divorce ep171-180

 ตอนที่ 171: บ่อกุ้งเกิดเรื่องแล้ว


“พวกเจ้าดู ทำไมเด็กกลุ่มนั้นไม่กางร่มก็วิ่งกลางฝนล่ะ?”


“อุ๊ย จริงด้วย ลูกบ้านไหนกัน ฝนตกหนักขนาดนี้ ระวังตัวเปียกไม่สบายนะ...”


ตอนเย็นในเมืองเจียงหนาน สองข้างทางแม่น้ำชิงสุ่ย


พวกเด็กๆหลายคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชนบททางตอนเหนือของเมือง ต้องผ่านเมืองเจียงหนานเพื่อกลับบ้าน


ตอนนี้ฝนกำลังตกพรำๆ ทว่าเบาลงกว่าชั่วยามก่อนหน้านี้เล็กน้อย แต่คนในเมืองที่ไม่พกร่มก็กำลังหาวิธีหลบฝน


ตอนคนส่วนใหญ่หลบใต้ชายคาร้านค้าริมทาง พวกเด็กๆที่สวมเสื้อผ้าสีสันสวยงามก็วิ่งเล่นผ่านหน้าพวกเขาไป


พวกเขาไม่กางร่ม แต่บนตัวสวมเสื้อผ้ารูปแบบเดียวกัน


ชุดนั้นคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า บนตัวนอกจากหน้าและเท้า ส่วนอื่นๆล้วนถูกปิดบังไว้หมด


“ท่านพ่อ ข้ากลับมาแล้ว!”


เหล่าถังคนที่เคยส่งผักให้สถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหนึ่งเดือน ลูกชายของเขาก็เรียนหนังสือที่นั่น ตอนนี้เพิ่งแยกจากเพื่อนร่วมชั้น วิ่งเข้ามาในร้านผักเล็กๆของบ้านตัวเอง


เหล่าถังเห็นลูกชายตนสวมเสื้อผ้าใหม่ บนเสื้อยังมีน้ำหยดอยู่ จึงรีบดึงผ้าที่คล้องคอไว้เช็ดเหงื่อของตัวเองมาเช็ดน้ำฝนให้ลูกชายสุดที่รักทันที


แต่ใครจะรู้ มือเขายังไม่ทันได้ยื่นไป ลูกชายของเขาก็วิ่งไปชั่งน้ำหนักผักให้ลูกค้าที่มาซื้อแล้ว


เหล่าถังยกเสื้อกันฝนตัวนั้นขึ้นสำรวจอย่างสนใจ แล้วถามว่า “ลูกชาย นี่คือเสื้ออะไร? ใครให้เจ้ามา?”


“นี่คือเสื้อกันฝนที่สถานศึกษาให้มาขอรับ อาจารย์บอกว่าสวมตัวนี้ก็ไม่ต้องกลัวเปียกฝน ท่านพ่อดูตัวข้าสิ ไม่เปียกเลยสักนิดเห็นไหม”


“เสื้อกันฝนอะไรนะ?”


เดิมคนที่มาหลบฝนนอกร้านก็สนใจเสื้อผ้าที่พวกเด็กๆสวมอยู่แล้ว พอได้ยินคำนี้ ทุกคนก็เบียดเข้ามาในร้าน ลูบคลำเสื้อตัวนี้ไปมาอย่างอยากรู้อยากเห็น


“นี่มันวัสดุอะไร ทำไมไม่เคยเห็นมาก่อน?”


“ผ้านี้กันน้ำ พวกเจ้าดูสิ ข้างนอกเปียกแต่ข้างในแห้ง!”


ทุกคนอุทานอย่างตกใจกับการผลิตและวัตถุดิบของเสื้อกันฝนตัวนี้ มองส่วนหน้าอกของเสื้อกันฝน มีเขียนตัวหนังสือเล็กๆอยู่ ‘เสื้อกันฝนเมืองเจียงหนาน’


“เมืองพวกเรามีของแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”


“เด็กแซ่ถังเอาเสื้อนี้มาจากที่ไหนรึ?”


“นี่คือของที่สถานศึกษาให้มาขอรับ เหมือนกับรองเท้าของข้า ล้วนเป็นสถานศึกษาให้พวกเรามา เป็นของที่อาจารย์จู้ทำออกมา” เด็กคนนั้นตอบอีกครั้ง


“อ๋อ คือแม่นางจู้จากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นคนทำนี่เอง...”


ได้ยินสถานศึกษาสองคำนี้บวกกับอาจารย์แซ่จู้ ทุกคนก็รู้ทันทีว่าเด็กพูดถึงใคร


“ของนี่ดีจริงๆ มีมันแล้วก็ไม่ต้องกลัวฝนตกเวลาออกจากบ้านเลย”


“จริงด้วย ตอนนี้งานในไร่ยังมีอีกมากมาย หากมีของสิ่งนี้ก็ไม่ต้องรอให้พระเจ้าหยุดฝนแล้ว แต่ไม่รู้ว่าของนี้ขายที่ไหนกัน?”


“…”


ฝนตกเพียงไม่กี่วัน พร้อมกับเสื้อกันฝนเพียงไม่กี่ตัว ก็สามารถทั้งดูแลสุขภาพของเด็กๆ และประชาสัมพันธ์ไปในตัว 


นี่คือเหตุผลที่ทำไมจู้เจียงเจียงถึงยืนกรานจะให้เสื้อกันฝนกับพวกเด็กๆ 


หมู่บ้านเสี่ยวฮวง


จู้เจียงเจียงมองฝนปรอยๆ ที่ตกมาสองวันติดต่อกัน ในใจทั้งดีใจและกังวลใจ


ที่นางดีใจก็คือ ขอแค่ฝนนี้ยังตกอยู่ ถือโอกาสตอนสุดสัปดาห์พวกเด็กๆไม่มีเรียน วิ่งไปที่ต่างๆ เสื้อกันฝนของนางก็จะได้ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ 


และที่ทำให้นางกังวลใจก็คือ ฤดูฝนมาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าทางเผยจี้เป็นอย่างไรบ้าง


เขื่อนปีนี้จะกั้นไหวไหม? พืชไร่จะถูกน้ำท่วมจมหรือไม่?


ถึงแม้ในความทรงจำ ปีนี้จะไม่มีอุทกภัย แต่จู้เจียงเจียงก็ทนการถามของพวกชาวบ้านไม่ไหว


บทเรียนปีก่อนที่ทุกข์ทรมานครั้งนั้น ยังอยู่ในความทรงจำเหมือนเพิ่งเกิด ดังนั้นทุกคนจึงสนใจเรื่องฝนตกและเขื่อนเป็นพิเศษ


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย เสี่ยวจ้าวกลับมาหรือยัง เขื่อนนั้นซ่อมแซมไปถึงไหนแล้ว?”


มาอีกแล้ว!


ชาวบ้านคนหนึ่งสวมหมวกฟาง เนื้อตัวเปียกปอน ขากางเกงพับขึ้นสูง ขาเต็มไปด้วยดินโคลน แค่ดูก็รู้ว่าเพิ่งกลับกลับมาจากทุ่งนา ยืนถามอยู่หน้ารั้วลานบ้านตระกูลเผย


จู้เจียงเจียงยิ้มให้ชาวบ้านอย่างอดทน “ท่านป้า สามีข้ายังไม่กลับมา แต่ป้าไม่ต้องเป็นห่วง จะไม่เป็นอะไรแน่นอน”


ถึงแม้จะมีการปลอบโยนของนาง แต่ทุกคนในหมู่บ้านก็ยังคงกังวลใจตลอดเวลา


ฝนตกเบาลงหน่อย พวกเขาก็ไปในนา ฝนตกหนักก็หาวิธีวิดน้ำออก ยุ่งกันสุดๆ


ที่สวนชา คนในหมู่บ้านต่างก็ห่วงใยต้นชาเหมือนกับลูกหลานแท้ๆ จนแทบจะกางร่มให้ต้นชาเสียด้วยซ้ำ วันหนึ่งไปดูในสวนชากันสองสามรอบ


คนในหมู่บ้านต้องการยาเม็ดหนึ่งที่ทำให้ใจสงบ นั่นก็คือเผยจี้


ขอแค่เผยจี้กลับมาบอกพวกเขา เขื่อนจะไม่พังลงมาอีก พวกเขาถึงจะสบายใจ


เพียงแต่ไม่รู้เผยจี้จะกลับมาได้ตอนไหน


ตอนกำลังคิดอยู่ เซินหมิ่นที่สวมเสื้อกันฝนก็ขี่ม้าพุ่งเข้ามาในลานบ้าน ใบหน้าร้อนใจและพูดว่า “พี่หญิงจู้ บ่อกุ้งเกิดเรื่องแล้ว!”


“เซินหมิ่น? ทำไมเจ้าไม่กลับบ้าน?”


ปฏิกิริยาแรกที่จู้เจียงเจียงเห็นเซินหมิ่นก็คือ วันนี้คือวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนนี้นางควรอยู่บ้านตัวเองในเมือง แล้วมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?


“พี่ชายบอกว่าจะมาสถานศึกษาเตรียมสอนล่วงหน้า ดังนั้นเช้าวันนี้ข้าจึงมาพร้อมกับพี่ชาย”


เซินหมิ่นพักอยู่ในหอพักในสถานศึกษาด้วยกันกับเซินถาน นี่คือข้อเรียกร้องของพวกเขาสองพี่น้อง อาศัยอยู่ด้วยกันสะดวกในการดูแลซึ่งกันและกัน


สถานศึกษาก็ไม่ถือว่าไกลมาก จู้เจียงเจียงมีเรื่องอะไรก็ไปหานางได้สะดวก


“พี่หญิงจู้อย่าเพิ่งพูดเลย รีบสวมเสื้อกันฝนไปดูบ่อกุ้งเถอะเจ้าค่ะ!” เซินหมิ่นพูดเร่งออกไป


ทั้งสองคนขี่ม้าของสถานศึกษาตัวเดียวกัน พุ่งผ่านสายฝนเดินทางไปบ่อกุ้งด้วยกัน


ระหว่างทาง เซินหมิ่นก็รายงานเรื่องคร่าวๆ ให้จู้เจียงเจียงฟัง


สองวันนี้ฝนตกหนักและนาน น้ำในบ่อกุ้งสะสมไว้เยอะ น้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูง กำจัดน้ำออกไม่ได้ กุ้งกระโดดหนีลงไปในแม่น้ำหมดแล้ว


พวกจู้ต้าซานร้อนใจไม่รู้จะทำอย่างไรจึงมาแจ้งสถานการณ์กับเซินหมิ่น นางถึงได้มาหาจู้เจียงเจียง


ที่บ่อกุ้ง


จู้เจียงเจียงเพิ่งลงม้า ก็เห็นคนงานนับไม่ถ้วนยืนอยู่ริมฝั่งระหว่างบ่อกุ้งกับแม่น้ำ


พวกเขาสวมเสื้อกันฝน แต่ระดับน้ำของแม่น้ำกับบ่อกุ้งเสมอกันแล้ว ท่วมเกือบถึงน่อง


แม่น้ำเชี่ยวกราก หากเท้าเหยียบพลาดไปเพียงนิดเดียวก็จะถูกพัดลงในแม่น้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ในมือพวกเขายังถือกระด้งไม้ไผ่เพื่อกันกุ้งไม่ให้กระโดดลงไปในแม่น้ำ ดูแล้วยิ่งเสี่ยงอันตราย 


จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาสนเรื่องอื่น รีบเดินไปตามริมบ่อกุ้งที่ถูกน้ำท่วมขัง เดินไปพลางตะโกนเรียกพวกจู้ต้าซานไปพลาง “รีบกลับมา! อันตราย!”


เพื่อไม่ให้พวกกุ้งหนี เอาชีวิตไปขวางไม่คุ้มค่า


“รีบวางลง แล้วกลับมา!”


จู้เจียงเจียงเพิ่งเดินจากทางหลักถึงริมแม่น้ำ ก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกของน้ำในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากที่มาชนเท้าของนาง หากนางยังขัดขืนไปต่อ คงถูกพัดไปง่ายแน่ๆ 


“แต่ว่ากุ้งจะทำอย่างไร?!”


จู้ต้าซานมองกุ้งที่ขวางไว้ไม่อยู่พวกนั้น ปวดใจที่สุด กุ้งที่พวกเขาเลี้ยงมาสามเดือนกว่า กำลังจะถึงเวลาจับขายแล้ว จะให้เขาปล่อยวางลงได้อย่างไร?


“กลับไปเอาน้ำออกไปในนาด้านตรงข้ามทางหลัก!” จู้เจียงเจียงตะโกนอย่างเอาเป็นเอาตาย


ฝนลงหนักอีกแล้ว


“ระบายน้ำไปในทุ่งนา?” ไม่เพียงแค่จู้ต้าซาน แม้แต่เซินหมิ่นที่ตามหลังมาก็รู้สึกแปลกใจ


ถ้าหากระบายน้ำไปยังทุ่งนา พืชไร่ต้องได้รับผลกระทบแน่นอน อีกทั้งนาฝั่งตรงข้ามก็ไม่ใช่ของตระกูลเผย ทุกคนในหมู่บ้านจะเห็นด้วยหรือ?


“อย่าพูดมาก ฟังข้า ผลลัพธ์ทั้งหมดข้ารับผิดชอบเอง รีบไป!”


จู้เจียงเจียงคิดดีแล้ว อย่างมากก็แค่ทำให้คนในหมู่บ้านไม่พอใจอีกครั้ง จากนั้นก็ชดเชยให้ก็พอ


ตอนที่ 172: บังเอิญขุดผ่านถนนที่ถูกปิดกั้น


จู้เจียงเจียงยกจอบอยู่กลางสายฝนพร้อมกับคนงานบ่อกุ้ง ขุดร่องน้ำหลายร่องพร้อมกันบนถนนหลัก เตรียมที่จะระบายน้ำออกจากบ่อกุ้งไปยังอีกฝั่ง


ถึงแม้ถนนหลักสายนี้จะทิ้งร้างมานานหลายปี แต่ถึงอย่างไรก็เป็นถนนหลักที่กว้างมาก พวกเขาขุดตั้งนานกว่าจะถึงฝั่งตรงข้าม


“พี่หญิงจู้ พี่รีบมาดูนี่เร็ว!”


ตั้งแต่ตอนเริ่มขุดร่องน้ำ เซินหมิ่นก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มคน


ไม่รู้นางวิ่งไปไหน ทว่าตอนกลับมากลับเอาข่าวดีหนึ่งมาให้จู้เจียงเจียง


“ถนนข้างหน้าไม่ได้ปิดตาย สามารถไปได้!” เซินหมิ่นชี้ไปที่ส่วนถนนหลักที่ถูกปิดตายเส้นนั้น ตะโกนอยู่ข้างหูจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงมองเซินหมิ่นแวบหนึ่งด้วยสีหน้าสงสัย เดินไปข้างหน้า ก่อนใช้จอบพลิกวัชพืชไปมา


เห็นด้านล่างพุ่มหญ้าที่เดิมนางนึกว่าถนนเส้นนี้ปิดตายไปแล้ว มีโพรงมืดๆอยู่หนึ่งแห่ง เมื่อมองสำรวจโพรงนั้นทั้งหน้าและหลังโดยละเอียด ก็พบว่ามันคือร่องน้ำสายหนึ่งที่ใช้สำหรับการเกษตร


ถนนช่วงที่ถูกปิดนี้ เป็นเพราะดินโคลนและหินจากภูเขาข้างๆ ถล่มลงมา


ดินโคลนและต้นไม้กองอยู่บนถนน ทำให้ที่ว่าการและพวกชาวบ้านใกล้เคียงนึกคิดไปว่าใต้กองสิ่งกีดขวางนั้นมีหินกองอยู่ด้านล่าง ยากที่จะขุดออก จึงตัดสินใจปล่อยทิ้งไว้แบบไม่สนใจ


นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถนนสายนี้ถูกทิ้งร้าง


ตอนนี้เมื่อเห็นโพรงมืดๆ นั้นมีน้ำฝนไหลเข้าไปไม่ขาดสาย จู้เจียงเจียงก็พอจะยืนยันได้ ร่องน้ำสายนี้ไม่ได้ตัน แต่อาจจะมีต้นไม้หรือหินบังดินโคลนไว้


นางตัดสินใจในทันที


“ต้าซาน ขุดร่องน้ำมาทางนี้!”


จู้เจียงเจียงให้ทุกคนขุดร่องน้ำมาทางโพรงมืดนี้ พร้อมใช้หินปิดส่วนเชื่อมไร่นาของร่องน้ำสายนี้ไว้


เพื่อให้แน่ใจว่าน้ำฝนในบ่อกุ้งจะไหลเข้าไปในโพรงมืดนี้ทั้งหมด


ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันจะได้ผลอย่างที่นางคาดหวังหรือไม่ แต่ทุกคนก็ขุดร่องน้ำไปทางนั้นตามคำสั่งของนาง


ร่องน้ำหลายร่องสุดท้ายก็รวมกันเป็นร่องเดียว น้ำที่ไหลมารวมกันจึงมีความแรงมากขึ้น พัดพาเอาหญ้าและดินที่อุดตันโพรงมืดออกไปอย่างรวดเร็ว


เพียงไม่นาน ฉากที่ทำให้ทุกคนตกใจก็ปรากฏขึ้น


เห็นได้ชัดว่าโพรงเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ดินโคลน กิ่งไม้ หญ้าป่า และสิ่งอื่นๆรอบๆ โพรงค่อยๆถูกน้ำชะล้างไปจนหมด


รูปร่างเดิมของร่องน้ำสายนี้ค่อยๆเด่นชัดออกมา ทำให้ภูเขาและดินถล่มที่อุดตันถนนแยกออกจากกัน


จู้เจียงเจียงเดินตามทางที่ถูกน้ำพัดพาไป ไม่ถึงระยะหนึ่งลี้ ปลายถนนที่ขาดก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า


ที่แท้นี่ไม่ใช่ปลายทางของถนนสายหลัก ด้านหลังยังมีถนนอีกยาวไกล และยังมีทุ่งนาว่างเปล่าผืนใหญ่ นี่คือโลกใบใหม่ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน


“ว้าว! ด้านหลังถนนสายนี้ใหญ่กว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเยอะมาก!”


เซินหมิ่นก็ตามมาด้วย นางรู้สึกตกใจกับทุ่งนาว่างเปล่าที่กว้างใหญ่เบื้องหน้าเหมือนกัน


มีชายสูงอายุคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับละแวกนี้ที่ทำงานอยู่ในบ่อกุ้ง พูดขึ้นมาว่า “ด้านหลังนี้เดิมคือที่ดินเช่าของเศรษฐีคนหนึ่ง ตอนข้ายังหนุ่มก็เคยเช่าที่ของเขาทำนาเหมือนกัน ตอนนี้ทำไมไม่มีใครทำนาที่นี่แล้วล่ะ?”


หลังจากที่ถนนสายหลักถูกปิดกั้น ผู้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของเศรษฐีผู้นั้นอีกต่อไป


เพียงแต่คิดไม่ถึง ถนนหลักเพิ่งรกร้างไปเพียงห้าหกปี ทิวทัศน์ด้านหลังนี้กลับเปลี่ยนไปมากขนาดนี้


“ที่ดินของเศรษฐี?” จู้เจียงเจียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ใหญ่ขนาดนี้เลย?!”


หากจะพูดว่าบ่อกุ้งของนางมีที่ดินพันหมู่ เช่นนั้นที่ดินของเศรษฐีผู้นี้ก็ประมาณหมื่นกว่าหมู่เห็นจะได้


นางรู้สึกสงสัยในตัวเศรษฐีผู้นี้มาก และสงสัยด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวของเศรษฐีผู้นี้ เหตุใดจึงทิ้งที่ดินหมื่นกว่าหมู่ไป


อีกทั้งวัชพืชในทุ่งนาพวกนี้ ดูแล้วก็น่าจะเพิ่งร้างมาไม่ถึงสามปี ตอนนี้หากปรับดินและปลูกใหม่ก็ยังทัน


จู้เจียงเจียงที่กำลังมองดูทิวทัศน์ตรงหน้า ก็หมุนตัวกวาดตามองสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ


อันที่จริงแค่ทำความสะอาดถนนที่ถูกปิดกั้น ถนนหลักสายนี้ก็ใช้ต่อได้แล้ว ทุ่งนาด้านหลังนี้ก็ส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้ นับเป็นพื้นที่การเกษตรคุณภาพผืนใหญ่เลยทีเดียว!


เพื่อพื้นที่การเกษตรผืนใหญ่นี้ จู้เจียงเจียงจึงพาเซินหมิ่นเดินฝ่าสายฝนไปครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็หาสถานที่พักของคนงานเก่าของเศรษฐีผู้นั้นเจอ


“ดูท่าเศรษฐีคนนี้จะมีเงินมากจริงๆ แค่สถานที่พักอาศัยของคนงานก็เหมือนหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง” เซินหมิ่นอุทาน


ตั้งแต่เด็กจนโตนางอาศัยอยู่ในเมือง ไม่เคยเห็นพื้นที่การเกษตรที่ใหญ่ขนาดนี้ นางรู้สึกตื่นตาตื่นใจมาก


ไม่ใช่แค่นางที่ตื่นตาตื่นใจ จู้เจียงเจียงก็ตกใจมากเช่นกัน


บ้านผุพังตรงหน้าเหล่านี้มีมากกว่ายี่สิบหลัง เกือบจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งแล้ว และจากที่คนงานคนนั้นเพิ่งบอก มีความเป็นไปได้ว่าที่นี่คือสถานที่อยู่อาศัยของคนงานเก่าของเศรษฐี


ครอบครัวคนงานยังมียี่สิบกว่าครัวเรือน เช่นนั้นเศรษฐีผู้นี้จะต้องร่ำรวยและมีอำนาจมากแน่ๆ


“ว้าย!”


ไม่รู้ว่าเซินหมิ่นเห็นอะไร นางร้องออกมาด้วยความตกใจ แล้วรีบไปหลบด้านหลังจู้เจียงเจียง พลางตะโกนเสียงดังพร้อมกับใช้นิ้วสั่นๆชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “พี่หญิงจู้ ตรงนั้น ตรงนั้นมีกระดูกเจ้าค่ะ”


กระดูก?


จู้เจียงเจียงมองไปตามทิศทางที่เซินหมิ่นชี้ เห็นซากกระดูกที่ถูกน้ำฝนชะล้างจนเผยให้เห็นครึ่งตัว


หัวใจนางหล่นวูบและตกใจเหมือนกัน


“เซินหมิ่น พวกเรากลับไปกันก่อนเถอะ ให้เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการมาดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”


ที่นี่บางทีอาจเคยเกิดคดีใหญ่บางอย่าง หากเป็นแบบนี้ละก็ เช่นนั้นที่นี่ก็นับว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุ พวกนางจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้


ทั้งสองหันหลังกลับ เซินหมิ่นเริ่มกรีดร้องและวิ่งหนีไป


แต่ดูจากสีหน้าท่าทางของนาง เหมือนจะไม่ใช่เพราะกลัว  เหมือนจะ...ตื่นเต้น?


จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจ แต่อย่างไรเสียนางก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่


เซินหมิ่นขออาสาราวกับจะไปออกรบ ทั้งๆที่ถูกทำให้ตกใจกลัวแต่ก็ยังขออาสาขี่ม้าไปแจ้งความในเมือง นี่ยิ่งทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกว่านางใจกล้ามาก


“งั้นเจ้ารีบไปรีบกลับนะ ข้าจะให้พี่รองเจ้าต้มน้ำแกงขิงรอเจ้า”


เรื่องบ่อกุ้งได้รับการแก้ไขแล้ว จู้เจียงเจียงเลยให้พวกคนงานบ่อกุ้งมาที่โรงเตี๊ยมที่ยังไม่เปิด ให้เซินเซี่ยวต้มน้ำแกงขิงให้พวกเขาดื่มแก้หนาว


ถือโอกาสตอนฝนตกทำงานไม่ได้ ให้เซินเซี่ยวเตรียมกับข้าวให้ทุกคนลองชิม


“ไม่ทำงาน แถมยังได้กินกับข้าวใหม่ๆ เจ้านายแบบนี้ดีจริงๆ!”


คนงานบ่อกุ้งต่างรอคอยด้วยความตื่นเต้น


พวกเขาอาศัยอยู่ข้างบ่อกุ้ง จู้เจียงเจียงแบ่งข้าวและผักให้พวกเขา ให้พวกเขาทำกินเอง


แต่เพราะคนที่มาทำงานที่บ่อกุ้งส่วนใหญ่คือชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ได้เรื่องอะไร ทำกับข้าวไม่ใช่งานถนัดของพวกเขา ดังนั้นนานมากแล้วที่ไม่ได้กินข้าวดีๆสักมื้อ


วันนี้ไม่เพียงไม่ต้องทำงานครึ่งวัน ยังมีหัวหน้าพ่อครัวมาทำกับข้าวให้พวกเขากินอีก ทุกคนดีใจกันสุดๆ


หลายวันนี้เซินเซี่ยวก็อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ฝึกทำรายการอาหารตามที่จู้เจียงเจียงเขียนให้เขาโดยลำพัง และบางครั้งเขาก็จะไปช่วยงานที่โรงอาหารของสถานศึกษา เรียนรู้การทำผักที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเหล่านั้น


เขาอยู่คนเดียวก็ดูจะเหงาๆอยู่บ้าง แต่ดีตรงที่เขายังมีพี่ใหญ่และน้องสาวอยู่ด้วย เซินถานเลิกสอน เขาก็ไปหาได้


เซินหมิ่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ทุกวันนี้นางขี่ม้าไปมาระหว่างบ่อกุ้ง หมู่บ้านเสี่ยวฮวง สถานศึกษา และโรงงาน


บางทีวันหนึ่งก็ผ่านโรงเตี๊ยมหลายรอบ ทุกครั้งนางก็จะตะโกนเรียกเขาจากบนหลังม้า


แต่ส่วนใหญ่ พอเขาออกมาจากในห้องครัว นางก็ขี่ม้าหนีไปไกลแล้ว


ตอนที่ 173: ร้อน…อยากได้พัด


เซินเซี่ยวทำกับข้าวหลายอย่าง จู้เจียงเจียงไม่ค่อยพอใจนัก อาหารจานหนึ่งกินแค่คำเดียวก็ไม่กินอีก


แต่ว่าพวกคนงานบ่อกุ้งเหมือนกินได้ค่อนข้างมีความสุข


“เถ้าแก่จู้ ที่ท่านพูดข้าจำไว้แล้ว กลับไปข้าจะฝึกฝน ท่านให้เวลาข้าอีกสักหน่อย ข้าจะทำให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน!” เซินเซี่ยวพูดอย่างเสียใจมากๆ


จู้เจียงเจียงให้รายการอาหารกับเขา ล้วนเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อน อย่าว่าแต่ทำเลย แม้แต่เห็นก็ไม่เคยเห็น


บวกกับวัตถุดิบพวกนั้น ส่วนใหญ่เป็นของที่นางปลูกในแปลงผัก เขาก็ไม่เคยเห็น ทำให้การเรียนรู้ค่อนข้างยาก


ทำให้นางพอใจไม่ได้ เซินเซี่ยวรู้สึกเสียใจจริงๆ


“ไม่เป็นไร โทษที่ช่วงนี้ข้ายุ่งมาก รอสองวันนี้ข้าหาเวลาว่างค่อยมาสอนเจ้า” จู้เจียงเจียงรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของเขา


สูตรอาหารดีแค่ไหน ก็ต้องการครูชี้นำ


ครึ่งเดือนมานี้ นางมาดูเซินเซี่ยวแค่สองครั้ง ครึ่งหนึ่งสอนสองรายการ จากนั้นก็ให้เขาฝึกเอง


เรื่องความร้อน เวลา  ชั้นตอน ยังมีรายการเล็กๆที่ต้องเตรียมก่อนเป็นต้น นางไม่ได้อธิบายอย่างละเอียด เขาค่อยๆลองผิดลองถูกเอง ย่อมต้องใช้เวลา


“ฟ้าใกล้มืดแล้ว ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย วันนี้คงต้องขอตัวกลับก่อน”


จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกหนักหัว ร่างกายไม่ค่อยมีแรง น่าจะเกิดจากเปียกฝนวันนี้


“ต้าซาน พวกเจ้ากินเสร็จแล้ว กลับไปก็จำไว้ว่าต้องปิดน้ำในบ่อกุ้ง อย่าปล่อยน้ำจนแห้งล่ะ”


“พวกเรารู้แล้ว”


หลังจากกำชับเสร็จ จู้เจียงเจียงไม่ได้รอให้เซินหมิ่นกลับมาก็กลับไปก่อนแล้ว


ตอนนางเดินกลับถึงบ้านฟ้าก็มืดแล้ว ฝนก็ตกเบาลง


จู้เจียงเจียงไม่มีแรงไปต้มน้ำอาบจึงอาบน้ำเย็น เปลี่ยนชุดเสร็จก็ขึ้นไปนอนชั้นบน


เผยจี้ถึงบ้านหลังจากนางนอนลงไปถึงสองก้านธูป


ตามนิสัยที่ผ่านมา เวลานี้จู้เจียงเจียงน่าจะยังไม่นอน เขานึกว่ากลับถึงบ้านแล้วจะได้กินข้าวมื้อดึกที่นางทำ แต่ใครจะรู้เขาเคาะประตูอยู่นาน นางกลับเงียบไม่ตอบรับ


ประตูคล้องจากด้านใน แสดงว่านางน่าจะอยู่บ้าน


แต่ทั้งบ้านตระกูลเผยมืดสนิท หรือนางจะเข้านอนแล้ว?


เผยจี้กระโดดขึ้นชั้นบน เคาะประตูห้องอีกครั้ง “ฮูหยิน ข้าเอง เจ้านอนรึยัง?”


เขารออย่างอดทนอยู่พักหนึ่ง ตอนยกมือจะเคาะประตูอีกครั้ง ในที่สุดข้างในก็มีเสียงเคลื่อนไหวดังมา


จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงเขาเคาะประตู แต่ร่างกายนางไม่มีแรง สมองก็เบลอ รออยู่พักใหญ่ถึงลุกขึ้นไหว


การเปิดประตูจากด้านในช้ามากๆ เผยจี้รอจนร้อนใจนิดๆ “ฮูหยิน ข้าทำอะไรผิดอีกหรือเปล่า?”


หรือนางจงใจไม่อยากเปิดประตูให้เขา? แต่เขาจากบ้านไปหนึ่งเดือนกว่าแล้ว อยากทำให้นางไม่พอใจอย่างไรก็ทำไม่ได้


จู้เจียงเจียงใช้แรงทั้งหมดที่มีเปิดประตูให้เขา พอประตูเปิดออกนางก็ทรงตัวไม่อยู่ ล้มลงไปบนตัวเผยจี้ทันที


“ฮูหยิน!”


เผยจี้ตกใจมาก ห่อผ้าและดาบในมือโยนทิ้งลงพื้น ยื่นมือทั้งสองรับนางไว้


“เจ้าตัวร้อนมาก!”


อุณหภูมิบนตัวนาง ผ่านเสื้อผ้าชั้นบางๆ ส่งมาถึงฝ่ามือเขา เผยจี้ลนลานทันที รีบอุ้มนางไปวางบนเตียง แล้วจุดเทียนไขก่อนจะกลับมาที่ข้างเตียงอีกครั้ง


เขาเอามือทาบหน้าผากของนาง แล้วมองใบหน้าอันแดงก่ำและเสียงเพ้อแบบไร้เสียงของนาง


เขารู้แล้วว่านางเป็นไข้หวัด


“ฮูหยิน เจ้านอนลงก่อน ข้าจะไปตักน้ำมาให้เจ้า” เผยจี้ห่มผ้าผืนบางให้นาง ก่อนจะหมุนตัวลงไปชั้นล่าง


ตอนตักน้ำ เห็นเสื้อผ้าเปียกที่นางทิ้งในตะกร้าไม้ไผ่ เขาก็รู้ทันทีว่าวันนี้นางต้องตากฝนทั้งวันแน่ๆ


เป็นภรรยาที่ทำให้เป็นห่วงเก่งจริงๆ!


เผยจี้จุดไฟต้มน้ำ ระหว่างรอให้น้ำเดือด เขาก็ตักน้ำเย็นกะละมังหนึ่งขึ้นไปชั้นบน เอาผ้าขนหนูเปียกเช็ดเหงื่อบนหน้าผากนางเสร็จแล้ว ก็วางผ้าขนหนูชื้นไว้บนหน้าผากเพื่อลดอุณหภูมิให้นาง


จู้เจียงเจียงรู้เผยจี้กำลังดูแลตัวเอง นางอยากลืมตาหลายครั้งแต่ทำไม่ได้


“ท่านพี่...”


นางเรียกเขาเบาๆ แต่จากมุมมองของเผยจี้ นางกำลังไข้ขึ้นสูงจนมึนและเริ่มเพ้อออกมา


“ข้าอยู่นี่”


เผยจี้จับมือของนาง นั่งอยู่ริมเตียงเช็ดเหงื่อให้นาง เปลี่ยนผ้าขนหนูไม่หยุด


ระหว่างนั้นเขายังลงชั้นล่างไปเทน้ำร้อนกาหนึ่งขึ้นมา ป้อนนางทีละช้อน


หลังจากดื่มน้ำอุ่น จู้เจียงเจียงก็เหงื่อออกทั้งตัว ในที่สุดก็รู้สึกดีขึ้นมาก


“ร้อน...”


เผยจี้เพิ่งห่มผ้าบางให้นางเสร็จ นางก็เตะออกอีกครั้ง บ่นพึมพำว่าไม่เอาๆ


เวลาเดียวกันยังยื่นมือไปแกะกระดุมเสื้อของตัวเอง อยากจะคลายร้อน


“ฮูหยินนอนดีๆ!” เผยจี้สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามกดความคิดถึงที่มีต่อนางมาหนึ่งเดือนกว่านี้ลงไป นางกลับยั่วเขาไม่หยุด


“ร้อน…อยากได้พัด” ในความเบลอจู้เจียงเจียงยังไม่ลืมเรียกให้เผยจี้ทำงาน


เผยจี้จนใจทำได้แค่หาพัดอันหนึ่งมาพัดให้นางเบาๆ


คืนฤดูร้อนที่ฝนตกติดต่อกันสองวันนั้น อันที่จริงไม่ได้ร้อนขนาดนั้น สาเหตุที่จู้เจียงเจียงรู้สึกร้อนเป็นเพราะไข้ขึ้นสูง หลังจากไข้เริ่มลดลง นางก็รู้สึกหนาวขึ้นมาอีกครั้ง


นางขยับไปบนตัวเผยจี้ช้าๆ


เริ่มจากกอดแขนของเขา จากนั้นก็กอดเอวของเขา และสุดท้ายก็นอนทับอยู่บนตัวของเขา


ร่างกายของเผยจี้ก็ทำตามการกระทำของนาง ค่อยๆนอนราบลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็นอนลงไป แล้วปล่อยให้นางคลำขึ้นลงบนตัวเขาตามที่นางฝัน 


ดีจริงๆ!


เขาเร่งเดินทางมาทั้งวันก็เพื่อกลับบ้านมาอยู่กับภรรยาของเขา


ตอนนี้ตรงตามความปรารถนาของเขาแล้ว เพียงแค่คิดไม่ถึง คืนนี้จะได้อยู่อย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้ นางนอนกอดเขาอย่างสบายใจ แต่เขากลับตาค้างไม่ได้นอนทั้งคืน


เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น


จู้เจียงเจียงที่รู้สึกว่าตัวเองนอนไปนานมาก สุดท้ายก็ตื่นขึ้นแล้ว


ปฏิกิริยาแรกที่นางรู้สึกหลังตื่นคือ หิวมาก…


ตอนค้ำยันมือจะลุกจากเตียงเพื่อไปทำข้าวเช้าเติมท้องให้อิ่มนั้น บังเอิญไปโดนเผยจี้ที่นอนอยู่ข้างเตียง ทำให้นางตกใจในทันที


เมื่อเห็นคนข้างกายชัดเจนแล้ว นางจึงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “ท่านพี่ ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไร?”


เผยจี้ทนอยู่ทั้งคืน สีหน้าเหนื่อยล้าอย่างชัดเจน หนวดเคราขึ้นครื้มเต็มใบหน้า


เหมือนนางจะจำเรื่องเมื่อคืนไม่ได้ เผยจี้รู้สึกไม่พอใจนิดๆ “ทำไม เจ้าลืมแล้วหรือ เมื่อคืนเจ้าเปิดประตูให้ข้า นอกจากนี้ยังลืมเรื่องที่กอดข้าทั้งคืนไม่ยอมปล่อยด้วยหรือ?”


“อะไรนะ? ข้ากอดท่านทั้งคืน!”


จู้เจียงเจียงคิดได้ก็ก้มมองเสื้อผ้าบนตัว นอกจากกระดุมคอเสื้อที่เปิดออก กระดุมอื่นล้วนยังคงอยู่ดี


เผยจี้เห็นนางมองว่าเขาเป็นคนแบบนั้น เขาจึงรู้สึกไม่พอใจยิ่งขึ้นไปอีก


ไม่ใช่ว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้นแม้ว่าเขาจะเป็น แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาคือสามีภรรยากัน นางไม่จำเป็นต้องระวังเขามากขนาดนั้นกระมัง?


“เมื่อคืนเจ้าไม่สบาย ไข้สูงจนเลอะเลือนไปแล้ว เจ้ารู้ไหม!”


เผยจี้โกรธเล็กน้อย เสียงที่พูดกับนางจึงดังไปหน่อย แต่เขาโกรธจริงๆ


เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง นั่งขัดสมาธิอบรมนาง “จู้เจียงเจียง เจ้ารู้ว่าข้างนอกฝนตกอยู่ ทำไมยังวิ่งออกไปเปียกฝนกลับมาอีก เปียกฝนจนเป็นไข้  ไม่มีใครดูแล เจ้ารู้ไหมว่าเจ้าอาจจะตายได้!”


หายากที่จู้เจียงเจียงจะเห็นเขาโกรธอารมณ์เสียหนักแบบนี้ จึงมึนงงไปทันที


แต่เห็นแก่ที่เขาเป็นห่วงนาง นางจึงยอมรับผิดเองก่อน


“ขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ครั้งหน้าไม่กล้าแล้ว ท่านพี่อย่าโกรธเลยนะ?”


เห็นใบหน้าเศร้าที่เขย่าแขนของเขาไปมาพร้อมกับยอมรับผิด เผยจี้ก็ใจอ่อนทันที


มือใหญ่ของเขาดึงนางมากอดไว้ พูดกระซิบข้างหูนางว่า “ฮูหยิน เป็นข้าที่ไม่ดี เป็นข้าที่ไม่ดูแลเจ้าให้ดี เจ้าสบายใจได้ วันหลังข้าจะไม่ให้เจ้าป่วยอีกแล้ว”


เขากลับมาแล้ว หลังจากนี้ก็จะไม่ให้นางออกบ้านไปวิ่งตากฝนอีก


ตอนที่ 174: ใครกล้าทำให้สามีข้ากินข้าวล่าช้า?


ช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น


ตอนเผยจี้คิดจะทำเรื่องแบบที่คู่รักใหม่ทำกัน เสียงท้องของนางพลันร้อง *จ๊อกๆ* ดังออกมา ทำลายบรรยากาศคลุมเครือที่กำลังสูงขึ้นในห้องเมื่อครู่ดับวูบลงไปทันที


จู้เจียงเจียงก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมทั้งรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง


น่าขายหน้าจริงๆ!


บรรยากาศที่กำลังจะหวานชื่นถูกทำลายแล้ว เรื่องที่อยากทำถูกบีบให้หยุดชะงักลง เผยจี้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกขำขัน


“ฮูหยิน ข้าหิวแล้ว” เขาคลี่คลายความอึดอัดแทนนาง


แต่ทำไมตอนพูดคำนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับแจ่มใสขนาดนั้น? 


เห็นได้ชัดว่าเขากำลังล้อนางเล่นอยู่


“อยากกินอะไร?”


เดิมจู้เจียงเจียงคิดจะนอนลงบนเตียงอีกสักตื่น ไม่อยากสนใจเขา แต่เมื่อเห็นเส้นเลือดแดงในดวงตาเขาและเสื้อผ้าเปียกที่ยังไม่ทันได้เปลี่ยนก็แห้งเสียแล้ว นางจึงใจอ่อนทันที


เมื่อคืนเขากลับมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ คงเพราะเร่งเดินทางมาทั้งคืน บวกกับเมื่อวานที่ฝนตกทั้งบ่าย เขาต้องเหนื่อยกว่านางแน่นอน


อีกทั้งเขาต้องไม่ได้กินข้าวมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วเป็นแน่!


“ข้ากินได้หมด ขอแค่ฮูหยินเป็นคนทำ” เผยจี้ดึงมือของนางไว้ มองนางลุกขึ้นจากเตียง เขายังไม่อยากจะปล่อยนางไป


“ท่านจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือไม่? หรือจะนอนอีกสักหน่อยก่อนดี?”


จู้เจียงเจียงไปหยิบชุดที่ตู้แล้วสวมใส่ เผยจี้ก็ตามติดไม่ห่าง กอดนางจากด้านหลังพลางช่วยนางผูกผ้าคาดเอว


คางหนักๆของเขากดอยู่บนไหล่ของนาง น้ำเสียงเหนื่อยล้าชัดเจน “ข้าจะกินข้าวเช้าพร้อมกับฮูหยิน”


คำพูดของเขาหมายความว่า เขาจะติดตามนางไปทุกที่ ไม่ห่างแม้เพียงก้าวเดียว


จู้เจียงเจียงจนใจ ทำได้แค่ให้เขาเดินตามลงมาชั้นล่างด้วย


คืนเมื่อพอฝนหยุดตก ลมก็พัดมาตลอดทั้งคืน วันนี้เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแดดส่อง พื้นดินในลานบ้านก็แห้งไปครึ่งหนึ่ง


จู้เจียงเจียงรีบนวดแป้งให้เสร็จโดยเร็ว หลังจากนั้นก็ไปที่บ่อน้ำหน้าบ้าน ใช้ตาข่ายช้อนกุ้งขึ้นมาได้สองจิน กุ้งที่เลี้ยงไว้ตัวโตเท่าสองนิ้วของนางแล้ว


หลังจากช้อนกุ้งขึ้นมา นางไม่มีเวลาไปค่อยๆดึงเส้นดำหลังกุ้งออก จึงใช้กรรไกรตัดหัวกุ้งโดยตรง ผ่าหลัง แกะเปลือกออก เหลือแต่เนื้อกุ้งไว้


จากนั้นก็ไปตัดกุยช่ายในแปลงผักกลับมา ตอนเตรียมจะห่อเกี้ยว สามคนของหอจินชิวก็มาถึง


“แม่นางจู้ เนิ่นนานแล้วที่ไม่เห็นเจ้าเข้าครัว วันนี้เป็นวันอะไรหรือ?” สวี่กู้วิ่งมาถึงเป็นคนแรก เขาทนไม่ไหวอยากจะกินฝีมือของจู้เจียงเจียงมาก


ตั้งแต่แตงโมเข้าตลาด จู้เจียงเจียงก็ยุ่งมากเป็นพิเศษ


ถึงแม้ข้างตัวนางจะมีผู้ช่วยน้อยคนหนึ่งแล้ว แต่นางกลับดูจะยุ่งยิ่งกว่าตอนที่อยู่คนเดียวเสียอีก ตั้งแต่เช้ายันเย็นไม่อยู่บ้าน นานมากแล้วที่พวกเขาไม่ได้มาขอกินข้าวบ้านนาง


“ไม่ใช่วันพิเศษอะไร ก็แค่สามีข้าอยากกินอาหารที่ข้าทำ ข้าก็เลยมาทำนี่อย่างไร” จู้เจียงเจียงแสดงความรักแบบไม่ได้ตั้งใจ


เมื่อทั้งสามคนได้ยินคำนี้ได้ถึงรู้ว่าเผยจี้กลับมาแล้ว


“แม่ทัพเผยกลับมาแล้วหรือ? อยู่ที่ไหน?” สวี่กู้มองไปรอบทิศอย่างตื่นเต้น


เขาตื่นเต้นเพราะหากเผยจี้กลับมาแล้วละก็ แสดงว่าเรื่องที่เมืองเจียงเป่ยเสร็จสิ้นแล้ว


เขื่อนของเมืองเจียงเป่ยซ่อมเสร็จแล้ว คนใต้บังคับบัญชาของเขาเหล่านั้นย่อมว่างแล้ว เมื่อเป็นแบบนี้ สินค้าของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เขาและจูเจียงเจียงตกลงกันไว้ ก็สามารถขนส่งกลับไปที่แคว้นเสี่ยวซีได้แล้ว


ตอนสวี่กู้กำลังคิดอยู่ ก็เห็นเผยจี้เดินลงมาจากชั้นบนและเข้าไปช่วยในห้องครัว


“แม่ทัพเผยทหารสองพันนายเล่า? พวกเขาอยู่ที่ไหน?”


“อยู่เมืองเจียงเป่ย” เผยจี้ไม่แลสวี่กู้เลยสักนิดเดียว เขาช่วยจู้เจียงเจียงนวดแป้งอย่างชำนาญ


“ท่านกลับมาแล้วทำไมพวกเขายังอยู่เมืองเจียงเป่ยเล่า ท่านรีบให้พวกเขามาเร็ว ไม่งั้นสินค้าจะถูกภรรยาท่านขายหมดแล้ว!” สวี่กู้ร้อนใจสุดๆ


เสียงของเขาเหมือนกำลังแข่งขันกับเสียงสับไส้ของจู้เจียงเจียง แข่งขันกันว่าใครจะเสียงดังกว่ากันอยู่ในห้องครัว


“ข้าว่านะคุณชายสวี่ ท่านมีเรื่องอะไรก็กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยคุยกันดีหรือไม่? ไม่เห็นหรือว่าพวกเรากำลังยุ่งอยู่?!” จู้เจียงเจียงบอกให้เขาหุบปากอย่างไม่เกรงใจ


สามีนางไม่ได้นอนมาหนึ่งวันหนึ่งคืน แค่อยากกินอะไรร้อนๆ รองท้องสักหน่อยเพื่อจะได้นอนหลับสบายๆ สวี่กู้กลับมาพูดจ้อไม่หยุดอยู่ตลอดเวลา?


หากมาถ่วงเวลาพักผ่อนของสามีนาง นางจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมแน่ๆ!


สวี่กู้โดนต่อว่าจนพูดไม่ออก ถึงอย่างไรตอนนี้จู้เจียงเจียงก็คือผู้จัดหาสินค้าให้เขา


หากทำให้นางโกรธจนพองขน เกิดนางตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร?


ช่วยไม่ได้ สวี่กู้ทำได้แค่อดทนไปก่อน


“พี่หญิงจู้”


สวี่กู้เพิ่งจะปิดปาก เซินหมิ่นก็เดินเข้ามา


เห็นนางเดินตรงเข้าไปในครัว ยังไม่ทันเข้าประตูก็รายงานการทำงานให้จู้เจียงเจียงฟังก่อนแล้ว


“ข้าเพิ่งไปดูบ่อกุ้งมา ระดับน้ำในบ่อกุ้งกลับมาเป็นปกติแล้ว ร่องน้ำที่ขุดเมื่อวานก็ปิดไว้ชั่วคราว อ้อ แล้วก็เมื่อครู่ตอนที่ข้ามาที่นี่ เห็นคนของที่ว่าการมา...”


นางพูดออกมาเป็นพรวน ตอนเห็นผู้ชายแปลกหน้าที่กำลังช่วยทำอาหารอยู่ในครัวถึงได้เงียบเสียงลง


ผ่านไปนานพอสมควรถึงได้สติ “พี่หญิงจู้ เขาเป็นใครหรือเจ้าคะ?”


คนใกล้ตัวจู้เจียงเจียง เซินหมิ่นรู้จักเกือบหมดแล้ว แม้แต่สามท่านของหอจินชิวนางก็รู้จัก แต่กลับไม่เคยเห็นผู้ชายในห้องครัวตอนนี้มาก่อน


“เขาคือสามีข้า เผยจี้ ข้าเคยบอกเจ้าไปก่อนหน้านี้แล้ว เขากลับมาเมื่อคืน”


จู้เจียงเจียงพูดจบก็หันไปยิ้มและพูดกับเผยจี้ “ท่านพี่ นี่คือเซินหมิ่นเป็นผู้ช่วยที่ข้ารับมาใหม่”


เผยจี้มองสาวน้อยคนนั้นแวบหนึ่ง ภาพประทับใจแรกไม่เลวนัก


อย่างน้อยแค่ได้ยินที่นางพูดรัวๆมาเมื่อครู่ เขาก็รู้แล้วว่านางช่วยงานจู้เจียงเจียงมากมาย ทำให้ภรรยาของเขามีเวลาอยู่ในบ้านเพิ่มมากขึ้น


ดีมาก


“ที่แท้ก็คือสามีเจ้านาย เซินหมิ่นขอคารวะสามีของเจ้านายเจ้าค่ะ” เซินหมิ่นเคยได้ยินจู้เจียงเจียงพูดถึงสามีของนางคนนี้บ่อยๆ ดังนั้นถึงแม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้พบกัน ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกแปลกหน้าเท่าไรนัก


“สามีเจ้านายหรือ?”


ทำไมจู้เจียงเจียงรู้สึกว่าสรรพนามนี้ฟังดูแปลกๆ


“เซินหมิ่น เจ้าเรียกเขาว่าพี่เขยตรงๆดีกว่า หรือไม่ เรียกเขาว่าท่านแม่ทัพก็ได้ จะเรียกชื่อยาวๆทำไมกัน?”


“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เซินหมิ่นทักทายใหม่อีกครั้ง “เซินหมิ่นคารวะท่านแม่ทัพ”


นางมีมารยาทมาก จู้เจียงเจียงชอบนางที่ฉลาดแบบนี้


“มา พี่หญิงจู้ ข้าช่วยพี่เอง” เซินหมิ่นพับแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะมาช่วยงานที่จู้เจียงเจียงทำอยู่ บิดานางเคยบอกว่า ตอนเรียนรู้อยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงให้รีบแย่งช่วยงาน


“ไม่ต้องแล้ว เจ้าไปห้องหนังสือชั้นบน จัดการแผนการร่วมมือกับแคว้นเสี่ยวซีที่พวกเราเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้วเอาลงมาเถิด” จู้เจียงเจียงเปิดปากห้ามนาง


เผยจี้กลับมาแล้ว ถึงเวลาเริ่มการร่วมมือกับแคว้นเสี่ยวซีแล้ว


สวี่กู้ได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เปล่งประกาย ลากเซินหมิ่นขึ้นชั้นบนไปด้วยกัน “แม่นางน้อย เร็วเข้า รีบไปเอามาให้ข้าดูหน่อย”


เรื่องที่จู้เจียงเจียงจะทำส่วนใหญ่มักเก็บเป็นความลับต่อคนนอก นอกจากตัวนางและเซินหมิ่นคนนี้ คนอื่นล้วนไม่รู้เรื่อง 


ในที่สุดตอนนี้นางก็ยอมแสดงออกมาแล้ว เป็นธรรมดาที่สวี่กู้แทบจะทนรอไม่ไหว


ตอนสวี่กู้กำลังดูหนังสือแผนการเกี่ยวกับแคว้นเสี่ยวซีอยู่ จู้เจียงเจียงก็ทำเกี้ยวต้มเสร็จพอดี


เมื่อเห็นว่ามีของกิน สามคนจากหอจินชิวก็ทิ้งสิ่งที่กำลังดูอยู่ลงกลางคันทันที น้ำลายไหลย้อยให้ของอร่อยตรงหน้า


“ขอน้ำส้มสายชูหน่อย ข้าจะกินร้อยชิ้น!”


ในเรื่องการกินสวี่กู้ไม่มีความเกรงใจ แม้แต่กับข้าวที่อู่จิ้นผิงถูกใจเขาก็กล้าแบ่งไปครึ่งหนึ่ง ใครให้อาหารของพวกเขาแคว้นเสี่ยวซีมีน้อยชนิดกันเล่า เขาเลยมีของที่ยังไม่เคยกินอีกมากมาย เป็นธรรมดาที่ต้องกินให้เต็มที่


ตอนที่ 175: สามีที่หยาบกระด้างทำไมเอะอะก็ออดอ้อน?


เดิมเผยจี้กินข้าวเช้าเสร็จยังอยากจะอยู่ใกล้ชิดกับจู้เจียงเจียงอีกสักหน่อย แม้จะแค่ดูนางทำงาน ก็รู้สึกพอใจมากแล้ว


แต่จู้เจียงเจียงยืนกรานให้เขาขึ้นไปนอนชั้นบน เขาทำอะไรนางไม่ได้ ทำได้เพียงขึ้นไปชั้นบนอย่างจำใจ


เพื่อไม่รบกวนการพักผ่อนของเขา จู้เจียงเจียงไล่พวกสวี่กู้กลับหอจินชิวไป แล้วไปคุยธุระกับพวกเขาที่นั่น


“ตามที่สามีข้าเพิ่งบอกไปก่อนหน้านี้ อีกห้าวันให้หลังแม่ทัพถูจิ่งจะพาคนจากเมืองเจียงเป่ยมาถึงเมืองเจียงหนาน ดังนั้นในเวลาห้าวันนี้ พวกเราสามารถเตรียมสินค้าให้แคว้นเสี่ยวซีได้แล้ว”


เป็นเพราะเผยจี้คิดถึงจู้เจียงเจียง ดังนั้นถึงได้กลับมาก่อนล่วงหน้า ถูจิ่งและทหารสองพันนายยังอยู่ที่เมืองเจียงเป่ย


การเก็บงานและถอนค่าย ทุกอย่างต้องการเวลา จะกลับมาช่วยส่งของอย่างรวดเร็วได้ที่ไหน


“ตอนนี้ พวกเรามาปรึกษากันเกี่ยวกับประเภทสินค้า ปริมาณที่จะส่งไปแคว้นเสี่ยวซี และเรื่องที่ต้องระวังต่างๆ”


ตอนนี้เพิ่งเข้าฤดูฝน ไปไหนก็ลำบาก อีกทั้งสินค้าที่พวกเขาต้องขนส่ง ส่วนใหญ่เป็นของแห้ง และของแห้งนี่แหละกลัวจะเจอวันฝนตกที่สุด


“พูดเรื่องผักและผลไม้ก่อนเถอะ เช่นสับปะรด ฟักทอง พวกนี้สามารถขนส่งไปได้โดยตรง ตั้งวางไว้เดือนกว่าก็ไม่มีปัญหา แต่ว่าต้องรับประกันว่าระหว่างทางจะไม่ล่าช้าถึงจะได้”


จู้เจียงเจียงเขียนปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งไปยังแคว้นเสี่ยวซีทีละรายการ รวมไปถึงวิธีแก้ปัญหาอย่างละเอียด


สามคนของหอจินชิวฟังอยู่ข้างๆ เซินหมิ่นกลับฟังไปพลางจดบันทึกไปพลาง เวลาเดียวกันยังยุ่งกับการเปิดหาข้อมูลให้จู้เจียงเจียง


นางพูดไปแล้วเยอะแยะมากมายและครบถ้วนครอบคลุมรอบด้าน สามคนที่ฟังนอกจากนับถือความจริงจังของนางแล้ว ยังตกใจกับความละเอียดรอบคอบของนางด้วย


ทำไมแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างเวลาขนส่ง รถม้าจะตกหลุมโคลนนางยังนึกได้ อีกทั้งยังเสนอวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างรวดเร็วที่สุดอีกด้วย ความละเอียดระดับนี้ผู้ชายสามคนอย่างพวกเขายังคิดไม่ถึง


พวกเขานึกว่าคนรับผิดชอบขนส่ง เผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้ก็จะหาวิธีแก้ไขโดยธรรมชาติ ไหนเลยจะต้องการให้พวกเขามาช่วยคิดไตร่ตรอง


แต่จู้เจียงเจียงแตกต่างออกไป นางไม่เพียงคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเจอระหว่างทางและทำให้การขนส่งล่าช้าเท่านั้น แต่ยังเตรียมวิธีการแก้ปัญหาไม่ต่ำกว่าสองอย่างเอาไว้ด้วย


วิธีที่หนึ่งแก้ไขไม่ได้ก็ใช้วิธีที่สอง


วิธีการแบบนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะยังคงสดใหม่ ยังสามารถรับรองความคืบหน้าในการขนส่ง ทำให้สินค้าถึงตรงเวลา


“ไม่แปลกใจเลยที่ช่วงนี้ไม่เห็นแม้แต่หน้าแม่นางจู้ ที่แท้กำลังพิจารณาเรื่องพวกนี้อยู่หรือ?” ฉินเฟิงทอดถอนใจอย่างต่อเนื่อง


สวี่กู้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “แม่นางจู้ เดิมข้ายังนึกว่าเจ้าจะยุ่งจนลืมการร่วมมือของแคว้นเสี่ยวซีไปแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงเจ้ากลับละเอียดขนาดนี้ ดูท่าคงเป็นข้าที่ใช้น้ำใจคนต่ำ มาประเมินวิญญูชน”


หลายวันนี้น้อยมากที่จู้เจียงเจียงจะทักทายพวกเขาสามคนของหอจินชิว จิตใจและความคิดทั้งหมดอยู่กับเรื่องของตัวเอง


สวี่กู้ยังเอาแต่ตำหนินางที่ไม่เอาเรื่องแคว้นเสี่ยวซีมาใส่ใจ แต่ตอนนี้ดูแล้วจะเป็นเขาที่คิดมากไปเอง


ร่วมมือกับนางเขาไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลเลย


“พวกท่านอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ นี่ไม่ใช่มารยาทการทำงานปกติหรือ? พวกท่านเป็นแบบนี้จะสอนให้เซินหมิ่นเสียคนไปหมด” จู้เจียงเจียงมองบนใส่พวกเขาสองคน


นางกำลังสอนลูกศิษย์ จึงต้องแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ที่ดีของคนทำงาน


ฟังสองคนนั้นพูดแล้ว คนไม่รู้จะนึกว่าร่วมงานกันก็จะสามารถทำแบบขอไปทีก็ได้


“เซินหมิ่นเจ้าอย่าฟังพวกเขา พวกเราพูดเรื่องขนส่งของแห้งกันต่อเถอะ”


พูดถึงของแห้ง เช่นนั้นเรื่องที่ต้องทำก็มีเยอะแยะมากมาย


จู้เจียงเจียงได้แจ้งทุกคนในหมู่บ้านล่วงหน้าแล้ว ให้พวกเขาหาสถานที่ในบ้านตัวเองสร้างเตาดินเผา แล้วสานตะกร้าไม้ไผ่ เตรียมช่วยนางอบของแห้ง


“คุณชายสวี่ ของแห้งไม่ชั่งตามน้ำหนัก ถึงจะเบาแต่ราคาก็แพงกว่าของสดมาก ท่านพิจารณาหรือยังว่าต้องการเท่าไร?”


แม้ว่าจะทำข้อตกลงกันแล้ว แต่ปริมาณยังต้องกำหนดตามสถานการณ์ ถึงอย่างไรการทำเกษตรสมัยโบราณก็ยังต้องดูฟ้า ทำไม่ได้ถึงขั้นไม่มีข้อผิดพลาดเลย


เรื่องนี้สวี่กู้ก็รู้แก่ใจดี เมื่อก่อนเขาไม่เคยซื้อของแห้ง


“แม่นางจู้ ข้าขอดูสินค้าชุดแรกก่อนค่อยคุยกันใหม่ได้หรือไม่?”


ก่อนหน้านี้จู้เจียงเจียงเคยบอกกับเขาผ่านกระดาษเท่านั้น สำหรับงานทำของสดไล่น้ำออกให้กลายเป็นของแห้ง ต้องการแรงงานคนเท่าไร จะเสียของไปมากน้อยแค่ไหน ราคาเป็นอย่างไร เขาไม่มีความแน่ใจเลย ดังนั้นจึงไม่กล้าตัดสินใจง่ายๆ


“ได้แน่นอน วันนี้ข้าจัดการก่อน พรุ่งนี้ท่านก็จะได้เห็นตัวอย่าง”


ยุคสมัยนี้ไม่ค่อยเข้าใจการรักษาแบบของแห้ง และพบได้น้อยมาก


อีกทั้งการเอาของสดมาไล่น้ำออก จะนำมาใช้ต้องทำอย่างไรก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา สวี่กู้ลังเลใจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้


พูดแล้วก็ลงมือทำเลย


หลังจากประชุมที่หอจินชิวเสร็จ จู้เจียงเจียงก็ให้เซินหมิ่นไปในหมู่บ้าน เรียกทุกคนไปรอนางที่บ้านของสวี่เหล่าเกิน ส่วนนางกลับไปดูเผยจี้ก่อน


เผยจี้ไม่ถูกคนรบกวน เขาก็หลับลึกและสบายมาก


แต่ตอนจู้เจียงเจียงขึ้นบันไดมา เขาก็ตื่นขึ้นพอดี เพราะเขาจำเสียงฝีเท้าของนางได้นานแล้ว


“ท่านพี่ ทำไมท่านยังไม่นอน?”


จู้เจียงเจียงพยายามเดินเสียงเบาที่สุดแล้ว ทั้งยังเทชาขึ้นมาให้เขาชั้นบน ป้องกันตอนเขาตื่นนอนจะกระหายน้ำไม่มีน้ำดื่ม


เพิ่งผลักประตูห้องเปิดออก ก็เห็นเขาลุกขึ้นนั่งบนเตียง นางจึงตกใจเล็กน้อย


เผยจี้ไม่ได้ลงเตียงแต่รอนางยกชาเดินเข้ามา “ข้าได้ยินเจ้าเดินขึ้นชั้นบน ก็เลยตื่นขึ้นมา”


“เป็นข้าเสียงดังจนท่านตื่นหรือ?” จู้เจียงเจียงรู้สึกผิดเล็กน้อย


นางเทชาร้อนแก้วหนึ่งให้เผยจี้ เดินไปข้างเตียงพลางยื่นให้เขา “ข้าแค่อยากขึ้นมาดูว่าท่านเป็นอะไรหรือไม่ เมื่อวานท่านก็ตากฝนเหมือนกันไม่ใช่หรือ”


นางพูดจบก็ยื่นมือแตะหน้าผากของเขา


โชคดีไม่มีไข้


เผยจี้เห็นนางกำลังดูแลเขาเหมือนเผยเสี่ยวอวี๋ ก็อดยิ้มไม่ได้ “ฮูหยิน ร่างกายข้าแข็งแรงดี อีกทั้งข้าก็นอนหลับเพียงพอแล้ว ไม่สู้พวกเรา...”


พูดไปพูดมาเขาก็เข้าใกล้นางมากขึ้น คิดอยากทำอะไรบางอย่าง


เขามีวรยุทธ์ ขอแค่นอนช่วงกลางวันก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ สติตอนนี้ดีสุดๆ 


“อย่าเลย!”


จู้เจียงเจียงผลักเขาออกแล้ววิ่งหนีไปจากข้างเตียง “ข้าไม่ว่าง ข้าให้เซินหมิ่นเรียกทุกคนในหมู่บ้านมาประชุม เพียงแต่ถือโอกาสตอนเซินหมิ่นไปแจ้งข่าว กลับมาดูท่านเท่านั้น”


นางจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาแค่พักผ่อนเพียงช่วงเวลาสั้นๆนิดหน่อยก็เพียงพอแล้ว


“แค่กอดก็ไม่ได้หรือ?” เผยจี้ทำหน้าเศร้าใจ


“…ไม่ได้”


จู้เจียงเจียงจะไม่รู้จักเขาหรือ? เขาพูดว่ากอด ต้องไม่ใช่แค่กอดเท่านั้นแน่นอน


“เฮ้อ มีภรรยาฉลาดคนหนึ่ง ข้าไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี” เผยจี้ส่ายหน้ายิ้มๆอย่างจนใจ


“ช่างเถอะ ข้าลุกไปพร้อมกับเจ้าแล้วกัน คืนนี้เจ้าควรต้องชดใช้ให้ข้าสองเท่าถึงจะได้”


ภรรยาพยายามขนาดนี้แล้ว เขาที่เป็นสามี  ไหนเลยจะมีเหตุผลให้นอนอยู่บ้านเกาะภรรยากิน?


เผยจี้ลงจากเตียง เก็บเสื้อผ้าปลายเตียง กอดไว้แล้ววิ่งไปทางจู้เจียงเจียง “ฮูหยิน ช่วยข้าสวมเสื้อผ้าหน่อย”


ชายชาตรีออดอ้อนอีกแล้ว?


จู้เจียงเจียงรับมือไม่ไหวแล้วจริงๆ!


“ท่านพี่ ท่านคือแม่ทัพคนหนึ่ง ควรจะดูบ้าอำนาจกว่านี้สักหน่อยก็ดี อย่าเอาแต่ออดอ้อนภรรยาจะถูกคนหัวเราะเยาะเอาได้” นางเตือนอย่างหวังดี


“ข้ายังดูบ้าอำนาจไม่พออีกหรือ?” เผยจี้ทบทวนตัวเองอย่างตั้งใจ “เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะบ้าอำนาจมากขึ้นสักหน่อย จะไม่ฟังฮูหยินบอกปฏิเสธไม่เอา ไม่เอาอีกแล้ว”


“แค่กๆ...” จู้เจียงเจียงสำลักน้ำลายตัวเองจนหน้าแดง


นางต่อว่าเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “ใครบอกว่าเรื่องนั้นกัน ไร้ยางอาย!


ตอนที่ 176: ท่านหาวิธีให้ข้าใช้ชีวิตม่ายยังดีเสียกว่า


ตอนเผยจี้และจู้เจียงเจียงปรากฏตัวพร้อมกันที่ลานบ้านของสวี่เหล่าเกิน และนางก็ถูกกำหนดให้เป็นคนที่โดนชาวบ้านทอดทิ้ง


“แม่ทัพเผยกลับมาแล้วหรือ?!”


“อุ๊ย เสี่ยวจ้าวกลับมาเมื่อไร มาๆนั่งลงเร็วๆ ยายแก่ไปรินน้ำมาให้หน่อย!”


“แม่ทัพเผย ท่านดู ฝนตกหนักมาสองวันแล้ว เขื่อนที่เมืองเจียงเป่ยปีนี้จะแตกอีกหรือไม่? พวกเราต้องเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้าไหม...”


พวกชาวบ้านต่างล้อมเผยจี้เอาไว้อย่างแน่นหนา เจ้าหนึ่งคำข้าหนึ่งคำ ถามไม่หยุด


เซินหมิ่นในฝูงชนก็ถูกเบียดออกมาด้านนอกเช่นกัน โดนพวกชาวบ้านทอดทิ้งเหมือนกับจู้เจียงเจียง


“พี่หญิงจู้ ดูแล้วในหมู่บ้านท่านแม่ทัพจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าพี่นะเจ้าคะ” เซินหมิ่นใช้มือป้องปากกระซิบด้วยความสนุกอย่างข้างหูจู้เจียงเจียง


“ไม่เป็นไร ข้านับถึงสาม ท่านแม่ทัพของเจ้าก็จะมาหาข้าแล้ว”


จู้เจียงเจียงมั่นใจมาก นางชูหนึ่งนิ้วขึ้นมา ยังไม่ทันได้นับ เผยจี้ก็หลุดออกมาจากฝูงชนด้วยสีหน้าตกใจ ก่อนจะมายืนอยู่ข้างกายนาง


ข้าบอกแล้ว!


จู้เจียงเจียงยักคิ้วให้เซินหมิ่นอย่างภูมิใจเหมือนกำลังโอ้อวด


เซินหมิ่นเห็นแบบนั้นก็ปิดปากแอบหัวเราะ


เจ้านายคนนี้ของนางมีนิสัยเด็กจริงๆ


“ปู่สวี่ ลุงป้าน้าอาทุกท่านโปรดวางใจ เขื่อนที่เมืองเจียงเป่ยซ่อมปรับปรุงเสร็จแล้ว ปีนี้เขื่อนจะไม่แตกอีกแล้ว”


เผยจี้รีบปลอบขวัญพวกชาวบ้านหนึ่งประโยค จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้จู้เจียงเจียง “ทุกคนโปรดฟังเรื่องที่ภรรยาของข้าจะพูดก่อนเถอะ”


ดูเหมือนพวกชาวบ้านจะเพิ่งสังเกตเห็นว่าจู้เจียงเจียงก็มาด้วย ใบหน้าแสดงความเขินอายออกมาทันที


“ใช่ หัวหน้าหมู่บ้านน้อยพูดเถอะ เรียกพวกเรามามีเรื่องอะไรหรือ?”


จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็มีความรู้สึกเหมือนซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ทุกคนเหมือนเพื่อให้เกียรติเผยจี้ถึงยอมให้นางพูด


นางใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านมาปีกว่า แต่ความสัมพันธ์ที่นางสร้างมากลับสู้เผยจี้ที่มีฐานะเป็นหัวหน้าซ่อมเขื่อนคนหนึ่งไม่ได้? มิตรภาพที่เคยบอกไว้เล่า?


ช่างเถอะ ช่างเถอะ นั่นคือสามีนาง นางจะอดทน!


“ปู่สวี่และลุงป้าน้าอาทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยที่ทำให้ทุกคนกลับไปทำข้าวเที่ยงช้า ข้ามีเรื่องอยากบอกกับทุกท่านเล็กน้อย”


จู้เจียงเจียงพูดอย่างช้าๆ “เกี่ยวกับเรื่องก่อนหน้านี้ที่ข้าให้ทุกคนทำเตาดินเผาขึ้นในบ้าน บ่ายนี้ทุกคนก็กลับไปก่อไฟเผาเตาเพื่ออบให้ดินแห้งได้แล้ว พรุ่งนี้พวกเราจะเริ่มอบของแห้งอย่างเป็นทางการ”


ก่อนจะอบแห้งของ จำเป็นต้องเผาเตาให้แห้งเสียก่อน ไม่เช่นนั้นความชื้นของดินจะระเหยเข้าไปในสินค้า ปนเปื้อนอาหารทำให้รสชาติไม่บริสุทธิ์


อีกทั้งก่อนจะอบของแห้ง ยังต้องเตรียมอุปกรณ์ครัวให้สะอาด ทั้งมีด ตะกร้า และฟืนแห้ง


จู้เจียงเจียงให้เวลาพวกเขาครึ่งวันไปเตรียมตัว คิดว่าน่าจะเพียงพอ


“จริงหรือ? ในที่สุดก็มีงานให้ทำอีกแล้ว?!”


พอชาวบ้านได้ยินว่ามีงานทำ ต่างก็ตาลุกวาว นี่ถึงจะเป็นการตอบสนองต่อจู้เจียงเจียงที่จริงใจ ไม่เหมือนตอนแรกที่เหมือนถูกแถมมา


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อยวางใจได้เลย พวกเราเตรียมตัวเสร็จนานแล้ว พรุ่งนี้สินค้ามาถึง พวกเราก็อบได้ทันที!”


สินค้าที่พวกเขาพูดก็คือผักและผลไม้สดในไร่เหล่านั้น


“งั้นก็ดีเลย ทุกคนแบ่งกลุ่มตามก่อนหน้านี้ ไปเตรียมตัวกันเถิด มีปัญหาอะไรก็ไปหาข้าที่บ้านได้ ไม่เจอก็ไปสถานศึกษาหาเซินหมิ่นก็ได้เหมือนกัน”


เพราะว่าหกปีก่อนพวกผู้ชายถูกจับไปเป็นทหาร ทำให้สมาชิกครอบครัวของชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไรนัก


ดังนั้นตอนสร้างเตาดินเผาก่อนหน้านี้ จู้เจียงเจียงจึงได้แบ่งคนเป็นกลุ่มเล็กๆให้พวกเขาไว้นานแล้ว


โดยแต่ละกลุ่มจะมีทั้งชายหญิง คนสูงอายุ และเด็ก เพื่อให้การแบ่งงานทำได้ชัดเจนขึ้น กระบวนการอบแห้งของแต่ละกลุ่มจะได้เป็นไปพร้อมกัน ไม่ต้องรอคอยกัน จนทำให้การผลิตสินค้าล่าช้า


หลังจากแยกย้ายกันกลับจากบ้านของสวี่เหล่าเกิน จู้เจียงเจียงก็ไม่คิดจะออกบ้านไปไหนอีก


นางอยากใช้เวลาอยู่กับเผยจี้ให้มากขึ้น


“เซินหมิ่น ตอนบ่ายเจ้าอย่าลืมไปบ่อกุ้งสักเที่ยว พรุ่งนี้ให้พวกเขาช้อนกุ้งสองร้อยจินส่งมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง”


ตอนเที่ยงเซินหมิ่นจะต้องกลับไปกินข้าวพร้อมกับพี่ใหญ่และพี่รองของนาง จู้เจียงเจียงจึงถือโอกาสสั่งงานตอนบ่ายให้นางไปเลย


“ข้ารู้แล้วพี่หญิงจู้ พี่ก็อยู่บ้านกับท่านแม่ทัพดีๆเถอะ เรื่องข้างนอกข้ารับรองจะทำให้เรียบร้อย!” เซินหมิ่นมองพวกเขาสองคนแวบหนึ่งอย่างคลุมเครือ


นางไม่ค่อยรู้จักเผยจี้ แต่นางรู้จักและเข้าใจจู้เจียงเจียงอย่างดี


นางอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงมาแค่เดือนกว่าๆ แต่วันหนึ่งได้ยินนางพูดถึงเผยจี้อยู่หลายครั้ง นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าจู้เจียงเจียงกำลังคิดอะไรอยู่ 


“เจ้าเด็กบ้า!”


จู้เจียงเจียงถูกเด็กอายุสิบสามปีคนหนึ่งเดาความคิดออก ใบหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย


ตอนจู้เจียงเจียงวิ่งไปข้างหน้าสองสามก้าว แสร้งทำท่าจะตีเซินหมิ่น นางก็พลิกตัวขึ้นหลังม้าไปพร้อมกับเสียงหัวเราะเสียแล้ว


“ท่านแม่ทัพ พี่หญิงจู้บอกว่านางคิดถึงท่านมากทุกวัน หนึ่งวันมากสุดนางพูดถึงท่านไปแล้วตั้งแปดครั้งแน่ะ...”


เซินหมิ่นไปแล้ว ก่อนไปยังไม่ลืมหันกลับมารายงานเล็กๆกับเผยจี้


เสียงนี้ออกไป คนทั้งหมู่บ้านก็รู้แล้วว่าหนึ่งวันจู้เจียงเจียงพูดถึงเผยจี้ไปแล้วแปดครั้ง


เผยจี้ได้ยินคำนี้ มุมปากก็ยกขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ


เขาเอียงตัวมาใกล้หูจู้เจียงเจียงจากด้านหลัง พลางพูดล้อเลียนว่า “ฮูหยิน เป็นเรื่องจริงหรือ? หนึ่งวันเจ้าพูดถึงข้าแปดครั้งเชียวหรือ?”


“เซินหมิ่นพูดมั่ว!”


จู้เจียงเจียงจะยอมรับได้อย่างไร? นางอายจนหน้าแดง ทิ้งประโยคหนึ่งไว้แล้วหมุนตัววิ่งกลับบ้านไปโดยไม่รอคำตอบ


เผยจี้เห็นแบบนี้ก็อดส่ายหน้าหัวเราะไม่ได้ “ยังไม่ยอมรับอีก”


ตั้งแต่เผยจี้รู้ว่าจู้เจียงเจียงคิดถึงเขาแปดครั้งต่อวัน เขาก็อยู่ข้างกายนางไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียวมาโดยตลอด


ไม่ว่านางจะไปทำอาหารในครัว ไปแปลงผัก ไปห้องหนังสือ หรือว่าซักผ้า เขาก็ตามไปช่วย และที่สำคัญยังเอาเรื่องที่นางคิดถึงเขาแปดครั้งต่อวันมาล้อด้วย


สุดท้ายจู้เจียงเจียงก็ทนไม่ไหว


นางเอาน้ำหวานของเกสรดอกไม้ที่ต้มเสร็จใส่ในขวดเก็บไว้ใช้บำรุงผิวประจำวัน เพิ่งวางของเสร็จ เผยจี้ก็กอดนางไว้จากด้านหลัง


“ฮูหยิน เสร็จงานหรือยัง? เจ้าไม่มาอยู่เป็นเพื่อนข้า คงเป็นข้าที่ต้องคิดถึงเจ้าแปดครั้งต่อวันแน่ๆ”


“ท่านแม่ทัพ!”


หายากที่จู้เจียงเจียงจะกลับมาเรียกเขาอย่างเป็นทางการเช่นนี้อีกครั้ง นางหมุนตัวกลับไปมองเขาอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “ท่านหาวิธีให้ข้าใช้ชีวิตม่ายยังดีเสียกว่า”


มีสามีที่ติดแจขนาดนี้คนหนึ่ง นางยังคงไม่ชิน


“หืม?”


พอเผยจี้ได้ยินนางยังอยากเป็นม่าย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจังทันที พลางหรี่ตาข่มขู่นางว่า “เจ้าลองพูดใหม่อีกครั้งสิ”


ขอแค่นางกล้าพูด เขาก็กล้าทำให้นางรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของสามีอย่างเขา อย่างลึกซึ้งตั้งแต่ด้านในถึงด้านนอกเลยทีเดียว


เมื่อเห็นสายตาของเขาที่เหมือนจะกินนางเข้าไปได้ทุกเมื่อ จู้เจียงเจียงยังจะกล้าพูดอะไรได้อีก


“สามีข้าคือสามีที่ดีที่สุดในใต้หล้า ข้าขออธิษฐานให้ท่านมีอายุยืนยาวและอยู่เคียงข้างข้าตลอดไป” นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและพูดอย่างเกินจริง


เผยจี้ชอบคำพูดนี้ของนางมาก เขายิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน


“ภรรยาข้าก็เป็นภรรยาที่ดีที่สุดใต้หล้าเช่นกัน ดังนั้น...” เขาตั้งใจลากเสียงยาวกระซิบบอกรักนางข้างหู “ข้ารักเจ้าที่สุด”


เขาพูดจบก็ปล่อยนางไป ใบหน้าแดงก่ำ


จู้เจียงเจียงก็หน้าแดงจากการถูกเขาสารภาพรักอย่างกะทันหันเช่นกัน แต่หากเปรียบเทียบกับเผยจี้ นางก็ดูไม่ค่อยเขินอายขนาดนั้นแล้ว


“ทำไมใบหน้าของท่านแดงกว่าข้าอีกเล่า?” นางเหมือนค้นพบอะไรบางอย่าง จึงอดล้อเขาไม่ได้


ใบหน้าเผยจี้ยิ่งแดงขึ้นไปอีก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดคำหวานเช่นนี้กับนาง แต่นางกลับมาหัวเราะเขา!


ตอนที่ 177: ที่ดินทดลองของที่ว่าการถูกรังเกียจว่ามีของสกปรก


“ผักหลักๆที่วันนี้พวกเราจะเก็บคือผักประเภทมันและผักที่จะเปลี่ยนฤดูในใบรายการ ทุกคนลำบากหน่อยนะ ระวังใต้เท้าด้วย”


เมื่อคืนจู้เจียงเจียงถูกเผยจี้รังแกซ้ำๆจนถึงยามจื่อ เช้าวันนี้ก็พยายามฝืนร่างกายตื่นนอนมาถึงแปลงผักตั้งแต่เช้าตรู่


แรงงานคนที่มาช่วยทำงานในแปลงผัก ส่วนใหญ่เลือกมาจากบ่อกุ้งและในโรงงาน


บ่อกุ้งวันนี้ต้องการช้อนกุ้งแค่สองร้อยจิน เพื่อใช้มาทดลองทำกุ้งแห้งชุดแรก ดังนั้นทิ้งคนไว้ช้อนห้าหกคนก็เพียงพอแล้ว


ส่วนคนอื่นๆ บางส่วนที่ยังคงอยู่ที่บ่อกุ้ง ก็เพื่อให้อาหารปลาและกุ้ง คนที่เหลือจึงถูกเรียกมาช่วยงานที่แปลงผัก คนจากโรงงานยางก็เช่นกัน


ยางชุดใหม่ของหมู่บ้านซ่าเหอยังไม่ได้ส่งมา ช่วงนี้โรงงานจึงค่อนข้างว่าง คนงานในโรงงานต่างก็แย่งกันอาสาออกมาช่วยงาน


ในแปลงผักมีคนมาเพิ่มเยอะขึ้นทันที


เมื่อคนเยอะขึ้น เรื่องที่อู่จิ้นผิงต้องเป็นห่วงก็มากตามไปด้วย


“ระวัง ระวัง อย่าเหยียบต้นกล้า!”


“ทางนั้น ยกจอบเบาๆหน่อย อย่าขุดมันเทศให้ขาด”


“ขอรับ/เจ้าค่ะ พวกเรารู้แล้ว”


เดิมทุกคนนึกว่ามาช่วยงานจู้เจียงเจียง จะได้แสดงตัวดีๆต่อหน้านาง แต่ใครจะรู้ นางสั่งงานว่าต้องเก็บผักอะไรบ้างเสร็จแล้วก็จากไป


ในแปลงผักเหลือเพียงไท่ช่างหวงผู้เป็นกังวลไปทุกเรื่องเอาไว้คนเดียว


พวกเขายังไม่กล้าทำให้ไท่ช่างหวงขุ่นเคือง ตอนทำงานจึงระมัดระวังไปหมดทุกเรื่อง


เวลาผ่านไปครึ่งปี ผักจำนวนมากในแปลงผักก็พร้อมเก็บเกี่ยว บังเอิญกับที่แคว้นเสี่ยวซีต้องการซื้อผักจำนวนมาก จู้เจียงเจียงจึงไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยนั่งขายเอง


ส่วนเรื่องที่นางรับปากว่าจะทำให้เมืองเจียงหนานเปลี่ยนเป็นดีขึ้น เรื่องนี้นางยังไม่ลืม อีกทั้งนางยังช่วงชิงสิทธิพิเศษที่ดินทดลองให้กับเมืองเจียงหนานได้อีกด้วย


พระราชโองการของอู่จิ้นมาเร็วมาก


เมื่อเขากลับไปถึงหลี่จิง ก็มีการประกาศพระราชโองการนี้ทันที พร้อมส่งม้าเร็วนำพระราชโองการมาถึงมือของโจวเหลียงยังที่ว่าการเมืองเจียงหนานอย่างเร็วที่สุด


หลังโจวเหลียงได้รับพระราชโองการแล้ว ก็ขี่ม้ามาแจ้งเรื่องนี้กับจู้เจียงเจียงทันที


จู้เจียงเจียงหยิบพระราชโองการมาอ่านอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นบนใบหน้าของนางค่อยๆกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดนางก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ


“โจวเหลียง เช่นนี้ก็หมายความว่า ที่ดินที่ไม่มีเจ้าของและถูกที่ว่าการยึดไว้ ก็สามารถขอใช้ทำการเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ได้ใช่หรือไม่?”


สิ่งแรกที่ในสมองของจู้เจียงเจียงคิดถึงก็คือ ที่ดินร้างของเศรษฐีที่ไม่รู้ชื่อที่พบอยู่ด้านหลังบ่อกุ้งเมื่อวันก่อนผืนนั้น “งั้นทุ่งนาผืนด้านหลังบ่อกุ้ง เจ้าตรวจสอบชัดเจนแล้วหรือยัง? ที่ดินผืนนั้นเพาะปลูกได้หรือไม่?”


นั่นเป็นที่ดินทำกินคุณภาพถึงหมื่นหมู่เชียวนะ หากไม่เพาะปลูก ก็คงจะเป็นการปล่อยให้เปล่าประโยชน์เป็นแน่


“ข้ากำลังจะบอกเกี่ยวกับเรื่องนี้กับท่านพอดี”


โจวเหลียงรู้ว่าจู้เจียงเจียงอยากทำไร่ทำนาแค่ไหน ตอนนี้พระราชโองการประกาศออกมาแล้ว เช่นนั้นที่ดินเปล่าทั้งหมดในเมืองเจียงหนาน เขาในฐานะนายอำเภอย่อมตัดสินใจได้


“ตามที่หมอเทวดาซิวและที่ว่าการตรวจสอบชันสูตรศพดูแล้ว หมู่บ้านที่คนงานของตระกูลหวังอาศัยอยู่ด้านหลังบ่อกุ้งนั้น สามปีก่อนเคยติดเชื้อโรคระบาด ดังนั้นคนในหมู่บ้านจึงเสียชีวิตทั้งหมด”


“ครอบครัวหวังหยวนไว่เพราะติดต่อไปมาหาสู่คนงานบ่อยๆ จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น”


นี่คือเรื่องราวน่าเศร้าเรื่องหนึ่ง


จู้เจียงเจียงยังไม่ทันได้แสดงความหดหู่ โจวเหลียงก็ชิงทอดถอนใจก่อนหนึ่งก้าว


“โรคระบาดเมื่อสามปีก่อน โชคดีที่ดินภูเขาตรงบ่อกุ้งนั้นถล่มลงมา จึงเป็นอุปสรรคในการติดต่อกันของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงและครอบครัวหวังหยวนไว่ ถึงทำให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงรอดพ้นจากภัยพิบัตินี้มาได้”


ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกถึงความสำคัญในการพัฒนาการจราจร การแพทย์ และวัฒนธรรมขึ้นมาอีกครั้ง ยุคโบราณเมื่อเกิดโรคระบาด ทั้งหมู่บ้านก็อย่าคิดว่าจะโชคดีหลุดพ้นได้


อีกทั้งหากการแพทย์และวัฒนธรรมล้าหลังละก็ ในระยะเริ่มแรกของโรคมากมาย ผู้คนก็จะคิดแค่ว่านอนตื่นขึ้นมาก็หาย ปล่อยไว้จนกลายเป็นโรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย


“งะ…งั้นที่ดินผืนนั้น พวกเราเพาะปลูกได้ไหม?”


ถึงแม้จะหดหู่ แต่เรื่องที่ควรถามก็ยังต้องถามอยู่


คนตายไม่อาจฟื้น ถึงนางจะเสียใจแค่ไหน ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป


“ที่ดินของหวังหยวนไว่อยู่ใกล้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่สุด ตามหลักควรให้ชาวบ้านมาทำการเกษตรได้ แต่ว่า...”


ก่อนหน้านี้ โจวเหลียงวางแผนจะมอบที่ดินผืนนี้ให้จู้เจียงเจียงจัดสรรให้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แต่ไม่รู้ว่าคนที่นี่จะเต็มใจเพาะปลูกบนที่ดินผืนนี้หรือไม่


“แม่นาง ที่นั่นเคยมีโรคระบาด กลัวว่าทุกคนในหมู่บ้านจะไม่กล้าเพาะปลูก”


“ไม่กล้า?”


จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจ “มีอะไรไม่กล้าเพาะปลูกกัน ก็แค่เคยเกิดเรื่องนิดหน่อยเอง สามปีแล้ว ของสกปรกพวกนั้นหมดไปนานแล้ว”


ไม่ว่าโรคระบาดจะรุนแรงแค่ไหน หากไม่มีพาหะก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้


ในเมื่อเชื้อโรคหมดแล้ว เช่นนั้นยังมีอะไรให้กลัวอีก?


จู้เจียงเจียงเข้าใจชีววิทยา ดังนั้นนางจึงไม่กลัวเรื่องพวกนี้ แต่คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่เข้าใจ พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจเท่านั้น


ดังนั้นตอนจู้เจียงเจียงเรียกรวมทุกคนในหมู่บ้านเพื่อพูดเรื่องนี้ การตอบสนองของทุกคนล้วนเหมือนกัน นั่นคือไม่กล้าเพาะปลูก


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ที่ดินผืนนั้นปลูกไม่ได้จริงๆ จะถูกของสกปรกตามติด”


“ถูกต้อง พวกเรายอมปลูกที่ดินน้อยลงก็ไม่กล้าไปแตะต้องสถานที่แบบนั้น”


จู้เจียงเจียงเห็นการตอบสนองแบบนี้ของพวกเขาก็มึนงงไปหมด


“ท่านป้า ที่ดินผืนนั้นที่ว่าการอนุญาตให้ทุกคนเพาะปลูกได้โดยไม่คิดเงิน อีกทั้งท่านปลูกบนที่ผืนนั้นได้ข้าวเท่าไรก็เป็นของท่านทั้งหมด ไม่ต้องส่งส่วย แบบนี้พวกท่านยังไม่ปลูกอีกหรือ?”


นางนึกว่านางพูดไม่ชัดเจน ดังนั้นจึงเน้นย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นสวัสดิการของที่ว่าการ


แต่ผลก็ยังเหมือนเมื่อครู่ แม้จะยกให้โดยไม่คิดเงิน พวกเขาก็ไม่ยอมทำ


“ข้ายอมลำบากและเหนื่อยหน่อยไปถางป่า ยังดีกว่าไปเพาะปลูกบนที่ดินผืนนั้น”


“ใช่แล้ว ใช่แล้ว...”


พวกชาวบ้านทยอยคล้อยตาม ไม่มีใครอยากได้ที่ดินผืนนั้นเลย


ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะบอกพวกเขาว่าหากไม่เพาะปลูกบนที่ดินผืนนี้ ที่ว่าการก็จะไม่ให้ที่ดินผืนอื่นอีก เพราะที่ดินอื่นให้หมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงไปหมดแล้ว


ที่แบ่งให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเขาก็คือที่ดินหวังหยวนไว่ผืนนั้น


แม้ว่านางจะพูดเช่นนั้น คนในหมู่บ้านก็ยังยืนกรานที่จะไม่ทำ


ได้!


ที่นางขอแบ่งที่ดินทำการทดลองมาอย่างยากลำบากก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว


“ปู่สวี่และลุงป้าน้าอาทุกท่าน ที่ดินผืนนั้นที่ที่ว่าการแบ่งมาให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา ในฐานะที่ข้าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านนี้ ข้าได้แจ้งเรื่องกับพวกท่านแล้ว หากพวกท่านยืนกรานจะไม่เพาะปลูกละก็ งั้นก็ลงชื่อในหนังสือยินยอมสละสิทธิ์เถอะ”


จู้เจียงเจียงทำอะไรพวกเขาไม่ได้ ที่ดินผืนนั้นไม่ว่าอย่างไรนางก็จะทำการเกษตรให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรายงานให้ที่ว่าการทราบ หรือเพื่อสนับสนุนงานของโจวเหลียง นางก็จะทำ


คนในหมู่บ้านไม่ทำ เช่นนั้นก็ลงชื่อในหนังสือยินยอมสละสิทธิ์เพาะปลูกเสีย ไม่อย่างนั้น เมื่อถึงเวลาที่นางเพาะปลูกออกมาได้แล้ว พวกเขาจะมาขอแบ่งที่ดินกับนาง นางก็จะพูดได้ไม่เต็มปาก


“สะใภ้เล็ก ที่นั่นเป็นสถานที่ไม่มงคล ข้าเตือนเจ้าอย่าไปแตะมันเลย”


คนแก่คนหนึ่งในหมู่บ้านเตือนนางปากเปียกปากแฉะด้วยความหวังดี หวังให้นางคิดใหม่


“เสี่ยวจ้าว เจ้าเตือนภรรยาของเจ้าหน่อย อย่าให้นางทำเรื่องโง่ๆ!”


ทุกคนในหมู่บ้านรู้จักนิสัยของจู้เจียงเจียงเป็นอย่างดี นางคงไม่ฟังคำเตือนของพวกเขาแน่นอน ดังนั้นคนแก่คนนั้นจึงไปกดดันเผยจี้ให้เขาไปเตือนนางแทน


แต่น่าเสียดายมาก เผยจี้สนับสนุนจู้เจียงเจียงเต็มที่


“ลุงรอง ภรรยาข้ามีความคิดเป็นของนางเอง ข้าสนับสนุนนาง”


“นี่เจ้า...โธ่!”


คนในหมู่บ้านเห็นว่าเตือนพวกเขาสามีภรรยาไม่ไหว ก็ได้แต่ส่ายหน้าถอนหายใจ “ไม่เชื่อฟังคำคนแก่ มีแต่จะเสียทรัพย์!”


ตอนที่ 178: เผยจี้ “ขอร้องข้าสิ”


“ดังนั้นถ้าหากข้าขอให้ทุกคนช่วยไถพรวนดิน ทุกคนก็จะไม่ช่วยเหลือถูกไหม?” ถ้าหากคนในหมู่บ้านยอมช่วยละก็ ก็คงจะปลูกเองตั้งนานแล้ว จะมาปฏิเสธที่ดินดีๆ ที่ยกให้เพาะปลูกโดยไม่เสียเงินแบบนี้ได้อย่างไร


อย่างที่คิด เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของจู้เจียงเจียง ใบหน้าของทุกคนในหมู่บ้านก็แสดงออกว่าลำบากใจขึ้นมาทันที พูดติดๆขัดๆ กล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าปฏิเสธและไม่กล้าตอบรับ


จู้เจียงเจียงมีส่วนช่วยหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอย่างมาก นอกจากนี้นางยังเป็นคนควบคุมการจำหน่ายชาในสวนชาของพวกเขา แล้วใครจะกล้าทำให้นางขุ่นเคือง


แม้แต่ครอบครัวลุงสามสวีและเหลียงเหวินโจวที่เคยก่อเรื่องวุ่นวายและทำให้นางไม่พอใจมาก่อน ตอนนี้ยังไม่กล้าออกเสียง


“ดูความจำข้าสิ เหมือนข้าจะลืมไปว่าทุกคนยังมีงานต้องทำอยู่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่มีเวลามาช่วยข้าไถพรวนดินสินะ ต้องขอโทษจริงๆ”


จู้เจียงเจียงหาทางลงให้พวกเขา


เมื่อทุกคนได้ยินคำนี้ คิ้วของพวกเขาถึงค่อยๆผ่อนคลายลง “ใช่แล้ว ทางแปลงผักใกล้จะส่งผักมาแล้ว ทุกคนรีบไปทำงานกันเถอะ”


พูดจบ ชาวบ้านทุกคนก็กระจายตัวทันที กลัวว่าหากช้าไปหนึ่งก้าวจะถูกจู้เจียงเจียงจับไปช่วยไถพรวนดิน


จู้เจียงเจียงมองชาวบ้านที่กระจายหายไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกพูดไม่ออกนิดๆ


นางหันไปถามเผยจี้ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “ท่านพี่ หน้าตาข้าน่ากลัวมากหรือ?”


นางเหมือนจะไม่ได้ทำอะไรให้ทุกคนกลัวเลยนี่นา ทำไมทุกคนในหมู่บ้านถึงได้เกรงกลัวนางกันนัก?


ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งของเผยจี้วางบนศีรษะของนางแล้วลูบเบาๆ พลางยิ้มแล้วพูดว่า “ฮูหยินหน้าตาสวยงามมาก ก็แค่ตอนทำงานดุไปหน่อย”


“…” เขาพูดอ้อมค้อมไม่เป็นจริงๆ


จู้เจียงเจียงไม่มีอารมณ์จะไปโต้เถียงกับเขาตอนนี้ ยังคงทำท่าหน้าม่อยคอตกต่อไป


“ตอนนี้จบสิ้นแล้ว ที่ดินผืนนั้นพวกลุงป้าน้าอาในหมู่บ้านไม่กล้าไป เกรงว่าคนนอกก็ยิ่งไม่กล้า ที่ดินผืนนั้นคงต้องตกเป็นของข้าเสียแล้ว”


นางคิดไม่ถึงว่าคนในหมู่บ้านจะเกลียดชังสถานที่ที่มีคนเคยตายขนาดนี้ ทั้งๆที่นางรับปากโจวเหลียงไปแล้วว่าจะรับที่ดินผืนนี้ไว้


อีกทั้งที่ดินทดลองนี้ก็เป็นนางที่พยายามขอมาจากฮ่องเต้ หากนางทำพังก็นับว่าผิดต่อความไว้ใจของฮ่องเต้ ถึงเวลานั้นราชสำนักต้องไม่พอใจอย่างแน่นอน


เรื่องที่ดินทดลองที่ต้องการขยายไปให้ทั่วราชวงศ์ต้าหลี่ เกรงว่าคงต้องถูกแช่แข็งเอาไว้ตลอดกาล


“ฮูหยินอย่ากังวลใจไปเลย เจ้ายังมีข้าอยู่ไม่ใช่หรือ?” เผยจี้ดีดหน้าผากของนางเบาๆ


เมื่อไรนางถึงจะเรียนรู้ว่าต้องขอความช่วยเหลือจากเขาที่เป็นสามีคนนี้ยามเผชิญหน้ากับปัญหาเสียที


“ท่าน?” จู้เจียงเจียงมองเขาด้วยใบหน้าสงสัย “ท่านคนเดียวสามารถไถพรวนดินหนึ่งหมื่นหมู่ได้หรือ?”


“ใครว่าข้ามีแค่คนเดียว?” เผยจี้เอามือไพล่หลังอย่างอวดดี รอนางมาขอร้องเขา


จู้เจียงเจียงดีดนิ้ว จู่ๆ เหมือนคิดอะไรได้ เขย่าแขนของเขาไปมา “จริงด้วย ในมือท่านยังมีทหารสองพันนาย!”


“แม่นาง เป็นสาวเป็นนางอย่าดีดนิ้ว” เผยจี้จับมือของนางไว้ แก้ไขนิสัยเสียของนางให้ถูกต้อง


จู้เจียงเจียง “งั้นคนใต้บังคับบัญชาของท่านเหล่านั้น เมื่อไรถึงจะมาถึงเมืองเจียงหนาน ให้พวกเขามาเร็วหน่อยได้หรือไม่”


เผยจี้เงยหน้ายกมุมปาก “ขอร้องข้าสิ”


เขาทำแบบนี้อีกแล้ว!


ตอนล้อมบ่อกุ้งครั้งก่อนก็แบบนี้ ยืมคนของเขาก็ต้องให้นางขอร้องเขา หรือผู้ชายทุกคนชอบแบบนี้กัน?


“อาจ้าว ข้าขอร้อง”


เอาเถอะ จู้เจียงเจียงเป็นคนที่ไม่มีเส้นตายอยู่แล้ว ขอแค่เพาะปลูกและทำงานได้ แค่คำพูดประโยคเดียว นางขอร้องก็ได้


เผยจี้ชอบความออดอ้อนที่มาจากภรรยาตัวเอง แต่ว่าครั้งนี้เขาไม่ได้พึงพอใจง่ายขนาดนั้น “แค่ใช้ปากพูดงั้นหรือ?”


“หา?”


ตอนนี้จู้เจียงเจียงมึนงงไปหมด “เช่นนั้นท่านจะเอาอย่างไร? ครั้งก่อนข้าเรียกท่านว่าอาจ้าว ท่านก็ตอบตกลงทันที ทำไมครั้งนี้ถึงไม่ได้เล่า?”


“ครั้งก่อนคือครั้งก่อน” เผยจี้ทำหน้าปกติ โน้มตัวจ้องนาง “คนเราต้องมีพัฒนาการ”


“งั้นท่าน...”


จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เข้าใกล้มาเรื่อยๆ


นางกลืนน้ำลายอย่างช้าๆ เอนตัวไปข้างหลัง เพื่อหลบเลี่ยงการเข้าใกล้ของเขา


ไม่อยากจะพูด เผยจี้นั้นมีหน้าตาที่หล่อเหลามาก อีกทั้งยังหล่อแบบร่างกายแข็งแรง ยิ้มขึ้นมาทีหนึ่ง ก็กลายเป็นคนดูมีความสามารถและเป็นที่สะดุดตา


เผยจี้มองดูท่าทางตอนนี้ของนาง แล้วพูดเตือนสติด้วยความหวังดีว่า “ฮูหยิน เจ้าถอยหลังไปอีกนิดก็จะล้มแล้วนะ”


เขาไม่พูดจู้เจียงเจียงก็รู้ ดังนั้นนางจึงใช้แรงยืดตัวตรงขึ้นทันที เมื่อเข่าทั้งสองงอได้จังหวะก็กระโดดไปบนตัวเขาโดยตรง “ท่านพี่ กลับบ้านกันเถอะ”


“กลับบ้านไปทำอะไร?” เขารับนางไว้อย่างมั่นคง แล้วถามนางด้วยน้ำเสียงยั่วยวน


“ทำเรื่องที่ท่านอยากให้ข้าทำอย่างไรเล่า” จู้เจียงเจียงกัดฟันจ้องไปในดวงตาของเขา พยายามโต้กลับอำนาจของเขา


เป็นอย่างที่คาดไว้ แค่เสียงหอบหายใจหนึ่ง ใบหน้าของเผยจี้ก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที


มือเขาโอบกอดนางไว้แน่น กดเสียงต่ำกระซิบอย่างแหบพร่า “อืม กลับบ้าน”


กลับบ้านแล้ว เขาจะทำให้นางได้รู้ จุดจบของการยั่วยุผู้ชายเป็นอย่างไร


….....


จู้เจียงเจียงเกือบจะขาดใจตายเพราะถูกเผยจี้รังแกซ้ำๆจริงๆ


เกี่ยวกับเรื่องนี้นางไม่อยากจะพูดถึงอีกเลย มันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก แค่คิดถึงตอนเที่ยงวันนั้น ขานางก็สั่นไปหมด


“แม่นางจู้ ขอบคุณเจ้ามากที่เตรียมสิ่งเหล่านี้ไว้ให้พวกทหาร ที่นี่ดูแลพวกเราดีกว่าที่ว่าการมากนัก” เห็นบ้านไม้สร้างเสร็จเรียงรายกันเป็นแถว ถูจิ่งก็แสดงความขอบคุณออกมา แบบนี้ดีกว่าให้พวกเขาสร้างค่ายทนหนาวนอกสถานที่เสียอีก


“แม่ทัพถูไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็นเรื่องที่ข้าควรทำ”


ที่จริงจู้เจียงเจียงทำแบบนี้ไม่เพียงเพื่อเผยจี้เท่านั้น แต่เพื่อตัวเองด้วย


นางมีความเห็นแก่ตัวอยู่


การสร้างที่พักของทหารสองพันนายภายใต้บังคับบัญชาของเผยจี้ไว้ที่คฤหาสน์ของหวังหยวนไว่นั้น ประการแรก ทหารสองพันนายมีที่พักเพียงพอ ประการที่สองคือ เมืองเจียงหนานมีทหารชุดนี้อยู่ก็เท่ากับมีอำนาจค่ายทหารแล้ว


แบบนี้เมืองเจียงหนานก็จะมีความมั่นคงเพิ่มขึ้น


รอหลังจากที่ดินทดลองสำเร็จ ประชาชนเมืองใกล้เคียงก็จะอิจฉาตาร้อน และบางทีอาจทำเรื่องรุนแรงออกมา


หากเมืองเจียงหนานมีทหารกลุ่มนี้เฝ้าอยู่ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องพวกนี้แล้ว


อีกอย่าง ทหารเหล่านี้ถูกวางภารกิจให้ขนส่งสินค้าไปยังแคว้นเสี่ยวซี ในฐานะที่นางเป็นฝ่ายที่สาม ก็ควรแสดงความขอบคุณของตัวเองด้วยถึงจะถูก


“บ้านหลังนี้สร้างขึ้นมาแบบด่วน สิ่งของต่างๆยังไม่ครบครัน ถ้าพวกท่านต้องการอะไรเพิ่มเติมก็บอกข้าได้เลย ข้าจะพยายามจัดหาให้” คฤหาสน์ของหวังหยวนไว่ไม่มีคนอยู่มาสามปีแล้ว เรือนเล็กในบริเวณคฤหาสน์ก็ทรุดโทรมลงไปหลายหลัง


ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะให้สองพี่น้องตระกูลโจวพาคนมาซ่อมแซมและสร้างเพิ่มใหม่อีกสองแถว แต่เวลากระชั้นชิดมาก เครื่องเรือนยังไม่ทันทำ ถูจิ่งก็พาคนมาแล้ว


“มีบ้านให้หลบแดดหลบฝนได้ก็เพียงพอแล้ว พวกเราพี่น้องเป็นทหาร ไม่ต้องพิถีพิถันอะไรมาก” ถูจิ่งรู้ดีถึงความสามารถของที่ว่าการเมืองเจียงหนาน ตอนมาเขายังเป็นห่วงว่าที่ว่าการจะจัดหาให้ไม่ทัน


ยังดีที่มีการช่วยเหลือของจู้เจียงเจียง ไม่เพียงให้บ้านกับพวกเขา ยังมีผัก ผลไม้ กุ้งและปลาสดให้ทุกวัน การปฏิบัตินี้ดีกว่าตอนที่อยู่เมืองเจียงเป่ยมาก


ส่วนช่วยงานนางไถพรวนดินยิ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย


ตอนอยู่ชายแดน สองปีที่ไม่มีเสบียง พวกเขาก็ยังหาวิธีเพาะปลูกเองได้ไม่ใช่หรือ? ส่วนเรื่องสถานที่นี้เคยมีคนตาย ตอนพวกเขาพี่น้องได้ยินคำนี้ต่างก็หัวเราะออกมา


มีใครจะเคยเห็นคนตายเยอะกว่าพวกเขาอีก? หากยังกลัวกับเรื่องแค่นี้ คนทั้งใต้หล้าก็คงหัวเราะเยาะพวกเขาแล้ว?


ตอนที่ 179: ธุรกิจสำนักคุ้มภัยของตระกูลกู้


ฝนในฤดูร้อนตกหนักและบ่อยครั้ง มีบางครั้งที่ตกลงมาแบบไม่มีเค้าลางเลยแม้แต่น้อย  


จู้เจียงเจียงและเผยจี้ช่วยกันทำงานอยู่ที่ค่ายพักชั่วคราวกับทุกคน ระหว่างหลบฝนอยู่นั้น เซินหมิ่นก็ขี่ม้าวิ่งฝ่าสายฝนมา 


“พี่หญิงจู้…” 


เนื่องจากคนในค่ายมีเยอะเกินไป เซินหมิ่นตามหาตัวจู้เจียงเจียงไม่พบ จึงตะโกนเรียกเสียงดัง 


เสียงคมชัดและแจ่มใสของเด็กสาวคนหนึ่งดึงดูดสายตาของพวกทหาร เห็นท่าทางที่นางขี่ม้าท่ามกลางสายฝนอย่างสง่างาม ทุกคนจึงยิ่งสนใจมากขึ้น 


“สาวน้อยผู้นี้ช่างองอาจผึ่งผายจริงๆ” 


“ใช่แล้ว สาวน้อยบ้านไหนกัน คิดไม่ถึงเลยว่าจะกล้าขี่ม้ากลางสายฝน ทั้งยังขี่ได้ดีแบบนี้ไม่แพ้ผู้ชายแม้แต่น้อย แล้วดูพวกเจ้าทั้งหลาย อายบ้างหรือไม่” 


คนที่หลบฝนอยู่ใต้ชายคาล้วนเอ่ยชื่นชมเซินหมิ่นกันเสียงดัง ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมข่มเพื่อนของตัวเองไปด้วย


พวกเขากลับมาจากชายแดนใกล้จะสองปีแล้ว ไม่ได้ขี่ม้ามาเนิ่นนาน กลัวว่าคงลืมความรู้สึกของการขี่ม้าว่าเป็นอย่างไรไปเสียแล้ว


ดังนั้นตอนเห็นเซินหมิ่นอยู่ท่ามกลางสายฝน ทหารทุกคนจึงรู้สึกคันไม้คันมืออยากจะขี่ม้าบ้าง


“สาวน้อย ขี่ม้าได้ไม่เลว หาเวลามาประลองกันสักครั้งเถิด!” 


เซินหมิ่นได้ยินคำนี้ ก็ดึงบังเหียนแน่น หันมายิ้มและพูดกับคนที่พูดกับนาง “ได้สิ รอพวกท่านทำงานเสร็จ พวกเราก็มาประลองกัน แต่ว่าตอนนี้ท่านบอกข้าก่อนได้หรือไม่ว่าพี่หญิงจู้ของข้าอยู่ที่ใด ข้ามาหานางเพราะมีเรื่องด่วน” 


“เซินหมิ่น” 


เซินหมิ่นเพิ่งพูดจบก็มีม้าอีกตัวหนึ่งพุ่งจากในค่าย และคนที่นั่งอยู่บนหลังม้าก็คือจู้เจียงเจียง “มาหาข้ามีเรื่องอะไร?” 


เห็นหญิงสาวสองคนขี่ม้าท่ามกลางสายฝน เหล่าทหารทุกคนจึงยิ่งนั่งไม่ติด อยากลุกขึ้นไปขี่ม้ากันบ้าง 


“พี่หญิงจู้ ที่โรงงานยางมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งมา อยากซื้อเสื้อกันฝนกับพี่ รีบกลับไปดูเถอะเจ้าค่ะ” 


อ้อ ที่แท้มีการค้านี่เอง 


อันที่จริงก็ควรจะมาได้แล้ว ไม่เช่นนั้นที่นางให้พวกเด็กๆ สวมเสื้อกันฝนกลับบ้านไปเป็นการประชาสัมพันธ์ก็คงไม่มีประโยชน์? 


“พวกเราไปกันเถอะ” 


ตอนเผยจี้ขี่ม้าตามออกมา จู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นก็หายไปในสายฝนแล้ว แม้แต่เงาก็มองเห็นไม่ชัดเจน 


หญิงสาวพวกนี้ ช่างรีบร้อนดั่งลมจริงๆ 


ในโรงงานยาง 


ห้องรับแขกอยู่ที่ห้องเล็กด้านนอก ภายในห้องเล็กนั้นมีชายหลายคนที่ดูเหมือนพ่อค้าไว้หนวดเครานั่งอยู่  


เซินหมิ่นชงชาให้พวกเขาเสร็จถึงไปหาจู้เจียงเจียง ตอนทั้งสองคนกลับมา พวกเขาเหล่านั้นก็ดื่มชาหมดไปหนึ่งกาแล้ว


“ท่านทั้งหลาย นี่คือเจ้านายของข้า แม่นางจู้” เซินหมิ่นสวมเสื้อกันฝนยืนพูดแนะนำจู้เจียงเจียงอยู่ที่ประตู บนชุดยังมีน้ำไหลลงมาไม่หยุดจึงไม่ได้เข้าไปในห้อง


จู้เจียงเจียงก็สวมเสื้อกันฝนกลับมาเช่นกัน และตอนนี้ก็กำลังรีบถอดเสื้อกันฝนออกเหมือนเซินหมิ่น


เสื้อกันฝนสีเหลืองสีเขียวของทั้งสองคนดึงดูดสายตาของเหล่าพ่อค้าในห้อง พวกเขาลุกขึ้นมาประเมินชุดบนตัวทั้งสองคนโดยละเอียด 


“นี่คือเสื้อกันฝนที่คนในเมืองพูดถึงกันใช่หรือไม่?” 


“อืม สวมแล้วดูสะดวก แต่สีสันนี่...” 


ผู้ชายในห้องล้วนมีแต่ชายหนุ่มร่างใหญ่ ไว้หนวดเครา บางคนมีดาบเหน็บอยู่ที่เอว ดูแล้วน่าจะเป็นนักสู้


หากให้พวกเขาสวมสีสันของพวกผู้หญิง จิตใจพวกเขามีความต่อต้านเล็กน้อย 


จู้เจียงเจียงได้ยินพวกเขาพูดคุยถึงเรื่องสีสันของเสื้อกันฝน ไม่แม้แต่จะทักทายก็เริ่มทำการค้าขึ้นทันที “พี่ชายท่านนี้ไม่ต้องกังวล เสื้อกันฝนของข้านอกจากสีที่ท่านเห็นอยู่ตอนนี้ ยังมีสีที่เหมาะสำหรับผู้ชายอย่างสีดำและเทา ไม่ทราบว่าทุกท่านสนใจหรือไม่?” 


“มีสีดำ!” 


พวกเขาได้ยินว่ามีสีอื่นให้เลือก ความสนใจจึงสูงกว่าเมื่อครู่มาก “งั้นก็ดีเลย หัวหน้า พวกเราซื้อสีดำกันเถอะขอรับ” 


ชายหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์ที่สุดในกลุ่มคนเหล่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้! 


ชายหนุ่มผู้นั้นมองประเมินจู้เจียงเจียงตั้งแต่หัวจรดเท้าแวบหนึ่ง แล้วถามว่า “ข้าขอถามแม่นางทั้งสอง เมื่อครู่เดินทางมาไกลแค่ไหน?” 


นอกจากเส้นผมที่หน้าผากแล้ว บนตัวจู้เจียงเจียงแทบไม่เปียกเลยสักนิด แม้แต่รองเท้าก็เป็นรองเท้ากันฝน 


หากนางเดินทางมาไกลระยะหนึ่ง แล้วยังสามารถแห้งเหมือนตอนนี้ได้ เช่นนั้นก็แสดงว่าเสื้อกันฝนของนางดีจริงๆ


“ประมาณสี่ลี้ได้” 


ระยะทางจากคฤหาสน์ของหวังหยวนไว่ถึงโรงงานยางหมู่บ้านเสี่ยวฮวงคงประมาณนี้


“ข้าไปกลับหนึ่งเที่ยวก็ประมาณแปดลี้ได้” เซินหมิ่นก้าวไปข้างหน้าพร้อมพูดเสริม 


นางรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงถามแบบนี้ ดังนั้นด้วยสภาพของนางในตอนนี้ จึงน่าจะมีแรงโน้มน้าวใจมากกว่าจู้เจียงเจียง 


เพราะนอกจากผมหน้าม้าที่เปียกแล้ว ส่วนอื่นๆบนตัวของนางล้วนแห้งทั้งหมด


ดังนั้นในเวลาเดียวกัน เซินหมิ่นยังจงใจเดินไปด้านนอก ยื่นเท้าออกไป ใช้น้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคาล้างดินโคลนบนรองเท้ากันฝนตัวเองให้สะอาด 


“ฝนตกหนักเช่นนี้ แม่นางเดินทางแปดลี้ บนตัวกลับไม่มีจุดไหนที่เปียกเลย อีกทั้งรองเท้าแค่ล้างก็สะอาดแล้ว เสื้อผ้านี้ไม่จำเป็นต้องซักใช่หรือไม่?” 


การแสดงตัวอย่างของเซินหมิ่นนับว่าเป็นการส่งเสริมการขายที่ดีที่สุด พวกเขาตกใจจนดวงตาเบิกโพลง 


“คิดไม่ถึงในใต้หล้านี้จะมีเสื้อผ้าที่กันน้ำอยู่ด้วย!” 


พวกเขาหยิบเสื้อกันฝนที่ทั้งสองคนเพิ่งสวมมาพลิกดูอย่างละเอียด มีแค่ชายหนุ่มคนนั้นที่ไม่ได้เข้ามาดูด้วย แต่ทำมือเชิญให้จู้เจียงเจียงนั่งลงพูดคุยกัน 


จู้เจียงเจียงรู้สึกขำเล็กน้อย เหมือนว่าเขาจะเป็นแขกนะ? 


“ขอถามคุณชายสักนิดว่ามาจากที่ใด ต้องการเสื้อกันฝนจำนวนเท่าไร ที่นี่สามารถสั่งทำตามแบบได้” 


“นามของข้าคือกู้เฟิงเจี้ยน มาจากสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ ต้องการเสื้อกันฝนประมาณเจ็ดร้อยตัว ผ้าคลุมกันสาดอีกสามร้อยผืน ไม่ทราบว่าแม่นางมีพอหรือไม่?” เด็กหนุ่มพูดแนะนำตัวเอง 


สำนักคุ้มภัย? 


จู้เจียงเจียงมองชายฉกรรจ์มีหนวดเคราหลายคนที่เขาพามา ภาพลักษณะเหมือนผู้คุ้มกันอย่างที่คิดจริงๆ 


แต่เขาถึงกับต้องการเสื้อกันฝนเจ็ดร้อยกว่าตัว สำนักคุ้มภัยตระกูลกู้แห่งนี้เป็นสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่แค่ไหนกันแน่ ทำไมนางไม่เคยได้ยินมาก่อนแม้แต่น้อย? 


“สำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ของพวกเราคือสำนักคุ้มภัยที่ใหญ่ที่สุดในหลี่จิง ครั้งนี้ข้าบังเอิญผ่านมาทางเมืองเจียงหนานพอดี” 


กู้เฟิงเจี้ยนเหมือนดูออกว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ อาสาไขข้อสงสัยให้นาง 


“ที่แท้เป็นแขกจากหลี่จิง มิน่าคุณชายกู้ถึงดูแตกต่างจากคนอื่น” จู้เจียงเจียงไม่ได้ล้อเล่น 


กู้เฟิงเจี้ยนผู้นี้ดูเป็นชายหนุ่มที่...สุขุมและเศร้าสร้อยที่สุดที่นางเคยเจอนับตั้งแต่นางข้ามมิติมา


เขาดูอายุไม่มาก ทว่าระหว่างคิ้วกลับดูเหมือนคนผ่านโลกผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ หรือว่าสาเหตุเป็นเพราะเขาต้องเดินทางคุ้มกันส่งของเป็นประจำ?


กู้เฟิงเจี้ยนไม่ได้พูดคล้อยตามคำพูดของนาง แต่เปลี่ยนเรื่องไปที่เสื้อกันฝนแทน “สำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ของเรามีงานเยอะมาก หากเป็นไปได้ ข้าอยากได้ของที่ข้าสั่งเร็วที่สุด!” 


ฤดูฝนมาถึงแล้ว เพราะเรื่องฝนตก สำนักคุ้มภัยจึงล่าช้าในการส่งของไปไม่น้อยเพราะฝนตก 


หากครั้งนี้ไม่ใช่เขาบังเอิญผ่านเมืองเจียงหนาน และได้ยินว่าที่นี่มีเสื้อกันน้ำขาย เขาคงไม่แวะพักอยู่ที่นี่หลายวันเช่นนี้


“เสื้อกันฝนไม่มีปัญหา แค่ไม่ทราบว่าพวกท่านต้องการผ้าคลุมกันสาดขนาดเท่าไร?” 


ในโรงงานมีเสื้อกันฝนอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว เดิมจู้เจียงเจียงตั้งใจว่าจะเอาไปขายหลังจัดการสร้างที่อยู่ให้ทหารสองพันนายของเผยจี้เสร็จเรียบร้อย


ตอนนี้เป็นเรื่องดี สวรรค์ช่วยนางประหยัดแรงอีกแล้ว


ไม่แน่ บางทีนางอาจจะมีดวงโชคดีก็เป็นได้? การค้ามาหาเองถึงหน้าบ้าน ไม่ต้องให้นางลากขาออกไปขายของเอง


ตอนที่ 180: ไม่นึกว่าน้องเก้าจะเป็นคุณหนูที่หายตัวไปของสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้


“คุณชายกู้ ท่านลองดูรูปแบบผ้าคลุมกันสาดของโรงงานเราก่อนเถิด”


จู้เจียงเจียงอยากจะพากู้เฟิงเจี้ยนไปดูในโรงงานที่อยู่ข้างๆ เดินแค่ไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว


ถึงอย่างไรเขาก็บอกไม่ถูกว่าต้องการผ้าคลุมกันสาดขนาดเท่าไร พูดแค่ใหญ่ประมาณรถคุ้มกันของตัวเอง


แต่ขนาดของผ้าคลุมกันสาดไม่ใช่ใช้เพียงขนาดเล็กใหญ่ของตัวรถมาตัดสินได้ ยังต้องดูปริมาณสินค้าบนรถด้วย


“ก็ดี” กู้เฟิงเจี้ยนพยักหน้าเห็นด้วย


ที่ผ่านมาเวลาฝนตก พวกเขารู้แค่ว่าต้องหาสถานที่หลบฝน ถ้าไม่มีที่หลบฝน พวกเขาก็แค่เอาเสื้อฟางคลุมไว้บนสินค้า พยายามที่ลดความเสียหาย


เขาเองก็บอกไม่ถูกว่าต้องการผ้าคลุมกันสาดแบบไหนกันแน่


ไม่สู้ไปดูด้วยตาตัวเองน่าจะดีกว่า


ตอนจู้เจียงเจียงและเซินหมิ่นกำลังจะพาพวกเขาไปโรงงาน เผยจี้ที่ตามทั้งสองคนมาก็มาถึงแล้ว


“ท่านพี่ ทำไมท่านก็กลับมาด้วยเล่า?”


เผยจี้มีฝีมือขี่ม้าที่ดี มือหนึ่งดึงบังเหียน ม้ายังไม่ทันหยุดนิ่ง เขาก็พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้ว


เขาที่สวมเสื้อกันฝนสีดำทั้งตัว เดินมาท่ามกลางสายฝนสีขาวทั้งดูลึกลับและสง่างาม


“เจ้าขี่ม้าตอนฝนตกข้าไม่วางใจ ครั้งหน้าต้องรอไปพร้อมกับข้า เข้าใจหรือไม่”


เผยจี้ไม่ได้ตำหนิที่นางไม่รอเขา ทว่าตอนที่ก้มหน้าถอดเสื้อกันฝน พูดกำชับหนึ่งประโยคเบาๆ


จู้เจียงเจียงถูกคุมเข้ม นางชอบความรู้สึกแบบนี้ เพียงแต่คนรอบข้างกลับขำพวกเขาสามีภรรยา อย่างเช่นเซินหมิ่น ยังมี...


“พี่เผย?”


จู้เจียงเจียงรู้ว่ากู้เฟิงเจี้ยนจ้องมองเผยจี้อยู่ตลอด นางนึกว่าเขากำลังขำพวกเขาสามีภรรยา


นึกไม่ถึงว่ากู้เฟิงเจี้ยนและเผยจี้จะรู้จักกัน!


“พวกท่านรู้จักกันหรือ?” จู้เจียงเจียงมองและถามทั้งสองคนอย่างสงสัย


ความสนใจของเผยจี้เมื่อครู่อยู่บนตัวจู้เจียงเจียงตลอด ไม่ได้มองหลายคนข้างกายนาง พอได้ยินมีคนเรียก เขาถึงได้มองคนผู้นั้นแวบหนึ่ง


เผยจี้เห็นคนที่เดินเข้ามาก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คุณชายกู้? คือท่านเองหรือ ไม่เจอกันเสียนานเลย”


เขาพูดจบก็หันไปมองจู้เจียงเจียง อธิบายกับนางว่าพวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไร


“ขณะที่ข้ากำลังเดินทางกลับเมืองหลวงเพื่อรายงานตัวปีก่อน ขบวนรถขนส่งสินค้าของคุณชายกู้กำลังถูกโจรภูเขาปล้นชิง ข้าจึงบังเอิญช่วยชีวิตเขาไว้”


“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง” จู้เจียงเจียงลอบทำหน้าขบขัน


มิน่าเมื่อครู่สามีนางถึงมีปฏิกิริยาเย็นชาแบบนั้น


แต่กู้เฟิงเจี้ยนกลับแสดงท่าทางตื่นเต้นอย่างหาได้ยากออกมา ซึ่งก็มากกว่าตอนที่คุยธุรกิจกับนางที่บนใบหน้าไม่มีรอยยิ้มแห่งความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย


“ครั้งก่อนโชคดีที่พี่เผยช่วยชีวิตข้าไว้ อีกทั้งยังคุ้มกันข้ากลับไปยังเมืองหลี่จิงด้วย ข้าต้องขอขอบคุณจริงๆ” กู้เฟิงเจี้ยนและผู้ติดตามประสานมือโค้งคำนับให้เผยจี้อย่างพร้อมเพรียง


สำหรับเรื่องการคุ้มกันกลับไปนั้น ในมุมมองของเผยจี้ก็แค่ทางเดียวกันเท่านั้น ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องได้รับคำขอบคุณจากกู้เฟิงเจี้ยน


“คุณชายกู้เกรงใจเกินไปแล้ว พวกท่านมาวันนี้เพื่อทำการค้ากับภรรยาของข้าหรือ?” เผยจี้เปลี่ยนเรื่องมาพูดถึงจู้เจียงเจียง


ความสัมพันธ์ของพวกเขา วันหลังมีโอกาสค่อยพูดคุยเรื่องเก่าๆกัน ดังนั้นอย่าให้เสียเวลาในการทำการค้าของภรรยาของเขาจะดีกว่า


“แม่นางจู้คือฮูหยินของพี่เผยหรือ?” กู้เฟิงเจี้ยนตกใจเล็กน้อย แต่ว่าไม่นานก็รับได้ “บังเอิญจริงๆ”


ชื่อเสียงของจู้เจียงเจียง ตอนพักอยู่โรงเตี๊ยมเขาได้ยินมาบ้างแล้ว พวกเขาทั้งคู่ช่างเหมาะสมกันจริงๆ


ที่จริงเรื่องบังเอิญไม่ได้เพียงแค่เรื่องเดียว


จู้เจียงเจียงพาหลายคนของสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้เดินสำรวจในโรงงานรอบหนึ่ง และเอารูปแบบผ้าคลุมกันสาดที่ออกแบบไว้มาให้กู้เฟิงเจี้ยนดู


เขาเลือกผ้าคลุมกันสาดหลายรูปแบบ ทั้งแบบตาข่าย แบบมีเชือกร้อยปิด และแบบมีโครงที่สามารถคลุมสินค้าได้ ทั้งยังทำเป็นกระโจมก็ได้ หลังจากนั้นก็เตรียมจะกลับเมืองเพื่อไปรอรับสินค้าจากจู้เจียงเจียง


ตอนออกจากในโรงงาน ฝนก็เบาลงมาก เหลือเพียงละอองฝนโปรยปราย


ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าจู้เจียงเจียงก็ยังเตรียมเสื้อกันฝนให้พวกเขาคนละตัวถือว่าให้พวกเขาทดลองสินค้าด้วยตัวเองก่อน


สวมเสื้อกันฝนเสร็จ ตอนกู้เฟิงเจี้ยนหมุนตัวจะจากไป จู่ๆ ด้านหน้าก็มีพวกเด็กๆสวมเสื้อกันฝนตัวเล็กวิ่งมาหลายคน


“พี่ชาย พี่สะใภ้~~”


“พี่หญิงจู้ พวกเราเลิกเรียนแล้วเจ้าค่ะ”


เผยเสี่ยวอวี๋และพวกน้องเก้าเห็นจู้เจียงเจียงอยู่หน้าประตูโรงงานก็ซอยเท้าเล็กๆวิ่งมาหา จะได้กลับบ้านพร้อมกัน


กู้เฟิงเจี้ยนมองเด็กคนหนึ่งในกลุ่มเด็กๆที่วิ่งมา ดวงตาพลันเบิกกว้างทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ พลางร้องออกมาอย่างไม่รู้ตัว “น้องสาว!”


“ใช่แล้ว นั่นคือน้องสาวของสามีข้า เป็นน้องสามีของข้าเอง”


จู้เจียงเจียงนึกว่าที่กู้เฟิงเจี้ยนเรียกคือเผยเสี่ยวอวี๋ จึงเรียกนางเข้ามา “เสี่ยวอวี๋ ทักทายพี่กู้เร็ว”


“พี่กู้...”


“พี่ชาย!”


เผยเสี่ยวอวี๋ยังไม่ทันได้เรียก น้องเก้าที่อยู่ข้างกายนางก็เรียกขึ้นเสียก่อน


ตอนนี้จู้เจียงเจียงเริ่มมึนงงเล็กน้อย


มองใบหน้าทั้งดีใจและตื่นเต้นของผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่ง ยังมีท่าทางร้องไห้โฮด้วยความน้อยใจของน้องเก้า สามคนตระกูลเผยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


“พี่ชาย ข้าคิดถึงพี่...”


น้องเก้าร้องไห้พลางวิ่งเข้าไปกอดกู้เฟิงเจี้ยนที่ย่อตัวลงมาอุ้มนาง เบ้าตาแดงก่ำน้ำตาคลอ “น้องสาว ในที่สุดพี่ก็หาเจ้าเจอแล้ว!”


จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองเผยจี้แวบหนึ่ง ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย


เผยจี้ยักไหล่ แสดงออกว่าตัวเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น


เมื่อรอทั้งคู่ร้องไห้จนพอใจและเหนื่อยแล้ว จู้เจียงเจียงจึงเปิดปากถาม “คุณชายกู้รู้จักน้องเก้าหรือ?”


“น้องเก้า?” กู้เฟิงเจี้ยนมองจู้เจียงเจียงแบบไม่เข้าใจแวบหนึ่ง


จู้เจียงเจียงชี้ไปที่สาวน้อยที่เขาจูงมืออยู่ “นางก็คือน้องเก้า แต่ท่านอย่าเข้าใจผิด ชื่อนี้พวกเราใช้เรียกนางชั่วคราว นางบอกว่านางไม่รู้ว่าตัวเองชื่ออะไรและไม่รู้ว่าบ้านอยู่ที่ไหน ดังนั้นพวกเราถึงใช้ชื่อเล่นนี้เรียกนาง”


เขาอย่าเข้าใจผิดว่านางเป็นคนลักพาตัวน้องสาวของเขามาก็พอ ไม่เช่นนั้นคงอธิบายกันไม่ได้แน่ๆ


แต่โชคดีที่กู้เฟิงเจี้ยนรู้เรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่ได้เข้าใจผิดแต่อย่างใด


“นางคือน้องสาวข้า เป็นคุณหนูสายตรงหนึ่งเดียวของสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ อันที่จริงก็ต้องโทษตัวข้า หากเมื่อสามปีก่อนข้าไม่พานางเดินทางออกไปส่งสินค้าไกลบ้านด้วย ก็คงไม่ทำนางหายไประหว่างทาง”


เดิมกู้เฟิงเจี้ยนก็เป็นหนุ่มน้อยที่ร่าเริงสดใสมีชีวิตชีวาคนหนึ่ง เพียงแต่หลังจากที่น้องสาวหายตัวไป เขาก็กลายเป็นคนที่ยิ้มไม่เป็น


เขาในฐานะนายน้อยของสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ ที่จริงการคุ้มภัยสินค้าจำนวนมากเขาไม่จำเป็นต้องไปเอง


แต่อุบัติเหตุเมื่อสามปีก่อน หลังจากน้องสาวของเขาหายไป เขาก็ไม่มีหน้าอยู่สู้หน้าคนในบ้าน ดังนั้นหลายปีมานี้เขาจึงเดินทางคุ้มภัยสินค้าอยู่ข้างนอกมาโดยตลอด


เดินคุ้มภัยสินค้าไปพลาง ตามหาน้องสาวของเขาไปพลาง


เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าจะหาน้องสาวของเขาคนนี้เจอที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงในเมืองเจียงหนาน ทั้งๆที่ตอนนางหายตัวไปไม่ใช่อยู่ที่เมืองนี้แท้ๆ


เมื่อสามปีก่อน น้องเก้าก็แค่สามขวบกว่า


คุณหนูเล็กออกบ้านพร้อมพี่ชายครั้งแรก จากเด็กที่ถูกเลี้ยงอยู่ในห้องหับ ไม่เคยได้รับการสั่งสอนเรื่องความปลอดภัย


เมื่อออกจากบ้านไปแล้ว แม้แต่บ้านตัวเองทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือแม้แต่ตัวเองชื่ออะไรก็จำไม่ได้ นางจำได้เพียงหน้าตาของพี่ชายเท่านั้น


“น้องสาวข้าชื่อกู้ไฉ่เจี๋ย ชื่อเล่นเสี่ยวสี่ แม่นางจู้เป็นคนรับเลี้ยงน้องสาวข้าหรือ? ข้าขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง!”


กู้เฟิงเจี้ยนพูดอยู่ก็คุกเข่าลงเตรียมคำนับจู้เจียงเจียง


“อย่าๆ นี่ไม่ใช่ความดีของข้า เป็นความดีของใต้เท้าโจว นายอำเภอเมืองเจียงหนานของพวกเรา” จู้เจียงเจียงรีบพยุงกู้เฟิงเจี้ยนขึ้นมา กลัวเขาจะคำนับผิดคน


จบตอน

Comments