divorce ep231-240 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 231: ต้นองุ่นเต็มหมู่บ้านเช้าตรู่วันรุ่งขึ้นจู้เจียงเจียงมาถึงหน้าประตูโรงเตี๊ยม ตอนจะพาทุกคนไปดูสินค้าของแต่ละหมู่บ้าน ก็เจอเรื่องเหนือความคาดหมาย คนที่จะออกเดินทางด้วยกันวันนี้มีมากกว่าเมื่อวานที่ไปประชุมที่บ้านนางเสียอีกรวมถึงเถ้าแก่ที่ทิ้งหนังสือสัญญาเมื่อวานคนนั้น เขาก็มาด้วย“แม่นาง พวกเราได้ยินว่าวันนี้ท่านจะพาทุกคนไปท่องเที่ยว พวกเราเป็นแขกที่มาร่วมเทศกาลฉลองใหญ่เดือนสิบ ท่านคงไม่ถือสาหากพวกเราจะไปด้วยใช่หรือไม่?”คนที่มาชื่นชมดอกเบญจมาศในทุ่งดอกไม้ และบอกว่าอยากซื้อดอกไม้กับจู้เจียงเจียงก้าวมาข้างหน้า พูดแสดงตนพวกเขาตั้งใจจะพักอยู่ที่นี่หลายๆวัน หนึ่งเพื่อชมดอกไม้ให้เต็มที่ สองคืออยากลองเล่นฝ่าด่านเครื่องเล่นสิ่งกีดขวาง พวกเขาคิดอยากผ่านด่านให้ได้ก่อนค่อยกลับถึงอย่างไรที่นี่ก็ทั้งภูเขาเขียว น้ำใส ดอกไม้สวย อาหารที่พักก็เยี่ยม พวกเขาไม่รีบจากไป“ด้วยความยินดี”จู้เจียงเจียงไม่ถือสา ถือเสียว่าการพาพวกเขาไปสัมผัสสวนผลไม้เป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว“เซินหมิ่น เจ้าไปทักทายแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านตามรายชื่อนี้ก่อน ข้าจะพาเถ้าแก่ทุกท่านตามไปทีหลัง”พวกเถ้าแก่ส่วนใหญ่มีม้าหรือรถม้าของตัวเอง คนเยอะ รถม้าเดินทางช้าจู้เจียงเจียงให้เซินหมิ่นไปแจ้งก่อน ถึงเวลานั้นพวกเขาไปถึงแล้วไม่มีใครอยู่ในหมู่บ้าน จะเขินเปล่าๆเซินหมิ่นเพิ่งขี่ม้าออกไป ทุกคนข้างหลังก็ค่อยๆขยับตัวตามขบวนรถม้าวิ่งเรียงรายบนถนนหลวงที่เปิดใช้ใหม่ สวนทางกับรถม้าที่ออกมาจากตัวเมือง บรรยากาศแบบนี้ช่างเป็นภาพที่คึกคักบนถนนหลวงสายหลักจริงๆ“ดูท่าการเปิดใช้ถนนหลวงเส้นนี้ใหม่จะถูกต้องแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเริ่มเปลี่ยนมาคึกคักขึ้นแล้ว”จู้เจียงเจียงยังไม่ทันพูด อู่จิ้นผิงก็พูดขึ้นก่อนมองดูชาวบ้านที่เดินทางไปมาบนถนนหลวง ในใจเขาก็รู้สึกภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่านี่เป็นผลงานของเขาเองในการเดินทางครั้งนี้ หมู่บ้านแรกที่พวกเขาไปคือหมู่บ้านหลีถังที่ปลูกต้นองุ่นเต็มไปหมดโชคดีที่ต้นองุ่นออกผลเป็นปีแรก ผลสุกช้า มิฉะนั้นเดือนแปดเดือนเก้าก็คงต้องเก็บเกี่ยวไปแล้ว ไหนเลยจะรอถึงเดือนสิบอย่างตอนนี้หมู่บ้านหลีถังมีลักษณะจำเพาะชัดเจน นอกจากนาข้าว ก็เต็มไปด้วยราวองุ่นเต็มหมู่บ้านไม่ว่าที่ดินเล็กใหญ่แค่ไหน แม้แต่ลานบ้านเล็กๆหน้าบ้าน ก็ปลูกองุ่นเต็มไปหมดเมื่อตอนประชุมช่วงปีใหม่ หัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหลีถังเป็นหนึ่งในหัวหน้าหมู่บ้านที่สนับสนุนจู้เจียงเจียงให้สร้างอาชีพเสริมให้พวกเขาดังนั้นเรื่องที่จู้เจียงเจียงอยากให้พวกเขาปลูกองุ่น ทั้งหมู่บ้านก็ดำเนินการอย่างจริงจัง จนมองไปทางไหนก็เห็นแต่ราวองุ่นที่เต็มไปด้วยผลองุ่นหนักอึ้งแซ่จ้าวคือแซ่ส่วนใหญ่ของหมู่บ้านหลีถัง จู้เจียงเจียงให้ทุกคนลงจากหลังม้าที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน แล้วค่อยเดินเข้าไป เจอคนในหมู่บ้านก็เรียกลุงจ้าว พี่จ้าว“นี่คือเส้นทางเข้าหมู่บ้านหรือ? น่าทึ่งจริงๆ ตลอดทางล้วนเต็มไปด้วยองุ่น!”เหล่าเถ้าแก่ที่ตามอยู่ด้านหลังจู้เจียงเจียง มองดูพวงองุ่นที่ห้อยระย้าอยู่เหนือศีรษะ ใต้เท้ายังมีเม็ดองุ่นที่สุกงอมตกอยู่เกลื่อนพื้น รู้สึกตกตะลึงมากๆหมู่บ้านนี้ แม้แต่สองข้างทางเล็กๆที่เข้าหมู่บ้านก็ไม่ปล่อยผ่านราวจากทางซ้ายพาดไปถึงทางขวาให้องุ่นเลื้อยพันไปตามราว หลังจากองุ่นสุก ถนนเส้นนี้ก็กลายเป็นเส้นทางแห่งอุโมงค์องุ่นแห่งหนึ่งไม่เพียงแค่เหล่าเถ้าแก่ที่ตกใจเพราะหมู่บ้านนี้ แต่อู่จิ้นผิงก็เช่นกันต้นปีเขาเคยไปแต่ละหมู่บ้านกับจู้เจียงเจียง แต่เวลานั้นหมู่บ้านหลีถังยังโล้นว่าง แตกต่างจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิงเมื่อวานเขายังคิดอยู่ จู้เจียงเจียงเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินแล้วตอนนี้เขาอยากแก้ไขความคิดนี้นางไม่เพียงเปลี่ยนแปลงหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน นางยังทำให้ทั้งเมืองเจียงหนานเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยไม่มีใครรู้ตัว“ผลไม้นี้เก็บนานไม่ได้ หมู่บ้านปลูกเยอะแบบนี้ หากขายไม่ออกจะทำอย่างไร?” มีคนไม่รู้ว่าตาร้อนอิจฉาหรือว่าถามอย่างจริงใจถึงปัญหานี้พวกเขาอยู่ในหมินซู่ ไม่มากก็น้อยที่เคยกินองุ่นที่หมินซู่ส่งมาองุ่นล้างเสร็จจับลงใส่จานไม่นานก็ดูไม่น่ากินแล้ว พวกเขาเป็นห่วงว่าหากร่วมมือทำธุรกิจกับจู้เจียงเจียง ถึงตอนนั้นผลไม้ขายไม่หมดจะเน่าเสียสำหรับคำถามของเถ้าแก่คนนั้น คนในหมู่บ้านหลีถังก็เคยถามจู้เจียงเจียงเหมือนกันเห็นเพียงนางยิ้มบางๆ “องุ่นไม่เพียงแต่จะกินสดเป็นผลไม้ ยังหมักเป็นเหล้าองุ่นได้ ยิ่งนานยิ่งหอมอร่อย แน่นอนว่าไม่ต้องเป็นห่วงปัญหาที่จะขายไม่หมด”หากคนของหมู่บ้านหลีถังไม่รู้ความจริงเรื่ององุ่นหมักเหล้าได้ พวกเขาก็คงไม่กล้าปลูกอย่างสบายใจกันขนาดนี้ ทำเอาแม้แต่ข้างถนนก็ไม่ปล่อยผ่านเช่นนี้“องุ่นหมักเหล้าได้?!”ในบรรดาเถ้าแก่เหล่านี้ เก้าส่วนล้วนเป็นผู้ชาย เมื่อได้ยินคำว่า ‘เหล้า’ ตาก็เป็นประกายกันทั้งหมด“เหล้าอะไร? หรือเป็นเหล้าหวานหมักเหมือนโรงเตี๊ยมของเถ้าแก่หลิว?”“ไม่ใช่ มันคือเหล้าแดง” จู้เจียงเจียงเสนอแนวคิดใหม่ให้พวกเขาอีกครั้ง“เหล้าแดง?” อย่างที่คิดทุกคนต่างไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน “อะไรคือเหล้าแดง?” จู้เจียงเจียงชี้พวงองุ่นเหนือศีรษะ “องุ่นมีสีม่วงดำ เหล้าที่หมักจากพวกมันก็จะมีม่วงดำตามธรรมชาติ แต่หลังจากหมักแล้ว สีของเหล้าก็จะใสขึ้น สุดท้ายได้เหล้าเป็นสีแดงเข้ม ด้วยเหตุนี้จึงเรียกเหล้าแดง”ทุกคนต่างมองตามไปที่พวงองุ่นที่อยู่เหนือศีรษะของนาง ไม่รู้ทำไม ยิ่งดูทุกคนก็ยิ่งอยากลองเหล้าแดงนี้ถึงขั้นมีบางคนเด็ดองุ่นพวงหนึ่งมาถือไว้ในมือ เดินไปพลางกินไปพลาง อมไว้ในปากพร้อมจินตนาการถึงรสชาติของเหล้าแดงเมื่อหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหลีถังได้ข่าวว่าจู้เจียงเจียงพาเหล่าเถ้าแก่มาดูองุ่น ก็รีบมารอรับอยู่ในหมู่บ้านนานแล้วเห็นพวกเขามาถึง เหล่าชาวบ้านก็เข้ามาต้อนรับอย่างเป็นมิตร“หัวหน้าหมู่บ้านน้อย พวกท่านมาแล้วหรือ รีบเข้ามานั่งที่บ้าน เชิญนั่งเชิญนั่ง...” จ้าวชุนไหลหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านหลีถังเชิญทุกคนเข้าบ้านอย่างเป็นมิตรแต่คนเยอะเกินไป บ้านของเขาเหมือนจะนั่งไม่พอจู้เจียงเจียงมองใบหน้าฝืนใจของจ้าวชุนไหลออก พูดแทรกเขาว่า “หัวหน้าหมู่บ้านจ้าว ไม่ต้องนั่งแล้ว รบกวนท่านพาพวกเราไปดูองุ่นในหมู่บ้านเถอะ”ความอึดอัดใจของจ้าวชุนไหลได้รับการคลี่คลาย เขายิ้มออกอย่างเป็นธรรมชาติ รีบพาทุกคนไปไร่องุ่นด้านหลังหมู่บ้าน“เถ้าแก่ทุกท่านเชิญทางนี้ ทุกคนมาถึงในหมู่บ้านแล้วก็ถือเสมือนเป็นบ้านตัวเอง วันนี้อยากกินองุ่นเท่าไรไม่อั้น!”ทุกคนตามจ้าวชุนไหลผ่านหมู่บ้านไปจนถึงหลังเขา ตอนเห็นไร่องุ่นกว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวขึ้นไปบนเขา ทุกคนถึงเข้าใจว่าทำไมเขาถึงกล้าพูดคำเมื่อครู่นี้ออกมาไร่องุ่นผืนนี้ กลัวว่าจะมีหลายพันหมู่ทุกแถวของราวองุ่นต่างแขวนไปด้วยพวงองุ่นที่หนักอึ้ง สามารถพูดได้ว่าผลิดอกออกผลมากมายไม่ว่าใครเห็นฉากนี้ อารมณ์จะแย่แค่ไหนก็ล้วนดีขึ้นเพราะเห็นองุ่นเหล่านี้“ว้าว...”ทุกคนต่างชื่นชมออกมาจากใจจริง “นี่มันคือการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลอุดมสมบูรณ์มาก!”“เถ้าแก่ทุกท่านเชิญชมตามสบาย พวกเราเตรียมกรรไกรไว้ให้แล้ว อยากกินพวงไหนก็ตัดพวงนั้น อย่าได้เกรงใจ” จ้าวชุนไหลรับตะกร้ากรรไกรจากมือชาวบ้านด้านหลังมากรรไกรพวกนี้ยังเป็นจู้เจียงเจียงที่ซื้อให้พวกเขาตอนองุ่นเพิ่งเริ่มออกผล นางมาหมู่บ้านหลีถังอยู่หลายครั้ง มาสอนพวกเขาตัดแต่งผล ไม่เช่นนั้นจะมีทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยผลผลิตมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร ตอนที่ 232: จะหลอกให้นางไปแคว้นเสี่ยวซีได้อย่างไร?จู้เจียงเจียงพาเถ้าแก่ทุกคนไปสวนผลไม้หมู่บ้านต่างๆติดต่อกันสี่วัน ดูไปแปดเก้าหมู่บ้านทุกวันต่างออกเช้ากลับดึก ทำเอาเถ้าแก่ทุกคนเหนื่อยล้ากันสุดๆที่จริงไม่เพียงพวกเขาที่เหนื่อย จู้เจียงเจียงก็เหนื่อยเช่นกัน แต่คิดว่าครั้งนี้แค่ครั้งเดียว รอหลังจากความร่วมมือนี้แน่นแฟ้นแล้ว วันหลังก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการจำหน่ายผลไม้แล้ว“คืนนี้เถ้าแก่ทุกท่านพักผ่อนให้สบาย พรุ่งนี้ยังพักได้อีกครึ่งวัน ตอนบ่ายพวกเราค่อยมาคุยเสนอราคา”หลังจากดูหมู่บ้านสุดท้ายจบ ทุกคนที่เดินทางมาทั้งวันทั้งคืนอย่างเหน็ดเหนื่อยก็มาถึงหน้าประตูโฮมสเตย์ หลังจากจู้เจียงเจียงแจ้งเถ้าแก่ทุกคนแล้วก็หมุนตัวกลับไปในกลุ่มเถ้าแก่ มีคนไม่น้อยที่มาจากเมืองเดียวกันแต่ตัวแทนจำหน่ายทุกสินค้าของนาง สถานที่หนึ่งต้องการตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียว ด้วยเหตุนี้ พรุ่งนี้พวกเขาจำเป็นจะต้องดำเนินการเสนอราคาครั้งที่หนึ่งระหว่างทางกลับหมู่บ้าน สวี่กู้เหนื่อยจนนอนหมอบอยู่บนหลังม้า ให้ม้าพาเขากลับไปถึงแม้จะเหนื่อยขนาดนี้ เขาก็ยังไม่ลืมที่จะมารีดไถขอให้จู้เจียงเจียงทำอาหารอร่อยๆให้“แม่นางจู้ ยุ่งเรื่องนี้เสร็จแล้ว ช่วยทำอาหารดีๆให้ข้ากินสักมื้อเถอะ ข้าใกล้จะไม่ไหวแล้ว...”ที่สวี่กู้พูดว่าใกล้จะไม่ไหว หมายถึงนานแล้วที่เขาไม่ได้กินอาหารที่จู้เจียงเจียงทำ กระเพาะของเขาคิดถึงฝีมือของนางจะใกล้จะไม่ไหวแล้วหลายวันนี้ พวกเขาออกเช้ากลับดึกทุกวัน ยามจื่อเพิ่งจะกลับถึงหมู่บ้านนอกจากกินข้าวที่ทางโรงเตี๊ยมเตรียมไว้ให้พวกเขาประทังชีวิตแล้ว จู้เจียงเจียงก็ไม่เคยลงครัวทำอาหารเลยเผยจี้เห็นภรรยาตัวเองถูกเรียกใช้ เขาก็เตะก้นม้าของสวี่กู้ไปหนึ่งที มันจึงเตลิดวิ่งออกไป สวี่กู้ตกใจจนร้องเสียงดัง“หากคุยธุรกิจได้ราบรื่น งั้นก็ต้องฉลองกันหน่อย ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันเถอะ” หลักๆ เพราะจู้เจียงเจียงสงสารสามีตัวเอง หลายวันมานี้เขาตามนางไปทุกที่ ไม่ได้กินดีนอนสบาย อย่างไรก็ตาม คืนนี้พวกเขาจะได้พักผ่อนอย่างสบายใจเสียทีวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เหนื่อยล้ามาหลายวัน บ้านตระกูลเผยและหอจินชิว รวมถึงทางฝั่งโฮมสเตย์ล้วนเงียบสงบผิดปกติ เวลาผ่านไปเกือบทั้งเช้า พวกชาวบ้านที่ไปสวนชากำจัดวัชพืช ไปปล่อยน้ำในนาก็แบกจอบกลับมากินมื้อเที่ยงแล้ว จู้เจียงเจียงเพิ่งจะตื่นนางมองพระอาทิตย์นอกหน้าต่างแวบหนึ่ง มึนงงอยู่พักใหญ่จนกระทั่งเผยจี้ส่งเสียง นางถึงรู้ว่าตอนนี้คือเวลาไหน “ใกล้จะเที่ยงวันแล้ว เจ้าตื่นหรือยัง?”ใกล้เที่ยงแล้ว...จู้เจียงเจียงตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากเตียง แต่ไม่ถึงหนึ่งเมี่ยวก็ล้มลงไปอีกการลุกจากเตียงล้มเหลว“ท่านพี่ ข้าอยากกินโจ๊กกุ้งใส่ผัก” นางยิ้มไร้เดียงสาให้เผยจี้ ยกหน้าที่ทำกับข้าวให้เขาเผยจี้เห็นดังนั้น ก็ตอบรับแล้วลงจากเตียงไปหยิบชุดวางข้างเตียงให้นาง ปล่อยนางนอนขี้เกียจอยู่คนเดียว ตัวเองหมุนตัวลงชั้นล่างก่อไฟทำอาหารจู้เจียงเจียงหลับตาลงอีกครั้งอย่างสบายใจไม่รู้นอนไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเสียงรบกวนของพวกสวี่กู้ชั้นล่างดังขึ้น นางถึงตื่นเต็มตาสวี่กู้ร้องอย่างตกใจ “ท่านแม่ทัพเผย ช่างมหัศจรรย์นัก ฝีมือของท่านดีขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร?”ฉินเฟิงกล่าวเสริม “เห็นทีพี่เผยไม่เสียทีที่เป็นสามีของแม่นางจู้ ฝีมือการทำอาหารของท่านได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่นางจู้แล้วจริงๆ”เมื่อเผชิญหน้ากับการล้อเลียนของทุกคน เผยจี้แค่กลอกตาให้พวกเขาแวบหนึ่ง ก่อนหมุนตัวขึ้นชั้นบนไปเรียกจู้เจียงเจียงลงมากินข้าวทั้งสองคนพบกันตอนที่บันไดมีระยะห่างสี่ห้าขั้น จู้เจียงเจียงหยุดเท้าลงและทำท่าจะกระโดดเผยจี้เข้าใจความหมายของนางทันที กางแขนออกรับนางไว้อย่างมั่นคง“สามีเก่งที่สุด!”“ไปล้างหน้ากินข้าวเถอะ” เผยจี้วางนางลง ช่วยจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงให้นางทั้งสองใกล้ชิดกันอย่างไม่สนใจใคร ทำให้บรรดาชายหนุ่มที่กำลังกินข้าวอยู่รู้สึกอิจฉาริษยาสุดๆพวกเขาไม่ควรปรากฏตัวอยู่ที่นี่จริงๆ ข้าวยังกินไม่อิ่ม แต่กลับอิ่มหนำสำราญกับอาหารหมาแล้ว“เสด็จอา ถึงตอนนี้ท่านก็ยังไม่แต่งงานมีพระชายา ข้างกายไม่มีผู้หญิงมาหลายปี ท่านอดทนไหวได้อย่างไร” จู่ๆ สวี่กู้ก็ถามสวี่โยวอย่างอยากรู้เป็นไปตามคาด เมื่อคำนี้ออกไป มีเพียงสายตาเย็นชาตักเตือนของสวี่โยวส่งกลับมาเท่านั้นพวกเขาที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นอู่จิ้นผิงหรือสวี่กู้ หรือแม้แต่ฉินเฟิง สำหรับพวกเขาแล้ว การแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าไปคาดหวังถึงอย่างไรตั้งแต่เกิดมา การแต่งงานของพวกเขาก็ไม่ใช่พวกเขาที่เป็นคนเลือกเองดังนั้น เมื่อเห็นการกระทำระหว่างเผยจี้และจู้เจียงเจียง พวกเขาชื่นชมมาก ที่ทั้งคู่สามารถมีรักแท้ ได้ครองคู่กันตลอดไป รักและหวงแหนซึ่งกันและกันความรักแบบนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นกับพวกเขาและเพราะเหตุนี้ ถึงแม้พวกเขาจะชอบดูจู้เจียงเจียงและเผยจี้สองคนแสดงความรักต่อกัน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกจุกอก ช่างเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งจริงๆจู้เจียงเจียงไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งหลายกำลังแอบชื่นชมในความรักของนางกับเผยจี้ นางแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการและปล่อยให้พวกเขาทำไปช่วงเวลาตอนบ่ายแสงแดดร้อนจ้า เสียงจักจั่นร้องแสบแก้วหู ผืนดินใกล้จะถูกอบแห้ง ในวันที่ร้อนระอุเช่นนี้ บ้านตระกูลเผยก็กำลังมีการเสนอราคาที่ร้อนแรงเช่นกันจู้เจียงเจียงเปิดหน้าต่างทุกบานในบ้าน ภายใต้อากาศที่มีการถ่ายเทบริเวณหน้าต่าง นางได้ติดตั้งแผ่นกระดานไม้โค้งเอาไว้เป็นพิเศษ ทำให้หน้าต่างที่เปิดออกกว้างกลับดูเหมือนจะปิดสนิท“แม่นางจู้ ท่านทำเช่นนี้เพื่ออะไร?”“แบบนี้ในบ้านจะเย็นลง” จู้เจียงเจียงเพียงแค่ใส่แผ่นไม้ลงไปในช่องหน้าต่าง ไม่ต้องการก็ถอดออกได้ตลอดเวลา“ช่องระบายอากาศของหน้าต่างเล็กลงขนาดนี้ ในห้องจะเย็นลงได้อย่างไร?” ทุกคนไม่เข้าใจจู้เจียงเจียงยิ้มและไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เพียงให้พวกสัมผัสอย่างละเอียดไปเมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือบ้านของเผยจี้ ไม่ใช่ถิ่นของพวกเขา ทุกคนจึงก้มหน้าคุยธุรกิจกันอีกครั้ง“พี่สวี่ ผักและผลไม้ขอให้ข้าขายเถอะ ท่านทำของสดอย่างปลากุ้งก็ดีแล้ว อย่าแย่งกับข้าเลย”“ไม่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าธุรกิจผักและผลไม้ก็ไม่เลว ปลากุ้งให้เจ้ามาทำแล้วกัน...”บทสนทนานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเถ้าแก่ที่มาจากเมืองอู่หนาน เถ้าแก่จากถิ่นอื่นก็กำลังแย่งชิงธุรกิจกันอย่างดุเดือดเช่นกันบางคนแย่งธุรกิจผักและผลไม้ บางคนแย่งธุรกิจใบชา ยังมีแย่งฝ้าย สรุปคือ พวกเขาต้องการเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียวในท้องถิ่นสำหรับธุรกิจที่ตนเองสนใจ สองคนตระกูลสวี่ของแคว้นเสี่ยวซีไม่จำเป็นต้องแย่งธุรกิจใดๆ พวกเขาสองคนแค่ยกถ้วยชาดูละครอยู่ข้างๆ สบายใจสุดๆ“เสด็จอา คิดไม่ถึงพวกเรายังไม่ทันจะปลูกฝ้ายก็มีคนแย่งจะซื้อแล้ว ดูท่าแม่นางจู้พูดจริง แคว้นเสี่ยวซีของพวกเราจะปลูกสิ่งพิเศษนี้ออกมาได้”สวี่กู้ดีใจมากที่ได้ยินคนแย่งกันเป็นตัวแทนจำหน่ายฝ้าย นี่ทำให้เพิ่มความมั่นใจในการทำไร่ในแคว้นเสี่ยวซีมากขึ้นถึงแม้สวี่โยวจะไม่พูด แต่ในใจดีใจสุดๆการมาเที่ยวครั้งนี้ เดิมเขาคิดแค่มาดูๆ สถานการณ์และถือโอกาสจับเจ้าเด็กสวี่กู้กลับไปผลลัพธ์เหนือความคาดหมาย สามารถคุยธุรกิจหนึ่งได้ ทำให้แคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้รอจู้เจียงเจียงยุ่งเรื่องในมือนางเสร็จ ต่อมาก็ควรเป็นพวกเขาที่คุยเรื่องปลูกฝ้ายกับนางแล้วพูดถึงตรงนี้ ในใจสวี่โยวยังมีความคิดอยากให้จู้เจียงเจียงกลับแคว้นเสี่ยวซีไปกับเขาสักเที่ยวอยู่ เพื่อให้นางได้ดูที่ดินของแคว้นเสี่ยวซีด้วยตาของตัวเองแบบนี้เขาถึงจะสบายใจได้เพียงแต่…เขาควรใช้เหตุผลอะไรมาโน้มน้าวนาง และอู่จิ้นผิงที่ระแวดระวังพวกเขาอาหลานจากแคว้นเสี่ยวซีได้? ตอนที่ 233: หมู่บ้านถูกไฟไหม้แล้วเรื่องเสนอราคาตัวแทนจำหน่าย จู้เจียงเจียงก็คิดไม่ถึงว่าจะลากยาวมานานขนาดนี้เดิมนึกว่าบ่ายวันเดียวก็จบแล้ว ผลคือใช้เวลาถึงสองวันกว่าจะลงนามสัญญาครบทุกฉบับ“ได้รับความไว้ใจจากเถ้าแก่ทุกท่าน ทุกคนวางใจได้ ข้าจะพยายามจัดสำนักคุ้มภัยส่งสินค้าไปให้พวกท่านโดยเร็วที่สุด!”เถ้าแก่ทุกคนจึงทยอยกันกลับจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวง จู้เจียงเจียงส่งพวกเขาที่หน้าโรงเตี๊ยมพร้อมเตรียมของฝากให้แก่เถ้าทุกท่านวันหลังพวกเขาก็คือพันธมิตรกันแล้ว จำเป็นต้องเชื่อมสัมพันธ์อันดีเอาไว้“แม่นางจู้ นี่คือเห็ดใช่ไหม? โอ๊ย ข้าชอบกินเห็ดที่สุดแล้ว เนื้อไก่ตุ๋นเห็ดอร่อยมากๆ!” ผู้ชายร่างท้วมคนหนึ่งยกของฝากที่จู้เจียงเจียงให้เขาขึ้นมาดม แค่ได้กลิ่นเขาก็รู้ทันทีว่าในถุงคือเห็ดแห้งเนื่องจากเถ้าแก่คนนี้ชอบกินเนื้อไก่ตุ๋นเห็ดมาก ดังนั้นธุรกิจที่เขาทำร่วมกับจู้เจียงเจียงจึงเกี่ยวข้องกับเห็ดด้วย“เถ้าแก่เริ่นวางใจ เมื่อเห็ดในโรงเรือนโตพร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ข้าจะให้คนส่งไปให้ท่าน ถึงตอนนั้นท่านก็จะได้กินเห็ดสดๆใหม่ๆ”เถ้าแก่ร่างท้วมตรงหน้าท่านนี้มีชื่อว่าเริ่นกุ้ย คือตัวแทนจำหน่ายเห็ดของเมืองเจียงหลางเพราะเขาผ่านทาง จู้เจียงเจียงจึงขอให้เขาช่วยส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปให้ฉินเจีย เถ้าแก่หญิงที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแป้งชาด บอกนางว่าเริ่มเตรียมตกแต่งร้านได้แล้วหลังจากส่งเถ้าแก่ทั้งหลายกลับไปแล้ว คนต่างถิ่นที่ซื้อดอกไม้ก็เตรียมตัวจะกลับด้วยเช่นกันพวกม่อเจาถิงหลายวันก่อนตามจู้เจียงเจียงไปสวนผลไม้ของหมู่บ้านต่างๆ ได้แค่สองวันก็เดินไม่ไหวแล้ว จึงตัดสินใจอยู่ชมดอกไม้ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงระยะเวลาที่ดอกเบญจมาศบานแค่เพียงเดือนกว่า ตอนนี้ผ่านช่วงที่ดอกสวยที่สุดไปแล้ว พวกเขาชื่นชมจบก็ถึงเวลาเดินทางกลับจู้เจียงเจียงรู้ว่าพวกเขามาซื้อดอกไม้ จึงนำเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาให้พวกเขา“ท่านทั้งหลาย นี่คือเมล็ดพันธุ์ดอกเบญจมาศที่ทุกท่านเคยเห็นในทุ่งดอกไม้ก่อนหน้านี้ มอบให้พวกท่านนำไปปลูก ฤดูไม้ใบผลิปีหน้าทุ่งดอกไม้ของข้าจะมีดอกไม้ใหม่บานนับไม่ถ้วน ถึงตอนนั้นก็ขอเชิญทุกท่านแวะมาเยี่ยมชมอีกครั้ง”นางปลูกดอกไม้เพียงเพื่อสกัดน้ำมันในดอกไม้ เพื่อมาใช้ทำแป้งชาดและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเท่านั้นนางไม่ขายดอกไม้ ดังนั้นจึงมอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้พวกเขาหลายคนเห็นเมล็ดพันธุ์ในมือก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากเมื่อวานจู้เจียงเจียงให้พวกเขาขุดดอกไม้ที่ชอบในทุ่งดอกไม้ได้ตามใจชอบ ตอนนี้ยังมามอบเมล็ดพันธุ์ให้พวกเขาอีก พวกม่อเจาถิงรู้สึกขอบคุณนางมากจริงๆ“แม่นางวางใจ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าพวกเราจะกลับมาเยี่ยมอีกครั้ง”เมล็ดพันธุ์เพียงไม่กี่เมล็ดแลกมาซึ่งชื่อเสียงของโฮมสเตย์และทุ่งดอกไม้ในต่างถิ่นได้ นับว่าจู้เจียงเจียงทำธุรกิจไม่เสียเปรียบเรื่องการหาพันธมิตร โดยรวมก็ใกล้จะจบลงแล้วต่อจากนี้ จู้เจียงเจียงต้องให้ความสำคัญกับการเก็บเกี่ยวและขนส่งผักผลไม้ รวมถึงการเก็บกลีบดอกไม้ในทุ่งดอกไม้ เพื่อเตรียมสกัดน้ำมันด้วยส่วนเรื่องเล็กๆน้อยๆ จิปาถะอื่นๆ ก็ให้เซินหมิ่นช่วยนางทำ“ฉลอง กินข้าว! ฉลอง กินข้าว!”เมื่อสวี่กู้รู้ว่าจู้เจียงเจียงทำงานเสร็จว่างแล้ว เขาดีใจกว่าใคร กระโดดเข้าไปในลานบ้านตระกูลเผยเตรียมสั่งอาหารกับจู้เจียงเจียงจู้เจียงเจียงก็ปล่อยให้พวกเขาสั่งอาหารตามใจ หลังจากสั่งเสร็จแล้ว นางถึงไปเตรียมวัตถุดิบแต่ว่าตอนพวกสวี่กู้ยุ่งอยู่กับการสั่งอาหาร ในหมู่บ้านก็เกิดเรื่องขึ้นเล็กน้อยทิศทางที่ตั้งของบ้านสวี่เหล่าเกิน จู่ๆ ก็มีควันลอยขึ้นมาไม่นานก็ได้ยินเสียงคนในหมู่บ้านตะโกนว่าเกิดเพลิงไหม้จู้เจียงเจียงและเผยจี้ได้ยินคำนี้ ไม่พูดพล่าม ต่างคนต่างยกถังน้ำคนละสองถังวิ่งไปทางที่มีไฟสถานที่เกิดเพลิงไหม้คือห้องครัวของบ้านสวี่เหล่าเกินโชคดีที่บ้านของทุกคนในหมู่บ้านต่างสร้างบ้านในที่ดินคนละผืน บ้านไม่ได้ติดต่อกัน บวกกับทุกคนช่วยดับไฟได้ทันท่วงที ไฟที่บ้านของสวี่เหล่าเกินจึงดับลงได้อย่างรวดเร็วถังน้ำในมือของจู้เจียงเจียงยังไม่ได้สาดออกไป ไฟก็ดับแล้วนางวางถังน้ำลงแล้วเดินไปถามว่า “ปู่สวี่เกิดอะไรขึ้น ทำไมจู่ๆ ในบ้านถึงไฟไหม้ได้?”ในฐานะที่นางเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นธรรมดาที่จะใส่ใจความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้าน หากไฟที่เกิดขึ้นในวันนี้มีคนตั้งใจลอบวางเพลิงเล่า? นางต้องตรวจสอบให้ชัดเจนแต่โชคดีที่ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงยังไม่แย่ขนาดนั้น“ไม่มีอะไร ตอนทำกับข้าวไม่ทันระวัง ลูกไฟเด้งออกไปโดนกองฟืน ไฟเลยไหม้ขึ้นมา” สวี่เหล่าเกินปัดฝุ่นบนตัว ท่าทางไม่สนใจและยังปลอบทุกคนไม่ให้ตื่นตระหนก“ลูกไฟเด้งไปโดนกองฟืนก็ไฟไหม้ได้หรือ?”จู้เจียงเจียงยากที่จะเชื่อว่ามันจะติดไฟได้ง่ายขนาดนั้น“ช่วงนี้อากาศแห้งแล้ง ฟืนวางตากแดดอยู่ข้างนอกนานเกินไป พอเอามาใช้ก็ติดไฟง่ายเลย สะใภ้เล็กไม่ต้องเป็นห่วง แค่ฟืนกองหนึ่งไหม้ไปเท่านั้นเอง พวกเราสองคนไม่เป็นอะไร”สวี่เหล่าเกินยังนึกว่าจู้เจียงเจียงเป็นห่วงพวกเขาสองคน รีบยกมือทั้งสองแสดงออกให้นางเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับบาดเจ็บจู้เจียงเจียงเป็นห่วงพวกเขาสองเฒ่าจริงๆ แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้นความเป็นห่วงที่แสดงออกบนใบหน้านางตอนนี้ เป็นเพราะนางคิดถึงอีกเรื่องหนึ่ง!ในความทรงจำ เหมือนเรื่องเขื่อนพัง เรื่องที่ทำให้นางจำได้ฝังใจก็คือเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติไฟไหม้ภูเขา!และไฟป่าครั้งนั้นลุกลามเผาภูเขาไปหลายลูก ไหม้ติดต่อกันหลายวันหลายคืน ทำให้หมู่บ้านที่อยู่เชิงเขาได้รับความเดือดร้อน ชาวบ้านต้องหนีตายกันทั้งคืน ไม่มีบ้านให้กลับส่วนหมู่บ้านอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียง ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเถ้าถ่าน บ้านเรือนและพืชผลก็ถูกปกคลุมไปด้วยขี้เถ้าหนาด้วยเหตุนี้ คนจำนวนมากจึงมีอาการไออยู่หลายเดือนถึงจะหายเพลิงไหม้ครั้งนั้น ขี้เถ้าลอยมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ดังนั้นเจ้าของร่างเดิมจึงจำได้แม่นยำเพียงแต่ ไฟไหมครั้งนั้นเกิดที่ภูเขาลูกไหนกันแน่?จู้เจียงเจียงคิดไม่ออก ดังนั้นนางถึงดูลนลานเป็นพิเศษทุกคนแยกย้ายกันแล้ว ตอนเผยจี้จะกลับไปก็เห็นจู้เจียงเจียงยืนเหม่อลอยอยู่กับที่ จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “ฮูหยินเป็นอะไรไป?”จู้เจียงเจียงเงยหน้ามองเขานิ่งๆ พูดประโยคเดิมซ้ำๆ “ไฟ ไฟไหม้ที่ไหนกันแน่?”“ไฟไหม้ที่ไหนหรือ?” เผยจี้ถูกนางทำจนมึนงงเขาชี้ไปที่ห้องครัวบ้านสวี่เหล่าเกิน “ไฟไหม้ที่ห้องครัวบ้านปู่สวี่ไง ทว่าตอนนี้ดับลงแล้ว ฮูหยิน ทำไมเจ้าถึงถามแบบนี้?”“ข้า...” จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ชะงัก ได้สติกลับมาเรื่องนี้เป็นการรู้อนาคต ถึงแม้นางจะพูดออกไป ก็ไม่มีใครเชื่อและถึงแม้เผยจี้จะเชื่อคำของนาง นางก็บอกไม่ถูกว่าเกิดไฟไหม้ที่ภูเขาลูกไหนกันแน่ไม่รู้สถานที่เกิดเพลิง พวกเขาจะเตรียมตัวป้องกันไฟล่วงหน้าได้อย่างไร? นอกจากเพิ่มคนหนึ่งกังวลใจไปกับนางแล้ว ก็ไม่มีความหมายใดๆ“ไม่มีอะไร พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”จู้เจียงเจียงถือถังน้ำเดินกลับบ้านพร้อมเผยจี้ในลานบ้านตระกูลเผย พวกอู่จิ้นผิงเห็นพวกเขากลับมาแล้วก็ทยอยถามอย่างเป็นห่วง “เป็นอย่างไร ไฟไหม้ที่ไหน รุนแรงหรือไม่?”จู้เจียงเจียงส่ายหน้า “ไม่รุนแรง แค่ไฟไหม้ฟืนแห้งกองหนึ่ง อากาศแห้งแล้ง ผู้อาวุโสอู่ ท่านก็ต้องระวังที่หอจินชิวไว้ให้ดีๆ”“แม่นางจู้ หอจินชิวของพวกเราไม่ติดไฟ กลับกันบ้านพวกท่านต่างหากที่ต้องระวังให้มากถึงจะถูก” ฉินเฟิงทำหน้าสบายๆเมื่อเทียบกับสีหน้าเคร่งเครียดของจู้เจียงเจียงแล้ว พวกเขาดูมีความสุขกว่ามากและเพราะท่าทางนางที่เคร่งเครียดผิดปกติ จึงทำให้พวกเขารู้สึกแปลกๆพวกเขาลากเผยจี้มากระซิบถาม “แม่นางจู้เป็นอะไรไป? แค่ไฟไหม้ฟืนแห้งกองหนึ่งไม่ใช่หรือ ทำไมนางถึงใจลอยแบบนี้?”เผยจี้มองจู้เจียงเจียงที่ดูไม่มีความสุขแวบหนึ่ง แล้วถอนหายใจหากเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคงดี ตอนที่ 234: เผยจี้โกรธแล้ว“เรื่องหนักใจของฮูหยิน บอกกับข้าได้หรือไม่?”หลังกินข้าวเย็นเสร็จ จู้เจียงเจียงก็ไปนั่งอยู่ในลานบ้าน เงยหน้ามองไปยังภูเขาใหญ่ที่เหลือเพียงเงาลางๆใต้แสงจันทร์ ทำหน้าเหมือนมีเรื่องหนักใจเผยจี้จัดการเก็บถ้วยตะเกียบและต้มน้ำอาบเรียบร้อยแล้วตอนมาเรียกนางไปอาบน้ำ ก็พบว่านางยังคงเหม่อลอย เขาจึงลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงข้างๆนาง อยากแบ่งเบาความทุกข์ความกังวลใจของนางแต่เหมือนจู้เจียงเจียงจะไม่เต็มใจให้เขาช่วยนางแบ่งเบาเรื่องหนักใจ“ข้าไม่เป็นอะไร...” นางหันมามองเผยจี้แวบหนึ่ง ปากแข็งไม่ยอมรับเผยจี้มองรอยยิ้มบนใบหน้านางที่แย่ยิ่งกว่าร้องไห้ พลันถอนหายใจออกมา ก่อนจะดึงมือของนางขึ้นครั้งนี้เขาไม่อยากทำเหมือนมองไม่เห็น ปล่อยให้นางตบตาผ่านไป“ฮูหยิน พวกเราเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่หรือ? มีเรื่องอะไรที่บอกกับข้าไม่ได้?”เขาอยากเป็นสามีที่ดีของนาง อยากให้นางใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆวัน แต่นางมักจะปิดบังทุกอย่างจากเขา ที่จริงก้นบึ้งในจิตใจของเขาก็รู้สึกอยู่นิดๆหรือว่าเขาไม่คู่ควรให้นางเชื่อมั่น?จู้เจียงเจียงรับรู้ถึงน้ำเสียงของเผยจี้ที่เข้มขึ้นเล็กน้อยนางทำหน้าจริงจัง มองเขาตรงๆ แล้วพูดว่า “อาจ้าว เรื่องนี้พูดแล้วมันฟังดูแปลกประหลาดน่าเหลือเชื่อมากเกินไป เจ้าให้เวลาข้าหน่อย ให้ข้าปะติดปะต่อความคิดก่อน รอข้าคิดชัดเจนแล้วข้าจะบอกเจ้า ดีไหม?”นางเรียกเขาอาจ้าว...สีหน้าเผยจี้มองนางด้วยสีหน้าซับซ้อน เงียบอยู่พักใหญ่ถึงพยักหน้าเขายังคงเอาชนะนางไม่ได้เผยจี้เอ่ยเสียงเบา “ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ”จู้เจียงเจียงตอบรับ “อืม”….........จู้เจียงเจียงนอนราบอยู่บนเตียงระลึกถึงเรื่องราวทั้งคืน นอนไม่หลับพลิกตัวไปมา แม้แต่เผยจี้ก็ได้รับผลกระทบไปด้วย นอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกันเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ ทั้งคู่ต่างก็ดูไม่สดใส และความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องภูเขาใหญ่ไฟไหม้ก็ยังคงเลือนลาง ทำให้จู้เจียงเจียงยิ่งกลัดกลุ้มหรือว่าเพราะมาอยู่ที่นี่นานเกินไป ความทรงจำจึงเลือนลางไปแล้ว?หรือว่านางยุ่งเกินไป ในสมองมีอะไรอยู่มากมาย ทำให้ความทรงจำผสมปนเปกันไปหมด?แต่ในสมองมีความทรงจำช่วงนี้จริงๆ และช่วงเวลาที่เกิดก็อยู่ในช่วงใกล้ๆนี้จู้เจียงเจียงยิ่งคิดหนัก ใบหน้าร้อนใจก็ยิ่งชัดเจนไม่เพียงเผยจี้ที่ดูออก แม้แต่หลายคนในหอจินชิวก็มองออกด้วย“ก็แค่ทำอาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ แม่นางจู้ไม่ต้องแสดงท่าทางเจ็บปวดขนาดนี้ก็ได้กระมัง?” สวี่กู้จ้องมองสีหน้าย่ำแย่ของจู้เจียงเจียง เดินไปนั่งลงข้างกลุ่มคนที่กำลังดื่มชา พร้อมกับบ่นออกมาคนพวกนั้นที่มานั่งดื่มชาต่างก็เห็นความผิดปกติของจู้เจียงเจียงนานแล้ว สายตาของพวกเขานับตั้งแต่เมื่อครู่เป็นต้นมา ก็ไม่เคยละไปจากบนตัวนางเลย“ธุรกิจหลายวันก่อนก็ทำได้อย่างราบรื่น เถ้าแก่ทุกคนก็ค่อนข้างเกรงใจ ทำตามเงื่อนไขการร่วมมือที่แม่นางจู้เสนอมาทั้งหมด”“ที่สถานศึกษา โรงเตี๊ยม สวนผลไม้ เห็ดในโรงเรือนก็ไม่มีปัญหา...งั้นเพราะเรื่องอะไรที่ทำให้นางคิดหนักแบบนี้กันแน่?”อยู่ต่อหน้ากลุ่มเจ้านาย หายากที่ฉินเฟิงจะพูดแทรกเสนอความคิดเห็น และวิเคราะห์สถานการณ์ขึ้นแต่ผลลัพธ์ที่ได้เหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร“หากไม่ใช่เพราะเรื่องธุรกิจ งั้นก็เป็นเพราะเรื่องในบ้าน...” ฉินเฟิงหันไปมองเผยจี้คนอื่นๆก็หันไปมองเผยจี้เช่นกัน ใช้สายตาที่เหมือนจะบอกว่า สารภาพมา แล้วโทษหนักจะได้เป็นเบา ถึงแม้พวกเขาหลายคนจะไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดอะไรกับจู้เจียงเจียง แต่ด้วยความที่พักอยู่ที่นี่มานานแล้ว กินข้าวบ้านนางมานาน หากมีใครกล้ามารังแกนาง พวกเขาก็พร้อมจะปกป้องนางเผยจี้เหล่มองพวกเขาแวบหนึ่งอย่างเฉยชา ท่าทางไม่เกรงกลัวต่ออำนาจ “ข้าก็ไม่รู้ ไม่ต้องมามองข้า”พูดจบ เผยจี้ก็ไม่อยากจะเถียงกับพวกเขาต่อให้เสียเวลา จึงลุกขึ้นไปยังห้องครัวช่วยจู้เจียงเจียงทำกับข้าวที่จริงแล้ว ตอนเขาช่วยงานในห้องครัวอยู่นั้น เขาก็พบเบาะแสบางอย่างเผยจี้พบว่าตอนจู้เจียงเจียงเข้าใกล้ไฟ นางก็จะเหม่อลอยอย่างไม่รู้ตัว มีบางครั้งไฟใกล้จะเผาโดนนางแล้ว นางก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง“ฮูหยินระวัง!”เผยจี้ที่เฝ้ามองนางอยู่ตลอด ในตอนที่หันไปสับต้นหอมเพียงครู่เดียว ชายกระโปรงของนางก็ถูกไฟไหม้แล้วแต่จู้เจียงเจียงที่ถูกเผากลับยังคงเหม่อลอย ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากระโปรงของตัวเองติดไฟเผยจี้รีบดึงนางออกจากหน้าเตา รีบจนใช้มือช่วยนางตบสะเก็ดไฟชายกระโปรงโดยตรงวัตถุดิบเสื้อที่ถูกเผาติดที่ฝ่ามือของเขา เขาไม่สนใจความเจ็บปวด ตะคอกใส่นางเสียงดัง “จู้เจียงเจียง เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่! ไฟไหม้แล้วเจ้ารู้ไหม!”เสียงของเขาดังมาก และเป็นครั้งแรกที่เขาตะคอกเสียงดังด้วยความโกรธหลายคนข้างนอกได้ยินเสียงก็ทยอยทิ้งถ้วยชาในมือ พุ่งตัวมาที่ห้องครัว“เกิดอะไรขึ้น ไฟไหมที่ไหน?!”ฟังความเคลื่อนไหวของเผยจี้เมื่อครู่ พวกเขายังนึกว่าในห้องครัวเกิดไฟไหม้ใหญ่ แต่พอมาถึงก็พบว่า นอกจากไฟในเตาแล้วก็ไม่มีที่ไหนติดไฟเลยจู้เจียงเจียงได้สติเมื่อได้ยินเสียงตะคอกของเผยจี้ นางชายตามองชายกระโปรงของตนเอง ยิ้มขอโทษให้พวกอู่จิ้นผิง “ข้าไม่เป็นไร แค่ไม่ทันระวังสะเก็ดไฟกระเด็นใส่กระโปรงเท่านั้น พวกท่านกลับไปดื่มชากันต่อเถอะ”พูดจบ นางก็หันไปมองเผยจี้ อยากพูดอะไรบางอย่าง “ท่านพี่ ขอโทษ ข้า...ท่านพี่ มือของท่าน!”นางยังพูดไม่ทันจบก็เห็นฝ่ามือของเผยจี้เกิดตุ่มพองสองจุด ใหญ่กว่านิ้วหัวแม่มือเสียอีกจู้เจียงเจียงจับมือเขาขึ้นดูอย่างละเอียด ในเวลาสั้นๆเกิดตุ่มพองใหญ่ขนาดนี้ แสดงว่าเมื่อครู่ต้องร้อนมากแน่ๆ“กลับห้อง ข้าจะช่วยท่านทำแผล!” นางดึงเขาไปเผยจี้ไม่ได้ขัดขืน เดินตามนางไปด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทิ้งห้องครัวไว้ให้พวกฉินเฟิงกระเป๋ายาอยู่ในห้องหนังสือชั้นบน เพราะหมู่บ้านเสี่ยวฮวงอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ในบ้านยังมีเด็กซนอย่างเผยเสี่ยวอวี๋ ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงเตรียมยามากมายไว้ในบ้านไม่ว่าแผลไฟไหม้ แผลฟกช้ำ แผลมีดบาด ยังมีโรคทั่วไปอย่างเป็นหวัด เป็นไข้ ตัวร้อนต่างๆ นางก็สามารถจัดการได้ด้วยตัวเองจู้เจียงเจียงใช้เข็มช่วยเจาะตุ่มพองของเผยจี้ บีบตุ่มน้ำออกมา “เจ็บหรือไม่?”นางไม่ได้เงยหน้าเผยจี้เห็นเพียงสันจมูกของนาง ไม่เห็นดวงตาของนาง แต่เขาก็ยังถามออกไป “ฮูหยิน เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”ไม่ว่าจะเมื่อคืนวาน หรือในห้องครัวเมื่อครู่ ท่าทางของนางดูไม่ปกติเลยนางถูกผลกระทบจากเรื่องนั้นจนเหม่อลอยจู้เจียงเจียงเห็นเขาถามเรื่องนี้ขึ้นอีกครั้ง นางขยับปากขึ้นลง ทว่าคำพูดติดอยู่ที่ปากไม่ยอมพูดออกมา “ไม่มีอะไร”“ฮูหยิน!”เผยจี้โกรธจนจับมือของนางไว้แน่น เข็มทิ่มเข้าไปในฝ่ามือของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ“เข็มทิ่มเข้าไปแล้ว...”“จู้เจียงเจียง เจ้าเห็นข้าเป็นสามีของเจ้าบ้างหรือไม่? เจ้ามีเรื่องหนักใจอะไร ทำไมบอกกับข้าไม่ได้!” เผยจี้โมโหมากจริงๆจู้เจียงเจียงคิดแต่เรื่องอยากจะแงะนิ้วของเขาออก เพื่อดึงเข็มในฝ่ามือให้เขา “ท่านพี่ ในมือท่านพี่เข็ม”เผยจี้ได้ยินดังนั้นจึงปล่อยมือของนาง ดึงเข็มในฝ่ามือทิ้งลงพื้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็จับมือนางอีกครั้ง “พูดได้หรือยัง?!” ตอนที่ 235: หยั่งรู้ว่าจะมีไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาภูเขาต่อเนื่องหลายลูก“ท่านพี่ หากข้าบอกว่าภายในครึ่งเดือนนี้ สถานที่สักแห่งในเมืองเจียงหนานจะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ท่านจะเชื่อข้าไหม?”จู้เจียงเจียงมองเขาที่กำลังใช้แรงบีบตุ่มน้ำในฝ่ามือตัวเองจนแตกออก นางก็ไม่อยากปิดบังเขาอีกแล้ว“อะไรนะ?”เผยจี้มึนงงเล็กน้อยเขาเคยคิดว่าเรื่องที่นางน่าจะปิดบังเขา อาจจะเป็นเรื่องธุรกิจ เรื่องในหมู่บ้าน เรื่องในบ้าน หรือแม้กระทั่งเรื่องของเขาและเผยเสี่ยวอวี๋!เขาเคยถึงขนาดคิดว่านางอาจจะป่วยหนัก จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงปิดบังไม่กล้าบอกเขา ดังนั้นนางยิ่งไม่พูด เขาก็ยิ่งโกรธแต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องที่จู้เจียงเจียงปิดบังเขา กลับกลายเป็นเรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่!อีกทั้งยังเป็นไฟที่ยังไม่เกิดขึ้นอีกด้วย!“ฮูหยิน ข้าไม่ค่อยเข้าใจ เจ้าบอกให้ชัดเจนหน่อยได้ไหม?” น้ำเสียงของเผยจี้อ่อนลงไปมาก ไม่เหลือความแข็งกระด้างเหมือนเมื่อครู่สักนิดจู้เจียงเจียงรู้ดีว่าเรื่องนี้ยุ่งยาก ถ้าพูดออกไปก็คงอธิบายได้ไม่ชัดเจนดังนั้นนางถึงเงียบไม่พูดมาโดยตลอด“ท่านพี่ ท่านยังจำน้ำท่วมเขื่อนพังและคดีขโมยข้าวก่อนหน้านี้ได้ไหม? ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงหลบภัยพิบัติเหล่านั้นมาได้อย่างแม่นยำ?”เผยจี้ส่ายหน้าเงียบๆ รอนางพูดต่อ“ทั้งหมดเป็นเพราะลางสังหรณ์ของข้า” จู้เจียงเจียงยังคงไม่กล้าบอกเขาว่าตัวเองเป็นคนที่ข้ามมิติมากล่าวอีกนัยหนึ่ง หากนางเพียงแค่ข้ามมิติมา นางคงจะเปิดเผยตัวตนของตัวเองให้เขารู้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว แต่นี่ยังเกี่ยวพันถึงการเกิดใหม่ของเจ้าของร่างเดิมด้วยนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นไปไหน แล้วจะกลับมาอีกหรือไม่?ในวันนั้นที่เจ้าของร่างเดิมเหนื่อยตายในทุ่งนา แล้วจิตวิญญาณของนางเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมจะยังอยู่บนโลกใบนี้หรือไม่? ทั้งหมดนี้ จู้เจียงเจียงไม่รู้เลยดังนั้นนางถึงไม่กล้าพูด“ฟังแล้วท่านอาจจะไม่เชื่อ แต่ลางสังหรณ์ของข้าก็เหมือนกับการหยั่งรู้อนาคต มันจะบอกข้าล่วงหน้าว่าเวลาไหน ที่ไหน จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”“เขื่อนพังและคดีขโมยข้าวก่อนนี้คือลางสังหรณ์ ไฟไหม้ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”จู้เจียงเจียงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสื่อคำพูดที่ตัวเองอยากบอกพูดจบนางก็เงียบไม่พูดอะไรอีก เพียงมองเผยจี้เงียบๆ รอปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเผยจี้ตอนนี้อยู่ในสภาวะมึนงงเขาไม่รู้ว่าควรตอบสนองอะไรกับจู้เจียงเจียง แสดงออกว่าเชื่อ? หรือสงสัย? หรือจะคิดว่าสมองนางผิดปกติไปแล้ว?บรรยากาศในห้องหนังสือเข้าสู่ความเงียบหลังจากนั้นพักใหญ่ เผยจี้ถึงพูดทำลายความเงียบนี้อีกครั้ง “เจ้าว่า ลางสังหรณ์ของเจ้าจะบอกว่าไฟไหม้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน งั้น...สถานที่ล่ะ?”จู้เจียงเจียงถูใบหน้าของตัวเองอย่างหงุดหงิด “เป็นเพราะข้าไม่รู้แน่ชัดว่าจะเกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ไหน ดังนั้นสองวันนี้ถึงกลัดกลุ้มแบบนี้”“เมื่อก่อนตอนเขื่อนแตกและคดีขโมยข้าว ลางสังหรณ์ของข้าชัดเจนมาก ครั้งนี้ทำไมมันถึงเลือนรางแบบนี้...”เผยจี้เห็นนางกลุ้มใจแบบนี้ ก็รู้สึกสงสารเขาปัดมือนางที่ปิดหน้าไว้ออก พูดปลอบใจนาง “ฮูหยิน ลางสังหรณ์เลือนรางก็ช่างมันเถอะ บางทีเจ้าอาจจะคิดมากเกินไปก็เป็นได้?”“เป็นไปไม่ได้!”จู้เจียงเจียงบอกเขาอย่างมั่นใจ “ท่านเชื่อข้า ภายในครึ่งเดือน เมืองเจียงหนานจะต้องเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ไฟนั้นจะเผาภูเขาต่อเนื่องหลายลูก หลายวันหลายคืน ถึงตอนนั้น ต้นไม้ใบหญ้า สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนภูเขาจะถูกเผาจนเกลี้ยง”“หมู่บ้านเชิงเขาก็จะได้รับความเดือดร้อนด้วย ชาวบ้านพลัดถิ่นไม่มีที่อยู่อาศัย ขี้เถ้าปกคลุมทั้งเมืองเจียงหนาน หมู่บ้านของเราก็อยู่ภายใต้การปกคลุมของขี้เถ้านี้ พืชไร่ แหล่งน้ำ ชาวบ้านทุกคนล้วนได้รับผลกระทบทั้งหมด!”นางไม่ใช่กำลังพูดให้คนฟังตกใจ และไม่ได้พูดเกินจริงเจ้าของร่างเดิมสูดดมเถ้าถ่านนี้เกือบหนึ่งเดือน ไอจนปอดจะระเบิด เหตุการณ์ในอดีตยังคงเด่นชัดในความทรงจำของนางจริงๆเผยจี้เห็นสายตาที่จริงจังนี้ของนาง ตัวเองก็ถูกนางนำพาไปอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกเหมือนว่าภายในครึ่งเดือนข้างหน้านี้จะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้นจริงๆ“เจ้าคิดจะหยุดการเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ใช่หรือไม่?” เขารู้ใจนางดีจู้เจียงเจียงพยักหน้า “หากลางสังหรณ์ชัดเจนขึ้นอีกนิด พวกเราจะหยุดไม่ให้มันเกิดขึ้นได้แน่!”แต่ปัญหาคือ นางคิดไม่ออก!“ฮูหยิน เจ้ากังวลมากเกินไปแล้ว ลองผ่อนคลายลงสักหน่อย” เผยจี้ไม่สนใจแล้วว่าลางสังหรณ์ของนางจะจริงหรือปลอม เขาสนใจแค่นางเขารู้ว่าตอนนี้นางรู้สึกกังวลและตื่นตระหนกมากๆแต่ยิ่งเครียดยิ่งกลุ้ม นางก็จะยิ่งไม่รู้ว่าไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นเกิดได้อย่างไรไม่ใช่หรือ?จู้เจียงเจียงก็รู้ดีว่าตอนนี้นางตื่นตระหนกเกินไป แต่สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้นางผ่อนคลายได้เลยภายในครึ่งเดือน คือวันไหนนางก็คิดไม่ออก หากเป็นพรุ่งนี้จะทำอย่างไร? นางจะนิ่งดูดาย งอมืองอเท้ารอความตายไม่ได้! “ท่านพี่ พวกเราไปวัดอวี๋หลินกันเถอะ!”ไม่รู้ว่าจู้เจียงเจียงคิดบ้าอะไรออกไป จู่ๆในสมองนางก็เกิดความคิดนี้ขึ้นนางอยากไปถามพระพุทธเจ้า หากท่านสำแดงฤทธิ์ออกมาเล่า?“ก็ดี ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้า”ขอแค่นางไม่เครียดและนั่งกังวลใจอยู่ในบ้าน ให้เขาทำอะไรก็ได้ทั้งสองคนทำแผลบนฝ่ามือของเผยจี้อยู่ในห้องหนังสือ หลังใช้ผ้าละเอียดปิดให้เขาแล้ว ถึงลงมาเตรียมของให้เหล่าหลวงจีนของวัดอวี๋หลินเห็นพวกเขาสองคนทำท่าเตรียมออกจากบ้าน เหล่าคนจากหอจินชิวที่รอกินข้าวก็นั่งไม่ติดแล้ว“แม่นางจู้ หรือท่านกำลังจะออกบ้าน? ท่านไม่ทำกับข้าวแล้วหรือ?” สวี่กู้เอ่ยถามจู้เจียงเจียงถือน้ำมันจากเมล็ดชาหนึ่งหม้อ และของอื่นๆใส่ไว้ในตะกร้าสะพายหลัง “ข้าและท่านพี่จะไปไหว้พระที่วัดอวี๋หลิน คืนนี้ไม่กลับมา หลังจากเสี่ยวอวี๋กลับมาแล้ว รบกวนพวกท่านดูแลนางหน่อย”วันนี้คือวันที่ห้าของสัปดาห์ อาหารที่นางตั้งใจทำเย็นนี้ ก็เพื่อให้เผยเสี่ยวอวี๋ได้กินด้วยกันแต่ดูท่าตอนนี้ ไม่เพียงเผยเสี่ยวอวี๋จะไม่ได้กินข้าว ยังต้องเฝ้าบ้านคนเดียวเสียแล้ว“พวกท่านจะไปไหว้พระ? ตอนนี้!”พวกสวี่กู้นิ่งอึ้งไปนี่มันจะกะทันหันเกินไปแล้วกระมัง? บอกจะไปก็ไปทันทีเผยจี้ไปจูงม้าข้างคอกวัว จู้เจียงเจียงก็เก็บของอย่างรวดเร็ว ถึงอย่างไรของที่นางต้องการก็มีอยู่ในช่องว่างมิติอยู่แล้ว ขอแค่ทำให้ข้างนอกเห็นก็พอทั้งสองคนพลิกตัวขึ้นหลังม้า ไม่แม้แต่จะคล้องกุญแจก็ทิ้งบ้านให้พวกคนจากหอจินชิวดูแล แล้วขี่ม้าออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว“เฮ้ๆ แม่นางจู้...” สวี่กู้ถึงขนาดไม่ทันได้ถามว่าอาหารที่ทำไปแล้วครึ่งหนึ่งในครัวจะทำอย่างไร พวกเขาก็จากไปอย่างไม่เห็นฝุ่น“จบ ไม่ได้กินข้าวอีกแล้ว”ขณะที่สวี่กู้ยังกังวลเรื่องกับข้าว อู่จิ้นผิงและสวี่โยวกลับสังเกตเห็นอะไรบางอย่างการกระทำของจู้เจียงเจียงและเผยจี้แปลกประหลาดมากๆ เวลาสั้นๆแค่ขึ้นไปชั้นบน ความโกรธของเผยจี้ก็หายไปหมด พวกเขาทั้งคู่ยังจะรีบเร่งออกจากบ้านไปวัดอวี๋หลินอีกเรื่องนี้ต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ๆ!ดังนั้นอู่จิ้นผิงและสวี่โยวจึงดื่มน้ำชาในมือรวดเดียวหมดอย่างใจตรงกัน จากนั้นก็ลุกยืนขึ้นและกลับไปยังหอจินชิว แต่ละคนสั่งองครักษ์ลับของตัวเองให้แอบติดตามเผยจี้และจู้เจียงเจียงไปเผยจี้พาจู้เจียงเจียงไปถึงสถานศึกษาเพื่อขอม้าเพิ่มอีกตัวหนึ่ง จากนั้นทั้งสองคนก็ขี่ม้าคนละตัวไปทางวัดอวี๋หลินในจุดด้านหลังที่พวกเขามองไม่เห็น มีคนและม้าอีกสองกลุ่มกำลังตามพวกเขามาอย่างเงียบๆเผยจี้เพราะถูกโจมตีจากลางสังหรณ์นั้นของจู้เจียงเจียง ทั้งคู่จึงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นคนและม้าที่ตามหลังพวกเขามา ตอนที่ 236: ไม่ได้รับอะไรจากวัดอวี๋หลินวัดอวี๋หลินจู้เจียงเจียงปีนถึงยอดเขาด้วยลมหายใจที่เหนื่อยหอบ มองประตูใหญ่ของวัดอวี๋หลิน นางได้แต่แอบสาบานอยู่ในใจอีกครั้ง ครั้งหน้าจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว!การปีนเขาช่างเหนื่อยมากจริงๆ!อีกทั้งใครเป็นคนกำหนด วัดต้องสร้างบนยอดเขาสูงขนาดนี้ สร้างที่เชิงเขาไม่ได้เลยหรือ?!“โยมเผย สีกาจู้ เป็นพวกท่านเอง เชิญเข้ามาเร็ว...”วัดอวี๋หลินตอนนี้ต่างจากเมื่อก่อน ถึงแม้จะยังไม่ถือว่ามีคนมาสักการะเยอะมากนัก แต่อย่างน้อยๆก็มีชาวบ้านใกล้ๆมาจุดธูปไหว้พระทุกวัน เหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่ในวัดก็ไม่ถึงกับหิวตายหลวงจีนน้อยที่กวาดพื้นหน้าประตูเห็นทั้งสองคน แค่มองก็จำพวกเขาได้ จึงเชิญทั้งคู่เข้าไปในวัดอย่างตื่นเต้นจู้เจียงเจียงใช้โอกาสนี้โยนถุงผ้าในมือตัวเองให้หลวงจีนน้อยรูปนั้นถือ นางยกไม่ไหวแล้ว“ต้าซือน้อย เจ้าอาวาสอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”“ท่านเจ้าอาวาสอยู่ที่อุโบสถ”“งั้นก็ดี” จู้เจียงเจียงรีบพุ่งตรงไปยังอุโบสถในอุโบสถ นอกจากหลวงจีนหลายท่านที่สวดมนต์อยู่แล้ว ก็ไม่มีผู้มาสักการะอื่นอีกแต่กระถางธูปหน้าพระพุทธรูปกลับมีธูปที่ใกล้จะเผาหมดหลายดอก ดูท่าวันนี้จะมีผู้มาสักการะก่อนแล้วจู้เจียงเจียงและเผยจี้ก็จุดธูปไหว้พระ จากนั้นถึงเดินไปตรงหน้าเจ้าอาวาสอู้ฉือ “ต้าซืออู้ฉือ ขอคุยด้วยเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่เจ้าคะ?”ทั้งสามคนมาถึงห้องข้างหลังของวัดอวี๋หลิน ห้องข้างได้ทำความสะอาดแล้ว เพียงแต่ยังขาดของใช้ในชีวิตประจำวันหรือจะพูดว่า ในห้องข้างของวัดอวี๋หลินตอนนี้ มีเพียงหนึ่งเตียง ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกมิน่าไม่มีใครค้างแรมในห้องหยูหลินนี้แต่จู้เจียงเจียงและเผยจี้จะค้างคืนที่วัดอวี๋หลินคืนนี้“ต้าซืออู้ฉือ ตอนไหว้พระสวดมนต์ในช่วงนี้ ได้รับสารลับจากสวรรค์ที่พระพุทธเจ้าสื่อมาบ้างหรือไม่? หรือว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดีอะไรบ้างหรือเปล่า?”จู้เจียงเจียงถามอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหยั่งเชิง แต่เจ้าอาวาสอู้ฉือกลับฟังไม่เข้าใจเขามองจู้เจียงเจียงแล้วมองเผยจี้ เหมือนกำลังพิจารณาว่าพวกเขาสองคนกำลังล้อเล่นกับเขาอยู่หรือไม่ “สีกาจู้หมายความว่าอย่างไร?”“ไม่มีรึเจ้าคะ? พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกอะไรกับท่านเลยหรือ?” จู้เจียงเจียงจี้ถามอีกครั้งอย่างร้อนใจนางกังวลใจมาก ยอมทิ้งเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หันมาเชื่อในพระพุทธศาสนาเจ้าอาวาสอู้ฉือขมวดคิ้ว ยังคงไม่เข้าใจ “เออหมีถัวฝอ ขอสีกาช่วยชี้แนะ”เผยจี้เห็นพวกเขาคนหนึ่งพูดไม่ชัดเจน อีกคนฟังไม่เข้าใจ เขาก็รู้สึกร้อนใจแทนพวกเขาเขาดึงมือของจู้เจียงเจียงมาปลอบโยนอารมณ์ของนาง แล้วมองเจ้าอาวาสอู้ฉือ เล่าเรื่องราวทั้งหมดออกมาอย่างช้าๆ“โยมว่าอะไรนะ?”แต่ไหนแต่ไรมาใบหน้าของเจ้าอาวาสอู้ฉือนิ่งสงบเสมอมา หายากที่จะแสดงท่าทางตกใจออกมาเช่นนี้ที่ทำให้เขาตกใจไม่ใช่เรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่พวกเขาบอก แต่เป็นลางสังหรณ์ของจู้เจียงเจียง “สีกา เป็นความจริงหรือ?”“ลางสังหรณ์ของข้าเป็นจริง ไฟไหม้ครั้งใหญ่ยังไม่เกิด แต่ข้าพูดความจริง ท่านเชื่อข้าหรือ?”เรื่องนี้ที่ยากก็คือ ไฟไหม้ยังไม่เกิด ถึงนางจะพูดออกไป ก็คงมีคนเชื่อไม่กี่คน “แต่ว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน ต้าซืออู้ฉือ ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ!”จู้เจียงเจียงพยายามอย่างสุดความสามารถ “ดังนั้น ท่านเจ้าอาวาส ข้าอยากรู้ ช่วงนี้ท่านมีลางสังหรณ์อะไรพิเศษหรือไม่? หรือพระพุทธเจ้าส่งสัญญาณอะไรให้ท่านบ้างไหม?”“นี่...”ความจริงนี้ทำให้เจ้าอาวาสอู้ฉือรู้สึกลำบากใจการไหว้พระเป็นเพียงกระบวนการชำระล้างจิตใจ พระพุทธเจ้าก็แค่ศรัทธาหนึ่งเท่านั้น จะมีสารลับจากสวรรค์อะไร“เออหมีถัวฝอ” เจ้าอาวาสอู้ฉือทำได้เพียงตอบทั้งสองคนด้วยประโยคนี้จู้เจียงเจียงเห็นแบบนี้ก็ทำได้เพียงยอมแพ้อันที่จริงในใจนางก็รู้ว่าทำแบบนี้ไปไม่มีประโยชน์ แต่นางหมดหนทางแล้วจริงๆ จึงได้แต่พึ่งพาสิ่งที่ไม่แน่นอนเช่นนี้“ท่านเจ้าอาวาส วันนี้ท้องฟ้ามืดค่ำแล้ว พวกเราจะนอนค้างที่ห้องหยูหลินสักคืนหนึ่ง วันพรุ่งนี้ค่อยลงเขาได้ไหมเจ้าคะ?” จู้เจียงเจียงหมดกำลังใจ คนทั้งคนดูหดหู่อย่างยิ่ง เสียงที่เปล่างออกมาจึงดูไร้เรี่ยวแรง“อาตมายินดีอย่างยิ่ง เชิญทั้งสองท่านตามสบาย”หลังเจ้าอาวาสอู้ฉือพูดประโยคนี้จบก็ออกจากห้องข้างกลับไปยังอุโบสถ ทิ้งให้เผยจี้และจู้เจียงเจียงอยู่ในห้องข้างกันสองคนเมื่อเจ้าอาวาสออกไปแล้ว จู้เจียงเจียงก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้แข็งๆหลับตา คิ้วผูกแน่นเป็นปมเผยจี้เข้าใจความกลัดกลุ้มของนาง “ฮูหยิน เมื่อวานเจ้านอนไม่หลับทั้งคืน วันนี้ก็ปีนเขาอีก หลับสักตื่นก่อนเถิดแล้วค่อยว่ากัน”“ข้าจะนอนหลับได้อย่างไร...”จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ เผยจี้ก็กดจุดให้นาง บังคับให้นางนอนหลับไปไม่มีทางเลือกอื่น ตอนนี้นางตึงเครียดเกินไป หากไม่พักผ่อนให้ดีละก็ เขากลัวว่านางจะเป็นบ้าเผยจี้ยื่นมือออกไปลูบไล้คิ้วที่ผูกเป็นปมของนาง ยามค่ำคืนบนยอดเขาค่อนข้างหนาวเย็น เขาถอดเสื้อนอกของตัวเองคลุมให้นางเสร็จถึงออกจากห้องไปขออาหารเจให้นางกลางดึกนางคงจะตื่นขึ้นมา ถึงตอนนั้นนางคงจะหิวเมื่อเห็นว่าเผยจี้ออกไปด้านหลังวัด คนที่แอบฟังอยู่บนหลังคาจึงค่อยๆจากไปอย่างเงียบๆ ลงเขาไปรายงานเป็นอย่างที่คิด กลางดึกจู้เจียงเจียงก็ตื่นมาขึ้นมาจริงๆสิ่งแรกที่นางทำหลังตื่นนอนก็คือถอนหายใจ นางเพิ่งนอนหลับไปได้ไม่นาน และยังหลับอยู่ในวัดอวี๋หลิน พระพุทธเจ้ากลับไม่มาเข้าฝันบอกนางสักนิด!ตอนนี้จบสิ้นจริงๆแล้ว!เผยจี้ที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงถอนหายใจของนางเขาพลิกตัวลงจากเตียง จุดเทียนไข ตอนหันหน้าไปมองอีกครั้ง จู้เจียงเจียงก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้ว“หิวไหม? ข้าไปขออาหารเจกับต้าซือในวัดมา กินสักหน่อยเถอะ?” เผยจี้ยกโจ๊กเปล่าเดินมาถึงข้างเตียง ตักหนึ่งช้อนจ่อที่ปากนางจู้เจียงเจียงอ้าปากกินอย่างไม่เกรงใจ บนใบหน้ายังคงมีสีหน้าเศร้าหมองชีวิตของเจ้าของร่างเดิมราบเรียบมาก ทุกวันไม่กินนอนก็ทำงาน ไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ บวกกับคนในยุคนี้ไม่มีความคิดเรื่องวันและเวลาชัดเจนขนาดนั้นความทรงจำเลือนรางมาก ไม่ว่าจู้เจียงเจียงจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก“หยุดถอนหายใจได้แล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า และไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรับผิดชอบ เจ้าแค่กินให้อิ่มนอนให้อุ่นก็พอ” เผยจี้พูดปลอบโยนนาง“แต่ว่า...” จู้เจียงเจียงอยากจะโต้แย้งเมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจและสายตาโกรธขึ้งนั้นของเขา เสียงของนางก็อ่อนลงนางรู้ดีว่าเขาสงสารนาง ไม่อยากให้นางกังวลใจเรื่องที่ไม่อยู่ในความรับผิดชอบของนาง แต่นางทนไม่ได้จริงๆ“กินข้าว” เผยจี้เห็นนางเชื่อฟังแล้ว ท่าทางถึงอ่อนลงมาเขาป้อนข้าวนางไปพลางพูดไปพลาง “พรุ่งนี้เช้าหลังจากลงจากเขาแล้ว ข้าจะใช้นามของแม่ทัพแจ้งชาวบ้านทั้งเมืองว่า นอกจากทำกับข้าวในชีวิตประจำวัน ห้ามก่อไฟทำเรื่องอื่น และจะส่งคนไปยังแต่ละหมู่บ้าน เพื่อบันทึกแหล่งน้ำเตรียมพร้อมสำหรับการดับไฟ”ตอนนี้เขาคิดเพียงเรื่องช่วยนางแบ่งเบาเท่านั้นไม่สนว่าพวกชาวบ้านจะคิดอย่างไร ถึงจะคิดว่าเขาใช้อำนาจบังคับก็จำต้องยอมรับ“แบบนี้จะดีหรือ?” จู้เจียงเจียงลังเลเล็กน้อยถึงแม้นางจะรู้สึกว่าเรื่องการห้ามชาวบ้านทั้งหมดก่อไฟมันไม่ค่อยเหมาะสม แต่นี่ก็คือวิธีแก้ปัญหาอย่างเดียวที่พวกเขาคิดได้ในตอนนี้แล้ว“เรื่องนี้ให้ข้ารับผิดชอบเอง ฮูหยินแค่พักผ่อนอยู่ในบ้านก็พอ” ไม่บ่อยที่เผยจี้จะบ้าอำนาจ ห้ามจู้เจียงเจียงออกนอกบ้าน ตอนที่ 237: ออกคำสั่งห้ามทั้งเมืองจุดไฟ“พวกเจ้าได้ยินชัดเจนใช่หรือไม่ แม่ทัพเผยพูดอย่างนั้นจริงๆหรือ?”ในหอจินชิวที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง อู่จิ้นผิงและสวี่โยวต่างก็ได้รับข่าวที่องครักษ์ลับของตัวเองนำกลับมาแน่นอนว่าบนหลังคาของวัดอวี๋หลิน ทั้งสองฝ่ายย่อมได้พบกันบนหลังคาเล็กๆแห่งนั้น ดังนั้นในตอนนี้ พวกเขาสองคนจึงรู้เรื่องราวของกันและกันแล้วสวี่โยวมาหาอู่จิ้นผิงถึงในห้อง ทั้งสองคนไล่คนใช้ออกไป ก่อนปิดประตูสนทนาพูดคุยกันถึงเรื่องนี้“คิดว่าผู้อาวุโสอู่คงรู้ว่าเหตุใดแม่นางจู้และแม่ทัพเผยถึงไปที่วัดอวี๋หลินแล้วกระมัง ดังนั้นข้าจะไม่พูดมาก ขอเข้าเรื่องเลย”เมื่อปิดประตู สวี่โยวก็นั่งลงเอ่ยปากถามอู่จิ้นผิง “ผู้อาวุโสอู่ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”บอกตามตรง อู่จิ้นผิงก็ไม่รู้ว่าควรคิดเห็นอย่างไร ความรู้สึกของเขาตอนนี้ซับซ้อนมากเรื่องนี้มันเหนือธรรมชาติเกินไปจริงๆหยั่งรู้อนาคต? มันเป็นไปได้หรือ?“โยวชินอ๋อง ท่านเชื่อว่าในใต้หล้านี้มีคนที่สามารถหยั่งรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไหม?”อู่จิ้นผิงถามเขากลับเหมือนที่คิดไว้ สวี่โยวส่ายหน้า “ข้าไม่เชื่อเรื่องผีสางเทวดา และไม่เชื่อว่าจะมีคนหยั่งรู้อนาคตได้”หลังจากการสนทนาตอบโต้สั้นๆ ทั้งสองคนก็เงียบไปเนิ่นนานกว่าอู่จิ้นผิงจะพูดขึ้นอีกครั้ง พยายามหาเหตุผลให้ตัวเองและอธิบายแทนจู้เจียงเจียง “ตามที่องครักษ์ลับกลับมารายงาน แม่ทัพเผยพูดว่า ไฟไหม้ใหญ่นั้นเป็นเพียงลางสังหรณ์หนึ่งของแม่นางจู้เท่านั้น”“เป็นเพราะหลายวันก่อนในหมู่บ้านเกิดไฟไหม้จึงทำให้นางตกใจหรือเปล่า ถึงอย่างไรแม่นางจู้ก็เป็นเพียงแค่หญิงสาวคนหนึ่ง การจะตกใจก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”นอกเหนือจากคำอธิบายนี้ พวกเขาก็ไม่รู้ควรอธิบายเรื่องนี้อย่างไรจริงๆสวี่โยวก็เคยคิดถึงคำอธิบายนี้เช่นกัน แต่ไม่นานเขาก็ปฏิเสธคำอธิบายนี้ไปอย่างรวดเร็ว“เรียนถามผู้อาวุโสอู่ เมืองเจียงเป่ยเขื่อนแตกและคดีขโมยข้าวเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”เป็นเพราะสองเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นจริง อีกทั้งมีเพียงจู้เจียงเจียงคนเดียวที่หลบภัยพิบัติทั้งสองได้อย่างราบรื่นดังนั้นจึงทำให้ทั้งสองคนรู้สึกสับสนและยากที่จะโน้มน้าวใจตัวเอง“ช่างเถอะ รอแม่นางจู้กลับมาก่อน ข้าค่อยถามนางอีกครั้งแล้วกัน” อู่จิ้นผิงตัดสินใจจะไปถามจู้เจียงเจียงด้วยตัวเองเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเป็นจริงดังที่จู้เจียงเจียงพูด เช่นนั้นไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ก็จะทำให้คนในหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านต้องเร่ร่อนไร้ที่อยู่ ชาวเมืองทั้งเมืองป่วยไอไม่หยุด พวกเขาจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่ จู้เจียงเจียงตอนนี้ไม่มีทางรู้เลยว่าเรื่องนี้มีคนรับรู้เป็นจำนวนมากแล้วนางที่ตัวอยู่วัดอวี๋หลิน หลังฟ้าสว่างก็ลงเขากลับบ้านพร้อมเผยจี้ตอนผ่านทุ่งดอกไม้ เผยจี้ไม่ได้กลับหมู่บ้านไปพร้อมจู้เจียงเจียง แต่เลี้ยวเข้าไปในค่าย สั่งการเรื่องห้ามจุดไฟทั้งเมืองลงไปเรื่องนี้เป็นคำขอของจู้เจียงเจียงด้วยไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นเป็นภัยพิบัติที่แอบแฝงอยู่ อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เขาออกคำสั่งเร็วหน่อย ความอันตรายก็ลดลงเพิ่มหนึ่งส่วนจู้เจียงเจียงเพิ่งกลับถึงบ้าน ยังไม่ทันได้ดื่มน้ำสักอึก หลายคนจากหอจินชิวก็มาหาทันที“ผู้อาวุโสอู่ ทำไมท่านทำหน้าอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน? มาหาข้ามีธุระอะไรหรือ?”อู่จิ้นผิงไม่เคยแสดงท่าทีเคร่งขรึมแบบนี้ตอนอยู่บ้านนาง ปกติพวกเขามาบ้านนางขอกินข้าว ก็จะมีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใสไม่เพียงไม่หน้างอ ยังมีการเอาใจนิดๆ ไม่อย่างนั้นหากนางปล่อยมือไม่สนใจ พวกเขาคงไม่ได้กินข้าวทำไมวันนี้มาแปลกแบบนี้?“เสี่ยวอวี๋ออกไปเล่นเถอะ ปู่อู่มีเรื่องจะคุยกับพี่สะใภ้เจ้า” อู่จิ้นผิงบอกให้เผยเสี่ยวอวี๋ออกไปโดยตรงการกระทำนี้ของพวกเขา ทำให้จู้เจียงเจียงงงงวยไปหมดจู่ๆ นางก็มีลางสังหรณ์บางอย่าง เรื่องที่พวกเขาจะคุยกับนาง มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกี่ยวกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ พวกเขารู้ได้อย่างไร?“แม่นางจู้ ภายในครึ่งเดือนนี้ เมืองเจียงหนานจะมีไฟไหม้ครั้งใหญ่เกิดขึ้นใช่หรือไม่?” หลังจากอู่จิ้นผิงนั่งลงก็ไม่อ้อมค้อม ถามนางตรงๆอย่างที่คิด!จู้เจียงเจียงเดาถูกแล้วสวี่กู้ตกใจ “ไฟไหม้ครั้งใหญ่อะไร?”ฉินเฟิงก็ตกใจ “ไฟไหม้ครั้งใหญ่อะไร?”ทั้งสองคนทำหน้าตกใจและพูดพร้อมกันจู้เจียงเจียง “...”แบบนี้ดูแล้ว คนในบ้านนี้จะมีแค่สวี่กู้และฉินเฟิงเท่านั้นที่ไม่รู้เรื่องนี้ สวี่โยวก็คงจะรู้เรื่องนี้แล้วด้วย“ในเมื่อพวกท่านรู้แล้ว งั้นข้าก็ไม่ปิดบังพวกท่าน”จะหาเหตุผลก็เปล่าประโยชน์ จู้เจียงเจียงจึงตัดสินใจบอกพวกเขาไปตรงๆว่า “ใช่ ข้ามีลางสังหรณ์หนึ่ง ภายในครึ่งเดือนนี้ เมืองเจียงหนานจะต้องเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ขึ้น”“ไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นเผาภูเขาต่อเนื่องหลายลูก หลายวันหลายคืน ต้นไม้ใบหญ้า สิ่งมีชีวิตบนภูเขาถูกเผากลายเป็นขี้เถ้า ถึงตอนนั้นท้องฟ้าทั้งเมืองเจียงหนานก็จะปกคลุมอยู่ภายใต้เถ้าถ่านนี้ ภูเขาแม่น้ำ พืชไร่ ชาวบ้านต่างได้รับผลกระทบ”คำพูดที่นางเคยพูดกับเผยจี้ พูดซ้ำให้พวกเขาฟังหนึ่งรอบ“แต่ข้าไม่รู้ว่าไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร ที่ไหน ดังนั้นข้าแก้ปัญหาไม่ได้”“อะไรนะ?!” สวี่กู้ยังคงไม่เข้าใจ “พวกท่านกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่?”เรื่องนี้เหลือเชื่อเกินไป จู้เจียงเจียงไม่ได้เป็นโรคประสาทใช่หรือไม่?จู้เจียงเจียงเป็นโรคประสาทหรือไม่ พวกเขาถามอีกหนึ่งคำถามก็จะรู้เองอู่จิ้นผิงเอ่ยถาม “แม่นางจู้ เมืองเจียงเป่ยเขื่อนแตกและคดีขโมยข้าวก็เป็นลางสังหรณ์ของเจ้าใช่ไหม?”จู้เจียงเจียงคิดไม่ถึงแม้แต่เรื่องนี้พวกเขาก็รู้ หรือว่าเมื่อวานพวกเขาถูกสะกดรอยตาม?นางโกรธนิดๆ แต่ก็ยังพยักหน้าตอบว่า “ใช่”“เมืองเจียงเป่ยเขื่อนแตกและคดีขโมยข้าวเจ้าก็รู้ล่วงหน้า?” สวี่กู้ตกตะลึงทั้งสี่คนได้ยินแบบนี้ต่างก็เงียบไปหากลางสังหรณ์ของนางเป็นจริงสองเรื่องติดต่อกัน เช่นนั้นโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ก็มีสูงมากอู่จิ้นผิงตัดสินใจ “ฉินเฟิง ถ่ายทอดคำสั่งลงไป เมืองเจียงหนานห้ามจุดไฟทั้งเมือง!”จู้เจียงเจียง “...”คนโบราณมีวิธีการในการป้องกันการเกิดเรื่องเหมือนกันจริงๆ เผยจี้สั่งห้ามจุดไฟ อู่จิ้นผิงก็สั่งห้ามจุดไฟเช่นกันอีกทั้งฟังความหมายของอู่จิ้นผิง เขาไม่แม้แต่จะให้โอกาสพวกชาวบ้านได้ก่อไฟทำกับข้าวเลยด้วยซ้ำ“ผู้อาวุโสอู่ วิธีนี้ไม่เหมาะสม” จู้เจียงเจียงรีบขวางคำสั่งของอู่จิ้นผิง “ครึ่งเดือนหากห้ามใช้ไฟ เหล่าราษฎรจะทำหุงหาอาหารอย่างไร? จะดำรงชีวิตอย่างไร? ทำวิธีนี้ไม่ได้”“แล้วแม่นางจู้มีวิธีการไหม?” อู่จิ้นผิงโยนปัญหาให้นางตามสติปัญหาที่ชาญฉลาดของนาง ไม่แน่ว่าจะมีวิธีอะไรดีๆอยู่แต่จู้เจียงเจียงกลับส่ายหน้า แสดงออกว่าตัวเองก็ไม่มีวิธีอื่นเหมือนกัน“ในเมื่อพวกเราหยุดการเกิดไฟไหม้ไม่ได้ งั้นก็ต้องเตรียมดับไฟให้ดี ป้องกันไฟขยายวงกว้างจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด”จู้เจียงเจียงพูดวิเคราะห์ออกมา “นอกจากนั้น พวกเรายังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติหลังเกิดไฟไหม้ ทั้งผู้ประสบภัยและชาวบ้านทั่วไป รวมถึงการวางแผนสำหรับภูเขาหลายลูกที่ถูกไฟไหม้ด้วย”“ไฟไหม้ครั้งหนึ่งมีเรื่องต้องทำเยอะขนาดนั้นเลยหรือ?” ฟังการวิเคราะห์ของจู้เจียงเจียงจบ สวี่กู้เกาหัวสงสัยเขานึกว่าเกิดไฟไหม้ขึ้น เพียงแค่ดับไฟก็จบแล้วสวี่โยวได้ยินคำถามที่สวี่กู้ถามออกมา เขาชำเลืองมองหลานโง่ของเขาอย่างรังเกียจ “ตั้งแต่เด็ก เจ้าเอ้อระเหยลอยชายจนชิน นิสัยการจัดการเรื่องในตอนนี้ยังสู้สาวชนบทคนหนึ่งไม่ได้ ขายหน้าคนแคว้นเสี่ยวซีจริงๆ!”จู้เจียงเจียง “โยวชินอ๋อง ท่านสอนหลานชายตัวเองอย่างไรก็ได้ แต่ไม่ต้องมาลากข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยจะได้ไหม? ข้าไปทำอะไรให้ท่านไม่พอใจกัน”ทำไมต้องลากคนเขาไปเหยียบย่ำด้วย?! ตอนที่ 238: เรื่องห้ามก่อไฟ ทำให้คนความวิตกกังวล“เร็ว! ก่อนฟ้ามืด ต้องทำภารกิจถ่ายทอดคำสั่งไปถึงทุกหมู่บ้าน ห้ามตกหล่นแม้แต่แห่งเดียว!”ไม่ว่าจะเป็นฝูงชนที่กำลังกินข้าวอยู่โรงเตี๊ยมหมู่บ้านเสี่ยวฮวง หรือที่เดินทางไปมาบนถนนหลวง ทั้งชาวบ้านและพ่อค้าต่างก็ถูกเสียงฝีเท้าของม้าดึงดูดความสนใจไปนั่นคือเหล่าทหารที่พักอยู่ที่ทุ่งดอกไม้เห็นเพียงเหล่าทหารเปลี่ยนจากชุดลำลองในชีวิตประจำวัน เป็นชุดทหารพร้อมถือดาบในมือพวกเขาขี่ม้าและวิ่งเท้าเปล่าเป็นกลุ่มๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นที่ตลบอบอวล“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมยังต้องพกมีดด้วย?”“ไม่รู้เหมือนกัน ดูน่ากลัวแปลกๆ...”เหล่าชาวบ้านตกใจต่างพากันหลบเข้าไปใต้ต้นไม้ข้างทาง มองดูเหล่าทหารที่เดินผ่านไปด้วยความหวาดกลัวท่าทางของพวกเขา หากใครไม่รู้ยังนึกว่าเมืองเจียงหนานจะเกิดสงครามแต่ก็มีคนคาดเดาว่า อาจจะมีสงครามเกิดขึ้นที่เมืองเจียงหนานจริงๆ“ได้ยินว่าองค์ชายและชินอ๋องของแคว้นเสี่ยวซีพักอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง หรือคนที่นั่นทำให้แคว้นเสี่ยวซีไม่พอใจ จนจะสู้รบกันขึ้นมา?” กลุ่มพ่อค้าที่เดินผ่านไปมาได้สนทนากันขึ้นพวกพ่อค้าเหล่านั้นได้ยินเพียงองค์ชายและชินอ๋องของแคว้นเสี่ยวซีอยู่ที่นี่ แต่ไม่เคยเจอและไม่รู้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีหรือไม่ดีกับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง การคิดเช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติ“ไม่น่าจะใช่กระมัง” อีกคนโต้แย้ง “เจ้าดู ทหารมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง หากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก่อเรื่อง พวกเขาจะไปในเมืองทำไม?”“แล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงรีบร้อนแบบนี้”“เกิดเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเรา พวกเราแค่ผ่านทางมา รีบไป รีบไป...”ไม่เพียงคนที่ผ่านไปมาบนถนนหลวงเท่านั้นที่เห็นกลุ่มทหารแสดงท่าทางดุดัน แม้แต่คนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงก็ได้รับการแจ้งด้วยในบ้านตระกูลเผยตอนจู้เจียงเจียงกำลังหารือเรื่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยไฟไหม้กับพวกอู่จิ้นผิง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากนอกหมู่บ้าน ผสมกับเสียงร้องของเหล่าชาวบ้านที่ตกอกตกใจ“ฟังให้ดี จากตอนนี้เป็นต้นไป ทุกครัวเรือน นอกจากก่อไฟทำอาหารสามมื้อ เวลาอื่นห้ามก่อไฟ กลางคืนก็ห้ามจุดตะเกียง!”“หากพบว่ามีคนก่อไฟนอกจากในครัว หรือจุดไฟนอกเหนือจากเวลาที่กำหนด หากพบหนึ่งครั้งลงโทษโบยยี่สิบไม้ พร้อมปรับเงินห้าตำลึง!”เผยจี้พาทหารสองนายกลับมาตอนผ่านหน้าประตูบ้านตัวเอง เขาก็แยกตัวเข้าบ้าน ทิ้งทหารสองคนให้ไปในหมู่บ้านแจ้งข่าวกับชาวบ้านทุกครัวเรือนทุกคนในหมู่บ้านมึนงงไปหมด จู่ๆ ก็มีข้อกำหนดออกมาอย่างกะทันหันพวกชาวบ้านทยอยวิ่งออกจากในบ้าน ตอนนี้เป็นเวลาทำข้าวกลางวันพอดี มีบางคนตกใจจนดับไฟในเตาทันที“ทำไมจู่ๆถึงห้ามไม่ให้ก่อไฟ จุดตะเกียงล่ะ? เกิดอะไรขึ้น”“ไม่รู้สิ” พวกชาวบ้านเดินออกมาจากบ้านตัวเอง มองตามหลังทหารทั้งสองที่เดินเข้าไปในหมู่บ้าน จากนั้นก็รวมกลุ่มเริ่มซุบซิบ“นั่นไม่ใช่ลูกน้องของเสี่ยวจ้าวหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”“หัวหน้าหมู่บ้าน ท่านลองไปถามเสี่ยวจ้าวสิ เขาคิดจะทำอะไรกันแน่”สวี่เหล่าเกินถูกผลักออกมาอีกครั้ง เขาลำบากใจมากจริงๆ “ข้าไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านบ้านนานแล้ว พวกเจ้าอย่ามีเรื่องอะไรก็เรียกข้าไป”เรื่องนี้ไม่ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพียงแค่เผยจี้ออกคำสั่งทหาร ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา เขาไม่กล้าเข้าไปยุ่งสวี่เหล่าเกินไม่กล้าไป คนอื่นในหมู่บ้านยิ่งไม่กล้าไปใหญ่“ช่างเถอะ ช่างเถอะ พวกเรากลับไปเถอะ อย่าหาเรื่องเลย...”ตอนชาวบ้านหลายคนกำลังคิดจะกลับบ้านไปอย่างเชื่อฟังเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ก็เห็นทหารคนหนึ่งชี้ไปที่บ้านของสวีเหล่าซานแล้วตะโกนเสียงดัง“เจ้า ดับไฟในลานบ้านซะ ในครึ่งเดือนนี้ทำอาหารอนุญาตแค่ใช้ไฟเล็กเท่านั้น ห้ามก่อไฟใหญ่!”“หา? แม้แต่ก่อไฟใหญ่ทำอาหารก็ไม่ได้!”พวกชาวบ้านเดิมนึกว่าเรื่องนี้ไม่นานก็ผ่านไป แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะร้ายแรงมาก ทุกคนเริ่มลนลานแล้วในบ้าน จู้เจียงเจียงก็ได้ยินเสียงตะโกนในหมู่บ้านเมื่อเห็นเผยจี้เดินเข้ามา นางจึงเอ่ยถามก่อน “ท่านพี่ ห้ามก่อไฟใหญ่ทำอาหาร ทั้งยังลงโทษโบยไม้และปรับเงิน นี่จะเกินไปหรือเปล่า?”คำสั่งนี้ของเขา เมื่อถ่ายทอดลงไปจะต้องทำให้ผู้คนวิตกกังวลอย่างแน่นอน แบบนี้จะดีหรือ?และการออกคำสั่งนี้ก็ไม่มีเหตุผล หากปล่อยให้เหล่าชาวบ้านเดามั่วกันไปเอง ไม่แน่ว่าอาจจะเกิดสถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นก็เป็นได้“ข้ารู้สึกว่าแม่ทัพเผยทำได้ถูกต้อง”อู่จิ้นผิงออกตัวช่วยเผยจี้พูด “หากไฟไหม้ครั้งใหญ่ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านทั้งเมืองจริงๆ เช่นนั้นราชสำนักก็ต้องเข้ามาแทรกแซง การห้ามก่อไฟก็เป็นสิ่งที่จำเป็น”ไม่ว่าภัยพิบัติอะไร สำหรับประชาชนของราชวงศ์ต้าหลี่ตอนนี้ มีผลกระทบลึกซึ้งและยาวไกลยังไม่ทันแก้ปัญหาเรื่องอาหารและเครื่องนุ่งห่มของทุกคน หากเกิดไฟไหม้ขึ้นมาอีก ก็จะเป็นผีซ้ำด้ำพลอยไปเสีย ดังนั้นพวกเขาต้องควบคุมภัยพิบัติที่แอบแฝงล่วงหน้าการเตือนภัยล่วงหน้าเรื่องภัยพิบัติ ในชาติก่อนจู้เจียงเจียงเคยเห็นมาไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการเตือนภัยอุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก หรือแผ่นดินไหวเมื่อก่อน นางไม่ค่อยให้ความสนใจกับการเตือนภัยเหล่านี้ แต่ตอนนี้เมื่อถึงคราวที่นางจะต้องแจ้งเตือนภัยนี้เอง ถึงรู้ว่าคนที่ทำการตัดสินใจมีแรงกดดันมากแค่ไหน“ท่านพี่ ผู้อาวุโสอู่ พวกเราควรหาเหตุผลมาอธิบายเรื่องการห้ามก่อไฟหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะทำให้พวกชาวบ้านตื่นตกใจกลัว” จู้เจียงเจียงแสดงความคิดเห็นออกมาอีกครั้ง“แต่เหตุผลอะไรถึงจะทำให้พวกชาวบ้านยอมเชื่อได้ล่ะ? คงพูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ว่านี่คือลางสังหรณ์ของแม่นางจู้ใช่ไหม?” สวี่กู้มองจู้เจียงเจียง ในสายตามีความตื่นเต้น และดูเหมือนรอคอยที่จะได้เห็นว่าคำทำนายของนางแม่นยำแค่ไหนเขาอยากจะดูว่าลางสังหรณ์ของจู้เจียงเจียงจะแม่นยำมากแค่ไหน!สวี่กู้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาชอบดูคนอื่นเดือดร้อน โดยไม่ห่วงว่าเรื่องจะใหญ่โตจริงๆเพราะไม่ใช่แคว้นเสี่ยวซีของพวกเขาที่เกิดไฟไหม้ ดังนั้นเขาจึงไม่เป็นห่วงใช่หรือไม่?จู้เจียงเจียงรู้ว่าสวี่กู้คิดอย่างไร ดังนั้นจึงมองบนใส่เขา และไม่อยากสนใจเขาอีกต่อไปในทางกลับกันสวี่โยวเสด็จอาของเขา แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบออกมาอย่างชัดเจน“เมื่อวานพวกเจ้าไปวัดอวี๋หลินมาไม่ใช่หรือ? บางทีอาจสามารถสร้างเรื่องจากวัดอวี๋หลินได้” สวี่โยวมองและพูดกับพวกเขาอย่างมีความหมายลึกซึ้งหลายคนเข้าใจความหมายของเขาในทันทีเขาต้องการใช้ความเชื่อของผู้คนที่มีต่อพุทธศาสนา ผ่านวัดอวี๋หลิน เพื่อบอกให้ชาวเมืองเจียงหนานรู้ว่าจะมีภัยพิบัติเกิดขึ้นในอนาคต“งั้นดูท่าคงต้องไปเชิญต้าซืออู้ฉือในวัดให้มาช่วยเหลือแล้ว” จู้เจียงเจียงจำต้องตอบรับคนโบราณเชื่อเรื่องนี้ ให้เจ้าอาวาสอู้ฉือออกหน้าคือวิธีที่ดีที่สุด“ข้าจะส่งคนไปเชิญเจ้าอาวาสลงจากภูเขา” เผยจี้เพิ่งนั่งลงดื่มชาได้ไม่นาน ก็ลุกขึ้นออกบ้านไปอีกครั้งต้นเหตุของเรื่องนี้คือภรรยาของเขา เพื่อนาง เขาเต็มใจวิ่งเต้น….........เพราะเจ้าอาวาสอู้ฉือเคยได้รับความช่วยเหลือจากจู้เจียงเจียงที่ช่วยชีวิตคนทั้งวัด ดังนั้นสำหรับคำขอร้องที่นางพูดออกมา เขาไม่พูดพล่ามก็รับปากแล้วและหากเรื่องไฟไหม้ภูเขาที่นางพูดเป็นความจริง เช่นนั้นเขาก็นับว่าเป็นการได้ช่วยชีวิตคนหนึ่งเท่ากับสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น“เจ้าอาวาสอู้ฉือ สองวันนี้คงต้องลำบากท่านแล้วที่ต้องมานั่งปฏิบัติธรรมสวดมนต์ที่นี่ ข้าได้แจ้งที่ว่าการแล้ว พวกเขาจะรับผิดชอบอาหารและที่พักของท่านในหลายวันนี้”จู้เจียงเจียงให้เจ้าอาวาสอู้ฉือมานั่งปฏิบัติธรรมสวดมนต์อยู่หน้าประตูที่ว่าการ เผยแพร่เรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่ผ่านการสวดมนต์นอกจากจะช่วยปลอบประโลมชาวบ้านแล้ว ยังเป็นการทำให้ทุกคนรู้จักเจ้าอาวาสของวัดอวี๋หลินมากขึ้น และเพิ่มจำนวนคนไปสักการะที่วัดมากขึ้นด้วย ตอนที่ 239: วัดอวี๋หลินถูกทำลายทั้งเมืองเจียงหนานห้ามก่อไฟ แม้แต่ตอนกลางคืนยังไม่อนุญาตให้จุดตะเกียงหายากที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะเหมือนคืนนี้ที่มีแต่ความมืดมิด มองไม่เห็นแสงสว่างแม้เพียงจุดเดียวจู้เจียงเจียงยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองของบ้านตัวเอง มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว จู่ๆก็รู้สึกเหมือนตอนเด็กๆ เวลาที่หมู่บ้านดับไฟนางไม่เพียงไม่รู้สึกหวาดกลัวเพราะห้ามก่อไฟ ในทางกลับกันกลับรู้สึกปลอดภัยเป็นพิเศษหรือบางทีอาจเป็นเพราะเรื่องห้ามก่อไฟ ทำให้นางรู้สึกว่าเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงรู้สึกจิตใจสงบเป็นพิเศษ“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ?”เผยจี้ขึ้นมาชั้นบนหลังจากอาบน้ำเสร็จ ผมยาวเปียกชื้นห้อยลงมาด้านหลัง ในหมู่บ้านเงียบสงบมาก ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงได้ยินเสียงน้ำหยดจากปลายผมของเขาที่หยดลงบนพื้นนางหันหน้าไปมองเขาที่กำลังเช็ดผม รับผ้าขนหนูในมือของเขามาช่วยเขาเช็ดอย่างเป็นธรรมชาติจู้เจียงเจียงมีเรื่องในใจทำได้แค่บอกกับเผยจี้ “ข้ากำลังคิดว่า หากไฟไหม้ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจะทำอย่างไร? หากมันเกิดขึ้นจริงจะทำอย่างไร?”ตอนนี้นางกำลังตกอยู่ในความคิดยุ่งเหยิงว่าไฟไหม้จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นหากเกิดไฟไหม้ขึ้นจริง ก็เป็นผลลัพธ์ที่นางไม่อยากเห็น หากไฟไหม้ไม่เกิดขึ้น เช่นนั้นนางจะกลายเป็นคนแบบไหนในสายตาคนอื่น?พวกเขาจะรู้สึกว่านางก็แค่เล่นพิเรนทร์แกล้งพวกเขาเล่นหรือไม่?“ไม่ว่าไฟไหม้จะเป็นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ มันก็ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้ารับผิดชอบทั้งหมดนี้เอง นอกจากพวกอาวุโสอู่ ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเรื่องที่เจ้าเสนอออกมา เจ้าไม่ต้องกังวลใจ”ในการออกคำสั่งของเผยจี้ เขาได้นำความรับผิดชอบทั้งหมดมาไว้ที่ตัวเอง จะไม่มีใครรู้ว่าการห้ามก่อไฟในครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนาง“ท่านพี่ ข้าเห็นแก่ตัวมากไปหรือเปล่า?”จู้เจียงเจียงหัวเราะเยาะตัวเอง “ในเวลาเช่นนี้ ข้ากลับยังคิดถึงหากไม่เกิดไฟไหม้ ชื่อเสียงของข้าจะเสียหายไหม ความคิดนี้ช่างเห็นแก่ตัวมากจริงๆ”เผยจี้ได้ยินก็หมุนตัวมองเผชิญหน้ากับนาง ถึงแม้จะไม่จุดตะเกียง แต่เขากลับเห็นสีหน้าของนางตอนนี้อย่างชัดเจน“เจ้าตั้งเงื่อนไขกับตัวเองสูงเกินไปแล้ว แบบนี้แรงกดดันจะยิ่งเพิ่มขึ้น” ที่นางว่าตัวเองเมื่อครู่ ทั้งหมดเป็นเพราะแรงกดดันในจิตใจมีมากทำให้กลายเป็นแบบนี้“ฮูหยิน เจ้าลองพึ่งพาข้าได้ไหม เริ่มต้นจากเรื่องนี้เป็นต้นไป เรียนรู้ที่จะพึ่งพาข้า อย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวได้หรือไม่?”เขากำลังทำความเข้าใจนางอย่างช้าๆมาโดยตลอดจู้เจียงเจียงก็เพราะรับรู้ถึงความพยายามของเขา จึงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้โฮออกมาเพราะคำพูดของเขาเพียงประโยคเดียว“เฮ้อ...” เผยจี้ถอนหายใจสั้นๆ รั้งนางมากอดไว้ในอ้อมกอด “หากอยากร้องไห้ละก็ ร้องไห้ในอ้อมกอดข้าได้เท่านั้น ไม่งั้นข้าจะทำอะไรบางอย่าง”ให้นางได้ร้องไห้เสียหน่อยก็ดีเหมือนกันตั้งแต่ที่นางบอกเรื่องไฟไหม้ภูเขามาจนถึงตอนนี้ นางก็ไม่เคยผ่อนคลายเลย ให้นางได้ร้องไห้ออกมาเสียบ้าง บางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่นักจู้เจียงเจียงพิงอยู่ในอ้อมกอดของเขา ปล่อยให้อารมณ์ของตัวเองระเบิดออกมาอย่างสุดขีดบนตัวเขามีเพียงเสื้อชั้นในตัวบางที่สะดวกในการนอน เสื้อผ้าด้านหน้าเปียกเพราะน้ำตาของนาง ด้านหลังเปียกเพราะเส้นผมของเขา นางลูบเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มของเขา หยุดร้องไห้แล้วค่อยๆแกะคอเสื้อให้เขาพลางสะอึกสะอื้น “ท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า เสื้อเปียกๆแบบนี้ใส่แล้วจะไม่สบายตัวเอา”ความตั้งใจเดิมคือจู้เจียงเจียงเพียงอยากให้เขาสวมเสื้อผ้าสบายตัวสักหน่อย คิดไม่ถึงเผยจี้กลับเข้าใจผิดไปตอนนางแกะกระดุมเม็ดแรก เขาก็แบกนางขึ้นหมุนตัวกลับเข้าห้องไปทันที“ไหนๆก็ถอดแล้ว อย่าให้เสียเวลา”เสียเวลา?เสียเวลาอะไร?!นี่มันใช้คำว่าเสียเวลามาอธิบายได้ด้วยหรือ?เขาก็แค่มีความต้องการ ยังแสร้งทำเป็นพูดดี เหอะ!…......เมื่อเจ้าอาวาสของวัดอวี๋หลินไปเผยแพร่เรื่อง ‘ความลับสวรรค์’ อยู่หน้าประตูที่ว่าการ เวลาสั้นๆเพียงสองวัน ไม่เพียงชาวบ้านของเมืองเจียงหนานที่รู้ แม้แต่คนเมืองใกล้เคียงก็รู้ด้วยเช่นกันตอนนี้ทุกคนถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมสองวันก่อน แม่ทัพเผยถึงออกคำสั่งห้ามก่อไฟ ที่แท้เพราะหวังดีกับทุกคน แต่ว่า ไฟจะเกิดขึ้นที่ไหน?ชาวบ้านทุกคนในเมืองรู้ดีว่าจะมีไฟไหม้เกิดขึ้นในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไรและที่ไหนดังนั้นคำถามนี้ จึงกลายเป็นคำถามที่ชาวบ้านทั้งเมืองต่างกำลังให้ความสนใจที่สุดในตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านในเมืองหรือในชนบท ทุกบ้านต่างเตรียมตัวพร้อมจะดับไฟ ไม่ว่าจะเป็นกะละมัง ถังน้ำ หรือแม้แต่ไม้กวาด ล้วนถูกเสริมความแข็งแรงเพื่อให้พร้อมที่จะดับไฟได้ตลอดเวลาแต่เมื่อวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และใกล้ถึงวันสิ้นสุดของคำทำนายครึ่งเดือน เมืองเจียงหนานก็ยังคงสงบสุขและปลอดภัยดีเพราะเกี่ยวข้องกับการห้ามก่อไฟ ทำให้ในเมืองเจียงหนานไม่เห็นแม้กระทั่งลูกไฟเพียงเล็กน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไฟไหม้ใหญ่เผาภูเขาเลยเมื่อเป็นแบบนี้ คนจึงเริ่มสงสัยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความลับสวรรค์’ที่เชิงเขาของวัดอวี๋หลิน มีกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนมารวมตัวกันเพื่อก่อความวุ่นวายบางทีเป็นเพราะไม่พอใจกับคำสั่งห้ามก่อไฟ หรือเพราะตัวเองอกสั่นขวัญแขวนไปเองครึ่งเดือน ทำให้หลายเรื่องล่าช้า ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกโกรธแค้นและต้องการหาที่ระบายพวกเขาหาเรื่องแม่ทัพเผยที่ออกคำสั่งห้ามก่อไฟไม่ได้ แต่จะกลัววัดอวี๋หลินที่มีหลวงจีนเพียงแปดเก้ารูปได้อย่างไร?“ไป ขึ้นเขาไปถามไอ้แก่หัวโล้นนั้นให้รู้เรื่อง!”“ใช่ๆ เสียแรงที่เมื่อก่อนข้ายังขึ้นเขาไปจุดธูปไหว้พระ ตอนนี้ดูสิ ล้วนเป็นคนหลอกลวงกันทั้งหมด!”“ไม่ให้ข้าก่อไฟ ข้าหมักปุ๋ยไม่ได้ หากปีนี้พืชไร่ข้าเติบโตได้ไม่ดี ข้าต้องพังวัดอวี๋หลินนี้ให้ได้!”คนที่มารวมตัวกันที่เชิงเขา คนนี้พูดคำคนนั้นพูดคำ ตะโกนด่าทอไปพลางปีนขึ้นเขาไปพลางหน้าที่ของเจ้าอาวาสอู้ฉือก็คือนำเรื่องไฟไหม้นี้ไปแจ้งให้ชาวบ้านทั้งเมืองทราบ วันรุ่งขึ้นเมื่อเรื่องนี้กระจายไปทั่วแล้วเขาก็กลับวัดตอนนี้เขากำลังสวดมนต์พร้อมกับหลวงจีนน้อยใหญ่คนอื่นๆอยู่ในอุโบสถ ยังคงไม่รู้เรื่องคนที่มาก่อความวุ่นวายที่เชิงเขาแม้แต่น้อยจนกระทั่งศิษย์น้องที่กวาดพื้นอยู่หน้าประตูวัด วิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในอุโบสถ พลางตะโกนว่าแย่แล้ว หลวงจีนทั้งหลายในอุโบสถถึงรู้ว่ามีคนมาหาเรื่องแล้วเจ้าอาวาสอู้ฉือรีบลุกขึ้น ตอนกำลังจะออกไป ก็มีคนกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้ามาในอุโบสถแล้ว“ไอ้แก่หัวโล้น เจ้ากำลังโกหกหลอกลวงอยู่ใช่ไหม?”โกหกหลอกลวง?เจ้าอาวาสอู้ฉือไม่เข้าใจ “เออหมีถัวฝอ อาตมาไม่รู้ว่าโยมพูดเรื่องอะไร?”“ไม่รู้?” อีกคนพูดเสียงเย็นแล้วก็ด่าว่า “เจ้าว่าภายในครึ่งเดือนจะเกิดไฟไหม้ภูเขา ผลลัพธ์ล่ะ? แม้แต่ผายลมก็ไม่มี!”“จริงด้วย คำพูดเหลวไหลไร้สาระหนึ่งของเจ้า ทำให้ทั้งเมืองห้ามก่อไฟ ร้านข้าทำธุรกิจไม่ได้มาครึ่งเดือนแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบ!” ผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวดีพูดขึ้นเขาคือเถ้าแก่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมือง สาเหตุเพราะห้ามก่อไฟทั้งเมือง ทำให้เขาทำธุรกิจไม่ได้ไม่สามารถรับรองแขกที่มากินข้าวตอนกลางคืนได้ ทำให้ธุรกิจของเขาเสียหายอย่างมากเรื่องทั้งหมดนี้ เขาต้องการให้วัดอวี๋หลินรับผิดชอบ!“โยมท่านนี้ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง ร้านท่านทำธุรกิจไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาสเรา?” สามเณรรูปหนึ่งพูดปกป้องอาจารย์ของตัวเองแต่คนที่มากำลังโกรธจัด ทั้งยังปีนเขาสูงขนาดนี้ขึ้นมาจึงยิ่งเพิ่มความโกรธในใจมากขึ้นไปอีกเมื่อคนหนึ่งเริ่มก่อความวุ่นวาย คนอื่นๆก็พุ่งเข้าไปไม่พูดพล่ามทำเพลงเตะต่อยเหล่าหลวงจีนทุกคนในวัดอวี๋หลิน ระบายความโกรธในใจตัวเอง“ยังกล้าเล่นลิ้น? ทุกคนลุย ทำลายวัดที่ยากจนคร่ำครึนี้ให้ราบคาบ!” ตอนที่ 240: ไฟไหม้ครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้วในความทรงจำ วันที่ไฟไหม้ภูเขาค่อยๆผ่านไปเรื่อยๆ ลูกน้องที่เผยจี้สั่งให้ไปเฝ้าหมู่บ้านก็จะผลัดกันกลับมารายงานที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงในทุกวันทุกครั้งที่จู้เจียงเจียงฟังการรายงานก็จะเครียดมาก โดยเฉพาะยิ่งนานวันเข้า นางก็ยิ่งตึงเครียดแต่โชคดีทหารที่กลับมารายงานนำข่าวดีว่าทุกอย่างปลอดภัยกลับมาตลอด“วันนี้คือวันสุดท้ายของครึ่งเดือนที่เจ้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ค่ำนี้ทหารจะกลับมารายงานเป็นครั้งสุดท้าย คงจะไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก ไม่ต้องกังวลใจ”เผยจี้และจู้เจียงเจียงนั่งอยู่หน้าบ้าน รอเวลาพระอาทิตย์ตกเมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทหารที่ไปเฝ้าระวังเรื่องห้ามก่อไฟแต่ละหมู่บ้านก็จะขี่ม้ากลับมารายงานหากวันนี้ก็เป็นข่าวดีละก็ เช่นนั้นย่อมแสดงว่าการห้ามก่อไฟได้ผลไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นคงจะไม่เกิดขึ้นแล้ว“ขอให้เป็นแบบนั้น”จู้เจียงเจียงจ้องมองไปยังทางเข้าหมู่บ้านแล้วพึมพำเบาๆคนของหอจินชิวก็รู้ว่าวันนี้คือวันสุดท้ายของการห้ามก่อไฟ พวกเขาจึงมาถึงก่อนเวลาเพื่อรอฟังการรายงาน และยังอยากจะต้มชาฉลองล่วงหน้าด้วยเมื่อเห็นว่าจู้เจียงเจียงยังคงทำหน้าเคร่งขรึม สวี่กู้จึงพูดปลอบใจนางเล่นๆ “แม่นางจู้ อย่าคิดมากเลย ไม่มีอะไรหรอก หากเกิดไฟไหม้ขึ้น เช่นนั้นก็แสดงว่าสามีท่านห้ามก่อไฟไม่เข้มงวดพอ ท่านหวังให้เป็นแบบนั้นหรือ?”ที่จริงแล้ว ตั้งแต่มีการประกาศห้ามก่อไฟมาได้ไม่กี่วัน เขาก็ไม่เชื่อลางสังหรณ์เรื่องไฟไหม้ภูเขาอีกไม่เพียงแค่เขา ชาวบ้านส่วนใหญ่ของเมืองเจียงหนานก็ไม่เชื่อนานแล้วยิ่งนานวันเข้า ความวิตกกังวลของทุกคนก็จางลง จนสุดท้ายกลายเป็นทำไปลวกๆอย่างนั้นส่วนเรื่องห้ามก่อไฟ หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพใหญ่เผยส่งให้คนไปเฝ้าทุกหมู่บ้าน เกรงว่าคนส่วนใหญ่คงล้มเลิกคำสั่งนี้ไปนานแล้วจู้เจียงเจียงเองก็พยายามปลอบใจตัวเองอยู่หลายครั้ง คำสั่งห้ามก่อไฟต้องมีประโยชน์ มันต้องระงับภัยพิบัติครั้งนี้ได้แน่นอนแต่ไม่รู้ทำไมในใจนางมักจะมีความรู้สึกไม่สงบบางอย่างอยู่ตลอดเวลา*ตูม…*จากสถานที่ห่างไกลมากแห่งหนึ่ง มีเสียงฟ้าร้องเล็กๆดังมา แต่ท้องฟ้าของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงยังคงแจ่มใสทุกคนมองตามเสียงฟ้าร้องไป นอกจากภูเขาใหญ่และท้องฟ้าก็ไม่เห็นอะไรเลยบนท้องฟ้าไม่มีเค้าโครงว่าฝนจะตก แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าฝนกำลังจะตก“ท่านดูสิ ฝนใกล้ตกแล้ว ไฟไหม้ครั้งใหญ่อะไรนั่นไม่มีทางเกิดขึ้นแล้ว” สวี่กู้พูดขึ้นอีกครั้ง “แม่นางจู้ พวกเรามาคุยเรื่องมื้ออาหารครั้งก่อนกันดีกว่า”มื้ออาหารที่นางรับปากเขาไว้เมื่อครึ่งเดือนก่อน จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ทำเลยไม่เพียงเท่านี้ ในช่วงครึ่งเดือนมานี้ เพราะจู้เจียงเจียงกังวลมากเรื่องไฟไหม้ภูเขา ในบ้านจึงไม่ก่อไฟ ไปกินข้าวที่โรงอาหารของสถานศึกษา ทำให้พวกเขาก็ต้องไปกินข้าวที่โรงอาหารด้วย“ไม่ใช่!”จู่ๆ จู้เจียงเจียงก็ลุกขึ้น มองทิศทางที่มาของเสียงฟ้าร้อง ขมวดคิ้วแน่นเสียงฟ้าร้องไกลๆนั้น ทำให้ความทรงจำในสมองนางชัดเจนขึ้นโดยบังเอิญ นางจำได้ ตอนไฟไหม้ภูเขาครั้งใหญ่ก็มีเสียงฟ้าร้องด้วยหรือว่า อุบัติเหตุในความทรงจำ ไม่ได้เกิดจากคนที่ก่อไฟ แต่เป็นเพราะฟ้าผ่า!“แม่นางจู้ เจ้ามีลางสังหรณ์อะไรอีกแล้วใช่ไหม? ตรงไหนที่ผิดปกติ!”อู่จิ้นผิงเห็นท่าทางของนางที่กลัวจนมือสั่น ไม่รู้ทำไม เขาเริ่มเครียดตามไปด้วย จู้เจียงเจียงจำได้หมดทุกอย่างแล้ว!“ไฟไหม้มาจากทิศทางที่เกิดฟ้าร้อง ก็คือหมู่บ้านเสี่ยวจีในตอนนี้!”ชิบ!ทำไมนางถึงเพิ่งนึกได้ตอนนี้!หลังจากที่จู้เจียงเจียงบอกเวลาและสถานที่ได้อย่างชัดเจนแล้ว ก็หมุนตัวเข้าบ้านหยิบสิ่งของที่เตรียมไว้ดับไฟก่อนหน้านี้เผยจี้ถึงขนาดไม่ถามอย่างละเอียด ก็ลุกขึ้นไปจูงม้าหลังบ้านทันทีท่าทางเคร่งเครียดของพวกเขาสองสามีภรรยา ทำให้ทุกคนที่นั่งอยู่ตกใจกันหมดสวี่กู้มองด้านหลังของพวกเขาด้วยความงงงวย ไม่อยากจะเชื่อ “ไม่หรอกกระมัง เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่จริงหรือ?”“ทหาร เตรียมม้า!” อู่จิ้นผิงไม่สนอะไรทั้งนั้น ตะโกนไปทางหอจินชิวสวี่โยวก็ทำเช่นเดียวกัน“ซานอิง เรียกองครักษ์ทั้งหมด เตรียมม้าให้พร้อม ตามข้ามา!”“เสด็จอา ท่านก็จะไปด้วยหรือ? เดี๋ยวๆ...รอข้าด้วย” สวี่กู้ยังพูดไม่ทันจบ สวี่โยวก็หมุนตัวออกไปแล้ว เขาจึงต้องวิ่งตามออกไปอย่างช่วยไม่ได้ทางด้านจู้เจียงเจียงก็หยิบของเสร็จแล้ว เผยจี้จูงม้าออกมา ทั้งสองคนขึ้นหลังม้า เร่งออกจากหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอพวกอู่จิ้นผิงและสวี่โยวเลยในกลุ่มของพวกเขา มีเพียงฉินเฟิงที่ไม่ได้ขยับเพราะเขาถูกจู้เจียงเจียงไหว้วานเอาไว้ก่อนแล้ว เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นจริงๆ เขาต้องรับผิดชอบจัดกองกำลังไปช่วยดับไฟดังนั้นเขาจึงนั่งอยู่ในลานบ้านของตระกูลเผยไม่ขยับ รอทหารเหล่านั้นที่กลับมารายงาน เพื่อให้พวกเขาตามไปสมทบที่หมู่บ้านเสี่ยวจี“ฮูหยินช้าหน่อย!”จู้เจียงเจียงไม่เคยขี่ม้าเร็วขนาดนี้มาก่อน เผยจี้เกือบไล่ตามนางไม่ทัน“ข้าไม่เป็นไร!” จู้เจียงเจียงไม่แม้จะหันกลับไประยะห่างระหว่างหมู่บ้านเสี่ยวจีกับวัดอวี๋หลินมีไม่ถึงภูเขาสี่ลูก ทั้งหมู่บ้านถูกภูเขาใหญ่ล้อมรอบ เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในแอ่งหุบเขาและเพราะล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ตอนน้ำท่วมปีที่แล้ว น้ำหลากไม่ได้พุ่งถึงหมู่บ้านเสี่ยวจี พวกเขาจึงปลอดภัยอีกทั้งหลังจากถนนหลวงกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง จู้เจียงเจียงถึงรู้ว่า ที่แท้ด้านล่างยังมีหมู่บ้านแบบนี้อยู่หมู่บ้านเสี่ยวจีคือหมู่บ้านที่ถูกเมืองเจียงหนานหลงลืมครั้งนี้ พวกเขาจะลืมหมู่บ้านเสี่ยวจีอีกไม่ได้แล้ว“ทำไมเชิงเขาวัดอวี๋หลินถึงมีรถม้าเยอะแบบนี้?”ตอนผ่านเชิงเขาของวัดอวี๋หลิน จู้เจียงเจียงเห็นม้าผอมบางหลายตัวยืนอยู่ และยังมีรถเข็นจอดอยู่ข้างทาง น่าจะมีคนขึ้นไปจุดธูปไหว้พระกระมังสถานการณ์ของหมู่บ้านเสี่ยวจีฉุกเฉิน นางเลยไม่ได้คิดอะไรมาก รีบขี่ม้าไปต่อเพิ่งเลี้ยวผ่านเชิงเขาของวัดอวี๋หลิน ทั้งสองคนก็เจอกับทหารที่เฝ้าอยู่หมู่บ้านเสี่ยวจีพอดีทหารคนนั้นร้อนใจกลิ้งลงจากหลังม้า คุกเข่าตรงหน้าเผยจี้รายงานเสียงดัง “ท่านแม่ทัพ บนยอดเขาของหมู่บ้านเสี่ยวจีเกิดไฟไหม้ ไฟกำลังลุกลาม!”“ท่านพี่ดู!”จู้เจียงเจียงหน้าซีดขาวชี้ไปที่ภูเขาใหญ่ของหมู่บ้านเสี่ยวจี ตรงนั้นมีควันลอยออกมาอย่างรุนแรง ปกคลุมท้องฟ้าของทั้งหมู่บ้านเสี่ยวจี“ไปเร็ว!”เผยจี้ใช้แรงตีก้นม้า ทั้งสองคนราวกับลมพัดตรงไปหมู่บ้านเสี่ยวจีทันทีเผยจี้ได้ส่งทหารสามสี่คนไปเฝ้าอยู่ทุกหมู่บ้าน นอกจากคนที่กลับมารายงานทุกวันแล้ว ในหมู่บ้านยังมีทหารคนอื่นอยู่หมู่บ้านเสี่ยวจีก็เช่นกันนอกจากทหารคนนั้นที่พวกเขาเจอระหว่างทาง ในหมู่บ้านยังมีทหารอีกสองคนเมื่อเห็นไฟไหม้ภูเขา พวกเขาก็สั่งให้ทั้งหมู่บ้านเก็บของและอพยพออกจากหมู่บ้านทันทีแต่ชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวจีไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอม“ท่านเจ้าหน้าที่ ไฟไหม้อยู่บนยอดเขา พวกเราคงไม่ต้องออกจากหมู่บ้านหรอกกระมัง”“จริงด้วย ท่านเห็นฟ้าร้องเมื่อครู่ไหม ท้องฟ้าใกล้จะฝนตกแล้ว เพลิงไหม้บนยอดเขาประเดี๋ยวก็คงดับมอด”“อีกอย่าง ท่านให้พวกเราออกจากหมู่บ้านไป แล้วพวกเราจะไปไหนได้กันล่ะ? ท้องฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว”ถึงแม้พวกชาวบ้านจะให้เหตุผลมากแค่ไหน ทหารสองคนที่เฝ้าหมู่บ้านก็ยังยืนกรานขอร้องให้พวกชาวบ้านอพยพออกจากหมู่บ้าน ถึงขนาดใช้การชักดาบขู่คนของหมู่บ้านเสี่ยวจีเห็นแบบนี้ จะไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่ได้ จึงหมุนตัวกลับไปเก็บของแต่พวกเขาที่ไม่อยากออกจากหมู่บ้าน ตอนเก็บของจึงทำอย่างเชื่องช้าพวกเขาอยากถ่วงเวลาให้นานจนกว่าฝนจะตก เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องไปแล้ว จบตอน Comments
Comments
Post a Comment