ตอนที่ 21: เจ้าของภูเขาชามาหาถึงบ้าน
“พี่หญิงจู้ บนภูเขาชามีคนมาอีกแล้ว!” หลูชุ่ยฮวารีบวิ่งมาทางตระกูลเผย วิ่งไปพลางเรียกไปพลาง ท่าทางร้อนใจมาก
ในทางตรงกันข้ามจู้เจียงเจียงกลับนิ่งสงบเหลือเกิน “มาก็มาเถอะ ลนลานทำไมกัน”
เมื่อวานละครของ ‘เฟิ่งหวงสีทอง’ เพิ่งจบลง วันนี้คงจะมีการพูดกันปากต่อปากอย่างคึกคักที่สุดหนึ่งวัน ภูเขาชาย่อมมีแขกเดินทางมาเก็บชาไม่ขาดสาย ไม่มีอะไรให้ต้องตกใจ
ยังไม่ทันถึงช่วงกลางวัน นางก็ขายใบชาออกไปได้ส่วนหนึ่งแล้ว
“ไม่ใช่ เป็นท่านนายอำเภอที่มา ตอนนี้ใต้เท้าจูอยู่บนภูเขา เรียกให้พี่ไปหา!” หลูชุ่ยฮวาก้มหน้าหายใจหอบ
“เจ้าว่าใครนะ?”
จากนั้นจู้เจียงเจียงจึงแสดงปฏิกิริยาที่ตกอกตกใจออกมา “ท่านนายอำเภอ!”
เรื่องนี้รู้ไปถึงทางการแล้ว?
“ข้าไปเดี๋ยวนี้” จู้เจียงเจียงย้ายใบชาที่กำลังผัดออกจากเตา รีบดับไฟ หลังจากปิดประตูก็เร่งฝีเท้าขึ้นภูเขาชาทันที
คนเก็บชาบนภูเขาชา ถึงแม้จะไม่ได้เยอะเหมือนเมื่อวาน แต่ก็ไม่น้อย
วันนี้พวกเด็กๆในหมู่บ้านยังร้องเพลงเก็บใบชาที่นี่เหมือนเดิม ช่วยสร้างบรรยากาศให้พวกแขก ในขณะเดียวกันก็หยิบตะกร้าชามาให้พวกเขา พร้อมทั้งเสนอขายใบชา
เมื่อมองแวบแรก ภูเขาชานี้ก็เหมือนเป็นจุดชมวิวจุดหนึ่ง
เลี้ยวผ่านเนินเขาสองลูก ในที่สุดหลูชุ่ยฮวากับจู้เจียงเจียงก็เจอท่านนายอำเภอจูลิ่นที่กำลังเดินเล่นอยู่
“ข้าน้อยคารวะใต้เท้าจู”
จู้เจียงเจียงทำความเคารพจูลิ่น คนผู้นี้ดูมีอายุราวสี่สิบกว่าปี รูปร่างสูงโปร่งทว่าผอมบาง บุคลิกเหมือนกับบัณฑิตผู้มีหลักการ
จูลิ่นกำลังอาบแดด และตกอยู่ในภวังค์กลิ่นของยอดชาบนต้น ครั้นได้ยินเสียงก็ลืมตาขึ้น หลังสูดลมหายใจเข้าช้าๆ สายตาจึงค่อยๆย้ายมาบนตัวนาง
สายตาสำรวจของเขาเหมือนไม่เพียงแค่อยากดูว่านางมีหน้าตาเช่นไร แต่ยังมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้บางอย่างอีกด้วย
นี่ก็คือผู้หญิงที่ท่านแม่ทัพใหญ่เผยไหว้วานให้เขามาสืบวันนี้?
อืม...ก็ธรรมดาบ้านๆทั่วไป
จูลิ่นประเมินจู้เจียงเจียงอย่างรวดเร็วในใจ
ถ้าหากจู้เจียงเจียงรู้ว่าเขาประเมินนางแบบนี้ละก็ จะต้องคัดค้านหัวชนฝาแน่นอน
นางแค่เงื่อนไขพื้นฐานแย่ไปหน่อย ยังไม่ทันได้แต่งตัวเท่านั้น
หากให้เวลานางอีกสักหน่อย นางจะต้องทำให้ทุกคนตกตะลึงอย่างแน่นอน!
“เจ้าก็คือจู้เจียงเจียงที่ขายชาคนนั้น?”
“ข้าน้อยเอง” จู้เจียงเจียงสบตากับจูลิ่น ไม่หยิ่งยโสแต่ก็ไม่ทำตนให้ต่ำต้อย ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าจูเรียกข้าน้อยมา ต้องการเก็บชาหรือว่าซื้อชากัน? หรือว่าจะให้ข้าน้อยชงชาดีๆสักหนึ่งกาให้ใต้เท้าจูได้ลิ้นรส?”
คำพูดของนางตรงไปตรงมาแต่รอบคอบ ทำให้จูลิ่นเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนางทันที เขานึกว่าสาวชาวไร่เมื่อเห็นเขาก็จะกลัวจนไม่กล้าพูดเสียอีก
นางกลับแสดงถึงความใจกว้าง
“แม่นาง เจ้ารู้ไหมว่าภูเขาชานี้เป็นของใคร?” จูลิ่นไม่ได้เดินตามแผนของนาง เขาพูดตัดบท และควบคุมอำนาจทั้งหมดมาไว้ในมือ
คำถามนี้ไม่เพียงทำให้หัวใจของจู้เจียงเจียงหล่นวูบ…เขาเป็นคนของอำเภอ ถ้าหากภูเขาชานี้มีเจ้าของ เช่นนั้นเขาต้องรู้เป็นแน่
หรือว่า เขามาที่นี่เพื่อทวงภูเขาชากลับคืนไป?
“ข้าน้อยเคยสืบมาแล้ว ภูเขาชานี้ไม่มีใครเคยเจอเจ้าของนานหลายสิบปี ดังนั้นจึงเสนอตัวจัดการแล้วนำมาใช้ประโยชน์ หากเจ้าของกลับมา ข้าน้อยก็จะคืนกลับไปด้วยสองมือ”
จู้เจียงเจียงแสดงท่าทีจริงใจ…ช่วยไม่ได้ ใครให้ภูเขาชานี้ไม่ใช่ของนางกัน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้าตอนนี้ก็คือเจ้าของภูเขาชาแห่งนี้ เจ้าจะคืนมาได้หรือไม่?” จูลิ่นยิ้มเรียบๆ ทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่
“หา?”
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นทันที ตกใจจนอ้าปากค้างพลางมองไปที่เขา “ใต้เท้าจู ท่านก็คือเจ้าของภูเขาชานี้?”
คงไม่เศร้าแบบนี้มั้ง!
เขาคงไม่ได้เห็นว่านางสร้างชื่อเสียงให้ใบชาแล้ว ก็อยากขอภูเขาชาคืนหรอกกระมัง? แบบนั้นมันจะไร้ยางอายเกินไปแล้ว!
สายตาที่จู้เจียงเจียงมองเขาเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งขึ้นทันที สีหน้าก็ขรึมลงไม่น้อย หน้าอกที่ค่อยๆกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเป็นจังหวะ แสดงให้เห็นว่านางกำลังโมโหสุดๆ!
“ภูเขาลูกนี้บรรพบุรุษตระกูลจูของข้าเป็นคนเจอ ต้นชาเหล่านี้ล้วนเป็นตระกูลจูของพวกเราเป็นคนปลูก เพียงแต่ใบชานี้ไม่เคยถูกคนทั่วไปยอมรับ” จูลิ่นเอาสองมือไพล่หลัง เงยหน้ารับลมพลางเหม่อมองภูเขาชา พร้อมกันนั้นก็รู้สึกทอดถอนใจ
เขาดูแล้วไม่เหมือนคนที่จะมาทวงภูเขาชาจากนาง
อย่างน้อยตอนเขาพูดถึงภูเขาชาก็มีท่าทางอ่อนโยน นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนโชคดีอะไรบางอย่าง
“เรียนถามใต้เท้าจู เพราะเหตุใด?” ที่นางอยากถาม ทำไมตอนนั้นตระกูลจูของพวกเขาถึงขายใบชายไม่ออก
จูลิ่นหันหน้ามาแล้วยิ้มให้นาง “ไม่กลัวแม่นางจะหัวเราะ ตอนนั้นบรรพบุรุษตระกูลจูของข้าทำใบชาไม่เป็น แค่ใช้ใบสดต้มน้ำ รสสัมผัสเข้มข้นไม่พอ ที่มีมากกว่าคือรสฝาด ดังนั้นภูเขาชานี้จึงถูกทิ้งร้าง”
“งั้น...”
จู้เจียงเจียงอยากจะพูดอะไรบางอย่าง กลับถูกจูลิ่นขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“แม่นางโปรดวางใจ ข้าไม่ได้มารับภูเขาชานี้คืน ในทางตรงกันข้ามยังจะยกภูเขาชานี้ให้เจ้า แต่ข้ามีหนึ่งเงื่อนไข”
“เงื่อนไขอะไร!” ได้ยินว่าเขาไม่เอาภูเขาชาคืน จู้เจียงเจียงจึงเปลี่ยนท่าทางที่มองเขาราวกับศัตรูเมื่อครู่นี้ทิ้งไป พลางถามอย่างตื่นเต้น
จูลิ่นมองนางแล้วพูดทีละคำทีละประโยคด้วยความจริงจัง “ให้ชาเดินเข้าพันบ้านหมื่นครัวเรือน เจ้าทำได้ไหม?”
นี่เป็นสิ่งเดียวที่บรรพบุรุษตระกูลจูของพวกเขาเสียใจ เขาทำไม่ได้ แต่เขาก็หวังให้มีคนมาทำแทนเขาได้ จะได้ไม่ผิดต่อความพยายามหลายปีมานี้ของเหล่าบรรพบุรุษตระกูลจูของเขา
เงื่อนไขนี้ฟังดูเป็นทางการ ทั้งยังทรงเกียรติและสง่าผ่าเผยมากสำหรับจู้เจียงเจียง ทว่ามันก็เหมือนเป็นคำพูดตามมารยาทจะถือเป็นจริงไม่ได้
แต่สายตาปรารถนาแฝงร้องขอของจูลิ่นนั้นกลับบอกนางว่า เขาจริงจัง
จู้เจียงเจียงก้มหน้ายิ้ม ตอนพูดอีกครั้ง น้ำเสียงนั้นเหมือนเป็นคนในครอบครัวไปแล้ว “ใต้เท้าจู ไปดื่มชาที่บ้านข้าสักถ้วยเถอะ ชงสดใหม่”
คำพูดนี้ของนางคือยอมรับเงื่อนไขที่เขาบอกโดยปริยาย จูลิ่นก็เข้าใจความหมายของนาง ทั้งสองคนสบตาแล้วยิ้มให้แก่กันและกัน จากนั้นก็เดินลงเขาตรงไปที่บ้านตระกูลเผย
ถัดจากราวที่เต็มไปด้วยชาสดตากแดด จู้เจียงเจียงกับจูลิ่นนั่งลง ดื่มชาพลางคุยเล่นกันอย่างสบายๆ ภายใต้เพิงมุงจากในลานบ้าน
เบื้องหน้าคือทุ่งนาเขียวขจีผืนใหญ่ มีชาวบ้านก้มหน้าก้มตาถางหญ้าอยู่ในทุ่งนา แสงแดดกำลังดี ทิวทัศน์กำลังสวยงาม
จากการพูดคุยกันของคนทั้งสอง จู้เจียงเจียงจึงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับภูเขาชามากขึ้นแล้ว
นั่นคือเรื่องราวของบรรพบุรุษตระกูลจูท่านหนึ่งที่กลับจากท่องเที่ยวหาความรู้ เขายืนกรานว่าใบชาสามารถต้มได้ ดื่มได้ แต่กลับไม่มีใครยอมรับ จนกระทั่งก่อนตายก็ยังพยายามโน้มน้าวให้ทุกคนดื่มชา
จู้เจียงเจียงนับถือความแน่วแน่ของบรรพบุรุษตระกูลจูท่านนั้นมาก และรู้สึกขอบคุณเขาสร้างดงชาผืนนี้ขึ้นมา
เรื่องที่เขาทำไม่ได้ ตอนนี้นางทำได้แล้ว ก็ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนเขาก็แล้วกัน
และจากการพูดคุยครั้งนี้ จูลิ่นจึงได้รับรู้เกี่ยวกับสาเหตุที่จู้เจียงเจียงแต่งมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“พูดแบบนี้ เจ้าเป็นคนต้องการแต่งมาที่นี่เอง เพราะอะไร?”
“เอ่อ...” จู้เจียงเจียงพูดไม่ออกไปพักใหญ่เมื่อถูกถามเช่นนี้ เมื่อครู่คุยกันสนุกสนานไปหน่อย นางจึงพูดมากเกินไปนิด “ก็คือตระกูลเผยต้องการเจ้าสาวคนหนึ่ง ข้าก็เพิ่งถูกขายพอดี ก็มีแค่นี้”
ต้องให้นางบอกกับเขาว่า นางข้ามมิติมาหรือว่าเจ้าของร่างเดิมเกิดใหม่ อีกทั้งนางยังล่วงรู้อนาคต ดังนั้นถึงมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างนั้นหรือ?
เขาคงเชื่อหรอก!
“หากข้าไม่มา ภูเขาชานี้ก็ไม่รู้ยังต้องรกร้างไปอีกกี่ปีใช่หรือไม่?” จู้เจียงเจียงหลบสายตาอย่างคนกินปูนร้อนท้อง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาปิดบังความอึดอัดใจของตัวเอง
ถึงอย่างไรพวกเขาก็คุยกันจบแล้ว และมีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร ตอนนี้ภูเขาชาอยู่ภายใต้ชื่อของนางแล้ว นางจึงใช้ประโยชน์ได้อย่างสบายใจ กล้าหาญที่จะพัฒนา
ส่วนสาเหตุที่นางแต่งมาที่นี่ เขาจะคิดอย่างไรคิดแบบไหนก็แล้วแต่เถอะ
ตอนที่ 22: ถูกแมลงกินพืชไร่ผืนใหญ่ ถึงตาข้าออกโรงแล้ว
“หนอนหนังสือ อีกเดี๋ยวเจ้าก็แค่บันทึกข้อมูลคำขอของลูกค้าเหล่านี้ก็พอ ตอนชุ่ยฮวาพาคนมาจะช่วยเจ้าชั่งน้ำหนัก เจ้าไม่ต้องทำเองเข้าใจไหม?”
วันนี้จู้เจียงเจียงจะส่งใบชาที่ทำเสร็จแล้วไปให้ลูกค้าตามที่อยู่ถึงหน้าประตูบ้าน พร้อมกับเปิดร้าน
ดังนั้นลูกค้าที่มาเก็บชาวันนี้จะมีเหลียงเหวินโจวมาคอยรับรองและลงทะเบียนแทนนาง ตอนนี้ไม่ใช่ช่วงเพาะปลูก ทว่าในหมู่บ้านมีเขาแค่คนเดียวที่เขียนหนังสือเป็น จึงต้องขอให้เขามาช่วยเหลือ
หลายวันมานี้คนที่มาเก็บชาบนภูเขาชาน้อยลงเกินครึ่ง ความตื่นเต้นผ่านไป ความตื่นตัวของพวกชาวบ้านก็หมดลงเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มาเก็บชามากกว่าหนึ่งหรือสองคนต่างก็บอกว่า หมู่บ้านเสี่ยวฮวงห่างไกล ถนนก็เดินลำบากมาก!
จู้เจียงเจียงเคยพูดเรื่องการซ่อมถนนสายหลักที่รกร้างนั้นกับจูลิ่น แต่คำตอบที่เขาให้นางคือ “มีแค่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่เดินถนนเส้นนี้ ไม่คุ้มค่าที่จะซ่อมแซม”
คำพูดนี้ของเขา นางโกรธเสียจนเกือบอ้าปากด่าคน
อย่างที่คิด ขุนนางกับคนธรรมดามีความแตกต่างกันอยู่
ช่างเถอะ รอนางทำงานช่วงนี้เสร็จ ค่อยพาคนไปซ่อมเอง!
จู้เจียงเจียงใช้ร่างกายเล็กๆของนางลากรถเข็นเข้าเมืองอีกครั้ง
เมื่อจอดรถในตำแหน่งที่ตั้งร้านเรียบร้อย ก็ใช้เสื่อคลุมไว้ ส่วนตัวเองก็เลี้ยวเข้าในตรอกเล็กๆคนเดียว เริ่มส่งใบชาทีละบ้าน
ในตอนที่เดินทาง นางได้นำใบชาวางไว้ในช่องว่างมิติก่อนแล้ว วันนี้นางเปลี่ยนชุดเก็บชา หวีผมยาวสลวยจนเรียบร้อย เหนือศีรษะยังทัดดอกไม้ป่าที่เก็บจากข้างถนน
พยายามแต่งตัวให้ตัวเองดูดีสักหน่อย ตอนส่งชา ใบชาถึงจะไม่ถูกลดระดับเพราะนาง
ที่อยู่ของลูกค้าถูกนางจัดเรียงตามตรอกซอกซอยแล้ว เริ่มจากหัวถนนถึงท้ายซอย ค่อยๆเคาะประตู ยื่นใบชาออกไปทีละบ้านด้วยตัวเอง
อย่างที่คิด เมืองเจียงหนานมีลักษณะเหมือนภาพความทรงจำแรกที่นางจำได้ คือเป็นเมืองยากจนเมืองหนึ่ง
บนถนนไม่มีอิฐหินปูทาง ถนนทั้งหมดล้วนเป็นดินโคลนสีเหลืองที่ถูกเหยียบย่ำ เมื่อลมแรงพัดมาก็จะพัดพาฝุ่นสีเหลืองกระจายทั่วทั่วท้องฟ้า
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก…*
จู้เจียงเจียงเคาะประตูเรือนหลังหนึ่ง ขณะกำลังรออยู่ ยังใช้นิ้วนับประตูรั้วในตรอกอีกครั้ง ยืนยันสถานที่ว่าตัวเองหาถูกต้องหรือไม่
ในเมืองมีบางบ้านที่ไม่แขวนป้าย นางทำได้แค่ใช้วิธีการนับเอา
“มาแล้ว” ในประตูมีเสียงผู้หญิงอ่อนโยนเสียงหนึ่งดังขึ้น ไม่นานนักประตูก็เปิดออก
คนที่เปิดประตูเป็นหญิงสาวที่สวมชุดสีเรียบสะอาดตาคนหนึ่ง มาพร้อมกับรอยยิ้มสว่างไสว ทุกย่างก้าวที่เดินทุกอิริยาบถล้วนสะท้อนรัศมีของคุณหนูในตระกูลใหญ่
ถึงแม้หญิงสาวจะสวมชุดเรียบง่าย เครื่องประดับก็มีแค่ต่างหูคู่หนึ่งกับปิ่นหยกหนึ่งชิ้น แต่ดูอย่างไรก็คือคนเกิดที่ในครอบครัวใหญ่
จู้เจียงเจียงเมื่อเทียบกับนาง ก็รู้สึกเหมือนนกกระจอกกับเฟิ่งหวงยืนอยู่ด้วยกัน
“เรียนถาม ใช่แม่นางหมิงหรือไม่? ข้าคือคนส่งชาของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ชาที่ท่านเก็บทำเสร็จแล้ว”
การแต่งตัวด้อยกว่าไม่เป็นไร ทว่าบุคลิกลักษณะจะแพ้ไม่ได้ ตอนจู้เจียงเจียงยื่นชาออกไป ถ่อมตัวแต่ไม่ต่ำต้อย จ้องตาหญิงสาวคนนั้นโดยตรง
“ดีจังเลย!” หญิงสาวรับกระปุกชามาด้วยความดีใจ พลางหันหน้าไปเรียกคนในลานบ้าน “พี่ชาย ชามาส่งแล้ว รีบต้มน้ำ พวกเราลองดื่มดู”
พูดจบ หญิงสาวก็หันกลับมาพูดขอบคุณกับจู้เจียงเจียง ทั้งยังให้รางวัลเป็นแผ่นเงินกับนาง “ขอบคุณแม่นาง”
จากนั้นหญิงสาวก็ค่อยๆย่างก้าวอย่างสง่างาม หมุนตัวกลับเข้าเรือนไป
จู้เจียงเจียงมองเงินรางวัลที่ยัดมาในมือ อารมณ์ดีเป็นที่สุด นี่คือเงินรางวัลที่เยอะที่สุดที่นางได้รับในวันนี้แล้ว
ใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม จู้เจียงเจียงถึงส่งใบชาทั้งหมดเสร็จ
หลังส่งเสร็จแล้ว นางก็กลับไปเปิดร้านอย่างไม่หยุดพัก ก่อไฟต้มไส้กรอกเลือด หากไม่ต้มไส้กรอกเลือดให้สุกก็จะมีกลิ่นคาว
หลังจากเคยปรากฏตัวครั้งนั้นบนภูเขาชา ทุกคนในเมืองเจียงหนานต่างก็รู้ว่านางอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง และรู้ว่าชาที่นางขาย หลังจากดื่มแล้วจะได้รับพรจากเฟิ่งหวงสีทอง
ภายใต้ความคิดเช่นนี้ กิจการของจู้เจียงเจียงจึงขายดีมากๆ
แค่หนึ่งชั่วยามสั้นๆ ไส้กรอกเลือดที่เอามาวันนี้กับใบชาก็ขายหมดเกลี้ยง
ตอนหนิวต้งมาช่วยนางเก็บร้าน ที่ปากพูดอิจฉาไม่ขาดปาก “แม่นางเจียงเจียง เจ้าทำการค้าเก่งจริงๆ เพิ่งเปิดร้านแค่หนึ่งเดือน ก็ขายดีไปทั่วทั้งเมือง เก่งกว่าข้าอีก”
พูดๆอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจ “แต่เสียดายที่เจ้าขายคือใบชา หากขายพวกของกิน เสื้อผ้า วันข้างหน้าต้องเป็นแม่ค้ารายใหญ่แน่!”
จู้เจียงเจียงรู้ว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนี้ เขาคงรู้สึกว่าใบชาเป็นของที่เติมท้องให้อิ่มไม่ได้ ทำได้ไม่ยืนยาว ทุกคนแค่เห็นเป็นของแปลกใหม่เท่านั้น
นางไม่ได้รีบโต้เถียงเขา แค่ยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่แน่วันข้างหน้าจะไม่ขายแค่ชา อาจจะขายของกิน หรือไม่ก็เสื้อผ้า”
นางแค่พบดงชาร้างผืนนั้นก่อน และรู้สึกน่าเสียดายหากปล่อยทิ้งไว้ ดังนั้นจึงเก็บมาขาย แต่นางก็ไม่เคยพูดว่าจะขายแค่ชา
ที่นี่ยังอยู่ในยุคสมัยแห่งการเกษตรที่ค่อนข้างล้าหลัง ทำไร่ทำนา แค่มีกินอิ่มท้องก็นับว่าเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
จู้เจียงเจียงลากรถเข็นที่ว่างเปล่าหลังจากขายหมดเกลี้ยงกลับบ้าน ตอนผ่านทุ่งนาหน้าประตูหมู่บ้าน นางก็พบว่าต้นข้าวที่เติบโตอย่างเป็นระเบียบผืนหนึ่ง บนใบข้าวมีรูที่ถูกแมลงกัดจำนวนมาก
นางหยุดรถ ม้วนขากางเกงขึ้นแล้วเดินลงไปในทุ่งนา ต้นข้าวสูงถึงเอวนางแล้ว ใกล้จะแตกรวงออกดอก หากตอนนี้ถูกแมลงกินไป ต้นข้าวที่โตมาต้องผอมแห้งไร้เมล็ดข้าวแน่นอน
ถึงตอนนั้น ผลผลิตจะลดลงฮวบฮาบ
แต่ว่า ทำไมมีแค่ต้นข้าวในทุ่งนาของนางที่ถูกแมลงกัดกินรุนแรงแบบนี้?
จู้เจียงเจียงวิ่งไปบนคันนาของพวกชาวบ้านรอบข้าง ดูแล้วก็พบว่าต้นข้าวของพวกชาวบ้านไม่มีแมลงเจาะเลย ส่วนต้นข้าวบ้านของนางแทบจะถูกกัดกินจนหมดแล้ว
“ไม่ใช่กระมัง แม้แต่แมลงก็เลือกกินหรือ?”
จู้เจียงเจียงโกรธมาก แค่ไม่มาดูแลทุ่งนาไม่กี่วัน ก็สร้างเรื่องให้นางแล้ว?
อีกทั้งในดินยังมีวัชพืชมากมายที่เติบโตและสูงกว่าต้นข้าวแล้ว หากไม่ถือโอกาสถอนทิ้งตอนนี้ เมื่อวัชพืชพวกนี้โตขึ้น เมล็ดที่ออกมาก็จะตกลงสู่ผืนดินดิน ปีหน้าก็จะมาแย่งสารอาหารกับต้นข้าวอีก
เรื่องหนึ่งยังไม่จบก็มีอีกเรื่องผุดขึ้นจริงๆ เรื่องใบชายังไม่เข้ารูปเข้ารอย ที่ดินก็ดันเกิดเรื่องหนักใจขึ้นอีกเสียอย่างนั้น
จู้เจียงเจียงแหงนหน้ามองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจยาว ทำนามันยากจริงๆ!
ตระกูลสวี่
วันนี้จู้เจียงเจียงซื้อเนื้อมานิดหน่อย หั่นครึ่งหนึ่งถือไปถึงตระกูลสวี่ สวี่เหล่าเกินดูแลเผยเสี่ยวอวี๋ไม่เลว คนแก่ทั้งสองไม่มีลูกชายและลูกสาว นางใส่ใจดูแลหน่อยก็เป็นเรื่องที่สมควร
“ปู่สวี่ทำกับข้าวหรือยัง?”
จู้เจียงเจียงเดินตรงไปทางห้องครัว เห็นสวี่หลิวซื่อกำลังติดไฟเตรียมทำข้าวเย็น
สวี่หลิวซื่อเห็นนางมา รีบตักน้ำลงหม้อเพื่อไม่ให้หม้อเดือด
แล้วถึงลุกออกมา “สะใภ้เล็ก เจ้ามีธุระอะไร? หาตาแก่หรือ เขาออกไปข้างนอกยังไม่กลับเลย”
“ย่าหลิว วันนี้ข้าซื้อเนื้อมานิดหน่อยให้ท่านกับปู่สวี่ ข้าวางไว้ในตะกร้าแล้วนะ”
จู้เจียงเจียงเอาเนื้อวางไว้ในตะกร้าผักหน้าประตูห้องครัวโดยตรง เพราะนางรู้ หากนางยื่นให้ สวี่หลิวซื่อคงมีการแข่งขันชักเย่อกับนางครู่ใหญ่แน่นอน
อย่างที่คิด เมื่อเห็นเนื้อในตะกร้าสวี่หลิวซื่อก็เริ่มพูดปฏิเสธ
เพียงแต่จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสนาง ชิงเอ่ยปากเปลี่ยนหัวข้อก่อน “ย่าหลิว ข้าอยากถามหน่อย ต้นข้าวในทุ่งนาถูกแมลงกินแล้ว ปกติพวกเราใช้อะไรกำจัดแมลงหรือ?”
หากอยู่ในยุคปัจจุบัน นางคงซื้อยาฆ่าแมลงเติมน้ำพ่นก็พอ
แต่อยู่ที่นี่ไม่มียาฆ่าแมลง นางทำได้แค่มาขอวิธีกำจัดแมลงแบบโบราณกับพวกผู้ใหญ่
ตอนที่ 23: ฆ่าแมลงให้พืชไร่ ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ
“เจ้าหมายถึงพวกแมลงที่เกิดในพืชไร่หรือ? อันนั้นไม่ต้องยุ่งยาก ต้นข้าวยังไม่ออกรวง อีกอย่างที่แมลงกินคือใบไม่ใช่ต้นข้าว เจ้าว่าจริงไหม?”
สวี่หลิวซื่อแสดงท่าทีว่าไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เมื่อได้ฟังจู้เจียงเจียงมาเพราะเรื่องเล็กแค่นี้ ทั้งยังบอกให้นางอย่าได้เก็บมาใส่ใจ
คำพูดนี้ของสวี่หลิวซื่อทำให้คนตกตะลึงไปเลยทีเดียว
“ย่าหลิว เมื่อก่อนพวกท่านทำนาก็ไม่เคยฆ่าแมลงเลยหรือ?”
“ฆ่าแมลงอะไร ก็แค่ต้องป้องกันพวกหนู และนกกระจอกมากินต้นข้าวตอนเก็บเกี่ยวก็พอแล้ว ไม่เห็นต้องฆ่าแมลง”
สวี่หลิวซื่อคิดว่าจู้เจียงเจียงไม่มีประสบการณ์ในการทำนา พูดจบก็ดึงมือนางตบลงไปเบาๆ “สะใภ้เล็ก เจ้าทำใจให้สบาย รอเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงก็พอ”
“โอ๊ย ดูสิ ปีนี้เจ้าเพาะปลูกที่ดินเยอะขนาดนี้ ถึงเวลาเก็บเกี่ยวต้องได้ผลผลิตมากมาย...”
สวี่หลิวซื่อยังรู้สึกปลงกับเรื่องของตัวเอง ทำหน้าตื่นเต้นดีใจแทนผลผลิตปีนี้ของจู้เจียงเจียง แต่จู้เจียงเจียงกลับหมุนตัวจากไปแล้ว
คิดไม่ถึงคนที่นี่ทำนากลับไม่ฆ่าแมลง มิน่าถึงกินไม่อิ่มไม่มีเสื้อผ้าอบอุ่นสวมใส่
จู้เจียงเจียงขอวิธีฆ่าแมลงแบบโบราณไม่ได้ผล ทำได้แค่คิดหาวิธีด้วยตัวเอง
นางยืนนิ่งงันอยู่บนคันนา พลางสังเกตแมลงตัวเล็กที่มีชื่อเรียกว่าด้วงงวงข้าวในมืออยู่นานสองนาน นี่เป็นแมลงที่พบเห็นบ่อยตอนก่อนและหลังข้าวออกรวง มันกินใบข้าวโดยเฉพาะ
ถ้าหากปล่อยให้มันแทะใบข้าวต่อไป อย่างเบารวงข้าวก็เพียงแค่ผอมแห้งไร้เมล็ด หากหนักรวงข้าวทั้งหมดก็จะเหี่ยวเฉาตาย
จู้เจียงเจียงคิดวิธีออกอย่างหนึ่ง ใช้ผงปูนขาวเติมน้ำฆ่าแมลงได้ แต่ฆ่าไข่แมลงไปพร้อมกันไม่ได้
ไข่แมลงยังอยู่ ผ่านไปช่วงหนึ่งต้นข้าวก็ยังจะเจอปัญหา อย่างไรก็ตาม น้ำปูนขาวจะใช้บ่อยๆไม่ได้ ไม่อย่างนั้น ‘จัดการศัตรูได้หนึ่งพัน ฝั่งตนสูญเสียไปแปดร้อย’ เป็นแน่
ดังนั้นตอนนี้ที่ทำให้นางปวดหัวที่สุดก็คือ ควรทำลายล้างไข่แมลงอย่างไรดี?
“พี่สะใภ้”
“พี่หญิงจู้...”
เผยเสี่ยวอวี๋และพวกเด็กคนอื่นในหมู่บ้านที่ไปเก็บชากลับมาแล้ว ตอนผ่านทุ่งนาหน้าหมู่บ้านเห็นจู้เจียงเจียงนั่งยองๆอยู่บนคันนาจึงวิ่งมาหานาง
“พี่สะใภ้ ผลชานี้กินได้ไหม?” เผยเสี่ยวอวี๋ยื่นกำปั้นผอมแห้งออกมา เมื่อแบฝ่ามือออกก็เผยให้เห็นเมล็ดชาที่เก็บกลับมาจากภูเขาชา
นี่คือสิ่งที่พวกเพื่อนๆในหมู่บ้านฝากนางมาถาม เพราะบนต้นชามีเยอะมาก
จู้เจียงเจียงที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวพลันโพล่งออกมาอย่างราวกับเป็นระบบอัตโนมัติ “เมล็ดชาเอามาสกัดน้ำมันได้ น้ำมันที่สกัดออกมากินได้ กากเมล็ดกินไม่ได้ แต่มันสามารถใช้มา...”
พูดถึงกากเมล็ดชา จู้เจียงเจียงตาเป็นประกายได้สติขึ้นมาทันที “จริงด้วย กากเมล็ดชาเป็นทั้งสารฆ่าศัตรูพืชและปุ๋ย สามารถป้องกันแมลงที่มารบกวนในนาข้าวได้!”
เมล็ดชาหลังนำไขมันออกจะมีซาโปนิน เมื่อนำไปผสมกับน้ำจะเกิดไฮโดรไลซิสสามารถฆ่าล้างไข่แมลงได้!
“เสี่ยวอวี๋ พรุ่งนี้พวกเจ้าหยุดงานเก็บชาไว้ก่อน ช่วยข้าเก็บเมล็ดชาบนต้นแก่ๆกลับมา ข้าจะเอาไปใช้”
ชาเก็บเมื่อไรก็ได้ แต่พืชไร่รอไม่ได้แล้ว
ปลายเดือนเจ็ดจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงครั้งใหญ่ ถ้าหากไม่สามารถรับประกันได้ว่าต้นข้าวจะเติบโตอย่างแข็งแรง ให้เก็บเกี่ยวล่วงหน้าได้ นั่นจะต้องเป็นภัยพิบัติท่วมมิดศีรษะอย่างแน่นอน
หลังตัดสินใจได้ จู้เจียงเจียงก็ไม่ทำข้าวเย็นแล้ว ตรงไปภูเขาด้านหลังที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เพื่อไปเก็บหินปูนทันที
หลังจากใช้ไฟเผาทั้งคืน หินปูนก็เผาเสร็จ เคาะแตกได้อย่างง่ายดาย เวลาที่ต้องการ ก็แค่บดเล็กน้อยก็เอามาใช้การได้แล้ว
ทุกคนในหมู่บ้านได้ยินจู้เจียงเจียงจะกำจัดแมลงให้พืชไร่ เรื่องแปลกใหม่แบบนี้ดึงดูดทุกคนมารวมตัวกัน
ทุกคนยืนล้อมเป็นวงกลมรอบทุ่งนาของตระกูลเผย มองจู้เจียงเจียงก้มหน้าทำงาน ต่างก็เอ่ยปากห้ามนาง
“สะใภ้เล็ก อย่าเสียแรงเลย ไม่เป็นไรหรอก ต้นข้าวยังไม่ออกรวง”
“ถูกต้อง แมลงกินใบไม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ขอแค่ไม่กินเมล็ดข้าวเปลือกก็พอ”
พวกชาวบ้านต่างพูดหลักการและเหตุผลที่ตัวเองเข้าใจว่าถูกต้อง แต่จากที่จู้เจียงเจียงได้ยิน นางก็ได้แต่รู้สึกจนใจ
“ลุงป้าน้าอาทุกท่าน ต้นข้าวใช้ใบในกระบวนการสังเคราะห์แสง เมื่อใบเสียหายต้นข้าวจะเติบโตได้ไม่ดี เมื่อวานข้าเผาหินปูนมาเพียงพอ ทุกคนก็มากำจัดแมลงให้ต้นข้าวด้วยกันเถอะ”
จู้เจียงเจียงใช้ตะกร้าสะพายหลัง เลือกหินปูนที่ผ่านการเผา แล้วใช้ถังน้ำผสมหินปูนตามสัดส่วนเพื่อให้น้ำปูนใสไม่ให้ทำร้ายต้นข้าว
โดยนางได้เลือกตัดไผ่เขียวหนาเท่าข้อมือมาหนึ่งท่อน เก็บส่วนข้อต่อไว้ เจาะรูสองสามรู นำอีกท่อนมาเปิดปาก ทำลูกสูบที่ดึงผลักได้อันหนึ่ง เช่นนี้ก็จะได้เครื่องพ่นน้ำเรียบง่ายอันหนึ่ง
“นั่นทำอะไรน่ะ?”
“สะใภ้เล็กกำลังพูดอะไร?”
ชาวบ้านบนคันนาต่างมองหน้ากัน ไม่เข้าใจว่าจู้เจียงเจียงพูดเลยสักนิด
จู้เจียงเจียงไม่มีเวลามาอธิบาย ม้วนขากางเกง มือข้างหนึ่งถือถังน้ำ อีกมือจับเครื่องพ่นน้ำเรียบง่ายแล้วลงไปในทุ่งนา
เมื่อพ่นน้ำปูนใสออกมา แมลงในนาข้าวก็ตกใจลุกฮือ เปลี่ยนนาข้าวกลายเป็นสีเทาเข้มทันที แมลงตัวเล็กวิ่งอุตลุดไปทั่ว
แมลงเหล่านั้นดิ้นสองสามครั้ง พยายามจะหนี สุดท้ายก็สลบเพราะกลิ่นฉุนของน้ำปูนใส ตกลงมาจากกลางอากาศ
พวกชาวบ้านที่ได้กลิ่นฉุนนั้น ต่างทยอยถอยห่างออกไปเล็กน้อย
“บัณฑิตเหลียง เรื่องที่สะใภ้เล็กทำตอนนี้ ในหนังสือมีเขียนไว้หรือไม่?” สวี่เหล่าเกินปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเหลียงเหวินโจวตอนไหนไม่รู้ พลางดึงเขาเข้าไปถาม
เขาที่เห็นจู้เจียงเจียงเป็นแบบนี้ กลัวถึงตอนสุดท้ายนางจะเสียเวลา เหนื่อยเปล่า
ต้นข้าวตอนนี้ของตระกูลเผยปลูกไว้เกือบห้าสิบหมู่ นางค่อยๆพ่นน้ำทีละถังแบบนี้ ต้องพ่นไปถึงเมื่อไร แม้แต่ชาก็ไม่ขายแล้ว?
นี่ไม่ใช่ทิ้งงานหลักมาทำเรื่องไร้สาระหรอกหรือ!
เหลียงเหวินโจวส่ายหน้า เอ่ยปากอย่างอ้ำๆอึ้งๆ “ข้าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการเกษตร แต่เรื่องที่สะใภ้เล็กทำตอนนี้ เกรงว่าจะไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้เห็นมาก่อน”
คำพูดจากปากจู้เจียงเจียงที่พูดถึงกระบวนการสังเคราะห์แสงอะไรเมื่อครู่ เขาก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
ดังนั้นเขาเชื่อมั่น เรื่องที่จู้เจียงเจียงทำตอนนี้ ต้องไร้ประโยชน์แน่ๆ
พระอาทิตย์ปีนสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน
ตลอดช่วงเช้า จู้เจียงเจียงพ่นไปได้แค่สามสี่หมู่ก็หยุดลง
กลางวันอุณหภูมิสูงเกินไป พ่นลำบาก ไม่เช่นนั้นจะทำร้ายต้นข้าว นางทำได้แค่รอตอนบ่ายให้แสงแดดอ่อนลงแล้วค่อยมาใหม่
ในช่วงเวลานี้ จู้เจียงเจียงยังหยุดพักไม่ได้ นางต้องเอาเมล็ดชาที่พวกเผยเสี่ยวอวี๋เก็บกลับมา ผัด ตำ แล้วใช้ผ้าห่อไว้คั้นน้ำมันออก เก็บกากเมล็ดเอาไว้ใช้
ในหมู่บ้านมีครกหินและแท่นโม่อย่างละหนึ่งไว้ใช้ร่วมกัน แท่นโม่ใช้สำหรับบดข้าวเปลือก ดังนั้นจึงถูกนำมาใช้เป็นประจำ
ในทางตรงกันข้าม ครกหินไม่ถูกใช้มานานแล้ว ด้านในมีตะไคร่น้ำขึ้นเต็มไปหมด
เส้นผ่านศูนย์กลางของครกหินยาวประมาณแขนข้างหนึ่งของชายหนุ่ม ผนังหนาราวฝ่ามือ ครกหินนี้หนักทั้งหมดห้าหกร้อยจิน
เป็นไปไม่ได้ที่จะยกกลับไปใช้ จู้เจียงเจียงจึงทำได้แค่ลำบากวิ่งกลับไปมา เอาเมล็ดชาที่ผัดเสร็จไปตำครกหินในหมู่บ้าน
ตักน้ำมาหลายหาบ ในที่สุดก็ล้างครกหินจนสะอาด หลังใช้ผ้าเช็ดจนแห้ง ผึ่งแดดให้แห้งสนิทถึงนำมาใช้ได้
“เอ้า นี่คือสากไม้ ล้างสะอาดให้เจ้าแล้ว” สวี่เหล่าเกินหยิบแท่งไม้สองท่อนที่ถูกใช้จนมันขลับให้นาง
ดูท่อนไม้ที่สูงกว่า หนากว่าแขนของนาง จู้เจียงเจียงก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ใช้อันนี้โขลก นางต้องโขลกถึงตอนไหนจึงจะหมด!
“ปู่สวี่ ข้าว่าข้าทำครกสักอัน แบบไม้กระดกที่ใช้เท้าเหยียบได้ดีกว่า”
ชีวิตข้ามมิติที่เริ่มจากศูนย์มันจะอัตคัตเกินไปมั้ง ทั้งหมดที่นี่พึ่งพาไม่ได้เลย ดูท่าคงต้องพึ่งแต่ตัวเอง
ตอนที่ 24: เรื่องสร้างบ้านชักช้าไม่ได้แล้ว
จู่ๆจู้เจียงเจียงก็รู้สึกว่าในบ้านไม่มีผู้ชายเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกมากจริงๆ
เพื่อทำครกกระเดื่องหนึ่งอัน ตั้งแต่ตัดต้นไม้ไปถึงการประกอบ นางจึงต้องไปขอให้ผู้ชายที่มีพละกำลังสองสามคนในหมู่บ้านมาช่วยเหลือนี่ไง
นางเป็นหญิงม่ายคนหนึ่ง ทำแบบนี้ไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก แต่ช่วยไม่ได้ นางคงให้เผยเสี่ยวอวี๋ที่อายุหกขวบตามนางขึ้นเขาไปพร้อมกันแล้วแบกต้นไม้กลับมาได้มั้ง?
ดังนั้นหลังจากประกอบครกกระเดื่องเสร็จ นางจึงเกิดความคิดที่จะซื้อแรงงานระยะยาว
“คิดบ้าอะไรเนี่ย แบบนี้มันผิดกฎหมายนะ!” จู้เจียงเจียงตบศีรษะของตัวเอง ขับไล่ความคิดที่ไม่ควรมีในสมองออกไป
เรื่องแบบนี้นางก็แค่คิดๆเท่านั้น หากทำจริงก็ทำไม่ลง
“สะใภ้เล็กทำเสร็จแล้ว เจ้าดูหน่อยว่าใช้ได้หรือไม่?” สวีเหล่าซานใช้เสียงที่ทั้งเข้มและดังดึงความคิดของจู้เจียงเจียงกลับมาสู่ความจริง
จู้เจียงเจียงสะดุ้งตกใจ ดึงสติกลับมาก่อนเดินไปทางครกกระเดื่อง
เหยียบทดสอบไปสองครั้ง โครงค้ำยันของครกกระเดื่องฝังลึกลงไปในดิน แข็งแรงแน่นหนามาก เหยียบลงไปไม่โยกเยก และก็ไม่เปลืองแรง
“ลุงสาม ขอบคุณพวกท่านทุกคนจริงๆ ลำบากพวกท่านแล้ว ตอนเย็นทุกคนก็มากินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านข้าเถอะ”
จู้เจียงเจียงเชิญอย่างจริงใจทว่ากลับถูกปฏิเสธ สวีเหล่าซานโบกมือ พูดว่า “ไม่ต้องไม่ต้อง ของชิ้นนี้วันหลังทุกคนมีตอนที่ต้องใช้ เจ้าไม่ต้องเกรงใจพวกเรา”
สองวันนี้ที่ตัดไม้ทำครกกระเดื่อง นางก้มหน้าทำงานอยู่ในทุ่งนามาโดยตลอด
ตอนเช้าและตอนเย็นพ่นยาฆ่าแมลง ตอนเที่ยงเวลาพระอาทิตย์แขวนสูงอยู่กลางศีรษะ ก็ยังก้มหน้าถางหญ้าอยู่ในทุ่งนา ความขยันนั้น ทุกคนในหมู่บ้านเห็นแล้วล้วนสงสาร
พูดตามตรง ก็เป็นเพราะในบ้านไม่มีเสาหลักมาคอยค้ำจุน
สายตาเห็นใจแบบไม่คิดปิดบังของหลายคน จู้เจียงเจียงเห็นแล้วก็จนใจ ทำได้เพียงแสดงรอยยิ้มอึดอัดบนใบหน้า
เอาเถอะ เห็นทีนางคงต้องหาโอกาสพิสูจน์ตัวเองดีๆสักหน่อยแล้ว
จู้เจียงเจียงผัดเมล็ดชาที่สองวันนี้พวกเผยเสี่ยวอวี๋เก็บกลับมา ก่อนจะยกทั้งหมดหนึ่งตะกร้าใหญ่มาเทลงในครกหินโดยตรง
ตอนเทลงไปแล้วก็แค่ครึ่งหนึ่งของครกหินเท่านั้น ดังนั้นตอนตำโขลกจึงไม่กระเด็นออกมา
แสงแดดร้อนแรงแผดเผาทั่วแผ่นดิน ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง น้อยคนนักที่จะออกจากบ้านเพื่อมาปะทะไอแดดยามนี้ เห็นจะมีก็แต่จู้เจียงเจียงคนเดียว ที่สวมหมวกฟางกำลังโขลกเมล็ดชาอย่างขมักเขม้น
เสียงตำโขลกดัง *ตึงๆ* ทั้งหนักแน่นและมีจังหวะ เคล้าเสียงร้องจักจั่นที่เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลเป็นเพื่อนในภูเขา ส่งเข้าในหูของทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
หลังตำโขลกเมล็ดชาจนกลายเป็นเนื้อโคลน จู้เจียงเจียงก็ใช้ขันน้ำเต้าขูดพวกมันเทลงไปในถุงผ้า แล้วใช้หินแผ่นใหญ่กดทับ ค่อยๆรีดน้ำมันชาออกมา
ไม่มีเครื่องมือสกัดน้ำมัน ทำได้แค่อดทนรอ
ในที่สุดต้นข้าวในทุ่งนาก็พ่นน้ำปูนใสเสร็จหมดแล้ว หินปูนยังเหลืออีกนิดหน่อย จู้เจียงเจียงเห็นที่ดินที่ปลูกต้นข้าวของคนในหมู่บ้านอยู่ข้างๆ จึงแอบช่วยพ่นไปเล็กน้อย
ถือเป็นการขอบคุณพวกเขาที่ช่วยทำครกกระเดื่องก็แล้วกัน
กากเมล็ดชาหลังจากรีดน้ำมันชาเสร็จก็วางตากแห้งภายใต้แสงแดดอันร้อนแรง แค่บีบก็แตกออก
หากมีมูลของพวกสัตว์มาทำปุ๋ย แล้วเอากากเมล็ดชาเพิ่มเข้าไป จากนั้นก็นำไปโปรยในทุ่งนาจะได้ผลดีที่สุด แต่น่าเสียดายนางไม่มี
จู้เจียงเจียงแบกจอบอันหนึ่งไว้บนไหล่ตรงไปยังหน้าร่องน้ำในนา อยากควบคุมการไหลของน้ำให้เล็กลงหน่อย แบบนี้แล้ว ผงกากเมล็ดชาที่แช่อยู่ในร่องน้ำก็จะมีเวลาเพียงพอให้แตกตัว
“พวกเจ้าดู นาของสะใภ้เล็กเติบโตดีจริงๆ ต้นข้าวแตกรวงแล้ว”
“จริงด้วย ต้นข้าวของทุกคนยังไม่แตกรวง ทำไมต้นข้าวของนางถึงแตกรวงเร็วขนาดนี้ หรือจะเกี่ยวข้องกับที่นางฆ่าแมลง?”
จู้เจียงเจียงกลับมาจากการปิดกั้นน้ำไหลริมแม่น้ำ ก็เห็นพวกชาวบ้านล้อมคันนา มุงดูต้นข้าวในทุ่งนาบ้านของนาง ทั้งยังยื่นมือไปจับต้นข้าวในนาดูอีกด้วย
“ไม่ใช่มั้ง เจ้าดู ต้นข้าวบ้านข้าก็แตกรวงแล้วไม่ใช่หรือ?” สวีเหล่าซานหมุนตัวชี้ที่นาบ้านตัวเองแล้วพูด
“เหล่าซาน หลายวันก่อนข้าเห็นสะใภ้เล็กช่วยฆ่าแมลงในนาบ้านเจ้า ไม่งั้นทำไมต้นข้าวในนาส่วนใหญ่ถึงยังไม่แตกรวง มีแค่บ้านเจ้าและของตระกูลเผยที่เติบโตงอกงามดีเล่า?” มีคนหนึ่งพูด
คำพูดเหล่านี้ ท่ามกลางฝูงชนที่ตกใจจึงเกิดการถกปัญหาเล็กๆขึ้น แต่ไม่นานนักการถกปัญหานี้ก็เงียบไป
ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มเชื่อแล้วว่า การเติบโตดีไม่ดีของต้นข้าว มีความเกี่ยวข้องกับที่จู้เจียงเจียงฆ่าแมลงให้ต้นข้าว
“หรือว่าพวกเราควรฆ่าแมลงให้ต้นข้าวจริงๆ?”
“ฆ่าแมลงตอนนี้ยังทันเวลาไหม?”
มีคนถามออกมาอย่างสงสัย แต่ที่ตอบกลับมามีแต่ความเงียบ ไม่มีใครส่งเสียงสักคน
แต่กลับเป็นจู้เจียงเจียงที่อ้าปากพูด “ยังทัน ทุกคนแค่ต้องใช้น้ำปูนใสพ่นต้นข้าวก็พอ ผงกากเมล็ดชาข้าแช่ในคูน้ำแล้ว น้ำไหลผ่านทุกคนก็เปิดประตูน้ำ รดน้ำทำลายไข่แมลง”
พวกชาวบ้านได้ยินเสียงก็รีบหันหน้ากลับมา สวี่เหล่าเกินเดินเข้าไปยืนยันกับจู้เจียงเจียงอีกครั้งอย่างตื่นเต้น “แน่ใจหรือว่าได้ผล?”
“ได้!” จู้เจียงเจียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ “และข้าก็หวังว่าต้นข้าวนี้ของทุกคนจะเก็บเกี่ยวเสร็จก่อนปลายเดือนเจ็ด”
ทุกคนกำลังจะกลับไปเก็บก้อนหินปูนมาเผา แค่เติมน้ำพ่นเป็นอันเสร็จ ทว่าคำพูดนี้ของจู้เจียงเจียงกลับรั้งพวกเขาไว้อีกครั้ง
“ทำแบบนี้เพื่ออะไร?”
“เพราะว่า...ปีนี้อาจมีฝนตกหนัก” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว ไม่รู้ควรอธิบายอย่างไร ทำได้แค่บอกใบ้เป็นนัยๆเช่นนี้
ให้นางบอกพวกเขาว่า ปลายเดือนเจ็ดจะเกิดน้ำท่วมโดยตรงหรืออย่างไร ถึงตอนนั้นนาข้าวจะถูกน้ำท่วม ไม่เหลือเมล็ดข้าวให้เก็บเกี่ยวอย่างนั้นหรือ?
พวกเขาคงเชื่อหรอก!
เหมือนอย่างที่คาดเอาไว้ พวกชาวบ้านไม่ได้เก็บคำพูดของนางมาใส่ใจ “แค่นี้หรือ? ฝนตกกลัวอะไร ฤดูร้อนปีไหนฝนไม่ตกบ้าง ไม่เป็นไรหรอก”
ชาวบ้านคนนั้นเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงฟ้าร้องคำรามหนึ่งครั้งเหนือศีรษะ แสงแดดเจิดจ้าในตอนเช้าพลันเปลี่ยนกลายเป็นมืดครึ้ม
“เจ้าดู ฤดูฝนใกล้เข้ามาแล้ว”
เมื่อพูดเช่นนั้นแล้ว ชาวบ้านก็ทยอยพากันแยกย้ายลากลับบ้าน
จู้เจียงเจียงเดินตามหลังฝูงชน ต้นข้าวข้างตัวถูกลมพัดเสียงดังกรอบแกรบ นางเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้มแวบหนึ่ง ในใจแอบหดหู่เล็กน้อย ฤดูฝนมาแล้วจริงๆ
ฝนฤดูร้อนบอกตกก็ตก เสียงฟ้าร้องดังขึ้นไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ฝนบนท้องฟ้าก็ตกลงมาแล้ว
โชคดีที่ช่วงนี้นางวุ่นวายกับเรื่องฆ่าแมลงให้ต้นข้าวมาโดยตลอด ใบชาไม่ได้เก็บมากนัก เนื่องจากในบ้านมีพื้นที่วางจำกัด แต่ก็ยังสามารถวางใบชาที่กำลังตากแห้งได้
เพียงแต่หญ้าคาบนหลังคาแห้งบางเกินไป ฝนตกไม่ทันไรหลังคาก็รั่วแล้ว
“เสี่ยวอวี๋ เอาถ้วยหม้อในบ้านทั้งหมดมารองน้ำฝน จะให้ใบชาเปียกไม่ได้”
จู้เจียงเจียงรีบวิ่งไปหยิบกะละมังไม้และถังน้ำในบ้านมาทั้งหมด ส่วนที่ฝนรั่วหนักก็วางถังน้ำรองไว้ด้านล่าง
ยังไม่หลายจุดที่ฝนรั่วเล็กน้อย ใช้หม้อหรือถ้วยก็พอรับไว้ได้
พวกนางสองคนพี่สะใภ้และน้องสามี ด้านหนึ่งยุ่งอยู่กับย้ายตำแหน่งใบชา อีกด้านก็หารูรั่วของฝน ฝนตกใหญ่ครั้งนี้ทำให้จู้เจียงเจียงได้รู้ว่า ที่แท้บ้านของตระกูลเผยเก่าและผุพังกว่าที่นางจินตนาการไว้
พี่สะใภ้และน้องสามีสองคนวิ่งวุ่นอยู่นาน หนึ่งห้องโถงสี่ห้องนอน จุดฝนรั่วเกินหลายสิบแห่ง
บนเตียง บนโต๊ะ บนราวใบชา วางถังและถ้วยรองน้ำจนเต็มไปหมด
ระดับเหมือนกับด้านนอกเป็นพายุฝน ส่วนด้านในเป็นฝนปรอยๆ
น้ำฝนหยดลงจากหลังคา กระเด็นออกจากในถ้วย ธรณีประตูดินหน้าบ้านก็มีน้ำรั่วซึม เปียกไปหมดแล้ว ในบ้านล้วนเป็นดินโคลน ทำให้ทั้งสี่ทิศเปียกแฉะไปหมด
ตอนนี้จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าท่อนล่างของนางเปียกไปหมดแล้ว
เดิมทีนางยังคิดจะรอเก็บเกี่ยวต้นข้าวก่อน หลังจากขายได้เงินแล้วก็ค่อยสร้างบ้านใหม่ ดูท่าตอนนี้ สร้างบ้านรอช้าไม่ได้แล้ว
แต่ว่าคนที่เป็นห่วงบ้านตระกูลเผยจะอยู่ไม่ได้ ไม่ได้มีแค่นางเพียงคนเดียว
เผยจี้ยืนอยู่ในศาลา เหม่อมองน้ำฝนที่ตกลงมาจากชายคาไม่หยุด พลางบ่นพึมพำ “ไม่รู้ว่านางซ่อมหลังคาหรือยัง...”
ตอนที่ 25: มีชาก็สามารถใช้แม่ทัพช่วยข้าผลักโม่ได้
เผยจี้ครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน สุดท้ายก็อดไม่ได้ เดินทางมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตั้งแต่เช้าตรู่ เพิ่งเข้าใกล้หน้าประตูหมู่บ้านก็เห็นจู้เจียงเจียงที่วุ่นอยู่กับการตากผ้าห่มหน้าบ้านตระกูลเผย
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ซ่อมหลังคาอย่างที่คิดไว้จริงๆ!
“จู้เจียงเจียง!”
เสียงทุ้มหนึ่งแฝงความโกรธที่ควบคุมเอาไว้ดังขึ้นมาจากด้านหลัง จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงจึงหันกลับมา มือที่กำลังถือไม้ไผ่ตบผ้าห่มอยู่ก่อนหน้าพลันหยุดลง
“แม่ทัพเผย?”
“ท่านมีธุระอะไรหรือ?” เห็นเผยจี้ จู้เจียงเจียงก็แสดงอาการประหลาดใจ
นางนึกว่าครั้งก่อนนางทำให้เขาโกรธมาก ๆ คิดไม่ถึงว่าเขากลับยังจะมาที่นี่
เมื่อครู่เผยจี้ยังคงโกรธจู้เจียงเจียงอยู่ โกรธที่นางดูแลน้องสาวเขาไม่ดี
แต่ตอนที่นางหมุนตัวกลับมายิ้มให้เขา ในชั่วพริบตานั้นความโกรธในใจเขาก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น อีกทั้งยังรู้สึกเสียใจเล็กน้อยกับน้ำเสียงที่เข้มเกินไปเมื่อครู่นี้ของตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
“ข้า...ข้ามาซื้อชา” เผยจี้กำบังเหียนในมือแน่น พยายามซ่อนความตื่นเต้นของตัวเอง
“ซื้อชา?” จู้เจียงเจียงวิ่งไปทางเขาด้วยความดีใจ ไม้ไผ่ที่ใช้ตบผ้าห่มในมือเกือบทิ่มหน้าเขา “ได้เลย แม่ทัพเผยท่านต้องการเท่าไร?”
เขายอมมาซื้อชา บ่งบอกว่าเรื่องก่อนหน้านี้เขาไม่ถือสาแล้ว
เช่นนั้นนางวานเขาช่วยเอาชาไปแนะนำในเมืองหลวงต่อได้แล้วใช่หรือไม่?
จู้เจียงเจียงไม่เก็บซ่อนสีหน้าที่กำลังวางแผนร้ายเอาไว้เลยสักนิด ทำให้เผยจี้รู้สึกไม่ค่อยพอใจ เหมือนนางแค่อยากทำการค้ากับเขา ไม่มีความรู้สึกอื่นเลยแม้แต่น้อย
“แม่นางกำลังทำอะไรอยู่?”
เขาไม่ได้ตอบคำถามนางโดยตรง ทว่ากลับทิ้งคำถามไว้ประโยคหนึ่ง อ้อมผ่านนางเดินตรงไปหน้าประตูบ้านตระกูลเผย
ครั้นยืนอยู่หน้าประตูแล้วก็กวาดตามองภายในบ้านหนึ่งรอบ ในบ้านมีรอยเปียกชื้นผืนใหญ่ เท้าเหยียบเข้าไปคงทิ้งรอยเท้าไว้ให้ดูต่างหน้า
ดูท่าแล้วเมื่อคืนพวกนางคงจะลำบากไม่น้อย
จู้เจียงเจียงเดินตามมายืนอยู่ด้านหลังเขา “แม่ทัพเผยอย่าเข้าบ้านดีกว่า นั่งข้างนอกเถอะ ข้าไปหยิบใบชาให้ท่านเอง”
เมื่อวานตอนยามจื่อฝนก็หยุดแล้ว นอกจากนี้ยังมีลมพัดตลอดทั้งคืน ที่ดินด้านนอกจึงแห้งกว่าในบ้าน
“ไม่รีบเรื่องใบชา รบกวนแม่นางชงชาให้ข้าสักหน่อยเถอะ” เผยจี้เรียกจู้เจียงเจียงที่กำลังจะเข้าบ้านไปหยิบใบชา
จู่ๆ เขาก็อยากจะอยู่ที่นี่ต่ออีกสักพัก ดูว่าเวลาปกตินางทำอะไรบ้าง
ครั้งก่อนวานนายอำเภอจูช่วยเขาสืบเรื่องเกี่ยวกับนางแต่งมาที่นี่ เขารู้ความจริงที่ว่านางเป็นสะใภ้ตระกูลเผยแล้วนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ไม่ว่าวันข้างหน้าเขาจะแต่งงานอีกหรือไม่ ในนามนางก็คือภรรยาของเขา
ดังนั้นตอนนี้ทำความรู้จักนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก็ไม่มีข้อเสียอะไร
“แบบนี้นะ...”
จู้เจียงเจียงคิดอยู่พักหนึ่งก็พยักหน้า “ข้าจะทำข้าวเช้าพอดี ท่านแม่ทัพเผยมาเช้าแบบนี้กินข้าวมาหรือยัง? กินด้วยกันสักหน่อยไหม?”
น่าแปลก ทำไมเขามาเช้าแบบนี้?
“รบกวนด้วย” เผยจี้กลับไม่เกรงใจ ตอบรับไปโดยตรง
จู้เจียงเจียงยกเก้าอี้ตัวหนึ่งมาให้เขานั่งรอ แล้วไปตากผ้าห่มที่ยังตากไม่เสร็จให้เรียบร้อย จากนั้นก็เรียกเผยเสี่ยวอวี๋ให้ตื่นนอน
ตอนนางก่อไฟทำกับข้าว เผยเสี่ยวอวี๋ก็ล้างหน้าและมัดผมด้วยตัวเองเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ลากใบหน้าที่ง่วงนอนมานั่งรอกินข้าวเช้า
เมื่อคืนพวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีนั่งเฝ้าถังกับถ้วยที่รองน้ำฝนกันจนยามจื่อถึงนอนได้ วันนี้จึงไม่สดใสเหมือนดั่งปกติ แม้แต่ในบ้านมีคนเพิ่มมาหนึ่งคนนางก็ยังไม่รับรู้
จู้เจียงเจียงใช้เวลาตอนบนเตาต้มโจ๊กอยู่ ช้อนถั่วที่แช่ไว้เมื่อคืนขึ้นมา เตรียมจะออกจากบ้าน
“เสี่ยวอวี๋ดูไฟหน่อย ข้าไปโม่ถั่วเดี๋ยวรีบกลับมา”
ตอนตำโขลกเมล็ดชาก่อนหน้านี้ เห็นหินโม่ข้างๆว่างอยู่ตลอด จู้เจียงเจียงเลยคิดซื้อถั่วกลับมานิดหน่อยโม่เป็นน้ำเต้าหู้ทำเต้าหู้นิ่ม
สองวันนี้ยุ่งกับเรื่องฆ่าแมลงในนาเสร็จพอดี นางจึงนำถั่วมาแช่น้ำไว้
เผยจี้ที่อยู่ด้านข้างมองจู้เจียงเจียงที่ยุ่งวุ่นวายอยู่ตลอดอย่างเงียบๆ เห็นนางออกไปแล้ว เขาก็ตามออกไปด้วย
ครั้งก่อนมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เพราะเหตุผลทางสถานะ ไม่มีโอกาสเข้ามาดูในหมู่บ้าน ในที่สุดครั้งนี้เขาก็ได้เข้าหมู่บ้านมาดูสักที
เว้นระยะมาห้าปี เขายังจำทุกบ้านทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่างแม่นยำ
“พวกเจ้าดู นี่ใช่คนครั้งก่อนที่พวกเราพูดว่าหน้าตาเหมือนเสี่ยวจ้าวไง? เขามาทำไมกัน?”
“อย่าพูดส่งเดช เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ หากเขาได้ยินระวังศีรษะของเจ้าไว้”
เดินผ่านลานบ้านของชาวไร่ชาวนา มีชาวบ้านกำลังแอบกระซิบพูดคุยกันเอง
ทุกคนต่างบอกว่าเผยจี้ตรงหน้าผู้นี้หน้าตาเหมือนเผยจ้าวที่ถูกจับไปค่ายทหาร แต่เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เผยจ้าวของหมู่บ้านพวกเขาไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางเป็นแม่ทัพได้
ดังนั้นจึงเข้าใจไปเองว่าพวกเขาไม่ใช่คนเดียวกัน
พวกเพื่อนบ้านเรือนเคียงที่มองดูเขาเติบโตมา ตอนนี้กลับไม่กล้าทักทายเขา เผยจี้รู้สึกปวดใจนิดๆบนใบหน้าพยายามฝืนยิ้มอย่างทำอะไรไม่ได้
จู้เจียงเจียงไม่ทันสังเกตเห็นเผยจี้ที่ตามมาด้วย
เมื่อถึงข้างแท่นโม่ นางก็ตักน้ำสองขันเอามาเทลงปากหลุมโม่หิน หลังจากล้างแท่นโม่ง่ายๆแล้วหนึ่งรอบ ก็เริ่มเทถั่วลงไปในแท่น
ต้องถั่วเทไปพลางโม่ไปพลางถึงจะได้ จู้เจียงเจียงมองไปรอบๆแวบหนึ่ง เดิมอยากหาเด็กในหมู่บ้านมาช่วยนางเทถั่ว วันนี้กลับไม่เห็นเด็กสักคน
แต่ดันเห็นแค่เผยจี้ที่ดูแปลกแยกไม่เข้าพวกกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้
“แม่ทัพเผยรบกวนท่านช่วยหน่อยจะได้หรือไม่?” นางยิ้มแก้มบุ๋มมองไปที่เขาราวดอกไม้ที่สดใส
เผยจี้เข้าใจไปเองว่านางอยากให้เขาช่วยผลักโม่
แต่หลังจากเดินหน้ามา นางกลับยื่นกระบวยไม้ที่ใช้ตักถั่วให้เขา “ข้าผลักวนสองรอบ ท่านก็ช่วยข้าเติมถั่วครึ่งกระบวย ยืนอยู่ตรงนี้ก็พอ”
“เจ้าให้ข้าช่วยเจ้าเทถั่วหรือ?” เผยจี้ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ยอมรับกระบวยที่นางยื่นมาให้
“แบบนี้ดูไม่เหมาะสมกับสถานะของท่าน...”
จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็นึกว่าเขารู้สึกว่าการกระทำเรื่องแบบนี้เป็นการเหยียดหยามสถานะแม่ทัพใหญ่ของเขา นางจึงดึงมือกลับ “ช่างเถอะ ข้าทำเองดีกว่า”
นางทำคนเดียวไม่ใช่ไม่ได้ อย่างมากก็แค่ใช้เวลามากหน่อยเท่านั้นเอง
เพิ่งพูดจบ ยังไม่ทันที่มือของนางจะได้จับคันโม่หิน มือใหญ่ทั้งสองก็ยื่นมาแย่งจับคันโม่หินไว้ก่อนแล้ว
เสียงแท่นโม่เคลื่อนไหวดัง *กึกๆ* เป็นเผยจี้ที่กำลังผลักมัน!
เผยจี้สวมชุดฉางเผ่าเนื้อแพรมีราคาและยังขี่ม้าน่าเกรงขาม รูปร่างหน้าตาไม่ธรรมดา นิสัยก็แสนจะเย็นชา ขายาวก้าวเดียวก็ครึ่งรอบแล้ว คนแบบนี้กลับช่วยนางผลักโม่?!
หรือนางจะตาลาย?
“ยังนิ่งอยู่ทำไม” เผยจี้ทนต่อสายตาตกใจ สงสัยและสอดรู้สอดเห็นโดยรอบมาช่วยนางผลักโม่ แต่นางกลับยังนิ่งเฉย!
“ไปเดี๋ยวนี้!”
จู้เจียงเจียงได้สติ รีบตักถั่วหนึ่งกระบวยเทลงโม่หิน
การร่วมมือที่เข้ากันดีของทั้งสองทำให้ชาวบ้านโดยรอบตื่นตกใจ อยากจะดูความสนุกแต่ก็ไม่กล้า ทุกคนหลบๆซ่อนๆ แอบมองอยู่ตามรูกำแพงบ้านตัวเอง พลางใช้สายตาสื่อสารกัน
การใช้สายตาสื่อสารกันในอากาศค่อนข้างรุนแรง จู้เจียงเจียงเหมือนได้ยินเสียงสายตาสอดรู้สอดเห็นของพวกชาวบ้านปะทะกันจนเกิดเสียง *โช้งเช้งๆ*
“แม่ทัพเผยช่างเป็นคนที่เข้าถึงง่ายจริงๆ สนใจเรื่องทั่วไปของชาวบ้านแบบนี้ อยากจะลองทำดู...” จู้เจียงเจียงพูดเสียงดังเก้อๆ
นางตั้งใจ
หากเรื่องนี้นางไม่อธิบาย คนในหมู่บ้านคงเข้าใจความสัมพันธ์นางกับเผยจี้ผิดแน่ๆ
ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่านางคงถูกก่นด่าไปถึงไหนต่อไหนแล้วไม่รู้
นางเองไม่ถือสาคำซุบซิบนินทาแบบนี้ แต่ในบ้านของนางยังมีน้องสามีตัวเล็กจะไม่ระวังไม่ได้
ตอนที่ 26: หมู่บ้านมีแขกพิเศษมาแล้ว
พระอาทิตย์ขึ้นสูงนานแล้ว พวกชาวบ้านด้านในก็เริ่มทยอยพ่นน้ำปูนใสฆ่าแมลงให้ต้นข้าว ในภาพฉากการทำงานหนักนี้ สิ่งที่ขาดหายไปเห็นทีจะเป็นเงาคนของตระกูลเผย
ช่วงเวลาที่เผยจี้กำลังนั่งรอกินข้าวเช้าอยู่นั้น สายตาก็คอยมองไปในทุ่งนาหน้าหมู่บ้านตลอด
เขาคิดถึงชีวิตที่ทำนาพร้อมกันกับบิดามารดาในเมื่อก่อน
“แม่ทัพเผย ต้องขอโทษด้วย ทำเต้าหู้นานเกินไปหน่อย ตอนนี้กินข้าวเช้าได้แล้ว” ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็ทำข้าวเช้าเสร็จ เรียกเผยจี้ที่เหม่อลอยกลับมา
เผยจี้กลับไม่ถือสาที่กินข้าวช้า ถึงอย่างไรเขาเมื่อห้าปีก่อนตอนอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็ไม่ได้กินข้าวอยู่บ่อยไป
แต่สิ่งที่เขาถือสามากกว่าก็คือ… “แม่นาง เจ้ายืดยาดแบบนี้ เรื่องทำนาเมื่อไรถึงจะเสร็จ?”
ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองตามสายตาของเผยจี้ไป ก่อนจะทำหน้าภูมิใจแล้วพูดว่า “เรื่องทำนาข้าทำเสร็จไปนานแล้ว ตอนนี้พวกเขาแค่เลียนแบบข้า ฆ่าแมลงให้ต้นข้าวเท่านั้น”
คนคนนี้ดูถูกนางใช่หรือไม่? ยุ่งเรื่องคนอื่นมากเกินไปกระมัง!
ถึงแม้ในใจจู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะแขวะเขา ทว่าภายนอกกลับยังจำเป็นจะต้องดูแลเขาให้ดีๆ
“ข้าวต้มเต้าหู้ เต้าฮวย น้ำเต้าหู้และยังมีชงโหยวปิ่ง ค่อนข้างเรียบง่าย แม่ทัพเผยเชิญตามสบาย”
ที่วางบนโต๊ะมีเต้าฮวยสามถ้วย น้ำเต้าหู้หนึ่งกา ข้าวต้มเต้าหู้หนึ่งหม้อ ยังมีชงโหยวปิ่งอีกหนึ่งตะกร้า ดูแล้วเข้าขั้นอุดมสมบูรณ์
นางใช้เมล็ดถั่วทำข้าวเช้าออกมาเยอะได้ขนาดนี้เชียว?
ครั้งที่สองที่กินฝีมือของจู้เจียงเจียง เผยจี้ล้วนตกใจทั้งสองครั้ง ทำไมนางถึงเก่งไปหมดทุกเรื่อง!
จู้เจียงเจียงใช้มือหยิบชงโหยวปิ่งหนึ่งแผ่นโดยตรง กัดคำเล็กเข้าไปในปาก เริ่มกินอย่างช้าๆ ซึมซับแสงแดดตอนเช้าไปพลางกินข้าวไปพลาง
เมื่อเปรียบเทียบกับแซ่เผยอีกสองคนที่กินกันอย่างเอร็ดอร่อยมากๆ
เผยเสี่ยวอวี๋เหมือนกลัวนิดๆ หลังจากรีบตักเต้าฮวยในถ้วยเข้าปากจนหมด มือคว้าชงโหยวปิ่งได้หนึ่งแผ่นก็หาข้ออ้างออกไปวิ่งเล่น ทิ้งจู้เจียงเจียงให้เผชิญหน้าเผยจี้คนเดียว
แต่โชคดีที่พวกเขากินข้าวในลานบ้าน ลานบ้านอยู่ตรงข้ามทุ่งนาหน้าหมู่บ้าน ทุกคนสามารถมองเห็น จู้เจียงเจียงไม่มีอะไรต้องปิดบัง ดังนั้นจึงปล่อยให้เขาค่อย ๆ กินไป
“แม่นาง เมื่อครู่ข้ามองรอบๆจากหน้าบ้าน ภายในบ้านเปียกหมดแล้ว เมื่อคืนฝนตกในบ้านหลังคารั่วใช่หรือไม่?” เผยจี้พยายามเตือนสตินาง ควรซ่อมหลังคาได้แล้ว
“อืม ให้เห็นเรื่องน่าอายแล้ว”
จู้เจียงเจียงยอมรับสถานการณ์ลำบากของตัวเองอย่างสบายๆ ทำหน้าไม่สนใจ และไม่คิดจะพูดถึงเรื่องซ่อมบ้าน
นางไม่รีบร้อน แต่มีคนหนึ่งร้อนใจจะตายแล้ว
“ในเมื่อหญ้าคาบนหลังคารั่วฝนเช่นนี้ ทำไมยังไม่เพิ่มหญ้าคาบนหลังคาให้หนาขึ้นเล่า?” เขาถือว่าแสดงออกชัดแล้ว? จะเหลือก็แค่ลงมือทำงานให้นางแล้ว
แต่จู้เจียงเจียงกลับยังทำหน้าเฉยเมย “ไม่ต้อง ข้าคิดจะล้มบ้านหลังนี้แล้วสร้างใหม่ อีกเดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ข้าก็จะพาเสี่ยวอวี๋ไปหลังเขาบอกกล่าวกับปู่ย่าพ่อแม่สามี”
ตอนเพิ่งกลับมาจากโม่ถั่ว ผ่านบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน นางจึงใช้โอกาสนี้อธิบาย พร้อมถามเกี่ยวกับเรื่องสร้างบ้านในหมู่บ้านมาแล้ว
อยู่ที่นี่การสร้างบ้านเป็นเรื่องใหญ่ ก่อนลงมือทำต้องไปเซ่นไหว้ก่อน
นางจู้เจียงเจียงเป็นคนที่คิดจะทำอะไรก็ทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่งเด็ดขาด ดังนั้นกินข้าวเสร็จนางก็คิดจัดการเรื่องสร้างบ้านแล้ว
สำหรับนิสัยการทำงานรวดเร็วและเฉียบขาดเช่นนี้ เผยจี้รู้สึกตามไม่ค่อยทัน
“เจ้ามีความคิดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? ทำไมข้า...เอ่อ ความหมายของข้าคือ เจ้าหารือกับเสี่ยวอวี๋หรือยัง?”
“ท่านหมายถึงน้องสามีข้าหรือ? ทำไมข้าต้องหารือกับนาง? ข้าคือหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วร้ายอะไร นางไม่คัดค้านหรอก”
อาศัยบ้านที่ดีกว่า ใช้ชีวิตที่ดีขึ้น เผยเสี่ยวอวี๋จะคัดค้านได้อย่างไร?
นางคือหัวหน้าครอบครัวของบ้านหลังนี้...
เผยจี้ได้ยินคำนี้ ในใจก็มีอารมณ์บางอย่างโผล่ขึ้นมาทันที อารมณ์แบบไม่รู้ควรดีใจหรือควรเสียใจดี
ที่นี่คือตระกูลเผยของพวกเขาแท้ๆ นางที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าเป็นลูกสะใภ้ตระกูลเผยอย่างเป็นทางการ อย่างน้อยๆเขาก็ยังไม่ได้พยักหน้าตกลง
แต่นางกลับพูดออกมาตรงๆ และเปิดเผยว่านางคือหัวหน้าครอบครัวของตระกูลเผย เรื่องนี้นางเก่งกว่าเขามากจริงๆ
“อืม...” จู่ๆ จู้เจียงเจียงรีบปิดจมูก พลันขมวดคิ้ว
น้ำปูนใสใช้พ่นของพวกชาวบ้านกลิ่นฉุนมาก กลิ่นลอยมาถึงในหมู่บ้านยังแรงขนาดนี้ ดูท่าแล้วพวกเขาคงยึดหลักยิ่งเข้มข้นยิ่งมีประโยชน์ ไปปรับสัดส่วนน้ำปูนใสกันเองเสียแล้ว
จู้เจียงเจียงทิ้งชงโหยวปิ่งในมือ ไม่พูดพล่ามทำเพลงก็ลุกแล้ววิ่งไปในทุ่งนาอย่างกะทันหัน เหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่จากไปดั่งสายลมให้กับเผยจี้ผู้ไม่รู้สาเหตุ
“ปู่สวี่ ทุกคน! น้ำปูนใสปรับเข้มข้นไปไม่ได้ จะเผาไหม้ต้นข้าว...”
เสียงของนางดังมาแต่ไกล ชาวบ้านที่กำลังพ่นน้ำปูนใสอยู่ในนา เมื่อได้ยินก็รีบหยุดการกระทำในมือลงทันที รอนางมาอย่างตื่นตระหนก
“เผาไหม้ต้นข้าวอะไร? ทำไมเผาไหม้ต้นข้าวได้? สะใภ้เล็กเจ้ารีบมาช่วยข้าดู ต้นข้าวข้านี้มีทางรอดไหม?”
ทุกคนตกใจมาก จู้เจียงเจียงเพิ่งมาก็ถูกชาวบ้านแย่งกันดึงนางไปในนาของตัวเอง ให้นางช่วยดูต้นข้าวที่ถูกพ่นน้ำปูนใสใส่เมื่อครู่นี้ ว่าเป็นอะไรหรือไม่
“ป้าโจว ป้าไม่ต้องกังวล พ่นน้ำสะอาดอีกสองครั้งให้เจือจางหน่อยก็พอ”
จู้เจียงเจียงเห็นพื้นที่ที่พวกชาวบ้านพ่นไปแล้ว บนต้นข้าวทิ้งสีขาวขุ่นไว้เต็มไปหมด จึงรีบให้พวกเขาพ่นน้ำเปล่าเจือจาง
“ได้ๆ รีบไปตักน้ำมา ยังนิ่งอยู่ทำไม!” โจวซื่อรีบดุลูกสาวที่อยู่ข้างๆ
คนอื่นก็เหมือนกับนาง เรียกสมาชิกในบ้านไปตักน้ำสะอาดมา
ต่อมา ในนาก็มีละครฉากช่วยชีวิตอย่างอลหม่าน บรรยากาศนั้นเคร่งเครียดเหมือนช่วยกันดับไฟ
จู้เจียงเจียงไม่พกเครื่องมือมา ช่วยอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แค่ตอนที่พวกชาวบ้านช่วยชีวิตกันอยู่ ช่วยแยกหินปูนวางบนคันนาให้เงียบๆ
หนึ่งกองเติมน้ำหนึ่งถัง แบบนี้แล้วก็ไม่กลัวผิดพลาดอีก
“สะใภ้เล็ก เจ้าไปพัก ไม่ต้องทำงานแล้ว ท่านแม่ทัพยังอยู่ที่บ้านเจ้านะ เจ้ารีบกลับไปเถอะ อย่าทำให้ท่านแม่ทัพไม่พอใจ”
สวี่เหล่าเกินบังเอิญหันมาเห็นจู้เจียงเจียงนั่งช่วยอยู่บนคันนา ก็รีบมาไล่นางกลับไป
“หนึ่งกองเติมน้ำหนึ่งถังแบบนี้ใช่ไหม? พวกข้าเข้าใจแล้ว เจ้ารีบไปเร็วๆ...” สวี่เหล่าเกินโบกมือไล่นางไม่หยุด ให้นางรีบกลับไป ไม่แม้แต่จะให้โอกาสนางได้เอ่ยปาก
จู้เจียงเจียงจนใจ ทำได้แค่ล้างมือแล้วหมุนตัวกลับ
ผ่านความผิดพลาดเล็กน้อยครั้งนี้ ทำให้เผยจี้เข้าใจทันที ภรรยาเขาคนนี้เหมือนเป็นที่ชื่นชอบของคนในหมู่บ้านมาก คิดไม่ถึงว่าทุกคนจะเต็มใจทำตามคำบอกของนาง?
นางทำได้อย่างไรกัน? เผยจี้เริ่มรู้สึกสนใจนางขึ้นมาแล้ว
“มีเรื่องนิดหน่อย หากแม่ทัพเผยทนกลิ่นนี้ไม่ไหว เลือกกลับก่อนได้ ครั้งหน้ามีโอกาสค่อยมาดื่มชา”
จู้เจียงเจียงนั่งลง หยิบชงโหยวปิ่งเมื่อครู่ที่กินไปครึ่งเดียวขึ้นมา แล้วเริ่มกินต่ออย่างช้าๆ ยังมีการอธิบายไปหนึ่งประโยค
จู้เจียงเจียงเพิ่งพูดจบ เผยจี้ยังไม่ทันได้แสดงความคิดเห็นก็ถูกคนด้านหลังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
“ที่นี่คือหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ที่แม่นางขายชาอยู่จริงหรือ? นี่คือกลิ่นอะไร ทำไมถึงไม่ได้กลิ่นหอมของชาเหมือนที่ทุกคนบอก?” น้ำเสียงของผู้หญิงที่อ่อนโยนแต่แฝงไปความไม่พอใจอย่างชัดเจนเสียงหนึ่งดังขึ้น
จู้เจียงเจียงมองไปตามเสียง เห็นแค่หน้าประตูหมู่บ้านมีรถม้าขนาดกลางหลังหนึ่ง ในรถมีผู้หญิงยื่นหน้าออกมา เป็นหญิงสาวผู้อ่อนโยนที่ให้เงินรางวัลกับนางตอนไปส่งชาครั้งก่อน!?
ตอนที่ 27: ได้รับเชิญให้ไปชงชาในสำนักศึกษาส่วนตัว
“แม่นางหมิง?” เห็นคนที่มา จู้เจียงเจียงก็แสดงท่าทีประหลาดใจ
ระยะห่างกว่าครึ่งเดือนจากวันส่งชาครั้งก่อน ในครึ่งเดือนมานี้ไม่เห็นบนสมุดทะเบียนมีคนแซ่หมิงมาซื้อชาอีกเลย ตอนเปิดร้านก็ไม่เห็นนางมาดื่มชา
จู้เจียงเจียงยังนึกว่าเสียลูกค้าคนนี้ไปแล้ว
หมิงเหยาที่จำจู้เจียงเจียงได้จึงรีบให้คนขับหยุดรถ แล้วจับแขนของคนขับลงรถอย่างว่องไว
นอกจากนาง คนที่ลงมาจากบนรถยังมีผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ผู้ชายคนนี้กับหมิงเหยามีหน้าตาที่คล้ายกันหลายส่วน นางจำได้ ครั้งก่อนหลังจากที่หมิงเหยารับชาจากนางไปแล้ว ก็หันไปเรียกคนที่อยู่ในลานว่าพี่ชาย
ผู้ชายคนนี้น่าจะเป็นพี่ชายที่นางเรียกกระมัง
หมิงเหยายังคงเหมือนในภาพความทรงจำ รอยยิ้มกว้าง ก้าวย่างที่สง่างาม มือหนึ่งยกกระโปรงยาววิ่งมาทางจู้เจียงเจียง “แม่นาง ช่วงนี้ทำไมไม่เห็นเจ้าไปขายชาในตลาด ให้ข้าเจอเจ้าได้ง่ายๆ”
หญิงสาวคว้ามือนางราวกับคุ้นเคยกันมานาน ทว่าจู้เจียงเจียงกลับรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย
“ช่วงนี้ทำนาค่อนข้างยุ่ง ไม่มีเวลาไปขายชา แม่นางหมิงหาข้ามีธุระอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงพยายามดึงมือออกมาจากการกอบกุมของนาง แต่หมิงเหยากลับจับมือนางแน่นขึ้นเรื่อยๆ
“มีธุระแน่นอน!”
หมิงเหยาแสดงท่าทีเหมือนพี่สาว ทั้งยังจิ้มจมูกของจู้เจียงเจียงไปหนึ่งที “พี่สาวคนนี้ อยากขอให้เจ้ามาช่วยข้าชงชา”
เผชิญหน้ากับสาวงามหยาดเยิ้มอ่อนโยนที่ใช้เสน่ห์ยั่วยวนแบบนี้ ถึงจู้เจียงเจียงจะเป็นผู้หญิงห้าวๆ คนหนึ่งก็ทนไม่ไหว ขนลุกไปทั้งตัว
“เอ่อ...แม่นางหมิง เชิญนั่งก่อนเถอะ ข้าจะไปชงชาให้พวกท่านเดี๋ยวนี้”
บนใบหน้าของจู้เจียงเจียงแขวนรอยยิ้มตามมารยาทไว้ พลางดึงมือตัวเองออกอย่างยากลำบาก
วันนี้มันวันอะไร ทำไมมาให้นางชงชากันหมด?
ตอนจู้เจียงเจียงจะหมุนตัวไปต้มน้ำ หมิงเหยาก็เรียกนางเอาไว้ “แม่นาง ข้าไม่ได้จะให้เจ้าชงชาตอนนี้ ข้ากับพี่ชายอยากเชิญเจ้าไปที่จวน ชงน้ำชาหนึ่งกาให้แขกสำนักศึกษาตระกูลหมิงของพวกเรา”
“หา?” จู้เจียงเจียงไม่ค่อยเข้าใจ
ต่อมาชายที่มือยกพัดขึ้นเหนือศีรษะเพื่อบังแสงแดดก็เดินเข้ามาในลานบ้าน พลางอธิบายอย่างละเอียดว่า “สามวันให้หลัง เป็นวันที่ศิษย์สำนักศึกษาส่วนตัวตระกูลหมิงจะมาสอบถามค้นคว้าร่วมกัน พวกเราอยากจัดสมาคมผู้รู้ที่แตกต่างกับที่ผ่านมา”
ตระกูลหมิงของพวกเขาเปิดสำนักศึกษาส่วนตัวนี่เอง มิน่าทั้งสองคนนี้ดูแล้วสดใสแต่แฝงไปด้วยลักษณะของบัณฑิต มีกลิ่นอายดั่งผู้มีความรู้อยู่รอบตัว
“หากทั้งสองท่านต้องการชาใหม่ ข้าพาพวกท่านทั้งสองขึ้นภูเขาชาไปเก็บสดทำสดตอนนี้ได้เลยนะ” จู้เจียงเจียงชี้ไปทิศทางของภูเขาชา
นางไม่คิดว่าคำพูดที่พวกเขาบอกว่าเชิญนางไปชงชาในสมาคมผู้รู้ที่พูดเมื่อครู่จะเป็นความจริง บัณฑิตที่เล่าเรียนหนังสือผู้ทะนงตนจะให้นางที่สาวชาวบ้านคนหนึ่งไปเข้าร่วมด้วยได้อย่างไร?
ก็แม้แต่เหลียงเหวินโจวคนที่ออกจากบ้านกลางคันไปร่ำเรียนหนังสือยังแสดงความอวดรู้แบบไม่รู้ตัวบ่อยๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเขา และคนอื่นๆเลย
แต่ครั้งนี้นางดูแคลนตัวเองเกินไปแล้ว
เห็นเพียงหมิงเหยาส่ายนิ้วชี้ไปมา แสดงออกอีกครั้ง “แม่นาง พวกเราชาก็ซื้อ ตัวเจ้าเองก็ต้องตามพวกเรากลับจวนไปด้วย”
“พวกเราเคยดื่มชาในร้านชาของเจ้า และเคยลองชงชาด้วยตัวเอง รสชาติกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเราสองพี่น้องจึงหวังว่า เจ้าจะมาชงชากานี้แทนพวกเราด้วยตัวเอง”
หมิงจี่เก็บพัดในมือ ร่างกายค่อยๆโน้มไปข้างหน้า เรียนเชิญจู้เจียงเจียงด้วยท่าทางจริงใจ
นับเป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้รับการเคารพในยุคสมัยนี้ รู้สึกไม่ชินเล็กน้อย
แต่ไม่นานนางก็สงบลง “นั่งลงดื่มชาสักถ้วยก่อนค่อยคุยกันเถอะ”
นางต้องพิจารณาชากานี้ ถือเป็นโอกาสให้สองพี่น้องตระกูลหมิงได้ลิ้มรสฝีมือของนางอีกสักครั้ง
ไฟในเตาที่ทำกับข้าวเมื่อครู่ยังไม่ดับ จู้เจียงเจียงแค่ต้องเขี่ยถ่านในเตาออกเล็กน้อย เพิ่มไม้ไผ่หลายแผ่น ไฟก็ติดขึ้นมาแล้ว
ขณะกำลังต้มน้ำบนเตาอยู่ ตอนหันกลับมาจะเก็บข้าวเช้าบนโต๊ะ กลับพบว่าสองพี่น้องตระกูลหมิงเริ่มกินกันอย่างไม่เกรงใจแล้ว
“แม่นางมีชามข้าวไหม ข้าอยากดื่มสิ่งนี้” หมิงเหยาฉีกชงโหยวปิ่งมาหนึ่งชิ้นพอดีคำก่อนส่งเข้าปาก ทั้งยังไม่ลืมขอถ้วยดื่มน้ำเต้าหู้กับจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงรีบเอาถ้วยตะเกียบสะอาดสองชุดให้ทั้งสองคน พร้อมเก็บถ้วยที่ตัวเองใช้แล้ว
“คุณชายท่านนี้คือสามีเจ้าหรือ? ทำไมข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นหญิงม่ายคนหนึ่ง?”
หมิงเหยาเป็นคนช่างพูดเหมือนรู้จักกันมานานจริงๆ กล้าพูดไปทุกเรื่อง ไม่กลัวเลยว่าประโยคนั้นของตัวเองพูดผิดไปแล้วจะทำให้คนไม่พอใจ
“ไม่ใช่ ท่านนี้คือแม่ทัพเผย มาดื่มชาเหมือนกับพวกท่าน”
จู้เจียงเจียงกลับไม่ถือสาความตรงไปตรงมาของหมิงเหยา นางรับรู้ได้ว่าหมิงเหยาไม่มีเจตนาร้ายอะไร
“แม่ทัพเผย?!”
ในตอนที่สองคนจากตระกูลหมิงรับรู้ว่าคนที่ร่วมโต๊ะกับพวกเขา ปรากฏว่าเป็นเผยจี้ผู้โด่งดังก็ชะงักไป
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบ” หมิงจี่ยกเต้าหู้ตรงหน้าขึ้น พยักหน้าส่งสัญญาณ
เผยจี้ก็พยักหน้าตอบรับ แต่กลับไม่ได้พูดอะไร
เขารู้ ปัญญาชนกับผู้บัญชาการทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกันมาแต่ไหนแต่ไร ใครก็ไม่ยอมใคร ยามพบหน้า มากสุดก็เพียงพยักหน้าทักทายกันแบบนี้เท่านั้น
ดีที่สถานการณ์อึดอัดนี้มีจู้เจียงเจียงอยู่ ไม่เช่นนั้นบรรยากาศคงตกลงไปถึงจุดเยือกแข็งเป็นแน่
“แม่นาง พวกเขากำลังทำอะไรหรือ? กลิ่นฉุนเหลือเกิน”
“แม่นาง เห็นที่พักอาศัยเจ้าบ้านๆ แต่กับข้าวอร่อยจริงๆ เอาแบบนี้ อาหารการกินในจวนอีกสามวันให้หลัง เจ้าก็ช่วยข้าทำเถอะ...”
หมิงเหยาชวนจู้เจียงเจียงพูดคุยคิกคัก เป็นครั้งแรกที่นางมาในชนบท ‘เฟิ่งหวงสีทอง’ ครั้งนั้นยังดึงดูดนางมาไม่ได้
ครั้งนี้เพื่อสมาคมผู้รู้ พวกเขาเสียสละครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ
ใครใช้ให้นายท่านผู้เฒ่าตระกูลหมิงของพวกเราพูดว่า หากสมาคมผู้รู้ครั้งนี้จัดการได้ดี สำนักศึกษาตระกูลหมิงก็ยกให้บ้านรองของพวกเราดูแลแล้ว
เพื่อสำนักศึกษาตระกูลหมิง พวกเขาทุ่มสุดตัวจริงๆ
“ได้สิ แต่ก็ต้องดูว่าแม่นางหมิงจะยอมจ่ายกี่เหรียญแล้ว” จู้เจียงเจียงเป็นคนที่เมื่อประโยชน์ตกอยู่ในมือแล้วย่อมไม่มีทางคืนให้
ในเมื่อคิดจะสร้างบ้าน เช่นนั้นก็ต้องเตรียมเงินในมือให้เพียงพอ พยายามสร้างให้ดีที่สุด ดังนั้นขอแค่มีงานนางล้วนรับหมด
“เรื่องค่าตอบแทนแม่นางโปรดวางใจ พวกเราตระกูลหมิงแม้ไม่ใช่ตระกูลใหญ่อะไร แต่ก็เป็นผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาสี่สมัย จะไม่เอาเปรียบแม่นางอย่างแน่นอน”
ผู้สืบทอดความรู้และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามมาสี่สมัย!
ยอดเยี่ยมมาก! จู้เจียงเจียงแอบอุทานอย่างตกใจ
ดูแล้ว นางต้องคว้าโอกาสเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับตระกูลหมิงนี้ไว้ให้ดี พยายามส่งเผยเสี่ยวอวี๋ไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงเพื่อร่ำเรียนหนังสือ
หลังตัดสินใจได้แล้ว จู้เจียงเจียงก็เป็นมิตรกับสองพี่น้องตระกูลหมิงเป็นพิเศษ เป็นมิตรจนทำให้เผยจี้ที่อยู่ข้างๆถึงกับตกใจ
จนกระทั่งเกือบถึงช่วงเวลาเที่ยง สองพี่น้องตระกูลหมิงบ่นร้อน พวกเขาอยู่ในบ้านต่อไม่ไหว จึงแสดงท่าทีเกรงใจก่อนจะขอตัวกลับก่อน
“แม่นางหมิง คุณชายหมิง เดินทางปลอดภัย ครั้งหน้ามาใหม่ ข้าจะพาพวกท่านไปเดินเล่นบนภูเขาชา”
หลังจากส่งทั้งสองคนขึ้นรถม้า จู้เจียงเจียงยังเดินไปส่งพวกเขาถึงหน้าหมู่บ้าน
ท่าทางอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก ทำให้เผยจี้โมโหสุดๆ
“จู้เจียงเจียง หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าข้ายังอยู่?!” เผยจี้สองมือกอดอก จ้องมองจู้เจียงเจียงตาเขม็ง สีหน้าบึ้งตึง
ภรรยาของเขา ประจบเอาใจผู้ชายอื่นต่อหน้าแบบนี้ได้อย่างไร ยังเห็นสามีคนนี้อยู่ในสายตาอยู่ไหม?
“ไม่ได้ลืม ข้ากับพวกเขาก็แค่เฮฮาผสมโรงกันเท่านั้น ถ้าหากหน้าระรื่นแล้วให้เสี่ยวอวี๋เข้าสำนักศึกษาตระกูลหมิงได้ นั่นก็ไม่นับว่าเสียหาย”
จู้เจียงเจียงรินน้ำชาให้ตัวเองดับกระหาย “อีกอย่าง ข้ารู้สึกว่าพวกเขานิสัยไม่เลว”
“เจ้าจะส่งเสี่ยวอวี๋ไปเรียนสำนักศึกษาส่วนตัว?” เผยจี้ตกใจ
นี่เป็นเรื่องที่เขายังไม่กล้าคิด กลับกัน นางแค่พบกับคนตระกูลหมิงเพียงครั้งเดียวก็คิดแผนนี้ได้แล้ว
นางช่างใจกล้ายิ่งนัก!
ตอนที่ 28: หลังเหยียบแขนญาติผู้ดีหัก ก็ทำตัวเรียบร้อยทันที
วันนี้จู้เจียงเจียงจะไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงตามที่รับคำเชิญ สองพี่น้องตระกูลหมิงบอกว่าจะให้คนมารับนาง ดังนั้นนางจึงตื่นมาเตรียมตัวตั้งแต่เช้าตรู่
เพียงแต่รอสองพี่น้องตระกูลหมิงเดินทางมา แขกที่ไม่ได้รับเชิญสองคนก็มาถึงเสียก่อน
จู้เจียงเจียงออกจากบ้าน ในมือถือตะกร้าไม้ไผ่เปล่าใบหนึ่ง กำลังเตรียมไปบรรจุชาใหม่ที่ทำเสร็จเมื่อวาน อีกเดี๋ยวจะเอาไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงด้วย
เมื่อออกไปหน้าบ้าน ก็ปะทะเข้ากับหญิงชราตระกูลจู้และป้าจู้ซูเฟินสูงอายุที่ยังไม่แต่งงานคนนั้น กำลังทำลับๆล่อๆ มองเข้ามาในบ้าน
“พวกเจ้ามาทำไมอีก!”
หรืออบรมสั่งสอนครั้งก่อนยังไม่พอ ยังจะกล้ามาอีก? หน้าด้านหน้าทนจริงๆ
หวังซื่อไม่รีบตอบ นางปล่อยแขนของจู้ซูเฟิน ก่อนจะบุกเข้าบ้านตระกูลเผยโดยตรง ท่าทางรีบร้อนมองซ้ายมองขวา เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง
“ใครให้เจ้าเข้ามา ออกไปเดี๋ยวนี้!” จู้เจียงเจียงเกลียดคนไม่ทักทายก็เข้าบ้านแบบนี้ที่สุด
คำพูดของนาง หวังซื่อยังคงทำเหมือนไม่ได้ยิน
ซอยเท้าเล็กๆนั้น เดินจากในบ้านไปถึงนอกบ้านหนึ่งรอบ สุดท้ายถึงวิ่งมาตรงหน้าจู้เจียงเจียงด้วยเสียงหายใจหอบ พลางกล่าวถาม “ท่านแม่ทัพเล่า?”
“ท่านแม่ทัพ?”
ที่แท้ของที่หวังซื่อรีบร้อนหาอยู่เมื่อครู่นั้น ก็คือหาเผยจี้หรอกหรือ
“ยายแก่ เจ้ามาหาแม่ทัพเผยถึงบ้านข้า ก่อนออกจากบ้านมาคงไม่ได้เอาสมองมาด้วยใช่หรือไม่!” จู้เจียงเจียงเหล่มองทั้งสองคนแวบหนึ่งอย่างรังเกียจ ก่อนหมุนตัวไปบรรจุชา
ในเวลาเดียวกันก็ไม่ลืมไล่คน “บ้านข้าไม่มีแม่ทัพเผย พวกเจ้ารีบไปซะ วันนี้ข้าไม่ว่างมาโต้เถียงกับพวกเจ้า”
“ไม่มี? เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มี!”
จู่ๆจู้ซูเฟินก็เริ่มตะโกนเสียงดัง ทำเอาเผยเสี่ยวอวี๋ที่อยู่ในบ้านตกใจตื่นวิ่งออกมาข้างนอก
“มีคนเห็นกับตาตัวเอง สองวันก่อนท่านแม่ทัพอยู่บ้านเจ้าทั้งวัน ยังคิดจะโกหก เจ้าเอาท่านแม่ทัพไปซ่อนไว้ใช่ไหม คิดอยากยึดครองไว้เพียงคนเดียวหรือ ข้าจะบอกเจ้าให้ เจ้ามันก็แค่หญิงม่ายคนหนึ่ง อย่าแม้แต่จะคิด!”
จู้ซูเฟินชี้นิ้วด่าจู้เจียงเจียงยาวเหยียด ด่าจนนางมึนงงไปหมด
นี่หมายความว่าอย่างไร?
นาง…ท่าจะบ้าไปแล้ว!
“จู้ซูเฟิน!”
“ทุกคนรีบมาดูเร็ว หญิงม่ายหน้าด้าน ร่าน ซ่อนผู้ชายไว้ในบ้าน ทำหมู่บ้านเสี่ยวฮวงขายขี้หน้า...”
จู้ซูเฟินไม่ให้โอกาสจู้เจียงเจียงได้พูด วิ่งไปหน้าลานบ้าน โบกแขนทั้งสองข้าง เรียกทุกคนในหมู่บ้านมา
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสองคนตระกูลจู้ครั้งนี้มามีเป้าหมายอะไรกันแน่ แต่คำนี้ของจู้ซูเฟิน เพียงพอจะเป็นเหตุเป็นผลให้จู้เจียงเจียงลงมือได้แล้ว
ตะกร้าไม้ไผ่ในมือถูกนางเขวี้ยงทิ้งลงบนพื้น ก้าวเท้าใหญ่ไปข้างหน้า ตอนตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะสั่งสอนจู้ซูเฟินสักที จู่ๆหวังซื่อก็กอดนางจากด้านหลังไว้แน่น
จู้เจียงเจียงดิ้นขัดขืนอยู่หลายครั้ง หวังซื่อเหมือนทุ่มสุดตัว กอดจู้เจียงเจียงไว้แน่นไม่ยอมปล่อยนางไป
“ยายแก่ หากเจ้ายังไม่ปล่อยข้า ข้าจะตีเจ้าด้วย!”
จู้ซูเฟินเห็นจู้เจียงเจียงถูกจับไว้แล้ว จึงยิ่งด่าก็ยิ่งแสลงหู
“ทุกคนคงยังไม่รู้สินะ? ตอนจู้เจียงเจียงทำการค้าในเมือง หลอกล่อผู้ชายไปไม่น้อย ทั้งเถ้าแก่ร้านขายเนื้อหมูในเมือง ยังมีคนดื่มชา ใครบ้างไม่ใช่ผู้ชาย?”
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าทุกคน เบิกตาให้กว้างๆ มองดูให้ดีๆ ระวังสามีบ้านตัวเองจะถูกนังแพศยาคนนี้หลอกล่อไป” จู้ซูเฟินตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องทำลายชื่อเสียงของจู้เจียงเจียงให้เหม็นเน่า
ทำการค้าก็ไม่คิดถึงตระกูลจู้ของพวกเขา แม่ทัพใหญ่ยังหลงใหลนางอย่างไม่ลืมหูลืมตา
เพราะความรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วของนาง ตระกูลจู้ของพวกเขาจึงถูกคนในหมู่บ้านหัวเราะเยาะอยู่ไม่น้อย เยาะเย้ยว่าพวกเขาโง่เขลา ขายสิ่งล้ำค่านี้ไป เรื่องแต่งงานที่คุยกันดิบดีแล้วพลันยกเลิกไป
ดังนั้น จู้ซูเฟินจะไม่ยอมให้จู้เจียงเจียงที่โดนนางเหยียบไว้ใต้เท้าคนนี้มาอยู่เหนือนางได้เด็ดขาด!
ถ้าปราบไม่ได้ เช่นนั้นใครก็อย่าหวังว่าจะได้มีความสุขเลย
“ห้ามว่าพี่สะใภ้ของข้า!”
จู่ๆเผยเสี่ยวอวี๋ที่หลบอยู่หลังประตูก็วิ่งออกมา พุ่งไปทางจู้ซูเฟินอย่างโมโห ใช้ศีรษะชนจนจู้ซูเฟินเซไปเซมา
จู้ซูเฟินโกรธมาก ยกฝ่ามือตบลงบนใบหน้าของเผยเสี่ยวอวี๋
“ไอ้ลูกหมาไม่มีคนเอา ไม่อยากอยู่แล้วใช่ไหม! แกคิดว่าพี่สะใภ้แกจะออกหน้าแทนแกกับข้าได้หรือ? มาดูว่าวันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้าสองคนพี่สะใภ้และน้องสามีหน้าด้านอย่างไร!”
นางไม่เชื่อว่าจู้เจียงเจียงที่ยอมให้นางเรียกใช้มาตลอดคนนั้นจะกล้าต่อต้าน ครั้งก่อนเพราะมารดากับสะใภ้รองไร้ประโยชน์ ถึงได้ไม่ระวังจนเสียเปรียบให้จู้เจียงเจียง
ครั้งนี้ นางต้องให้พวกนางจำใส่กะโหลกไว้ให้ได้!
จู้ซูเฟินดึงแขนเสื้อ ผลักราวใบชาที่ใกล้นางที่สุดทิ้ง ดึงไม้ไผ่หนึ่งท่อนมา ตั้งท่าจะตีเผยเสี่ยวอวี๋
ในฐานะผู้หญิงที่แกร่งที่สุดในตระกูลจู้ แรงของนางมีมากแค่ไหน จู้เจียงเจียงจำได้ดี
“จู้ซูเฟิน หากเจ้ากล้าตีน้องสามีข้า ข้าจะตีมือตีขาเจ้าให้หัก!”
จู้เจียงเจียงพยายามขัดขืน เกี่ยวนิ้วมือของหวังซื่อที่จับนางแน่นออกทีละนิ้ว
นิ้วมือของหวังซื่อถูกจู้เจียงเจียงดันไปข้างหลังแรงๆ หวังซื่อพลันกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด หลังจากก็ปล่อยจู้เจียงเจียงแล้วนั่งลงกับพื้นนวดมือตัวเอง
ทางนั้นเผยเสี่ยวอวี๋ถูกตีไปหนึ่งไม้ ม้วนงออยู่บนพื้น ไม่กรีดร้องไม่ตะโกนเพียงแต่กำลังตัวสั่น
“แม่นางท่านนี้ มีอะไรพูดกันดีๆ ไม่เห็นต้องทำร้ายคน เสี่ยวอวี๋ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง...” เหลียงเหวินโจวทนดูต่อไปไม่ได้ เดินเข้าไปห้ามอย่างสุภาพ
จู้ซูเฟินไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ยกมือจะทำร้ายคนต่อ
แต่จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสนางแล้ว
เห็นเพียงนางหยิบไม้ท่อนหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน พุ่งไปทางจู้ซูเฟินอย่างโมโห ฟาดไปที่ไหล่ของจู้ซูเฟินหนึ่งครั้ง
เสียงไม้ตีที่ทั้งดังทั้งหนักตีลงบนร่างกาย น่ากลัวจนชาวบ้านรอบข้างหน้ายู่ ในปากเปล่งเสียงร้องตกใจ
“จู้ซูเฟิน ข้าไม่สนว่าวันนี้เจ้าเอาความกล้าอะไรมาหาข้า แต่ในเมื่อมาแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอคิดบัญชีทั้งเก่าและใหม่กับเจ้าไปพร้อมกันให้หมดเลยก็แล้วกัน!”
จู้เจียงเจียงคิดว่า ขอแค่นางกล้าปฏิเสธคนตระกูลจู้ แสดงความกล้านิดหน่อย คนตระกูลจู้ก็จะพบได้ว่า นางไม่ใช่จู้เจียงเจียงคนที่ยอมให้รังแกง่ายๆเมื่อก่อนคนนั้นอีกแล้ว
ใครจะรู้ พวกเขานิสัยเดิมไม่เคยเปลี่ยน ครั้งก่อนพูดเตือนไม่ได้ผล ครั้งนี้นางก็ไม่เกรงใจแล้ว!
โดนไม้หนักขนาดนั้น จู้ซูเฟินแค่กรีดร้องออกมา ทว่ายังไม่ล้มลง กลับกระตุ้นความโกรธยิ่งขึ้น ถลึงตาใส่จู้เจียงเจียงเหมือนจะฆ่าคนอย่างไรอย่างนั้น
“โอ๊ย...ข้าจะฆ่าเจ้า!”
อย่างที่คิด จู้ซูเฟินควบคุมตัวเองไม่อยู่แล้ว พุ่งไปทางจู้เจียงเจียงเหมือนคนบ้า
ด้ามไม้ไผ่ที่ถืออยู่ในมือไม่ยกสูงเหนือศีรษะจะตีคนแล้ว แต่กลับเอาปลายแหลมด้านหนึ่งพุ่งเข้าหาจู้เจียงเจียง คิดอยากจะแทงคน
“เฮ้ย! สะใภ้เล็กระวัง...”
คนในหมู่บ้านต่างหวาดกลัว เสียงกรีดร้องของผู้หญิงและพวกเด็กๆ ดังลั่นไปทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
จู้เจียงเจียงอยู่ใกล้ผู้หญิงนั่นขนาดนั้น ไม้ไผ่ยังยาวแบบนั้น นางต้องหนีไม่ทันเป็นแน่ ประเดี๋ยวต้องมีคนตายแน่นอน
แต่จู้เจียงเจียงไม่จำเป็นต้องหนี เพียงแค่เอียงตัวก็หลบการแทงนี้ได้อย่างง่ายดาย
พร้อมกันนั้นยังจับด้ามไม้ในมือของจู้ซูเฟินไว้ ยกเท้าขึ้นเหยียบ ด้ามไม้ก็หักจากตรงกลาง เกิดเสียงดัง *แกรบๆ*
“ถึงตาข้าบ้าง!”
จู้เจียงเจียงกระชากจู้ซูเฟินและไม้ไผ่มาข้างหน้า จู้ซูเฟินทรงตัวไม่ได้ ล้มลงบนขี้หมากองหนึ่งบนพื้น
ยังไม่รอให้นางตั้งสติ จู้เจียงเจียงก็เหยียบลงบนแขนของนาง
เท้ายกสูงนั้น เหยียบลงไปแรงๆอีกครั้ง คนถูกเหยียบกระดูกหักดัง *กร๊อบ* ส่งเสียงร้องสยดสยองออกมา
“ซูเฟิน ลูกสาวของข้า...” หวังซื่อยิ่งยอมรับไม่ได้ หมดสติไป
“ขยะ!”
จู้เจียงเจียงสบถเสียงเย็น ตอนหมุนตัวไปประคองเผยเสี่ยวอวี๋ที่พื้น ถึงพบว่ามีกลุ่มคนยืนอยู่ด้านหลัง เป็นผู้ชายสองคนกำลังยืนอ้าปากค้าง
“เอ่อ...แม่ทัพเผย คุณชายหมิง ข้าไม่ได้ทำนะ” จู้เจียงเจียงทำตัวเรียบร้อยขึ้นมาฉับพลัน เริ่มโกหกหน้าตาย?
ตอนที่ 29: ชั่วพริบตานางก็ดูสวยขึ้น
“แม่นาง พวกเราเห็นหมดแล้ว” หมิงจี่เตือนอย่างใจดี
เผยจี้เงียบไม่พูดจา ก้าวเท้าใหญ่ไปข้างหน้า สีหน้าเคร่งเครียดประคองเผยเสี่ยวอวี๋ที่หดตัวอยู่บนพื้นขึ้นมาพร้อมกับจู้เจียงเจียง “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เห็นรอยฝ่ามือบนหน้าของเผยเสี่ยวอวี๋ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกโมโห “มาหาท่าน ไม่เจอท่านก็เลยทำร้ายคน”
“มาหาข้า?”
เผยจี้มองจู้ซูเฟินแวบหนึ่ง “ข้าไม่รู้จักนาง”
“ข้าไม่สน ดอกท้อเน่าของท่าน แก้ปัญหาเอาเอง ข้าจะพาเสี่ยวอวี๋กลับห้องไปทายา”
หวังซื่อสองคนวันนี้เอ่ยปากก็ตามหาเผยจี้ ไม่ใช่คนตามจีบเขาแล้วอะไร?
วิธีการพูดแบบนี้ เผยจี้รีบแสดงออกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ในเวลาเดียวกันก็เหมือนจะได้กลิ่นน้ำส้มสายชูนิดๆ?
“ใต้เท้า ตัดสินแทนข้าน้อยด้วย...”
จู้ซูเฟินยังไม่เข้าใจสถานการณ์ พยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีลุกขึ้นจากพื้น ลากมือที่บาดเจ็บของตัวเอง ร้องไห้อย่างเสแสร้ง
บาดเจ็บหนักเช่นนี้ก็พลันรู้สึกว่าตัวเองมีเหตุผล ในตอนที่คิดว่าเผยจี้จะต้องกล่าวโทษจู้เจียงเจียงแทนตัวเองอย่างแน่นอนนั้น ก็เห็นเพียงเผยจี้ยกมือถือดาบที่พกติดตัวขึ้นมา กดลงบนไหล่ของจู้ซูเฟิน พลางกล่าวอย่างรังเกียจว่า “อย่าเข้ามา”
ภรรยาของเขาโกรธแล้ว น้องสาวของเขาก็ถูกทำร้าย และเหมือนผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ก็คือผู้ร้าย เผยจี้จะไม่ชักสีหน้ากับนางได้อย่างไร?
“ท่านแม่ทัพ นางแพศยาคนนั้นทำร้ายข้า” จู้ซูเฟินอึ้งอยู่กับที่ ยังมิวายพยายามโยนความผิดไปให้จู้เจียงเจียง
“แม่นางท่านนี้ โปรดระวังคำพูดของเจ้าด้วย!”
ดูแคลนภรรยาของเขาแบบนี้ สีหน้าของเผยจี้ยิ่งเข้มจนน่ากลัว “ยังมีอีก หากเจ้ามีเรื่องร้องทุกข์ก็ไปศาลาว่าการ ข้าไม่ออกหน้าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้อง”
คำเหล่านี้ของเขาลำเอียงและเหน็บแนมอย่างเปิดเผย ทำให้ชาวบ้านรอบๆ ปิดปากหัวเราะเยาะ
หมิงจี่มองประเมินเผยจี้แวบหนึ่ง เขาเหมือนจะได้รู้เรื่องลับสุดยอดบางอย่างเข้าแล้ว
ในบ้าน จู้เจียงเจียงทายาให้เผยเสี่ยวอวี๋เสร็จ ก็ให้นางเปลี่ยนชุดสะอาด รวมถึงตัวเองก็เปลี่ยนของตัวเองด้วย
หมิงจี่มาแล้ว วันนี้รับปากว่าจะไปชงชาที่สำนักศึกษาตระกูลหมิง จะชักช้าไม่ได้ นางต้องเตรียมตัวเดี๋ยวนี้
“เสี่ยวอวี๋ วันนี้เจ้าไปรอข้าที่บ้านปู่สวี่ หากมีใครมาหาอีก ห้ามวู่วามออกไปเหมือนเมื่อครู่เข้าใจไหม?”
จู้เจียงเจียงเปียผมให้ตัวเองไปพลาง กำชับเผยเสี่ยวอวี๋ไปพลาง
แต่น่าจะไม่มีใครกล้ามาอีกกระมัง จู้ซูเฟินกับหวังซื่อนอนนิ่งอยู่ข้างนอกขนาดนั้นแล้ว
“พี่สะใภ้สวยจัง”
ถึงแม้บนหน้ายังแดงแสบ แต่เผยเสี่ยวอวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา
ไม่บ่อยนักที่พี่สะใภ้ของนางจะสวมกระโปรงสวยๆแบบนี้ ทั้งยังแต่งหน้าแต่งตัว ต่างจากวันปกติสิ้นเชิง สวยจนนางไม่อยากจะเชื่อ
“จริงหรือ?” จู้เจียงเจียงหันกลับไปลูบศีรษะของเผยเสี่ยวอวี๋ “เสี่ยวอวี๋สบายใจได้ รอเราสร้างบ้านเสร็จ พี่สะใภ้จะซื้อผ้าสวยๆมากมาย และของในห้องทั้งหมดให้เจ้าใหม่ดีไหม?”
เพราะในบ้านเก่าทั้งในและนอกของตระกูลเผยล้วนเป็นดินโคลน ดังนั้นพวกนางพี่สะใภ้และน้องสามีจึงไม่เคยสวมกระโปรง และไม่ได้ซื้อ
ชุดฮั่นฝูที่นางสวมวันนี้ก็ซื้อมาในชาติก่อน วางทิ้งไว้ในช่องว่างมิติมาโดยตลอด วันนี้จำใจต้องหยิบมาช่วยแก้ฉุกเฉิน
ไม่รู้ว่าชุดฮั่นฝูที่มีองค์ประกอบของยุคปัจจุบันเล็กน้อยนี้ จะถูกคนในยุคนี้ยอมรับหรือไม่?
ช่างเถอะ ออกไปก่อนค่อยว่ากัน
จู้เจียงเจียงใช้ผ้าไหมสีแดงผูกเป็นโบคู่กับผมเปีย แล้วจัดระเบียบชุดตั้งแต่หัวจรดเท้าของตัวเองอีกครั้ง ก่อนจูงมือเผยเสี่ยวอวี๋ออกมา
ชาวบ้านข้างนอกยังดูเรื่องสนุกหัวเราะขำขันกันอยู่ หมิงจี่พิงรออยู่ข้างรถม้าอย่างเบื่อหน่าย เผยจี้ลดสถานะตัวเองลงและกำลังเก็บราวใบชาที่ถูกจู้ซูเฟินผลักล้ม
ดูเป็นธรรมชาติมาก!
จนกระทั่งตอนจู้เจียงเจียงปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็เหมือนหยุดนิ่งไปในชั่วพริบตา
“โอ๊ะ...” เสียงร้องตกใจค่อยๆดังขึ้น เสียงหนึ่งต่อเสียงหนึ่ง เนิ่นนานไม่หยุด
เผยจี้นั่งยองๆ เก็บใบชาบนพื้นได้ยินก็พลันเงยหน้าขึ้น เห็นจู้เจียงเจียงปิดประตูเดินมาทางเขาพอดี ชั่วพริบตานั้น หน้าอกเขาเหมือนถูกกระแทกเจ็บปวดจี๊ดๆ
ก็แม้แต่หมิงจี่ที่ก้มหน้าเล่นนิ้วอยู่ข้างรถม้า แม้จะไม่เคยรู้สึกอะไรกับจู้เจียงเจียงมาก่อน ตอนเห็นนางยามนี้ก็ยังละสายตาไม่ได้
ครึ่งเดือนก่อน เขาเคยไปดื่มชาที่ร้านชาของนาง จู้เจียงเจียงตอนนั้นทั้งดำทั้งผอม แห้งเหี่ยวเหมือนไม้ท่อนหนึ่ง
ทำไมตอนนี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปได้มากขนาดนี้!
ไม่เพียงแค่หมิงจี่ที่คิดแบบนี้ ทั้งหมดที่อยู่ในสถานที่นี้ก็ตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของจู้เจียงเจียงทั้งสิ้น
ภาพในความทรงจำของพวกเขา จู้เจียงเจียงเหมือนผู้หญิงบ้านๆส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน
ถึงแม้หลังจากนางหาเงินได้ ไม่สวมเสื้อผ้าเย็บปะ กลับยังสวมชุดโบราณผ้าป่านเนื้อหยาบ ผมคลุกฝุ่นใบหน้าเปื้อนโคลน ไม่มีอะไรแตกต่างกับคนอื่นเลยสักนิด
ก็ก่อนเข้าบ้านเมื่อกี้ นางยังเป็นรูปร่างหน้าตาเหมือนสาวชนบท เหตุใดออกประตูมาอีกครั้ง ทำไมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแบบนี้?
ชุดกระโปรงยาวสีขาวหุ้มถึงตาตุ่มถูกลมพัดเบาๆ ไปตามการก้าวเดินของนาง ทิ้งเงาสีขาวเป็นแผ่นๆไว้ในอากาศ
เสื้อสีแดงสั้นกระดุมจีนบนตัว แขนเสื้อยาวถึงแค่ข้อศอก เผยแขนเสื้อสีขาวด้านในออกมา
บนเสื้อสั้นสีแดงปักดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆไว้หลายดอก ยามสายลมพัดมากลีบดอกก็ร่วงหล่นลงมาตามสายลม ทำให้เห็นเหมือนยืนอยู่ในทุ่งดอกไม้
ผ้าไหมสีแดงที่ผูกในเส้นผมและเอว เมื่อตัดกับชุดสีขาวที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่ของสายตา ก็ช่างดูพอดิบพอดี และยิ่งตัดกับเสื้อสีแดงจึงช่วยกันขับเน้นให้ชวนมองและดูสวยสะดุดตา
สีแดงที่จู้เจียงเจียงสวมใส่นี้ ช่างไม่เข้ากันกับดินสีเหลืองของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเลยสักนิด
และยังขัดกับผู้คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอีกด้วย
“ปู่สวี่ วันนี้ข้าต้องไปชงชาที่สำนักศึกษาตระกูลหมิง เสี่ยวอวี๋คงต้องรบกวนท่านดูแลแทนข้าแล้ว” จู้เจียงเจียงมาหยุดตรงหน้าสวี่เหล่าเกิน เอ่ยปากกับเขาด้วยความเกรงใจ
สวี่เหล่าเกินมองค้าง พักหนึ่งถึงพยักหน้าช้าๆ “ได้ ได้...”
จัดการเผยเสี่ยวอวี๋เรียบร้อย จู้เจียงเจียงถึงหมุนตัวเดินไปหาเผยจี้
รับตะกร้าใบชาที่เขาเก็บขึ้นมาพูดว่า “วันนี้แม่ทัพเผยมา มีธุระอะไรหรือ? อีกเดี๋ยวข้ายังต้องออกไปข้างนอก ถ้าหากไม่รีบร้อนละก็ พรุ่งนี้แม่ทัพค่อยมาใหม่เถอะ”
เขามาหานางเกือบทุกวัน ก็ไม่แปลกที่จู้ซูเฟินจะเข้าใจผิดคิดว่านางซ่อนเผยจี้ไว้ในบ้าน
เผยจี้เงียบไม่พูด แค่มองสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าหนึ่งรอบ จดจำลักษณะตอนนี้ของนางไว้
“แม่ทัพเผย?” จู้เจียงเจียงเห็นเขาเหม่อ จึงเรียกชื่อเขาออกมาอีกครั้ง
เผยจี้ถึงได้สติ “วันนี้ข้ามาเพราะอยากไปสำนักศึกษาตระกูลหมิงพร้อมกับเจ้า”
ก็ได้ เขายอมรับ เขาเป็นห่วงกลัวว่านางจะถูกสมาคมผู้รู้อะไรนั่นรังแก ดังนั้นจึงรีบมาเป็นพิเศษอยากไปพร้อมกับนาง
ในสมาคมผู้รู้นั้นมีแต่ปัญญาชน นางเป็นสาวชนบทไม่มีความรู้ ไปแล้วอาจจะรู้สึกกลัวและน้อยเนื้อต่ำใจอย่างห้ามไม่ได้
หากเขาไปด้วย บางทีอาจปลอบใจนางได้นิดหน่อย เพราะเขาก็ไม่เคยเรียนหนังสือ
“ท่านก็ไปด้วย?” จู้เจียงเจียงทำหน้าตกใจ สายตาหมุนไปบนตัวหมิงจี่ที่อยู่ไม่ไกล ยืนยันความจริงเรื่องนี้กับเขา
ระหว่างทางที่มาหมิงจี่เจอเขาพอดี เผยจี้จึงพูดเรื่องนี้ขึ้น ซึ่งเขาก็ตอบรับแล้ว
ในเมื่อทางเจ้าบ้านไม่คัดค้าน เช่นนั้นนางก็ไม่มีอะไรต้องพูด “งั้นก็ไปเถอะ”
ตอนที่ 30: การสู่ขอที่ไม่เคยพบเคยเจอ
จู้เจียงเจียงเดินถึงข้างรถม้าตระกูลหมิง ยังไม่ทันขึ้นไป หน้าหมู่บ้านก็มีแขกไม่ได้รับเชิญสองสามคนมาหานาง
“เด็กน้อยบ้านจู้ ยินดีด้วย ยินดีด้วย เรื่องมงคลของเจ้ามาแล้ว...” ป้าซ่งโบกมือเรียกไปพลาง ปากก็พูดเสียงดังไปพลาง ดังจนลั่นไปทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวง
“เรื่องมงคล?”
คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงยืนอยู่ด้านหลังจู้เจียงเจียงเป็นกอง อยากรู้มากกว่าตัวเจ้าของเองเสียอีก
คนที่มาคือนายหน้าค้าทาสที่มีชื่อเสียงไปสิบลี้แปดหมู่บ้าน นางมาไม่เรื่องซื้อสัตว์ก็เรื่องแต่งงาน
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงของพวกเขาไม่มีสัตว์ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องมาพูดเรื่องการแต่งงาน เพียงแค่จู้เจียงเจียงเป็นสะใภ้ใหม่ของที่นี่แล้ว ยังมีเรื่องแต่งงานได้อย่างไร?
จู้เจียงเจียงมองหมิงจี่อย่างขอโทษแวบหนึ่ง นางก็ไม่รู้ว่าจะมีคนมีธุระกับนางเยอะแบบนี้
“ป้าซ่ง ตอนนี้ข้ามีธุระต้องรีบไป ท่านมาหาข้ามีเรื่องอะไร พวกเราพูดกันตรงๆได้ไหม?”
นางไม่อยากมาค่อยๆคาดเดาเรื่องมงคลจากปากของป้าซ่ง อีกสองคนที่เข้าหมู่บ้านมาพร้อมนาง จู้เจียงเจียงก็ไม่รู้จัก คิดแต่จะรีบออกเดินทาง ไม่อย่างนั้นต้องล่าช้าเป็นแน่แล้ว
ป้าซ่งไม่เห็นด้วย เข้ามาดึงมือจู้เจียงเจียงอย่างสนิทสนม ตาทั้งคู่เบิกกว้างมองนาง “อุ้ย ไม่เจอกันแค่ไม่กี่เดือน สาวน้อยบ้านจู้โตและสวยขึ้นแล้ว”
หากนางรู้ล่วงหน้าว่าจะสวยแบบนี้ ตอนแรกก็คงเก็บจู้เจียงเจียงมาเลี้ยงดูอย่างดี แล้วค่อยไปขายในหอ คงหาเงินได้มากกว่านี้
แต่ว่าคิดดูแล้ว วันนี้กล่อมดูหน่อย นางก็หาเงินได้หลายตำลึง
“ป้าซ่ง ตอนนี้ข้าเป็นสะใภ้ตระกูลเผยแล้ว ท่านอย่าเรียกข้าสาวน้อยบ้านจู้อีก” จู้เจียงเจียงแก้ให้ถูกต้อง
“ชู่...”
ป้าซ่งส่งสัญญาณลับๆ ให้จู้เจียงเจียงอย่าพูดไร้สาระ ดึงนางถอยหลังไปสองก้าว พูดเสียงกระซิบ “สาวน้อย ข้ามาสู่ขอเจ้า คนที่มาวันนี้เขาถูกใจเจ้า อีกเดี๋ยวเจ้าอย่าพูดจาไร้สาระ ข้าบอกกับพวกเขาแล้ว เจ้าคือญาติห่างๆของตระกูลเผย เจ้ายังไม่ได้แต่งงาน”
“สู่ขอ?” จู้เจียงเจียงตกตะลึง ยังมีการทำแบบนี้ได้ด้วย?
แล้วใครให้ป้าซ่งหาคู่แต่งงานมาให้นางตามอำเภอใจ!
“ป้าซ่ง ข้าแต่งงานแล้ว มีเหตุผลอะไรต้องแต่งงานอีกรอบ ความหวังดีของท่านข้ารับไว้ด้วยใจแล้ว เชิญท่านกลับไปเถอะ” จู้เจียงเจียงพูดเสียงดังไม่ให้ความร่วมมือ
นางเลือกหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เพื่อเป็นหัวหน้าครอบครัวหนึ่ง จะได้มีโอกาสร่ำรวย ไม่ใช่อยากแต่งงานจริงๆ
เห็นสองคนนั้นที่ร่วมทางมาด้วย ชายหนุ่มที่หลบอยู่หลังหญิงแก่ เหมือนลูกแหง่ไม่มีผิด ดูก็รู้หากนางแต่งงานด้วยจริงๆ อยู่บ้านแม้แต่สิทธิ์พูดก็ไม่มี จะอิสระเหมือนที่นี่ได้อย่างไร
“อะไร? สู่ขอ!”
ได้ยินป้าซ่งมาสู่ขอจู้เจียงเจียง คนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็นั่งไม่ติดแล้ว
สวี่เหล่าเกินเดินตรงไป โจมตีขับไล่ป้าซ่งทันที “ป้าซ่ง ท่านทำแบบนี้ได้อย่างไร สะใภ้เล็กกราบไหว้ฟ้าดินกับเสี่ยวจ้าวของพวกเราแล้ว ตอนนี้นางคือคนมีสามี จะแต่งงานใหม่ไม่ได้?”
“ถุย!”
ป้าซ่งก็ไม่ได้หาเรื่องได้ง่าย นางเริ่มพูดสั่งสอนสวี่เหล่าเกิน “ไอ้แก่ กราบไหว้ฟ้าดินอะไร คนตายทำได้ที่ไหน ข้าขอเตือนเจ้า อย่าขัดขวางเรื่องโชคชะตาเนื้อคู่ของสาวน้อย ระวังอายุสั้น”
“เจ้า ทำไมเจ้าปากร้ายแบบนี้ เสี่ยวจ้าวของเรายังไม่ตาย เขาสร้างคุณูปการอยู่ชายแดน!” สวี่เหล่าเกินถกเถียงด้วยความโกรธจนหน้าแดงหูแดงไปหมด
“สร้างคุณูปการอะไร ชายแดนสงบนานแล้ว คนถึงตอนนี้ยังไม่กลับก็คือตายแล้ว...”
ปากป้าซ่งคนเดียวรบกับทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวง สถานการณ์เดือดขึ้นมาทันที ดังก้องอยู่ในภูเขา รบกวนจนคนปวดหัว
เผยจี้ในฐานะที่เป็นตัวเองในคำพูดของพวกเขา พยายามข่มความโกรธไว้ในใจมาโดยตลอด
เขาหงุดหงิดและอึดอัด
ในเมื่อจู้เจียงเจียงแต่งเข้าตระกูลเผยของพวกเขา เช่นนั้นนางก็คือภรรยาของเขา ตอนนี้กลับมีคนคิดจะเป็นชู้ และยังไร้เหตุผล พูดไร้สาระต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
ยั่วโมโหเขาสุดๆ!
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว!” จู้เจียงเจียงทนไม่ไหวตะคอกเสียงดัง
ทั้งสองฝั่งที่โต้เถียงกันหยุดลงทันที
แค่หยุดเงียบได้ครู่เดียว เสียงร้องขอจากผู้ชายที่ขวัญหนีดีฝ่อเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
ทุกคนมองตามเสียงไป เห็นแค่ผู้ชายที่มาสู่ขอพร้อมกับป้าซ่ง กำลังถูกดาบเล่มหนึ่งจ่อที่คอ สั่นล้มอยู่บนพื้นกับมารดาของเขา
และคนที่ดึงดาบข่มขู่พวกเขาก็คือเผยจี้
เมื่อครู่ตอนเตือนจู้ซูเฟินเขายังไม่ได้ชักดาบออกจากฝัก ทว่าตอนนี้กลับดึงดาบออกมาจ่อคอคนที่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย!
“ไม่ได้ ท่านแม่ทัพ” จู้เจียงเจียงวิ่งมากดมือของเผยจี้
นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมารอบตัวเขา แต่นางไม่อยากให้เพราะเรื่องเล็กๆของตัวเองทำให้เขาต้องฆ่าคน
“ท่านแม่ทัพเผย ท่านดูนะ จู้เจียงเจียงก็คือผู้หญิงร่านคนหนึ่ง นางแต่งงานแล้ว กลับยังให้ป้าซ่งมาสู่ขอ หรือท่านยังเห็นธาตุแท้ของนางไม่ชัดเจนอีก?!”
จู้ซูเฟินเห็นเช่นนี้ก็ไม่ทิ้งโอกาส ยอมทนเจ็บแต่ไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะดูถูกจู้เจียงเจียงทิ้งไป เดินหน้าทั้งร้องทั้งด่า
พูดจบ สายตาดุร้ายก็หันไปหยุดที่ผู้ชายที่มาสู่ขอจู้เจียงเจียงคนนั้น จ้องเขม็งไปยังพวกเขา ในใจมีความพอใจที่ได้แก้แค้นบางอย่าง
เพราะว่า แม่ลูกที่มาสู่ขอตรงหน้าคู่นี้ เป็นครอบครัวที่ถูกใจนางก่อนหน้านี้
พวกเขาได้ยินว่านางมีหลานสาวที่ร่ำรวยคนหนึ่ง จึงยกเลิกงานแต่งไป ทั้งยังบอกอีกว่าจะมาแต่งจู้เจียงเจียงเป็นภรรยา
นางโมโหมากจึงพาหวังซื่อมา อยากจะทำลายชื่อเสียงของจู้เจียงเจียง พร้อมกันนั้นก็ลองยั่วแม่ทัพใหญ่ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
จู้เจียงเจียงถือว่าได้ประสบแล้ว อะไรเรียกที่ว่า ‘คนบนโลกที่ทนเห็นคุณได้ดีไม่ได้ที่สุดก็คือญาติของคุณเอง’
คนนอกยังรู้จักเข้าข้างนาง พูดแทนนาง จู้ซูเฟินกลับเติมน้ำมันลงบนไฟตลอด เกลียดจนอยากให้นางตายไป
“ป้าซ่ง มิตรภาพระหว่างเราก็แค่วันเดียวเท่านั้น ไม่ติดค้างเงินทองกัน ความเกรงใจที่ข้ามีต่อท่าน หวังว่าท่านจะไม่ใช้มันเป็นข้ออ้างในการยุ่งเกี่ยวกับชีวิตของข้า เรื่องในวันนี้ข้าจะถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น และหวังว่าจะไม่มีครั้งหน้าอีก”
จู้เจียงเจียงรู้สึกว่าป้าซ่งเข้าใจผิดแล้ว ตอนนั้นนางแสดงออกว่าเป็นคนเรียบร้อยก็เพื่อจะได้มีอิสระ ไม่ได้แสดงเพื่อให้ป้าซ่งจัดการนางได้ตามอำเภอใจ
ป้าซ่งคิดแบบนั้นจริงๆ
นางคิดว่านางทำแบบนี้ จู้เจียงเจียงจะรู้สึกสำนึกบุญคุณ ถึงอย่างไรนางก็แต่งกับคนตัวเป็นๆ ย่อมดีกว่าแต่งกับคนตายคนหนึ่ง
“สาวน้อยบ้านจู้ ข้าทำแบบนี้เพราะหวังดีกับเจ้านะ”
“ไม่จำเป็น” จู้เจียงเจียงปฏิเสธอย่างเฉยชา เชิญนางกลับไป “ป้าซ่งเชิญเถอะ ไม่อย่างนั้นคงมีคนตาย”
นางมองไปทางเผยจี้แวบหนึ่ง แกล้งข่มขู่
เผยจี้ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี บนมือค่อยๆใช้แรง บนคอของผู้ชายคนนั้นเริ่มผิวถลอก เกิดเส้นสีแดงจางๆ
“ข้าไม่แต่งแล้ว ข้าไม่แต่งแล้ว อย่าฆ่าข้า...” ชายหนุ่มตกใจหนีหัวซุกหัวซุน
ป้าซ่งและมารดาของเขาเห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
นี่ก็โหดเหี้ยมเกินไป พวกนางก็แค่มาสู่ขอ ทำไมแค่ไม่ระวังก็ต้องจบชีวิตด้วยเล่า?
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงน่ากลัวมากจริงๆ ต่อไปนางจะไม่มาอีกแล้ว!
“แม่นาง” หมิงจี่ที่ขึ้นรถม้าไปแล้วเร่งจู้เจียงเจียงผ่านทางหน้าตารถ
พวกเขาล่าช้ามานานเกินไปแล้ว หากไม่ออกเดินทาง สมาคมผู้รู้ก็จะจบลงแล้ว
“ไปเดี๋ยวนี้”
จู้เจียงเจียงหันหน้ามายิ้มให้เขาอย่างขอโทษ และไม่รอให้ทุกคนรู้ตัว ยกเท้าถีบจู้ซูเฟินล้มลงกับพื้น
“นี่คือผลของการปากมาก!”
จู้เจียงเจียงจัดระเบียบกระโปรงอย่างยโส หมุนตัวขึ้นรถม้า ปรับอารมณ์ให้ดีที่สุด ตอนออกจากหมู่บ้านยังไม่ลืมยื่นหน้าออกมา สั่งเหลียงเหวินโจว “เจ้าหนอนหนังสือ ไล่สองคนนี้ออกไป ข้าจะคัดลอกบทความในสมาคมผู้รู้กลับมาให้เจ้า?”
จบตอน
Comments
Post a Comment