divorce ep211-220

 ตอนที่ 211: คนตระกูลเผยถูกบีบให้ยอมรับความพ่ายแพ้


“บังอาจ ใจกล้าจริงๆ!”


โจวเหลียงเพิ่งนั่งลงในศาลยังไม่ทันพูด เผยเฉิงก็ด่าตำหนิเขาแล้ว “นายอำเภอเล็กๆคนหนึ่ง บังอาจนัก! ถึงกับกล้าคุมตัวลูกสาวของข้า ”


เผชิญหน้ากับคำด่าทอของเผยเฉิง โจวเหลียงก็ดูจะสงบนิ่งมาก


เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างช้าๆ “ใครมาเสียงดังในศาล?”


เผยเฉิงเห็นโจวเหลียงไม่รู้จักเขา เขาก็ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่ ก้าวเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พูดอย่างโมโหว่า “ข้าคือเผยเฉิง อดีตแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ เด็กน้อยอย่างเจ้าไม่รู้จักฉายานามของข้าหรือ?!” 


ไม่รู้จักหรือ?


โจวเหลียงเหล่มองเผยเฉิงแวบหนึ่ง เพราะเขารู้จักฐานะของเผยเฉิงเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่มีความกลัวเลยสักนิด


“ที่แท้คือผู้อาวุโสเผย แม่ทัพขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ในอดีต…” เขาจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘ราชวงศ์ในอดีต’ 


“เรียนถาม ตอนนี้ผู้อาวุโสเผยมีฐานะอะไร? ตำแหน่งขุนนางอะไร?”


เผยเฉิงไม่มีตำแหน่งขุนนางแล้ว เขาในตอนนี้ก็คือสามัญชนคนหนึ่ง


ถึงแม้โจวเหลียงจะเป็นเพียงนายอำเภอในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเผยเฉิง เขาก็กล้าที่จะเผชิญหน้า


“เจ้า!”


เผยเฉิงถูกถามจนอึ้งไปชั่วขณะ ครึ่งวันก็พูดอะไรไม่ออก ตอนนี้เขาไม่มีตำแหน่งขุนนางจริงๆ เผยซังก็ไม่มีเหมือนกัน ภายใต้สถานการณ์นี้ พวกเขาไม่มีข้อได้เปรียบอะไรเลย 


จริงด้วย! ตระกูลเผยของพวกเขายังมีเผยจี้อยู่!


“ใต้เท้าโจว เจ้าอย่าลืม ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะไม่ใช่แม่ทัพแล้ว แต่ตระกูลเผยของเรายังมีคนหนึ่งที่เป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์อยู่ หากเจ้าเข้าใจดีแล้วก็รีบปล่อยเซวียนเอ๋อร์เสีย!”


“หรือที่ผู้อาวุโสเผยพูดถึงก็คือเผยจี้?”


เหมือนโจวเหลียงจะเดาไว้แล้วว่าเผยเฉิงจะยกเผยจี้ออกมา เขาจึงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน เผยเฉิงจะยกใครมาก็ตามสบาย เขาพร้อมรับมือ


“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น รบกวนผู้อาวุโสเผยไปเชิญเขามาขอคนกับข้าด้วยตัวเอง มิเช่นนั้น เกรงว่าคุณหนูสูงศักดิ์ท่านนี้จะมีข้อหาเพิ่มอีกหนึ่งข้อเสียแล้ว”


เมื่อพูดจบ โจวเหลียงก็หยิบป้ายคำสั่งจากถังไม้บนโต๊ะขึ้นมาหนึ่งอัน ยิ้มแล้วโยนไปบนพื้น 


ป้ายคำสั่งหนึ่งอันเท่ากับโบยยี่สิบไม้


เจ้าหน้าที่ในศาลเห็นแบบนั้นก็เข้าไปกดเผยเซวียนทันที ไม่สนการห้ามของคนตระกูลเผยนอกศาลและการขัดขืนของเผยเซวียน กระบองไม้ถูกฟาดลงไปโดยตรง


“อ๊าก...”


“เซวียนเอ๋อร์!” ครั้งนี้เจียงหมิงเยว่ตกใจจนสลบไปจริงๆ


เผยเฉิงเห็นโจวเหลียงเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้น กล้าตีลูกสาวสุดที่รักของเขาจริงๆ เขาจึงรีบให้เผยซังกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวงไปเรียกเผยจี้ให้มารับตัวคน


ผ่านเรื่องเมื่อวานที่อู่จิ้นผิงแยกพวกเขาสามคนออกไปจากที่นี่โดยไม่มีเหตุผลใดๆ เผยซังก็เดาเรื่องราวทั้งหมดได้แล้ว


เกรงว่าเรื่องนี้คงมีคนวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้วอย่างแน่นอน เพื่อมอบบทเรียนหนึ่งให้กับเผยเซวียน อีกทั้งเรื่องนี้ไท่ช่างหวงก็รับรู้ด้วย ตอนนี้เขาไปเชิญเผยจี้มา กลัวว่าคงเชิญมาไม่ได้


“ยังนิ่งอยู่ทำไม รีบไป! เจ้าอยากจะมองดูน้องสาวของเจ้าถูกตีจนตายหรือ?!” เสียงเผยเฉิงเร่งอย่างร้อนใจ


เผยซังอยากพูดอะไรบางอย่าง ปากขยับแค่เพียงเล็กน้อยทว่ากลับไม่ได้พูดอะไรออกไป ก่อนจะหมุนตัวจากไป 


เขาเร่งขี่ม้าเร็วกลับไปยังหมู่บ้านเสี่ยวฮวง และตรงไปที่ลานบ้านของตระกูลเผย


จู้เจียงเจียงเหมือนรู้ว่าเขาต้องมาหานาง จึงตั้งใจรออยู่ที่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน


“คุณชายเผย น้องสาวท่านยังสบายดีใช่ไหม?”


เห็นเผยซังเหงื่อท่วมตัวลงจากหลังม้า จู้เจียงเจียงก็ทักทายเขาก่อนโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง


นางตรงไปตรงมาแบบนี้ คำพูดที่เผยซังเตรียมมาตลอดทางจึงไม่ได้ใช้เลย


เขานั่งลงตรงข้ามนาง รินชาถ้วยหนึ่งให้ตัวเอง หลังจากดื่มอึกหนึ่งถึงถามว่า “อาจี้ล่ะ?”


“เขาอยู่ที่สวนชา”


ได้ยินนางพูดถึงสวนชา เผยซังก็ยิ่งเกรงใจจนพูดไม่ออก


เดิมเผยเซวียนทำผิดในเรื่องนี้ หากนางไม่สั่งหรูอี้ให้ไปเผาสวนชา ก็คงไม่ทำให้จู้เจียงเจียงโกรธ


หรือบางที หลังจากที่นางหลุดพ้นข้อกล่าวหา แล้วรู้จักเก็บนิสัยแย่ๆของตนเองลงไปหน่อย ไม่ก่อเรื่องอื่นๆตามมาอีก นางก็คงไม่ถูกคนของที่ว่าการจับไปขังและทุบตี


สรุปแล้ว ก็เป็นเผยเซวียนเองที่หาเรื่องทั้งหมด


“น้องสะใภ้ ตอนข้ากลับมา เซวียนเอ๋อร์กำลังโดนโบยยี่สิบไม้ นางคงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่บนเตียงหลายวัน เช่นนี้เจ้าหายโกรธได้หรือยัง?”


ท่าทางเผยซังไม่เดือดไม่ร้อน เขาดื่มชาอย่างผ่อนคลาย


เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรนอกจากการนั่งจิบชา จู้เจียงเจียงไม่ยอมพูด เขาร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์


“กฎหมายของราชวงศ์ต้าหลี่มีบัญญัติไว้ว่า หากกระทำผิดต้องเสียค่าปรับสองร้อยเหวิน โบยยี่สิบไม้ ข้าก็แค่ชาวบ้านตัวเล็กๆทั่วไปคนหนึ่ง จะกล้าท้าทายกฎหมายของราชวงศ์ต้าหลี่ได้อย่างไร พี่ใหญ่ อย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย”


จู้เจียงเจียงใช้กลยุทธ์ในการหลบหลีกปัญหา โดยยกกฎหมายของราชวงศ์ต้าหลี่ขึ้นมาอ้าง 


อีกทั้งนางยังเรียกเขาว่าพี่ใหญ่ หากเขายังรับน้องสะใภ้คนนี้อยู่ ก็ไม่ควรจะพูดเรื่องนี้อีก


เผยซังฟังเข้าใจแล้ว


เขาถอนหายใจ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก หลังดื่มชาในมือหมดก็จากไป


เผยซังเชิญเผยจี้มาไม่ได้ ทำได้แต่สั่งอาหารห่อจากโรงเตี๊ยม พร้อมนำเสื้อผ้าใหม่สองชุดและเครื่องนอนไปให้เผยเซวียนถึงที่ว่าการ


โจวเหลียงเห็นแบบนี้กลับไม่พูดอะไร รับของที่พวกเขาให้เผยเซวียนเงียบๆ


ในห้องขังเมื่อคืน นางผ่านหนึ่งคืนไปโดยลำพัง คิดว่าคงได้รับความลำบากบ้างแล้ว


วันนี้ถูกโบยครบยี่สิบไม้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ ก็ให้นางพักผ่อนให้เต็มที่ ต่อไปยังมีการโบยอีกห้าสิบไม้รออยู่


“ลูกอนุบ้าคนนั้น กล้าต่อต้านไม่ยอมมาช่วยน้องสาวตัวเอง แบบนี้มันจะเกินไปแล้ว!”


เผยเฉิงไม่พอใจมากเรื่องที่เผยซังเชิญเผยจี้มาไม่ได้ หลังจากทั้งสามคนออกจากที่ว่าการ ก็ตรงกลับไปที่บ้านพักในหมินซู่ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


หลังจากถามคนในร้านและรู้ว่าเผยจี้อยู่ที่สวนชา เผยเฉิงก็ไปที่สวนชาเพียงลำพัง


เผยจี้กำลังตัดกิ่งก้านที่หักของต้นชาอยู่ในภูเขา พวกเผยเสี่ยวอวี๋ก็อยู่ด้วย


“ลูกอนุสารเลว น้องสาวเจ้าถูกคนจับตัวไปคุมขังอยู่ในคุก แต่เจ้ากลับมาทำงานชั้นต่ำอยู่ที่นี่ ช่างทำให้ข้าที่เป็นบิดาผิดหวังจริงๆ!” เผยเฉิงเดินผ่านสวนชาที่ถูกเผาทำลาย ในที่สุดก็หาเผยจี้เจอ


แต่เผยจี้กลับเผชิญหน้ากับการด่าทอของเขาอย่างเฉยเมย แม้แต่มองก็ไม่มอง และยังคงตั้งใจทำงาน ‘ชั้นต่ำ’ ในมือต่อไป 


เผยเฉิงตวาดเสียงดัง “ข้าพูดกับเจ้าอยู่ ท่าทางของเจ้านี้คืออะไร!”


เผยจี้ยังคงไม่สนใจ


เผยเฉิงข่มขู่ “เผยจี้ เจ้าอย่าลืมว่าตอนนี้เจ้ายังคงเป็นคนในตระกูลเผยของพวกเรา ข้าสั่งให้เจ้ารีบไปพาน้องสาวของเจ้ากลับมา หากเซวียนเอ๋อร์เกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าก็คือคนบาปของตระกูลเผย!”


เผยจี้ได้ยินเขาพูดเกี่ยวกับคนในครอบครัว ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง


เขาหยุดงานในมือแล้วหันไปมองกองเถ้าถ่านด้านหลัง พูดว่า “แม่ทัพอาวุโสเผย ที่นี่คือสวนชาของภรรยาข้า แต่มันถูกลูกสาวท่านเผาทำลายไป”


เผยจี้จ้องเขาพูดต่อว่า “ตระกูลเผยของพวกท่านไม่เพียงไม่ขอโทษภรรยาข้า กลับยังปกป้องลูกสาวของท่าน ตอนนี้ท่านจะให้ข้าไปช่วยคนที่ลอบวางเพลิงคนนั้น ท่านเห็นว่าข้าเป็นคนโง่หรือ?”


นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเน้นย้ำสถานะของตัวเองต่อหน้าของเผยเฉิง


ตอนนี้ทั้งตระกูลเผย เขาคือแม่ทัพ ไม่ว่าเรื่องอะไร คำพูดเขาคือคำขาด!


“เจ้า ทำไมเจ้าถึงพูดแบบนี้ออกมาได้ ไอ้ลูกอกตัญญู!” เมื่อเผชิญกับแรงกดดันอันไร้รูปร่างของเผยจี้ เผยเฉิงก็อดกลัวไม่ได้


ทำไมเผยจี้คนนี้ถึงเลือดเย็นแบบนี้?


เมื่อก่อนตอนอยู่ที่หลี่จิง เขายังสุภาพเกรงใจ ปฏิบัติต่อพวกเขาสองผู้เฒ่าราวกับลูกแท้ๆ แต่ทำไมพอมาถึงที่นี่ เขากลับควบคุมเผยจี้ไม่ได้แล้ว?


“เดิมทีข้าก็ไม่ใช่ลูกชายของท่าน” เผยจี้ยิ้มเยาะ


หมุนตัวกลับไปทำงานต่อ


ในเมื่อเขาถวายจดหมายเลือดให้ฮ่องเต้แล้ว ตัวตนก็เปิดเผยแล้ว เขาก็ไม่กลัวที่จะให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นแค่ตัวปลอมคนหนึ่ง


อีกทั้งเขามีพ่อแม่ของตัวเองอยู่แล้ว ทำไมต้องไปยอมรับคนที่ไม่ชอบมาเป็นพ่อด้วย?


ตอนที่ 212: คิดหาวิธีใช้เงินมาสร้างเงิน


“ข้าปลูก!”


“ข้าปลูก!”


“เฮ้ ป้าสาม ข้าพูดก่อนนะ แน่นอนว่าบ้านพวกเราต้องได้ปลูกก่อน!”


“การทำสวนไม่มีการแบ่งก่อนหลัง ข้ามีร่างกายแข็งแรงกว่าเจ้า เหมาะสมกับการทำสวนมากกว่า...”


วันนี้จู้เจียงเจียงเรียกทุกคนในหมู่บ้านมาประชุม เนื้อหาหลักคือพูดเรื่องสร้างโรงเรือนปลูกเห็ด


นางเพิ่งพูดจบว่าจะหาคนมาปลูกเห็ด ยังไม่ทันพูดถึงวิธีการปลูก ทุกคนในหมู่บ้านก็ทะเลาะกันอยู่ในลานบ้านนางแล้ว


ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านนอกจากปลูกข้าว ปลูกต้นชา และบางครั้งก็ช่วยแปรรูปผักและผลไม้แห้งให้จู้เจียงเจียง งานอย่างอื่นก็ไม่มีแล้ว


ได้ยินว่าการสร้างโรงเรือนปลูกเห็ดเป็นการซื้อขายในระยะยาว ทุกคนก็แสดงตัวอยากจะเข้าร่วมกันหมด


พวกคนในหอจินชิวกำลังมองดูความสนุกอยู่ชั้นบนฝั่งตรงข้าม พวกเขาเพิ่งกลับมาจากหมินซู่ สวี่กู้ที่ว่างมากก็รีบตะลีตะลานราวกับเหาะขึ้นไปชั้นสอง และถามฉินเฟิงว่า “พวกแม่นางจู้กำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ?”


“แม่นางจู้กำลังหาคน ต้องการสร้างโรงเรือนปลูกเห็ด” ฉินเฟิงพูดเสียงเรียบ


ได้ยินคำนี้ ดวงตาทั้งสองของสวี่กู้ก็อดจะที่จะเปล่งประกายแสงไม่ได้ “มีงานให้ทำอีกแล้วหรือ?”


“...” เผชิญหน้ากับการตอบสนองของสวี่กู้ ฉินเฟิงหมดคำพูด ปฏิกิริยาของเขาเหมือนอู่จิ้นผิงทุกอย่าง


ช่วงเวลาที่สถานศึกษาปิดเรียนนี้ พวกเขาสองคนว่างและเบื่อกันมากใช่หรือไม่?


ถึงกับตั้งตารอและคาดหวังให้จู้เจียงเจียงมาเรียกพวกเขาไปทำงาน หรือพวกเขาจะลืมสถานะของตัวเองไปแล้ว?


“ทุกคนเงียบกันก่อน!”


จู้เจียงเจียงตะโกนเสียงดัง แต่ไม่มีประโยชน์


ส่วนเผยจี้ที่แค่ยกถ้วยชามา แล้วนั่งลงข้างๆนาง ยังมีประโยชน์เสียกว่า


พวกชาวบ้านเห็นเผยจี้เข้าร่วมประชุมก็สงบลงทันที


จู้เจียงเจียงมีใบหน้าจนใจอยากร้องไห้ ดูท่าวันหลังนางจะพูดอะไร ก็พาเผยจี้มาด้วยดีกว่า


“ทุกคนฟังข้าพูดก่อน การสร้างโรงเรือนปลูกเห็ดครั้งนี้ ข้าจะใช้ระบบการลงทุนร่วมกัน หมายความว่าทุกคนจะต้องร่วมลงทุนด้วยในช่วงแรกจำนวนหนึ่ง”


“หา? ยังต้องลงทุนเงินด้วยหรือ?”


“หมายความว่าอย่างไร ให้เงินแล้วมาทำงานด้วยหรือ?”


พวกชาวบ้านที่ได้ยินเรื่องการลงทุนร่วมกันในการปลูกเห็ด ก็เริ่มไม่สงบแล้ว


อันที่จริงจู้เจียงเจียงเข้าใจความรู้สึกของพวกเขามาก ให้เงินแล้วมาทำงาน เรื่องโง่แบบนี้ใครจะทำกัน?


แต่ในเมื่อนางกล้าพูดออกไป เช่นนั้นก็แสดงว่านางมีความมั่นใจที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ


ปีนี้คนในหมู่บ้านได้ทำงานร่วมกับนาง ได้เงินมาไม่มากก็น้อย แต่ที่จนใจก็คือ พวกเขากำเงินไว้ในมือตัวเองแน่น เสียดายที่จะจ่ายออกไป


จู้เจียงเจียงรู้ว่าพวกเขากลัวความจน กำเงินไว้ในมือถึงจะรู้สึกสบายใจ


แต่หากทุกคนทำแบบนี้กันหมดละก็ เงินก็จะไม่หมุนเวียน ระบบเศรษฐกิจก็จะไม่มีการพัฒนา


ในคนในหมู่บ้านมีแต่นางที่ยอมใช้เงิน ซื้อที่ดิน บ่อกุ้ง สร้างสถานศึกษาและโฮมสเตย์ ทำให้คุณภาพชีวิตของนางและพวกชาวบ้านไม่สามารถใช้คำว่าค่อยๆดึงระยะห่าง แต่เป็นการขึ้นบินไปบนฟ้า แล้วทิ้งพวกเขาอยู่ข้างหลังไกลๆ


ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน การนำพาทุกคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกันถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบของนาง และเป็นความเต็มใจของนางด้วย


ดังนั้น จู้เจียงเจียงจึงเกิดแนวคิดเอาโครงการสร้างโรงเรือนปลูกเห็ดมาให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในโครงการ ช่วยให้ทุกคนใช้เงินเพื่อหารายได้


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย พวกเราทำเหมือนเมื่อก่อนได้ไหม ท่านให้เมล็ดพวกเราไปปลูกก็จบแล้ว” มีชาวบ้านคนหนึ่งพูดด้วยท่าทีอ้อนวอน


“ใช่ๆ พวกเรารู้สึกว่าแบบนั้นก็ดีอยู่แล้ว” ชาวบ้านทุกคนทยอยกันคล้อยตาม


เหมือนตอนแรก คนในหมู่บ้านปลูกข้าวและต้นชาที่ได้ผลผลิตสูง ล้วนเป็นจู้เจียงเจียงให้เมล็ดกับพวกเขา ให้พวกเขาปลูกโดยตรง


ทำไมตอนนี้ถึงไม่ได้แล้วล่ะ?


ตอนแรกที่จู้เจียงเจียงให้เมล็ดข้าวพวกเขาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เป็นเพราะในหมู่บ้านประสบอุทกภัย พวกเขาไม่มีเมล็ดพันธุ์จะไปเพาะปลูก


เพื่อไม่ให้พวกเขาหมดหวังต่อการมีชีวิตต่อไป นางถึงยอมควักกระเป๋าช่วยเหลือ


ส่วนต้นชา พวกเขาก็ลงนามสัญญาร่วมมือกับนางแล้ว หลังจากต้นชาโตเต็มที่ ใบชาที่เก็บได้ทั้งหมดต้องมาขายให้นาง ดังนั้นนางถึงให้ต้นกล้ากับพวกเขาอย่างไม่คิดเงิน


แต่นางคงทำแบบนี้ไปตลอดชีวิตเหมือนแม่แก่ๆคนหนึ่งไม่ได้ ต้องคอยป้อนข้าวไปถึงปาก พวกเขาถึงได้กินใช่ไหม?


อีกอย่างการสร้างโรงเรือนนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่าย


“ลุงป้าน้าอาทุกท่าน การปลูกเห็ดจำเป็นต้องสร้างโรงเรือน ในการสร้างก็ต้องใช้กันสาดกันฝน เสื้อกันฝนและกันสาดบ้านข้าตอนนี้ขายดีแค่ไหน ทุกคนคงรู้ดี”


“หากให้ทุกคนควักเงินซื้อเอง ทุกคนจะยอมได้ไหม?” จู้เจียงเจียงไม่เตือนสติพวกเขาไม่ได้ 


เพื่อจะเก็บกันสาดมาใช้ปลูกเห็ด นางปฏิเสธการร่วมมือเสื้อกันฝนและรองเท้ากันฝนไปเท่าไร เป็นไปไม่ได้ที่คนในหมู่บ้านจะไม่รู้


ทุกวันมีพ่อค้าแม่ค้ามาขอซื้อของที่โรงงานของนางไม่น้อย โดยเฉพาะปลายปีที่ยังมีฝนตกบ่อยๆ นางมีธุรกิจอย่างไม่ขาดสายจริงๆ


คนในหมู่บ้านได้ยินคำนี้ก็เริ่มลังเล


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย หากจะปลูกเห็ดหนึ่งหมู่ต้องการกันสาดเท่าไร?”


จู้เจียงเจียงรู้ ที่จริงแล้วพวกเขาอยากถามว่าที่ดินหนึ่งหมู่ต้องใช้เงินซื้อกันสาดเท่าไร “ที่ดินหนึ่งหมู่ต้องใช้กันสาดประมาณสิบผืน หนึ่งผืนก็คือเงินห้าตำลึง”


กันสาดที่สร้างโรงเรือนใหญ่กว่ากันสาดที่กู้เฟิงเจี้ยนต้องการตอนนั้น อยากบังเห็ดทั้งหมดก็ต้องใช้กันสาดเยอะแบบนี้


เมื่อกันสาดผืนใหญ่ เป็นธรรมดาที่ราคาจะไม่ถูก


“อะไรนะ? ที่ดินหนึ่งหมู่ต้องใช้เงินซื้อกันสาดถึงห้าตำลึง!” ทุกคนในหมู่บ้านตกใจกันหมด


ตอนนี้ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จะมีครอบครัวเกษตรกรที่มีกำลังในการจ่ายเงินห้าตำลึงครั้งเดียวมีกี่บ้านกัน?


นี่จู้เจียงเจียงเอาเปรียบทำร้ายพวกเขาไม่ใช่หรือ!


“โอ๊ย งั้นปลูกไม่ไหว ปลูกไม่ไหว...” คนในหมู่บ้านทยอยโบกมือปฏิเสธ คิดจะยอมแพ้แผนงานนี้ แต่ก็ยังมีบางคนที่ลังเลใจ


สาเหตุที่พวกเขาลังเลคือ หากพวกเขายืนกรานทำงานตามจู้เจียงเจียงก็จะมีเนื้อกินแน่นอน!


เพียงแต่เงินตำลึง พวกเขาไม่มีจริงๆ


“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย หากร่วมลงทุนละก็ ต้องใช้เงินเท่าไร?” ที่น่าตกใจคือ คิดไม่ถึงว่าเหลียงเหวินโจวจะเป็นคนแรกที่เอ่ยถามเรื่องร่วมลงทุนกับจู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงอึ้งไปครู่หนึ่ง


ในความทรงจำ หลังจากเรื่องสอบขุนนางปีที่แล้ว เขาก็ไม่เคยพูดสักประโยคกับนางอีกเลย


มีหลายครั้ง นางเรียกคนในหมู่บ้านมาประชุม เขาก็ไม่มา


ครั้งนี้เขาไม่เพียงมา แต่ยังถามข้อสงสัยออกมาด้วยตัวเอง ไม่เพียงแค่นางที่รู้สึกประหลาดใจ แม้แต่คนในหมู่บ้านคนอื่นๆก็ประหลาดใจมากเหมือนกัน


“เกี่ยวกับเรื่องร่วมลงทุนปลูกเห็ด ข้าจะเอารายได้ครึ่งหนึ่งออกมาแบ่งเป็นหนึ่งร้อยส่วน หนึ่งส่วนหนึ่งตำลึง หนึ่งบ้านจำกัดการซื้อที่สิบส่วน” จู้เจียงเจียงอธิบายให้เหลียงเหวินโจว และทุกคนในหมู่บ้านฟังอย่างใจเย็น


ประชากรในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงรวมกันก็ประมาณร้อยคน หนึ่งร้อยส่วนพอให้พวกเขาแบ่งแล้ว


“หนึ่งส่วนหนึ่งตำลึง นั่นก็ไม่น้อย หากไม่ได้เงินล่ะจะทำอย่างไร?”


เกี่ยวกับรายได้ เป็นปัญหาที่ร่วมลงทุนทุกคนสนใจมากที่สุด ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้


จู้เจียงเจียงพูดเหตุผลมากมายเกี่ยวกับการร่วมลงทุน ยังไม่สู้พูดข้อมูลตัวเลขให้พวกเขาฟัง


“ต้นปีตอนข้าพบเห็ดอยู่หลังเขา เอาแค่ในที่ดินเพาะเลี้ยงต้นกล้าผืนนั้น ข้าก็เก็บเห็ดสดได้เกือบสามพันจิน”


“การเก็บเห็ดไม่ใช่ปีละครั้ง หากสร้างโรงเรือน หนึ่งปีก็เก็บได้หลายครั้ง โดยพื้นฐานครึ่งเดือนได้หนึ่งชุด ของนี้คนอื่นไม่มี ถึงเวลาจะขายได้เงินเท่าไร ไม่ต้องให้ข้าพูดมากแล้วใช่หรือไม่?”


เห็นมีตลาดอยู่ อีกทั้งตลาดยังกว้างใหญ่มากๆ!


มันขายเป็นของสดได้ ยังขายเป็นของแห้งได้ ขอแค่ไม่ใช่เพราะอากาศหรือคนทำ ก่อให้เห็ดในโรงเรือนเสียหาย จู้เจียงเจียงก็มีความมั่นใจที่จะขยายตลาดเห็ดไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่


ตอนที่ 213: ยกร้านมาถึงเมืองเจียงหนานโดยตรง


“แล้วส่วนแบ่งการร่วมลงทุนนี้ สามารถปันผลกำไรได้กี่ปี?”


“ขอเพียงข้าจู้เจียงเจียงไม่ล้ม โรงเรือนยังอยู่ก็จะแบ่งเงินให้ทุกคนตลอดไป!”จู้เจียงเจียงรับประกันกับทุกคนอย่างเด็ดเดี่ยวหนักแน่น


เสียงนี้จบ พวกชาวบ้านก็เข้าสู่ในความเงียบสงัด มองหน้ากันและกันพักหนึ่ง


“จากที่ข้าดู ครั้งนี้แม่นางจู้จะต้องถูกบีบให้แพ้แน่...” สวี่กู้สองมือกอดอก ดูความสนุกเรื่องคนอื่นโดยไม่กลัวเรื่องจะบานปลาย


จู้เจียงเจียงไม่ได้ยินเสียงของเขาเพราะไม่มีกำลังภายใน แต่เผยจี้ได้ยิน


เห็นเพียงสายตาตักเตือนของเขากวาดมองมา สวี่กู้ก็ลูบจมูกอย่างร้อนตัว ยิ้มแหยๆให้เขา ขอร้องให้ปล่อยผ่านไป


ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งจู้เจียงเจียงถอดใจรู้สึกว่าใกล้จะหมดหวัง จู่ๆ ในฝูงชนก็มีเสียงเรียกร้องจะซื้อส่วนแบ่งดังออกมาอย่างกระตือรือร้น


“ข้าซื้อสองส่วน!”


“บ้านของพวกเราก็ซื้อสองส่วน”


“เฮ้อ ตาแก่คนนี้ก็จะเอาด้วยแล้วกัน ข้าซื้อหนึ่งส่วน หาเงินไว้เป็นทุนค่าโลงศพก็ยังดี...”


จู้เจียงเจียงตกใจกับความกระตือรือร้นของพวกชาวบ้าน ตอนถอยหลังถึงกับสะดุดส้นเท้า เกือบล้มลงไปบนพื้น โชคดีมีเผยจี้ช่วยไว้ นางถึงไม่ได้ขายหน้าต่อหน้าชาวบ้าน


“เซินหมิ่น บันทึกการถือส่วนแบ่งให้ทุกคนด้วย!”


“เจ้าค่ะ!”


เซินหมิ่นทนรอแทบไม่ไหว ยกพู่กันเริ่มเขียนอย่างรวดเร็ว


ที่จริงตอนจู้เจียงเจียงเสนอการปลูกเห็ดแบบร่วมลงทุน เซินหมิ่นก็ขอซื้อไปสิบส่วนแล้ว ด้วยประสบการณ์เรื่องธุรกิจที่ถูกกล่อมเกลามาตั้งแต่เด็ก นางเชื่อมั่นว่าธุรกิจนี้จะต้องทำกำไรได้อย่างแน่นอน!


ไม่เพียงแต่ธุรกิจปลูกเห็ดเท่านั้น ต่อไปนี้ไม่ว่าจู้เจียงเจียงจะทำธุรกิจร่วมลงทุนแบบไหน เซินหมิ่นก็จะซื้อทุกอย่าง


และสิ่งนี้ก็ทำให้ในอนาคตอีกไม่นาน นางจะกลายเป็นเศรษฐินีตัวน้อย ให้บิดามารดาและพี่ชายเปลี่ยนมุมมองต่อนางใหม่


ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนนี้ มีเจ็ดส่วนที่ซื้อส่วนแบ่งร่วมลงทุนกับจู้เจียงเจียง แต่ก็ยังมีอีกสามส่วนที่เสียดายเงิน ไม่อยากจ่ายเงินจำนวนนี้


ดังนั้น ในมือจู้เจียงเจียงจึงยังเหลือส่วนแบ่งร่วมลงทุนอยู่ไม่น้อย


นางเอาส่วนแบ่งร่วมลงทุนไปบอกกับคนงานในโรงเตี๊ยม บ่อกุ้งและโรงงาน เพียงไม่นานส่วนแบ่งก็ขายหมด


ถึงแม้จะซื้อส่วนแบ่งไปแล้ว แต่การปลูกเห็ดก็ยังต้องการกำลังคน ตอนจู้เจียงเจียงประกาศหาแรงงาน คนในหมู่บ้านจึงกระตือรือร้นขึ้นอย่างชัดเจน


ถึงอย่างไรโรงเรือนที่ตัวเองร่วมลงทุน ยกให้คนอื่นมาดูแล พวกเขาไม่วางใจ


ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นหลังจากจ่ายเงิน พวกชาวบ้านก็พากันพร้อมอุปกรณ์ไปยังหลังเขา


หลายวันก่อนจู้เจียงเจียงได้มาหลังเขาพร้อมกับเผยจี้ วาดตำแหน่งที่จะสร้างโรงเรือนเอาไว้แล้ว


นอกจากพื้นที่ที่เคยปลูกเห็ดแล้ว พวกเขายังวาดเครื่องหมายบริเวณเชิงเขาอีกหลายแห่ง


ที่ดินเชิงเขาดูไม่ค่อยราบเรียบ ยังมีหินก้อนใหญ่จำนวนมาก ดังนั้นก่อนสร้างโรงเรือน พวกเขาจำเป็นจะต้องเกลี่ยดินให้เรียบก่อน ซึ่งต้องทุบหินให้แตกก่อนขนย้ายออกไป


เผยจี้สวมแค่เสื้อที่ไม่มีแขนตัวหนึ่ง เผยไหล่ทั้งสองอยู่ ในมือยกค้อนเหล็กที่หนักราวสิบกว่าจิน


เพียงครั้งเดียวที่ใช้แรงลงไป หินก้อนใหญ่ก็แตกออกเป็นสี่ห้าส่วน


หลังจากกลายเป็นเศษชิ้นเล็กๆ คนในหมู่บ้านก็เข้ามาเคาะต่อให้เล็กกว่าเดิม และเก็บไว้ใช้ทับโรงเรือน


ทางนี้กำลังทุบหิน ทางจู้เจียงเจียงก็กำลังนำพวกผู้หญิงในหมู่บ้านไปตัดไม้ไผ่มาทำโครง อู่จิ้นผิงและสวี่กู้ก็อยู่ด้วย


ทุกคนกระตือรือร้นทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ถึงแม้จะเหนื่อยล้าแต่ใบหน้าของทุกคนก็เปี่ยมไปด้วยความสุข


“พี่หญิงจู้ เถ้าแก่เถียนมาหาเจ้าค่ะ ตอนนี้รออยู่ที่บ้าน พี่รีบกลับไปเถอะ” เซินหมิ่นวิ่งมาหาจู้เจียงเจียง


“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”


จู้เจียงเจียงเลื่อยไม้ไผ่ถึงครึ่งแล้ว จะหยุดลงตอนนี้ไม่ได้


ทำงานในมือเสร็จถึงลุกขึ้นกลับบ้าน


ช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มร่างกายกำยำในหมู่บ้านมีน้อยมากๆ งานแบบนี้นางจึงต้องทำแทนผู้ชายไปเลย


แต่พูดถึงเรื่องนี้ คนตระกูลเถียนนี้ก็ช่างใจเย็นกันจริงๆ พักอยู่ในโฮมสเตย์เกือบสิบวันถึงตัดสินใจได้ว่าจะทำธุรกิจอะไร


พวกเขาไม่กังวลเลยว่านางจะเอาธุรกิจไปทำกับคนอื่น


บ้านตระกูลเผย


จู้เจียงเจียงกลับมาจากหลังเขา ทั้งตัวเต็มไปด้วยเศษดินและเศษไม้ไผ่ หยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้าน ใช้ผ้ากันเปื้อนปัดๆ ก่อนจะเดินเข้าประตูไป


“เถ้าแก่เถียน พวกท่านมาแล้วหรือ?”


สามคนของตระกูลเถียนอยู่กันครบ อีกทั้งเซินหมิ่นก็ได้ยกชามาให้พวกเขาแล้ว จู้เจียงเจียงจึงไม่ต้องทำอะไร ตรงไปนั่งในห้องรับแขกได้เลย “เป็นอย่างไรบ้าง ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะทำธุรกิจอะไร?”


“ปลา กุ้ง!”


เถียนเหลียงมั่นใจมาก “พวกเราทำธุรกิจปลาและกุ้ง อีกทั้งพวกเราตัดสินใจจะเปิดร้านที่เมืองเจียงหนานโดยตรง!”


“โอ้?”


จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจมากที่พวกเขามีกำลังขนาดนี้ ถึงขั้นย้ายร้านมาที่นี่เลย


เถียนเหลียงมองออกว่านางกำลังคิดอะไร ดังนั้นถึงค่อยๆอธิบายว่า “เถ้าแก่จู้ ท่านเป็นคนบอกเอง เจียงหนานปลากุ้งเนื้อเด้ง ผลไม้หอมหวาน พวกเราไม่เปิดร้านที่นี่ จะให้ไปเปิดที่ไหน?”


“ดังนั้น เมืองเจียงหนานจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการขายปลาและกุ้ง!”


หลายวันที่พวกเขาสามคนตระกูลเถียนถกเถียงกันว่าจะทำธุรกิจอะไร นอกจากพวกเขาทั้งสามคนจะไปดูกิจการทั้งหมดที่จู้เจียงเจียงมีแล้วรอบหนึ่ง ยังไปสำรวจในเมืองมาอีกด้วย


บทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》นี้ทำให้พวกเขาตัดสินใจย้ายร้านมาที่เมืองเจียงหนาน จุดสำคัญในการทำธุรกิจปลาและกุ้ง


บทเพลงนี้ไม่เพียงแค่คนในเมืองเจียงหนานร้องเป็น มันได้เผยแพร่ไปถึงทุกเมืองใกล้เคียง ถึงขนาดยังแพร่กระจายไปไกลกว่านั้นอีกด้วย


ด้วยความช่วยเหลือจากเพลงนี้ สักวันหนึ่งเมืองเจียงหนานจะกลายเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่


เมื่อถึงเวลานั้น ธุรกิจของพวกเขาก็จะเป็นที่นิยม และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป


จู้เจียงเจียงชื่นชมความสามารถในการมองการณ์ไกลของตระกูลเถียน ที่จริงนางหวังให้มีร้านหนึ่งซื้อขายปลาและกุ้งของนางมาตั้งนานแล้ว


ที่นางไม่เปิดเอง เป็นเพราะยุ่งจนไม่มีเวลา


ส่วนการร่วมมือ นางไม่ใช่ไม่เคยพิจารณาร้านอื่นในเมืองเจียงหนาน แต่ความสามารถในการทำธุรกิจของคนในเมืองยังไม่มากพอ


ที่มีความสามารถ เช่นหมิงจี่ คนตระกูลหมิงก็ไม่ให้เขาทำการค้า การร่วมมือก็ยิ่งหายากมากขึ้น


แต่สวรรค์ย่อมเมตตาคนที่มีความตั้งใจ ทำให้จู้เจียงเจียงได้มาพบกับคนตระกูลเถียนที่เต็มใจปักหลักที่เมืองเจียงหนาน


“เถ้าแก่เถียนมีกำลังจริงๆ!”


จู้เจียงเจียงไม่พูดมากก็ตอบตกลง “เซินหมิ่นไปเอาหนังสือสัญญามา”


สามคนตระกูลเถียนเห็นนางตอบตกลงง่ายแบบนี้ ในเวลาเดียวกันบนใบหน้าต่างเต็มไปด้วยรอยยิ้มตื่นเต้น “ขอบคุณเถ้าแก่จู้!”


“พี่หญิงจู้ เมื่อครู่พี่ไปไหนมาหรือ ทำไมถึงแต่งตัวแบบนี้?” เถียนหลานอยากรู้อยู่นานมากแล้ว


ตามหลักแล้ว ธุรกิจที่จู้เจียงเจียงทำใหญ่กว่าพวกเขาตระกูลเถียนไม่รู้กี่เท่า ทำไมยังแต่งตัวแย่ๆแบบนี้?


“อันนี้หรือ…” จู้เจียงเจียงก้มหน้ามองเสื้อผ้าบนตัวแวบหนึ่ง ยิ้มและพูดว่า “เมื่อครู่ข้าอยู่หลังเขา ทำงานสร้างโรงเรือนพร้อมกับทุกคน บนตัวเปื้อนดินเล็กน้อยต้องขอโทษด้วย”


“ท่านยังไปทำงานที่สวน?” ไม่เพียงเถียนหลานที่ตกใจมาก ยังมีเถียนเหลียงและเถียนเยี่ยด้วย


“ถูกต้อง ทำไมหรือ?”


“ไม่...” ทั้งสามคนหัวเราะอย่างเขินอาย แล้วส่ายหน้า


จู่ๆ เถียนเหลียงเหมือนคิดอะไรได้ หันหน้ามาพูดกับลูกชายลูกสาวตัวเองว่า “พวกเจ้าดูอย่างเถ้าแก่จู้ อายุพอๆกับพวกเจ้า คนเขาเป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่ ยังไปทำงานที่สวน จิตวิญญาณในการทำงานหนักแบบนี้ พวกเจ้าควรเอาเป็นแบบอย่าง”


“...” จู่ๆ กลายเป็นต้นแบบอย่างแบบไม่ทันตั้งตัว จู้เจียงเจียงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย


นางทำงานไม่ใช่เรื่องปกติหรือ?


“พี่หญิงจู้ หนังสือสัญญาเจ้าค่ะ” เซินหมิ่นลงมาจากชั้นบน เอาหนังสือสัญญายื่นให้จู้เจียงเจียง


จู้เจียงเจียงถึงได้สติ เริ่มปรึกษาหารือเงื่อนไขในการร่วมมือกับทั้งสามคนของตระกูลเถียน


ตอนที่ 214: รับงานของแม่สื่อคนหนึ่ง


“นี่มันที่บ้าบออะไรกัน ห้องครัวพังๆด้านข้างยังมีคนนอนกรนตอนตอนกลางคืน ท่านแม่ ข้าไม่อยู่ที่นี่...”


ครอบครัวเผยเฉิงโกรธแค้นที่เผยจี้เย็นชาไร้น้ำใจกับพวกเขา จึงตัดสินใจย้ายออกจากที่พักในหมินซู่ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ไปพักที่โรงเตี๊ยมในเมืองแทน


เผยเซวียนอยู่ในห้องขังมาโดยตลอด วันนี้ถึงโบยครบจำนวน หลังออกจากที่ว่าการ นางก็ถูกรับตัวมาถึงโรงเตี๊ยมโดยตรง


เพียงแค่คืนเดียว นางก็ทนไม่ไหวแล้ว วิ่งไปงี่เง่าในห้องของสองเฒ่าตระกูลเผย


เผยเฉิงเคยชินกับการพักในหมินซู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง เพราะที่พักกว้างขวาง บริการดี อาหารก็อร่อยสดใหม่ เขาชอบมากๆ


ดังนั้น เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม ในใจเขาจึงมีความโกรธเคืองอยู่ไม่น้อย


แต่หากจะให้เขากลับไปเป็นแขกอาศัยที่บ้านของคนอื่นอีก เขาก็ไม่อยากบากหน้าไป


เผยเฉิงทนเสียงร้องไห้งอแงของเผยเซวียนไม่ไหว ตบโต๊ะตะคอกเสียงดังว่า “หยุดร้องไห้เสียที!”


เผยเซวียนตกใจกับท่าทางของบิดาอย่างมาก จึงหยุดร้องไห้และไม่กล้าส่งเสียงทันที


“พรุ่งนี้ข้าจะไปหาเผยจี้ หากมันยังไม่เห็นว่าตัวเองเป็นคนของตระกูลเผย ปฏิเสธการแต่งกับเซวียนเอ๋อร์ ข้าก็จะเอาเรื่องที่มันเป็นตัวปลอม ประกาศให้รู้กันทั่วเมืองไปเลย!”


เผยเฉิงใช้ชีวิตมาทั้งชีวิต ไม่เคยโกรธแบบนี้มาก่อน


อยู่เมืองหลวงไม่มีใครกล้าไม่ไว้หน้าเขาแบบนี้ แต่พอมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เขากลับพบเจอแต่พบอุปสรรค ไม่มีใครเห็นอยู่ในสายตา นี่จะให้เขาทนไหวได้อย่างไร?


คำพูดนี้ของเผยเฉิง เผยซังที่ตัวอยู่ห้องข้างๆ ได้ยินอย่างชัดเจน


เขาส่ายหน้าอย่างจนใจ พร้อมถอนหายใจออกมา


ทำไมพวกเขาจะต้องย้ายมาพักที่โรงเตี๊ยม แล้วลากเขามาด้วย? เขารู้สึกว่าที่พักในหมินซู่ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ดีอยู่แล้ว


ในขณะที่ตระกูลเผยกำลังรู้สึกกลัดกลุ้ม ธุรกิจของจู้เจียงเจียงก็กำลังรุ่งเรือง


โรงเรือนปลูกเห็ดกำลังอยู่ระหว่างการสร้าง ก็มีธุรกิจมาหาที่บ้านอย่างต่อเนื่อง


นอกจากพวกตระกูลเถียนและหวงเจวี้ยนแล้ว เถ้าแก่รายใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองเจียงหนานก็ทยอยกันมาที่โรงเตี๊นมเรื่อยๆ หลังจากที่กู้เฟิงเจี้ยนนำแผ่นพับแผนธุรกิจไปแจกจ่าย


พวกเขามาได้จังหวะพอดี


ตอนนี้เป็นช่วงปลายเดือนแปด ต้นเดือนเก้าคือช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตของหมู่บ้านหลายแห่ง พวกเขามาถึงพอดี จู้เจียงเจียงก็พาพวกเขาตรงไปดูสินค้าได้เลย


แต่ก่อนหน้านั้น นางยังต้องยุ่งเรื่องเปิดเรียนสถานศึกษาหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


ด้วยประสบการณ์ในช่วงต้นปี อาจารย์และนักเรียนในสถานศึกษาก็คุ้นเคยกับชีวิตในสถานศึกษาแล้ว ทำอะไรก็ชำนาญขึ้นมาก


ปิดเรียนฤดูร้อนที่ไม่ได้เจอ หมิงเหยาคิดถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงมากๆ


ทุกวันนางแทบจะรอไม่ไหวที่จะกลับมาให้เร็วหน่อย อยู่บ้านตระกูลหมิงมีกฎมากมายและไม่สะดวกสบาย นางอุดอู้จะตายอยู่แล้ว


“ยังไงที่นี่ก็ดีกว่า!”


“ถ้าชอบที่นี่ขนาดนี้ ก็รีบแต่งงานกับอาจารย์จูเสียสิ แบบนี้ท่านก็ไม่ต้องกลับบ้านไปทนการควบคุมจากท่านผู้เฒ่าในบ้านแล้ว” ตอนจู้เจียงเจียงเดินมาได้ยินหมิงเหยากำลังบ่น จึงเอ่ยล้อเล่นกับนาง


แต่ผิดจากที่เคย หลังหมิงเหยาฟังคำหยอกล้อของนางแล้ว ก็ไม่ได้เขินอายและโต้ตอบกลับไปอย่างที่เคยทำ แต่กลับชวนนางคุยเรื่องนี้ด้วยความเต็มใจ


“อาจารย์จู้ พวกเราเข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า”


หมิงเหยาลากจู้เจียงเจียงเข้าไปในห้อง นั่งลงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ แม่นาง เจ้าต้องช่วยข้าคิดหาวิธีนะ ชิงหรานยังไม่ยอมมาสู่ขอข้าที่บ้านสักที ข้าควรทำอย่างไรดี!”


จู้เจียงเจียงแปลกใจมาก “โอ้ คุณหนูใหญ่หมิง ในที่สุดท่านก็ยอมรับว่าตัวเองอยากแต่งงานแล้วหรือ?”


ต้นปี นางพูดเพียงหนึ่งประโยคก็ถูกงอนอยู่นาน ทำไมผ่านไปแค่ช่วงฤดูร้อนเดียว หมิงเหยาก็เปลี่ยนเป็นเริ่มเองได้?


หมิงเหยามองนางอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง ปากจู๋ ในดวงตาเต็มไปด้วยการขอร้อง


จู้เจียงเจียงถูกนางมองแบบนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย “หากท่านอยากแต่งงานก็บอกเขาโดยตรงก็พอ ไม่งั้น ข้าไปช่วยท่านพูดก็ได้”


คนในสถานศึกษา รวมถึงพวกเด็กๆทุกคนรู้เรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคน


พวกเขาแต่งงานกัน มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเปิดเผย ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร


แต่หมิงเหยากลับไม่ได้มองโลกในแง่ดีเหมือนนาง “เจ้าไม่รู้ ท่านปู่ข้าเคยตั้งเงื่อนไขไว้ นอกจากชิงหรานจะมียศตำแหน่งชื่อเสียง ไม่งั้นบ้านข้าจะไม่ยอมตกลง”


“และก็เพราะแบบนี้ ชิงหรานเลยไม่กล้าเคลื่อนไหว”


จู้เจียงเจียงเกือบลืมว่ายังมีเรื่องนี้อยู่


แต่ว่าดูจากสถานการณ์ตอนนี้ของจูชิงหราน เขาเหมือนไม่คิดจะสอบให้ได้ยศหรือชื่อเสียง


ก็เพราะหมิงเหยารู้เรื่องนี้ดี ดังนั้นถึงได้กลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก


“งั้น…หรือว่า...พวกท่านมาทำให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกดีกว่า?” จู้เจียงเจียงพูดออกไปโดยไม่ทันได้คิดอะไร


ในยุคปัจจุบัน นี่ถือเป็นลูกไม้ที่ใช้บีบบังคับคนที่บ้านให้ประนีประนอมกระมัง?


ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ควรทำก็ตาม!


“แม่นาง พูดอะไรออกมา!” หมิงเหยาได้ยินคำนี้ หน้าก็แดงก่ำทันที รีบหลบสายตาแล้วหันหน้าหนีจู้เจียงเจียง


ก็ไม่น่าแปลกใจที่วิธีนี้จะถูกปฏิเสธ


“ได้ๆ ข้าที่พูดไร้สาระเอง” จู้เจียงเจียงโบกมือให้นางไม่ต้องสนใจ


เงียบอยู่พักหนึ่งนางถึงพูดอีกครั้ง “เรื่องนี้ท่านให้เวลาข้าหน่อย ให้ข้าคิดดีๆน่าจะมีวิธีอยู่”


จู้เจียงเจียงมีประสบการณ์จากการดูละครที่ไอดอลของนางแสดงมานับไม่ถ้วน เคยดูรายการเกี่ยวกับการเดทมาหลายสิบเรื่อง และรายการหาคู่อีกมากมาย หากว่านางคิดทบทวนให้ดีๆสักหน่อย ก็ไม่ใช่ว่าจะหาวิธีทำให้พวกเขาทั้งคู่สมหวังไม่ได้


เพียงแต่ในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องเปิดเรียนและธุรกิจ ไม่มีอารมณ์ไปคิดเรื่องนี้


“จริงหรือ!”


หมิงเหยาหันหน้ามาอย่างประหลาดใจ กอดแขนของจู้เจียงเจียงแล้วเริ่มเขย่าไปมา “ข้ารู้ว่าแม่นางจะต้องมีวิธีดีๆแน่นอน”


จู้เจียงเจียง “...”


ยุ่งกับเรื่องเปิดเรียนในสถานศึกษามาทั้งวัน ขากลับตอนเย็นก็เจอเผยซังอยู่หน้าประตูสถานศึกษาพอดี


“พี่ใหญ่เผย ท่านมาได้อย่างไร?” จู้เจียงเจียงพูดหยอกล้อ


นางรู้เรื่องที่พวกเขาตระกูลเผยไปพักในโรงเตี๊ยมที่ตัวเมืองนานแล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึง ยังไม่ถึงสองวัน เผยซังก็กลับมาอีกแล้ว


“ข้ามากินข้าวที่โรงเตี๊ยมเจ้า และถือโอกาส...”


สถานที่พักเผยซังอาจจะยังพอถูๆไถๆได้ แต่เรื่องกินนั้นไม่ได้เลย เขาชินกับปลาและกุ้งของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว ยังมีเนื้อไก่ตุ๋นเห็ดอีก


“ถือโอกาสอะไร?” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างสงสัย


แต่เผยซังยังคงมองไปทางหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ทำหน้าจนใจแล้วเงียบไม่พูดไม่จา


นางมองตามสายตาเขาไป เห็นเพียงถนนเล็กออกมาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีรถม้าคันหนึ่งกำลังขับออกมา และมุ่งหน้าไปยังถนนใหญ่


ในรถมีเสียงกระหืดกระหอบของเผยเฉิง พูดไปด่าไปดังออกมาจากในรถม้าไม่หยุด ทำเอาชาวบ้านที่กำลังเดินทางกลับจากทำงานต่างก็ต้องหันไปมอง


“พ่อท่านก็มาด้วยหรือ? เขามาทำอะไร?” จู้เจียงเจียงถามอีกครั้ง


ครั้งนี้เผยซังตอบนาง “มาขุดกำแพงสามีบ้านเจ้าให้ลูกสาวตัวเอง แต่ตอนนี้ดูท่าแล้วน่าจะไม่สำเร็จ”


“...พ่อท่านมีความแน่วแน่จริงๆ เวลาเนิ่นนานขนาดนี้แล้ว”


คนตระกูลเผยมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เกือบจะหนึ่งเดือนแล้ว ถึงแม้ระหว่างนั้นจะมีเรื่องของเผยเซวียนมาถ่วงเวลาเรื่องหลักของพวกเขา ซึ่งผ่านมานานขนาดนี้ นางนึกว่าพวกเขาจะยอมแพ้ไปนานแล้ว


อีกทั้งเรื่องเผยเซวียนติดคุก เผยจี้ยังเย็นชาไร้น้ำใจแบบนี้ เผยเฉิงกลับยังจะยัดเยียดเผยเซวียนมาให้เขาอีก!


พวกเขาตระกูลเผยคิดอะไรอยู่กันแน่?


“ลูกสาวไหนเลยจะสำคัญกว่าหน้าตา” จู่ๆ เผยซังก็พูดอย่างทอดถอนใจ


เพื่อให้ตระกูลเผยสามารถมีจุดยืนในเมืองหลวงได้ใหม่อีกครั้ง เผยเฉิงไม่ทำแบบนี้ไม่ได้


ตอนที่ 215: ชายหยาบบางคนได้เปรียบแล้วยังมาทำตัวเป็นเด็กดี


คืนนั้นเอง


เผยเสี่ยวอวี๋เปิดเรียนแล้ว คนที่ดีใจที่สุดไม่มีใครสู้เผยจี้ได้


จู้เจียงเจียงเพิ่งกลับจากสถานศึกษา ยังไม่ทันบ่นว่าวันนี้ที่สถานศึกษายุ่งมากแค่ไหนให้เผยจี้ฟัง ก็ถูกเขาดึงขึ้นชั้นบนไปเสียแล้ว


เห็นท่าทางรีบร้อนทนไม่ได้ของเขา หากจู้เจียงเจียงยังไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร งั้นนางก็คงความรู้สึกช้าเกินไปแล้ว


“ท่านพี่ ฟ้ายังไม่ดำมืดเลย ท่านกินข้าวเย็นแล้วหรือยัง? ข้าไปทำมื้อดึกให้ดีไหม?”


นางพยายามหมุนตัวลงชั้นล่างอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกเผยจี้กดไหล่ดันเข้าไปในห้องนอนทุกครั้ง “อาบน้ำเสร็จฟ้าก็มืดพอดี น้ำอาบข้าเตรียมไว้ให้เจ้าแล้ว”


ด้านหลังฉากกั้นในห้อง เผยจี้เตรียมน้ำอุ่นเต็มอ่างอาบน้ำไว้แล้วจริงๆ


จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว “ท่านพี่ ท่านเทเต็มแบบนี้ ข้านั่งลงไปน้ำคงจะล้นออกมาเปียกพื้นไปหมด”


“จริงหรือ?”


เผยจี้มองอ่างอาบน้ำ ตอนเขาเตรียมน้ำ ในสมองคิดแต่เรื่องคืนนี้ เลยเผลอเทน้ำลงไปเยอะเกินไป “งั้นข้าตักออกไปหน่อยแล้วกัน”


พูดจบ เขาก็หยิบขันน้ำไม้ในถังน้ำข้างๆขึ้น เริ่มตักน้ำอย่างจริงจัง


จู้เจียงเจียงเห็นดังนั้นก็เอนตัวพิงอ่างอาบน้ำ มองเขาไปพลางถามเขาไปพลาง “ท่านพี่ วันนี้เผยเฉิงมาหาท่านไม่ใช่หรือ? พวกท่านคุยกันเป็นอย่างไรบ้าง?”


ตอนนางกลับบ้านเจอเผยซังและเผยเฉิงบนถนน นางไม่ถามเรื่องนี้ เผยจี้ก็ดูเหมือนไม่อยากจะบอกนางเลย


เผยจี้ได้ยินดังนั้น การกระทำในมือยิ่งแรงขึ้นไปอีก ตักน้ำแรงจนน้ำกระเซ็นไปทั่ว


“คุยกันได้ไม่ดี” เขาพูดเสียงเรียบ


จู้เจียงเจียงสองมือกอดอก ใช้น้ำเสียงเสียดาย จงใจลองเชิงเขา “ท่านพี่ เผยเซวียนคนนี้เจ้าอารมณ์ นิสัยเสีย ท่านไม่ชอบข้าเข้าใจได้ แต่นอกจากนาง ท่านไม่คิดจะแต่งอนุภรรยาสักคนหรือ?”


“จู้เจียงเจียง!”


เผยจี้โยนขันน้ำลงในถัง หรี่ตามองนางตาเขียว ท่าทางไม่พอใจมาก


เขาเรียกชื่อเต็มนาง จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่าเขาไม่พอใจ


“เอ่อ ข้าจะไปเอาเสื้อผ้า...” นางหลบสายตาไปมาด้วยความรู้สึกผิด ทำท่าจะเดินหนี


เผยจี้ตาเร็วมือเร็ว ก้าวเท้าใหญ่หนึ่งก้าวก็เดินมาถึงตรงหน้านาง มือทั้งสองยันขอบอ่างอาบน้ำ กักนางไว้ตรงกลางระหว่างอ่างอาบน้ำกับตัวเอง


“ทะ…ท่านจะทำอะไร?” จู้เจียงเจียงตื่นเต้นจนติดอ่าง


“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”


เผยจี้ยกยิ้มมุมปาก ดวงตาหรี่ลงมองจ้องไปบนริมฝีปากของนาง “ฮูหยิน เจ้ากินข้าจนเบื่อแล้วใช่ไหม เอาแต่คิดจะผลักไสข้าออกไป?” 


ในใจเขามีความโกรธ


เขาทำทุกอย่างเพื่อนาง แม้กระทั่งทำให้ตระกูลเผยจากเมืองหลวงโกรธแค้น แต่นางกลับยังไม่เข้าใจความรู้สึกของเขา


การลองเชิงเมื่อครู่ของนาง คิดหรือว่าเขามองไม่ออก?


จู้เจียงเจียงรู้สึกถึงน้ำเสียงประโยคหลังที่เศร้าลง รู้ว่าเขาเสียใจจึงรีบอธิบาย “ข้าเปล่า ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น”


“แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เผยจี้เร่งเครื่องถามต่อทันที


เหมือนว่านางจะไม่เคยพูดคำว่ารักเขามาก่อน ถึงแม้เขาจะเป็นคนหยาบกระด้างคนหนึ่ง แต่ก็อยากได้ยินภรรยาตัวเองบอกรักอยู่ดี


“ข้า...” เขายิ่งเข้าใกล้ จนจู้เจียงเจียงต้องเอนตัวไปข้างหลัง


แต่ข้างหลังของนางคืออ่างอาบน้ำ หากถอยไปอีก นางก็จะตกลงไปในอ่างอาบน้ำแล้ว


จู้เจียงเจียงใช้มือทั้งสองข้างดันที่อกของเขา แล้วหันหน้าหนีไปเบาๆ “ท่านอย่าเข้าใกล้ขนาดนี้ มันร้อน...”


ไม่เพียงเพราะอากาศร้อน หรือเพราะเขาเข้าใกล้ แต่ยังเพราะน้ำอาบในอ่างข้างหลังก็ร้อนด้วย สรุปคือตอนนี้นางรู้สึกร้อนไปทั้งตัว


เผยจี้ได้ยินคำนี้ มือข้างหนึ่งก็ผละออกจากถังไม้มาหยุดอยู่ที่ช่วงเอวของนาง แล้วดึงผ้าคาดเอวนางออก


จู้เจียงเจียงตกใจมาก รีบกดมือของเขาไว้


“หากร้อนก็ถอดเสื้อผ้าอาบน้ำสิ อาบน้ำเสร็จก็จะดีขึ้น” มืออีกข้างของเผยจี้ก็เข้าร่วมด้วย


ฝ่ามือเดียวของเขาจับข้อมือทั้งสองของนางไว้แน่น มืออีกข้างช่วยนางปลดผ้าคาดเอวอย่างเป็นธรรมชาติ โยนไปพาดบนฉากกั้นด้านหนึ่ง


ตอนที่เขากำลังจะปลดกระดุมคอเสื้อให้นาง จู้เจียงเจียงขัดขืนเล็กน้อย


เขาหยุดลงจ้องนางอีกครั้ง


“ขะ…ข้าอาบเองได้ ท่านออกไปก่อน” ในฐานะคนยุคปัจจุบัน เรื่องอาบน้ำร่วมกัน นางก็ทำไม่ไหวเหมือนกัน


หรือจะพูดอีกนัยหนึ่ง นางต้องการเวลาเตรียมตัวเตรียมใจสักหน่อย 


“ได้” เผยจี้ไม่ฝืนใจนาง “แต่คำถามเมื่อครู่ เจ้ายังไม่ได้ตอบข้า เจ้าตอบแล้วข้าจึงจะออกไป”


“คำถามอะไร?” จู้เจียงเจียงแสร้งโง่


“ฮูหยิน กินข้าจนเบื่อแล้วใช่ไหม?”


เขายังคงตรงไปตรงมาสุดๆ จู้เจียงเจียงได้ยินก็หน้าแดง


“...ไม่ใช่”


“พูดปากเปล่าไร้หลักฐาน” เห็นนางเขินจนหน้าแดงก่ำ เผยจี้อดที่จะรู้สึกดีใจไม่ได้ แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ


“ฮูหยินจูบข้าก่อน ข้าถึงจะเชื่อ”


“ท่าน!” จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้น มองเขาด้วยสายตาที่โกรธเคือง


นางโกรธไม่ใช่เพราะคำขอร้องของเขามากเกินไป แต่ในฐานะคนยุคปัจจุบันคนหนึ่งอย่างนางที่มีความคิดเปิดกว้าง ถึงกลับถูกคนยุคโบราณที่เป็นคนขี้อายคนหนึ่งจีบกลับ


นี่ทำให้คนยุคปัจจุบันอย่างนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?!


ไม่ใช่หมั่นโถวนึ่งที่จะไม่ฮึดสู้!


เพื่อไม่ให้ถูกเขาเอาเปรียบ จู้เจียงเจียงต้องทำตัวให้กล้ากว่านี้


นางใช้แรงขัดขืนดึงมือให้หลุดจากการจับของเขา มองสบตาเขาโดยตรง ภายใต้การมองของเขา นางค่อยๆปลดกระดุมคอเสื้อออก


อย่างที่คิด นางทำให้เผยจี้ตกใจมาก


เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “ฮูหยิน นี่เจ้าจะทำอะไร?”


เขารู้ดีว่าเมื่อเผชิญหน้ากับนาง ความสามารถในการควบคุมใจตัวเองของเขานั้นเปราะบางมาก ถึงขนาดพูดได้ว่าไม่มีเลย!


“ท่านพี่ อาบน้ำแล้วหรือยัง?” จู้เจียงเจียงเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วถามเขาด้วยรอยยิ้ม


นางพูดจบก็ถอดเสื้อชั้นนอกออก


เผยจี้หันหน้าหนีทันที ใบหน้าแดงลามไปถึงคอ


เขากดเสียงต่ำ “ข้าอาบแล้ว”


“งั้นก็อาบอีกครั้ง”


เสียงพูดของจู้เจียงเจียงยังไม่ทันจบ นางก็จับคอเสื้อของเขา แล้วเอนตัวไปข้างหลัง ลากเขาล้มลงไปในอ่างอาบน้ำด้วยกัน


ทั้งคู่ตกลงไปในน้ำ ทำให้น้ำกระเซ็นและเอ่อล้นออกมาเต็มพื้น


เผยจี้ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งเห็นนางดิ้นอยู่ในน้ำแล้วผลักเขา เขาถึงรู้ตัวว่าตัวเองทับอยู่บนตัวนาง ทำให้นางขึ้นมาจากน้ำไม่ได้


มือใหญ่ของเขารีบช้อนเอานางขึ้นมาจากในน้ำ ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วง “ฮูหยิน ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่!”


จู้เจียงเจียงส่ายหน้า น้ำบนใบหน้ายังไม่ทันได้เช็ด ก็ถูกเผยจี้กดชนขอบอ่างอาบน้ำ


หึ นางยังนึกว่าเขาจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน


แต่เรื่องแบบนี้ มีแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอแล้ว จู้เจียงเจียงรับไม่ไหวจริงๆ


วันรุ่งขึ้น


จู้เจียงเจียงเสียงแหบพร่า ดังนั้นไม่ว่าจะเจอใคร หากไม่พูดได้นางก็จะไม่พูด


และผู้ร้ายคนที่ทำให้นางต้องเป็นแบบนี้ กลับยังยิ้มอย่างภูมิใจ “ฮูหยิน เรื่องเมื่อคืนไม่ใช่ข้าเป็นคนเริ่มก่อน ข้าแค่ทำตามที่เจ้าขอเท่านั้น”


เผยจี้สีหน้ามีความสุข ได้เปรียบแล้วยังมาทำตัวเป็นเด็กดี


ใบหน้านั้นกวนบาทามาก หากไม่ใช่เพราะจู้เจียงเจียงไม่มีแรงและปวดเมื่อยไปทั้งตัว นางคงพุ่งตัวไปข่วนใบหน้าหล่อๆของเขาแล้ว!


“คืนนี้ท่านนอนพื้น!”


นี่คือประโยคเดียวที่วันนี้นางพูดได้ชัดเจนที่สุด เห็นได้ว่านางแค้นมากแค่ไหน


เผยจี้ยักไหล่ ท่าทางเหมือนไม่สนใจ “เจ้าทำลงหรือ”


ตอนที่ 216: ชายหญิงพุ่งไปข้างหน้า


“พวกเจ้าได้ยินข่าวกันบ้างหรือไม่? คนในเมืองต่างลือกันว่าแม่ทัพใหญ่เผยคือตัวปลอม เขาไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ที่แท้จริงของราชวงศ์!”


“เจ้าฟังผิดหรือเปล่า?” อีกคนโต้แย้ง “ที่ทุกคนกำลังเล่าลือกันนั้นก็คือ แม่ทัพเผยไม่ใช่ลูกอนุของตระกูลเผยแห่งเมืองหลวงคนนั้น แต่ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ใช่แม่ทัพแห่งราชวงศ์เสียหน่อย”


“ใช่แล้ว เจ้าต้องฟังผิดแน่ๆ” คนข้างๆพากันเห็นด้วย


“แล้วเรื่องจริงมันคืออย่างไรกันแน่...”


คนที่มากินข้าวในโรงเตี๊ยมของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวตนที่แท้จริงของเผยจี้อย่างออกรส


เถียงกันไปเถียงกันมา ก็ยังวกวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ


ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่กินข้าวอยู่ในโรงเตี๊ยมได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะโต้แย้งขึ้นหนึ่งประโยค


“แม่ทัพใหญ่เผยของเราเดิมก็ไม่ใช่คนของตระกูลเผยแห่งเมืองหลวงอะไรนั่นอยู่แล้ว เขาคือคนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เรื่องนี้ไท่ช่างหวงก็ทรงทราบ ใครพูดเหลวไหล ระวังจะทำให้ไท่ช่างหวงโมโหเอาได้นะ!”


“ไท่ช่างหวงทราบแล้วหรือ? โอ้ งั้นคงพูดเหลวไหลไม่ได้...”


หลายคนได้ยินดังนั้นจึงรีบหุบปาก ไม่กล้าปล่อยข่าวลือมั่วๆอีก


อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเผยเฉิงที่จงใจใช้เรื่องจริงผสมเรื่องปลอมกระจายออกมาให้คนรู้ เอาเรื่องเผยจี้ตัวปลอมและแม่ทัพปลอมผสมรวมกัน พยายามสร้างแรงกดดันให้เผยจี้


แต่ตอนนี้ดูแล้ว เมืองเจียงหนานไม่ใช่หลี่จิง พวกชาวบ้านก็แค่ซุบซิบนินทาและพูดกันแค่ปากต่อปากเท่านั้น


ย่อมไม่เหมือนอยู่หลี่จิง ที่เมื่อข่าวลือเรื่องนี้แพร่ออกไปก็จะมีคนใช้เรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ ฉวยโอกาสในช่วงที่ชุลมุนให้ตัวเองบรรลุเป้าหมายบางอย่าง 


ขุนนางในเมืองเจียงหนาน นอกจากเผยจี้ก็มีเพียงโจวเหลียง ขอแค่พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันอย่างสงบ ถึงเผยเฉิงจะก่อปัญหาใหญ่แค่ไหน ก็ไม่สามารถก่อตัวเป็นพายุได้


เรื่องนี้เผยเฉิงคิดไม่ถึงจริงๆ


เขาพยายามมากมายขนาดนี้ พลิกการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ความรู้สึกนั้นเหมือนกำปั้นชกบนสำลี ไร้พลังและจนปัญญา


ไม่ใช่ว่าจู้เจียงเจียงไม่ได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์พวกนี้ แต่นางเห็นผลกระทบไม่มาก จึงไม่ได้สนใจ


มากสุดก็คือ มีคนอยากรู้อยากเห็นในตัวเผยจี้เพิ่มมากขึ้น อยากมาหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเพื่อดูหน้าตาของเขาเท่านั้น ซึ่งกลับกลายเป็นว่าทำให้ธุรกิจของนางดียิ่งขึ้นไปอีก ทำไมนางจะไม่ยินดี?


อีกทั้งตอนนี้นางยุ่งมากๆ จะมีเวลาไปสนใจคนนินทาพวกนั้นที่ไหนกัน


“พี่หญิงจู้ เถ้าแก่ที่มาร่วมมือมาถามอีกแล้ว พี่ยังไม่ว่างหรือเจ้าคะ?”


เซินหมิ่นขี่ม้ามาที่ทุ่งดอกไม้ หาจู้เจียงเจียงเจอในกลุ่มทหาร กำลังยุ่งอยู่กับการชี้นิ้วสั่งพวกเขาทำงาน


ได้ยินว่าตอนนี้จู้เจียงเจียงจะทำโครงการเครื่องเล่นอะไรบางอย่างที่เรียกว่า ‘ชายหญิงพุ่งไปข้างหน้า’ นางไม่เข้าใจและไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้นโครงการนี้นางช่วยเหลืออะไรไม่ได้เลย ทำได้เพียงปล่อยให้จู้เจียงเจียงจัดการเอง


“ให้พวกเขารออีกสักหน่อยแล้วกัน อาหารและที่พักก็ไม่ได้คิดเงิน พวกเขายังมีอะไรไม่พอใจอีก”


จู้เจียงเจียงตากแดดจนใกล้จะหน้ามืดตาลาย คำพูดที่ออกมาจึงแฝงความไม่พอใจอยู่นิดๆ


เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนกว่าๆ ทุ่งดอกไม้ได้เติบโตงอกงามแล้ว อีกไม่นานก็บานสะพรั่ง ถึงตอนนั้นทิวทัศน์ที่นี่ก็จะสวยงามสมชื่อ


ดังนั้น ก่อนหน้านั้นควรจะต้องมีเครื่องเล่นให้พร้อม


อีกอย่างนางยุ่งแบบนี้ ก็ไม่ได้เพื่อต้อนรับแขกที่มาเที่ยวเล่นที่นี่เพียงอย่างเดียว มากกว่านั้นคือนางทำเพื่อหมิงเหยาและจูชิงหราน


จู้เจียงเจียงได้คิดอย่างละเอียดแล้วว่า แค่ใช้ปากพูด ยากหน่อยที่จูชิงหรานจะขอหมิงเหยาแต่งงาน


แต่หากเปลี่ยนเป็นการกระทำที่ท้าทาย เช่นเครื่องเล่นที่ต้องใช้ความสามารถในการแข่งขันแบบที่นางกำลังทำอยู่นี้ หากจูชิงหรานเอาชนะสำเร็จเพื่อหมิงเหยา เช่นนั้นก็ไม่ใช่การแสดงความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของเขาหรอกหรือ?


ชาตินี้ เจ้าเคยสู้สุดชีวิตเพื่อใครบ้าง?


ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่ค่อยชอบประโยคนี้สักเท่าไร แต่หากผู้ชายคนหนึ่งทำเรื่องสู้สุดชีวิตเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งต่อหน้าผู้คนมากมาย ก็เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก


ดังนั้นนางจึงวางแผนที่จะใช้โอกาสนี้ สร้างเครื่องเล่นเพื่อความบันเทิง และใช้ประโยชน์เรื่องจูชิงหรานและหมิงเหยามาประชาสัมพันธ์ให้นาง


นี่ไม่ใช่การยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวหรือ?


เซินหมิ่นเห็นจู้เจียงเจียงยังไม่ว่างไปพบพวกพ่อค้าที่มาร่วมมือ จึงไม่ถามอะไรอีก


นางคลายบังเหียนม้า แล้ววิ่งไปที่เครื่องเล่นที่กำลังสร้าง ลองเล่นของที่สร้างเสร็จแล้ว


เพียงแต่นางเพิ่งก้าวเท้าไปบนท่อนไม้กลมของด่านแรก เท้าก็ลื่น ทำให้นางล้มจากด้านบนลงมา


“โอ๊ย เจ็บจัง...” เซินหมิ่นอ้าปากร้องโอดโอย พร้อมกับจับเอวนอนอยู่บนพื้น


พวกทหารที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็รีบเข้ามาช่วยเหลือ “แม่นางเซิน ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ไม้กลึงจนกลมมน เจ้าเหยียบไม่มั่นคงต้องระวัง!”


ไม้ด่านแรกขยับไม่ได้ แต่เนื่องจากมันเป็นทรงกลมทั้งยังผ่านการกลึงจนเรียบ คนที่ไม่เคยทดลองเล่นหาจุดศูนย์ถ่วงไม่เจอ เหยียบไม่มั่นคงก็จะตกลงมาได้ง่ายๆ


แต่ถึงจะตกลงมาก็ไม่เป็นอะไร เพราะระดับความสูงนี้ไม่มากนัก ล้มก็จะไม่เจ็บมาก


อีกอย่าง บ่อน้ำด้านล่างใช้ผ้ายางกันสาดในการปู และจะเติมน้ำจากแม่น้ำลงไปภายหลัง ดังนั้นถ้าตกลงไปในน้ำก็จะไม่เจ็บ


ตอนนี้ที่เซินหมิ่นโอดโอย ทั้งหมดเป็นเพราะบ่อน้ำด้านล่างยังไม่ได้เติมน้ำเข้าไป


“สิ่งนี้กลมขนาดนี้ จะทรงตัวได้อย่างไร?”


เซินหมิ่นมองลูกบอลไม้ที่ทำนางตกลงมา ด้านหน้ายังมีอีกสองลูก รวมมีลูกบอลไม้ทั้งหมดสามลูก


ลูกเดียวนางยังเหยียบไม่มั่นคง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสามลูกเลย


“แม่นางเซิน นี่ต้องใช้ทักษะ เจ้าฝึกฝนบ่อยๆ รับรองจะต้องผ่านด่านแรกได้แน่” เหล่าทหารยิ้มให้กำลังใจนาง


หลังจากสร้างด่านแรกเสร็จ พวกเขาหลายคนก็ลองกันเองอยู่บ่อยๆ


ถ้าไม่ใช้กำลังภายในละก็ เริ่มแรกพวกเขาก็มีแค่ไม่กี่คนที่ผ่านไปได้ แต่เล่นบ่อยๆเข้า ก็สามารถจับกลเม็ดได้แล้ว


เซินหมิ่นนับเป็นคนหัวแข็งดื้อรั้นคนหนึ่ง “ข้าไม่เชื่อว่าตัวเองจะสู้ไม้กลมๆไม่กี่ลูกนี่ไม่ได้!”


พูดจบ นางก็ขึ้นบันไดด้านข้างไป เตรียมจะท้าทายอีกครั้ง


จู้เจียงเจียงมองการเคลื่อนไหวด้านนี้อยู่ไกลๆ และพอใจกับปฏิกิริยาของทุกคนมาก


นางอยากได้ผลลัพธ์แบบนี้ ง่ายเกินไปก็ไม่สามารถกระตุ้นความต้องการเอาชนะของผู้แข่งขันได้ และเครื่องเล่นนี้ก็จะเสื่อมความนิยมไปอย่างรวดเร็ว


ส่วนเรื่องที่จูชิงหรานหนอนหนังสือผู้อ่อนแอจะแข่งสำเร็จได้หรือไม่นั้น…


ตอนเย็น


หลังจากที่จู้เจียงเจียงทำงานที่ทุ่งดอกไม้เสร็จแล้ว ตอนเดินผ่านสถานศึกษา นางก็เข้าไปหาจูชิงหรานโดยเฉพาะ


“อาจารย์จูยุ่งอยู่หรือไม่?” นางเคาะประตูบ้านพักของจูชิงหราน


เมื่อเห็นนางมา จูชิงหรานที่กำลังตรวจบทความอยู่ก็หยุดพู่กันในมือลง เชิญนางเข้ามา “อาจารย์จู้ มาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือ?”


จู้เจียงเจียงไม่ได้นั่งลง แต่เดินวนไปวนมารอบๆตัวเขา ประเมินโครงสร้างร่างกายของเขา


นางถอนหายใจก่อนพูดว่า “อาจารย์จู ข้ารู้ว่าท่านเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง แต่ท่านช่วยฝึกฝนร่างกายหน่อยจะได้ไหม ท่านดูไม่มีกำลังจะสู้ข้าได้เลย”


จูชิงหรานถูกหยามอย่างไม่มีสาเหตุก็รู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย “อาจารย์จู้ เจ้าพูดแบบนี้ต้องการอะไร ข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือ?”


“ท่านอย่าเข้าใจผิด ความหมายของข้าคือ...”


จู้เจียงเจียงแอบมองนอกประตูแวบหนึ่ง เขยิบเข้าใกล้เขา แล้วกระซิบแผนการของตัวเองกับเขา


เดิมทีเรื่องที่หมิงเหยาขอร้องให้นางช่วยคิดหาวิธีจับคู่พวกเขา นางไม่อยากบอกให้เขาฟัง แต่เพื่อให้เขาสามารถผ่านการแข่งขันในวันนั้นไปได้ และไม่เสียหมิงเหยาไป นางไม่บอกเขาล่วงหน้าไม่ได้


“ความคิดนี้จะได้ผลหรือ?”


จูชิงหรานมีความสงสัยต่อการแข่งนี้ เล่นเกมก็สามารถแต่งงานกับคนที่เขาอยากแต่ง?


“ถึงอย่างไรข้าก็บอกท่านล่วงหน้าแล้ว เรื่องฝึกหรือไม่ฝึกก็เป็นเรื่องของท่าน หรือว่าท่านไม่อยากแต่งงานกับอาจารย์หมิง?” จู้เจียงเจียงใช้หมิงเหยามาสร้างแรงกดดันให้เขา


“แน่นอน! ข้าอยากแต่งกับหมิงเอ๋อร์”


ลูกไม้นี้มีประโยชน์จริงๆ จูชิงหรานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ “เพื่อหมิงเอ๋อร์ ให้ข้าทำอะไรก็ได้!”


ตอนที่ 217: ขอลูกกับพระพุทธเจ้า


“ทำไมชายหญิงต้องพุ่งไปข้างหน้า?”


เผยจี้ที่เพิ่งอาบน้ำกลับห้อง ก็ถูกจู้เจียงเจียงลากมาถามหาความคิดเห็น


นางต้องการตั้งชื่อให้กับเครื่องเล่นที่ทุ่งดอกไม้ นี่คือหนึ่งในชื่อที่เลือกไว้


“ชื่อนี้ตรงเกินไปรึเปล่า?” เผยจี้แสดงความคิดเห็นของเขา


พวกหนุ่มสาววัยแรกรุ่นเป็นดั่งลูกกระวาน ถึงแม้จะปรารถนาความรัก แต่ก็คงไม่พูดคำว่า ‘พุ่งไปข้างหน้าเพื่อความรัก’


“จะใช่หรือ?”


จู้เจียงเจียงขมวดคิ้ว บ่นพึมพำ “สถานีโทรทัศน์ก็ใช้ชื่อแบบนี้กันหมดไม่ใช่หรือ?”


“อะไรนะ?” เผยจี้ได้ยินไม่ชัดว่านางพูดอะไร


“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร ข้าบอกว่าข้าจะไปค่อยๆคิดชื่ออื่นดูแล้วกัน”


จู้เจียงเจียงเก็บแผนประชาสัมพันธ์ชุดนั้น หยิบพัดสานขึ้นมาพัดโบก “จริงด้วยท่านพี่ วันนี้ท่านไปวัดอวี๋หลิน พวกไต้ซือยังสบายดีใช่ไหม?”


วันนี้เผยจี้ไปวัดอวี๋หลินไหว้พระจุดธูปตามปกติ


ภายนอกบอกว่าไปไหว้พระจุดธูป แต่ที่จริงเพื่อไปส่งอาหารให้พวกหลวงจีนน้อยใหญ่ในวัด และถือโอกาสดูว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างดีหรือไม่


เผยจี้เอาพัดในมือนางมาช่วยโบกให้ “พวกเขาสบายดีทุกคน และในวัดก็มีคนมาทำบุญมากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ข้าไปเจอพวกชาวบ้านที่ขึ้นไปไหว้พระจุดธูปอยู่หลายคน”


“เป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นหรือ?” จู้เจียงเจียงตาเป็นประกาย


ที่ไปไหว้พระครั้งก่อน นางพาคนในหมู่บ้านไปด้วยกัน สร้างภาพลักษณ์ปลอมๆ ว่ามีคนมาไหว้พระที่วัดอวี๋หลินมากมาย


หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้ไปอีกเลย มีแต่เผยจี้ที่ไป


“อืม ทุกคนจุดธูปไหว้พระเสร็จก็ขอพรกับพระพุทธเจ้า” เสียงของเผยจี้ยังคงเรียบเฉย นางถามเขาก็ตอบ


เพียงแต่บทสนทนาต่อมา น้ำเสียงของเขาก็แปลกๆไป


“วันนี้ข้าก็ขอพรกับพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ฮูหยิน เจ้าอยากรู้ไหมว่าข้าขอพรอะไร?” เขายิ้มมองนางอย่างมีความหมายลึกซึ้ง


จู้เจียงเจียงยังคงอยู่ในอารมณ์ดีใจแทนวัดอวี๋หลิน เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของเขา นางไม่คิดอะไรก็โพล่งออกไป “ขอพรอะไร?”


เผยจี้รีบตอบ “ข้าขอลูกคนหนึ่งกับพระพุทธเจ้า”


จู้เจียงเจียงทำหน้าเหวี่ยง “...พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระโพธิสัตว์กวนอิมประทานลูกเสียหน่อย ท่านจะไปขอลูกทำไมกัน”


จู้เจียงเจียงเพิ่งจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป จึงโวยวายเขาอย่างไม่เกรงใจ


แต่เผยจี้ไม่ได้สนใจที่นางทำหน้าเหวี่ยงใส่ แสดงสีหน้าน้อยใจพร้อมขยับเข้าใกล้นาง และพูดว่า “ฮูหยิน เจ้าดูพวกเด็กๆในสถานศึกษาสิ น่ารักน่าชังกันแค่ไหน ไม่อยากได้สักคนหรือ?”


จู้เจียงเจียงไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมผู้ชายทุกคนถึงอยากมีลูกกันเร็วๆนักหนา?


“ท่านพี่ ทำไมท่านถึงต้องการลูกคนหนึ่งให้ได้?” นางมีอะไรก็ถามตรงๆ ไม่เคยคิดจะเดาใจเขาเลย


เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่จริงจังของนาง เผยจี้ก็นั่งตัวตรงขึ้นมาทันที จับไหล่ของนางให้หันมาเผชิญหน้ากัน


“ฮูหยิน น้อยมากที่เจ้าจะติดข้าใช่ไหม? หรือจะพูดว่า เจ้าไม่เคยติดข้าเลยสักครั้งใช่หรือไม่?” เขากล่าวอย่างจริงจัง แต่ในน้ำเสียงกลับมีความเยาะเย้ยตัวเองเล็กๆ


ได้ยินคำถามนี้ จู้เจียงเจียงรู้สึกผิด


นางคิดเสมอว่า เขาในฐานะแม่ทัพใหญ่คนหนึ่ง ต้องการคนที่เคียงบ่าเคียงไหล่เขาได้ ไม่ใช่คนที่คอยเกาะแกะอยู่ข้างกายเขาตลอดเวลา


ดังนั้น นางจึงพยายามอย่างมากที่จะเป็นคนที่สามารถเคียงบ่าเคียงไหล่เขาได้


“อยู่กับเจ้าที่นี่ ข้ามักจะรู้สึกไม่มั่นคง ถึงขนาดรู้สึกว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องมีข้าเลยก็ได้”


เผยจี้ก้มหน้าต่ำ ท่าทางไม่รู้ควรทำอย่างไรกับนางดี “ดังนั้น หากข้าไม่มีอะไรที่สามารถผูกมัดเจ้าได้ ข้ากลัวว่า วันหนึ่งเจ้าจะจากข้าไป...”


เขาไม่อยากคิดแบบนี้จริงๆ แต่ในใจเขาก็รู้สึกกลัว


ได้ยินคำพูดเหล่านี้ จู้เจียงเจียงอึ้งนิ่งไปพักใหญ่ นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเผยจี้จะอ่อนไหวขนาดนี้


นางคิดมาตลอดว่าเขาเป็นผู้ชายหยาบกร้าน ไม่คิดมาก แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะอ่อนไหวกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้มาก


จู้เจียงเจียงทำหน้าสำนึกผิด ดึงมือของเขาขึ้นมา ก้มหน้ามองหาสายตาที่หลบเลี่ยงของเขา


“ท่านพี่ ดังนั้นท่านพี่อยากให้ข้าตัวติดท่านมากหน่อยใช่ไหม?”


เผยจี้พลิกจับมือนางวางไว้บนฝ่ามือของเขาแล้วลูบเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาง “ฮูหยิน ข้าหวังให้เจ้ารักข้า”


เขาพูดประโยคนี้จบ ใบหน้าก็แดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว


ฟ้ารู้ดินรู้ ผู้ชายตัวโตอย่างเขาพูดคำแบบนี้ออกมาได้ยากมากแค่ไหน


แต่ภรรยาของเขาคนนี้ช่างความรู้สึกช้าเหลือเกิน หากเขาไม่พูดตรงๆ กลัวว่านางจะไม่เข้าใจ


“ข้าก็รักท่าน” จู้เจียงเจียงยอมรับอย่างง่ายดาย ยอมรับง่ายเสียจนเผยจี้ฟังไม่ออกว่านางรักเขาจริงๆหรือไม่


“ท่านไม่เชื่อ?”


เขาแสดงสีหน้าสงสัยอย่างชัดเจน


จู้เจียงเจียงโน้มตัวเข้าไปจูบที่แก้มเขา แล้วถามว่า “อย่างนี้ล่ะ?”


เผยจี้ถอนหายใจ เหมือนจนปัญญาและยอมแพ้


เขาต้องการไม่ใช่แค่จูบหนึ่ง และไม่ใช่ความแนบชิดครั้งหนึ่ง ที่เขาต้องการคือหัวใจของนาง


จู้เจียงเจียงเหมือนมองความคิดเขาออก นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “ท่านพี่ ก่อนหน้านี้ข้าประมาทเกินไป ลืมที่จะใส่ใจความรู้สึกของท่าน ต่อไปนี้ข้าจะปรับปรุงตัว ดีไหม?”


นางทำได้เพียงเท่านี้ สำหรับเรื่องคลอดลูก นางทำไม่ได้จริงๆ


เผยจี้เห็นนางน้ำตาคลอ จึงยอมอ่อนข้ออีกครั้ง “เรื่องลูกวางไว้ก่อนได้ งั้นเรื่องที่เจ้ารับปากว่าจะตัวติดข้า เจ้าจะพยายามหน่อยได้ไหม?”


จู้เจียงเจียงหัวใจละลายเพราะท่าทางชายชาตรีขี้น้อยใจของเขา


นางโผเข้าไปกอดและพิงศีรษะไปซบที่คอของเขา “ท่านพี่ กอดๆ”


ด้านที่อ่อนโยนของนาง มันใช้กับเผยจี้ได้มากจริงๆ


ใบหน้ายิ้มอย่างดีใจกลับยังแสร้งเย็นชาผลักนางออกเบาๆ “ร้อนไหม?”


จู้เจียงเจียงกอดเขาแน่นขึ้นอีกนิด แล้วเกาะเขาไว้ไม่ยอมปล่อย “ไม่ร้อน”


เผยจี้เห็นแบบนี้ถึงพอใจ โอบเอวนางนอนลง ใช้ร่างกายต่างหมอนให้นางทับ บนมือยังคงพัดให้นางไม่หยุด


ทั้งสองคนแค่นอนเฉย ๆ ฟังเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน ไม่ได้ทำอะไรเลย คิดเพียงรับรู้ช่วงเวลาดีๆนี้


วันรุ่งขึ้น


จู้เจียงเจียงบังเอิญตื่นเร็วกว่าเผยจี้ นางนอนตะแคงมองเขาที่หลับสนิทอยู่เงียบๆ รอให้เขาตื่นขึ้นมา


อันที่จริงตั้งแต่เข้าฤดูร้อนมา ทุกคืนเขาจะนอนดึกกว่านาง เพราะเขาจะต้องพัดโบกให้นาง รอนางนอนหลับแล้วเขาถึงจะนอน


เมื่อก่อนจู้เจียงเจียงไม่ได้สนใจ แต่หลังจากที่ได้คุยกันอย่างจริงจังเมื่อคืนนี้ นางก็เริ่มสนใจขึ้นมา


ตอนนี้ถึงรู้ว่าที่แท้เขาทำเรื่องมากมายให้นางเงียบๆ


แต่นาง นอกจากตอนว่างจะทำกับข้าวให้เขาสักมื้อแล้ว เหมือนว่าจะไม่เคยทำเรื่องพิเศษอะไรให้เขาเลย


ขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังคิดอย่างเหม่อลอย ไม่รู้เผยจี้ตื่นมาตอนไหน


เขาจ้องนางอย่างสนใจ ดูว่าเมื่อไรนางถึงสังเกตเห็นว่าเขาตื่นแล้ว แต่รออยู่นานนางก็ยังไม่รู้สึกตัว


หรือว่านางนอนหลับทั้งๆที่ยังลืมตาอยู่?


“อรุณสวัสดิ์ ฮูหยิน” เขาเริ่มเรียกนาง


จู้เจียงเจียงตกใจจริงๆ ตอนได้สติพบว่าเขาลุกจากเตียงขึ้นนั่งแล้ว


“ท่านตื่นตั้งแต่เมื่อไร? ข้ายังคิดอยู่รอท่านตื่นมาจะพูดอรุณสวัสดิ์กับท่านก่อน” นางพูดอย่างร้อนใจ


เผยจี้ได้ยินก็นอนลงใหม่อย่างให้ความร่วมมือ หลับตาลง จากนั้นก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง


เขามองนาง รอนางพูดทักทาย


จู้เจียงเจียงใช้เวลาเล็กน้อยถึงรับรู้ว่าเขากำลังใช้วิธีนี้มาเอาใจนาง นางซาบซึ้งจนเกือบจะร้องไห้


“ท่านพี่ ท่านช่างน่ารักจริงๆ”


ตอนที่ 218: ฝ่าด่านเครื่องเล่นสำเร็จ


เรื่องที่จู้เจียงเจียงและเผยจี้เป็นคู่รักกัน ทุกคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เริ่มแรกที่ตกใจ หยอกล้อ และอิจฉา ถึงตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่คุ้นเคยไปเสียแล้ว


ทุกครั้งที่มีแขกต่างถิ่นมาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง พวกเขาจะถามหาจู้เจียงเจียงเพื่อพูดคุยเรื่องธุรกิจ


เมื่อถามคนแถวนั้น ทุกคนก็จะบอกว่าให้มองหาคนที่เดินจับมือกัน นั่นก็คือคนที่พวกเขาต้องการตามหา


มีเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของเผยจี้คอยให้ความช่วยเหลือ เครื่องเล่นสิ่งกีดขวางของทุ่งดอกไม้ก็สร้างสำเร็จภายในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์


ในสระน้ำขนาดใหญ่ จู้เจียงเจียงใช้ผ้ายางสีฟ้าปูพื้นโดยเฉพาะ หลังเติมน้ำจนเต็ม ที่นี่ก็จะกลายเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสระว่ายน้ำที่มีน้ำไหลเวียนอีกด้วย


“ท่านพี่ ท่านจะลองลงไปว่ายน้ำดูไหม?”


จู้เจียงเจียงยืนบนขอบสระ มองดูระดับน้ำที่ใกล้จะเท่ากับระดับแม่น้ำแล้วหันไปถามเผยจี้


อากาศร้อนขนาดนี้ นางก็อยากลงไปเล่นน้ำเหมือนกัน


แต่รอบๆมีแต่เหล่าทหารที่ช่วยกันทำงาน พวกเขารอเล่นเครื่องเล่นเหล่านี้มานานแล้ว


อีกเดี๋ยวเติมน้ำเต็ม พวกเขาจะต้องไปเล่นเป็นกลุ่มแรกอย่างแน่นอน ขอแค่เล่นก็มีความเป็นไปได้ที่จะตกลงไป


ถึงตอนนั้น ที่นี่ก็จะกลายเป็นสระน้ำจริงๆแล้ว


นางที่เป็นผู้หญิง เป็นไปไม่ได้ที่จะลงไปเล่นน้ำกับกลุ่มผู้ชายตัวโตๆ ถึงแม้นางจะไม่ถือสาแต่เผยจี้ถือ


ดูท่าหลังจากกิจกรรมครั้งนี้ นางต้องแบ่งวันว่ายน้ำสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะบ้างแล้ว ยังสามารถพาพวกเด็กๆนักเรียนมาเล่นด้วยได้


“นี่จะยากอะไร” เผยจี้ไม่สนใจ


มันก็แค่ไม้ไม่ใช่หรือ ด้วยวรยุทธ์ของเขา แค่เล่นๆก็ผ่านได้แล้ว


จู้เจียงเจียงเหมือนมองความคิดเขาออก บอกข้อจำกัดแรกกับเขา “ห้ามใช้กำลังภายใน ใช้ได้แค่มือกับเท้า”


กับคนอื่นๆนางก็ทำแบบเดียวกัน


“เหล่าทหารทุกคน การเล่นเครื่องเล่นนี้ห้ามใช้กำลังภายใน ใช้ได้แค่มือและเท้าเท่านั้น ใครฝ่าด่านไปได้ก่อนก็ชนะ!” จู้เจียงเจียงตะโกนบอกเหล่าทหารที่แทบทนรอจะทดลองเล่นไม่ไหวแล้ว


พวกทหารเห็นแบบนี้ก็โบกมือตอบโต้นาง


ตอนน้ำในสระเพิ่งเติมถึงครึ่งหนึ่ง ตรงประตูทางเข้าก็มีคนมาต่อแถวยาว และเริ่มมีคนลองเล่นแล้ว


คนที่ไม่ได้เตรียมตัวล่วงหน้า คิดว่าด้วยฝีมือของตนเองจะผ่านไปได้ง่ายๆ จึงประเมินเกมนี้ต่ำไป ต่างทยอยพากันตกลงน้ำ จนได้รับเสียงโห่ร้องเยาะเย้ยของทุกคนที่รอเล่นอยู่ด้านหลัง


ถึงตอนนี้ ด่านที่สามก็ยังไม่มีใครได้สัมผัส


“รองแม่ทัพถู รองแม่ทัพถู...”


เมื่อถูจิ่งเข้าประจำที่ ทุกคนที่อยู่บนฝั่งและคนที่ตกลงไปในน้ำต่างก็ยกมือยกไม้ขึ้นส่งเสียงดังให้กำลังใจเขา


ถูจิ่งก็อยู่ภายใต้เสียงประจบต่อเนื่อง ก็ค่อยๆหลอกตัวเอง คิดว่าตัวเองต้องทำได้แน่


สายตาของจู้เจียงเจียงและเผยจี้ก็มองไปที่ตัวถูจิ่ง เห็นเขาพุ่งเข้าด่านแรก แล้วก็ตกลงไปในน้ำในด่านแรกเช่นกัน


“...”


เมื่อเหล่าทหารในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งบนฝั่งและในน้ำเห็นเหตุการณ์ นอกจากแอบหันหน้าไปกลั้นหัวเราะแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะออกมาดังๆเลยสักคน


ดังนั้นเสียงหัวเราะของจู้เจียงเจียงจึงดังเป็นพิเศษ


“ท่านพี่ ท่านยังจะท้าทายไหม?” นางใช้ถูจิ่งมาเป็นตัวอย่าง แล้วถามเผยจี้อีกครั้ง


เผยจี้รู้ดีถึงฝีมือของถูจิ่ง เห็นเขาแพ้ในด้านแรก เผยจี้อดไม่ได้ที่จะเก็บท่าทีประมาทเมื่อครู่ไป และเริ่มเผชิญหน้าอย่างจริงจัง


“หากผ่านด่านได้ ฮูหยินมีรางวัลให้ข้าไหม?” เขาฉวยโอกาสขอรางวัลให้ตัวเอง


จู้เจียงเจียงได้ยินก็ขมวดคิ้ว “ข้าตัวติดท่านทุกวัน ท่านยังต้องการอะไรอีก?”


นางเปลี่ยนไปเยอะมาก


หลายวันนี้ นางไปไหนก็พาเขาไปด้วย ตัวติดไม่ห่างกันสักก้าวเดียว


หากเขาจะขออะไรเพิ่มอีก เช่นนั้นก็เหลือแค่เร่งให้มีลูกแล้วกระมัง


แต่เผยจี้กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องลูก “หากข้าผ่านด่านแล้ว ต่อไปฮูหยินเรียกข้าว่าอาจ้าวได้ไหม?”


แค่นี้?


จู้เจียงเจียงแปลกใจเล็กน้อย แต่คำขอนี้สำหรับนางมันง่ายมาก “ตกลง!”


เผยจี้ปล่อยมือนางออก ยืดกล้ามเนื้อไปพลางเดินไปที่แท่นด่านไปพลาง พวกทหารเห็นเขาเดินมาก็ทยอยหลีกทางให้


“ท่านแม่ทัพ ห้ามประมาทเด็ดขาด” ถูจิ่งที่อยู่ในน้ำพูดเตือนเขา


เดิมเขาตกน้ำในด้านแรกยังรู้สึกไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แต่หลังจากว่ายไปกลับในน้ำหลายรอบ เขาก็รู้สึกไม่เห็นเป็นอะไร


อากาศร้อนระอุเช่นนี้ การแช่อยู่ในน้ำมันช่างเย็นสบายเหลือเกิน


เผยจี้มองตำแหน่งของจู้เจียงเจียงแวบหนึ่ง แรงกดดันเพิ่มขึ้นเท่าตัว บวกกับเหล่าทหารที่มองอยู่ทั้งข้างบนข้างล่าง ครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องไม่ตกลงไป!


เมื่อครู่เขาสังเกตคนที่ผ่านด่านไป ลูกบอลไม้สามลูก ความเร็วต้องเร็วหน่อยจึงจะไม่ล้มเหลว


ดังนั้น เขาจึงถอยไปถึงด้านหลังของด่าน เพิ่มระยะทางให้ตัวเองให้ได้มากที่สุด แล้ววิ่งพุ่งตรงออกไป


*ตึง ตึง ตึง*


“เยี่ยม! ท่านแม่ทัพ”


เผยจี้ผ่านมาถึงด่านที่สองอย่างราบรื่น คนบนฝั่งส่งเสียงดีใจแทนเผยจี้


จู้เจียงเจียงมองเขาแล้วยิ้ม รอดูตอนเขาผ่านด่านที่สอง ทว่าเซินหมิ่นก็มาพอดี


“พี่หญิงจู้ ป้ายประชาสัมพันธ์ทำเสร็จแล้ว ท่านจะกลับไปดูไหมเจ้าคะ?”


“เอ่อ...”


จู้เจียงเจียงมองเผยจี้ แล้วมองเซินหมิ่น ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจไปดูป้ายประชาสัมพันธ์


“ท่านพี่ ข้ากลับไปสถานศึกษาก่อน ท่านจบแล้วก็ตามข้ามานะ”


นางตะโกนหาเผยจี้ที่กำลังเล่นด่านที่สอง ทำให้เขาตกใจก้าวพลาดเกือบจะตกลงไปในน้ำ


โชคดีที่เขาใช้กำลังภายในเกาะไม้ไว้ได้ ไม่ได้ตกลงไปในน้ำต่อหน้าของจู้เจียงเจียง


เพียงแต่พอจู้เจียงเจียงเดินไป เผยจี้ก็ตกลงไปในน้ำทันที


ทุกคนเห็นเขาตกลงไป ในใจ ก็เริ่มสงสัยว่าของสิ่งนี้ยากขนาดนั้นจริงหรือ ในเวลาเดียวกันก็กระตุ้นความต้องการเอาชนะของทุกคนที่นี่


ตลอดช่วงบ่าย ในสระน้ำเต็มไปด้วยเหล่าทหารที่ตกลงไปในน้ำ


นอกจากเหล่าทหารที่ไปส่งสินค้ายังแคว้นเสี่ยวซีแล้ว ทหารที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง วันนี้ตลอดทั้งบ่ายต่างก็แช่กันอยู่ในสระน้ำทั้งหมดแล้ว


สระน้ำใหญ่เพียงพอ หนึ่งพันเจ็ดร้อยกว่าคนแช่อยู่ก็ไม่มีปัญหา


และเนื่องจากมีขอบสระคอยกั้นอยู่ พวกเขาสามารถปล่อยตัวไปตามสายน้ำได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกกระแสน้ำพัดไป


หลังเผยจี้ตกน้ำก็ไม่ได้เล่นอีก เขาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เสร็จแล้วก็ไปสถานศึกษาหาจู้เจียงเจียง


ที่สถานศึกษา


ผ้ายางสีเหลืองผืนมหึมาปูอยู่บนสนามออกกำลังกายในสถานศึกษา ที่จริงนี่เหมือนกับหลังคากันฝน เพียงแต่ไม่ได้ย้อมสี เป็นสีของยางที่อัดขึ้นรูปแล้วเกิดปฏิกิริยาออกซิไดซ์เท่านั้น


ผ้ายางผืนนี้ หมิงเหยาได้พาพวกเด็กๆในสถานศึกษามาวาดภาพอยู่ด้านบน


บนภาพวาด มีทั้งภูเขาชาสีเขียว ทุ่งดอกไม้สีแดง สระว่ายน้ำสีฟ้า บ่อกุ้งสีน้ำตาล ยังมีภูเขาลูกใหญ่และแม่น้ำ รวมไปถึงบ้านอีกสองหลัง


หลังหนึ่งคือสถานศึกษา อีกหลังคือหมินซู่


ภาพวาดที่เรียบง่ายและเป็นนามธรรม กลับวาดจุดเด่นทั้งหมดของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงออกมาได้อย่างชัดเจน


ด้านบนและด้านล่างของภาพวาด มีตัวอักษรที่เขียนโดยอู่จิ้นผิงอยู่


“แม่นางจู้ เป็นอย่างไร ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าผิดหวังใช่ไหม?” อู่จิ้นผิงถือพู่กันด้ามใหญ่หนึ่งไว้ในมือ ท่าทางเขาดูพอใจมาก เดินมาถามตรงหน้าจู้เจียงเจียง


“ลำบากผู้อาวุโสอู่แล้ว เป็นเกียรติของเราที่บนป้ายประชาสัมพันธ์มีตัวอักษรของท่าน”


นี่เป็นเพราะจู้เจียงเจียงหน้าด้านไปขอมาได้จริงๆ ตัวอักษรของกษัตริย์ในยุคสมัยนี้ ก็เปรียบเสมือนป้ายโฆษณาที่ดึงดูดลูกค้าได้ดีที่สุด


ตอนที่ 219: เทศกาลไหว้พระจันทร์


“แม่นางจู้ไม่ต้องเกรงใจ”


อู่จิ้นผิงไม่สนใจว่านางมีวัตถุประสงค์อะไร เรื่องที่เขาใส่ใจคืองานตรงหน้า “ป้ายประชาสัมพันธ์นี้ทำเสร็จแล้ว แม่นางจู้คิดจะไปตั้งไว้ที่ไหน? แล้วกิจกรรมนี้จะเริ่มเมื่อไร?”


ภูเขาชา ทุ่งดอกไม้ บ่อกุ้ง ความเจริญรุ่งเรืองนี้ของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง มีครึ่งหนึ่งที่เขาเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น


เรื่องเหล่านี้อู่จิ้นผิงเห็นพวกมันเป็นเรื่องที่ตัวเองต้องไปทำให้สำเร็จไปแล้ว


“ก็วางตั้งไว้ที่ทางเข้าถนนหลินอิ้น”


ถนนหลินอิ้นที่จู้เจียงเจียงพูดถึง ที่จริงก็คือถนนหลวงข้างหน้าบริเวณที่ปลูกต้นผลไม้สิ้นสุดลง


เอาป้ายประชาสัมพันธ์ตั้งไว้ที่นั่น ขอแค่คนมาจากเมืองเจียงหนานก็จะเห็นกันทุกคน


“ได้ งั้นก็ไปตั้งกันเลย!”อู่จิ้นผิงพูดเสียงดัง แสดงความกระตือรือร้นกว่าจู้เจียงเจียงเสียอีก


จู้เจียงเจียงเรียกหาทหารมาช่วยหลายคน หยิบบันไดหลายอัน แบกท่อนไม้ที่สั่งไว้จากในเมืองไปตอกป้ายประชาสัมพันธ์ที่ด้านหน้าด้วยกัน


ป้ายประชาสัมพันธ์ทั้งใหญ่และสูง เหมือนป้ายโฆษณาขนาดมหึมาที่เห็นได้บนทางด่วนชาติก่อน


ทุกคนให้ความร่วมมือกันอย่างหนักจึงตั้งเสาไม้ได้สำเร็จ


“ทางซ้ายสูงอีกหน่อย อ่า ใช่แล้ว...”


อู่จิ้นผิงเหมือนคนแก่คนหนึ่งที่กังวลเรื่องบ้าน กำลังชี้นิ้วสั่งการอยู่ด้านล่าง


จู้เจียงเจียงยืนอยู่ข้างเขาดูเหมือนเป็นส่วนเกิดนิดๆ “ผู้อาวุโสอู่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากปรึกษาหารือกับท่าน”


“เรื่องอะไรหรือ?” อู่จิ้นผิงหันหน้ามา


“คือแบบนี้ ท่านดูถนนหลวงเส้นนี้ สถานที่ด้านหลังที่ถูกปิดตายทะลุผ่านได้แล้ว งั้นถนนหลวงเส้นนี้สามารถกลับมาเปิดใช้ใหม่ได้หรือไม่?” จู้เจียงเจียงบอกความคิดกับเขาอย่างตรงไปตรงมา


ที่จริงแล้ว นางต้องการเปิดใช้ถนนหลวงเส้นนี้ใหม่ เพื่อเพิ่มความนิยมให้กับแหล่งท่องเที่ยวของนาง


แต่การเปิดใช้ถนนหลวงใหม่ต้องรายงานและขออนุมัติจากราชสำนัก


ทางโจวเหลียง ขอแค่นางอ้าปากก็ไม่มีปัญหาแน่นอน


ปัญหาตอนนี้คือ การเปิดใช้ถนนหลวงเส้นนี้ ไม่ใช่เรื่องของที่ว่าการเมืองเจียงหนานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ว่าการใกล้เคียงอีกด้วย


ที่ว่าการใกล้เคียงจะร่วมกันนำเรื่องนี้แจ้งกับทุกด่าน เพื่อให้พ่อค้าที่ผ่านไปมาทราบว่า ถนนหลวงเส้นนี้สามารถใช้สัญจรได้แล้ว


แต่การติดต่อที่ว่าการใกล้เคียง รอให้พวกเขารายงานและขออนุมัติจากราชสำนัก ไปกลับหนึ่งครั้งก็เสียเวลามากๆ


กิจกรรมฝ่าด่านเครื่องเล่นสิ่งกีดขวางของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว จู้เจียงเจียงไม่มีเวลามากขนาดนั้น นางยังต้องฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน ทำการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง


“นี่เป็นเรื่องดีนี่นา ราชวงศ์ต้าหลี่มีถนนหลายเส้นให้เดิน เหล่าประชาชนที่ผ่านทางไปมาก็จะประหยัดเวลาได้ไม่น้อย เปิดใช้ใหม่เลย” อู่จิ้นผิงแสดงการสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง


จู้เจียงเจียงตื่นเต้น “งั้นผู้อาวุโสอู่เขียนจดหมายหลายฉบับให้ใต้เท้าโจวส่งไปทุกที่ว่าการได้หรือไม่?”


อู่จิ้นผิงตอบ “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น ให้ใต้เท้าโจวเอาป้ายคำสั่งของข้าไปก็พอ”


เยี่ยมเลย!


จู้เจียงเจียงเห็นเรื่องนี้สำเร็จอย่างง่ายดาย นางอดตื่นเต้นไม่ได้


หลังจากที่ได้ป้ายคำสั่งจากอู่จิ้นผิงแล้ว นางก็เข้าเมืองไปหาโจวเหลียง ถือโอกาสติดป้ายประชาสัมพันธ์ที่เขียนเสร็จก่อนหน้านี้ไปด้วย

.........…


“เทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบ ทิวทัศน์เมืองเจียงหนาน ผู้เฒ่าจันทราลงมายังโลกมนุษย์ พบกันที่ทุ่งดอกไม้...”


“ข้าไม่รู้หนังสือยังรู้ นี่ต้องเป็นของเล่นใหม่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงทำออกมาอีกแล้วใช่ไหม? โดยรวมพูดว่าอะไรรีบบอกกับทุกคนเร็ว”


“ดูท่าทางแล้วหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะมีเทศกาลฉลองใหญ่”


ตอนนี้ ทุกครั้งบนกระดานประกาศหน้าประตูที่ว่าการเมืองเจียงหนานติดอะไรใหม่ๆ ทุกคนก็จะคิดไปถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


ครั้งนี้ก็เหมือนกัน


“เทศกาลฉลองใหญ่?”


ทุกคนต่างครุ่นคิด “เวลานี้ เพิ่งผ่านเทศกาลชีซีไป ปีใหม่ยังอีกนาน ก็ไม่มีเทศกาลอะไรแล้วนี่นา หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะมีเทศกาลฉลองใหญ่อะไรกัน?”


“บนนี้เขียนไว้ไม่ใช่หรือ?” มีคนเจอจุดสำคัญบนกระดาษแล้ว “พวกเจ้าดู ด้านบนบอกว่าจะฉลองใหญ่เทศกาลไหว้พระจันทร์”


เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็งุนงงไม่เข้าใจอยู่สักพัก


“แล้วเทศกาลไหว้พระจันทร์คืออะไร ไม่เคยได้ยินมาก่อน”


“นี่มีอะไรต้องตระหนกตกใจกัน แม่นางจู้ก็ทำเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจที่พวกเราไม่เคยได้ยินออกมาเป็นประจำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ อย่าสนว่ามันคืออะไร พวกเราไปดูก็รู้แล้วจริงไหม?”


จู้เจียงเจียงจัดเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ทั้งหมดเพราะความบังเอิญ


ตอนเปิดสวน นางกำลังกลัดกลุ้มหาวิธีพูดไม่ได้


กลางคืนวันหนึ่ง ขณะนั่งดื่มชาอย่างกลุ้มใจอยู่ในลานบ้าน เห็นแสงจันทร์บนท้องฟ้ากลมขึ้นเรื่อยๆ นางจึงถามเผยจี้หนึ่งประโยคอย่างไม่ตั้งใจ “วันไหว้พระจันทร์ ท่านพี่อยากกินขนมไหว้พระจันทร์ไส้อะไร”


แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงเลยก็คือ เผยจี้กลับย้อนถามนางว่า “วันไหว้พระจันทร์คืออะไร? ขนมไหว้พระจันทร์คืออะไร?”


ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงถึงนึกขึ้นได้ เหมือนปีก่อนเมืองเจียงหนานก็ไม่มีการฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์เช่นกัน


ตอนนั้นนางยุ่งมาก จนลืมไปเสียสนิทเรื่องการฉลองเทศกาล


พอมาปีนี้ถึงได้นึกขึ้นมา และบังเอิญว่าตอนเปิดสวนก็ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร นางเลยใช้เรื่องพระจันทร์เต็มดวงนี้เป็นเหตุผล ใช้วิธีพูดอย่างยิ่งใหญ่ให้เรื่องเปิดสวนของตัวเอง


ยิ่งไปกว่านั้น ประโยคที่ว่า ‘พระจันทร์เต็มดวง ครอบครัวล้อมเป็นวงกลมพร้อมหน้าพร้อมตา’ ก็สามารถนำไปใช้กับเรื่องของจูชิงหรานและหมิงเหยาได้เหมือนกัน ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว


เพราะฉะนั้น เพื่อเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ยาวนานถึงสามวันสองคืน จู้เจียงเจียงจึงยังประชุมอยู่กับพวกเซินหมิ่นในสถานศึกษาจนดึกดื่น


“วันไหว้พระจันทร์จะให้พวกเด็กๆหยุดเรียนหรือ?” เซินถานได้ยินเรื่องหยุดเรียนก็ไม่ค่อยพอใจ


สถานศึกษานี้ของจู้เจียงเจียง ปกติที่เรียนห้าวันหยุดสองวันก็ถือว่าเยอะมากพอแล้ว อีกทั้งยังมีปิดภาคเรียนฤดูร้อนและฤดูหนาวอีก เวลาเข้าเรียนของพวกเด็กๆ นับว่าน้อยเข้าไปใหญ่


ทำไมตอนนี้จะหยุดเรียนอีกเล่า!


นางกำลังทำสถานศึกษาจริงๆหรือ!


“อาจารย์เซิน วันหยุดครั้งนี้ไม่เพียงแค่พวกเด็กๆ คนงานในโรงงาน บ่อกุ้งก็หยุดเช่นกัน นี่คือกิจกรรมเฉลิมฉลองอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มสีสันให้กับชีวิตในยามว่างของทุกคน ดังนั้นจึงขอให้ท่านโปรดเข้าใจด้วย”


จู้เจียงเจียงพยายามอย่างหนักที่จะโน้มน้าวเซินถาน แต่เขาไม่ไว้หน้านางสักนิดเดียว


“หนึ่งสัปดาห์หยุดสองวัน ชีวิตยามว่างของพวกเด็กๆ ยังสมบูรณ์ไม่พออีกหรือ?!”


เสียงตะโกนของเซินถานนี้ ไม่เพียงทำให้จู้เจียงเจียงตกใจ แม้แต่จูชิงหรานและหมิงเหยาก็ตกใจไปด้วย


สามคนมองหน้าสบตากันไม่กล้าพูดอะไร


เซินหมิ่นเห็นแบบนี้ก็รีบพูดผ่อนคลายบรรยากาศ “พี่ใหญ่ แม่นางจู้ทำแบบนี้ต้องมีเหตุผลของนางอย่างแน่นอน พี่ต้องเชื่อใจนาง อีกทั้งทุกคนก็ตั้งตารอคอยเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ ทำไมพี่ถึงหัวแข็งแบบนี้!”


นางอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียงมาตลอด เพื่อเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้จู้เจียงเจียงพยายามทุ่มเทแค่ไหน นางมองเห็นอยู่ในสายตา


ยิ่งไปกว่านั้น นางยังตั้งตารอที่จะได้ดูการแสดงต่างๆ ในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้อีกด้วย


ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร นางก็จะโน้มน้าวพี่ใหญ่ตัวเองให้ได้


เซินถานเห็นเซินหมิ่นออกมาช่วยพูดให้จู้เจียงเจียง ท่าทางของเขาก็ลดหายไปกว่าครึ่ง


น้องสาวของเขาคนนี้ คนในครอบครัวต่างเอาอกเอาใจสุดๆ รวมถึงตัวเขาเองด้วย ดังนั้นขอแค่นางเอ่ยปาก เขาก็ห่างความประนีประนอมอยู่ไม่ไกลแล้ว


“หมิ่นเอ๋อร์ พี่ใหญ่หวังดีกับพวกเด็กๆ” เขาพยายามกล่อมน้องสาวตัวเอง


“หากพี่ใหญ่หวังดีกับพวกเด็กๆจริง งั้นก็ให้พวกเขามาตัดสินใจแล้วกัน คาบเรียนพรุ่งนี้ถามทุกคนก็รู้เอง!” เซินหมิ่นพูดอย่างสง่าผ่าเผย


คนที่อยู่ที่นี่ได้ยินก็อดไม่ได้จะก้มหน้าแอบยิ้ม


ถ้าให้พวกเด็กๆมาเลือก เช่นนั้นพวกเขาก็ต้องสนับสนุนการเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์แน่นอนอยู่แล้ว หากเป็นแบบนี้ เซินถานยังมีหวังจะชนะอยู่อีกไหม?


“พี่ใหญ่ ข้าคิดว่าน้องหญิงพูดถูก พวกเราทุกคนในโรงเตี๊ยมก็ตั้งตารอคอยเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้มาก” เซินเซี่ยวเข้าร่วมการพูดโน้มน้าวด้วย


มีสองพี่น้องตระกูลเซินร่วมพูดโน้มน้าวเซินถาน จู้เจียงเจียงและอาจารย์อีกสองท่านก็แค่รอผลลัพธ์ก็พอ


นางยังถือโอกาสพูดกระซิบกับจูชิงหราน “อาจารย์จู เครื่องเล่นสิ่งกีดขวางเล่นได้แล้ว ท่านต้องหาโอกาสไปฝึกฝนบ่อยๆถึงจะได้”


“ข้ารู้แล้ว ขอบคุณอาจารย์จู้มาก” จูชิงหรานรู้สึกขอบคุณจู้เจียงเจียงจริงๆ


ในความเข้าใจของเขา จู้เจียงเจียงจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งใหญ่แบบนี้ก็เพื่อจะให้เขากับหมิงเหยาได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น


หากเขาไม่พยายามกว่านี้ ก็ถือว่าผิดต่อนางที่ทำทั้งหมดนี้ขึ้นมา


ตอนที่ 220: ฮูหยินเขาหวานกว่า


“หมายความว่าอย่างไร? หมู่บ้านพวกเราก็ต้องแขวนโคมแดงด้วยหรือ?”


จู้เจียงเจียงซื้อกระดาษสีแดงจำนวนมากกลับมา เรียกทุกคนในหมู่บ้านมาประชุม แจกกระดาษสีแดงให้พวกเขา ให้ทุกบ้านทำโคมไฟขึ้นแขวน


ทุกคนได้ยินเรื่องนี้ก็งงงันกันไปหมด


พวกเขานึกว่าจู้เจียงเจียงจัดเทศกาลไหว้พระจันทร์ครั้งนี้ จัดแค่ที่หมินซู่เท่านั้น ใครจะรู้ว่าในหมู่บ้านก็จะต้องตกแต่งด้วย


“เทศกาลฉลองใหญ่ เน้นบรรยากาศสนุกครื้นเครง”


จู้เจียงเจียงยังคงยืนกรานจะแจกกระดาษสีแดงให้ทุกคน ส่วนพวกเขาจะทำหรือไม่ ก็แล้วแต่พวกเขาเองแล้ว


ถึงอย่างไร บ้านตระกูลเผยก็จะจัดการตกแต่ง


ทุกคนมองกระดาษสีแดงในมือแล้วมองหน้ากัน


พวกเขารู้กิจกรรมครั้งนี้ของจู้เจียงเจียงไม่ใช่งานเล็กๆ แต่คิดไม่ถึงว่าจะใหญ่ขนาดนี้ นางคิดจะทำอะไรกันแน่?


หลังแจกกระดาษสีแดงเสร็จ จู้เจียงเจียงก็ให้ทุกคนในหมู่บ้านกลับไปเตรียมการ


ไม่กี่วันก็จะถึงเดือนสิบแล้ว นางยังมีเรื่องมากมายต้องทำ หนึ่งในนั้นที่ทำให้นางปวดหัวมากที่สุดก็คือ พวกชาวบ้านด้านนอกจะกระตือรือร้นมากเกินไปแล้ว!


ป้ายประชาสัมพันธ์เพิ่งติดได้ไม่กี่วันก็มีกลุ่มคนชุดต่อชุดมาดูความสนุกในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง หนึ่งในนั้นยังมีคนจำนวนมากที่มาหานางโดยเฉพาะ


คนที่มาหานาง ส่วนใหญ่ก็แค่อยากมาส่งของขวัญสร้างความสัมพันธ์ ไม่มีเรื่องอื่นเป็นพิเศษ


จู้เจียงเจียงปฏิเสธไม่ได้ เริ่มแรกยังนึกว่าพวกเขามาหานางเพราะมีเรื่องสำคัญบางอย่าง ต่อมาถึงพบว่าพวกเขาก็แค่อยากมาคุยเล่นกับนางเท่านั้น


สวรรค์!


ฟ้ารู้ว่านางมีเรื่องต้องทำเยอะแค่ไหน ถูกพวกชาวบ้านเป็นมิตรเหล่านี้ถ่วงเวลามาเยอะ ตอนนี้จู้เจียงเจียงกลางวันกลางคืนก็ไม่ได้ผ่อนคลาย ทำงานหามรุ่งหามค่ำมาโดยตลอด


กิจกรรมเทศกาลไหว้พระจันทร์ กำหนดยาวสามวันสองคืน แน่นอนว่าต้องมีการวางแผนเอาไว้มากมาย


การแสดงจากหอจ้าวเซิง งานเลี้ยงในสวน ผลไม้อร่อยๆของงานเทศกาล เครื่องเล่นสิ่งกีดขวางของทุ่งดอกไม้ ยังมีขนมไหว้พระจันทร์…


ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ที่เซินหมิ่นช่วยเหลือได้มีไม่มาก อีกทั้งนางยังมีหน้าที่ต้องตกแต่งสถานที่ จะมีเวลาว่างได้อย่างไร? ในที่สุดก็ต้องเป็นนางที่ต้องจัดการเองทั้งหมด


เผยจี้ตามอยู่ข้างกายนางมาตลอดหลายวัน ตามนางไปในเมือง ไปกลับแต่ละหมู่บ้าน ม้าของเขาใกล้จะตายแล้ว


ในที่สุด


พวกเขายุ่งมานานขนาดนี้ ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สองวันก็จะถึงเดือนสิบแล้ว เรื่องในมือของจู้เจียงเจียงก็เสร็จไปกว่าครึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถอยู่บ้านกินข้าวเย็นตามปกติได้แล้ว


เผยเสี่ยวอวี๋ยังอยู่ที่สถานศึกษา พวกหอจินชิวนึกว่าเย็นนี้พวกเขาไม่อยู่บ้านอีก ดังนั้นจึงไม่มาอาศัยกินข้าว


ในลานเล็กของบ้านตระกูลเผย มีแค่จู้เจียงเจียงและเผยจี้เท่านั้นที่กำลังกินข้าวอยู่


นี่คือช่วงเวลาหายากในช่วงหลายวันมานี้ที่พวกเขาสองสามีภรรยามีเวลาว่างมานั่งกินข้าวหนึ่งมื้อด้วยกัน


ถึงแม้พวกเขาจะกำลังกินข้าวอยู่ แต่ในห้องครัวก็ยังมีหม้อใหญ่สองใบกำลังต้มอะไรบางอย่างที่จู้เจียงเจียงต้องใช้พรุ่งนี้ ถึงกระนั้นเผยจี้ก็พอใจมากกับเรื่องนี้แล้ว


“พระจันทร์กลมแล้ว...”


จู้เจียงเจียงกัดตะเกียบ เงยหน้ามองแสงสว่างของดวงจันทร์ มีท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อย


เผยจี้นึกว่านางกำลังยุ่งยากใจกับกิจกรรมในอีกสองวันข้างหน้า กลับไม่รู้เลยว่านางกำลังคิดถึงครอบครัวในชาติที่แล้ว


“ฮูหยิน อ้าปาก”


เขาแกะกุ้งยื่นจ่อที่ปากให้นางกิน


จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงก็ได้สติ ก้มหน้ามองเนื้อกุ้งใกล้ปาก แล้วมองเผยจี้แวบหนึ่ง “ท่านให้ข้ากินหมด แล้วท่านเล่า?”


เย็นนี้พวกเขาสองคนรับมือกับความหิวด้วยการต้มบะหมี่ โดยในบะหมี่วางกุ้งที่เขาคลำทางไปช้อนขึ้นมาแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น


เดิมเนื้อกุ้งก็มีไม่มาก ในถ้วยของเขายังแกะให้นางจนหมดอีก


เผยจี้ยัดเนื้อกุ้งเข้าปากนาง ตัวเองแค่ดูดนิ้ว แล้วก้มหน้ากินบะหมี่ต่อ


“ท่านพี่...” ชั่วพริบตาจู้เจียงเจียงก็แสบจมูกขึ้นมา รู้สึกซาบซึ้งจนอยากจะร้องไห้


เมื่อครู่นางยังมองดวงจันทร์คิดถึงบ้าน กลับลืมไปว่าข้างกายตัวเองตอนนี้ก็มีคนหนึ่งในครอบครัว


“ร้องไห้ทำไม” เผยจี้เห็นนางน้ำตาไหล ตอนยื่นมือไปช่วยนางเช็ด จู่ๆ ก็นึกได้ว่ามือตัวเองเปื้อนน้ำมัน


หมุนข้อมือใช้แขนเสื้อช่วยเช็ดให้นางแทน


การกระทำเล็กๆนี้ ยิ่งทำให้จู้เจียงเจียงทนไม่ได้


นางวางตะเกียบในมือลง ลุกไปนั่งบนตักแล้วกอดคอเขา แสดงท่าทีออดอ้อน “ท่านพี่เป็นคนดีจริงๆ”


เมื่อก่อนนางเอาแต่คิดเรื่องใช้ชีวิตเป็นม่าย ตอนนี้ดูแล้วโชคดีที่ตอนต้นไม่ได้ไล่เขาออกไป ไม่เช่นนั้นนางก็คงพลาดผู้ชายที่ดีขนาดนี้แล้ว


จู่ๆ ถูกนางพึ่งพาแบบนี้ เผยจี้รู้สึกประหลาดใจที่ได้รับความรัก มือทั้งสองข้างค้างอยู่กลางอากาศ ไม่กล้าตอบสนองการกอดของนาง


เนิ่นนาน เขายิ้มหยอกล้ออย่างเอ็นดูข้างหูของนาง “ฮูหยินเป็นอะไรไป? จู่ๆ ออดอ้อนข้าแบบนี้ ทำข้าแปลกใจจริงๆ”


จู้เจียงเจียงพิงไหล่ของเขา หลับตาดื่มด่ำกับกลิ่นกายของเขา พึมพำว่า “เปล่า ก็แค่อยากกอดท่าน”


นางถูเบาๆเหมือนแมวน้อย เส้นผมเล็กๆของนางพาดผ่านใบหูของเขา ตอนนี้เผยจี้รู้สึกทรมานเล็กน้อย


เขากดเสียงต่ำถามนาง “ฮูหยิน ยังกินบะหมี่อยู่ไหม?”


จู้เจียงเจียงได้ยินคำถามนี้ นางปล่อยเขาออก หันหน้าไปมองบะหมี่ในถ้วยตัวเอง มีความลำบากใจเล็กน้อย “ข้ากินไม่หมด...”


เผยจี้เห็นแบบนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกถ้วยของนางขึ้น เทลงในถ้วยตัวเองและเริ่มกินคำใหญ่


เขากินอย่างรวดเร็ว กวาดเข้าไปในปากไม่เคี้ยวให้ละเอียดก็กลืนลงไป แม้แต่น้ำแกงในถ้วยก็ดื่มจนหมดไม่เหลือสักหยด


จู้เจียงเจียงยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเขาใช้มือข้างหนึ่งเกี่ยวเอวอุ้มขึ้น


มือข้างหนึ่งของเขาหยิบถ้วยตะเกียบที่ซ้อนทับกัน มืออีกข้างหนึ่งก็อุ้มนางอยู่ พานางเดินไปห้องครัวด้วยกัน


วางถ้วยในกะละมังไม่ได้ล้าง


หลังปิดประตูห้องครัวและประตูใหญ่ เผยจี้ก็พานางกลับห้องทันที


เมื่อครู่ตอนนางต้มบะหมี่ เขากลับห้องมาเตรียมน้ำอาบเอาไว้แล้ว ตอนนี้ตรงไปอาบได้เลย


เห็นท่าทางรีบจนทนไม่ไหวของเขา จู้เจียงเจียงเพียงแค่ยิ้มไม่ได้ขัดขืนแต่อย่างใด ทั้งยังค่อนข้างให้ความร่วมมือ ปล่อยให้เขาพานางไปอาบน้ำและนอนหลับด้วยกัน

…........


ถั่วแดงและถั่วเขียวอย่างละหม้อที่ต้มอยู่ในห้องครัวเมื่อคืน ตอนเช้าตื่นมาก็เย็นหมดแล้ว


เย็นกำลังดี เมื่อจู้เจียงเจียงตื่นนอนก็เริ่มเอาพวกมันเทลงในกะละมังที่มีผ้าขาวสะอาดแห้งรองอยู่ ใช้ไม้ค่อยๆบดหยาบจนละเอียดทำเป็นไส้ถั่วแดงและไส้ถั่วเขียว


ตอนกลางวันทางโรงเตี๊ยมต้องยุ่งกับงานในร้าน งานละเอียดประณีตแบบนี้พวกเขาทำไม่ทัน จู้เจียงเจียงทำได้เพียงเอางานกลับมาทำที่บ้าน


หลังจากทำเสร็จ ทางเซินเซี่ยวก็แค่ต้องรับผิดชอบปั้นแป้งด้านนอกก็พอ


เผยจี้ก็มาช่วยนางด้วย


“ท่านพี่ลองชิมดู” จู้เจียงเจียงใช้มือปั้นไส้ถั่วแดงเป็นก้อนจ่อปากเผยจี้ “หวานมากไปหรือเปล่า?”


เผยจี้ไม่สนใจว่าไส้ถั่วแดงหวานไม่หวาน เขากินไปพลางมองนางไปพลาง ดวงตายิ้มให้นาง “หวานสู้ฮูหยินเมื่อคืนไม่ได้”


“…” จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ก็หน้าแดงขึ้นทันที


นางก้มหน้าหลบสายตาหลงใหลของเขา แสร้งพูดด้วยความโกรธ “เร็วเข้า! รีบทำงาน”


เมื่อคืนเป็นเพราะนางคิดถึงบ้าน ดังนั้นจึงพึ่งพาเขาเล็กน้อยและเริ่มก่อนอีกเล็กน้อย ถึงกับทำให้เขาคิดเกี่ยวกับมันมาจนถึงตอนนี้เลยหรือ?! 


“ประโยคนี้พูดเกินไปหรือเปล่า? เมื่อคืนเหมือนฮูหยินพูดแค่สามคำเอง”


เผยจี้เห็นนางเขินอายก็ยิ่งอยากหยอกล้อนาง


“ท่าน!”


ตอนนี้ ใบหน้าของจู้เจียงเจียงแดงก่ำลามถึงใบหูแล้ว ราวกับน้ำจะหยดลงมา นางทำท่าโกรธเคืองพูดว่า “ข้าไม่สนใจท่านแล้ว!”


“ฮ่าๆๆ...” เผชิญหน้ากับการข่มขู่ของนาง เผยจี้แค่รู้สึกว่านางน่ารัก และไม่ได้ถือสาอะไร


ภรรยาของเขาน่ารักจริงๆ!


จบตอน

Comments