ตอนที่ 261: ถึงแคว้นเสี่ยวซี
“บนตัวท่านมีกลิ่นคาวเลือด”
จู้เจียงเจียงนั่งลงบนพื้น ยกมือข้างหนึ่งผลักเขาออกเบาๆ
เผยจี้ก้มหน้าสำรวจตัวเอง
บนตัวเขาไม่มีเลือด อีกทั้งตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก็ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย
ที่นางบอกว่าตัวเขามีกลิ่นคาวเลือด เกรงว่าคงมีผลมาจากสภาพจิตใจ
“ฮูหยิน” เผยจี้นั่งลงบนพื้นห่างจากนางไปสองก้าว และพูดต่อว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ที่ข้าพาคนไปที่นั่น สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคืออะไร?”
“พวกเขาถือดาบวิ่งเข้ามาหาเราอย่างบ้าคลั่ง นายทหารคนหนึ่งตายคาที่ เจ้าคิดว่าตอนนั้นข้าควรออมมือไหม?”
เขาเชื่อมั่นว่าจู้เจียงเจียงเป็นคนมีเหตุผล ฉะนั้นเขาจึงพูดกับนางแบบนี้ เพียงแค่ไม่อยากให้นางคิดเหลวไหลไปเอง
จนสุดท้ายเห็นเขากลายเป็นคนโหดเหี้ยมคนหนึ่ง
แค่สองประโยคเรียบง่าย ก็ทำให้จู้เจียงเจียงสงบลงได้
เริ่มแรกนางรู้สึกโชคดีที่เมื่อครู่ตัวเองไม่ได้พุ่งตัวไปห้ามพวกเขาอย่างไม่สนใจอะไร
หากเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับผิดต่อทหารที่เสียชีวิตไปแล้วคนนั้น และจะทำลายความน่าเกรงขามของเผยจี้ต่อหน้าเหล่าทหารคนอื่นๆ และจะทำให้นางดูเป็นแม่พระเกินไป
นางเคยเห็นบาดแผลจากดาบและธนูบนตัวเผยจี้มากมาย เคยตกใจกลัวมาก่อน
นางไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องของเขา
ตอนนี้ที่นางรู้สึกแย่ เป็นเพียงเพราะได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง และไม่ได้เตรียมใจมาก่อนเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้จู้เจียงเจียงเข้าใจแจ่มแจ้ง นางแต่งงานกับคนแบบไหน และคนแบบไหนที่นอนอยู่ข้างๆนาง
เผยจี้จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย จากนายทหารเล็กๆก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งสำคัญในตอนนี้ บนมือเขาเปื้อนเลือดมาเท่าไร เกรงว่าแม้แต่ตัวเขาก็นับไม่หมด
นางจะโทษเขาเพราะเหตุนี้ได้หรือ?
นางทำไม่ได้
หากไม่มีเขา เกรงว่านางและเผยเสี่ยวอวี๋คงจะกลายเป็นเพียงหยาดเลือดในมือคนอื่นไปแล้ว
จู้เจียงเจียงสงบเงียบลงไป แม่น้ำเบื้องหน้ากลายเป็นสีดำสนิทไปแล้วในยามค่ำคืน ได้เพียงแค่กลิ่นโคลนในน้ำเท่านั้น
นางขยับตัวไปข้างกายเผยจี้ คว้าแขนเขาไว้แล้วเอียงศีรษะซบลงบนไหล่เขาเงียบๆ
นางกล่อมตัวเอง แต่กลับกลายเป็นเผยจี้ที่มีแรงกดดันในใจเพิ่มขึ้นไม่น้อย
เริ่มตั้งแต่จู้เจียงเจียงบอกว่าบนตัวเขามีกลิ่นคาวเลือด เขาก็ขยำโคลนบนพื้นมาป้ายมือของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คิดอยากใช้ดินโคลนขัดล้างเลือดบนมือของเขาออกไป
สองมือของเขาในตอนนี้ มีชั้นดินโคลนหนาๆ ปกคลุมอยู่เต็มไปหมด
ตอนจู้เจียงเจียงดึงแขนเขามาโอบกอดไว้ จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่จริงแล้วเขากำลังใช้ดินโคลน ‘ล้างมือ’ มาโดยตลอด การกระทำที่กลัวจนระมัดระวัง ทำให้นางตาแดงในทันที
นางดึงเขาขึ้นมา พาเขาไปที่ริมแม่น้ำ
กดมือทั้งสองข้างของเขาลงในน้ำ แล้วค่อยๆล้างนิ้วแต่ละนิ้วให้เขาด้วยตัวเอง
เผยจี้ปล่อยให้นางจับมือของเขาแช่ในน้ำเย็น สายตาของเขาจ้องมองใบหน้าของนางไม่กระพริบ
ในความมืดมิด เขาไม่สามารถมองเห็นสีหน้าของนางได้ “ฮูหยิน เจ้าไม่กลัวข้าแล้วหรือ?”
การกระทำที่มือจู้เจียงเจียงหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วง้างนิ้วของเขาไปด้านหลังแรงๆ จนเขาเจ็บจนต้องร้องออกมา แล้วถามเขาว่า “ข้าโหดหรือไม่?”
นางกล้าหักนิ้วเขา และกล้าใช้น้ำเสียงพูดเล่นกับเขาแบบนี้ เผยจี้รู้ว่านางคงเข้าใจแล้ว
“อืม โหดมาก” เขายิ้มตอบ
“งั้นท่านกลัวข้าไหม?” นางถามอีก
เผยจี้ส่ายหน้า รีบล้างมือตัวเองให้สะอาด ก่อนจะลุกขึ้นมาดึงนางมากอดไว้
“ฮูหยิน เจ้าอย่ากลัวข้าเลยนะ ข้าไม่น่ากลัวหรอก” เขาพูดพลางซบหน้าลงบนไหล่ของนาง
เขายังคงกังวลใจเรื่องที่นางกลัวเขาอยู่
จู้เจียงเจียงตอบรับการกอดของเขาเบาๆ “ได้”
บางทีคืนนี้นางอาจจะกินไม่ลง นอนไม่หลับ แต่นางจะพยายามปรับตัวยอมรับทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเผยจี้
ก่อนหน้านี้นางอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายมากเกินไป
แต่ไหนแต่ไรมามีแค่เผยจี้ที่เข้ามาในโลกของนาง ปรับตัวเข้ากับจังหวะชีวิตของนาง แต่นางกลับไม่เคยไปทำความเข้าใจพยายามที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับเขาเลย
ออกบ้านด้วยกันครั้งนี้ นางเพิ่งเริ่มค่อยๆเข้าใจ ที่แท้มุมมองที่เขามองโลกใบนี้ไม่เหมือนโลกใบที่นางมองอย่างสงบสุขและงดงามใบนั้น
ในคืนนี้ จู้เจียงเจียงอยู่ที่ริมแม่น้ำตลอดทั้งคืน
เผยจี้ก็อยู่เป็นเพื่อนนางที่ริมแม่นางตลอดทั้งคืน
นางไม่ได้ถามว่าเรื่องหลังจากนั้นเป็นอย่างไร พวกสวี่กู้ก็ไม่ได้บอกนางเป็นพิเศษ เพียงแต่เมื่อฟ้าสว่าง ในกลุ่มของพวกเขาก็มีม้าจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นมา
ส่วนที่เชิงเขาฝั่งนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม มีเพียงก้อนหินสีขาวกองใหญ่เท่านั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
….........
เวลาเป็นยาดีในการรักษาทุกอย่าง โดยเฉพาะคนอย่างจู้เจียงเจียงที่ไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากนัก ยิ่งทำให้หายเร็ว
หลังจากเข้าเขตแคว้นเสี่ยวซี จู้เจียงเจียงก็เริ่มตื่นเต้น
“องค์ชายสามสวี่ เหมืองแร่ของครอบครัวท่านล่ะ? อยู่ที่ไหน?” นางอยากจะรู้มากๆ ว่าการมีเหมืองแร่ในบ้านรู้สึกอย่างไร
พอมาถึงแคว้นเสี่ยวซีแล้ว สวี่กู้และสวี่โยวจึงเริ่มขี่ม้า
ภูเขาของแคว้นเสี่ยวซีไม่เหมือนกับที่ราชวงศ์ต้าหลี่
ภูเขาที่ราชวงศ์ต้าหลี่มีทั้งต้นไม้และหิน ม้าขี่ขึ้นไปไม่ได้
แต่ภูเขาที่แคว้นเสี่ยวซีไม่เหมือนกันมันเป็นทั้งภูเขาและแอ่งกระทะขนาดใหญ่ ทอดตัวยาวต่อเนื่องกันไปและไม่มีก้อนหิน
มองไปทางไหนก็เห็นแต่พื้นที่สีเขียวและทะเลสาบ มันก็คือโอเอซิส!
พื้นที่แบบนี้ย่อมมองไม่เห็นเหมืองแร่
“เหมืองแร่ไม่ได้อยู่ที่นี่ ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นแอ่งกระทะกับทะเลสาบ” กลับมาถึงบ้านเมืองที่ตัวเองคุ้นเคย สวี่กู้รู้สึกดีใจสุดๆ
บนผืนดินกว้างใหญ่ผืนนี้ เขาสามารถขี่ม้าทะยานไปได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีก้อนหินภูเขาขวางทาง
จู้เจียงเจียงก็อดใจไม่ไหว ตวัดแส้ม้า กระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุขบนผืนดินที่ราบเรียบแห่งนี้
หิมะบนภูเขาไกลๆ กำลังละลายกลายเป็นแม่น้ำและทะเลสาบ อุณหภูมิต่ำกว่าตอนอยู่ราชวงศ์ต้าหลี่มาก ไม่นานใบหน้าของนางก็หนาวจนแดงก่ำแล้ว
“อีกนานแค่ไหนพวกเราถึงจะไปถึงเมืองหลวงของพวกท่าน?” นางวิ่งกลับมาตะโกนถามสวี่กู้เสียงดัง
ที่นี่ลมแรงมากจริงๆ ถ้าไม่ใช้การตะโกน เกรงว่าเขาคงไม่ได้ยินเสียงของนาง
“อีกประมาณหกเจ็ดวันถึงจะถึงมู่โตว เมืองหลวงของแคว้นเสี่ยวซีแล้ว แม่นางจู้เชิญทางนี้” สวี่โยวตอบแทนพร้อมชี้ทิศทางหนึ่งให้นาง
คนที่ไม่เคยมาที่แคว้นเสี่ยวซีมาก่อน มักจะหลงทางในทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แห่งนี้ได้ง่าย ถ้าไม่มีคนนำทางไป
“ตกลง!”
พอเห็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และทิวทัศน์ที่แตกต่างจากราชวงศ์ต้าหลี่อย่างสิ้นเชิง จู้เจียงเจียงก็ยากที่จะซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ ดังนั้นจึงเริ่มขี่ม้าเล่นอย่างสนุกสนาน
หลังจากข้ามทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไป พวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองแห่งหนึ่ง
เมืองในแคว้นเสี่ยวซี ให้ความรู้สึกเหมือนภูมิภาคตะวันตกที่พูดถึงในละครกำลังภายใน และราชวงศ์ต้าหลี่พวกเขาก็คือที่ราบภาคกลาง
อยู่ที่นี่ คนในแคว้นเสี่ยวซีมีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเฉพาะตัวของพวกเขา น้อยมากที่จะสวมกระโปรงบาง บนตัวไม่ว่าที่ไหนก็เห็นแต่เสื้อผ้าที่ทำจากขนและหนังสัตว์
ทั้งหมวก ปกเสื้อ แขนเสื้อ ยังมีบางคนที่สวมชุดขนและหนังสัตว์ทั้งตัว ดูแล้วหนักสุดๆ ให้ความรู้สึกกล้าหาญดุดัน
คนของแคว้นเสี่ยวซียังมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ผิวสีแดง
ใบหน้าพวกเขาถูกลมพัดตากแดดตลอดทั้งปี ขอแค่อากาศเย็นลง ใบหน้าก็จะแดงก่ำ ทั้งหยาบทั้งแห้ง
ตอนที่ 262: มู่โตวของแคว้นเสี่ยวซี
เมืองหลวงมู่โตวของแคว้นเสี่ยวซี
หลังจากเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดคณะจู้เจียงเจียงก็มาถึงมู่โตวเมืองหลวงของแคว้นเสี่ยวซีที่คนเขาเล่าลือ
เมื่อมาถึงที่นี่ พวกเขาที่เดินทางมาจากราชวงศ์ต้าหลี่ต่างรู้สึกได้อย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างพวกเขากับแคว้นเสี่ยวซี
เมืองเล็กๆที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ ให้ความรู้สึกถึงดิน ดินที่มาจากดินโคลน
บ้านเรือนและถนนหนทางเกือบทั้งหมดล้วนประกอบด้วยดินเหลือง ดังนั้นผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองเหล่านั้นจึงให้ความรู้สึกเหมือนบนตัวห่อหุ้มไปด้วยดิน
แต่เมื่อมาถึงมู่โตว เมืองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเสี่ยวซี พวกเขาถึงได้รู้ว่า แคว้นเสี่ยวซีก็สามารถมีสีสันได้เช่นกัน
ไม่พูดถึงเสื้อผ้าเครื่องประดับบนตัวของผู้คนในที่แห่งนี้ที่หลากสีสัน แม้แต่บ้านเรือน ตั้งแต่หลังคาจนถึงผนังก็มีสีสันสดใสเต็มไปหมด
บางแห่งมีการแกะสลักลวดลายบนผนังแล้วทาสี บางแห่งถึงกับแขวนผ้าห่มบนผนังเพื่อปกปิดสีดินที่ดูเรียบง่ายนั้น
เสียงกลองที่เป็นเอกลักษณ์ของแคว้นเสี่ยวซีก็ได้ยินได้ทุกที่ ร้านค้าข้างทางแทบทุกร้านต่างกำลังตีกลองเพื่อดึงดูดลูกค้า
นอกจากร้านค้าแล้ว พ่อค้าหาบเร่ข้างทางก็เยอะเป็นพิเศษ
มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่ขายเครื่องประดับเล็กๆทำมือ ขายหนังและขนสัตว์ ขายแป้งนาน ยังมีขายวัวและแกะตัวเป็นๆเยอะจนนับไม่ไหว
แต่ที่หายากก็คือพ่อค้าแม่ค้าที่ขายผักและผลไม้
มันให้ความรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกอย่างช่วยไม่ได้
“องค์ชายสามสวี่ มู่โตวของพวกท่านคึกคักจริงๆ”
จู้เจียงเจียงกล่าวหนึ่งประโยค แล้วหันไปถามเผยจี้ว่า “ท่านพี่ หลี่จิงของราชวงศ์ต้าหลี่คึกคักแบบนี้ไหม?”
เผยจี้ยังไม่ทันได้ตอบคำถามของนาง ก็ถูกสวี่กู้ที่อยู่ข้างๆแย่งสิทธิ์พูดไป
“มู่โตวของเราคึกคักกว่าหลี่จิงของราชวงศ์ต้าหลี่แน่นอนอยู่แล้ว อีกไม่นานก็จะจัดการประชุมต๋ามู่แล้ว ประชาชนทั่วทุกสารทิศก็จะมาที่นี่”
มู่โตวเป็นสถานที่จัดการประชุมต๋ามู่ ทุกๆปีในช่วงเวลานี้ก็จะมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาที่นี่อย่างคับคั่ง จึงทำให้เกิดทิวทัศน์ดั่งที่เห็นอยู่ตอนนี้
“แม่นางจู้ แม่ทัพเผย พวกท่านเข้าวังไปพักกับข้าเถอะ ในวังจะยิ่งคึกคักกว่านี้” สวี่กู้เชิญทั้งสองเข้าไปในวังอย่างกระตือรือร้น
แต่สำหรับจู้เจียงเจียง สถานที่ที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์อย่างในวังหลวง ไม่ไปได้ยิ่งดี
อีกทั้งในความทรงจำของนาง สถานที่อย่างพระราชวังเหมือนจะไม่เข้าข่ายความคึกคักสักนิดเลยกระมัง?
“ไม่ๆ ขอบคุณองค์ชายสามสวี่มาก พวกเราพักที่ที่พักของทางการข้างนอกดีกว่า หากมีเวลาว่าง จะได้ออกไปสัมผัสวิถีชีวิตและประเพณีของแคว้นเสี่ยวซีได้” จู้เจียงเจียงโบกมือแสดงการปฏิเสธ
“เอาเช่นนั้นหรือ” สวี่กู้ผิดหวังเล็กน้อย
เขาอยากแนะนำจู้เจียงเจียงให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ของเขารู้จักเร็วๆ เพื่อยืนยันว่าการเดินทางเที่ยวเล่นครั้งนี้ของเขาไม่เสียเปล่า
เดิมทีสวี่โยวก็อยากเชิญจู้เจียงเจียงไปพักชั่วคราวที่จวนเช่นกัน แต่ดูท่าทางที่นางรีบปฏิเสธแล้วนั้น จึงไม่ได้พูดอะไรอีก
สองอาหลานตระกูลสวี่พาจู้เจียงเจียงและพวกเผยจี้ไปยังที่พักของทางการ ให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ชั่วคราว เนื่องจากเป็นสถานที่ที่ดูแลโดยราชสำนัก ในวังมีข่าวอะไรก็จะส่งมาถึงที่นี่ทันที
“แม่ทัพเผย แม่นางจู้ เช่นนั้นพวกท่านก็พักผ่อนอยู่ที่นี่ก่อน ข้าและองค์ชายสามจะเดินทางกลับวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก่อน” หลังจากสวี่โยวดูแลจัดการสองคนนี้จนเรียบร้อย ยังไม่ทันนั่งก็กลับไปเสียแล้ว
“เจ้าค่ะโยวชินอ๋อง เชิญพวกท่านตามสบาย หลายวันนี้พวกเราเที่ยวเล่นกันเองก่อนได้ ไม่รีบร้อน”
บนใบหน้าของจู้เจียงเจียงดูไม่ออกถึงร่องรอยความไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศ แต่กลับมีอารมณ์ที่คึกคักสุดๆ
ตรงกันข้าม เผยจี้และเหล่าทหารดูจะทรมานนิดๆ
อากาศของแคว้นเสี่ยวซีแห้งมาก ทำให้ทหารหลายนายเริ่มมีเลือดกำเดาไหล
หลังจากสองอาหลานตระกูลสวี่จากไป เผยจี้ก็กลับห้องไปพักผ่อน แต่จู้เจียงเจียงกลับเดินขึ้นไปชั้นบนสุดของที่พักเพื่อชมทัศนียภาพของมู่โตวแห่งแคว้นเสี่ยวซี
“ฮูหยิน เจ้าเหมือนจะคุ้นเคยกับที่นี่” เผยจี้ตามขึ้นมาด้วย พูดคำถามที่อยู่ในใจออกมา
เป็นครั้งแรกที่พวกเขามาแคว้นเสี่ยวซีนี้ แต่เขารู้สึกว่าการกระทำต่างๆของจู้เจียงเจียงแสดงให้เห็นราวกับว่านางเคยมาที่แห่งนี้แล้วอย่างไรอย่างนั้น
สายตาของจู้เจียงเจียงยังคงมองไปที่ไกลๆ “อืม...พูดอย่างไรดีล่ะ ข้าเคยฝันเห็นที่นี่มาก่อน”
ชาติก่อนนางเคยไปดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือที่มีทางภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกับที่นี่ ดังนั้นนางจึงรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของที่นี่อย่างเป็นธรรมชาติ
“ที่นี่ใหญ่จริงๆ มองไม่เห็นขอบสิ้นสุด” นางอุทานออกมาหนึ่งประโยค
นางตั้งใจขึ้นมาบนหลังคาเพื่อดูว่ามู่โตวของแคว้นเสี่ยวซีใหญ่แค่ไหนและมีอะไรน่าสนใจบ้าง แต่ที่นี่จะใหญ่เกินไปแล้ว
ระยะห่างระหว่างบ้านแต่ละหลังกว้างและยาวมาก ไม่เหมือนที่ราชวงศ์ต้าหลี่ที่บ้านเรือนอยู่ติดกัน รถม้าสัญจรไปมาได้อย่างสะดวกสบาย ไม่มีความรู้สึกติดขัดเลย
เมืองต่างๆในแคว้นเสี่ยวซีไม่ได้มีกำแพงเมืองล้อมไว้ ดังนั้นจึงมองไม่เห็นที่สิ้นสุด
“กลับห้องพักกันก่อนเถอะ พรุ่งนี้พวกเราค่อยออกไปเดินเล่น” เผยจี้ลากนางลงไป
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว หลังจากเดินทางมาหลายวัน คนอื่นๆต่างกลับไปกินข้าวพักผ่อนกันหมดแล้ว
ที่พักแห่งนี้กว้างใหญ่มากราวกับหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่ง บ้านพักส่วนใหญ่เป็นบ้านดินชั้นเดียว บ้านที่ดูดีหน่อยก็จะเป็นบ้านสองชั้นมีหลายห้อง
เช่นเดียวกับที่พักของจู้เจียงเจียงและเผยจี้ที่เป็นบ้านสองชั้น ส่วนทหารคนอื่นๆ ล้วนพักร่วมกันอยู่ในบ้านชั้นเดียว
บ้านพักอยู่แบบแยกอิสระ สถานที่กินข้าวจะอยู่ใกล้ประตูทางเข้าที่พัก เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการพักแรม
เผยจี้สั่งอาหารมากินที่ห้อง จู้เจียงเจียงอาบน้ำออกมา แต่เพราะหนาวมาก นางจึงคลุมผ้าห่มแล้วค่อยนั่งลง
เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะมีแป้งนานและแกงเนื้อแกะวางอยู่เหมือนเดิม นางจึงกินไปแค่สองคำแล้วก็ไม่กินอีก
“ดื่มน้ำแกงอีกสักหน่อยเถอะ ตอนเข้านอนจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่น” เผยจี้ยกแกงที่ยังดื่มไม่หมดไปวางไว้ตรงหน้า ให้นางดื่มอีกครั้ง
จู้เจียงเจียงกลืนไม่ลงจริงๆ “ท่านพี่ ให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยต้มชาให้ข้าซักกาเถอะ น้ำแกงที่นี่มันและเลี่ยนเกินไป”
เนื้อแกะคืออาหารจานเด็ดของแคว้นเสี่ยวซี แต่ทักษะการจัดการของพวกเขาเห็นชัดว่าทำได้ไม่ดีนัก เมื่อนำไปเคี่ยวรสชาติก็จะยิ่งเข้มข้น หลังจากกินลงไปบนตัวก็จะมีกลิ่นนี้ติดอยู่ทั้งวัน
ตอนนี้นางคิดถึงกลิ่นหอมอ่อนๆของใบชาบ้านตัวเองเป็นที่สุด
“ได้”
เผยจี้ตามใจนางทุกอย่าง
เขายกน้ำแกงออกไป แล้วสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ใปต้มน้ำร้อนมา ยังไม่ทันได้ชงชา ตอนกลับเข้าห้องมา เขาก็พบว่าจู้เจียงเจียงพันตัวเองอยู่ในผ้าห่มนอนหลับอยู่บนเตียงไปแล้ว
รีบออกเดินทางหลายวันติดต่อกัน แม้แต่ผู้ชายก็ยังทนไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าสำหรับนางแล้วจะหนักหนาแค่ไหน
เผยจี้รอจนกระทั่งเสี่ยวเอ้อร์นำน้ำร้อนมาส่ง หลังจากแช่ใบชาแล้ว ถึงถอดชุดเข้าไปในผ้าห่มกอดนางแล้วนอนหลับไป
ลมหนาวของแคว้นเสี่ยวซีพัดดังหวีดหวิวตลอดทั้งคืน
ต้องยอมรับว่า เสียงลมก็เหมือนเสียงฝน ช่วยให้หลับได้ง่ายขึ้น
ภายใต้เสียงลมโหมที่บ้าคลั่ง จู้เจียงเจียงนอนหลับจนถึงเที่ยงวันของวันรุ่งขึ้น ตอนตื่นขึ้นมา เผยจี้ก็เตรียมพร้อมที่จะพานางออกไปเที่ยวเล่นแล้ว
“แต่งตัวเถอะ พวกเราออกไปหาอะไรกินกัน” เผยจี้ยื่นชุดให้นาง
หลังสวมเสื้อผ้า หวีผม ล้างหน้าเสร็จ นางก็หยิบครีมบำรุงที่ตัวเองพกมาถูใบหน้าและมือ เพื่อป้องกันลมหนาวของแคว้นเสี่ยวซี
เป็นเพราะจู้เจียงเจียงรู้ดีว่าที่นี่อากาศเป็นเช่นไร ดังนั้นตลอดทางนางจึงใส่ใจบำรุงปกป้องผิวมาตลอดทาง ทำให้นางดูโดดเด่นและแตกต่างจากคนอื่นๆในแคว้นเสี่ยวซีเป็นอย่างมาก
ตอนที่ 263: คนแต่ละแคว้นทยอยเดินทางมา
ยิ่งใกล้วันจัดงานประชุมต๋ามู่มากเท่าไร มู่โตวก็ยิ่งคึกคักมากขึ้นเท่านั้น
ผ่านไปเพียงแค่คืนเดียว ผู้คนที่เดินไปมาในมู่โตวก็เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อวานนี้
พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนต่างถิ่นที่เดินทางมามู่โตว คนที่จะออกจากเมืองมีน้อยมาก และในจำนวนนั้นก็มีหลายคนที่มาจากต่างแคว้นเช่นเดียวกับจู้เจียงเจียง
“ดูท่าทุกคนคงอยากมาคบค้าสมาคมกับแคว้นเสี่ยวซี มีเหมืองแร่นี่มันดีจริงๆ”
จู้เจียงเจียงหยอกล้อขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ขณะที่ขบวนรถม้าหรูหราคันหนึ่งแล่นผ่านไป
ถึงแม้การประชุมต๋ามู่จะถือเป็นประเพณีปฏิบัติของแคว้นเสี่ยวซี แต่สำหรับคนที่อยากคบค้าสมาคมกับแคว้นเสี่ยวซี การประชุมต๋ามู่จึงเป็นโอกาสที่จะพลาดไปไม่ได้
ดังนั้นเหมือนแทบทุกแคว้นจะส่งคนมาเข้าร่วมงานกันหมด
หากพูดอย่างนี้ละก็ งั้นก็มีปัญหาแล้ว
“ท่านพี่ ราชวงศ์ต้าหลี่จะส่งคนอื่นเดินทางมาร่วมการประชุมต๋ามู่เพิ่มอีกหรือไม่?” จู้เจียงเจียงถามด้วยความอยากรู้
พวกเขามาแคว้นเสี่ยวซีครั้งนี้ เพราะได้รับการเชื้อเชิญจากสวี่โยว เชิญพวกเขาให้มาช่วยเรื่องการเกษตรและคุยเรื่องการร่วมงานทางธุรกิจ
ส่วนเผยจี้ เป็นเพราะนางมา ดังนั้นเขาจึงมาเป็นเพื่อนนางเท่านั้น
หากพูดกันตามหลักแล้ว พวกเขาสองคนไม่นับว่าเป็นคนที่ทางราชสำนักของราชวงศ์ต้าหลี่ส่งมาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ ดังนั้น ยังจะมีคนอื่นมาเข้าร่วมอีกหรือไม่?
เกี่ยวกับคำถามนี้ เผยจี้แสดงออกว่าไม่รู้
เขาเป็นทหารฝ่ายบู๊ สนใจแค่เรื่องในค่ายทหาร เรื่องวุ่นวายในราชสำนักไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขา และน้อยมากที่เขาจะปรากฏตัวในโถงประชุม
ดังนั้นเขาจึงไม่รู้
“ช่างเถอะ ถึงตอนนั้นค่อยไปสอบถามจากองค์ชายสามสวี่เอาแล้วกัน”
ไม่นานสายตาของจู้เจียงเจียงก็ถูกร้านแผงลอยเล็กๆข้างถนนดึงดูดไป เริ่มต้นโหมดซื้อของของนาง
“ท่านพี่ ท่านว่ากลองตีมือชิ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านพี่ ท่านว่าหมวกใบนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ท่านพี่ ท่านว่าอันนี้จะเหมาะกับเสี่ยวอวี๋ไหม?”
“...”
จู้เจียงเจียงซื้อของเกือบทุกร้านแผงลอย เพิ่งมาแคว้นเสี่ยวซีวันแรก นางก็เริ่มซื้อของฝากให้คนที่อยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงแล้ว
ขณะที่นางกำลังเลือกของอย่างตื่นเต้น ทั้งคู่ก็ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมายริมถนน
เสื้อผ้าการแต่งตัวของพวกเขาสองคนไม่เข้ากับแคว้นเสี่ยวซี บนตัวจู้เจียงเจียงสวมกระโปรงบาง ภายใต้เสื้อผ้าขนสัตว์หนาๆ นางดูบอบบางเป็นพิเศษ
ที่โดดเด่นไม่ได้มีเพียงเสื้อผ้าของนางเท่านั้น แต่ใบหน้าของนางก็โดดเด่นเช่นกัน
“สาวน้อยคนนี้มาจากที่ไหนกัน ทำไมใบหน้าถึงได้ขาวผ่องเช่นนี้”
“จริงด้วย มีหญิงสาวจำนวนมากมาจากหลายแคว้น แต่มีแค่นางเท่านั้นที่ดูแตกต่าง”
นิสัยของคนแคว้นเสี่ยวซีก็คือตรงไปตรงมาและกล้าหาญ แม้แต่การพูดกระซิบยังเสียงดังมากๆ จู้เจียงเจียงได้ยินหมดแล้ว
นางยิ้มให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมา กำลังคิดถึงเรื่องการเปิดตลาดครีมบำรุงผิวในแคว้นเสี่ยวซี
นางอยากได้เค้กชิ้นใหญ่ก้อนนี้ของแคว้นเสี่ยวซี
“มาแล้ว”
เผยจี้ที่รับผิดชอบถือของให้จู้เจียงเจียงอยู่ข้างหลัง จู่ๆก็พูดสองคำนี้ขึ้นมา
“อะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงหันกลับไป
มองตามสายตาของเขาไป เห็นเพียงรถม้าที่มีลักษณะพิเศษของราชวงศ์ต้าหลี่กำลังมุ่งหน้ามาทางพวกเขา ที่มุมบนของหลังคารถม้า มีโคมไฟเขียนตัวอักษรใหญ่ๆว่า ‘ซ่าง’
จู้เจียงเจียงพึมพำด้วยความสงสัย “ซ่าง? เขาเป็นใคร อัครมหาเสนาบดีหรือเหรอ?”
เผยจี้อธิบายให้นางฟัง “ไม่ใช่ ซ่างชิงซาน คือใต้เท้าซ่าง เจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้าย ขั้นที่หนึ่งชั้นโท ฝ่ายบุ๋น”
“ท่านรู้จักไหม?”
เผยจี้ส่ายหน้า “เคยเจอครั้งหนึ่งในโถงประชุม แต่ไม่เคยพูดคุย”
รถม้าหลายคันเข้ามาใกล้ บานหน้าต่างถูกปิดด้วยผ้าม่านหนาเพื่อกันลมหนาว ดังนั้นพวกเขาจึงมองไม่เห็นคนที่อยู่ข้างในและคนด้านในก็มองไม่เห็นพวกเขา
หลังจากที่ขบวนรถม้าผ่านไป จู้เจียงเจียงจึงพูดขึ้นอีกครั้ง “ดูท่าฝ่าบาทคงจัดคนอื่นมาแล้ว งั้นพวกเราก็นั่งดูเฉยๆได้แล้วสินะ?”
ในเมื่อราชวงศ์ต้าหลี่ส่งคนมาแล้ว เช่นนั้นการประชุมต๋ามู่ครั้งนี้ พวกเขาก็นั่งอยู่ในหอประชุมเพื่อดูความสนุกก็พอแล้ว
จู้เจียงเจียงและเผยจี้เดินเล่นกันจนดึกมาก กินของข้างนอกแล้วถึงกลับที่พัก
ตอนกลับถึงที่พัก รถม้าหน้าประตูยังคงจอดเรียงรายกันเต็มไปหมด มีรถม้าหลากหลายรูปแบบ แทนความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละแคว้น
“คนที่นิสัยความเคยชินต่างกันมากมาย มาอยู่รวมกันแบบนี้ จะไม่เป็นอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงพึมพำขึ้นมาหนึ่งประโยค
โชคดีที่พวกเขาเดินเท้าออกมา ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะต้องรอรถม้าถึงเมื่อไรจึงจะกลับที่พักได้
“ชุ่ยเถา ไปสั่งอาหารพวกข้าวหรือบะหมี่มา แล้วยกน้ำร้อนมากะละมังหนึ่งด้วย”
ตอนจู้เจียงเจียงและเผยจี้กำลังเดินกลับห้องพัก พวกเขาเดินผ่านห้องข้างๆ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงเหนื่อยล้าคนหนึ่งดังมาจากด้านใน
เมี่ยวต่อมาก็เห็นคนที่ดูเหมือนสาวใช้สวมชุดกระโปรงบาง เปิดม่านประตูหนาๆเดินออกมา
ทั้งสามคนเผชิญหน้ากัน เมื่อเห็นชุดของสาวใช้คนนั้น จู้เจียงเจียงก็รู้ได้ทันทีว่าคนที่พักอยู่ห้องถัดไป น่าจะเป็นคนที่ราชวงศ์ต้าหลี่ส่งมา
ที่นี่คือที่พักของทางการ เพื่อหลีกเลี่ยงความแตกต่างในเรื่องความเคยชินของแต่ละแคว้น จึงพยายามจัดคนแคว้นเดียวกันให้อยู่ที่เดียวกัน
สาวใช้คนนั้นเมื่อเห็นพวกเขาสองคนก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา แต่นางไม่พูดอะไรก็รีบวิ่งไปสั่งของกับทางที่พัก
เนื่องจากจู้เจียงเจียงกินข้าวเย็นข้างนอกมาแล้ว เมื่อกลับมาก็จัดของที่นางซื้อมาวันนี้ ส่วนเผยจี้ก็ยกชามานั่งดูอยู่ข้างๆ
ม่านประตูที่ทำจากป่านของแคว้นเสี่ยวซีเก็บเสียงได้ไม่ดีนัก ไม่นานเสียงโวยวายจากห้องพักข้างๆก็ดังขึ้น
“ไร้ประโยชน์! แม้แต่ข้าวถ้วยหนึ่งก็ขอมาไม่ได้ ข้าจะมีพวกเขาไว้ทำไม!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเขวี้ยงถ้วยดินเผาแตก
ต่อมาก็คือเสียงคุกเข่าดัง *ตุบๆ* และเสียงขอความเมตตาของพวกสาวใช้
จู้เจียงเจียงไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น นางยังคงห่อของขวัญบนโต๊ะต่อไป “ดูท่าจะมีคุณหนูจอมหยิ่งพักอยู่ห้องถัดไป ใช่ลูกสาวของใต้เท้าซ่างหรือเปล่า?”
เผยจี้ลุกขึ้นไปปิดประตู เสียงดังรบกวนจึงเบาลงเล็กน้อย
“ไม่รู้”
เขาจำขุนนางในราชสำนักได้ไม่ครบทุกคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาเลย
“หากฮูหยินรู้สึกสนใจหลี่จิง หลังกลับจากการเดินทางครั้งนี้ พวกเราไปเที่ยวหลี่จิงเป็นอย่างไร” เผยจี้เสนอขึ้น
ในการเดินทางครั้งนี้ เขาพบว่าจู้เจียงเจียงดูเหมือนจะชอบการเดินทางท่องเที่ยวมาก ดังนั้นเขาคิดจะพานางออกไปเที่ยวชม
“ช่างมันเถอะ หากหลี่จิงมีแต่คุณหนูจอมหยิ่งแบบนี้ทุกคนละก็ ไปถึงก็คงจะถูกดูถูกดูแคลน ข้าจะไปหาเรื่องให้ลำบากใจแบบนั้นทำไม” จู้เจียงเจียงไม่อยากไป
แค่เผยเซวียนคนเดียวก็ทำให้นางปวดหัวมากพอแล้ว ตอนนี้ห้องพักถัดไปยังมาอีกคน
หากไปเมืองหลวง คงมีคุณหนูจอมหยิ่งแบบนี้เต็มท้องถนนไปหมดไม่ใช่หรือ? หากเป็นอย่างนั้นจริงๆ ละก็ นางเกรงว่าจะห้ามตัวเองไม่ให้ทำร้ายคนไม่ได้
*ก๊อกๆ*
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ๆด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เผยจี้ลุกเดินไปเปิดประตู เห็นเพียงชุ่ยเถาสาวใช้คนที่เจอหน้ากันเมื่อครู่ยืนอยู่ที่หน้าประตู
ดวงตาทั้งสองของชุ่ยเถาแดงก่ำ ทำความเคารพทั้งสอง แล้วถามเสียงเบาๆว่า “เรียนถามคุณชาย คุณหนู พวกท่านมาจากราชวงศ์ต้าหลี่ใช่หรือไม่? ในมือพวกท่านมีข้าวติดมาบ้างหรือไม่ คุณหนูของพวกเราไม่ชินกับอาหารที่นี่ ดังนั้นข้าจึงจำต้องมารบกวนท่านทั้งสอง”
น้ำเสียงของสาวใช้ลนลานเล็กน้อย พยายามอธิบายให้เข้าใจ
เผยจี้หันไปมองจู้เจียงเจียง เพื่อถามความคิดเห็น
เดิมจู้เจียงเจียงไม่อยากสนใจ แต่เมื่อเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าสาวใช้ก็ใจอ่อนลง
คนทำงานเหมือนกัน นางเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
ถึงอย่างไรในมือพวกเขาก็มีเสบียงอยู่ นางจึงให้ข้าวสารแก่สาวใช้คนนั้นไปสองจิน
ตอนที่ 264: ต้นป่ายเหอป่า เติบโตอยู่เต็มแคว้นเสี่ยวซี
ข้าวสารสองจินของจู้เจียงเจียงที่ใจดีมอบให้เมื่อวาน กลับแลกความสำนึกบุญคุณของคุณหนูตระกูลซ่างบ้านข้างๆไม่ได้
ตอนนางและเผยจี้ออกจากบ้านตอนเช้า เจอนายบ่าวของบ้านข้างๆเดินออกมาพอดี เดิมทีนางยังคิดจะแสดงความเป็นมิตร ผลคือคุณหนูคนนั้นเพียงแค่เหลือบมองนางแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
แต่ตอนเห็นเผยจี้ คุณหนูคนนั้นกลับยิ้มจนหน้าบาน
ดังนั้น วันนี้ตอนออกไปข้างนอก จู้เจียงเจียงจึงเอาแต่หยอกล้อเผยจี้อยู่ตลอด
“อาจ้าวของเราเป็นที่นิยมของสาวๆจริงๆ เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้คนอื่นหลงใหลได้ปลื้มสุดๆ”
“ท่านพี่คิดว่าคุณหนูตระกูลซ่างเป็นอย่างไรบ้าง? ถึงแม้นางจะไม่มีมารยาท นิสัยเสีย รูปลักษณ์สู้ข้าไม่ได้ ตอนไม่ยิ้มท่าทางก็เหมือนเมี่ยเจวี๋ยซือไท่ แต่คนเขาเป็นถึงคุณหนูเชียวนะ”
เจอนางพูดเรื่อยเปื่อยซ้ำๆ เผยจี้จึงถือเสียว่านางกำลังหึง ดังนั้นจึงไม่รู้สึกไม่พอใจ
“เมี่ยเจวี๋ยซือไท่? นั่นคือใคร?”
“...”
ตอนนี้ใช่เวลามาคุยว่าเมี่ยเจวี๋ยซือไท่คือใครอย่างนั้นหรือ?!
จู้เจียงเจียงไม่ได้ตอบอะไร ใช้สองขาหนีบท้องม้าไว้แน่นแล้วขี่หนีเผยจี้ไป
เมื่อคืนพวกเขาให้คนส่งจดหมายไปหาสวี่โยว นัดกันว่าวันนี้จะออกไปสำรวจนอกเมืองดู
นางมาที่นี่เพื่อช่วยตรวจสภาพดิน แคว้นเสี่ยวซีอยากทำการเกษตร อยากทำการเพาะปลูกอยู่ใกล้ๆมู่โตว
หากเป็นแบบนี้ ยามเก็บเกี่ยว พวกเขาจะได้ส่งผลไม้ไปขุนนางและผู้สูงศักดิ์ที่มู่โตวได้โดยตรง
เหมือนวังหลวงของแคว้นเสี่ยวซีจะเข้าออกง่าย สวี่กู้ที่พักอยู่ในวังก็ตามมาด้วย
เมื่อเห็นจู้เจียงเจียงขี่ม้าทำหน้ามุ่ยพุ่งมาทางพวกเขา อาหลานตระกูลสวี่รวมถึงองครักษ์คนอื่นๆที่อยู่บนหลังม้าก็กระจายตัวออกทันที หลีกเลี่ยงไม่ให้นางชนโดนตัวพวกเขา
“แม่นางจู้ ที่พักดูแลไม่ดีหรืออย่างไรเจ้าถึงได้ดูไม่พอใจเช่นนี้? ไม่สู้วันนี้ตามข้ากลับจวนไปพักชั่วคราวเถอะ” สวี่โยวพูดเชื้อเชิญจู้เจียงเจียงอีกครั้ง
แต่ความสนใจของจู้เจียงเจียงไม่ได้อยู่ที่คำเชิญของสวี่โยวเลย แต่กลับเป็นที่ดินผืนใหญ่ตรงหน้า
ตอนนี้ปลายเดือนสอง ใกล้จะเข้าเดือนสามแล้ว
เหนือพื้นดินห่างจากที่ราบสูงของมู่โตวเล็กน้อย ต้นป่ายเหอป่ากำลังทะลุชั้นดินโผล่หัวออกมา
บนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไกลสุดสายตา ดอกไม้สีขาวเล็กๆประดับอยู่ทั่วพื้นดิน เยอะเหมือนกับดวงดาว
จู้เจียงเจียงรู้สึกตะลึงงันกับภูมิทัศน์งดงามตรงหน้า ความกังวลใจทั้งหมดของนางได้หายไปพร้อมกับดอกตูมของต้นป่ายเหอป่า
“แม่นางจู้ ที่นี่เป็นชานเมืองของมู่โตว และเป็นที่ดินลักษณะเฉพาะของแคว้นเสี่ยวซีของเรา ตามที่เจ้าเห็น คิดว่าจะปลูกแตงโมหรือฝ้ายได้หรือไม่?”
สวี่โยวเห็นดวงตาทั้งสองของนางเปล่งประกาย จึงคิดว่านางยอมรับที่ดินผืนนี้
เขารู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านจะทำการเพาะปลูกที่นี่?” ไม่รู้ทำไมจู่ๆ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกไม่อยากจะเพาะปลูกที่นี่สักเท่าไร
ทำการเกษตรในสถานที่แบบนี้ เช่นนั้นก็เท่ากับการทำลายความสวยงามดั้งเดิมที่มีอยู่ของมัน
สวี่โยวรู้สึกสับสนเล็กน้อยจากการตอบสนองนี้ของนาง “หรือที่นี่จะเพาะปลูกไม่ได้?”
“นี่มัน...” จู้เจียงเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ก็ไม่ใช่ว่าเพาะปลูกไม่ได้ เพียงแต่…โยวชินอ๋อง องค์ชายสามสวี่ พวกท่านรู้หรือว่าดอกไม้ที่เติบโตบนพื้นดินนี้คือดอกอะไร?”
“ดอกไม้?”
นางเปลี่ยนเรื่องเร็วมาก สองอาหลานตระกูลสวี่มึนงงไปหมด
เห็นพวกเขาสองคนดูดอกไม้สีขาวที่กว้างใหญ่อย่างไม่เข้าใจ “มันคือดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งที่มีในแคว้นเสี่ยวซี ทำไมหรือ?”
ดอกไม้ป่า…
จู้เจียงเจียงยิ้มอย่างขมขื่น
ก็พูดได้ว่ามันคือดอกไม้ป่าชนิดหนึ่งจริงๆ แต่ต้นป่ายเหอป่าก็มีฤดูใบไม้ผลิเช่นกัน
จู้เจียงเจียงเสนอ “ลองไปดูสถานที่ที่ไกลอีกสักหน่อยเถอะ”
บางทีสถานที่ที่ไกลออกไปจากตรงนี้ที่ไม่มีต้นป่ายเหอป่า อาจจะเหมาะสมกับการทำการเกษตรมากกว่าก็ได้?
พวกเขากำลังขี่ม้าวิ่งบนทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ แคว้นเสี่ยวซีไร้ขอบเขตทำให้จู้เจียงเจียงได้เพลิดเพลินกับการขี่ม้าอย่างเต็มที่ มันแตกต่างจากราชวงศ์ต้าหลี่มาก
น้ำแข็งที่ละลายจากยอดเขาที่ห่างไกล ไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบที่ลึกและใหญ่บนทุ่งหญ้า
ทะเลสาบสะท้อนภาพท้องฟ้าสีคราม ฉากนั้นทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา
“โยวชินอ๋อง ไร่นาของชาวบ้านมีกี่แห่ง?” มื่อเห็นทิวทัศน์งดงามแบบนี้ จู้เจียงเจียงแข็งใจไม่ไหวจึงคิดจะใช้ไร่นาของชาวบ้านในแคว้นเสี่ยวซี
หากไร่นาของชาวบ้านมีพื้นที่เยอะพอ แต่ผลผลิตที่ได้จากการเพาะปลูกน้อย เช่นนั้นก็อาจนำมารวมกันแล้วปลูกฝ้ายและแตงโมแทน
คำถามนี้ สวี่โยวไม่รู้คำตอบจริงๆ
“แม่นางจู้ ราชสำนักสนใจแต่เรื่องเหมืองแร่มาโดยตลอด เรื่องไร่นา…ข้าไม่รู้เลยจริงๆ”
เขายิ้มอย่างเขินอาย “แต่หากแม่นางจู้ต้องการ ข้าจะสั่งให้คนไปรวบรวมข้อมูลมาให้ทันที หลังจากการประชุมต๋ามู่เสร็จสิ้น ข้าจะนำข้อมูลที่สมบูรณ์มาให้กับเจ้า”
วิธีการใช้ตัวเลขข้อมูลของจู้เจียงเจียงนั้นดีมาก สวี่โยวจึงตั้งใจจะนำไปประยุกต์ใช้
“ก็ดี ถึงอย่างไรแคว้นเสี่ยวซีของพวกท่านก็มีที่ดินเปล่ามากมาย สามารถดำเนินการปลูกได้ตลอดเวลา”
แคว้นเสี่ยวซีอุดมไปด้วยแร่เหล็ก แต่แร่เหล็กมักจะพบในภูเขาหรือใต้ดิน ที่ดินที่บนพื้นผิวยังไม่เคยถูกใช้ หากไร่นาไม่พอใช้ ยังสามารถพลิกดินราบเหล่านี้มาทำการเกษตรก็ยังทัน
“จริงด้วย”
จู่ๆ เหมือนจู้เจียงเจียงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “การประชุมต๋ามู่ครั้งนี้มีกี่แคว้นที่มาเข้าร่วมหรือ โยวชินอ๋องสามารถให้ใบรายชื่อฉบับหนึ่งกับพวกเราได้ไหม?”
คนในที่พักมีผสมปนเปกันไปหมด อีกทั้งนางไม่ค่อยเข้าใจยุคสมัยนี้เท่าไร ข้อมูลของนางจึงล้าหลังไปบ้าง ดังนั้นจึงอยากจะเปิดโลกสักหน่อย
“เรื่องนี้จะยากอะไร กลับไปข้าจะให้คนไปจัดทำใบรายชื่อให้พวกท่านฉบับหนึ่ง” สวี่กู้ชิงตอบก่อน
“ฮูหยิน ให้เจ้า”
ในระหว่างทางกลับเมือง เผยจี้กลับมารวมกับขบวนอีกครั้ง พร้อมกับยื่นดอกป่ายเหอป่าให้จู้เจียงเจียงหนึ่งช่อ
เมื่อเห็นดังนั้น มุมปากของจู้เจียงเจียงก็ยกขึ้นถึงใบหูเลยทีเดียว
นางเคยพูดแค่ครั้งเดียวว่าอยากได้ดอกไม้บ่อยๆ แต่เขากลับจำได้เสมอ
ดังนั้นไม่ว่าตอนไหน แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่พวกเขากำลังเดินทาง เขาก็จะเก็บดอกไม้ข้างทางมาให้นางเสมอ
ผู้ชายห่ามๆคนนี้ใช้ได้เลย
จู้เจียงเจียงถือช่อดอกป่ายเหอป่าที่เผยจี้ให้นางด้วยความดีใจ กระโดดโลดเต้นกลับที่พัก
แต่เมื่อกลับมาถึงที่พัก ก็เห็นใครบางคนกำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูบ้านพักของพวกเขาด้วยท่าทางกระวนกระวาย ทำให้อารมณ์นางแย่ลงเล็กน้อย
เป็นคนจากบ้านข้างๆอีกแล้ว
ชุ่ยเถาทนรอจู้เจียงเจียงกลับมาถึงอย่างยากลำบาก เมื่อเห็น นางก็เดินเร็วเข้าไปต้อนรับทันที
“ดีจริงๆแม่นาง ในที่สุดพวกท่านก็กลับมาแล้ว!” ชุ่ยเถาดีใจจนอยากคว้ามือของจู้เจียงเจียงไปจับ แต่ถูกนางหลบได้ทัน
ชุ่ยเถาก็ไม่ได้สนใจ แล้วพูดต่อว่า “แม่นาง คุณหนูของเราอยากกินข้าวอีกแล้ว นางไม่ชินกับอาหารของแคว้นเสี่ยวซีจริงๆ แม่นางจะแบ่งให้พวกเราอีกสักหน่อยได้หรือไม่?”
“ไม่ได้” จู้เจียงเจียงทำหน้าไร้เดียงสา ตอบปฏิเสธไปทันที
สาวใช้คนนั้นคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะถูกปฏิเสธจึงอึ้งนิ่งอยู่กับที่
ตอนอยากพูดบางอย่าง จู้เจียงเจียงก็หมุนตัวกลับเข้าบ้านไปแล้ว
ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงไม่ยอมให้ล่ะ? เมื่อวานนางยังใจดีถึงขนาดนั้น ไม่พูดพล่ามก็ให้ข้าวสารมาสองจิน แต่ทำไมวันนี้จึงเปลี่ยนไปเสียล่ะ?
“แม่นาง ในมือยังมีข้าวอยู่เท่าไร พวกเราขอซื้อทั้งหมด พูดคุยราคากันได้” ชุ่ยเถาไม่ยอมแพ้ เคาะประตูตะโกนเข้าไปข้างใน
ในห้อง จู้เจียงเจียงกำลังหาแจกันดินเผาเพื่อมาเลี้ยงดอกไม้ไว้
ส่วนเสียงข้างนอก นางถือเสียว่าไม่ได้ยินและไม่สนใจอีก
การมองข้ามไม่สนใจ คือวิธีที่ทำให้คนรู้สึกแย่ที่สุด
ตอนที่ 265: คุณหนูผู้สูงศักดิ์ยังต้องขอข้าว?
การถูกมองข้ามไม่สนใจช่างทำให้รู้สึกแย่จริงๆ
ชุ่ยเถาที่ยืนขอข้าวอยู่หน้าประตูยังไม่ถึงกับถอดใจ แต่ซ่างหวานหว่านที่อยู่ในห้องข้างๆ กลับร้อนใจเสียแล้ว
ซ่างหวานหว่านได้ยินสาวใช้ตัวเองขอร้องอยู่นานมาก แต่จู้เจียงเจียงก็ไม่ได้สนใจ สาวใช้ของตัวเองถูกเมิน นางรู้สึกว่าตนเองก็ถูกดูถูกเหยียดหยามไปด้วย
ดังนั้นจึงนั่งไม่ติด สั่งสาวใช้อีกคนให้ออกไปแจ้งยศและชื่อของตัวเอง
“แม่นาง คุณหนูที่พักอยู่ห้องข้างๆ นี้คือคุณหนูหวานหว่านของใต้เท้าซ่าง เจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้าย คุณหนูของพวกเราอยากขอข้าวกับท่านเล็กน้อย หวังว่าแม่นางจะไม่ปฏิเสธ”
เสียงสาวใช้ไม่รู้จักอีกคนดังมาในห้อง การกระทำจัดดอกไม้ของจู้เจียงเจียงชะงัก รอยยิ้มกลายเป็นยิ้มเยาะ
พวกนางพูดแบบนี้มีหมายความว่าอย่างไร?
หรือเปลี่ยนมาข่มขู่โดยอ้อมให้นางอย่าดื้อรั้นใช่ไหม?
“แม่นาง คุณหนูของเรามาครั้งนี้เพราะได้รับพระบัญชาจากฝ่าบาทให้มาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ แต่จนปัญญาพวกเรานำข้าวมาไม่มาก หากคุณหนูเกิดเป็นอะไรไป เช่นนั้นคงทำให้ราชวงศ์ต้าหลี่ขายหน้า ยังหวังว่าแม่นางจะเห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ ให้ข้าวกับพวกเราหน่อย”
สาวใช้คนนั้นพูดจ้ออยู่หนึ่งรอบ ทั้งยังใช้น้ำเสียงกึ่งโอ้อวดผสมข่มขู่พูดคุยกับนาง
ตอนนี้คือช่วงก่อนการจัดการประชุมต๋ามู่ของแคว้นเสี่ยวซี และเป็นช่วงที่เสบียงขาดแคลนที่สุด
พวกเขาต้องรอจนกระทั่งการประชุมต๋ามู่จบลง ถึงจะดำเนินการแลกเปลี่ยนแร่เหล็กกับเสบียงของแต่ละแคว้นจำนวนมากได้ ดังนั้นเวลานี้ ถึงแม้จะเป็นในมู่โตวก็หาข้าวต่างแคว้นได้ยาก
และเพราะเหตุผลนี้ จึงทำให้ซ่างหวานหว่านยอมลดตัวลงมาขอข้าวสารหนึ่งจินจากผู้อื่น
“แม่นาง...”
ตอนที่สาวใช้ที่มาทีหลังยกมือขึ้นจะเคาะประตูอีกครั้ง ประตูห้องของจู้เจียงเจียงก็เปิดออก
สาวใช้ที่มาทีหลังเห็นชัดว่ามีตำแหน่งสูงกว่าชุ่ยเถาเมื่อคืน เห็นแค่นางก้มหน้ายืนอยู่ด้านหลังสาวใช้คนนั้นอย่างระมัดระวังและเชื่อฟัง
“แม่นางมีเงื่อนไขอะไร โปรดพูดมาตามตรง” สาวใช้คนที่มาทีหลังเหล่ตามองจู้เจียงเจียง ทำหน้าเย็นชา ดูไม่ค่อยพอใจ
เห็นท่าทางของนาง จู้เจียงเจียงก็พอจะเดานิสัยของซ่างหวานหว่านในห้องข้างๆได้ว่าเป็นแบบไหน
สาวใช้คนสนิทแบบนี้ ไม่เรียนอย่างอื่น แต่เลียนแบบท่าทางของคุณหนูของพวกนางได้เร็วที่สุด
“เงื่อนไขของข้าคือ ขอให้พวกเจ้าอยู่ห่างๆจากข้าหน่อย” จู้เจียงเจียงพิงบานประตู มือทั้งสองกอดอก ใบหน้าเหมือนยิ้มเหยียดตั้งแต่ต้นจนจบ
สาวใช้คนนั้นได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที สีหน้ายิ่งน่าเกลียด “แม่นาง เจ้ารู้หรือไม่คุณหนูของพวกเราเป็นใคร!”
จู้เจียงเจียงตอบ “ข้ารู้ เมื่อครู่เจ้าบอกแล้วไม่ใช่หรือ? ลูกสาวของใต้เท้าซ่างไง”
สาวใช้คนนั้นตะคอกออกมา “ในเมื่อเจ้ารู้ ทำไมยังปล่อยให้พวกเรายืนรออยู่ข้างนอกอีก!”
จู้เจียงเจียงก้มหน้าหลุดขำออกมา เมื่อเทียบกับสาวใช้คนนั้น นางแสดงออกว่าไม่สนใจอย่างชัดเจน “เพราะว่าข้าไม่รู้จักพวกเจ้า”
ท่าทางไม่สนใจของนาง กระตุ้นให้สาวใช้คนนั้นโกรธขึ้นมาแล้ว
ที่หลี่จิง ไม่เคยมีหญิงสาวบ้านไหนไม่ให้เกียรติคุณหนูของพวกนางขนาดนี้มาก่อน แต่สาวน้อยที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนผู้นี้ถึงกับกล้าเมินคุณหนูของพวกนาง!
“แม่นาง คุณหนูของเรายอมลดตัวกินอาหารเรียบง่ายของเจ้า เจ้าต้องรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณจนหาที่สุดไม่ได้ หากคุณหนูของเราอารมณ์ดี เจ้าจะได้ประโยชน์ไม่น้อย เจ้าอย่าให้เกียรติแล้วยังหน้าไม่อาย”
“อาหารเรียบง่าย ให้เกียรติแล้วยังหน้าไม่อาย?”
เมื่อครู่จู้เจียงเจียงเพียงแค่ยิ้มเย็นชา แต่ตอนนี้ดวงตาของนางก็เย็นชาลงไปด้วย
นางย้ายสายตาไปที่ประตูห้องข้างๆ จ้องม่านผืนนั้นแล้วพูดเสียงดังว่า “ข้าเรียนหนังสือมาน้อย ถึงไม่รู้ว่าบุตรหลานของเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายถูกสอนให้ขอข้าวคนอื่นกันด้วย”
“แต่ดูเหมือนเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายจะสอนได้ไม่ดีนัก มาขอข้าวแล้วยังทำกร่างแบบนี้ ข้าไม่เคยเห็นจริงๆ”
*เพล้ง!*
จู้เจียงเจียงเพิ่งพูดจบ ในห้องข้างๆก็มีเสียงสิ่งของถูกปาลงพื้นดังออกมา
จากนั้น หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองอ่อนก็เปิดม่านเดินออกมา
ใบหน้าของซ่างหวานหว่านบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เดินปรี่เข้ามาหาจู้เจียงเจียง พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าจะตี
จู้เจียงเจียงไหนเลยจะยอมยืนนิ่งปล่อยให้นางตบ?
เห็นเพียงหลังของนางที่แนบติดบานประตู หมุนตัวเข้าไปในห้อง ทำให้ฝ่ามือของซ่างหวานหว่านตบลงไปบนบานประตูแข็งๆจนเกิดเสียงดัง *ปัง* แทน
“โอ๊ย...”
เสียงร้องโหยหวนนี้ออกมาจากซ่างหวานหว่าน
นางโกรธมากจนลงมืออย่างหนัก ทว่าเมื่อฝ่ามือกระแทกเข้ากับบานประตู กระดูกมือก็แตกทันที
“คุณหนู!”
สาวใช้ทั้งสองรีบเดินเข้าไปประคองคุณหนูของตนที่เจ็บจนกัดฟันแน่น และมีเหงื่อซึมใบหน้า ซ่างหวานหว่านกัดฟันกรอดแล้วพูดว่า “ไปสั่งสอนนังหญิงสารเลวคนนั้นให้หนักแทนข้า!”
คุณหนูของตัวเองพูดแล้ว สาวใช้คนสนิทก็ทำท่าแข็งกร้าวขึ้นมาทันที พับแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าใส่
ดูเหมือนว่าเวลาผู้หญิงทะเลาะกัน มักจะเริ่มจากการใช้มือก่อน
สาวใช้คนนั้นก็เช่นกัน นางเงื้อมือจะตบจู้เจียงเจียง แต่จู้เจียงเจียงไม่ยอมให้นางได้ทำแบบนั้น นางจึงเริ่มต้นการต่อสู้จากท่อนล่างก่อน
ดังนั้นนางจึงยกเท้าขึ้น ถีบสาวใช้คนนั้นล้มลงไปกับพื้น ไม่ให้แม้แต่โอกาสที่จะเข้าใกล้
ซ่างหวานหว่านเห็นสาวใช้คนสนิทของตัวเองเสียเปรียบ ก็หันไปตำหนิชุ่ยเถาที่อยู่ข้างๆ “ชุ่ยเถา ยังยืนนิ่งอยู่ทำไม อยากโดนตีใช่ไหม!”
ใบหน้าของชุ่ยเถามีความลังเล นางไม่อยากทำร้ายคน แต่ก็ฝ่าฝืนคำสั่งของคุณหนูตัวเองไม่ได้
เพราะนางรู้อยู่แก่ใจ เวลาคุณหนูสั่งสอนเหล่าบ่าวไพร่นั้นน่ากลัวมากแค่ไหน
ดังนั้นนางจึงทำได้แค่กัดฟันเดินหน้าไปให้จู้เจียงเจียงเตะ
“น่าเบื่อจริงๆ พวกเจ้าสามคนนายบ่าวไม่ได้กินข้าวกันหรือ?”
จู้เจียงเจียงตบฝุ่นที่ไม่มีอยู่บนฝ่ามือ “อ้อ จริงสิ พวกเจ้าสามคนยังไม่ได้กินข้าวจริงๆด้วย ไม่งั้นก็คงไม่มาขอข้าวกับข้าแบบนี้ เหอะๆ”
“แต่ข้าก็บอกไปเมื่อครู่แล้ว ท่าทางขอข้าวของพวกเจ้าต้องดีกว่านี้ หรือเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายไม่ได้สอนพวกเจ้า ตอนขอร้องคนอื่นต้องพูดเสียงเบาอ่อนน้อมถ่อมตนสักหน่อย?”
จู้เจียงเจียงยั่วเย้าและเหน็บแนมนายบ่าวทั้งสามคนของตระกูลซ่าง
ความเคลื่อนไหวของพวกนาง เริ่มตั้งแต่ที่สาวใช้มาเคาะประตูห้องนาง ก็เรียกความสนใจสายตาที่อยากมุงดูเรื่องสนุกได้ไม่น้อย
ห้องของพวกนางอยู่ชั้นบน แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับแขกเหรื่อที่อยู่บ้านซ้ายขวาที่จะวิ่งมาดูเหตุการณ์ แค่ยืนที่ว่างชั้นล่างมองขึ้นไปดูก็ได้แล้ว
ทุกคนดูไปพลาง ยังชี้ตำหนิพวกเขาไปพลาง
พวกเขารู้ว่าหนึ่งในคนที่ทะเลาะกันนั้นเป็นบุตรสาวของเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายจากราชวงศ์ต้าหลี่ แต่กลับไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ดังนั้น ในตอนที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ชื่อของซ่างหวานหว่านจึงถูกพูดถึงมากที่สุด
ซ่างหวานหว่านเห็นว่าตัวเองถูกทำร้าย และกลายเป็นตัวตลกต่อหน้าเหล่าผู้แทนของแต่ละแคว้น นางจะยอมแพ้ได้อย่างไร?
“เด็กๆ ไปเรียกท่านพ่อข้ามา!”
ซ่างชิงซานพักอยู่ที่อื่น เพราะต้องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตัวแทนของแต่ละแคว้น และเพื่อความสะดวกในการสืบหาเงื่อนไขที่จะเสนอให้แคว้นเสี่ยวซีหลังการประชุมต๋ามู่จบลง
จนกระทั่งชุ่ยเถาวิ่งไปแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ทราบ เขาถึงเพิ่งรู้
เมื่อรับรู้ว่าลูกสาวตัวเองถูกคนอื่นรังแก เขาก็รีบพากลุ่มองครักษ์พุ่งมาด้วยความโกรธแค้น
พอเห็นว่าบิดาของตนกำลังเดินขึ้นบันไดมาพร้อมกับเหล่าองครักษ์ ซ่างหวานหว่านก็ตั้งท่าแข็งกร้าวแล้วพูดว่า “นังสารเลว ท่านพ่อข้ามาแล้ว วันตายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
“โอ๊ะ? จริงหรือ?”
จู้เจียงเจียงชำเลืองมองลงไปชั้นล่างแวบหนึ่ง นางเห็นเผยจี้แล้ว
“ก็แค่หาคนมาช่วยหนุนหลังเอง ข้าก็ทำได้เหมือนกัน”
ตอนที่ 266: อยากแตะต้องนาง ถามความเห็นจากข้าหรือยัง
“ท่านพ่อ ท่านดู นังสารเลวคนนี้ถึงกับกล้ารังแกหวานหว่าน”
ซ่างชิงซานพาคนขึ้นชั้นบนเหยียบบันไดดินเสียงดัง *ตึกๆ* จู้เจียงเจียงรู้สึกราวกับว่าเศษดินบนผนังกำลังจะตกลงมาบนหัวของนางแล้ว
ซ่างหวานหว่านเห็นบิดาตัวเองที่เป็นเจ้ากรมการตรวจตรามาถึงแล้ว นางจึงรีบวิ่งไปหาด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า ยื่นมือตัวเองที่ทั้งบวมและแดงไปให้ซ่างชิงซานดู
ซ่างชิงซานเห็นมือลูกสาวสุดที่รักบวมและแดง ก็รู้สึกทั้งสงสารและกรุ่นโกรธ
“บังอาจ ใครกันที่กล้ามารังแกดวงใจของข้าเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้าย ออกมารับโทษตายเสีย!”
“ใต้เท้าซ่าง”
ซ่างชิงซานเพิ่งพูดจบ มีเสียงทรงอำนาจหนึ่งดังมาจากด้านหลังของพวกเขาสองคนพ่อลูก
ทั้งคู่หันไปมอง ก็เห็นเผยจี้ยืนอยู่ด้านหลัง มองพวกเขาด้วยสายตาเยาะเย้ย “พวกท่านอยากแตะต้องนาง ถามความเห็นจากข้าหรือยัง?”
“ท่านแม่ทัพ?”
พ่อลูกตระกูลซ่างต่างแสดงสีหน้าตกใจ
เผยจี้เคยปรากฏตัวในโถงประชุมแค่ครั้งเดียว และเป็นเรื่องเมื่อหนึ่งปีกว่าที่แล้ว ในชั่วขณะซ่างชิงซานนึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร
หลังจากพิจารณาดูอยู่นาน เขาก็เอ่ยปากถามชายตรงหน้าด้วยความลังเล “หรือท่านจะเป็นแม่ทัพใหญ่เผยของจวนเผยจากเมืองหลวง”
“จวนเผยจากเมืองหลวง?” ซ่างหวานหว่านเหมือนเดาได้แล้วว่าผู้ชายตรงหน้านี้เป็นใคร
จู่ๆ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นดูซับซ้อน นางอดทนต่อความเจ็บปวดและทำความเคารพเผยจี้อย่างไม่เต็มใจ “หวานหว่านคารวะแม่ทัพเผย”
ออกห้องเมื่อเช้านี้ พวกเขาเคยเจอหน้ากันที่นี่
ซ่างหวานหว่านยอมรับว่า นางรู้สึกดีกับชายหนุ่มคนนี้ที่ยังไม่รู้จักฐานะในตอนนั้น เขาอายุน้อย หล่อเหลางดงาม หยาบกระด้างแต่ละเอียดอ่อน วันนี้นางถึงกับรออยู่ในห้องทั้งวันก็เพื่อรอเขากลับมาเจอหน้ากันอีกครั้ง
แต่ทำไม เขาถึงเป็นเผยจี้ลูกอนุจวนเผยจากเมืองหลวงไปเสียได้!
มีข่าวลือในหลี่จิงว่าเขาเป็นเผยจี้ตัวปลอม
ไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม
แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นเผยจี้ตัวจริงหรือไม่ เขาก็คือแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งของราชวงศ์
และนางก็ตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็น!
ซ่างหวานหว่านย้ำเตือนตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจว่า ผู้ชายตรงหน้าถึงแม้จะมีตำแหน่งสูงมีอำนาจ แต่เขาเป็นลูกอนุ
นางค่อนข้างใส่ใจเรื่องสถานะลูกอนุนี้
ซ่างหวานหว่านจมอยู่ในโลกส่วนตัวของนาง คิดวนเวียนไปมาหลายครั้งก็ยังหาคำตอบไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของนาง จู้เจียงเจียงล้วนเห็นอยู่ในสายตามาตั้งแต่ต้นจนจบ
ผู้หญิงคนนี้มองสามีของนางที ประเดี๋ยวเขินอาย ประเดี๋ยวถอนหายใจ บางครั้งยังแสดงสีหน้ากล้าหาญ บางครั้งก็ดูเจ็บปวดหลากหลายอารมณ์ นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เป็นแค่คนชอบแสดงละคร หรือว่าสนใจสามีของนางกันแน่?
ไม่เอาละครน้ำเน่าแบบนี้ได้ไหม หาเรื่องกันเฉยๆไม่ได้หรือ?
“ข้าน้อย คารวะแม่ทัพเผย”
ซ่างชิงซานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ประสานมือทำความเคารพเผยจี้
พวกเขาต่างเป็นขุนนางขั้นที่หนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่เผยจี้เป็นขั้นที่หนึ่งชั้นเอก ส่วนเขาเป็นชั้นโท ทว่าเขาเองก็เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ศักดิ์ศรีของฝ่ายบุ๋นไม่อนุญาตให้เขาดูถูกตัวเองเกินไป
เผยจี้ไม่ได้สนใจซ่างชิงซาน เดินตรงไปหยุดตรงหน้าจู้เจียงเจียง “ฮูหยิน บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”
นี่เป็นครั้งแรกที่จู้เจียงเจียงได้สัมผัสถึงชีวิตที่มีสามีเป็นขุนนางใหญ่ เมื่อก่อนอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขา ฉากแบบนี้หาได้ยากนัก
วันนี้ได้เห็นแล้ว ความรู้สึกที่มีคนหนุนหลังมันช่างดีจริงๆ
“ข้าไม่เป็นไร บานประตูเจ็บแทนแล้ว” นางชี้บานประตูแล้วพูดเล่น
คำพูดนี้ฟังดูราวกับเป็นการเยาะเย้ยในหูของซ่างหวานหว่าน
ยิ่งไปกว่านั้น ชายหนุ่มที่ทำให้จิตใจนางสับสน ทำไมถึงไปขอผู้หญิงใจแคบคนนี้แต่งเป็นภรรยาได้? นางไม่ยอม!
“ท่านพ่อ หรือว่าเพราะตำแหน่งของท่านต่ำกว่าท่านแม่ทัพครึ่งขั้น ลูกสาวของท่านจึงสมควรกล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจ ถูกคนอื่นรังแกสบประมาทอย่างนี้หรือเจ้าคะ?”
ซ่างหวานหว่านแสดงท่าทางน่าสงสารถูกรังแก น้ำตาคลอเบ้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นฟ้องบิดาของนางที่เป็นเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้าย
ท่าทางแบบนั้น เห็นแล้วก็อดรู้สึกรักและเวทนาไม่ได้ ต้องบอกเลยว่าได้ผลดีนัก คนที่มามุงดูความสนุกด้านล่างที่ซุบซิบนินทาเลียนเสียงนางเมื่อครู่ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นว่าจู้เจียงเจียงรังแกนางไปแล้ว
กล้ำกลืนความเจ็บช้ำน้ำใจ?
ถูกคนอื่นรังแกสบประมาท?
จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก เมื่อครู่ใครกันแน่ที่ใช้ฐานะมาบีบบังคับให้นางให้ข้าวกัน
เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักของตัวเองร้องไห้แบบนี้ ตำแหน่งขุนนางที่ตัวเองสอบได้มาด้วยความยากลำบากหลังจากอ่านหนังสือมานานหลายสิบปี กลับถูกขุนนางฝ่ายบู้คนหนึ่งดูถูก สีหน้าของซ่างชิงซานพลันเข้มขึ้นหนึ่งส่วน
“แม่ทัพเผย ถึงแม้ท่านจะเป็นแม่ทัพใหญ่ขั้นที่หนึ่งก็ไม่ควรใช้อำนาจบีบบังคับคน รังแกพวกเราพ่อลูก พวกเราได้รับพระราชโองการจากฝ่าบาท ให้เป็นตัวแทนราชวงศ์ต้าหลี่มาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ครั้งนี้”
ซ่างชิงซานมโนภาพฉากที่ตัวเองเป็นขุนนางต่ำต้อย ถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ยอมก้มหัวให้คนที่มีอำนาจมากกว่า พลันรู้สึกดีกับตัวเองขึ้นมาไม่น้อย
“ยิ่งไปกว่านั้น หวานหว่านต้องไปบรรเลงพิณในการประชุมต๋ามู่ เพื่อแสดงความเป็นมิตรจริงใจของราชวงศ์ต้าหลี่ต่อแคว้นเสี่ยวซี ตอนนี้มือของนางถูกฮูหยินของท่านทำร้ายแบบนี้ ท่านจะให้หวานหว่านทำอย่างไรในการประชุมต๋ามู่!”
พ่อลูกตระกูลซ่างโยนความผิดบีบให้จู้เจียงเจียงและเผยจี้จนมุม
คำนี้พูดออกไป นั่นเหมือนชี้ว่า หากซ่างหวานหว่านแสดงได้ไม่ดีในการประชุมต๋ามู่ ความรับผิดชอบทั้งหมดก็โยนมาบนหัวพวกเขาสองคนได้ใช่หรือไม่?
หมากกระดานนี้เล่นได้ฉลาดจริงๆ
ไม่เพียงเอาความผิดผลักมาบนตัวจู้เจียงเจียง แม้แต่ความผิดพลาดที่อาจเกิดในการประชุมต๋ามู่ก็โยนให้พวกเขาแล้ว ใช้ได้เลยนี่!
การเอาเปรียบนี้ หากจู้เจียงเจียงยอมกลืนลงไปง่ายๆ นางก็โง่แล้ว
“แม่นางซ่าง เมื่อครู่ท่านมาหาข้าเรื่องอะไร?”
ตอนที่ทุกคนใกล้ถูกการแสดงของซ่างหวานหว่านหลอกตบตาไป จู่ๆจู้เจียงเจียงก็เอ่ยถามขึ้น
ซ่างหวานหว่านคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะไม่รีบออกมาแก้ตัวเรื่องที่พวกเขาใช้อำนาจรังแกคนและเรื่องทำให้การแสดงในการประชุมต๋ามู่เสียหาย กลับมาถามถึงปัญหาเล็กๆนี่
คำถามนี้ ทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน
“ขะ…ข้าไม่เคยไปหาเจ้า”
จะเป็นไปได้อย่างไรที่ซ่างหวานหว่านจะยอมรับเรื่องน่าอายอย่างการที่นางไปขอข้าวอีกฝ่าย
“จริงหรือ?”
จู้เจียงเจียงหลุดขำ “แล้วพวกท่าน สามคนนายบ่าวมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าห้องของข้าได้อย่างไร?”
“คุณหนูของข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนบ้านเดียวกัน ดังนั้นจึงมาหาเจ้าเพื่ออยากทักทาย ดูแลซึ่งกันและกัน ใครจะรู้ว่าเจ้ากลับไม่รู้จักดีชั่วแบบนี้ เห็นความหวังดีของคุณหนูข้าเป็นความหวังร้าย”
สาวใช้คนสนิทข้างกายซ่างหวานหว่านยื่นหน้าออกมาช่วยพูดแทนเจ้านายตัวเอง
นอกจากนางจะพูดปดแล้ว ยังพูดจาแข็งกร้าวและหยิ่งผยองอีกด้วย นางคิดว่ามีซ่างชิงซานหนุนหลังอยู่ จู้เจียงเจียงจะไม่กล้าลงมืออย่างนั้นหรือ?!
*เพียะ!*
จู้เจียงเจียงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ใช้หลังมือตบหน้าสาวใช้คนนั้นไปหนึ่งฉาด
ความรู้สึกที่สามารถตบใครก็ได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร มันช่างสะใจจริงๆ!
สาวใช้คนนั้นล้มลงบนพื้น หลังชนกับราวบันไดชั้นสอง ใบหน้าบูดบึ้งด้วยความเจ็บปวด
แต่ถึงจะเจ็บแค่ไหน ก็ยังปิดบังความตกใจบนใบหน้าของนางไม่มิด “เจ้า…เจ้ากล้าตบข้า?”
ตอนมีเจ้านายอยู่ หากจะตีคนใช้ก็ต้องดูสีหน้าของเจ้านายก่อน นี่เป็นเรื่องที่ใครๆก็รู้กันไม่ใช่หรือ?
ผู้หญิงคนนี้ถึงกับกล้าตบหน้านาง นั่นก็เท่ากับกำลังตบหน้าของซ่างหวานหว่าน ตบหน้าซ่างชิงซาน ตบหน้าจวนเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายของพวกเขา?!
ตอนที่ 267: ข้าอธิบายกับท่าน!
“หากข้าไม่ตบเจ้า จะให้สามีข้าลงมือก็ไม่ได้กระมัง เขาไม่เคยทำร้ายผู้หญิงมาก่อน” จู้เจียงเจียงยิ้มเยาะอย่างเจ้าเล่ห์ นวดมือที่ชาจากการตบ ไม่เห็นคนตระกูลซ่างอยู่ในสายตา
ซ่างชิงซานที่ถูกตบหน้าโต้งๆ สีหน้าดูย่ำแย่มาก พูดเสียงเข้มกับเผยจี้ “แม่ทัพใหญ่เผย ท่านควรอธิบายข้าหน่อยหรือไม่!”
“ท่านต้องการคำอธิบาย?” จู้เจียงเจียงไม่ให้โอกาสเผยจี้เข้ามาเกี่ยวข้อง “ได้สิ ข้าจะให้ท่าน”
“ใต้เท้าซ่าง ท่านดูสักหน่อยเถิดว่าบนประตูนี้มีรอยมือกี่รอย”
จู้เจียงเจียงชี้รอยมือสีเทาบนประตู แล้วพูดด้วยความพึงพอใจเล็กน้อยที่บ้านพักของแคว้นเสี่ยวซีใช้ดินในการสร้าง ไม่ว่าที่ไหนก็ทิ้งรอยไว้ได้หมด
“รอยชัดเจนขนาดนี้ เป็นรอยที่สาวใช้ตระกูลซ่างของพวกท่านตอนมาขอข้าวกับข้าทิ้งไว้ จุ๊ๆ ท่าทางนั้นราวกับจะมาปล้น อยากยึดห้องของข้า นี่คือการสั่งสอนอบรมโดยครอบครัวตระกูลซ่างของพวกท่าน”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!”
เป็นธรรมดาที่สาวใช้คนนั้นจะไม่ยอมรับ
นางไม่ยอมรับก็ไม่เป็นไร จู้เจียงเจียงก้มหน้าตะโกนไปยังฝูงคนที่มามุงดูความสนุกอยู่ชั้นล่าง “คุณชายเสื้อฟ้าคนนั้น เมื่อครู่ท่านอยู่ตลอด ท่านเป็นพยานให้ข้าได้หรือไม่ว่า พวกนางตระกูลซ่างมาขอทานข้าวจากข้า?”
นางตั้งใจใช้คำว่า ‘ขอทาน’ ที่ฟังดูหยาบคายไปกระตุ้นคนตระกูลซ่าง
คุณชายเสื้อฟ้าที่ถูกเรียกแอบหัวเราะเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นตอบว่า “ใช่แล้ว”
“ท่านดู ข้าไม่ได้พูดโกหก คุณหนูของตระกูลซ่างของพวกท่านมาขอทานข้าวจากข้า” จู้เจียงเจียงแบมือทั้งสองข้าง แล้วเน้นย้ำเรื่องขอทานอีกครั้ง
คำว่าขอทานที่ถูกพูดซ้ำๆ ทำให้ซ่างหวานหว่านที่ได้ยินหน้าแดงก่ำ อับอายขายหน้าไปทั่ว
ยังคงเป็นซ่างชิงซานที่มีประสบการณ์ สีหน้าเขาจึงยังนิ่งสงบเหมือนเดิม “ใครจะรู้ว่าคนผู้นี้เป็นคนของเจ้าหรือไม่ เจ้าอย่าอย่ามาใส่ร้ายป้ายสีตระกูลซ่างของเรา ข้าเป็นถึงเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้าย จะไปขอข้าวกับเจ้าได้อย่างไร?”
“ใต้เท้าที่อยู่ชั้นบน”
ชายหนุ่มเสื้อฟ้าที่อยู่ชั้นล่างเอ่ยขึ้น “หากท่านสงสัยว่าข้าเป็นคนที่แม่นางท่านนี้หามา งั้นท่านลองถามคนอื่นๆดู ทุกท่านคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่ถูกต้องหรือไม่”
“คุณชายท่านนี้พูดถูกแล้ว เป็นคุณหนูตระกูลซ่างคนนั้นที่ขอข้าวจากแม่นางท่านนี้ไม่ได้ จึงเคาะประตูเสียงดัง”
“ถูกต้อง พวกเราก็เห็น…”
ชั้นล่างตอนนี้มีเสียงคล้อยตามดังขึ้น ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคนที่พูดส่วนใหญ่เป็นคนในแคว้นเสี่ยวซี
“พวกเจ้า…”
ซ่างชิงซานไม่ได้คาดคิดว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้
เขารู้นิสัยลูกสาวของตัวเองเป็นอย่างดี บางทีนางอาจจะทำเรื่องบางอย่างลงไป แต่ตอนนี้คนที่ได้รับบาดเจ็บคือลูกสาวของเขา
ทำไมคนพวกนี้ไม่มีความเห็นใจกันเลยสักนิด คนก็ได้รับบาดเจ็บไปแล้ว พวกเขายังจะมาตำหนิลูกสาวของเขาอีกหรือ?
“ฮือๆ...” ซ่างหวานหว่านทนรับคำตำหนิและเสียงหัวเราะเยาะจากคนชั้นล่างไม่ไหว ร้องไห้ฟูมฟายวิ่งกลับเข้าห้องไป
ซ่างชิงซานเห็นแบบนั้นก็สีหน้าเขียวคล้ำ
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่มีโอกาสให้กอบกู้พลิกสถานการณ์ได้แล้ว มือใหญ่โบกให้คนที่ตัวเองพามาลงชั้นล่างไป ส่วนตัวเองเข้าไปในห้องของซ่างหวานหว่าน ปลอบใจลูกสาวสุดที่รักของตัวเอง
“ชิ น่าเบื่อ”
จู้เจียงเจียงสบถออกมาอย่างไม่พอใจ นางเกลียดเรื่องแบบนี้ที่สุด
นางและเผยจี้หมุนตัวกลับเข้าห้อง แต่ไม่ได้ปิดประตู เพราะอีกเดี๋ยวจะมีคนมาหาพวกเขา
ทั้งสองคนเพิ่งนั่งลง เทชาสามถ้วย ดื่มไปได้หนึ่งอึก ชายหนุ่มที่สวมเสื้อสีฟ้าคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้องแล้วนั่งลง ยกถ้วยชาใบที่สามดื่มขึ้น
“นี่คือใบรายชื่อแขกแต่ละแคว้นของการประชุมต๋ามู่ที่พวกท่านอยากได้” สวี่กู้วางกระดาษปึกหนึ่งลงบนโต๊ะ
ถูกต้อง คุณชายเสื้อฟ้าชั้นล่างเมื่อครู่คนนั้นก็คือสวี่กู้
“การประชุมต๋ามู่ แขกแต่ละแคว้นพักร่วมกัน เดิมข้ายังเป็นห่วงเรื่องนิสัยความคุ้นเคยที่แตกต่างกัน กลัวแขกที่มาแต่ละแคว้นจะทะเลาะกันขึ้น ใครจะรู้ คนอื่นไม่ทะเลาะ กลับเป็นพวกท่านที่อยู่ที่เดียวกันทะเลาะกันเองเสียก่อนแล้ว”
สวี่กู้ดื่มชาไปพลางแขวะไปพลาง
จู้เจียงเจียงไม่ถือสาที่เขาพูดแบบนี้ นางก้มหน้าดูใบรายชื่อพวกนั้นอยู่ไม่ยอมเงยหน้า “ช่วยไม่ได้ ไม่ใช่ลูกหลานรุ่นสองที่ถูกโอ๋มาตั้งแต่เด็กทุกคนจะพูดง่ายเหมือนองค์ชายสามสวี่นะ”
สวี่กู้เห็นตัวเองถูกชมก็แสดงใบหน้าภาคภูมิใจออกมาทันที “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!”
“จริงด้วย แม่นางจู้เอาใบรายชื่อนี้ไปทำอะไรหรือ? นี่เป็นแขกคนสำคัญของแคว้นเสี่ยวซี ท่านอย่าก่อเรื่องเชียว”
จู้เจียงเจียงขอใบรายชื่อ แน่นอนว่านางย่อมมีเป้าหมาย แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะบอก
“องค์ชายสามสวี่วางใจได้ ข้ารับรองว่าจะไม่ก่อเรื่อง!” จู้เจียงเจียงปิดใบรายชื่อฉบับนั้นแล้วกำไว้ในมือแน่น ป้องกันสวี่กู้เสียใจภายหลังแล้วแย่งกลับไป จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง
“จริงด้วย องค์ชายสามสวี่ เข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ต้องเตรียมการแสดงด้วยใช่หรือไม่? เมื่อครู่ได้ยินว่าซ่างหวานหว่านที่อยู่ห้องข้างๆ จะบรรเลงพิณ”
“การประชุมต๋ามู่คือพิธีเฉลิมฉลอง เป็นธรรมดาที่แต่ละแคว้นจะขึ้นแสดงเพื่อแสดงความจริงใจ”
สวี่กู้โน้มตัวเข้ามาใกล้จู้เจียงเจียงเล็กน้อย แล้วมองนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “ทำไม แม่นางจู้อยากทำการแสดงหรือ? ต้องการนักดนตรีหรือไม่? ข้าหาให้ท่านได้นะ!”
เขารู้ความสามารถของจู้เจียงเจียงดี เขาทนรอแทบไม่ไหวอยากเห็นนางร้องหลายๆเพลงอีกครั้ง
ถึงตอนนั้น นางร้องแค่เพลงเดียวก็ทำให้ทุกคนตะลึงได้อย่างแน่นอน!
“ท่านคิดว่านักดนตรีของแคว้นเสี่ยวซีจะเข้ากับข้าได้หรือ?”
จู้เจียงเจียงและเผยจี้ออกห้องไปเดินเล่นเมื่อวาน พบว่าร้านค้า ร้านแผงลอยที่ขายเครื่องดนตรีบนท้องถนนทั้งหมด ส่วนใหญ่จะขายเครื่องดนตรีประเภทกลอง ไม่มีอย่างอื่นเลย
เรื่องนี้แตกต่างกับราชวงศ์ต้าหลี่โดยสิ้นเชิง
คำถามนี้สร้างความลำบากให้สวี่กู้มากจริงๆ เขาไม่เคยคิดถึงปัญหานี้มาก่อน แค่คิดเพียงอยากจะให้จู้เจียงเจียงขึ้นเวทีแสดงเท่านั้น
แต่ตอนนี้จะสั่งให้คนไปทำเครื่องดนตรีก็คงไม่ทันแล้ว อีกทั้งพวกเขาแคว้นเสี่ยวซีก็ไม่มีผ้าแพรไหม ทำเครื่องสายไม่ได้
“องค์ชายสามสวี่ ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว ท่านกลับไปก่อนเถอะ ไว้พวกเราค่อยคุยกันใหม่”
จู้เจียงเจียงเห็นสีหน้าของสวี่กู้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขากำลังคิดหนัก
ให้เขากลับไปค่อยๆคิดน่าจะดีกว่า วันนี้พวกเขาออกเมืองไปด้วยกัน กลับมายังมาเจอเรื่องวุ่นวายแบบนี้อีก เหนื่อยจนไม่มีแรงแล้ว
โชคดีที่กลางคืนของแคว้นเสี่ยวซีมาช้า หากเป็นหมู่บ้านเสี่ยวฮวง ตอนนี้ฟ้าคงมืดไปนานแล้ว แต่ที่แคว้นเสี่ยวซียังกลางวันอยู่
แต่นาฬิกาชีวิตของจู้เจียงเจียงทนไม่ไหวแล้ว
เรื่องเครื่องดนตรีสวี่กู้ทำอะไรไม่ได้ อยากมาขอกินข้าวด้วยก็ไม่สำเร็จ ตอนเขาจากไปใบหน้าจึงมีแต่ความไม่เต็มใจ
ห้องข้างๆ
ซ่างหวานหว่านถูก ‘ทำให้อับอาย’ ต่อหน้าคนอื่นมากมาย นางทนความขายหน้าไม่ได้ พอกลับมาถึงห้องก็ร้องไห้ฟูมฟาย พึมพำว่าอยากตายไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
ซ่างชิงซานเห็นลูกสาวตัวเองถูกเอาเปรียบแบบนี้ จึงรีบเข้าไปปลอบโยน ในใจก็สาบานว่าจะไม่ปล่อยให้เผยจี้และผู้หญิงคนนั้นรอดไปได้เด็ดขาด
จริงด้วย!
เขายังไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร
อีกทั้งเขาก็ไม่เคยได้ยินว่าเผยจี้เคยแต่งงานมาก่อน จวนเผยไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม่ทัพใหญ่ผู้สง่าผ่าเผย เรื่องใหญ่อย่างการแต่งภรรยา ในราชสำนักจากบนลงล่างกลับไม่เคยมีข่าวคราวเรื่องนี้แม้แต่นิดเดียว
มันไม่สมเหตุสมผล!
“เด็กๆไปตรวจสอบมาว่าฮูหยินเผยผู้นั้นเป็นใครมาจากไหน!” ซ่างชิงซานตะโกนเรียกคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูข้างนอก พวกเขาจึงรีบถอยออกไปเงียบๆ
“ท่านพ่อ ท่านต้องช่วยลูกเอาคืนความคับแค้นใจนี้นะเจ้าคะ ลูกไม่ยอม!”
ซ่างหวานหว่านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มร้องไห้จนหมดแรง ค่อยๆเปิดผ้าห่มออกมา สายตาแสดงความโหดเหี้ยม อาฆาตแค้นผู้หญิงห้องข้างๆจนกัดฟันแน่น
ตอนที่ 268: พบปะตัวแทนแต่ละแคว้น
“เจ้าบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นหญิงชาวไร่?”
ซ่างชิงซานฟังข่าวที่ลูกน้องกลับมารายงาน ตกใจจนเด้งลุกขึ้นจากเก้าอี้ ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เจ้าตรวจสอบชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ นางเป็นหญิงชาวไร่จริงๆหรือ?”
เด็กรับใช้ของตระกูลซ่างก้มหน้า ยืนยันอย่างมั่นใจ “ข้าน้อยตรวจสอบชัดเจนแล้วขอรับ จริงแท้แน่นอน ผู้หญิงคนนั้นมาจากหมู่บ้านเสี่ยวฮวงในเมืองเจียงหนาน”
“เมืองเจียงหนาน…ชื่อนี้ช่างคุ้นหูนัก” ซ่างชิงซานขมวดคิ้วระลึกความทรงจำ
เขาเหมือนเคยได้ยินชื่อสถานที่นี้จากไหนมาก่อน
“นายท่าน ที่แห่งนั้นก็คือเมืองเจียงหนานในเนื้อร้องจากบทเพลง《เจียงหนานแสนงาม》ที่แพร่จากทางทิศใต้มาถึงหลี่จิงอย่างไรเล่าขอรับ” เด็กรับใช้พูดแนะนำ
“ใช่ๆ ก็คือที่แห่งนั้น!”
พูดถึงบทเพลงแพร่หลายไปทั่วถนนใหญ่ตรอกซอยเล็กในหลี่จิง ซ่างชิงซานก็นึกออกทันที
สำหรับบทเพลงนี้ ชาวบ้านทั่วไปในหลี่จิงชื่นชอบยิ่งนัก ต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะไปยังเมืองเจียงหนานในบทเพลงนั้นมาก
แต่สำหรับขุนนางในราชสำนักอย่างพวกเขา กลับมองว่าเป็นการกล่าวเกินจริง ก็แค่ติดทองให้บนใบหน้าตัวเองดูดีขึ้นเท่านั้น
สถานที่เล็กๆไร้ชื่อเสียงแห่งหนึ่ง จะดีสู้หลี่จิงได้อย่างไร?
ดังนั้นเมืองเจียงหนานในมุมมองของซ่างชิงซาน ก็แค่สถานที่เล็กๆแห่งหนึ่ง
“เหอะ! ข้าก็คิดว่าเป็นคุณหนูบ้านไหน ที่แท้ก็แค่ชาวนาชาวไร่คนหนึ่งเท่านั้น”
ได้รู้ฐานะแท้จริงของจู้เจียงเจียง ซ่างชิงซานยิ่งมีความคิดที่อยากจะไปตักเตือนสั่งสอนจู้เจียงเจียงให้หนักขึ้นไปอีก
เขาไม่เชื่อหรอกว่า ไก่ป่าที่บินไปเกาะกิ่งไม้สูงจะไม่ใช่ไก่ป่าอีกต่อไป ถึงแม้จะมีเผยจี้ปกป้องแล้วอย่างไร ตระกูลเผยตกต่ำแล้ว เขาไม่กลัวที่จะทำให้พวกเขาไม่พอใจ
ซ่างชิงซานเป็นแบบนี้ ซ่างหวานหว่านก็ยิ่งไม่เห็นจู้เจียงเจียงอยู่ในสายตาเข้าไปใหญ่
“ที่แท้ก็เป็นสาวชนบทคนหนึ่ง มิน่าออกบ้านทีถึงได้พกข้าวและเสบียงมาเยอะแบบนี้”
จู้เจียงเจียงพกข้าวและเสบียงมาเยอะแยะ แน่นอนว่าย่อมมีเหตุผลของนาง
ในตอนที่พ่อลูกตระกูลซ่างยังคิดไม่ตกเกี่ยวกับฐานะที่แท้จริงของนางอยู่ ทางด้านจู้เจียงเจียงก็ได้ศึกษาใบรายชื่อแขกแต่ละแคว้น เตรียมตัวไปทักทายผูกสัมพันธ์กับพวกเขาแล้ว
จู้เจียงเจียงก็ให้ลูกน้องของเผยจี้ไปซื้อบัตรเชิญที่เป็นเอกลักษณ์ของแคว้นเสี่ยวซีมา นางเขียนเทียบเชิญตามใบรายชื่อที่สวี่กู้ให้นางมาด้วยลายมือตัวเอง
จากนั้นก็ส่งเทียบเชิญไปยังห้องพักของแขกแต่ละท่านตามรายชื่อที่ระบุไว้
นอกจากพ่อลูกตระกูลซ่างและตัวแทนแคว้นตงจ้าวที่ถูกเผยจี้ปราบเมื่อหกปีก่อน
“ฮูหยิน แน่ใจว่าจะทำแบบนี้จริงๆหรือ?”
เผยจี้มองรายการสิ่งของที่จู้เจียงเจียงยื่นให้เขา ลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็พูดขึ้น
นางบอกว่าจะไปตั้งที่พักกลางแจ้ง ของในใบรายการเป็นสิ่งที่เขาต้องช่วยเตรียม
“ทำไมหรือ?”
จู้เจียงเจียงมองเขาด้วยความสงสัย นางไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิดตรงไหน
เผยจี้ส่ายหน้าช้าๆ “ก็ไม่ได้มีอะไร เพียงแค่รู้สึกว่า นี่เป็นเรื่องที่คนแคว้นเสี่ยวซีควรเป็นคนทำ”
งานเลี้ยงที่นางจัดขึ้นนี้ ในมุมมองของเขา ควรเป็นเรื่องที่พวกสวี่โยวที่เป็นเจ้าบ้านทำ นางกลับลงมือทำก่อนแล้ว
นี่จะถือว่าเป็นการล้ำเส้นหรือไม่?
“แคว้นเสี่ยวซีจัดการประชุมต๋ามู่ ข้าก็แค่จัดงานเลี้ยงกลางแจ้ง ไม่เป็นไรหรอก ท่านพี่รีบไปเถอะ” จู้เจียงเจียงเร่งเขา
ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนถึงการประชุมต๋ามู่ แขกแต่ละแคว้นมาถึงกันแล้ว
หากนางไม่ฉวยโอกาสก่อนการประชุมต๋ามู่เรียกทุกคนมารวมตัวกัน หลังจากการประชุมต๋ามู่จบ ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไป คิดอยากจะชุมนุมก็ยากแล้ว
อีกทั้งหลังการประชุมต๋ามู่จบลง เนื่องจากการแย่งชิงแร่เหล็กจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ตัวแทนแต่ละแคว้นจะมีความสัมพันธ์ที่กระด้าง ถึงขนาดมองหน้ากันและกันไม่ติด ขัดหูขัดตาไปเสียหมด
ดังนั้นจู้เจียงเจียงจึงถือโอกาสก่อนการประชุมต๋ามู่ ทำการประชาสัมพันธ์ธุรกิจของตัวเองหนึ่งครั้ง
ไหนๆก็มาแล้ว ไม่คว้าโอกาสดีๆแบบนี้ไว้ เช่นนั้นก็จะน่าเสียดายเกินไปแล้ว
หลังจากเผยจี้ลงไปสั่งการ จู้เจียงเจียงก็ออกไปข้างนอกคนเดียว
นางจำได้ว่าตอนที่เดินเที่ยวตลาดวันก่อน มีคนขายเช่าอูฐอยู่ข้างถนน ตอนนั้นนางอยากจะไปดู แต่เพราะมันดึกมากแล้วจึงไม่ได้ไป
เมื่อมาถึงตลาด จู้เจียงเจียงก็ไปยังสถานที่ขายเช่าอูฐในความทรงจำ เห็นคนเลี้ยงสัตว์กำลังตะโกนอยู่จริงๆ
จู้เจียงเจียงเอ่ยถาม “พี่ชาย อูฐของท่านเช่าวันละเท่าไร?”
ชายร่างท้วมไว้หนวดเลขแปดสวมหมวกสีขาวคนนั้น ใช้สำเนียงชนพื้นเมืองหนาๆของเขาเชิญนางอย่างเป็นมิตร “แม่นาง ท่านจะไปทะเลทรายทางทิศใต้ใช่หรือไม่ งั้นท่านมาหาข้าก็ถูกต้องแล้ว ท่านดูอูฐของข้าสิ แข็งแรงกำยำแค่ไหน”
คนแคว้นเสี่ยวซีค่อนข้างเป็นมิตร แต่บางครั้งก็ไม่ตรงประเด็นสักเท่าไร
จู้เจียงเจียงยิ้มจนใจเอ่ยถามอีกครั้ง “พี่ชาย อูฐแบบนี้ของท่านมีกี่ตัว เช่าวันละเท่าไร?”
มีกี่ตัว?
ผู้ชายคนนี้ในที่สุดก็จับจุดสำคัญได้เสียที เมื่อเห็นว่าหญิงสาวผู้งดงามตรงหน้าเป็นลูกค้ารายใหญ่ เขาก็รีบแนะนำขึ้นทันที
“แม่นาง อูฐแบบนี้ของข้ายังมีอีกห้าตัว เช่าหนึ่งวัน ตัวละยี่สิบเหวิน ท่านต้องการเท่าไร?”
“มีแค่ห้าตัวเองหรือ...” ใบหน้าของจู้เจียงเจียงซ่อนความผิดหวังไว้ไม่มิด นางต้องการมากกว่านี้
“หากแม่นางรู้สึกว่ายังไม่พอ ข้าสามารถไปขอยืมอูฐกับคนในหมู่บ้านได้ หมู่บ้านของเรามีอูฐเยอะแยะ” ผู้ชายคนนั้นเริ่มช่วยแนะนำแทนเพื่อนบ้าน
ยิ่งเข้าใกล้การประชุมต๋ามู่มากเท่าไร อาหารการกินของชาวบ้านในแคว้นเสี่ยวซียิ่งมีน้อยลงเท่านั้น
เพื่อหาเงินให้ได้เพิ่มขึ้น หลังการประชุมต๋ามู่จบลง เมื่อราชวงศ์แลกเปลี่ยนเสบียง ในมือพวกเขามีทุนเยอะหน่อยถึงจะมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้นได้
ครั้นได้ยินว่าเขาช่วยยืมได้ ดวงตาของจู้เจียงเจียงก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง
“ข้าต้องการอูฐอย่างน้อยๆสามสิบตัว พี่ชาย ช่วยจัดหามาให้ข้าหน่อยได้หรือไม่? แล้วข้าจะให้เงินค่าแรง”
“มีๆ ได้ๆ!”
ดวงตาชายคนนั้นก็เปล่งประกายเช่นกัน “สามสิบตัว ไม่มีปัญหา ส่วนเงินค่าแรงก็ไม่ต้องแล้ว ข้าเห็นว่าแม่นางเป็นคนตรงไปตรงมา พวกเราถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้ว”
“งั้นฝากพี่ชายด้วยแล้วกัน อีกสามวัน รบกวนพี่ชายนำอูฐไปส่งที่ประตูเมืองทางทิศใต้ด้วย”
พูดจบ จู้เจียงเจียงก็เผยรอยยิ้มเกรงใจ “ยังมีอีกเรื่อง ข้าอยากรบกวนพี่ชายช่วยข้าอาบน้ำอูฐสักรอบก่อนนำมาส่ง”
นางอยากได้อูฐเพื่อขนคน และคนเหล่านั้นมีฐานะสูงส่งไม่น้อย อูฐสองตัวที่อยู่ที่นี่ตอนนี้มีกลิ่นแรงมาก เกรงว่าจะไม่เหมาะ
“ส่วนเงินมัดจำ หากตอนนี้พี่ชายมีเวลาว่างละก็ ตามข้าไปที่ที่พักของทางการสักหน่อย ข้ารีบออกจากบ้านจึงลืมพกเงินมา”
อันที่จริงไม่ใช่ว่าจู้เจียงเจียงไม่ได้พกเงินมา เพียงแต่นางใช้วิธีนี้พูดบอกผู้ชายคนนั้นว่า นางเป็นคนที่พักอยู่ที่พักของทางการ เพื่อให้เขาใส่ใจกับงานที่นางให้ทำมากขึ้น
คนที่นางเชิญมาครั้งนี้เป็นแขกผู้สูงศักดิ์ของแต่ละแคว้น นางไม่อนุญาตให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย
แต่ท่าทางของผู้ชายคนนั้นนิ่งสงบมาก ไม่ได้ตกใจกับคำว่าที่พักของทางการ
เป็นเพราะว่าใกล้การประชุมต๋ามู่แล้ว อีกทั้งบนตัวนางยังสวมชุดของราชวงศ์ต้าหลี่ แค่ดูก็รู้ว่านางเป็นคนที่มาเข้าร่วมงาน
ในเมื่อเป็นคนที่สามารถเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ได้ ย่อมต้องร่ำรวยหรือไม่ก็สูงศักดิ์ ชายผู้นี้คงชินแล้ว
หลังจากที่จู้เจียงเจียงจองเช่าอูฐเสร็จ ก็เริ่มไปซื้อแกะตามข้างทางต่อ
แกะย่างทั้งตัวคือตัวแสดงหลักของการตั้งที่พักกลางแจ้งครั้งนี้ และเป็นอาหารท้องถิ่นที่ขาดไม่ได้
จู้เจียงเจียงและเผยจี้แยกกันทำงานอยู่สองวัน ในที่สุดก็เตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น
ในคืนก่อนออกเดินทาง อาหลานตระกูลสวี่ก็มาเยือน
ตอนที่ 269: เดินทางไปโต้คลื่นทราย
“แม่นางจู้ ทิศใต้ของมู่โตวเต็มไปด้วยเนินทราย หากมีลมพายุพัดขึ้นมาละก็ ท่านจะถูกดูดเข้าไปในพายุทรายอย่างแน่นอน ท่านจะไปที่นั่นทำไมกัน!”
สวี่กู้เข้ามาในห้องแล้วพยายามจะขัดขวางไม่ให้จู้เจียงเจียงไปเนินทรายทางทิศใต้ จนลืมคิดบัญชีกับนางที่ไปเที่ยวเล่นแต่ไม่พาเขาไปด้วย
กิจกรรมครั้งนี้ เทียบเชิญของจู้เจียงเจียงไม่ได้ส่งไปถึงมืออาหลานตระกูลสวี่เลยสักคน
นางคิดว่าที่นางเรียกตัวแทนแต่ละแคว้นมาครั้งนี้ อยู่ในอาณาเขตของตระกูลสวี่และก่อนการประชุมต๋ามู่
ไม่ว่าใครมองก็คงคิดว่านางมีแผนการบางอย่าง ความเป็นไปได้หนักสุดก็คือ อาจจะคิดว่านางกำลังร่วมมือกับแต่ละแคว้น เพื่อกดราคาแร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซี แสวงหากำไรให้ตัวเอง
ไม่พูดไม่ได้ว่านอกจากจู้เจียงเจียงและเผยจี้แล้ว ตัวแทนจากแคว้นอื่นๆ หลังจากได้รับเทียบเชิญ ก็ล้วนคิดว่าราชวงศ์ต้าหลี่อยากร่วมมือกับพวกเขากดราคาแร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซี ดังนั้นถึงได้ตอบตกลงเข้าร่วม
แต่จู้เจียงเจียงไม่ได้มีความคิดแบบนั้นเลยจริงๆ และคิดว่าสองคนอาหลานตระกูลสวี่ก็คงเข้าใจนาง...กระมัง?
จู้เจียงเจียงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของสวี่โยว
นางรีบอธิบาย “ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าแค่อยากยืมทำเลทองของแคว้นเสี่ยวซีคุยธุรกิจแค่นั้นเอง”
“ทำเลทองของแคว้นเสี่ยวซีมีมากมาย อย่างทุ่งหญ้าผืนนั้นที่เห็นตอนออกจากประตูเมืองเมื่อวันก่อนก็ได้ไม่ใช่หรือ? ที่นั่นสู้ทะเลทรายที่แทบไม่มีคนเข้าไปไม่ได้ตรงไหน?” สวี่กู้ไม่เชื่อที่นางพูด
สถานที่ด้านนอกมู่โตว เขาดูแลควบคุมทั้งหมด
ทะเลทรายแห่งนั้น เป็นสถานที่ที่ชาวเมืองมู่โตวไม่อยากเข้าใกล้ที่สุด ตอนลมพายุแรง คนทั้งมู่โตวล้วนได้รับผลกระทบ
สถานที่ที่ใครๆก็รังเกียจ จู้เจียงเจียงกลับพูดว่าที่นั่นคือทำเลทอง ยังจะพาตัวแทนของแต่ละแคว้นไปเที่ยวเล่นที่นั่น?
นางไม่ได้บ้าใช่หรือไม่?
บอกว่าไปเที่ยวเล่นที่นั่น เขากลับรู้สึก นางอยากให้ตัวแทนแต่ละแคว้นตายที่นั่นเสียมากกว่า
“โต้คลื่นทรายไม่สนุกหรือ?”
จู้เจียงเจียงทำหน้าสงสัย พวกเขาครอบครองสถานที่ที่ดีขนาดนี้ หรือว่าไม่เคยคิดจะใช้ประโยชน์จากมัน?
ตั้งแต่วันแรกที่นางมาถึงที่พัก แล้วปีนขึ้นไปชั้นบนสุดของที่พักเพื่อมองดูทั้งเมืองมู่โตว นางก็ค้นพบเนินทรายที่สวยงามแห่งนี้
ตำแหน่งของมู่โตวในแคว้นเสี่ยวซี ตั้งอยู่ระหว่างทะเลทรายและโอเอซิส ครึ่งหนึ่งคือทะเลทรายสีเหลืองอร่าม อีกครึ่งคือทุ่งหญ้าและภูเขาน้ำแข็ง
หากจะเปรียบเทียบกับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ในปัจจุบัน ก็เหมือนอยู่ตรงกลางระหว่างชายแดนใต้และชายแดนเหนือ
ดูแบบนี้แล้ว บรรพบุรุษราชวงศ์ของแคว้นเสี่ยวซี ได้เลือกสถานที่สร้างมู่โตวแห่งนี้มาอย่างรอบคอบจริงๆ
“โต้คลื่นทราย?” สวี่กู้เกาหัว เป็นอีกหนึ่งคำศัพท์ที่เขาไม่เคยได้ยิน “อะไรคือโต้คลื่นทราย?”
จู้เจียงเจียง “…”
มิน่า พวกเขาถึงไม่เคยวางแผนที่จะพัฒนาเนินทรายแห่งนั้นเลย
“โต้คลื่นทราย ก็คือการเลื่อนลงมาตามเนินทรายนั่นแหละ เป็นกีฬาการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง พรุ่งนี้ที่เราจะเดินทางไปทะเลทรายทางทิศใต้ ก็เพราะข้ามีความคิดนี้”
จู้เจียงเจียงไม่ปิดบังพวกเขาสองคนอาหลานอีกต่อไป หากไม่รีบบอกความจริง ประเดี๋ยวจะถูกมองว่ามีเจตนาไม่ดีไปเสีย
“ฟังดูก็รู้สึกน่าสนใจนิดๆ”
สวี่กู้ถูกรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที ที่ไหนมีความสนุกที่นั่นต้องมีเขา “งั้นทำไมท่านไม่บอกกับข้า หากไม่ใช่ผู้ดูแลส่งจดหมายไปรายงาน พวกเราก็ไม่รู้ว่าท่านจะไปทะเลทรายทางทิศใต้”
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นที่พักของทางการ เมื่อมีลมพัดหญ้าขยับอะไรนิดหน่อย ผู้ดูแลของที่นี่ก็จะส่งจดหมายไปรายงานทั้งหมด
จู้เจียงเจียงควรคิดได้นานแล้ว
“ข้าแค่คุยธุรกิจเอง ธุรกิจของแคว้นเสี่ยวซี พวกเราคุยกันจบไปนานแล้วไม่ใช่หรือ...” นางพูดแก้ตัวให้ตัวเองเสียงเบา
“ไม่ว่าอย่างไร พรุ่งนี้ข้าก็จะไปด้วย!” สวี่กู้ตัดสินใจเข้าร่วมด้วยดื้อๆ
ช่วยไม่ได้ ใครให้ที่นี่คืออาณาเขตของตระกูลสวี่ นางไม่อยากรับปากก็ต้องรับปาก
ถึงอย่างไรนางก็ตัวตรงไม่หวั่นเงาเฉียง แม้เขาจะตามไปเฝ้าสังเกต นางก็ไม่กลัว
วันรุ่งขึ้น
แคว้นเสี่ยวซีไม่เพียงท้องฟ้ามืดช้า ดวงอาทิตย์ยังขึ้นเร็วมาก ตอนจู้เจียงเจียงตื่นจะออกเดินทาง ดวงอาทิตย์ก็ขึ้นสูงแล้ว
แต่เวลาในเทียบเชิญยังเหลืออีกครึ่งชั่วยาม ที่พวกเขาไปเร็วขนาดนี้ก็เพื่อเตรียมการล่วงหน้าเท่านั้น
นอกประตูทางทิศใต้ คนขายเช่าอูฐได้พาคนมาหลายคน นำอูฐสามสิบตัวมาผูกติดกันเป็นแถว กำลังรออยู่รอบนอกเนินทราย
หลังจากจู้เจียงเจียงและคนอื่นๆ นั่งรถม้ามาถึงรอบนอกเนินทราย รถม้าก็ไม่สามารถไปต่อได้อีก เพราะล้อรถจะจมลงไปในทราย
พวกเขาทำได้แค่พึ่งพาอูฐเหล่านี้ เพื่อขนของและพาแขกผู้มีเกียรติจากแต่ละแคว้นเข้าไปในส่วนที่ลึกของเนินทราย
เพราะเนินทรายรอบนอกตื้นเกินไป ไถลไม่ได้
“แม่นางจู้ อูฐที่ท่านต้องการ อาบน้ำแบบนี้ใช้ได้หรือไม่?” คนขายเช่าอูฐเดินมาข้างหน้าลูบหนวดเลขแปดที่ถูกลมพัด พร้อมกับให้จู้เจียงเจียงตรวจรับ
เห็นขนอูฐสามสิบตัวหวีจนขนเงางาม จู้เจียงเจียงก็ยื่นเงินมัดจำส่วนที่เหลือให้ชายผู้นั้น
จากนั้นก็สั่งพวกทหารที่เดินทางมาด้วย “พวกเจ้าเอาของบนรถม้าลงมา ให้อูฐขนเข้าไปเถอะ”
บนรถม้า จู้เจียงเจียงไม่เพียงเตรียมอาหารและผลไม้สำหรับที่พักกลางแจ้งวันนี้ นางยังเตรียมผ้าห่มและสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆไว้เรียบร้อยแล้ว
ส่วนสิ่งของอย่างอื่นที่อาจจำเป็นต้องใช้ เมื่อวานพวกเขาให้คนแบกเข้าไปแล้ว
ที่พักกลางแจ้งครั้งนี้ นางจะต้องทำให้แขกผู้สูงศักดิ์ทุกท่านเล่นอย่างสนุก กินอย่างเต็มที่ แล้วคุยธุรกิจระหว่างแคว้นหลายแห่งให้ได้!
สถานที่ตั้งที่พักกลางแจ้งที่จู้เจียงเจียงเลือก ห่างจากชานเมืองมู่โตวไปห้าลี้ หลังจากลงจากรถม้า ทุกคนยังต้องเดินขึ้นเนินทรายไปอีกสามลี้
เนินทรายที่นั่นทั้งสูงและชัน ทรายแห้ง สะอาด เนียนลื่น ที่ไม่ห่างไกลยังมีทะเลสาบไหลอยู่ด้วย
นั่นคือทะเลสาบในตำนาน
ทะเลสาบแห่งนี้อาจจะอยู่ที่นี่วันนี้ แต่พรุ่งนี้อาจจะไหลไปอยู่ที่อื่นแล้ว มันไม่คงที่
ดังนั้นการตั้งที่พักกลางแจ้งครั้งนี้ มากสุดพวกเขาก็เล่นได้แค่ถึงวันพรุ่งนี้
จู้เจียงเจียงให้คนคอยอยู่ที่รอบนอกเนินทราย รอแขกผู้สูงศักดิ์แต่ละแคว้นมาถึงก็นำพวกเขาไปยังที่ตั้งที่พักกลางแจ้ง
นางเดินทางเข้ามาก่อน จัดเตรียมสถานที่ไว้ให้เรียบร้อย
“ร่มบังแดดพยายามปักให้ห่างจากเนินทรายสูงๆ และใกล้ทะเลสาบหน่อย แบบนี้ทุกคนจะได้สะดวกเวลารับประทานอาหารและพักผ่อน”
ในสิ่งของที่จู้เจียงเจียงให้เผยจี้เตรียมมีร่มบังแดดสำหรับใช้ในทะเลทราย ด้านบนใช้ผ้าบังไว้ ไม่กันน้ำ ดังนั้นหวังว่าสองวันนี้ฝนจะไม่ตก
“ฮูหยิน วัตถุดิบส่งเข้ามาแล้ว จะทำตอนนี้เลยไหม?”
เผยจี้เห็นอูฐทยอยเดินเข้ามา จึงเอ่ยถาม
จู้เจียงเจียงตอบรับ “แน่นอน ย่างแกะทั้งตัวต้องใช้เวลามาก”
เผยจี้ถามต่อ “องุ่นพวกนั้นเจ้าไปเอามาจากไหนกัน พวกเรามาแคว้นเสี่ยวซีครั้งนี้ ไม่ได้เตรียมของพวกนั้นมาด้วย”
เขายังคงสงสัยอยากรู้
จู้เจียงเจียงบอกว่าจะจัดเลี้ยงรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ของแต่ละแคว้น จัดโต๊ะอาหารเขาเข้าใจได้ แต่องุ่นสดบนโต๊ะอาหารเหล่านั้น นางไปเอามาจากที่ไหนกันแน่?
เขาไม่รู้เลยว่าบนรถสินค้าของพวกเขาบรรทุกของพวกนี้มาด้วย
“กะ…ก็เอามาพร้อมเหล้าองุ่นไง” จู้เจียงเจียงหลบสายตาอย่างร้อนตัว ทิ้งข้ออ้างหนึ่งไว้แล้วหนีไป
เริ่มตั้งแต่นางตัดสินใจมาแคว้นเสี่ยวซี นางก็คิดจะยืมใช้การประชุมต๋ามู่ของแคว้นเสี่ยวซี มาช่วยขยายธุรกิจของนางไปยังแคว้นอื่นๆ
คุยธุรกิจ หากไม่เตรียมตัวอย่างให้พร้อม จะโน้มน้าวคนพวกนี้ให้ซื้อของนางได้อย่างไร?
ดังนั้น นางจึงเตรียมของเด่นๆของบ้านตัวเองเก็บไว้ในช่องว่างมิติล่วงหน้า ก็ เพื่อรอคอยวันนี้
ตอนที่ 270: ตื่นตะลึงบนทราย
“ท่านพี่ พวกเราอย่าอยู่ขวางทางที่นี่เลย ไปเล่นโต้คลื่นทรายกันเถอะ?” จู้เจียงเจียงหันหน้าไปพูดกับเผยจี้
เรื่องกางร่มกันแดด ตักน้ำ ก่อไฟพวกนี้มีลูกน้องเป็นคนทำอยู่แล้ว เผยจี้ไม่ให้นางลงมือ
อีกอย่างนางก็ต้องรับผิดชอบทำครัว มีเวลาเล่นไม่มาก ต้องรีบฉวยโอกาสไปเล่นตอนนี้
แม้แต่สวี่กู้ที่เติบโตมาในแคว้นเสี่ยวซีก็ยังไม่เคยเล่นโต้คลื่นทราย ส่วนเผยจี้ที่เติบโตมาในภูเขาเมื่อเห็นเนินทรายผืนใหญ่ตรงหน้าก็รู้สึกตื่นเต้นมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเล่นโต้คลื่นทรายเลย
เขาเล่นไม่เป็น
ในทางกลับกัน จู้เจียงเจียงกลับเล่นเป็นทั้งสกี และโต้คลื่นทราย
ดังนั้นตอนที่ทั้งสองคนเลือกกระดานโต้คลื่นทราย นางจึงเลือกกระดานยาวที่ใช้เท้าเหยียบ แต่กลับเลือกกระดานกว้างที่ใช้สำหรับนั่งให้เผยจี้
จู้เจียงเจียงพาเขาไปหาเนินทรายที่สูงชัน วางกระดานโต้คลื่นทรายไว้บนเนินทราย แล้วพูดกับเขาว่า “ท่านพี่ ขึ้นไปนั่ง”
เผยจี้เห็นนางเหมือนไม่คิดจะไถลไปพร้อมกัน จึงเอ่ยถามนาง “ข้าคนเดียวหรือ? แล้วเจ้าล่ะ?”
จู้เจียงเจียงมองกระดานยาวที่นางหนีบอยู่ใต้แขน “ข้าใช้อันนี้ไถลไป ส่วนท่านเล่นไม่เป็น ก็ทำได้แค่นั่งอันนี้”
ไม่รู้ทำไม เผยจี้รู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
เหมือนกับตอนฝ่าด่านเครื่องเล่นสิ่งกีดขวางครั้งนั้น
“ข้าจะใช้อันในมือเจ้าไถล เจ้าสอนข้า” เป็นคนต้องกล้าหาญ ต้องหยิ่งในศักดิ์ศรี เขาไม่เชื่อว่ากระดานไม้แผ่นเล็กๆ นี้จะทำให้เขาลำบากได้?
“ท่านแน่ใจนะ?”
จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างชั่วร้าย “งั้นท่านดูให้ดีๆนะ”
นางวางกระดานยาวลง สองเท้าเหยียบบนกระดาน รัดสองเท้าเข้ากับสายรัดบนกระดาน กระโดดขึ้นลงสองสามครั้งพร้อมกระดาน จัดวางตัวเองอยู่บนตำแหน่งเนินทรายลาดชัน
นางโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ถ่ายน้ำหนักให้อยู่ในจุดศูนย์ถ่วง ทรายใต้เท้าก็ราวกับหิมะถล่ม ร่วงไถลไปเป็นแผ่นใหญ่
เม็ดทรายที่ร่วงไถลขับเคลื่อนจู้เจียงเจียง ทำให้นางลื่นไหลลงไปตามเนินทราย
“ฮูหยิน!”
เผยจี้เห็นนางไถลลงไปก็ตกใจ กลัวว่านางจะหน้าคว่ำ
แต่ความกังวลใจของเขาเหมือนจะเกินความจำเป็นอย่างเห็นได้ชัด
จู้เจียงเจียงไม่ได้เล่นโต้คลื่นทรายมานาน เริ่มแรกความเร็วก็ค่อนข้างช้า หลังจากคุ้นชินกับกระดานใต้เท้าแล้ว นางก็เริ่มปล่อยตัวเป็นอิสระ
นางไม่ได้ไถลลงที่ต่ำอย่างเดียว แต่ยังยกหัวกระดานแล้วไถลขึ้นไปด้วย
สวี่กู้ที่มาเพราะแค่ต้องการเล่นสนุก ไม่ต้องช่วยจัดสถานที่ล่วงหน้าแต่อย่างใด ดังนั้นในตอนนี้ เขากำลังมาพร้อมแขกผู้สูงศักดิ์ นั่งอูฐมาทางที่ตั้งของที่พักกลางแจ้ง
พวกเขาเพิ่งมาถึงก็เห็นบนเนินทรายสูงๆข้างหน้า มีร่องรอยของการไถลคดเคี้ยวไปมาเหมือนงูเลื้อยปรากฏชัดบนผืนทรายที่กว้างใหญ่
และคนที่กำลังสร้างร่องรอยบนทรายนั้นก็คือจู้เจียงเจียง
“แม่นางจู้!”
สวี่กู้เห็นจู้เจียงเจียงเล่นโต้คลื่นทรายเองก่อนไม่รอเขา เขาจึงรีบตวัดแส้ ร้อนใจอยากจะไปให้ถึงไวๆ
แต่เขากลับลืมไปว่า ตอนนี้เขานั่งอูฐ ไม่ได้ขี่ม้า
อีกทั้งในมือเขาก็ไม่มีแส้
“พยุงข้าลงไป!” สวี่กู้สั่งให้คนจูงอูฐหยุด พลิกตัวกระโดดลงมาจากหลังอูฐ
เขาเหยียบทรายนิ่มๆ วิ่งได้ไม่เร็วนัก ทำได้เพียงมองจู้เจียงเจียงที่ไถลบนเนินทรายไกลไปเรื่อยๆ อยากจะลองบ้าง
พวกคนที่มาถึงพร้อมสวี่กู้ยังคงนั่งอยู่บนหลังอูฐ แต่สายตาทั้งหมดกลับถูกร่างบนเนินทรายดึงดูดไป
“นั่นคือแม่นางจู้ที่เชิญพวกเรามาหรือ? นางกำลังทำอะไรอยู่?”
“ไม่รู้ นางกำลังบินบนเม็ดทรายหรือ?”
หลายคนที่นั่งอยู่บนหลังอูฐมองหน้าสบตากันอย่างงงงวย
จู้เจียงเจียงไถลไปไกลมาก ทรายที่ละเอียดอ่อนถูกนางนำพา ไม่นานก็จมลงสู่ทะเลทรายกว้างใหญ่
“แม่ทัพเผย ระ…รีบสอนข้าเล่นสิ่งนี้เร็ว!”
สวี่กู้ตามจู้เจียงเจียงไม่ทัน ทำได้แค่วิ่งมาข้างกายเผยจี้ ดึงเขาอย่างร้อนใจ ให้เผยจี้สอนเขาเล่น
เขานึกว่าเผยจี้เป็นสามีของจู้เจียงเจียง ดังนั้นเขาก็น่าจะเล่นเป็นเหมือนกัน
และเผยจี้เล่นเป็นจริงๆ
เขาชี้กระดานกว้างข้างเท้า นัยน์ตามีความชั่วร้ายนิดๆ “องค์ชายสามสวี่ เชิญนั่ง”
“นั่ง?”
สวี่กู้มองกระดานที่เหมือนเรือลำเล็กบนพื้น แล้วมองไปที่จู้เจียงเจียงที่อยู่ไกลๆ สุดท้ายถึงหันกลับไปมองตัวเผยจี้อีกครั้ง
“แม่นางจู้ไม่ได้ยืนไถลหรอกหรือ? ทำไมถึงให้ข้านั่งล่ะ?”
เผยจี้เห็นเขาอืดอาดยืดยาด มือใหญ่จึงกดลงบนไหล่ของสวี่กู้โดยตรง บังคับให้เขานั่งลง
จากนั้น...เขาก็ถีบสวี่กู้ลงเนินทรายไป
เหอะ! ภรรยาเขา สอนเขาเล่นได้คนเดียวเท่านั้น!
“อ๊าก...” สวี่กู้ตอบสนองไม่ทัน ตะโกนเสียงหลงออกมาทันที แต่ไม่นานเสียงตกใจนั้นก็กลายเป็นโห่ร้อง “ยาฮู!...สนุกจัง!~~”
คนที่ทยอยมาถึงเห็นสองคนโต้คลื่นบนเนินทราย ความอยากรู้อยากเห็นของพวกเขาก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา
ทั้งชายหนุ่มที่พุ่งลงไป และหญิงสาวที่บินร่ายรำบนเนินทรายนั้น ราวกับกำลังเรียกพวกเขาให้ไปลองเล่นบนทรายดู
มิน่า บนเทียบเชิญนั่นถึงมีหมายเหตุพิเศษ เชิญองค์ชายวัยเยาว์และคุณหนูของแต่ละแคว้นมาด้วย
กิจกรรมนี้ทำให้แม้แต่พวกคุณหนูตระกูลผู้ดีที่ถูกเลี้ยงดูในบ้านต่างก็อดใจไม่ไหวอยากจะลองเล่นบ้าง
จู้เจียงเจียงไถลกลับมาทางเผยจี้ นางวางกระดานโต้คลื่นทรายลง หย่อนก้นนั่งลงบนนั้น จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นเร่งเขา “ท่านพี่ รีบขึ้นมาสิ มีแขกมาแล้ว ข้าต้องลงไปแล้ว” กระดานยาวนั่งได้สองคน แม้ว่าขาจะเหยียดตรงไม่ได้ก็ตาม
“ข้าไม่ลงไป เจ้าไปเถอะ”
ไม่ใช่ว่าเผยจี้ไม่อยากนั่งไปพร้อมกับนาง แต่เขากำลังคิดแทนนาง
ที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง และไม่ได้มีเพียงสวี่กู้อยู่คนเดียว
อยู่เมืองเจียงหนาน พวกเขาตัวติดกันได้ตลอดเวลา แต่ต่อหน้าแขกผู้สูงศักดิ์ของแต่ละแคว้น เพื่อให้นางมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน้าพวกเขา และสะดวกต่อการพูดคุยธุรกิจของนาง
เขาจึงยับยั้งชั่งใจ ไม่กระทำอะไรล่วงล้ำออกไป
“งั้นก็ได้”
จู้เจียงเจียงลุกขึ้นพร้อมเก็บกระดานมาใส่ในอ้อมแขนของเขา “งั้นท่านลองเล่นเองดูก่อน ข้าลงไปแล้ว”
นางพูดจบก็วิ่งลงไปตามเนินทราย เผยจี้จะคืนกระดานให้นางก็ไม่ทันแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าจะให้นางไถลลงไปก่อน ตัวเองค่อยลงไปเอาทีหลัง
เผยจี้ยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ เห็นสวี่กู้เดินขึ้นมาด้านบน เขาจึงหมุนตัวไปหาเนินทรายเล็กๆ แล้วเริ่มเล่นเอง
จู้เจียงเจียงวิ่งไปถึงตรงหน้าทุกคน ใบหน้าสีแดงเลือดฝาดหลังการออกกำลังกาย ยิ้มและพูดกับทุกคน “องค์ชายสี่แห่งชิงหนาน ยินดีต้อนรับพวกท่านที่มา”
คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าคือหนานเฟิงเฉียน องค์ชายสี่ของแคว้นชิงหนาน
หนานเฟิงเฉียนเคยเจอจู้เจียงเจียงตอนนางมาส่งเทียบเชิญ “ขอบคุณแม่นางจู้ที่เชื้อเชิญ ไม่ทราบว่าเมื่อครู่ท่านทำอะไรอยู่?”
“เล่นโต้คลื่นทรายเพคะ เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักของวันนี้”
จู้เจียงเจียงชี้กระดานที่กองอยู่ไม่ไกล “ยังมีเวลาอีกเยอะก่อนงานเลี้ยงอาหารค่ำจะถึง องค์ชายสี่อยากจะลองเล่นดูไหมเพคะ?”
หนานเฟิงเฉียนได้ยินแบบนี้ เขาก็เหลือบมองไปรอบๆแบบผ่านๆ
ที่เห็นได้ด้วยตา ไม่ใช่ของเล่นก็คือของกิน นี่ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
วันนี้พวกเขาแค่มาเล่นเท่านั้นหรือ?
“องค์ชายสี่?” จู้เจียงเจียงเห็นเขาเงียบไม่พูดจา จึงเรียกเขาอีกครั้ง
“แม่นางจู้เกรงใจเกินไปแล้ว เรียกข้าว่าคุณชายหนานเฟิงก็พอ” หนานเฟิงเฉียนเก็บสายตาอย่างไร้ร่องรอย
“ก็ได้” จู้เจียงเจียงรู้สึกโล่งอก หันไปพูดกับทหารนอกเครื่องแบบข้างตัวว่า “พาคุณชายหนานเฟิงขึ้นไปที่เนินทราย ระวังความปลอดภัยด้วยนะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment