divorce ep221-230

 ตอนที่ 221: เทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบกำลังจะเริ่มขึ้น


เทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบ


ประตูทิศใต้ เมืองเจียงหนาน


ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น หมอกของรุ่งอรุณยังไม่ทันจางหาย ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง ทว่าฝูงชนในตัวเมืองเจียงหนานต่างก็ทยอยออกเดินทางกันอย่างไม่ขาดสาย


ทุกคนสวมเสื้อผ้าที่ตนคิดว่าสวยที่สุด พาครอบครัวและมิตรสหายไปด้วยกันอย่างกระตือรือร้น มุ่งหน้าไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน


ผู้คนกว่าครึ่งเดินเท้าไป ส่วนคนที่นั่งรถม้าก็มีเพียงน้อยนิด


“ก่อนหน้านี้พวกเจ้าเคยไปดูมาแล้วหรือยัง? เป็นอย่างไรบ้าง ทางนั้นคึกคักไหม?”


“เคยไปแล้ว” หนึ่งในนั้นมองคนที่เพิ่งพูดจบด้วยความประหลาดใจ ก่อนถามว่า “หรือว่าพี่ชายยังไม่เคยไป?”


คนอื่นๆที่ได้ยินดังนั้น ต่างก็ชำเลืองสายตาไปยังคนผู้นั้นเหมือนกำลังพูดว่า ยังมีคนไม่เคยไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงด้วยหรือ?!


ก่อนหน้านี้ คนที่ได้ยินข่าวว่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะจัดเทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบ มีไม่น้อยที่ใช้ข้ออ้างนี้ไปดูครั้งหนึ่ง


ถึงแม้ลักษณะของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างกับตอนที่พวกเขาไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยม แต่ก็ดูออกถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เช่นถนนหลวงที่เปิดใช้ใหม่ และป้ายประชาสัมพันธ์แผ่นนั้นที่เด่นเป็นสง่า


ทุกคนเคยเห็นมาแล้ว


“ทำให้ทุกท่านขบขันแล้ว หลายวันก่อนไปบ้านน้องสาวที่ต่างถิ่น เรียกพวกเขามาร่วมสนุกด้วยกัน เพิ่งกลับมาเมื่อวาน ดังนั้นจึงยังไม่มีโอกาสได้ไปดู”


“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง...”


“ไม่ปิดบังทุกท่าน หลายวันก่อนข้าเพิ่งส่งข่าวไปหาญาติที่อยู่ไกล ดูสิ ตอนนี้ครอบครัวลุงเขยเลยมากันหมด”


“วันนี้ดูท่าหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต้องคึกคักแน่ๆ...”


ชื่อเสียงของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเมืองเจียงหนานได้แพร่ไปไกลนานแล้ว ดังนั้นเมื่อได้รับจดหมายจากญาติที่อยู่ไกล คนที่อยู่ต่างถิ่นจึงคิดหาวิธีเลื่อนงานในมือออกไป เพื่อจะได้รีบมาดูความสนุกนี้


ตามข้อมูลที่แม่นางจู้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแจ้งไว้ เทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบครั้งนี้มีกินมีดื่ม และยังมีกิจกรรมสนุกๆ ทุกคนจึงอยากจะมาดู


“โอ้โฮ ทุกคนมาดูเร็ว!”


ดูเหมือนมีใครคนหนึ่งพบเจออะไรที่น่าตื่นเต้นบางอย่างเข้า ตะโกนชี้ไปข้างหน้า “บนต้นไม้ตรงนั้นแขวนโคมไฟไว้เต็มไปหมดเลย คึกคักเหมือนเทศกาลฉลองใหญ่ปีใหม่เลย”


อีกคนได้ยินคำนี้ก็รีบโต้แย้ง “เทศกาลฉลองใหญ่ปีใหม่ไหนเลยจะคึกคักเท่าตอนนี้ ดูท่าแม่นางจู้ลงทุนไปไม่น้อย พวกเราครั้งนี้ต้องเล่นกันให้สนุกแล้ว!”


แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงทุ่มทุนไปเยอะมาก!


เริ่มจากผลไม้ต้นแรกของถนนหลินอิ้น นางก็ให้คนไปแขวนโคมไฟไว้


โคมไฟนี้กลางวันจะไม่จุด ทำเป็นเครื่องประดับตกแต่งเท่านั้น ตกกลางคืนเผยจี้ก็จะให้ทหารภายใต้บังคับบัญชามาจุดโคมไฟทีละดวง นางอยากให้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนกลางคืนก็มีแสงสว่างไสว


ประการแรก เพื่อให้ชาวบ้านที่ไปมาได้รับความสะดวก


พวกชาวบ้านที่มาในตอนกลางวันกินดื่มเที่ยวเล่นกันอย่างสนุก กลางคืนยังมีรายการแสดงของหอจ้าวเซิง หากไม่พักที่โฮมสเตย์ กลับไปฟ้าค่ำมืดไม่ปลอดภัย


โคมไฟที่จู้เจียงเจียงเตรียมไว้ก็ได้ใช้ประโยชน์แล้ว


ประการที่สอง นางต้องการใช้โคมไฟเหล่านี้เพื่อสร้างบรรยากาศยามค่ำคืนที่เหมือนในตัวเมือง ใช้มันมาบอกทุกคน หมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ในตัวเมือง


นอกจากนี้ การเปิดใช้ถนนหลวงใหม่เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนทั้งเมือง เหล่านี้ก็ถือเป็นการฉลองใหญ่แล้ว


ถนนหลินอิ้นหลายลี้แขวนโคมไฟไว้สูงจนถึงหน้าโรงเตี๊ยมไม่ขาดสาย และยังมียาวลงไปตามถนนอีก แต่พวกแขกส่วนใหญ่กลับหยุดลงที่โรงเตี๊ยม


วันนี้พวกเขามาตั้งแต่เช้า ข้าวก็ยังไม่ได้กิน แล้วยังเดินมาตลอดทาง ใครจะไม่หิวบ้าง?


จู้เจียงเจียงคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้นตอนนี้ทั้งด้านในและด้านนอกโรงเตี๊ยม จึงมีการจัดเตรียมโต๊ะและเก้าอี้ไว้ให้พวกแขกได้นั่งพักดื่มชาและกินข้าวเช้า


มีคนไม่น้อยเลือกกินข้าวเช้าใต้ต้นไม้ริมถนนข้างทาง


ในโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ไม่รู้ว่าจะต้องรออาหารนานแค่ไหน ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะซื้อซาลาเปาและเล่าปิ่งที่ขายอยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยมมากินรองท้องไปก่อน


ซาลาเปาและเล่าปิ่งเหล่านี้ก็มาจากโรงเตี๊ยมของจู้เจียงเจียง โดยมีชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำ


“ด้านบนนี้เขียนว่าอะไร?”


ข้างถนนหลวงตรงข้ามประตูใหญ่โรงเตี๊ยม มีกำแพงประกาศยาวมากๆ ยาวกว่ากระดานประกาศหน้าประตูที่ว่าการเสียอีก


ข้างบนมีทั้งตัวอักษรและภาพวาดหลายอย่าง แต่คนส่วนใหญ่อ่านไม่เข้าใจ จู้เจียงเจียงทำได้แค่ให้เผยจี้เลือกพวกทหารที่รู้หนังสือไปช่วยเหลือ


สำหรับคำถามสงสัยของประชาชน ทหารทั้งหลายมีคำถามก็ต้องตอบ


“ที่เขียนข้างบนนี้คือลำดับกิจกรรมของเทศกาลฉลองใหญ่ครั้งนี้ วันแรก กลางวันเปิดให้เที่ยวชมสวนชา ทุ่งดอกไม้ และบ่อกุ้ง สามารถไปเที่ยวเล่นได้ กลางคืนที่สถานศึกษามีการแสดงงิ้วของหอจ้าวเซิง”


“วันที่สอง กลางวันมีการแข่งขันฝ่าด่านเครื่องเล่นสิ่งกีดขวางที่ทุ่งดอกไม้ที่ผู้เฒ่าจันทราลงมายังโลกมนุษย์ หากฝ่าด่านสำเร็จมีเงินและของรางวัลให้ กลางคืนในสถานศึกษามีงานเลี้ยงในสวน ยังมีขนมไหว้พระจันทร์ให้กิน”


ทหารที่รับผิดชอบในการอธิบาย ชี้ไปที่ภาพวาดบนกำแพงประกาศ ชี้แจงลำดับกิจกรรมให้พวกชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสืออย่างใจเย็น


พวกชาวบ้านที่ได้ฟังดังนั้น อึ้งแล้วก็อึ้งอีก แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงสนใจกิจกรรมต่างๆในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงจนละสายตาไปไม่ได้ ถึงขนาดยังคิดอยากจะลองเข้าร่วมเร็วๆ


“วันที่สามมีกิจกรรมแค่ตอนกลางวัน ในสถานศึกษามีเต้นกว๋างฉางอู่ ในทุ่งดอกไม้มีเทศกาลดนตรี ทุกคนสามารถไปดูได้”


ได้ยินทหารคนนั้นอธิบาย ฝูงชนก็เข้าใจภาพรวมของงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ในครั้งนี้แล้ว


ก่อนมาพวกเขานึกว่าอย่างมากสุดก็คือมาชมวิวทิวทัศน์ กินข้าว เดินไปรอบๆเท่านั้น ใครจะรู้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงถึงกลับเตรียมรายการมากมายขนาดนี้ไว้!


“มิน่า เทศกาลฉลองใหญ่นี้แม่นางจู้ต้องจัดถึงสามวันสองคืน มีของอร่อยและของเล่นมากมาย พวกเขาจะเล่นหมดหรือ”


“จริงด้วย” มีคนพูดคล้อยตาม “ได้ฟังแล้ว ตอนกลางคืนข้าไม่อยากกลับบ้านเลย”


ชาวบ้านในเมืองเจียงหนานหลายคน ในมือไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น วางแผนจะมาเที่ยวเล่น แล้วตอนกลางคืนค่อยกลับบ้าน


แต่กิจกรรมเยอะขนาดนี้ คนที่บ้านอยู่ไกล ไปมาหนึ่งเที่ยวเสียเวลาไปไม่น้อย และอาจจะพลาดกิจกรรมสนุกๆไปหลายอย่าง


“ข้าจะไปดูว่าโรงเตี๊ยมยังมีห้องพักว่างอยู่ไหม”


มีคนตัดสินใจในทันที หมุนตัวเดินเร็วไปทางโฮมสเตย์ เกรงว่าช้าไปห้องพักจะเต็ม


เหล่าคนที่ไม่มีเงิน ก็กำลังย้อนนึกอยู่ว่าในหมู่บ้านใกล้ๆ จะมีคนที่ตนรู้จักอยู่บ้างหรือไม่ พยายามหาที่พักใกล้ๆให้ได้มากที่สุด


และเพราะเหตุนี้ บ้านของคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงที่ใครๆก็เคยดูถูก จู่ๆก็มีคนแปลกหน้ามาอ้างตัวว่าเป็นญาติมากมาย


ความสัมพันธ์ของญาติเหล่านั้น วกไปวนมาอ้อมโลกไปหลายรอบถึงจะมาถึงตัวชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง


ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทุกคนในหมู่บ้านก็ยังคงต้อนรับเหล่าคนที่เรียกว่าญาติอย่างเป็นมิตร


“มิน่า หัวหน้าหมู่บ้านน้อยถึงให้พวกเราแขวนโคมไฟด้วย ที่แท้ก็คือความหมายนี้นี่เอง”


ทุกคนในหมู่บ้านแปดร้อยปีไม่เคยมีแขก วันนี้เมื่อมาก็เยอะจนรู้สึกดีใจ


รอพวกญาติๆออกไปเที่ยวเล่นกันหมด พวกป้าๆในหมู่บ้านก็มารวมกลุ่มกันพูดคุยถึงเรื่องนี้ บนใบหน้าพวกเขาหลายคนต่างมีรอยยิ้มดีใจ


จู้เจียงเจียงกลับมาเอาของ เห็นคนในหมู่บ้านพูดคุยกันอยู่หน้าประตูหมู่บ้านจึงทักทายพวกนาง “พวกป้าๆ ทำไมไม่ไปเที่ยวเล่นกันเล่า?”


คนในหมู่บ้านเห็นนางกลับมาก็โบกมือทักทายนาง


“วันนี้คือวันแรกใช่ไหม สวนชาและทุ่งดอกไม้พวกเราเคยไปมาแล้วจึงไม่ไปแล้ว รอกลางคืนค่อยไปดูงิ้วที่สถานศึกษา”


ก็จริง กิจกรรมตอนกลางวันของวันแรก สำหรับคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไร พวกเขาอยู่บ้านก็ยอมรับได้


“งั้นพวกป้าๆคุยกันตามสบาย ข้ายังมีงานต้องทำ ขอตัวไปก่อน” จู้เจียงเจียงกล่าว แล้วก็กลับบ้านไป


ตอนที่ 222: ทุ่งดอกไม้ชวนตะลึง


“เด็ดเบญจมาศริมรั้วทิศบูรพา แหงนหน้าพินิจถิ่นทักษิณภูผา…”


เทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบวันที่หนึ่ง ทิวทัศน์ที่น่าสนใจที่สุดในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง แน่นอนว่าคือทุ่งดอกไม้ที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่


หน้าทุ่งดอกไม้ มีป้ายไม้แผ่นหนึ่งตั้งอยู่ ด้านบนเขียนหนึ่งประโยคไว้ คนที่รู้หนังสือเห็นก็จะรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ดอกไม้ชนิดใดเป็นตัวเอก


“ดอกไม้ผืนนี้คือดอกเบญจมาศจริงๆ เพียงแต่...”


ชายผู้หนึ่งแต่งตัวเหมือนคนในเมืองลากเสียงยาวด้วยความสงสัย หันหน้าไปถามเพื่อนที่อยู่ข้างๆว่า “เพื่อนม่อ หากพูดถึงดอกเบญจมาศ ในจวนเจ้าหากเรียกตัวเองว่าที่สอง ก็ไม่มีใครกล้าอ้างว่าเป็นที่หนึ่งแล้ว เช่นนั้นดอกเบญจมาศเหล่านี้ เจ้าเคยเห็นมาก่อนไหม?”


เดือนสิบ ต้นฤดูใบไม้ร่วง เป็นตอนที่ดอกเบญจมาศบานสะพรั่งมากที่สุด


ทุ่งดอกเบญจมาศผืนนี้ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง สำหรับคนรักดอกเบญจมาศแล้ว ถือได้ว่าเป็นหมัดฮุก รักชอบวางมือไม่ลง เดินดูเพลิดเพลินจนลืมกลับบ้าน!


ชายหนุ่มที่ถูกถามส่ายหน้า


มองทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ประมาณห้าพันหมู่เบื้องหน้า พลางพูดชื่นชม “ดอกเบญจมาศที่นี่ ดอกไม้เบ่งบาน สีสันสวยงามตระการตาน่าตื่นตะลึง ไม่กี่กระถางในจวนข้าไม่พอให้พูดถึงจริงๆ อีกทั้งชนิดพันธุ์ก็ไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของที่นี่ ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆ”


หากไม่ได้มาที่นี่ พวกเขาก็คงไม่รู้ว่า ดอกเบญจมาศมีหลากหลายสายพันธุ์มากมายขนาดนี้


“พวกท่านดูนั่น!”


หนึ่งคนในนั้นพูดขึ้นอย่างตกใจ “ดงดอกไม้ข้างหน้ายังมีป้ายอยู่แผ่นหนึ่ง”


หลายคนเห็นป้ายตั้งอยู่หน้าดงดอกไม้ ก็รีบก้าวเท้าเดินหน้าไปดู บนป้ายเขียนชื่อและสายพันธุ์ของดอกไม้ดงนี้ไว้


“ด้านบนบอกว่า ดอกไม้ในดงนี้มีชื่อว่า ดอกเก๊กฮวย”


ทุกคนก้มหน้ามองดอกไม้ตรงหน้า นี่คือดอกเบญจมาศสีขาว ปลายกลีบดอกมีสีม่วงอมชมพูเล็กน้อย


ดอกไม้บานสะพรั่ง กลีบดอกเล็กเรียวหลายร้อยกลีบตั้งอยู่บนยอดดอกเดียว ดอกเบ่งบานชิดกัน ดูแล้วชวนให้คนชมชอบยิ่งนัก


“พวกท่านดู ดอกไม้อีกดงก็มีชื่อต่างกัน”


พวกเขาเงยหน้ามองไป


ตรงหน้าก็เป็นดงดอกเบญจมาศสีขาวทั้งหมด เดิมพวกเขาคิดว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกัน แต่ใครจะรู้ว่า แต่ละดงดอกไม้กลับเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป


“ขาวขนสิงโต ขาวโบตั๋น ขาวม่านหยก หิมะจิงหง...”


“ซี้ด...นึกไม่ถึงเลยว่า เหล่านี้จะเป็นดอกเบญจมาศทั้งหมด!” พวกเขาตกใจ


สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจไม่เพียงแต่สายพันธุ์มากมายของดอกเบญจมาศ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจมากกว่านั้นก็คือ ชื่อของดอกไม้เหล่านี้มีความหมายลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง!


“แค่ดอกเบญจมาศสีขาวชนิดเดียวก็มีหลายสายพันธุ์เช่นนี้ เช่นนั้นตรงหน้าเหล่านั้น...”


พวกเขามองไปยังทุ่งดอกไม้งามสะพรั่งด้านหน้า ดอกเบญจมาศสีแดง สีทอง สีชมพู สีเหลือง...นี่มัน ช่างเป็นสวรรค์ของคนรักดอกเบญจมาศอย่างแท้จริง!


ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเพื่อนม่อผู้นั้น ถูกทุ่งเบญจมาศตรงหน้าทำให้ตกตะลึงจนพูดไม่ออก


“นะ…นี่มัน....” ชายหนุ่มคนนั้นพูดไม่ออกด้วยความตื่นเต้น กล่าวคำพูดอยากขอพบเจ้าของทุ่งดอกไม้ผืนนี้ “รีบพาข้าไปพบแม่นางเจ้าของทุ่งดอกไม้แห่งนี้เร็วเข้า ข้าจะซื้อดอกเบญจมาศเหล่านี้!”


“พวกเรารีบไปถามว่ารูปลักษณ์หน้าตาของแม่นางว่าเป็นอย่างไรกันเถอะ”


พวกเขาคือคนต่างถิ่น เคยได้ยินเพียงชื่อจู้เจียงเจียง ไม่เคยพบนางมาก่อน


พวกเขายังคงอาลัยอาวรณ์ หันกลับไปมองทุ่งดอกไม้ผืนนั้นอย่างเสียดาย ชายหนุ่มแซ่ม่อไม่อยากจากไปจริงๆ จึงพูดว่า “เพื่อนจ้าว เพื่อนหลาน พวกเราอยู่ชื่นชมดอกไม้กันก่อนดีไหม หลังงานเทศกาลฉลองใหญ่ค่อยไปหาแม่นางก็ยังทัน?”


ทิ้งดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งเหล่านี้ไปโดยไม่อยู่ชื่นชม ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง!


ยิ่งไปกว่านั้น ถึงแม้พวกเขาไปหาแม่นางเจ้าของสวนดอกไม้ตอนนี้ แต่ก็ไม่สามารถนำดอกไม้เหล่านี้ไปได้ทันที เช่นนั้นจะรีบร้อนไปไย?


“ก็ดี อยู่ชื่นชมดอกไม้กันก่อนเถอะ” พวกเขาทยอยพยักหน้าเห็นด้วย


ที่จริงจู้เจียงเจียงก็อยู่ในทุ่งดอกไม้


นางคาดการณ์ว่าวันนี้ทุ่งดอกไม้จะเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมากที่สุด ดังนั้นจึงรออยู่ในทุ่งดอกไม้กับเผยจี้มาโดยตลอด ไม่เพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น ในทุ่งดอกไม้ยังมีทหารมาช่วยเหลือจำนวนมาก


ไม่ใช่นางมองคนในแง่ร้าย แต่เรื่องที่ทุกสามถึงห้าวันจะมีคนมาเด็ดดอกไม้ในทุ่งดอกไม้ไป ไม่ได้เกิดเรื่องขึ้นแค่หนึ่งครั้ง


วันนี้มีคนมาเยอะขนาดนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีพวกคนไม่รักและทะนุถนอมดอกไม้ เมื่อเห็นดอกไม้สวยก็อยากจะเด็ดมัน


เพื่อปกป้องทุ่งดอกไม้ของตัวเอง จู้เจียงเจียงจำเป็นต้องขอยืมคนกับเผยจี้ ใช้อำนาจของพวกทหารมาขู่พวกคนที่อยากทำลายทุ่งดอกไม้”


“ฮูหยิน ชอบดอกไม้มากหรือ?”


เผยจี้เดินเคียงข้างจู้เจียงเจียง สายตานางไม่ได้มองที่ตัวเขามาเป็นเวลาหนึ่งก้านธูปแล้ว มองแต่ดอกไม้ข้างกาย


ดังนั้นเขาจึงอดไม่ได้ที่จะถามนาง


“ดอกเบญจมาศเป็นไม้ประดับ ไม่ว่าใครก็ถูกมันดึงดูดสายตา หากจะพูดว่าชอบ ข้าชอบดอกกุหลาบมากกว่า อีกทั้งผู้ชายมอบดอกไม้ส่วนใหญ่ก็มักจะมอบดอกกุหลาบ”


จู้เจียงเจียงพูดพล่ามไปเรื่อยเปื่อย


นางชอบดูดอกเบญจมาศ แต่จะไม่เด็ดมาถือไว้ในมือ ดอกเบญจมาศเลี้ยงไว้ในดินสวยกว่า


“ดอกกุหลาบ?”


เผยจี้ทอดสายตามองไป ในความทรงจำของเขา ในทุ่งดอกไม้ผืนนี้เหมือนจะไม่ได้ปลูกดอกไม้ชนิดนี้


จู้เจียงเจียงเห็นเขากำลังมองหาจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่ต้องมองหาแล้ว ดอกกุหลาบค่อยปลูกตอนเดือนสามปีหน้า เดือนหกมันถึงจะออกดอก”


จะโทษก็ต้องโทษตอนค้นพบที่ดินผืนนี้ มันเลยช่วงเวลาปลูกกุหลาบไปแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ได้ปลูก


แต่ปีหน้าฤดูใบไม้ผลิ นางต้องปลูกแน่นอน


“งั้นหรือ” เผยจี้ดูเสียใจนิดๆ


เดิมเขาคิดอยู่ หากนางชอบละก็ จะไปเด็ดมาให้นางสักดอกหนึ่ง


“พี่หญิงจู้ พี่หญิงจู้...”


คนในทุ่งดอกไม้แออัดเสียงดัง เซินหมิ่นตะโกนสุดเสียงแต่ก็ยังตามหาจู้เจียงเจียงไม่เจอ


คนที่กำลังชมดอกไม้ในทุ่งดอกไม้ มีคนจำเซินหมิ่นได้จึงช่วยนางตะโกนเรียก


เช่นนี้แล้ว คนที่ส่งเสียงเรียกจึงดังต่อกันเป็นทอดๆ ไม่รู้ยังนึกว่ามีกิจกรรมอะไรเสียอีก


ตอนเสียงส่งมาถึงที่จู้เจียงเจียง ในทุ่งดอกไม้ก็มีคนเรียกชื่อนางเต็มไปหมด


“ฮูหยิน เจ้าเป็นคนดังจริงๆ” เผยจี้อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อนาง


เขาจับมือนาง เดินไปทางถนนหลวง


แน่นอนว่าเสียงนี้ พวกคนต่างถิ่นที่คุยเรื่องทุ่งดอกไม้เมื่อครู่ก็ได้ยินเช่นกัน


พวกเขาชูคอยาวมองไป พยายามดูหน้าตาของจู้เจียงเจียงว่าเป็นอย่างไร แต่คนในทุ่งดอกไม้เยอะมากจริงๆ พวกเขาแยกไม่ออกว่าคนไหนเป็นคนที่พวกเขาตามหาอยู่


เซินหมิ่นเห็นจู้เจียงเจียงและเผยจี้เดินมา นางไม่ได้ลงจากหลังม้า ก็พูดกับทั้งสองคนว่า “พี่หญิงจู้ ท่านแม่ทัพ สถานที่ในสถานศึกษาคืนนี้เตรียมพร้อมแล้ว พวกท่านรีบไปตรวจสอบสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”


เมื่อวานสถานศึกษาเพิ่งหยุด คืนนี้หอจ้าวเซิงก็จะใช้สถานที่แล้ว วันนี้เซินหมิ่นจึงอยู่ในสถานศึกษามาโดยตลอด และเพิ่งทำเสร็จเมื่อครู่


ตอนนี้รอเพียงแค่จู้เจียงเจียงไปดูก่อน เมื่อนางพยักหน้า หอจ้าวเซิงถึงจะขึ้นไปเตรียมตัว


“ข้ารู้แล้ว เจ้าไปก่อนเถอะ พวกเราจะไปนำม้ามา”


งิ้วที่จะขึ้นแสดงคืนนี้ต้องใช้เทคนิคพิเศษ มีเพียงจู้เจียงเจียงที่เข้าใจ ดังนั้นนางจำเป็นต้องไปถึงสถานที่ด้วยตนเอง


เผยจี้เห็นจู้เจียงเจียงเหมือนร้อนใจนิดๆ บอกให้นางรออยู่ที่เดิม ส่วนเขาก็กระโดดราวกับเหาะไปจูงม้าใต้ต้นไม้ตรงข้ามถนนหลวง


ทั้งสองคนนั่งม้าตัวเดียวกันเดินผ่านฝูงชนที่เดินไปมา


ฝีมือการขี่ม้าของเผยจี้ไม่เลว แต่เมื่อเห็นชาวบ้านที่เดินสวนไปมาอยู่ข้างกาย จู้เจียงเจียงก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ กลัวจะชนโดนคนเดินถนน


อีกทั้งฉากนี้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน


“ท่านพี่ ตอนพวกเราเจอกันครั้งแรก ท่านก็ขี่ม้าอยู่ในตัวเมือง แล้วชนถังหูลู่ของข้าจนตกใช่ไหม?” นางจำได้อย่างชัดเจน


ถังหูลู่ไม้นั้น นางใช้เงินหนึ่งเหวินแรกที่หาได้มาจากในโลกใบนี้ซื้อ


“ที่แท้คนนั้นก็คือเจ้าเองหรือ?!”


เห็นชัดว่าเผยจี้จำนางไม่ได้ เพราะนางในตอนนั้นสวมเสื้อผ้าขาดๆ


เขานึกมาโดยตลอด การพบกันครั้งแรกของพวกเขาคือตอนที่นางกำลังขายชา


จู้เจียงเจียง “...”


ตอนที่ 223: หมู่บ้านหลีถังส่งองุ่นมาแล้ว


“องค์ชายสามสวี่ มีคนที่บ้านท่านมาหา”


ฉินเฟิงที่ค้นหาไปทั่วหนึ่งรอบใหญ่ในที่สุดก็พบสวี่กู้ที่กำลังดูการฝึกซ้อมของหอจ้าวเซิงอยู่ในสถานศึกษา


สวี่กู้กำลังดูอย่างเพลิดเพลิน เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง เขาก็เหมือนหูหนวกไม่ได้ยิน “บ้านข้าอะไร ตอนนี้ข้าพักอยู่ที่หมินซู่ คนที่ไปหอจินชิวก็ต้องไปหาพวกท่านสิ เกี่ยวอะไรกับข้า!”


ฉินเฟิงเห็นแบบนั้นก็นั่งลงข้างเขา มองน้องห้าที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ นัยน์ตาของเขาพลันปลี่ยนเป็นอ่อนโยน


เด็กผู้หญิงคนนี้เหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย


เดี๋ยวก่อน!


เขาเกือบลืมเรื่องหลักไปแล้ว!


“องค์ชายสามสวี่ เสด็จอาของท่านมาแล้ว”


“…”


“เจ้าว่าอะไรนะ?!” สวี่กู้ลุกขึ้นยืนทันทีแล้วตะโกนใส่ฉินเฟิงเสียงดัง เสียงนั้นทำให้ทุกคนที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในห้องหยุดชะงักและมองมาที่พวกเขาสองคน


ฉินเฟิงไม่แม้แต่จะชายตามองเขา สายตาอยู่บนตัวน้องห้าตลอดเวลา “เสด็จอาของท่านรอท่านอยู่ที่หอจินชิว หากท่านยังไม่รีบกลับไป เขาคงตามฆ่าท่านถึงที่นี่แล้ว”


สวี่กู้รู้ดีว่าฉินเฟิงไม่ได้พูดเกินจริง เสด็จอาคนนี้ของเขาคือฝันร้ายขององค์ชายองค์หญิงในตระกูลสวี่ทั้งหมดจริงๆ


ครั้งนี้เสด็จอามาเองไกลถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เกรงว่าเขาจะหลบไม่พ้น


“ขอให้สวรรค์คุ้มครอง!”


สวี่กู้ภาวนาให้ตัวเอง ต่อด้วยการสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปด้วยท่าทางเหมือนจะไปรบ


จู้เจียงเจียงและเผยจี้เข้ามาจากด้านนอกพอดี ทั้งสามคนเกือบชนกัน


นางทักทายสวี่กู้ แต่เขาไม่สนใจนาง ก้าวเท้ารีบพุ่งออกไป


“คุณชายสวี่เป็นอะไรไป? ข้าเห็นเขารีบร้อน เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” จู้เจียงเจียงเข้าประตูมาเห็นฉินเฟิงจึงถามไปหนึ่งประโยค


ฉินเฟิงยักไหล่ พูดอย่างเย็นชา “โยวชินอ๋องของแคว้นเสี่ยวซีมาแล้ว เด็กนั้นกำลังกลับไปทักทาย”


“ชินอ๋อง?” จู้เจียงเจียงเบิกตากว้าง


มีบุคคลสำคัญผู้ยิ่งใหญ่มาอีกแล้วหรือ?


ทำไมวันๆหนึ่งจะมีทั้งองค์ชาย ทั้งท่านผู้อาวุโส แล้วยังมีอ๋องมาอีกคนแล้ว?!


นางไม่มีเวลาไปต้อนรับหรอกนะ!


“สวี่โยว โยวชินอ๋องที่โด่งดังที่สุดของแคว้นเสี่ยวซี เป็นเสมือนเสาหลักของชนชั้นเชื้อพระวงศ์ในแคว้นเสี่ยวซี”


เผยจี้ค่อยๆพูดอธิบายให้นางฟัง


เสาหลักที่ว่านี้เป็นเพียงคำเปรียบเทียบหนึ่ง


แคว้นเสี่ยวซีอุดมสมบูรณ์ไปด้วยหินแร่ ดังนั้นผู้ชายที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเสาหลักย่อมมีสถานะสูงส่งเพียงใดในแคว้นเสี่ยวซี แค่คิดก็รู้


ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่รู้ว่าคนที่มาผู้นี้มีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด แต่จากปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อครู่ของสวี่กู้ ก็พอจะเดาได้ว่าบุคคลผู้นี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คนที่คุยง่ายนัก


ช่างเถอะ ไม่ใช่ว่ามาหานางสักหน่อย นางจะไปกลัวอะไร?


“น้องห้า พวกเจ้าซ้อมอีกรอบให้ข้าดูหน่อย” จู้เจียงเจียงโยนเรื่องคนของตระกูลสวี่จากแคว้นเสี่ยวซีทิ้งไปทันที


ตอนนี้ ถึงแม้จะมีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น ก็ไม่สำคัญเท่าการแสดงในคืนนี้


กำหนดการแสดงงิ้วได้เผยแพร่ออกไปแล้ว ชาวบ้านทั้งเมืองกำลังรอคอยค่ำคืนนี้อยู่ นางไม่สามารถทิ้งชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแล้วไปต้อนรับอ๋องคนหนึ่งได้


หลังดูการฝึกซ้อมของหอจ้าวเซิงจบ และลองอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับคืนนี้แล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร จู้เจียงเจียงก็ให้ทุกคนพักผ่อนให้สบาย กินข้าวเย็นให้อิ่ม จะได้มีกำลังเต็มที่


ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาเย็นแล้ว ท้องฟ้าในฤดูร้อนมืดช้า ยังมีเวลาอีกนิดหน่อยกว่าฟ้าจะมืด


ตลาดเย็นในโรงเตี๊ยมเริ่มเปิดให้บริการแล้ว จู้เจียงเจียงก็ต้องกลับไปกินข้าวและถือโอกาสเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย


นางและเผยจี้เพิ่งถึงหน้าหมู่บ้านยังไม่ทันเข้าไป ก็เห็นสองข้างทางหน้าหมู่บ้าน มีม้าหมอบอยู่บนพื้นจำนวนมาก ท่าทางอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง


“ม้าพวกนี้ขนแข็งกระด้าง ร่างกายผอมแห้งแต่มีแรงกำลัง คือม้าของแคว้นเสี่ยวซี” เผยจี้แค่มองก็แยกออกได้ทันที


ม้าเหล่านี้แค่มองก็รู้ว่าเลี้ยงด้วยหญ้าแห้งจนโตมา อีกทั้งยังถูกลมพัดตากแดดเป็นประจำ ต่างกับม้าในมือของเขาที่กินหญ้าสด รูปร่างอ้วนท้วน


“เยอะขนาดนี้!” เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงเห็นม้าเยอะแบบนี้ แม้แต่ทหารสองพันนายที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเผยจี้ก็ยังไม่มีม้าเยอะขนาดนี้


ม้าสองข้างทางหน้าหมู่บ้านรวมกันน่าจะราวๆสี่ห้าสิบตัว แต่กลับไม่เห็นรถม้าเลยสักคัน


ดูท่าชินอ๋องของแคว้นเสี่ยวซีผู้นี้จะไม่ได้นั่งรถม้ามา ทว่าขี่ม้ามาเอง


เมื่อมองไปในลานบ้านของหอจินชิว ก็เห็นคนสี่ห้าสิบคนนั่งกันอย่างเป็นระเบียบ กำลังกินของแห้งในมือ แต่กลับไม่เห็นว่าพวกเขาจะดื่มน้ำ ไม่รู้พวกเขาจะสำลักบ้างไหม?


จู้เจียงเจียงดูแล้วรู้สึกกระหายน้ำแทน


แต่ว่าแคว้นเสี่ยวซีก็มีสภาพแวดล้อมแบบนั้น เกรงว่าพวกเขาคงชินนานแล้วกระมัง?


อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องสนใจ


ปกติประตูลานบ้านของตระกูลเผยจะไม่ได้ลงกลอนไว้ เมื่อจู้เจียงเจียงเข้ามาในลานบ้าน ตอนไปไขกุญแจประตูใหญ่ ก็พบว่าข้างประตูใหญ่มีตะกร้าสะพายหลังเพิ่มขึ้นมาใบหนึ่ง


เมื่อเปิดหมวกฟางที่ปิดคลุมตะกร้าออกดู ก็พบว่าในตะกร้ามีองุ่นสีม่วงเข้มอมแดงเต็มไปหมด


“นี่คืออะไร?”


เผยจี้เดินเข้ามาและถามขึ้น


“คือองุ่นของหมู่บ้านหลีถัง” นางยิ้มแล้วหยิบองุ่นสีม่วงเข้มขึ้นมา ปอกเปลือกออกครึ่งหนึ่งแล้วจ่อไปที่ปากเผยจี้ “น่าจะเป็นหมู่บ้านหลีถังที่ส่งมา หวานหรือไม่?”


จู้เจียงเจียงเคยส่งข่าวไปให้คนในหมู่บ้านหลีถัง ให้พวกเขาเตรียมองุ่นมานิดหน่อย พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงในสวนจำเป็นจะต้องใช้


ดูเหมือนว่าพวกเขาจะส่งมาที่โรงเตี๊ยมตั้งแต่วันนี้แล้ว ตะกร้าสะพายหลังใบนี้คงเป็นหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหลีถังส่งมาให้นางลองชิมความสดก่อน


องุ่นสุกแล้วถึงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี


แต่ช่วงนี้นางยุ่งมากๆ รองานเทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบจบ นางค่อยพาพันธมิตรไปดูไร่องุ่นที่หมู่บ้านหลีถังด้วยกัน


เผยจี้กินองุ่นครั้งแรกและรู้ว่านี่คือองุ่นคำแรกของปีนี้ของบ้านพวกเขา จู้เจียงเจียงเต็มใจปอกให้เขากินก่อน เขามีความสุขมากๆ


“หวานมาก”


จู้เจียงเจียงก็ไม่เกรงใจ หลังเปิดประตูก็ถือพวงองุ่นกินไปพลางเข้าบ้านไปพลาง ทิ้งตะกร้าสะพายหลังให้เผยจี้ยกเข้าบ้าน


“แต่ว่าตะกร้าหนึ่งเยอะมาก พวกเราสามคนคงกินไม่หมด แบ่งไปให้ผู้อาวุโสอู่บ้างเถอะ วานท่านพี่เอาไปให้ที”


นางพูดจบก็ไปหยิบตะกร้าสานสองใบมา


เดิมคิดจะให้เผยจี้เอาไปหอจินชิวสองตะกร้า แต่พอคิดถึงคนที่กินแป้งแห้งๆ ในลานบ้านของหอจินชิว นางก็วางตะกร้าใบหนึ่งกลับ หยิบมาใบเดียว


แบ่งตะกร้าหนึ่งออกไปเก็บไว้ให้สามคนในบ้านกิน ที่เหลือจู้เจียงเจียงจึงให้เผยจี้เอาไปให้หอจินชิวทั้งหมด


ตอนจู้เจียงเจียงกำลังยกตะกร้าเอาองุ่นไปล้างในห้องครัว ทางลานบ้านของหอจินชิวก็เกิดเสียงตกใจดังขึ้น


“นี่คือผลไม้ฉ่ำน้ำอะไร อร่อย หวานมาก!”


“มิแปลกใจเลยที่องค์ชายสามจะยอมขัดใจชินอ๋อง ไม่ว่าอย่างไรก็จะอยู่ที่นี่ ผลไม้ที่นี่อร่อยมากจริงๆ!”


ครั้งก่อนจู้เจียงเจียงให้คนส่งแตงโมไปที่แคว้นเสี่ยวซี แต่เอาไปไม่มาก


ด้านหนึ่งเพราะกลัวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อจะสะเทือนจนเสียหาย สองคืออยากเอาส่วนหนึ่งไปลองตลาดก่อน เพื่อดูว่าตอนแตงโมไปถึงแคว้นเสี่ยวซี ข้างในคุณภาพจะเปลี่ยนหรือไม่


แม้แตงโมถึงแคว้นเสี่ยวซีแล้วจะยังสภาพดี แต่แค่ไม่กี่ลูกก็ไม่พอจะแบ่งให้เชื้อพระวงศ์กินเหมือนกัน


ฉะนั้น การที่พวกองครักษ์ของแคว้นเสี่ยวซีในหอจินชิวไม่เคยกินก็เป็นเรื่องปกติ อย่าว่าแต่แตงโมเลย ของแห้งพวกนั้น ด้วยสถานะของพวกเขา เกรงว่าก็คงไม่ได้กิน


ดังนั้นตอนนี้ได้กินองุ่นที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ก็เพียงพอทำให้พวกเขาตกใจไปหลายวันแล้ว


แต่ทว่า...


พวกเขาพูดอะไรนะ?


สวี่กู้เพื่ออยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่อ ถึงกับยอมขัดใจเสด็จอาของตัวเอง?


แบบนี้ใช้ไม่ได้!


เสด็จอาเขาคือคนที่บ้าอำนาจและเย็นชา คงจะไม่มาระบายความโกรธเรื่องนี้ที่นางกระมัง?


Comments