ตอนที่ 201: ตั้งโต๊ะขายแป้งชาดโดยเฉพาะ
“คุณชายเฟิง ตอนนี้พวกเรากำลังพูดถึงการร่วมมือแบบผู้ค้าปลีก ไม่ใช่การร่วมมือกันผลิตสินค้า” จู้เจียงเจียงพูดเตือนสติเขาอย่างอดทน
เฟิงเทาไม่เข้าใจ “กะ…ก็ร่วมมือเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ก็เหมือนชาวบ้านในหมู่บ้านล่ากระต่ายป่ามาขายให้ข้าที่อยู่ในตัวเมือง แล้วข้าก็เอาไปขายให้ลูกค้าคนอื่น มันก็เหมือนกัน”
“ไม่เหมือนกัน!”
จู้เจียงเจียงอธิบายให้เขาฟังอย่างชัดเจนอีกครั้ง “การร่วมมือแบบผู้ค้าปลีกคือ ท่านซื้อสินค้ากับข้า แล้วนำไปวางขายในร้านของท่าน ทำกำไรได้จากส่วนต่าง”
“ส่วนเรื่องการปลูก การเก็บเกี่ยว การผลิต และการทำบรรจุภัณฑ์ของชา สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการผลิตของข้า ไม่เกี่ยวข้องกัน ท่านไม่มีสิทธิ์ที่จะถือว่าชาเป็นของตัวเอง และทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิด”
หากว่าไม่มีเครื่องหมายการค้า ใครจะรู้ว่าใบชาผลิตมาจากที่ไหน
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังวางแผนที่จะเลือกพ่อค้าเพียงรายเดียวในการเป็นตัวแทนจำหน่ายในช่วงปลายปี ซึ่งก็เพียงพอจะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าชาเหล่านี้เป็นของเฟิงเทาแล้ว
ถึงเวลานั้น สวนชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเมืองเจียงหนานก็จะไม่มีชื่อเสียงในตลาดเลย?
นี่เป็นเรื่องที่ไม่ดีต่ออนาคตของสวนชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นอย่างมาก
ดังนั้นเรื่องเครื่องหมายการค้านี้ จู้เจียงเจียงยอมอ่อนข้อไม่ได้
“แต่ว่าข้าซื้อของเหล่านี้ด้วยเงินของข้าเอง งั้นมันก็ต้องเป็นของของข้า ทำไมข้ายังต้องช่วยสร้างชื่อเสียงให้ท่านด้วย?” เฟิงเทายังคงไม่เข้าใจความคิดในการทำธุรกิจของจู้เจียงเจียง
“อีกทั้งบนโลกนี้ก็ไม่มีคนทำธุรกิจคนไหนใจแคบเท่าท่านอีกแล้ว ไม่ยอมให้ใครได้ประโยชน์เลยสักนิด วันหลังใครยังจะกล้ามาทำธุรกิจกับท่านอีก”
ภายใต้การถกเถียงกันของทั้งสองคน เฟิงเทาเริ่มใช้คำพูดรุนแรงโดยไม่คิด
ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็มองออกว่าเฟิงเทาอยากชุบมือเปิบในสายการผลิตของนาง โดยไม่อยากลงทุนเลยแม้แต่แดงเดียว
แต่เขาเคยคิดอย่างละเอียดบ้างหรือไม่ หากไม่มีสายการผลิตของนาง เขาปลูกชา ผลิต และขายเองจะต้องมีต้นทุนเท่าไร?
“คุณชายเฟิง ดูท่าการร่วมมือนี้ วันนี้พวกเราคงไม่มีทางเจรจาสำเร็จเสียแล้ว”
จู้เจียงเจียงไม่อยากร่วมมือกับคนที่มีแนวคิดทางธุรกิจต่างกัน นางขอถอนคำอธิษฐานในใจเมื่อครู่ที่อยากได้พันธมิตรที่พูดคุยง่ายๆอย่างเฟิงเทาเยอะๆ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไม่ต้องเสียเวลาของกันและกันอีก ขออภัยที่ข้าไปส่งไกลไม่ได้”
นางเก็บหนังสือสัญญาบนโต๊ะตามเลขหน้าอย่างเรียบร้อย เตรียมไว้สำหรับการเจรจาธุรกิจครั้งต่อไป
“เถ้าแก่จู้?”
เฟิงเทาคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะปฏิเสธเขาอย่างแข็งกร้าวแบบนี้ ไม่ยอมเจรจาต่อรองเลย
เมื่อครู่เขาพูดอะไรผิดไปหรือ?
“เชิญ”
เผยจี้ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า เอ่ยปากเชิญเฟิงเทาออกไปอย่างเย็นชา
ขอแค่ภรรยาเขาบอกไม่ร่วมมือก็หมายความตามนั้น ใครกล้าบันดาลโทสะกับนาง ต้องผ่านด่านเขาไปก่อนค่อยว่ากัน
อย่างที่คิด เฟิงเทาเห็นเผยจี้แบบนี้ เขาจึงยอมอ่อนลงอีกครั้ง กลืนคำพูดทั้งหมดที่อยากพูดกลับไป
“ข้าขอตัวลา!”
จู้เจียงเจียงคนนี้ถือว่าตัวเองมีสามีเป็นแม่ทัพคนหนึ่งจึงไม่ไว้หน้าใคร เขากลับไปจะต้องเอาเรื่องนี้ไปบอกเถ้าแก่อีกสองคนอย่างละเอียดแน่นอน
เจรจาต่อรองความร่วมมือล้มเหลวเป็นครั้งแรก!
แต่จู้เจียงเจียงไม่ร้อนใจ นางเชื่อว่าต้องมีคนที่เข้าใจเคล็ดในการค้าขายนางปรากฏตัวออกมาแน่นอน
หากไม่มี นางก็จะเปิดร้านเอง!
หลังเฟิงเทากลับถึงที่พักในหมินซู่ เขาก็ใช้ชื่อตัวเองเชิญเถ้าแก่อีกสองคนมา แล้วบอกเล่าเรื่องราววันนี้ที่ตัวเองเจอในบ้านตระกูลเผย พร้อมใส่สีตีไข่เพิ่มลงไปให้เถ้าแก่ทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด
“เถ้าแก่ทั้งสองท่านลองคิดดู ลูกค้าที่มาซื้อของในร้านเรา ใครจะมานั่งถามว่าของเหล่านี้ใครปลูก หรือไก่ป่าตัวนี้ใครล่ามา ถูกไหม?”
“จู้เจียงเจียงคนนั้นไร้เหตุผลสิ้นดี!” เฟิงเทาโกรธมาก เติมน้ำชาให้ตัวเองหลายถ้วยอย่างต่อเนื่อง
มองน้ำชาในถ้วย เขาทั้งรักและเกลียด ทำไมใบชานี้ไม่เป็นของเขา!
หวงเจวี้ยนและฉินเจียก็เพียงฟังหูไว้หูสำหรับคำพูดของเฟิงเทา
พวกเขาเคยเสียหายเพราะเสี่ยวเอ้อร์โรงเตี๊ยมในเมืองไปหนึ่งครั้ง จะพลาดเพราะเฟิงเทาอีกไม่ได้
วันนี้เขาแอบไปคุยธุรกิจกับจู้เจียงเจียงถึงบ้านลับหลังพวกเขาสองคน พยายามจะเข้าไปก่อนคนอื่น เพียงแค่เรื่องนี้ก็ทำให้ทั้งสองคนไม่เชื่อใจเขาแล้ว
ส่วนเงื่อนไขการร่วมมือของจู้เจียงเจียงจะโหดร้ายขนาดนั้นหรือไม่ พวกเขาต้องไปดูเองถึงจะรู้
ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น ฉินเจียก็มา
เมื่อวานจู้เจียงเจียงไปคุยเรื่องเตรียมจะสร้างโรงเรือนให้ที่ดินหลังเขาผืนที่เห็ดขึ้นจนเสร็จแล้ว วันนี้นางจึงไม่ได้ออกบ้านไปไหน
ตอนฉินเจียมา นางอยู่ชั้นบนกำลังวาดออกแบบโรงเรือน
ได้ยินเผยเสี่ยวอวี๋เรียกนางถึงลงมาชั้นล่าง
“ข้าคือจู้เจียงเจียง แม่นางมาหาข้าเพื่อเจรจาการร่วมมือใช่หรือไม่?”
เป็นแขกอีกคนที่นางเคยเจอในโรงเตี๊ยม คิดว่าคงมาเพราะสนใจเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเหมือนกัน ดังนั้นวิธีการทักทายของจู้เจียงเจียงจึงตรงไปตรงมา
ฉินเจียพยักหน้า อาศัยความที่ว่าเป็นผู้หญิงเหมือนกัน อีกทั้งนางอายุมากกว่าจู้เจียงเจียง จึงหน้าด้านเรียกจู้เจียงเจียงว่าน้องสาว
“ข้ามีนามว่าฉินเจีย มาจากเมืองเจียงหลาง น้องสาวเรียกข้าว่าพี่ฉินก็ได้”
แต่จู้เจียงเจียงไม่เล่นด้วย “ในเมื่อแม่นางมาเจรจาธุรกิจ งั้นพวกเราก็ทำไปตามหน้าที่ ข้าเรียกท่านว่าเถ้าแก่ฉินก็แล้วกัน”
“ไม่ทราบว่าที่เถ้าแก่ฉินมาวันนี้ อยากเจรจาธุรกิจรายการไหน?”
จู้เจียงเจียงคนนี้เป็นคนหัวแข็งอย่างที่คิดจริงๆ! ฉินเจียแอบพูดในใจ
โชคดีเมื่อวานมีประสบการณ์ของเฟิงเทา ทำให้นางมีความเข้าใจเบื้องต้นต่อจู้เจียงเจียง ไม่งั้นเกรงว่านางจะทนไม่ได้ต่อสถานการณ์นี้
“เถ้าแก่จู้ช่างแยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องงานได้ชัดเจนจริงๆ งั้นข้าขอพูดตามตรง ข้าอยากมาคุยธุรกิจเกี่ยวกับแป้งชาด ตระกูลฉินของเราในเมืองเจียงหลางทำการค้าขายเกี่ยวกับแป้งชาดโดยเฉพาะ เถ้าแก่จู้โปรดสบายใจได้”
จู้เจียงเจียงก็เพราะมีประสบการณ์จากเมื่อวาน ดังนั้นพูดคำถามแรกจึงเกี่ยวกับเรื่องของเครื่องหมายการค้า
หากว่าเรื่องนี้คุยกันไม่ลงตัว การคุยกันเรื่องอื่นต่อไปก็เสียเวลาเปล่า
“ไม่ทราบว่าแป้งชาดในร้านเถ้าแก่ฉิน ที่บ้านผลิตเองหรือว่ามีคนจัดหาให้โดยเฉพาะ? แล้วผู้จัดหาแป้งชาดมีเครื่องหมายการค้าใช้โดยเฉพาะหรือไม่?”
ปัญหานี้ เหมือนที่เถ้าแก่เฟิงประสบมาเหมือนกันจริงๆ
แต่เมื่อวานหลังฟังประสบการณ์ที่เจอมาของเฟิงเทา ฉินเจียก็กลับไปคิดทบทวนเรื่องเครื่องหมายการค้าอย่างถี่ถ้วน และรู้สึกว่าเรื่องนี้เหมือนไม่ใช่ว่ารับไม่ได้เลย
หากลองเปลี่ยนมุมมองความคิด ถ้ามีลูกค้าซื้อสินค้าในร้านของนางกลับไป เอากล่องของร้านไปโยนทิ้ง แล้วนำไปบรรจุในขวดของตัวเอง พร้อมกับบอกคนอื่นๆ ว่านี่ตัวเองเป็นคนทำ
หากเป็นแบบนั้น นางก็ยอมรับไม่ได้เหมือนกัน
“แป้งชาดของตระกูลฉินเราเป็นสูตรลับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แน่นอนว่าทำเองในครอบครัว ส่วนเรื่องเครื่องหมายการค้า บนขวดของเราติดอักษรฉินเอาไว้ นอกจากนั้นก็ไม่มีเครื่องหมายอะไรแล้ว”
จู้เจียงเจียงพอใจกับคำตอบนี้ นางรู้สึกโล่งอกขึ้นมา “ที่จริงติดอักษรฉินก็เป็นการแสดงเครื่องหมายการค้าอย่างหนึ่ง ขอแค่เถ้าแก่ฉินรับเรื่องเครื่องหมายการค้าได้ก็พอ”
“แต่ว่าของหนึ่งชิ้น จะติดเครื่องหมายการค้าสองอย่างคงไม่ได้กระมัง?” ฉินเจียเอ่ยถาม
แน่นอนว่าปัญหานี้จู้เจียงเจียงได้คิดเอาไว้แล้ว
จู้เจียงเจียงตอบ “สำหรับปัญหานี้ พวกเราจำเป็นต้องตั้งโต๊ะขายเฉพาะ”
ฉินเจียขมวดคิ้ว “โต๊ะขายเฉพาะ? มันคืออะไรหรือ?”
จู้เจียงเจียงอธิบาย “โต๊ะขายเฉพาะก็คือ ในร้านของท่านสร้างโต๊ะหนึ่งขึ้นมาเพื่อขายสินค้าของข้าโดยเฉพาะ ด้านบนสินค้าติดเครื่องหมายการค้าของข้า แต่การประชาสัมพันธ์ในร้าน ท่านสามารถเขียนคำว่ามีขายเฉพาะตระกูลฉินได้ หากเป็นแบบนี้เครื่องหมายการค้าก็จะชัดเจนแล้ว”
“ทำแบบนี้ได้ด้วย?” ฉินเจียรู้สึกตกตะลึง
แต่ว่าคำแนะนำนี้ นางยังต้องไปคิดไตร่ตรองอีกครั้ง
รอหลังจากนางทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้มีข้อดีต่อนางมากน้อยอย่างไรบ้างแล้ว นางค่อยตัดสินใจอีกครั้ง
ตอนที่ 202: ไปวัดอวี๋หลิน
เถ้าแก่หวง หวงเจวี้ยนจากจวนซูหลี่ มีบทเรียนจากสองคนก่อนหน้า ระดับความร่วมมือของเขาจึงมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
เนื้อหาในหนังสือสัญญาที่จู้เจียงเจียงมอบให้ เขายอมรับทุกข้อตกลงโดยไม่ได้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติม และได้รับสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายใบชาไปโดยทันที
“เถ้าแก่หวง ยินดีที่ได้ร่วมมือกัน”
จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงว่าเถ้าแก่ที่มาคุยในวันที่สามจะให้ความร่วมมือดีขนาดนี้ ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างถูกคอ และการเจรจาธุรกิจก็เป็นไปด้วยความราบรื่น
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจมอบหมายให้เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายใบชาทันที
“เป็นข้าที่ต้องขอบคุณเถ้าแก่จู้ถึงจะถูกต้อง เช่นนั้นข้าต้องขอตัวกลับไปเตรียมตัวก่อน” ตอนนี้ธุรกิจร้านค้าของหวงเจวี้ยนไม่ค่อยดีนัก เขาจึงตัดสินใจลองเสี่ยงดู
“เถ้าแก่หวงเดินทางปลอดภัย รอถึงฤดูเก็บเกี่ยวชาฤดูใบไม้ร่วง ข้าจะรีบให้คนนำใบชาไปส่งให้ท่านโดยเร็วที่สุด”
จู้เจียงเจียงเพิ่งส่งหวงเจวี้ยนออกไป ม้าของโจวเหลียงก็ปรากฏอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลเผยแล้ว
“แม่นาง เรื่องที่ท่านอยากรู้ข้าสืบมาได้แล้ว” เขามาแจ้งผลการตรวจสอบวัด
“จริงหรือ?”
ดวงตาทั้งสองของจู้เจียงเจียงเป็นประกาย คว้าแผนที่ในมือของโจวเหลียงแล้วก้มหน้าดู “วัดอวี๋หลิน? อยู่ที่ไหนกัน?”
โจวเหลียงตอบ “อยู่บนภูเขา ห่างจากทุ่งดอกไม้ของบ้านท่านไปสิบลี้”
“ทุ่งดอกไม้?”
จู้เจียงเจียงนิ่งไปพักหนึ่ง ทำไมนางมีความรู้สึกมันบังเอิญเกินไป “เดินไปตามเส้นทางหลัก อยู่ข้างถนนเหมือนกันหรือ?”
โจวเหลียงพยักหน้า
“…” บังเอิญมากๆ
นี่ก็คือโชคชะตาหรือ?
ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเป็นโชคชะตาหรือไม่ ไปดูก็รู้เอง?
“ท่านพี่ ไปที่แห่งนี้กับข้าหน่อย” จู้เจียงเจียงถือแผนที่ตะโกนขึ้นไปชั้นบน
เดิมโจวเหลียงอยากไปพร้อมกับนาง แต่ตอนนี้เรื่องในที่ว่าการมีเยอะมากมาย ทั้งหมดเป็นปัญหาที่จูลิ่นทิ้งไว้ เขาต้องจัดการไปทีละเรื่อง นานขนาดนี้ก็ยังจัดการไม่หมด
เขาทำได้แค่กลับมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเป็นครั้งคราว แม้แต่การพักค้างแรมที่นี่ก็ถือว่าหรูหราเกินไป
จู้เจียงเจียงมอบหมายให้เผยเสี่ยวอวี๋เฝ้าบ้าน หลังจากห่อสัมภาระเล็กๆน้อยๆพกไปด้วยพร้อมแล้ว ตอนออกจากบ้านพร้อมเผยจี้ โจวเหลียงก็กลับไปแล้ว
ทั้งสองคนขี่ม้าจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปถึงโรงเตี๊ยม จู้เจียงเจียงก็ลงไปสั่งงานเล็กๆน้อยๆกับเซินหมิ่นอีกครั้ง หลังไปขอม้าตัวหนึ่งในสถานศึกษา ก็เดินทางไปวัดอวี๋หลินพร้อมเผยจี้
อันที่จริงระยะทางสิบลี้ไม่ถือว่าไกล จากทุ่งดอกไม้ขี่ม้าไปแค่หนึ่งก้านธูปก็ถึงแล้ว
ในเชิงเขาแห่งหนึ่ง จู้เจียงเจียงดึงบังเหียนม้าแน่น หยิบแผนที่ออกมาดู
“น่าจะเป็นภูเขาลูกข้างหน้านี้แหละ?”
ทั้งสองคนยืนอยู่ที่เชิงเขา มองไม่เห็นเส้นทางขึ้นเขา และมองไม่เห็นยอดเขาเลย ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปอย่างไร
“ฮูหยิน เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ ข้าจะขี่ม้าไปสำรวจเส้นทางรอบๆดู” แดดแรงมาก หลังจากเผยจี้หยิบหมวกที่นางห้อยไว้ที่คอขึ้นมาสวมให้นางเรียบร้อย ถึงขี่ม้าไปหาทางขึ้นภูเขา
เผยจี้ไปนานแค่ไหน จู้เจียงเจียงก็รอนานเท่านั้น
นั่งบนหลังม้าจนเหนื่อย นางจึงลงจากหลังม้า จูงมันไปกินหญ้า
เมื่อสถานศึกษาปิดเรียน ม้าสองตัวในสถานศึกษาจึงตกเป็นหน้าที่ของเซินหมิ่นที่ต้องดูแล ทว่านางยุ่งอยู่ข้างกายตนทุกวัน ดังนั้นอาหารม้าจึงให้ได้เพียงต้นข้าวแห้งที่เก็บเกี่ยวมาเท่านั้น
ม้าที่แทบจะไม่ได้กินหญ้าสด มันจึงกินอย่างมีความสุขมาก จู้เจียงเจียงที่ว่างแล้ว ก็ตรงไปหาร่มเงาต้นไม้ นั่งพิงลำต้นแล้วหลับตาพักผ่อน
ตอนเผยจี้กลับมา นางก็เกือบนอนหลับไปแล้ว
“ฮูหยิน หากเหนื่อยละก็ พวกเราก็พักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อนเถอะ”
จู้เจียงเจียงส่ายหน้าพร้อมอ้าปากหาว “ไม่เป็นไร ข้าก็แค่ไม่ได้นอนตอนกลางวันเลยรู้สึกง่วงนิดหน่อย เป็นอย่างไรบ้าง ท่านเจอทางขึ้นเขาหรือไม่?”
“อืม พบทางเข้าอยู่ด้านหลังเขา”
ภูเขาลูกนี้อยู่ข้างถนนหลัก แต่ทางขึ้นเขากลับอยู่ด้านหลังของเขา ยากจะถูกพบเห็น เขาหาอยู่นานมากกว่าจะเจอ
“งั้นพวกเราไปกันเถอะ พยายามให้ถึงยอดเขาก่อนฟ้ามืด”
ก่อนมาจู้เจียงเจียงเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องนอนค้างในวัดบนเขาคืนหนึ่ง นางมีลางสังหรณ์บางอย่างเหมือนจะมีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น
ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบหาหลวงจีนแปดรูปนั้นให้เจอ
ทางขึ้นเขาอยู่ด้านหลังเขา
ทั้งคู่ขี่ม้าเข้าไปในเขา แต่ยังไม่ทันจะไปถึงไหน ก็เห็นบันไดหินสูงชันทอดยาวขึ้นไปสูงเทียมเมฆ บันไดหินมีตะไคร่น้ำเป็นจุดๆ ดูเหมือนจะไม่มีใครผ่านไปมานานแล้ว
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “วัดอวี๋หลินอยู่ด้านบนนี้หรือ?”
เผยจี้ตอบ “หากแผนนี่ถูกต้องละก็ วัดก็ต้องอยู่ด้านบนนี้แหละ แต่ว่าม้าขึ้นบันไดหินนี้ไม่ได้ เกรงว่าหลังจากนี้พวกเราคงต้องเดินเท้าขึ้นไปแล้ว”
บันไดหินนี้ไม่ได้สร้างขึ้นอย่างประณีตและมั่นคงเหมือนบันไดที่คนสร้าง แต่เป็นการใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศโดยการขยับก้อนหินเล็กน้อยให้กลายเป็นขั้นบันได
มองจากที่ไกลๆ จะเห็นว่ามันคือบันไดหินจริงๆ แต่พอเข้าใกล้แล้วก็จะพบว่าที่นี่เป็นเพียงเส้นทางภูเขาเส้นหนึ่ง
ขั้นบันไดแต่ละขั้นมีความสูง ความกว้าง และขนาดไม่เท่ากัน มีบางขั้นสูงมากจนต้องใช้มือเปล่าปีนขึ้นไปถึงจะได้
แน่นอนว่าม้าขึ้นไปไม่ได้แน่นอน พวกเขาทำได้แค่ผูกม้าไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ให้พวกมันพักผ่อนกินหญ้ากันเอง
จู้เจียงเจียงกลัวว่าหน้าร้อนจะมีฝนตกลงมา จึงพกเสื้อกันฝนมาด้วย
แต่ว่าเวลานี้ เสื้อกันฝนก็ทำได้แค่ใช้มาเป็นถุงใส่น้ำ นางไปตักน้ำจากในลำธาร แล้วขุดหลุมหนึ่งบนพื้นเพื่อให้ม้าใช้ดื่ม
หลังจากทั้งสองคนเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ก็ค่อยๆปีนขึ้นไปบนภูเขา
จู้เจียงเจียงปีนบันไดขึ้นไปเกือบสองร้อยขั้นด้วยมือเปล่า ในที่สุดก็ไปต่อไม่ไหวแล้ว
“วัน…หลัง ขะ…ข้าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว!”
มือทั้งสองของจู้เจียงเจียงยันอยู่บนหัวเข่า พูดสาบานด้วยเสียงหอบๆ
ข้างหน้ายังมีหนทางอีกยาวไกล
เผยจี้ดีกว่านางหน่อย เขาช่วยนางแบกห่อสัมภาระและขวดน้ำ เดินมาตลอดทาง แต่ยังหน้านิ่งไม่เปลี่ยนสี ลมหายใจก็สม่ำเสมอ
หากไม่ใช่เพราะอากาศร้อน บนหน้าผากเขามีเหงื่อซึมอยู่บางๆหนึ่งชั้น จู้เจียงเจียงคงคิดว่าเขาเป็นหุ่นยนต์ไปแล้ว
“ฮูหยิน มา ข้าแบกเจ้าดีหรือไม่” เผยจี้นั่งย่อตรงหน้านาง เขิญชวนให้นางขึ้นมา
แต่ทางขึ้นเขาที่ยากลำบากขนาดนี้ เดินคนเดียวก็ยังลำบาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต้องแบกอีกคนไปด้วยเลย
“ไม่ต้องหรอก ข้าพักสักครู่ก็ดีขึ้น” จู้เจียงเจียงหย่อนก้นนั่งลง ยื่นมือขอขวดน้ำจากเขา หลังจากยกดื่มอึกใหญ่ไปอย่างรวดเร็วหลายอึก ก็รู้สึกดีขึ้นมาก
แต่ทิวทัศน์บนภูเขานั้นสวยงามมาก
พวกเขาน่าจะปีนขึ้นมาถึงครึ่งทางแล้ว เมื่อมองลงไปด้านล่าง ก็สามารถเห็นหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลได้
หมู่บ้านนี้นางไม่เคยไปมาก่อน เพราะก่อนหน้านี้ถนนหลักถูกปิดตาย นางไม่รู้ว่าด้านหลังยังมีที่ดินราวสรวงสวรรค์อยู่ผืนหนึ่ง ตอนนี้มองดูอีกครั้ง ด้านหลังนี้ก็เหมือนเป็นโลกใบใหม่สำหรับนาง
“ท่านพี่ ได้อยู่ร่วมกับท่านลำพังในภูเขาที่ไร้ผู้คนแบบนี้ ก็ดีเหมือนกันนะ”
ตอนอยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ยากมากที่จู้เจียงเจียงจะมีเวลาส่วนตัวของตัวเอง ไม่ใช่นางยุ่งไปรบกวนคนอื่น ก็เป็นคนอื่นมารบกวนนาง
แม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ นางก็มีเรื่องให้ทำมากมาย
เหมือนอย่างตอนนี้ มีเสียงลมข้างหู เสียงใบไม้ไหว ยังมีเสียงนกนานาชนิดร้อง ไม่มีเสียงคนพูดคุยเลยสักนิด เป็นเรื่องที่หาได้ยากมากจริงๆ
“ฮูหยิน เจ้าควรหาเวลาผ่อนคลายให้ตัวเองบ้าง เจ้ายุ่งมากเกินไปแล้ว”
เผยจี้รู้สึกสงสารนาง ทุกวันจะต้องยุ่งอยู่กับทั้งเรื่องภายในบ้านและนอกบ้าน นอนหลับในตอนกลางคืน เขาไม่กล้ารบกวนนาง หวังแค่ให้นางได้นอนหลับพักผ่อนให้สบาย
แต่ว่าผ่านไปนานวันเข้า เขาก็อดทนไม่ไหวจริงๆ
ดังนั้นเขาจึงหวังว่าตอนกลางวัน นางจะสามารถมีเวลาพักผ่อนส่วนตัวมากขึ้น
“อืม อีกไม่นานข้าก็พักได้แล้ว”
อันที่จริงจู้เจียงเจียงก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะได้พักผ่อนตอนไหน
โฮมสเตย์เปิดกิจการแล้ว นางนึกว่าตัวเองจะได้พักผ่อน แต่ใครจะรู้ยังมีเรื่องความร่วมมืออยู่อีก
เจรจาเรื่องความร่วมมือเสร็จ ก็ยังมีเรื่องสร้างโรงเรือนไว้เพาะเห็ดอีก
ตอนนี้ด้านหลังยังมีวัดอยู่แห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าในวัดจะมีเรื่องอะไรรอนางอยู่ ดังนั้นนางไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะได้หยุดพักเมื่อไร
ตอนที่ 203: เหล่าหลวงจีนหิวจนหน้ามืด
วัดอวี๋หลิน
กรอบประตูสีแดงสดใส ประตูใหญ่สีเหลืองอร่าม
เหนือประตูใหญ่ของวัดอวี๋หลิน มีป้ายชื่อวัดสีดำทองซีดจางแขวนอยู่ ทั้งสองข้างของประตูยังมีกระถางธูปสามขาใบใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งละใบ
ในกระถางธูปที่เคยเต็มไปด้วยขี้เถ้า กลับเต็มไปด้วยน้ำฝนสีเขียวขุ่น ส่งกลิ่นเหม็นสาบ
จู้เจียงเจียงยืนอยู่หน้าประตูวัดอวี๋หลิน นางรู้สึกได้ถึงความขลัง ความสงบและความยิ่งใหญ่ของวัดนี้ และเชื่อว่าในอดีตวัดแห่งนี้เคยรุ่งเรืองมาก่อน
แต่ตอนนี้ มันกลับมอบความรู้สึกที่ดูโรยราและเศร้าโศกให้ผู้คนแทน
ประตูวัดเปิดอยู่ ประตูใหญ่สองข้างเพราะไม่ได้ซ่อมแซมมาเป็นเวลานาน ตอนนี้ทรุดโทรมจนขยับไม่ได้อีกแล้ว เปิดก็เปิดไม่ออกและปิดก็ปิดไม่ได้
ตอนทั้งสองคนขึ้นเขาเดินไปพลางหยุดพักไปพลาง ตอนนี้จึงเป็นเวลาเย็นมากแล้ว จู้เจียงเจียงหันไปมองเผยจี้ แล้วส่งมือให้เขาโดยไม่ลังเล ก่อนให้เขาเดินนำหน้าไป
“มีใครอยู่หรือไม่? ต้าซืออู้ฉือ พวกท่านอยู่หรือไม่?”
เผยจี้มองรอบๆอย่างระมัดระวัง ส่วนจู้เจียงเจียงก็คอยตะโกนเรียกอยู่ด้านหลัง ตามติดเขาไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
ด้านในนี้มืดครึ้มและดูน่าสะพรึงกลัวเกินไปไหม
เดิมทียอดเขาแห่งนี้ก็ไม่ค่อยมีคนมา บวกกับสีท้องฟ้าเริ่มสลัว ในวัดก็เงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางและเผยจี้ที่ก้องกังวานไปทั่ว ความรู้สึกเหมือนกำลังสำรวจห้องลับเลยทีเดียว
“พวกเราไปดูที่อุโบสถข้างหน้ากันเถอะ” เผยจี้สงบกว่า พานางเดินตรงไปข้างหน้า
ด้านหน้าเป็นจุดที่ผู้คนที่มาไหว้พระจะต้องผ่านไปเสมอ ที่นั่นมีไว้สำหรับจุดธูปไหว้พระ และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ไปที่นั่นอาจจะเจอคน
เป็นอย่างที่คิด เมื่อทั้งสองคนเข้าใกล้ ยังไม่ทันเข้าประตูก็ได้ยินเสียงเคาะมู่อวี๋ที่ไร้พลังเสียงหนึ่ง
คนที่เคาะมู่อวี๋เหมือนใช้พละกำลังเฮือกสุดท้ายในการเคาะ เสียงเหมือนกำลังจะหมดลมหายใจอย่างไรอย่างนั้น
จู้เจียงเจียงได้ยินมีเสียงเคาะมู่อวี๋ ก็ปล่อยมือของเผยจี้พุ่งตรงเข้าไปทันที
แต่ภาพฉากที่เห็นตรงหน้าทำเอานางตกใจสุดขีด “ต้าซือ!”
ในอุโบสถ กลิ่นควันเทียนที่เผาไหม้ยังคงลอยคละคลุ้ง เบื้องหน้าพระพุทธรูปองค์ใหญ่ มีหลวงจีนแปดรูปนั่งเรียงแถวกันอยู่ โดยสามรูปในนั้นได้ล้มลงไปแล้ว
ห้ารูปที่เหลือก็กำลังก้มหน้าอยู่ มือที่ประนมไว้ตอนแรกได้ทิ้งลงข้างกาย มองจากด้านหลังเหมือนหมดลมหายใจไปนานแล้ว
หลวงจีนน้อยที่ยังเคาะมู่อวี๋อยู่เมื่อครู่ ได้ยินเสียงมีคนเข้ามา เขาก็โล่งใจเล็กน้อย มือก็ยกไม่ไหวอีกแล้วและสุดท้ายก็หมดสติไป
“ต้าซือน้อย อย่าเพิ่ง…”
จู้เจียงเจียงวิ่งเข้าไปหาหลวงจีนทั้งหลาย เดิมคิดจะถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่หลวงจีนเหล่านั้นกลับหมดสติไปเสียแล้ว
จนปัญญา นางทำได้แค่ช่วยคนก่อน
เผยจี้เห็นเหตุการณ์ก็รีบวิ่งตามมา ยื่นสองนิ้วไปแตะที่ลำคอของหลวงจีนเหล่านั้นอย่างชำนาญ “ทุกคนยังหายใจอยู่ แต่ดูจากอาการแล้ว น่าจะขาดน้ำขาดอาหารจนหมดสติไป”
ตอนเขาอยู่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ชายแดน ขาดน้ำขาดอาหารอยู่บ่อยๆ ลักษณะอาการเหมือนหลวงจีนหลายรูปตรงหน้า
ใบหน้าซีดขาวไร้เลือดฝาด ริมฝีปากแห้งแตก เบ้าตาลึกทั้งสองข้าง ลักษณะแห้งเหี่ยวไปทั้งตัว แสดงว่าขาดน้ำอย่างเห็นได้ชัดเจน
จู้เจียงเจียงก็ดูออกเหมือนกัน อีกทั้งนางยังเดาได้ว่านานแค่ไหนแล้วที่พวกเขาไม่ได้กินข้าว
ตั้งแต่วันเปิดกิจการวันนั้นจนถึงตอนนี้ พวกเขาคงไม่ได้กินอะไรอีกเลย
แต่ว่าทำไมกัน?
จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปคิดมากนัก ช่วยเผยจี้ปลดขวดน้ำบนตัวกรอกน้ำให้หลวงจีนน้อยใหญ่ทั้งหลาย
เมื่อได้ดื่มน้ำ หลวงจีนน้อยที่ยังเยาว์วัยหลายคนก็ค่อยๆได้สติขึ้น
แต่เพราะหิวมาก แม้แต่แรงจะลืมตาพวกเขาก็ไม่มี ทำได้แค่อ้าปากพะงาบๆ
เจ้าอาวาสอู้ฉือและหลวงจีนมีอายุอีกหนึ่งรูปยังคงไม่ได้สติ เผยจี้กำลังใช้กำลังภายในช่วยปลุกให้ทั้งสองตื่น
“ท่านพี่ ท่านเฝ้าดูพวกเขาอยู่ที่นี่ ข้าจะไปหาห้องครัวต้มโจ๊กให้พวกเขากินสักหน่อย”
วัดบนยอดเขาแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะลงจากเขาไปบิณฑบาตทุกวัน บนวัดต้องมีครัวอยู่แน่นอน เพียงแต่ในห้องครัวจะมีของกินหรือไม่ นั่นก็ไม่รู้แล้ว
แต่ว่าไม่มีปัญหา ในช่องว่างมิตินางมี!
จู้เจียงเจียงยกที่นี่ให้เผยจี้ ส่วนตัวเองก็รีบวิ่งออกไป
นางวิ่งเร็วมาก เผยจี้อยากตะโกนห้ามนางแต่ก็ไม่ทัน
จู้เจียงเจียงเดินเดินวนไปมาในวัด ในที่สุดก็หาห้องครัวในวัดเจอ อยู่สวนด้านหลังไม่ไกลจากห้องพักของวัดอวี๋หลินมาก
ห้องครัวเหมือนกับที่นางคิด ภายในนอกจากเต็มไปด้วยใยแมงมุมแล้วก็ไม่มีอะไรเลย
นางปัดใยแมงมุมตรงหน้าลวกๆ จนเดินมาถึงหน้าเตา
โชคดี ถึงแม้หม้อจะขึ้นสนิมแล้ว แต่ก็ยังดีอยู่ อย่างน้อยก็ไม่รั่ว นางยังสามารถนำมาทำอาหารได้
จู้เจียงเจียงกวาดตามองห้องครัวหนึ่งรอบ ด้านหลังห้องครัวยังมีประตูเล็กบานหนึ่ง
นางเดินไปดู พบกว่าด้านนอกประตูนั้นเป็นแปลงผักของวัด แต่แปลงผักนี้ถูกทิ้งร้างกลายเป็นหญ้าแห้งคลุมเต็มพื้นที่ไปหมด
ด้านข้างแปลงผักมีป่าไม้เตี้ยๆผืนหนึ่ง แต่ต้นไม้ก็แห้งตายไปหมดแล้วเหมือนกัน ลมพัดมาเบาๆ ใบไม้แห้งก็ร่วงหล่นราวกับสายน้ำ
จูเจียงเจียงหาแหล่งน้ำและอาหารไม่เจอ ทำได้แค่ต้องพึ่งพาช่องว่างมิติของตัวเองเท่านั้น
นางรองน้ำจากในช่องว่างมิติมาล้างหม้อและภาชนะต่างๆทั้งหมดจนสะอาดหนึ่งรอบ จากนั้นถึงไปเก็บกิ่งไม้แห้งในป่าด้านหลังกลับมาก่อไฟต้มโจ๊ก
ตอนเผยจี้มาหา โจ๊กก็กำลังเดือดปุดๆเป็นฟองแล้ว
เขากวาดตามองห้องครัวที่ทรุดโทรมแวบหนึ่ง แล้วไปเปิดของที่เหมือนถังข้าวสารถังแป้ง แล้วมองห้องครัวที่ว่างเปล่า เขาขมวดคิ้วอย่างห้ามไม่ได้ พลางเอ่ยถาม “ฮูหยิน เจ้าไปเอาข้าวสารที่ไหนมาต้มโจ๊ก?”
และที่สำคัญ ถังน้ำก็ไม่มีร่องรอยของการตักน้ำ แล้วน้ำที่นางใช้ล้างถ้วยพวกนั้นมาจากไหนกัน?
จู้เจียงเจียงเห็นว่าเรื่องนี้ไม่มีทางอธิบายให้ชัดเจนได้ ทำได้แต่พูดอย่างจนใจว่า “ท่านพี่ เรื่องนี้กลับไปแล้วข้าค่อยอธิบายให้ฟังทีหลังได้หรือไม่? ตอนนี้พวกเราต้องช่วยคนก่อน”
นั้นเป็นแปดชีวิตที่ยังหายใจอยู่
เผยจี้จ้องนางนิ่งอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ข้าช่วย เจ้าพักผ่อนสักเดี๋ยวเถอะ”
“ไม่เป็นไร ใกล้จะเสร็จแล้ว”
จู้เจียงเจียงเตรียมหม้อและถ้วยตะเกียบไว้เรียบร้อยแล้ว รอแค่โจ๊กในหม้อสุก “เจ้าอาวาสได้สติหรือยัง? ถามได้อะไรบ้างไหม?”
“ได้สติแล้ว แต่ทุกคนหิวกันมาก”
เผยจี้เห็นจู้เจียงเจียงไม่ต้องการความช่วยเหลือ เขาจึงไปหลังประตูเก็บไม้แห้งท่อนใหญ่ๆกลับมาหลายท่อน ก่อไฟในหลุมกระทะเหล็กอีกใบ
ท้องฟ้ามืดลงแล้ว ภายในวัดมืดสนิท ต้องมีแสงสว่างบ้าง
อีกทั้งกลางคืนบนยอดเขาก็หนาวเย็น นอนตอนกลางคืนก็ต้องอบอุ่นหน่อย
ทั้งสองคนยุ่งอยู่พักหนึ่งถึงดับไฟในเตา เผยจี้และจู้เจียงเจียงช่วยกันยกหูเตาคนละข้าง มืออีกข้างถือหม้อและถ้วยตะเกียบเดินย้อนกลับไปทางอุโบสถ
ด้วยแสงไฟ ในอุโบสถที่มืดสนิทจึงสว่างขึ้นมา
หลังจากทั้งสองคนช่วยป้อนโจ๊กให้หลวงจีนทั้งหลายอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ว่างกินของตัวเองบ้าง
หลวงจีนทั้งหลายหลังดื่มน้ำกินโจ๊กไปเล็กน้อย พวกเขาที่นั่งสวดมนต์ต่อเนื่องมาหลายวันจนเหนื่อยล้า ก็ล้มลงนอนราบบนพื้นแล้วหลับไป
“ดูท่า พวกเราจะทำได้แค่รอให้พวกเขาตื่นก่อนจึงจะถามอะไรได้”
จู้เจียงเจียงก็เหนื่อยมาทั้งวัน หลังจากกินโจ๊กเสร็จ เผยจี้ก็หาเบาะกลมอันหนึ่งมาเป็นหมอนให้นางนอนลงพักผ่อนข้างๆตัวเอง
เขาไปปิดประตูอุโบสถ เหลือเพียงหน้าต่างบานเล็กๆเอาไว้ จากนั้นก็เติมฟืนสองท่อนในกองไฟ แล้วนอนลงข้างกายจู้เจียงเจียง กอดนางแล้วหลับไป
ตลอดทั้งคืน เผยจี้หลับๆตื่นๆ เขาระแวดระวังรอบข้างอยู่ตลอดเวลา กลัวว่าจะมีอะไรบุกเข้ามากะทันหัน
แต่ว่าโชคดี ถึงแม้วัดอวี๋หลินจะทรุดโทรม ตั้งอยู่บนยอดเขาแต่กลับปลอดภัยมาก นอกจากพวกเขาสองสามีภรรยาแล้ว ก็คงไม่มีใครว่างมาปีนเขาขึ้นมาหรอก
ตอนที่ 204: หลวงจีนทำเกินไปมาก
วันรุ่งขึ้น
จู้เจียงเจียงถูกเสียงเคาะมู่อวี๋ปลุกให้ตื่นขึ้น ตอนนางลืมตาขึ้นมาก็พบว่าในอุโบสถมีแค่นางเพียงคนเดียวที่ยังนอนอยู่ คนอื่นๆล้วนลุกขึ้นนั่งกันหมดแล้ว รวมถึงเผยจี้ด้วย
“ท่านพี่ ทำไมท่านไม่เรียกข้าตื่นนอน” นางขยี้ตายันตัวลุกขึ้นนั่ง
เห็นหลวงจีนแปดรูปน้อยใหญ่ตื่นนอนและนั่งขัดสมาธิอยู่ นางจึงเอ่ยปากถาม “ต้าซือทั้งหลาย ตื่นกันหมดแล้วหรือเจ้าคะ เป็นอย่างไรบ้าง ค่อยยังชั่วหรือยัง?”
เมื่อเห็นว่าจู้เจียงเจียงตื่นแล้ว พวกเขาทั้งหมดจึงหยุดสวดมนต์และหยุดเคาะมู่อวี๋ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองนาง
เจ้าอาวาสอู้ฉือเริ่มท่องอมิตาภพุทธขึ้นอีกครั้ง
“เออหมีถัวฝอ ขอบคุณสีกาที่ช่วยชีวิตเมื่อวาน แต่ว่าสีการีบลงภูเขาไปเถิด สีกาไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงพวกอาตมาแล้ว”
จู้เจียงเจียงได้ยินคำพูดนี้ก็ตาสว่างทันที เขาพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?
โทษที่นางยุ่งไม่เข้าเรื่อง?
“ต้าซืออู้ฉือ ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่? หรือว่าพวกท่านตั้งใจรอความตายอยู่ที่นี่? เพราะเหตุใด?”
มีชีวิตอยู่ไม่ดีหรือ? ทำไมต้องตาย?
“สีกาอย่าถามอีกเลย เชิญลงเขาเถิด” เจ้าอาวาสอู้ฉือยังคงพูดเหมือนเดิม ให้พวกเขาสองคนลงจากเขาไป อย่ามาสนใจเรื่องนี้
ท่าทีนี้ของเจ้าอาวาสอู้ฉือ ทำให้จู้เจียงเจียงโกรธจนขนพอง
นางยืนขึ้น เดินไปเดินมาด้วยความโมโหตรงหน้าพวกเขา อยากลงมือแต่ก็ไม่รู้ควรจะเริ่มจากตรงไหน
“ต้าซืออู้ฉือ ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน แต่ข้าช่วยพวกท่านไม่ใช่เพื่อให้พวกท่านไปตายอีกครั้ง และหากท่านอยากตาย ท่านถามต้าซือน้อยรูปอื่นหรือยังว่าพวกเขาอยากตายด้วยหรือไม่?!”
ผ่านเหตุการณ์ช่วยชีวิตเมื่อวาน จู้เจียงเจียงรับรู้ได้อย่างชัดเจน ความต้องการมีชีวิตรอดของพวกหลวงจีนน้อยหลายรูปมีอยู่สูงมาก
เห็นชัดว่าพวกเขาไม่อยากตาย แล้วทำไมเจ้าอาวาสอาวุโสท่านหนึ่งถึงต้องให้พวกเขาไปตายด้วย
“พระพุทธเจ้าเมตตา การบำเพ็ญตบะมาถึงขั้นนี้แล้ว ย่อมไม่หวาดกลัวต่อความตายอีกต่อไป พวกศิษย์น้องก็เช่นกัน” เจ้าอาวาสอู้ฉือยังคงเชื่อมั่น หลวงจีนรูปอื่นๆ ก็มีความคิดเหมือนกันกับเขา
“ไอ้หัวโล้น!”
จู้เจียงเจียงทนไม่ไหวจึงด่าออกมา คนผู้นี้ ทำไมเอาความคิดของตนเป็นใหญ่เช่นนี้
“เจ้าอาวาส ท่านบำเพ็ญตบะพอแล้วเป็นเพราะท่านอายุมากแล้ว แต่ต้าซือน้อยรูปอื่นๆยังเด็กอยู่ ท่านมีสิทธิ์อะไรไปคิดว่าพวกเขาก็มีความคิดเหมือนกันกับท่าน?”
“อีกอย่าง หากพระพุทธเจ้าเมตตา ปรารถนาดี แล้วจะให้พวกท่านหิวตายต่อหน้าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร?”
นางโมโหมากจริงๆ ด่าเจ้าอาวาสอย่างไม่ไว้หน้าเลย
เจ้าอาวาสอู้ฉือได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาเหมือนจะโต้แย้ง แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
พวกเขาทำเรื่องแบบนี้ต่อหน้าพระพุทธเจ้า มันไม่เหมาะสมจริงๆ แต่ว่ามีแค่อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าพวกเขาถึงจะมีความกล้าและยืนหยัดต่อไปได้
“สีกาโปรดอย่าโทษศิษย์พี่ของข้าเลย ศิษย์พี่จำใจต้องทำแบบนี้”
ตอนที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด หลวงจีนที่ดูอายุมากที่สุดเป็นอันดับสองก็เอ่ยปาก
“สามปีก่อน หวังหยวนไว่ที่อยู่เชิงเขาเกิดโชคร้ายประสบภัย วัดอวี๋หลินจึงขาดผู้มาทำบุญเพียงหนึ่งเดียวไป เมื่อไม่มีเขา พวกเราก็มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ศิษย์พี่จึงตัดสินใจพาศิษย์น้องในวัดทั้งหมดลงเขาไปขออยู่วัดอื่น แต่ว่า...”
หลวงจีนท่านนั้นเล่าถึงเรื่องราวของวัดอวี๋หลิน
ที่แท้วัดอวี๋หลินนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับหวังหยวนไว่ อีกทั้งเขายังเป็นเพียงคนเดียวที่มาสักการะที่นี่
เขาโชคร้ายประสบภัย วัดอวี๋หลินก็ซวยตามไปด้วย
วัดอวี๋หลินไม่มีการสนับสนุนของคนที่มาสักการะ ไม่มีข้าวกิน เจ้าอาวาสอู้ฉือจึงพาศิษย์น้องทั้งหมดในวัดลงเขาไปหาวัดอื่นที่คนนิยมไปกราบไหว้
แต่โชคร้าย เหมือนไม่มีวัดไหนที่เต็มใจยอมรับพวกเขา
หลังจากเดินทางเร่ร่อนมาสามปี เดิมทีมีศิษย์น้องยี่สิบกว่ารูป ตอนนี้ก็เหลือเพียงแปดรูปเท่านั้น
“เป็นเพราะว่าไม่มีวัดไหนเต็มใจยอมรับพวกท่าน ดังนั้นถึงได้เลือกกลับมารอความตายอยู่ที่เดิมหรือ?!”
ได้ฟังประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วงนี้ของพวกเขา จู้เจียงเจียงไม่ได้รู้สึกเห็นใจพวกเขามากนัก แต่รู้สึกว่ามันบ้าเกินไป
“เพราะหวังหยวนไว่ตาย ทำให้วัดของพวกท่านไม่มีผู้มาทำบุญ ดังนั้นพวกท่านจึงอยากตาย? บ้าไปแล้ว ในเมื่อพวกท่านเดินบนเส้นทางความตายแล้ว ทำไมไม่ลองทำสวนทำนาเอง ยืนด้วยลำแข้งของตนเองเล่า!”
หากตามวิธีคิดของพวกเขา เมื่อไม่มีคนมาให้ของกินของใช้ เช่นนั้นก็ตายๆไปเสีย ถ้าอย่างนั้นตอนที่นางเพิ่งข้ามมิติมาใหม่ๆ นางก็ควรไปตายด้วยใช่ไหม!
ความจริงเรื่องนี้ ทำให้จู้เจียงเจียงรับไม่ได้จริงๆ
นางหวังดีช่วยชีวิตพวกเขา เพื่อมาฟังเรื่องราวที่ทำให้คนโมโหสุดๆเช่นนี้น่ะหรือ?!
หลวงจีนอาวุโสรองผู้นั้นกล่าวว่า “สีกา เหล่าอาตมาคือพระ จุดธูปสวดมนต์ถึงเป็นเรื่องที่อาตมาควรทำ การไม่กราบไหว้พระแม้แต่วันเดียวก็ถือว่าเป็นการไม่เคารพต่อพระพุทธเจ้า หลังมรณภาพจะไม่ได้ไปสู่ดินแดนสุขาวดี”
“เรื่องไร้สาระ”
จู้เจียงเจียงสบถด่าเสียงเบา “หากเพียงเพื่อหลังมรณภาพจะได้ไปดินแดนสุขาวดี งั้นพวกท่านก็มีจุดประสงค์ที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วจะมาพูดว่าตั้งจิตมั่นสู่พุทธภาวะได้อย่างไร”
“ข้าแนะนำให้พวกท่านรีบสึกดีกว่า”
หลวงจีนทั้งสองรูปนั้นถูกจู้เจียงเจียงด่าจนเป็นใบ้พูดไม่ออก
หลังจากผ่านไปนาน เจ้าอาวาสอู้ฉือเหมือนทำการตัดสินใจอะไรบางอย่าง เงยหน้าถามจู้เจียงเจียงว่า “สีกา หากศิษย์น้องในวัดอวี๋หลินเต็มใจลาสิกขาบท สีการับพวกเขาไปทำงานแลกข้าวได้หรือไม่? พวกเขาทุกคนเป็นเด็กที่คนมาสักการะทิ้งไว้ในวัด น่าสงสารมากๆ”
เด็กที่คนมาสักการะทิ้งไว้?
จู้เจียงเจียงตกใจเล็กน้อย นางมองหลวงจีนน้อยที่อายุยังน้อยหลายคนแวบหนึ่ง มิน่า พวกเขาถึงเชื่อฟังคำพูดเจ้าอาวาสขนาดนี้
เจ้าอาวาสจะพาพวกเขาไปตายด้วยกัน พวกเขาก็ไม่ดื่มน้ำสักอึกนั่งรอความตายอยู่ที่นี่จริงๆ
“…” ตอนนี้ถึงตาจู้เจียงเจียงเงียบบ้างแล้ว
แต่พวกเขาไม่ใช่เพราะไม่มีคนมาสักการะหรือ ดังนั้นถึงหาเรื่องตาย?
งั้นหากนางมาสักการะที่นี่ละก็ พวกเขาก็มีคนมาสักการะแล้วไม่ใช่หรือ?
จู้เจียงเจียงเดินไปถึงหน้าพระพุทธเจ้า เก็บธูปหอมที่เผาไหม้ไปครึ่งหนึ่งจากหลุมกระทะเหล็กที่ใช้จุดไฟเมื่อคืน แล้วใช้เศษถ่านจุดเทียนหอม
หลวงจีนทั้งหลายมองดูการกระทำของนาง เห็นเพียงนางกลับมาถึงหน้าพระพุทธเจ้า นั่งลงกราบไหว้สามครั้งอย่างจริงจัง จากนั้นก็ปักธูปในกระถางธูปสามขา
เมื่อลุกขึ้น จู้เจียงเจียงก็หยิบเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอก โยนให้เจ้าอาวาสอู้ฉือ “เงินทำบุญ เก็บไว้ให้ดี”
“นี่...”
“นี่ๆนั่นๆอะไร ต่อไปทุกเจ็ดวันข้าจะมาวัดอวี๋หลินจุดธูปขอโชค ในฐานะที่ต้าซืออู้ฉือเป็นเจ้าอาวาสของวัดอวี๋หลิน คงจะต้อนรับคนมาสักการะใช่ไหม?”
จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสพวกเขาได้โต้แย้ง กลับสร้างแรงกดดันให้พวกเขามากขึ้นไปอีก
นางพูดจบก็ลากเผยจี้จากไป
เจ้าอาวาสอู้ฉือและหลวงจีนน้อยใหญ่อีกเจ็ดรูปมองตามหลังทั้งสองที่กำลังจากไป สบตากันอย่างพูดไม่ออก
แต่ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็ต้องสู้กับความหิวไปอีกเจ็ดวัน หากจู้เจียงเจียงมาจุดธูปไหว้พระจริง พวกเขาก็ต้องสวดมนต์ไหว้พระรออยู่ที่นี่ให้ได้
หากนางไม่มา ถึงตอนนั้นพวกเขาค่อยวางแผนกันใหม่
สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ เจ็ดวันต่อมา จู้เจียงเจียงก็มาจริงๆ!
นางไม่เพียงมาเองลำพัง ยังพาคนมาสักการะด้วยจำนวนมาก ภายใต้ความช่วยเหลือของนาง วัดอวี๋หลินค่อยๆกลับมามีชีวิตชีวาเหมือนวันวานอีกครั้ง
และสิ่งที่จู้เจียงเจียงไม่คาดคิดก็คือ การกระทำเล็กๆของนางครั้งนี้ ในวันข้างหน้าจะกลับกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนาง!
ตอนที่ 205: สวนชาถูกเผา
จู้เจียงเจียงและเผยจี้เพิ่งไม่อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแค่คืนเดียว ในหมู่บ้านก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
พูดให้ถูกต้องก็คือ ไม่ใช่ในหมู่บ้านที่เกิดเรื่อง แต่เป็นสวนชาของนางต่างหากที่เกิดเรื่อง!
“พี่รอง ทำอย่างไรดี ทำอย่างไรดี พี่หญิงจู้กลับมาต้องด่าข้าแน่ เป็นข้าไม่ดีเอง เมื่อคืนข้าไม่ควรนอนหลับเลย หากเป็นเช่นนั้นละก็ สวนชาก็คงจะไม่ถูกคนมาเผา...”
ฟ้ายังไม่สว่าง เซินหมิ่นก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่น บอกว่าทิศทางของสวนชามีไฟไหม้รุนแรง
นางยังไม่ทันได้สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก็วิ่งจากสถานศึกษาไปสวนชาทันที เมื่อไปถึงก็พบว่าไฟกำลังลุกไหม้สูงเสียดฟ้าแล้ว
ทั้งคนในหมินซู่และโรงเตี๊ยม ยังมีคนงานของโรงงาน ต่างถูกเสียงดังปลุกให้ตื่นกันหมด แต่หลังจากได้ยินข่าวว่าสวนชาเกิดเพลิงไหม้ ทุกคนต่างพากันวิ่งไปทางบ่อกุ้งซึ่งอยู่ห่างจากสวนชาอีกฟากภูเขา ถือถังน้ำมาคนละใบ ช่วยหาวิธีดับเพลิงกันอย่างสุดความสามารถ
แต่เนื่องจากไฟที่ลุกไหม้สวนชานั้นรุนแรงมาก ทุกคนเข้าใกล้ไม่ได้ แหล่งน้ำก็อยู่ห่างออกไปไกล ทำให้การดับเพลิงเป็นไปได้ยากลำบาก
ถึงแม้จะมีคนช่วยกันดับเพลิงหลายสิบคน ก็ต้องใช้เวลาจนถึงฟ้าสางจึงจะควบคุมเพลิงได้สำเร็จ
ต้นชาที่เคยเขียวขจีถูกไฟเผาจนไหม้เกรียม เกิดควันโขมงคละคลุ้งไปหมด แม้ไฟจะดับลงแล้ว แต่ควันก็ยังคงลอยฟุ้งหนาแน่น ภาพที่เห็นช่างน่าสลดใจเหลือเกิน
สวนชาที่เคยสวยงามเต็มไปด้วยใบชาสีเขียวสดใสในตอนแรก กลายเป็นเพียงกิ่งไม้และใบไม้ที่ไหม้เกรียมดำเป็นตอตะโก
“น้องหญิง นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า อย่าร้องไห้เลย” นี่เป็นครั้งแรกที่เซินเซี่ยวเห็นน้องสาวของตัวเองร้องไห้หนักแบบนี้ เขาปวดใจและสงสารมาก
หลังจากช่วยดับไฟ ใบหน้าและเนื้อตัวของนางมีแผลถูกบาด เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่พอปิดคลุมร่างกาย
เซินเซี่ยวเห็นแล้วจึงรีบถอดเสื้อคลุมของตัวเองมาคลุมให้นาง
คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ยินสวนชาเกิดเรื่องแล้ว พวกเขาก็รีบมาดู เมื่อเห็นภาพตรงหน้า คนที่ทนไม่ไหวก็ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ฟูมฟาย
“โอ๊ย คนชั่วใจทรามที่ไหนมาทำแบบนี้กัน ต้นชาที่ดีแบบนี้ กลายเป็นแบบนี้ไปได้...”
“พ่อแก่ รีบไปดูต้นชาบ้านเราเร็วเข้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง รีบไปเร็ว!”
เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นสวนชาของจู้เจียงเจียงถูกเผา ต่างเป็นห่วงต้นชาที่เพิ่งปลูกของบ้านตัวเอง
แต่โชคดี ต้นชาของคนในหมู่บ้านไม่ได้รับความเสียหายใดๆ มีเพียงสวนชาเก่าที่จู้เจียงเจียงซื้อมาจากจูลิ่นเท่านั้นที่ถูกเผา
“นี่...สะใภ้เล็กไปทำให้ใครโกรธเคืองมาหรือเปล่า?”
นี่เป็นเหตุผลเดียวที่อธิบายได้ว่าทำไมมีแค่สวนชาเก่าของจู้เจียงเจียงที่ถูกเผา
“เสี่ยวอวี๋ พี่สะใภ้ของเจ้าเล่า?”
เผยเสี่ยวอวี๋ตัวเล็ก ใช้ขาสั้นๆวิ่งมาตลอดทาง เพิ่งถึงที่เกิดเหตุก็ถูกคนในหมู่บ้านลากไปถามโน่นนี่
เห็นต้นชาที่นางเก็บอยู่เป็นประจำกลายเป็นกองฟืน นางรับไม่ได้ จึงร้องไห้โฮออกมาทันที “ฮืออ…พี่สะใภ้!”
นี่เป็นสวนชาที่นางกับพี่สะใภ้พึ่งพาในการดำรงชีวิตก่อนหน้านี้นะ!
“เสี่ยวอวี๋อย่าร้องไห้เลย พี่สะใภ้ของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
พวกชาวบ้านพยายามเข้ามาปลอบโยนเผยเสี่ยวอวี๋ เพียงแต่ยังไม่ทันโอ๋เผยเสี่ยวอวี๋ให้หยุดร้องไห้ พวกเด็กบ้านเล็กทางทิศเหนือก็ร้องไห้ตามไปด้วย
สวนชาแห่งนี้มีความสำคัญต่อพวกเขามาก เมื่อเห็นสวนชาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ใครจะไม่รู้สึกเสียใจ?
อู่จิ้นผิงก็รีบตามมาด้วย
การมาถึงของเขาจึงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ คนที่ซุบซิบนินทาและมุงดูความสนุกต่างเก็บสีหน้าเก็บอาการลง
“ใจกล้าเสียจริง คิดไม่ถึงจะมีคนกล้าเผาสวนชา!”
ยังมีคนในเมืองเจียงหนานไม่รู้หรือว่าเขาชอบดื่มชา?
หรือว่าคนเผาสวนชาไม่กลัวจะทำให้เขาโกรธ?
“ฉินเฟิง สั่งให้คนล้อมสวนชาไว้ แล้วไปแจ้งความกับที่ว่าการ ข้าอยากจะรู้ว่าใครกันแน่ที่ใจกล้าขนาดนี้ ถึงกลับกล้ากระทำผิดต่อหน้าข้า!”
เผยซังไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร เขาในตอนนี้สภาพย่ำแย่มาก เสื้อผ้าสกปรกมีแต่รอยเผาไหม้ แค่ดูก็รู้ว่าเมื่อครู่เขาคงไปช่วยดับไฟมา
เห็นเผยเสี่ยวอวี๋กำลังร้องไห้ เขาก็รีบไปปลอบขวัญ “เสี่ยวอวี๋ อย่าร้องไห้เลย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ยังมีพี่ใหญ่อยู่”
เผยเสี่ยวอวี๋เป็นน้องสาวของเผยจี้ เช่นนั้นก็นับว่าเป็นน้องสาวของเขาเหมือนกัน เผยจี้ไม่อยู่ เป็นธรรมดาที่เขาต้องจะมีหน้าที่ดูแลนาง
“เสี่ยวอวี๋ พี่ชายและพี่สะใภ้ของเจ้าล่ะ?”
ในฝูงชนไม่เห็นจู้เจียงเจียงและเผยจี้ปรากฏตัวสักที หรือว่าเมื่อคืนพวกเขาสองคนไม่อยู่ในหมู่บ้าน?
“พะ…พี่ชายและพี่สะใภ้ไปวัดอวี๋หลิน ยังไม่กลับมา…” เผยเสี่ยวอวี๋ตอบพลางสะอื้นไห้ จากนั้นก็ร้องไห้โฮเสียงดังอีกครั้ง
ขณะที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงกำลังตกอยู่ในภาวะตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ไฟไหม้สวนชา ทางจู้เจียงเจียงและเผยจี้ก็ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ทั้งสองค่อยๆเดินลงเขาอย่างช้าๆ และขี่ม้ากลับบ้านอย่างไม่เร่งรีบ เสพสุขกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กันตามลำพัง
หากไม่ใช่ดวงอาทิตย์ค่อยๆขึ้นสูง อากาศเริ่มร้อน เกรงว่าพวกเขาคงกลับไปถึงช้ากว่านี้
“ท่านพี่ ทำไมข้างหน้ามีควันเยอะแบบนี้?” จู้เจียงเจียงนั่งอยู่บนหลังม้า ยังไม่ใกล้ถึงทุ่งดอกไม้ก็เห็นควันสีขาวลอยอยู่ไกลๆ
ในใจนางมีลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันที
“แย่แล้ว!” นางรีบเรียกเผยจี้ ขาทั้งสองกระชับแน่น ควบม้าให้เร็วขึ้น “รีบกลับบ้าน!”
ทั้งสองคนใช้ความเร็วสูงสุดเร่งไปทิศทางของสวนชา ตอนผ่านบ่อกุ้งเห็นคนงานบ่อกุ้งมีขี้เถ้าเต็มใบหน้า กำลังยกถังน้ำกลับไป จู้เจียงเจียงถึงหยุดลง
“ลุงอวี๋ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมพวกท่านถึงมีสภาพแบบนี้?”
เห็นจู้เจียงเจียง หลายคนในบ่อกุ้งต่างแย่งกันตอบ “เถ้าแก่จู้ ท่านกลับมาได้สักที รีบไปดูที่สวนชาเร็วเข้า สวนชาถูกเผาแล้ว...”
“สวนชาถูกเผาแล้ว?!”
จู้เจียงเจียงเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
ตอนเห็นควันหนาทึบไกลๆเมื่อครู่ นางยังนึกว่าในครัวของโฮมสเตย์ไม่ทันระวังจึงเกิดไฟไหม้ กลัวว่าคนงานจะได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นจึงรีบกลับมา
แต่ใครจะรู้ สถานที่ถูกเผากลับเป็นสวนชา!
นางไม่มีเวลามาถามอะไรมากมาย รีบควบม้ากลับไปยังสวนชาโดยไม่รอช้า
เผยจี้ตามอยู่ข้างกายนาง กลัวว่านางจะตกจากหลังม้าเพราะรีบร้อนเกินไป
ตอนทั้งสองปรากฏตัวในสวนชา รอบๆสวนชาก็มีคนล้อมรอบเป็นวงกลมหลายชั้นแล้ว
ในนั้นรวมไปถึงชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แขกของโฮมสเตย์ ยังมีพวกแขกที่มากินข้าวที่โรงเตี๊ยมด้วย พวกเขาทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ รอให้เจ้าหน้าที่ของที่ว่าการมาตรวจสอบ
“สะใภ้เล็กกลับมาแล้ว!” ไม่รู้ว่าใครตะโกนออกมา
ฝูงชนมองตามเสียงไป เห็นแค่จู้เจียงเจียงกระโดดลงจากหลังม้าทันทีแม้ม้ายังไม่หยุดนิ่ง ก่อนวิ่งมาตรงหน้าทุกคน
สวนชาถูกเผาเกินครึ่ง ตำแหน่งที่ถูกเผารุนแรงที่สุดใบชาใบเดียวก็ไม่เหลือ เหลือเพียงแต่ลำต้นชาที่ค่อนข้างหนา และบนลำต้นยังคงมีควันจางๆอยู่
หลังจากขี้เถ้าถูกน้ำสาด ทั้งดำทั้งเปียก เมื่อเหยียบลงไปรองเท้าก็กลายเป็นสีดำ
“พี่หญิงจู้ ข้าขอโทษ เป็นความผิดของข้าเอง พี่ตีข้าเถอะ!”
จู้เจียงเจียงเพิ่งปรากฏตัว เซินหมิ่นก็เดินโซเซมาหานาง
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” จู้เจียงเจียงถามและมองนางอย่างสงสัย
ใบหน้าเซินหมิ่นเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน มีรอยขีดข่วนอยู่หลายแห่ง เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง?
“เถ้าแก่จู้ เรื่องนี้น้องหญิงไม่ผิด ตอนพวกเรารู้ว่าสวนชาถูกเผาก็เที่ยงคืนแล้ว ตอนนั้นข้าและน้องหญิงถูกเสียงทุกคนปลุกจนตื่น นางก็แค่ตำหนิตัวเองเกินไป” เซินเซี่ยวรีบออกมาช่วยเซินหมิ่นพูด
“ในเมื่อไม่ใช่ความผิดของพวกเจ้า งั้นก็รีบลุกขึ้นเถอะ”
จู้เจียงเจียงไม่มีเวลาไปปลอบขวัญเซินหมิ่น นางหันไปมองผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆแล้วถามว่า “ใครเป็นคนแรกที่พบว่าสวนชาไฟไหม้?”
ตอนที่ 206: ควบคุมทั้งหมดให้ข้าเดี๋ยวนี้!
“ข้าเอง” เผยซังที่อยู่เป็นเพื่อนข้างๆ เผยเสี่ยวอวี๋ลุกขึ้นพูดเสียงเบา
ชั่วพริบตาที่พูดนั้น ในแววตาของเขาก็ฉายความรู้สึกปิดบังซ่อนเร้นบางอย่างออกมาแวบหนึ่ง แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น
“เผยซัง? ดึกดื่นเที่ยงคืนท่านไม่นอน วิ่งมาสวนชาทำไมกัน?” จู้เจียงเจียงแปลกใจเล็กน้อย ทำไมเขาถึงเป็นคนแรกที่เจอ?
“กลางวันอากาศร้อนมาก กลางคืนข้าเลยตื่นมานั่งรับลมที่ระเบียงห้องรับแขกของที่พัก แล้วก็เห็นแสงไฟลุกโชนขึ้นมา”
เผยซังพูดความจริง ดังนั้นใบหน้าเขาจึงดูสงบนิ่ง
“ท่านเห็นแสงไฟลุกโชนขึ้นมา งั้นท่านเห็นว่าใครเป็นคนลอบวางเพลิงหรือไม่?” จู้เจียงเจียงเดินไปถึงตรงหน้าเขาอย่างตื่นเต้น เอาความหวังทั้งหมดฝากไว้บนตัวเขา
แต่น่าเสียดาย เผยซังบอกว่าเขาไม่เห็นว่าใครเป็นคนลอบวางเพลิง
“แม่นางจู้ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย ข้าเรียกคนไปแจ้งความที่ที่ว่าการแล้ว เรื่องนี้ต้องสืบและตรวจสอบจนกระจ่าง” อู่จิ้นผิงเห็นจู้เจียงเจียงเหม่อมองสวนชาที่ถูกเผาทำลาย เขารีบพูดปลอบโยน
สวนชาบ้านตัวเองถูกคนเผาจนกลายเป็นแบบนี้ นางคงจะเสียใจมากแน่ๆ
แต่พวกเขามองจู้เจียงเจียงอ่อนแอเกินไปแล้ว แม้ว่านางจะเสียใจมากจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียใจจนจะเป็นจะตาย
นางเพียงแค่กำลังคิด ว่าใครกันแน่ที่จงใจทำลายสวนชาของนาง?
ดูจากขี้เถ้าใต้เท้า บ่งบอกว่าคนที่ลอบวางเพลิงใช้ฟางข้าวเป็นเชื้อเพลิง ถึงสามารถเผาสวนชาจนกลายเป็นแบบนี้ได้ ต้นชาถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
อีกทั้งหากเป็นอย่างที่เผยซังพูด เมื่อเห็นแสงไฟลุกโชนขึ้นเขาก็มาทันที เช่นนั้นเพลิงก็น่าจะสามารถควบคุมได้ คงไม่ถูกเผาทำลายเป็นวงกว้างขนาดนี้
ถ้าจะทำให้ไฟลุกไหม้ได้เป็นวงกว้างขนาดนี้ ไฟที่เป็นเชื้อเพลิงต้องไม่ได้มีแค่หนึ่งจุดแน่ๆ
หากเป็นไปตามนี้ คนวางเพลิงก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียวแล้ว
เดิมจู้เจียงเจียงสงสัยในตัวเฟิงเทา แต่ดูจากตอนนี้เหมือนว่าจะไม่ใช่เขาที่ทำ
เฟิงเทาพักอยู่โฮมสเตย์เพียงลำพัง ข้างกายเขาไม่มีคนใช้ตามมาด้วย คนขับรถม้าก็พักอยู่ในตัวเมือง ดังนั้นแค่อาศัยเขาคนเดียวไม่มีทางทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้
บวกกับเฟิงเทาไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะสามารถหาฟางข้าวมาได้มากมายขนาดนี้ แม้แต่สวนชาแห่งนี้ เขาก็คงไม่รู้แน่ชัดว่าสวนชาผืนนี้เป็นของนางเพียงคนเดียว
ดังนั้นความน่าสงสัยของเขาจึงถูกตัดทิ้งไป
แต่ว่า นอกจากเขาแล้ว จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ออกจริงๆ ยังมีใครที่เกลียดนางขนาดนี้?
หรือเป็นคนในหมู่บ้าน? ความสัมพันธ์ช่วงนี้นางก็สนิทสนมกลมเกลียวกับคนในหมู่บ้านดี
หรือเป็นคนงานของโฮมสเตย์ ไม่ก็คนงานในโรงงาน?
นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ พวกเขาไม่มีทางหาฟางข้าวจำนวนมากขนาดนั้นมาได้ ถึงแม้พวกเขาจะหาได้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเก็บฟางข้าวได้มิดชิดแบบนี้
ใกล้ๆสวนชามีโฮมสเตย์ โรงงาน สถานศึกษา ไม่ว่าสถานที่ไหน ขอแค่มีที่ดินว่างเปล่า ชาวบ้านก็จะมาไถพรวนปลูกต้นชากันจนหมด
พูดได้ว่าแค่มองก็ไม่มีช่องว่าง ซ่อนฟางข้าวไม่ได้
หลังจากตัดตัวเลือกทิ้งเป็นพรวน สมองของจู้เจียงเจียงก็เหมือนกาวเหลว คิดหาวิธีตรวจสอบคนร้ายไม่ได้ หรือนางคงต้องยอมรับว่าตัวเองซวยจริงๆ?
เผยจี้มองความสับสนของจู้เจียงเจียงออก เขาแยกแยะวิเคราะห์ไม่ออกว่าใครคือคนวางเพลิง แต่เขาสามารถจับคนวางเพลิงได้
เขาค่อยๆแอบแยกตัวออกจากฝูงชน พลิกตัวขึ้นหลังม้าอีกครั้งอย่างเงียบๆ มุ่งหน้าไปยังทุ่งดอกไม้
เขาต้องถือโอกาสที่คนวางเพลิงยังไม่ทันตั้งตัว ล้อมรอบที่นี่เอาไว้ ถึงอย่างไรเขาก็มีกำลังคน!
โจวเหลียงที่อยู่ในที่ว่าการได้ยินว่าสวนชาของจู้เจียงเจียงถูกเผา เขาจึงรีบวางงานในมือลง แล้วพาคนหนึ่งคน ม้าคนละตัว มุ่งหน้ามาที่นี่ทันที
เมื่อก่อนไม่ว่าเกิดเรื่องใหญ่แค่ไหนก็ไม่เคยมีสถานการณ์แบบนี้
“แม่นาง!”
โจวเหลียงผลักฝูงชนออก ตอนพยายามจะเข้าไปถามจู้เจียงเจียงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ กลับตกใจกับภาพตรงหน้า “ทำไมถึงไหม้รุนแรงแบบนี้?!”
ก่อนมา เขาเคยจินตนาการถึงภาพสวนชาที่ถูกไฟไหม้ แต่คิดไม่ถึงจะไหม้ได้รุนแรงและหนักขนาดนี้
ต้นชาเหล่านี้ยังเขียวชอุ่ม ไม่ได้แห้งเหี่ยว ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะไหม้ได้รุนแรงขนาดนี้
“เจ้าหน้าที่ รีบไปตรวจสอบสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้โดยด่วน!” โจวเหลียงทำหน้าขรึม หันกลับไปพูดเสียงดังกับคนจากที่ว่าการ
ทันใดนั้น ก็เห็นเจ้าหน้าที่ของที่ว่าการและอีกคนหนึ่งที่ดูเหมือนมือชันสูตรเข้ามาในสวนชาอย่างระมัดระวัง
“แม่นาง ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของจู้เจียงเจียงยังคงไร้ความรู้สึกมาโดยตลอด ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ทำให้โจวเหลียงเป็นห่วงนางมากๆ
“ข้าไม่เป็นไร” จู้เจียงเจียงเห็นมีคนมาช่วยนางตรวจสอบแล้ว นางถึงรวบรวมสติไปสนใจเรื่องอื่นได้ “ที่นี่คงต้องมอบให้ท่านแล้ว ข้าจะไปดูทุกคนว่าบาดเจ็บหรือเปล่า”
นางเกือบลืมพวกเซินหมิ่นไปแล้ว
“เซินหมิ่น อย่าร้องเลย ข้าให้คนไปเชิญหมอเทวดาซิวมาแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อน รอท่านหมอมาแล้วเจ้าค่อยมาจัดการบาดแผล”
“พี่หญิงจู้ เป็นข้าที่ไม่ดีเอง...” เซินหมิ่นร้องไห้จนตาบวม
นางเอาแต่รู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับสวนชานั้น เป็นความรับผิดชอบของนาง
“อย่าพูดแบบนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า” จู้เจียงเจียงปลอบใจเซินหมิ่นไปสองประโยค จากนั้นก็ให้เซินเซี่ยวพานางกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ส่วนคนอื่นๆที่วิ่งเข้าไปในสวนชาเพื่อช่วยดับไฟ ก็มีบาดแผลเล็กๆน้อยๆจากกิ่งไม้ และยังมีบางคนที่ถูกไฟลวก
จู้เจียงเจียงเรียกพวกเขามา ให้ไปพักที่สถานศึกษารอหมอเทวดาซิวมา
เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กๆทั้งหลาย นางให้พวกเขากลับไปก่อน พวกเขาอยู่ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์
“สะใภ้เล็กเก่งจริงๆ เป็นแบบนี้แล้วก็ยังไม่ร้องไห้เลย แถมยังปลอบคนอื่นอีก เก่งจริงๆ”
“ไม่งั้นคนเขาจะทำธุรกิจกับฮ่องเต้และองค์ชายได้อย่างไร คนเขามีความสามารถขนาดนี้”
“โธ่ ข้าว่านะ ก็เพราะมีความสามารถขนาดนี้นี่ล่ะ จึงทำให้มีคนอิจฉาริษยาอย่างไรเล่า...”
ทุกคนพูดกันไปต่างๆนานา จู้เจียงเจียงดูจากปฏิกิริยาของพวกเขา โดยรวมก็พอจะมองอะไรออกได้บ้างแล้ว
ดูแล้วเรื่องนี้เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับคนในหมู่บ้าน
งั้นหรือว่า...เป็นแขกของโฮมสเตย์?
ขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังใช้การตัดทอนเพื่อหาคำตอบอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบดังมาจากทางบ่อกุ้ง รวมไปถึงเสียงของเผยจี้
“ทหาร ล้อมทางเข้าทางออกของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงทั้งหมดเอาไว้ ปล่อยเข้าได้ ห้ามออกไป!”
ทุกคนได้ยินคำนี้ก็แตกตื่นทันที
“หา? นี่คือจะขังพวกเราไว้ที่นี่หรือ?”
“ท่านแม่ทัพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพวกข้าเลยนะ พวกข้าแค่มากินข้าว เพิ่งถึง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย...”
จู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าการควบคุมทุกคนไว้ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนั้นไม่ค่อยดีนัก จะสร้างความไม่พอใจให้แขก วันหลังจะทำธุรกิจได้อย่างไร?
“ท่านพี่ ท่านถอนทหารกลับไปเถอะ โจวเหลียงมาแล้ว เขาจะตรวจสอบเรื่องนี้แทนข้า” จู้เจียงเจียงเดินถึงข้างกายเผยจี้ ต่อรองกับเขาเสียงเบา
แต่เรื่องนี้ไม่มีการต่อรอง
“ฮูหยิน เหตุการณ์ไฟไหม้สวนชาเป็นเรื่องร้ายแรงมาก หากแค่ไม่ทันระวัง ไฟอาจจะลามไปถึงหมินซู่ได้ และอาจจะทำให้มีคนเสียชีวิต!” เผยจี้ไม่อยากให้นางได้รับความไม่ยุติธรรม
ในฐานะที่เขาเป็นสามีของนาง ในมือมีกำลังทหารมากมาย หากเรื่องนี้ยังช่วยนางไม่ได้ละก็ เช่นนั้นเขาก็คงเป็นสามีที่ไร้ประโยชน์
“รุนแรงขนาดนั้นเลยหรือ?” จู้เจียงเจียงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
นางมองตำแหน่งของสวนชาแวบหนึ่ง สวนชาตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างโฮมสเตย์และโรงงาน เชื่อมต่อกันด้วยต้นชาที่ชาวบ้านเพิ่งปลูกใหม่ มีความเป็นไปได้ที่ไฟจะลุกลามแพร่ขยายไปถึงโฮมสเตย์
ความกังวลของเผยจี้ก็ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล
“ชาวบ้านทุกท่าน โปรดฟังข้าพูด” เผยจี้ไม่รอให้จู้เจียงเจียงพูด เขาก็เอ่ยปากก่อนปลอบขวัญความรู้สึกหวาดกลัวของทุกคน
“ตามที่ทุกท่านได้เห็น ไฟของสวนชานั้นลุกไหม้อย่างรุนแรง หากเมื่อคืนคุณชายเผยไม่เห็นได้ทันเวลา เกรงว่านอกจากต้นชาจะได้รับความเสียหายแล้ว ไฟอาจจะลุกลามแพร่ขยายไปจนถึงหมินซู่และโรงงาน และอาจทำให้มีคนเสียชีวิตได้!”
“ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของทุกท่าน คงต้องขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วย”
ตอนที่ 207: ตรวจสอบทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่ต่างหวาดกลัว เมื่อเผยจี้พูดออกไปก็ยิ่งทำให้พวกเขาตกใจกลัว จึงทยอยรับปากว่าจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่
ทางด้านเผยจี้ควบคุมคนไว้ได้แล้ว ทางสวนชาก็ส่งข่าวดีมา
“ใต้เท้า ข้าน้อยตรวจพบเหล้าจำนวนมากในดินบริเวณที่คาดว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของเพลิงไหม้” คนชันสูตรผู้นั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าถือดินก้อนหนึ่งยื่นให้โจวเหลียง
“มีเหล้าด้วย?”
เมื่อครู่จู้เจียงเจียงยังนึกว่าคนวางเพลิงใช้แค่ฟางข้าว ตอนนี้ดูแล้วยังมีเหล้าเป็นเชื้อเพลิงอีกด้วย
คนผู้นั้นยอมลงทุนมากจริงๆ!
“กุ้ยเจวียน” จู้เจียงเจียงเรียกคนทำบัญชีในร้านมา ถามนางว่า “หลายวันนี้มีแขกที่ซื้อเหล้าในร้านเป็นจำนวนมากบ้างหรือไม่?”
ตู้กุ้ยเจวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าแล้วตอบว่า “นอกจากเมื่อหลายวันก่อนที่จัดงานเลี้ยงเนื้อย่าง ที่เหล้าในร้านขายออกไปบ้างแล้ว เวลาอื่นก็ไม่มีแขกมาซื้อจำนวนมากเลยเจ้าค่ะ”
“คนวางเพลิงเพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง ไม่มีทางซื้อเหล้าที่นี่ พวกเราต้องตรวจสอบร้านขายเหล้าอื่นๆ” โจวเหลียงคาดคะเน
ถึงแม้การทำงานนี้จะหนักไปบ้าง แต่เพื่อเป็นการตอบแทนจู้เจียงเจียง เขาจึงทุ่มเทเต็มที่
“แม่ทัพเผย ข้าขอยืมคนสักหน่อยจะได้หรือไม่ ข้าอยากตรวจสอบทุกคนในเมืองที่หมักเหล้าขายเหล้า!”
นับเป็นครั้งแรกที่เผยจี้ยอมร่วมมือกับโจวเหลียงด้วยความเต็มใจ เขายกคนครึ่งหนึ่งให้ตามโจวเหลียงไปตรวจสอบในเมือง
คนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง เขาต้องการให้อยู่ที่นี่ สอบถามคนที่อยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนนี้ทีละคน
เรื่องลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ เหนือความคาดหมายของจู้เจียงเจียงไปมาก นางห้ามเผยจี้ไม่ได้ ทำได้แต่ปล่อยให้เขาทำไป
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ไท่ช่างหวงก็เห็นชอบด้วยแล้ว การที่สวนชาถูกเผา ทำให้เขาไม่ได้ดื่มชาใหม่ เขาจะทนได้อย่างไร?
มีคนมากมายช่วยเหลือพร้อมกัน จู้เจียงเจียงดูเหมือนจะเป็นส่วนเกินนิดๆ
“ช่างเถอะ พวกท่านไปตรวจสอบกันต่อเถอะ ข้าจะไปทำความสะอาดสวนชา”
จู้เจียงเจียงฟังพวกเขาสอบถามชาวบ้านอยู่สักพัก แต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ ก็รู้สึกเบื่อหน่าย นางจึงคิดจะไปดูสวนชา
ถึงแม้สวนชาจะถูกเผาไปแล้ว แต่ก็ยังมีต้นชาบางต้นที่พอจะช่วยเหลือได้อยู่บ้าง
แค่ต้องตัดส่วนที่ถูกไฟไหม้ทิ้ง เอาผงปูนขาวผสมขี้เถ้ามาทาบนปากแผลก็ช่วยได้แล้ว
จู้เจียงเจียงกลับบ้านไปเที่ยวหนึ่ง เพราะในนาต้องการน้ำปูนใสในการกำจัดแมลง ในบ้านจึงมีหินปูนสำรองไว้ นางเผาหินจนกรอบก่อนบดเป็นผง ตอนออกบ้านไปสวนชาก็ใกล้จะค่ำแล้ว
“พี่สะใภ้ มีคนเกลียดพวกเราใช่ไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋นั่งนิ่งอยู่บ้านไม่ไหว อยากจะไปสวนชาพร้อมกับนางด้วย จู้เจียงเจียงทำได้แค่พานางไปด้วย รวมถึงเด็กซนอีกสองสามคนของบ้านเล็กทางทิศเหนือ
“เป็นข้าที่ซุกซนเกินไป ทำให้คนไม่พอใจหรือเปล่า?”
เผยเสี่ยวอวี๋รู้สึกเศร้ามาก เอาแต่นึกว่าตัวเองทำอะไรผิดไป
เพราะจากมุมมองของนาง พี่สะใภ้ของนางนั้นเป็นคนดีที่สุด ไม่มีใครเกลียด เช่นนั้นก็ต้องเป็นคนที่เกลียดชังนางแน่?
อีกคนแล้ว!
เซินหมิ่นคนเดียวยังไม่พอ ยังมีเผยเสี่ยวอวี๋อีกคน ทำไมพวกนางถึงชอบโทษตัวเองกันเหลือเกิน
“เสี่ยวอวี๋ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า อย่างคิดฟุ้งซ่านเข้าใจไหม?” จู้เจียงเจียงวางมือบนศีรษะพูดปลอบโยนนางเสียงอ่อนโยน
สวนชา
หลังจากจู้เจียงเจียงสวมถุงมือและผูกผ้ากันเปื้อนให้พวกเด็กๆ พร้อมทั้งกำชับพวกเขาให้ระวังตัวแล้ว ก็พาพวกเขาเข้าไปตัดกิ่งไม้
“พวกเจ้าดูนะ กิ่งชาแบบนี้ ถ้าใช้เล็บขูดที่เปลือกไม้แล้วเห็นสีเขียวก็ตัดมันออกได้ ตัดจนถึงส่วนที่ไม่มีรอยไหม้ก็พอ จากนั้นใช้มือกำผงปูนขาวผสมขี้เถ้ามาทาที่รอยตัดของกิ่งไม้ แบบนี้ก็ได้แล้ว เข้าใจหรือไม่?”
นางสาธิตให้ดู พวกเด็กๆก็เข้าใจในทันที
จู้เจียงเจียงกล่าวว่า “เอาล่ะ งั้นพวกเจ้าระวังใต้เท้าให้ดี หากเจอประกายไฟก็ดับพวกมันให้หมด”
“เข้าใจแล้วขอรับ/เจ้าค่ะ พี่หญิงจู้” พวกเด็กๆตอบรับเสร็จก็กระจายตัวออกไป
พวกเขายืนเรียงกันเป็นแถวเดียวกับจู้เจียงเจียง จากเชิงเขาของสวนชา ค่อยๆจัดการตอไม้ขึ้นไปเรื่อยๆ
เพราะตอนพวกเขาออกบ้านก็เกือบค่ำแล้ว ทำไปได้ไม่นานฟ้าก็เริ่มมืดลง
จู้เจียงเจียงเรียกพวกเด็กๆให้ลงจากเขา พวกเขายังไม่อยากลงไป ยืนกรานจะตัดกิ่งชาที่เหลือตรงหน้าให้หมดก่อน
ตอนพวกเขาลงเขามา ใบหน้าของทุกคนก็ดำปี๋เพราะขี้เถ้าอย่างไม่มีข้อยกเว้น
ตอนจู้เจียงเจียงเดินผ่านโฮมสเตย์ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ยืนยันได้ว่าเมื่อคืนตัวเองไม่ได้อยู่ที่สวนชา ก็ถูกปล่อยตัวไปแล้ว
ตอนนี้เผยจี้กำลังตรวจสอบแขกที่พักอยู่ในโฮมสเตย์
แขกส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีแค่คนส่วนน้อยที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ หนึ่งในนั้นรวมไปถึงเผยเซวียนด้วย
“มีสิทธิ์อะไรมาไต่สวนพวกเราเหมือนคนร้าย พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่?!”
เผยเซวียนเอาแต่โวยวาย อยู่นอกประตูยังได้ยิน
แต่คนข้างในเป็นคนของเผยจี้ ดังนั้นไม่ว่านางจะโวยวายอย่างไรก็ไม่มีใครสนใจนาง
พวกทหารในห้องอดทนรอให้นางระบายออกมา จากนั้นก็เอ่ยประโยคเดิมว่า “คุณหนูเผย เมื่อคืนยามจื่อ ท่านอยู่ที่ใด?”
“เจ้าใจกล้ามากนะ รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ถึงกับกล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับข้า!” เผยเซวียนยังคงวางอำนาจ
เผยจี้เดินออกมารอนอกประตูเพราะทนเสียงดังของนางไม่ไหว
ดังนั้น ตอนจู้เจียงเจียงเข้ามา เขาจึงเห็นนางในทันที
“ฮูหยิน ทำไมพวกเจ้าถึงเพิ่งกลับจากสวนชา?” ตอนบ่ายจู้เจียงเจียงบอกว่าจะกลับไปทำความสะอาดสวนชา แต่คิดไม่ถึงนางจะยุ่งถึงดึกดื่นแบบนี้
“ยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่หรือไม่? ข้าบอกแล้ว เรื่องทำความสะอาดสวนชาไม่ต้องรีบร้อน รอข้าจัดการเรื่องนี้เสร็จ แล้วค่อยไปด้วยกันก็ยังไม่สาย เจ้าก็ไม่ยอมฟัง”
เผยจี้บ่นไปพลาง หยิบผ้าเช็ดหน้าที่พกติดตัวมาเช็ดคราบเขม่าบนใบหน้าของนางอย่างตั้งใจไปพลาง
จู้เจียงเจียงยืนนิ่งปล่อยให้เขาช่วยนางเช็ดหน้า “เผยเซวียนไม่ยอมให้ความร่วมมือหรือ?”
“ไม่เป็นไร พวกเรามีเวลาเหลือเฟืออยู่เล่นกับนาง” เผยจี้ไม่สนใจเผยเซวียนสักนิด เขาเลือกคนสองกลุ่มไปสอบสวนนางโดยเฉพาะ จนกว่านางจะยอมให้ความร่วมมือ
“ท่านไม่เข้าใจการรักหยกถนอมบุปผาเลยจริงๆ” จู้เจียงเจียงเอ่ยหยอกล้อเขา
ถึงแม้เผยเซวียนจะน่าชังอยู่บ้าง แต่อย่างไรนางก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เขาปฏิบัติอย่างเท่าเทียมแบบนี้ดีจริงหรือ?
เผยจี้ยังคงแสดงท่าทางภาคภูมิใจ “ข้ารักและทะนุถนอมแค่เจ้าก็เพียงพอแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องดีกับคนอื่น”
พวกเผยเสี่ยวอวี๋เห็นแบบนี้ ก็ล้อมรอบพวกเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น เงยหน้ามองพวกเขาพลางหัวเราะคิกคัก
“พี่ชาย ใบหน้าของข้าก็สกปรกเหมือนกัน~”
เผยจี้ได้ยินก็ก้มหน้าเหล่มองเผยเสี่ยวอวี๋เล็กน้อย พูดด้วยท่าทางไม่สนใจ “ใบหน้าเปื้อนก็ไปล้างสิ มาดูความสนุกอะไรตรงนี้”
“…”เผยเสี่ยวอวี๋หมดคำจะพูดจริงๆ
นางเป็นน้องสาวแท้ๆของเขานะ มีพี่ชายคนไหนไม่รักและเอ็นดูน้องสาวตัวเองแบบนี้บ้าง?
“เอาล่ะ เอาล่ะ ใบหน้ายู่เป็นปลาแล้ว” จู้เจียงเจียงอดหัวเราะไม่ได้ “ข้าพาพวกเจ้าไปล้างหน้าดีกว่า แบบนี้พอใจแล้วใช่ไหม”
เด็กคนนี้ยังรู้จักหึงหวงด้วย
“พี่สะใภ้ดีจริงๆ ไม่เหมือนพี่ชายใจแคบ!” หลังจากเผยเสี่ยวอวี๋ทำหน้าทะเล้นใส่เผยจี้ ก็จูงมือจู้เจียงเจียงจากไปอย่างได้ใจ
ท่าทางนั้นเหมือนนางเอาชนะเผยจี้ได้แล้ว
อย่างน้อยตอนนี้พี่สะใภ้ก็อยู่ด้วยกันกับนาง!
ตอนที่ 208: ไม่นึกเลยว่าคนที่เผาภูเขาจะเป็นเจ้า!
ผ่านการตรวจสอบมาทั้งคืน ทางเผยจี้จับคนที่ไม่สามารถยืนยันหลักฐานที่อยู่ ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุไว้ได้หลายคน
ในนั้นรวมไปถึงเผยเซวียนที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือด้วย
เขาควบคุมตัวเผยเซวียนรวมไปถึงคนอื่นๆที่จับไว้ให้ไปอยู่ในสองห้องของโฮมสเตย์ แล้วส่งคนไปเฝ้าสลับกัน หลังจากนั้นเขาก็กลับบ้านไป
ที่เหลือก็แค่ต้องรอข่าวจากทางโจวเหลียงเท่านั้น
ในระหว่างที่รอให้โจวเหลียงตรวจสอบร้านอาหารและร้านเหล้าทั้งหมดในเมือง เผยจี้ก็ไปสวนชาพร้อมกับจู้เจียงเจียง ตอนกลับบ้านในทุกๆวัน เนื้อตัวของพวกเขามักจะเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน
เหล่านี้เผยซังล้วนเห็นอยู่ในสายตา
เป็นอีกหนึ่งวันที่จู้เจียงเจียงและเผยจี้กลับมาจากสวนชาพร้อมกัน เผยซังรออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เมื่อเห็นพวกเขากลับมา ก็อดพูดขึ้นไม่ได้
“คนหนึ่งเป็นแม่ทัพ คนหนึ่งเป็นฮูหยินแม่ทัพ ฐานะระดับพวกเจ้า มีความจำเป็นต้องตัวเปื้อนฝุ่นดินแบบนี้ทุกวันหรือ?”
จู้เจียงเจียงไม่ถือสาที่เขาพูด “คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย สวนชายังมีทางรอด”
อีกทั้งนางเพิ่งคุยเรื่องตัวแทนจำหน่ายชาฤดูใบไม้ร่วงกับหวงเจวี้ยนไป หากไม่คิดหาวิธีเร่งต้นอ่อนให้ต้นชาเหล่านี้ นางคงต้องผิดสัญญาแล้ว
“ความเสียหายของสวนชามีผลกระทบใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือ?” เผยซังแสร้งถามอย่างไม่ตั้งใจ
ในมุมมองของเขา นั่นก็แค่ต้นไม้ครึ่งภูเขาเท่านั้น ปลูกใหม่ก็หมดเรื่องไม่ใช่หรือ?
“ความเสียหายทางธุรกิจนั้นยังพอรับได้ แต่มากกว่านั้นคือการลอบวางเพลิงเพื่อแก้แค้นซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างมาก ตอนสวนชาถูกเผามีคนมากมายขนาดไหนที่รู้สึกหวาดกลัว เจ้าก็รู้ดีอยู่แก่ใจ”
ที่จู้เจียงเจียงเป็นห่วงมากกว่าคือความคิดของคนในหมู่บ้าน
คนในหมู่บ้านเพิ่งปลูกต้นกล้าชากันใหม่ๆ ยังไม่เคยได้เก็บเกี่ยวเลยสักครั้ง นางจะให้พวกเขาหมดความมั่นใจในการปลูกชาไม่ได้
ในอนาคต ใบชาต้องเป็นสินค้าขายดี จะชะงักอยู่ตรงนี้ไม่ได้
คำพูดของจู้เจียงเจียงทำให้เผยซังเงียบไป ความคิดล่องลอยไปไกล นางพูดกับเขาก็เหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่นางพูดเลย
“เฮ้!” จู้เจียงเจียงทนไม่ไหว ตบไหล่เขาแรงๆหนึ่งครั้ง
เผยซังถึงได้สติ “อะไรหรือ?”
“ข้าอยากถาม ช่วงนี้พ่อแม่ท่านทำอะไรอยู่ พวกเขามีมีแผนอะไรอีกใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงอยากสืบหน่อยว่าทางเผยเฉิงมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องการจับคู่แต่งงานของเผยจี้ว่าเป็นอย่างไร
หลายวันนี้นางเอาแต่ยุ่ง ไม่ได้ไปสังเกตว่าทางตระกูลเผยกำลังทำอะไร
และไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาคิดอย่างไรกันอยู่ หลังจากที่เผยจี้แสดงท่าทีชัดเจนไปแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีกเลย
หรือว่ายอมแพ้ไปแล้ว?
หากยอมแพ้แล้ว เช่นนั้นพวกเขาก็ควรจากไปไม่ใช่หรือ? อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงทั้งวันมันไม่ใช่เรื่อง!
“พวกเขา...” ไม่รู้ว่าเผยซังคิดอะไรได้ ส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆ พูดอย่างมีความหมายลึกซึ้ง “ตอนนี้พวกเขาลนลานตกที่นั่งลำบากเพื่อเซวียนเอ๋อร์”
จู้เจียงเจียงได้ยินแบบนี้ก็นึกว่าเขาพูดถึงเรื่องที่เผยเซวียนไม่ให้ความร่วมมือแล้วถูกเผยจี้ควบคุมตัว จึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
จนกระทั่งโจวเหลียงเอาข่าวกลับมา นางถึงรู้ที่เผยซังพูดที่จริงคืออีกเรื่องหนึ่ง!
“แม่ทัพเผย แม่นางจู้เล่า?”
โจวเหลียงขี่ม้ากลับมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพียงลำพัง เพิ่งเข้าประตูมาก็ตามหาจู้เจียงเจียงทันที
เผยจี้มองเขาแวบหนึ่ง พูดกับเผยเสี่ยวอวี๋ว่า “เสี่ยวอวี๋ ไปเรียกพี่สะใภ้มา”
เผยเสี่ยวอวี๋ยังไม่ทันลุกขึ้น จู้เจียงเจียงก็พุ่งเข้ามา เมื่อครู่นางอยู่ห้องครัวก็เห็นโจวเหลียงเข้าประตูมาแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้าง ได้ข่าวแล้วใช่ไหม?” นางถามด้วยเสียงร้อนใจ
โจวเหลียงพยักหน้า แล้วบอกผลการตรวจสอบให้ทั้งสองฟัง “ตรวจสอบได้แล้ว เถ้าแก่ร้านอาหารสองแห่งบอกว่าห้าวันก่อนมีคนเคยซื้อเหล้าในร้านไปจำนวนมาก”
“ข้าได้พาคนกลับมาแล้วอยู่ที่หมินซู่ ไปดูพร้อมกันเถอะ?”
เขารับเถ้าแก่สองคนนั้นมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ให้พวกเขามาชี้ตัวคน
“ได้!”
ทั้งสองคนแต่งตัวง่ายๆให้เผยเสี่ยวอวี๋เฝ้าบ้าน ทั้งสามคนก็ขี่ม้าไปโรงเตี๊ยมพร้อมกัน
ตอนโจวเหลียงพาคนกลับมา การกระทำไม่เล็ก เผยซังที่ตามติดความคืบหน้าของคดีมาโดยตลอดก็ได้ข่าวทันที จึงไปรออยู่ที่โรงเตี๊ยมแล้ว
“พี่ใหญ่ช่างมีเวลาว่างจริงๆ แต่ก็ขอบคุณที่ใส่ใจเรื่องสวนชาของข้าขนาดนี้” จู้เจียงเจียงหยอกล้อเผยซังที่ตามไปพร้อมกับพวกเขาเพื่อชี้ตัวคน
พวกเขามาถึงหน้าโฮมสเตย์ที่คุมตัวคนน่าสงสัย
เผยจี้ให้คนเปิดประตู โจวเหลียงก็พาเถ้าแก่ทั้งสองคนเข้าไป “รบกวนเถ้าแก่ทั้งสองท่านแล้ว”
เถ้าแก่ทั้งสองคนเข้าไปคนละห้อง
มองหนึ่งรอบ ออกมาก็ส่ายหน้าแสดงท่าทีว่าไม่ใช่คนเหล่านี้
“รบกวนดูอีกห้องหนึ่ง” โจวเหลียงขอให้ทั้งสองคนสลับห้องกันดู
จู้เจียงเจียงที่รออยู่ในห้องรับแขกเห็นแบบนี้ จึงอดไม่ได้หันไปพูดกับเผยจี้ “ท่านพี่ พวกเราจับคนมาผิดหรือเปล่า?”
ความเป็นไปได้นี้ไม่ใช่ว่าไม่มี หากหลังจากคนนั้นวางเพลิงหนีไปแล้วล่ะ?
“รอดูอีกหน่อยเถอะ” เผยจี้ปกป้องภรรยา เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีกเดี๋ยวจะได้รับข่าวดี
“คือนาง!”
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เสียงดังส่งมาจากในห้องที่กักตัวพวกผู้หญิงไว้
เหล่าคนในห้องรับแขกที่ได้ยินต่างก็ทำหน้าดีใจ มีเพียงแค่เผยซังที่ขมวดคิ้ว
ทหารนายหนึ่งพาหญิงสาวที่ถูกชี้ตัวคนนั้นออกมา ได้ยินเพียงตอนนางถูกจับยังตะโกนว่า “คุณหนู คุณหนูช่วยข้าด้วย...”
คุณหนู?
แขกในโฮมสเตย์ มีคนที่พาสาวใช้มาเข้าพักด้วยหรือ?
ขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังสงสัยอยู่นั้น แต่เมื่อเห็นคนที่ถูกจับตัวออกมา นางก็เข้าใจทันที “หรูอี้?!”
สาวใช้ของเผยเซวียน!
“เป็นเจ้าเองหรือ?”
เมื่อเห็นคนที่ถูกชี้ตัว ความรู้สึกของจู้เจียงเจียงก็สับสนเล็กน้อย นางรู้สึกประหลาดใจแต่ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน
นางกับหรูอี้ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน แต่กับเจ้านายของนาง นับว่ามีความแค้นใหญ่หลวงเลยทีเดียว
หรูอี้คุกเข่าตัวสั่นอยู่ตรงหน้าพวกเขา สายตามองเข้าไปในห้องไม่หยุด พูดประโยคเดิมซ้ำๆ “ไม่ใช่ข้า...ไม่ใช้ข้า”
“ใต้เท้า เป็นแม่นางคนนี้ที่มาซื้อเหล้าขาวราคาถูกที่สุดจำนวนหนึ่งในร้านข้าเมื่อห้าวันก่อน”
เถ้าแก่ที่ชี้ตัวหรูอี้คนนั้นตามออกมา “ตอนนั้นข้ายังเตือนนางอย่าดื่มเหล้าขาวเยอะแบบนั้น ต้องผสมสาเกสักหน่อยถึงจะไม่มึนหัว แต่นางบอกว่านางไม่ได้ซื้อไปดื่ม”
คำพูดนี้ของเถ้าแก่เพียงพอที่จะยืนยันว่าหรูอี้ก็คือคนที่ซื้อเหล้ามา
“พูดมา เจ้าเป็นคนวางเพลิงเผาสวนชาใช่ไหม!” โจวเหลียงวางมาดนายอำเภอที่กำลังตัดสินคดี
หากข้างมือมีไม้ตีอีกสักอันละก็ คงจะสามารถสยบผู้ต้องสงสัยได้มากขึ้น
แต่ว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว หรูอี้นั้นถูกกักตัวอยู่ในห้องมาสามวัน กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ วิตกกังวลใจ ตอนนี้แค่ขู่เล็กน้อยก็เพียงพอจะให้นางยอมรับสารภาพแล้ว
“ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต นี่ไม่ใช่ความคิดของข้า ข้าเป็น...”
“หรูอี้!”
ทันทีที่หรูอี้อยากพูดอะไรบางอย่าง เสียงดุอันน่าสะพรึงกลัวของเผยเซวียนก็ดังมาจากในห้อง เหมือนกำลังข่มขู่หรูอี้อยู่
เป็นอย่างที่คิด
หลังจากหรูอี้ได้ยินเสียงข่มขู่จากเผยเซวียน ไม่นานก็เงียบลงก้มหน้ายอมรับผิด
“ข้าทำเอง ข้าทำทั้งหมดเอง”
ท่าทีของนางก่อนและหลังจากรับสารภาพนั้นแตกต่างกันมาก คนในห้องเห็นแล้วก็มีแค่ไม่กี่คนที่เชื่อ
ถึงแม้หรูอี้จะเข้าร่วมการลอบวางเพลิงจริง แต่เบื้องหลังนางต้องมีคนบงการ และคนบงการคนนั้นก็อยู่ในห้องนี้!
“ทหาร พานางไปไต่สวนต่อ!” เผยจี้ยังไม่ยอมยุติคดีนี้ เขาต้องการสืบสวนต่อไป
เรื่องอย่างการเผาป่า เป็นเรื่องที่ร้ายแรงเกินกว่าจะให้อภัยได้ง่ายๆ
ตอนที่ 209: ไม่ให้ข้าวกิน
“เหอะ! ในเมื่อคนลอบวางเพลิงยอมรับผิดแล้ว ตอนนี้ปล่อยพวกเราไปได้แล้วกระมัง!”
เผยเซวียนกลับเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้เผยจี้ปล่อยคน อีกทั้งยังใช้น้ำเสียงรำคาญและไม่พอใจเป็นพิเศษ
นางไม่สนใจสาวใช้ตัวเองสักนิดจริงๆหรือ?
จู้เจียงเจียงกำหมัดแน่ โมโหสุดๆ มีเจ้านายแบบนี้ หรูอี้ช่างโชคร้ายจริงๆ!
“ปล่อยคน” เผยจี้โบกมือให้ปล่อยทุกคนไป
สองสามีภรรยาดูเหมือนจะโกรธมาก ไม่เพียงต่อเผยเซวียน แต่เกลียดชังทั้งตระกูลเผยจากเมืองหลวงนั้น รวมถึงเผยซังด้วย!
พอย้อนคิดอย่างละเอียด จู้เจียงเจียงก็พบว่าหลายวันนี้เผยซังผิดปกติอยู่หลายเรื่อง
เขาเป็นคนแรกที่พบว่าสวนชาไฟไหม้ และเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปช่วยดับไฟ แต่เขากลับไม่เห็นตัวคนลอบวางเพลิงนั่นคือข้อที่หนึ่ง
ข้อที่สอง หลังจากไฟถูกดับแล้ว เขาเหมือนมีเรื่องหนักใจอยู่ตลอดเวลา
เมื่อวานนางถามเขา ช่วงนี้เผยเฉิงกำลังยุ่งเรื่องอะไรอยู่ คำตอบของเขาก็มีความหมายลึกซึ้งให้พิจารณา
เผยเฉิงลนลานตกที่นั่งลำบากเพื่อเซวียนเอ๋อร์ ดูท่าเผยเฉิงไม่เพียงร้อนใจที่ลูกสาวตัวเองถูกขัง ที่มากกว่าคือเขาน่าจะรู้เรื่องที่เผยเซวียนทำแล้ว ดังนั้นจึงลนลาน
เพราะว่าเมื่อเรื่องนี้ถูกตรวจสอบออกมา เขาคงอธิบายกับทางไท่ช่างหวงไม่ได้
“เผยซัง เจ้ารู้ความจริงใช่ไหม?” จู้เจียงเจียงถามเขาตรงๆ
เมื่อหรูอี้ตั้งใจแล้วว่าจะรับผิดเรื่องทั้งหมดเพียงลำพัง ในช่วงเวลาสั้นๆ คนของเผยจี้ก็ถามอะไรไม่ได้อีก นางทำได้แค่ลงมือกับเผยซัง
เผยซังเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับ เพียงแต่มองนางด้วยใบหน้าเสียใจ แล้วเอ่ยเสียงอ่อยว่า “น้องสะใภ้ เรื่องนี้ปล่อยมันผ่านไปแบบนี้ไม่ได้หรือ?”
ที่หลี่จิง เมื่อเจ้านายเกิดเรื่องก็มักจะโยนให้คนใช้ออกมารับผิดชอบแทนกันทั้งนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังวิธีการนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ทุกคนล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่งและปล่อยให้เรื่องมันผ่านไป
แต่ทำไมพอถึงตาจู้เจียงเจียง นางกลับยังกัดไม่ยอมปล่อยเล่า?
ถึงแม้นางจะไม่ชอบเผยเซวียน ไม่ชอบคนตระกูลเผย แต่เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเผยจี้กับตระกูลเผย นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้หรือ?
“เรื่องเผาสวนชานี้ โทษไม่ถึงตาย ถ้ามีเงินละก็ เมื่อชดเชยเงินให้ ที่ว่าการก็จะปล่อยคนแล้ว แต่ถ้าไม่มีเงิน หรูอี้ก็ต้องถูกขังไว้ในคุก เรื่องนี้ง่ายมากๆ”
จู้เจียงเจียงเข้าใจดีว่าเรื่องนี้จะมีผลลัพธ์อย่างไร แต่นางไม่ได้สนใจเรื่องนั้น ที่นางสนใจคือต่อไปหรูอี้จะเป็นอย่างไร
“จากท่าทีของท่านเมื่อครู่ พวกท่านตระกูลเผยคงเลือกจากใช้เงินจบเรื่องนี้สินะ เรื่องมันจบแล้วแต่หรูอี้เล่า?”
“หรูอี้จะกลับไปอยู่ข้างกายเผยเซวียนไหม? แล้วเผยเซวียนจะปล่อยนางไปหรือ?”
ดูจากเมื่อวันนั้น แค่เผยเซวียนแค่เรียกชื่อของหรูอี้ประโยคเดียว ก็ทำให้นางกลัวจนรับผิดเองทั้งหมดโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา
หากพวกเขาปล่อยหรูอี้กลับไปถึงมือเผยเซวียน นางยังจะสบายดีอยู่หรือ?
คำถามของจู้เจียงเจียง ทำให้เผยซังเงียบไปอีกครั้ง
อาศัยอยู่ในตระกูลใหญ่มายี่สิบกว่าปี เขาจะไม่รู้จุดจบของหรูอี้ได้อย่างไร?
คนใช้ที่อยู่ๆก็หายตัวไป ไม่ใช่ชะตากรรมที่รอคอยอยู่ของหรูอี้หรอกหรือ?
“พอแล้ว อย่ามัวแต่กลัดกลุ้มอยู่เลย กลับไปบอกน้องสาวตัวดีของท่าน วันหลังให้นางระวังตัวไว้ให้ดี ส่วนหรูอี้ ข้าจะให้โจวเหลียงจัดห้องขังที่ดีหน่อยให้นาง ท่านกลับไปเถอะ” จู้เจียงเจียงตัดสินใจแล้ว
ทำความผิดย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย หรูอี้ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไป นางต้องติดคุกแน่นอนอยู่แล้ว
ส่วนเผยเซวียน ก็ให้นางได้อวดดีไปก่อน เดี๋ยวมีเรื่องให้นางลำบากแน่
เรื่องสวนชาถูกเผา จบลงด้วยการที่หรูอี้ถูกใส่กุญแจเข้าคุก
ไม่มีสาวใช้คนสนิทคอยปรนนิบัติ เริ่มแรกเผยเซวียนยังรู้สึกไม่เป็นอะไร ถึงอย่างไร ยามนางมีเรื่องเล็กใหญ่อะไรก็ให้คนในหมินซู่ช่วยนางทำ
พูดตามตรง นางค่อนข้างพอใจกับบริการของหมินซู่แห่งนี้
แต่ไม่รู้เริ่มตั้งแต่เมื่อไร คนของหมินซู่นับวันยิ่งมองข้าม ยิ่งไม่ใส่ใจคำขอของนาง มีบางครั้งถึงขนาดลืมคำขอของนางไป
นางหิวท้องร้องอยู่ในห้อง รอคนของหมินซู่นำอาหารมาส่ง แต่นางรอจนถึงตอนบ่ายก็ยังไม่เห็นใครมา
เผยเซวียนโมโหจนตรงไปด่าคนถึงในครัว
“พวกเจ้าพิการกันหมดหรืออย่างไร? ข้าสั่งของกินไปนานแค่ไหนแล้ว ทำไมไม่มีคนนำมาให้ ข้าเลี้ยงพวกเจ้าไว้จะมีประโยชน์อะไร!”
นางแสดงท่าทีหยิ่งยโสของคุณหนูใหญ่ตอนอยู่ในจวนเผยออกมา ด่าทอคนไปทั่ว
คนในครัวได้ยินเสียงแขกบ่นไม่พอใจก็รู้สึกตกใจ กลัวว่าจะเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง ดังนั้นจึงรีบออกมาแก้ไขปัญหา
เพียงแต่ตอนเห็นคนที่มา หัวใจที่ตื่นเต้นของพวกเขาก็สงบลง
พวกเขามองเผยเซวียนอย่างเย็นชาครู่หนึ่ง หมุนตัวกลับไปทำงานอย่างไม่สนใจ
หัวหน้าเซินเคยบอกพวกเขา ไม่จำเป็นต้องสนใจใบรายการของคนตระกูลเผย
“ทำท่าแบบนั้นของพวกเจ้าคืออะไรกัน? ข้าบอกให้ทำอาหารมาให้ แล้วทำไมยังไม่ทำ! แบบนี้ข้าจะจ้างพวกเจ้ามาทำไม!” เผยเซวียนไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น ยิ่งบ้าคลั่งขึ้นไปอีก
สถานที่ที่เต็มไปด้วยน้ำมันและกลิ่นควันที่นางเคยรังเกียจก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ในตอนนี้นางพุ่งตรงเข้าไปในห้องครัวทันที
นางยังคงแสดงอำนาจของคุณหนูใหญ่ ตั้งแต่ต้นจนถึงสุดท้ายก็ยังไม่มีใครสนใจนาง
สุดท้ายเผยเซวียนโมโหจนโยนอาหารที่แขกสั่งลงบนพื้น ทำเสร็จยังแสดงท่าทางภูมิใจสุดๆออกมา
คนยกอาหารเห็นเหตุการณ์ ก็ตะโกนไปข้างนอกอย่างไม่รีบร้อน “หัวหน้าเซิน รีบมาเร็วเข้าขอรับ มีคนมาก่อเรื่องวุ่นวาย!”
เสียงตะโกนนี้ ทำไมฟังแล้วดูหงุดหงิดนิดๆ?
เผยเซวียนไม่มีเวลาไปคิดวิเคราะห์ความหมายในนั้น เห็นแค่เซินหมิ่นพุ่งตัวเข้ามา มือถือลูกคิดแล้วเริ่มทำการคำนวณ
“กุ้งขาวทอดหนึ่งจานสิบเหวิน จานห้าเหวิน ค่าคนงานและฟืนไฟยี่สิบเหวิน คุณหนูเผยรวมทั้งหมดสามสิบห้าเหวิน ขอบคุณ” เซินหมิ่นยื่นมือไปขอเงินกับนาง
แต่เผยเซวียนเคยพกเงินติดตัวที่ไหน?
อีกอย่างเรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้ไม่ใช่นางพกเงินหรือไม่ แต่นางจะกินข้าว!
“เจ้าคือคนที่ดูแลที่นี่หรือ?” เผยเซวียนมองเซินหมิ่น
แล้วก็เริ่มตำหนิต่อ “พวกเจ้าทำงานประสาอะไร กลางวันข้าสั่งอาหารจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครไปส่ง ถ้าเกิดว่าคุณหนูอย่างข้าหิวขึ้นมา พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ?!”
“รับไม่ไหว รับไม่ไหว” เซินหมิ่นโบกมือต่อเนื่อง แสร้งทำเป็นอ่อนแอ “ข้าไม่ใช่หรูอี้ที่จะยอมรับความผิดเพื่อคุณหนูได้ ข้าก็แค่คนทำงานคนหนึ่ง”
“เจ้า!” เผยเซวียนคิดไม่ถึงเรื่องหรูอี้ยังมีคนกล้าวิจารณ์ เมื่อก่อนทุกคนจะปิดปากเงียบไม่พูดถึงหลังเรื่องจบไปแล้วไม่ใช่หรือ?
“เจ้าพูดอะไรไร้สาระ เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับข้า พวกเจ้ารีบทำกับข้าวแล้วเอาไปส่งให้ข้าที่ห้อง ไม่งั้นระวังข้าจะไม่เกรงใจพวกเจ้าอีก!”
เผยเซวียนพูดจบก็จากไปอย่างร้อนตัว
เซินหมิ่นยังทำเป็นตะโกนไล่หลังนางไปว่า “คุณหนูเผย ท่านยังติดเงินค่าอาหารอยู่สามสิบห้าเหวิน จะจ่ายพวกเราเมื่อไร?”
เผยเซวียนไม่สนใจเสียงโวยวายด้านหลัง เดินไปแบบไม่หันกลับมา
นางนึกว่าการที่ตัวเองไปต่อว่าแบบนั้นมันจะได้ผล พวกคนในร้านจะต้องนำข้าวมาให้นาง แต่ใครจะไปรู้ นางรออยู่ทั้งคืน ก็ยังไม่เห็นคนในร้านมาส่งข้าวให้นาง!
เผยเซวียนโกรธมากๆ นางที่ในท้องว่างเปล่า อารมณ์โมโหจึงยิ่งรุนแรง
หลังจากทำลายข้าวของในห้องไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่หายโมโห นางจึงพุ่งตัวออกไป
ตอนที่ 210: ส่งเจ้าไปกินข้าวในคุก!
*เพียะ!*
เผยเซวียนพุ่งออกห้องพักในหมินซู่มาถึงโรงเตี๊ยม เห็นพวกเซินหมิ่นและคนงานกำลังกินข้าวกันอยู่ นางเดินเข้าไปคว้าหนึ่งคนในนั้นออกมาอย่างไม่สนใจ แล้วตบลงไปบนใบหน้าคนนั้นทันที
คนที่ถูกตีก็คือตู้กุ้ยเจวียน ปกตินางก็มีนิสัยอ่อนแอ เจอใครก็เขินอาย ซึ่งทุกคนในร้านต่างก็ชอบนางเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เห็นนางถูกตี ทุกคนทนดูต่อไปไม่ได้
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำร้ายคน!”
“คุณหนูเผยทำเกินไปแล้ว!”
เผชิญหน้ากับการตำหนิจากคนกว่าสิบคน เผยเซวียนก็ไม่กลัว
ยังคงทำตัวเย่อหยิ่งจองหอง “พวกไร้ค่าสวมควรโดนตี! ข้าสั่งอาหารกับพวกเจ้าไปแล้วหนึ่งวัน พวกเจ้าหูหนวกกันหมดหรืออย่างไร? ทำไมยังไม่เห็นมีใครไปส่งข้าวให้ข้า!”
“คุณหนูเผย วันนี้ตอนเที่ยง ท่านปัดอาหารของแขกในห้องครัวลงพื้นจนหมด ทั้งยังทำถ้วยชามแตกละเอียด ดังนั้นท่านจึงติดเงินเราสามสิบห้าเหวิน ยังจำได้หรือไม่?”
เซินหมิ่นดึงตู้กุ้ยเจวียนไปด้านหลังเพื่อปกป้อง จากนั้นจึงหันไปเผชิญหน้ากับเผยเซวียน แล้วย้อนถามนาง
เผยเซวียนจำได้กลับไม่สนใจ “แล้วอย่างไร?”
“คุณหนูเผยจำได้ก็ดี ตามกฎของร้านเรา แขกที่ยังชำระเงินไม่เรียบร้อย ร้านเราจะไม่ให้บริการใดๆทั้งสิ้น” เซินหมิ่นเตือนนางอย่างมีเหตุผลและมีสัจธรรม
เผยเซวียนตะโกน “นี่มันกฎบ้าบออะไร!”
นางด่าออกมาคำหนึ่ง แต่ดูท่ายังคงไม่พอใจ
นางกวาดมือไปที่โต๊ะ อาหารทั้งหมดตกลงพื้นไปกองรวมกับถ้วยชามกระจัดกระจายเต็มพื้น
เซินหมิ่นเห็นแบบนั้น ไม่รู้ว่านางหยิบลูกคิดมาจากไหน เสียงลูกคิดเม็ดกลมขยับขึ้นลงรัวเร็ว
“พอแล้ว! พวกเจ้ารังแกคนอื่น ข้าจะไปบอกท่านพ่อท่านแม่ของข้า ให้พวกท่านมาสั่งสอนพวกเจ้า!” เผยเซวียนเห็นพวกเขากำลังคิดบัญชี นางก็กรีดร้องออกมา ตะคอกฝูงชนเหมือนเป็นบ้าไปแล้ว
แต่น่าเสียดายมาก เผชิญหน้ากับนางที่ก่อเรื่องเหมือนคนบ้า ทุกคนที่นี่กลับทำหน้าสงบนิ่ง
หลังเซินหมิ่นคิดบัญชีแล้ว พบว่าเงินยังขาดไปอีกนิดหน่อย
นางเหลือบมองสิ่งของที่เหลืออยู่บนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบถ้วยชาถ้วยหนึ่งขึ้นมา ส่ายไปมาเบาๆ ก่อนจะปล่อยมือต่อหน้าของเผยเซวียน
ถ้วยชาตกลงพื้นแตกละเอียด
“บวกถ้วยชาใบนี้ คุณหนูเผย ท่านติดหนี้ร้านเรารวมเป็นเงินทั้งสิ้นเจ็ดร้อยเหวิน” เซินหมิ่นยื่นลูกคิดไปให้นาง ยิ้มด้วยใบหน้าไร้เดียงสา
เผยเซวียนไม่รู้เซินหมิ่นคิดจะทำอะไร และไม่ได้คิดอย่างละเอียดว่าทำไมนางถึงโยนถ้วยชาใบนั้นลงพื้น เผยเซวียนคิดแค่นางอยากกินข้าวเท่านั้น!
“เจ้าพวกขอทานจนๆ เปิดปากปิดปากก็มีแต่เรื่องเงิน รีบไปทำกับข้าวมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
“กินข้าวหรือ?” จู่ๆก็มีเสียงชายหนุ่มดังมาจากหน้าประตู
ทุกคนหันไปมองก็เห็นโจวเหลียงที่สวมชุดขุนนาง พาเจ้าหน้าที่ว่าการหลายคนเดินเข้ามา
โจวเหลียงยกมือขึ้น ขยับสองนิ้วเบาๆ แล้วพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เจ้าหน้าที่ พาแม่นางเผยไปลองกินข้าวในคุกของเมืองเจียงหนานดูสักหน่อย”
เขาพูดจบ เจ้าหน้าที่สองคนข้างหลังก็เดินไปข้างหน้า จับมือเผยเซวียนไพล่หลังและใส่กุญแจ
เผยเซวียนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะร้องตะโกนออกมา “ใครกล้าจับข้า! ข้าเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของจวนเผยแห่งเมืองหลวง อนาคตฮูหยินท่านแม่ทัพ พวกเจ้าอยากตายก็ลองแตะต้องข้าดูสิ!”
“ข้าก็กำลังทำอยู่ไม่ใช่หรือ?” โจวเหลียงเอ่ยเสียงเย็น “เอาตัวไป!”
เขารออยู่นอกประตูโรงเตี๊ยมนานแล้ว เพียงเพื่อหาข้อหาจับตัวเผยเซวียนไปลงโทษ ให้นางได้เจอกับความลำบาก
ตามกฎหมายของราชวงศ์ต้าหลี่ หากก่อความวุ่นวาย ทำลายข้าวของ และมูลค่าความเสียหายเกินเจ็ดร้อยเหวินขึ้นไป สามารถจับกลับไปขังได้หลายวัน ทั้งยังโบยเพื่อเป็นการลงโทษ และต้องชำระค่าปรับก่อนถึงจะได้ปล่อยตัว
เรื่องเผาสวนชา เผยเซวียนปัดตัวเองจนสะอาด แต่เรื่องก่อความวุ่นวายและทำร้ายคนในวันนี้ มีสายตาคนเห็นจำนวนมาก นางหลบไม่พ้นแน่!
ตอนเผยเซวียนถูกพาตัวไป ปากยังคงด่าทอไม่หยุด
จนกระทั่งถูกส่งขึ้นรถม้าคุมตัวไป นางถึงเพิ่งรู้สึกกลัว ร้องไห้ตะโกนเรียกเผยเฉิงและเจียงหมิงเยว่
แต่น่าเสียดายมาก วันนี้สองผู้เฒ่าตระกูลเผยและเผยซังถูกอู่จิ้นผิงเรียกตัวไปที่หอจินชิว
ดังนั้นวันนี้ตลอดทั้งวัน เผยเซวียนจึงอยู่ในหมินซู่เพียงลำพัง อยากไปขอกินข้าวที่ห้องของเผยเฉิงก็ไม่ได้
หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
เจ้าหน้าที่ว่าการขี่ม้ามาถึงแค่หน้าประตูหมู่บ้าน ส่งสัญญาณบางอย่างให้เผยจี้ที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในลานบ้านของตระกูลเผย ก่อนจะขี่ม้ากลับไป
เผยจี้ได้รับข่าว เขาวางถ้วยชาลง ลุกขึ้นไปที่ห้องครัว “ฮูหยิน จัดการเรื่องเรียบร้อยแล้ว”
จู้เจียงเจียงแปลกใจเล็กน้อย ฟ้ายังไม่ทันมืด เผยเซวียนก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว ดูท่านางก็ไม่ได้มีความอดทนสักเท่าไร
“รู้แล้ว”
จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วเดินออกจากห้องครัว ตะโกนเรียกหอจินชิวฝั่งตรงข้าม “ผู้อาวุโสอู่ กินข้าวได้แล้ว...”
เสียงเรียกของนางนี้ ที่จริงแล้วเป็นการส่งสัญญาณหนึ่งให้อู่จิ้นผิง เพื่อบอกให้เขารู้ว่า ถึงเวลายุติการ ‘ถามสารทุกข์สุกดิบ’ กับคนตระกูลเผยได้แล้ว
อย่างที่คิด อู่จิ้นผิงที่อยู่ในหอจินชิวกับตระกูลเผยไม่มีอะไรจะพูดคุยกันต่อแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเรียกของจู้เจียงเจียง เขาก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ตัดบทสนทนาที่น่าอึดอัดใจของเผยเฉิง
“แม่ทัพอาวุโสเผย นี่ก็เย็นแล้ว ข้าเหนื่อยแล้ว พวกเจ้าทั้งหลายก็กลับไปพักผ่อนกันเถอะ”
“เฮ้อ...”
สามคนตระกูลเผยได้ยินแบบนี้ก็ทยอยถอนหายใจโล่งอกออกมา
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าวันนี้อู่จิ้นผิงเรียกพวกเขามาพูดคุยทั้งวันเพื่ออะไร แต่ตลอดวัน พวกเขาสามคนอยู่อย่างค่อนข้างลำบากเป็นอย่างมาก
ความรู้สึกนี้ไม่ต่างอะไรกับถูกเรียกไปห้องทรงพระอักษรตามลำพัง ทั้งกดดันและเคร่งเครียด
“กระหม่อมทูลลา”
เสียงบอกลาของเผยเฉิงมีความดีใจผสมอยู่ หลังออกจากหอจินชิว ตัวเขาก็ราวกับรอดตายจากนรก เหมือนฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้ง
แต่ที่เขาไม่รู้ก็คือ ตัวเองเวลานี้ราวกับได้ชีวิตใหม่ ส่วนลูกสาวสุดที่รักของเขากำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกที่สกปรกและหิวโหย สุดท้ายก็ร้องไห้จนตาบวม
คุกเมืองเจียงหนาน
เผยเซวียนที่ตะคอกด่าอย่างโกรธแค้นมาตลอดทางจนเสียงแหบ พละกำลังก็ใช้ไปจนหมดแล้ว ตอนนี้กำลังล้มตัวนอนบนกองฟางน้ำตาไหลเงียบๆ
“เผยเซวียน กินข้าวได้แล้ว!”
รอจนกลางดึก ถึงมีข้าวมื้อแรกส่งมาให้เผยเซวียน
ด้วยคำสั่งพิเศษของจู้เจียงเจียง ที่ว่าการเมืองเจียงหนานต้องทำทุกอย่างอย่างเท่าเทียม อย่าให้สิทธิ์พิเศษ
นักโทษคนอื่นกินอะไร เผยเซวียนก็กินแบบนั้น ไม่มีเพิ่มวัตถุดิบอื่นๆ และไม่มีการโกงลดวัตถุดิบ โจ๊กผักกาดขาวถ้วยหนึ่งที่ตั้งทิ้งไว้มาทั้งวัน ถูกยื่นเข้ามาบนพื้นในห้องขัง
หลังจากวางเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็เดินจากไป
เผยเซวียนเห็นของกิน นางที่หิวจนเวียนหัวก็ยันกำแพงลุกขึ้น พุ่งตัวไป
แต่หลังจากนางเห็นของในถ้วย ก็เตะออกไปด้วยความรังเกียจทันที “พวกเจ้าให้ข้ากินของอะไร กลับมาเดี๋ยวนี้!”
เผยเซวียนเกาะลูกกรงคุกตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ที่เดินจากไปคนนั้น แต่เขาเดินไปไกลแล้วหรืออาจจะไม่อยากสนใจนาง ดังนั้นจึงไม่ได้หันหน้ากลับมา
ไม่มีข้าวกิน เผยเซวียนตะโกนอยู่พักหนึ่งก็หมดแรง นางกลับไปที่กองฟางร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
ไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน
เผยเซวียนที่ถูกขังเดี่ยว นางรู้สึกกลัวมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน และยังต้องตกใจกรีดร้องออกมาเพราะหนูและมดที่เดินผ่านตลอดเวลา
เมื่อถึงเวลาขึ้นศาล นางก็ถูกทรมานจนไม่เหมือนคนแล้ว
ตระกูลเผยที่เมื่อคืนพบว่าลูกสาวสุดที่รักของตัวเองถูกจับไป ก็รีบเข้าเมืองมาขอให้ที่ว่าการปล่อยคน ทว่ากลับถูกปฏิเสธ ดังนั้นจึงมารออยู่หน้าศาลตั้งแต่เช้าแล้ว
เห็นเผยเซวียนถูกพาตัวออกมาพร้อมกับกุญแจมือ เจียงหมิงเยว่ก็เกือบจะล้มหมดสติไป “เซวียนเอ๋อร์ของข้า...”
จบตอน
Comments
Post a Comment