ตอนที่ 191: พี่ใหญ่มาถึงก็ตีสนิท นับญาติง่ายเหมือนกินข้าว
จู้เจียงเจียงนึกว่าคนตระกูลเผยไปพักโรงเตี๊ยมในเมืองแล้ว
แต่จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ตอนนางไปเตรียมเรื่องเปิดกิจการโฮมสเตย์อีกครั้ง นางถึงรู้คนตระกูลเผยได้เข้าพักที่นี่แล้ว
“เซินหมิ่น เกิดอะไรขึ้น?” จู้เจียงเจียงจับตัวเซินหมิ่นมากระซิบถาม
เซินหมิ่นไม่สังเกตเห็นว่านางมีความผิดปกติอะไร ทำหน้าภูมิใจตอบอย่างโอ้อวดว่า “พี่หญิงจู้ ข้าเก่งใช่หรือไม่ เมื่อวานตอนข้าเก็บของกลับสถานศึกษา ระหว่างทางเจอแขกกลุ่มหนึ่งจะเข้าเมืองหาที่พักพอดี ข้าจึงพาพวกเขามาที่นี่”
“พี่บอกไว้ไม่ใช่หรือ? ตอนนี้สามารถทยอยรับแขกได้แล้ว”
“…” จู้เจียงเจียงตบหน้าผากด้วยความเสียใจ นางเสียใจภายหลังจริงๆ ที่บอกเรื่องพวกนี้กับเซินหมิ่น
ความตั้งใจของนางคือ คนงานทุกคนในโฮมสเตย์เริ่มทำงานกันคล่องมือแล้ว สามารถทดลองรับแขกสักคนสองคนมาฝึกมือได้
แต่ใครจะรู้ว่าจะซวยขนาดนี้ แขกชุดแรกของโฮมสเตย์กลับเป็นคนตระกูลเผยจากเมืองหลวง
“งั้นเมื่อวานพวกเขาไม่ได้สร้างความหนักใจให้คนในโรงเตี๊ยมใช่หรือไม่?”
ด้วยนิสัยที่ออกจะสุดยอดของคนตระกูลเผยแล้ว จู้เจียงเจียงเป็นห่วงว่าคนในโฮมสเตย์ของนางจะถูกรังแก
“น่าจะไม่มีกระมัง...” เซินหมิ่นก็ไม่แน่ใจ
เมื่อคืนไม่มีคนไปหานางที่สถานศึกษา ตอนเช้าวันนี้ที่นางมาก็ไม่เห็นมีใครร้องไห้ขี้มูกโป่ง คงไม่ได้ถูกรังแกกระมัง
“พี่หญิงจู้ พี่คิดมากไปหรือเปล่าเจ้าคะ ก็แค่แขกเท่านั้น มีข้อเรียกร้องเล็กน้อยก็เป็นเรื่องปกติ พี่ไม่ต้องกังวลมากขนาดนั้นหรอก” เซินหมิ่นปลอบใจนาง
จู้เจียงเจียงถอนหายใจ กดไหล่ของเซินหมิ่นแล้วพูดด้วยความจริงจังหนักแน่น “เซินหมิ่น แขกหลายคนเมื่อวานนี้ไม่ได้รับมือง่ายๆ หากพวกเจ้าถูกรังแกจริงๆก็อย่าอดทน ไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรมีข้าอยู่ เข้าใจไหม?” นางพูดจบหมุนตัวจากไปทันที ไม่อยากอยู่ที่นี่ เลี่ยงที่จะเจอคนตระกูลเผย
“วันนี้เจ้าอยู่ที่โรงเตี๊ยม เรื่องอื่นๆไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไปทำเอง...” จู้เจียงเจียงมอบหมายงานได้ครึ่งหนึ่ง ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นคุณชายตระกูลเผยที่ตุ้งติ้งคนเมื่อวานเดินมาทางนาง
“อรุณสวัสดิ์น้องสะใภ้” เผยซังทักทายนางอย่างเป็นทางการ น้ำเสียงสบายๆ ผสมความหยอกล้อ
“...”
“น้องสะใภ้?” เซินหมิ่นทำหน้าตกใจ หันไปมองจู้เจียงเจียง แล้วถามด้วยความสงสัย “พี่หญิงจู้ พวกพี่รู้จักกันหรือ?”
“พวกเรา...เพิ่งรู้จักกัน” จู้เจียงเจียงตอบรับอย่างไม่เต็มใจ
หลังจากฉีกยิ้มให้เผยซังแบบไม่จริงใจ ไม่พูดอะไร จู้เจียงเจียงก็หมุนตัวจากไปทันที
นางนึกว่าเขาจะดูสีหน้านางออก รู้ว่านางไม่ชอบครอบครัวของพวกเขาจะได้ห่างนางไกลๆหน่อย
แต่ใครจะคิด เขาไม่เพียงไม่หนีไปไกล ยังตามติดนางไม่ปล่อย
“น้องสะใภ้จะไปไหนหรือ? ข้าได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าค่อนข้างยุ่ง ต้องการความช่วยเหลือของพี่ใหญ่หรือไม่?” เผยซังเป็นคนพูดมากกว่าที่คิด พูดตามหลังจู้เจียงเจียงไปตลอดทางไม่หยุด
เดิมจู้เจียงเจียงไม่อยากจะสนใจเขา แบบนี้เขาอาจจะรู้สึกเบื่อเมื่อเล่นอยู่คนเดียว
แต่นางประเมินความเพียรพยายามของเขาต่ำไปจริงๆ
“ท่านลุง ท่านอย่าตามข้ามาจะได้หรือไม่ ข้ายุ่งมากจริงๆ” จู้เจียงเจียงหยุดเดิน หันหน้ากลับไปพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่าตอนนี้ตัวเองมีเรื่องต้องทำ
“อย่าเรียกข้าว่าท่านลุง มันดูแก่เกินไป เรียกพี่ใหญ่ก็พอ”
เผยซังไม่สนใจยังพูดเองเออเองต่อ “ข้าก็แค่อยากคุ้นเคยกับน้องสะใภ้ ในฐานะพี่ชายของอาจี้ คงไม่เกินไปใช่หรือไม่?”
“อาจี้?”
เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้ยินคนเรียกเผยจี้แบบนี้
นางมองประเมินเขาจากบนลงล่างแวบหนึ่ง พลางขมวดคิ้วพูดว่า “ท่านเหมือนไม่สนิทกับสามีข้ากระมัง? อีกทั้งท่านยังเป็นทายาทสายตรง เผยจี้เป็นแค่ลูกอนุที่ถูกพวกท่านตระกูลเผยส่งไปชายแดนเท่านั้น ท่านจะเรียกเขาอย่างสนิทสนมทำไมกัน?”
ในสมัยโบราณ ความสัมพันธ์ระหว่างทายาทสายตรงกับทายาทสายรอง ตลอดมาล้วนมีความสัมพันธ์เจ้าตายข้ารอดไม่ใช่หรือ?
เผยซังคนนี้คงไม่วางอุบายบางอย่างกับนาง แล้วใช้นางไปโจมตีตำแหน่งของเผยจี้ในตระกูลเผยใช่หรือไม่?
ความคิดของจู้เจียงเจียงแสดงออกบนสีหน้า เผยซังที่ผ่านโลกมามาก ถ้าเรื่องแค่นี้ยังดูไม่ออก เช่นนั้นเขาก็ถือว่าใช้ชีวิตอย่างไร้ประโยชน์ที่หลี่จิงมาหลายปีแล้ว
“น้องสะใภ้ เจ้าคิดมากไปแล้ว บนตัวข้าไร้วรยุทธ์และไม่มีชื่อเสียงใดๆ ข้าไม่สนใจทรัพย์สินเล็กน้อยของตระกูลเผยหรอก”
“ท่านไม่เป็นวรยุทธ์?” ไม่รู้ทำไม จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกดีกับเผยซังขึ้นมาทันที เพียงเพราะเขาไม่เป็นวรยุทธ์! ไม่มีวรยุทธ์ถึงจะนับว่าเป็นคนประเภทเดียวกันกับนาง
ไม่เหมือนสวี่กู้ พวกฉินเฟิงและพวกที่มาจากเมืองใหญ่ พวกเขามีกำลังภายในกันอยู่ไม่มากก็น้อย ทำให้นางนึกว่าลูกหลายตระกูลใหญ่เป็นวรยุทธ์กันหมดเสียอีก
“เจ้าไม่จำเป็นต้องดีใจถึงขนาดนี้ก็ได้กระมัง?” เผยซังขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่มีวรยุทธ์เป็นเรื่องที่ควรค่าจะดีใจขนาดนี้เลยหรือ?
อย่างไรก็ตาม บิดาผู้แข็งกร้าวของเขาคนนั้นกลับไม่ค่อยชอบใจ
“พี่ใหญ่ แค่เรื่องที่พี่ไม่เป็นวรยุทธ์เรื่องเดียว ข้าก็รับท่านเป็นพี่เขยแล้ว!” จู้เจียงเจียงพูดจบ ตอนกำลังจะเอามือวางบนไหล่ของเผยซัง เผยจี้ก็มาพอดี
เผยจี้ดึงมือข้างนั้นของจู้เจียงเจียงลงแล้วกุมไว้เอง “ฮูหยิน พวกเจ้ากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือ?”
การแสดงความเป็นเจ้าของของเผยจี้ชัดเจนมาก ร่างกายขวางอยู่หน้าจู้เจียงเจียง ก่อนจ้องเผยซังอย่างระแวดระวัง
“แม่ทัพเผยไม่จำเป็นต้องแสดงความเป็นศัตรูกับข้าแบบนี้ ในจดหมายที่น้องชายส่งให้ข้าเคยพูดถึงเจ้า เขาว่าเจ้าดูแลเขาอย่างดี ตอนนี้ข้าต้องขอขอบคุณแม่ทัพแทนน้องชายด้วย”
ความจริงแล้วความสัมพันธ์ระหว่างเผยซังและเผยจี้นั้นดีมาก ถึงแม้เผยจี้จะถูกส่งตัวไปยังชายแดนแล้ว แต่พวกเขาสองคนพี่น้องก็ยังส่งจดหมายติดต่อกันเรื่อยๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เริ่มแรกเผยซังก็ไม่เห็นด้วยที่จะส่งเผยจี้ไป เพียงแต่จนใจ เจียงหมิงเยว่ มารดาของเขามีอำนาจมากเกินไป และรู้ดีว่าเขาไม่ชอบฝึกฝนวรยุทธ์ ดังนั้นจึงเป็นห่วงว่าเผยจี้จะมาแทนที่ตำแหน่งทายาทสายตรงของเขา ถึงได้ยืนกรานจะส่งเผยจี้ไป
เขาในตอนนั้น ไร้กำลังความสามารถต่อเรื่องนี้
ตอนนี้เขามีกำลังแล้ว แต่กลับไม่มีโอกาสพาน้องชายกลับมาแล้ว
“นายน้อยเผยเคยพูดถึงข้ากับท่าน?” เป็นครั้งแรกที่เผยจี้ได้ยินเรื่องนี้ เขารู้สึกประหลาดใจมาก
“แม่ทัพเผย ในเมื่อเจ้าได้เข้ามาแทนที่น้องชายของข้าแล้ว ฉะนั้นเจ้าก็คือน้องชายแท้ๆของข้าเผยซัง วันหลังพวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ส่วนเรื่องที่ท่านพ่อท่านแม่จะให้เจ้าแต่งงานกับเซวียนเอ๋อร์ เจ้าวางใจ ข้ายืนอยู่ข้างเจ้า” เผยซังตีสนิทกับคนง่ายจริงๆ นับญาติง่ายเหมือนกินข้าว
“ในวัยเด็กท่านค่อนข้างโชคร้ายใช่หรือไม่? ท่านกับพ่อแม่ของท่านมีความแค้นต่อกันใช่หรือเปล่า? เล่าให้ฟังหน่อยสิ...” หัวใจสอดรู้สอดเห็นของจู้เจียงเจียงถูกจุดขึ้นทันที ถามหลายคำถามออกไปในรวดเดียว
นายน้อยคนหนึ่งที่คาบช้อนเงินช้อนทองเกิดมา ไม่ยอมรับสืบทอดกิจการงานของที่บ้าน ทั้งยังยืนอยู่ข้างคนนอก ต่อต้านคนในครอบครัวตัวเอง แบบนี้ช่างเป็นแบบฉบับของคนที่มีวัยเด็กมืดมนจริงๆ
เพียงแต่นางยังพูดไม่จบ ก็ถูกเผยจี้ลากออกไป
“ฮูหยิน ทุกคนในโรงงานกำลังรอเจ้าอยู่นะ” เผยจี้เตือนสตินาง
ตลอดมาอุปกรณ์กันฝนของโรงงานยาง นางไม่ได้นำออกไปขายข้างนอกในปริมาณมาก ก็เพื่อเก็บไว้ทำห้องเรือนกระจกให้เห็ดของตัวเอง
นางวางแผนไว้แล้ว รอหลังจากโฮมสเตย์เปิดกิจการ ก็จะเริ่มดำเนินการอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงกล่าวว่า “แต่ว่า ข้าไม่ได้จะไปโรงงานนะ...”
เผยจี้ได้ยินก็หยุดลง หันหน้ามาถามนาง “งั้นเจ้าจะไปไหน?”
จู้เจียงเจียงตอบ “ข้าจะไปติดป้ายประกาศในเมือง ประชาสัมพันธ์โรงเตี๊ยม”
ตอนที่ 192: วันก่อนเปิดกิจการโฮมสเตย์หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“นอกศาลา ริมทางเก่าแก่ นาข้าวและสวนชาเขียวขจีเสียดฟ้า”
“ดวงอาทิตย์สีแดงลูกกลมลาลับขอบฟ้า ควรมีปลาและกุ้งเข้าท้อง”
“ด้านในนี้พูดถึงที่ไหน? หรือคือเมืองเจียงหนานของเรา?”
จู้เจียงเจียงติดป้ายประกาศบนกระดานแจ้งข่าวในประตูที่ว่าการเสร็จแล้วก็ไปหอจ้าวเซิง
ทิ้งพวกชาวบ้านเมืองเจียงหนานที่ค่อยๆมารวมตัวกันและไม่เข้าใจเรื่องราวไว้ข้างหลัง
“ก็ต้องเป็นเมืองเจียงหนานของเราน่ะสิ” คนหนึ่งตอบ “เมื่อครู่ข้าเห็นแม่นางจู้ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงยืนอยู่ที่นี่”
“พวกเจ้าดูสิ ด้านล่างนี้เขียนอยู่ว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี่ไง”
ทุกคนมองตามที่คนผู้นั้นชี้ไป พบว่าใต้ภาพนี้มีตัวอักษรบรรทัดเล็กๆเขียนว่า ‘หมินซู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน’
“หมินซู่คืออะไร?”
“ไม่รู้สิ...”
ทุกคนเริ่มพูดคุยพิจารณากันใหม่อีกครั้ง
ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าหมินซู่คืออะไร แต่พวกเขาเข้าใจว่าอะไรคือ สวนชา นาข้าว ดวงอาทิตย์สีแดง ปลาและกุ้งในนั้น
‘ดวงอาทิตย์สีแดงลูกกลมลาลับขอบฟ้า ควรมีปลาและกุ้งเข้าท้อง’…นี่ไม่ใช่ความหมายว่า ตอนเย็นกินข้าวต้องมีปลาและกุ้งหรอกหรือ?
ทุกคนเคยกินปลา แต่กุ้งหายากจึงไม่ค่อยได้เห็น
ได้ยินว่าไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแบบไม่ยอมจากไปเสียที ก็เป็นเพราะกุ้งของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอร่อยมาก
ด้วยความสนใจที่ชาวเมืองเจียงหนานมีต่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในตอนนี้ เมื่อจู้เจียงเจียงมีความเคลื่อนไหวอะไร แม้จะเล็กน้อยแต่ทุกคนก็ไม่อยากพลาดโอกาส
เหมือนกับว่าพวกเขาเคยชินแล้วที่จะยอมรับสิ่งของที่จู้เจียงเจียงแนะนำให้เสมอ
เพราะทั้งหมดที่นางแนะนำ มักเป็นสิ่งหายากแปลกใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
“ถามเยอะแยะไปทำไมกัน ถึงเวลาพวกเราไปดูด้วยกันก็จบ” ในฝูงชนมีคนเริ่มเชิญชวนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไปดูด้วยกันแล้ว
ไม่เพียงแต่ชาวบ้านที่อยู่ที่นั่นเท่านั้น แต่หลังจากที่เพลงใหม่ของหอจ้าวเซิงออกมา ก็ได้ดึงดูดผู้คนทั้งเมือง
“♫ สวนชาตรงหน้า มีบ้านเรือนอยู่หลายหลัง บนต้นไม้หน้าประตูมีป้ายใหญ่หนึ่งแขวนอยู่ เฮ้ แขกท่านนี้ เชิญทางนี้เลย ชาดีที่ท่านต้องการก็อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง...♫”
เพลงนี้แก้ไขมาจากเพลงเลี้ยงวัว ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็เผยแพร่ไปทั่วเมืองเจียงหนานแล้ว
ถนนใหญ่ซอยเล็กในเมือง มีพวกเด็กๆร้องเพลงนี้กันอย่างสนุกสนาน ทำให้เพลงนี้ติดหูผู้คนไปทั่ว
ตั้งแต่นั้นมา การประชาสัมพันธ์เผยแพร่สวนชาและโฮมสเตย์ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ทำให้พวกพ่อค้ารายใหญ่ที่ ‘มาเยือนเพราะชื่อเสียง’ ประทับใจอย่างลึกซึ้ง
ประตูเมืองทางทิศเหนือของเมืองเจียงหนาน
รถม้าที่เต็มไปด้วยความหรูหราสวยงามและเรียบๆหลายคัน ต่างก็มาเจอกันที่ประตูเมืองทางทิศเหนือโดยบังเอิญ
หลายคนบนรถม้าล้วนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการค้าขาย เพียงแค่เปิดม่านรถมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ก็สามารถเดาจุดประสงค์ของกันและกันได้แล้ว
พวกเขาทุกคนล้วนได้รับแผ่นพับแผนธุรกิจที่กู้เฟิงเจี้ยนมอบให้ ดังนั้นจึงเดินทางมาตรวจสอบในสถานที่เล็กๆที่ไม่เคยอยู่ในสายตาแห่งนี้ให้ชัดเจน
ไม่มีเถ้าแก่คนใดเปิดปากทักทายอีกฝ่าย เพียงแค่พยักหน้ายิ้มๆให้กันเล็กน้อย ก็แยกย้ายกันเข้าเมืองไป
แต่เพียงไม่นานพวกเขาก็ได้พบกันอีกครั้ง
พวกเขาเจอกันอีกครั้งที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมแห่งเดียวในเมือง
ครั้งนี้เนื่องจากมารยาทและโชคชะตา พวกเขาจึงจำเป็นต้องทักทายกัน
“ข้าเฟิงเทา จากเมืองอู่หนาน”
“หวงเจวี้ยน จวนซูหลี่”
“ฉินเจีย เมืองเจียงหลาง”
เถ้าแก่ทั้งสามท่านแนะนำตัวเองง่ายๆ อยู่หน้าประตูโรงเตี๊ยม หลังจากทำความรู้จักกันแล้วก็เดินเข้าประตูไปพร้อมกัน ต่างคนขอเปิดห้องหนึ่งห้องกับเสี่ยวเอ้อร์
พวกเขารู้ดีแก่ใจว่าอีกฝ่ายมาที่นี่เพราะอะไร ก่อนที่จะรู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายมาเพราะสนใจธุรกิจรายการไหนในแผ่นพับแผนธุรกิจกันแน่ พวกเขาทุกคนจึงระวังตัวและไม่ยอมพูดมากแม้แต่คำเดียว
พูดมากผิดมาก
หากเผลอไม่ระวังหลุดปากเปิดเผยธุรกิจที่ตัวเองอยากได้ ก็เท่ากับว่าได้เพิ่มคู่แข่งให้ตัวเองโดยเปล่าประโยชน์ไม่ใช่หรือ?
ในตอนกลางคืน
ฉินเจีย เถ้าแก่หญิงหนึ่งเดียวในบรรดาเถ้าแก่ทั้งสามคนที่เข้าเมืองมาวันนี้ ได้ยินเสียงพวกเด็กๆร้องเพลงอยู่นอกหน้าต่างเป็นเวลานาน
นางรู้สึกสงสัยจึงลงมาชั้นล่าง
“เสี่ยวเอ้อร์ ที่พวกเด็กๆข้างนอกประตูร้องคือเพลงอะไร? แล้วในเนื้อเพลงที่ร้องว่า ‘ชาดีอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง’ หมายความว่าอย่างไร?”
แน่นอนว่าฉินเจียเคยได้ยินชื่อหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้มานานแล้ว เพราะในแผ่นพับแผนธุรกิจในมือนางก็เขียนไว้
นางจงใจถามแบบนี้ หนึ่งคือรู้สึกสงสัยบทเพลงที่พวกเด็กๆร้อง สองคืออยากจะสืบข่าวความนิยมของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่อคนท้องถิ่นว่าเป็นอย่างไร
จากคำบอกเล่าของคนในท้องถิ่น นางจะได้มีข้อมูลเพิ่มเติมมาประกอบการตัดสินใจ
ต้องโทษที่คนเขียนแผ่นพับแผนธุรกิจฉบับนี้สุดยอดมากจริงๆ
นางทำธุรกิจมาหลายปี ไม่เคยคิดจะเก็บรวบรวม จัดการ วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลจากพวกชาวบ้านที่มาซื้อสินค้าเลย
พวกชาวบ้านอยากซื้ออะไร พวกเขาจะบอกกับเราอย่างจริงใจซื่อสัตย์
ถ้าเป็นแบบนี้ละก็ เช่นนั้นการทำธุรกิจคงง่ายขึ้นมาก
ดังนั้น ในใจฉินเจียจึงมีความสงสัยต่อคนที่เขียนแผ่นพับแผนธุรกิจฉบับนี้
“แม่นางคงเป็นคนต่างถิ่นจึงยังไม่ทราบ บทเพลงนี้แต่งโดยแม่นางแซ่จู้ที่อยู่ในเมืองเจียงหนานของเรานี่เอง เป็นการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ธุรกิจของนาง”
เสี่ยวเอ้อร์วันๆวิ่งอยู่ในโรงเตี๊ยม ฟังพวกแขกคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของจู้เจียงเจียงมามาก เป็นธรรมดาที่เขาจะรู้เรื่องอยู่ไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ยินมาว่าธุรกิจที่จู้เจียงเจียงจะทำครั้งนี้ก็คือโรงเตี๊ยมเช่นกัน
เรื่องแย่งลูกค้าจากโรงเตี๊ยมของพวกเขาแบบนี้ เขายิ่งพลาดรายละเอียดทุกอย่างไปไม่ได้
“งั้นตามที่พี่ชายคิด แม่นางแซ่จู้คนนี้เป็นคนแบบไหน?” ฉินเจียถามต่อ
แต่หากใช้ความคิดก็พอจะเดาได้ว่า เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้คงไม่มีทางจะพูดชมจู้เจียงเจียงแน่นอน
ธุรกิจโรงเตี๊ยมของพวกเขาจะถูกจู้เจียงเจียงแย่งไปแล้ว เขายังจะช่วยนางพูดดีเข้าตัวหรือ?
“แม่นางจู้น่ะหรือ เป็นคนจิตใจโหดร้ายมาก ในฐานะผู้น้อยแต่กลับไม่เคารพผู้อาวุโสในตระกูล ได้ยินมาว่านางตีย่าและป้าของตัวเองในที่สาธารณะด้วยนะ จุ๊ๆ...”
เมืองเจียงหนานก็เล็กแค่นี้ เรื่องดีเรื่องไม่ดีที่จู้เจียงเจียงเคยทำ คนทั้งเมืองล้วนรู้กันหมด
แต่จริงๆแล้ว ทุกคนรู้ดีว่าคนตระกูลจู้ทำอะไรกับนางไว้บ้าง ดังนั้นเรื่องที่นางตีคน จึงไม่มีใครว่านางเป็นคนอกตัญญู
“โอ๋? มีเรื่องแบบนี้ด้วย...” ฉินเจียพูดพึมพำ
สายตามองไปบนตัวเด็กที่ยืนอยู่หน้าประตู ทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง
เถ้าแก่ชายอีกสองคนดูเหมือนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง จึงพักผ่อนอยู่ชั้นบนตลอดทั้งวันก็ยังไม่ลงมา และพลาดการแสดง ‘ละครสนุกๆ’ ของเสี่ยวเอ้อร์ไป
โฮมสเตย์หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ป้ายชื่อโฮมสเตย์ได้ถูกแขวนไว้บนต้นไม้หน้าประตูที่เด่นที่สุดตามเนื้อเพลงแล้ว
ต้นหลิวสูงใหญ่นี้ จู้เจียงเจียงไปขุดมาจากริมแม่น้ำของบ้านเล็กทางทิศเหนือ เพราะรดด้วยน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากช่องว่างมิติอยู่หลายวัน ตอนนี้กิ่งหลิวเติบโตงอกงามเขียวสดกว่าตอนฤดูใบไม้ผลิเสียอีก
ใต้ต้นหลิวมีโต๊ะเก้าอี้หินสองชุดวางอยู่ สลักกระดานหมากรุกและหมากล้อมไว้ เพื่อให้แขกที่สนใจนัดกันมาเล่นหมากดื่มชาที่นี่
ก็เหมือนเผยซังในตอนนี้
เขากำลังเล่นหมากล้อมคนเดียว แข่งกับตัวเองราวกับหาคู่ต่อสู้ไม่ได้
“ข้าว่านะพี่ใหญ่เผย พรุ่งนี้ที่พักของข้าก็จะเปิดกิจการแล้ว พรุ่งนี้ท่านอย่าทำตัวขรึมแบบนี้จะได้หรือไม่ เดี๋ยวจะทำให้แขกของข้าตกใจกลัวกันเสียหมด”
จู้เจียงเจียงตำหนิพร้อมนั่งลงตรงข้ามเขา
“ข้าจะทำให้แขกของเจ้ากลัวได้อย่างไร?”
เผยซังไม่เข้าใจก้มหน้ามองเสื้อผ้าการแต่งกายของตัวเอง “ข้าสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย สง่างามเหนือชั้น มีอะไรที่ไม่เหมาะสมกัน?”
ใบหน้าของจู้เจียงเจียงแสร้งยิ้มฝืนๆออกมา “ก็เพราะท่านสง่างามเหนือชั้นเกินไปนี่แหละถึงได้น่ากลัว หรือท่านไม่สังเกตว่าทุกคนไม่กล้าเข้าใกล้ท่านเลย?”
คุณชายสูงศักดิ์จากหลี่จิงที่ดูไม่กลมกลืนกับเมืองเจียงหนาน ใครจะกล้าเข้าใกล้กัน
จู้เจียงเจียงบ่น “แม้แต่ผู้อาวุโสอู่ยังเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าทั่วไปตอนอยู่ที่นี่ ท่านจำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าหรูหราขนาดนี้ด้วยหรือ?”
เผยซังตอบ “งั้นพรุ่งนี้ข้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก็จบ”
ตอนที่ 193: เจ้าตาบอดหรือ?
เช้าวันเปิดกิจการโฮมสเตย์หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
ฟ้ายังไม่ทันสว่างจู้เจียงเจียงก็ลุกจากเตียงแล้ว นางแต่งตัวง่ายๆเหมือนแม่ครัว ในมือถือตะกร้าใบหนึ่ง หลังจากใส่เห็ดแห้งลงไปเล็กน้อยก็พลิกตัวขึ้นหลังม้าของเผยจี้
วันนี้เผยจี้ก็แต่งตัวเหมือนชาวบ้านทั่วไป เพราะเขาจะตามจู้เจียงเจียงไปช่วยงานที่โฮมสเตย์ด้วย
ทางด้านโฮมสเตย์ เซินหมิ่นและเซินเซี่ยวสองคนพี่น้องได้เตรียมพร้อมรออยู่ในตำแหน่งของตัวเองนานแล้ว เหมือนกับคนอื่นๆที่เริ่มงานยุ่งกันตั้งแต่เช้า
“พี่หญิงจู้ พวกพี่มากันแล้วหรือเจ้าคะ” ในมือเซินหมิ่นถือสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง ด้านในมีข้อควรระวังในการจัดการเรื่องต่างๆในวันเปิดกิจการวันแรกจดเอาไว้
หลังนางทักทายจู้เจียงเจียงเสร็จ ไม่รอให้จู้เจียงเจียงพูด นางก็เริ่มรายงานขึ้นก่อนทันที
“พี่หญิงจู้ ทุกคนเตรียมพร้อมอยู่ในตำแหน่งของตัวเองแล้วเจ้าค่ะ เย็นเมื่อวานมีแขกทยอยมาลงทะเบียนเข้าพักกันแล้ว ทุกคนตอบรับห้องพักของพวกเราเป็นอย่างดี”
“ทางด้านห้องครัว พี่รองข้าเริ่มทำอาหารแล้ว ผัก ผลไม้ ปลาและกุ้งทุกอย่างเพิ่งส่งมาเมื่อเช้า รับประกันความสดใหม่...”
ห้องครัวตั้งห่างจากห้องพักแขกของโฮมสเตย์ไปเล็กน้อย เพื่อเลี่ยงควันไฟและกลิ่นน้ำมัน
จู้เจียงเจียงเดินจากห้องโถงผ่านลานเล็กๆ และผ่านอาคารห้องพักแขกสุดท้ายไปจนถึงห้องครัว
เซินหมิ่นซอยเท้าวิ่งตามไปตลอดทาง
“เซินหมิ่น เจ้าไปหน้าประตูรอน้องห้าและพวกลุงเก๋อเถอะ พวกเขามาถึงแล้วก็พาพวกเขาไปเตรียมตัวที่เวทีเล็ก”
ก่อนจู้เจียงเจียงจะเข้าไปในห้องครัว ก็หันหน้าไปสั่งเซินหมิ่นต่อว่า “วันนี้เจ้าน่าจะต้องอยู่ห้องโถงรอคำสั่ง ถ้าพวกแขกมีปัญหาอะไรที่เจ้าแก้ไม่ได้ก็ค่อยมาหาข้า”
“เจ้าค่ะ!”
เซินหมิ่นดูมีพลังและตื่นเต้นมาก
ให้นางไปดูแลห้องโถงด้านหน้าทั้งหมด จะไม่ให้นางตื่นเต้นได้อย่างไร
รอบิดามารดาและพี่ชายมาถึง นางจะได้แสดงความสามารถต่อหน้าพวกเขาได้พอดี
“ฮูหยิน ข้าช่วยอะไรเจ้าได้บ้าง?” เผยจี้หยิบผ้ากันเปื้อนมาสองตัว สวมให้นางก่อนแล้วค่อยสวมให้ตัวเอง
จู้เจียงเจียงกางแขนทั้งสองข้างให้ความร่วมมือให้เขาช่วยสวมผ้ากันเปื้อนอย่างเป็นเด็กดี ยิ้มสวยๆแล้วพูดว่า “ท่านพี่ช่วยข้าจัดการกุ้งเถอะ ท่านรู้ดีกว่าพวกเขา”
บ้านพวกเขากินกุ้งมาครึ่งปีกว่าแล้ว ไม่ว่าจะเอาเส้นดำออก แกะเปลือกกุ้ง หรือแม้กระทั่งทำลูกชิ้นกุ้ง เขาก็สามารถทำเองได้ทั้งหมด
“ได้”
เผยจี้ผูกผ้ากันเปื้อนให้นางเสร็จ ตอนจะสวมผ้ากันเปื้อนให้ตัวเองกลับถูกจู้เจียงเจียงแย่งไป “ข้าสวมให้ท่านเอง”
แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เผยจี้ก็รู้สึกดีมากๆ
เขาโน้มตัวลงให้นางสวมได้สะดวกขึ้น
ตอนจู้เจียงเจียงจะวิ่งไปด้านหลังผูกผ้ากันเปื้อนให้ เขาก็รั้งและกอดนางเอาไว้ “แบบนี้ก็ผูกได้”
“ท่านนี่...ฉลาดจริงๆ”
ถึงแม้ปากจู้เจียงเจียงจะบ่น แต่บนใบหน้ากลับยิ้มอย่างมีความสุข โอบเอวแข็งแรงของเขาไว้ คางเกยอยู่บนอกของเขา มองเขาแล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะผูกผ้ากันเปื้อนจนเสร็จ
เผยจี้กอดนางเบาๆ ก้มหน้าจุ๊บบนหน้าผากนางหนึ่งครั้ง “ฮูหยินสู้ๆ”
จู้เจียงเจียงตบไหล่เขา ใช้น้ำเสียงของเถ้าแก่วาดฝันให้เขา “คุณชายเผย ทำงานดีๆ เลิกงานแล้วข้าจะจ่ายค่าแรงให้”
“บ้าน่า” มีภรรยาคนหนึ่งที่ชอบแหย่เขาเล่น เผยจี้ทั้งมีความสุขและจนใจ
ทั้งสองสบตากัน คนหนึ่งเข้าห้องครัว อีกคนหนึ่งนั่งลงหน้ากะละมังไม้ขนาดใหญ่ด้านนอกเตรียมแกะกุ้ง
พวกเขาเพิ่งเริ่มทำงาน เผยซังก็มาแล้ว
พูดให้ถูกต้องก็คือ เผยซังและน้องสาวที่น่ารำคาญของเขา
“อาจี้ ทำไมเจ้ามาทำงานหนักอยู่ที่นี่?” เผยซังมาหาจู้เจียงเจียงและเผยจี้โดยเฉพาะ คนในห้องโถงบอกว่าพวกเขาสองคนอยู่ทางนี้
แต่ใครจะรู้เมื่อมาแล้วกลับเห็นเผยจี้และผู้ช่วยสองคนในห้องครัว กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆตัวหนึ่ง ในมือถือกรรไกรกำลังทำงานอยู่
ในกะละมังไม้ขนาดใหญ่ มีสิ่งมีชีวิตสีเขียวกระเด้งโดดไปมาเต็มไปหมด สิ่งมีชีวิตนั้นเหมือนกุ้ง แต่กุ้งมีขนาดใหญ่แบบนี้หรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ยังมีกลิ่นคาวมากอีกด้วย
“อี๋...นี่มันกลิ่นอะไร ทำไมเหม็นคาวแบบนี้” เผยเซวียนใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดจมูก ถอยห่างออกไปสามก้าว ไม่กล้าเข้าไปใกล้
“ท่านแม่ทัพ จู้เจียงเจียงให้ท่านมาที่นี่ใช่ไหม? นี่นางคิดจะหยามฐานะของท่าน ท่านแม่ทัพจะลดเกียรติตัวเองแบบนี้ไม่ได้ อีกทั้งทำไมให้ท่านมา แต่นางไม่มา!”
“ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก!” เผยเซวียนคิดเองว่ากำลังเป็นเดือดเป็นร้อนแทนเผยจี้อยู่
นางได้รับอิทธิพลมาจากเผยเฉิง แบกความรับผิดชอบกอบกู้ตระกูลเผยไว้บนบ่า ไม่ยอมปล่อยเผยจี้ไป
ยิ่งไปกว่านั้น นางชอบผู้ชายที่สูงใหญ่แข็งแรงอย่างเผยจี้ ถึงแม้จะหยาบกระด้างไปบ้าง แต่เมื่อเทียบกับคุณชายที่ผอมและอ่อนแอในหลี่จิง นางชอบผู้ชายแบบเผยจี้มากกว่า
ดังนั้น ในช่วงหลายวันที่นางเข้าพักโรงเตี๊ยมแห่งนี้ นางจึงไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทุกวัน หวังว่าจะได้พบเขา แต่กลับไม่เคยได้พบ
วันนี้โชคดีได้พบเสียที นางต้องแสดงความสามารถด้านเข้าใจผู้อื่นของตัวเองออกมา
ห้ามเขาทำงานที่ลดเกียรติฐานะของตัวเอง นี่คือความเข้าใจผู้อื่นที่เผยเซวียนคิด
จู้เจียงเจียงอยู่ในห้องครัวได้ยินคำพูดของพวกเขาทั้งหมด
ถูกคนใส่ร้าย นางจะนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไร จึงเดินออกมาพร้อมกระบวยในมือ
“ใครว่าข้าไม่มา เจ้าตาบอดหรือ?”
สองพี่น้องตระกูลเผยเห็นจู้เจียงเจียง ปฏิกิริยาตอบสนองต่างกันสิ้นเชิง
เผยซังเดินไปข้างหน้าอย่างทนรอไม่ไหว กางแขนทั้งสองข้างตรงหน้านาง เหมือนกำลังขอให้นางชม ก่อนจะพูดว่า “น้องสะใภ้ เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พี่ใหญ่สวมชุดบ้านๆพอหรือไม่?”
“…ประสาท” จู้เจียงเจียงมองบนใส่เขา
ตอนหมุนตัวจะกลับเข้าไป เผยเซวียนก็เริ่มเหน็บแนมนางขึ้นมาทันที
“เหอะ ข้านึกว่าเจ้าจะมีความสามารถอะไร ก็แค่คนทำอาหารในโรงเตี๊ยมชนบท ตัวเองออกงานไม่ได้ก็ช่างเถอะ ยังดึงท่านแม่ทัพลงน้ำไปด้วยอีก เจ้าใจกล้ามากนัก!”
“เจ้า...” จู้เจียงเจียงหันหน้าไป ตอนคิดจะตอกกลับเผยเซวียน ก็เห็นอู่จิ้นผิงที่เพิ่งกลับมาจากแปลงผัก
นางเปลี่ยนน้ำเสียง แสร้งทำเหมือนโดนรังแก แล้วพูดว่า “แม่นางเผยรู้สึกเช่นนั้นจริงหรือ คนที่ทำการเกษตรในชนบทเป็นคนที่ออกงานไม่ได้ ทำให้คนที่บ้านขายหน้าอย่างนั้นหรือ?”
เผยเซวียนไม่ได้สังเกตว่ามีคนกำลังเดินเข้ามาใกล้ และสิ่งที่จู้เจียงเจียงพูดก็เหมือนกับที่นางคิด “แน่นอนอยู่แล้ว!”
นางเชิดหน้ามองจู้เจียงเจียงอย่างดูถูก “เรื่องขาลงดินโคลนชั้นต่ำแบบนี้ คุณชายคุณหนูที่มาจากหลี่จิงอย่างพวกเราไม่มีวันทำแน่นอน!”
คำพูดนี้ของเผยเซวียน ถูกอู่จิ้นผิงที่กำลังเดินมาได้ยินอย่างไม่ขาดตกสักคำเดียว
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของเขา ชั่วพริบตาก็เคร่งขรึมลง
สถานศึกษาปิดเทอมแล้ว อู่จิ้นผิงจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเก็บผักในแปลงผัก วันนี้โชคดีที่จู้เจียงเจียงเปิดกิจการ เขาถึงมีโอกาส
เขาเพิ่งเก็บผักกลับมา ก็ได้ยินคนกำลังเยาะเย้ยเขาคนนี้ที่ไปทำงานในสวนอย่างขยันขันแข็ง
อารมณ์ของเขายังจะดีอยู่ได้หรือ?
“ผู้อาวุโสอู่กลับจากแปลงผักแล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงจงใจทักทายเสียงดัง ทั้งยังเน้นเรื่องที่เขาไปทำงานในแปลงผักมา
เผยเซวียนเมื่อรู้ว่าไท่ช่างหวงองค์ปัจจุบันอยู่ด้านหลัง นางก็ตกใจรีบหลบตัวไปอยู่ข้างๆ
สายตาชำเลืองไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง เห็นใบหน้าบึ้งตึงของอู่จิ้นผิงอย่างที่คิด
“ไท่ช่างหวงโปรดไว้ชีวิต หม่อมฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นเพคะ เป็นจู้เจียงเจียงที่ใช้ลูกไม้หลอกล่อ ไม่เกี่ยวกับอะไรกับหม่อมฉัน...” เผยเซวียนลงไปคุกเข่า ร้องขอความเมตตาเสียงดัง
อู่จิ้นผิงไม่แม้แต่จะเหลียวมองนางเลยสักนิด หลังทิ้งประโยคหนึ่งให้จู้เจียงเจียงก็เดินจากไปโดยไม่หันหลังกลับ
“แม่นางจู้ ข้าเก็บผักกลับมาแล้ว ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนค่อยกลับมาใหม่”
ตอนที่ 194: ดังกว่าที่จินตนาการไว้
“จู้เจียงเจียง เจ้าคิดร้ายกับข้า?!”
อู่จิ้นผิงเพิ่งเดินออกไป เผยเซวียนก็ลุกจากพื้นทำท่าเหมือนจะสู้ตายกับจู้เจียงเจียง
เพิ่งเดินหน้าไปได้สองก้าว กุ้งตัวหนึ่งก็ ‘เด้ง’ เข้าใส่ท้องของนาง ทิ้งรอยน้ำรูปร่างกุ้งสมบูรณ์แบบตัวหนึ่งไว้บนเสื้อผ้าของนาง
คนที่ลงมือ นอกจากเผยจี้ยังจะมีใครได้อีก?
“แม่นางเผย หากยังกล้าเสียมารยาทกับภรรยาข้า ครั้งหน้าจะไม่ใช่แค่กุ้งตัวเดียวแน่นอน” เผยจี้ใช้สายตาเย็นชาชำเลืองมองเผยเซวียนแวบหนึ่ง
ก่อนหยิบกุ้งอีกตัวขึ้นมาจากในกะละมัง ใช้กรรไกรตัดหัวของกุ้งออก
ความหมายของเขานั้นชัดเจนมาก หากเผยเซวียนยังกล้าทำอะไรจู้เจียงเจียงอีก ครั้งหน้าที่เขาจะลงมือก็จะใช้กรรไกรบนมือเล่มนี้
“ท่านแม่ทัพ!”
เผยเซวียนรู้สึกน้อยใจมาก ในดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ ดูแล้วน่าสงสารมาก
แต่หลายคนที่นี่ ไม่มีใครอ้าปากปลอบใจนางสักคน
เผยซังก็เช่นกัน
เห็นแค่เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ก้าวขาเข้าห้องครัวไป พูดชมอาหารที่ยังทำไม่เสร็จในครัวอย่างออกรสออกชาติ ซึ่งดูปลอมมากๆ
“คุณหนูใหญ่เผย ข้าแนะนำว่าเจ้าควรกลับไปปรึกษากับบิดามารดาที่น่าชังทั้งสองของเจ้าดูว่า ควรทำอย่างไรให้ไท่ช่างหวงหายโกรธจะดีกว่า อย่าดิ้นรนอีกเลย”
จู้เจียงเจียงเตือนสตินางอย่างอารมณ์ไม่ดี
เพิ่งพูดจบ สายตาก็มองไปที่เผยจี้ที่กำลังก้มหน้าทำงานอย่างตั้งใจ นางวิ่งไปหาเขา เอามือลูบท้ายทอยของเขาเร็วๆ ไม่รอให้เขาตอบสนอง นางก็กลับไปในห้องครัวแล้ว
เผยจี้จู่ๆถูกนางปฏิบัติเหมือนเขาเป็นเผยเสี่ยวอวี๋ ก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้ โอ๋เหมือนเห็นเขาเป็นเด็กน้อยได้อย่างไรกัน?
แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังยอมรับได้อย่างรวดเร็ว
เผยเซวียนเห็นแบบนี้ ความอิจฉาในใจยิ่งเพิ่มมากขึ้น
หญิงสาวคนไหนบ้างที่ไม่ใฝ่ฝันถึงความรัก? เริ่มตั้งแต่พิธีปักปิ่น ก็จินตนาการมาโดยตลอดว่าจะมีสามีที่รักและทะนุถนอมตัวเองคนหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางหยิ่งทะนงเกินไป หรือว่าคนอื่นกลัวตระกูลเผยของนางกันแน่
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกล้ามาสู่ขอนางกับเผยเฉิง
เห็นคนอื่นมีคู่ครอง ปากนางบอกไม่เป็นไร แต่ในใจแล้วอิจฉามากจริงๆ
โดยเฉพาะจู้เจียงเจียงคนนี้ นางกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองกว่าคนทั่วไป หวานแหววสนิทสนมกับเผยจี้เป็นอย่างมาก ทำให้เผยเซวียนทั้งอิจฉาและริษยา
เผยเซวียนแอบสาบานอยู่ในใจ ของที่นางไม่ได้ คนอื่นก็อย่าหวังว่าจะได้เช่นกัน!
“เหอะ!”
เผยเซวียนสบัดหน้าด้วยความโกรธแค้น หมุนตัวกลับไปเปลี่ยนชุดพร้อมไปขอรับโทษกับไท่ช่างหวง
เมื่อนางจากไป ในห้องครัวก็เริ่มยุ่งขึ้นมาอีกครั้ง
“พี่หญิงจู้ พี่รอง แขกมาแล้วเจ้าค่ะ!” เซินหมิ่นวิ่งมาจากห้องพักแขกพร้อมกับเด็กยกอาหารในร้าน ในมือนางยังถือรายการอาหารไว้ปึกหนึ่ง
“แขกชุดแรกของวันนี้ มาถึงพร้อมกับพวกพี่หญิงห้า ทุกคนอยากกินปลาและกุ้งของร้านเรา”
จู้เจียงเจียงรับรายการอาหารที่เซินหมิ่นยื่นมา หลังจากกวาดตามองคร่าวๆ ก็เอาใบรายการเสียบบนตะปูข้างกำแพง ตามลำดับหมายเลขที่เขียนไว้ด้านบน
“กุ้งผัดน้ำมัน กุ้งผัดชาหลงจิ่ง กุ้งชุบแป้งทอด ปลาดิบ แกงปลา เนื้อไก่ตุ๋นเห็ด ยังมี...” จู้เจียงเจียงอ่านรายการอาหารออกมา ให้ทุกคนในห้องครัวได้เตรียมตัว เพียงแต่ตอนเห็นใบรายการหนึ่ง จู่ๆ นางก็หยุดลง
พวกเซินเซี่ยวเห็นแบบนั้นก็รีบล้อมเข้ามาดู “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ยังมีงานเลี้ยงกุ้งรวม งานเลี้ยงปลารวม และงานเลี้ยงผักรวม”
ชุดอาหารประเภทงานเลี้ยง เป็นจานหลักของร้านพวกเขา มีรายการอาหารให้เลือกเยอะ และปริมาณก็เยอะด้วย
โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ใช่คนทั้งครอบครัวใหญ่มากิน ก็จะไม่สั่งรายการอาหารประเภทนี้
จู้เจียงเจียงถึงขนาดนึกว่าวันนี้เพิ่งเปิดกิจการ ทุกคนคงจะแค่มาลองชิมเฉยๆ ไม่น่าจะมีใครสั่งอาหารประเภทงานเลี้ยงแบบนี้
แต่ใครจะรู้ แขกชุดแรกเพิ่งมาถึงก็สั่งชุดอาหารประเภทงานเลี้ยงทั้งสามชุดเลย
“ว้าว...นี่เป็นแขกมาจากที่ไหนกัน กล้าสั่งอาหารเยอะแบบนี้” เซินเซี่ยวและคนครัวทุกคนต่างตกตะลึง
พวกเขาถูไม้ถูมือ กระตือรือร้นอยากลองดู วันนี้สำหรับพวกเขาแล้วคงจะเป็นงานที่ดุเดือดงานหนึ่ง
“เซินหมิ่น แขกที่สั่งรายการอาหารพวกนี้เป็นใครเจ้ารู้ไหม?” ตอนนี้จู้เจียงเจียงปลีกตัวไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นนางต้องแอบไปดูแน่นอน
“งานเลี้ยงกุ้งรวมเป็นของครอบครัวอาจารย์หมิง งานเลี้ยงปลารวมไม่ทราบ แต่ว่างานเลี้ยงผักรวมเป็นของกลุ่มคนลักษณะเหมือนหลวงจีน พวกท่านกำชับว่าทำอาหารไม่ต้องใส่น้ำมัน” ตอนเซินหมิ่นพูดถึงหลวงจีน น้ำเสียงของนางเบาลงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกลึกลับ
“กลุ่มหลวงจีน? พระหรือ?”
เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงจะได้เจอคนออกบวชในยุคนี้ ในใจนางรู้สึกกลัวเกรงเล็กน้อย
ว่าแต่อาหารที่ไม่ใส่น้ำมัน จะอร่อยหรือ?
“เซินเซี่ยว ชุดงานเลี้ยงผักรวมให้ข้ามาทำเองเถอะ พวกเจ้าไปเตรียมอีกสองโต๊ะ” เหมือนนางคิดอะไรออก หันกลับไปบอกเซินเซี่ยว
เซินเซี่ยวพยักหน้าพาคนอื่นๆ เริ่มลงมือทำกับข้าว
“เซินหมิ่น เชิญเหล่าหลวงจีนไปห้องส่วนตัว อย่าให้พวกเขาเห็นแขกคนอื่นกินอาหารจานเนื้อ” จู้เจียงเจียงกำชับอีกหนึ่งประโยค
เซินหมิ่นพยักหน้าแล้ววิ่งไปห้องโถงจัดการตามคำสั่ง
จู้เจียงเจียงมองรายการอาหารในมือ ในใจอดไม่ได้ที่จะกังวลเล็กน้อย ใกล้ๆนี้ไม่มีวัด แล้วหลวงจีนพวกนั้นมาจากไหนกัน?
“น้องสะใภ้ ในเมื่อเจ้ายุ่ง งั้นพี่ใหญ่ก็ไม่รบกวนแล้ว...” เผยซังทำอะไรไม่เป็น ช่วยอะไรไม่ได้ จึงไม่อยากอยู่ก่อความวุ่นวายตรงนี้
เพียงแต่เขายังพูดไม่ทันจบ จู้เจียงเจียงก็พูดแทรกขึ้น “พี่ใหญ่พูดอะไรแบบนั้น รบกงรบกวนอะไรกัน พวกเราคือครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ”
หืม?
นี่เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงยอมรับเขาเป็นคนในครอบครัว นางคงไม่ได้มีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงใช่หรือไม่?
“แบบนี้แล้วกัน หากพี่ใหญ่มีเวลาว่างละก็ มาช่วยข้าล้างผักเถอะ ผู้อาวุโสอู่โมโหหนีไปเพราะคนในครอบครัวพี่ไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นงานหนักนี้พี่ก็ต้องเป็นคนทำ” จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
อย่างที่คิด ใต้ฟ้าไม่มีมื้อเที่ยงที่กินเปล่า และไม่มีครอบครัวที่ยอมรับกันง่ายๆ!
ผู้ช่วยที่กำลังตักน้ำล้างผักได้ยินก็รีบหาเก้าอี้เตี้ยตัวหนึ่งมาให้เขา พร้อมทำหน้าเอาใจ “รบกวนคุณชายแล้ว”
จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็แอบยกนิ้วโป้งให้ผู้ช่วยคนนั้น การอบรมหลายวันนี้เริ่มเห็นผลแล้ว
เผยซัง “...”
มีเผยจี้ช่วยแกะกุ้ง มีเผยซังช่วยล้างผัก ความกดดันในครัวก็ลดลงไปมาก เพียงพอที่จะรับมือกับแขกที่เริ่มแน่นร้านได้แล้ว
“ยกอาหาร ยกอาหารไป...”
เซินเซี่ยวที่เป็นพ่อครัวกับจู้เจียงเจียงเร่งให้คนยกอาหารไป แต่รออยู่นานก็ไม่เห็นคนจากห้องโถงมาสักที
เรียกคนยกอาหารไม่มา เขาจึงเริ่มเรียกน้องสาวตัวเองด้วยความเคยชิน “หมิ่นเอ๋อร์มายกอาหารไปด้านหน้าหน่อย!” แต่เซินหมิ่นตอนนี้กำลังทักทายบิดามารดาและพวกพี่ชายอยู่ที่ห้องโถง ไม่มีเวลาปลีกตัวมาดูหลังครัว
ทางจู้เจียงเจียงเองก็เหนื่อยจนเหงื่อเต็มตัว ในมือทำอาหารผักหลายจานก็กำลังรอคนยกไปอยู่
แต่ดูเหมือนว่าด้านหน้าคนจะไม่พอ
แต่โชคดีในช่วงเวลาสำคัญ พวกเผยเสี่ยวอวี๋และเด็กบ้านเล็กทางทิศเหนือก็เดินมา
“พี่ชาย ให้ข้าช่วยไหมเจ้าคะ?”
เผยเสี่ยวอวี๋เห็นเผยจี้ก่อน ดังนั้นจึงวิ่งไปทางเขาเพื่อจะช่วยงาน
เพียงแต่มือยังไม่ทันแตะโดนน้ำ ก็ได้ยินเสียงเรียกของจู้เจียงเจียงดังมาจากในห้องครัว
“เสี่ยวอวี๋ มาช่วยพี่สะใภ้ยกอาหารหน่อย”
ตอนที่ 195: เหล่าหลวงจีนที่มาบิณฑบาต
โชคดีที่มีเผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กซนมาช่วย ถึงแม้ดูแล้วจะไม่ค่อยเป็นงานเป็นการสักเท่าไร แต่ก็ช่วยเหลือหลังครัวได้ดีมากจริงๆ
แต่สามโต๊ะใหญ่อย่างงานเลี้ยงกุ้งรวม งานเลี้ยงปลารวมและงานเลี้ยงผักรวม พวกเด็กๆยกไม่ไหว ยังต้องให้เด็กยกอาหารในร้านเป็นคนยกไป
หลังจู้เจียงเจียงทำชุดอาหารงานเลี้ยงผักรวมเสร็จ เพื่อจะอธิบายให้เหล่าหลวงจีนฟัง และเพื่อเติมเต็มความอยากรู้ของตัวเองจึงตามออกไปด้วย
ยังไม่ทันถึงห้องโถง แค่ถึงบริเวณลานเล็กๆของโฮมสเตย์ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกได้ถึงความคึกคักของการเปิดกิจการวันนี้
เมื่อเห็นแขกที่ถูกทยอยพาไปยังห้องพัก นางก็ถึงขนาดตกตะลึง
วันนี้ไม่ใช่วันปีใหม่ ไม่มีเทศกาลอะไร ทำไมคนมาพักโฮมสเตย์ของนางเยอะแบบนี้?
ขณะเดินผ่านแขกเหล่านั้น จู้เจียงเจียงก็ได้ยินสำเนียงต่างถิ่นพูดคุยกันอย่างชัดเจน
ประชาสัมพันธ์ของโฮมสเตย์ แพร่ขยายไปถึงที่อื่นเร็วขนาดนี้เลยหรือ?
ความสงสัยยังไม่ทันจางหายเมื่อถึงห้องโถงใหญ่ของโฮมสเตย์ จู้เจียงเจียงก็ตกตะลึงกับฉากตรงหน้าอีกครั้ง
ห้องโถงใหญ่ของโฮมสเตย์เต็มไปด้วยคนจนไม่มีที่นั่งว่างเหลือแล้ว เสียงคนดังโฉงเฉงเต็มไปหมด มีผู้คนมาจากทั่วสารทิศ
ดูจากการแต่งกาย พบว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมาจากในเมือง ยังมีอีกครึ่งที่เป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆ ในเมืองเจียงหนานที่มาสนับสนุนจู้เจียงเจียง
ถึงแม้พวกเขาทั้งครอบครัวจะสั่งอาหารราคาถูกเพียงหนึ่งหรือสองอย่างเท่านั้น แต่ก็กินกันอย่างมีความสุข
บนใบหน้าของทุกคนยิ้มอย่างชื่นบาน พูดคุยกันอย่างสนุกสนานกับคนที่อยู่โต๊ะข้างๆ ทั้งซ้ายขวา
“ลูกเจ้าก็เรียนหนังสือที่สถานศึกษาด้วยใช่ไหม? ปีนี้สอบเป็นยังไงบ้าง?”
“พูดถึงเรื่องนี้ ข้าทั้งดีใจและโมโห เจ้าดูเด็กคนนี้ ตอนอยู่ในสถานศึกษาดูเป็นเด็กดีรู้ความ แต่พอกลับบ้านไปก็เอาแต่เล่นซน การบ้านไม่ทำ เจ้าว่าน่าโมโหหรือไม่”
“ข้าเห็นด้วย...”
พวกคนที่มาสนับสนุนจู้เจียงเจียง ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่พวกเด็กๆเรียนหนังสืออยู่ในสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
พวกเขาต้องการขอบคุณจู้เจียงเจียงที่ให้ลูกของพวกเขาเข้าเรียนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรวบรวมเงินหลายเวินมากินสักมื้อ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามักจะได้ยินลูกๆตัวเองบอกว่าอาหารของสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอร่อยมาก
พวกเขาไม่มีโอกาสได้ลองชิม ดังนั้นมากินที่โรงเตี๊ยมคงจะอร่อยพอๆกัน
“แม่นางจู้ยินดีด้วย อาหารวันนี้อร่อยมาก!”
ตอนจู้เจียงเจียงเดินผ่านหน้าห้องโถงไปยังสถานที่ที่หลวงจีนอยู่ ก็บังเอิญเดินผ่านโต๊ะอาหารของคนตระกูลหมิง และถูกหมิงจี่เรียกไว้
“คุณชายหมิง พวกท่านก็มาด้วยหรือ ต้องขอโทษด้วยตอนนี้ข้ามีธุระ พวกท่านกินกันก่อนเลย ถ้ามีปัญหาอะไรก็เรียกหาคนในร้านได้ตลอดเวลา พวกเขาจะจัดการให้ ข้าต้องขอตัวก่อน” นางรีบทิ้งประโยคหนึ่งไว้ ไม่มีเวลาทักทายพวกเขามาก วิ่งตามเด็กยกอาหารไป
“อาจารย์จู้ยุ่งมากจริงๆ...”
หมิงเหยาพึมพำเบาๆ ขณะมองตามหลังจู้เจียงเจียงที่กำลังเดินจากไป
ก็จริง นี่คือโรงเตี๊ยมของนาง อีกทั้งฝีมือการทำอาหารของนางก็ยอดเยี่ยมและแปลกใหม่ ใครจะไม่อยากมาลองชิมกัน?
ในห้องเล็กๆที่กั้นด้วยฉากกั้นบังลม มีหลวงจีนแปดรูปกำลังนั่งหลังตรงบนตำแหน่ง ปิดตาสวดมนต์ หลวงจีนสองรูปในนั้นที่มีอายุในมือถือลูกประคำไว้ ส่วนหลวงจีนอายุน้อยคนอื่นก็ยกมือข้างเดียว ท่องบทสวดไปพร้อมกับหลวงจีนอาวุโส
“ต้าซือทั้งหลาย งานเลี้ยงผักรวมของพวกท่านขึ้นครบแล้ว เชิญฉันตามสบาย” หลังเสี่ยวเอ้อร์ยกอาหารเสร็จก็ถอยออกไป
จู้เจียงเจียงก็เดินเข้าห้องมา นางพนมมือไหว้หลวงจีนทั้งหลาย “ต้าซือทุกท่าน ข้าจู้เจียงเจียงเป็นเถ้าแก่ของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ ข้ามาที่นี่เพื่อแจ้งต้าซือทุกท่านว่า ในชุดอาหารงานเลี้ยงผักรวม ข้าได้ใส่น้ำมันลงไปด้วย”
อย่างที่คิด หลวงจีนน้อยใหญ่ได้ยินคำนี้ต่างก็ทำหน้าตกใจออกมา จากนั้นก็หลับตาลงอีกครั้ง ปากท่องบทสวดเร็วขึ้นกว่าเดิม
ทำหน้าเหมือนได้ทำความผิดลงไปอย่างไรอย่างนั้น หากไม่รู้ผู้คนคงนึกว่าพวกเขากินอาหารจานเนื้อเข้าไปแล้วเสียอีก
จู้เจียงเจียงเห็นแบบนั้นก็รีบอธิบายก่อนที่พวกเขาจะโกรธ “ต้าซือทุกท่านอย่าได้เข้าใจผิด พวกเราใช้น้ำมันจากเมล็ดชาในการทำอาหาร น้ำมันจากเมล็ดชาเป็นพืชไม่ใช่เนื้อ เชิญทุกท่านฉันได้อย่างสบายใจ”
“น้ำมันจากเมล็ดชา?” ในบรรดาหลวงจีนทั้งแปดรูป หลวงจีนอาวุโสรูปหนึ่งที่สวมจีวรเต็มยศเป็นผู้กล่าวขึ้น
คาดว่าเขาคงจะเป็นหลวงจีนที่สูงวัยที่สุดในกลุ่มนี้ จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างจริงจัง “เจ้าค่ะ น้ำมันจากเมล็ดชา”
“ในกาน้ำชาร้อนบนโต๊ะ ที่ต้มอยู่ก็คือใบชาที่ปลูกแค่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงของเรา สวนชาก็อยู่ข้างโรงเตี๊ยม และเมล็ดชาก็เป็นผลบนต้นชานั้นเจ้าค่ะ”
เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าใช้น้ำมันจากเมล็ดชา จู้เจียงเจียงจึงอธิบายอย่างละเอียดให้หลวงจีนทั้งหลายฟัง “เมล็ดชาผ่านการตากแห้งและต้ม จากนั้นก็นำไปตำแล้วใส่ลงในถุงผ้า ใช้แรงบีบกดจึงได้น้ำมันออกมาใช้มาทำอาหาร”
คำพูดของนางมีเหตุผลมีแหล่งอ้างอิง หลวงจีนทั้งหลายได้ยินก็มองไปทางเจ้าอาวาสเหมือนกำลังรอท่านตัดสินใจ
หลวงจีนอาวุโสคนนั้นเป็นผู้นำเหล่าหลวงจีนมาหลายปี ยังไม่เคยได้ยินของอย่างน้ำมันจากเมล็ดชามาก่อน
เขาไม่กล้าเชื่อจู้เจียงเจียงง่ายๆ เพียงแค่หยิบจานอาหารมาตรงหน้าตัวเองขึ้นมาดม
ในจานอาหาร เขาไม่ได้กินคาวเนื้อที่ทำให้เขาอยากอาเจียนเลย
“นี่สีกาเตรียมกับข้าวให้พวกอาตมาโดยเฉพาะหรือ?” เจ้าอาวาสอาวุโสวางจานในมือลง แล้วเงยหน้าถามจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงยิ้มเล็กน้อยๆ ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร “ต้าซือทุกท่านฉันกันอย่างมีความสุข ก็เป็นเกียรติแก่โรงเตี๊ยมของพวกเรามากแล้ว”
ที่จริงพื้นที่ใต้เท้านี้ก็คือโรงเตี๊ยม สถานที่พักด้านหลังถึงจะเรียกว่าโฮมสเตย์
แต่เพื่อไม่ให้หลวงจีนทั้งหลายรู้สึกกังวล จู้เจียงเจียงจึงเรียกที่นี่ว่าโรงเตี๊ยม อีกทั้งนางยังให้เด็กยกอาหารยกน้ำชามาให้พวกเขาเท่านั้น ไม่กล้าวางเหล้าต่อหน้าพวกเขา
“หากต้าซือทุกท่านไม่มีอะไรสงสัยแล้ว ข้าคงต้องขอตัวไปก่อนนะเจ้าคะ” จู้เจียงเจียงพูดจบก็หมุนตัวจะเดินออกไป
“รอก่อนสีกา”
เจ้าอาวาสคนนั้นเรียกนางไว้ ทำหน้าลำบากใจ อยากจะพูดแต่ก็กล้าๆกลัวๆ
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “ต้าซือมีอะไรก็พูดออกมาตามตรงได้เลยเจ้าค่ะ”
เจ้าอาวาสคนนั้นจึงยอมพูดออกมา “อาตมาอยากจะถามสีกาว่า พวกอาตมาจะขอบิณฑบาตได้หรือไม่?”
บิณฑบาต?
ขอกิน?
ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่อยากใช้คำนี้มาอธิบาย แต่สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของนางก็คือคำนี้
ในเมื่อพวกเขาอยากบิณฑบาต ไม่ควรบิณฑบาตก่อนสั่งอาหารหรือ?
ตอนนี้อาหารขึ้นโต๊ะแล้ว พวกเขาถึงพูดว่าอยากขอบิณฑบาต นี่มันไม่บังคับขอกินแบบหน้าด้านเกินไปหน่อยหรือ?
จู้เจียงเจียงมองไปที่พวกเขา เห็นแค่พวกเขาก้มหน้าหลบสายตาของนาง ในห้องเล็กๆเงียบสงบจนน่ากลัว
นางอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เมื่อเห็นชายจีวรและหัวเข่าของพวกเขาที่ชำรุดเสียหาย แค่ดูก็รู้ว่าพวกเขาปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด นางจึงเปลี่ยนใจ
“ได้แน่นอนเจ้าค่ะ ต้าซือทุกท่านเชิญตามสบาย” จู้เจียงเจียงยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปอย่างสุภาพ
หน้าโต๊ะคิดเงิน นางบอกคนทำบัญชีว่าไม่ต้องกินเงินค่าอาหารกับหลวงจีนเหล่านั้น จากนั้นก็ถูกเซินหมิ่นเร่งกลับไปทำงานในห้องครัวต่อ
ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ จู้เจียงเจียงอยู่ในครัวตลอดทั้งวัน หลังจากทำอาหารที่แขกสั่งครบหมดแล้ว ก็เลยมื้อเย็นไปแล้ว
สีท้องฟ้าสลัวๆ นางร่วมกินอาหารกับคนครัวและคนในโรงเตี๊ยมเพื่อรองท้องเล็กน้อย และด้วยความเหนื่อยล้าทำให้เผยจี้ต้องแบกนางกลับบ้าน
ส่วนเหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่ที่มาวันนี้ นางก็ไม่ได้ถามถึงอีก
หากนางรู้ว่าเหล่าหลวงจีนทั้งหลายนั่งสวดมนต์อยู่นอกโรงเตี๊ยมให้นางทั้งคืนเพื่อขอบคุณนางแล้วละก็ นางคงไม่กลับบ้านไปโดยไม่สนใจแบบนั้นแน่นอน
ตอนที่ 196: เจ้าอาวาสแปลกๆ
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย หัวหน้าหมู่บ้านน้อย ตื่นเร็วเถิด เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
เพิ่งรุ่งสาง ไก่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพิ่งจะตื่น แต่ที่หน้าประตูรั้วของบ้านตระกูลเผยกลับมีคนมาตะโกนเรียกจู้เจียงเจียงเสียงดัง
เผยจี้ตื่นตั้งแต่คนผู้นั้นเปิดปากเสียงแรกแล้ว
เมื่อลืมตาขึ้นมาและกำลังจะลุกลงไปดูที่ชั้นล่าง จู้เจียงเจียงก็ตื่นขึ้นมาเพราะเสียงดังรบกวนเช่นกัน
“ทำไม? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ!” พูดให้ถูกต้องคือนางตื่นเพราะตกใจ ตอนตื่นยังไม่เข้าใจสถานการณ์อย่างแน่ชัดก็ลนลานลงจากเตียงแล้ว
หากไม่ใช่เผยจี้รีบมาจับตัวนางไว้ แล้วช่วยสวมเสื้อคลุมให้ เกรงว่านางคงจะสวมแต่ชุดนอนแล้ววิ่งออกไปนอกบ้านเป็นแน่
ทั้งคู่เดินลงบันไดไปพร้อมกัน ไก่ในกรงข้างคอกวัวขันขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ท้องฟ้าที่มืดครึ้มดูมีชีวิตชีวามากขึ้นเล็กน้อย
“ปู่สวี่ ทำไมถึงตื่นเช้าแบบนี้?” คนที่ยืนอยู่นอกรั้วคือสวี่เหล่าเกิน
บนไหล่เขาแบกจอบเอาไว้ ปลายแขนเสื้อและชายเสื้อยังมีความเปียกอยู่ หรือเขาเพิ่งกลับมาจากสวนชากัน?
เช้าขนาดนี้เลย!
“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย เจ้ารีบไปดูเถอะ ใต้ต้นไม้หน้าประตูโรงเตี๊ยมมีหลวงจีนหลายรูปนั่งขัดสมาธิอยู่ ข้าดูลักษณะของพวกเขาเกรงว่าน่าจะนั่งมาทั้งคืนแล้ว”
ตอนสวี่เหล่าเกินออกบ้านไปภูเขาชาเพื่อกำจัดวัชพืช ฟ้ายังมืดอยู่
ตอนนั้นเขาไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอตอนกลับมาถึงรู้ว่าใต้ต้นไม้หน้าประตูโรงเตี๊ยมมีหลวงจีนหลายรูปกำลังนั่งสวดมนต์กันอยู่
เรื่องนี้เกิดขึ้นที่โรงเตี๊ยมของจู้เจียงเจียง เขาเลยไม่กล้าเข้าไปยุ่งอะไรมากนัก ได้แต่รีบวิ่งกลับมาบอกจู้เจียงเจียง
“หลวงจีน?”
แค่ชั่วพริบตาจู้เจียงเจียงก็นึกถึงหลวงจีนน้อยใหญ่แปดรูปที่มาบิณฑบาตในโรงเตี๊ยมเมื่อวานได้ทันที “ข้ารู้แล้ว เดี๋ยวข้าไปล้างหน้าก่อน แล้วค่อยไปดู”
นางกลับห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะลงชั้นล่างไปล้างหน้า เสร็จแล้วก็ขี่ม้าไปโฮมสเตย์พร้อมกับเผยจี้
คนงานที่คอยดูแลโฮมสเตย์กะดึก จะคอยอยู่บริเวณลานเล็กด้านหลังของโฮมสเตย์เพื่อพร้อมให้บริการแขกตลอดเวลา ดังนั้นจึงไม่ค่อยได้ออกไปถึงด้านหน้า
จึงเป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะไม่สังเกตเห็นว่าหน้าประตูมีคนนั่งอยู่
ในเช้าหน้าร้อนที่แสงอรุณเพิ่งสว่างฟ้า มีเสียงกบร้องในนาดังก้อง ในอากาศเต็มไปด้วยแมลงตัวจิ๋วที่มองไม่ชัดนัก
จู้เจียงเจียงนั่งอยู่ด้านหน้าเผยจี้ เขาจับใบหน้านางให้หันมาแนบกับหน้าอกของตัวเองอย่างใส่ใจ ไม่ให้พวกแมลงตัวจิ๋วพวกนั้นบินเข้าไปในปากและจมูก
ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองคนก็มาถึงโฮมสเตย์
จู้เจียงเจียงกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนวิ่งไปตรงหน้าเจ้าอาวาสอาวุโส พร้อมกับถามด้วยน้ำเสียงรีบร้อน “ต้าซือ นี่พวกท่านกำลังทำอะไรกัน?!”
หรือพวกเขายังไม่กลับตั้งแต่เมื่อวาน?
หลวงจีนหลายรูปได้ยินเสียง ก็หยุดเสียงสวดมนต์เบาๆ นั้นและลืมตาขึ้น
พวกเขาค่อยๆลุกขึ้น หลังจากแสดงความเคารพยกมือแบบหลวงจีนให้จู้เจียงเจียงพร้อมกันเสร็จ เจ้าอาวาสอาวุโสคนนั้นก็พูดว่า “เออหมีถัวฝอ อาตมาอู้ฉือ ขอบคุณเมื่อวานที่สีกาช่วยเหลือด้วยความใจกว้าง”
พูดจบหลวงจีนเหล่านั้นก็ทำท่าแสดงความเคารพนางอีกครั้ง แล้วเตรียมจะเดินจากไป
จู้เจียงเจียงงงงวย ยังไม่ทันจะเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่นี่ พวกเขาก็จะไปเสียแล้ว?
แล้วทำไมพวกเขาถึงมาค้างแรมอยู่ที่นี่กันล่ะ? หรือว่าเพียงเพื่อจะรอขอบคุณนางต่อหน้าเท่านั้น?
“ต้าซืออู้ฉือ โปรดหยุดก่อน”
จู้เจียงเจียงเรียกพวกเขาไว้ เดินตามไปแล้วถามว่า “ขอถามต้าซือทุกท่าน พวกท่านมาจากที่ไหน แล้วจะไปที่ไหนกัน?”
พวกเขาคงไม่ได้แค่ผ่านทางมาใช่หรือไม่? ไม่ใช่จะไปอัญเชิญพระไตรปิฎกสักหน่อย
ได้ยินคำนี้ เจ้าอาวาสอู้ฉือก็เงยหน้าขึ้น จ้องไปยังภูเขาลูกใหญ่ด้านหลังของจู้เจียงเจียง
ขยับปาก อยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็พูดแค่เพียงประโยคเดียวว่า “เออหมีถัวฝอ”
จากนั้นจึงยืนกรานจะจากไป
มองด้านหลังที่ดูเหนื่อยล้าทว่าก้าวเดินไปอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นของพวกเขา จู้เจียงเจียงก็ยิ่งไม่เข้าใจ
นางหันหน้าไปถามเผยจี้ที่อยู่ข้างกาย “ท่านพี่ ท่านอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมาหลายปี เคยได้ยินว่าใกล้ๆแถวนี้มีวัดอยู่บ้างหรือไม่?”
เผยจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า “ไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ไม่สิ! น่าจะมีอยู่แห่งหนึ่ง!”
จู่ๆ จู้เจียงเจียงเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นางพลิกตัวขึ้นหลังม้า ยื่นมือเร่งเผยจี้ให้รีบตามมา ทั้งสองคนกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงพร้อมกันอีกครั้ง
นางตรงไปถามกับพวกน้องเจ็ดที่บ้านเล็กทางทิศเหนือ
นางจำได้ ก่อนที่พวกเขาจะมาปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเขาอาศัยอยู่ที่วัดเก่านอกเมืองมาก่อน
จะเป็นวัดเก่านั้นหรือไม่?
แต่น่าเสียดาย หลังจากสอบถามน้องเจ็ดแล้วก็ได้ความว่า วัดเก่านอกเมืองที่นางเคยบอก เป็นเพียงวัดร้างหนึ่งที่เหมือนกับศาลเจ้าที่ใช้เซ่นไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น
ศาลเจ้ากับวัด มันคนละอย่างกันเลย
“ดูท่าคงต้องไปไหว้วานโจวเหลียงให้ไปสืบดู” จู้เจียงเจียงกลับไปอย่างผิดหวัง
ตอนนี้ทำได้เพียงนำความหวังไปไว้ที่โจวเหลียง เขาอยู่ที่ว่าการน่าจะสามารถสืบค้นเรื่องราวเก่าๆได้บ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะหาเรื่องราวของหลวงจีนหลายรูปเหล่านั้นเจอบ้าง
นางเอาแต่รู้สึกว่าตอนเจ้าอาวาสอู้ฉือจากไปเมื่อครู่ เหมือนมีคำพูดอยากจะบอกนาง
เผยจี้พูดขึ้นว่า “เมื่อวานโรงเตี๊ยมเปิดกิจการ ใต้เท้าโจวไม่มา คาดว่าวันนี้คงจะมากระมัง พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “เมื่อวานท่านอยู่ในห้องครัวทั้งวันไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงรู้ว่าที่โรงเตี๊ยมมีใครมาไม่มาบ้าง…ดูเหมือนท่านจะสนใจโจวเหลียงเป็นพิเศษเลยนะ”
นางเข้าใกล้เขา เบนศีรษะไปมาเพื่อมองเขาที่หลบเลี่ยงสายตา ยิ้มอย่างมีนัยแฝงความหมายลึกซึ้ง
เผยจี้หลบสายตานางที่หัวเราะเยาะเขาไม่พ้น ทำได้เพียงยื่นมือใหญ่ข้างหนึ่งออกไปวางบนศีรษะนาง “ไปโรงเตี๊ยมกันเถอะ”
พูดมาก!
เขาจะไม่สนใจโจวเหลียงคนนั้นได้อย่างไร ในเมื่อโจวเหลียงเป็นผู้ชายคนเดียวที่แสดงความหลงรักต่อจู้เจียงเจียงอย่างชัดเจน เขาก็ต้องป้องกันไว้ก่อนอยู่แล้ว
วันนี้ธุรกิจของโฮมสเตย์เหมือนจะยิ่งดังขึ้นไปยกใหญ่ หลังผ่านการพูดกันปากต่อปากเมื่อวานนี้
จากคนที่เดิมเพียงแค่กำเงินมาชม ไม่ยอมควักเงินเพื่อลองของใหม่เพราะกลัวจะผิดหวัง เมื่อญาติและเพื่อนสนิทที่มากินก่อนหน้ารับรอง วันนี้จึงมาลองกันทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้แต่ละโต๊ะสั่งอาหารกันอย่างใจกล้ามากกว่าเมื่อวานอย่างชัดเจน
เมื่อวานหนึ่งครอบครัวเล็กใหญ่สี่ห้าคนสั่งแค่อาหารสองจาน เนื้อหนึ่ง ผักหนึ่ง หลังจากคิดเงินก็พบว่าอาหารอร่อยกว่าร้านอาหารในเมือง แต่ราคาถูกกว่าเยอะ
จุดนี้ทำให้พวกเขามั่นใจที่จะกลับมาอีกครั้งในวันนี้
“เอาผัดกะหล่ำดอกหนึ่งจาน ปลาเปรี้ยวหวานหนึ่งตัว และกุ้งผัดน้ำมะเขือเทศอีกจาน ขอน้ำเยอะๆหน่อย พวกเราจะเอามาคลุกข้าวกิน”
“ขอรับ โปรดรอสักครู่”
ตอนนี้เพิ่งเป็นเวลาข้าวเช้า แต่กลับมีคนมากมายเอาข้าวเช้าเป็นข้าวเที่ยงแล้ว
ทุกคนหลังสั่งอาหารเสร็จ ตอนรออาหารขึ้นโต๊ะก็ปรึกษากันว่า หลังกินเสร็จจะไปเดินดูรอบๆ
“ได้ยินว่าที่นี่ยังมีสวนชาและทะเลดอกไม้อะไรเนี่ย กินเสร็จพวกเขาพี่น้องไปดูด้วยกันดีไหม?”
“ดูดอกไม้ต้นไม้อะไรนี่เป็นเรื่องที่พวกผู้หญิงทำกัน ข้าว่าพวกเราไปตกกุ้งดีกว่า ได้ยินว่าบ่อกุ้งที่นี่ตกได้”
“จริงหรือ? งั้นพวกเราควรต้องไปลองดูสักหน่อยแล้ว...”
กิจกรรมตกกุ้งนี้เป็นคำแนะนำจากจู้ต้าซาน
และนี่ก็เป็นกิจกรรมบันเทิงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาที่เฝ้าอยู่ที่บ่อกุ้ง
ตอนได้ยินกิจกรรมนี้ จู้เจียงเจียงไม่เสียเวลาคิดก็ตอบตกลงทันที
การตกกุ้งนี้ดีมาก นางจะได้ไม่ต้องช้อนกุ้งเอาไปขายเอง ประหยัดทั้งต้นทุน คนงานและเวลา ยังสามารถดึงดูดแขกให้อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้นานขึ้น สร้างฉากแห่งความเจริญรุ่งเรือง
หากเป็นแบบนี้ละก็ ธุรกิจของทะเลดอกไม้ สวนชา และโฮมสเตย์ก็ได้ประโยชน์ร่วมไปด้วย
ตอนที่ 197: ในที่สุดพันธมิตรการค้าก็มาหาถึงบ้านแล้ว
“พี่หญิงจู้ ด้านนอกมีคนถือแผ่นพับแผนธุรกิจมาหาพี่เจ้าค่ะ”
เซินหมิ่นวิ่งมาในครัว นำเรื่องนี้มาบอกแก่จู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงทำงานหนักอยู่ในครัวติดต่อกันมาสี่วันแล้ว ตั้งแต่วันเปิดกิจการร้านก็ค่อนข้างยุ่ง นางอยู่ช่วยเหลืองานในครัวมาโดยตลอด
หลังจากสามวันที่ลดราคาให้พิเศษจบลง ธุรกิจในร้านวันนี้ถึงถือว่าผ่อนคลายลงหน่อย เซินเซี่ยวสามารถจัดการเรื่องในครัวด้วยตัวเองได้แล้ว
“จริงหรือ?”
จู้เจียงเจียงก็รู้สึกถึงเวลาที่จะมีคนมาแล้ว กู้เฟิงเจี้ยนไปแล้วครึ่งเดือน พ่อค้าเมืองใกล้ๆหน่อย ไม่ว่าอย่างไรก็ควรจะมาถึงได้แล้ว
“ข้าไปเดี๋ยวนี้”
นางรีบปลดผ้ากันเปื้อนออก ล้างมือ แล้วเดินไปพร้อมกับเซินหมิ่น “ไปเตรียมพวกกระดาษพู่กันมาให้ข้า”
ในเมื่อพวกเขามาคุยธุรกิจเองถึงบ้าน ความน่าจะเป็นที่จะร่วมมือกันมีสูง ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถคุยกันจบที่นี่ ดังนั้นจู้เจียงเจียงรีบให้เซินหมิ่นไปเตรียมพู่กันกับกระดาษมา
ในห้องโถงของโฮมสเตย์ หลายคนที่ดูแล้วมีลักษณะเหมือนคนต่างถิ่น สวมชุดที่ดูเป็นคนมีเงินเหมือนกับพ่อค้ารวยๆทั่วไป
ในเวลาสั้นๆ จู้เจียงเจียงยากจะแยกออกว่าใครมาหานางกันแน่
“กุ้ยเจวียน หลายวันก่อนเจ้าเคยเห็นแขกสองสามโต๊ะนี้มาก่อนไหม?” นางมาถึงหน้าโต๊ะคิดเงิน และใช้สายตาเอ่ยถามตู้กุ้ยเจวียนที่เป็นคนทำบัญชี
ตู้กุ้ยเจวียนมองตามสายตาของจู้เจียงเจียงไปก็จำได้ทันที
“เถ้าแก่ คนนั้น คนนั้น ยังมีฮูหยินท่านนั้น ทุกคนเป็นแขกที่เข้าพักในหมินซู่ของเรา ตอนนี้พวกเขาคงหิว จึงออกมาหาอะไรกินกันเจ้าค่ะ”
สามคนที่ตู้กุ้ยเจวียนชี้ให้ดู ก็คือเถ้าแก่สามคนที่เจอกันตรงหน้าประตูเมืองทิศเหนือวันนั้น
เดิมพวกเขาพักอยู่ในโรงเตี๊ยมในตัวเมือง แต่วันที่โรงเตี๊ยมหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเปิดกิจการ หลังจากพวกเขากินอาหารของที่นี่แล้ว ก็เลือกจะค้างพักแรมอยู่ที่นี่
พวกเขาต่างเคยได้ยินเสี่ยวเอ้อร์ในโรงเตี๊ยมในตัวเมืองนินทาจู้เจียงเจียง ดังนั้นในช่วงหลายวันที่เข้าพัก พวกเขาก็กำลังพิจารณาสถานที่แห่งนี้อย่างเงียบๆ
“แขกโต๊ะนั้นเพิ่งมาวันนี้ พวกเขายังไม่ได้จ่ายเงินเจ้าค่ะ”
ตู้กุ้ยเจวียนชี้ไปที่แขกโต๊ะสุดท้ายที่จู้เจียงเจียงถาม ก้มหน้ามองบัญชี พบว่าพวกเขายังไม่ได้จ่ายเงิน
แต่ดูจากจานอาหารที่ว่างเปล่าบนโต๊ะ พวกเขาน่าจะกินเสร็จแล้ว และกำลังรอใครบางคนอยู่
“งั้นก็เป็นพวกเขาแล้ว!”
จู้เจียงเจียงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปหาแขกโต๊ะที่รอคนอยู่
“ทั้งสามท่าน ข้าคือจู้เจียงเจียง ขอถามท่านทั้งสามกำลังตามหาข้าอยู่ใช่หรือไม่?” นางแนะนำตัว โดยในแผ่นพับแผนธุรกิจนั้นมีการแนะนำเกี่ยวกับนางอย่างเรียบง่ายอยู่แล้ว
หากเป็นพ่อค้าที่มาคุยธุรกิจ ย่อมต้องเคยเห็นชื่อนางจากในแผ่นพับแผนธุรกิจแน่นอน
เป็นอย่างที่คิด แขกชายสองหญิงหนึ่งโต๊ะนี้ได้ยินชื่อของนางก็ลุกขึ้นทันที
ฉับพลันก็มีฉากแสดงความเคารพทักทายกันอย่างเป็นมิตร จนกระทั่งเซินหมิ่นเอากระดาษและพู่กันกลับมา
“คิดไม่ถึงเลยว่าเถ้าแก่จู้จะอ่อนเยาว์เช่นนี้ คิดไม่ถึงจริงๆ!”
ในบรรดาชายทั้งสองคนนั้น มีชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นบิดาของอีกคนหนึ่ง มองประเมินจู้เจียงเจียงแวบหนึ่งแล้วพยักหน้าพร้อมกับถอนหายใจ
“หลานเอ๋อร์ เจ้าต้องเรียนรู้จากเถ้าแก่จู้ให้ดี” เถียนเหลียงมองไปที่เถียนหลาน ลูกสาวของเขาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
เด็กสาวคนนั้นมีชื่อที่เหมาะกับรูปลักษณ์ของนาง รูปร่างสูงโปร่ง แต่กลับมีใบหน้าที่ดูเด็ก มีรอยยิ้มที่ดูหวาน คิ้วโค้งเหมือนพระจันทร์เสี้ยว
เถียนหลานยังไม่ทันได้ตอบเถียนเหลียง เถียนเยี่ย เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ก็อดใจไม่ไหว
“ท่านพ่อ คุยกันแล้วว่าจะให้ข้ากับน้องสาวทำธุรกิจนี้ด้วยกัน ท่านพ่อจะลำเอียงไม่ได้นะขอรับ”
เถียนเยี่ยมีรูปร่างสูงยาว และผิวของเขาก็ขาวผ่องกว่าเถียนหลานที่อยู่ข้างๆเสียอีก
หากไม่ใช่เขาสวมเสื้อคลุมสีเข้ม ไม่เช่นนั้นเขาคงจะดูขาวซีดไปเลย
เป็นครอบครัวที่รักกันจริงๆ
จู้เจียงเจียงเพียงแค่สังเกตการโต้ตอบของพวกเขาสามคนง่ายๆ ก็ได้บทสรุปออกมา
บรรยากาศครอบครัวนี้ดีขนาดนี้ ถ้าทำธุรกิจร่วมกันก็จะพร้อมใจเป็นหนึ่งได้ ไม่มีปัญหาอะไรให้กังวล นางจึงรู้สึกสบายใจ
“ไม่ทราบว่าท่านทั้งสามสนใจแผนธุรกิจอันไหนในแผ่นพับแผนธุรกิจของเรา?” จู้เจียงเจียงไม่อยากทำลายบรรยากาศครอบครัวที่อบอุ่นหวานชื่น แต่ก็จำต้องขัดจังหวะ
“ข้าชอบธุรกิจแป้งชาด เถ้าแก่จู้ ท่านเอาธุรกิจนี้ให้ข้าเถอะ” เถียนหลานใช้ดวงตาระยิบระยับมองจู้เจียงเจียง
ทำเอาจู้เจียงเจียงเกือบพยักหน้าตกลง
ธุรกิจแป้งชาด?!
ฉินเจียที่นั่งเฝ้าสังเกตจู้เจียงเจียงอยู่ไม่ไกล ได้ยินคำนี้ก็เครียดขึ้นมาทันที เพราะนางก็มาเพราะธุรกิจแป้งชาดเหมือนกัน
นางมาถึงก่อนแท้ๆ หากถูกแม่หนูคนนี้แย่งธุรกิจแป้งชาดไป นางจะยอมได้อย่างไร?
“ไม่ดี ไม่ดี แป้งชาดกินหรือดื่มก็ไม่ได้ ทำธุรกิจปลาและกุ้งดีกว่า ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านเพิ่งพูดว่าปลาและกุ้งที่นี่อร่อยมากไม่ใช่หรือ? ข้าคิดว่าต้องขายดีแน่นอน!” เถียนเยี่ยโต้แย้ง
คำนี้ของเขาทำให้ฉินเจียที่อยู่ไม่ไกลถอนใจอย่างโล่งอก
แต่กลับทำให้หวงเจวี้ยนเคร่งเครียดขึ้นมาแทน
“ท่านพ่อ แป้งชาดดีกว่า ท่านแม่ต้องชอบแน่ๆ”
“ท่านแม่ชอบ เจ้าซื้อให้ก็ได้แล้ว แต่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับปัจจัยสี่ และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออาหารการกิน”
สองพี่น้องตระกูลเถียนเถียงกันไม่หยุด ตอนใกล้จะทะเลาะกันจนตาแดงทั้งคู่ เถียนเหลียงก็พูดออกมา
“แต่พ่อรู้สึกว่า ธุรกิจผักและผลไม้มีอนาคตที่ดีกว่า ยังมีใบชาก็ไม่เลวเช่นกัน ล้วนเป็นของแปลกใหม่”
เถียนเหลียงมีอายุมากแล้ว เขาชอบของที่รสชาติจืดๆอ่อนๆแบบนี้ และใบชานี้เขาก็ชอบมากๆ หลังดื่มแล้วรู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
สามคนตระกูลเถียนลังเลตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะทำธุรกิจอะไร
จู้เจียงเจียงฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกปวดหัว นางให้เซินหมิ่นเตรียมกระดาษกับพู่กันไว้ ดูท่าตอนนี้ของพวกนี้จะยังใช้ไม่ได้ชั่วคราว
“ท่านทั้งสามโปรดใจเย็นก่อน”
นางจำเป็นต้องขัดจังหวะบรรยากาศที่ ‘กลมเกลียว’ ของตระกูลเถียนอีกครั้ง “เอาแบบนี้ หากท่านทั้งสามยังตัดสินใจไม่ได้ละก็ ไม่สู้พักอยู่ที่นี่สักสองสามวัน หลังจากศึกษาพื้นที่จริงแล้ว จากนั้นค่อยมาตัดสินใจร่วมกันอีกครั้งดีหรือไม่?”
“ก็คงทำได้แค่แบบนี้แล้ว” เถียนเหลียงพยักหน้า
จู้เจียงเจียงเห็นว่ามีแขกแล้ว นางก็รีบให้เซินหมิ่นพาทั้งสามคนไปเปิดห้อง
เซินหมิ่นหาโฮมสเตย์หลังหนึ่งที่มีสามห้องให้พวกเขาสามคน ตอนนางพาพวกเขาไปดูห้องพัก ทั้งสามคนยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม แต่หลังจากได้เห็นห้องของตัวเองแล้ว ความกังวลที่พวกเขามีก็หายไป
โฮมสเตย์ด้านหลังโรงเตี๊ยมไม่เหมือนโรงเตี๊ยมโบราณทั่วไป ที่มีห้องเรียงกันเป็นแถวในอาคารเดียว
โฮมสเตย์ที่จู้เจียงเจียงออกแบบทั้งหมด ที่จริงก็เหมือนหมู่บ้านเล็กๆหมู่บ้านหนึ่ง ให้บ้านมีห้องเล็กใหญ่และตำแหน่งทิศทางไม่เหมือนกัน
เป็นอุทยานเชิงนิเวศที่เต็มไปด้วยลมหายใจแห่งชีวิต
สามคนตระกูลเถียนเข้าพักช้า ตำแหน่งบ้านจึงอยู่ท้ายๆ ต้องเดินข้ามสะพานเล็ก ผ่านศาลา แล้วเดินเข้าไปอีกสักพัก จึงจะถึงหน้าลานสวนดอกไม้เล็กๆแห่งหนึ่ง
ลานบ้านเล็กๆนี้เป็นสวนที่ใช้ร่วมกันของบ้านไม้สองหลัง ในบ้านไม้อีกหลังได้มีแขกเข้าพักแล้ว สามคนตระกูลเถียนจึงพักอยู่ข้างบ้านพวกเขา
ในบ้าน มีสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น ให้สามคนตระกูลเถียนพักกันคนละห้องได้พอดี
“ท่านทั้งสาม ลานบ้านนี้เป็นส่วนกลางที่ไว้ใช้ร่วมกัน ไว้สำหรับแขกที่เข้าพักมาพูดคุยและดื่มชา หากอยากเปิดงานเลี้ยงปิ้งย่างเล็กๆ ก็สามารถทำได้ ถึงตอนนั้นโปรดบอกเสี่ยวเอ้อร์ของเรา เราจะเตรียมเตาถ่าน ตะแกรงและเนื้อให้”
เซินหมิ่นยืนอยู่หน้าประตูไม่ได้เข้าไปข้างใน นี่คือความต้องการของจู้เจียงเจียง
นอกจากปัดกวาดทำความสะอาด ห้ามบุกเข้าห้องส่วนตัวของแขกเด็ดขาด
“ยังทำเนื้อย่างได้ด้วย?” เถียนเยี่ยตาเป็นประกาย “งั้นนอกจากเนื้อย่าง มีกุ้งให้ย่างด้วยไหม?”
“บนโต๊ะในบ้านมีใบรายการอาหารที่พวกเรามีบริการ กุ้งก็อยู่ในใบรายการ หากคุณชายเถียนต้องการ พวกเราสามารถจัดเตรียมกุ้งที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วให้คุณชายนำไปย่างได้เลยเจ้าค่ะ”
กุ้งย่างเป็นรายการอาหารยอดนิยมของงานเลี้ยงปิ้งย่าง และเป็นอาหารแนะนำของโรงเตี๊ยมของพวกเขา จะไม่มีได้อย่างไร?
“ท่านพ่อ น้องหญิง งั้นเดี๋ยวพวกเราไปเชิญแขกบ้านข้างๆ คืนนี้พวกเราย่างเนื้อด้วยกันเถอะ!” เถียนเยี่ยตัดสินใจในทันที
เขาชอบบริการของที่นี่มากจริงๆ!
ตอนที่ 198: งานเลี้ยงเนื้อย่างในโฮมสเตย์กลายเป็นดิสโก
“คืนนี้ท่านจะย่างเนื้อหรือ?”
สวี่กู้ว่างจนเบื่อ เขาที่ชอบความคึกคัก วันที่สองของการเปิดโฮมสเตย์ของจู้เจียงเจียง เขาก็มาเปิดห้องแล้วเข้าพักทันที
สามวันก่อนจู้เจียงเจียงยุ่งมาก เขาล้วนเห็นอยู่ในสายตา ดังนั้นจึงไม่ได้ไปรบกวนนาง
แต่ดูเหมือนวันนี้นางจะไม่ค่อยยุ่งแล้ว สวี่กู้จึงมาเชิญนางไปกินเนื้อย่างด้วยกันคืนนี้
“อืม แขกที่พักอยู่ด้วยกันกับข้าเชิญข้าไปกินเนื้อย่างด้วยกันคืนนี้ ข้าคิดว่าไหนๆ เจ้าก็อยู่ด้วยแล้ว ก็ไปด้วยกันเลยดีกว่า”
ล้อเล่นหรือ!
ที่นี่คือโฮมสเตย์ของจู้เจียงเจียง ความคิดแปลกๆของนาง มีแต่นางเท่านั้นที่เข้าใจดีที่สุด
ไม่รู้ฝีมือการย่างเนื้อของนาง เมื่อเทียบกับการทำอาหาร อย่างไหนจะดีกว่ากัน?
“เจ้าก็เหนื่อยมาหลายวันแล้ว แถมทุกวันยังเอาแต่หลบทำอาหารอยู่ในครัว ความคิดเห็นของแขกที่เข้าพักในหมินซู่ของเจ้า เจ้าไม่อยากรู้บ้างเลยหรือ?” สวี่กู้หาเหตุผลโน้มน้าวนางต่อไป
คำนี้ช่างตรงกับใจของจู้เจียงเจียงจริงๆ
หลายวันนี้นางสนใจแต่ก้มหน้าอยู่ในห้องครัว ปฏิกิริยาของแขกข้างหน้านางไม่มีโอกาสไปทำความเข้าใจเลย
นางมีความมั่นใจในเรื่องอาหารมาก และจากการที่แขกกินจนเหลือแต่จานเปล่า เห็นได้ชัดว่าอาหารเป็นที่ชมชอบ เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกแขกที่เข้าพักรู้สึกอย่างไร?
“ในเมื่อท่านจริงใจเสียขนาดนี้ งั้นคืนนี้ข้าจะพาคนไปเยอะหน่อย แต่ว่า…ท่านต้องเป็นคนจ่ายนะ”
เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กซนหลายคนมาช่วยล้างผักและยกอาหารที่ร้านทุกวัน ก็คงจะเหนื่อยมากเหมือนกัน ควรแก่เวลาที่นางจะเรียกพวกเขามาผ่อนคลายหน่อยแล้ว
“ไม่มีปัญหา!”
สวี่กู้ไม่กลัวคนเยอะ กลัวแต่จะเงียบเหงา มาเพิ่มอีกหลายคนยิ่งคึกคัก
ถึงแม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่จู้เจียงเจียงก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจถึงขนาดที่พาคนมาเยอะขนาดนี้ก็ได้กระมัง?!
“แม่นางจู้ เจ้านี่ช่างไม่เกรงใจจริงๆ” สวี่กู้พูดพร้อมยิ้มเจื่อนๆ มองกลุ่มคนที่ทยอยกันมาเป็นพรวน
แต่จู้เจียงเจียงไม่สนใจ “เมื่อตอนกลางวันข้าบอกไปแล้วว่าจะพาคนมาเยอะหน่อยไม่ใช่หรือ?”
“แต่ก็ไม่ต้องเยอะขนาดนี้ก็ได้กระมัง ลานบ้านนี้แทบจะเดินไม่ได้แล้ว!”
สถานที่ที่สวี่กู้ยืนอยู่ตอนนี้เกือบจะหมุนตัวไม่ได้แล้ว ทั้งยังโดนคนที่เดินผ่านไปมากระทบไหล่อยู่บ่อยๆ นี่คืองานเลี้ยงปิ้งย่างใช่หรือไม่? นี่คงจะไม่เบียดเขาจนแบนแล้วเอาไปย่างกระมัง?
“ไม่มีปัญหา ใต้ชายคาก็วางโต๊ะได้”
จู้เจียงเจียงแค่เรียกสามคนในบ้าน บ้านเล็กทางทิศเหนือ และคนงานในร้านมาด้วยเท่านั้น คนก็ไม่เห็นจะเยอะเท่าไรนี่นา
ส่วนอู่จิ้นผิงและเผยซัง...พวกเขาขันอาสาหน้าด้านหน้าทนมาร่วมสนุกด้วยตัวเอง
“ขอบคุณองค์ชายสามสวี่ที่เชิญมาในคืนนี้” เผยซังก็ไม่ได้มามือเปล่า ในมือเขายังถือไหเหล้าไหหนึ่งมาด้วย
เขาส่ายไหเหล้าให้สวี่กู้ดู จากนั้นก็เดินเข้าไปในลานบ้านอย่างสบายอารมณ์
ต่อมาอู่จิ้นผิงและฉินเฟิงก็เดินทางมาถึง พวกเขาสองคนเพียงยิ้มให้สวี่กู้เบาๆ ใช้เพียงแค่ใบหน้าและมาตัวเปล่า
“อย่ากลัดกลุ้มไปเลย แม่นางเถียนยังไม่เห็นจะว่าอะไรเลย ท่านที่เป็นผู้ชายตัวโตแท้ๆ จะคิดมากไปทำไมกัน” จู้เจียงเจียงตบไหล่ของสวี่กู้เบาๆ แล้วทำท่าเหมือนสนุกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ในตอนเย็น ขณะที่นางกำลังทำเนื้อเสียบไม้พร้อมกับคนในร้าน นางถึงได้รู้ว่าคืนนี้สามคนคนจากตระกูลเถียนก็มาร่วมงานเลี้ยงเนื้อย่างกับสวี่กู้ด้วย
นางจึงไปสอบถามความคิดเห็นของคนในตระกูลเถียน ซึ่งพวกเขาก็ไม่ถือสาที่จะมีคนมามากขึ้น ดังนั้นนางจึงเรียกคนในร้านมาด้วย
“อีกทั้งท่านดู คนในร้านมายังช่วยตกแต่งสถานที่ได้ ไม่เช่นนั้นท่านจะแขวนโคมไฟเองหรือ? หรือท่านจะเผาถ่าน?”
ในเมื่อจะจัดงานเลี้ยงเนื้อย่าง เช่นนั้นก็ทำให้ใหญ่ไปเลย กินกันแค่สามสี่คน รวมกันยังไม่เต็มหนึ่งโต๊ะ จะไปสนุกอะไร?
“มาๆ มาปรบมือเป็นจังหวะร้องเพลงกัน ♪ ข้าขี่ม้าข้ามภูเขา ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่เลี้ยงวัวและแกะ พืชผลที่เก็บเกี่ยวส่องประกายสีทอง...♪”
งานเลี้ยงเนื้อย่างนี้ไม่ได้มีเพียงแขก ยังมีคนในร้าน คนจากหลี่จิง ทุกคนต่างไม่สนิทกัน ยังมีความเขินกันอยู่ไม่มากก็น้อย
จู้เจียงเจียงเป็นเพียงคนเดียวที่เชื่อมความสัมพันธ์กับพวกเขาทั้งสามฝ่าย
นางพุ่งออกมาคว้าถ้วยใบหนึ่งตะเกียบข้างหนึ่งขึ้นจากบนโต๊ะ ชูขึ้นสูงเหนือศีรษะพลางเคาะอย่างมีจังหวะ ร้องเพลงเต้นรำที่สนุกสนานออกมา นำพาบรรยากาศในงานเลี้ยงให้คึกคักขึ้นมาทันที
บทเพลงนี้นางเคยสอนในสถานศึกษา พวกเผยเสี่ยวอวี๋เห็นแบบนี้ก็วิ่งเข้ามาร่วมร้องพร้อมกับนางทันที
จู้เจียงเจียงเป็นผู้นำพวกเด็กๆ ทั้งร้องทั้งเต้นเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ในฝูงชน ลากพวกเขามาขยับแข้งขยับขาด้วยกัน
เพียงไม่นาน ลานบ้านเล็กๆ ก็กลายเป็นดิสโกย่อมๆแห่งหนึ่ง ทำเอาสามคนตระกูลเถียนและเผยซังมองกันตาค้าง
พวกเขาสี่คนเป็นคนมาใหม่ ยังไม่เคยสัมผัสวัฒนธรรมความบันเทิงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แต่แค่ได้ดูก็เพียงพอจะทำให้พวกเขารู้สึกสนุกสนานด้วยแล้ว
เถียนหลานดีใจถึงขั้นปิดปากแอบหัวเราะ กฎระเบียบของผู้หญิงในตระกูลเถียนที่เน้นความอ่อนโยนและสำรวมกิริยา ทำให้นางไม่กล้าเข้าร่วม
กลับกัน เถียนเยี่ยไม่สนอะไรแล้ว พุ่งเข้าไปในฝูงชนเหมือนคนบ้า ทั้งบิดทั้งเต้นอย่างเมามัน
“แม่นางจู้ เจ้าแต่งเพลงใหม่ตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่เคยได้ยินเจ้าร้องมาก่อน?” สำหรับเรื่องที่จู้เจียงเจียงพาคนมาด้วย ได้ถูกสวี่กู้โยนไปไว้ด้านหลังแล้ว
ตอนนี้เขาอยากรู้เกี่ยวกับเพลงใหม่นี้มากกว่า
บทเพลงใหม่นี้ไพเราะจริงๆ เนื้อเพลงก็ดี บรรยายชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของพวกชาวบ้าน
สำหรับพวกเขาที่เป็นเชื้อพระวงศ์และต้องแบกภาระรับผิดชอบประชาชนไว้บนไหล่ นี่คือสิ่งที่พวกเขาอยากจะเห็นมากที่สุด
ถ้าหากประชาชนของแคว้นเสี่ยวซีก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างในเพลงที่ร้อง ถ้าทุ่งหญ้ากว้างใหญ่มีวัวมีแกะ พืชผลที่เก็บเกี่ยวส่องประกายสีทองได้ก็คงจะดี
จู้เจียงเจียงถูกสวี่กู้ลากไว้ นางหยุดลง หันมายิ้มแล้วตะโกนใส่เขาว่า “ในสถานศึกษา ทุกอาทิตย์จะมีคาบดนตรีของข้า ท่านอยากเรียน วันหลังก็ไปเรียนในคาบของข้าบ่อยๆ...”
เขาลืมไปได้อย่างไรว่ายังมีเรื่องนี้อยู่!
สวี่กู้รู้ว่าจู้เจียงเจียงเป็นอาจารย์อยู่ในสถานศึกษา อาจเพราะเวลาปกติเขาเห็นนางทำงานตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงลืมเรื่องนี้ไป
ดูท่าวันหลังเขาต้องไปฟังคาบเรียนของนางให้เยอะขึ้นแล้วจริงๆ
“แม่นางเถียนมาสนุกด้วยกันสิ”
จู้เจียงเจียงสังเกตเห็นท่าทางของเถียนหลานมาตั้งแต่เมื่อครู่ นางคิดว่าหลังจากผ่านความลังเลไปสักพัก เถียนหลานจะตัดสินใจเข้าร่วมกับพวกเขาเอง
แต่ว่ารออยู่นาน นางกลับยังยืนอยู่ที่เดิม จู้เจียงเจียงเลยต้องเดินเข้าไปลากนางมาเข้าในฝูงชน
แทนที่จะบอกว่าเถียนหลานถูกจู้เจียงเจียงลากไป ไม่สู้บอกว่านางหาข้ออ้างในการเข้าร่วมได้แล้ว จึงกึ่งผลักกึ่งลากเข้าไปจะถูกต้องกว่า
ผู้ชายหลายคนในครัวก็เหมือนเซินเซี่ยว เพียงแค่เล่นตามใจครู่เดียวก็กลับมาหน้าเตาย่าง อาสาจุดไฟและเริ่มย่างเนื้อให้เอง
การเคลื่อนไหวในลานบ้านเล็กนี้ค่อนข้างยิ่งใหญ่ ถึงแม้จะอยู่ค่อนไปด้านหลังใกล้ห้องครัว แต่เสียงก็ยังส่งไปถึงลานด้านหน้าอยู่ดี
แขกที่อยู่ลานค่อนไปทางด้านหน้าได้ยินเสียงจึงเดินออกมา พวกเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่มีใครเข้ามา
จู้เจียงเจียงคิดว่าเสียงดังจนรบกวนพวกแขกพักผ่อน นางจึงรีบวิ่งไปขอโทษ
“ทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยจริงๆ รบกวนทุกท่านใช่หรือไม่? ข้าจะไปบอกให้พวกเขาเงียบลงเดี๋ยวนี้”
พูดจบ จู้เจียงเจียงก็หมุนตัวจะวิ่งไป แต่ถูกแขกหลายคนเรียกไว้
“แม่นาง รอเดี๋ยว!”
ชายคนหนึ่งยืดคอยาวมองไปในลานบ้านด้วยความสนใจพลางถามว่า “เรียนถามหน่อยว่า ลานบ้านข้างหน้านั้นทำอะไรกันอยู่? ทำไมถึงได้คึกคักแบบนี้?”
จู้เจียงเจียงเอ่ยตอบ “เป็นแขกที่เข้าพักกำลังจัดงานเลี้ยงเนื้อย่างในลานบ้านคืนนี้เจ้าค่ะ”
ชายคนนั้นถามต่อว่า “แล้วเสียงเพลงนั่นล่ะ?”
จู้เจียงเจียงยังไม่ทันตอบคำถามของชายคนนั้น อีกคนข้างๆ ก็ตอบแทนนางแล้ว
“คุณชายท่านนี้คงมาจากต่างถิ่นใช่หรือไม่? ท่านไม่รู้จักแม่นางจู้ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหรอกหรือ? เพลงเลี้ยงวัวที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองช่วงนี้ ก็เป็นแม่นางจู้ท่านนี้ที่เป็นคนสอน”
“โอ้? ที่แท้แม่นางก็คือแม่นางจู้ที่โด่งดังนี่เอง ข้ายินดีที่ได้พบ!”
ตอนที่ 199: แขกในโฮมสเตย์เข้าร่วมงานเลี้ยงเนื้อย่างกันหมดแล้ว
“คุณชายกล่าวเกินไปแล้ว ข้าไม่กล้ารับว่าเป็นผู้โด่งดังเช่นนั้นหรอก” จู้เจียงเจียงแสดงออกถึงความตกใจ
ชื่อเสียงของนางเหมือนจำกัดอยู่แค่ในเมืองเจียงหนานแห่งนี้เท่านั้น คนต่างถิ่น คงไม่มีใครรู้จักนางด้วยซ้ำ
แต่ชายคนนั้นไม่ได้คุยเรื่องนี้ต่อ เขายังคงยื่นคอมองไปด้านหลังนางด้วยสายตาที่เหมือนเฝ้ารออะไรบางอย่าง
จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้น จึงเบี่ยงตัวเล็กน้อย แล้วลองถามออกไป “หากว่าท่านทั้งหลายไม่รังเกียจ ไม่สู้มาร่วมสนุกด้วยกัน?”
นางก็แค่พูดออกไปตามมารยาทเท่านั้น ใครจะคิดว่าพวกเขาจะตอบตกลงกันจริงๆ
“เช่นนั้น ก็ขอรบกวนแล้ว!”
ไม่เพียงแค่แขกต่างถิ่นคนนี้เท่านั้น แขกในเมืองเจียงหนานที่เข้ามาสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนก็อดใจไม่ไหวที่จะเข้าร่วมด้วย
ในชั่วพริบตาลานบ้านขนาดเล็กก็มีคนอยู่อย่างแออัด
ช่วยไม่ได้ จู้เจียงเจียงจำต้องกลับมาทำหน้าที่เจ้าของร้านและผู้ช่วยร่วมกับคนในร้านอีกครั้ง ก่อนจะไปยกโต๊ะเก้าอี้ในห้องโถงโรงเตี๊ยมมาวางไว้ด้านนอกบริเวณรอบๆลาน และศาลา
เซินเซี่ยวก็ให้คนในครัวกลับไปเตรียมวัตถุดิบที่ใช้ย่างเพิ่ม แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุดิบจากผัก เพราะว่าเนื้อสัตว์เก็บไว้นานไม่ได้ อีกทั้งช่วงเย็นเนื้อสัตว์ก็ขายหมดแล้ว
ของที่เหลืออยู่ตอนนี้ เป็นส่วนที่สวี่กู้ที่จองไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย
“เถ้าแก่ ทำอย่างไรดี เนื้อสำหรับย่างไม่พอแล้ว”
เซินเซี่ยวมองตะกร้าผักจำนวนมากด้วยสีหน้าลำบากใจ
หากคนไม่รู้ อาจนึกว่าโรงเตี๊ยมของพวกเขาขี้งก ไม่ยอมให้ทุกคนได้กินเนื้อสัตว์
จู้เจียงเจียงสังเกตเห็นจุดนี้ นางจึงตัดสินใจทันที “ไปจับไก่มาเชือดสักตัวสองตัว แล้วไปเอาปลาที่เลี้ยงไว้ในถังมาทำความสะอาดด้วย ปลาไม่ต้องหั่น แค่ผ่าข้างก็พอ”
ส่วนพวกกุ้งและเนื้อหมู โชคดีที่ตอนบ่ายนางรู้ว่าคนในร้านจะมาร่วมด้วยจึงเตรียมไว้เยอะพอสมควร
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะรับมือกับพวกแขกที่ทยอยกันมาเรื่อยๆ และคิดว่าที่นี่เป็นความบันเทิงแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายไม่ไหว
แต่ช่างเถอะ ที่เกินมาก็ถือเสียว่าเป็นของแถมให้แขกที่มาพักโฮมสเตย์ของนางก็แล้วกัน
คืนนี้ จู้เจียงเจียงไม่ว่างเลยสักเมี่ยว หากไม่ใช่กำลังยุ่งอยู่กับการย่างเนื้อ ก็กำลังยุ่งอยู่กับการสร้างความบันเทิงร้องเพลงให้ทุกคน
แตงโมก็ถูกหั่นลูกแล้วลูกเล่า
สุดท้าย บ้านพักแขกก็ว่างเปล่า บรรดาแขกต่างพากันพุ่งตรงมามาที่นี่ เพื่อมาร่วมสนุกกับทุกคน
ก็จริงที่โรงเตี๊ยมในชนบทตอนกลางคืนก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก พวกแขกที่ยังมีพลังงานเหลือล้น เล่นกันถึงดึกดื่นก็ยังไม่ยอมจากไป
“มะเขือม่วงย่างอร่อยที่สุด!”
“ไม่ ถั่วฝักยาวย่างต่างหากที่อร่อย!”
“ที่ไหน ที่ไหน ปีกไก่ย่างอร่อยกว่าแท้ๆ...เหอะ!”
พวกเขาทั้งดื่มชา ดื่มเหล้า คุยกันจนถึงดึกดื่น
จนกระทั่งสุดท้าย ไม่มีอะไรเหลือให้ย่างแล้ว พวกแขกจึงเริ่มทยอยกลับบ้านพักของตัวเอง พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
ตอนพวกแขกมาไม่ได้พกอะไรมาด้วยเลยนอกจากปาก แต่พอพวกเขาไปแล้ว กลับทิ้งความยุ่งเหยิงไว้ให้จู้เจียงเจียงจัดการแทน
หลังจากที่นางกับคนในร้านช่วยกันเก็บกวาดทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงแยกย้ายกันกลับบ้าน
งานเลี้ยงเนื้อย่างเมื่อคืน ทำให้พวกฉินเจียที่มาเพราะอยากร่วมงานได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของจู้เจียงเจียง
เมื่อคืนพวกเขาแทรกตัวอยู่ในฝูงชน สังเกตการณ์และถามไถ่แขกที่มาพักเกี่ยวกับตัวของจู้เจียงเจียง และสิ่งที่ได้ยินจากแขกเหล่านั้นแตกต่างจากที่ได้ยินมาจากเสี่ยวเอ้อร์ในเมืองอย่างสิ้นเชิง
ทั้งสามคนถึงคิดได้ ตัวเองถูกเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นหลอกเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเพื่อแย่งชิงธุรกิจหรือร่วมมือกัน ทั้งสามคนจึงตื่นกันตั้งแต่เช้าเพื่อมารอจู้เจียงเจียงอยู่ที่ห้องโถงของโรงเตี๊ยม
แต่พวกเขารอจนกระทั่งกินข้าวเช้าเสร็จก็ยังไม่เห็นจู้เจียงเจียงมา
เฟิงเทาเริ่มนั่งไม่ติด เรียกคนในร้านมาถาม “เสี่ยวเอ้อร์ เถ้าแก่ของพวกเจ้าเล่า? ทำไมยังไม่เห็นมาเลย?”
“ปกติเถ้าแก่ของเรายุ่งมากๆ ไม่ได้มาที่นี่ทุกวัน ไม่ทราบว่าแขกท่านนี้ต้องการอะไรหรือขอรับ?”
“นางไม่มาทุกวันอย่างนั้นหรือ?” เฟิงเทาขมวดคิ้ว
ผู้หญิงคนนั้นยุ่งขนาดนั้นจริงๆหรือ?
เขาก็ทำธุรกิจเหมือนกัน แทบจะไปรออยู่ในร้านทุกวัน จู้เจียงเจียงคนนี้มีโรงเตี๊ยมกลับไม่อยู่ แล้วจะไปที่ไหนกัน?
ช่างเถอะ ในเมื่อนางไม่มา งั้นเขาออกไปตามหาเอง!
เฟิงเทาทนไม่ไหวอีกต่อไป หยิบพัดเดินออกไปคนเดียว ถึงอย่างไรเขาก็จำหน้าตาของจู้เจียงเจียงได้ ทำไมต้องกลัวจะหาไม่เจอ?
เพียงแต่เขาไม่ได้ขี่ม้า และคิดไม่ถึงว่าที่นี่จะใหญ่ขนาดนี้!
หลังจากออกจากโรงเตี๊ยม ที่เขาเห็นก่อนก็คือโรงงานยางและสถานศึกษา สองสถานที่นี้เขาไปมาแล้วก็ยังไม่เห็นเงาของจู้เจียงเจียง
หลังจากถามชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา เขาก็ไปที่ภูเขาชา
ต้นชาบนภูเขาเติบโตได้ดี ยืนอยู่ในสวนชา ดมกลิ่นชาหอมสดใหม่รอบตัว ทำให้เขาผ่อนคลายไม่น้อย และไม่รู้สึกร้อนอีกต่อไป
เพียงแต่จู้เจียงเจียงก็ยังไม่อยู่ที่นี่!
จากนั้น เฟิงเทาจึงไปที่บ่อกุ้งซึ่งอยู่ไม่ไกล และไปที่หมู่บ้าน แต่ก็ยังไม่พบจู้เจียงเจียง
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแล้ว
อากาศร้อนแบบนี้ เขาอยู่ใต้ดวงอาทิตย์มานานมาก หากไม่ได้ทำธุรกิจกัน เขาจะโมโหจริงๆแล้ว
ตอนที่พักหลบแดดอยู่ใต้ชายคาหญ้าหน้าประตูรั้วบ้านตระกูลเผย ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็กลับมาแล้ว
จู้เจียงเจียงเห็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ทว่าก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก นางเตรียมใจไว้แล้วว่าจะมีคนมาหานางตลอดเวลา
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ นางก็จำเฟิงเทาได้
“เรียนถามคุณชาย มีอะไรไม่พอใจกับบริการของทางหมินซู่เราหรือไม่? หากมีสามารถบอกข้าได้โดยตรงเลยเจ้าค่ะ” จู้เจียงเจียงก้าวไปข้างหน้า ถามความคิดเห็นของเขา
นางจำได้ว่าเขาคือหนึ่งในแขกที่นางคุยกับตู้กุ้ยเจวียนเมื่อวาน
นั่นเป็นเหตุผลที่นางถามถึงปัญหาการบริการของโฮมสเตย์
ในที่สุดเฟิงเทาก็เห็นจู้เจียงเจียงกลับมาแล้ว ความโกรธในใจที่เก็บกดมาตลอดช่วงกลางวัน อยากจะระเบิดอารมณ์ใส่นาง แต่พอเห็นผู้ชายที่ตามหลังนางกลับมา คำพูดไม่พอใจทั้งหมดของเขาก็กลืนกลับลงคอไป
ได้ยินว่าสามีนางคือแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ เขาไม่กล้าทำให้ขุ่นเคือง
อีกทั้งเขายังมาเพื่อทำธุรกิจกับจู้เจียงเจียง
เรื่องทะเลาะอะไรแบบนี้ ก็ช่างมันไปเถอะ
“เถ้าแก่จู้ ข้ามีชื่อว่าเฟิงเทา มาจากเมืองอู่หนาน เพื่อมาคุยเรื่องความร่วมมือกับท่าน ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านสะดวกคุยไหม?” เฟิงเทาถามด้วยความสุภาพ
“คุณชายมาคุยเรื่องร่วมมือ?” จู้เจียงเจียงตกใจเล็กน้อย
รีบผลักประตูลานบ้าน เชิญเขาเข้าไป “รีบเข้ามาเถิด”
ตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน นางต้มน้ำชากาหนึ่งวางไว้ ถึงแม้ตอนนี้ชาจะเย็นแล้ว แต่สำหรับพวกเขาที่เพิ่งกลับมาจากอากาศร้อนนอกบ้าน ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ดับกระหายได้ดี
จู้เจียงเจียงรินน้ำชาให้เฟิงเทาถ้วยหนึ่ง อย่างที่คิด เขาดื่มรวดเดียวจนหมด
นางรินน้ำชาอีกถ้วยให้เขา แล้วพูดติดตลกขึ้นมาว่า “เมื่อวานข้าเจอคุณชายในโรงเตี๊ยม หากท่านมาหาข้าเพื่อร่วมมือ ทำไมไม่มาหาข้าเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ทำเอาข้านึกว่าตัวเองทำธุรกิจไม่ดึงดูดคนพอ”
เฟิงเทาเป็นมือเก๋าในการทำธุรกิจ การหาคำแก้ตัวจึงเป็นเรื่องง่าย
“ที่จริงข้ามาถึงที่นี่ได้สองสามวันแล้ว แต่ว่าหลายวันก่อนเห็นเถ้าแก่จู้กำลังยุ่ง จึงไม่ได้รบกวนมากนัก ได้ยินว่าวันนี้ท่านว่างแล้ว ข้าจึงเดินทางมาเยี่ยมเยียน”
“คุณชายเฟิงช่างเอาใจใส่จริงๆ”
สีหน้าของจู้เจียงเจียงไม่แสดงให้เห็นว่านางเชื่อหรือไม่เชื่อในคำพูดของเขา “ไม่ทราบว่าครั้งนี้คุณชายเฟิงอยากร่วมมือรายการอะไร?”
ตอนที่ 200: การเจรจาร่วมมือล้มเหลว
“ใบชา”
เฟิงเทาแน่ใจมากว่าอยากจะร่วมมือในด้านอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ เขาได้เฝ้าสังเกตการณ์ทั้งในหมินซู่และโรงเตี๊ยม ซึ่งเขาก็พบว่าตลาดใบชานั้นค่อนข้างใหญ่!
ในปัจจุบันมีคนสองประเภท คือคนที่ดื่มเหล้าและคนที่ไม่ดื่มเหล้า โดยคนที่ไม่ดื่มเหล้ามีจำนวนเยอะกว่ามาก
และในคนที่ดื่มเหล้า ในจำนวนนั้นคนที่ดื่มเหล้าตอนกลางวันก็มีน้อยถึงน้อยมาก ดังนั้นการดื่มเหล้าจึงมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งในเรื่องของบุคคล สถานที่ และเวลา
แล้วในเวลาที่ไม่ดื่มเหล้า พวกชาวบ้านจะดื่มอะไรเพื่อความบันเทิงได้ดีกว่ากัน?
จะเป็นน้ำแกงหวานที่ต้มเฉพาะตอนมีแขกมาเยี่ยมเยียน ซึ่งบางทีก็หวาน บางครั้งก็จืด เพราะรสชาติล้วนขึ้นอยู่กับฝีมือ หรือจะเป็นน้ำต้มธรรมดาง่ายๆ ที่ดื่มได้ทุกวัน?
น้ำต้มนั้นย่อมดีกว่า แต่ในหลายโอกาสการยกไปรับแขกก็ดูจะขาดความจริงใจไปสักหน่อย
ด้วยเหตุนี้ พวกชาวบ้านจึงต้องการสิ่งหนึ่งที่สามารถดื่มเองได้ รับรองแขกได้ และไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่หรือเวลา
สิ่งนั้นก็คือชา
สรุปข้อดีเหล่านี้ได้แล้ว เฟิงเทาก็ตัดสินใจเลือกใบชา
จู้เจียงเจียงได้ยินเขาต้องการใบชา เป็นธรรมชาติที่จะดีใจ อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ชี้ให้เห็นว่าการที่นางตัดสินใจปรับปรุงสวนชานั้นถูกต้อง
“คุณชายเฟิงตาถึงจริงๆ ใบชาข้าปีนี้ประเมินแล้วว่าจะหาพันธมิตรแค่บ้านเดียว และคุณชายเฟิงก็เป็นคนแรกที่พูดถึงใบชา”
ผลผลิตใบชาของสวนชาตอนนี้ ยังคงต้องพึ่งพาสวนชาเก่า
สวนชาใหม่ของพวกชาวบ้านยังต้องรอฤดูใบไม้ผลิปีหน้าถึงจะเก็บได้ ดังนั้นชาฤดูใบไม้ร่วงปลายปีนี้จึงมีไม่มากพอ จู้เจียงเจียงทำได้แค่เลือกพ่อค้าเจ้าเดียวในการเริ่มต้นความร่วมมือ
เฟิงเทาได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าแสดงความตื่นเต้นอย่างเก็บไม่อยู่ “ดีเหลือเกิน ขอบคุณเถ้าแก่จู้ที่ยอมมอบโอกาสนี้ให้ข้า”
วันนี้เขามาเฝ้าที่หน้าบ้านนาง ก็ถือว่ามาถูกทางจริงๆ!
“งั้นพวกเรารีบลงนามในสัญญาความร่วมมือกันเลยเถอะ” เฟิงเทาพูดอย่างใจร้อน
เขาใจใหญ่แบบนี้ จู้เจียงเจียงค่อนข้างแปลกใจ แต่ก็ไม่ขัดข้องที่จะมีพันธมิตรที่พูดคุยง่ายๆแบบนี้
“คุณชายเฟิงโปรดรอสักครู่ ข้าจะขึ้นชั้นบนไปหยิบหนังสือข้อตกลงการร่วมมือมา” จู้เจียงเจียงเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในหนังสือสัญญา นอกจากเงื่อนไขที่จำเป็นต้องมี ส่วนอื่นนางเว้นว่างไว้ รอหลังจากทั้งสองฝ่ายพิจารณาไตร่ตรองกันอย่างละเอียด หากจำเป็นต้องเพิ่มก็ค่อยเขียนเข้าไป หากไม่จำเป็นก็ลงนามได้เลย
ตอนเฟิงเทากำลังอ่านหนังสือข้อตกลงการร่วมมืออย่างตั้งใจ จู้เจียงเจียงก็ลุกขึ้นไปทำมื้อเที่ยงที่ห้องครัว
เผยจี้อยู่รับแขกแทนนาง
หากจะบอกว่ารับแขก ไม่สู้บอกว่าสร้างความกดดันให้กับแขกจะดีกว่า
เฟิงเทาอ่านข้อกำหนดในหนังสือสัญญาทั้งหมดอย่างตั้งใจ เขามีข้อสงสัยเล็กน้อย
หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็กัดฟันถามกับเผยจี้ตรงๆ
“ท่านแม่ทัพเผย ขอเรียนถามเรื่องเครื่องหมายการค้าของสินค้าหน่อยจะได้หรือไม่ มันคืออะไร?” ในหนังสือสัญญา จู้เจียงเจียงเน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษ เขาไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ
เผยจี้เหลือบมองหนังสือสัญญาในมือของเฟิงเทา ไม่ได้ทำการอธิบายอะไร แต่ทิ้งประโยคหนึ่งไว้แล้วก็ไม่ได้สนใจเขาอีก
“รอภรรยาข้ามาแล้วท่านค่อยถามนางเอง”
ไม่ใช่เขาไม่อยากอธิบาย แต่เขาก็ไม่เข้าใจเคล็ดในการค้าขายมากมายของจู้เจียงเจียงเหมือนกัน
เขาเป็นเพียงนักรบที่ใช้ดาบคนหนึ่ง อ่านหนังสือก็ไม่ค่อยออก แล้วจะไปเข้าใจเนื้อหาในสัญญาความร่วมมือได้อย่างไร
“เอ่อ...ก็ได้” เฟิงเทายอมแพ้
เขาไม่กล้าเอ่ยถามอะไรอีก ห้องรับแขกในบ้านตกสู่ความเงียบสงัดในทันที
ภายใต้บรรยากาศที่ดุดันของเผยจี้ เฟิงเทาราวกับนั่งอยู่บนพรมตะปู เขาอธิษฐานนับครั้งไม่ถ้วนให้จู้เจียงเจียงรีบกลับมา ไม่เช่นนั้นเขาจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
หลังเวลาผ่านไปสองก้านธูป
จู้เจียงเจียงทำอาหารง่ายๆสองสามอย่าง ไม่ได้ฆ่าไก่หรือช้อนกุ้ง เพียงแค่ผัดเนื้อตากแห้ง และผัดผักอีกจานหนึ่ง บวกกับผักกาดขาวดองเผ็ดในไห ทำเสร็จก็ยกออกมา
อากาศร้อนมาก จานหลักนางจึงต้มบะหมี่เย็น หลังจากต้มบะหมี่เสร็จก็แช่ไว้ในน้ำเย็น
นอกจากนี้ นางยังต้มข้าวอีกหม้อหนึ่งไว้รับรองเฟิงเทา
แต่เฟิงเทาที่นั่งอยู่ในบ้านแล้วก็ยังเหงื่อผุดเป็นสายไม่หยุด เขาไม่อยากกินข้าว จึงยกบะหมี่เย็นขึ้นแล้วเริ่มกินพร้อมสามคนตระกูลเผย
“เสี่ยวอวี๋ ออกบ้านอย่าลืมทากันแดดนะ เพิ่งปิดเรียนได้ไม่กี่วัน เจ้าก็ดำแบบนี้แล้ว”
ระหว่างกินข้าว จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะเตือนเผยเสี่ยวอวี๋
นางกับพวกเด็กๆในหมู่บ้านเล่นกันจนเพลิน ออกจากบ้านทีก็ครึ่งค่อนวัน ตอนบ่ายไปเลี้ยงวัวก็ไม่ทากันแดด ยังตามเด็กผู้ชายลงแม่น้ำไปจับปลาอีก ตอนกลับมาเนื้อตัวจึงเปียกชุ่มไปหมด
เมื่อก่อนนางพูดอะไร เผยเสี่ยวอวี๋ล้วนเชื่อฟังทุกอย่าง
แต่หลังจากเผยจี้กลับมา มีเขาปกป้องอยู่ เผยเสี่ยวอวี๋ก็ไม่ค่อยเชื่อฟังคำพูดของนางแล้ว
นี่ทำให้จู้เจียงเจียงปวดหัวสุดๆ
“คุณชายเฟิง ท่านกินเยอะๆ อย่าได้เกรงใจ พวกเขากินเสร็จยังต้องคุยกันอีกนาน ประเดี๋ยวจะหิวเอา”
“ขอบคุณเถ้าแก่จู้มาก งั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้ว” เฟิงเทารู้สึกประหลาดใจกับกับข้าวมื้อนี้อย่างมาก
ถึงแม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขากินข้าวในบ้านแม่ทัพ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ควรแตกต่างกันมากขนาดนี้กระมัง
คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ ทำไมการกินอยู่ถึงได้เรียบง่ายเช่นนี้ บ้านก็ไม่มีแม้แต่คนใช้ ยังต้องถูกภรรยาตัวเองควบคุมอีก
ขุนนางราชสำนักในตอนนี้ ซื่อสัตย์สุจริตกันขนาดนี้เลยหรือ?
…...
กินข้าวเสร็จ ตอนเผยเสี่ยวอวี๋เก็บถ้วยตะเกียบ จู้เจียงเจียงและเผยจี้ก็เชิญเฟิงเทากลับไปนั่งที่ห้องรับแขกอีกครั้ง แล้วทั้งสามคนก็เริ่มคุยเนื้อหาในหนังสือสัญญา
เฟิงเทาถามเรื่องเครื่องหมายการค้าอีกครั้ง
ครั้งนี้ จู้เจียงเจียงตอบเขาได้แล้ว
“ความหมายของการมีอยู่ของเครื่องหมายการค้า ก็เพื่อบอกลูกค้าทุกคนที่ซื้อใบชาว่า ชาเหล่านี้มาจากหมู่บ้านเสี่ยวหวง เพื่อประชาสัมพันธ์และระบุแหล่งที่มาของสินค้า”
“วันหลังหากเกิดปัญหาอะไร ก็จะได้ตรวจสอบที่มาได้”
จู้เจียงเจียงไม่รู้สึกว่าสิ่งนี้จะมีปัญหาอะไร ชาติก่อน ทุกผลิตภัณฑ์ก็มีการระบุแหล่งที่มาและเครื่องหมายอธิบายไว้
แต่ในมุมมองของเฟิงเทาแล้ว สิ่งนี้ไม่มีความจำเป็นเลย
เขาถึงขนาดไม่อยากให้ใครรู้ว่าชาเหล่านี้มาจากที่ไหน
“เถ้าแก่จู้ ตามความคิดเห็นของข้า ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยากขนาดนั้น”
เฟิงเทาพูดด้วยท่าทางมั่นใจ พร้อมให้เหตุผลว่า “วันหลังสินค้านี้ขายออกจากร้านของข้า คนที่ดื่มชาแค่เพียงจำได้ว่ามาจากข้าก็พอ”
“ก็เหมือนกับการขายข้าว ขายของป่า ลูกค้ามาซื้อที่บ้าน พวกเขาจะต้องถามหรือว่าข้าวในถุงนี้ปลูกมาจากหมู่บ้านไหน ชาวนาคนไหนปลูก? พวกเขาจะจำเพียงร้านที่ขายข้าวเท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าข้าวในกระสอบนี้ใครปลูก เถ้าแก่จู้ว่าจริงไหม?”
คำพูดนี้ของเขา ทำให้จู้เจียงเจียงตกตะลึง
เรื่องเครื่องหมายการค้าที่สำคัญเช่นนี้ เขากลับพูดเหมือนมันไร้ค่าแบบนี้
“คุณชายเฟิง ลูกค้าไปในร้านท่านซื้อข้าวไม่ถามถึงที่มา นั่นเพราะพวกเขาไม่มีทางเลือก หากเสบียงอาหารเพียงพอ มีคุณภาพดี ตอนชาวนาเกิดแข่งขันกันขึ้นมา ก็จำเป็นต้องมีเครื่องหมายการค้ามาบอกผู้ซื้อ”
สาเหตุที่ข้าวไม่มีเครื่องหมายการค้า ก็เพราะว่าในปัจจุบัน ราษฎรในราชวงศ์ต้าหลี่ส่วนใหญ่ยังอดอยากและขาดแคลน
หากคลังหลวงเต็ม ฐานครอบครัวพวกประชาชนมั่งคั่ง พวกเขาก็มีสิทธิ์เลือกสินค้าที่ดีกว่าแน่นอน
ตอนนี้พวกเขาไม่เลือก เพราะไม่มีให้เลือกต่างหาก
สำหรับพวกเขาแล้ว ตอนนี้กินอิ่มได้ก็ดีมากแล้ว
“แต่ว่าหากท่านติดเครื่องหมายการค้า งั้นก็จะส่งผลกระทบต่อการค้าขายของข้า?” เฟิงเทาไม่สนว่าพวกชาวบ้านจะมีตัวเลือกหรือไม่ ที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือเขาได้กำไรไหม
หากติดเครื่องหมายการค้า ทุกคนก็จะรู้ว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเมืองเจียงหนานมีใบชา ทั้งยังขายถูกกว่าในร้านของเขา เช่นนั้นแล้วเขาจะเอากำไรมาจากไหน?
จบตอน
Comments
Post a Comment