะจริงๆ
ตอนที่ 163: สาวน้อยของตระกูลเซิน
“พรุ่งนี้ข้าจะไม่ขายของเหล่านี้แล้ว เว้นที่ว่างให้แม่นางจู้!”
เซินหงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย แสดงออกโดยตรงว่าจะไม่ขายสัตว์ป่าและสินค้าจากภูเขาพวกนี้อีก เพื่อให้จู้เจียงเจียงมีพื้นที่สะอาดสดชื่น
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะรู้สึกขอบคุณเขามาก แต่การกระทำของเขาก็สร้างแรงกดดันให้นางไม่น้อย
“เถ้าแก่เซิน ข้าขอถามสักคำได้หรือไม่ ท่านทำแบบนี้จุดประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร?”
หากจะบอกว่าเป็นเพราะชื่อเสียงของนาง จู้เจียงเจียงไม่มีทางเชื่อ แค่คำพูดของนาง ก็ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงการค้าขายที่ทำมานานกว่าสิบปีได้เช่นนั้นหรือ? นางดังขนาดนั้นจริงหรือ?
เซินหงเห็นนางถามตรงๆแบบนี้ หากเขาปกปิดคงดูเสแสร้งมากๆ และดูไม่จริงใจ
เขาก้มหน้าหัวเราะอย่างจนใจ ก่อนจะค่อยๆพูดว่า “แม่นางจู้เป็นคนตรงอย่างที่คิดจริงๆ งั้นข้าก็จะพูดตามตรงไม่ปิดบัง”
“ข้ามีลูกสาวคนหนึ่ง ปีนี้เพิ่งครบสิบสามปี”
“เถ้าแก่เซิน หากเป็นเรื่องเข้าเรียนในสถานศึกษา ข้าคงช่วยไม่ได้จริงๆ สถานศึกษาของพวกเรารับแค่เด็กที่อายุต่ำกว่าสิบปี” จู้เจียงเจียงไม่รอเขาพูดจบก็เอ่ยปากปฏิเสธตรงๆ
แต่ใครจะคิด เซินหงไม่ได้หมายความเช่นนั้น
“เอ่อ ไม่ๆ แม่นางจู้เข้าใจผิดแล้ว”
เซินหงรีบพูดอธิบาย “ความหมายของข้าคือ ลูกสาวข้าชอบทำธุรกิจ แต่นางรังเกียจร้านเล็กๆนี้ ไม่ยอมเรียนกับข้า ดังนั้นข้าจึงอยากให้นางไปเรียนรู้ข้างกายท่านสักปีสองปีจะได้หรือไม่?”
“ความหมายของท่านคือ ท่านจะส่งลูกสาวมาอยู่ข้างกายข้า เรียนรู้การทำธุรกิจกับข้า?”
คำขอนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกตกใจกว่าการที่เซินหงจะส่งลูกสาวเขาไปสถานศึกษาเสียอีก
ลูกสาวอายุสิบสามปี มีเวลาอีกปีสองปีก็ต้องออกเรือนแล้ว นึกไม่ถึงว่าเขาจะยอมส่งลูกสาวมาเรียนรู้ข้างกายนาง?
สมัยโบราณ หากครอบครัวพอมีฐานะหน่อย ไม่ใช่ยึดหลักผู้หญิงไม่ออกนอกประตูใหญ่ ไม่ล่วงข้ามประตูสองหรอกหรือ?
เซินหงใบหน้าเหมือนคนรวย ดูแล้วฐานะในบ้านก็ไม่ถือว่าเลวร้าย เขายอมได้จริงๆหรือ?
“แม่นางจู้คงไม่รู้ ลูกสาวข้านิสัยเหมือนผู้ชาย ข้าและและภรรยา รวมถึงพี่ชายของนางก็ควบคุมนางไม่ได้ นางชอบทำธุรกิจ ไม่สนใจเรื่องการอ่านเขียนหรืองานฝีมือเลย”
ถึงแม้ปากเซินหงจะพูดว่าลูกสาวแย่ๆ แต่จากดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มนั้นสามารถดูออกได้ว่าตระกูลเซินของพวกเขาตามใจลูกสาวคนนี้อย่างมาก
ฟังจากในคำพูดเขาแล้ว ลูกสาวของเขามีพี่ชายหลายคน ก็ไม่แปลกที่นิสัยของนางจะออกมาเหมือนผู้ชาย
“ลูกสาวข้าตอนอยู่บ้านชอบพูดถึงแม่นางเป็นประจำ นางชอบผู้หญิงแบบท่าน มีความสามารถ ทั้งกล้าหาญ นางฝันอยากเจอท่านสักครั้ง”
เซินหงรู้ดีถึงความคิดของลูกสาวตนเอง แต่จนปัญหา เขาไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับจู้เจียงเจียง
เขาไม่มีความสามารถเหมือนหมอเทวดาซิวและสำนักศึกษาตระกูลหมิง ที่จะสามารถคบค้าสมาคมกับจู้เจียงเจียงได้ ดังนั้นไม่ว่าลูกสาวของเขาจะโวยวายแค่ไหน เขาก็จนปัญญา
ตอนนี้สวรรค์ให้โอกาสหนึ่งกับเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องคว้าโอกาสนี้แทนลูกสาวของเขาให้ได้
จู้เจียงเจียงเองก็ไม่มีปัญหาอะไร นางทำธุรกิจก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ อย่างมากก็มีเพียงความคิดที่ค่อนข้างใหม่เท่านั้น
“เถ้าแก่เซิน ข้าขอขอบคุณที่ลูกสาวของท่านชื่นชมข้า หากนางอยากเรียนรู้เรื่องการทำธุรกิจ ข้าไม่มีอะไรคัดค้าน แต่มีบางคำพูดรบกวนท่านช่วยส่งต่อแทนข้าหน่อย...”
จู้เจียงเจียงต้องบอกรายละเอียดเงื่อนไขของตนเองให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นเมื่อสาวน้อยตระกูลเซินคนนั้นมาแล้ว พบว่าห่างกับภาพในจินตนาการที่นางคาดหวังไปมาก อาจทำให้ความสนใจของนางลดลงได้
นางพูดเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองต้องทำเป็นประจำง่ายๆคร่าวๆ ให้เซินหงฟังหนึ่งรอบ รวมถึงนอกจากนางทำธุรกิจผลไม้และหอจ้าวเซิงแล้ว ยังต้องไปทำงานในนา
หากสาวน้อยตระกูลเซินคนนี้รับไม่ไหว เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาเรียนรู้ข้างกายนาง
เพิ่งพูดจบ เซินหงยังไม่ทันอ้าปาก เด็กผู้หญิงร่าเริง รูปร่างปานกลางมีความเป็นผู้ชายคนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากหลังประตูร้าน
“พี่หญิงจู้ ข้าไม่กลัวความลำบาก พี่ให้ข้าติดตามข้างกาย เรียกใช้เหมือนสาวใช้ก็ได้!”
เซินหมิ่นจับมือของจู้เจียงเจียง ใบหน้าที่ตื่นเต้นและดวงตาทั้งสองที่สว่างแวววาว เปล่งประกายจนเกือบทำให้จู้เจียงเจียงตาบอดแล้ว
“หมิ่นเอ๋อร์ เจ้ามาทำไม?”
เมื่อเซินหงเห็นคนที่เดินเข้ามา เขาก็วางมาดเหมือนบิดาที่เข้มงวดคนหนึ่งออกมาทันที ตำหนิว่า “แม่นางจู้เป็นแขก เจ้ารีบปล่อยมือลง”
ได้ยินเซินหงเรียกชื่อคนที่มา จู้เจียงเจียงก็พอเดาออกว่านางเป็นใคร
“ไม่เป็นอะไรเถ้าแก่เซิน คนนี้ก็คือลูกสาวของท่าน? เหมือนอย่างที่ท่านบอกจริงๆ” จู้เจียงเจียงมองสำรวจคนตรงหน้าแวบหนึ่ง ความประทับใจแรกที่มีต่อนางใช้ได้ไม่เลว
อย่างน้อยก็มีนิสัยตรงไปตรงมา อยู่ร่วมกันได้ง่ายคนหนึ่ง
เซินหมิ่นเห็นจู้เจียงเจียงไม่ตกใจเพราะตัวเองก็ยิ่งชอบนางมากขึ้นไปอีก
“พี่หญิงจู้ ข้าชื่อเซินหมิ่น พี่ยอมให้ข้าติดตามพี่เถิด ตอนเด็กข้าเคยทำสวนกับท่านปู่ ดังนั้นข้าไม่กลัวลำบาก ขอร้องนะพี่!”
ท่าทางนี้ของนาง ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกเหมือนตัวเองได้เจอแฟนคลับบ้าคลั่งคนหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้
เซินหงก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหวังให้จู้เจียงเจียงสามารถสั่งสอนลูกสาวคนนี้แทนเขาได้จากก้นบึ้งหัวใจ
พ่อลูกสองคนมองจู้เจียงเจียงอย่างกระตือรือร้น นางจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร?
“หากเจ้าอยากติดตามอยู่ข้างกายข้า ข้ามีเงื่อนไขหนึ่ง หากเจ้าทำได้ ข้าก็รับเจ้า”
นี่ไม่ต่างอะไรกับการสัมภาษณ์ผู้ช่วยเลยสักนิด? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ จู้เจียงเจียงก็จะทำตัวเป็นเจ้านายเสียเลย
พูดจบ นางก็ใช้แรงดึงมือออกจากเซินหมิ่น หมุนตัวออกไป
แสร้งทำเหมือนตัวเองเพิ่งเอาแตงโมมา ทั้งๆที่จริงแอบเอาออกมาลูกหนึ่งจากในช่องว่างมิติ แล้วอุ้มมันเข้าไปในร้านของตระกูลเซินอีกครั้ง
“นี่คือแตงโมที่บ้านข้าปลูก เจ้าเอากลับไปกิน จากนั้นปรับปรุงร้านบ้านเจ้าตามความเข้าใจของเจ้า หากทำได้ ข้าก็จะรับเจ้ามาทำงานด้วย”
จู้เจียงเจียงเอาแตงโมลูกใหญ่ในอ้อมกอดยัดใส่มือของเซินหมิ่น
เซินหมิ่นคิดไม่ถึงว่าแตงโมนี้จะหนักขนาดนี้ ดังนั้นจึงเกือบทำแตงโมหลุดมือ โชคดีเซินหงที่อยู่ข้างๆรับไว้ได้ทัน
“พี่หญิงจู้ต้องการทดสอบข้าหรือ? ไม่มีปัญหา ข้าจะทำมันให้ดี!”
สาวน้อยตระกูลเซินคนนี้ฉลาดอย่างที่คิด แค่ครู่เดียวก็เข้าใจความหมายของนางได้
คนที่ไม่เคยผ่านการทำงานมาก่อน ตอบสนองได้เร็วแบบนี้ บางทีไม่แน่ว่านางอาจจะเป็นคนที่มีคุณสมบัติในการทำธุรกิจเก่งคนหนึ่งเลยก็ว่าได้
“ตกลง งั้นวันมะรืนข้าค่อยมาใหม่ ถึงตอนนั้นพวกเรามาดูผลลัพธ์กัน”
จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงว่าเข้าเมืองมาหาร้านร่วมมือวันนี้ จะได้พบเจอกับเรื่องดีๆแบบนี้
ที่เหนือความคาดคิดของนางไปมากก็คือ เซินหมิ่นคนนี้ วันข้างหน้าจะเป็นผู้ช่วยมือฉมังของนาง!
เนื่องจากตระกูลเซินตัดสินใจจะปรับปรุงร้าน และเพื่อเป็นการขอบคุณที่ได้แตงโมลูกโตมาโดยไม่เสียเงิน สองพ่อลูกตระกูลเซินจึงนำไก่ป่าและกระต่ายป่าในร้านเหล่านั้นใส่กระสอบให้จู้เจียงเจียงนำกลับบ้านไปกินทั้งหมด
จู้เจียงเจียงมองไก่ป่ากระต่ายป่าที่แขวนอยู่บนหลังม้า รู้สึกพูดไม่ออกนิดๆ
เยอะขนาดนี้ อีกทั้งยังใกล้ตายหมด คืนนี้คงกินไม่หมดแน่ๆ
ดูท่าคงต้องหมักแล้วตากแห้งเก็บไว้กินถึงจะได้
ตอนที่ 164: ปรับปรุงคุณภาพดินไร่ข้าวโพดหมู่บ้านโหมวเจีย
อากาศร้อนมากจริงๆ
จู้เจียงเจียงจึงถอดหลังคารถม้าของบ้านตัวเองออก แบบนี้แล้วจะได้มีลมไหลผ่านรอบทิศ อีกทั้งยังบรรทุกสินค้าได้มากยิ่งขึ้น
ตอนนี้นางแต่งตัวเป็นชาวไร่ลงสวนแตง สวมหมวกฟาง ผ้าขนหนูพาดไหล่ นั่งอยู่บนรถม้า เดินทางไปหมู่บ้านโหมวเจียที่ปลูกแตงโมอย่างคิดหนัก
บนรถม้าของนางยังมีคนอีกสามคนนั่งอยู่ด้วย
“ข้าว่านะผู้อาวุโสอู่ พวกท่านนั่งรถม้าของตัวเองไปไม่ได้หรือ? ขากลับมาตอนเย็น รถของข้ายังต้องบรรทุกแตงโมกลับมาด้วย ไม่มีที่ให้คนนั่งหรอก”
จู้เจียงเจียงพูดกับทั้งสามคนของหอจินชิวที่นั่งอยู่บนรถม้าของนางอย่างรังเกียจ
อู่จิ้นผิงตั้งหน้าตั้งตารอที่จะไปเก็บแตงโมกับนางมาโดยตลอด ฉินเฟิงไม่ตามไปก็ไม่ได้
สวี่กู้แค่ตามไปดูงานเฉยๆ
เขาบังเอิญได้ยินจู้เจียงเจียงพูดไว้ว่า แตงโมเหมาะที่จะปลูกในดินทราย แคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาก็เป็นดินทรายเหมือนกัน
หากผลจากการไปดูงานวันนี้เป็นไปในทางที่ดีละก็ ไม่แน่ว่าแคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาอาจจะปลูกแตงโมได้ หากเป็นแบบนี้เขาก็ไม่ต้องลำบากขนแตงโมกลับไปกินแล้ว
อีกทั้งยังได้ยินมาว่าแตงโมพันธุ์นี้กรอบมาก ไม่เหมาะแก่การขนส่ง หากเก็บไว้นานก็จะไม่อร่อย
โชคดีที่สวี่กู้เหมือนคนปกติ องครักษ์ของเขาอยากจะทำอะไรก็ทำได้ ไม่ต้องมาตามเขาตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นบนรถม้าวันนี้ก็จะมีคนนั่งอยู่ถึงห้าคน
“ในเมื่อมาทำงาน ก็ต้องมีท่าทางของคนทำงานสิ เจ้าเดินได้ พวกผู้ชายตัวโตๆอย่างพวกเราทำไมจะเดินไม่ได้?” อู่จิ้นผิงจัดตัวเองให้รวมอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับฉินเฟิงและสวี่กู้
ที่เขาหมายถึงก็คืออายุ
ถึงแม้ว่าเขาจะผมขาวเกือบหมดแล้ว แต่การใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ไม่ต่างอะไรกับการได้เกิดใหม่อีกครั้ง เขารู้สึกว่าตัวเองยังแข็งแรงดี ดังนั้นเขาจึงกล้าจัดตัวเองให้อยู่ในกลุ่มของคนร่างกายแข็งแรงมีพละกำลัง
จู้เจียงเจียงได้ยินดังนั้นก็ตอบรับทันที “คำนี้ท่านเป็นคนพูดเองนะ กลับมาเย็นนี้ท่านอย่ามาวางมาดกับข้าแล้วกัน”
ถึงแม้ว่าวันนี้จะยังไม่ถึงวันเก็บเกี่ยวแตงโมอย่างเป็นทางการ แต่นางก็จะเก็บแตงโมกลับมาให้เต็มคันรถ นำไปให้พวกเด็กๆในสถานศึกษากิน
เฉ่าเหมยและสับปะรดไม่พอตอบสนองแล้ว ทางหอจ้าวเซิงก็เอาแต่เร่งมาตลอด ส่วนทางสถานศึกษาก็ถึงกับขาดแคลนของไปเลย
พวกเด็กๆไม่ได้กินผลไม้มาครึ่งเดือนแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะไม่พูดอะไรออกมาแต่จู้เจียงเจียงก็รู้สึกผิด
ในเมื่อตัดสินใจว่าจะทำสถานศึกษาให้ดีแล้ว ก็จะถูไถไปหมดทุกเรื่องไม่ได้
หมู่บ้านโหมวเจีย
ทั้งสี่คนเร่งเดินทางมาถึง หมู่บ้านโหมวเจียตั้งอยู่ปลายน้ำของแม่น้ำสายหลักของเมืองเจียงหนาน ฤดูฝนทุกปี ขอแค่น้ำขึ้นสูงที่ดินของหมู่บ้านพวกเขาก็จะถูกปกคลุมด้วยชั้นดินทราย
นานวันเข้า ที่ดินของหมู่บ้านก็ไม่เหมาะแก่การปลูกข้าวอีกต่อไป
ก่อนจู้เจียงเจียงจะมาถึง การเกษตรส่วนใหญ่ที่หมู่บ้านของพวกเขาปลูกคือถั่วเหลืองและข้าวโพด ใช้พืชสองอย่างนี้ในการดำรงชีวิต
กินแต่ข้าวโพดและถั่วเหลืองมากไป คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านอยากกินพวกข้าวเป็นอาหารหลักบ้าง
ดังนั้น หมู่บ้านโหมวเจียในปีนี้นอกจากจะตกลงปลูกแตงโมให้จู้เจียงเจียงแล้ว ก็ยังทำการร่วมมือแลกเปลี่ยนข้าวกับนางด้วย
ถั่วเหลืองเมื่ออยู่ในมือของพวกเขา นอกจากจะนำไปทอด ต้ม หรือบดทำเป็นเต้าหู้แล้ว ก็ไม่มีวิธีการทำแบบอื่นอีก แต่เมื่ออยู่ในมือของจู้เจียงเจียง นางสามารถทำออกมาได้หลายรูปแบบ
ข้าวโพดก็เช่นกัน
เพียงแต่ผลผลิตจากการปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองของหมู่บ้านโหมวเจียไม่ได้สูงนัก ทุกปีแทบไม่พอสำหรับตัวเองกิน ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงส่วนเกินที่จะเอาออกไปขายแลกเงินเลย
และก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของปีนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
แต่ไหนๆ วันนี้ก็มาถึงแล้ว ก็ถือโอกาสดูให้พวกเขาสักหน่อย
“รถม้าเข้าไปไม่ได้ก็จอดอยู่ที่นี่เถิด พวกเราเดินเข้าไปกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงดึงบังเหียนให้รถม้าหยุดลง แล้วหันไปพูดกับสามคนข้างหลัง
“ที่นี่มีบ้านคนที่ไหน? แม่นางจู้หลงทางหรือเปล่า?” สวี่กู้มาเป็นครั้งแรก เขามองไปรอบๆ ไม่เห็นหมู่บ้าน เลยนึกว่าพวกเขาหลงทาง
อู่จิ้นผิงและฉินเฟิงเคยมาที่นี่มาก่อน พวกเขารู้ดีว่ารถม้าขับบนถนนดินทรายของหมู่บ้านโหมวเจียไม่ได้ แค่เข้าไปก็ติดหล่มแล้ว ดังนั้นจึงลงจากรถม้าอย่างให้ความร่วมมือ
“หมู่บ้านอยู่บนเนินเขาข้างหน้า แต่ถูกไร่ข้าวโพดบังไว้ ท่านมองไม่เห็นก็เป็นเรื่องปกติ”
จู้เจียงเจียงใช้คางชี้ไปทางเนินเขาเล็กๆลูกหนึ่งด้านหน้า ที่นั่นเห็นแค่ไร่ข้าวโพดเขียวเหลืองผืนหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ต้นข้าวโพดสูงๆต่ำๆ บังบ้านหญ้าคาของชาวบ้านเอาไปหมด
ครั้งก่อนตอนที่อู่จิ้นผิงมา ก็เป็นปลายฤดูไม้ใบร่วง ตอนนั้นเก็บเกี่ยวข้าวโพดไปนานแล้ว ล้านโล่งทั้งผืน
ทิวทัศน์ที่เห็นในวันนี้ เขาก็ไม่แน่ใจว่าทางเข้าหมู่บ้านอยู่ตรงไหน
จู้เจียงเจียงผูกม้าไว้ แล้วพาทั้งสามคนเดินผ่านไร่ข้าวโพด จากนั้นก็ปีนป่ายขึ้นไปตามสวนพืชไร่ที่สูงชันขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกลางเนินเขาจึงเห็นหมู่บ้านโหมวเจีย
คนในหมู่บ้านบนยอดเขาเห็นพวกเขามานานแล้ว แต่พอพวกเขาเข้าไปในไร่ข้าวโพดก็มองไม่เห็น ดังนั้นจึงไม่มีคนลงไปต้อนรับ
หัวหน้าหมู่บ้านโหมวลงจากบ้านของตัวเอง มารออยู่ที่ลานบ้านของชาวสวนครอบครัวหนึ่งหน้าประตูหมู่บ้าน เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงก็โบกมือให้
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยมาแล้วหรือ มาเร็ว ดื่มน้ำสักถ้วย”
วันก่อนพวกเขาเพิ่งเลือกแตงโมหาบไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เพิ่งพบกันไม่นาน หัวหน้าหมู่บ้านโหมวจึงทักทายพวกเขาตามปกติ
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ในมือที่ท่านถืออยู่คือใบข้าวโพดของหมู่บ้านพวกเราใช่หรือไม่? ท่านเอามาทำอะไรกัน?”
ในมือจู้เจียงเจียงถือใบข้าวโพดที่เด็ดมาตอนเดินผ่านไร่ข้าวโพดเมื่อครู่ หลังดื่มน้ำในถ้วยหมดถึงเปิดปากพูดว่า “หัวหน้าหมู่บ้านโหมว นี่คือใบข้าวโพดของหมู่บ้านพวกท่านจริงๆ ข้าเห็นมันดูเหมือนจะมีปัญหาเล็กน้อยจึงเด็ดติดมือมา”
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยรู้หรือไม่ว่าพวกมันเป็นอะไร?”
พวกชาวบ้านหมู่บ้านโหมวเจียเห็นจู้เจียงเจียงเข้าหมู่บ้านมา ก็ล้อมหน้าล้อมหลังอย่างสนใจ
อันที่จริงพวกเขารู้ว่าข้าวโพดเกิดปัญหา เมื่อก่อนก็เคยมีสถานการณ์แบบนี้ แต่พวกเขาไม่รู้ว่ามันเกิดปัญหาอะไรกันแน่ และไม่รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไรดี
ดังนั้นก็เลยปล่อยตามธรรมชาติให้ข้าวโพดเติบโตไปตามยถากรรม ข้าวโพดที่ปลูกออกมาก็เลยมีรูปร่างหน้าตาแปลกๆ และเมล็ดก็ไม่สมบูรณ์
จู้เจียงเจียงนั่งยองที่พื้น เอาใบข้าวโพดวางเรียงทีละใบ จากนั้นก็เริ่มวิเคราะห์ออกมาทีละเรื่อง
“ทุกท่านดู ใบข้าวโพดปกติจะมีหัวกว้างหางแหลม เส้นใบตรง มีสีเขียว แต่ใบเหล่านี้ บางใบมีสีม่วงแดง บางใบเหลืองแห้ง บางใบมีจุดด่างๆ บางใบม้วนงอ เหล่านี้คือสัญญาณว่ามีปัญหา”
“จากอาการของพวกมันทำให้รู้ว่า ใบที่มีสีม่วงแดงคือขาดฟอสฟอรัส ใบที่เหลืองขาดโพแทสเซียม ใบที่เหลืองเป็นเส้นๆ คือขาดแมกนีเซียม...”
จู้เจียงเจียงสามารถบอกได้ว่า ดินในไร่ข้าวโพดขาดธาตุอะไรไปบ้างจากอาการของใบ
นางพูดอย่างคล่องแคล่วมีตรรกะ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านโหมวเจียฟังไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว
อย่าว่าแต่ชาวบ้านในหมู่บ้านโหมวเจียฟังไม่เข้าใจ แม้แต่อู่จิ้นผิงและสวี่กู้ พวกเขาทั้งสามคนก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
“ขาดอะไรนะ? อะไรเหม่ยๆ?”
หัวหน้าหมู่บ้านโหมวมองจู้เจียงเจียง แล้วมองใบข้าวโพดบนพื้นอีกครั้ง “ใบนี้สวยไม่พอจริงๆ แต่ใบไม่สวย พวกเราควรทำอย่างไรดี?”
ทุกคนนึกว่าที่จู้เจียงเจียงพูดคือต้องการแต่งใบข้าวโพด
“…” เมื่อจู้เจียงเจียงพูดถึงเรื่องเฉพาะทาง นางก็จะพูดไม่หยุด จนลืมไปว่าคนอื่นจะฟังเข้าใจหรือไม่
ดังนั้นเมื่อถูกพวกชาวบ้านถามแบบนี้ นางก็รู้สึกงงๆไปเหมือนกัน
รู้สึกรู้สึกงงๆ แทนพวกชาวบ้านด้วยว่า ทำไมถึงได้มาเจอคนที่พูดไม่รู้เรื่องอย่างนาง?
“หัวหน้าหมู่บ้านโหมว ความหมายของข้าก็คือ ไร่ข้าวโพดของหมู่บ้านพวกท่านต้องทำการปรับปรุงคุณภาพของดิน พูดง่ายๆก็คือต้องใส่ปุ๋ยตามชนิดของธาตุที่ขาด!”
“ใส่ปุ๋ยตามชนิดของธาตุที่ขาด?”
ชาวบ้านทุกคนมองหน้ากัน พวกเขายังคงไม่เข้าใจ แต่พวกเขาเชื่อใจจู้เจียงเจียง “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนให้หัวหน้าหมู่บ้านน้อยชี้แนะ!”
ตอนที่ 165: เก็บแตงโมกลับดึก
จู้เจียงเจียงให้ความรู้กับพวกชาวบ้านในหมู่บ้านโหมวเจียอย่างกระฉับกระเฉง อยู่ที่ลานบ้านของครอบครัวชาวสวนหน้าหมู่บ้าน
นางพูดอย่างน่าสนใจ พวกชาวบ้านก็ฟังอย่างเพลิดเพลิน มีแค่อู่จิ้นผิงและอีกสองคนที่ใกล้จะถูกดวงอาทิตย์บนหัวเผาจนแห้งแล้ว
“ผู้อาวุโสอู่ พวกเราไปเก็บแตงโมสักลูกมากินแก้กระหายกันเถิด?” สวี่กู้พูดเสนอ
เขาคิดไม่ถึงว่าสิ่งแรกที่จู้เจียงเจียงจะทำหลังมาถึงสวนแตงโมก็คือการให้ความรู้พวกชาวบ้าน แม้แต่สวนแตงโมเขาก็ยังไม่ได้เห็นเลยแม้แต่น้อย สนใจแต่เรื่องหลบแดด
“เป็นความคิดที่ดี แต่ข้าไม่รู้ว่าเขาปลูกแตงโมกันที่ไหน” อู่จิ้นผิงพูดด้วยท่าทางจนใจ
เมล็ดแตงโมลงปลูกตอนฤดูใบไม้ผลิ เขาเคยมากับจู้เจียงเจียงเมื่อปีก่อน รู้แค่นางเอาวิธีปลูกมาบอกพวกชาวบ้าน แต่ไม่ได้มาร่วมปลูกด้วยตัวเอง
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่าพวกชาวบ้านปลูกแตงโมกันที่ไหน และไม่รู้ว่าต้นแตงโมมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร
ทั้งสามคนจึงลุกขึ้นเดินไปยังที่สูง อยากจะดูทั้งหมู่บ้านโหมวเจียให้ชัดเจน และตามหาสวนแตงโม
แต่เหมือนทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านของบ้านทุกหลังในหมู่บ้านโหมวเจียจะปลูกข้าวโพดกันหมด
ต้นข้าวโพดสูงพอๆกับคน พวกเขามองลักษณะด้านล่างภูเขาไม่ได้เลย
อยากจะปีนขึ้นไปดูบนหลังคาก็กลัวบ้านหญ้าคาพวกนี้จะรับไม่ไหว หากถล่มลงมาจะทำอย่างไร?
ทำอะไรไม่ได้จริงๆ
สวี่กู้อดทนกับการต้อนรับที่มีแค่น้ำอย่างเดียวไม่ไหว เดินหน้าเข้าไปขัดจังหวะทุกคน “แม่นางจู้และพี่น้องทุกท่าน สวนแตงโมอยู่ที่ไหนหรือ? แล้วมีอะไรกินบ้างหรือไม่? ข้าหิวแล้ว”
เมื่อเขาพูดอย่างนั้น พวกชาวบ้านในหมู่บ้านโหมวเจียถึงรู้ตัว พวกเขายังไม่ได้เตรียมของกินให้แขกทั้งหลายเลย
อีกทั้งเมื่อมองดวงอาทิตย์บนหัวก็ใกล้จะเย็นแล้ว พวกเขาคุยกันนานขนาดนี้เชียว?
อันที่จริงไม่ใช่พวกเขาที่คุยกันนานเกินไป แต่เป็นจู้เจียงเจียงที่มาถึงหมู่บ้านโหมวเจียก็เลยช่วงเวลากินข้าวเที่ยงไปแล้ว
หมู่บ้านโหมวเจียอยู่ห่างหมู่บ้านเสี่ยวฮวงพอสมควร
“เอาแบบนี้ ป้าสาม เจ้าอยู่บ้านต้มข้าวโพดให้หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ข้าจะพานางไปสวนแตงโม เย็นป่านนี้แล้วต้องขอโทษด้วยจริงๆ...”
หัวหน้าหมู่บ้านโหมวสั่งสะใภ้สามของครอบครัวชาวสวนนี้ให้ทำกับข้าวรอ ส่วนตัวเองพาจู้เจียงเจียงและชาวบ้านคนอื่นเดินลงเขาไป
จู้เจียงเจียงบอกว่าแตงโมเหมาะที่จะปลูกในดินทราย ดังนั้นพื้นที่ด้านล่างเชิงเขาที่ถูกน้ำพัดพาเอาทรายมากองทับถมเป็นชั้นๆ พวกเขาจึงนำมาปลูกแตงโมทั้งหมด
เหลือเวลาอีกไม่นานน้ำก็จะเพิ่มขึ้น แตงโมสามารถเก็บเกี่ยวก่อนน้ำจะเพิ่มสูงได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านหมู่บ้านโหมวเจียต้องการมาก
ทุกคนเดินผ่านไร่ข้าวโพดมาถึงเชิงเขา
ถนนเข้าหมู่บ้านสองข้างทางคือไร่ถั่วเหลือง ผ่านไร่นี้ไปก็จะถึงสวนแตงโม ดังนั้นตอนเข้าหมู่บ้าน อู่จิ้นผิงและอีกสองคนจึงมองไม่เห็นว่าแตงโมอยู่ที่ไหน
เพราะแตงโมปลูกติดดิน ถ้าไม่สังเกตให้ดีๆ จะนึกว่าที่ไกลๆนั้นเป็นทุ่งหญ้าผืนหนึ่ง
“ถึงแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านน้อยรีบมาดูเร็ว ปลูกแตงโมได้แบบนี้ถือว่าดีไหม?” หัวหน้าหมู่บ้านโหมวถามและมองจู้เจียงเจียงอย่างเป็นกังวล
นี่คือภารกิจที่นางมอบให้พวกเขาหมู่บ้านโหมวเจีย หากทำได้ไม่ดีก็จะผิดต่อความตั้งใจสอนวิธีการปลูกให้พวกเขาก่อนหน้านี้
“ที่แท้แตงโมปลูกออกมาเป็นอย่างนี้นี่เอง ข้านึกว่าต้องมีรั้วไม้ไผ่” สวี่กู้ตกใจเมื่อเห็นสวนแตงโมผืนใหญ่ตรงหน้า
นี่มันทั้งใหญ่ทั้งสวย!
เมื่อเหยียบเท้าลงไปบนแปลง เท้าก็จมลงไปในดินทรายทันที เกิดเป็นรอยเท้าลึกกว่าหน้ารองเท้า
“ดินนี่เหมือนกับที่แคว้นเสี่ยวซีของพวกเราเลย เป็นทรายผสมดินอย่างละครึ่ง หากนี่สามารถปลูกแตงโมได้ งั้นพวกเราแคว้นเสี่ยวซีก็ทำได้เหมือนกัน!” สวี่กู้นั่งยองบนพื้นอย่างตื่นเต้น คว้าดินทรายกำมือหนึ่งขึ้นมาขยำ
หากเป็นแบบนี้ เขาหาของที่เหมาะจะปลูกที่แคว้นเสี่ยวซีเจอแล้ว?!
“แม่นางจู้…”
เขาหันกลับไปอยากพูดบางอย่างกับจู้เจียงเจียง กลับพบว่าพวกเขาเดินเข้าสวนแตงโมไปเริ่มเลือกแตงโมกันแล้ว
“ขั้วแตงโมต้องม้วนขึ้นมาแบบนี้ ลายเส้นชัดเจน ตีแล้วเกิดเสียงดัง *โป๊กๆ* อีกอย่างหากใหญ่กว่ามือก็แสดงว่าแตงโมสุกแล้ว”
หมู่บ้านโหมวเจียจะเก็บแตงโมพรุ่งนี้แล้ว วันมะรืนตอนเช้าก็ต้องส่งของไปร้านขายของป่าของตระกูลเซิน ดังนั้นวันนี้จู้เจียงเจียงจึงต้องสอนวิธีเลือกแตงโมกับพวกเขา
ครั้งก่อนที่พวกเขาเลือกแตงโมหาบไปส่ง นอกจากลูกใหญ่ตามมาตรฐานแล้ว ยังมีหลายลูกที่ไม่ค่อยแดงสม่ำเสมอ
ก็เพราะจู้เจียงเจียงไม่ได้มาสอนพวกเขาว่าจะเลือกแตงโมสุกอย่างไร
“แตงโมนี่ไม่ใช่ว่ายิ่งโตยิ่งสุกหรือ?” คนในหมู่บ้านโหมวเจียต่างเริ่มตระหนักได้ว่าครั้งก่อนพวกเขาเลือกแตงโมผิดวิธี
“แตงโมที่มีขนาดใหญ่ บอกได้แค่ว่าปริมาณแตงโมที่ติดอยู่บนต้นมีจำนวนไม่มาก จะมองว่ามันสุกไม่ได้” จู้เจียงเจียงอธิบายไปพลาง เก็บแตงโมไปพลาง
อู่จิ้นผิงเลียนแบบนางเลือกและเก็บแตงโม
“หัวหน้าหมู่บ้านโหมว แตงโมที่เก็บแล้ว ขอแค่ไม่แตกก็สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน ดังนั้นพรุ่งนี้พวกท่านเก็บกันเช้าหน่อยได้เลย ไม่ต้องรอรถของข้ามารับแล้วค่อยเก็บ”
“ได้เลย!”
คนในหมู่บ้านโหมวเจียได้ยินว่าพรุ่งนี้เก็บและขายแตงโมได้แล้ว ต่างก็รู้สึกดีใจอย่างช่วยไม่ได้
นี่คือรายได้นอกเหนือจากการปลูกพืชไร่ และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พวกเขาหาเงินได้เร็วแบบนี้ ทุกคนจะไม่ดีใจได้อย่างไร
“มา ทุกคนมาช่วยหัวหน้าหมู่บ้านน้อยอุ้มแตงโมไปขึ้นรถเร็ว!”
หัวหน้าหมู่บ้านโหมวยกมือโบก ทุกคนในหมู่บ้านก็แย่งกันเดินหน้ามาช่วยเหลืออุ้มคนละลูก
นอกจากแตงโมจะหนักแล้ว ยังกลัวว่าจะไปเบียดจนแตงโมช้ำอีกด้วย
ทุกคนมีน้ำใจมาก จู้เจียงเจียงไม่มีโอกาสได้ถือแตงโมเลย ได้แต่เดินตามหลังทุกคนไปยังรถม้าที่อยู่หน้าหมู่บ้าน
ระหว่างทางออกจากหมู่บ้าน ก็มีป้าสองคนวิ่งออกมาจากในไร่ข้าวโพด พวกนางมาส่งข้าวโพดที่ต้มเสร็จแล้ว
ด้านนอกข้าวโพดห่อด้วยใบตองไว้ชั้นหนึ่ง ข้าวโพดที่ต้มเสร็จกระจายกลิ่นหอมหวานอ่อนๆออกมา ดูแล้วน่ากินสุดๆ
“ไม่ง่ายเลยกว่าที่แม่นางจะมาสักเที่ยว พวกเราไม่ได้ทำกับข้าวกับปลาไว้รับรอง ยังให้ท่านต้องสอนพวกเราปลูก ต้องขอโทษจริงๆ”
หัวหน้าหมู่บ้านโหมวเอาข้าวโพดหนึ่งตะกร้าที่ต้มเสร็จยื่นให้จู้เจียงเจียงอย่างละอายใจ
จู้เจียงเจียงกลับไม่ได้ใส่ใจ นางชอบกินข้าวโพดเสียบไม้ที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ “หัวหน้าหมู่บ้านโหมวเกรงใจเกินไปแล้ว งั้นพวกเราขอตัวกลับก่อน ไม่เช่นนั้นกว่าจะถึงคงดึกเกินไป”
ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว คนในหมู่บ้านโหมวเจียกลับไปก็กินข้าวได้ พวกเขาสี่คนยังต้องเร่งเดินทางต่อ
“ได้ๆ งั้นพวกหัวหน้าหมู่บ้านน้อยเดินทางกลับอย่างปลอดภัย...”
ไม่อยากพูดว่า การที่พวกอู่จิ้นผิงทั้งสามคนตามมาด้วยนั้นถูกต้องแล้ว
ตอนรถม้าออกจากหมู่บ้านโหมวเจีย มีหลายครั้งที่ตกหลุมโคลน เมื่อมีพวกเขาสามคนอยู่ จึงช่วยกันผลักรถม้าได้
จู้เจียงเจียงคอยคุมรถม้าอยู่ด้านหน้า ถึงแม้จะต้องเดินเท้า แต่นางแค่ถือบังเหียนม้าไว้ก็พอ มืออีกข้างยังว่าง ถือข้าวโพดกินได้
ทั้งสามคนช่วยกันเข็นรถม้าออกจากหลุมจนเหนื่อยหอบ ตอนกินข้าวโพดก็เกือบจะสำลัก
“แม่นางจู้ เมื่อก่อนเจ้าก็กลับบ้านตอนฟ้ามืดเช่นนี้บ่อยๆหรือ?” สวี่กู้แทะข้าวโพดเสียบไม้ในมือ กินไปพลางถามไปพลาง
เขาหิวมากๆ กินข้าวโพดเสียบไม้อย่างเอร็ดอร่อย
จู้เจียงเจียงมองดาวเต็มท้องฟ้าเหนือศีรษะ ไม่ใส่ใจเขานัก “ฟ้าเพิ่งมืด นี่ไม่นับว่ามีอะไร เมื่อก่อนตอนข้าเข้างานมีบางครั้งทำงานยุ่งจนถึงใกล้เช้า”
“เข้างาน?” พวกเขาไม่เข้าใจ
“อ้อ ไม่มีอะไร ก็คือตอนเร่งเกี่ยวข้าวก่อนจะน้ำท่วมปีก่อน ข้าเกี่ยวข้าวจนถึงยามจื่อ” จู้เจียงเจียงหลุดปากพูดอย่างไม่ทันระวัง รีบกลบเกลื่อนกลับมา
“แต่ว่าพวกท่านไม่รู้สึกหรือว่าทำงานกลางคืนมันก็ดีเหมือนกัน? ยังสามารถมองเห็นดวงดาวได้”
ดาวในค่ำคืนฤดูร้อนทั้งเยอะและสว่าง ปูเต็มท้องฟ้ายามค่ำคืน ส่องแสงระยิบระยับ ทำให้คนรู้สึกราวกับว่าจะเอื้อมมือไปแตะโดนพวกมันได้
บวกกับหิ่งห้อยบินเต้นรำอยู่รอบตัว ทำให้บรรยากาศยิ่งสวยงามมากขึ้นไปอีก
ในเวลานี้จู้เจียงเจียงกลับคิดถึงเผยจี้ขึ้นมาเป็นพิเศษ หากเขาอยู่ด้วยคงดี
ตอนที่ 166: กลิ่นหอมของรวงข้าวยามราตรี
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสามคนต่างก็เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มืดมิด ยามนี้ได้ระบายไปด้วยแสงดาวทั่วทั้งสี่ทิศ ลมฤดูร้อนพัดพาเอากลิ่นหอมของรวงข้าวที่กำลังแตกหน่อมาให้ ไม่รู้ทำไมความรู้สึกหงุดหงิดที่กลับดึกของทั้งสามคนก็พลันกระจายหายไปหมดในชั่วพริบตา
ข้างหูมีเพียงเสียงกบร้องเป็นระยะระยะอยู่ในทุ่งนา อีกทั้งยังมีหิ่งห้อยบินมาหยุดพักบนตัวของพวกเขาอย่างไม่ระวังอยู่ตรงหน้า
ในคืนที่สวยงามเช่นนี้ ถ้าไม่แต่งกลอนออกมาสักบท ฉินเฟิงคงทนไม่ไหว
เขาเริ่มเอ่ยปากขึ้นก่อน อู่จิ้นผิงและสวี่กู้ก็ไม่ยอมเป็นรองกัน ทั้งสามคนต่างแข่งขันกันประพันธ์บทกลอน ใช้สิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นยามค่ำคืน ดวงจันทร์ หรือเสียงกบร้องมาเป็นวัตถุดิบในการแต่งกลอน
จู้เจียงเจียงบังคับรถม้าอยู่ด้านหน้า นางไม่เคยเห็นคนในเมืองที่เข็นรถจนเหนื่อยหอบจะตาย แต่ยังจะมาแต่งกลอนแข่งกันได้อีก
“แม่นางจู้ มาร่วมสนุกกัน”
ทั้งสามคนเล่นกันไปครึ่งชั่วยามในที่สุดความสามารถของพวกเขาก็หมดลง แต่การเดินทางยังเหลืออีกหนึ่งชั่วยาม พวกเขากลัวจะเบื่อ จึงลากจู้เจียงเจียงมาร่วมแต่งกลอนด้วยกัน
ความเก่งของนาง ทั้งสามคนล้วนเคยเห็นผ่านตามาแล้ว
ได้ยินมาว่านางเคยหนึ่งต่อหนึ่งกับทุกคนในสำนักศึกษาตระกูลหมิงมาแล้ว ถ้าหากนางไม่แต่งกลอนสักสองสามบท เกรงว่าคงจะทำให้ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ต้องผิดหวังเสียแล้ว
แต่จู้เจียงเจียงไม่อยากแต่งกลอนจริงๆ “เหนื่อยมาทั้งวัน สมองไม่แล่นแล้ว อีกทั้งการแต่งกลอนจืดชืดแบบนั้นมีอะไรน่าสนุกกัน”
แต่งกลอนต้องใช้สมอง พวกเขาสามคนเล่นกันมาครึ่งชั่วยาม คนหนึ่งก็แต่งได้แค่สามบทเท่านั้น
เวลาที่ต้องรอให้พวกเขาแต่งกลอนออกมาได้สักบทนั้นนานมาก ยิ่งนานนางก็ยิ่งหมดอารมณ์
“ตอนนี้ไม่เหมาะกับการแต่งกลอนจริงๆ”
สวี่กู้ก็ใช้หัวจนเหนื่อยเหมือนแป้งเปียก แต่หากไม่หาอะไรสนุกๆมาทำสักหน่อย เขากลัวว่าตัวเองจะไม่อยากเดินต่อ แล้วนอนลงข้างทางอย่างเกียจคร้านจนฟ้าสว่าง
“แม่นางจู้ ไม่สู้เจ้าร้องเพลงให้ฟังสักสองสามเพลงเถิด นานแล้วที่ไม่ได้ยินเสียงร้องอันไพเราะของเจ้า” สวี่กู้ใช้โอกาสนี้ขอให้จู้เจียงเจียงร้องเพลงให้ฟัง
ตั้งแต่จบการแข่งขันที่สถานศึกษาครั้งนั้น นางก็เอาแต่ยุ่งมาโดยตลอด
ไม่ใช่ไปกำจัดแมลงในสวนก็พาพวกเขาไปดูพืชผลทางการเกษตรในไร่ วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือกัน
สามารถร่วมมือกันได้ สวี่กู้ย่อมดีใจเป็นธรรมดา แต่ถ้าพูดถึงเรื่องธุรกิจตลอดเวลา ก็คงจะน่าเบื่อเกินไป
ตอนนี้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนิยมใช้ระบบสัปดาห์แล้วไม่ใช่หรือ? เขาก็ควรจะได้พักผ่อนบ้าง
ให้จู้เจียงเจียงร้องเพลงสองเพลงไม่มีปัญหาแน่นอน ชีวิตชาติก่อนของนางก็อยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรี ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็ได้ยินเสียงเพลง
นี่จึงทำให้คนจำนวนมากมีนิสัยชอบฮัมเพลงอยู่เป็นประจำ จู้เจียงเจียงก็ไม่ยกเว้น
บังเอิญว่ามีลมกลางคืนพัดมาอีกครั้ง พัดกลิ่นหอมของรวงข้าวในนาสองข้างทางมา บวกกับมีเสียงล้อของรถม้าที่กลิ้งหลุนๆอยู่ข้างกาย ทำให้นางนึกถึงเพลงหนึ่งขึ้นมาได้
“งั้นข้าจะร้องเพลง《กลิ่นหอมของข้าว》ให้พวกท่านฟังก็แล้วกัน”
ข้าวคือพืชผลทางการเกษตรหลักของราชวงศ์ต้าหลี่ และเป็นรากฐานของแว่นแคว้น ราษฎรมีความผูกพันกับข้าวเป็นพิเศษ รวมไปถึงไท่ช่างหวงและองค์ฮ่องเต้ด้วย
ถึงแม้ว่าเพลงนี้ เมื่อพวกเขาฟังแล้วอาจจะเข้าใจความหมายต่างไปจากที่นางเข้าใจ แต่ก็ไม่เป็นไร ตัวนางรู้ความหมายก็พอแล้ว
อีกทั้งจู้เจียงเจียงก็ชอบร้องเพลงแปลกๆให้พวกเขาฟังเป็นประจำแล้วอยู่ อันที่จริงก็เพื่อเป็นการเตือนสติตัวเองว่า นางมาจากอนาคต
“♫ ถ้าเจ้าด่าทอกล่าวโทษต่อโลกใบนี้อย่างมากมาย ล้มลงแล้วก็ไม่กล้าที่จะก้าวเดินต่อไป ทำไมคนเราถึงได้อ่อนแอและตกต่ำขนาดนี้นะ…♫”
จู้เจียงเจียงฮัมเพลงนี้ขึ้นมาเบาๆ ขณะที่แส้ในมือก็แกว่งไกวไปมาตามจังหวะเพลงช้าเร็ว
ดวงดาวบนท้องฟ้าเหนือศีรษะและเสียงร้องกบในทุ่งนา ทุกอย่างดูเหมือนจะเคลื่อนไหวไปตามเสียงเพลงราวกับมีชีวิต
เสียงของนางเบามาก ตอนลมพัดแรง สวี่กู้ฟังไม่ชัดจึงอดไม่ได้ที่จะวิ่งไปด้านหลังของนางเพื่อฟังให้ชัดขึ้น
เห็นนางส่ายหัวเคาะเป็นจังหวะ เขาก็ชูมือโบกซ้ายทีขวาทีไปพร้อมกับนาง
“แม่นางจู้ บทเพลงยังร้องแบบอ่านได้ด้วยหรือ?”
เพลงหนึ่งยังไม่จบ สวี่กู้ก็เปิดปากถามด้วยความอยากรู้อย่างอดไม่ได้
ครั้งก่อนเขาก็ฟังการแสดงของนางจนจบ นางร้องเพลงมากมาย แต่ไม่มีสักเพลงที่ร้องแบบอ่านเช่นนี้
เขารู้สึกสงสัยและสนใจในเวลาเดียวกัน ราวกับว่าการร้องเพลงแบบนี้เหมาะสำหรับผู้ชายมากกว่า
บทเพลงนี้มีแค่ท่อนเล็กๆที่เหมือนกับการร้องแร็ปเท่านั้น แต่สวี่กู้กลับเข้าใจผิดนึกว่านางอ่านออกมา หรือว่านางร้องแย่ขนาดนั้นเลย?
จู้เจียงเจียงอดสงสัยตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ แต่ว่า...
“อันที่จริงการร้องเร็วๆนี้ก็เป็นการขับร้องแบบหนึ่ง หากคุณชายสวี่สนใจ วันหลังข้าสอนท่านก็ได้”
เรื่องนี้วันหลังค่อยว่ากัน ตอนนี้นางอารมณ์ดีอยู่ อยากจะร้องเพลงที่สนุกสนานสักหน่อย
“♫ ยิ้มสักนิดเถิด ความสำเร็จไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ทำให้ตัวเองมีความสุข ถึงจะเรียกว่าทำตัวเองให้มีความหมาย...♫” จู้เจียงเจียงใช้เสียงเพลง ‘สอน’ เขาแบบขำๆ
สวี่กู้เหมือนจะเข้าใจการหยอกล้อของนาง พูดกับนางอย่างคล้อยตาม “อืม ♫ ความสำเร็จไม่ใช่จุดหมายปลายทาง ทำให้ตัวเองมีความสุข ถึงจะเรียกว่าทำตัวเองให้มีความหมาย ♫”
เมื่อเขาร้องไปได้ครึ่งท่อน จู้เจียงเจียงก็ตบจังหวะนำให้ ดังนั้นสุดท้ายสวี่กู้จึงต้องร้องตามไปด้วยเกือบจะทั้งท่อน
พอเรียนรู้ได้หนึ่งท่อน ท่อนอื่นๆก็ง่ายขึ้นมาก
อู่จิ้นผิงไม่พอใจที่สวี่กู้ผู้เป็นคนนอกคนหนึ่งเข้ากันได้ดีกับจู้เจียงเจียงอย่างนี้ เขาจึงวิ่งมาเรียนด้วย
ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งสี่คนก็ร้องเพลงนี้ไปมาซ้ำๆตลอดทาง
สุดท้ายจู้เจียงเจียงก็เสียงแหบ ร้องต่อไม่ไหวแล้ว ผู้ชายทั้งสามคนจึงร้องออกมาเสียงดัง เกือบจะเรียกสุนัขในหมู่บ้านที่พวกเขากำลังเดินผ่านให้ออกมา
“กลับบ้านกันเถอะ กลับไปสู่ความสุขในตอนแรก!”
เมื่อกลับถึงทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ทั้งสามคนและจู้เจียงเจียงก็แยกย้ายกันไป
ขณะที่นางกำลังเดินเข้าไปในบ้าน ทั้งสามคนนั้นก็ยังไม่ลืมใช้เสียงเพลงบอกลานาง
“…” จู้เจียงเจียงจนใจจริงๆ พวกเขาร้องเบาหน่อยไม่ได้หรือ? ทุกคนในหมู่บ้านจะถูกพวกเขารบกวนจนตื่นกันหมดแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น
แม้ว่าเมื่อคืนจู้เจียงเจียงจะกลับดึก แต่นางมีช่องว่างมิติอยู่ ถึงแม้เวลาพักผ่อนจะเพียงสั้นๆก็นอนหลับฝันดีได้
ตอนนางตื่นขึ้นมาและเอาแตงโมส่งไปสถานศึกษา คนทั้งสามของหอจินชิวกลับยังไม่ตื่น
“ลุงโจว ลำบากลุงแล้ว แตงโมนี้ให้ลุงแล้วกันนะ”
จู้เจียงเจียงลากแตงโมหนึ่งคันรถเข้ามาในสถานศึกษา ผ่านประตูห้องรักษาความปลอดภัย นางจึงอุ้มแตงโมลูกใหญ่เข้าประตูไปให้ลุงยาม
ในวันที่อากาศร้อนๆแบบนี้ ลุงยามยังต้องออกลาดตระเวนและเคาะระฆังบอกเวลาอยู่เป็นประจำ ดูเป็นงานที่เหนื่อยมากจริงๆ
“อาจารย์จู้ แตงโมใหญ่ขนาดนี้ ยกให้ข้าหมดเลยหรือ?”
“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ก็เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์แล้ว หากลุงกินไม่หมดก็เอากลับไปกินกับครอบครัว” จู้เจียงเจียงไม่งกของตัวเอง มีอะไรอร่อยก็เอามาให้ทุกคนในสถานศึกษา
ส่วนแตงโมที่เหลือนางลากเข้าไปวางไว้ในโรงอาหาร เพื่อให้โรงอาหารหั่นเป็นชิ้นแจกพวกเด็กๆกินตอนเที่ยง
ขณะที่กำลังยุ่งอยู่ ลุงยามหน้าประตูก็วิ่งมาหานาง บอกว่ามีคนมาหา
จู้เจียงเจียงเดินไปทางหน้าประตู เห็นหลายคนยืนอยู่และมองเข้ามาจากหน้าประตูสถานศึกษา
นางรู้จักสาวน้อยที่ยืนอยู่ด้านหน้าคนนั้น ก็คือเซินหมิ่น
เพียงแต่ผู้ชายสี่คนที่ส่วนสูงพอๆกันที่ยืนอยู่ด้านหลัง มีทั้งอ้วน ผอมและกำยำเหล่านั้นเป็นใครกัน?
“พี่หญิงจู้!”
เซินหมิ่นเห็นจู้เจียงเจียงก็โบกมืออย่างตื่นเต้น อยากเข้าไป กลับถูกลุงยามอีกคนหน้าประตูขวางไว้
“ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ”
ที่จริงจู้เจียงเจียงพอเดาได้แล้วว่าคนที่มานั้นเป็นใคร ก็คือสาวน้อยลูกรักของตระกูลเซินและพี่ชายทั้งสี่ของนางไม่ใช่รึอย่างไร?
ตอนที่ 167: ประกันสุขภาพคือสวัสดิการพิเศษของข้า
จู้เจียงเจียงพาคนทั้งห้ามานั่งที่ห้องรับแขกห้องหนึ่ง ตอนอยากถามจุดประสงค์การมาของพวกเขา เซินหมิ่นก็เอ่ยปากขึ้นก่อน
“พี่หญิงจู้ เราคุยกันไว้ว่าวันนี้พี่ไปดูข้าปฏิรูปร้านไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ข้าเตรียมพร้อมแล้ว รอพี่อยู่ตลอด”
พวกนางได้นัดกันไว้ว่าจะมาดูผลลัพธ์ในวันนี้ แต่พวกตระกูลเซินรอจู้เจียงเจียงอยู่นานไม่เห็นมา จึงตัดสินใจมาหานางด้วยตัวเอง
อีกทั้งพวกเขาก็อยากจะมาดูสถานศึกษาชนบทที่เลื่องชื่อแห่งนี้ด้วย
“ข้ารู้ เดิมข้าวางแผนไว้ว่าอีกประเดี๋ยวก็จะเดินทางแล้ว”
เดิมจู้เจียงเจียงวางแผนว่า หลังส่งแตงโมให้สถานศึกษาเสร็จ ก็จะยืมม้าของที่นี่ไปดูผลลัพธ์ของเซินหมิ่นในเมือง
เพราะว่าดูด้วยตาแค่ครู่เดียวเท่านั้น ไม่ต้องใช้เวลามากนัก ดังนั้นนางคิดว่าถึงจะไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร
นางไม่รีบ แต่ว่าเซินหมิ่นร้อนใจสุดๆ
“พี่หญิงจู้ ข้าขอบอกพี่นะ ตอนนี้ชั้นวางในร้านได้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด พื้นก็ขัดแล้ว ชั้นวางและกรอบประตูข้าก็เอาใบไม้สดๆไปวางไว้ ทั้งยังทำตาข่ายแขวนมาใช้ห้อยแตงโมอีกด้วย”
“นอกจากนี้ ข้ายังได้ใช้ก้อนหินล้อมรอบบริเวณตื้นๆในแม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าร้าน ถึงตอนนั้นจะได้วางแตงโมลงไปในน้ำ เวลากินจะได้อร่อยมากขึ้น!”
เซินหมิ่นดึงมือของจู้เจียงเจียงพลางพูดจ้ออธิบายร้านหลังการปรับปรุง
ได้ยินนางพูดสิ่งเหล่านี้ ปฏิกิริยาแรกของจู้เจียงเจียงคือตกใจ
เซินหมิ่นคนนี้มีหัวคิดดีจริงๆ รู้จักนำเสนอวิธีการเก็บแตงโมแบบธรรมชาติเพื่อขาย และยังรู้จักใช้แม่น้ำชิงสุ่ยที่ไหลผ่านหน้าร้านให้เกิดประโยชน์
นี่มันตรงกับความคิดของนางตอนที่ถูกใจร้านตระกูลเซินเลยไม่ใช่หรือ?
“เจ้าคิดทั้งหมดนี้ออกมาคนเดียวหรือ?” จู้เจียงเจียงเหลือบมองชายทั้งสี่คนนั้นแวบหนึ่ง จากนั้นจึงยืนยันกับเซินหมิ่นอีกครั้ง
หากนางไม่ได้ขอให้พี่ชายทั้งสี่คนของนางช่วยคิด และคิดออกมาเองละก็ สาวน้อยคนนี้ก็ฉลาดมากจริงๆ!
เซินหมิ่นพยักหน้าอย่างภูมิใจ ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางทำตามความคิดของตัวเองได้สำเร็จ
“ถูกต้อง ข้าคิดพวกนี้ออกมาคนเดียว พี่ชายถานเซี่ยวเฟิงเซิงทั้งสี่ของข้า ก็เพียงช่วยข้าทำชั้นวาง และย้ายท่อนไม้เท่านั้น”
“ถานเซี่ยวเฟิงเซิง?”
แค่สี่ตัวอักษรง่ายๆก็ทำให้จู้เจียงเจียงรู้ชื่อทั้งสี่คนได้ทันที
“แม่นางจู้ ข้าชื่อเซินถานเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเซิน สามคนนี้คือน้องชายข้า พวกเขาทุกคนเป็นพี่ชายของหมิ่นเอ๋อร์” เซินถานลุกขึ้นคำนับจู้เจียงเจียงก่อน
เซินถานดูสุภาพ มีสง่าราศี และสูงที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน
“คุณชายใหญ่เซินเคยเรียนหนังสือมาก่อนหรือไม่?” จู้เจียงเจียงมองเขาแล้วถามออกมาหนึ่งประโยคอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เซินถานถึงกับนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย “ข้าเคยเรียนหนังสือมาหลายปีที่สำนักศึกษาตระกูลหมิง”
“งั้นตอนนี้ล่ะ?”
จู้เจียงเจียงจับเซินถานมาถามไม่หยุด ทำเอาหลายคนของตระกูลเซินมึนงงไปหมด
“พี่หญิงจู้ พี่ใหญ่ข้าเป็นคนเดียวที่เคยเรียนหนังสือ ตัวอักษรที่ข้าและพี่ชายอีกสามคนรู้ก็มาจากการสอนของพี่ใหญ่ ตอนนี้ก็เช่นกัน” เซินหมิ่นพูดตอบแทนเซินถาน
นางมองไม่พลาดจริงๆ!
จู้เจียงเจียงเห็นเซินถานแวบแรก ก็มีความรู้สึกถูกมาดครูบาอาจารย์ครอบงำแปลกๆ
หมิงเหยาและจูชิงหรานแค่เคยเรียนหนังสือ ไม่มีประสบการณ์การสอนมาก่อน จึงไม่มีรัศมีของความเป็นอาจารย์ แต่เซินถานคนนี้ต่างออกไป
บางทีอาจเป็นเพราะเขาอบรมสั่งสอนน้องชายน้องสาวมาตลอด บนตัวมีมาดของอาจารย์โดยไม่รู้ตัว นี่คือกลิ่นอายของอาจารย์ที่จู้เจียงเจียงต้องการมากที่สุด!
“คุณชายใหญ่เซิน สถานศึกษาของพวกเรายังขาดอาจารย์หนึ่งท่าน ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจไหม?”
จู้เจียงเจียงก็ไม่อ้อมค้อม ถามไปตรงๆ
ในสถานศึกษาตอนนี้มีอาจารย์สามท่าน คนหนึ่งคือนางที่ยุ่งจนขาดสอนบ่อยๆ อีกสองคนสอนได้ดีเยี่ยม แต่ขาดความน่าเกรงขามของอาจารย์
พวกเด็กๆอยู่ในสถานศึกษานานวันเข้า ก็เริ่มจะปล่อยตัวปล่อยใจ จัดการยากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นนางต้องการอาจารย์ที่เข้มงวดมากๆคนหนึ่งอย่างเร่งด่วน เซินถานคนนี้ ดูจากการสอนน้องชายน้องสาวของเขาแล้ว ต้องเข้มงวดมากและไม่ไว้หน้าใครเป็นแน่ เหมาะกับการอบรมสั่งสอนและควบคุมเด็กซนอย่างแท้จริง!
“แม่นางจู้ ข้ามาวันนี้เพื่อมาเป็นเพื่อนหมิ่นเอ๋อร์” เซินถานอดเตือนสตินางไม่ได้ กลัวว่านางจะวางลำดับความสำคัญผิด
“ข้ารู้ เซินหมิ่นฉลาดมาก ความคิดที่นางเพิ่งพูดเมื่อครู่ตรงกับที่ข้าคิดไว้ ดังนั้นข้าตกลงแล้ว ขอแค่เซินหมิ่นไม่รังเกียจที่จะเหนื่อย ข้าก็ยินดีต้อนรับนางมาติดตามอยู่ข้างกาย!”
จู้เจียงเจียงเดิมก็คิดหาผู้ช่วยคนหนึ่งให้ตัวเองอยู่แล้ว เมื่อมีคนอาสามาสมัครเอง อีกทั้งยังฉลาดแบบนี้
นางได้กำไรแบบนี้ ทำไมจะไม่เอา?
“เอาแบบนี้ ในเมื่อพวกท่านมากันหมด พวกเราก็มาพูดเงื่อนไขกันเลย”
จู้เจียงเจียงใช้กลวิธีของตัวเองหลอกล่อเซินถานให้ตกหลุมพราง เอ่อ ไม่สิ มันก็แค่ดึงเขาเข้ามาอยู่ในแผนการของตนเอง เอาอำนาจและสิทธิ์มาไว้ในมือตัวเองเท่านั้น
นางวิ่งออกไปที่ห้องพักครู่ข้างๆ แล้วเอาของบางอย่างสองฉบับกลับมา
นางดันหนังสือสัญญาฉบับหนึ่งไปตรงหน้าเซินหมิ่น อีกหนึ่งฉบับวางตรงหน้าเซินถาน “นี่คือสัญญาเข้าทำงาน พวกท่านลองอ่านดูก่อน”
ของพวกนี้จู้เจียงเจียงมีเตรียมไว้ในสถานศึกษามาโดยตลอด เกี่ยวกับสัญญาของพวกอาจารย์ก็จะใช้สำเนาเดียวกันกับของหมิงเหยาและจูชิงหราน
ส่วนฉบับของเซินหมิ่นต้องแก้ไขเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
“เซินหมิ่น ฉบับนี้ของเจ้าด้านหลังมีที่ว่าง เจ้าดูว่าต้องการเพิ่มเงื่อนไขอะไร เจ้าก็เสนอออกมาได้เลย หลังพวกเราปรึกษากันและเห็นพ้องต้องกันแล้วก็ค่อยเติมลงไป”
ถึงอย่างไรเซินหมิ่นก็เป็นการร่วมมือนอกเหนือจากสถานศึกษา เหมือนกับคนในโรงงาน ที่มีความสัมพันธ์กับนางคือนายจ้างกับคนงาน
แต่อาจารย์ในสถานศึกษาไม่ใช่ ถึงแม้นางจะเป็นคนจ่ายค่าแรง แต่ยังมีสาระสำคัญต่างกันอยู่
“พี่หญิงจู้ พี่จะจ่ายเงินค่าแรงให้ข้าด้วย?”
เซินหมิ่นเห็นข้อที่หนึ่งก็เงยหน้ามองจู้เจียงเจียงอย่างตกใจ ทำหน้าเหลือเชื่อ
การเขียนค่าแรงไว้เป็นข้อแรก เพราะคนส่วนใหญ่สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ ดังนั้นข้อตกลงทุกฉบับของจู้เจียงเจียงจะเขียนค่าแรงไว้ข้อแรกเสมอ
“มีปัญหาอะไรหรือ?”
หรือนางจะรู้สึกว่าได้น้อยเกินไป? ถึงอย่างไรเซินหมิ่นก็มีครอบครัวที่เปิดร้านขายของป่า กินอิ่มนอนอุ่น หรือว่านางจะไม่พอใจกับเงินค่าแรงนี้?
“เจ็ดตำลึงอาจจะไม่นับว่ามาก แต่เจ้าลองดูข้อต่อไป พวกเรายังมีสวัสดิการอื่นๆ” จู้เจียงเจียงแนะนำให้อ่านต่อไป
นอกจากจะจ่ายค่าแรงแล้ว นางยังเป็นคนจ่ายค่าประกันภัยให้พวกเขาด้วย
คนที่ร่วมมือกับนาง หากมีอาการปวดหัวตัวร้อน เกิดอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ บาดเจ็บต้องไปหาหมอละก็ พวกเขาไปตรวจที่โรงหมอของหมอเทวดาซิวได้ ค่ารักษานางออกให้ครึ่งหนึ่ง
สวัสดิการนี้ทั้งเมืองเจียงหนานมีแค่นางที่มี อีกทั้งตอนเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของหมิงเหยาและจูชิงหราน พวกเขาก็ออกจะชอบสวัสดิการนี้
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ พี่หญิงจู้เข้าใจผิดแล้ว ข้านึกว่าข้าต้องให้เงินพี่ถึงจะถูก”
เซินหมิ่นไม่มีทางดูหมิ่นเงินน้อย แต่นางนึกว่าเรื่องนี้ควรเป็นนางที่จะต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับจู้เจียงเจียงถึงจะถูก ทำไมจู้เจียงเจียงถึงจ่ายค่าแรงให้นางกันล่ะ?
“เจ้ามาเรียนการทำธุรกิจ ยังได้เงินด้วยหรือ?!”
ไม่ใช่แค่เซินหมิ่น ชายหนุ่มทั้งสี่จากตระกูลเซินเมื่อได้ยินว่าเซินหมิ่นมีเงินค่าแรงก็ตกใจสุดๆ
พวกเขาเอาหนังสือสัญญาของเซินหมิ่นขึ้นมามุงดูวิเคราะห์ด้วยกันอย่างละเอียด
เมื่อวานบิดาของเขาเพิ่งจะไปยืมเงินมา เตรียมเป็นค่าเรียนให้เซินหมิ่น
เพื่อรับประกันว่าจู้เจียงเจียงจะสอนน้องสาวของพวกเขาอย่างดี ‘ถานเซี่ยวเฟิงเซิง’ สี่คนถึงได้มาปรากฏตัวอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงพร้อมกันกับเซินหมิ่น
ก็เพื่อเสริมอำนาจให้น้องสาวของตัวเอง ให้จู้เจียงเจียงดูแลน้องสาวของพวกเขาให้ดี
แต่ใครจะคาดคิด วันนี้กลับกลายเป็นฉากแบบนี้
จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็งงไปด้วย “ทำไมพวกท่านถึงคิดว่าข้าจะขอเงินกับพวกท่านเล่า?”
“ไม่ใช่ว่าคนที่มาฝึกงานจะต้องจ่ายเงินเพื่อเรียนรู้และทำงานกันหรอกหรือ?” เซินหมิ่นพูดประโยคที่เป็นข้อเสียหนึ่งของยุคสมัยนี้ออกมา
ที่จริงไม่ใช่แค่ยุคสมัยนี้ ในยุคปัจจุบันก็มีเถ้าแก่แบบนี้อยู่จำนวนมาก
แต่น่าเสียดาย จู้เจียงเจียงไม่ใช่เถ้าแก่ที่ไร้มโนธรรมแบบนั้น
ตอนที่ 168: โฮมสเตย์ของข้าเปิดอยู่บนเขา
“แม่นางจู้ ข้างกายยังต้องการคนทำงานอีกหรือไม่ ข้าก็ทำงานได้!”
ผู้ชายรูปร่างท้วมนิดๆ หนึ่งในลูกชายทั้งสี่ของตระกูลเซิน มองจู้เจียงเจียงอย่างคาดหวังและอยากของานทำ
ชายผู้นี้ก็คือเซินเซี่ยวลูกชายคนรองของตระกูลเซิน รูปลักษณ์ของเขาเหมือนเซินหงที่สุด น่าจะเป็นเพราะเขามีใบหน้าที่ดูโชคดีมีสุขเหมือนกันบิดากระมัง
“คุณชายรองเซินชำนาญเรื่องไหนเล่า?” จู้เจียงเจียงถามเสียงเบา
นางไม่ถือสาที่มีคนอาสามาสมัครงาน ในตระกูลเซินทำธุรกิจกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย พวกเขาห้าคนน่าจะมีพื้นฐานอยู่บ้าง
อีกทั้งเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ พวกเขาห้าคนพี่น้องตระกูลเซินทุกคนรู้หนังสือ
ในเมืองเจียงหนานที่อัตราการรู้หนังสือไม่ถึงร้อยละหนึ่ง นี่ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง
“พี่หญิงจู้ พี่ดูลักษณะพี่รองข้าก็รู้แล้ว เขาชอบกินและชอบทำ ไม่งั้นพวกเราที่กินข้าวหม้อเดียวกันมาตั้งแต่เด็ก ทำไมเขาถึงมีรูปร่างอ้วนแบบนี้คนเดียว”
เซินหมิ่นอาศัยว่าตัวเองเป็นที่รักของคนในตระกูลจริงๆ ดังนั้นไม่ว่าภูมิหลังของใครก็กล้าเปิดเผย
“หรือคุณชายรองเซินทำอาหารเป็น?”
จู้เจียงเจียงมองประเมินเซินเซี่ยวด้วยความประหลาดใจ ยุคนี้บุรุษมักห่างจากห้องครัว ถึงแม้เขาจะรู้หนังสือแต่ก็ยังยอมลงครัว ช่างหาได้ยากจริงๆ
เช่นนั้นเขาย่อมอ่านสูตรรายการอาหารได้อย่างง่ายดายสินะ?
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่อยากยอมรับ แต่คนที่อ่านออกเขียนได้ก็ย่อมเรียนรู้อะไรได้เร็วกว่า
เซินเซี่ยวเห็นนางประหลาดใจ ก็เกาศีรษะทำหน้ายิ้มๆ “ท่านแม่ข้าอบรมเลี้ยงดูพวกเราห้าพี่น้องมาอย่างยากลำบาก ข้าอยากแบ่งภาระแม้จะเล็กน้อย ดังนั้นจึงทำอาหารง่ายๆได้บ้าง”
แม้ตระกูลเซินจะเปิดร้านค้าร้านหนึ่งอยู่ในเมือง มีทรัพย์สินครอบครัวอยู่ แต่ไม่มีไร่นา อาศัยแค่ร้านค้าหนึ่งเลี้ยงคนเจ็ดคนในครอบครัว ก็ถือว่าไม่ง่ายเลย
อีกอย่างมีไม่กี่ครอบครัวในเมืองเจียงหนานที่จ้างคนรับใช้มาปรนนิบัติไหว แน่นอนว่าตระกูลเซินก็ต้องลงมือทำกับข้าวด้วยตัวเอง
“ช่างบังเอิญจริงๆ!”
จู้เจียงเจียงรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เพียงเก็บสิ่งล้ำค่ามาได้หนึ่งชิ้น แต่นางรู้สึกว่าในตระกูลเซินแห่งนี้ สามารถเก็บสิ่งล้ำค่าได้หลายชิ้นเลยทีเดียว
“โรงเตี๊ยมบ้านข้าใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว ถ้าหากคุณชายรองเซินไม่รังเกียจ มาเป็นหัวหน้าพ่อครัวช่วยข้าสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
โรงเตี๊ยมสร้างมาเกือบเดือนแล้ว ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ขั้นต่อไปก็คือตกแต่งและนำเครื่องเรือนเข้าไป ขอแค่เตรียมเหล่านี้เสร็จก็เปิดกิจการได้ทันที
ดังนั้นเรื่องการหาคนงานก็ล่าช้าไม่ได้เหมือนกัน
“แม่นางจู้ยังมีโรงเตี๊ยม?” ห้าพี่น้องตระกูลเซินมองมาทางนางด้วยความตกตะลึงพร้อมกัน
ในเมื่อนางมีโรงเตี๊ยม เหตุใดยังต้องไปหาร้านของพวกเขาตระกูลเซินให้มาร่วมมือ?
“ถูกต้อง อยู่แถวนั้น” จู้เจียงเจียงชี้ไปทิศทางหนึ่งไม่ไกลจากหน้าประตูโรงเรียน
ที่นั่นอยู่ติดภูเขาชา ตัวเรือนถูกต้นไม้ข้างทางเป็นแถวยาวบดบังอยู่ หากไม่สังเกตดีๆ คงเจอได้ยาก แต่ที่นั่นก็คือดอยชาโฮมสเตย์ที่จู้เจียงเจียงกำลังสร้างอยู่
“อยู่ที่นั่น? ไม่ใช่ในตัวเมืองหรือ?”
เมื่อครู่ห้าพี่น้องตระกูลเซินนึกว่าโรงเตี๊ยมของนางเปิดอยู่ในเมือง ดังนั้นถึงได้สงสัยว่าทำไมยังต้องมาขอความร่วมมือกับร้านค้าของตระกูลเซินของพวกเขา
แต่ที่ไหนได้ โรงเตี๊ยมของนางสร้างอยู่ในชนบท!
และยังอยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลและกันดารอย่างหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จะมีคนมาพักที่นี่จริงๆหรือ?
“จุดประสงค์ของโรงเตี๊ยมพวกเราคือใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ใช่แขกที่เร่งรีบพักเท้าชั่วคราว ดังนั้นบางทีลูกค้าอาจจะมีไม่เยอะ แต่รับรองว่าเป็นการเดินทางที่น่าจดจำอย่างแน่นอน”
จู้เจียงเจียงเปิดโฮมสเตย์นี้ก็เพื่ออำนวยที่พักและกินให้ลูกค้าที่มาท่องเที่ยว
อู่จิ้นเอาใบชากลับไปแล้ว นางมีความมั่นใจว่าอีกไม่นานชาป่าก็จะดังไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่ ถึงตอนนั้นจะมีแขกที่ชอบการดื่มชาเดินทางมาเก็บชาแน่นอน
คนเหล่านั้น มีเงิน มีเวลา พวกเขามาเก็บชาจะไม่อยู่แค่วันเดียวอย่างแน่นอน ดังนั้นนางถึงได้เปิดโฮมสเตย์แห่งหนึ่งที่นี่
สิ่งที่แตกต่างที่สุดระหว่างโฮมสเตย์ของนางกับโรงเตี๊ยมในเมืองก็คือ มันมีคุณค่าทางการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่สถานที่ให้คนผ่านทางมาพักเท้าแค่ชั่วคราว
และเพราะแบบนี้ จู้เจียงเจียงจึงต้องการให้บริการอาหารที่แตกต่างไปจากอาหารทั่วไปที่เน้นอิ่มท้อง
“แม่นางจู้ สิ่งที่ท่านจะทำข้าไม่เข้าใจ แต่หากเป็นเรื่องทำอาหาร ข้าพอจะทำได้ ขึ้นอยู่กับแม่นางแล้วว่าจะรับข้าไหม”
สิ่งที่จู้เจียงเจียงพูดมามันลึกซึ้งเกินไป เซินเซี่ยวไม่เคยได้ยินและเห็นมาก่อน แต่เรื่องทำอาหารนั้นเขาถนัด
ของป่าที่ขายไม่หมดทุกวันในร้าน ล้วนเป็นเขาเองที่ทำให้คนในบ้านกิน
“พี่รอง หรือพี่ก็อยากอยู่ต่อ?”
พี่ใหญ่ พี่รอง ยังมีน้องสาวคนเล็กของบ้าน พวกเขาล้วนจะอยู่ที่นี่ต่อ ดังนั้นพี่น้องอีกสองคนจึงไม่ค่อยพอใจนัก
จะพูดว่าไม่ค่อยพอใจก็ไม่เชิง ไม่สู้พูดว่าพวกเขาห้าพี่น้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาก พวกเขาไม่อยากแยกจากกันเท่านั้น
เมื่อสามคนที่จู้เจียงเจียงถูกใจได้ยินคำนี้ ต่างก็เบือนหน้าหนีหลบสายตาไปเงียบๆ
พวกเขาหวั่นไหวต่อโอกาสที่จู้เจียงเจียงให้พวกเขาจริงๆ
โตขนาดนี้นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาหาเงินเข้าบ้านได้ พวกเขาไม่อยากปล่อยโอกาสแบบนี้ไป
อยู่ในเมืองเจียงหนาน หากที่บ้านไม่มีธุรกิจ หรือไม่มีที่นา เช่นนั้นโอกาสที่จะหาเงินได้ ก็มีแค่รับจ้างชั่วคราวหรือทำงานใช้แรง
ระบบการจ้างงานที่นี่ไม่ค่อยดี โอกาสก็ค่อนข้างน้อย ร้านค้าในเมืองมีบ้านไหนที่ไม่ใช้คนในครอบครัว? คนนอกนั้นไม่มีโอกาสเลย
ไม่เช่นนั้นทำไมลูกชายของอดีตนายอำเภอยังต้องมาเป็นอาจารย์ที่นี่
จู้เจียงเจียงดูออกว่าอีกสองคนของตระกูลเซินก็อยากได้รับโอกาสหนึ่ง แต่นางให้อีกไม่ได้แล้ว
โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งหากมีแต่คนตระกูลเซิน การบริหารจัดการก็จะยิ่งยาก
“เซินหมิ่น เกี่ยวกับเรื่องขายแตงโมพรุ่งนี้ การขนส่ง การติดต่อ การขาย การส่งสินค้า การทำบัญชี เรื่องพวกนี้พ่อเจ้าคนเดียวทำไหวหรือ?”
จู้เจียงเจียงจงใจถามเซินหมิ่น
การขายแตงโมกับการขายของป่าไม่เหมือนกัน
ของป่าปริมาณน้อย เป็นธรรมดาที่เซินหงคนเดียวก็ทำได้
แต่ผลไม้ของนางรู้จักกันทั่วทั้งเมือง เมื่อเข้าตลาดก็จะยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ เซินหงคนเดียวคงทำไม่ไหวแน่นอน
“เรื่องนี้...” เซินหมิ่นเหมือนถูกถามตรงจุด
สองวันนี้นางคิดแค่เรื่องปรับปรุงร้าน จนลืมไปว่ายังมีเรื่องอื่นๆที่ต้องเตรียม อีกทั้งท่านพ่อของนางก็ไม่ได้พูดกับนางว่าต้องทำอะไรบ้าง
“เซินหมิ่น ครึ่งปีหลังข้าจะมีผลไม้จำนวนมากเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแค่แตงโมอย่างเดียว ร้านบ้านพวกเจ้าหากไม่มีคน ข้าก็ต้องหาคนร่วมมืออื่นอีก”
ไม่ผิดคาด พอจู้เจียงเจียงพูดคำนี้ออกไป ห้าพี่น้องตระกูลเซินก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
“อย่าๆ...บ้านข้ายังมีพี่สามและพี่สี่ช่วยเหลืออยู่ พวกเขาต้องช่วยได้แน่นอน”
“ถูกต้องแล้วแม่นาง ในบ้านยังมีข้าและน้องสี่ช่วยอยู่ที่ร้าน จะไม่มีปัญหาแน่นอน!” เซินเฟิงคือหนุ่มน้อยที่ดูมั่นใจในตัวเองคนหนึ่ง
พี่ใหญ่พี่รองไม่อยู่ เขาจึงรับหน้าที่นี้ทันที ดูแล้วพึ่งพาอาศัยได้มาก
เซินเซิงโตกว่าเซินหมิ่นแค่หนึ่งปี เขายังเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ล้วนเชื่อฟังคำของพวกพี่ชาย
พอเซินเฟิงพูดแบบนี้ เขาก็รีบแสดงตัว “พี่หญิงจู้สบายใจได้ ในร้านมีข้าและพี่สามช่วยท่านพ่อก็พอแล้ว ให้พี่ใหญ่ พี่รองและน้องสาวติดตามพี่เถิด”
สามารถเรียนรู้อยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงได้ คือความปรารถนาของน้องสาวที่พวกเขารักที่สุด ขอแค่น้องสาวของพวกเขาไม่ถูก ‘ปฏิเสธ’ จะให้พวกเขาทำอะไรก็ได้
จู้เจียงเจียงอิจฉาห้าพี่น้องตระกูลเซินมากจริงๆ พวกเขารักใคร่กลมเกลียว ซื่อสัตย์จริงใจ ยอมเสียสละให้อีกฝ่าย แม้ตัวเองจะลำบากหน่อยก็ไม่เป็นไร
คนแบบนี้นางค่อนข้างหวงแหน
“ตกลง งั้นพวกเราก็ลงนามสัญญาเถอะ!”
ตอนที่ 169: แตงโมเข้าตลาด
“ขอเรียนเชิญ...มาลิ้มลองรสชาติของฤดูร้อน”
บนป้ายประกาศของที่ว่าการเมืองเจียงหนาน มีการติดประกาศใหม่ออกมา ซึ่งครั้งนี้ก็ยังมีความเกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียงจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ทุกคนเห็นแบบนี้จนชินตา จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรมากนัก
ใครให้จู้เจียงเจียงเก่งกาจจริงๆแบบนั้นเล่า
“อะไรคือรสชาติของฤดูร้อน? ร้อนขนาดนี้ น้ำชาที่ดีก็แก้กระหายได้แค่ชั่วคราว ฤดูร้อนก็ยังเหงื่อไหลเต็มหลัง นั่งอย่างไรก็นั่งไม่ติด”
ชาวบ้านทุกคนยังนึกว่าจู้เจียงเจียงประชาสัมพันธ์ชาใหม่ของนางอีกแล้ว
ใบชาทุกคนดื่ม รสชาติดี ชื่นใจ และดับกระหายได้จริงเมื่อเทียบกับรสชาติของน้ำเปล่า แต่พวกเขาไม่เห็นด้วยหากบอกว่าใบชาคือรสชาติของฤดูร้อน
น้ำชาร้อนๆ และไม่ใช่มีแค่ฤดูร้อนที่มีให้ดื่ม พวกเขาดื่มตั้งแต่เดือนสามจนถึงตอนนี้ จะเรียกว่ารสชาติของฤดูร้อนได้อย่างไร?
“ข้างบนนี้ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นใบชา ไม่แน่ว่าอาจมีของเล่นอะไรใหม่ๆก็เป็นได้?”
“จะเถียงกันทำไม ข้างบนนี้บอกว่าตอนเที่ยงวันนี้ก็ลิ้มรสได้ไม่ใช่รึ? อีกอย่างยังบอกว่าชิมได้ไม่คิดเงิน พวกเราไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง”
“ไม่คิดเงิน?!”
พวกชาวบ้านพวกนั้นที่ไม่รู้หนังสือ พอได้ยินคำนี้ก็เกิดสนใจขึ้นมาทันที
หากว่ากินได้โดยไม่คิดเงินละก็ ไม่ว่าคืออะไร พวกเขาก็จะไปร่วมสนุกด้วย
“ไปกินที่ร้านขายของป่าของตระกูลเซินใช่หรือไม่? ไปๆ พวกเรารีบไปดูเร็ว...”
ยังไม่ถึงเที่ยง คนที่ได้ยินว่ากินโดยไม่คิดเงินก็ไปที่ร้านขายของป่าของตระกูลเซินกันเป็นขบวนอย่างทนรอไม่ไหว
ทั้งเมืองเจียงหนานมีร้านที่ขายของป่าอยู่ร้านเดียว ปกติพวกเขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่คนส่วนใหญ่ก็พอจะรู้จักและเคยผ่านไปผ่านมา
แต่ร้านขายของป่าที่พวกเขาเห็นในวันนี้ ทำไมไม่เหมือนกับในภาพจำของพวกเขาเลยสักนิดล่ะ?
ไม่ ไม่ใช่แค่ต่างนิดหน่อย แต่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!
“ทำไมร้านของตระกูลเซินถึงเปลี่ยนเป็นแบบนี้ไปแล้ว?”
“ไม่รู้ ข้าก็เพิ่งเห็น...”
หน้าร้านตระกูลเซินมีชาวบ้านจำนวนมากรวมตัวอยู่ พวกเขาเหมือนถูกการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของร้านตระกูลเซินดึงดูด ที่มากกว่าคือถูกของกินที่ไม่คิดเงินดึงดูดมา
เพราะอดีตร้านตระกูลเซินซื้อขายของป่า ส่วนใหญ่คือไก่ป่า กระต่ายป่า และหมูป่าเป็นต้น ตอนทุกคนเดินผ่านก็จะรู้สึกว่าร้านนี้มีไอความตายแผ่ออกมา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกลิ่นคาวฉุนและกลิ่นดิน ตอนฝนตกเหม็นจนทนไม่ไหว ทุกคนต้องเดินอ้อมไป
แต่วันนี้ ไอความตายและกลิ่นคาวของร้านตระกูลเซินหายไปแล้ว
ร้านทั้งร้านถูกทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด ยังมีชั้นวางใหม่ แขวนกิ่งและใบไม้สดใหม่เอาไว้ หน้าประตูก็มีกระถางดอกไม้วางอยู่ ยิ่งทำให้คนรู้สึกสดชื่นสบายใจ
นี่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยไอความตายที่ไหน นี่มันดูเหมือนจะเป็นที่ต้อนรับพวกกระต่ายป่าให้เข้ามาวิ่งเล่นเสียมากกว่า
แต่น่าเสียดาย สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สวนสัตว์
“ท่านพ่อ พี่สาม คนส่งแตงโมมาถึงแล้ว...” เซินเซิงชะเง้อคอรออยู่หน้าประตูร้าน ในที่สุดก็เห็นรถม้าหลายคันมาทางนี้
แตงโมบนรถนั้นเขาเคยเห็นและกินมาก่อน ดังนั้นแค่ดูก็จำได้แล้ว
คนหมู่บ้านโหมวเจียที่มาส่งแตงโมยังไม่ทันเข้ามาใกล้ สามคนจากตระกูลเซินก็เดินออกไปต้อนรับแล้ว
หลังจากทั้งสองฝ่ายยืนยันตัวตนกันและกัน ก็เริ่มช่วยกันขนแตงโมอย่างแข็งขัน
ฝ่ายหนึ่งยกแตงโมไปในร้านของตระกูลเซิน อีกฝ่ายเอาแตงโมไปทางริมแม่น้ำ เอาแตงโมแช่ในน้ำใสสะอาดที่ไหลผ่านเอื่อยๆ ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างดี
“นี่คืออะไร? ทำไมถึงเอาไปทิ้งลงไปในแม่น้ำ?”
ฝูงชนที่มามุงดูต่างก็งงงวย ไม่เข้าใจ ยิ่งเพิ่มความอยากรู้มากขึ้นไปอีก แม้แต่ข้าวเที่ยงก็ไม่กลับไปกิน เอาแต่รอดูอยู่ข้างๆมาโดยตลอด
“เฮ้! ตระกูลเซิน นี่คืออะไร? บ้านเจ้าไม่ขายของป่าแล้วหรือ?” เถ้าแก่ร้านตรงข้ามตระกูลเซินถามขึ้นมา
เขาตั้งใจจะถามตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว แต่คนในร้านเมื่อสองวันก่อนคือเด็กห้าคนของตระกูลเซิน เขาถามแล้วแต่เซินหมิ่นไม่สนใจเขา ดังนั้นถึงแม้สองวันนี้เขาจะอยู่ที่ร้านตลอด แต่ก็ไม่รู้ว่าตระกูลเซินกำลังจะทำอะไร
เซินหงเหมือนพอใจกับสถานการณ์ที่ถูกพวกชาวบ้านล้อมดูตอนนี้ นี่คือครั้งแรกนับตั้งแต่เขาเปิดร้านมาหลายปี
เมื่อก่อนทุกคนเดินผ่านร้านของเขาก็ต้องเดินอ้อมไป
“ไม่มีอะไร ก็แค่แม่นางจู้จากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเจ้ารู้จักกันใช่ไหม? นางวานให้ข้าขายแตงโมของนาง อีกประเดี๋ยวหั่นแตงโมเสร็จก็มาลองชิมกันนะ!”
เซินหงพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะโอ้อวดเล็กน้อย เปลี่ยนวิธีในการประกาศกับทุกคนว่าเขาร่วมมือกับจู้เจียงเจียงแล้ว!
“เถ้าแก่เซินโชคดีจริงๆ รู้จักแม่นางจู้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ยินดีด้วย ยินดีด้วย”
ร้านตระกูลเซินไม่ต่างอะไรกับเปิดร้านใหม่ และยังได้ร่วมมือกับจู้เจียงเจียง เป็นธรรมดาที่ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะมาแสดงความยินดีกับเซินหงกันยกใหญ่ ถึงขนาดอิจฉาเล็กน้อยด้วยซ้ำ
ในละแวกเพื่อนบ้าน ทำไมจู้เจียงเจียงถึงถูกใจเซินหงล่ะ?
เพราะว่าที่ผ่านมาเซินหงไม่มีคู่แข่ง จึงไม่มีการแย่งลูกค้ากันกับร้านค้าข้างเคียง ทำให้เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับเถ้าแก่ร้านทั้งซ้ายและขวา เขาจึงเชิญเถ้าแก่หลายคนมา หั่นแตงโมลูกหนึ่งต่อหน้าฝูงชน
“มาๆ พี่น้องทั้งหลาย ลองชิม!” เขาหั่นแตงโมเป็นชิ้นยาวๆ ยื่นให้กับเถ้าแก่ทั้งหลาย
เถ้าแก่ทั้งหลายเห็นแตงโมที่เปลือกนอกเขียวเนื้อแดง ก็ไม่รู้จะกินอย่างไร “เถ้าแก่เซิน นี่ไม่ต้องลงหม้อตุ๋นให้สุกหรือ?”
พวกเขาเคยกินฟักทอง ซึ่งต้องนำไปลงหม้อต้มให้สุกก่อน แตงโมนี่ไม่ต้องหรือ?
“ตุ๋นสุกอะไร นี่คือผลไม้!”
เซินหงหัวเราะออกมาดังๆ หยิบแตงโมชิ้นหนึ่งเข้าไปในปาก จากนั้นก็เข้าไปกระซิบใกล้ๆ ด้วยท่าทางลับๆล่อๆ “พี่ชายทั้งหลาย แตงโมนี่ก่อนหน้านี้มีแค่ไท่ช่างหวงที่เคยกิน พวกเราโชคดีจริงๆ!”
“โอ๊ะ? จริงหรือ!”
หลายคนได้ยินแบบนั้นก็สบตากัน อ้าปากส่งแตงโมเข้าไปในปากอย่างรีบร้อน
“อื้ม...”
คนหนึ่งเบิกตากว้าง ชี้ไปที่แตงโมในมือ “หวานมาก!”
“ใช่ไหมเล่า ทั้งหวานทั้งดับกระหาย สบายตัว!” คนอื่นๆก็ทยอยคล้อยตาม
เห็นพวกเขากินแล้ว พวกชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบนอกก็ทนรอไม่ไหวแล้ว
“เถ้าแก่เซิน ท่านใจแคบเสียจริง มีของดีเช่นนี้ทำไมถึงได้กินคนเดียว ของนี้ท่านจะขายหรือไม่ขาย หากขายก็รีบเลย!”
เสียงตอนเถ้าแก่หลายคนกินกันซู้ดซ้าดซู้ดซ้าด ชาวบ้านทุกคนได้ยินก็รู้สึกกระหายแล้ว พวกเขาก็อยากจะลองชิมดูบ้าง
อีกทั้งนี่คือจู้เจียงเจียงวานเขาขาย ขอแค่เป็นของที่มาจากนาง ต้องอร่อยไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน!
เซินหงได้ยินคำนี้ เขาเดินมาถึงข้างนอกมองดูท้องฟ้าแวบหนึ่ง พูดอย่างลำบากใจว่า “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเที่ยง ช่วงเวลากินโดยไม่คิดเงินยังไม่เริ่มเลย”
“กินไม่คิดเงินอะไร เดี๋ยวพวกเราค่อยกินก็ได้ ข้าแค่อยากถามท่าน แตงโมนี้ตอนนี้ท่านจะขายไม่ขาย!”
ทุกคนรอไม่ไหวแล้ว กินแบบไม่คิดเงินเดี๋ยวพวกเขาค่อยกินก็ได้ ซื้อแตงโมก่อนก็ได้ ไม่เห็นมีอะไรขัดแย้งกัน
“ขาย!”
เซินเฟิงตะโกนออกจากในร้านว่า “เริ่มขายตอนนี้ หนึ่งเหวินหนึ่งจิน!”
มีธุรกิจไม่ทำนั่นคือโง่เขลา อีกทั้งจู้เจียงเจียงไม่ได้บอกว่าขายแตงโมก่อนเวลาไม่ได้ นางดูแค่สมุดบัญชี ส่วนเรื่องการค้าขายในร้านทั้งหมด นางมอบให้พวกเขาจัดการ
ในเมื่อนางเอาสิทธิ์อำนาจมอบให้พวกเขาแล้ว เช่นนั้นเขาก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้
เป็นครั้งแรกที่เซินหงเห็นท่าทางกล้าหาญของลูกชายคนที่สามบ้านตัวเอง เขาถึงกับปลื้มใจไม่แทรกแซง ปล่อยให้ลูกชายสองคนทำงานเอง
เด็กห้าคนในบ้านมีที่ไปของตัวเองหมดแล้ว และยังช่วยเขาจัดการร้านได้
บางทีหลังจากวันนี้ไป ไม่แน่ว่าเขาก็จะเสพสุขได้แล้ว
ตอนที่ 170: การใช้เสื้อกันฝนครั้งแรก
*ครืนๆ*
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องเหนือศีรษะ ฝนของฤดูร้อนกำลังจะมาแล้ว
จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้มแวบหนึ่ง แม้จะยืนอยู่นิ่งๆไม่ได้ขยับไปไหนเหงื่อก็ท่วมหน้าได้ ถือโอกาสตอนฝนยังไม่ตก รีบเรียกเซินหมิ่นที่มาด้วย
“เซินหมิ่น ไปที่บ่อกุ้ง บอกกับต้าซานให้พวกเขาไปเตรียมตัวที่ทางระบายน้ำออก พอฝนตกลงมาให้พวกเขาอย่าลืมปล่อยน้ำออกจากบ่อกุ้ง”
กุ้งใกล้จะออกขายได้แล้ว จะให้เกิดเหตุไม่คาดฝันใดๆไม่ได้เด็ดขาด
เซินหมิ่นฉลาดปราดเปรียว เรื่องใดๆที่จู้เจียงเจียงมอบหมายให้ นางก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วและเหมาะสม ดำเนินการได้ดีเยี่ยม
“พี่หญิงจู้ ในโรงงานมีเสื้อกันฝนอยู่ใช่หรือไม่? ข้าเอาไปสองสามชุดให้พวกพี่ต้าซานได้ไหมเจ้าคะ?”
จู้เจียงเจียงยังคิดไม่ถึงเรื่องนี้ เซินหมิ่นก็พูดเสนอออกมาก่อนแล้ว
นางตกใจกับความเร็วในการตอบสนองของเด็กสาวคนนี้ และชื่นชมในความสามารถของเด็กคนนี้มาก
เซินหมิ่นติดตามนางได้ไม่ถึงครึ่งเดือน สำหรับงานทุกอย่างที่นางรับผิดชอบอยู่ในมือ เหมือนเซินหมิ่นเกือบจะเข้าใจทั้งหมดแล้ว ความเร็วนี้เร็วจนน่าตกใจ
“ได้ เสื้อกันฝนหนัก เจ้าขี่ม้าไปเถอะ”
ภายใต้ความพยายามของทุกคนในโรงงาน ฝีมือการกดอัดรูปยางก็มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น เสื้อกันฝนทำออกมาได้แล้ว แต่ความหนายังไม่บางเท่าชาติก่อน
บวกกับมีคนงานสามสี่สิบคนในบ่อกุ้ง เสื้อกันฝนคนละตัวเซินหมิ่นคงแบกไม่ไหวแน่
หลังเซินหมิ่นขี่ม้าจากไป ลมก็เริ่มพัดแรงขึ้น
จู้เจียงเจียงวิ่งไปที่สถานศึกษาเพื่อปรึกษาเรื่องปิดเทอมฤดูร้อนกับอาจารย์ทั้งสามท่าน เพิ่งถึงใต้ชายคา สายฝนก็กระหน่ำลงมากระทบพื้นแตกกระจายเป็นแปดแฉก
ทั้งสถานศึกษาถูกปกคลุมไปด้วยสายฝนขาวโพลน รองรับการชะล้างของน้ำฝน
“อาจารย์จู้มาแล้วหรือ รีบนั่งเถอะ” จูชิงหรานนั่งนิ่งไม่ขยับ ทักทายจู้เจียงเจียงอย่างง่ายๆ
ช่วยไม่ได้ เขามีความมั่นใจนี้
เพราะว่าภาคเรียนนี้ เขาสอนแทนนางหลายคาบ จู้เจียงเจียงติดค้างน้ำใจเขาไม่รู้เท่าไร
เซินถานกลับมองมาทางจู้เจียงเจียงอย่างห่วงใย แต่นางรู้ที่เขาเป็นห่วงไม่ใช่นาง แต่เป็นน้องสาวของเขาเอง
“ข้าให้เซินหมิ่นไปสั่งงานที่บ่อกุ้ง อาจารย์เซินสบายใจได้” จู้เจียงเจียงพูดอย่างหยอกล้อ
ความคิดของเซินถานถูกมองออก ใบหน้าเขาดูอึดอัดเล็กน้อย แต่ไม่นานก็สงบลง และแสดงท่าทางของอาจารย์ใหม่ที่เข้มงวดออกมา
“อาจารย์จู้ ท่านตามใจพวกเด็กๆเกินไป พวกเขาไม่ตั้งใจเรียน ตอนเรียนก็กระซิบกระซาบพูดคุยกันตลอดเวลา ร้องเพลงที่ท่านสอนระหว่างเรียน แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน!”
เซินถานเป็นอาจารย์ที่เข้มงวดอย่างที่คิด เมื่อเขาโกรธ ไม่เพียงแค่พวกเด็กๆจะกลัวเขาเท่านั้น แม้แต่หมิงเหยาและจูชิงหรานก็ไม่กล้าออกเสียงค้าน
จู้เจียงเจียงก็ทำได้แค่ทำหน้ายิ้มๆ แล้วพูดปลอบว่า “อาจารย์เซินพูดถูก ดังนั้นสถานศึกษาของพวกเราจึงต้องการอาจารย์ที่เข้มงวดอย่างอาจารย์เซินอย่างไรเล่า”
เด็กๆชอบพูดคุยกันระหว่างเรียน ทั้งยังฝึกร้องเพลงที่นางสอนในคาบเรียนพื้นฐาน ซึ่งเรื่องนี้ต้องมีคนควบคุม
เซินถานพูดถูกต้อง เขาจัดการได้เหมาะสมและดีกว่า ไหนเลยจู้เจียงเจียงจะกล้าเถียง?
“เอาล่ะ พวกเรามาหารือเรื่องเนื้อหาที่จะสอบย่อยปลายภาคกันเถอะ” หมิงเหยารีบออกมาพูดเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
นางและเซินถาดนมีโอกาสพบหน้ากันที่สำนักศึกษาตระกูลหมิงอยู่บ้าง เซินถานเคารพท่านปู่ของนางที่เคยเป็นอาจารย์สอนเขา ดังนั้นจึงให้เกียรตินาง
แค่หมิงเหยาเปิดปาก เซินถานจึงปิดปากเงียบไป
ของอย่างหนึ่งย่อมมีของอีกอย่างหนึ่งพิชิตได้จริงๆ
ทั้งสี่คนหารือกันในสถานศึกษาตลอดทั้งช่วงเช้า เหตุเพราะฝนตกหนักกะทันหัน เซินหมิ่นตัดสินใจพักอยู่ข้างบ่อกุ้งควบคุมน้ำในบ่อกุ้งและถือโอกาสเรียนรู้ร่วมกับทุกคน
ดังนั้นตอนนางกลับมาก็เป็นเวลาข้าวเที่ยงแล้ว
พอดีกับที่ทั้งสี่คนประชุมเสร็จ เมื่อออกมาก็เห็นเซินหมิ่นสวมเสื้อกันฝน เดินฝ่าฝนมาทางพวกเขาทั้งสี่คน
“หมิ่นเอ่อร์ ฝนตกทำไมยังวิ่งกลางฝน รีบมาเดี๋ยวนี้!” เซินถานเอ่ยด้วยความเป็นห่วง รีบเรียกนางมา คิดจะพานางกลับหอพักตัวเองเพื่อเช็ดน้ำฝนที่ตัว
แต่เซินหมิ่นไม่ต้องการ
“พี่ใหญ่ เสื้อกันฝนในโรงงานที่พี่หญิงจู้ทำ ดีมากๆ ไม่รั่วเลยสักนิด พี่ดูตัวข้า แห้งไม่เปียกเลย!”
นางแกะกระดุมหน้าและข้างเสื้อกันฝนออก ถอดลงมา นอกจากพื้นรองเท้าที่เปียกฝนแล้ว ส่วนอื่นบนร่างกายไม่มีส่วนไหนที่เปียกเลย แม้แต่เส้นผมก็ไม่เปียกสักเส้น
“นะ…นี่คือเสื้อกันฝนหรือ?”
เพราะว่าเสื้อกันฝนบนตัวเซินหมิ่นเป็นสีเหลือง หลายคนมองไม่ชัดตอนนางเดินมากลางฝนเมื่อครู่ ยังนึกว่านางสวมกระโปรงของตัวเองเสียอีก
คิดไม่ถึงมันคือเสื้อกันฝน!
หลายคนมองจู้เจียงเจียงอย่างตกใจ เห็นเพียงใบหน้าสงบของนาง “เพิ่มสีย้อมในยาง มันก็ได้สีเหลืองแล้ว”
ไม่เห็นมีอะไรต้องตกใจ มันคือหลักการเดียวกันกับการย้อมผ้า
“เสื้อกันฝนไม่เพียงแค่มีสีเหลือง ยังมีสีดำ สีเทา สีเขียวและสีอื่นๆมากมาย” เซินหมิ่นจำแม่นเหมือนนับสมบัติบ้านตัวเอง
ยิ่งอยู่ใกล้จู้เจียงเจียงมากเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไหว้อาจารย์ถูกมากๆ เพราะจู้เจียงเจียงเก่งกาจมากจริงๆ
“ฝนยังตกอยู่ หากหลังข้าวเที่ยงฝนยังไม่หยุด พวกเด็กๆจะกลับไปอย่างไร?” หมิงเหยาถอนถอดหายใจ
วันนี้ยังเป็นวันที่ห้าของสัปดาห์ ตอนบ่ายพวกนักเรียนก็จะกลับบ้านได้
หากฝนนี้ยังตกไม่หยุด เกรงว่าพวกเด็กๆจะต้องตากฝนกลับแล้ว
“มีอะไรต้องกลุ้มใจ พวกเรามีเสื้อกันฝนอยู่ไม่ใช่หรือ?” จู้เจียงเจียงไม่เห็นว่าเรื่องนี้จะยากตรงไหน เสื้อกันฝนชุดแรกของนางทำออกมาแล้วไม่ใช่หรือ?
ได้ยินคำนี้ จูชิงหรานและหมิงเหยาสองคนก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที
“แม่นางจู้ เจ้าคิดจะแจกเสื้อผ้าอีกแล้วหรือ? เจ้ารู้ไหมว่าครึ่งปีมานี้สถานศึกษาขาดทุนไปเท่าไร?!” จูชิงหรานทำหน้างอถึงขั้นมีความอยากด่าให้นางได้สติ
เซินถานเพิ่งมาไม่ถึงครึ่งเดือน ไม่รู้ถึงสถานการณ์ของสถานศึกษา เขามองสองคนนี้ ทำหน้ามึนงง
“ครั้งก่อนให้รองเท้า ครั้งนี้ให้เสื้อผ้า เจ้าไม่ทำธุรกิจแล้วหรือ?”
จู้เจียงเจียงลูบจมูก พูดอย่างร้อนตัว “ข้าไม่ได้บอกว่าไม่ทำธุรกิจ ตอนนี้ข้าทำการค้าได้ดี เซินหมิ่น เจ้าบอกพวกเขาหน่อย ข้าขายแตงโมหาเงินได้เท่าไร!”
มีบางครั้งเป็นอาจารย์นานวันเข้า กลิ่นอายของจูชิงหรานนั้นก็วิ่งออกมาบ้าง จู้เจียงเจียงรับไม่ไหว ดังนั้นจึงรีบลากเซินหมิ่นออกมาแบ่งรับแรงไฟ
เซินหมิ่นในฐานะผู้ช่วยที่เก่งและพยายามที่สุดของนาง ขายแตงโมได้เงินเท่าไรนางรู้ สถานศึกษาขาดทุนไปเท่าไรนางก็รู้เช่นกัน
แต่ว่าจู้เจียงเจียงไม่ให้พูดเรื่องสถานศึกษา งั้นนางก็พูดแค่เรื่องขายแตงโมก็พอแล้ว
“ดูจากสมุดบัญชีที่พี่สามให้ข้าดู ครึ่งเดือนนี้ขายแตงโมได้หนึ่งร้อยห้าสิบกว่าตำลึง ในนั้นยังแบ่งให้เกษตรกรผู้ปลูกแตงโมอีก...”
เซินหมิ่นพูดยังไม่จบก็ถูกจู้เจียงเจียงปิดปากไว้
“ท่านดู แค่ครึ่งเดือนข้าก็ขายแตงได้หนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง เดี๋ยวบ่อกุ้งและข้าวก็จะผลิตผลออกมาแล้ว ยังต้องกลัวอะไร!” จู้เจียงเจียงรีบพูดต่อ
“สรุปคือ เซินหมิ่นเจ้ารีบไปในโรงงานให้พวกเขาเอาเสื้อกันฝนเล็กชุดนั้นมา แบ่งให้พวกเด็กๆคนละตัว”
นางไม่ให้โอกาสจูชิงหรานตอบสนอง ออกคำสั่งลงไปทันที
จูชิงหรานคนนี้คือลูกชายอดีตนายอำเภอแท้ๆ น่าจะได้รับความกล่อมเกลาทุกสิ่งเพื่อประชาชนสิ ทำไมเอาแต่คิดคำนวณเรื่องบัญชีอยู่ได้?
อ้อ นางลืมไป บิดาของเขาคนนี้คือนายอำเภอแบบพระไม่สนเรื่องภายนอกอย่างเรื่องของประชาชนเลยนี่นา
จบตอน
Comments
Post a Comment