divorce ep241-250 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps ตอนที่ 241: หากยังไม่ไป ข้าจะเผาบ้านของเจ้าตอนจู้เจียงเจียงและเผยจี้มาถึงหมู่บ้านเสี่ยวจี ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านก็เริ่มมีขี้เถ้าลอยอยู่แล้ว ไฟก็ลุกลามจนเกิดควันโขมงกลายเป็นเปลวไฟเต็มภูเขาแต่ยังไม่มีสักคนออกจากหมู่บ้านเสี่ยวจีทางเข้าหมู่บ้านเป็นทางเล็กๆที่ถูกเหยียบย่ำจนเป็นทางเลี้ยวไปเลี้ยวมาตามไหล่เขา ความกว้างพอให้เกวียนวัวผ่านได้ แต่รถม้าผ่านไม่ได้ สองข้างทางเต็มไปด้วยวัชพืช มีหลุมบ่อจำนวนมากที่ถูกหญ้าปิดไว้ หากไม่ระวังก็อาจจะตกหลุมได้หรืออาจจะกลิ้งตกลงไปตามไหล่เขาได้จู้เจียงเจียงและเผยจี้ขี่ม้าเข้าหมู่บ้านหน้าคนหลังคน แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉานส่องประกายสอดรับกับเปลวไฟบนยอดเขา ทำให้หมู่บ้านเสี่ยวจีถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีแดงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ผู้คนในหมู่บ้านเสี่ยวจีก็ยังไม่ยอมจากไป“เก็บของให้เร็วหน่อย หยิบอาหารและเสื้อผ้ามาเท่าที่หยิบได้ ส่วนอย่างอื่นไม่ต้องเอามา!” ทหารคนหนึ่งที่เฝ้าหมู่บ้านตะโกนบอก“พูดได้อย่างไรว่าไม่ต้องเอา นี่มันคือชีวิตและทรัพย์สินของครอบครัวของพวกเราเลยนะ”พวกชาวบ้านยังคงขัดแย้งกับเหล่าทหารพวกเขาเก็บของช้าก็ช่างเถอะ แต่นี่ยังคิดจะเอาของทุกอย่างในบ้านไปด้วย มีบางคนถึงขนาดมัดฟืนที่ตัวเองตัดกลับมาวันนี้!ตอนจู้เจียงเจียงเข้าหมู่บ้านมาเห็นฉากที่เชื่องช้าแบบนี้ นางก็เกือบจะโมโหตายกับชาวบ้านที่โง่เขลาเหล่านี้“ยังชักช้าอะไรอีก เปลวไฟใกล้จะไหม้มาถึงเชิงเขาแล้ว ทำไมยังไม่รีบไป!”นางพลิกตัวลงจากหลังม้า พุ่งเข้าไปในหมู่บ้านด้วยความโกรธ แก้มแดงก่ำ ตะโกนใส่ชาวบ้านหลายครัวเรือนใกล้เคียงคนของหมู่บ้านเสี่ยวจีได้ยินเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งเร่งรัด พวกเขาจึงออกมาดูด้วยความสงสัยหมู่บ้านเล็กที่ปลีกวิเวกจากโลกภายนอกนี้ ผู้คนแต่งกายคล้ายนักล่าในยุคโบราณ บนตัวส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าที่ทำจากฟางข้าวและหนังสัตว์ ในหมู่บ้านแห่งนี้หาเสื้อผ้าที่ดูดีสักชุดไม่ได้เลยจู้เจียงเจียงยังไม่ได้เริ่มแผนการใดๆ สำหรับหมู่บ้านเล็กแห่งนี้ นางไม่เคยมาที่นี่มาก่อน และคนในหมู่บ้านก็แทบจะไม่เคยออกไปข้างนอกต่างฝ่ายต่างไม่รู้จักกันแต่เมื่อเห็นสาวน้อยผิวขาวนวลผ่องเช่นนี้ ไม่ว่าชายหญิงคนแก่เด็กในหมู่บ้านต่างก็มองนางอย่างสนใจ ลืมเรื่องที่พวกเขากำลังเก็บของเพื่อหนีไฟป่าตอนนี้ไปอย่างสิ้นเชิง“ที่แท้ผู้หญิงสามารถขาวได้ขนาดนี้เลยหรือ งดงามจริงๆ”“นั่นคงเป็นกระโปรงบางที่เบาหวิวใช่หรือไม่ ไม่เหมือนฟางข้าวของพวกเรา...” ผู้หญิงในหมู่บ้านยังไม่ลืมเปรียบเทียบความแตกต่างเสื้อผ้าบนตัวจู้เจียงเจียงกับพวกนางจู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ ก็ยิ่งโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ“ข้าให้เวลาพวกเจ้าครึ่งก้านธูป เอาสิ่งของมีค่าและเสื้อผ้าในบ้านออกจากหมู่บ้าน หลังจากเวลาครึ่งก้านธูป หากในบ้านยังมีคน ข้าก็จะเผาบ้านของพวกเจ้า!”“ซี๊ด...” ทหารสองนายที่เฝ้าหมู่บ้านสูดหายใจเอาลมหายใจเย็นๆเข้าไปฮูหยินแม่ทัพของพวกเขาคนนี้ ลงมือโหดเหี้ยมจริงๆ!เผยจี้เห็นแบบนี้กลับรู้สึกพึงพอใจมากตอนนี้ก็คงมีเพียงวิธีนี้ที่บีบบังคับให้ทุกคนในหมู่บ้านอพยพออกจากหมู่บ้านได้กระมัง?“ฮะ? เจ้าจะเผาบ้านพวกเรา? เจ้าเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้!”“จริงด้วย หากเจ้ากล้าเผา พวกเราก็จะไปที่ว่าการฟ้องเจ้า!”เหล่าชาวบ้านทยอยต่อต้านจู้เจียงเจียงยกมุมปากยิ้มเยาะเย้ยอย่างเย็นชา “พวกเจ้าลองดูได้ ดูว่าข้าจะกล้าหรือไม่กล้า!”“อีกอย่าง ท่านนี้คือสามีข้า เป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์ แม้พวกเจ้าจะไปฟ้องถึงหลี่จิงข้าก็ไม่กลัว!” นางชี้ไปที่เผยจี้ที่อยู่ข้างๆ แล้วแสดงท่าทางแข็งกร้าวออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“โอ๊ย ทุกคนมาดูกันเร็ว เจ้าหน้าที่รังแกประชาชนแล้ว นี่จะให้เราใช้ชีวิตอย่างไร...”สาวใหญ่คนหนึ่งในหมู่บ้านเริ่มทำท่าทางโวยวาย พยายามสร้างแรงกดดันให้จู้เจียงเจียงแต่นางเหมือนลืมไป ที่นี่นอกจากคนทั้งสองฝ่าย ก็ไม่มีแขกคนอื่นแล้ว นางจะร้องไห้ให้ใครดู!จู้เจียงเจียงชำเลืองมองตำแหน่งบนยอดเขา เปลวไฟรุนแรงกว่าเมื่อครู่ไม่น้อยสายลมกลางคืนพัดมา เปลวไฟจึงเริ่มลามไปยังภูเขาโดยรอบเนื่องจากไม่มีฝนตกมาหลายวัน ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนภูเขาติดไฟง่ายมาก ควันหนาทึบลอยขึ้นมา เปลวไฟก็อยู่ไม่ไกลแล้ว“เวลาครึ่งก้านธูปเริ่มนับจากตอนนี้ ไม่งั้น...”จู้เจียงเจียงหยิบตะบันไฟแท่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เปิดฝาออกเป่า แล้วมองชาวบ้านด้วยสายตาเย็นชาก่อนพูดว่า “ข้ากล้าจะจุดไฟเผาบ้านของพวกเจ้าจริงๆ!”บ้านของหมู่บ้านเสี่ยวจีสร้างด้วยหญ้าคาทั้งหมด แค่จุดก็ติดหลังคาทำจากหญ้าคา ผนังดินก็ผสมหญ้าคาเพื่อเพิ่มความเหนียวแน่นแข็งแรง ดังนั้นเมื่อไฟป่าลามมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวจี ก็จะเป็นการทำลายล้างอย่างใหญ่หลวงพวกชาวบ้านของหมู่บ้านเสี่ยวจีเห็นว่าหญิงสาวคนนี้ที่มาใหม่ไม่ง่ายที่จะรับมือ ทั้งยังไม่มีคนเข้าข้างช่วยพูดให้พวกเขาภายใต้ความหมดหนทาง ทำได้แค่รักษาบ้านตัวเองก่อนค่อยว่ากัน“พวกเราจะไปเก็บของเดี๋ยวนี้ เจ้าอย่าจุดไฟนะ”การข่มขู่นี้ของจู้เจียงเจียง มีประโยชน์กว่าการชักดาบเสียอีกในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทุกคนก็ทยอยพาคนในบ้าน แบกข้าวของทั้งหมดออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์ หนึ่งก้าวหันกลับมามองสามครั้ง เดินไปทางถนนเล็กนอกหมู่บ้านเวลานี้ เพลิงไหม้ยอดเขาจากลูกหนึ่งเริ่มลามไปยังภูเขาข้างเคียงแล้ว เปลวไฟลามต่อเนื่องไปสามภูเขา บนท้องฟ้าไม่ส่อเค้าฝนจะตกให้เห็นหากภูเขาทั้งสามลูกนี้ถูกไฟเผาจนวอด เมื่อถึงภูเขาลูกที่สี่ หมู่บ้านเสี่ยวจีก็จะตกอยู่ท่ามกลางวงแหวนไฟ“รีบเดินเร็วเข้า ไม่เห็นหรือว่าไฟกำลังลามลงมา?!”เวลาสั้นๆไม่ถึงครึ่งก้านธูป เปลวไฟก็ลามไปยังอีกสองภูเขาแล้ว หากไม่คิดหาวิธีดับไฟ เช่นนั้นก็เหมือนกับที่เจ้าของร่างเดิมเคยประสบมาจริงๆ ไฟไหม้ไปหลายวันหลายคืนหลังชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวจีออกจากหมู่บ้าน พวกเขาก็หยุดอยู่บนถนนเล็กด้านนอก มองบ้านตัวเองที่อยู่ในแอ่งหุบเขาและยอดเขาที่ค่อยๆเต็มไปด้วยเพลิงไหม้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน“ไฟนี้คงใกล้ดับมอดแล้วใช่หรือไม่?”“คงจะไม่ไหม้ถึงหมู่บ้านเราหรอก สวรรค์คงจะไม่ทำเรื่องโหดเหี้ยมแบบนั้นเป็นแน่”คนของหมู่บ้านเสี่ยวจียังคงมีความหวังลมๆแล้งๆ พยายามอธิษฐานขอให้ไฟดับ เพื่อปกป้องหมู่บ้านของตัวเองพวกเขาก็เป็นแบบนี้ ไม่คิดจะทำอะไร แต่กลับเพ้อฝันหวังให้ไฟดับไปเองอู่จิ้นผิงและคณะมาถึงล่าช้าไปสักหน่อย หลังพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็เพิ่งมาถึงหมู่บ้านเสี่ยวจีท้องฟ้าปลายเดือนสิบ หลังจากพระอาทิตย์ตกก็จะมืดลงเร็วมาก แต่เปลวไฟที่ลุกท่วมกลับยังคงสว่างไสวเหมือนก่อนพระอาทิตย์ตก แสงไฟแดงฉานไปทั่วทั้งหมู่บ้าน“ทหาร มาพาชาวบ้านที่นี่ออกไป!”อู่จิ้นผิงเห็นพวกชาวบ้านหยุดชะงักยืนนิ่งอยู่บนทางเข้าหมู่บ้าน เขาทำหน้าเข้ม แล้วสั่งให้คนไล่พวกเขาไปโดยตรงเมื่อมองไปที่กองเพลิงบนภูเขา เขาก็ถอนหายใจแล้วก้าวเดินเข้าไปในหมู่บ้านเพิ่งถึงหน้าหมู่บ้านเสี่ยวจี อู่จิ้นผิงและสวี่โยวก็เจอกับจู้เจียงเจียงและเผยจี้ที่ออกมาจากในหมู่บ้านพอดี“เป็นอย่างไรบ้าง ในหมู่บ้านยังมีใครอีกไหม?”“พวกเราเดินดูบ้านทุกหลังแล้ว พวกชาวบ้านออกจากหมู่บ้านหมดแล้ว แค่กๆ...”จู้เจียงเจียงอ้าปากพูด ฝุ่นขี้เถ้าก็ลอยเข้าปากนางทันที นางทนไม่ไหวจึงเริ่มไอออกมา“ฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง?” เผยจี้มองนางอย่างเป็นกังวล แล้วพูดต่อว่า “อยู่ที่นี่นานไม่ได้ พวกเรารีบไปกันเถอะ!”เปลวไฟลามมาถึงครึ่งภูเขาแล้ว อุณหภูมิแอ่งหุบเขาของหมู่บ้านเสี่ยวจีสูงขึ้นเรื่อยๆ พวกเขายืนแค่ประเดี๋ยวเดียวก็เริ่มมีเหงื่อซึมรอบข้างได้ยินเสียงสัตว์ทั้งบินหนีและวิ่งหนีอยู่ในภูเขากันอย่างอลหม่านได้อย่างชัดเจน ตอนที่ 242: คนแก่ที่รนหาที่ตายในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หลังจากที่ทุกคนออกจากหมู่บ้านไป ไฟก็ลามเข้ามาในหมู่บ้านเสี่ยวจีแล้วชาวบ้านคนหนึ่งที่รออยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อเห็นหมู่บ้านถูกเผา ไม่มีที่ไป จู่ๆก็ร้องไห้เสียงดังขึ้นมาทันที“ท่านพ่อ...”จู้เจียงเจียงและพวกอู่จิ้นผิงก็ยืนอยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน กำลังสำรวจภูมิประเทศรอบข้างพวกเขาไม่เคยมาสถานที่แห่งนี้ ไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ ถ้าอยากเข้าไปดับไฟก็ต้องเข้าใจภูมิประเทศให้ชัดเจนก่อนดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้ไฟจะลามลงมาตามเชิงเขา และกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเสี่ยวจี พวกเขาทำได้แค่มองดู ปล่อยให้หมู่บ้านเสี่ยวจีแห่งนี้ถูกไฟไหม้ และพยายามรักษาเทือกเขาโดยรอบเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเมื่อได้ยินเสียงชาวบ้านร้องไห้จากด้านหลัง พวกเขาก็หันกลับไปมองเห็นผู้ชายคนหนึ่ง พาภรรยาและลูกๆของเขาคุกเข่าหันหน้าไปทางหมู่บ้าน โขกศีรษะไปพลางร้องไห้ไปพลาง “ท่านพ่อ ลูกผิดต่อท่าน ท่านรีบออกมาเถอะ!”จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้หัวใจก็หล่นวูบเดิมนางที่มีความรู้สึกหนักอึ้งเพราะเรื่องไฟไหม้ภูเขาอยู่แล้ว ได้ยินคำนี้ ไฟในอกที่เพิ่งจะดับลงอย่างยากลำบากก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งนางพุ่งไปตรงหน้าครอบครัวนั้น แล้วตะคอกถามว่า “พวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร หรือในหมู่บ้านยังมีคนอยู่?!”“ใครอยู่ในหมู่บ้าน แล้วอยู่ที่ไหน!” อู่จิ้นผิงก็เดินหน้าเข้ามาถามด้วยเช่นกันแต่ครอบครัวนั้นกำลังร้องไห้ฟูมฟาย คำพูดของใครล้วนฟังไม่ได้ยิน เอาแต่ร้องไห้โศกเศร้าให้กับบิดาของตัวเอง ไม่สนใจคำถามของทั้งสองคนเลย“แม่ง!”จู้เจียงเจียงเกลียดคนแบบนี้มาก เกลียดคนที่ไม่รู้จักแยกแยะลำดับความสำคัญ ไม่มีความพยายามใดๆ ก็ยอมรับผลที่เลวร้ายที่สุด แล้วมานั่งร้องไห้โทษฟ้าโทษดิน ผลักเอาความรับผิดชอบไปให้คนอื่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสวรรค์นางเดินหน้าเข้าไปจับคอเสื้อของผู้ชายคนนั้น แล้วตบหน้าเขาไปสองทีผู้ชายที่ถูกตีมึนงงไปหมดชาวบ้านคนอื่นๆที่อยู่รอบข้างก็ดูอย่างงงงวยภรรยาของผู้ชายคนนั้นเห็นดังนั้นก็ผลักจู้เจียงเจียงออก แล้วด่าด้วยความโกรธ “เจ้าตีสามีของข้าทำไม พวกเราทุกข์ใจกันขนาดนี้แล้ว เจ้ายังมาทำร้ายคนอีก เจ้ามันไม่ใช่คน!”จู้เจียงเจียงโกรธจนตัวสั่น อยากจับพวกเขาทุกคนมาด่าสักยก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลา“ข้าถามพวกเจ้า พ่อที่สมควรตายของพวกเจ้าคนนั้นไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน บ้านของพวกเจ้าอยู่หลังที่เท่าไรเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน รีบบอกมา!”“แม่นางจู้ ท่านคงจะไม่คิดจะเข้าหมู่บ้านไปหาคนใช่ไหม? ห้ามทำเด็ดขาด!” สวี่กู้ตกใจ เขารีบเอ่ยปากห้ามจู้เจียงเจียง ไม่ให้นางทำเรื่องโง่ๆคนอื่นๆก็พูดเช่นเดียวกัน“แม่นางจู้ ไฟลามเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว เจ้าเข้าไปตอนนี้ก็เท่ากับไปตายนะ!”“รีบไปเรียกแม่ทัพเผยกลับมาเร็ว!”สวี่โยวไม่ได้พูดห้าม แต่สั่งคนให้ไปเรียกเผยจี้กลับมา ตอนนี้มีแค่เผยจี้ที่ห้ามจู้เจียงเจียงได้เผยจี้พาคนอ้อมไปสำรวจภูมิประเทศรอบๆภูเขาที่ไฟไหม้ ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย หากเขารู้ว่าจู้เจียงเจียงจะพุ่งเข้าไปในกองไฟ จะต้องไม่ยอมแน่นอนแต่จู้เจียงเจียงไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น นางกำลังดึงคอเสื้อของคนในครอบครัวนั้นแล้วถามคำถามอยู่จนได้ความว่า คนแก่สมควรตายผู้นั้น เพราะไม่อยากจากหมู่บ้านที่ตัวเองอยู่อาศัยมาหลายสิบปี ดังนั้นจึงไปหลบซ่อนอยู่ใต้เตียง ทำให้หลุดรอดการตรวจตราของพวกเขาไปได้ ในที่สุดจู้เจียงเจียงก็ทนไม่ไหว ด่าไปหนึ่งประโยค “ไอ้ลูกเต่า!”ด่าจบนางก็ลุกขึ้นเหล่าทหารที่พักอยู่ในทุ่งดอกไม้ล้วนมากันหมดแล้ว พวกเขานำถังไม้ขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มาด้วย ยังมีพวกผ้ายาง สิ่งของที่ใช้ตักน้ำได้ตอนนี้มีน้ำอยู่ในถังหลายถังแล้ว จู้เจียงเจียงเสริมเสื้อผ้าให้หนาขึ้น แล้วกระโดดลงไปในถังน้ำ ทำให้ตัวเองเปียกชุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า“ผู้อาวุโสอู่ ข้าจะไปดูที่หน้าหมู่บ้าน หากไฟไหม้ทั่วหมู่บ้านแล้ว ข้าจะไม่เข้าไป ข้าสัญญา”จู้เจียงเจียงที่ตัวเปียกโชก พลิกตัวขึ้นหลังม้า เตรียมเข้าไปในหมู่บ้านอีกครั้งแต่มีหรือที่อู่จิ้นผิงจะยอม?“แม่นางจู้ ไม่ได้นะ ข้างในอันตรายมาก!”“ข้าก็แค่ไปดู ข้ารู้ตัวดี” จู้เจียงเจียงไม่สนใจคำห้ามของเขา ขาทั้งสองสะกิดท้องม้าให้มันเดินหน้าตรงเข้าไปทางถนนเล็กของหมู่บ้านไม่ว่าคนข้างหลังจะเรียกอย่างไร นางก็ไม่ได้หันกลับไปมองเพราะนางรู้ว่าตัวเองจะไม่เป็นอะไรแน่ๆ ถ้าหากมีอันตรายเกิดขึ้นมาจริงๆ นางยังสามารถหนีตายเข้าไปในช่องว่างมิติได้“แม่นางคนนี้...ทำไมถึงเป็นแบบนี้กันนะ” คนในหมู่บ้านเสี่ยวจีเห็นแบบนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมาคนอื่นทุ่มสุดชีวิตพยายามมาช่วยชีวิตพวกเขา เมื่อครู่พวกเขากลับไม่ให้ความร่วมมือ ตอนนี้จึงรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก“แม่นางจู้!”อาหลานตระกูลสวี่ของแคว้นเสี่ยวซี ต่างก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก พวกเขาตะโกนร้องเรียกจู้เจียงเจียงอยู่ด้านหลังพวกเขาเองก็คิดไม่ถึงเลยว่า เพื่อคนที่รนหาที่ตายคนหนึ่ง นางจะกล้าทำอะไรแบบนี้ได้!ผู้หญิงคนนี้ช่างบ้าจริงๆ!จู้เจียงเจียงเพิ่งเข้าไปได้ไม่นาน ทุกคนก็เห็นร่างเงาของม้าวิ่งออกมาจากกองไฟทุกคนยังนึกว่าจู้เจียงเจียงเข้าไปไม่ได้จึงออกมาแล้วแต่ตอนม้าตัวนั้นเข้าใกล้ พวกเขาถึงรู้ บนหลังม้าไม่มีคนอยู่แล้ว ที่ออกมามีเพียงม้าที่จู้เจียงเจียงขี่เข้าไปเมื่อครู่เท่านั้น“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?” พวกอู่จิ้นผิงมองหน้ากันด้วยความงงงันตอนนี้เผยจี้ได้รับข่าวที่องครักษ์ลับของสวี่โยวส่งมาแล้ว จึงเร่งรีบกลับมาเขากวาดมองผู้คนที่อยู่ตรงหน้า ไม่เห็นร่างของจู้เจียงเจียง จึงเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “ภรรยาข้าเล่า!”“นางเพิ่งเข้าหมู่บ้านไป และม้าของนางก็เพิ่งจะออกมา แต่นางไม่ได้ออกมาด้วย” สวี่กู้ตอบตามความจริงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเผยจี้ก็เคร่งขรึมขึ้นทันที จับบังเหียนม้าแน่น หันหลังกลับพุ่งไปยังทิศทางของหมู่บ้านทันทีด้านหลังยังคงเหมือนกับตอนที่จู้เจียงเจียงเข้าไปจู้เจียงเจียง หากเจ้ากล้าเป็นอะไรไป ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่ยกโทษให้เจ้า!ครั้งนี้เผยจี้โมโหมากจริงๆที่ปากทางเข้าหมู่บ้านเสี่ยวจีเปลวไฟได้ลามจากเชิงเขาหลังหมู่บ้านมายังปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว บ้านในหมู่บ้านถูกเผาไปหนึ่งในสามส่วน ลมกลางคืนพัดโหม ทำให้เปลวไฟลุกโชนสูงขึ้น และลมนั้นก็ร้อนระอุมากขึ้นม้าของเผยจี้เดินวนเวียนอยู่บริเวณปากทางเข้า ไม่ว่าเผยจี้จะตีอย่างไร มันก็ไม่ยอมเข้าไปไม่มีทางเลือกอื่น เขาทำได้เพียงพลิกตัวลงจากหลังม้า พุ่งเข้าไปในหมู่บ้านด้วยตัวเอง วิ่งไปพลางตะโกนเรียกไปพลาง “ฮูหยิน เจ้าอยู่ที่ไหน!”เสียงของเผยจี้จะดังแค่ไหน ก็สู้เสียงแตกหักที่เกิดจากการเผาไหม้ของต้นไม้และพุ่มไม้บนภูเขาสี่ลูกรอบข้างไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเสียงลมที่กำลังพัดอยู่เลยบนตัวจู้เจียงเจียงสวมชุดเปียกหนาๆ อยู่และรู้ถึงตำแหน่งของคนแก่คนนั้นอย่างชัดเจน ดังนั้นพอนางเข้ามาในหมู่บ้านก็วิ่งไปที่บ้านหลังนั้นทันที ดึงคนที่อยู่ใต้เตียงออกมาคนแก่คนนั้นตกใจมาก ตอนถูกดึงออกจากใต้เตียง ด้วยความอยากมีชีวิตรอดทำให้เขากอดคนที่มาช่วยเขาไว้แน่นเมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้จูเจียงเจียงขยับตัวไม่ได้“ลุงปล่อยมือ พวกเราออกไปด้วยกัน ลุงไม่ต้องกลัว!” จู้เจียงเจียงใช้มือแกะแขนทั้งสองที่คนแก่คนนั้นจับไว้แน่น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็แกะไม่ออกทำอะไรไม่ได้ นางทำได้เพียงลากคนแก่คนนั้นเหมือนลากปลาตายตัวหนึ่ง ค่อยๆเอาเขาออกมานอกบ้านด้านนอกมีควันดำอยู่ทั่วพื้นที่ ไฟทั้งสี่ทิศอบทั้งสองคนอยู่ตรงกลาง คนแก่คนนั้นขาดอากาศหายใจจนสลบไป ก่อนล้มลงกับพื้นจู้เจียงเจียงเดิมอยากเอาตาแก่คนนี้เข้าไปในช่องว่างมิติ แล้วรีบวิ่งออกไป แต่ในภาวะฟางเส้นสุดท้ายก็ได้ยินเสียงเรียกของเผยจี้นางตอบกลับเผยจี้ “ท่านพี่ ข้าอยู่ที่นี่!”เผยจี้ได้ยินเสียงก็รีบกระโดดเข้ามาทันที เสื้อผ้าบนตัวถูกความร้อนจากอุณหภูมิรอบข้างจนแห้งและหดตัวไปหลายส่วน ใบหน้าอดกลั้นจนมีสีแดงก่ำ ดูแล้วน่ากลัวสุดๆคงจะกำลังโกรธอยู่ ตอนที่ 243: ข้ายอมช่วยคน ไม่ได้หมายความว่าข้าใจดีรังแกได้ง่ายบนไหล่เผยจี้แบกคนแก่ที่สลบอยู่คนนั้น วงแขนหนีบจู้เจียงเจียงเอาไว้ พยายามใช้พลังและสติที่เหลืออยู่ทั้งหมด พาทั้งสองคนออกมาจากกองเพลิงได้สำเร็จพวกอู่จิ้นผิงรออยู่ที่ถนนเล็กหน้าหมู่บ้านก็เพื่อรับพวกเขาทั้งสามคนอยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นพวกเขาออกมา ทุกคนก็รีบวิ่งเข้าไปช่วยเผยจี้ไม่สนใจชีวิตของคนแก่นี้ว่าจะเป็นหรือตาย โยนเขาลงกับพื้นอย่างแรง ให้พวกอู่จิ้นผิงไปจัดการเขาอุ้มจู้เจียงเจียงไว้คิดจะพานางออกไป แต่เพราะกลั้นลมหายใจมานานเกินไป สมองขาดออกซิเจน ขาอ่อนแรงจึงก้าวพลาดและล้มลงในเวลานี้เขายังมีสติอยู่ เพียงแต่ร่างกายขยับไม่ไหวแล้วส่วนจู้เจียงเจียงที่มีเสื้อเปียกและผ้าเช็ดหน้าเปียกปิดปากปิดจมูกป้องกันเปลวไฟอยู่ สถานการณ์จึงดีกว่าเขามากเมื่อเห็นเขาล้มลง นางตกใจจนหน้าซีดขาว รีบเรียกคนมาช่วยยกเขาไปวางบนพื้นที่ราบด้านนอกนางแกะเสื้อผ้าบนตัวเขาออก ทำการกดหน้าอกและผายปอดให้เขาคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงเคยเห็นพวกเขาสามีภรรยาแสดงความรักกันต่อหน้าคนอื่นจนชินตาแล้ว แม้จะรู้สึกว่าการที่นางแก้เสื้อผ้าของเผยจี้ต่อหน้าสาธารณะชนจะดูไม่เหมาะสมนัก แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกลับเป็นคนของหมู่บ้านเสี่ยวจี เมื่อเห็นภาพฉากนี้ต่างก็พากันด่าทอ พูดคำไม่น่าฟังต่างๆนานาออกมา“จุ๊ๆ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงหน้าด้านแบบนี้ แก้เสื้อผ้าผู้ชายต่อหน้าต่อตาคนอื่นแบบนี้”“ผู้หญิงข้างนอกก็ปล่อยตัวแบบนี้ สาวน้อยเจ้าเติบโตแล้วห้ามเลียนแบบนะ มันเป็นเรื่องที่ผู้หญิงในหอนางโลมทำกัน”“จูบกันต่อหน้าทุกคน เสื่อมเสียต่อประเพณีและศีลธรรมอันดีงามจริงๆ ใช้ได้ที่ไหน!”“…”คนในหมู่บ้านเสี่ยวจีมองไปพลางด่าไปพลาง ทหารใต้บังคับบัญชาของเผยจี้ได้ยินแบบนี้ก็โกรธจนอยากทำร้ายคนแต่ด้วยสถานะของพวกเขา บวกกับไท่ช่างหวงอยู่ที่นี่ด้วย พวกเขาจึงไม่กล้าทำอะไรพวกเขาไม่กล้า แต่จู้เจียงเจียงกล้าหลังจากนางทำให้เผยจี้ได้สติแล้ว นางก็ลุกยืนขึ้น ถอนเสื้อหนาๆบนตัวที่ถูกอบจนร้อนออก แล้วโยนใส่หน้าคนจากหมู่บ้านเสี่ยวจีที่นั่งอยู่บนพื้นความโกรธนี้ นางอดทนไว้มานานมากแล้ว!“ไอ้พวกดื้อด้าน! ไฟกำลังจะเผาหมู่บ้านแล้ว บอกให้พวกเจ้าออกจากหมู่บ้านก็ยังยืดยาดอ้อยอิ่ง แถมยังมีคนไปหลบอยู่ใต้เตียงไม่ยอมไป อยากตายกันใช่ไหม?”จู้เจียงเจียงชี้นิ้วด่าด้วยความโกรธ ระหว่างที่พูดก็พับแขนเสื้อขึ้น “อย่าได้คิดว่าตอนนี้พวกเจ้าไม่มีหมู่บ้าน ไร้บ้านพักอาศัย แล้วข้าจะสงสารไม่กล้าลงมือกับพวกเจ้านะ!”พูดจบ นางก็เดินไปตรงหน้าคนที่ด่านางเมื่อครู่ ทั้งต่อยทั้งตีมีคนพยายามต่อต้าน กลับถูกทหารหลายคนจากด้านหลังจับกดลงกับพื้น“กระต่ายเมื่อถูกบีบคั้นจนเหลืออดก็กัดคนได้ ข้ายอมพุ่งเข้ากองไฟไปช่วยคนแก่นั้นให้มีชีวิต ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าใจดีรังแกได้ง่าย ปล่อยให้พวกเจ้ามาสั่งสอนด่าว่า!”จู้เจียงเจียงยังไม่หายโกรธ นางเข้าไปต่อยตีชาวบ้านทุกคนที่พูดคล้อยตามเมื่อครู่ ไม่สนว่าจะชายหรือหญิงเห็นนางทำร้ายคน พวกอู่จิ้นผิงและสวี่โยวไม่ได้พูดห้าม แต่กลับยืนสองมือกอดอกดูเหตุการณ์ความสนุกตรงหน้าชาวบ้านกลุ่มนี้สมควรโดนตีจริงๆแต่พวกเขาก็ค่อนข้างแปลกใจเมื่อครู่เห็นจู้เจียงเจียงพุ่งเข้ากองไฟไปช่วยคนโดยไม่สนอะไร พวกเขายังนึกว่านางเป็นคนใจดี มีความรักที่ยิ่งใหญ่ไร้ความเห็นแก่ตัว คิดไม่ถึงว่าหลังช่วยคนออกมานางยังมีอีกด้านนางแยกแยะเรื่องส่วนตัวและเรื่องส่วนรวมได้อย่างชัดเจน เรื่องไหนสมควรคิดบัญชี นางจะไม่ยอมเสียเปรียบเลยแม้แต่นิดเดียวดูท่านางไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่ถือหลักการเคร่งครัดมากไปเท่านั้นเผยจี้มือยันพื้นนั่งมองนางต่อยตีคนอื่น ในใจรู้สึกดีใจเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันบนใบหน้ากลับยังคงบึ้งตึงราวกับโกรธนางอยู่“พวกเจ้าทุกคนรออยู่ที่นี่ ห้ามขยับไปไหนจนกว่าไฟจะดับหมด หากใครกล้าก่อเรื่องวุ่นวายให้พวกข้าลำบากอีก จะได้เห็นดีกัน!”จู้เจียงเจียงพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ก่อนจะหยุดมือลงตีจนเหนื่อยแล้ว เมื่อหันไปเห็นเผยจี้กำลังจ้องมองนางอยู่ นางก็เปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ทำหน้าเอาใจ บิดเอวส่ายไปมาเดินไปหาเผยจี้อย่างรวดเร็ว“ท่านพี่ เป็นอย่างไรบ้าง? ยังมีตรงไหนไม่สบายอีกหรือไม่?”“ท่านดู เสื้อผ้าของท่านถูกอบจนกรอบแล้ว เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่นะ”ทำไมจู้เจียงเจียงจะไม่รู้ว่าเขากำลังโกรธ หากเปลี่ยนเป็นนาง นางก็ต้องโกรธมากเหมือนกันดังนั้นตอนนี้ นอกจากดับไฟบนภูเขา นางยังต้องคิดหาวิธีดับไฟโกรธในใจของเผยจี้ด้วย“รู้ตัวว่าผิดแล้ว?” เผยจี้ยิ้มเย็นจ้องนางยิ้มนี้ของเขาทำให้จู้เจียงเจียงตัวหนาวสั่นอย่างห้ามไม่ได้ พยักหน้าอย่างเด็กดี “ท่านพี่ ข้าผิดไปแล้ว”เผยจี้เอ่ยถาม “ในเมื่อรู้ว่าผิด เช่นนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไรดี?”จู้เจียงเจียงเอ่ยเสียงเบา “…ขอโทษ”เผยจี้ “แค่นี้?”แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงรู้ว่าแค่พูดขอโทษนั้นไม่พอ แต่ตอนนี้นอกจากขอโทษก็ทำอะไรไม่ได้อีก“เอาแบบนี้ รอหลังเรื่องนี้ผ่านไป ท่านพูดอะไรก็ตามนั้น ท่านต้องการอะไรก็บอก ข้ารับประกันจะทำให้ท่านพึงพอใจ ไม่ปฏิเสธ!” นางชูสามนิ้วขึ้นสาบานเผยจี้คิดอยู่สักพักถึงพยักหน้า “ตกลง เจ้าพูดเองนะ”“แต่ตอนนี้พยุงข้าขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหน่อย” เขายื่นมือให้นาง ใช้นางเหมือนที่มันควรจะเป็นมีความรู้สึกเหมือนว่า คราวนี้ถึงตาที่เขาจะเป็นใหญ่ในบ้านบ้างแล้วสถานที่ไม่ไกลจากฝูงชน เผยจี้เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จสิ้น เขาก็ดึงนางเข้ามากอดไว้แน่นไม่ขยับเรื่องเมื่อครู่ ยังคงทำให้เขาหวาดผวาอยู่หากนางเกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ เขาจะทำอย่างไร?เผยจี้ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวเขาอ้าปากกัดบนหัวไหล่ของจู้เจียงเจียงผ่านเสื้อผ้า ค่อยๆเพิ่มแรงเหมือนกำลังลงโทษนางที่เมื่อครู่พุ่งเข้าไปในกองไฟช่วยคนโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นจู้เจียงเจียงขมวดคิ้วแน่น ทนความเจ็บปวดเงียบๆแต่ในใจนางมีความสุข เขาทำแบบนี้บ่งบอกว่าเขาใส่ใจเป็นห่วงนาง“เจ็บไหม?” เผยจี้ถามเสียงอู้อี้“เจ็บ”“ครั้งหน้ายังจะวู่วามแบบนี้อีกไหม?” เขาแฝงการข่มขู่อยู่เล็กน้อยราวกับว่าถ้านางตอบไม่ถูกใจ เขาก็จะกัดนางต่อไปอย่างนั้นจู้เจียงเจียงอมยิ้มกอดตอบเขา “ไม่ทำแล้ว จะไม่ทำอีกแล้ว”“อืม เด็กดี”ครั้งนี้เสียงของเผยจี้เบามาก หากตั้งใจฟังละก็ อาจได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ปนอยู่ในน้ำเสียงของเขาเมื่อครู่ เขากลัวมากจริงๆตอนที่ทั้งสองคนกำลังแสดงความรักต่อกันอยู่ ทางอู่จิ้นผิงก็ส่งคนมาเรียกพวกเขาอู่จิ้นผิงกล่าวว่า “ตามแผนการที่พวกเราวางไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อพวกชาวบ้านออกจากหมู่บ้านอย่างปลอดภัยแล้ว ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือล้มตายเพราะเรื่องนี้ ต่อไปพวกเราก็ควรมาปรึกษาหารือกันต่อว่าจะดับไฟอย่างไร”ตอนจู้เจียงเจียงบอกลางสังหรณ์นี้ออกมา พวกเขาหลายคนก็ใช้เวลาว่างวางแผนการช่วยเหลือคน ดับไฟ แก้ไขซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังภัยพิบัติ ตอนนี้คนปลอดภัยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการดับไฟถึงแม้พวกเขาจะเคยได้ยินจากปากจู้เจียงเจียงว่าไฟไหม้นี้ใหญ่แค่ไหนอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นกับตาตัวเอง ก็ยังรู้สึกตกใจเพราะเปลวไฟที่โหมกระหน่ำนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ภูเขาใหญ่เบื้องหน้าดูเหมือนก้อนเหล็กสีแดงขนาดใหญ่ ถึงขนาดที่ว่าแม้ฝนจะตกลงมาก็ไม่แน่ว่าจะดับไฟทั้งหมดได้ ส่วนน้ำที่พวกเขาเตรียมไว้ เกรงว่าคงไร้ประโยชน์บวกกับคืนนี้ลมแรง ไม่มีทางเข้าใกล้สถานที่เกิดเพลิงไหม้ได้เลย การใช้น้ำดับไฟจึงยิ่งเป็นไปไม่ได้น้ำเหล่านี้ ทำได้เพียงช่วยให้เสื้อผ้าเปียกเท่านั้น ตอนที่ 244: ใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ช่วยดับไฟ“ในเมื่อใช้น้ำดับไฟไม่ได้ งั้นก็ทำได้แค่พึ่งวิธีตัดเชื้อเพลิงมาดับไฟแล้ว” จู้เจียงเจียงเสนออีกหนึ่งวิธีเพลิงไหม้ลุกลามเร็วมาก บวกกับลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดอย่างรุนแรง เวลาที่เหลือให้พวกเขาจึงน้อยเต็มที“ตอนนี้คงทำได้แค่นี้”อู่จิ้นผิงมองเปลวไฟที่ลุกโชนไปทั่วท้องฟ้า ใบหน้าแสดงความกังวลอย่างหนักนี่คือภูเขาใหญ่ของราชวงศ์ต้าหลี่ของพวกเขา!จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “ท่านพี่ คนที่ส่งไปสืบข่าวกลับมาหรือยัง? รู้หรือยังว่าลักษณะภูมิประเทศโดยรอบของภูเขาใหญ่เป็นอย่างไร?”หัวของเผยจี้ยังคงมึนงงอยู่ เมื่อครู่หายใจเอาควันเข้าไปเยอะ เขายังคงทรมานอยู่มาก “เจ้าถามถูจิ่งแล้วกัน ข้า...”ยังพูดไม่ทันจบ เขาก็เซจนเกือบล้มลงหลายคนเห็นแบบนี้จึงรีบพยุงเขาเข้าไปในรถม้า ให้เขาพักผ่อนก่อน“ท่านพี่พักผ่อนก่อนเถอะ ด้านนอกมอบให้พวกเราจัดการก็พอ” จู้เจียงเจียงปล่อยมือเผยจี้แล้วกำลังจะเดินไป แต่กลับถูกเขาดึงแขนเสื้อไว้แน่น ไม่ยอมให้นางไป“เจ้าอยู่ที่นี่ มีเรื่องอะไรก็ให้พวกเขาไปทำ” เผยจี้ยืนกรานหนักแน่นผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่มา เขาไม่อนุญาตให้นางวิ่งพล่านไปรอบๆคนเดียวอีกแล้วไฟกำลังลุกไหม้อยู่ตรงหน้า ในอากาศมีฝุ่นขี้เถ้าเต็มไปหมด หากนางวิ่งพล่านไปทั่ว ต้องล้มลงแน่นอน“แต่ว่า...”“ไม่มีแต่!”“...”จู้เจียงเจียงเหล่มองพวกอู่จิ้นผิง พวกเขากลับเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ย้ายจุดประชุมหลักมาตรงหน้านางและเผยจี้ ก่อนประชุมกันต่อที่ข้างรถม้าถูจิ่งแจ้งข่าวที่ได้มาจากการสำรวจรอบภูเขาให้ทุกคนฟัง “นอกจากแอ่งใหญ่ของหมู่บ้านเสี่ยวจี ตามทิศทางลมตรงหน้า ไฟกำลังลามไปทางทิศเหนือเป็นหลัก และใจกลางภูเขาทางทิศเหนือที่ไฟกำลังลามก็ไปคือวัดอวี๋หลิน”“วัดอวี๋หลิน?”จู้เจียงเจียงคิดถึงรถม้าที่เห็นเมื่อตอนเย็นบริเวณเชิงเขาวัดอวี๋หลิน ไม่รู้ว่ายังมีคนสักการะอยู่ในวัดอวี๋หลินเท่าไร?“แม่ทัพถู จุดศูนย์กลางเพลิงไหม้ห่างจากวัดอวี๋หลินเป็นระยะทางตรงกี่ลี้?”จู้เจียงเจียงพูดๆอยู่ไม่รู้หยิบธงเล็กออกมาจากไหน นางกระโดดลงจากรถม้า หาที่ว่างหนึ่งใกล้ๆจากนั้นหยิบเครื่องวัดมุมออกมา เอาธงปักลงบนพื้น วัดมุมที่ธงถูกลมพัดไปตามเสาธง จากนั้นนำมุมที่ได้มาหารด้วยค่าคงที่สี่แล้วคูณด้วยหนึ่งจุดหกด้วยวิธีนี้ ก็จะได้ค่าประมาณของความเร็วลมตอนนี้“แม่นางจู้กำลังทำอะไรอยู่?”พวกเขามองดูการกระทำแปลกๆนี้ของจู้เจียงเจียง ต่างก็มึนงงพอเห็นนางหยิบกระดาษกับพู่กันออกมา ก็ยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่ สวี่กู้อดถามไม่ได้ว่า “ตอนนี้เอากระดาษกับพู่กันออกมามีประโยชน์อะไร?”พวกเขาจะดับไฟ ไม่ใช่เขียนกลอนจู้เจียงเจียงกลับมาบนรถม้าอีกครั้ง อาศัยแสงสว่างของเพลิงใหญ่ยามค่ำคืน ทำโจทย์คณิตศาสตร์ต่อหน้าพวกเขา“แม่ทัพถู เมื่อครู่ท่านบอกว่าจุดศูนย์กลางเพลิงไหม้อยู่ห่างจากวัดอวี๋หลินประมาณภูเขาสี่ลูก ระยะทางไม่ถึงสิบหกลี้ถูกไหม?” นางเอาตัวเลขแทนค่าตัวเลขสัญลักษณ์บนกระดาษ พวกคนที่เคยไปสถานศึกษาของนางสามารถเข้าใจได้ แต่พวกเขากลับยังไม่เข้าใจว่าจู้เจียงเจียงกำลังทำอะไรอยู่“แม่นางจู้ ท่านกำลังทำอะไรอยู่กันแน่?” ความอยากรู้ของสวี่กู้มีมาก เขาที่ทนรอไม่ไหวจึงถามนางไปโดยตรงจู้เจียงเจียงพูดทั้งๆที่ก้มหน้าอยู่ “ข้ากำลังคิดคำนวณความเร็วในการลุกลามของไฟ โดยใช้วัดอวี๋หลินเป็นจุดสิ้นสุด ตามความเร็วนี้ ก็จะสามารถคำนวณได้ว่าเวลาที่ไฟป่าเหลือให้พวกเรามีอยู่เท่าไร”“อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณ พวกเราสามารถรู้ได้ว่าจะต้องตัดไฟที่ไหนเพื่อลดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด”นางพูดไปพลาง ก้มหน้าคำนวณต่อไปพลางตอนที่นางกำลังก้มหน้าคำนวณอย่างยากลำบาก ฉินเฟิงและโจวเหลียงก็พาคนมาถึงแล้วฉินเฟิงพาเหล่าทหารที่กลับมาจากหมู่บ้านอื่นและชาวบ้านที่อาสามาช่วยเหลือมาด้วย ทางโจวเหลียงก็พาคนส่วนใหญ่ของที่ว่าการมาเมื่อมีการช่วยเหลือของพวกเขา งานการตัดไฟก็ง่ายและเบาลงมาก“คารวะไท่ช่างหวง กระหม่อมมาช้า ไท่ช่างหวงได้โปรดให้อภัย” โจวเหลียงทำความเคารพอู่จิ้นผิงเพียงแต่ยังไม่ทันที่อู่จิ้นผิงจะเอ่ยปากให้เขาลุกขึ้น จู้เจียงเจียงก็ชิงพูดก่อนแล้ว“โจวเหลียง เจ้ามาได้เวลาพอดี วันนี้วัดอวี๋หลินเหมือนมีแขกที่มาสักการะค้างแรม รบกวนเจ้าพาคนขึ้นไปดูหน่อย พาแขกที่มาไหว้พระและเหล่าต้าซือลงเขา ป้องกันไว้ก่อน”หากพวกเขาตัดไฟไม่ทัน หรือมีอะไรตกหล่น เมื่อภูเขาของวัดอวี๋หลินถูกไฟไหม้ ก็มีความเป็นไปได้มากว่าวัดอวี๋หลินจะถูกล้อมไปด้วยเปลวเพลิงถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นแขกที่มาไหว้พระ หรือเหล่าหลวงจีนในวัดก็ยากจะหลบหนีพ้น“นี่...” ตลอดมาคำขอร้องของจู้เจียงเจียง โจวเหลียงไม่เคยปฏิเสธ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ควรเป็นไท่ช่างหวงเป็นคนสั่งการถึงจะถูกไท่ช่างหวงจะยอมฟังนางหรือ?โจวเหลียงมองอู่จิ้นผิงอย่างลังเล เห็นเขาพยักหน้ายกอำนาจทั้งหมดให้จู้เจียงเจียง “ทำตามที่แม่นางจู้บอกทั้งหมด”“พ่ะย่ะค่ะ!” โจวเหลียงได้รับคำสั่งก็ไม่ลังเลอีกต่อไป พาคนย้อนกลับไปทางวัดอวี๋หลิน“ฉินเฟิง เจ้าพาคนมาด้วยเท่าไร? อุปกรณ์เครื่องมือครบไหม?”โจวเหลียงเพิ่งจากไป จู้เจียงเจียงก็ยื่นหน้าไปถามฉินเฟิงหลังฉินเฟิงรายงานจำนวนคนให้นางทราบ นางก็เริ่มคำนวณใหม่อีกรอบกระดาษคำนวณวางเต็มพื้นรถม้า เมื่อลมพัดมาแผ่นกระดาษก็ปลิวไป พวกสวี่โยวรีบช่วยนางจับไว้ เงียบรอนางคำนวณผลออกมาในตอนนี้ บรรดาท่านชายผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างเอาสายตาทั้งหมด และความหวังทุกอย่างไปวางไว้บนตัวจู้เจียงเจียงที่เป็นเพียงสาวชนบทคนหนึ่งไม่มีใครสงสัย ไม่มีใครเร่งรัด เพียงแต่รออยู่อย่างเงียบๆ“คำนวณออกมาแล้ว!”จู้เจียงเจียงรวมเอาปัจจัยต่างๆเช่น ความเร็วลม ระยะทางของภูเขา จำนวนคน คำนวณจนได้เวลาที่ควบคุมได้และจุดตัดไฟออกมาได้แล้ว“ตามการคำนวณ พวกเราต้องตัดไฟที่จุดนี้ก่อนพรุ่งนี้ยามหวู่!” นางพูดและชี้จุดหนึ่งในแผนที่ง่ายๆ ที่ถูจิ่งวาดให้นางเมื่อครู่พวกเขาเข้ามาดูจุดที่นางชี้ แล้วมองไปที่ไฟป่าที่อยู่ไกลๆแวบหนึ่งพวกเขาไม่มั่นใจนัก “ที่นี่จะได้ผลจริงหรือ? จะใกล้เกินไปหรือเปล่า?”ไฟไหม้รุนแรงขนาดนั้น สถานที่ที่จู้เจียงเจียงจะตัดไฟอยู่แค่ปลายภูเขาลูกที่สอง จะใกล้เกินไปไหม จะไม่มีเวลามากพอหรือเปล่า?“เชื่อใจข้า ตามความเร็วลมและจำนวนคนของเราในตอนนี้ ต้องทำได้แน่!”จู้เจียงเจียงมั่นใจมากเพลิงไหม้ที่เผาต่อเนื่องหลายวันหลายคืน เผาภูเขาไปนับไม่ถ้วนที่นางพูดก่อนหน้านี้ นั่นคือภายใต้พื้นฐานที่ปล่อยให้ไฟลุกลาม จึงทำให้เกิดผลลัพธ์นั้นแต่ว่าตอนนี้ ไฟเพิ่งเริ่มไหม้ พวกเขาก็พบเจอแล้ว อีกทั้งยังได้ทำแผนดับไฟไว้แล้วดังนั้น ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้จะไม่เหมือนที่นางเคยพูดก่อนหน้านี้ว่าเผาไหม้หลายวันหลายคืนขอเพียงพวกเขาเตรียมพร้อมสำหรับการดับไฟ ก็จะสามารถลดความเสียหายได้มากที่สุด!“ฉินเฟิง คนในโรงงานข้ามาพร้อมเจ้าด้วยใช่หรือไม่?” จู้เจียงเจียงหันหน้าไปถามฉินเฟิงอีกครั้งก่อนหน้านี้ นางได้พูดคุยกับฉินเฟิงเพื่อฝากเรื่องเป็นการส่วนตัว กำชับเขาว่าเมื่อเกิดไฟไหม้ ให้เขาไปหาคนงานในโรงงานยาง นางได้จัดการไว้แล้ว“อืม พวกเขาก็มาด้วย” อย่างที่คิด ฉินเฟิงจำได้“ดี งั้นทุกคนรับหน้ากากกันฝุ่นไปคนละอัน ไปที่จุดนี้เพื่อกำจัดต้นไม้ใบหญ้า เตรียมตัดไฟกันเถอะ” จู้เจียงเจียงไปหาคนงานในโรงงาน พวกเขาได้ลากหน้ากากที่ผลิตพิเศษมาหลายคันรถตามที่นางได้สั่งการไว้ ตอนที่ 245: ของดำรงชีพส่งมาถึงแล้วเมื่อเห็นว่าจู้เจียงเจียงยังทำหน้ากากกันฝุ่นพิเศษสำหรับไฟไหม้ครั้งนี้โดยเฉพาะ พวกสวี่โยวก็ยิ่งตกตะลึง“แม่นางจู้ เจ้าเตรียมการมากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?”พวกเขาที่อาศัยอยู่ข้างบ้านตระกูลเผย ทุกวันก็รอฟังรายงานสถานการณ์จากแต่ละหมู่บ้านด้วยกันกับจู้เจียงเจียง พวกเขานึกว่านางก็เหมือนกับพวกเขา เพียงแค่ฟังรายงานเท่านั้นมากสุดก็ถือโอกาสปรึกษาหารือวางแผนการช่วยดับไฟบนกระดาษเท่านั้นกลับไม่รู้เลยว่า นอกจากจู้เจียงเจียงจะหารือเรื่องแผนการช่วยดับไฟกับพวกเขาแล้ว ยังทำการเตรียมตัวช่วยดับไฟอีกเยอะแยะมากมายแบบนี้นางแน่ใจขนาดนั้นเชียวหรือว่าไฟไหม้ครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้น?จู้เจียงเจียงต้องแน่ใจอยู่แล้ว!เรื่องที่เจ้าของร่างเดิมเคยประสบมาก่อนด้วยตัวเอง จะเป็นเรื่องปลอมได้อย่างไร?“ก็แค่นำวัสดุเหลือใช้ในโรงงานมาทำเป็นของเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง” จู้เจียงเจียงยักไหล่ทำหน้านิ่ง แอบทำความดีไม่ให้คนอื่นรู้“งั้นตอนนี้...พวกเราก็กลับไปนอนได้แล้วใช่หรือไม่?” จู่ๆ สวี่กู้รู้สึกน่าเบื่อขึ้นมานิดๆตอนไฟป่าลุกไหม้ ทุกคนต่างตึงเครียดกลัวว่าจะเหมือนลางสังหรณ์ของจู้เจียงเจียง ประชาชนทั้งเมืองเจียงหนานจะได้รับความเดือดร้อน มีอาการไอแต่ตอนนี้ดูแล้วสถานการณ์ดับไฟเหมือนจะดีขึ้นอีกทั้งเขาช่วยดับไฟไม่ได้เลย จู้เจียงเจียงหยิบแค่กระดาษกับพู่กันมาขีดๆเขียนๆ ก็จัดการทุกอย่างได้แล้วนี่ทำให้เขารู้สึกเหมือนไม่มีส่วนร่วมเลย ดังนั้นจึงรู้สึกเบื่อหน่าย“ไม่ได้” จู้เจียงเจียงมองไปที่ชาวบ้านของหมู่บ้านเสี่ยวจีที่นั่งอยู่บนพื้นข้างๆพวกเขาทั้งเหนื่อยทั้งหิวจึงล้มตัวลงนอนบนพื้นกันหมด “เรื่องช่วยดับไฟไม่ต้องการให้พวกท่านไปทำเอง แต่การจัดการชาวบ้านเหล่านี้คือเรื่องต่อจากนี้ที่พวกท่านต้องพิจารณา”ถึงแม้ชาวบ้านพวกนี้จะน่าโมโห แต่ไม่ว่าอย่างไรก็คือประชาชนของราชวงศ์ต้าหลี่ที่นี่คือเมืองเจียงหนาน และเป็นเขตปกครองของโจวเหลียง หากนางปล่อยมือไม่สนใจก็เหมือนจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไรนัก“ผู้อาวุโสอู่ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร?”ถึงแม้นางจะมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับโจวเหลียง แต่อู่จิ้นผิงก็เป็นถึงผู้ปกครองใหญ่ของประชาชนในราชวงศ์ต้าหลี่ ถามความคิดเห็นเขาก่อนเป็นเรื่องสมควรที่สุดหากเขายอมรับผิดชอบจัดการคนพวกนี้ เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องสนใจแล้วแต่แค่คิดก็รู้ ความสามารถและบารมีของอู่จิ้นผิงในเมืองเจียงหนาน ยังไม่สู้จู้เจียงเจียงคนเดียว แม้เขาอยากจะรับผิดชอบ แต่ก็ไม่มีคุณสมบัตินั้น“ข้าสามารถออกคำสั่งให้ราชสำนักจัดสรรเงินมาช่วยสร้างหมู่บ้านเสี่ยวจีขึ้นใหม่ได้ แต่ทิศทางในการพัฒนาหมู่บ้านเสี่ยวจีในอนาคต ยังต้องรบกวนแม่นางจู้สักหน่อย”ไม่ใช่ว่าอู่จิ้นผิงอะไรก็ไม่ทำ อย่างน้อยเขาก็ช่วยสร้างหมู่บ้านเสี่ยวจีขึ้นใหม่ให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยปักหลักได้แต่หมู่บ้านเสี่ยวจีตั้งอยู่ในแอ่งหุบเขาใหญ่ อาหารของใช้ รวมถึงพืชไร่ล้วนถูกเผาจนหมด ภูเขาก็โล้น เขาไม่เก่งเรื่องทำไร่ ดังนั้นเรื่องนี้ยังต้องพึ่งพาจู้เจียงเจียงถึงจะได้“ก็ได้”จู้เจียงเจียงก็รู้ว่าตัวเองปัดเรื่องนี้ไม่หลุด “งั้นก็รอหลังดับไฟได้แล้ว พวกเราไปบนเขาดูก่อนค่อยว่ากัน ตอนนี้ก็หาสถานที่สร้างกระโจนให้พวกเขาพักอาศัยไปก่อน”“อาหารของใช้น่าจะใกล้ถึงแล้ว” ฉินเฟิงพูดพึมพำมองไปยังทิศทางของหมู่บ้านเสี่ยวฮวง “อาหารของใช้อะไร? เจ้าเป็นคนเตรียมหรือ?” สวี่กู้รู้สึกตื่นเต้นมาก หรือพูดอีกอย่างคือ เขาเบื่อหน่ายมากฉินเฟิงส่ายหน้ามองไปที่จู้เจียงเจียง “แม่นางจู้เป็นคนเตรียม”“ท่านอีกแล้ว?!” สวี่กู้มองจู้เจียงเจียงอย่างประหลาดใจไม่เพียงแค่เขา คนอื่นๆก็ตกตะลึงกับการเตรียมตัวเพื่อช่วยดับไฟของนางจู้เจียงเจียงยักไหล่อีกครั้งแสดงออกว่าก็ไม่เท่าไร “ข้าแค่เตรียมเสบียงผัก ผลไม้ และผ้ายางกันฝนเล็กๆน้อยๆ พวกท่านจะตกใจอะไรกันนักหนา?”นี่ไม่ใช่ขั้นตอนพื้นฐานในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติหรอกหรือ?แต่พวกสวี่โยวไม่ได้คิดแบบนั้นพวกเขาไม่ควรตกตะลึงหรืออย่างไร?ตอนนางกำลังเตรียมเรื่องเหล่านี้ เรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่ยังเป็นเพียงการใช้ปากพูดถึงกันเท่านั้น ยังไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงแต่จู้เจียงเจียงกลับเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นนี้ไว้ทุกอย่างพวกเขาควรพูดว่านางรอบคอบดี หรือว่านางมองการณ์ไกลเห็นสถานการณ์ทั้งหมดจนน่าตกใจดีล่ะ?ผู้หญิงคนนี้เก่งกาจจริงๆ!“เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราเก็บของกลับไปนอนได้แล้ว” จู้เจียงเจียงชำเลืองมองรถม้าและเกวียนโทรมๆหลายคันกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ นางเก็บกระดาษคำนวณที่กระจัดกระจาย แล้วเตรียมตัวจะกลับเฮ้อ ช่วยไม่ได้ นางมีของดำรงชีพ แต่รถม้าและเกวียนของนางเก่าและโทรมเกินไปตอนนางเก็บกระดาษคำนวณบนรถม้า ก็พบว่าสวี่โยวกำลังดูโจทย์คณิตศาสตร์ที่นางคำนวณเมื่อครู่ ดังนั้นจึงถามเขาว่า “โยวชินอ๋อง ท่านสนใจของสิ่งนี้หรือ?”สวี่โยวมีความสนใจกับสิ่งที่นางเขียนๆวาดๆเมื่อครู่จริงๆนี่เปลี่ยนมุมมองความรู้ความเข้าใจของเขาทั้งหมดมีคนช่วยดับไฟโดยไม่พึ่งการใช้แรงหาน้ำมาดับไฟเป็นเป้าหมายหลัก แต่พึ่งการขีดๆเขียนๆบนกระดาษก็ทำได้แล้ว?นี่เป็นไปได้อย่างไร!“แม่นางจู้ สิ่งที่เจ้าเขียนเหล่านี้คืออะไรกัน? ยังมีธงที่เจ้าปักเมื่อครู่นี้มันหมายความว่าอย่างไร? รบกวนแม่นางจู้ชี้แนะ” สวี่โยวถามอย่างไม่อายที่จะถามไม่ใช่แค่เขา คนอื่นๆก็สงสัยอยากรู้ด้วยสวี่กู้รีบเสริม “ใช่แล้ว แม่นางจู้ทำไมถึงมั่นใจว่าตัดไฟได้ที่จุดนี้ หากยังไม่ได้ถางต้นไม้ใบหญ้าที่นี่หมด แล้วไฟเผาต่อไปเล่า?”จู้เจียงเจียง “...”เผชิญหน้ากับคำถามของพวกเขา จู้เจียงเจียงเกาศีรษะหัวเราะแหะๆ รู้สึกปวดหัวเล็กน้อย “ของสิ่งนี้ พูดแล้วจะยาว”เมื่อครู่นางใช้ทั้งการบวก ลบ คูณ หาร สูตรคณิตศาสตร์ สมการต่างๆอยากอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ เช่นนั้นนางก็ต้องเริ่มพูดตั้งแต่คณิตศาสตร์พื้นฐานให้พวกเขาฟังก่อน? นี่...มันจะยากไปสักหน่อย“สิ่งที่อยู่บนกระดาษเรียกว่าเลขคณิต ธงที่ข้าปักเพื่อคาดเดาความเร็วลม เมื่อรู้ความเร็วลมแล้ว ก็จะรู้ว่าไฟลามเร็วแค่ไหน ประมาณนี้” จู้เจียงเจียงคิดจะถูไถไปแต่เหมือนครั้งนี้ พวกเขาจะไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆหรือพูดอีกอย่างคือ เป็นสวี่โยวที่ไม่ยอมปล่อยผ่านสวี่โยวเอ่ยถาม “แค่ปักธงก็รู้ความเร็วลมได้แล้วหรือ? ทำไม? เจ้ามองไม่เห็นลม แล้วไปวัดปริมาณมันได้อย่างไร?”“...” ดูแล้วสวี่โยวที่ถูกเรียกว่าเสาหลักของแคว้นเสี่ยวซีนั้นก็มีเหตุผลอยู่เขากระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ ขอแค่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เขาก็อยากจะเข้าใจหลักการของมันให้ชัดเจน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการปกครองบ้านเมืองและประชาชน“โยวชินอ๋อง หากท่านอยากรู้จริงๆ งั้นคาบเรียนคณิตศาสตร์ที่สถานศึกษา ท่านไปลองฟังได้” จู้เจียงเจียงใช้เหตุผลเดิมนี้ในการปฏิเสธคำถามของพวกเขาอีกครั้งอาหลานคู่นี้ คนหนึ่งถูกแนะนำให้ไปฟังคาบดนตรีของนาง อีกคนถูกแนะนำให้ไปฟังคาบคณิตศาสตร์ของนางนางควรพิจารณาเก็บค่าเรียนกับพวกเขาด้วยดีหรือไม่?เมื่อคนส่งของดำรงชีพมาถึงแล้ว ถูจิ่งก็ถูกจัดให้อยู่จัดการชาวบ้านที่ประสบภัยและเฝ้าดูสถานการณ์ไฟไหม้ พวกจู้เจียงเจียงและอู่จิ้นผิงขึ้นรถม้าอีกคันกลับไปหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว….......ในเวลาเพียงคืนเดียว ไฟไหม้ครั้งนี้ก็ปรากฏผลกระทบของมันออกมาชาวบ้านที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงยังรู้สึกไม่ได้ แต่เพียงแค่เข้าใกล้บริเวณทุ่งดอกไม้ ก็จะสัมผัสได้ถึงฝุ่นควันที่ลอยอยู่ในอากาศจู้เจียงเจียงและพวกชาวบ้านที่ไปตัดเก็บดอกอยู่ในทุ่งดอกไม้เพื่อนำกลับไปเตรียมทำแป้งชาด เวลาไม่ถึงครึ่งวันบนเส้นผมก็เต็มไปด้วยเถ้าถ่านเผยจี้ที่เดินทางไปยังวัดอวี๋หลินเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าในการดับไฟ เถ้าถ่านที่ติดตัวเขามากกว่าของจู้เจียงเจียงเสียอีก! ตอนที่ 246: ถูกเทียบว่าเป็นเทพธิดาไฟยังไม่ถูกดับมอดจนหมดโจวเหลียงที่พาคนคลำทางขึ้นเขาไปวัดอวี๋หลินเมื่อคืน ในช่วงเวลาเที่ยงก็พาคนลงเขามาแล้วจู้เจียงเจียงทำงานอยู่ในทุ่งดอกไม้ซึ่งไม่ไกลจากวัดอวี๋หลินมากนัก ตอนโจวเหลียงพาคนผ่านทางมา นางก็กำลังจะกลับไปกินข้าวเที่ยงพอดีบังเอิญพบหลวงจีนน้อยใหญ่ที่ลงมาจากวัดอวี๋หลิน รวมถึงชาวบ้านที่ไปสักการะอีกหลายคนต่างมีเสื้อผ้ายับเยินลักษณะของพวกเขา ดูแล้วเหมือนมีการต่อสู้มาและคนที่ลงมือทุบตีก็คือชาวบ้านที่ขึ้นไปสักการะ ส่วนคนที่ถูกทุบตีก็คือเหล่าหลวงจีนน้อยใหญ่ของวัดอวี๋หลิน“ต้าซืออู้ฉือ เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน? ทำไมมีบาดแผลบนใบหน้าเช่นนี้?”จู้เจียงเจียงมองพวกเจ้าอาวาสอู้ฉือแวบหนึ่ง แล้วมองโจวเหลียงเหมือนกำลังถามเขาว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น“เออหมีถัวฝอ อาตมาไม่เป็นอะไร” เจ้าอาวาสอู้ฉือพูดขึ้นก่อน เพื่ออยากปกปิดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวัดแต่โจวเหลียงในฐานะนายอำเภอของเมืองเจียงหนาน ย่อมไม่สามารถทำเป็นไม่เห็นได้ และคิดว่าจู้เจียงเจียงก็คงไม่ยอมเช่นกันเขาจึงคว้าหนึ่งในชาวบ้านที่มาสักการะออกมา แล้วตะคอกว่า “เล่าให้แม่นางฟังสิว่า เมื่อวานพวกเจ้าอยู่ที่วัดอวี๋หลินทำอะไรลงไปบ้าง!”ชาวบ้านที่ถูกคว้าตัวออกมาตกใจกลัว เขาคุกเข่าลงบนพื้นเสียงดัง ตัวสั่นเหมือนเจ้าเข้า ประสานมือทั้งสองไปทางด้านหน้าและหลังเพื่อร้องขอความเมตตากับพวกเขา“ไม่เกี่ยวกับข้า ไม่เกี่ยวกับข้า เป็นเถ้าแก่หวังที่เรียกพวกเรามา เขาว่าไฟไหม้ไม่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของเหล่าต้าซือในวัดอวี๋หลิน!” ชายคนนั้นชี้ไปที่ชายอ้วนอีกคนชายอ้วนคนนั้นก็คือหวังป๋อที่เปิดโรงเตี๊ยมและร้านอาหารอยู่ในเมืองเดิมหวังป๋อก็แค้นฝังใจเรื่องที่จู้เจียงเจียงเปิดหมินซู่และโรงเตี๊ยมแข่งกับเขา แย่งลูกค้าของเขาไปอยู่แล้ว แต่เขาทำอะไรจู้เจียงเจียงไม่ได้ ทำได้เพียงอดทนมาโดยตลอดยิ่งเมื่อมีประกาศคำสั่งห้ามจุดไฟขึ้น ทำให้ธุรกิจในโรงเตี๊ยมของเขาถึงกับดับอนาถด้วยความโมโห เขาจึงกล่อมให้ทุกคนมาวัดอวี๋หลินเพื่อระบายโทสะกับเจ้าอาวาสอู้ฉือ คนที่แพร่กระจาย ‘ข่าวลือ’ เรื่องนี้ด้วยกันแต่ใครจะรู้ ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่เดิมทีพวกเขาคิดว่าเป็นข่าวลือ กลับลุกไหม้ขึ้นมาจริงๆ ตอนที่พวกเขาขึ้นไปบนเขาเมื่อวานนี้อีกทั้งหากไม่ใช่เพราะคนของที่ว่าการขึ้นเขาไปหาพวกเขา พวกเขาก็คงไม่รู้ว่าเกิดไฟไหม้แล้วเมื่อเกิดไฟไหม้นี้ขึ้น ทำให้หวังป๋อผู้ที่เป็นต้นเหตุถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก“ข้าก็แค่ร้อนใจเท่านั้น” หวังป๋อหน้าซีดพูดแก้ตัวให้ตัวเอง“เจ้าร้อนใจอะไร?”จู้เจียงเจียงหัวเราะเยาะ “เจ้าร้อนใจที่ไฟไหม้ครั้งใหญ่ไม่เกิดขึ้น หรือว่าร้อนใจจะรีบไปตายกันแน่?”หวังป๋อเป็นคนขี้ขลาด ชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าแต่กลับกลัวคนที่แข็งแรงกว่า เขาเห็นชาวบ้านมากมายยืนอยู่ด้านหลังจู้เจียงเจียง แม้แต่ใต้เท้าโจวของที่ว่าการก็ยืนอยู่ข้างนาง เขารู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ ขยับปากแล้วแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาโจวเหลียงเห็นเห็นดังนั้น จึงยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้คนของที่ว่าการพาตัวคนที่ก่อความวุ่นวายกลับไปที่ว่าการทั้งหมดพวกเขาต้องถูกโบยแน่แล้ว“แม่นาง งั้นต้าซือทั้งหลาย...” ตอนเขาคิดจะถามจู้เจียงเจียงว่าจะจัดการกับหลวงจีนเหล่านี้อย่างไรยังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกพวกชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงชิงพูดก่อน“ใต้เท้าโจว ให้พวกต้าซือมาพักที่บ้านของข้าเถอะ บ้านข้ายังมีห้องว่างอยู่”“พักบ้านข้าก็ได้ ให้พวกต้าซือน้อยมาเถอะ”คนนั้นพูดนิดคนนี้พูดหน่อยแย่งกันเชื้อเชิญหลวงจีนทั้งหลายให้ไปพักที่บ้านของตัวเองชั่วคราวรอดับไฟหมดแล้ว แน่ใจว่าวัดอวี๋หลินปลอดภัย เหล่าหลวงจีนก็ค่อยจากไปจู่ๆพวกชาวบ้านกระตือรือร้นกันขนาดนี้ จู้เจียงเจียงและโจวเหลียงรู้สึกแปลกใจมาก ทำไมจู่ๆพวกเขาถึงมีไมตรีแบบนี้?“โอ้โห คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าต้าซือในวัดอวี๋หลินของเราจะเก่งกาจขนาดนี้ ถึงกับล่วงรู้ความลับสวรรค์ หากไม่มีเจ้าอาวาส ไม่มีการเตรียมตัวเรื่องไฟไหม้ครั้งนี้ ไฟคงจะลุกลามไปมากกว่านี้แน่”“จริงด้วย วันหลังข้าต้องไปไหว้พระที่วัดอวี๋หลินบ่อย ๆ ไม่แน่ว่าจะมีโชคลาภร่ำรวย”“...” ที่แท้พวกชาวบ้านกระตือรือร้นกันกะทันหันขนาดนี้ เป็นเพราะเจ้าอาวาสอู้ฉือ ‘เดา’ เรื่องไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้ได้ถูกต้องนี่เอง“เออหมีถัวฝอ ที่จริง...”ตอนเจ้าอาวาสอู้ฉือคิดอยากอธิบายว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความชอบของเขา จู้เจียงเจียงก็ขัดจังหวะขึ้นมา“ต้าซืออู้ฉือ พวกท่านไปพักที่หมินซู่ของข้าสักสองสามวันเถอะ บาดแผลพวกนี้ก็ต้องรักษา ข้าจะให้คนไปเชิญหมอเทวดาซิวในเมืองมา”นางไม่อยากบอกฝูงชน ว่าเป็นนางที่พูดเรื่องไฟไหม้ใหญ่ครั้งนี้ออกมาก่อนหากพวกเขารู้ละก็ ไม่แน่ว่าจะเห็นนางเป็นตัวประหลาดก็ได้อีกทั้งหากเรื่องนี้สามารถทำให้วัดอวี๋หลินได้ชื่อเสียงมากขึ้น มีคนมาจุดธูปไหว้พระเพิ่มขึ้น ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่งเจ้าอาวาสอู้ฉือมองความหมายของนางออก แต่คนออกบวชห้ามพูดปด เขาจึงยืนกรานที่จะพูด“โยมทุกท่าน โปรดฟังที่อาตมาจะพูด...”“ต้าซืออู้ฉือ อย่า!”จู้เจียงเจียงเบิกตาโพลงดูเจ้าอาวาสอู้ฉือพูดเรื่องราวทั้งหมดออกมา ทั้งห้ามทั้งขวางก็ไม่อยู่ นางตบหน้าผากยกเท้าจ้ำอ้าวหนีไปทุกคนที่ยืนฟังอยู่ข้างทุ่งดอกไม้ เมื่อฟังคำพูดของเจ้าอาวาสอู้ฉือจบ ถึงรู้ว่าทำไมจู้เจียงเจียงเอาแต่ห้ามเจ้าอาวาสอู้ฉือไม่ให้เขาพูดที่แท้เป็นนางที่พูดความลับสวรรค์เรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่เผาภูเขานี้ออกมา!“สะใภ้เล็ก...เก่งกาจจริงๆ!”ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงต่างนิ่งอึ้งพวกเขาถูกจู้เจียงเจียงทำให้ตกตะลึงอีกครั้ง พวกเขารู้ว่านางเก่ง แต่คิดไม่ถึง นางไม่เพียงเก่ง แต่ยังมีความสามารถพิเศษอีกด้วย!เมื่อนึกย้อนกลับไป ทั้งเรื่องน้ำท่วม การสอบขุนนาง ยังมีคดีขโมยข้าว รวมถึงเรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุด ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับนางทั้งสิ้นเป็นแบบนี้ได้อย่างไร?“หรือว่าในหมู่บ้านพวกเรามีเทพธิดาคนหนึ่งอาศัยอยู่?” มีชาวบ้านคนหนึ่งพูดโพล่งออกมาความคิดเกินจริงที่พูดโพล่งออกมานี้ กลับได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากชาวบ้านทุกคนที่อยู่ที่นี่อย่างไม่มีข้อสงสัย“คือเทพธิดา คือเทพธิดาไม่ผิดแน่!”“ไป พวกเรากลับไปไหว้ท่านเทพธิดา!”“ไปๆ...”พวกชาวบ้านพูดว่าจะไปก็ไปทันที บนใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจในหมู่บ้านมีเทพธิดาคนหนึ่ง สำหรับหมู่บ้านหนึ่งแล้ว เหมือนการดำรงอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ราวกับพระเจ้า ประหนึ่งเทพเจ้าแห่งเตาไฟขอเพียงมีเทพธิดาอยู่ พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีชีวิตที่สุขสบายโจวเหลียงรู้ว่าเรื่องน้ำท่วมและการสอบขุนนางก่อนหน้านี้มีความเกี่ยวข้องกับจู้เจียงเจียง แต่เขาไม่รู้ว่าแม้แต่ไฟไหม้ใหญ่เผาภูเขาครั้งนี้เป็นนางที่คาดเดาได้เช่นกันเขาเหมือนกับชาวบ้านคนอื่น นึกว่าหลวงจีนของวัดอวี๋หลินล่วงรู้ถึงความลับสวรรค์นางมีความสามารถแค่ไหนกันแน่? ทำลายการรับรู้ของพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่าบนโลกใบนี้ มีคนที่หยั่งรู้อนาคตอยู่จริงๆหรือ?โจวเหลียงคิดแล้วก็ไม่เข้าใจหลังจากส่งหลวงจีนทั้งหลายถึงหมินซู่ จัดการที่พักให้พวกเขาเรียบร้อยแล้ว โจวเหลียงก็ไม่ได้กลับที่ว่าการแต่ไปที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงการกระทำของชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงช่างว่องไวได้ใจจริงๆเวลาเพียงชั่วครู่ ทุกคนก็เอาธูปเทียนบ้านตัวเองมาปักอยู่ข้างกำแพงนอกรั้วบ้านตระกูลเผยระหว่างที่จุดธูปไหว้ พวกเขายังอธิษฐานขอพรดีๆไม่ขาดปาก ทั้งขอพรให้ครอบครัวตัวเองและขอพรให้จู้เจียงเจียง“ท่านเทพธิดา ขอให้ท่านปกป้องคุ้มครองให้บ้านพวกเราไร้โรคไร้ภัย ร่ำรวยเงินทอง และขอให้คุ้มครองให้หัวหน้าหมู่บ้านน้อยมีแต่ความสุข สาธุๆ”ชาวบ้านอีกคนมือถือธูปสามดอกมาร่วมไหว้หน้าประตูลานบ้านตระกูลเผย ทำราวกับว่าบ้านตระกูลเผยกลายเป็นศาลพระภูมิไปแล้ว ตอนที่ 247: ทำไมข้าต้องช่วยเจ้าสระ?เมื่อเผชิญหน้ากับทุกคนที่มาขอพร จู้เจียงเจียงห้ามอย่างไรก็ห้ามไม่ไหวนางพยายามอธิบายกับพวกชาวบ้านไปแล้วหลายรอบว่า นางไม่ใช่เทพธิดาและขอร้องให้พวกเขาไม่ต้องมาจุดธูปขอพรอีกแต่ชาวบ้านไม่ยอมฟัง ยังคงมีคนทยอยมาจุดธูปหน้าลานบ้านของนางอยู่ตลอดเผยจี้ที่ไปสั่งการเรื่องดับไฟอยู่ทางด้านหมู่บ้านเสี่ยวจีนั้น ไฟไหม้ได้ดับลงเหมือนที่จู้เจียงเจียงคำนวณไว้เมื่อคืนวานจริงๆ นั่นคือก่อนยามหวู่หลายคนในหอจินชิวก็สงสัยว่าไฟจะถูกดับก่อนยามหวู่จริงหรือไม่ ดังนั้นวันนี้พวกเขาจึงอยู่ทางด้านหมู่บ้านเสี่ยวจีด้วยพวกเขาได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่ามนุษย์สามารถเอาชนะไฟได้ อีกทั้งผลลัพธ์ของสถานการณ์ก็ตรงกับที่จู้เจียงเจียงคำนวณออกมาทุกประการพวกเขายิ่งรู้สึกเหลือเชื่อ“แม่นางจู้มีญาณหยั่งรู้จริงๆ ไม่เพียงคำนวณว่าจะเกิดไฟไหม้ครั้งนี้ออกมาได้ ยังหาวิธีดับไฟลดความเสียหายให้กับชาวบ้านและราชสำนักได้มากที่สุดอย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ”ตอนนี้พวกเขาอยู่บนรถม้าที่กำลังเดินทางจากหมู่บ้านเสี่ยวจีกลับหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ทุกคนต่างก็ชื่นชมจู้เจียงเจียงที่สามารถควบคุมไฟป่าที่ไม่อาจควบคุมราวกับสัตว์ร้ายไว้ในกำมือตัวเองได้มันเป็นเรื่องที่พวกเขาที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่มีใครสามารถทำได้“ผู้อาวุโสอู่ คิดไม่ถึงว่าราชวงศ์ต้าหลี่จะมีหญิงสาวที่มหัศจรรย์คนหนึ่งแบบนี้ ข้าอิจฉายิ่งนัก” คำพูดของสวี่โยวนี้มีความหมายลึกซึ้งบางอย่างสวี่กู้เข้าใจเจตนาของเสด็จอาของตัวเองเป็นอย่างดี สวี่โยวพูดจบเขาก็พูดต่อว่า “ใช่แล้ว ข้ายิ่งคาดหวังให้แม่นางจู้ไปแคว้นเสี่ยวซีของพวกเราขึ้นเรื่อยๆ หากนางไปแคว้นเสี่ยวซี พวกเราต้องสามารถเปลี่ยนหน้าตาของแคว้นใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่เขียวขจีแห่งหนึ่งได้แน่”พวกเขามีการร่วมงานกับจู้เจียงเจียงอยู่หากไม่มีเรื่องไฟไหม้ใหญ่เผาภูเขาครั้งนี้ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะโน้มน้าวจู้เจียงเจียงให้ตามพวกเขากลับไปแคว้นเสี่ยวซีพร้อมกันได้นานแล้วแต่ถึงแม้จะเสียเวลาไปหลายวัน แต่กลับยิ่งเพิ่มความแน่วแน่ในใจที่จะเชิญจู้เจียงเจียงไปยังแคว้นเสี่ยวซีของเขามากขึ้นสองอาหลานของแคว้นเสี่ยวซีเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย อู่จิ้นผิงจะฟังไม่ออกได้อย่างไร?ก็เพราะเขาฟังออก ดังนั้นจึงเริ่มกังวลใจอยู่ลึกๆหมู่บ้านเสี่ยวฮวงตอนพวกเขากลับมาถึงหมู่บ้านก็ใกล้จะตอนเย็นแล้ว พระอาทิตย์ไม่ร้อนจัดเหมือนตอนกลางวันแต่ทำไมเมื่อมองไปที่รั้วบ้านของตระกูลเผยจากระยะไกล กำแพงรั้วบ้านของตระกูลเผยกลับยังมีควันระอุกว่าถูกแสงแดดเผาลอยขึ้นมากันล่ะ?“แย่แล้ว ลานบ้านตระกูลเผยไฟไหม้แล้ว!”ทุกคนถูกเหตุการณ์ไฟไหม้ที่หมู่บ้านเสี่ยวจีทำให้หวาดกลัว เมื่อเห็นบ้านตระกูลเผยมีควันลอยขึ้นมาก็คิดว่าไฟไหม้ แต่ละคนรีบเร่งความเร็วพุ่งไปทางหน้าหมู่บ้านเผยจี้ยิ่งไม่สนใจอะไร กระโดดลงจากหลังม้า ก้าวข้ามราวของแปลงผักเหาะกลับบ้านไปทันที“ฮูหยิน!”ตอนเขาพุ่งเข้ามาในบ้านเพื่อช่วยจู้เจียงเจียงให้พ้นจากไฟ กลับเห็นนางกำลังนั่งอยู่ ในอ้อมกอดยังมีโม่หินกำลังโม่ของบางอย่างแต่ในบ้านไม่มีร่องรอยของการเกิดไฟไหม้ใดๆ“ท่านพี่กลับมาแล้วหรือ? เป็นอย่างไรบ้าง ดับไฟหมดแล้วใช่ไหม?”จู้เจียงเจียงเห็นตัวเขาสกปรกไปด้วยขี้เถ้า บนใบหน้า ในเส้นผมมีแต่ฝุ่นขี้เถ้า นางรีบลุกขึ้น ยกชายเสื้อของเขาเบาๆ แล้วลากเขาออกไปข้างนอก“บนตัวท่านมีแต่ขี้เถ้า ถอดเสื้อออกแล้วอาบน้ำสระผมเสียก่อน เสร็จแล้วค่อยกลับเข้ามาในบ้าน”นางกำลังศึกษาเรื่องการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากกลีบดอกไม้เพื่อทำแป้งชาดอยู่ จะให้ขี้เถ้าบนตัวเขามาทำลายมันไม่ได้ทันทีที่พวกเขาออกมาจากบ้าน ก็มีคนพุ่งเข้ามาในบ้านอีกหลายคน“พวกท่านอย่าเข้ามา!” จู้เจียงเจียงยกมือห้ามพวกเขาที่กำลังจะเข้ามาในบ้าน “ทำความสะอาดขี้เถ้าบนตัวพวกท่านก่อนค่อยมาใหม่” “แม่นางจู้ เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงมีธูปอยู่หน้าประตูได้?”พวกสวี่โยวเข้ามาจากประตูลานบ้าน เป็นธรรมดาที่จะเห็นธูปที่ปักอยู่หน้าประตู พวกเขาถึงเข้าใจว่าควันที่เห็นเมื่อครู่คืออะไรแต่น่าแปลกมาก ทำไมถึงมีคนมาจุดธูปที่นี่?พูดถึงเรื่องนี้จู้เจียงเจียงก็ทำหน้าจนใจ “พูดง่ายๆก็คือ คนในหมู่บ้านรู้ว่าข้าเป็นคนทำนายเรื่องไฟไหม้ครั้งใหญ่นี้ ดังนั้นตอนนี้จึงเห็นข้าเป็นเทพธิดาแล้วมากราบไหว้”“นี่มัน...”หลายคนพยายามกลั้นหัวเราะ แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ไม่อยู่ “ฮ่าฮ่าฮ่า น่าขันเกินไปแล้ว เจ้าเป็นเทพธิดาแล้ว”“...” นางรู้อยู่แล้ว เมื่อคนปกติที่เคยเรียนหนังสือและมีความรู้บ้างได้ยิน ก็จะรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไร้เหตุผลเกินไปจริงๆ“พอแล้ว พอแล้ว หัวเราะเสร็จก็กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อย่ามาทำลานบ้านข้าสกปรก!” จู้เจียงเจียงมองบนให้พวกเขา แล้วลากเผยจี้ไปที่ห้องครัววันนี้นางกลับมาก็มีแต่ขี้เถ้าเต็มศีรษะ ดังนั้นนางรู้ว่าเผยจี้จะต้องหนักหนากว่านางแน่นอนในหม้อกำลังต้มน้ำอยู่ นางรอเผยจี้กลับมาจะได้อาบน้ำได้ทันที“ท่านพี่ ท่านอาบน้ำเองก่อนเถอะ ข้าขอออกไปข้างนอกก่อน”จู้เจียงเจียงหยิบเสื้อผ้าที่สกปรกของเผยจี้จะออกไปซักที่ริมแม่น้ำ แต่เผยจี้กลับจับนางไว้ “ฮูหยิน ช่วยข้าสระผมได้ไหม?”“ทำไมข้าต้องช่วยท่านสระ?”“เพราะเส้นผมของข้าถูกไฟเผา” เผยจี้หยิบเส้นผมส่วนที่ไหม้กำหนึ่งมาตรงหน้า ยื่นให้นางดูเส้นผมของเขา เมื่อวานตอนพุ่งเข้าไปในหมู่บ้านเสี่ยวจีเพื่อตามหานางก็ถูกเผาแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน บวกกับฟ้ามืดเขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นตอนเช้าหวีผมก่อนออกจากบ้าน เขาถึงพบว่าเส้นผมของเขาหวีไม่ลง จึงรู้ว่าเส้นผมถูกเผาไปบริเวณหนึ่งแต่ตอนนั้นจู้เจียงเจียงยังไม่ตื่นนอน เขาจึงไม่ได้บอกและออกจากบ้านไปทั้งอย่างนั้นตอนนี้เส้นผมของเขายังคงยุ่งเหยิง“เส้นผมท่านถูกเผา? หรือจะถูกเผาเมื่อคืน?” จู้เจียงเจียงหมุนตัวของเขา เมื่อเห็นว่าเส้นผมด้านหลังเขากระจุกเป็นก้อน นางรู้สึกปวดใจมากจะว่าอย่างไรเขาก็เป็นชายหนุ่มหล่อเหลาที่มีเส้นผมยาวคนหนึ่ง แต่วันนี้กลับต้องออกไปทำงานทั้งวันโดยพาเส้นผมที่ถูกเผาไหม้จนเหลืองและหยิกฟูเหมือนรังนกไปด้วยน่าจะถูกคนหัวเราะเยาะไปไม่น้อย?“ท่านรอเดี๋ยว ข้าจะไปเอากรรไกรกับหวีมา” จู้เจียงเจียงหมุนตัววิ่งออกไปหยิบของที่ชั้นบน ได้ยินว่านางไปหยิบกรรไกร เผยจี้รู้ว่านางต้องตัดเส้นผมเขา แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เหมือนขอแค่นางเป็นคนทำ ตัดเป็นแบบไหนเขาก็ไม่ใส่ใจตอนจู้เจียงเจียงลงมาชั้นล่าง เผยจี้ก็ได้ย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งรอนางอยู่ในลานบ้านแล้วข้างตัวเขายังมีถังน้ำถังหนึ่ง“เสื้อผ้าของข้าอย่างไรก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว ถึงจะเปียกก็ไม่เป็นไร เชิญฮูหยิน”เผยจี้ให้ความร่วมมือ ยังออกตัวบอกให้นางไม่ต้องกังวลใจ เมื่อก่อนเขามักจะเห็นนางช่วยเผยเสี่ยวอวี๋สระผม ดูเหมือนสบายมาก เขาก็อยากสัมผัสการปฏิบัติเช่นนั้นเมื่อก่อนไม่มีโอกาส ในที่สุดตอนนี้ก็มีโอกาสให้เขาได้เสพสุขกับการที่นางจะช่วยเขาสระผมอย่างเปิดเผยแล้วจู้เจียงเจียงถือหวีอยู่ แปลงร่างเป็นช่างตัดผม “ท่านพี่ ท่านอย่าไว้ผมยาวขนาดนี้เลย ลองตัดสั้นหน่อยดีไหม?”ในสมัยโบราณ ไม่ว่าชายหรือหญิง เส้นผมยาวถึงเอวเป็นเรื่องปกติ เผยจี้ก็เช่นกันแต่ตอนนี้ เส้นผมด้านนอกของเขาถูกเผาบริเวณใหญ่ ปลายผมก็เสียจนแก้ไขไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงตัดสั้นเท่านั้นเผยจี้ตอบว่า “ตามใจฮูหยิน เจ้าอยากทำอย่างไรย่อมได้”ขอแค่ไม่ใช่โกนหัวโล้น ทำให้เขากลายเป็นพระก็พอภรรยาเขาสวยขนาดนี้ เขาไม่ยอมออกบวชแน่ๆ“ท่านเป็นคนพูดเองนะ ตัดเสียจะโทษข้าไม่ได้นะ” จู้เจียงเจียงรู้สึกตื่นเต้นนางตัดผมไม่เป็น แต่หากมีหัวหนึ่งที่ยอมให้นางแสดงฝีมือ ใครจะทนต่อความยั่วยวนอยากลองทำอย่างห้ามไม่ได้บ้างล่ะ? ตอนที่ 248: สัญลักษณ์ของเมืองเจียงหนานคืออะไร?หัวนี้ของเผยจี้ถือว่าถูกนางตัดพังไปแล้วจริงๆจู้เจียงเจียงเก็บจิตวิญญาณ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าวพยายามอธิบาย “ท่านพี่ คือแบบนี้ เดิมทีข้าตั้งใจจะตัดผมท่านให้เหมือนลิ่งหูชง แต่ต่อมาข้ารู้สึกว่าหลี่เซียวเหยาหรือหยางกัวก็ไม่เลวเช่นกัน ตอนนี้ก็เลย...”เมื่อมองทรงผมด้านหลังของเผยจี้ที่เหมือนกับจอมยุทธ์น้อยในยุทธจักรมาก จู้เจียงเจียงกลั้นขำไม่ได้ อธิบายต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆตอนนางอยากเอ่ยขอโทษเขา เผยจี้กลับหมุนตัวกลับมา ทำให้นางถึงกับตาเป็นประกายนางคิดว่านางตัดทรงผมให้เขาเหมือนจี้กง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าหน้าตาหล่อเหลาของเขาจะทำให้จี้กงกลายเป็นเสิ่นลั่ง!แน่นอนว่า หน้าตาดีก็คือความยุติธรรม“คิดว่าเป็นอย่างไร?” เผยจี้ถามพร้อมยกยิ้มมุมปากเขาไม่สนใจว่าตัวเองจะถูกนางตัดผมจนกลายเป็นแบบไหน เพียงแค่แย่งกรรไกรมาจากมือนาง สองนิ้วจับเส้นผมกำหนึ่งของนางแล้วตัดลงไป“ท่านทำอะไร?” จู้เจียงเจียงก้มหน้ามองเส้นผมที่ถูกเขาตัดขาด เงยหน้ามองเขาอย่างไม่เข้าใจ“ผูกผม”เผยจี้ยิ้มบางๆ เหมือนการได้เส้นผมของนางมากำหนึ่งจะทำให้เขารู้สึกดีมากๆเขานำเส้นผมนั้นเก็บไว้ในมืออย่างทะนุถนอม รอเขามีเวลาว่าง เขาก็จะนำเส้นผมของพวกเขาทั้งสองคนมาผูกไว้ด้วยกันแล้วพกติดตัวไปจู้เจียงเจียงมองเขานำเส้นผมของทั้งคู่เก็บไว้อย่างเรียบร้อยแล้ววิ่งกลับเข้าไปอาบน้ำ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “ผู้ชายคนนี้น่ารักจริงๆ”….......ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่หมู่บ้านเสี่ยวจี ไม่เพียงพวกชาวบ้านในเมืองเจียงหนานที่รู้ข่าว ชาวบ้านของเมืองใกล้เคียงก็รับรู้เช่นกันตอนนั้นในเมืองเจียงหนานมีคำสั่งห้ามก่อไฟอย่างเข้มงวด ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงใหญ่โตมากแต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดไฟไหม้ขึ้นจริงๆเพราะฟ้าผ่าหลังเสียงฟ้าร้องก็ไม่มีฝนตกลงมาเลยหลายวัน จนกระทั่งหลังวันที่ห้าที่ไฟถูกดับ ฝนเพิ่งตกลงมาชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวจีตั้งแต่วันที่เกิดไฟไหม้ ก็ถูกจัดการให้อยู่ในที่ดินเปล่าใกล้วัดอวี๋หลินจู้เจียงเจียงมอบผ้ายางและอาหารของใช้ที่จำเป็นให้พวกเขา บวกกับคนจากที่ว่าการคอยเฝ้าดูอยู่ตลอด ชาวบ้านในหมู่บ้านเสี่ยวจีจึงค่อนข้างสงบ ไม่ได้ก่อความวุ่นวายอะไรแต่กลับเป็นจู้เจียงเจียงที่มีอารมณ์โกรธอยู่ไม่น้อย“พวกป้าๆ ฝนตกแล้ว ทุกคนกลับบ้านไปเถอะ ข้าไม่ใช่เทพธิดาจริงๆ!”หลายวันก่อนอากาศดี คนจากหมู่บ้านต่างๆ ที่ได้ยินชื่อเสียงเทพธิดาของนางต่างก็มาจุดธูปอยู่หน้าประตูลานบ้านนั้นก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้ฝนตกหนัก พวกเขายังจะมาอีกตัวเองเปียกทั้งตัวไม่ว่า ยังพาเด็กๆมาเปียกปอนด้วย นี่มันหาเรื่องไม่ใช่หรือ?“โธ่เอ๊ย แม่นาง ท่านให้พวกเราได้ไหว้หน่อยเถอะ ทุกคนมาไหว้กันหมดแล้ว พวกเรามาช้าก็อยากจะมาไหว้บ้าง” ป้าคนหนึ่งยืนกรานจะไหว้ให้ได้คนอื่นๆก็เหมือนกัน ราวกับว่าถ้าไม่ไหว้แล้ว เรื่องดีๆก็จะมาไม่ถึงตัวพวกเขาหากจะพูดว่าพวกเขามาไหว้เทพธิดา ไม่สู้บอกว่าพวกเขามาขอพึ่งโชคของจู้เจียงเจียงเสียมากกว่าเรื่องราวในอดีตของจู้เจียงเจียง เหล่าชาวบ้านเมืองเจียงหนานต่างเห็นอยู่ในสายตา เมื่อก่อนไม่มีโอกาส ตอนนี้สามารถพึ่งโชคของนางได้ ใครจะไม่อยากมาพึ่งกัน?“งั้นพวกป้าไหว้เสร็จแล้วก็รีบกลับบ้านไปเถอะ ฝนตกหนักแล้ว”จู้เจียงเจียงห้ามไม่ไหว ทำได้เพียงปล่อยพวกเขาทำไปแต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันนี้ ทำให้นางมีแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งขึ้นหมู่บ้านเสี่ยวจีเกิดไฟไหม้อย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าที่นั่นเป็นสถานที่อัปมงคล ถึงแม้นางจะเคยอธิบายไปแล้วว่าเป็นเพราะฟ้าผ่า แต่พวกชาวบ้านก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีด้วยเหตุนี้ หมู่บ้านเสี่ยวจีจึงกลายเป็นพื้นที่อัปมงคลแต่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้หลังจากฝนตกครั้งนี้ นางจึงเริ่มดำเนินการวางแผนเกี่ยวกับภูเขาใหญ่หลายลูกที่ถูกเผาเหล่านั้นหากทุกคนไม่ไปที่นั่น เช่นนั้นแผนการนางและภูเขาเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร?ไม่สู้นางยืมชื่อเสียงเทพธิดาของตัวเอง สร้างวัดเทพธิดาอยู่ตีนเขาของหมู่บ้านเสี่ยวจี เปลี่ยนสถานที่ที่อัปมงคลให้กลายเป็นสถานที่ที่เป็นสิริมงคล เพื่อส่งเสริมการพัฒนาหมู่บ้านเสี่ยวจี จะดีกว่าไหมนะ?เพียงแต่นางต้องใช้วิธีการแบบไหนมาเปลี่ยนความคิดของทุกคนกัน?ขณะที่จู้เจียงเจียงกำลังหนักใจ พวกอู่จิ้นผิงก็เดินมาพอดี“แม่นางจู้ ถือโอกาสตอนฝนตก เจ้าไม่ค่อยยุ่ง พวกเรามาคุยแผนการเกี่ยวกับภูเขาที่ถูกไฟไหม้กันเถอะ” อู่จิ้นผิงอดทนรอที่จะจัดการเรื่องนี้ไม่ไหวแล้วหลายวันนี้ เขาอยู่ชั้นบนหอจินชิวฝั่งตรงข้าม เห็นและได้ยินชาวบ้านพูดเกี่ยวกับเรื่องพื้นที่อัปมงคลของหมู่บ้านเสี่ยวจีอยู่บ่อยๆเขาไม่หวังให้คำพูดแบบนี้เกิดขึ้นในราชวงศ์ต้าหลี่ของเขาที่ดินทุกชุ่นของราชวงศ์ต้าหลี่ล้วนมีประโยชน์และมีค่า จะให้คำพูดแค่สองคำสามคำนี้มาทำให้มันร้างไร้ประโยชน์ได้อย่างไรก็เหมือนเส้นทางถนนหลวงในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงแห่งนี้ ที่ปล่อยรกร้างมานานปี จะมีก็แต่ประชาชนของราชวงศ์ต้าหลี่ที่ได้รับความเสียหายจู้เจียงเจียงรินชาให้พวกเขาพร้อมถามว่า “ผู้อาวุโสอู่ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”อู่จิ้นผิงยิ้มพร้อมกับส่ายหน้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยตัวเองเล็กน้อย “แม่นางจู้ แม้แต่เรื่องทำไร่ข้ายังเรียนกับเจ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องภูเขาใหญ่นี้จะทำอะไร ปลูกอะไร ข้าไม่รู้เลย เรื่องนี้เกรงว่ายังต้องลำบากให้แม่นางจู้คิดแล้ว”เขาเจียมเนื้อเจียมตัวจริงๆแต่เรื่องทุกอย่างล้วนให้นางคิด นางก็ลำบากเหมือนกัน“โยวชินอ๋อง หากที่นี่คือแคว้นเสี่ยวซีของท่าน ท่านจะมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?” จู้เจียงเจียงหันหน้าไปทางสองคนอาหลานตระกูลสวี่หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวสองอาหลานตระกูลสวี่ไม่คาดคิดว่าจู้เจียงเจียงจะถามพวกเขา ถึงอย่างไรก็พูดได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในราชสำนักราชวงศ์ต้าหลี่ของพวกเขาการให้คนนอกอย่างพวกเขาสองคนเข้าร่วมด้วย เหมือนจะไม่ค่อยดีนัก?ถึงแม้สวี่โยวจะคิดแบบนี้ แต่เขาก็สนใจที่จะเข้าร่วมการสนทนาในหัวข้อนี้ “หากว่าเป็นแคว้นเสี่ยวซี พวกเราคงให้ความสำคัญกับการปลูกต้นไม้ให้เขียวขจีเป็นหลัก”ภูเขาของแคว้นเสี่ยวซีขาดความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า หากถูกเผาเช่นนั้นก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะยึดการปลูกต้นไม้เป็นหลัก“แค่ปลูกต้นไม้หรือ?” จู้เจียงเจียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่มีความคิดอื่นนอกจากปลูกต้นไม้เลยหรือ? หรือความคิดที่คำนึงถึงความเขียวขจีและมีความหมายลึกซึ้งไปพร้อมกัน?”“โอ้? ฟังจากคำพูดนี้ คาดว่าแม่นางจู้คงมีความคิดดีๆแล้วสินะ? ขอให้แม่นางจู้ช่วยชี้แนะด้วย” สวี่โยวมองจู้เจียงเจียงอย่างตื่นเต้นเล็กน้อยเขาพบว่าตัวเองเหมือนนับวันจะยิ่งชอบพูดคุยกับจู้เจียงเจียงมากขึ้นเรื่อยๆ หรือจะบอกว่าชอบฟังความคิดเห็นของนางมากขึ้นเรื่อยๆก็ย่อมได้เพราะเมื่อใดก็ตามที่นางพูดคุยเรื่องสำคัญอย่างเป็นทางการ มุมมองของนางจะทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจได้เสมอเขาแทบทนรอไม่ไหวแล้ว“ก่อนจะตอบคำถามนี้ ข้าอยากจะถามทุกท่านก่อน”จู้เจียงเจียงมองพวกเขา แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง “ทุกท่านอาศัยอยู่ในเมืองเจียงหนานมานานขนาดนี้ พวกท่านคิดว่า สัญลักษณ์หรือวัฒนธรรมเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองเจียงหนานคืออะไร?”คำถามนี้ค่อนข้างกะทันหัน หลังจากพวกเขาฟังคำถามนี้แล้ว ก็เข้าสู่ภวังค์กันทันทีจู้เจียงเจียงรอไปหนึ่งก้านธูป แต่ก็ไม่มีใครสามารถตอบคำถามนี้ของนางได้เพราะเมืองเจียงหนานไม่มีอะไรที่สามารถเป็นตัวแทนเหมือนอย่างที่นางพูดได้หมินซู่และโรงเตี๊ยมของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหรือ?มันเล็กเกินไปหน่อย แม้จะสามารถเป็นตัวแทนของหมู่บ้านเสี่ยวฮวงได้ แต่เป็นตัวแทนของเมืองเจียงหนานไม่ได้ที่ว่าการเมืองเจียงหนานหรือ?ที่ว่าการเมืองเจียงหนานเมื่อเทียบกับที่ว่าการอื่นๆ มันไม่คู่ควรให้พูดถึงด้วยซ้ำ จะให้เป็นตัวแทนของเมืองเจียงหนาน? เช่นนั้นเมืองเจียงหนานก็คงไม่มีวันเด่นดังไปตลอดกาล ตอนที่ 249: ได้รับสิทธิ์ยกเว้นโดยบังเอิญคำถามที่จู้เจียงเจียงหยิบยกออกมา พวกอู่จิ้นผิงคิดอยู่สองวันก็ยังไม่ได้คำตอบที่เหมาะสม“เมืองเจียงหนานภายใต้การช่วยเหลือของแม่นางจู้ค่อยๆก้าวสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ข้าว ปลา กุ้ง ผักและผลไม้ ชาวบ้านทั้งเมืองสามารถกินได้อย่างอิ่มหนำสำราญ แต่ไม่รู้ทำไม ข้ามักจะรู้สึกว่าเมืองเจียงหนานยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย”อู่จิ้นผิงกลับมาหาจู้เจียงเจียงอีกครั้ง“ข้าก็มีความรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน” ฉินเฟิงพยักหน้าแสดงความเห็นด้วยเขาและอู่จิ้นผิงต่างก็นับว่าเป็นคนที่มองดูเมืองเจียงหนานก้าวสู่ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ทีละเล็กทีละน้อยจู้เจียงเจียงใช้ข้าวแลกข้าว จนสามารถรวมหมู่บ้านต่างๆ ในเมืองเจียงหนานมาอยู่ใต้ปีกของตัวเอง นำพาชาวบ้านทั้งเมืองให้มีชีวิตที่สุขสบายส่วนชาวบ้านในตัวเมือง ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ทำนา แต่ก็มีร้านค้าที่จู้เจียงเจียงร่วมมือด้วย รวมถึงการมีอยู่ของหอจ้าวเซิง ชีวิตของทุกคนจึงอุดมสมบูรณ์และมีสีสันเพิ่มขึ้นทุกวันจากอาหารที่กินไม่อิ่มท้อง ตอนนี้ทุกคนสามารถกินอิ่มได้ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่แต่ทำไมเมื่อใช้สายตามอง กลับมองไม่ออกกัน?จู้เจียงเจียงรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร “เพราะว่าสภาพแวดล้อมยังคงเหมือนเดิม ดังนั้นจึงมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพชีวิต”นางมองไปด้านนอกบ้านแวบหนึ่ง แล้วพูดเสริมว่า “พวกท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่า ทั้งหมู่บ้านเสี่ยวฮวงนอกจากบ้านสองหลังของพวกเราแล้ว บ้านของชาวนาในหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิม?”ฉินเฟิงกล่าว “ได้ยินแม่นางจู้พูดแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ”สวี่กู้ออกความคิดเห็น “แต่จะให้ราชสำนักจัดสรรเงินในคลังหลวงมาให้ชาวนาในชนบทสร้างบ้านใหม่ก็คงไม่ได้ คลังหลวงของราชวงศ์ต้าหลี่มีเพียงพอขนาดนั้นหรือ?”เขาไม่ได้ดูถูกราชวงศ์ต้าหลี่ แต่เขาเชื่อว่าในตอนนี้ไม่มีราชสำนักไหนมีความสามารถพอจะทำเช่นนั้น“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงรู้ดีว่าราชสำนักคงทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่ราชสำนักสามารถให้สิทธิ์บางอย่างกับประชาชนทั่วไปได้“ความหมายของข้าก็คือ ราชสำนักสามารถกระจายภาระในส่วนนี้ไปให้คนที่มีความสามารถแต่ละพื้นที่มารับผิดชอบได้ หากเป็นเช่นนี้ภาระของราชสำนักก็จะเบาลงมากไม่ใช่หรือ?”อู่จิ้นผิงฟังแล้วไม่เข้าใจไม่เพียงแค่เขาที่ไม่เข้าใจ แม้แต่สวี่โยวผู้เป็นเสาหลักของแคว้นเสี่ยวซีเองก็ฟังไม่เข้าใจอู่จิ้นผิงเอ่ยถาม “แม่นางจู้มีความคิดอะไรหรือ เชิญพูดมาโดยตรง”จากประสบการณ์ในอดีต ความคิดของนางไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะคาดเดาได้ง่ายๆ แทนที่จะอ้อมค้อมเสียเวลา ไม่สู้พูดอย่างตรงไปตรงมาให้พวกเขาเข้าใจดีกว่า“ก็ได้”จู้เจียงเจียงตัดสินใจพูดตรงๆ ตามที่พวกเขาต้องการ “งั้นข้าจะขอพูดอย่างตรงไปตรงมาก็แล้วกัน พื้นที่ของหมู่บ้านเสี่ยวจีนั้น ข้าอยากจะเอามาสร้างเป็นชุมชน ทำเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์”พวกเขาทั้งหมดต่างร้องออกมาว่า “อะไรนะ?”พวกเขาก็ยังฟังไม่เข้าใจเหมือนเดิมจู้เจียงเจียงรู้ว่าพวกเขาฟังไม่เข้าใจ เพราะพวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน“สรุปความหมายง่ายๆก็คือ การวางแผนผังสำหรับที่ดินและเมือง ผู้อาวุโสอู่ ข้าขอถามท่าน ที่ว่าการแต่ละแห่งของราชวงศ์ต้าหลี่เคยมีการวางแผนเกี่ยวกับบ้านเรือนของชาวบ้านอย่างเป็นระบบหรือไม่เจ้าคะ?”เมื่อได้ยินคำถามนี้ของนาง อู่จิ้นผิงไตร่ตรองถึงประสบการณ์ที่ตัวเองครองราชย์อยู่หลายสิบปีในอดีต แล้วส่ายหน้า “ไม่เคยมีเลย”“แต่แม่นางจู้ ที่อยู่อาศัยของชาวบ้านไม่ควรตัดสินใจโดยพวกเขาเองหรอกหรือว่าอยากจะอยู่ที่ไหน รูปแบบบ้านเป็นอย่างไร? ความสะดวกสบายของพวกเขาน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่หรือ?” เขาย้อนถามจู้เจียงเจียง“ก็จริงอยู่ ถ้าเป็นแต่ก่อนอาจจะทำได้ ทว่าเมื่อเศรษฐกิจพัฒนาไปเรื่อยๆในอนาคต หากไม่มีการวางแผนที่เป็นระบบ ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็จะไม่มีทิศทาง เศรษฐกิจก็จะเกิดความสับสนวุ่นวาย เมื่อเป็นแบบนี้สังคมก็จะยุ่งเหยิงตามไปด้วย”“ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่ราชวงศ์ต้าหลี่มีก็จะหยุดนิ่ง ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ นั่นคือสิ่งที่ผู้อาวุโสอู่อยากเห็นหรือ?”จู้เจียงเจียงไม่ได้พูดเกินจริงหรือเจตนาพูดให้ผู้อื่นตกใจ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเองนี่คือกฎของธรรมชาติ กฎของการพัฒนา และกฎของเศรษฐกิจอยากเปลี่ยนเมืองเจียงหนานไม่ให้เป็นเหมือนอย่างตอนนี้ ที่มักจะมีหมู่บ้านที่ตกหล่นถูกลืมค่อยๆโผล่ออกมาและที่สำคัญคือ หมู่บ้านต่างๆยังไม่มีการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน การพัฒนาไม่พร้อมเพรียง หากปล่อยไว้นานเข้า ความสามัคคีของชาวบ้านก็จะลดน้อยลงถึงตอนนั้น คนในเมืองเจียงหนานอาจจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี แต่ทั้งเมืองกลับยังคงยุ่งเหยิงวุ่นวายดังนั้นเรื่องที่เมืองเจียงหนานต้องทำในตอนนี้คือ วางแผนพัฒนาให้ไปในทิศทางเดียวกันคำพูดนี้ของจู้เจียงเจียง ถึงแม้จะพูดถึงเมืองเจียงหนานซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่ทุรกันดาร แต่สำหรับอู่จิ้นผิงและพวกสวี่โยวที่ได้ยินกลับได้รับประโยชน์มากมายบางที สิ่งที่นางพูดมาทั้งหมด ไม่เพียงสามารถใช้ในการพัฒนาเมืองเจียงหนานได้เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ในการปกครองแว่นแคว้นได้อีกด้วย“แม่นางจู้ ข้าให้สิทธิพิเศษกับเจ้า เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการงานของที่ว่าการเมืองเจียงหนานได้ ในเวลาเดียวกัน ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะยกภูเขาใหญ่ทางหมู่บ้านเสี่ยวจีให้เจ้า เจ้าอยากทำอะไรที่นั่นก็ไปแสดงฝีมือให้เต็มที่”อู่จิ้นผิงแทบไม่ต้องคิด จากนั้นก็ทำหน้าภาคภูมิกับการตัดสินใจทั้งสองเรื่องนี้การตัดสินใจทั้งสองเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่คนโบราณไม่เคยมีมาก่อนไม่พูดถึงเรื่องที่ให้ผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการงานของที่ว่าการ แค่เรื่องการยกที่ดินให้ ก็เป็นสิ่งที่แทบไม่เคยมีใครได้รับมาก่อนในราชวงศ์ต้าหลี่นี้ในอดีต ผู้ที่ได้รับพระราชทานที่ดินมักจะเป็นขุนนางที่มีคุณงามความดี และมักจะได้รับที่ดินเพื่อสร้างจวนผืนหนึ่งเท่านั้นจู้เจียงเจียงกลับแตกต่าง ได้รางวัลหนึ่งครั้งเป็นภูเขาหลายลูกเลยทีเดียวเผยจี้รู้ดีว่ารางวัลนี้เยอะมากมายแค่ไหน ดังนั้นทันทีที่อู่จิ้นผิงพูดจบ เขาจึงเตรียมจะขอบคุณพร้อมปฏิเสธแทนจู้เจียงเจียงแต่คำพูดเขายังติดที่ปาก จู้เจียงเจียงกลับพูดตอบรับไปก่อนแล้ว“ขอบพระทัยไท่ช่างหวง ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!”เดิมนางนึกว่าภูเขาหลายลูกเหล่านั้นยังต้องให้นางควักเงินเพื่อขอซื้อกับอู่จิ้นผิง ใครจะรู้ว่าเขาจะใจกว้างยกให้นางจัดการแบบนี้เฮ้อ! คิดไม่ถึงจริงๆ นางที่เป็นคนทำงานคนหนึ่ง จะมีโอกาสเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์ และทำโครงการใหญ่ได้!หลังจากหลายคนในหอจินชิวกลับไป เผยจี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวลแล้วพูดว่า “ฮูหยิน เรื่องเมื่อครู่เจ้าไม่ควรรับไว้”“ท่านกลัวว่าข้าทำได้ไม่ดี ทำให้ราชสำนักไม่พอใจหรือ?” จู้เจียงเจียงยิ้มแล้วนั่งลงข้าง ๆ พลางกอดแขนเขาไว้ท่าทางนางดูผ่อนคลายมากเมื่อเทียบกับเขา ดูเหมือนนางจะไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้เลยเผยจี้กลัวว่านางจะเด่นเกินไป ทำให้คนอื่นอิจฉาและไม่พอใจและที่สำคัญที่สุดก็คือ “ฮูหยิน เรื่องของแคว้นเสี่ยวซีเจ้ายังจัดการไม่เสร็จ ตอนนี้ยังรับภูเขาใหญ่หลายลูกเหล่านั้นมาอีก เช่นนี้เมื่อไรเจ้าถึงจะได้หยุดพัก แล้วมาใช้ชีวิตสามีภรรยาอย่างมีความสุขเสียที?”ความหมายของเขาคือการมีลูก“เรื่องนี้...” จู้เจียงเจียงแกล้งโง่ “ประมาณสองสามปีกระมัง”แคว้นเสี่ยวซีหนึ่งปี สร้างชุมชนอีกหนึ่งปี น่าจะประมาณนี้ส่วนเรื่องธุรกิจ นอกจากจะทำธุรกิจแป้งชาดเร็วๆนี้ เรื่องอื่นก็ค่อนข้างจะมั่นคงแล้วมีเซินหมิ่นอยู่ นางไม่จำเป็นต้องกังวลใจมากนักสองสามปี...จู่ๆ เผยจี้ก็รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาทันใด “ฮูหยิน ภายในใจเจ้า ข้าสำคัญน้อยกว่าเงินทองใช่หรือไม่?”“ไม่ใช่!” จู้เจียงเจียงปฏิเสธทันที “ท่านพี่ ท่านสำคัญที่สุดในใจข้า!”“จริงหรือ?” เผยจี้แสดงท่าทีสงสัย“จริงสิ!” จู้เจียงเจียงจูบแก้มเขาหนึ่งที “แบบนี้ล่ะ?”เผยจี้ส่ายหน้าจู้เจียงเจียงจูบลงไปอีกครั้งเขายังคงส่ายหน้า“เช่นนั้นพวกเราขึ้นชั้นบนกันดีกว่า?” นางทุ่มสุดตัวแล้ว“ตกลง”“...”เขาตอบตกลงเร็วเกินไป ทำให้จู้เจียงเจียงมีความรู้สึกเหมือนถูกวางแผนร้าย ตอนที่ 250: เข้าตลาดเมืองหลี่จิง“ฮูหยิน คุณชายกู้มาแล้ว”เผยจี้เคาะประตูห้องหนังสือเบาๆ แล้วเดินไปหาจู้เจียงเจียงยันมือข้างหนึ่งบนโต๊ะ ก้มหน้ามองแบบร่างที่นางวางไว้บนโต๊ะยาวเรื่องทั้งหมดที่นางกำลังทำอยู่ตอนนี้ เขายังคงไม่เข้าใจ ดังนั้นจึงช่วยเหลืออะไรไม่ได้มากนัก แต่เรื่องภายนอก ไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจหรือว่าเรื่องในไร่นา เขาแทบจะรับมาไว้ทั้งหมด“กู้เฟิงเจี้ยนหรือ?”จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นอย่างงงงวย เหนื่อยล้าจนสายตาพร่ามัวนางอยู่ในห้องหนังสือเพื่อวาดแบบร่างก่อสร้างหมู่บ้านเสี่ยวจีมาหนึ่งเดือนแล้ว นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าตัวเองสายตาสั้นลงมาก แว่นก็เริ่มเบลอแต่โครงการใหญ่ขนาดนี้ ทีมงานหนึ่งทีมยังต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีในการวาดแบบร่าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนางที่ทำงานคนเดียวนางทำได้แค่ทำงานหามรุ่งหามค่ำอยู่ในห้องหนังสือตลอดเวลา พยายามวาดแบบร่างออกมาให้อู่จิ้นผิงพิจารณาให้เร็วที่สุดถึงจะได้“เวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้วหรือ?” จู้เจียงเจียงพูดพึมพำ จากนั้นเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน หันไปมองเผยจี้ด้วยสีหน้าตื่นเต้นเล็กน้อย “จริงด้วย ข้าวในนา...”“ข้าให้คนไปเก็บแล้ว” เผยจี้พูดแทรก“งั้นเห็ดโรงเรือน...”“เห็ดในโรงเรือนส่งไปยังร้านค้าในเมืองเจียงหนานหมดแล้ว สินค้าอื่นๆ คุณชายกู้ก็มาแล้วไม่ใช่หรือ?” เผยจี้พูดแทรกอีกครั้งเขาพูดจบก็คุกเข่าลงข้างกายนาง พูดเสียงนุ่มนวลว่า “ฮูหยิน ออกไปเดินเล่นสักหน่อยเถอะ ดอกโหยวไช่ในทุ่งดอกไม้บานแล้ว” นอกจากกินข้าวอาบน้ำ ช่วงนี้นางแทบไม่ได้ลงชั้นล่างเลย มีบางครั้งที่แม้แต่นอนก็นอนหลับในห้องหนังสือเพราะเรื่องนี้ พวกเขาสองคนยังเคยทะเลาะกันมาแล้วครั้งหนึ่งแน่นอน ผลลัพธ์ก็คงจะเดาได้ เขาเถียงสู้นางไม่ได้ ทำให้นางมีโอกาสได้อยู่ในห้องหนังสือตลอดเวลา ไม่ยอมลงชั้นล่างหรือออกบ้านไปไหนจู้เจียงเจียงมองแบบร่างที่ยังวาดไม่เสร็จตรงหน้า นางกำลังลังเลใจอย่างเห็นได้ชัด คิดหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธคำขอของเผยจี้“เจ้าไม่ออกบ้านเดือนกว่า ทุกคนในหมู่บ้านนึกว่าเจ้าตั้งครรภ์กันหมดแล้ว พวกเขากำลังหารือกันว่าควรมอบของขวัญแสดงความยินดีอะไรให้ลูกของพวกเรา” เผยจี้ยิ้มและพูดออกมาช้าๆเขากำลังคิดอยู่ในใจ หากเป็นแบบนั้นจริงก็คงดี“อะไรนะ?!”ปฏิกิริยาของนางใหญ่กว่าเมื่อครู่มาก คนทั้งคนเหมือนฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ “ใครปล่อยข่าวลือแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องจริงสักหน่อย”“ท่านพี่ พวกเราออกไปกันเถอะ ขี่ม้าเดินวนรอบหมู่บ้าน สถานศึกษา และทุ่งดอกไม้หลายๆรอบ” นางเก็บแบบร่างในมือพร้อมดึงเผยจี้ลงชั้นล่างทันทีเผยจี้ขี่ม้าอยู่ด้านหลังนาง ในใจรู้สึกเศร้าอย่างอธิบายไม่ได้นางช่างทุ่มเทเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้ตั้งครรภ์จริงๆแน่นอนว่าจู้เจียงเจียงยังไม่ทันได้วนรอบหมู่บ้าน ก็ถูกเซินหมิ่นที่ยืนอยู่หน้าประตูสถานศึกษาขวางเอาไว้“พี่หญิงจู้ คุณชายกู้อยู่ที่นี่” เซินหมิ่นวิ่งมาหานาง พูดและชี้ไปทางสถานศึกษา“กู้เฟิงเจี้ยนมาทำอะไรที่สถานศึกษา?”จู้เจียงเจียงลงจากหลังม้า พร้อมผูกม้าไว้กับต้นไม้ต้นหนึ่งข้างทาง แล้วเดินเข้าสถานศึกษาไปพร้อมเซินหมิ่นเซินหมิ่นรีบอธิบาย “คุณชายกู้บอกว่าน้องเก้าให้เขานำจดหมายหลายฉบับมาให้พวกน้องแปด ตอนนี้เขากำลังรอให้สถานศึกษาเลิกเรียนอยู่”จู้เจียงเจียงเข้าใจแล้ว “แบบนี้เอง”คิดดูแล้วก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ น้องเก้าถูกลักพาตัวและต้องเผชิญกับความลำบากมากมายอยู่ข้างนอก ตระกูลกู้จะยอมให้นางออกมาอีกได้อย่างไรน้องเก้ามาไม่ได้ ก็พอเข้าใจได้อยู่กู้เฟิงเจี้ยนเดินเล่นไปมาระหว่างอาคารเรียนในสถานศึกษา เขาสวมชุดดำทั้งตัวดูลึกลับ ลมหนาวพัดแก้มเขาจนแดงก็ไม่ยอมเข้าไปนั่งในห้องจู้เจียงเจียงเดินเข้ามา ก็มองเห็นเขาในทันที“คุณชายกู้ ไม่เจอกันนาน”กู้เฟิงเจี้ยนได้ยินเสียงจึงหันไปยิ้มให้นาง “แม่นางจู้ ไม่เจอกันนาน ท่านดู...สบายดี”“หา?” จู้เจียงเจียงเห็นเขาจ้องมองนาง นางจึงก้มลงมองตัวเอง ก่อนพบว่าตัวเองรีบออกจากบ้านเกินไป แม้แต่เสื้อนอกหนาๆก็ไม่ได้สวม มีเพียงชุดกระโปรงบางๆตัวหนึ่ง“เมื่อครู่ข้า...” พูดไปได้ครึ่งเดียว บนไหล่ของจู้เจียงเจียงก็มีเสื้อกันหนาวตัวหนึ่งคลุมลงมา“จะรีบร้อนเดินไปไหน หากป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร?” เผยจี้จ้องนางด้วยสีหน้าจริงจัง แสดงความไม่พอใจออกมาจู้เจียงเจียงยิ้มให้เขา ยอมรับผิดอย่างเอาใจ “ขอบคุณท่านพี่”“คุณชายกู้ ไปคุยกันในห้องทำงานเถอะ”กู้เฟิงเจี้ยนมาครั้งนี้ เพราะพวกเขานัดกันไว้ก่อนหน้านี้แล้วหลังสิ้นสุดการเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงในเมืองเจียงหนาน ก็ถึงเวลาที่ข้าวใหม่จะเข้าตลาด ในขณะเดียวกัน ชาฤดูใบไม้ร่วง เห็ด ผัก ผลไม้ กุ้งและปลาต่างๆ ก็พร้อมที่จะออกสู่ตลาดเช่นกันและสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ ก็คือก้าวสำคัญที่นางจะนำสินค้าในเมืองเจียงหนานเผยแพร่ไปทั้งราชวงศ์ต้าหลี่เซินหมิ่นยื่นสมุดเรียบเรียงข้อมูลของบรรดาเถ้าแก่ที่เคยมาคุยธุรกิจในเมืองเจียงหนานก่อนหน้านี้ให้กู้เฟิงเจี้ยนดูในสมุดเขียนไว้อย่างชัดเจน แต่ละเมือง เถ้าแก่คนไหนรับผิดชอบจำหน่ายสินค้าอะไร ที่อยู่ร้านของพวกเขา รวมไปถึงรายการที่ต้องระวังกู้เฟิงเจี้ยนพลิกดูคร่าวๆ สำหรับผลงานของจู้เจียงเจียง เขายังคงตกตะลึงอย่างมากเสมอเขารู้ว่าสินค้าของเมืองเจียงหนานมีคุณภาพดี แต่ทุกสถานที่มีกฎและตลาดที่มั่นคงของตัวเอง การจะนำสินค้าใหม่เข้าไปสู่ตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยยกตัวอย่างเช่น สำนักคุ้มภัยตระกูลกู้ของพวกเขาถึงแม้ธุรกิจสำนักคุ้มภัยตระกูลกู้จะยิ่งใหญ่ มีอำนาจและความสามารถที่แข็งแกร่ง มีชื่อเสียงไปทั่วราชวงศ์ต้าหลี่ ทว่าหากพวกเขาอยากเปิดธุรกิจต่างถิ่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายยิ่งไม่ต้องพูดถึงจู้เจียงเจียง ชื่อเสียงยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วราชวงศ์ต้าหลี่เลย ยิ่งเป็นเรื่องยากเข้าไปใหญ่แต่ความจริงก็มาวางอยู่ตรงหน้าเขา นางทำได้อย่างไร?“แม่นางจู้ ในสมุดนี้ไม่มีหลี่จิงถูกไหม?” ถึงแม้จะเพียงแค่กวาดตาดู ทว่ากู้เฟิงเจี้ยนก็หาช่องว่างในนั้นเจอจู้เจียงเจียงพยักหน้า ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าใดๆบางทีเพราะระยะทางไกลเกินไป หรือบางทีเพราะบรรดาเถ้าแก่ในเมืองหลี่จิงสายตาสูงเกินไป ดูถูกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรพวกนี้ของนาง สรุปคือบนสมุดเรียบเรียงข้อมูลนี้ไม่มีเมืองหลี่จิงอยู่จริงๆกู้เฟิงเจี้ยนก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอนเงยหน้าขึ้นมาก็ได้ทำการตัดสินใจแล้ว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่สู้ให้ข้าเป็นตัวแทนของหลี่จิง แม่นางจู้คิดเห็นว่าอย่างไร?”“ท่าน?”จู้เจียงเจียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ไม่ใช่ว่าตระกูลของท่านเปิดสำนักคุ้มภัยหรือ? นี่ยังทำการค้าด้วย?”เหมือนคำพูดของนางจะฟังดูตลก กู้เฟิงเจี้ยนหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น “ตระกูลกู้ของเรามีร้านค้าอยู่สองสามร้านในหลี่จิง อีกอย่างน้องสาวของข้าก็ชอบกินของบ้านท่าน”ในเมืองหลี่จิง ครอบครัวที่มีฐานะ ในมือย่อมต้องมีร้านค้าเป็นของตัวเองสักสองสามร้านเขายังอยากจะเปิดร้านเพิ่มอีกหลายร้าน รอน้องสาวแต่งงานออกไปก็ยกให้เป็นสินเดิม หลีกเลี่ยงให้น้องสาวไม่ต้องได้รับความลำบากในบ้านสามีจู้เจียงเจียงตอบรับ “ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ข้ายินดีมาก ท่านมาด้วยตัวเองพอดี ครั้งนี้ท่านก็เอาสินค้ากลับไปลองขายดูดีหรือไม่”มีธุรกิจ ทำไมนางจะไม่ทำ“ได้เลย!” กู้เฟิงเจี้ยนแทบทนรอไม่ไหวขอเพียงให้น้องสาวได้กินอาหารของเมืองเจียงหนาน จะให้เขาทำอะไรก็ย่อมได้“งั้นพวกเราไปดูสินค้าด้วยกันเถอะ” จู้เจียงเจียงออกบ้านครั้งนี้ก็เพื่อโผล่หน้ามาให้พวกชาวบ้านได้เห็น พร้อมถือโอกาสไปดูผลผลิตในไร่นานางอยากรู้ว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่นางอยู่แต่ในบ้าน เผยจี้จัดการเรื่องธุรกิจคนเดียวได้ดีแค่ไหนหากว่าใช้ได้ละก็ วันหลังนางก็ไม่คิดจะยุ่งอีก ปล่อยให้เผยจี้เป็นหัวหน้าครอบครัวไปทำงานนอกบ้านจบตอน Comments
Comments
Post a Comment