ตอนที่ 181: ส่งสินค้าไปแคว้นเสี่ยวซี
“คุณชายกู้ หากไม่รังเกียจละก็ คืนนี้ก็พักที่บ้านของพวกเราเถิด ดึกขนาดนี้แล้ว ถ้าให้ใต้เท้าโจวมาตอนนี้คงไม่ค่อยสะดวก พรุ่งนี้ข้าค่อยให้คนไปแจ้งให้เขากลับมา ท่านว่าแบบนี้ดีหรือไม่?” จู้เจียงเจียงมองสีท้องฟ้า พวกเด็กๆเลิกเรียนแล้ว ก็แสดงว่าตอนนี้เย็นมากแล้ว
ถึงแม้ตอนนี้จะให้เซินหมิ่นเข้าเมืองไปหาโจวเหลียง แต่เพราะช่วงนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับเรื่องที่ดินทดลอง จึงต้องไปตรวจสอบสถานการณ์ของแต่ละหมู่บ้าน ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ที่ว่าการหรือเปล่า
ไปแล้วก็ไม่แน่ว่าจะเจอเขา อีกทั้งถึงแม้เขาจะอยู่ที่ว่าการ แต่พอเขากลับมาฟ้าก็คงมืดแล้ว
วันนี้อากาศแปรปรวน ฝนตกหนักมาก ถนนลื่นอันตราย เดินทางไม่ปลอดภัย สุดท้ายจู้เจียงเจียงจึงตัดสินใจว่าจะส่งคนไปหาโจวเหลียงวันพรุ่งนี้
กู้เฟิงเจี้ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันหน้าไปพูดกับเหล่าพี่น้องทั้งหลายด้านหลัง “พวกเจ้ากลับไปรอข้าที่โรงเตี๊ยมก่อน”
ที่จริงเขาก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะจากไปตอนนี้ ข้าวของของน้องสาวเขายังอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ที่นี่ยังมีเพื่อนของน้องสาวเขามากมาย ถึงแม้จะไป ก็ต้องหลังจากบอกลากับทุกคนเรียบร้อยดีแล้ว
บ้านตระกูลเผยหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
จู้เจียงเจียงทำกับข้าวสองสามอย่างแบบเรียบง่าย ในบ้านมีทั้งเนื้อตากแห้ง ปลาและกุ้ง ดังนั้นไม่นานก็ทำเสร็จแล้ว
ตอนกินข้าว นางเล่าเรื่องทั้งหมดที่ตัวเองเจอกับน้องเก้าให้กู้เฟิงเจี้ยนฟัง
พอได้ยินว่าน้องสาวที่ตนรักและทะนุถนอมมาตลอด ช่วงที่พลัดหลงกันได้ถูกคนขายไปในหอนางโลม และยังต้องไปเป็นขอทานขออาหารอยู่ข้างถนน กู้เฟิงเจี้ยนรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะทุกคนอยู่กันครบ เขาคงจะร้องไห้ออกมานานแล้ว
“น้องสาวต้องลำบากแล้ว เป็นเพราะพี่ชายไม่ดีเอง ต่อไปพี่จะไม่ให้เจ้าต้องลำบากเช่นนี้อีก ยกโทษให้พี่ได้หรือไม่?”
น้องเก้า เอ่อ…ไม่สิ ตอนนี้ควรเรียกว่ากู้ไฉ่เจี๋ยถึงจะถูก
กู้ไฉ่เจี๋ยถือถ้วยข้าวไว้พลางใช้ช้อนตักกินอย่างเรียบร้อย เมื่อเห็นพี่ชายตัวเองร้องไห้ นางก็วางช้อนลงในถ้วย ยื่นมือเล็กๆไปเช็ดน้ำตาให้เขา
“พี่ชาย ไม่ต้องร้องนะเจ้าคะ พี่โจวกับพี่หญิงจู้ และยังมีพวกเพื่อนร่วมชั้นในสถานศึกษา ทุกคนดีต่อข้ามาก ข้าไม่ได้ลำบากอะไร” เมื่อสาวน้อยมีชีวิตที่ดี ไม่ถึงหนึ่งปีก็ลืมเรื่องที่เคยลำบากก่อนหน้านี้ไปแล้ว บางครั้งเด็กใจใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไร
“อืม พี่ไม่ร้อง” กู้เฟิงเจี้ยนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เขาทำเรื่องผิดร้ายแรงแบบนี้ แต่สุดท้ายกลับต้องให้น้องสาวที่ได้รับความยากลำบากมาปลอบโยนตัวเอง เขาทั้งโทษตัวเองและรู้สึกซาบซึ้งใจมากจริงๆ
สองพี่น้องกินข้าวไม่ค่อยลง โดยเฉพาะกู้เฟิงเจี้ยน เขามองกู้ไฉ่เจี๋ยอย่างไม่ยอมละสายตา และกินข้าวไปไม่ถึงสองคำด้วยซ้ำ
“น้องเก้า คืนนี้ก็นอนพักกับพี่ชายที่บ้านพี่หญิงจู้ดีหรือไม่?”
ในบ้านเล็กทางทิศเหนือ น้องเก้าไม่ได้พักอยู่ห้องคนเดียวลำพัง กู้เฟิงเจี้ยนไปพักด้วยไม่ค่อยสะดวก จู้เจียงเจียงจึงให้น้องเก้าพักอยู่ที่นี่
ถึงอย่างไรน้องเก้าและเผยเสี่ยวอวี๋ก็นอนด้วยกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านตระกูลเผยก็บ้านเล็กทางทิศเหนือก็ตาม
“ขอบคุณแม่นางจู้”
กู้เฟิงเจี้ยนคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฝนตกครั้งนี้จะทำให้เขาติดอยู่ที่เมืองเจียงหนาน แต่กลับเป็นโอกาสให้เขาได้พบกับน้องสาวที่ตามหามานานถึงสามปีโดยบังเอิญ
เขารู้สึกขอบคุณฝนตกครั้งนี้ ยิ่งรู้สึกขอบคุณจู้เจียงเจียงที่รับเลี้ยงน้องสาวของเขา
“คุณชายกู้ไม่ต้องเกรงใจ ถึงอย่างไรสินค้าที่ท่านต้องการก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ช่วงนี้ท่านก็พักที่บ้านข้าอย่างสบายใจเถอะ ให้น้องเก้าพาท่านไปเที่ยวชมรอบๆก็ได้”
จู้เจียงเจียงรู้ดีว่าเวลาที่น้องเก้าจะอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเหลือไม่มากแล้ว
ถือโอกาสที่มีอยู่หลายวัน ให้เผยเสี่ยวอวี๋และพวกคนจากบ้านเล็กทางทิศเหนือ ได้เล่นกับน้องเก้าจนถึงวันสุดท้าย
“พี่ชาย รอต้นสัปดาห์สถานศึกษาเปิด ข้าจะพาท่านไปดูข้าเรียนหนังสือ” กู้ไฉ่เจี๋ยแทบทนรอไม่ไหวที่จะแบ่งปันเรื่องราวทั้งหมดที่ตัวเองอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกับกู้เฟิงเจี้ยน
“ได้”
กู้ไฉ่เจี๋ยพูดอะไร กู้เฟิงเจี้ยนล้วนพยักหน้าตอบตกลง
ตอนกลางคืน สองพี่น้องตระกูลกู้รออยู่ในห้องโถงกันถึงดึกดื่น จู้เจียงเจียงทนง่วงไม่ไหวจึงกลับห้องไปก่อน ให้เผยจี้อยู่เป็นเพื่อนพวกเขาสองพี่น้อง
แต่ว่าเผยจี้ก็เหนื่อยมาทั้งวัน เขาอยากขึ้นชั้นบนไปอยู่กับจู้เจียงเจียงมากกว่า
“คุณชายกู้ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ไม่ง่ายเลยที่น้องเก้าจะหยุดเรียนกลับมาบ้าน ให้นางพักผ่อนก่อนเถอะ” เผยจี้ไล่สองคนกลับห้อง
เมื่อกลับเข้าห้องแล้ว พวกเขาอยากคุยอะไรก็ได้ตามสบาย แต่ถ้ายังอยู่ในห้องโถง เขาก็ต้องอยู่เป็นเพื่อน
สองพี่น้องตระกูลกู้พักอยู่ห้องรับแขกชั้นล่าง สามคนตระกูลเผยอยู่ชั้นบน หลังจากปิดประตูใหญ่ เผยจี้ก็พาเผยเสี่ยวอวี๋ขึ้นชั้นบน
“เสี่ยวอวี๋ เข้านอนเร็วๆ เลิกเล่นได้แล้วเข้าใจไหม?”
เผยจี้คลุมผ้าห่มผืนบางให้เผยเสี่ยวอวี๋ แล้วช่วยนางปิดหน้าต่าง ก่อนจะกลับเข้าห้องของตัวเองและจู้เจียงเจียง
เป็นพี่ชายไม่ง่ายเลยจริงๆ เป็นหัวหน้าครอบครัวยิ่งยากเข้าไปใหญ่
“พวกเขาคุยกันจบแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงนอนลงแล้วแต่ยังไม่หลับ
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู นางก็รู้ว่าเป็นเผยจี้
เผยจี้ปิดประตูห้อง ถอดเสื้อผ้าไปพลางตอบคำถามนางไปพลาง “ยัง แต่ข้าให้พวกเขากลับไปคุยกันเองที่ห้อง จะได้ไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของเรา”
“ท่านเนี่ยจริงๆเลย...”
จู้เจียงเจียงไม่รู้จะว่าเขาอย่างไรดี มีใครเขารับรองแขกแบบนี้กันบ้าง?
แต่เผยจี้ไม่สนใจ
ถึงอย่างไรที่สองพี่น้องตระกูลกู้คุยกันก็เป็นเรื่องสมัยก่อนที่พวกเขาอยู่บ้านตระกูลกู้ เขาคุยด้วยไม่รู้เรื่อง แล้วจะต้องอยู่เป็นเพื่อนทำไมกัน เขาอยากจะอยู่เป็นเพื่อนภรรยาของเขามากกว่า
“ฮูหยิน...”
เผยจี้ล้มตัวลงนอน ใช้มือข้างหนึ่งดึงจู้เจียงเจียงเข้ามากอด หลับตาเสพสุขความรู้สึกที่มีนางอยู่ในอ้อมกอด
คืนนี้เขาปฏิบัติตัวดี แค่กอดนางเอาไว้เงียบๆเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น จึงทำให้เช้าวันรุ่งขึ้น จู้เจียงเจียงมีแรงไปทำเรื่องอื่น
ฝนตกติดต่อกันสองวัน ทำให้เรื่องส่งสินค้าแคว้นเสี่ยวซีล่าช้า
ตื่นมาเช้าวันนี้ อากาศดีขึ้นแล้ว สินค้าของแคว้นเสี่ยวซีสามารถส่งออกไปตามปกติได้แล้ว
“ระวังหน่อย จะอัดกันแน่นเกินไปไม่ได้ นี่ต้องส่งไปที่แคว้นเสี่ยวซี อย่าทำให้ราชวงศ์ต้าหลี่ของเราต้องขายหน้าเชียว” สวี่เหล่าเกินชี้นิ้วสั่งคนในหมู่บ้านด้วยใบหน้าเบิกบาน
เป็นธรรมดาที่เขาจะดีใจ
สินค้าชุดนี้หากแคว้นเสี่ยวซีพึงพอใจ เช่นนั้นในอนาคตพวกเขาก็จะมีงานทำมากขึ้นอีก
ถึงแม้การค้านี้จะเป็นของจู้เจียงเจียง แต่กระบวนการผลิตกลับเป็นของพวกเขาทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีงานได้เงินใครจะไม่ดีใจ
สินค้าวันนี้เป็นชุดแรกที่ส่งไปยังแคว้นเสี่ยวซี และเป็นธุรกิจของแห้งชุดแรกของจู้เจียงเจียง เป็นธรรมดาที่นางจะให้ความสำคัญ ตั้งแต่เช้าก็ตามชาวบ้านไปช่วยบรรจุสินค้าที่หน้าประตูหมู่บ้าน
“แม่นางจู้ลำบากแล้ว” สวี่กู้ก็มาด้วย
เขาเป็นผู้ซื้อของชุดนี้แท้ๆ แต่กลับดูเหมือนคนผ่านทางมาดูความสนุกเฉยๆ ไม่มีท่าทีเป็นห่วงสินค้าเลยสักนิด
“คุณชายสวี่ไม่ตามกลับไปด้วยจะได้จริงหรือ?”
ครั้งนี้สวี่กู้ไม่คิดจะตามกลับไปแคว้นเสี่ยวซีด้วย เขาเพียงแค่เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ให้สวี่ซานอิงเอาป้ายคำสั่งของเขาและจดหมายกลับไปเท่านั้น
ก็ไม่รู้ว่าเพราะเขาใจกล้าหรือว่าอย่างไร ถึงได้วางใจแบบนี้?
“ข้าเชื่อใจแม่นางจู้ และเชื่อถือในความซื่อสัตย์ของราชวงศ์ต้าหลี่ แล้วจะต้องให้ข้าไปเองทำไมกัน?”
คนรับผิดชอบส่งสินค้าคือทหารของราชวงศ์ต้าหลี่ ผู้ที่ลงนามในสัญญาข้อตกลงคือไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันของราชวงศ์ต้าหลี่ เขายังต้องเป็นห่วงเรื่องอะไรอีก?
อีกอย่างชีวิตดีๆที่หมู่บ้านริมน้ำเจียงหนานแห่งนี้ เขายังไม่เต็มอิ่มเลย เขาไม่อยากกลับไปแคว้นเสี่ยวซีที่เต็มไปด้วยพายุทรายและแร่เหล็ก
“ขอบคุณความไว้วางใจของคุณชายสวี่จริงๆ เช่นนั้นเงินมัดจำเล่า ท่านควรต้องให้แล้วถูกหรือไม่?” จู้เจียงเจียงยื่นมือขอเงินกับเขา
“แม่นางจู้ เงินนี้เจ้าไปขอกับผู้อาวุโสอู่เถิด เจ้าอย่าลืมว่าข้าใช้แร่เหล็กแลกเสบียงอาหารกับพวกเจ้า” สวี่กู้ยิ้มและพูดเตือนสตินาง
จู้เจียงเจียงรู้เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว นางก็แค่พูดล้อเล่นกับเขาเท่านั้น
“ข้าวและของแห้งใส่ไว้ในรถม้าแล้ว ไปนับด้วยกันเถอะ”
ตอนที่ 182: นายน้อยตระกูลกู้กับประสบการณ์การเลี้ยงวัว
“พี่ชาย พวกเราไปเลี้ยงวัวกันเถอะ!”
เช้าตรู่ กู้ไฉ่เจี๋ยกินข้าวเช้าเสร็จก็ลากกู้เฟิงเจี้ยน พี่ชายที่เพิ่งเจอกันอีกครั้งเมื่อวานของตัวเองไปเลี้ยงวัวพร้อมกับนาง
วันนี้คือวันหยุดแรก พวกเด็กๆต่างกลับบ้านกันหมด
เลี้ยงวัวเป็นงานที่เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กๆ อีกสามคนจากบ้านเล็กทางทิศเหนือที่ไปเรียนหนังสือในสถานศึกษาต้องทำทุกสุดสัปดาห์ เพื่อแบ่งเบาภาระให้จู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงที่ขนของขึ้นรถอยู่หน้าหมู่บ้านได้ยินคำนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองสองพี่น้องตระกูลกู้
เหมือนอย่างที่นางคิดไว้ เมื่อกู้เฟิงเจี้ยนได้ยินว่าน้องสาวสุดที่รักของเขา คุณหนูสายตรงของสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ กำลังจะไปเลี้ยงวัวให้บ้านคนอื่นก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“น้องหญิง เจ้าต้องไปเลี้ยงวัวแบบนี้เป็นประจำหรือ?”
เขาอดสงสัยไม่ได้ จู้เจียงเจียงกำลังทารุณกรรมน้องสาวของเขาอยู่หรือเปล่า
เด็กอายุเพียงหกขวบ ไม่นึกว่าจู้เจียงเจียงจะยอมให้นางทำงานแบบนี้?
“สถานศึกษาหยุดแล้ว ข้าก็จะไปเลี้ยงวัวกับเสี่ยวอวี๋และพี่ชายพี่สาว” กู้ไฉ่เจี๋ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ นางชินกับชีวิตแบบนี้แล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกว่าทำแบบนี้มีอะไรผิดปกติ
“เล่นกับลูกควายบ้านพี่หญิงจู้สนุกมาก มันให้ข้าขี่ด้วย”
กู้เฟิงเจี้ยนนึกภาพไม่ออกเลย หากจะเลือกสัตว์ขี่ ก็ควรเป็นม้าสิ ขี่ควายมันดีอย่างไร?
“แม่นางจู้” เขาอดไม่ได้ที่จะเรียกจู้เจียงเจียงมา
จู้เจียงเจียงพอเดาได้ว่ากู้เฟิงเจี้ยนเรียกนางมาด้วยเรื่องอะไร นางจึงชิงพูดกับกู้ไฉ่เจี๋ยก่อนว่า “น้องเก้า อีกเดี๋ยวข้าจะไปทำงานที่บ่อกุ้ง ที่นั่นมีหญ้ามากมาย พวกเจ้าเอาวัวควายไปปล่อยทางนั้นเถิด”
เขากำลังคาดเดาว่านาง ‘ทารุณกรรม’ น้องสาวเขาอยู่ไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นนางก็จะทำให้มันเป็นความจริงเสียเลย
“เจ้าค่ะ!”
กู้ไฉ่เจี๋ยกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ หมุนตัวเข้าบ้านไปเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ให้ไปต้อนวัวควายด้วยกัน
“แม่นางจู้!” กู้เฟิงเจี้ยนมองจู้เจียงเจียงอย่างโกรธเคืองเล็กน้อย “ท่านทำแบบนี้ต้องการอะไร?”
“คุณชายกู้อย่ารีบร้อนไป”
จู้เจียงเจียงมองด้านหลังกู้ไฉ่เจี๋ยที่วิ่งไป กระซิบว่า “ท่านไม่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของน้องสาวท่านหรือ? นางไม่ได้กลายเป็นคนเข้มแข็งและมีความสุขกว่าเมื่อก่อนหรือ?”
“…จริงหรือ?”
กู้เฟิงเจี้ยนไม่แน่ใจ เขาหันมองตามสายตาของจู้เจียงเจียงไป
เห็นแค่กู้ไฉ่เจี๋ยหยิบหมวกฟางและเชือกผูกวัวออกมาจากบ้าน วิ่งไปยังงคอกวัวข้างบ่อปลาพร้อมกับเผยเสี่ยวอวี๋
ในคอกวัวควาย แม้แต่ลูกควายตัวที่เล็กที่สุด ก็ยังสูงและตัวโตกว่าเด็กสาวทั้งสองคนมากนัก
แต่นึกไม่ถึงเด็กหญิงตัวเล็กๆ ทั้งสองคนจะกล้าเปิดประตูคอกวัวแล้วเข้าไปโดยตรง
ตอนยื่นมือจะสัมผัสวัวในคอก กู้เฟิงเจี้ยนก็ตกใจจนหัวใจบีบแน่น อยากพุ่งตัวไปปกป้องน้องสาวตัวเองไม่ให้ถูกวัวชน
แต่กลับถูกจู้เจียงเจียงขวางเอาไว้เสียก่อน นางทำท่าให้เขาดูและพูดว่า “คุณชายกู้อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย ท่านดูสิ”
กู้เฟิงเจี้ยนที่ถูกขัดขวางรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
แต่หลังจากเห็นฉากคนและวัวในคอกวัว เขาก็เบาใจลงไม่รีบร้อนอีกต่อไป
เห็นได้ชัดว่า กู้ไฉ่เจี๋ยและเผยเสี่ยวอวี๋คล่องแคล่วในการคล้องเชือกให้วัว พวกวัวควายก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ยืนนิ่งๆให้พวกนางคล้องเชือก
ลูกควายตัวนั้นกำลังอยู่ในช่วงซุกซน โดดไปมาไม่ยอมอยู่นิ่ง
กู้ไฉ่เจี๋ยเท้าสะเอว ตะโกนสั่งสอนลูกควายเสียงใส “เจ้าควายน้อย พี่หญิงจู้บอกว่าวันนี้มีหญ้าที่ใหม่ให้กิน ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง ข้าก็จะไม่พาเจ้าออกไปเล่นนะ”
ลูกควายตัวนั้นเหมือนฟังรู้เรื่อง ส่ายใบหู พ่นลมหายใจร้อนออกมาจากจมูก เป็นการแสดงความดื้อรั้นครั้งสุดท้ายของมัน
จากนั้นถึงก้มหัวลงอย่างไม่ค่อยเต็มใจให้กู้ไฉ่เจี๋ยผูกเชือกให้มัน
“นี่ถึงเป็นเจ้าควายน้อยเด็กดี” กู้ไฉ่เจี๋ยลูบหัวลูกควายอย่างพอใจ ทั้งสองคนจูงวัวสองตัว ควายสองตัว และลูกควายอีกหนึ่งตัวออกจากบ้านไป
“พี่ชายจะไปด้วยไหม?” ก่อนออกบ้าน นางก็หันมาถามกู้เฟิงเจี้ยนอีกครั้ง
กู้เฟิงเจี้ยนยิ้ม “ไปสิ เดี๋ยวพี่จูงม้าของพี่ไปเลี้ยงวัวพร้อมกับน้องหญิงด้วย”
บางที เขาควรเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้องสาวคนนี้ของเขาแล้วจริงๆ
หลังจากผ่านประสบการณ์มามากมาย อุปนิสัยของเด็กหญิงวัยหกขวบก็เปลี่ยนไปอย่างมาก นางยังไร้เดียงสาแต่กลับไม่อ่อนแอเหมือนตอนอยู่ในบ้านก่อนหน้านี้แล้ว
นี่คือความผิดของเขาที่เขาควรชดเชยให้
กู้เฟิงเจี้ยนไปเลี้ยงวัวพร้อมกับสาวน้อยทั้งสองคน เด็กผู้หญิงสองคนนั่งบนหลังวัว ส่วนเขากลับกลายเป็นคนที่ต้องจูงวัวควายห้าตัวและม้าอีกหนึ่งอย่างน่าสงสาร
“♫ เป่าขลุ่ยไม้ไผ่เบาๆ ก้อนเมฆล่องลอย ขี่หลังวัวลุยน้ำ รีบกลับบ้านก่อนพระอาทิตย์ตก...♫”
“พี่ชาย ช่วยเด็ดกิ่งไม้ให้ข้าหน่อย” กู้ไฉ่เจี๋ยยื่นมือขอกิ่งไม้กับกู้เฟิงเจี้ยน
สาวน้อยสองคนขี่บนหลังวัว แกว่งกิ่งไม้ไปพลาง ร้องเพลงท้องถิ่นไปพลาง สนุกสนานกันใหญ่
ตอนผ่านภูเขาชาและบ่อกุ้ง เด็กทั้งสองยังไม่ลืมทักทายชาวบ้านที่ทำงานกันอยู่
ชาวบ้านที่กำลังทำงานในภูเขาชาได้ยินเสียง ต่างก็หยุดจอบที่อยู่ในมือ โบกมือทักทายทั้งสองคน
“น้องหญิง เจ้ารู้จักพวกเขาทุกคนหรือ?”
กู้เฟิงเจี้ยนเดินมากับพวกนางเที่ยวนี้ นับเป็นการเปิดโลกจริงๆ
น้องสาวของเขาคนนี้ถูกเลี้ยงมาในห้องหับตั้งแต่เด็ก นอกจากคนในจวน มีโอกาสน้อยมากที่จะรู้จักคนภายนอก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุ้นเคยกับคนจำนวนมากแบบนี้
กู้ไฉ่เจี๋ยกำลังถือกิ่งไม้ตีเล่นกับเผยเสี่ยวอวี๋ ได้ยินคำถามของเขา นางก็หยุดชั่วคราว หลังตอบคำถามของเขาเสร็จก็กลับไปเล่นกันอีกครั้ง
“ข้ารู้จัก นั่นคือท่านปู่ ท่านย่า ท่านลุงและท่านป้าในหมู่บ้าน พวกเขาดีต่อข้ามาก”
ปู่ย่า...
ท่านปู่ท่านย่า บิดาและมารดาของพวกเขาสองพี่น้อง ยังคงรอพวกเขากลับไปอยู่ที่หลี่จิง
ที่ดินด้านหลังบ่อกุ้ง
ที่แห่งนี้ ตอนนี้กำลังแสดงฉากไถพรวนดินอย่างคึกคัก
ผู้ชายสวมหม่ากว้านับพันคน เวลานี้กำลังยกจอบในมืออย่างแข็งขัน พร้อมกับส่งเสียงตะโกนให้กำลังใจกันดังลั่น เป็นภาพที่น่าประทับใจมาก
กู้เฟิงเจี้ยนที่ไม่เคยทำสวนทำนามาก่อน เมื่อเห็นภาพฉากตรงหน้าก็รู้สึกตกใจไม่น้อย
เขายืนอยู่ข้างทาง ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จากนั้นก็เห็นกู้ไฉ่เจี๋ยพลิกตัวลงจากหลังวัว หยิบเคียวจากในตะกร้าเล็กเริ่มตัดหญ้าให้วัว
จะพูดว่าตัดหญ้าให้วัว ไม่สู้บอกว่าพวกนางสองคนกำลังเล่นกันจะถูกกว่า
เพราะที่นี่ไม่ได้เพาะปลูกมาหลายปี มีหญ้าอยู่เต็มพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องให้พวกนางตัด
เผยเสี่ยวอวี๋และกู้ไฉ่เจี๋ยก็แค่วิ่งจับกบในกองหญ้าเท่านั้น
“น้องหญิงอย่าเล่นมีด ระวังหน่อย” กู้เฟิงเจี้ยนรู้สึกเป็นห่วง วิ่งตามเด็กผู้หญิงสองคนไป
เพิ่งเดินมาถึงด้านหลังกู้ไฉ่เจี๋ย ตอนกำลังจะก้มตัวแย่งเคียวออกจากมือนาง จู่ๆ กู้ไฉ่เจี๋ยก็หมุนตัวยื่นดอกไม้ป่ากำมือหนึ่งมาตรงหน้าเขา
“ให้พี่ชาย”
กู้เฟิงเจี้ยนงงงวยไปชั่วขณะ เขามองดอกไม้กำนั้นแล้วมองรอยยิ้มไร้เดียงสาบนหน้ากู้ไฉ่เจี๋ย ความรู้สึกเครียดและเป็นห่วงหายไปในทันที
“ขอบคุณน้องหญิง”
“ข้าก็ให้พี่กู้ด้วย” เผยเสี่ยวอวี๋ก็ยื่นดอกไม้ช่อหนึ่งให้เขาด้วยเช่นกัน กู้เฟิงเจี้ยนรับมาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ผลที่ตามมาก็คือ สุดท้ายบนตัวเขาก็มีช่อดอกไม้และพวงมาลัยดอกไม้ที่เด็กผู้หญิงทั้งสองคนทำมาให้แขวนอยู่เต็มตัวไปหมด แม้แต่ในเส้นผมของเขาก็ยังมีดอกไม้ปักอยู่
เขาไม่รู้จักชื่อดอกไม้เหล่านี้ ยิ่งไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มันดูสวยงามมาก
ตอนที่ 183: บอกให้เร็วกว่านี้สิ
ในวันแรกที่กู้เฟิงเจี้ยนค้างคืนอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขาได้มีประสบการณ์ในการเลี้ยงวัว
วันที่สอง เขาก็ได้ลองปลูกดอกไม้
ถือโอกาสที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง พวกทหารภายใต้บังคับบัญชาของเผยจี้ก็รีบไปถางที่ดินผืนหนึ่งเพื่อทำการเพาะปลูกอย่างรวดเร็ว
ยังไม่ถึงเวลาปล่อยน้ำเข้านาให้ต้นกล้ารอบสอง ดังนั้นจึงสามารถปล่อยไปก่อนชั่วคราวได้ พลิกที่ดินสวนดอกไม้ก่อนค่อยว่ากัน
ขณะที่พวกทหารกำลังพลิกดินกันอยู่ จู้เจียงเจียงก็พาเด็กหลายคนในบ้านมาที่สวนดอกไม้ ยังมีเซินหมิ่น รวมไปถึงโจวเหลียงที่กลับมาพบกับกู้เฟิงเจี้ยนด้วย
“คุณชายกู้ ท่านนี้คือนายอำเภอโจวของเมืองเจียงหนานของเรา เขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตน้องเก้าที่แท้จริง ท่านอยากขอบคุณก็ขอบคุณเขาเถอะ”
หลังจู้เจียงเจียงแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกันอย่างง่ายๆ นางก็ปล่อยให้พวกเขาคุยกันเอง ส่วนตัวเองก็หมุนตัวไปทำงานในสวนดอกไม้ต่อ
เดิมโจวเหลียงควรจะมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตั้งแต่เมื่อวาน แต่เมื่อวานเขาไปหมู่บ้านอื่นและไม่ได้กลับมา จึงรีบเร่งมาเมื่อวันนี้แทน
ทั้งสองคนล้วนเกรงใจกันไปมา ต่างทำความเคารพกันและกันหลายครั้งอยู่บนคันนา พูดจาแบบมีพิธีรีตอง ต่างจากท่าทางเดิมของพวกเขามาก
ตอนโจวเหลียงบอกเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ว่าเคยพบเจอกับอะไรมาบ้างให้กู้เฟิงเจี้ยนฟัง เขาฟังได้แค่ครู่เดียว คนทั้งคนก็รู้สึกทรมานใจสุดๆ
ที่จู้เจียงเจียงบอกเขาคืนวันก่อนก็แค่พูดคร่าวๆ เขารู้ว่าสามปีที่ผ่านมาน้องสาวต้องลำบากมาก กลับคิดไม่ถึงว่าจะลำบากขนาดนี้!
ถูกตี ถูกด่า ไปเป็นขอทาน อดอยาก หิวโหย และยังเกือบเสียชีวิต
กู้เฟิงเจี้ยนเพิ่งรู้เรื่องพวกนี้ในวันนี้
“พี่โจว ขอบคุณท่านมากที่ดูแลไฉ่เจี๋ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากหลังจากนี้ต้องการให้ข้าช่วยเรื่องอะไร แม้พวกเราตระกูลกู้จะต้องลงน้ำเดือดลุยกองเพลิง ก็จะทำด้วยความเต็มใจ!”
“คุณชายกู้ ข้าคิดว่าคนที่ท่านต้องขอบคุณที่แท้จริงคือแม่นางจู้ถึงจะถูกต้อง”
โจวเหลียงไม่กล้าถือว่าตัวเองมีความชอบ หากไม่มีจู้เจียงเจียง เขาและน้องเก้าเกรงว่าตอนนี้ยังคงขอทานอยู่ข้างถนน กินไม่อิ่มนั่งไม่อุ่น ไม่มีเสื้อสวมใส่จนถึงทุกวันนี้
หากไม่มีนาง พวกเขาพี่น้องตระกูลกู้ก็ไม่มีโอกาสได้พบกัน
ดังนั้น ทั้งหมดนี้ คนที่ควรขอบคุณที่สุดก็ยังคงเป็นจู้เจียงเจียง
“ตอนที่แม่นางจู้รับพวกเราเข้ามาอยู่ด้วย ชีวิตของนางก็ไม่ได้ดีนัก ท่านอย่าดูว่าตอนนี้นางมีที่นา มีที่ดิน และยังมีสามีอยู่ข้างกาย อันที่จริงเวลานั้น นางยังต้องไปตั้งร้านในเมืองเพื่อความอยู่รอดจนดึกดื่นถึงกลับบ้าน”
ย้อนนึกถึงเมื่อก่อน โจวเหลียงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่
“พี่โจวโปรดวางใจ ท่านและแม่นางจู้ล้วนเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลกู้ของพวกเรา พวกเราจะไม่มีวันลืม!” สายตาของกู้เฟิงเจี้ยนอยู่บนตัวกู้ไฉ่เจี๋ยตลอดเวลา
เห็นนางทำงานอยู่ในสวนแล้วยังยิ้มได้อย่างเบิกบาน เขาเชื่อ จู้เจียงเจียงและโจวเหลียงดูแลใส่ใจนางเป็นอย่างดีอย่างแน่นอน
“ในเมื่อเป็นผู้มีพระคุณ งั้นก็อย่านั่งอยู่เลย ไปทำงานเถอะ”
โจวเหลียงเป็นคนขยันมาก ทุกครั้งที่กลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขาก็จะช่วยจู้เจียงเจียงทำงานที่ค้างอยู่ในมือให้เสร็จก่อนถึงจะกลับไปในเมือง
ถึงแม้ทำงานเสร็จท้องฟ้าจะมืดแล้ว เขาก็ยังทำต่อไป
วันนี้ทุกคนก้มหน้าทำงานในสวนกันมาทั้งวัน เหนื่อยล้าปวดเอวปวดหลังกันไปหมด
จู้เจียงเจียงกลับจากสวนมาทำกับข้าวก่อน ตอนทุกคนทำงานเสร็จกลับมาก็สามารถกินอาหารมื้อใหญ่ที่ร้อนๆได้พอดี
เข้าสู่กลางคืน
ฟ้ามืดแล้ว ในลานบ้านตระกูลเผยกลับยังมีแสงไฟสว่างไสว
“มา อาหารมื้อนี้ถือว่าเป็นการขอบคุณทุกคนที่ช่วยข้าทำงานทั้งวัน และถือโอกาสต้อนรับคุณชายกู้อย่างเป็นทางการ ยินดีต้อนรับท่านมาสู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเรา”
ตระกูลเผยและหอจินชิว ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทุกคนต่างไปช่วยนางปลูกดอกไม้ในสวนวันนี้ พรุ่งนี้พวกเผยเสี่ยวอวี๋ต้องไปเรียนหนังสือ อาหารมื้อนี้ตามหลักควรกินอย่างยิ่งใหญ่หน่อย
ความสุขและความทุกข์ที่ร่วมกันแบ่งปัน เป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนเราเข้าใกล้กันมากที่สุด
กู้เฟิงเจี้ยนอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแค่สองวันก็สัมผัสถึงเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
หากว่าเมื่อวานเขายังรักษามาดของนายน้อยสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้อยู่เล็กน้อย เช่นนั้นวันนี้มาดนี้ก็สูญหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
เพราะแม้แต่ไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันก็ยังลงไปทำงานในสวนด้วยตนเอง แล้วเขายังจะกล้ามีมาดอะไรได้อีก? แต่ว่าพูดตามตรง การเพาะปลูกก็เป็นงานที่เหนื่อยมากจริงๆ
เขารู้สึกว่าการทำงานในสวนเช่นนี้เพียงวันเดียว เหนื่อยยิ่งกว่างานคุ้มกันสินค้าสามวันสามคืนเสียอีก เขาเกือบจะยืดตัวตรงไม่ได้แล้ว
“ไฉ่เจี๋ยอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้รับการดูแลจากทุกคนอยู่เสมอ หากต้องพูดขอบคุณก็ควรเป็นข้าถึงจะถูก”
กู้เฟิงเจี้ยนยกจอกเหล้าขึ้นยืน ทำหน้าองอาจผึ่งผาย “เหล้าจอกนี้ถือว่ายืมดอกไม้ถวายพระ ข้าดื่มให้ทุกท่านหนึ่งจอก!”
บนโต๊ะอาหาร นอกจากจู้เจียงเจียงและเผยเสี่ยวอวี๋กับกู้ไฉ่เจี๋ยแล้ว คนอื่นๆล้วนเป็นผู้ชายทั้งหมด
พวกเขายกจอกเหล้า ส่วนนางกับเด็กๆ ทั้งสองคนก็ดื่มชานม
นางกลับมาถึงก็ทำชานมไว้ทันที จากนั้นก็ใส่ในกาน้ำชาวางแช่ในโอ่งน้ำเย็น ตอนนี้ดื่มแล้วชื่นใจมาก
เผยเสี่ยวอวี๋แค่ดื่มรู้ได้ทันทีว่าในถ้วยคืออะไร นางเงยหน้าพูดกับจู้เจียงเจียง “พี่สะใภ้ หรือนี่คือชานมเจ้าคะ? พี่ไม่ได้ทำมานานมากแล้ว”
ตั้งแต่ที่นางลองทำครั้งก่อน แล้วเอาไปให้พ่อลูกตระกูลอู่กิน หลังถูกตั้งคำถาม นางก็ไม่ได้ทำอีกเลย
ที่ทำครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะจู้เจียงเจียงอยากดื่มเอง
“พี่ชาย ให้พี่ดื่ม ชาที่พี่หญิงจู้ทำอร่อยมากๆเลยเจ้าค่ะ!” กู้ไฉ่เจี๋ยได้เจอพี่ชายแท้ๆอีกครั้ง นางดีใจมาก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็อยากแบ่งปันกับเขา
สองวันนี้กู้เฟิงเจี้ยนดื่มชาจากใบชาไปหลายถ้วย แต่ชานมนี่คือชาอะไรกัน?
เขาสงสัยจริงๆ
อีกทั้งชาที่น้องสาวยื่นมาให้ มีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่ดื่ม?
ดังนั้นเขาจึงรับถ้วยชามาลองดม จากนั้นก็ดื่มรวดเดียว
“อืมมม…ทั้งหวานทั้งเย็น เข้าปากแล้วไหลลื่น มีกลิ่นหอมของชาและนมอยู่ อร่อยจริงๆ!”
“คุณชายกู้ ท่านเป็นผู้ชายคนแรกที่บอกว่าชานมอร่อย ไม่ง่ายเลยจริงๆ” จู้เจียงเจียงทอดถอนใจขึ้น เพราะถึงแม้จะเป็นเผยจี้ เขาก็รู้สึกไม่ค่อยชินกับน้ำชาที่หวานนี้
“จริงหรือ?” กู้เฟิงเจี้ยนไม่ค่อยอยากเชื่อ “ชานี้อร่อยมาก หรือทุกท่านไม่เห็นด้วย?”
อู่จิ้นผิงได้ยิน เขารีบกลืนน้ำลายแล้วพูดเตือนสติ “น้ำชานี้ แม่นางจู้ใช้นมที่บีบจากวัวในคอกวัวมาทำเป็นชานม”
เดิมนึกว่ากู้เฟิงเจี้ยนได้ยินคำนี้ จะรู้สึกขยะแขยงเหมือนพวกเขา
แต่ใครจะรู้ เขากลับไม่มีการตอบสนองใดๆ ทั้งยังถามกลับอีกว่า “แล้วมันเป็นอย่างไรหรือ?”
“เอ่อ...” หลายคนหมดคำพูด ทำได้แค่หัวเราะ “คุณชายกู้ชอบก็ดีแล้ว”
กู้เฟิงเจี้ยนเดินทางลงใต้บุกเหนือ ความสามารถในการมองสีหน้าดีกว่าดีกว่าใครๆ เขาเข้าใจดีว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
ดังนั้นจึงยิ้มและพูดว่า “นมที่บีบออกมาจากวัวนี้มีอะไรที่ดื่มไม่ได้กัน ในอดีตตอนที่ข้าคุ้มกันสินค้าส่งไปใกล้แคว้นเสี่ยวซี ที่นั่นไม่มีน้ำและอาหาร พายุทรายรุนแรง เพื่อให้มีชีวิตต่อไป ข้ายังเคยดื่มนมม้าเลย”
“ที่จริงวัวเหมือนกับม้า กินหญ้าเหมือนกัน นมที่บีบออกมาสามารถเสริมกำลังได้” จู้เจียงเจียงเพื่อบรรเทาความอึดอัดใจของกู้เฟิงเจี้ยน จงใจพูดโดยใช้น้ำเสียงล้อเล่น
อีกทั้ง นมก็ดื่มได้อยู่แล้ว จะมารังเกียจเพราะวัวคือสัตว์เลี้ยงไม่ได้กระมัง?
“เสริมกำลัง?” อู่จิ้นผิงนิ่งอึ้งไป จากนั้นก็ยิ้มกว้างออกมา “วิธีพูดแบบนี้แปลกใหม่ดี หากตามที่แม่นางจู้พูดละก็ ชานมถ้วยนี้ข้าก็อยากลองดื่มจริงๆ”
คนเราชอบสิ่งที่มีคำอธิบาย
ขอแค่วิธีพูดสามารถทำให้พวกเขายอมรับได้ เช่นนั้นไม่ว่าของอะไร พวกเขาก็จะยอมรับได้ง่ายขึ้น
จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ในใจก็แอบแขวะ เช่นนั้นก็บอกให้เร็วกว่านี้สิ! หากพูดเร็วกว่านี้ ชานมนี้ของนางได้ประชาสัมพันธ์ออกไปตั้งนานแล้ว
ตอนที่ 184: ทำไมแปลงนาของเจ้าปลูกดอกไม้ไม่ปลูกพืชไร่?
“แม่นางจู้ ข้ามีคำถามหนึ่งอยากถามท่านมาโดยตลอด ไม่ทราบว่าจะถามได้หรือไม่?” กู้เฟิงเจี้ยนวางถ้วยชานมลง พร้อมเอ่ยปากอย่างสุภาพ
เขาคงอยากถามคำถามเกี่ยวกับชานมกระมัง
จู้เจียงเจียงคิดในใจ ก่อนจะทำท่าเชิญให้เขาถามได้
กุ้งบนโต๊ะมีเยอะมาก นางกำลังยุ่งอยู่กับการกิน พูดมากหนึ่งคำเท่ากับเสียกุ้งไปตัวนึงแล้ว
แต่ที่เหนือความคาดหมายคือ กู้เฟิงเจี้ยนไม่ได้พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับชานมสักคำเดียว “แม่นางจู้มีที่ดินดีๆผืนใหญ่ ทำไมไม่ปลูกพืชไร่กลับปลูกดอกไม้เล่า?”
นี่คือสิ่งที่เขาคิดหลังจากที่วันนี้ไปช่วยนางปลูกดอกไม้เหนื่อยจะเป็นจะตายมาทั้งวัน
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาลงไปทำงานในนา คิดไม่ถึงว่าจะไม่ใช่การปลูกผักหรือข้าว จึงทำให้เขารู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองเจียงหนาน หรือแม้แต่พื้นที่อื่นๆในราชวงศ์ต้าหลี่ ประชาชนยังขาดอาหารเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ความอบอุ่นกันทั้งนั้น
ในเมื่อในมือจู้เจียงเจียงมีที่ดินคุณภาพที่ได้มาโดยไม่เสียเงินผืนนี้ อีกทั้งเมืองเจียงหนานตั้งแต่ปลายปีนี้ก็ไม่ต้องส่งส่วย นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำการเพาะปลูกพอดี
แต่นางกลับเอามาปลูกดอกไม้!
พูดตามตรง เขาไม่เคยเห็นใครใช้ที่ดินทำนามาปลูกดอกไม้มาก่อนเลย นี่นับว่าเป็นการปล่อยให้ที่นาดีๆ ที่ที่ว่าการให้นางมาสูญเปล่ามากแค่ไหนกัน
“คิดไม่ถึงคุณชายกู้จะใส่ใจเรื่องนี้”
คำถามที่กู้เฟิงเจี้ยนพูดออกมา ทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย นางนึกว่าเขาเป็นแค่หัวหน้าผู้คุ้มภัยสินค้าที่เดินทางลงใต้ขึ้นเหนือ และไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้เท่านั้น
“คุณชายกู้คิดว่า ในสถานการณ์ตอนนี้ ปลูกพืชไร่ถึงจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดใช่หรือไม่?”
กู้เฟิงเจี้ยนพยักหน้า
จู้เจียงเจียงเลิกคิ้วและพยักหน้าเห็นด้วย “ก็จริง การปลูกพืชไร่สำคัญมากจริงๆ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ทุกคนยังกินไม่อิ่ม ปลูกพืชไร่ย่อมได้กำไรมากแน่นอน”
“แต่ว่านะ...” นางจงใจลากเสียงยาวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้ามีที่ดินผืนนี้อยู่เพียงผืนเดียว สำหรับข้าคนนี้แล้วถือว่าใหญ่มากจริงๆ แต่สำหรับทั้งราชวงศ์ต้าหลี่ เอ่อ…ไม่สิ พูดว่าแค่เมืองเจียงหนานก็แล้วกัน ที่ดินผืนนี้ในเมืองเจียงหนานถือว่าเล็กน้อยมาก”
“ถึงแม้ข้าจะเอาที่ดินทั้งผืนไปปลูกข้าว งั้นจะมีประโยชน์แค่ไหน?” จู้เจียงเจียงไม่ใช่ไม่เคยคิดถึงปัญหานี้ แต่ที่ดินผืนนี้ก็แค่ที่ดินผืนเล็กมากๆของราชวงศ์ต้าหลี่
บางทีมันอาจจะทำให้คนในหมู่บ้านหนึ่งมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็แค่หมู่บ้านเดียวเท่านั้น
มันช่วยคนได้ไม่เยอะ ปลูกพืชไร่หรือไม่ปลูกก็ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก
แต่ถ้าปลูกดอกไม้ มันจะมีความหมายที่แตกต่างออกไป
ในฐานะที่เมืองเจียงหนานเป็นพื้นที่ทดลองแรกที่ราชสำนักไม่เก็บส่วย จู้เจียงเจียงมีความมั่นใจมากว่าเมืองเจียงหนานจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เพราะเรื่องนี้
ไม่พูดถึงเรื่องอื่น อย่างน้อยในมือของชาวบ้านก็จะมีอาหารเหลือเก็บ
เมื่อมีอาหารเหลือเก็บ ก็สามารถนำไปขายได้เงิน เศรษฐกิจของเมืองเจียงหนานก็จะพัฒนาตามไปด้วย อีกทั้งยังพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อถึงเวลานั้น เมืองเจียงหนานที่เจริญรุ่งเรืองจะต้องดึงดูดคนอย่างกู้เฟิงเจี้ยน ที่ไม่เคยมาเยือนเมืองเจียงหนานมาก่อนได้จำนวนมาก
แต่!
เมืองเจียงหนานในตอนนี้ยังไม่มีอะไรโดดเด่น หลังจากคนมาแล้ว พวกเขาก็แค่เดินผ่านประตูเมืองทางใต้ไปยังประตูเมืองทางเหนือ แล้วก็จากไป แค่นั้น?
ถ้าเป็นแบบนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจยังจะมีประโยชน์อะไร?
ดังนั้นที่จู้เจียงเจียงต้องทำตอนนี้ก็คือ ก่อนที่เมืองเจียงหนานจะรุ่งเรือง ก็ต้องเตรียมจุดเด่นให้มันเสียหน่อย
นางเปิดโฮมสเตย์ ปลูกสวนดอกไม้ เลี้ยงปลากุ้ง เหล่านี้เพียงพอต่อการตอบสนองความต้องการด้านอาหารของลูกค้า แต่ยังขาดจุดเด่นที่น่าสนใจอื่นๆ
สวนดอกไม้คือหนึ่งในแผนการของนาง
อีกอย่าง นางปลูกดอกไม้ไม่ใช่ไร้ประโยชน์ นางยังใช้ดอกไม้มาเลี้ยงผึ้ง ผลิตสินค้าจำพวกบำรุงผิวได้อีกด้วย
จู้เจียงเจียงพูดเจื้อยแจ้วออกมายาวเหยียด โยนคำถามนับไม่ถ้วนให้ทุกคนงุนงง จากนั้นก็ตอบปัญหาด้วยตัวเอง
หลายคนบนโต๊ะฟังจนนิ่งอึ้งไป
จริงๆแล้ว อู่จิ้นผิงก็ไม่ค่อยเข้าใจที่นางปลูกดอกไม้ เขารู้สึก ถึงแม้นางจะไม่ปลูกพืชไร่ ปลูกผักก็ยังได้นี่นา
แต่เพราะเขามีความสัมพันธ์อันดีกับจู้เจียงเจียง และมักจะได้รับการดูแลจากนางเป็นประจำ เขาจึงไม่กล้าแทรกแซงเรื่องของนาง
ตอนนี้ได้ยินเช่นนี้ จู่ๆ อู่จิ้นผิงก็รู้สึกทันทีว่า โชคดีที่ตอนแรกเขาไม่ได้ถามออกไป ไม่อย่างนั้นก็จะดูเหมือนว่าเขาไม่มองการณ์ไกล
“แม่นางจู้ช่างมองการณ์ไกลจริงๆ!”
ภาพจำที่กู้เฟิงเจี้ยนมีต่อจู้เจียงเจียงยังหยุดอยู่ที่นางเป็นแค่สาวชาวบ้านที่ร่ำรวยเท่านั้น มากสุดคือหญิงสาวคนหนึ่งที่โชคดีได้แต่งงานกับแม่ทัพของราชสำนักเท่านั้น
แต่ใครจะรู้ นางกลับฉลาดหลักแหลมมองการณ์ไกลแบบนี้
เขารู้สึกสู้ไม่ได้จริงๆ!
“คุณชายกู้ชมเกินไปแล้ว นี่เป็นแค่สิ่งที่ข้าคิดไปเรื่อย ทั้งหมดยังต้องขอบคุณราชสำนัก หากไม่มีราชสำนักสนับสนุน ถึงข้าอยากทำแค่ไหนก็เป็นจริงไม่ได้”
ต่อหน้าไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบัน จู้เจียงเจียงจะกล้ารับความดีเป็นของตนที่ไหน?
เป็นอย่างที่คิด เมื่อได้ยินนางพูดแบบนี้ สีหน้าของอู่จิ้นผิงก็ดูสดใสขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
เขาแอบพยักหน้าสองครั้งเงียบๆ เหมือนยิ่งชื่นชมท่าทางของจู้เจียงเจียงมากขึ้น
“แม่นางจู้ ข้าได้ยินมาว่าในมือท่านมีธุรกิจมากมาย อยากจะกระจายไปทุกเมืองในราชวงศ์ต้าหลี่ ไม่ทราบว่ามีสำนักคุ้มภัยร่วมมือส่งสินค้าหรือไม่?” กู้เฟิงเจี้ยนแค่อยู่ในไร่กับพวกชาวบ้านวันเดียว ก็ฟังเรื่องราวของจู้เจียงเจียงมาได้ไม่น้อย
เขารู้ นอกจากของที่เขาเห็นในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนนี้ นางยังมีการร่วมมือกับแต่ละหมู่บ้านในเมืองเจียงหนานอีกด้วย
นางไม่พอใจหยุดแค่สถานที่เล็กๆอย่างเมืองเจียงหนาน นางอยากขยายธุรกิจให้ใหญ่และไกลกว่านี้
ดังนั้นนางต้องการร่วมมือกับสำนักคุ้มภัยหนึ่งแน่ๆ
เป็นความจริงที่จู้เจียงเจียงต้องการโอกาสขยายร้านส่งสินค้าออกไปอย่างเร่งด่วน
กำลังซื้อในเมืองเจียงหนานมีค่อนข้างจำกัด นางเพิ่งนำผลไม้เข้าตลาดแค่สามสี่ชนิด คนที่นี่ก็เริ่มเบื่อหน่ายกันแล้ว ทำให้ตอนนี้แม้แต่กุ้งนางยังลังเลว่าจะนำเข้าตลาดดีหรือไม่
ทางด้านแคว้นเสี่ยวซี เนื่องจากอยู่ห่างไกลและการขนส่งก็ยากลำบาก สินค้าส่งไปได้จำกัด บริการแค่แคว้นเสี่ยวซีมีความเสี่ยงมากเกินไป นางต้องการโอกาสที่มากยิ่งขึ้น
“คุณชายกู้ อีกเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ พวกเราค่อยคุยกัน?”
แค่พริบตาเดียวจู้เจียงเจียงก็เข้าใจความหมายของกู้เฟิงเจี้ยน นางหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะมีสำนักคุ้มภัยมาร่วมมือถึงบ้าน
อีกทั้งสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ยังเป็นสำนักคุ้มภัยที่ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายและใหญ่ที่สุดราชวงศ์ต้าหลี่
ถ้าอาศัยความสัมพันธ์กับกู้ไฉ่เจี๋ย ไม่แน่นางยังขอลดราคาได้
“แม่นางจู้จะคุยธุรกิจอีกแล้วหรือ?” สวี่กู้ฟังมาตลอดเย็น
นอกจากเขาจะรู้สึกว่าจู้เจียงเจียงเป็นคนมองการณ์ไกลแล้ว ก็มีแค่ความคิดเดียวว่า นางช่างยุ่งมากจริงๆ!
จู้เจียงเจียงยักไหล่ “ไม่ได้หรือ?”
พืชไร่ในสวน พืชผักผลไม้ บ่อกุ้ง โรงงานยาง ใบชา...ของพวกนี้ถึงปลายปีก็เกือบจะเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมด ธุรกิจของนางก็จะเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี
ดังนั้น นางคุยธุรกิจจึงเป็นเรื่องปกติมากไม่ใช่หรือ?
จู้เจียงเจียงพูดแล้วก็ลงมือทำทันที
กินข้าวเสร็จ นางกับกู้เฟิงเจี้ยนจุดตะเกียง รับลมคืนฤดูร้อน คุยกันในห้องโถงถึงโอกาสการร่วมมือจนยามจื่อ ตะเกียงดับไปหลายดวง
โชคดีมีเผยจี้อยู่เป็นเพื่อนด้วย ช่วยจุดตะเกียงและชงชาให้
เผยจี้ไม่เข้าใจเรื่องธุรกิจ มองดูจู้เจียงเจียงพูดจาฉะฉาน เขารู้สึกใจลอยนิดๆ
นางไปเอาความสามารถพวกนี้มาจากไหนกัน?
ได้ยินว่าตั้งแต่เด็กนางก็ไม่มีบิดามารดา ตอนอยู่ตระกูลจู้ถูกกลั่นแกล้งมากมาย เป็นไปไม่ได้ที่คนตระกูลจู้จะยอมเสียงเงินส่งนางไปเรียนนั่นเรียนนี่ เช่นนั้นนางรู้หนังสือได้อย่างไร?
ยิ่งจู้เจียงเจียงเก่งกาจมากเท่าไร เผยจี้ก็ยิ่งสงสัยเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเท่านั้น
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังมั่นใจว่า ไม่ว่านางจะเป็นใคร นางก็เป็นภรรยาของเขา!
ตอนที่ 185: ใช้สำนักคุ้มภัยในการเผยแพร่
จู้เจียงเจียงคุยกับกู้เฟิงเจี้ยนจนดึกดื่นก็ถือว่าคุยกันจนได้ผลลัพธ์แล้ว
กู้เฟิงเจี้ยนเพื่อขอบคุณนางที่ดูแลกู้ไฉ่เจี๋ย ตกลงให้ราคาพิเศษในการคุ้มภัยส่งสินค้าให้นาง
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรับปากตอนกลับเมืองหลวงครั้งนี้ ถือโอกาสแนะนำพ่อค้าจัดจำหน่ายที่เขาคุ้นเคยให้นางรู้จักด้วย
“ขอบคุณความหวังดีของคุณชายกู้มาก แต่ว่าท่านไม่ต้องแนะนำคนให้ข้าหรอก ข้าคุยเองได้” จู้เจียงเจียงขอบคุณและปฏิเสธความช่วยเหลือของเขา
“ท่านคุยเอง?” กู้เฟิงเจี้ยนมองเผยจี้แวบหนึ่งแล้วถามนางต่อว่า “หรือว่าครั้งนี้แม่นางจู้จะเดินทางไปพร้อมกับข้า?”
สามีนางรู้เรื่องนี้หรือไม่?
เผยจี้ได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าตกใจ จู้เจียงเจียงไม่เคยคุยกับเขาว่าจะออกบ้านไปทำธุรกิจ
“ไม่ ความหมายของข้าคือ ท่านช่วยข้าเอาของไปให้พ่อค้าที่เจอตามทางก็พอ ส่วนเรื่องการร่วมมือ ข้าไม่อยากถ่วงเวลาของคุณชายกู้ ครั้งนี้ท่านยังต้องพาน้องเก้ากลับบ้าน จะเสียเวลาระหว่างทางนานเกินไปไม่ดีนัก”
นี่คือเหตุผลหนึ่ง ยังมีอีกเหตุผลคือ จู้เจียงเจียงไม่อยากยืมมือคนอื่นทำให้ธุรกิจของตัวเองประสบความสำเร็จ
กู้เฟิงเจี้ยนไม่ใช่พ่อค้า เขายังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้มากนัก อีกทั้งความคิดด้านธุรกิจของนาง คนยุคโบราณไม่อาจจะเข้าใจได้ นางไปคุยเองจะดีกว่า
“ท่านต้องการให้ข้านำสิ่งใดไปหรือ?”
กู้เฟิงเจี้ยนสงสัยเป็นอย่างมาก มันคือของอะไรกันแน่ ที่ทำให้นางไม่ต้องออกหน้าก็สามารถคุยธุรกิจได้
“ไม่มีอะไรมาก ก็แค่แผนธุรกิจสองสามฉบับเท่านั้น”
จู้เจียงเจียงคิดจะนำธุรกิจของตัวเองทำออกมาเป็นแผ่นพับแผนธุรกิจเพื่อเผยแพร่ โดยให้หมิงจี่ช่วยนางพิมพ์ออกมาชุดใหญ่
และที่กู้เฟิงเจี้ยนต้องทำก็คือ เมื่อไปถึงที่ไหนก็ตาม ให้ช่วยยื่นแผ่นพับแผนธุรกิจของนางหนึ่งฉบับให้พ่อค้าท้องถิ่นก็พอ
ในแผ่นพับแผนธุรกิจมีการรวบรวมแนะนำสินค้าทั้งหมดที่นางมีอยู่ในมือตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นใบชา ผักและผลไม้ ปลากุ้ง ข้าว ถึงขนาดมีเห็ดและเสื้อกันฝนเป็นต้น
อีกทั้งในแผ่นพับแผนธุรกิจของนาง ยังมีข้อมูลการบริโภคจำนวนมากเพื่อเป็นหลักฐานรองรับ ดังนั้นถึงแม้นางจะไม่ออกไปคุยเอง ก็สามารถโน้มน้าวพวกพ่อค้าได้
ไม่เพียงแค่นี้ หน้าหลังสุดของแผ่นพับแผนธุรกิจฉบับนี้ นางยังทำการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวเอาไว้ด้วย ซึ่งก็มีทั้งสวนชา โฮมสเตย์ และสวนดอกไม้
นางมั่นใจ ขอแค่คนเห็นแผ่นพับแผนธุรกิจฉบับนี้ ไม่มีใครไม่หวั่นไหว
ถึงเวลานั้น จู้เจียงเจียงก็แค่ต้องรอนิ่งๆ ให้พ่อค้ามาหานางและพูดคุยเรื่องการร่วมมือถึงที่
ยามจื่อ
ในที่สุดจู้เจียงเจียงกับกู้เฟิงเจี้ยนก็คุยกันเสร็จ หลังจากคุยจบนางยังมีท่าทางเหมือนไม่หนำใจ กลับห้องไปก็ยังเหมือนมีอาการตื่นเต้นอยู่ จุดตะเกียงจะร่างแผ่นพับแผนธุรกิจ
เผยจี้ถอดชุดเดินไปข้างตัวนาง โน้มตัวเป่าตะเกียงดับ
“ท่านพี่ เป่าตะเกียงของข้าทำไม?”
จู้เจียงเจียงเพิ่งฝนหมึกเสร็จ ยังไม่ทันได้ยกพู่กัน เขาก็เป่าตะเกียงดับเสียแล้ว
นางยื่นมืออยากจะจุดใหม่ กลับถูกเผยจี้คว้าเอวอุ้มขึ้นมา “ฮูหยิน ดึกมากแล้ว ควรพักผ่อนได้แล้ว”
วันนี้ทุกคนเหนื่อยมาทั้งวัน กลับไปพักผ่อนกันนานแล้ว
จู้เจียงเจียงทั้งทำงาน ทำกับข้าว และยังคุยธุรกิจจนถึงดึกดื่นขนาดนี้ หรือนางเป็นเทพ? ไม่จำเป็นต้องพักผ่อนกัน?
เผยจี้ช่วยนางปลดผ้าคาดเอว ปล่อยผม อุ้มนางนอนลงบนเตียง
เมื่อสัมผัสโดนเตียง จู้เจียงเจียงก็เริ่มง่วงงุนขึ้นมา
อย่างที่คิด คนเรามักไม่ยอมผ่อนคลาย แต่เมื่อผ่อนคลายแล้วก็จะรู้สึกเหนื่อยง่าย
“ท่านพี่ คืนนี้ไม่เอาแล้วนะ”
เผยจี้ยังไม่ทันทำอะไร จู้เจียงเจียงก็เปิดปากออกตัวก่อน
“ข้ายังไม่ได้คิดจะทำอะไรเลย” เผยจี้ยิ้มบางๆ พร้อมหยิบพัดหัวเตียงมาพัดให้นางและล้อเลียน “คำนี้ของฮูหยิน หรือว่ากำลังเตือนสติให้ข้าควรทำอะไรหรือไม่? ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นการเคารพคงเทียบไม่ได้กับการทำตามคำสั่ง” เขาพูดอยู่ก็โอบเอวของนางไว้ ร่างกายแข็งแรงเข้าใกล้นางช้าๆ
“ข้าเปล่า!” มือทั้งสองของจู้เจียงเจียงค้ำยันอยู่ระหว่างสองคน ผลักเขาออก “ท่านอย่าเข้ามา”
เผยจี้ก็แค่ล้อเล่นกับนางเล็กน้อย เมื่อนางผลักออก เขาก็เอนตัวกลับไปนอนในท่าเดิมข้างๆนาง
ถึงแม้จะดึกดื่นแล้ว แต่ท้องฟ้ายามค่ำคืนหน้าร้อนก็ยังร้อนสุดๆ
หากทั้งสองคนยังเบียดกันไปมา ไม่นานก็จะเหงื่อออกเต็มตัว จู้เจียงเจียงเหนื่อยมาทั้งวัน เขาอยากให้นางนอนหลับฝันดี
“นอนเถอะฮูหยิน” เผยจี้ยังคงถือพัดโบกอยู่ พัดให้ตัวเองและพัดให้นางด้วย
ตราบใดที่ฝนไม่ตก ตอนกลางคืนเขาก็จะพัดให้นางทุกคืน จู้เจียงเจียงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก กอดแขนของเขาเอาไว้ ก่อนจะซบหน้าลงไป เพื่อแสดงความรักและการพึ่งพาที่นางมีต่อเขา
“ท่านพี่เป็นคนดีจริงๆ”
…......
สถานศึกษาปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว
สถานศึกษาปิดเทอมฤดูร้อนครั้งแรก พวกเด็กๆกลับบ้านกันหมด กู้ไฉ่เจี๋ยก็ต้องตามพี่ชายของนางกลับเมืองหลวงไปเช่นกัน
เดิมตอนกู้เฟิงเจี้ยนมาถึง จู้เจียงเจียงก็ได้ปรึกษาเรื่องการสอบกับอาจารย์ทั้งสามท่านในสถานศึกษาแล้ว
เนื่องจากใกล้จะหมดภาคเรียนแล้ว ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงโน้มน้าวกู้เฟิงเจี้ยน ให้เขารออีกหน่อย รอกู้ไฉ่เจี๋ยสอบเสร็จพวกเขาค่อยกลับไป
บัดนี้สถานศึกษาปิดเทอมฤดูร้อนแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่สองพี่น้องตระกูลกู้จะต้องจากไป
โจวเหลียงและพวกน้องห้าในหอจ้าวเซิงรู้ว่ากู้ไฉ่เจี๋ยจะจากไป ก็เลื่อนงานในมือกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาส่งนาง
“พี่โจว พี่หญิงห้า ข้าไม่อยากจากพวกพี่ไปเลย ฮือๆ...” กู้ไฉ่เจี๋ยร้องไห้หนักมาก กอดพวกโจวเหลียงไม่ยอมปล่อย
ถึงอย่างไรพวกเขาก็พึ่งพาอาศัยกันมานาน พอถึงเวลาจากลา ก็เป็นธรรมดาที่จะอาลัยอาวรณ์
“พี่ชาย ข้าไม่อยากกลับไป ข้าอยู่ที่นี่ต่อได้หรือไม่เจ้าคะ อยู่ด้วยกันกับเสี่ยวอวี๋และพวกพี่โจว?” กู้ไฉ่เจี๋ยเงยหน้ามองและขอร้องกู้เฟิงเจี้ยนด้วยดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตา
กู้เฟิงเจี้ยนรู้ว่านางอาลัยอาวรณ์ที่นี่ แต่พวกเขาจำเป็นต้องไป
“น้องหญิง ท่านปู่ท่านย่า ท่านพ่อท่านแม่ พวกเขารอเจ้าอยู่ที่บ้าน หากพวกเขาเห็นเจ้ากลับไปคงดีใจมากๆ อีกทั้งหลังจากนี้ พวกเรายังมาเยี่ยมพี่ชายพี่สาวที่นี่ได้เสมอ ดีหรือไม่?”
เขาเขียนจดหมายกลับหลี่จิงบอกคนที่บ้านว่าเขาหาน้องสาวเจอแล้ว
เกรงว่าตอนนี้คนตระกูลกู้คงได้รับจดหมายแล้ว และกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้พวกเขากลับไปอยู่
“น้องเก้าอย่าร้องไห้เลย พี่โจวจะรออยู่ที่นี่ตลอดไม่ไปไหน เจ้ากลับบ้านกับพี่ชายอย่างสบายใจเถอะ พวกเราจะรอเจ้ากลับมา ดีไหม?”
โจวเหลียงนั่งยองช่วยกู้ไฉ่เจี๋ยเช็ดน้ำตาบนใบหน้า เขาในตอนนี้ดีใจมากกว่าอาลัยอาวรณ์
น้องสาวคนเล็กที่วิ่งตามหลังเขาต้อยๆ ทนทุกข์ลำบากลำบนมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ในที่สุดก็เจอคนในครอบครัวตัวเอง เขารู้สึกดีใจมาก
เขาหวังว่าน้องชายน้องสาวคนอื่นๆก็จะสามารถเป็นเหมือนกู้ไฉ่เจี๋ย ได้เจอกับครอบครัวของตัวเอง
“คุณชายกู้ นี่...ระหว่างทางคงต้องลำบากท่านแล้ว”
จู้เจียงเจียงเตรียมของฝากมากมายให้สองพี่น้องตระกูลกู้ หลังจากขนขึ้นรถหมด นางถึงยกแผ่นพับแผนธุรกิจสองหีบใหญ่มาวางไว้ตรงหน้าเขา
ระหว่างทางจากเมืองเจียงหนานไปถึงหลี่จิง หากเดินเส้นทางหลักต้องผ่านเมืองเล็กใหญ่สิบกว่าเมือง
แผ่นพับแผนธุรกิจสองหีบ เพียงพอจะให้เขาแจกไปถึงหลี่จิง
“แม่นางจู้โปรดวางใจ ข้าจะพยายามทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด”
กู้เฟิงเจี้ยนตบหีบที่นางยกมาให้ ก้มหน้าพูดว่า “งั้นพวกเราขอตัวลาก่อน หลายวันนี้ขอบคุณแม่นางที่ดูแล”
“ขอให้เดินทางราบรื่น แล้วพบกันใหม่ในเร็ววัน” จู้เจียงเจียงแสร้งทำเสียงล้อเล่น
พวกเขายังมีเรื่องที่ต้องร่วมมือกันอีก ทำไมต้องทำเป็นเศร้าเสียใจขนาดนั้น?
ตอนที่ 186: ข้าไม่ต้องการบะหมี่อายุยืน ข้าอยากได้เจ้า
“พี่รองโจว เครื่องเรือนที่เหลือจะส่งมาได้เมื่อไร?” จู้เจียงเจียงยืนอยู่ในลานบ้านของโฮมสเตย์ มองคนงานที่กำลังขนย้ายเครื่องเรือนเข้าไปในห้องไม่ขาดสายแล้วเอ่ยถาม
ถึงแม้พี่น้องตระกูลโจวจะสร้างบ้านเป็นหลัก แต่ยุคโบราณที่บ้านส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ ดังนั้นจึงมีฝีมือในการทำเครื่องเรือนไม่แพ้กัน
วันเปิดกิจการโฮมสเตย์ของจู้เจียงเจียงได้กำหนดไว้แล้ว คือเดือนเจ็ด
ตอนนี้เหลือแค่นำเครื่องเรือนเข้ามาตกแต่งภายในให้เรียบร้อย จากนั้นก็พร้อมรับรองแขกได้แล้ว
“แม่นางจู้วางใจได้เลย วันนี้ถึงจะต้องทำตลอดทั้งคืน ข้าก็จะเอาเครื่องเรือนทั้งหมดมาส่งให้ท่าน” โจวเซี่ยนตบหน้าอกรับประกันกับนาง
เครื่องเรือนที่นางต้องการค่อนข้างแปลก ทำขึ้นมาใช้เวลาไปพอสมควร แต่พวกเขาก็ทำออกมาได้ทัน
“ลำบากท่านแล้ว”
“ลำบากอะไรกัน” โจวเซี่ยนโบกมืออย่างอารมณ์ดี เริ่มพูดจ้อ “หากพูดว่าลำบากคงเป็นอาจารย์จู้มากกว่า ลูกชายข้าสอบได้ที่หนึ่ง นี่เป็นความดีของพวกอาจารย์จู้ทั้งนั้น” สอบปลายภาคครั้งแรกของสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง คะแนนออกมาแล้ว ลูกชายคนเล็กของโจวเซี่ยนสอบได้ที่หนึ่งของชั้น
เป็นเพราะเรื่องนี้ โจวเซี่ยนเจอใครก็จะโอ้อวด
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร นี่ก็เป็นเกียรติที่ลูกชายเขาเอากลับมาครั้งแรก ถึงแม้จะเป็นแค่การสอบเล็กๆครั้งหนึ่ง แต่ก็มีค่าให้บ้านของพวกเขาคุยไปทั้งซอยแล้ว
ตอนนี้เพื่อนบ้านทั้งซ้ายและขวาต่างก็มองว่าลูกชายบ้านเขาเป็นถึงจอหงวนในอนาคตเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณจู้เจียงเจียงที่ตอนนั้นยอมให้ลูกพวกเขาเข้าเรียน ไม่อย่างนั้นลูกของพวกเขาจะเป็นเหมือนตอนนี้ที่ไหนกัน
โจวเซี่ยนดีใจมาหลายวันแล้ว ยังคงตื่นเต้นกับอันดับหนึ่งไม่หาย จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็ทำได้แค่ส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ ยิ้มเป็นเพื่อนเขาไป
“พี่หญิงจู้ คนสมัครงานมาแล้วเจ้าค่ะ” เซินหมิ่นวิ่งมาจากด้านนอกพลางตะโกนเรียก
จู้เจียงเจียงจึงถือโอกาส นี้รีบตัดบทกับโจวเซี่ยน ทำท่าจะหนีไป “พี่รองโจว ข้ายังมีเรื่องต้องทำอีกนิดหน่อย เอาไว้ค่อยคุยกัน เชิญพี่ตามสบาย” นางวิ่งหนีไปแทบจะทันที กลัวว่าจะถูกโจวเซี่ยนลากกลับมาฟังเขาโอ้อวดอีก
ในห้องโถงใหญ่ของโฮมสเตย์หน้าทางเข้า คนสมัครงานสิบกว่าคนยืนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ รอการมาถึงของจู้เจียงเจียง
“พี่หญิงจู้ คือพวกเขาเจ้าค่ะ”
เซินหมิ่นใช้สายตาบอกเป็นนัยให้จู้เจียงเจียง จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าคนพวกนั้น แสดงท่าทางผู้ช่วยพิเศษออกมา
“ต่อไป อ้างอิงตามลำดับการลงชื่อก่อนหลัง ตามข้าเข้ามาทีละคน คนอื่นๆ สามารถหาที่นั่งรอได้ตามสบาย เมื่อเรียกชื่อใครก็ค่อยเข้ามา”
คนที่มาสมัครงานวันนี้ วันหลังก็คือคนที่จะอยู่ช่วยงานในโฮมสเตย์
ไม่ว่าจะเป็นคนงานจิปาถะ เด็กยกอาหาร คนทำบัญชี ยังมีผู้ช่วยในห้องครัว วันนี้ล้วนรับสมัครทั้งหมด
“พูดจีนกลางได้ไหม?” เงื่อนไขแรกที่จู้เจียงเจียงใช้ในการเลือกคนคือ ต้องพูดจีนกลางได้
เด็กสาวที่กำลังสัมภาษณ์อยู่ก้มหน้าอย่างเขินอาย พูดเสียงเบาว่า “ได้เจ้าค่ะ”
“ดูจากข้อมูลของเจ้า เจ้าเป็นคนเขียนเองใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงก้มหน้าดูแผ่นกระดาษที่นางยื่นมา
กระดาษของคนอื่น ตอนลงทะเบียนเซินหมิ่นล้วนเป็นคนเขียนให้ แต่กระดาษที่เด็กสาวคนนี้ยื่นมาลายมือต่างจากของเซินหมิ่น นางน่าจะเป็นคนที่รู้หนังสือคนหนึ่ง
เด็กสาวพยักหน้าอีกครั้ง
“งั้นเจ้าทำบัญชีแล้วกัน”
สัมภาษณ์มาหลายคนแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนรู้หนังสือ เป็นธรรมดาที่จู้เจียงเจียงไม่อยากจะปล่อยให้หลุดมือ
ท่าทางของเด็กสาวดูตกใจมาก จึงกล้าเงยหน้าสบตากับจู้เจียงเจียงตรงๆ “ผู้หญิงทำบัญชีได้หรือเจ้าคะ?”
ตอนที่มาสมัครงาน นางเตรียมใจว่าจะต้องทำงานจิปาถะไว้แล้ว คิดไม่ถึงจะได้ทำงานบัญชี
นั่นเป็นงานที่มีแค่ผู้ชายที่ทำได้ไม่ใช่หรือ!
จู้เจียงเจียงได้ยินดังนั้นก็ส่ายหน้ายิ้มอย่างจนใจ ลัทธิประสบการณ์นิยมนี่ช่างทำลายคนจริงๆ
“ข้าคิดว่าเจ้าทำได้ เจ้าก็ไปทำบัญชีเถอะ” นางไม่อยากพูดหลักการชายหญิงเท่าเทียมอีกแล้ว การลงมือปฏิบัติจะสร้างความรู้แจ้งมากกว่า
“ขอบคุณเถ้าแก่มากเจ้าค่ะ!” จู่ๆ เด็กสาวเสียงเล็กคนนั้นก็ลุกขึ้น โค้งคำนับเก้าสิบองศาให้จู้เจียงเจียง เล่นเอานางตกอกตกใจไปหมด
ที่แท้นางก็พูดเสียงดังได้นี่นา
ทำเอานางเข้าใจผิดคิดว่าเด็กสาวคนนี้อาจจะขี้อาย จึงตั้งใจไม่จัดนางให้ไปทำงานที่ต้องเข้าสังคมอย่างทำงานจิปาถะและคนยกอาหาร
“นางได้งานบัญชีหรือ?”
“เป็นไปได้อย่างไร นางเป็นผู้หญิงนะ...”
หลายคนที่กำลังรอสัมภาษณ์อยู่ไม่อยากจะเชื่อ พวกเขานึกว่าเมื่อครู่จู้เจียงเจียงแค่พูดเล่น คิดไม่ถึงนางจะให้ตำแหน่งผู้หญิงคนหนึ่งทำงานบัญชีจริงๆ
หลายคนเห็นแบบนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองทำได้ดีกว่า
แต่ผลสัมภาษณ์กลับไม่เหมือนดั่งใจพวกเขา วันนี้นอกจากเด็กสาวคนนั้นแล้ว คนอื่นก็ไม่มีใครได้ตำแหน่งบัญชีตามที่ต้องการ
ผ่านการคัดเลือกหนึ่งรอบ จู้เจียงเจียงรับไว้แค่เจ็ดคน
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้ากลับไปเตรียมตัวให้พร้อม แล้วพรุ่งนี้ก็เอาสัมภาระมาด้วย วันมะรืนนี้พวกเราจะเริ่มอบรม” เซินหมิ่นบอกกับทั้งเจ็ดคนนั้น
“เจ้าค่ะ/ขอรับ แม่นางเซิน” ทั้งเจ็ดคนตอบรับอย่างนอบน้อม
เซินหมิ่นทำงานอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงมาหนึ่งเดือนกว่า ในเวลาอันรวดเร็ว นางสามารถเป็นผู้นำเด็กใหม่ได้แล้ว นี่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นและภูมิใจมาก
ตอนเย็นจู้เจียงเจียงให้นางกลับไปพักผ่อน นางไม่ได้ค้างคืนที่สถานศึกษา แต่ขี่ม้ากลับเข้าเมืองไป
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาทำงานใต้บังคับบัญชาของนาง เป็นธรรมดาที่นางอยากจะกลับบ้านไปฉลองกับบิดามารดาและพวกพี่ชาย ให้พวกเขาได้เห็นว่านางเก่งกาจแค่ไหน!
บ้านตระกูลเผย
หลายวันนี้จู้เจียงเจียงยุ่งอยู่กับเรื่องเปิดกิจการโฮมสเตย์ งานในนาที่บ้านจึงยกให้เผยจี้ดูแลแทน
ในมือเผยจี้ตอนนี้มีคนให้ใช้งาน ทำอะไรก็ง่ายไปหมด
ที่ดินห้าสิบหมู่ที่จู้เจียงเจียงปลูกข้าวในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เผยจี้พาคนไปเก็บเกี่ยวเสร็จภายในวันเดียว
“ฮูหยิน ยังมีงานอะไรที่ต้องการให้ข้าช่วยอีกไหม?” ก่อนนอนเผยจี้จงใจถามนาง
น้ำเสียงนั้น แสดงออกชัดเจนว่ากำลังรอให้นางชมว่าเขาทำงานเร็ว
จู้เจียงเจียงกำลังทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ และพิจารณาแผนการของวันพรุ่งนี้ คำพูดเขาไม่ได้เข้าหูนางเลย
“ฮูหยิน?” เผยจี้มองนางอย่างสงสัยแวบหนึ่ง
เขาพบว่านางกำลังนอนอยู่บนเตียง ยกมือข้างหนึ่งวาดลูกคิดอยู่กลางอากาศ
เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ เหมือนจะให้นางใช้เป็นลูกคิด จู้เจียงเจียงถึงได้สติขึ้นมา “ท่านพี่ มีเรื่องอะไรหรือ?”
“มี”
“หืม?”
เผยจี้กุมมือของนางที่ยกอยู่กลางอากาศ ก้มหน้าสำรวจใบหน้านาง เปิดปากพูดอย่างน้อยใจ “ข้าอยากให้ฮูหยินมองข้านานๆ ฉลองวันเกิดให้ข้า”
“วันเกิด? วันเกิดของท่านคือวันไหน?”
จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ก็รีบลุกจากเตียงขึ้นนั่ง ดูเหมือนนางจะไม่เคยถามวันเกิดของเผยจี้เลย
“วันนี้” น้ำเสียงของเผยจี้เศร้ากว่าเมื่อครู่มาก
วันเกิดของเขาในวันนี้ ไม่มีใครรู้เลยแม้แต่คนเดียว ทั้งยังต้องไปเก็บเกี่ยวข้าวในทุ่งนาอีก เหนื่อยจะเป็นจะตาย
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น พอกลับถึงบ้าน ภรรยาของเขาก็ไม่ได้แม้แต่จะมองเขาเลยสักนิด เขาน้อยใจจึงได้บอกเรื่องนี้กับนาง
“วันนี้!” จู้เจียงเจียงตกใจมาก
หลังจากรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้เตรียมของขวัญอะไรให้เขา นางก็ลนลานเล็กน้อย “ท่านพี่ ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดท่าน”
“ข้าจะไปทำบะหมี่อายุยืนให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่านรอข้าเดี๋ยว!” จู้เจียงเจียงพูดอยู่ก็จะปีนลงจากเตียง หวังว่าบะหมี่อายุยืนของนางจะไม่ช้าเกินไป
แต่ที่เผยจี้ต้องการไม่ใช่บะหมี่อายุยืน
เขาดึงนางกลับมากอดไว้ในอ้อมแขน วางคางลงบนไหล่ของนาง “ฮูหยิน ข้าไม่ต้องการบะหมี่อายุยืน ข้าต้องการเจ้า...เริ่มก่อน”
เริ่มก่อน...
จู้เจียงเจียงเข้าใจความหมายของเขา ใบหน้าของนางจึงแดงก่ำขึ้นมาทันที
หลังจากลังเลอยู่นาน นางถึงพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น “งะ...งั้นท่านนอนลง...”
“ได้!”
ได้ยินนางตอบตกลง ดวงตาทั้งสองของเผยจี้ก็ลุกวาวขึ้นทันที การกระทำรวดเร็วมาก ตอนล้มตัวลงนอน แม้แต่เสื้อผ้าก็ถอดออกหมด รอนาง
จู้เจียงเจียงลุกขึ้นไปดับตะเกียง คลำทางปีนขึ้นเตียงไปฉลองวันเกิดให้เขา
ตอนที่ 187: ตระกูลเผยเมืองหลวงมาอย่างกะทันหัน
คำขอของผู้ชายไม่ควรรับปากง่ายเกินไป ตั้งแต่จู้เจียงเจียงฉลองวันเกิดให้เผยจี้ เขาก็ยิ่งทำตัวได้คืบจะเอาศอก อยากได้มากขึ้นทุกคืน
หลังจากจู้เจียงเจียงผ่านประสบการณ์คืนนั้นมา นางก็ปฏิเสธเขาอย่างหนักแน่น
ตั้งแต่นั้นมา นางก็มีสามีที่ร้องไห้ออดอ้อนตามนางไปทุกที่
“ฮูหยิน อยากจูงมือ”
“ฮูหยิน อยากกอด”
“ฮูหยิน อยาก...”
เผยจี้ยังพูดไม่จบประโยค จู้เจียงเจียงก็ทนไม่ไหวแล้ว
“เผยจี้ เจ้าว่างจนปวดไข่ใช่หรือไม่ ถึงได้มาขออะไรเรื่อยเปื่อยขนาดนี้เนี่ย!”
นางเท้าสะเอว ก้าวไปหยุดข้างหน้าเขาอย่างโมโห พลางชี้หน้าด่า “หากท่านยังกล้าพูดประโยคที่มีคำว่า ‘อยาก’ อีกครั้ง เชื่อไหมว่าคืนนี้ข้าจะให้ท่านนอนบนพื้นแน่ๆ!”
นางตะโกนออกมาเสียงดัง ไม่สนใจสายตาใครทั้งนั้น คนที่ฝึกอบรมอยู่ในโฮมสเตย์ได้ยินกันหมด
ทุกคนปิดปากแอบหัวเราะ อิจฉาความสัมพันธ์ที่ดีของพวกเขาสามีภรรยา
เผยจี้ถูกฮูหยินสั่งสอนต่อหน้าฝูงชน เขาไม่เพียงไม่รู้สึกขายหน้า กลับเหมือนชอบมากเสียด้วยซ้ำ สายตาที่มองนางเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“หากฮูหยินให้ข้ากอด คืนนี้ข้านอนบนพื้นก็ไม่เป็นไร” เขาพูดจบก็ยื่นมือดึงนางเข้ามากอดไว้แน่น
นี่เป็นครั้งที่แปดของวันนี้แล้ว
ทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ นางจะกำลังยุ่งอยู่กับอะไรสักอย่างเสมอ แต่เขาก็ยังคงบังคับกอดนางอย่างเอาแต่ใจ
จู้เจียงเจียงขัดขืน “เผยจี้ ท่านปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ ข้ายังมีเรื่องต้องไปทำอีก!”
“เจ้ายุ่งตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ แม้แต่ข้าวเที่ยงก็ไม่กิน ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไปทำงานอื่นอีกแล้ว!” น้ำเสียงของเผยจี้เปลี่ยนเป็นจริงจัง
เขาพูดจริง
วันนี้เขาตามหลังนางทั้งวัน พบว่านางยุ่งมากจริงๆ ยุ่งจนถึงขั้นไม่มีเวลาแม้แต่จะดื่มน้ำสักอึก
ยุ่งตั้งแต่ห้องรับแขกของโรงเตี๊ยมไปถึงห้องครัว จากฝ่ายบุคคลถึงงานจิปาถะต่างๆ แม้แต่กระถางดอกไม้หน้าประตูที่พักนางก็ต้องไปจัดการเอง ไม่ได้หยุดพักเลย
ดังนั้นเขาจึงมักจะหาโอกาสมากอดนางบ่อยๆ อยากให้นางพักผ่อนมากขึ้น
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่!” เผยจี้คลายมือออก แต่กลับไม่ยอมปล่อยนางไป
เขาเห็นเซินหมิ่นที่อยู่ไม่ไกล จึงพูดกับนางด้วยน้ำเสียงสั่งการว่า “งานที่เหลือของภรรยาข้าวันนี้ เลื่อนไปไว้พรุ่งนี้ให้หมด ข้าจะพานางกลับบ้านก่อน ส่วนพวกเจ้าก็ตามสบาย” เขาพูดจบก็ยื่นแขนยาวโอบเอวของจู้เจียงเจียง หนีบนางไว้ใต้รักเร้ พานางกลับบ้านไปเหมือนกระเป๋าพก
“...”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน สำหรับคำสั่งของเผยจี้ พวกเขาทำได้เพียงทำตาม
ตลอดทางจู้เจียงเจียงถูกเขาหิ้วกลับบ้าน ตอนเจอคนในหมู่บ้านบนท้องถนน นางอดไม่ได้ที่จะปิดหน้าด้วยความเขินอาย แต่ก็ยังได้ยินคำพูดหยอกเย้าของทุกคน
โดยเฉพาะสามคนในหอจินชิว หัวเราะเสียงดังจนผิดปกติ
“โอ้โห เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย เจ้าหกล้มหรือว่าไปชนอะไรเข้า ทำไมถึงให้แม่ทัพเผยหิ้วกลับมาได้” สวี่กู้พิงประตูใหญ่หอจินชิวพูดและมองพวกเขาอย่างสนุก
“หุบปาก!”
คนอื่นอาจจะไม่กล้าเถียง แต่ในฐานะที่จู้เจียงเจียงคือผู้จัดหาที่สำคัญที่สุดของแคว้นเสี่ยวซี นางอยากด่าว่าสวี่กู้อย่างไรก็ได้
สวี่กู้ก็ไม่ได้สนใจ กลับทำหน้าทะเล้นยั่วยุนาง
“เจ้า!” จู้เจียงเจียงโมโหจะตายอยู่แล้ว
หากไม่ใช่เพราะนางขยับตัวไม่ได้ นางต้องพุ่งตัวไปตีเขาให้ตายแน่นอน
“อย่าขยับ!” เผยจี้ตบนางเบาๆ เตือนให้นางอยู่นิ่งๆ จากนั้นก็พูดกับเผยเสี่ยวอวี๋ที่กำลังทำการบ้านอยู่ “เสี่ยวอวี๋ ไปต้มน้ำให้พี่สะใภ้อาบหน่อย”
เผยเสี่ยวอวี๋เงยหน้าขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “ตอนนี้หรือเจ้าคะ?”
ตอนนี้ยังไม่ถึงตอนเย็นเลย จะอาบน้ำกันแล้วหรือ?
“ไปเถอะ!”
ก็ได้ ในเมื่อพี่ชายสั่งมา นางก็ไม่กล้าพูดอะไร วางพู่กันในมือลงแล้ววิ่งไปต้มน้ำที่ห้องครัวทันที
จู้เจียงเจียงที่ถูกเผยจี้กดให้นั่งพักผ่อนบนเก้าอี้ ยังคงไม่ยอมรับชะตากรรม “ท่านพี่ ตอนนี้ยังกลางวันอยู่ ยังไม่ถึงเวลาข้าวเย็น ข้ายังไม่อยากนอน”
“นอนไม่หลับก็นอนอยู่เฉยๆ” วันนี้นางทำงานหนักเกินไปแล้ว เผยจี้จะไม่ยอมให้นางออกไปทำงานอะไรอีกแน่นอน
แม้แต่ข้าวเย็น เขาก็คิดจะทำแทนนาง
แต่คนคิดไม่สู้ฟ้ากำหนด
เรื่องภายในครอบครัวพวกเขาสามารถพักไว้ชั่วคราวก่อนได้ พรุ่งนี้ค่อยทำ แต่แขกที่มากะทันหันพวกเขาไม่รับรองไม่ได้
“เรียนถาม ที่นี่ใช่บ้านเผยจี้ แม่ทัพเผยหรือไม่?”
มีรถม้าสองคันมาจอดอยู่นอกรั้ว คนขับหนึ่งในนั้นลงมาตะโกนอยู่หน้าประตูบ้าน
คนบนรถม้าแค่เปิดผ้าม่านออกดู แต่ไม่ลงจากรถ
“พี่ชาย ด้านนอกมีรถม้าสวยๆสองคัน พวกเขาบอกว่ามาหาพี่เจ้าค่ะ” เผยเสี่ยวอวี๋วิ่งมาชี้มือชี้ไม้ไปทางประตูบ้าน
“รถม้า?” ทั้งสองคนมองหน้ากัน จู้เจียงเจียงดิ้นออกจากมือของเผยจี้ ครั้งนี้เขายอมปล่อยนาง
พวกเขาลุกขึ้นออกไปพร้อมกัน แค่มองก็เห็นรถม้าหรูหราสองคันนั้นเหมือนตอนอู่จิ้นมา
หรือว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาอีกแล้ว?
จู้เจียงเจียงเดินถึงหน้าประตู มองผ่านผ้าม่านรถม้าเห็นคนที่อยู่ในรถถือแผ่นพับแผนธุรกิจที่นางให้กู้เฟิงเจี้ยนช่วยนางนำไปให้พวกพ่อค้า เป็นธรรมดาที่นางจะนึกว่าพวกเขามาหานาง
“ท่านทั้งหลายเป็นพ่อค้าจากที่ใดกัน มาร่วมมือกันใช่หรือไม่?” นางเอ่ยปากถามก่อน
กู้เฟิงเจี้ยนมีประสิทธิภาพใช้ได้เลย เพิ่งไปไม่กี่วันก็มีคนมาขอความร่วมมือถึงบ้าน
แต่น่าเสียดายที่จู้เจียงเจียงเข้าใจผิด พวกเขาไม่ได้มาร่วมมือ แต่เป็นคนตระกูลเผยจากเมืองหลวงมาหาเผยจี้
“ผู้น้อยคารวะแม่ทัพอาวุโสเผย” เผยจี้เป็นคนแรกที่จำได้ ก้าวเดินหน้าขึ้นไปประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ใครกัน?” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างตกใจ
“แม่ทัพอาวุโสเผย ตระกูลเผยจากเมืองหลวง” เผยจี้แนะนำกับนางง่ายๆ แล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบที่ข้างหูนาง “และเป็นบิดาของข้าในตอนนี้”
ตระกูลเผยจากเมืองหลวง?!
จู้เจียงเจียงยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก ตาเบิกกว้าง ถามเขาโดยใช้การอ่านปาก พวกเขามาได้อย่างไร? เผยจี้ยักไหล่บ่งบอกว่าตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
หลายคนในรถได้ยินเสียงเผยจี้ทักทาย แน่ใจว่าพวกเขามาหาถูกที่แล้วถึงได้สะบัดชายเสื้อลงจากรถ
ตระกูลเผยเป็นผู้บัญชาการทหารมาหลายชั่วอายุคน รัศมีอำนาจโดดเด่นอย่างที่คิด ถึงแม้จะสวมชุดลำลอง จู้เจียงเจียงก็สามารถสัมผัสถึงแรงกดดันจากพวกเขาได้
“จู้เจียงเจียงคารวะแม่ทัพอาวุโสเผย และท่านทั้งหลาย...”
นางไม่รู้ว่าคนที่ลงจากรถมามีฐานะอะไรบ้าง ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าควรทักทายอย่างไร
อย่าว่าแต่นางเลย แม้แต่เผยจี้ก็รู้จักแค่แม่ทัพอาวุโสเผยและฮูหยินผู้เฒ่า
ในบรรดาคนเหล่านั้น ชายชราที่ไว้หนวดเครา ร่างกายสูงใหญ่คนหนึ่ง ชำเลืองมองจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง แล้วพูดเสียงเบาว่า “ไม่จำเป็น”
ไม่จำเป็น?!
จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
ทำไมคนผู้นี้ถึงไร้มารยาทแบบนี้ ตอนฮ่องเต้อยู่ที่นี่ ยังไม่เคยดูถูกนางขนาดนี้ แล้วครอบครัวนี้มีสิทธิ์อะไร?
ภาพประทับใจที่จู้เจียงเจียงมีต่อคนตระกูลเผยคือ ใช้ไม่ได้!
“นี่หรือคือสถานที่ที่เจ้าอาศัยอยู่?” ชายชราคนที่พูดเมื่อครู่มองบ้านตระกูลเผยตรงหน้าแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปที่ตัวเผยจี้
“ขอรับ” เผยจี้ตอบ
พวกเขาสองคนไม่เรียกอีกฝ่าย แค่ดูก็รู้ว่าไม่สนิทกัน
ก็ถูกแล้ว พวกเขาไม่ได้เป็นพ่อลูกกันจริงๆ ไม่สนิทกันก็เป็นเรื่องปกติ
ตอนที่ 188: ให้ภรรยาเอกข้าไปเป็นอนุภรรยา ใครให้ความกล้านี้กับเจ้า
“แม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของราชวงศ์ แต่กลับมาอาศัยอยู่บ้านเล็กกลางป่าเช่นนี้ ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป ผู้คนคงหัวเราะเยาะตระกูลเผยของเราแน่!” ชายแก่คนนั้นสะบัดชายเสื้อกว้าง มือไพล่หลัง ก้าวเท้าใหญ่เดินเข้าไปในลานบ้านราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง
บ้านเล็กกลางป่า?
จู้เจียงเจียงมองตามหลังคนตระกูลเผยจากเมืองหลวงที่ไม่เชิญก็เข้าไปเอง แล้วหัวเราะด้วยความโมโห
ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง นอกจากหอจินชิว บ้านนางก็ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านแล้วรู้หรือไม่!
อีกทั้งในเมื่อพวกเขาพูดคำพูดรังเกียจออกมา ทำไมยังจะเข้าไปอีก!
“ท่านพี่ พวกเขาเป็นใครกันบ้าง?” จู้เจียงเจียงเข้าใกล้เผยจี้ถามเขาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีนัก
คำพูดเมื่อครู่ของแม่ทัพอาวุโสเผย เผยจี้ได้ยินหมดแล้ว
เขามองจู้เจียงเจียง เหมือนมีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกนาง แต่ก็พูดไม่ออก
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่แนะนำสองคนในนั้นที่เขารู้จักให้นางฟังง่ายๆ “ที่พูดเมื่อครู่คือเผยเฉิง พ่อแท้ๆของเผยจี้ แม่ทัพอาวุโสตระกูลเผยจากเมืองหลวง”
“ฮูหยินผู้เฒ่าที่ยืนข้างเขาคือเจียงหมิงเยว่ นายหญิงของตระกูลเผย ฮูหยินผู้เฒ่าเป็นแม่เลี้ยงของเผยจี้ ส่วนแม่แท้ๆของเขาคือจ้าวอี้เหนียง แต่นางเสียชีวิตไปแล้ว”
เผยจี้แนะนำสองคนที่ตัวเองรู้จักให้จู้เจียงเจียงฟัง
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “งั้นชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่เหลือล่ะ? ท่านไม่รู้จักหรือ?”
เผยจี้ส่ายหน้าพูดต่อว่า “ปีก่อนข้าไปยังเมืองหลวง เคยไปตระกูลเผยแค่ครั้งเดียวและเคยเจอแค่แม่ทัพอาวุโสและฮูหยินผู้เฒ่า คนอื่นไม่เคยเห็นมาก่อน” เขาไม่ใช่เผยจี้ตัวจริง จะไปรู้จักคนในตระกูลเผยได้อย่างไร
อีกทั้งตอนปีก่อนที่เขาไปเมืองหลวง เขาพักอยู่ในโรงเตี๊ยม ไม่ได้ไปอยู่ที่บ้านตระกูลเผย และคนในตระกูลเผยก็ไม่ได้ชวนให้เขาไปพักด้วยแต่อย่างใด
ดังนั้นสำหรับเขาแล้ว คนตระกูลเผยคือคนแปลกหน้า แค่มีโชคชะตาพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
“พวกท่านไม่สนิทกันขนาดนี้ งั้นทำไมพวกเขาถึงเข้าบ้านเราได้อย่างหน้าตาเฉยแบบนี้?” ภาพประทับใจของจู้เจียงเจียงที่มีต่อคนตระกูลเผยยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเผยจี้ไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของพวกเขา แต่กลับทำตัวเป็นเจ้าของบ้านราวกับเป็นเรื่องธรรมดา จะให้ใครดูกัน
“ไร้มารยาทจริงๆ พวกเรามาค่อนวันแล้ว ทำไมไม่มีคนใช้สักคนในบ้านยกน้ำมาให้!” เผยเฉิงตะคอกเสียงดังมาจากในบ้าน
จู้เจียงเจียงเบ้ปากมองบนใส่อากาศหนึ่งครั้งอย่างไม่เต็มใจ “ข้าไปต้มน้ำชงชาเองก็แล้วกัน ส่วนท่านไปจัดการพวกเขา”
นางเดินไปทางห้องครัวสองก้าวก็หยุดชะงัก หันกลับไปสั่งเผยจี้ว่า “อ้อ แล้วก็ให้พวกเขาใช้เงินไปพักที่โรงเตี๊ยมเอานะ บ้านข้าไม่สามารถรับพวกเขาที่สูงศักดิ์ขนาดนี้ไหว”
หากให้พวกเขาอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันกับนาง นางคงหายใจไม่ออก
ถึงอย่างไรโฮมสเตย์ก็จัดการไว้เรียบร้อยหมดแล้ว รอแค่ฤกษ์งามยามดีเปิดกิจการ
ให้พวกเขาตระกูลเผยไปพักโฮมสเตย์เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เป็นครั้งแรกที่เผยจี้รู้สึกลำบากที่ถูกบีบให้อยู่ตรงกลาง แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เอนเอียงไปทางจู้เจียงเจียงอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลย
“เสี่ยวอวี๋ ไปทำการบ้านเถอะ เดี๋ยวข้าไปต้มน้ำทำกับข้าวเอง” ในเมื่อไม่ได้พัก จู้เจียงเจียงจึงให้สาวน้อยออกไป
ในระหว่างที่ไปต้มน้ำชงชา ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายออกมาจากห้องโถงดังกว่าเดิม
เสียงดังไม่ใช่มาจากเผยจี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้มีแต่เสียงของเผยเฉิง
“เจ้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ธรรมดา สามารถแต่งกับเซวียนเอ๋อร์ของเราได้ นั่นก็นับว่าเป็นบุญวาสนาที่สะสมมาแปดชั่วอายุคนของเจ้าแล้ว หญิงชาวบ้านด้านนอกมีอะไรดี? อวดดีไร้มารยาท ประพฤติตัวไม่เรียบร้อย ตระกูลเผยของเราสามารถช่วยให้เจ้าก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้โดยไม่ต้องเปลืองแรง ส่วนนางให้อะไรเจ้าได้บ้าง!” เสียงของเผยเฉิงส่งมาถึงหูของจู้เจียงเจียงอย่างชัดเจน รวมทั้งส่งไปถึงหอจินชิวที่อยู่ตรงข้ามด้วย
พวกอู่จิ้นผิงที่อยู่หอจินชิว ตอนนี้เพิ่งจะรู้ว่าคนตระกูลเผยจากเมืองหลวงมาถึงแล้ว
“สาวชาวบ้านที่อวดดีไร้มารยาท หมายถึงข้าหรือ?”
จู้เจียงเจียงยกกาน้ำชาร้อนๆเข้าประตูมา ปากกาน้ำชายังมีควันสีขาวลอยละล่องอยู่
นางค่อยๆพลิกถ้วยชาที่คว่ำอยู่ทีละใบ จากนั้นก็เทน้ำร้อนใส่ลงไป
ใช่แล้ว น้ำร้อนก็คือน้ำร้อนจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงไม่ได้ชงชาต้อนรับแขก การที่นางไม่ให้พวกเขาดื่มน้ำเย็นจากโอ่งโดยตรงก็นับว่านางให้เกียรติมากแล้ว
เมื่อเห็นว่าคำพูดเมื่อครู่ถูกนางได้ยิน ใบหน้าของเผยเฉิงก็ยังคงหยิ่งยโสไม่เปลี่ยน เหมือนไม่กลัวนางจะมาได้ยิน แถมยังมาขโมยสามีของนางต่อหน้าต่อตาอีก
“เจ้ามาพอดี นี่คือคุณหนูใหญ่ของจวนเผยเรา และเป็นลูกสาวสุดที่รักของข้า วันข้างหน้านางจะเป็นฮูหยินแม่ทัพอย่างถูกหลักทำนองคลองธรรม และเป็นเจ้านายครึ่งหนึ่งของเจ้า ยังไม่รีบทำความเคารพอีก?”
เผยเฉิงชี้ไปที่หญิงสาวที่เดินทางมาด้วย ใช้น้ำเสียงออกคำสั่งกับจู้เจียงเจียง
“แม่ทัพอาวุโสเผย เรื่องนี้เมื่อครู่ข้าได้พูดแล้ว ข้าไม่เห็นด้วย!”
จู้เจียงเจียงยังไม่ทันอ้าปาก เผยจี้ก็รีบเข้ามายืนข้างกายนาง ปฏิเสธคำสั่งไม่ชอบธรรมของเผยเฉิงอย่างหนักแน่น
ตั้งแต่เขากลับเมืองหลวงไปถวายรายงานเมื่อปีก่อน เขาก็ได้นำจดหมายเลือดให้เผยเฉิงอ่านแล้ว ทว่าเผยเฉิงก็ยังเอาแต่พยายามจับคู่เขากับเผยเซวียนอยู่ตลอด
ใช้คำพูดเขามาบอกก็คือ คนอาจจะไม่ใช่คนเดิม แต่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์นั้นเป็นเรื่องจริง
เพื่อให้เขากลายเป็นคนตระกูลเผยที่แท้จริง เผยเฉิงจึงคิดจะยกลูกสาวสุดที่รักของตัวเองให้แต่งงานกับเขา
เผยจี้เคยปฏิเสธไม่ใช่แค่ครั้งเดียว ถึงขนาดหลังเขากลับมาเมืองเจียงหนาน คนตระกูลเผยก็ยังคงส่งจดหมายมาเตือนเขาให้รีบแต่งงานกับเผยเซวียนอย่างไม่ขาดสาย
เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกกับจู้เจียงเจียง และก็ไม่มีความจำเป็นต้องบอก เพราะความรู้สึกที่เขามีต่อจู้เจียงเจียงนั้นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่มั่นคงมาก
“เจ้านายครึ่งหนึ่ง หมายความว่าอย่างไร?” จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจ
เจ้านายก็คือเจ้านาย คนใช้ก็คือคนใช้ เจ้านายครึ่งหนึ่งหมายความว่าอะไร?
“ความหมายของท่านพ่อข้าก็คือ น้องสาวข้าคือนายหญิง ส่วนเจ้าเป็นอนุภรรยา” ชายหนุ่มท่าทางตุ้งติ้งที่ตามมาด้วย พูดขึ้นด้วยท่าทางเกียจคร้าน พร้อมกับมองมาที่จู้เจียงเจียง
ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวในบรรดาคนที่มาจากตระกูลเผย ที่ใช้ท่าที ‘ปกติ’ ในการพูดกับจู้เจียงเจียง
ถึงแม้ลักษณะของเขาจะดูตุ้งติ้ง แต่จู้เจียงเจียงรู้สึกได้ เขาก็ไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ตระกูลเผยบังคับให้เผยจี้แต่งงานกับเผยเซวียน
บางทีเขาอาจกำลังกลัวว่า หากเผยจี้ไปอยู่ในตระกูลเผยของพวกเขา แล้วจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งของเขาที่อยู่ที่นั่นกระมัง
“ให้ข้าเป็นอนุภรรยา...” จู้เจียงเจียงใช้สายตามองไปที่เผยจี้ แล้วส่งเสียงหัวเราะที่ทำให้คนขนลุกออกมา “ท่านพี่ยอมได้หรือ?”
“ไม่ยอม และไม่มีทาง”
เผยจี้ไม่มีความลังเลใดๆ ทำให้หลายคนจากตระกูลเผยโมโหสุดๆ
“เผยจ้าว เจ้าอย่าลืมสถานะของตัวเอง! หากไม่มีลูกชายข้า เจ้าจะมีตำแหน่งอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร!” เผยเฉิงโกรธจนลุกขึ้นชี้หน้าด่าเผยจี้
“ที่แท้ท่านก็ยังรู้ว่าเขาคือเผยจ้าว ไม่ใช่ลูกชายของท่าน” จู้เจียงเจียงใช้เสียงเย็น ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยื่นมือบอกเป็นนัยกับพวกเขา “ในเมื่อทุกคนไม่คุ้นเคย เช่นนั้นพวกเราสามีภรรยาคงจะไม่รั้งพวกท่านทั้งหลายให้อยู่ต่อ เชิญ”
“เหอะๆ” ชายหนุ่มคนนั้นใช้พัดในมือปิดปากแอบหัวเราะเบาๆ ราวกับชื่นชมท่าทีที่ไม่ไว้หน้าใครของจู้เจียงเจียงมาก
“กบฏ! กบฏ!”
เผยเฉิงสั่งการสามกองทัพมาหลายปี ในราชสำนักไม่มีใครกล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับเขา
ถึงแม้ภายหลังตระกูลเผยของพวกเขาจะตกอับไปบ้าง แต่ความสำเร็จของเผยจี้ก็ทำให้ตระกูลเผยกลับมามีอำนาจในราชสำนักอีกครั้ง พวกเขายังคงเป็นตระกูลเผยที่ใครๆก็ต้องเคารพและยำเกรง
เมื่อไรกันที่พวกเขาตกอับถึงกับให้สาวชาวบ้านที่ไม่มีความรู้คนหนึ่งมาดูถูกได้?!
“เผยจ้าว เจ้าดู นี่คือภรรยาตัวดีที่เจ้าแต่งด้วย นางมีคุณธรรมหรือความสามารถอะไรมาคู่ควรกับตระกูลเผยของเรา!”
เผยเฉิงยังคงมองความจริงไม่ออก “ตามที่ข้าดู อนุภรรยานางก็ไม่ต้องเป็นแล้ว เขียนหนังสือหย่าไปเลยดีกว่า”
ตอนที่ 189: ข้าจะดูสิว่าใครกล้ารังแกภรรยาของข้า!
“แม่ทัพอาวุโสเผย ข้าขอถาม ท่านเอาความมั่นใจจากไหนมาเอะอะโวยวายในบ้านของข้าเช่นนี้!” จู้เจียงเจียงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
คนสมัยโบราณที่เคยเป็นขุนนางและมีฐานะร่ำรวย ต้องมีนิสัยเสียวางท่าชี้นิ้วสั่งและยุ่งเรื่องของคนอื่นเช่นนี้กันทุกคนเลยหรือ?!
นางอยากถามพวกเขามากจริงๆว่า เอาความกล้านี้มาจากไหนกัน?
“ที่นี่คือบ้านของข้า ไม่ใช่จวนเผยในเมืองหลวงของพวกท่าน ถ้าท่านอยากแสดงอำนาจ ก็ไปทำที่อื่นเถอะ? ข้าไม่กลัวลูกไม้นี้!”
“เจ้า!”
ดวงตาทั้งสองของเผยเฉิงเบิกกว้าง มองจู้เจียงเจียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
นางเป็นเพียงสาวชาวบ้านธรรมดา เอาความกล้าจากไหนมาทำให้พวกเขาตระกูลเผยขุ่นเคือง?
นางไม่รู้หรือว่าตระกูลเผยของพวกเราเป็นตระกูลที่มีเชื้อสายสูงส่งเพียงใด?
“สาวชาวบ้านโง่เขลา เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร!” เผยเฉิงยังคิดจะใช้อำนาจกดขี่
เขายังคงปฏิเสธที่จะยอมรับว่าตระกูลเผยของพวกเขาตกต่ำลง แม้กระทั่งสาวชาวบ้านคนหนึ่งก็ยังไม่ให้ความเคารพ
หลังจากเขาเกษียณตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก ตระกูลเผยก็ไม่มีใครเข้าไปเป็นขุนนางอีก ตอนนี้พอมีเผยจี้ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งเกิดขึ้นมา เป็นธรรมดาที่เผยเฉิงอยากจะควบคุมเขาไว้ในจวนเผยให้ได้
ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะให้เผยจี้ขอลูกสาวสุดที่รักของเขาแต่งงานให้ได้
“ข้ารู้ อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าหลี่” ตอนจู้เจียงเจียงทำงานกับอู่จิ้นผิง ก็เคยถามเรื่องตระกูลเผยกับเขามาบ้าง
สำหรับเรื่องของตระกูลเผย ถึงจะไม่ได้รู้เรื่องราวอย่างแจ่มแจ้ง แต่ก็พอจะรู้บ้าง
“แต่ว่า ถึงอย่างไรอดีตก็คืออดีต ตอนนี้ท่านก็เหมือนกับข้า เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาทั่วไปของราชวงศ์ต้าหลี่ มีอะไรให้โอ้อวดกัน”
จู้เจียงเจียงกล้าท้าทายเผยเฉิงต่อหน้า ก็เพราะนอกจากพวกเขาจะเป็นชาวบ้านธรรมดาเหมือนกันแล้ว แน่นอนว่านางยังมีความมั่นใจในสิ่งอื่นด้วย
ความมั่นใจของนางก็คือเผยจี้ที่ยืนอยู่ข้างกายนางตอนนี้
“เจ้าถึงกับกล้านับข้ากับสาวบ้านนอกอย่างเจ้าเป็นพวกเดียวกัน!” เผยเฉิงได้รับการยั่วยุอย่างรุนแรงมาก
เขาอยู่ที่เมืองหลวง ยังไม่เคยถูกใครดูถูกขนาดนี้มาก่อน แต่พอมาถึงที่นี่กลับถูกสาวชาวบ้านยั่วยุต่อหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า มันทำให้เขาโกรธจนตัวสั่น!
“เด็กๆ!!! ใช้กฎบ้าน!!!” เผยเฉิงโกรธจนหน้าแดง ตะโกนเรียกคนที่อยู่นอกห้อง
ไม่นานก็มีชายรับใช้สองคนพุ่งเข้ามา หนึ่งในนั้นถือไม้ที่มีรูปร่างเหมือนไม้ตีแมลงวัน ส่วนปลายไม้มีแผ่นหวายติดอยู่
ไม้ตีนี้ถูกใช้จนมันวาว แค่ดูก็รู้ว่าตีคนมาไม่น้อย
แต่ว่า เผยเฉิงลงมาเจียงหนาน ไม่ว่าเขาจะมาเพื่อตามหาเผยจี้หรือมาเที่ยวเล่น คิดไม่ถึงจะยังพกไม้ตีคนมาด้วย?!
โรคจิตมากจริงๆ!
เมื่อหันไปมองสมาชิกอีกสามคนของตระกูลเผย เห็นแค่พวกเขาทำท่าก้มหน้าสำนึกผิด แม้แต่คุณชายเผยที่ตุ้งติ้งเมื่อครู่ก็สำรวมกิริยาแล้ว
“กดนางไว้ วันนี้ข้าจะสั่งสอนนังผู้หญิงที่ไร้มารยาทคนนี้ให้เข็ด!”
“ข้าจะดูสิว่าใครกล้า!” เผยจี้โกรธจนหน้าดำ บนตัวกระจายจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่น้อยครั้งมากจะแสดงออกมาตั้งแต่กลับมาจากชายแดน
เขาขวางอยู่หน้าจู้เจียงเจียง จ้องชายรับใช้สองคนนั้นเขม็ง พวกเขาตกใจจนคุกเข่าตัวสั่น
“อยู่ตระกูลเผยก็ต้องฟังข้าเผยเฉิง พวกเจ้ายังนิ่งอยู่ทำไม ยังไม่รีบไปจับนังผู้หญิงคนนั้นมาให้ข้าอีก!” เผยเฉิงยังคงหยิ่งผยอง
เพิ่งพูดจบ ดาบเล่มหนึ่งก็กดลงบนไหล่ของเขา
คนที่ถือดาบ แน่นอนว่าเป็นเผยจี้ ปีศาจที่พร้อมจะปกป้องภรรยา
เผยจี้เกิดและเติบโตในชนบท เขาไม่เข้าใจความคดเคี้ยวอ้อมค้อมพวกนั้นในราชสำนัก และไม่รู้อำนาจของตระกูลเผยในเมืองหลวง
เขามีแค่พละกำลัง และมีทักษะการต่อสู้ที่เรียนรู้มาจากสนามรบ ที่มีเพียงไม่เจ้าตายก็คือข้าตาย
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาที่แก้ยาก หรือคนที่เซ้าซี้ เขาไม่เคยพิจารณาอะไรมากมาย ชักดาบออกมาโดยตรงก็จบ
“ท่านพี่!”
“ท่านพ่อ”
ผู้หญิงสองคนของตระกูลเผยรีบวิ่งเข้ามา อยากจะทำอะไรสักอย่างแต่กลับไม่กล้าเข้าใกล้ ทำได้เพียงร้องเรียกเผยจี้
“ลูกอนุสารเลว ยังไม่รีบเก็บดาบกลับไป หากพ่อเจ้าบาดเจ็บ เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ!” เจียงหมิงเยว่ ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลเผยก็มีนิสัยเสียชอบวางท่าชี้นิ้วสั่งคนอื่นเหมือนกัน
ดูท่าอยู่ข้างกายเผยเฉิงนานวันเข้า ก็จะติดเชื้อนิสัยเสียที่ชอบคิดว่าตัวเองถูกต้องไปหมดมาด้วย
เผยเซวียนก็ไม่มีข้อยกเว้น
“จู้อี้เหนียง ตอนนี้เจ้าคงจะพอใจแล้วสินะ เพื่อเจ้าแล้วท่านพี่ถึงกลับกล้าท้าทายท่านพ่อ เจ้าคือหายนะของพวกเราตระกูลเผยจริงๆ!”
“ข้าคือหายนะของพวกเจ้าตระกูลเผย?”
จู้เจียงเจียงหัวเราะเยาะออกมาด้วยความโมโห “ข้าเป็นคนของตระกูลเผยพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อไร สามีของข้าเป็นสามีเจ้าตั้งแต่เมื่อไร เจ้ารู้จักยางอายหน่อยดีไหม?!”
“มิน่า อายุยี่สิบกว่าแล้วยังไม่แต่งออกเรือน” นางกวาดตามองเผยเซวียนแวบหนึ่งอย่างดูถูกพร้อมพูดตำหนิ
เผยเซวียนคนนี้แก่กว่าเผยจี้หนึ่งปี
อายุยี่สิบกว่าปี ตามยุคปัจจุบันแล้วถือว่ายังสาวสุดๆ แต่ในยุคโบราณที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะแต่งงานกันตอนอายุสิบหกก็ถือว่าแก่แล้ว คิดไม่ถึงเผยเซวียนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่แต่งงาน อีกทั้งได้ยินมาว่าแม้แต่คนมาสู่ขอก็ไม่มี
สาเหตุที่ทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ นางไม่รู้ตัวเลยหรือ?
“เจ้ากล้าหัวเราะเยาะข้า?” ที่เผยเซวียนทนฟังไม่ได้มากที่สุดก็คือคนอื่นมาบอกว่านางขายไม่ออก
ภายใต้ความโกรธ นางคว้ากาน้ำชาที่เพิ่งต้มเสร็จเมื่อครู่บนโต๊ะ แล้วโยนไปทางจู้เจียงเจียง
เผยจี้เห็นดังนั้น จึงเปลี่ยนทิศทางของดาบไปขวางกาน้ำชาที่โยนมาได้ทัน ดาบของเขาแทงทะลุกาน้ำชา ทำให้กาน้ำชาแตกกระจายราวกับถูกโยนลงบนพื้น
น้ำร้อนระอุกระจายเต็มพื้น เปียกการบ้านที่เผยเสี่ยวอวี๋ยังไม่ทันได้เก็บบนโต๊ะจนหมด
“การบ้านของข้า!”
เผยเสี่ยวอวี๋ที่ตกใจกับการทะเลาะกันในบ้านจนไม่กล้าเข้าบ้าน เมื่อเห็นแบบนั้นก็วิ่งตรงเข้ามาทันที
ตอนมือเล็กๆเช็ดน้ำร้อนบนกระดาษก็ถูกลวกไปด้วย “แงๆ อาจารย์หมิงต้องดุข้าแน่ๆ ข้าสอบไม่ได้ที่หนึ่งอีกแล้ว...”
ไม่ว่าอยู่ยุคสมัยไหน เมื่อการบ้านที่ทำอย่างยากลำบากถูกทำลาย ความอดทนทางจิตใจของเด็กก็ไม่สามารถรับไหว
น้ำตาของเผยเสี่ยวอวี๋ไหลพรากไม่หยุด ร้องไห้เสียงดัง
“นี่ก็คือน้องสาวที่เจ้าพูดถึงใช่หรือไม่? เหอะ เด็กบ้านนอกก็คือเด็กบ้านนอก เรื่องเล็กน้อยก็ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไร้ประโยชน์จริงๆ!”
ดาบของเผยจี้หันมารับกาน้ำชา เผยเฉิงจึงกลับมากล้าพูดอีกครั้ง
พอพูดจบประโยคนี้ เขาก็ถือว่าได้ทำให้สามคนตระกูลเผยที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงโกรธเคืองสุดๆแล้ว
“เสี่ยวอวี๋ กลับห้องไป” เผยจี้อ้าปากพูดเสียงเย็น ต่อมาก็หันหน้ามาพูดกับจู้เจียงเจียง “ฮูหยิน เจ้าก็ขึ้นชั้นบนไปเถิด”
จู้เจียงเจียงแค่ชายตามองเผยจี้ ไม่ได้ขึ้นชั้นบนและยังเรียกเผยเสี่ยวอวี๋ไว้
“เสี่ยวอวี๋ หากมีคนมารังแกเจ้าอย่างไร้เหตุผล เจ้าควรทำอย่างไร?” นางถาม
เผยเสี่ยวอวี๋สะอื้นไห้ นางส่ายหน้าไปมาพร้อมกับเช็ดน้ำตา
“หากเจ้าไม่รู้ละก็ งั้นเจ้าดูให้ดีนะ ดูว่าพี่สะใภ้ทำอย่างไร” จู้เจียงเจียงลูบหัวของเผยเสี่ยวอวี๋อย่างอ่อนโยน
จากนั้นก็ยกมือขึ้นสะบัดไปบนหน้าของเผยเซวียนทันที ทั้งหนักทั้งดัง
“เห็นชัดหรือยัง?”
เผยเสี่ยวอวี๋ไม่ใช่แค่มองชัดเท่านั้น แต่ยังมองจนตาค้างไปแล้ว
ไม่เพียงแค่นาง คนในบ้านทุกคนก็นิ่งอึ้งไป รวมถึงเผยจี้ด้วย
เดิมเผยจี้อยากให้ภรรยาและน้องสาวออกไปจากที่นี่ แล้วตัวเองค่อยคิดบัญชีกับตระกูลเผยตามลำพัง ถึงแม้วิธีคิดบัญชีของเขาก็จะเป็นการลงมือเช่นกัน แต่อย่างน้อยเขาก็จะเจรจาตามมารยาทก่อนสักหน่อยแล้วจึงใช้กำลัง
ใครจะรู้ จู้เจียงเจียงดุกว่าเขาเสียอีก แม้แต่มารยาทก็ไม่มีให้ ลงมือตบไปโดยตรง
“เซวียนเอ๋อร์!”
สองเฒ่าตระกูลเผยได้สติก่อน ลูกสาวสุดที่รักของพวกเขาถูกตบเช่นนี้ พวกเขาจะทนเก็บความโกรธนี้ได้อย่างไร?
เจียงหมิงเยว่ตะคอกเสียงดัง “นังงูพิษ ถึงกับกล้าตบเซวียนเอ๋อร์ของข้า! วันนี้หากข้าไม่ลอกหนังแกออกเป็นชิ้นๆ แกคงไม่รู้ว่าข้าโหดแค่ไหนเป็นแน่!”
ตอนที่ 190: สามีของนางเท่ระเบิดไปเลย
“ข้าหรือนังงูพิษ?”
จู้เจียงเจียงทำท่าเหมือนได้ยินเรื่องตลกบางอย่าง “ดี ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเผยพูดแบบนี้แล้ว ข้าก็จะไม่เกรงใจและผิดต่อความคิดเห็นที่จริงใจแบบนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว”
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าไสหัวออกไปเอง ไม่เช่นนั้นข้าจะลงมือโยนพวกเจ้าออกไปด้วยตัวเอง!”
ทำงานมาทั้งวัน เมื่อครู่เผยจี้ให้นางพักผ่อน จู้เจียงเจียงยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เหนื่อย
แต่ตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยจากก้นบึ้งหัวใจ พวกเขาเสียงดังเกินไปจริงๆ
นางไม่อยากไปรับมือกับเรื่องที่ไร้สาระแบบนี้เลยสักนิด
“เจ้ากล้าหรือ!” เมื่อครู่เจียงหมิงเยว่สังเกตแล้ว บ้านตระกูลเผยหลังนี้ไม่มีคนใช้ จู้เจียงเจียงไม่มีคนช่วย นางต้องสู้ตนไม่ได้แน่ “เด็กๆจับนังงูพิษคนนี้ให้ข้า!”
จับๆๆ... พวกเขารู้แต่จะจับคน ก็ลองมาสัมผัสตัวนางสักนิ้วดูสิ
คนที่เจียงหมิงเยว่เรียกมาคือหญิงรับใช้สูงวัยที่รับผิดชอบใช้แรง
พวกนางสองคนใบหน้าเหลือง ผิวหนังหยาบกร้าน แขนที่ยกขึ้นมาแข็งแรง แค่ดูก็รู้ว่าเป็นคนมีพละกำลัง
“แม่ทัพเผย เรื่องของสตรี พวกเราในฐานะบุรุษ เข้าไปยุ่งคงไม่ดีกระมัง?” เผยเฉิงจงใจพูดเตือนสติเผยจี้ให้เขาอย่าเข้าไปยุ่ง
สองหญิงรับใช้สูงวัยของเจียงหมิงเยว่รุมทำร้ายจู้เจียงเจียงคนเดียว คนตระกูลเผยยังไม่ยอมให้เผยจี้เข้าไปยุ่ง นี่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะรังแกจู้เจียงเจียง
เผยจี้ไม่ฟังลูกไม้คำพูดสวยหรูของพวกเขา ยังคงยืนอยู่ข้างหน้าจู้เจียงเจียง
“สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาถูกรังแก เป็นธรรมดาที่สามีจะต้องปกป้อง ไม่เหมือนคนบางคน ที่ถึงจะมีสามีก็เหมือนไม่มี”
“อุ๊บ...” คำพูดที่เผยจี้ตอกกลับทำให้จู้เจียงเจียงอดขำไม่ได้
เขาไปเรียนรู้ความปากจัดแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไร แต่เอาจริงๆ สามีของนางเท่ระเบิดไปเลย!
“ท่านพี่...”
คำนี้ของเผยจี้เหมือนแทงทะลุไปในใจของเจียงหมิงเยว่ นางอายุปูนนี้แล้ว ยังแสดงท่าทีน่าสงสารมองไปที่เผยเฉิง ขอร้องให้เขาออกหน้าแทนตัวเอง
เผยเฉิงเหลือบมองเจียงหมิงเยว่เพียงแวบเดียวแล้วรีบเบือนหน้าหนีทันที มีแค่ตัวเขาที่รู้ว่าขนบนตัวเขาลุกซู่แค่ไหน
เขารับไม่ได้กับหญิงชราที่มีรอยเหี่ยวย่นคนหนึ่งมาออดอ้อนเขาจริงๆ
“แค่กๆ!” เผยเฉิงยกมือขึ้นปิดปากไอเบาๆ ทำท่าสงบเสงี่ยม
ไม่บุ่มบ่ามไม่ด่า ยอมพูดดีๆแล้ว “เผยจ้าว เจ้าลองยื่นเงื่อนไขมาสิว่าต้องทำอย่างไรถึงจะยอมแต่งงานกับเซวียนเอ๋อร์ของเรา นางรักเจ้าด้วยใจจริง เจ้าอย่าได้ทำตัวไม่รู้จักดีชั่ว” น้ำเสียงดีขึ้นกว่าเมื่อครู่ แต่คำพูดที่พูดออกมาก็ยังทำให้คนเกลียดเหมือนเดิม
“ชีวิตนี้ของข้าต้องการภรรยาแค่คนเดียว ไม่ต้องการอนุภรรยา หรือสาวใช้ห้องข้างอีก” ตอนเผยจี้พูดคำนี้ก็มองจู้เจียงเจียงอยู่ตลอด
เขาไม่เคยบอกเรื่องพวกนี้กับนาง ครั้งนี้ถือโอกาสแสดงท่าทีของเขาอย่างชัดแจ้ง
จู้เจียงเจียงได้ยินคำพูดของเขา รอยยิ้มบนใบหน้าก็อวดดีสุดๆ
ไม่สนใจว่าคนตระกูลเผยจะยังอยู่หรือไม่ บรรยากาศจะตึงเครียดแค่ไหน นางคล้องแขนของเผยจี้พลางเอาศีรษะไปวางซบอยู่บนหัวไหล่ของเขา “ฮือๆ...สามีของข้าช่างดีเหลือเกิน!”
ต้องขอโทษด้วย นางเป็นคนยุคปัจจุบัน การแสดงออกทางความรู้สึกก็ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ
ภาพฉากนี้ทำให้เผยเซวียนแค้นจนต้องกัดฟัน ด่าเสียงดัง “หน้าด้าน!”
จู้เจียงเจียงกอดเผยจี้แน่นขึ้น เหมือนประกาศความเป็นเจ้าของ “เจ้ายังหน้าด้านมาขอให้คนอื่นไปแต่งงานด้วย แล้วข้ากอดสามีของข้าจะเป็นอะไรไป? เหอะ!”
“เจ้า!”
“อย่าเอาแต่เจ้าๆข้าๆ จะตีไม่ตี ไม่ตีก็รีบไสหัวออกไปเลยไป ที่นี่คือบ้านของข้า คนที่ข้าไม่ต้อนรับ ใครก็อย่าคิดจะอยู่ที่นี่ต่อเลย!” จู้เจียงเจียงเหมือนหญิงร้ายคนหนึ่ง เท้าสะเอวท้าทายพวกเขา
ไม่ใช่นางไม่กล้าตี เพียงแต่เผยจี้ไม่ยอมให้โอกาสนางลงมือ
“โอ้ ทำไมที่นี่ถึงคึกคักแบบนี้?” ไม่รู้ว่าสวี่กู้มาปรากฏตัวตอนไหน พิงขอบประตูใหญ่บ้านตระกูลเผย มองดูละครในบ้าน
เขาได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมจากบ้านตระกูลเผยมาตั้งนานแล้ว ตอนรีบมาสนับสนุนจู้เจียงเจียงถึงได้รู้ว่า นางเหมือนไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาช่วยเลย
จู้เจียงเจียงเหล่มองสวี่กู้แวบหนึ่ง พูดอย่างไม่พอใจ “องค์ชายสามสวี่ คืนนี้ข้าไม่คิดจะทำกับข้าว”
“องค์ชายสามสวี่?”
พวกคนตระกูลเผยได้ยินฐานะคนที่มาก็เบิกตากว้าง ตอนอยากเอ่ยถามบางอย่าง ก็เห็นมีอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาจากหน้าประตู
เมื่อเห็นคนที่มา พวกเขายิ่งไม่อยากเชื่อเข้าไปใหญ่
“กระหม่อมถวายบังคมไท่ช่างหวง!”
พวกคนตระกูลเผยพร้อมใจกันคุกเข่าให้อู่จิ้นผิง
ตอนที่พวกเขาอยู่ที่หลี่จิง เคยได้ยินว่าไท่ช่างหวงได้หนีออกจากวังไปแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าไปที่ไหน
ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่า อู่จิ้นผิงอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง!
“แม่ทัพอาวุโสเผย พวกเจ้ามากันครบทุกคนเลยหรือ” อู่จิ้นผิงยังไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อเห็นครอบครัวเผยเฉิง ก็เข้าใจว่าพวกเขามาเยี่ยมเผยจี้
“จิ้นเอ๋อร์ไม่ใช่ว่าช่วยแม่นางจู้นำผลิตภัณฑ์พิเศษและจดหมายกลับหลี่จิงไปแล้วหรือ? ทำไมยังต้องเดินทางมาเองอีก?”
“จดหมายอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
บนใบหน้าของเผยเฉิงและคนอื่นๆ ต่างแสดงความสงสัยออกมา ตอนพวกเขาออกเดินทางลงมายังเจียงหนาน ฮ่องเต้ยังไม่กลับเมืองหลวงเลย
“พวกเจ้าไม่เห็นของพวกนั้นหรือ?” อู่จิ้นผิงก็นิ่งไป แต่แล้วก็เข้าใจได้ทันที “คงเพราะจิ้นเอ๋อร์เดินทางช้าไปหน่อย ยังไม่ทันถึงหลี่จิงกระมัง”
เมื่อเห็นกาน้ำชาแตกละเอียด น้ำชาเปียกเต็มพื้น อู่จิ้นผิงก็ถามต่อ “ทำไมน้ำชานี้ถึงหกแบบนี้?”
“ให้ไท่ช่างหวงเห็นเรื่องน่าอายแล้ว ลูกชายอนุของข้าอกตัญญูไม่รู้ความ เมื่อครู่...” เผยเฉิงพูดฟ้องก่อน ยังใช้ท่าทีละอายใจเหมือนบิดาที่เลี้ยงลูกได้ไม่ดี เอาความผิดทั้งหมดผลักให้เผยจี้และจู้เจียงเจียง
แต่อู่จิ้นผิงก็ไม่ใช่คนโง่
มิตรภาพที่ไม่คำนึงถึงอายุของเขากับจู้เจียงเจียง ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาย่อมยืนข้างนางแน่นอนอยู่แล้ว
ดังนั้นหลังจากฟังคำฟ้องร้องของเผยเฉิงเสร็จ เขาก็ไม่ได้แสดงฉากสั่งสอนจู้เจียงเจียงอย่างที่คนตระกูลเผยอยากเห็น แต่กลับพูดแทนจู้เจียงเจียงเสียเอง
“ตามที่ข้ารู้จักแม่นางจู้มา นางไม่ใช่คนแบบที่แม่ทัพอาวุโสเผยพูดมาเลย อาจเพราะพวกเขาสองสามีภรรยาเพิ่งแต่งงานกัน คงรับคนที่สามไม่ได้กระมัง แม่ทัพอาวุโสเผยกล่าวหนักไปแล้ว”
“หา? นี่...”
คนตระกูลเผยคิดไม่ถึง ไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันกลับช่วยสาวชาวบ้านคนหนึ่งพูด!
พูดไว้อย่างดีว่าขุนนางและกษัตริย์คือคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ใช่ขุนนางจะช่วยปกป้องกันและกันหรอกหรือ?
“ไท่ช่างหวงกล่าวถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ เป็นกระหม่อมที่รีบร้อนเกินไป” เผยเฉิงไม่กลัวไม่ได้ “เอาอย่างนี้เถอะ พวกข้าอาศัยที่นี่ก่อน เรื่องนี้ค่อยคุยค่อยปรึกษากันวันหลัง”
“แม่ทัพเผย ข้าค้างที่นี่ได้ไหม?” เขาเอาความกดดันทิ้งไว้ให้เผยจี้
ภายนอกเผยจี้ยังเป็นลูกอนุของเขา มีความสัมพันธ์ฉันพ่อลูก เขาจึงคิดว่าเผยจี้คงไม่กล้าไม่กล้าปฏิเสธ
แต่เผยเฉิงคงลืมไปว่ามีคนหนึ่งที่เขาละเลยไป นั่นคือ...จู้เจียงเจียง!
“ออกจากหมู่บ้านไปทางซ้าย แล้วจะเจอถนนใหญ่ ตรงไปที่เมืองเจียงหนานได้เลย พวกท่านทั้งหลาย เชิญ” ตอนนี้แม้แต่โฮมสเตย์ จู้เจียงเจียงก็ไม่อยากแนะนำให้พวกเขาแล้ว ให้พวกเขาไปพักในตัวเมืองแทน ไม่อย่างนั้นต้องหาเรื่องนางต่ออีกแน่นอน
ช่วงนี้นางยุ่งมากๆ ไม่มีเวลามาพูดไร้สาระกับพวกเขา
ต่อหน้าไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันจู้เจียงเจียงยังกล้าข้ามหัวผู้ใหญ่แบบนี้ เผยเฉิงแอบดีใจนึกว่าอู่จิ้นผิงจะพูดแทนพวกเขาสักสองสามประโยค
แต่ผลลัพธ์ยังคงไม่เป็นดังหวัง
อู่จิ้นผิงเงียบไม่ออกเสียง ทั้งยังหลบตัวหลีกทางให้พวกเขาผ่านไป คนตระกูลเผยทำได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้ เดินจากไปอย่างอับอาย
จบตอน
Comments
Post a Comment