ตอนที่ 271: กลิ่นที่ได้จากการดม
เมื่อมีผู้คนมาเล่นโต้คลื่นทรายเยอะขึ้นเรื่อยๆ เสียงพูดคุยสนุกสนานจึงดังกึกก้องไปทั่วเนินทราย แม้ลมทรายจะพัดแรง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความสนุกสนานในการเล่นโต้คลื่นทรายของทุกคนได้
ผู้ที่มาทีหลังเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็แค่ถามคนจูงอูฐหนึ่งประโยค เมื่อรู้ว่าบนเนินทรายนั้นคือแขกผู้สูงศักดิ์จากแต่ละแคว้นที่ได้รับเชิญมาในวันนี้ พวกเขาก็ไปเข้าร่วมต่อแถวเล่นโต้คลื่นทรายด้วยตัวเองทันที
พวกเขาถึงขนาดไม่ได้ทักทายจู้เจียงเจียง ก็ไปเล่นโต้คลื่นทรายแล้ว
จู้เจียงเจียงที่ถูกเมิน นอกจากจะจนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจที่สามารถอยู่เตรียมของสำหรับงานเลี้ยงกลางแจ้งได้
เผยจี้เล่นไปหลายเที่ยว หลังเขาเล่นเป็นแล้วก็ไม่ได้เล่นต่ออีก ทิ้งกระดานโต้คลื่นทรายไว้แล้วไปหาจู้เจียงเจียง
“ท่านพี่ มาที่นี่ทำไมกัน ไม่เล่นแล้วหรือ?”
จู้เจียงเจียงเห็นเขาเดินมาจากนั้นก็ไปล้างมือ จึงรู้ว่าเขามาช่วย นางจึงให้เขาหั่นผัก ส่วนตัวเองก็ไปดูของในหม้อข้างๆ
“ในหม้อคืออะไร? กลิ่นรุนแรงมาก”
การหั่นหูหลัวปัวนั้น เผยจี้ทำได้คล่องมือนานแล้ว
“เป็นเครื่องเทศที่ข้าเคี่ยวขึ้นเองเรียกว่าแกงกะหรี่ ได้ยินมาว่าแขกแคว้นไห่ไท่ชอบกิน” จู้เจียงเจียงเอามือป้องปากพูดอย่างลึกลับ
เผยจี้ไม่รู้ว่าแกงกะหรี่คืออะไร แต่ภรรยาของเขาถึงขนาดวิเคราะห์ลักษณะการกินของแต่ละแคว้นจากใบรายชื่อแขกผู้สูงศักดิ์หนึ่งฉบับได้ มันน่าเหลือเชื่อจริงๆ!
ที่รู้สึกเหลือเชื่อยังมีสวี่กู้
“แขกผู้สูงศักดิ์ของแคว้นไห่ไท่เป็นคนบอกท่านหรือ?” สวี่กู้เช็ดเหงื่อรีบเดินมา
เขาเล่นเหนื่อยแล้ว เดิมคิดมาหาจู้เจียงเจียงเพื่อขอน้ำดื่ม คิดไม่ถึงจะได้ยินประโยคลึกลับที่นางบอกกับเผยจี้
ทูตแต่ละแคว้นชอบกินอะไร เขาในฐานะเจ้าบ้านยังไม่รู้เลย แต่จู้เจียงเจียงกลับรู้?
หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกัน?
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าดมกลิ่นเอง” จู้เจียงเจียงพูดด้วยความภาคภูมิใจเล็กๆของนาง “ไม่เพียงแค่แคว้นไห่ไท่ ยังมีแคว้นชิงหนาน แคว้นเฉิง ข้าก็รู้”
ตอนนางไปส่งเทียบเชิญแต่ละห้องจึงใส่ใจเป็นพิเศษ
ดังนั้นอาหารของวันนี้ นอกจากจะมีจานเด็ดของราชวงศ์ต้าหลี่แล้ว นางยังทำอาหารรสเลิศของแต่ละแคว้นมากมาย
นิสัยการกินสามารถสะท้อนนิสัยและลักษณะของคนออกมาได้ อาหารรสเลิศส่วนใหญ่เหล่านี้นางใช้การเดาเป็นหลัก
ใครใช้ให้ตัวนางมาจากประเทศมหาอำนาจที่มีอาหารรสเลิศครอบจักรวาลกันล่ะ
ตอนนี้แคว้นเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่มีอาหารหลากหลายของพวกเขาในอีกหลายพันปีข้างหน้าก็ได้
“ได้จากการดมกลิ่นหรือ?”
คำอธิบายนี้ทำให้สวี่กู้รู้สึกว่านางกำลังพูดเหลวไหล
เพื่อพิสูจน์คำพูดนี้ของนาง เขาวิ่งไปหน้าเตาเหล่านั้น เริ่มดมทีละหม้อ
มีกลิ่นหลากหลายที่เขาไม่รู้จักจริงๆ
“ไม่ต้องดมแล้ว รสชาติของแคว้นเสี่ยวซีข้าก็ทำออกมาได้เหมือนกัน”
จู้เจียงเจียงมองบนใส่เขาแล้วพูดกับเผยจี้ “ท่านพี่ ยกหูหลัวปัวมาให้หน่อย ข้าจะเริ่มต้มเนื้อแกะทำโส่วจวาฟ่านแล้ว”
โส่วจวาฟ่าน คือรสชาติของแคว้นเสี่ยวซีอย่างแท้จริง
แต่ตอนนี้ นางจะทำโส่วจวาฟ่านฉบับปรับปรุง
แคว้นเสี่ยวซีขาดแคลนผักและผลไม้ ในโส่วจวาฟ่านส่วนใหญ่เป็นเนื้อแกะล้วนๆ มันเลี่ยนเกินไป นางจึงเพิ่มหูหลัวปัวลงไปเพื่อลดความมันของข้าว
“ท่านเพิ่งมาแคว้นเสี่ยวซีได้ไม่กี่วัน ก็ทำอาหารของแคว้นเสี่ยวซีเป็นแล้วหรือ?”
นอกจากสวี่กู้จะตกใจ ยังมีความรู้สึกสันหลังเย็นวาบเล็กน้อย
จู้เจียงเจียงจะเก่งเกินมนุษย์มนาไปแล้ว
ข้าวมื้อนี้จู้เจียงเจียงยุ่งกับการทำอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม
ทูตแต่ละแคว้นกินเพียงแค่ข้าวเช้ามา เมื่อมาเล่นโต้คลื่นทรายที่ใช้พลังงานแบบนี้ ก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิว จึงพากันเดินมายังที่พัก
“แม่นาง มีน้ำไหม?”
หลังจากเล่นในทะเลทราย พวกเขาเห็นแต่เม็ดทรายแห้งๆ ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเล่นทรายมานานขนาดนี้
ดังนั้นพวกเขากลับมาถึง ประโยคแรกที่พูดก็คือถามจู้เจียงเจียงว่ามีน้ำให้ดื่มไหม?
จู้เจียงเจียงเตรียมตัวล่วงหน้ามาอย่างดี “มีเจ้าค่ะ คุณชายเชิญไปพักผ่อนใต้ร่มก่อน ข้าจะให้คนยกน้ำไปให้เดี๋ยวนี้”
นางเตรียมใบชาของบ้านตัวเองมา มีทั้งร้อนและเย็น กาน้ำชาเย็นแช่อยู่ในถัง น้ำในถังตักมาจากในทะเลสาบที่มีน้ำเย็นจัด
นางไม่ได้ถามว่าพวกเขาต้องการน้ำร้อนหรือเย็น เพราะนางไม่อยากอธิบายให้พวกเขาฟังทีละคนว่าชาคืออะไร
ให้พวกเขาดื่มก่อน รอมีเวลาว่างค่อยบอกแล้วกัน
….........
ขณะที่เนินทรายครึกครื้นมากเท่าไร ที่พักของทางการในตัวเมืองมู่โตวก็เงียบสงบมากเท่านั้น
หลังจากทูตของแต่ละแคว้นมาถึง ทุกวันคนเข้าออกที่พักของทางการมืดฟ้ามัวดิน ผู้คนขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย
แต่วันนี้หลังจากซ่างหวานหว่านตื่นขึ้นมา นางกลับพบว่า ห้องข้างๆชั้นล่าง และบ้านพักหลังอื่นๆไม่มีใครเลย แม้แต่รถม้าที่จอดเต็มลานบ้านก็หายไปหมด
เกิดเรื่องอะไรขึ้น?
หรือว่าการประชุมต๋ามู่จะเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่ากำหนด แล้วไม่มีใครมาแจ้งนาง?
“ชุ่ยเถา ไปถามผู้ดูแลหน่อยว่าทำไมที่พักวันนี้ถึงไม่มีคน ไปเร็ว!”
บิดาของนางชิงโอกาสในการเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ปีนี้มาอย่างยากลำบาก ไม่ง่ายเลยที่นางจะใช้โอกาสนี้มาที่แคว้นเสี่ยวซีได้
หากปีนี้นางได้รับรางวัลที่หนึ่งในการประชุมต๋ามู่ของแคว้นเสี่ยวซี แลกเปลี่ยนแร่เหล็กได้มากขึ้น หลังจากกลับไปที่หลี่จิง นางก็จะกลายเป็นแบบอย่างของเหล่าคุณหนูในหลี่จิงทันที
ถึงตอนนั้น ทั้งราชวงศ์จะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวนาง
ต่อไปเมื่อถึงคราวแต่งงาน ไม่แน่ว่านางยังจะได้เป็นฮูหยินขุนนางเพราะเรื่องนี้
ดังนั้นการประชุมต๋ามู่ครั้งนี้ ซ่างหวานหว่านจะต้องเข้าร่วม อีกทั้งยังต้องชิงที่หนึ่งมาให้ได้!
ชุ่ยเถาที่ไปถามข่าว ตอนกลับมาเจอซ่างชิงซานเข้าพอดี ที่เขามาก็เพราะเรื่องที่พักของทางการเงียบสงบมากเช่นกัน
หลังจากสองคนพ่อลูกตระกูลซ่างฟังข่าวที่ชุ่ยเถาไปสืบกลับมา ทั้งคู่ก็ทำหน้าเงียบขรึม
“ผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ทำไมนางต้องหาเรื่องข้าอยู่เรื่อย!” ซ่างหวานหว่านตบโต๊ะด้วยความโกรธ
กลับลืมไปว่ามือของตัวเองกำลังอยู่ในช่วงรักษาอยู่
ความเจ็บในขณะนี้ นางเอาทั้งหมดโยนไปบนหัวของจู้เจียงเจียง
หากถึงการประชุมต๋ามู่แล้วมือของนางยังไม่หายดี สาวชาวบ้านคนนั้นต้องตายแน่!
“ชุ่ยเถา เมื่อครู่เจ้าบอกว่าแคว้นตงจ้าวก็ไม่ได้รับเทียบเชิญหรือ?” ซ่างหวานหว่านเหมือนคิดอะไรได้
นางก้มลงกระซิบข้างๆ ซ่างชิงซานที่มีสีหน้าเขียวคล้ำ “ท่านพ่อ ไม่สู้พวกเราร่วมมือกับทูตแคว้นตงจ้าว สั่งสอนหญิงชาวบ้านคนนั้นดีหรือไม่เจ้าคะ?”
หากแคว้นตงจ้าวรู้ว่าตัวเองถูกจู้เจียงเจียงร่วมมือกับแคว้นอื่นๆกีดกัน ทั้งยังแอบไปพบปะกันเป็นการส่วนตัว คนของแคว้นตงจ้าวต้องโกรธมากแน่ๆ
ถึงตอนนั้น พวกเขาค่อยปล่อยข่าวลือนิดหน่อยว่าจู้เจียงเจียงจิตใจชั่วร้าย คิดร้ายกับแคว้นตงจ้าว ไม่แน่ว่าแคว้นตงจ้าวอาจจะยกทัพมาเลยก็ได้
ถึงตอนนั้น จู้เจียงเจียงก็จะกลายเป็นคนบาปของราชวงศ์ต้าหลี่ไป
ซ่างหวานหว่านมีความคิดเรียบง่าย กลับไม่สนใจว่าราชวงศ์ต้าหลี่จะเข้าสู่สงครามหรือไม่ ขอแค่การต่อสู้ไม่เกิดขึ้นในหลี่จิง สำหรับนางก็คือเรื่องเล็ก
อีกทั้งบิดาของนางก็เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น จึงไม่ถูกส่งให้ออกไปทำสงคราม
ถึงแม้ซ่างชิงซานจะรักและเอ็นดูลูกสาวคนนี้ แต่ความคิดของเขากลับไม่ได้เห็นแก่ตัวและใจแคบเหมือนซ่างหวานหว่าน
ยิ่งไปกว่านั้น เขาถึงขนาดรู้สึกว่าความคิดของลูกสาวตัวเองอันตรายเกินไป
“หวานหว่านอย่าพูดเหลวไหล!” ซ่างชิงซานแสดงท่าทางขึงขังเหมือนตอนอยู่ในโถงประชุม “แคว้นตงจ้าวเป็นศัตรูคู่อาฆาตของราชวงศ์ พวกเราจะสมรู้ร่วมคิดกับเขาไม่ได้”
“วันหลังหากเจ้ามีความคิดอะไรที่กบฏแบบนี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์พ่อลูก!” พูดได้ว่าคำพูดชอบธรรมของซ่างชิงซาน ทำให้ซ่างหวานหว่านตกใจกลัวไม่น้อย
“ท่านพ่อ?” ซ่างหวานหว่านน้ำตาไหลออกมา
นางไม่อยากเชื่อว่าบิดาที่รักนางราวกับชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เพื่อปกป้องหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ถึงกับอารมณ์เสียใส่นางขนาดนี้
จู้เจียงเจียงคนนั้น สมควรตายจริงๆ!
แต่มีเพียงซ่างชิงซานเท่านั้นที่รู้ตัวเองดีว่า เขาไม่ได้สูงส่งอะไรขนาดนั้น
เขาแค่กลัวว่าซ่างหวานหว่านจะพูดออกมาโดยไม่คิด หากถูกคนอื่นมาได้ยินเข้า จะทำลายอนาคตขุนนางของเขาแค่นั้น
ตอนที่ 272: แสดงฝีมือกับแต่ละแคว้น
“แม่นางจู้ ยังมีน้ำชาเหลืออยู่อีกหรือไม่ขอรับ? คุณชายของข้าอยากขออีกสักหนึ่งกา”
เด็กหนุ่มท่าทางเหมือนเด็กรับใช้ถือกาน้ำเปล่ามาถามกับจู้เจียงเจียง
ตอนจู้เจียงเจียงส่งน้ำไปให้ทูตจากแต่ละแคว้น นางได้บอกกับพวกเขาแล้วว่า นี่คือใบชา ผลิตผลเฉพาะของบ้านเกิดนาง ให้พวกเขาลองดื่มดู
คิดไม่ถึง ผ่านไปไม่นานก็มีคนทยอยถือกาน้ำมาขอชาเพิ่มอีกหลายคน
นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดที่จู้เจียงเจียงทำในการเดินทางมาเพาะปลูกที่แคว้นเสี่ยวซี เป็นธรรมดาที่นางจะเตรียมตัวมาอย่างพร้อมเพรียง
ไม่ว่าพวกเขาจะขอเติมชามากเท่าไร นางก็มีให้!
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังแสดงการต้มชาให้ดูสดๆ
สถานที่พักผ่อนของทูตแต่ละแคว้นไม่ห่างกันมาก จู้เจียงเจียงจัดวางโต๊ะชาอยู่ในตำแหน่งตรงกลาง
ตวงชา ล้างชา ต้มชา...
เทน้ำร้อนเดือดๆจากบนลงล่าง จนใบชาเริ่มคลายตัว น้ำชาค่อยๆเปลี่ยนสี
ชาที่เพิ่งชงร้อนๆ มีกลิ่นหอมเข้มข้น แต่ก็สู้ความกว้างใหญ่ของทะเลทรายไม่ได้ ทูตแต่ละแคว้นยังไม่ทันได้กลิ่นชาดี ลมก็พัดกลิ่นหอมของชากระจายหายไปหมดแล้ว
จู้เจียงเจียงรู้สึกเสียดาย จึงใช้ที่คีบไม้ไผ่จับถ้วยชาเรียงไว้หน้าโต๊ะ แล้วราดน้ำร้อนที่เหลือลงไปล้างถ้วย
จากนั้น นางก็ยกกาน้ำชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ รินชาลงในถ้วยที่เรียงเป็นแถวอย่างนุ่มนวล
เมื่อน้ำชาเต็มถ้วย คนใช้ที่อยู่ข้างกายก็รีบยกไปตรงหน้าทูตทุกคนตอนที่ยังร้อน ๆ อยู่ทันที
“นี่คือชาใหม่จากสวนชาของบ้านข้า ทุกท่านเชิญ”
จู้เจียงเจียงก็ทำให้ตัวเองและเผยจี้คนละถ้วย พูดจบก็ยกขึ้นดมกลิ่นแล้วจิบเบาๆต่อหน้าทุกคน
ตัวแทนแคว้นอื่นๆได้เห็นนางต้มชากานี้และดื่มลงไปด้วยตาตัวเอง
ดังนั้นขั้นตอนการใช้เข็มเงินทดสอบพิษจึงงดไป
พวกเขาเพิ่งดื่มชาเย็นไปหนึ่งกา เมื่อความกระหายคลายลง จึงไม่ได้ดื่มอึกใหญ่เหมือนเมื่อครู่อีก แต่แอบเลียนแบบท่าทางของจู้เจียงเจียงอย่างเงียบๆ ค่อยๆยกชาดื่มขึ้น
ชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ มีรสชาติที่แตกต่างออกไป และยังมีกลิ่นที่หอมมาก
เพียงแค่จิบไปหนึ่งคำ ก็ทำให้ทั้งกายและใจของผู้ที่ดื่มชาสงบลงได้อย่างแท้จริง
ความรู้สึกกระวนกระวายใจที่เกิดหลังจากมาถึงทะเลทรายแห่งนี้เป็นครั้งแรก ความรู้สึกเหนื่อยล้าและร้อนรุ่มหลังจากเล่นโต้คลื่นทรายอย่างหนักหายไปโดยสมบูรณ์
“สดชื่นถึงใจ รสชาติยังคงติดลิ้น”
หนานเฟิงเฉียนวางถ้วยชาลง จากนั้นก็เอนตัวไปข้างหลัง เสพสุขความสบายในขณะนี้
คนอื่นๆเห็นดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะดื่มชาแล้วรู้สึกสบายตัว หรือว่าเล่นจนเหนื่อยล้า ต่างก็ทยอยพากันนอนลง
สถานที่พักที่จู้เจียงเจียงเตรียมไว้ให้เหล่าทูตของแต่ละแคว้นนั้น เพียงแค่ปูพรมสะอาดๆ บนทรายนุ่มๆ แสงแดดถูกร่มบังไว้ ก็ให้ความรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่งแล้ว
นางไม่ได้รบกวนพวกเขาขณะหลับตาพักผ่อน แต่ลุกขึ้นไปเตรียมอาหาร
....….........
เวลาสองก้านธูปต่อมา
จู้เจียงเจียงเตรียมอาหารทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย รวมถึงหั่นเนื้อแกะย่างทั้งตัวเป็นชิ้นๆ
หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น นางก็แบ่งอาหารออกเป็นชุดเล็กๆ ตามรสชาติของแต่ละแคว้น แล้วสั่งคนยกไปให้พวกเขาใต้ร่ม
“หืม? ทำไมมีกลิ่นหอมกับข้าวของไห่ไท่?”
“นี่คืออะไรกัน?”
อาหารเพิ่งยกมาถึงบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าทุกคน เหล่าคุณชายและคุณหนูที่หลับตาพักผ่อนอยู่ก็พลันลุกขึ้น
เพราะว่าพวกเขาได้กลิ่นหอมของอาหารบ้านเกิดตัวเอง
กลิ่นที่คุ้นเคยนี้ ระหว่างเดินทางไกลหลายพันลี้มายังแคว้นเสี่ยวซี เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะได้กิน
หลังจากถึงแคว้นเสี่ยวซี พวกเขาก็ไม่เคยได้ลิ้มรสชาติบ้านเกิดของตัวเองอีกเลย จึงรู้สึกเปรี้ยวปากอยากกินมานานมาก ดังนั้นเมื่อได้กลิ่นที่คุ้นเคยก็พากันลุกพรวดพุ่งไปที่โต๊ะอาหารทันที
จู้เจียงเจียงยุ่งตลอดช่วงเช้า ตอนนี้ได้มาอยู่ใต้ร่มของราชวงศ์ต้าหลี่พร้อมกับเผยจี้ เตรียมกินข้าวพร้อมทุกคน
“ทุกท่าน งานเลี้ยงอาหารวันนี้ ข้าทำตามที่ตัวเองเข้าใจจากการดมกลิ่นอาหารเฉพาะของแต่ละแคว้น หากผิดพลาดตรงไหน หวังว่าทุกท่านจะให้อภัย”
จู้เจียงเจียงพูดออกมาอย่างเกรงใจไม่มีขาดตก
ในเวลาเดียวกันนางยังไม่ลืมแนบสินค้าตัวเองไปด้วย แต่นางไม่ได้พูดออกไป รอให้พวกเขาค้นพบเองจะดีกว่า
“แม่นางจู้มีใจแล้ว”
ทุกคนยังไม่ขยับตะเกียบ ไม่แน่ใจว่าอาหารที่จู้เจียงเจียงทำจะอร่อยสู้คนในแคว้นของพวกเขาทำได้หรือไม่ ดังนั้นจึงพูดขอบคุณนางไปด้วยเกรงใจเท่านั้น
แต่ทว่าไม่นานหลังจากพวกเขาขยับตะเกียบ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป
“นะ…นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?!”
“รสชาตินี้ราวกับคัดลอกกันมาอย่างไรอย่างนั้น ไม่ใช่สิ! นี่มันอร่อยกว่าที่พ่อครัวในจวนของข้าทำเสียอีก!”
“แคว้นไห่ไท่ของข้าไกลกว่าทุกแคว้น ของกินของใช้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม่นางจู้ รสชาติของน้ำแกงเผ็ดนี้ท่านทำได้อย่างไร?”
คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ชิมอาหารจากบ้านเกิดของตัวเองก่อน เพื่อจะได้ประเมินฝีมือการทำอาหารของจู้เจียงเจียง
จู้เจียงเจียงคนนี้ไม่เพียงใช้น้ำชาทำให้พวกเขาประหลาดใจ แต่ในเรื่องอาหารยังทำให้เขาตกตะลึงอีกด้วย
หายากที่จะมีคุณหนูผู้สูงศักดิ์มาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ที่สามารถทำอาหารได้ ไม่เพียงแต่ทำได้ ทว่ายังทำได้อร่อยขนาดนี้อีกด้วย
เดี๋ยวก่อน!
เหมือนนางไม่เพียงแค่ทำอร่อยเท่านั้น แต่นางยังทำรสชาติที่แตกต่างกันของแต่ละแคว้นด้วย!
นางทำแค่คนเดียว?!
“คุณชายปา อาหารจานนี้ข้าได้จากการดมกลิ่นบนตัวท่าน” จู้เจียงเจียงกินข้าวอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน การกระทำสง่างาม รอยยิ้มมีเสน่ห์
“ดมกลิ่น?”
ปาซ่ง หนึ่งในตัวแทนจากแคว้นไห่ไท่นิ่งไป จากนั้นก็ดมกลิ่นบนร่างกายตัวเองอย่างไม่รู้ตัว
จากนั้นเขาก็เงียบไปอีกครั้ง แล้วหัวเราะออกมา
น่าจะเป็นเพราะรู้ตัวว่าการกระทำของตัวเองในตอนนี้ดูตลกแค่ไหนกระมัง
“แม่นางจู้ประณีตละเอียดอ่อนจริงๆ ข้าขอบคุณในความตั้งใจของแม่นางจู้จริงๆ” ปาซ่งยกมือขึ้นและชี้ไปทางจู้เจียงเจียง ด้วยสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นท่าทางแสดงความขอบคุณ
จู้เจียงเจียงตอบรับ “คุณชายปาเกินไปแล้ว”
หนานเฟิงเฉียนกล่าวว่า “หลายจานเหล่านี้ไม่ใช่รสชาติอาหารของชิงหนานเรา มันคืออาหารอะไรหรือ?”
ในที่สุดก็มีคนพบอาหารที่จู้เจียงเจียงแอบแนบสินค้าตัวเองผสมเข้าไป
คนอื่นๆได้ยินต่างก็มองไปที่หนานเฟิงเฉียน เมื่อเห็นอาหารที่เขากำลังชี้ พวกเขาถึงพบว่าบนโต๊ะของตัวเองก็มีเช่นกัน
คุณหนูคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา “เอ๊ะ ที่พวกเราก็มี”
เมื่อเห็นว่าทุกคนสังเกตเห็นแล้ว จู้เจียงเจียงจึงวางตะเกียบลง เตรียมเสนอขายอาหารเหล่านั้นทันที
“นั่นคือกุ้งแห้งคลุกน้ำมะเขือเทศ กวางตุ้งผัดเห็ด เนื้อแกะตุ๋นข้าวของแคว้นเสี่ยวซี ขาแกะย่างหั่นชิ้น รวมไปถึงยำป่ายเหอ”
“อาหารสองจานแรกเป็นของราชวงศ์ต้าหลี่ อาหารที่เหลือเป็นของแคว้นเสี่ยวซี” จู้เจียงเจียงเหล่มองและยิ้มให้สวี่กู้
ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือสนามเจ้าบ้านของแคว้นเสี่ยวซี นางจะแย่งแขกของเจ้าบ้านจนทำให้คนรู้สึกว่านางมีเจตนาแอบแฝงไม่ได้
ส่วนทำไมนางถึงเลือกอาหารจืดชืดสองอย่างนี้ ก็เพราะอาหารของแต่ละแคว้น รวมไปถึงของแคว้นเสี่ยวซี หากไม่มีรสชาติจัดจ้านก็เป็นเนื้อสัตว์ที่มันเยอะ ทำให้รู้สึกเลี่ยนง่าย
นางเลือกอาหารสองจานนี้ หนึ่งคือตัดเลี่ยน ทำให้คนจำได้ขึ้นใจ เพียงพอที่จะทำให้นางโดดเด่นในการชุมนุมเล็กๆครั้งนี้
สองคือนางสามารถบอกแต่ละแคว้นได้ว่า ในมือของนางมีผลผลิตเฉพาะอย่างกุ้งและเห็ดต่างๆ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้นางคุยเรื่องธุรกิจในภายหลัง
“กุ้งแห้ง เห็ด ป่ายเหอ...”
ทุกคนได้ยินคำศัพท์ที่ไม่รู้จักคำแล้วคำเล่า ทั้งรู้สึกแปลกใหม่และรู้สึกสงสัยในเวลาเดียวกัน
พวกเขาอยากรู้ว่ามันคืออะไร และสงสัยว่ารสชาติเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงขยับตะเกียบเงียบๆ
ไม่เพียงแค่พวกเขาที่รู้สึกอยากรู้ สวี่กู้ก็รู้สึกอยากรู้เช่นกัน
ยำป่ายเหอ?
คือดอกไม้ป่าผืนนั้นบนทุ่งหญ้าที่พวกเขาเห็นตอนออกเมืองวันนั้นหรือ?
ไม่แปลกใจเลยที่จู้เจียงเจียงจะตื่นเต้นขนาดนั้น ที่แท้มันก็กินได้นี่เอง!
ตอนที่ 273: เสนอขายสินค้าที่มีเฉพาะท้องถิ่นของตัวเองให้แต่ละแคว้น
“อร่อยมาก!”
“อาหารจานนี้อร่อยมากจริงๆ!”
หลังจากทูตของแคว้นชิงหนาน แคว้นเฉิง แคว้นไห่ไท่ชิมหลายจานบนโต๊ะแล้ว ก็ต่างออกปากชมเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อย”
แค่ได้ยินคำนี้ จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่าพวกเขาพูดถึงอาหารจานไหน
สวี่กู้รู้ดีว่าจู้เจียงเจียงมีแผนอะไร เขาโล่งใจที่วันนี้เสด็จอาคนนั้นของเขาไม่ได้ตามมาด้วย แต่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมการประชุมต๋ามู่
ไม่อย่างนั้นละก็ สถานการณ์วันนี้คงจะไม่น่าดูนัก
“แม่นางจู้ นี่คือกุ้ง…กุ้งแห้ง และเห็ดใช่หรือไม่?”
หนานเฟิงเฉียนกินอย่างเพลิดเพลินจนเกือบลืมชื่อของสิ่งนั้นไป “นี่คือของเฉพาะของราชวงศ์ต้าหลี่หรือ? ใบชาเมื่อครู่ก็เหมือนกันใช่หรือไม่?”
อยู่สถานที่อย่างทะเลทรายที่แค่เห็นก็ทำให้รู้สึกกระหาย อาหารรสอ่อนและชาจึงเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกสบายใจที่สุด
จู้เจียงเจียงเลือกสถานที่แห่งนี้อย่างตั้งใจ ไม่ใช่ทุ่งหญ้ากว้างในชานเมืองทางทิศเหนือก็เพื่อตอนนี้
“ถูกต้องแล้ว กุ้งแห้ง เห็ด ใบชา รวมถึงข้าวเปล่าตรงหน้าทุกท่านเป็นของที่ราชวงศ์ต้าหลี่ของเราผลิตเอง”
ข้าวยังคงเป็นของที่ขาดไม่ได้ในตอนนี้ ไม่ว่าประชาชนแคว้นไหน ตอนนี้ต่างก็ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหารเครื่องนุ่งห่ม ดังนั้นนางจึงถือโอกาสเสนอขายข้าวไปด้วย
ก่อนจะออกเดินทางมาแคว้นเสี่ยวซี นางได้ร่วมมือกับโจวเหลียง เขียนฎีกาเสนอแนะต่อฮ่องเต้ให้เปิดเสรีระบบสัญญาที่ดินอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
นางถึงขนาดกำชับเป็นพันเป็นหมื่นครั้งกับอู่จิ้นผิง หากเขากลับไปยังเมืองหลวง ต้องให้ความสนใจกับการเตรียมการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
จู้เจียงเจียงคิดว่า เมื่อนางเดินทางจากแคว้นเสี่ยวซีกลับไปยังราชวงศ์ต้าหลี่ในครั้งนี้ พื้นที่เสรีจะมีเยอะมากกว่าตอนนี้
ถึงเวลานั้น พวกเขาก็จะมีข้าวเพียงพอที่จะนำไปค้าขายกับต่างแคว้นได้แล้ว
ได้ยินคำนี้ หนานเฟิงเฉียนก็อดที่จะบ่นในใจไม่ได้ ผลิตผลของราชวงศ์ต้าหลี่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้แล้วหรือ? เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ดอวบอ้วน แค่ดูก็รู้ว่าเจริญเติบโตมาเป็นอย่างดี และยิ่งไปกว่านั้น ชาก็ยังนำหน้าผู้อื่นไปอีก
ราชวงศ์ต้าหลี่เดินนำหน้าแคว้นอื่นๆ ไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?
ทำไมพวกเขากลับไม่เคยได้ยินข่าวเลยแม้แต่น้อย
“แม่นางจู้ มีเหล้าหรือไม่?”
ขณะที่หนานเฟิงเฉียนกำลังคิดอยู่นั้น ชายร่างยักษ์จากแคว้นเฉิงข้างๆก็พูดขึ้น “อาหารเลิศรสเช่นนี้ ในแคว้นเฉิงของพวกเรา ขาดไม่ได้ที่จะมีเหล้าดีๆสักหนึ่งกา ทุกท่านโปรดอย่าถือสา”
เดิมจู้เจียงเจียงตั้งใจไว้ว่า คืนนี้ตอนย่างเนื้อแกะเสียบไม้ค่อยเอาเหล้าแดงที่นำมาด้วยออกมา
แต่คิดไม่ถึงจะได้ออกโรงก่อนเวลา
“ทหาร ยกเหล้ามาให้ทุกท่าน” เผยจี้หันหน้าไปพูดกับทหารสวมชุดนอกเครื่องแบบที่อยู่ข้างกาย
เรื่องการยกเหล้าให้ผู้ชายมาทำจะดีกว่า อย่าให้ทุกคนรู้สึกว่าภรรยาของเขาเป็นขี้เหล้าจะดีที่สุด
ทหารสวมชุดนอกเครื่องแบบยกขวดเหล้ามาเปิดจุกไม้ที่ยัดปิดขวดออกต่อหน้าทุกคน จากนั้นก็เทลงในกาเหล้าเคลือบดินเผาสีขาวสะอาดใบหนึ่ง
เขย่าเบาๆ
ในจอกเหล้าสีขาวบนโต๊ะของทุกคน ก็มีของเหลวสีม่วงแดงแววใสพร่างพราวอยู่
ของเหลวสีม่วงแดงนั้นมีกลิ่นหอมของเหล้าและกลิ่นหอมของผลไม้ เมื่อได้กลิ่นก็รู้สึกว่าเป็นเหล้า แต่สีสันเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน จึงไม่กล้าดื่ม
จนกระทั่งจู้เจียงเจียงเอ่ยปาก “ทุกท่าน นี่ก็เป็นผลผลิตของราชวงศ์ต้าหลี่ของเราเช่นกัน เหล้าชนิดนี้เรียกว่าเหล้าแดง หรือเรียกอย่างเฉพาะเจาะจงได้ว่าเหล้าองุ่น”
“เชิญ ทุกท่าน” นางยกมือให้สัญญาณ
“เมื่อครู่แม่นางจู้เขย่ากาเหล้าเพื่ออะไร?” ชายร่างยักษ์ของแคว้นเฉิงเอ่ยถาม
การกระทำนั้นน่าสงสัยมาก เหมือนกับกำลังวางยาพิษ ผสมผงพิษลงไปในเหล้าแล้วเขย่าให้เข้ากัน จึงได้เหล้าที่มีสีสันเช่นในตอนนี้?
“นั่นเป็นเพราะเพิ่งเปิดขวดเหล้าแดง ก่อนดื่มต้องเขย่าเบาๆ เพื่อปลุกให้กลิ่นหอมและรสชาติของเหล้าออกมา” พูดจบ จู้เจียงเจียงก็ยกจอกตรงหน้าตัวเองขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
นางไม่อยากสิ้นเปลืองเหล้าแดงจอกนี้ แต่เพื่อให้ทุกคนตรงหน้าสบายใจ นางไม่ดื่มไม่ได้
เผยจี้เห็นนางดื่มเยอะขนาดนี้ ก็รีบเก็บจอกเหล้าตรงหน้านางทันที “ฮูหยิน กินกับข้าวเยอะๆหน่อย”
ท่าทางหลังนางเมาเหล้าเป็นแบบไหน เขารู้ดีที่สุดแล้ว
คืนนี้พวกเขาต้องพักค้างคืนที่นี่ จะให้นางดื่มจนเมาไม่ได้
หลังจากจู้เจียงเจียงดื่มหมดจอก ทูตแต่ละแคว้นที่อยู่ที่นี่ก็ยอมรับเหล้าแดงนี้
พวกเขาทยอยยกจอกเหล้าขอเพิ่มจอกต่อจอก ดื่มอย่างมีความสุข ทั้งยังแข่งกันท่องบทกวีอย่างสนุกสนาน บรรยากาศคึกคักเป็นที่สุด
“ฮูหยิน เจ้าจะคุยธุรกิจไม่ใช่หรือ? หากไม่รีบพูด พวกเขาก็จะเมากันหมดแล้วนะ” เผยจี้เตือนนาง
เห็นเพียงจู้เจียงเจียงสงบและผ่อนคลาย ไม่รีบร้อนสักนิด
นิสัยของเผยจี้ตรงไปตรงมา เหมือนกับเวลาที่เขาอยู่ในสนามรบ เมื่อพบศัตรูก็จะเข้าต่อสู้ทันที ไม่รู้จักอ้อมค้อม
แต่การทำธุรกิจนั้น จะตรงไปตรงมาไม่ได้เด็ดขาด
จู้เจียงเจียงพูดเสียงเบา “ไม่ต้องรีบร้อน กลับไปค่อยคุย”
บรรลุเป้าหมายในวันนี้แล้ว กิน ดื่ม เล่น สนุกครบถ้วน ไม่ขาดตกอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอแล้ว
หลังจากวันพรุ่งนี้ พวกเขาต้องเริ่มคิดถึงของในมือนาง เมื่อถึงเวลานั้น นางค่อยใช้โอกาสนั้นพูดคุย
…............
ผลของการมีเหล้าแดงให้ดื่มไม่จำกัด ทำให้นอกจากจู้เจียงเจียงและเผยจี้แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ดื่มจนเมากันหมด รวมถึงบรรดาคุณหนูทั้งหลายด้วย
พวกเขานอนอยู่บนพรมใต้ร่มตัวเอง และหลับไปอย่างมีความสุข
จู้เจียงเจียงให้คนยกโต๊ะข้างหน้าพวกเขาออกไป จากนั้นก็ให้สาวใช้และเด็กรับใช้ของแต่ละคนไปเอาผ้าม่านและผ้าห่มมา
ด้านบนผ้าม่านมีตะขอเหล็ก สามารถคล้องกับปลายร่มกันแดดได้ทุกมุม ขอแค่คล้องตะขอเข้ากับลูกกลมๆบนร่ม ก็สามารถบังสายตาจากภายนอกได้ทั้งหมด
ส่วนผ้าห่ม ให้พวกเขาคลุมบนตัวเพื่อความอบอุ่น
หลังจู้เจียงเจียงและเผยจี้จัดการให้คนคอยดูแลอยู่รอบๆแล้ว ทั้งสองจึงเข้าไปในร่มของตนเองเพื่อพักผ่อน
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ก็มีคนใช้มาเรียกพวกเขาตื่น
ที่ด้านข้างของครัวในที่พักได้มีการก่อกองไฟไว้แล้ว มีเสียงฟืนไม้ที่ถูกเผาไหม้จนแตก แสงไฟทำให้ทะเลทรายที่อุณหภูมิดิ่งลงดูอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย
แขกผู้สูงศักดิ์หลายคนที่นอนหลับอยู่ในร่มยังไม่ตื่น มีเพียงสวี่กู้ที่ดื่มน้อยกว่าที่ตื่นขึ้นมาแล้ว
เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับความมืดดำผืนใหญ่ตรงหน้า ใช้เวลานานถึงรู้ตัวว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน
เมื่อออกมาจากผ้าม่าน เขาก็เห็นแสงไฟที่กำลังลุกไหม้ ก่อนมองสถานที่ที่ตัวเองนอนเมื่อครู่ที่ถูกผ้าม่านหนาๆล้อมไว้ รักษาความเป็นส่วนตัว
สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจ
“องค์ชายสามสวี่ตื่นแล้วหรือ? อยากล้างหน้าให้สดชื่นหน่อยไหม? ข้าจะให้คนยกน้ำไปให้ท่าน” เห็นสวี่กู้เดินมา จู้เจียงเจียงที่มือกำลังย่างเนื้อเสียบไม้อยู่ก็พูดขึ้นพร้อมยิ้มให้เขา
สวี่กู้ตื่นแล้ว นั่นก็หมายความว่าคนอื่นๆคงใกล้ตื่นกันหมดแล้ว
“ไปเตรียมน้ำให้เหล่าเจ้านายที่อยู่ในแต่ละกระโจมด้วย” จู้เจียงเจียงสั่งคนข้างกาย
“ท่านเอาใจใส่ได้ทั่วทุกด้านจริงๆ” สวี่กู้พูดออกมา ไม่แน่ใจว่าเสียดสีหรือชมเชย
เขาแค่รู้สึกว่า ทำไมถึงมีคนที่สามารถเอาใจใส่ได้ละเอียดขนาดนี้กัน?
“ข้าจะถือว่าท่านชมข้าแล้วกัน” จู้เจียงเจียงยื่นเนื้อแกะที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆให้เขา “ท่านลองชิมดู เทียบกับรสชาติของแคว้นเสี่ยวซีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
ที่จริงแล้ว เผยจี้ก็เคยพูดประโยคนี้กับนางเหมือนกัน
แต่ตอนที่เผยจี้พูดคำนี้ เขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจและความหึงหวง เขาไม่ชอบให้ภรรยาตัวเองไปดูแลปรนนิบัติการกินดื่มให้คนอื่น
ในตอนนั้น จู้เจียงเจียงจึงได้แต่ยิ้มรับ และบอกว่าทำไปเพื่อพูดคุยธุรกิจ วันหลังจะไม่ทำแบบนี้แล้ว
ตอนที่ 274: บังเอิญได้ยินข่าวที่มีประโยชน์
ท้องฟ้ายามค่ำคืนในทะเลทราย กว้างใหญ่แต่สะอาด
ดวงดาวกดต่ำราวกับจะเอื้อมมือไปแตะต้องได้
ทุกคนที่เติบโตในทะเลทรายเหมือนคุ้นเคยกับมันแล้ว หรือพูดว่าหลงรักที่นี่ไปแล้ว ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกำลังเพลิดเพลินกับยามค่ำคืนที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงดังรบกวน มีเพียงเสียงลมพัด
เหล้าแดงและเนื้อแกะเสียบไม้ยังคงมีให้บริการ ทุกคนที่นอนมาตลอดบ่าย สภาพจิตใจตอนนี้ ดีเป็นพิเศษ
ดังนั้นถือโอกาสตอนมีความสุขพร้อมผลจากสุรา พวกเขาเริ่มคุยโวโอ้อวดเรื่องตัวเอง
“แคว้นเฉิงของพวกเรามีดีก็คือเหล้าดี หากทุกท่านไม่รังเกียจ หลังจากการประชุมต๋ามู่ครั้งนี้ ขอเชิญทุกท่านตามข้ากลับแคว้น ไปร่วมดื่มกันให้เต็มที่!”
“เหล้าดีแล้วอย่างไร?”
ปาซ่งของแคว้นไห่ไท่ทนฟังต่อไม่ได้ พูดโต้ตอบว่า “แคว้นไห่ไท่ของเราใกล้ทะเล ในทะเลนั้นมีสิ่งแปลกประหลาดมากมาย ท่านกลับไปกับข้า ข้าจะพาท่านไปดู...”
“ถึงจะมีสิ่งแปลกประหลาดมากมาย แต่ท่านจะตักมันขึ้นมาได้หมดรึ สุดท้ายก็ไม่เห็นจะมีอะไร”
คนแคว้นเฉิงกับแคว้นไห่ไท่กำลังโอ้อวดของบ้านเกิดตัวเอง ท่าทางเหมือนกำลังแข่งขันกันว่าใครจะชนะ
หนานเฟิงเฉียนของแคว้นชิงหนานยืนอยู่ข้างๆอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้เข้าร่วมการโอ้อวดของพวกเขา
“ท่านทั้งสอง ข้าอยากไปด้วย พวกท่านพาข้าไปดูหน่อยสิ”
เมื่อพูดถึงเรื่องเล่นสนุก จะขาดสวี่กู้ไปไม่ได้เด็ดขาด
มีเขาเข้าร่วม ผู้ชายสามคนกอดคอโอบไหล่ ยกจอกเหล้าถี่ เสียงของพวกเขาถึงขั้นกลบเสียงลมที่หวีดหวิว จนกลายเป็นกลุ่มคนที่โดดเด่นที่สุดในทะเลทราย
จู้เจียงเจียงรู้สึกสงสัย
นางหันหน้าไปถามหนานเฟิงเฉียนที่อยู่เงียบๆ “คุณชายหนานเฟิง ทำไมท่านถึงไม่พูดอะไรเลย หรือว่าท่านไม่อยากออกไปดูโลกภายนอก?”
เหมือนหนานเฟิงเฉียนกำลังรอนางเปิดปาก แต่กลับไม่ตอบโต้อะไร เพียงแต่มองนางยิ้มๆอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
จู้เจียงเจียงถูกรอยยิ้มของเขากระตุ้นจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว เดาไม่ออกว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
ช่างเถอะ
คนประเภทสุขุมเดายาก นางหนีห่างไกลๆหน่อยดีกว่า
จู้เจียงเจียงขยับก้นไปนั่งใกล้เผยจี้เงียบๆ
เผยจี้รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวของนาง เขาชำเลืองมองหนานเฟิงเฉียน สายตานั้นเหมือนตักเตือนและปกป้อง ราวกับไม่อนุญาตให้ใครมาล่วงล้ำ
“เหอะๆ…” หนานเฟิงเฉียนหัวเราะเบาๆอย่างจนใจ
เขาดูเหมือนคนเลวขนาดนั้นเลยหรือ?
หนานเฟิงเฉียนดูเหมือนคนเลวไหมไม่รู้
แต่พ่อลูกตระกูลซ่างและคนของแคว้นตงจ้าวในที่พักของทางการที่ถูกกีดกันอยู่ข้างนอกนั้น กำลังมีความไม่พอใจต่อจู้เจียงเจียงอยู่แน่นอน
ตอนกลางวัน ยังมีแค่พ่อลูกตระกูลซ่างที่ไม่พอใจต่อจู้เจียงเจียง แต่พอตกกลางคืน ก็มีแคว้นตงจ้าวเพิ่มมาอีกหนึ่ง
ในตอนเย็น แคว้นตงจ้าวเห็นว่าที่พักของทางการยังคงเงียบสงบ ไม่เห็นคนจากแคว้นอื่นๆมาเลย พวกเขาจึงเกิดความสงสัยขึ้น
หลังจากสอบถาม พวกเขาก็ได้รู้ว่า วันนี้มีคนที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของราชวงศ์ต้าหลี่ นัดทูตอีกสามแคว้นออกไปเที่ยวเล่น
หลังจากคนของแคว้นตงจ้าวรู้เรื่องนี้ก็โมโหสุดขีด
“ออกไปเที่ยว? ใครจะเชื่อ!” หยวนเจิ้งหลางของแคว้นตงจ้าวโมโหเขวี้ยงถ้วยจนแตก “ไปสืบดูหน่อย ครั้งนี้ราชวงศ์ต้าหลี่ส่งใครมาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ ไปเร็ว!”
เกี่ยวกับเรื่องตัวแทนของแต่ละแคว้น พักนานวันเข้าก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
ลูกน้องที่แคว้นตงจ้าวส่งไปสืบข่าวใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งก้านธูปก็นำข่าวกลับมาแล้ว
“เรียนใต้เท้าหยวนเจิ้ง ตัวแทนของราชวงศ์ต้าหลี่ในครั้งนี้คือซ่างชิงซานขั้นที่หนึ่งชั้นโทฝ่ายบุ๋น ยังมีลูกสาวของเขาซ่างหวานหว่านตามมาด้วย”
“ตามที่ผู้ดูแลพูด บุคคลที่เชิญชวนให้ทูตแต่ละแคว้นออกเมืองไปเที่ยวเป็นหญิงสาวอ่อนเยาว์คนหนึ่ง คาดว่าคงจะเป็นซ่างหวานหว่านคนนี้ขอรับ”
“ซ่างหวานหว่าน…” หยวนเจิ้งหลางขมวดคิ้วแน่น เขาไม่เคยได้ยินว่ามีคนสำคัญที่ชื่อนี้มาก่อน
อย่าพูดถึงซ่างหวานหว่านเลย ซ่างชิงซานเขาก็ไม่เคยได้ยิน เขารู้จักแค่บุคคลสำคัญทางทหารที่อยู่ชายแดนสนามรบ เช่น เผยจี้
“ออกไปเถอะ”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าซ่างชิงซานและซ่างหวานหว่านเป็นใคร แต่ตอนนี้สองคนพ่อลูกคู่นี้ได้กลายเป็นหนามยอกอกของแคว้นตงจ้าวของพวกเขาไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน สองคนพ่อลูกตระกูลซ่างที่รู้สึกไม่พอใจและเกลียดแค้นจู้เจียงเจียงจนกัดฟันแน่น ก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองกลายเป็นแพะรับบาปให้กับจู้เจียงเจียงไปแล้ว
เริ่มแรกตอนแคว้นเสี่ยวซีจัดห้องพักให้แขกแต่ละแคว้น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางวัฒนธรรม พวกเขาจึงจัดให้ห้องพักของแต่ละแคว้นอยู่ห่างไกลกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ต้าหลี่กับแคว้นตงจ้าว
เนื่องจากทั้งสองแคว้นเคยทำสงครามกันเมื่อไม่นานมานี้ เป็นธรรมดาที่แคว้นเสี่ยวซีจะจัดทั้งสองแคว้นนี้ให้อยู่ห่างไกลกันเป็นพิเศษ
คนของแคว้นตงจ้าวจะไม่มาทางราชวงศ์ต้าหลี่ จึงไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวแทนของราชวงศ์ต้าหลี่ซึ่งเป็นหนามยอกอกของพวกเขา ที่จริงแล้วก็ถูกกีดกันเหมือนกัน
“ท่านพ่อ ผู้หญิงคนนั้นจะต้องตีสนิทกับตัวแทนแต่ละแคว้นอยู่เป็นแน่ เพื่อจะได้กดพวกเราได้ในการประชุมต๋ามู่ ไม่เช่นนั้นทำไมไปนานขนาดนี้ยังไม่กลับมาอีก!”
ฟ้ามืดสนิทแล้ว ซ่างหวานหว่านก็ยังไม่เห็นคนห้องข้างๆกลับมา นางจึงได้พูดคำนี้ออกมา
ซ่างชิงซานก็รออยู่ในห้องซ่างหวานหว่านมาทั้งวันแล้ว
ยิ่งรอเขาก็ยิ่งข่มอารมณ์ไว้ไม่ไหว
แคว้นเสี่ยวซีฟ้ามืดช้า ทว่าตอนนี้ฟ้าก็มืดสนิทไปมากแล้ว กระนั้นก็ยังไม่เห็นเผยจี้กลับมา หรือว่าเขาวางแผนจะไม่กลับมาคืนนี้?
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ถึงขนาดเรียกตัวแทนสามแคว้นออกไปข้างนอกได้ทั้งคืนแบบนี้ ดึกแล้วก็ยังไม่กลับที่พัก
เผยจี้คนนี้ หรือว่าคิดจะชิงดีชิงเด่นแทนเขาในการประชุมต๋ามู่จริงๆ?
ไม่ได้ เขาจะให้เผยจี้ทำสำเร็จไม่ได้เด็ดขาด!
ในมือเขากุมเงินทุนทั้งหมดของราชวงศ์ต้าหลี่เอาไว้ เผยจี้มีคุณสมบัติอะไรจะมาแย่งชิงกับเขา?
“หวานหว่าน พ่อกลับก่อน เจ้าก็รีบพักผ่อนเถอะ”
อารมณ์ของซ่างชิงซานเองยังปรับไม่ได้ แล้วจะมีเวลาไปปลอบซ่างหวานหว่านได้อย่างไร เขาลุกเดินออกไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของซ่างหวานหว่านเลย
ซ่างหวานหว่านที่กลัดกลุ้มและโกรธจนตัวสั่น
ถ้าหากไม่ระบายความโกรธแค้นออกมา เกรงว่าคืนนี้นางคงนอนไม่หลับเป็นแน่
“ชุ่ยเถา คุกเข่าลง!” ซ่างหวานหว่านตะโกนเสียงดังลั่น
จากนั้นประตูห้องก็ถูกสาวใช้ตัวใหญ่คนสนิทปิดลง ถึงแม้จะปิดประตูแล้ว ก็เก็บเสียงตบหน้าอย่างต่อเนื่องไว้ไม่ได้
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ซ่างหวานหว่านรู้สึกเหนื่อยแล้วเสียงตบจึงหยุดลง กลางคืนกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ในคืนนี้มีคนนอนไม่หลับ แต่บางคนก็นอนหลับฝันหวานอย่างเป็นธรรมชาติ
ที่ทะเลทราย ทุกคนดื่มกันจนดึกดื่นถึงแยกย้ายกันกลับไปยังกระโจมของตน
จู้เจียงเจียงที่อยู่ข้างๆ ฟังคำพูดคุยเมาเหล้าของทูตแต่ละแคว้นมาทั้งคืน ก็กลับไปพักในกระโจมของตนเองในยามจื่อเช่นกัน
วันนี้นางทำงานหนักมาทั้งวัน เป็นคนที่เหนื่อยที่สุดในที่แห่งนี้
ตอนเผยจี้นวดเอวให้ นางก็เกือบจะหลับไปแล้ว “คำพูดตอนเมาของพวกผู้ชายเหล่านั้นมีอะไรน่าฟัง เจ้าควรกลับมาพักผ่อนตั้งนานแล้ว จะรอพวกเขาทำไม”
สถานการณ์นั้น มีเขาอยู่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว จู้เจียงเจียงกลับจะรออยู่ด้วย
พวกคุณหนูคนอื่นที่นี่กลับไปพักผ่อนนานแล้ว มีแค่นางที่เป็นผู้หญิงคนเดียวนั่งอยู่ในกลุ่มผู้ชาย ไม่พูดและไม่ดื่มอะไร แค่นั่งอยู่เฉยๆ
จู้เจียงเจียงง่วงจนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง “มีประโยคหนึ่งพูดว่า หลังดื่มเหล้าแล้วพูดความจริง ท่านไม่สังเกตหรือว่าคืนนี้พวกเราได้ฟังเรื่องสุดยอดมากมาย?”
“อะไรนะ?” เขาได้ยินผู้ชายพวกนั้นพูดถึงแต่อำนาจและผู้หญิง
“เกี่ยวกับเรื่องของการประชุมต๋ามู่ไง...” จู้เจียงเจียงได้ยินข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาไม่น้อยจากในคำพูดเหลวไหลของคนเมา
แต่ตอนนี้ นางไม่มีแรงจะไปวิเคราะห์แยกแยะเรื่องพวกนี้แล้ว
รอนางนอนตื่นมาพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน
ตอนที่ 275: มนุษย์ป้าผู้แปลกประหลาด
ในวันจัดการประชุมต๋ามู่
จู้เจียงเจียงยืนอยู่บนระเบียงหน้าห้องพัก นางพิงศอกไว้กับราวระเบียง มองทูตแต่ละแคว้นที่วิ่งเข้าออกชั้นล่างเพื่อเตรียมตัวไปงานการประชุมต๋ามู่อย่างเอ้อระเหย
ถึงอย่างไรตัวแทนทางการของราชวงศ์ต้าหลี่ก็เป็นพ่อลูกตระกูลซ่าง นางและเผยจี้ไม่ใช่ตัวแทน เป็นเพียงแขก
ดังนั้นนางไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมากมายอะไรและไม่ต้องรีบร้อน
แต่ความเอ้อระเหยของนาง ในมุมมองของซ่างหวานหว่านกลับเป็นความเงียบเหงา และไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ
“หึ ใช้ลูกไม้แค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ คนเขาก็ยังไม่สนใจอยู่ดี ไก่ป่าไม่มีวันเปลี่ยนเป็นหงส์ได้ตลอดกาล” ซ่างหวานหว่านเดินออกมาโดนมีสาวใช้คนสนิทคอยประคอง
ตอนออกห้องเห็นจู้เจียงเจียง ทั้งนายทั้งบ่าวจึงเอ่ยเหน็บแนมถากถางขึ้น
นางก็นึกว่าจู้เจียงเจียงจะมีความสามารถแค่ไหน นัดคนมีอำนาจมากมายออกไปเที่ยวเล่น กลับมาก็ไม่มีใครสนใจเช่นเดิม แล้วจะทำไปทำไม
จู้เจียงเจียงได้ยินเสียงก็หมุนตัวกลับมา พิงราวระเบียง มองสำรวจซ่างหวานหว่านที่แต่งตัวหรูหราออกงานตอนนี้จากบนลงล่าง
“เจ้าซื้อแป้งชาดที่ไหน?” นางถามซ่างหวานหว่าน
“อะไรนะ?”
ทั้งนายทั้งบ่าวต่างก็นิ่งอึ้งไป พวกนางคิดไม่ถึงว่าจู้เจียงเจียงจะถามคำถามหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันแบบนี้
ซ่างหวานหว่านเผลอยกมือขึ้นจะแตะใบหน้าของตัวเอง แต่ก็ชะงักไป
นางตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ใช้เวลาแต่งหน้าไปครึ่งชั่วยามกว่า ไม่สามารถจับให้มันเสียได้
“เจ้าอยากหลอกให้ข้าทำลายสิ่งที่แต่งอยู่บนหน้าของข้าใช่หรือไม่? เจ้านึกว่าข้าจะตกหลุมพรางเจ้าหรือ? น่าขัน!” ซ่างหวานหว่านหาเหตุผลมาแก้ตัวในแบบที่นางคิดว่าถูกต้องที่สุดต่อการกระทำประหลาดของตัวเอง
จู้เจียงเจียงได้ยินคำนี้ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
นางมองซ่างหวานหว่านราวกับมองคนโง่ แล้วพูดว่า “ความหมายของข้าคือ เจ้าปัดแป้งชาดไม่ดี มีคราบแป้งติด เอ่อ…ไม่สิ เหมือนไม่ใช่ปัญหาของแป้งชาด แต่เป็นใบหน้าของเจ้า...”
คำพูดนี้ทิ่มแทงกลางใจของซ่างหวานหว่านอย่างจัง
สภาพอากาศของแคว้นเสี่ยวซีทั้งเย็นและแห้งมากๆ เพียงไม่กี่วันที่มาอยู่ที่นี่ ใบหน้าของนางก็แห้งกร้านสุดๆ ทำให้นางไม่กล้าออกไปไหน
แต่ดูเหมือนว่าการไม่ออกไปไหนจะไม่ได้ช่วยอะไร ใบหน้าของนางก็ยังแห้งจนลอก ทั้งแดงทั้งคัน
เช้านี้นางใช้เวลานานมากในการแต่งหน้า เติมแป้งไปไม่น้อย ทำไมยังสามารถมองออกได้?
แล้วทำไมใบหน้าของจู้เจียงเจียงที่มาจากราชวงศ์ต้าหลี่เหมือนกันถึงดูสดใสอิ่มน้ำขนาดนั้น?
นางเห็นแล้วโมโหมาก!
“หงซิ่ง พวกเราไปกันเถอะ!”
ซ่างหวานหว่านถลึงตามองจู้เจียงเจียง กระทืบเท้าเดินลงชั้นล่างด้วยความอาฆาตแค้น ก่อนจะขึ้นรถม้าออกไป
ที่นั่งรถม้าออกไปอย่างรีบร้อนเหมือนนาง ยังมีทูตของแต่ละแคว้นด้วย
เมื่อพวกเขาทยอยกันออกไป ไม่นานที่พักของทางการก็เงียบสงบลง
“ฮูหยิน”
ไม่นานหลังจากที่เหล่าทูตจากไป เผยจี้ก็ขี่ม้ามาปรากฏตัวอยู่ชั้นล่าง
“มาแล้วหรือ”
จู้เจียงเจียงเห็นเขามาแล้วจึงเอ่ยทักทาย จากนั้นก็หมุนตัวกลับเข้าไปในห้องหยิบของบางอย่าง ก่อนวิ่งลงมาชั้นล่างออกเดินทางไปยังวังหลวงของแคว้นเสี่ยวซีพร้อมเขา
ในวันจัดงานการประชุมต๋ามู่ ไม่เพียงแต่ในวังจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ชาวบ้านทั่วไปในตัวเมืองมู่โตวก็ฉลองกันอย่างคึกคักเป็นพิเศษ
บนถนน แทบทุกคนจะสวมใส่ชุดพื้นเมืองที่สดใส ออกมาเดินเล่น โบกริ้วผ้าในมือ หรือไม่ก็ตีกลองอย่างเป็นจังหวะ
เสียงดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ดังกึกก้องไปทั่วท้องถนน
เหล่าชาวบ้านเดินตามเสียงดนตรี กอดคอโอบไหล่ ทั้งร้องและเต้นเรียงกันเป็นแถวยาว รายล้อมรถม้าของเหล่าทูตจากแต่ละแคว้นไว้
“ท่านพี่ พวกเราลงไปเล่นกันเถอะ?”
เพียงแค่นั่งดูอยู่บนหลังม้าไม่สามารถทำให้หัวใจที่ต้องการโยกย้ายของจู้เจียงเจียงพึงพอใจได้
ไม่รอให้เผยจี้ตอบรับ นางก็พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้ว
ทั้งสองคนเพิ่งถึงพื้น ก็ถูกชาวบ้านข้างๆ จับมือลากไปร่วมร้องร่วมเต้นทันที
ชาวบ้านแคว้นเสี่ยวซีร้องเป็นภาษาท้องถิ่น จู้เจียงเจียงฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังหัวเราะและเต้นไปพร้อมกับพวกเขา
แต่ไหนแต่ไรเผยจี้ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมพวกนี้ แม้แต่ตอนเต้นกว๋างฉางอู่ในหมู่บ้านเสี่ยวฮวง เข้าก็ไม่เคยเข้าร่วม
เขาในตอนนี้ ร่างกายแข็งทื่อ การเคลื่อนไหว จังหวะ ไม่ตรงกับคนอื่นเลย
“ท่านพี่ ผ่อนคลายลงหน่อยสิ มา ยกเท้าซ้าย ยกเท้าขวา ยกเท้าซ้าย ยกเท้าขวา…” จู้เจียงเจียงก้าวเท้านำเขาเต้น
หลังจากทำซ้ำเกือบสิบรอบ เผยจี้ก็พอจะตามจังหวะทุกคนทันได้บ้างแล้ว
แต่ท่าทางของเขายังคงแข็งทื่ออยู่ ไม่มีความสวยงามของการเต้นเลยแม้แต่นิดเดียว
“แม่นาง นี่คือสามีของเจ้าสินะ?”
ป้าคนหนึ่งที่อยู่ทางซ้ายมือของจู้เจียงเจียงยื่นหน้ามามองเผยจี้ ยิ้มหยอกล้อทั้งคู่ “พวกเราที่นี่ ผู้ชายที่เต้นไม่เป็นจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้หญิง”
“ที่แท้ยังมีแนวคิดแบบนี้ด้วย”
จู้เจียงเจียงหันหน้าไปมองเผยจี้ “ท่านพี่ ได้ยินหรือยัง? ผู้ชายที่เต้นรำไม่เป็น ผู้หญิงจะไม่ชอบนะ”
เดิมนางแค่อยากจะล้อเล่น เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม
ใครจะรู้ เผยจี้เหมือนถูกกระตุ้น เขากัดฟันตั้งใจขยับแขนและเต้นอย่างสุดกำลัง
ผลที่ได้ก็คือ ชุดที่จู้เจียงเจียงใส่มาอย่างพิถีพิถันในวันนี้ ถูกทำลายเสียหายไปหมด
เพราะท่าทางของเขาใหญ่เกินไป กระโปรงบางที่ลอยขึ้นของนางจึงไปพันกับกระโปรงผ้าของชาวบ้านแคว้นเสี่ยวซีที่อยู่รอบๆ ก่อนถูกปัดออก ผลก็คือ กระโปรงบางถูกดึงจนฉีกขาด
ขบวนเต้นรำมุ่งหน้าไปยังวังหลวง เมื่อเห็นว่าประตูวังอยู่ตรงหน้า หากนางอยากจะกลับไปเปลี่ยนชุดใหม่ คงต้องฝ่าฝูงชนที่อยู่เต็มท้องถนนไป
จู้เจียงเจียงมองผู้คนที่ล้นหลามข้างหลังแล้วถอนหายใจ
จะให้นางฝ่าฝูงชนกลับไปเปลี่ยนชุดในที่พัก นางทำไม่ได้ อีกทั้งถึงแม้จะกลับไป ตอนกลับมาอีกครั้งการประชุมต๋ามู่ก็คงเริ่มไปนานแล้ว
ป้าคนเดิมที่เต้นรำกับพวกเขาเห็นเหตุการณ์ จึงเดินมาหาพวกเขาอีกครั้ง
ป้าคนนั้นถามว่า “แม่นาง พวกเจ้าเป็นแขกผู้มีเกียรติที่จะเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ในวังใช่หรือไม่?”
จู้เจียงเจียงหันกลับไปมองป้าคนนั้น ก่อนพยักหน้าเบาๆ แล้วพูดเยาะเย้ยตัวเองว่า “แต่ดูจากเสื้อผ้าที่ข้าสวมอยู่แล้ว เกรงว่าคงจะเข้าไปไม่ได้แล้วกระมัง”
“ฮูหยิน ข้าจะกลับไปเอาเสื้อผ้าชุดใหม่แทนเจ้าเอง ข้าเดินบนหลังคาได้ ไปไม่นานหรอก” เผยจี้รู้ดีว่านางอยากไปดูการประชุมต๋ามู่มากแค่ไหน
เพื่อทำให้นางได้สมปรารถนา เขาจะใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปกลับให้เร็วที่สุด
“คุณชาย ไม่ต้องหรอก!” ป้าคนนั้นไม่เห็นด้วย รีบเรียกเผยจี้เอาไว้ “ร้านของข้าอยู่ใกล้ๆ ขายเสื้อผ้าโดยเฉพาะ แม่นางตามข้ามาสิ ข้าจะให้เสื้อผ้าแก่เจ้า”
“จริงหรือ? ดีจังเลย!”
จู้เจียงเจียงก็ไม่อยากให้เผยจี้วิ่งไปกลับ อีกทั้งถึงแม้เขาจะไปกลับเร็วแค่ไหน พวกเขาก็ไปไม่ทันการประชุมต๋ามู่แน่ๆ
“ขอบคุณท่านป้า แต่ไม่ต้องยกให้หรอกเจ้าค่ะ พวกเราจะซื้อเอง!”
“เรื่องนี้เดี๋ยวค่อยคุย พวกเรารีบไปเถอะ พวกเจ้ากำลังจะไปสายแล้วไม่ใช่หรือ” ป้าคนนั้นลากจู้เจียงเจียงไปที่ร้านของนางอย่างกระตือรือร้น
ร้านนั้นตามที่ป้าบอก เป็นร้านขายเสื้อผ้าผู้ใหญ่สำเร็จรูป
อีกทั้งเพราะการจัดการประชุมต๋ามู่ เสื้อผ้าในร้านมีแต่ชุดตัดใหม่ ทุกตัวมีเอกลักษณ์ของแคว้นเสี่ยวซี แม้กระทั่งเครื่องประดับก็มีด้วย
“มาๆ ข้าลองสีให้แม่นาง” ป้าคนนั้นเอาชุดกระโปรงตัวหนึ่งขึ้นมาเทียบบนตัวจู้เจียงเจียง เหมือนกำลังเทียบสีผิวของนางว่าเหมาะกับกระโปรงสีอะไร
“อุ๊ยตาย แม่นางมีผิวขาวผ่องกว่าหญิงสาวทั่วไป ข้าว่าไม่ต้องเลือกแล้ว ไม่ว่าชุดไหนก็เหมาะสม” ป้าคนนั้นอุทานไปพลางชมเชยจู้เจียงเจียงไปพลาง
จู่ๆเหมือนนางคิดอะไรได้ หันไปบอกสาวน้อยที่ช่วยงานอยู่ในร้าน “ไปหลังร้าน เอาชุดกระโปรงสีแดงตัวนั้นมา”
“ของเถ้าแก่หรือ?” ท่าทางสาวน้อยคนนั้นดูตกใจมาก มองเถ้าแก่ของตัวเองแล้วมองจู้เจียงเจียง สุดท้ายก็เดินไปหยิบชุดที่ข้างหลังร้าน
“กระโปรงสีแดงอะไรหรือ?” จู้เจียงเจียงรู้สึกสงสัยอยากรู้
แต่ป้าคนนั้นกลับทำตัวลึกลับ “อีกประเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง”
ตอนที่ 276: ปรากฏตัวในการประชุมต๋ามู่ด้วยชุดแปลกใหม่
วังหลวงแคว้นเสี่ยวซี
เมื่อเห็นว่าเสียงกลองของการประชุมต๋ามู่กำลังจะดังขึ้น แต่กลับยังไม่เห็นร่างของจู้เจียงเจียงและเผยจี้ สวี่กู้ก็รู้สึกกระวนกระวายใจมากขึ้นทุกที
เขาควรไปรับพวกเขาถึงที่พักตั้งแต่แรก ตอนนี้จะได้ไม่ต้องร้อนใจกระวนกระวายทนรับสายตาสงสัยจากบิดาแท้ๆ และเสด็จอาของตัวเองแบบนี้
“พวกเขาคงไม่ได้หลงทางหรอกนะ?” สวี่กู้บ่นกับตัวเองเบาๆ
ถึงแม้แคว้นเสี่ยวซีจะเป็นแคว้นเล็กๆแคว้นหนึ่ง แต่ก็มีเหมืองแร่
มีเหมืองแร่ก็ย่อมมีเงิน ดังนั้นวังหลวงจึงถูกสร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่
ภายในขอบเขตของวังหลวงมีทั้งทุ่งหญ้า ป่าสน และลำธารธรรมชาติ ทุกปีจะมีการล่าสัตว์ภายในวังหลวง
ดังนั้นด้วยความที่วังหลวงกว้างใหญ่ขนาดนี้ จู้เจียงเจียงและเผยจี้มีโอกาสจะหลงทางได้สูงมาก
สวี่กู้อยากออกไปตามหาพวกเขาทั้งสองคน ทว่าเพิ่งก้าวออกไปได้เพียงก้าวเดียว สวี่ยวนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า “กู้เอ๋อร์ แขกคนสำคัญวันนี้ของเจ้าล่ะ?”
สวี่ยวนคือฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของแคว้นเสี่ยวซี และเป็นบิดาแท้ๆของสวี่กู้ด้วย
“แต่ละแคว้นนั่งลงกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ? ยังมีแขกคนสำคัญที่ไหนอีก?”
“ไม่รู้สิ หรือว่าปีนี้จะมีคู่แข่งเพิ่มมาอีกหนึ่ง?”
ทูตของทั้งห้าแคว้น ได้แก่ ราชวงศ์ต้าหลี่ แคว้นชิงหนาน แคว้นไห่ไท่ แคว้นตงจ้าว และแคว้นเฉิง ต่างก็เข้าประจำที่นั่งกันเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้ของแคว้นเสี่ยวซี ชินอ๋อง และเหล่าองค์ชายก็มาถึงแล้ว
จากที่เห็น น่าจะมากันครบแล้ว
แต่ดูจากที่นั่งในงานตอนนี้ ยังมีที่ว่างเหลืออีกหนึ่งที่ ซึ่งที่นั่งนั้นก็อยู่ในตำแหน่งหน้าสุดจากทุกแคว้น และอยู่ข้างโยวชินอ๋องผู้เป็นเสาหลักของแคว้นเสี่ยวซี
จะต้องเป็นใครกัน ถึงสามารถนั่งตำแหน่งที่สูงส่งขนาดนั้นได้?
“พวกท่านดู ที่นั่งอยู่ในตำแหน่งของราชวงศ์ต้าหลี่ ไม่ใช่แม่นางจู้กับแม่ทัพเผยนี่ พวกเขาเป็นใครกัน?”
เหล่าทูตจากแคว้นต่างๆ แอบกระซิบคุยกันถึงพ่อลูกตระกูลซ่าง
ซ่างหวานหว่านเห็นเหล่าองค์ชายวัยเยาว์และคุณหนูของแต่ละแคว้นมองมา นางก็นึกว่าความสวยของตัวเองชวนให้ตกตะลึง จึงแสร้งทำท่าเขินอาย ก้มหน้าแอบดีใจเงียบๆ
“เรียนเสด็จพ่อ แขกคนสำคัญของลูก...”
สวี่กู้หันไปมองนอกตำหนักบ่อยๆ พยายามหาข้ออ้างถ่วงเวลาช่วยพวกจู้เจียงเจียง แต่ก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ
สวี่ยวนเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
ดูท่า เขาไม่ควรจะคาดหวังอะไรกับลูกชายที่ไม่เอาไหนคนนี้เลยจริงๆ
“เตรียมเริ่มพิธีได้” สวี่ยวนหันไปพูดกับข้าหลวงคนสนิทของตัวเอง
การประชุมต๋ามู่จะไม่ล่าช้าเพียงเพราะแขกต่างแคว้นคนหนึ่งเด็ดขาด
ในตอนที่สวี่ยวนพูดจบ ก็มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาในท้องพระโรง
การปรากฏตัวของชายหญิงคู่นี้ดึงดูดสายตาของทุกคนในท้องพระโรงทันที
นั่นเพราะทั้งสองดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำ ปกสีแดง รูปร่างสูงสง่า ดูน่าเกรงขามแต่ก็ยังคงความสง่างาม ท่าทางยามก้าวเดินเข้ามาภายในท้องพระโรงพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ ทำให้เขาดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
นี่คือเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของราชวงศ์ต้าหลี่
ส่วนหญิงสาวนั้นสวมชุดตรงกันข้าม
นางสวมกระโปรงยาวสีแดง มีเพียงส่วนบนหน้าอกที่เป็นสีดำ ตัดกับผมเปียสองข้างที่หนาและยาว
แต่สิ่งที่สะดุดตามากที่สุดก็คือเครื่องประดับสีทองและเงินที่ประดับประดาอยู่ทั่วทั้งตัว
เครื่องประดับสีทองอร่ามราวกับไข่มุกและเกล็ดปลา เรียงร้อยกันเป็นเครื่องประดับห้อยระย้านับไม่ถ้วน คาดอยู่ที่เอว คอ และข้อมือของหญิงสาว ทุกครั้งที่นางขยับตัว เสียงกระทบกันก็จะดังกังวาน
เครื่องประดับสีเงินถูกตีเป็นรูปทรงกระดิ่ง และแผ่นกลมๆ
กระดิ่งถูกเย็บติดกับแขนเสื้อ ทุกครั้งที่ยกมือ ก็จะเห็นประกายสีเงินระยิบระยับราวกับคลื่นน้ำ
ส่วนแผ่นกลมๆสีเงินนั้นปักอยู่บนกระโปรง รวมไปถึงผ้าพันศีรษะสีแดงที่ห้อยอยู่ด้านหลังของนาง
นี่คือเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของหญิงสาวแคว้นเสี่ยวซี
การแต่งกายที่เปี่ยมไปด้วยสีสันอันแปลกตาเช่นนี้ เมื่อสวมอยู่บนร่างของหญิงสาวจากเมืองเจียงหนานแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ ก็ช่วยลดความแข็งแกร่งของหญิงสาวจากแคว้นเสี่ยวซีลง และเพิ่มความอ่อนหวานแบบหญิงสาวชาวเจียงหนานเข้าไปแทน
นับเป็นการผสมผสานที่ลงตัว ทำให้ผู้พบเห็นถึงกับตาลุกวาว
“แม่นางจู้ ทะ…ท่าน...” สวี่กู้มองจู้เจียงเจียงที่เปลี่ยนโฉมไปราวกับนางฟ้าตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง ตาค้างจนพูดอะไรไม่ออก
ด้วยรสนิยมที่ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา เขาจึงชอบรูปลักษณ์ของหญิงสาวแคว้นเสี่ยวซีมากกว่า ดังนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงไม่เคยมีความคิดอย่างอื่นต่อจู้เจียงเจียงเลยสักนิด
แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้ว
“ท่านนี้คือแม่นางจู้ของราชวงศ์ต้าหลี่ใช่หรือไม่?”
“ดูจากแม่ทัพเผยที่อยู่ข้างกายนางแล้ว ก็น่าจะใช่...”
จู้เจียงเจียง!
ซ่างหวานหว่านก็จำคนที่มาได้แล้ว เสื้อผ้าและการแต่งตัวของจู้เจียงเจียงกลับดูดีกว่านางเสียอีก มันทำให้นางอดไม่ได้ที่จะคับแค้นใจจนต้องกัดฟันแน่น
นางมาทำไม!
คนในงานมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรจู้เจียงเจียงไม่รู้ นางรู้เพียงว่าต้องทำความเคารพฮ่องเต้เสียก่อน
“จู้เจียงเจียงจากราชวงศ์ต้าหลี่ ถวายบังคมฝ่าบาท”
“เผยจี้จากราชวงศ์ต้าหลี่ ถวายบังคมฝ่าบาท” เผยจี้ก็ทำความเคารพด้วยเช่นกัน
การทำความเคารพของเขาดูสุภาพและดุดันกว่าจู้เจียงเจียง เหมาะสมกับบุคลิกของแม่ทัพใหญ่ ในสถานการณ์ที่เหมาะสม พลังอำนาจโดยธรรมชาติของเขาก็เปล่งประกายออกมา
สวี่ยวนรู้เรื่องของพวกเขาทั้งสองคน และเคยได้รับของขวัญที่ทั้งสองคนส่งมา ดังนั้นเขาจึงรู้สึกชอบพวกเขาเป็นพิเศษ
อีกทั้งหลังจบการประชุมต๋ามู่ พวกเขาแคว้นเสี่ยวซียังต้องพึ่งพาจู้เจียงเจียงในการทำการเกษตรให้อุดมสมบูรณ์
“แม่นางจู้ แม่ทัพเผย ไม่ต้องเกรงใจ เชิญนั่ง” สวี่ยวนยกมือ ยิ้มส่งสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น และชี้ตำแหน่งที่นั่งให้พวกเขาสองคนด้วยตัวเอง
การปฏิบัติเช่นนี้ ไม่เคยมีใครในงานได้รับมาก่อน
“เริ่มกันเถอะ” สวี่ยวนเห็นคนมาครบแล้ว ก็พูดกับคนด้านหลัง
เสียงข้าหลวงนั้นดังขึ้น นางรำและนักดนตรีที่รออยู่นอกท้องพระโรงก็เดินเข้ามาเหมือนปลาที่ว่ายน้ำตามกัน แสดงการขับร้องเต้นรำให้เจ้าบ้านและแขกผู้มีเกียรติได้รับชม
จู้เจียงเจียงดึงเผยจี้นั่งลงพร้อมกัน มองอาหารพื้นเมืองบนโต๊ะ จากนั้นก็ขยับมือเริ่มชิม
ผู้คนที่ยังคงจ้องมองนางอยู่ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นก็เพียงแต่ยิ้มออกมา ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆต่อการกระทำของนาง
มีเพียงซ่างหวานหว่านเท่านั้นที่กำลังสาปแช่งนางอยู่ในใจ พ่อแม่ไม่สั่งสอน!
ตั้งแต่โบราณ การเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังก็ไม่เคยมีใครมาเพื่อกินอาหาร มีเพียงสาวชาวบ้านที่ไม่เคยเห็นอาหารมาก่อนเท่านั้น ที่จะกินอย่างไม่เกรงใจใครแบบนี้
ช่างทำให้ราชวงศ์ต้าหลี่ขายหน้าจริงๆ!
“แม่นางจู้ ทำไมท่านถึงสวมชุดของแคว้นเสี่ยวซีของเราได้?”
สวี่กู้ฉวยโอกาสตอนที่การเต้นรำวุ่นวาย วิ่งไปข้างตัวจู้เจียงเจียง มองสำรวจนางอีกครั้ง
ความตะลึงในดวงตาเขาจะซ่อนอย่างไรก็ซ่อนไม่มิด
“เรื่องนี้พูดแล้วเรื่องมันยาว เป็นแค่อุบัติเหตุหนึ่ง รอมีเวลาว่างค่อยเล่าให้ท่านฟัง” ตอนนี้ไม่มีเวลาพูดอย่างละเอียด จู้เจียงเจียงแค่พูดไล่สวี่กู้ลวกๆแล้วก้มหน้ากินต่อ
การซื้อเสื้อผ้าชุดนี้ แค่คำพูดสองสามประโยคพูดไม่จบจริงๆ
มองเครื่องประดับทองและเงินระยิบระยับบนชุดก็รู้ พวกนี้คือทองแท้และเงินแท้ เป็นธรรมดาที่ราคาจะสูงลิบลิ่ว
ป้าคนนั้นบอกว่าจะยกให้นาง จู้เจียงเจียงตกใจไม่กล้าแตะทันที นางบอกว่าจะซื้อ ป้าคนนั้นก็ไม่ยอม
หลังจากยื้อกันสักพัก สุดท้ายเผยจี้ก็เสนอว่าให้ใช้ข้าวแลก ทั้งสองคนถึงเห็นพ้องต้องกัน
แคว้นเสี่ยวซีใช้แร่แลกข้าว ไม่ขัดสนเงินทอง ข้าวถึงจะเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุด จู้เจียงเจียงรับปากป้าคนนั้น หลังจบการประชุมต๋ามู่จะเอาข้าวไปส่งให้
ดังนั้นตอนนี้นางถึงได้สวมชุดนี้มาปรากฏตัวในการประชุมต๋ามู่
ตอนที่ 277: แต่ละแคว้นผลัดกันแสดงดนตรี
การเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ แต่ละแคว้นจะต้องพาหญิงสาวมาด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อไม่ให้บรรยากาศในการพูดคุยซื้อขายแลกเปลี่ยนแร่และเสบียงดูตึงเครียดเกินไป
ดังนั้นในการประชุมต๋ามู่ แต่ละแคว้นจะส่งหญิงสาวคนหนึ่งมาแสดงความสามารถทางศิลปะ เพื่อผ่อนคลายบรรยากาศของงาน
หลังจากการร้องรำเปิดงานของแคว้นเสี่ยวซีจบลง ตัวแทนหลักของแต่ละแคว้นจะมอบรายการสิ่งของในการแลกเปลี่ยนให้กับสวี่ยวน
ในใบรายการสิ่งของจะระบุรายการข้าวและของอื่นๆ ที่แต่ละแคว้นจะใช้แลกกับแร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซีในปีนี้
ไพ่ตายของแต่ละแคว้นอยู่ในใบรายการนั้น ทุกคนในงานนอกจากสวี่ยวน ล้วนไม่มีใครรู้ว่าไพ่ตายของแต่ละแคว้นคืออะไรและเท่าไร
หลังจากมอบรายการสิ่งของเสร็จ บรรยากาศภายในวังมังกรก็แปลกประหลาดมาก
ทุกคนกำลังคาดเดาไพ่ตายในมืออีกฝ่ายอยู่ ทำให้บรรยากาศในงานตื่นเต้นขึ้นเกือบถึงระดับตึงเครียด
สวี่กู้เองก็ปรับท่าทางเอ้อระเหยตามปกติ นั่งนิ่งไม่กล้าขยับ
“แม่นางจู้ นักดนตรีของแคว้นเสี่ยวซีเรามีฝีมือใช้ได้ เจ้าสนใจจะร้องสักเพลงไหม?”
แม้จะเผชิญกับบรรยากาศที่ตึงเครียดในขณะนี้ แต่สวี่โยวก็ยังทำตัวปกติเหมือนที่ผ่านมา ถึงขนาดยังคงยิ้มพร้อมเชิญจู้เจียงเจียงที่นั่งอยู่ข้างๆให้ร้องเพลง
มันเป็นเรื่องที่เขาต้องทำในการประชุมต๋ามู่ทุกปี
สวี่ยวนกำลังตรวจสอบรายการแลกเปลี่ยน และผู้คนด้านล่างต่างก็กำลังสังเกตสีหน้าของเขา เพื่อคาดเดาไพ่ของอีกฝ่ายผ่านสีหน้าของเขา
เหล่านี้ในมุมมองของจู้เจียงเจียงก็เหมือนกับงานเปิดประมูลขนาดใหญ่ ดังนั้นนางอาจจะเป็นคนต่างแคว้นเพียงคนเดียวที่ไม่ตื่นเต้น
เมื่อเห็นว่าตนเองถูกเรียกชื่อ จู้เจียงเจียงก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทำไมถึงเป็นข้า?”
สวี่โยวอ้าปากจะพูด แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกขัดจังหวะ
“ทุกท่าน การร้องรำของราชวงศ์ต้าหลี่ปีนี้ หวานหว่านจะแสดงบทเพลงหนึ่งให้ทุกท่านรับชม”
คนที่พูดก็คือซ่างหวานหว่าน
นางเห็นโยวชินอ๋องของแคว้นเสี่ยวซีอยากให้จู้เจียงเจียงเป็นตัวแทนแสดงของราชวงศ์ต้าหลี่ นางจะนั่งเฉยอยู่ได้อย่างไร
นี่คือหน้าที่ของนาง ทั้งเพื่อราชวงศ์ต้าหลี่และเพื่อตัวนางเอง!
ดังนั้นนางไม่อนุญาตให้ใครก็ตามมาแย่งโอกาสที่เป็นของนาง
จู้เจียงเจียงและคนอื่นๆ ต่างหันไปมองซ่างหวานหว่านที่หยิบพิณลุกขึ้น เดินไปตรงกลางท้องพระโรง
เมื่อเห็นนางกำลังทำท่าภูมิใจโอ้อวด เชิดหน้ามองมาทางตนด้วยสายตาเหยียดหยาม จู้เจียงเจียงก็อดขำไม่ได้ แค่ดีดพิณเท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรน่าโอ้อวดหนักหนา?
ซ่างหวานหว่านรีบพูดขึ้น “ฝ่าบาท หวานหว่านเป็นบุตรีของเจ้ากรมการตรวจตราฝ่ายซ้ายแห่งราชวงศ์ต้าหลี่ บัดนี้ หวานหว่านจะขอดีดพิณหนึ่งบทเพลงให้ทุกท่านได้ฟัง เพื่อแสดงถึงความจริงใจของราชวงศ์ต้าหลี่ของเรา”
สวี่ยวนเห็นแบบนั้นก็โบกมือใหญ่หนึ่งครั้ง “ข้าฟังอยู่ เชิญแม่นาง”
ซ่างหวานหว่านฝึกฝนเล่นพิณมาตั้งแต่เด็กจนโต เวลาสิบกว่าปี จึงทำได้ไม่เลวและไม่เกิดความผิดพลาด
แต่ก็เพราะแบบนั้น ทุกคนในงานจึงสามารถฟังออก ในเสียงพิณของนางทั้งหมดคือทักษะ ไร้ซึ่งความรู้สึก
ทุกคนต่างกล่าวชื่นชมต่อการแสดงของนาง
แต่นั่นก็เป็นเพียงคำชมเชยตามมารยาทเท่านั้น ความสนใจหลักของพวกเขายังคงอยู่บนตัวสวี่ยวน
มีเพียงซ่างหวานหว่านคนเดียวที่เก็บคำชมเชยเหล่านั้นไว้ทั้งหมด รู้สึกว่าตัวเองดีมาก “ขอบคุณใต้เท้าทุกท่านที่ชื่นชม หวานหว่านแสดงจบแล้ว”
ตอนนางกอดพิณเดินกลับไปยังที่นั่ง ก็ยังไม่ลืมหันมาส่งสายตาโอ้อวดให้จู้เจียงเจียงอีกครั้ง
“…” จู้เจียงเจียงหมดคำจะพูดจริงๆ
คุณหนูผู้ดีพวกนี้ชอบแสดงความเหนือกว่าต่อหน้าคนอื่นมากขนาดนี้เลยหรือ? ถ้าไม่โอ้อวดแล้วจะตาหรืออย่างไร?
ถึงแม้ซ่างหวานหว่านจะเก่งกาจแค่ไหน มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนางเลย
“น้องหญิง”
หนานเฟิงเฉียนหันหน้าไปมองน้องสาวตัวเอง ส่งสัญญาณให้นางขึ้นแสดง
หนานเฟิงเยี่ยนพยักหน้าพาสาวใช้ข้างกายสองคน เดินไปถึงกลางท้องพระโรงอย่างเป็นระเบียบ เตรียมจะร่ายรำ
แต่ละแคว้นไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ของแคว้นเสี่ยวซีครั้งแรก แม้ว่าในอดีตจะไม่ได้เป็นตัวเองที่ถูกส่งมา แต่ก็มีคนที่เคยเข้าร่วมมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ฟัง
ดังนั้นในงานการประชุมต๋ามู่วันนี้ ทุกคนจึงแสดงออกถึงความคุ้นเคย
ระหว่างทางมาแคว้นเสี่ยวซี จู้เจียงเจียงว่างจนเบื่อ จึงเคยถามสวี่กู้ว่าการประชุมต๋ามู่คืออะไร มีลักษณะงานแบบไหน ดังนั้นในใจนางก็พอรู้อยู่คร่าวๆก่อนแล้วเหมือนกัน
คนในงานนอกจากสวี่ยวน ทำได้เพียงนั่งลงกินดื่ม ฟังเพลง ดูการร่ายรำรอเขาตัดสินใจครั้งสุดท้ายเท่านั้น
การตัดสินใจครั้งนี้ อาจจะเป็นการตกลงร่วมมือทั้งหมด หรือปฏิเสธทั้งหมดก็เป็นได้
หลักๆคือดูของในใบรายการสิ่งของที่ส่งไปนั้นมีอะไรบ้าง
หากสิ่งของที่สองแคว้นเสนอมานั้นไม่ห่างกันมากนัก ก็มีความเป็นไปได้ที่สวี่ยวนจะเลือกแคว้นที่มีปริมาณเยอะกว่า แล้วปฏิเสธอีกแคว้นไป
หากไม่มีการซ้ำกัน เช่นนั้นก็จะร่วมมือทั้งหมด
แต่หากร่วมมือกันหมดละก็ การแบ่งแร่เหล็กของแต่ละแคว้นก็จะน้อยลง
ถึงแม้แร่เหล็กของแคว้นเสี่ยวซีจะมีไม่จำกัด แต่ความสามารถในการขุดกลับมีจำกัด หนึ่งปีก็ขุดได้แค่นั้นเก็บไว้ให้ตัวเองใช้ ส่วนที่เหลือแบ่งให้แต่ละแคว้นจึงมีไม่มากนัก
ดังนั้น แต่ละแคว้นต้องใช้ความพยายามในการจัดทำใบรายการแลกเปลี่ยน
ไม่พยายามชนกับผู้อื่น ก็ต้องชนะผู้อื่นด้วยปริมาณ
ถ้าซื้อแร่ไม่ได้ในหนึ่งปี และไม่มีอาวุธ ก็มีความเป็นไปได้ที่ด่านชายแดนจะไม่สงบสุขตลอดทั้งปี
จู้เจียงเจียงรู้ดีถึงความสำคัญของการประชุมต๋ามู่ต่อราชสำนักราชวงศ์ต้าหลี่ในด้านกองกำลังทหาร
ในมือจำเป็นต้องมีแร่ ถึงจะทำให้เผยจี้ที่เป็นแม่ทัพใหญ่คนนี้ รวมไปถึงทหารชายแดน มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
แต่นางกับซ่างหวานหว่านไม่ถูกกัน นางจึงไม่สามารถสืบข่าวเกี่ยวกับใบรายการสิ่งของจากในมือของซ่างชิงซานได้เลย
ดังนั้นการแข่งขันภายในท้องพระโรงตอนนี้ นางทำได้แค่นั่งฟังผลที่ออกมา จากนั้นค่อยดูว่ามีโอกาสลงมือหรือไม่
“เยี่ยนเอ๋อร์แสดงจบแล้ว”
ไม่รู้ว่าหนานเฟิงเยี่ยนร่ายรำเสร็จตอนไหน ตอนจู้เจียงเจียงได้สติอีกครั้ง นางก็ถอยกลับไปที่นั่งแล้ว
คิดว่าไม่เพียงแค่นางที่ใจลอย คนอื่นๆในงานก็เช่นกัน แม้แต่การปรบมือยังช้าไปครึ่งจังหวะ
“น่าเบื่อจริงๆ” สวี่กู้แขวะเสียงเบา
การแสดงของเหล่าคุณหนูผู้ดีและองค์หญิงพวกนี้มีกฎเกณฑ์เคร่งครัดเกินไป ไม่มีชีวิตชีวาเอาเสียเลย จะทำให้คนในงานคล้อยตามอารมณ์พวกนางได้อย่างไร
ยังสนุกไม่สู้งิ้วที่จู้เจียงเจียงจัดพวกนั้น ตอนที่เขาอยู่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
แต่น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง
การแสดงขับร้องเต้นรำในงาน บทเพลงหนึ่งต่อบทเพลงหนึ่งไม่ขาดสาย บรรยากาศไม่เคยเงียบเหงา แต่ก็ทำให้คนในงานสนุกสนานไม่ได้
นอกจากการดื่มเหล้า พวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรทำอะไรแล้ว
“สุดท้ายนี้ นักแสดงคาบูกิของแคว้นตงจ้าวจะขอแสดงเพลงและการร่ายรำให้ทุกท่านได้รับชม”
แคว้นอื่นๆแสดงจบแล้ว แคว้นตงจ้าวเลือกที่จะแสดงเป็นชุดสุดท้าย
เมื่อได้ยินชื่อแคว้นตงจ้าว ใบหน้าสุขุมของเผยจี้ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที
ไม่!
ไม่เพียงแต่ใบหน้าของเขาจะดูน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น แรงในมือก็หนักขึ้นไม่น้อย จอกเหล้าในมือภายใต้การเฝ้าดูของจู้เจียงเจียง ถูกบีบจนแตกละเอียด
เศษชิ้นส่วนทิ่มเข้าไปในเนื้อที่บริเวณโคนนิ้วโป้งของเขา เลือดสดๆไหลออกมาทันที
จู้เจียงเจียงรู้ ในช่วงห้าปีที่เผยจี้อยู่ชายแดนนั้น ศัตรูของเขาคือคือแคว้นตงจ้าว เขามีความแค้นใหญ่หลวงกับแคว้นตงจ้าว
ถึงแม้นอกสนามรบ เขาก็ไม่อยากได้ยินอะไรที่เกี่ยวข้องกับแคว้นตงจ้าวแม้แต่คำเดียว
วันนี้เขาต้องมาที่นี่เพราะจู้เจียงเจียง มิฉะนั้นแล้ว ต่อให้ตายเขาก็ไม่อยากมาเจอคนของแคว้นตงจ้าวอีก
ตอนที่ 278: ซ่างหวานหว่านคนโง่เขลา ไม่คิดว่าจะขายชาติ!
จู้เจียงเจียงไม่ได้พูดอะไร จับมือเผยจี้ที่บาดเจ็บเอาไว้ ช่วยเขาดึงเศษที่ทิ่มเข้าไปในเนื้อออกอย่างระมัดระวังเงียบๆ จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ตัวเองพกติดตัวมาพันแผลให้เขา
“ขอบคุณฮูหยิน”
เผยจี้เฝ้ามองการกระทำของนางอยู่ตลอด หลังทำแผลเสร็จ เขาก็พลิกมือจับมือนางเอาไว้
จู้เจียงเจียงสอดนิ้วเข้าไปเกี่ยวกันกับมือของเขาไว้แน่น “ท่านพี่ มีข้าอยู่”
นางสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาเบาๆ ที่ส่งมาจากฝ่ามือเขา ไม่ว่าเขาจะโกรธหรือแค้น นางก็จะอยู่เคียงข้างเขา
“♪ ฮูเหอ ฮูเหอ พวกเราตัดหัวแม่ทัพศัตรู ฮูเหอ ฮูเหอ พวกเราแกว่งดาบบุกเขตแดนของมัน...♪”
การร้องและเต้นของแคว้นตงจ้าวแตกต่างกับการร่ายรำอ่อนช้อยก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง สิ่งที่พวกเขาเต้นทั้งทรงพลังและรุนแรง บทเพลงก็ใช้กลองใหญ่เป็นหลัก
เสียงกลองก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงของวังมังกรที่คับแคบ เสียงสั่นสะเทือนโจมตีหัวใจของทุกคนในที่แห่งนี้
หายากที่สายตาของทุกคนจะหันมามองการแสดงร้องรำกลางท้องพระโรงเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าในการร้องรำของแคว้นตงจ้าว จู่ๆจะร้องประโยคนั้นออกมา
ประโยคนี้เห็นชัดว่าพุ่งเป้าไปที่ราชวงศ์ต้าหลี่ ที่เป็นศัตรูทำสงครามกับพวกเขาในช่วงไม่กี่ปีมานี้
อีกทั้งแม่ทัพใหญ่เผยที่ชนะการสู้รบก็อยู่ที่นี่ด้วย
พวกเขาตั้งใจยั่วยุ!
สงครามระหว่างราชวงศ์ต้าหลี่กับแคว้นตงจ้าวครั้งนั้น แคว้นตงจ้าวเป็นคนเริ่ม ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้อะไรกลับไปแม้แต่นิดเดียว
ในสนามรบทำอะไรไม่ได้ ก็เลยเอามาทำในบทเพลง
ถูกตัดหัว บุกเขตแดน เผยจี้ได้ยินคำนี้สีหน้ายิ่งทะมึน บรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวและไอเย็นจิตสังหารแผ่ออกมาจากตัวเขา ทำให้เขาดูราวกับยมราชที่ก้าวออกจากขุนนรกมายังโลกมนุษย์
แม้แต่สวี่ยวนก็รับรู้ถึงพลังที่น่ากลัวนั้นของเขา ปิดใบรายการสิ่งของในมือลง แล้วหันไปมองเขา
เป็นครั้งแรกที่สวี่โยวกลัวว่าจะเกิดการปะทะขึ้นในการประชุมต๋ามู่ “แม่ทัพเผย โปรดระงับความโกรธ”
จู้เจียงเจียงใช้ทั้งสองมือดึงดูดความสนใจของเผยจี้เบาๆ ให้เขารักษาสติสัมปชัญญะ “ท่านพี่”
เมื่อเห็นเผยจี้ไม่ตอบสนอง และสายตายังคงจ้องเขม็งไปที่หยวนเจิ้งหลางของแคว้นตงจ้าวอยู่ นางจึงเรียกอีกครั้ง “อาจ้าว มองข้า”
ได้ยินนางเรียกเขาว่าอาจ้าว เผยจี้จึงพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองให้สงบ เก็บสายตาหันกลับมามองนาง
“ข้าไม่เป็นไร ฮูหยินไม่ต้องกลัว”
เขายิ้มอย่างฝืนๆ เพราะกังวลว่าท่าทางของตัวเองในตอนนี้จะทำให้จู้เจียงเจียงตกใจกลัว
คนของแคว้นตงจ้าวเห็นเผยจี้ไม่ตอบสนองจึงยิ่งหยิ่งผยองมากขึ้น
จบการแสดงร้องรำ หยวนเจิ้งหลางตัวแทนหลักของแคว้นตงจ้าวจงใจพูดกระตุ้นเผยจี้ “ฝ่าบาท การระบำนี้คือการเต้นรำแห่งชัยชนะของแคว้นตงจ้าว ข้าแสดงการเต้นรำในวันนี้ เพื่อหวังให้แคว้นเสี่ยวซีรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
การเต้นรำแห่งชัยชนะ?
คนแต่ละแคว้นที่อยู่ที่นี่ต่างก็รู้ดี แคว้นตงจ้าวและราชวงศ์ต้าหลี่อยู่ติดกัน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก็มีเพียงราชวงศ์ต้าหลี่เท่านั้นที่เคยทำสงครามกับแคว้นตงจ้าว
การเต้นรำนี้ เห็นชัดว่ากำลังพูดว่า แคว้นตงจ้าวพวกเขาชนะราชวงศ์ต้าหลี่
แต่ความจริงแล้วเป็นพวกเขาที่พ่ายแพ้ แต่กลับมาพูดว่าตัวเองชนะ ช่างหน้าด้านจริงๆ!
บรรยากาศในตำหนักตึงเครียดมาก หากแต่ละแคว้นมองไม่ออกนั่นก็เท่ากับตาบอด
ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวในความขัดแย้งระหว่างราชวงศ์ต้าหลี่กับแคว้นตงจ้าว สวี่ยวนก็เหมือนกัน
ดังนั้นหลังจากการเต้นรำของแคว้นตงจ้าวจบลง เขาจึงรีบดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายทันที เพื่อให้ทุกอย่างสิ้นสุดลงโดยเร็ว และออกจากสถานที่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียด
“รายการสิ่งของปีนี้ มีสองแคว้นที่ซ้ำกัน”
สวี่ยวนประกาศผลออกมาโดยตรง ผลลัพธ์นี้ทำให้ทุกคนตึงเครียด
แต่ละแคว้นกำลังภาวนาเงียบๆในใจ ขออย่าให้ตัวเองเป็นหนึ่งในสองแคว้นที่ซ้ำกัน หรือถ้าซ้ำก็ขอให้ตัวเองเป็นฝ่ายที่ปริมาณเยอะกว่า
“เริ่มประกาศได้”
สวี่ยวนยื่นรายชื่อให้ข้าหลวงข้างกาย ให้เขาเป็นผู้ประกาศ
รายชื่อที่ประกาศแรกสุดคือรายชื่อแคว้นที่ไม่ซ้ำกัน
แคว้นชิงหนาน
แคว้นไห่ไท่
แคว้นเฉิง
อย่างที่คิด ฉากในบทเพลงเกิดขึ้นแล้ว
สองแคว้นที่รายการสิ่งของซ้ำกัน ก็คือศัตรูคู่อาฆาตที่อยู่ตรงนี้ ราชวงศ์ต้าหลี่กับแคว้นตงจ้าว!
ผลลัพธ์นี้ทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดมากขึ้น ทุกคนไม่กล้าหายใจเสียงดัง สายตาทั้งหมดจ้องไปที่ข้าหลวงที่กำลังอ่านรายชื่อ
ข้าหลวงนั้นก็เหมือนจะรู้สึกถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดในงานได้ ตกใจอ้าปากพะงาบๆอยู่หลายครั้ง
เขากลัวมาก กลัวว่าเมื่ออ่านรายชื่อจบลงแล้ว จะถูกคนของราชวงศ์ต้าหลี่หรือคนจากแคว้นตงจ้าวฆ่าทิ้ง
บางทีอาจเป็นเพราะสวี่ยวนรู้สึกเสียดาย จึงมองไปทางสวี่โยวรวมไปถึงจู้เจียงเจียงและเผยจี้ที่อยู่ข้างกายอย่างไม่รู้ตัว ในสายตานั้นแสดงการขอโทษอย่างเห็นได้ชัด
จู้เจียงเจียงเห็นสายตาขอโทษของสวี่ยวน ในใจร่ำร้องว่าแย่แล้ว
หรือพวกเขาแพ้แล้ว?
“รายการสิ่งของแลกเปลี่ยนของราชวงศ์ต้าหลี่และแคว้นตงจ้าวนั้นเหมือนกันทุกประการ แต่จำนวนของแคว้นตงจ้าวมากกว่าหนึ่งคันรถทุกอย่าง” ข้าหลวงกัดฟันอ่านจนจบด้วยน้ำเสียงที่แข็งขันราวกับจะเอาชีวิตเข้าแลก
“อะไรนะ?!”
“ซี๊ด...”
ผลลัพธ์นี้ทำให้ทั้งงานฮือฮาโกลาหล
“เหมือนกันทุกประการ จะเป็นไปได้อย่างไร?!” สวี่กู้ตกใจมาก
รายการสิ่งของสองชุดจะเหมือนกันทุกประการ มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนรายการสิ่งของแลกเปลี่ยนของแคว้นตงจ้าวก็มากกว่าราชวงศ์ต้าหลี่เพียงแค่หนึ่งคันรถเท่านั้น ทำให้คนรู้สึกสงสัยอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เอามาให้ข้าดู!”
สวี่โยวลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ ทำหน้าขรึมยื่นมือไปทางข้าหลวงคนนั้น
ข้าหลวงคนนั้นตกใจวิ่งลงไปข้างล่างอย่างกล้าๆกลัวๆ แล้วยื่นรายการสิ่งของสองใบในมือให้สวี่โยว
สวี่กู้และจู้เจียงเจียง ยังมีพวกหนานเฟิงเฉียน ปาซ่ง และคนอื่นๆ ต่างก็เข้ามามุงดูด้วยความสงสัยอยากรู้ ยืนล้อมสวี่โยวเอาไว้ ก็เพื่อพิสูจน์ด้วยตาตัวเองถึงความบังเอิญในรายการสิ่งของสองใบนี้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“มากกว่าหนึ่งคันรถทุกอย่างจริงๆด้วย”
“นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
จากมุมมองส่วนตัวของสวี่กู้ เขาไม่อยากเห็นราชวงศ์ต้าหลี่แพ้ ดังนั้นจึงดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้ารายการสิ่งของของราชวงศ์ต้าหลี่ไม่ได้รั่วไหลออกมาก่อน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกอย่างจะบังเอิญมากกว่าแค่หนึ่งคันรถพอดีขนาดนี้!”
เมื่อพูดถึงรายการสิ่งของรั่วไหล ทุกคนต่างหันไปมองพ่อลูกตระกูลซ่าง
สองคนพ่อลูกตระกูลซ่างก็ทำหน้าลนลานและไม่อยากจะเชื่อ
แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะเห็นได้ว่าซ่างชิงซานเครียดและลนลานเป็นอย่างมาก เพราะการประชุมต๋ามู่ปีนี้ไม่มีผลงาน เขากลัวจะถูกฮ่องเต้ตำหนิลงโทษ
แต่ซ่างหวานหว่านกลับเป็นเพราะร้อนตัว ดังนั้นจึงรู้สึกตื่นเต้นและกลัว
ถึงอย่างไรนางเป็นเพียงคุณหนูผู้ดีที่ถูกเลี้ยงดูมาในบ้าน เคยเห็นแต่เรื่องราวเล็กๆน้อยๆในบ้านใหญ่ แต่กลับทนรับแรงกดดันที่เกี่ยวกับบ้านเมืองในตอนนี้ไม่ไหว
ภายในใจนางตื่นตระหนก กลัวเรื่องที่นางเคยทำจะถูกเปิดโปง
ชิบหาย!
นางถึงกลับไม่มีสมอง เอาชีวิตของประชาชนนับล้านของราชวงศ์ต้าหลี่มาล้อเล่น!
จู้เจียงเจียงเดาออก สวี่โยวและทูตแต่ละแคว้นก็เดาได้เช่นกัน
พวกเขารู้สึกโชคดีที่ในกลุ่มของตัวเองไม่มีผู้หญิงโง่แบบนี้
ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกเศร้าและเสียดายแทนราชวงศ์ต้าหลี่ ไม่ว่าที่ไหนก็มีแต่คนโง่ แต่เหมือนราชวงศ์ต้าหลี่จะมีเยอะเป็นพิเศษ?
“ผู้หญิงคนนี้ คิดอยากจะออกจากแคว้นเสี่ยวซีของข้าอย่างสมประกอบ อย่าหวังเลย” สวี่กู้กำหมัดทั้งสองแน่น จ้องเขม็งไปที่ซ่างหวานหว่าน
เป็นครั้งแรกที่เขามีความคิดอยากฆ่าผู้หญิงคนหนึ่ง หากไม่ใช่ว่าสังหารทูตไม่ได้ เขาคงจะทำให้นางหายไปจากโลกนี้แล้ว!
“ทุกท่านเห็นใบรายการสิ่งของแล้ว ฝ่าบาท เชิญประกาศที่นั่งแคว้นสุดท้ายเถิด”
ตั้งแต่เมื่อครู่ หยวนเจิ้งหลางก็ดูภาคภูมิใจมาโดยตลอด ที่แท้เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่ารายการสิ่งของจะซ้ำ และรู้ว่าแคว้นตงจ้าวจะชนะ อีกทั้งยังใช้วิธีชนะแค่หนึ่งคันรถมาเหยียดหยามราชวงศ์ต้าหลี่
ถึงแม้สวี่ยวนจะรู้ว่าต้องมีเรื่องซ่อนเร้นในนั้น แต่มันก็คือผลลัพธ์
ถึงแม้จะใช้วิธีสกปรกแลกมาก็ตาม
“ข้าขอประกาศ แคว้นที่ได้สิทธิ์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายแร่เหล็กแคว้นสุดท้ายของแคว้นเสี่ยวซีปีนี้คือ…”
“ช้าก่อน!”
สวี่ยวนยังประกาศไม่ทันจบ ก็เห็นจู้เจียงเจียงเดินออกมาจากฝูงชนและขัดจังหวะการประกาศผลของเขา
ตอนที่ 279: ข้าอยากเพิ่มจำนวน!
“แม่นางจู้มีเรื่องจะพูดใช่หรือไม่? เชิญพูดออกมาได้เลย” ท่าทางเหมือนสวี่ยวนจะคาดหวังอยู่มาก
เขาหวังให้จู้เจียงเจียงพูดหรือทำอะไรบางอย่างจริงๆ ขอเพียงไม่ใช่การก่อเรื่องไร้เหตุผล เขายินดีจะให้โอกาสนางในการโต้กลับ
แน่นอนว่าจู้เจียงเจียงจะต้องโต้กลับอยู่แล้ว
ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อราชวงศ์ต้าหลี่แต่ก็เพื่อสามีของนาง ดังนั้นนางจะต้องแก้แค้นให้ได้
นางเดินไปตรงกลางท้องพระโรง มองสบตาหยวนเจิ้งหลางและเผชิญหน้ากับผู้คนจากแคว้นตงจ้าวโดยตรง พูดอย่างทะนงตัวว่า “ข้าอยากเพิ่มจำนวน แคว้นตงจ้าวกล้าตามหรือไม่?”
เผยจี้เห็นดังนั้น จึงเดินเข้าไปยืนอยู่ข้างกายจู้เจียงเจียง
ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้านอกวัง นางเคยมอบของสิ่งหนึ่งให้เขา ซึ่งตอนนี้มันก็อยู่ในกระเป๋าเสื้อเขา
เขาไม่รู้ว่านางไปเตรียมรายการสิ่งของใบนั้นมาตั้งแต่เมื่อใด และไม่รู้ว่านางจะไปหาของเหล่านั้นมาได้อย่างไร แต่เขาก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อใจนาง
“เพิ่มจำนวนหรือ?”
ในท้องพระโรงเกิดความฮือฮาโกลาหลอีกครั้ง
“ไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ ในการประชุมต๋ามู่ยังเพิ่มจำนวนได้อีกครั้ง หรือราชวงศ์ต้าหลี่จะซ่อนความแข็งแกร่งไว้?”
“พวกท่านคงไม่ลืมใช่หรือไม่ว่า ในรายการสิ่งของนั้นไม่มีของที่แม่นางจู้ทำไว้ให้พวกเราในทะเลทรายเมื่อวันนั้น”
“เรื่องราวเริ่มสนุกขึ้นแล้ว...”
ทูตจากสามแคว้นที่ผ่านการคัดเลือกแล้วนั้น ต่างก็กำลังเฝ้าดูอย่างสนุกสนาน
พวกเขาเหมือนกับสวี่ยวน ในดวงตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง อยากเห็นว่าจู้เจียงเจียงจะโต้กลับอย่างไร
แบบนี้สิถึงจะสนุก
การเผชิญหน้ากันของห้าแคว้นแบบนี้หาดูได้ยากมาก หากจบลงไปง่ายๆแบบนั้นก็เหมือนกับว่าพวกเขามาที่แคว้นเสี่ยวซีก็เพื่อส่งสินค้าเท่านั้น
การเจรจาต่อรองซื้อขาย ควรจะมีการพลิกผันไปมา เต็มไปด้วยความคาดไม่ถึงและตื่นเต้น
ขณะที่ทุกคนในงานกำลังรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น มีเพียงแคว้นตงจ้าวที่ไม่พอใจ
หยวนเจิ้งหลางกล่าวว่า “ฝ่าบาท การแลกเปลี่ยนซื้อขายแร่เหล็กหลายปีมานี้ของแคว้นเสี่ยวซีกับแต่ละแคว้น ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนได้ โปรดอภัยที่ข้าหยวนเจิ้งหลางไม่อาจยอมรับได้!”
สวี่โยวก้มหน้าทำเสียงขึ้นจมูก ตอนเงยหน้าขึ้น มองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม “แคว้นเสี่ยวซีของข้าก็ไม่เคยพูดว่าเพิ่มจำนวนไม่ได้”
สวี่กู้เห็นสถานการณ์พลิกกลับก็ไม่เกรงใจแล้ว “จริงด้วย เมื่อก่อนพวกท่านไม่เพิ่มจำนวน นั่นเพราะพวกท่านเพิ่มไม่ไหว ทำไม ตอนนี้มีคนเพิ่มไหวก็ไม่ยอมให้คนเขาเพิ่มหรืออย่างไร?”
“กู้เอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท!”
สวี่ยวนแสร้งทำเป็นตำหนิสวี่กู้หนึ่งประโยค
คนของแคว้นตงจ้าวเห็นสถานการณ์ไม่ดีต่อพวกเขา จึงอยากจะดึงอีกสามแคว้นมาร่วมโจมตีจู้เจียงเจียงด้วยกัน “องค์ชายสี่ แม่ทัพปาซ่ง หรือพวกท่านก็เห็นด้วยเรื่องการเพิ่มจำนวน? พวกท่านมั่นใจหรือว่าจะสร้างบรรทัดฐานเช่นนี้ขึ้นมา?”
หยวนเจิ้งหลางแอบเตือนสติและแหย่อีกสามแคว้น
ถ้าสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ขึ้นมา ในอนาคตการประชุมต๋ามู่ของแคว้นเสี่ยวซี การแข่งขันก็จะยิ่งดุเดือดรุนแรงขึ้น
พูดตามตรง พวกหนานเฟิงเฉียนก็กำลังลังเลตัดสินใจไม่ถูก
คำพูดของหยวนเจิ้งหลางไม่ใช่ไม่มีเหตุผล หากสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ขึ้นมา ในการประชุมต๋ามู่ทุกปีต่อจากนี้ ก็ไม่เพียงแค่ดูรายการสิ่งของเท่านั้น ยังต้องสู้ด้านกำลังความสามารถของแต่ละแคว้น
สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือแรงกดดัน
แต่สำหรับแคว้นเสี่ยวซี ยิ่งมากยิ่งดี
“น่าขันจริงๆ การซื้อขายตั้งแต่โบราณมา ผู้เสนอราคาสูงกว่าย่อมชนะ ข้าไม่เคยได้ยินผู้ซื้อกำหนดราคาให้ผู้ขาย”
จู้เจียงเจียงไม่ต้องการให้อีกสามแคว้นต้องรับแรงกดดันจากแคว้นตงจ้าวแทนนาง และในขณะเดียวกันก็เอ่ยชมเชยอีกสามแคว้นไปด้วย
“อีกอย่าง แคว้นชิงหนานมีชื่อเรื่องยาสมุนไพร แคว้นไห่ไท่ติดทะเลมีของสด และทักษะการหลอมแร่ของแคว้นเฉิงมีชื่อเสียงโด่งดัง พวกเขามีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ดำรงอยู่เพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง นี่คือความแข็งแกร่งของพวกเขา ไม่เหมือนใครบางคน พยายามเลียนแบบคนอื่นแต่ก็สู้คนอื่นไม่ได้”
เมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมา อีกสามแคว้นในงานก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันที
จริงด้วย พวกเขามีจุดแข็งของตัวเอง เป็นสิ่งที่แคว้นอื่นแทนที่ไม่ได้ ยังจะต้องกลัวถูกแทนที่อีกหรือ?
หรือนี่ก็คือสิ่งที่นางเคยบอก คำพูดตอนเมาที่มีประโยชน์ที่นางได้ยินในทะเลทราย?
เผยจี้จ้องมองจู้เจียงเจียงอย่างลึกซึ้ง ภรรยาเขาฉลาดที่สุด!
“ฝ่าบาท ข้าอยากขอเพิ่มจำนวน”
คำพูดหนึ่งประโยคของจู้เจียงเจียงพลิกสถานการณ์อีกครั้ง นางถือโอกาสตีเหล็กตอนร้อน ส่งสัญญาณให้เผยจี้ เอาใบรายการสิ่งของที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าฉบับนั้นออกมา
เผยจี้หยิบใบรายการสิ่งของออกมา ข้าหลวงคนนั้นเดินมารับแล้วนำขึ้นถวาย
สวี่ยวนเปิดใบรายการสิ่งของนั้นด้วยความใจร้อน คิดว่าการเพิ่มจำนวนของจู้เจียงเจียงก็แค่เพิ่มมากกว่าแคว้นตงจ้าวอีก ‘หนึ่งคันรถ’ เท่านั้น
แต่ใครจะรู้ ใบรายการสิ่งของนั้นเยอะเป็นสองเท่าของใบรายการสิ่งของที่ราชวงศ์ต้าหลี่ยื่นขึ้นมาก่อนหน้านี้เสียอีก!
“แม่นางจู้ แน่ใจหรือว่าจะเพิ่มเยอะขนาดนี้?” สวี่ยวนยืนยันกับจู้เจียงเจียงอีกครั้ง
ความผิดปกติของเขา ทุกคนเห็นอยู่ในสายตา
สวี่โยวยื่นมือขอใบรายการสิ่งของจากข้าหลวงอีกครั้ง
คนอื่นๆก็ล้อมเข้ามามุงดูอีกครั้ง แม้แต่คนของแคว้นตงจ้าวก็ไม่ยกเว้น
“นะ…นี่จะเป็นไปได้อย่างไร...”
นั่นมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ!
และไม่เพียงเท่านั้น ในใบรายการสิ่งของฉบับที่จู้เจียงเจียงยื่นไป ยังมีสินค้าไม่น้อยที่มีแค่ที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงเท่านั้นที่มี
นางไม่เสียดายจริงๆหรือ?
หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ปัญหาว่านางจะเสียดายหรือไม่เสียดาย แต่ราชวงศ์ต้าหลี่มีสินค้าเยอะขนาดนี้จริงๆหรือ?
สินค้าใช้มาแลกเปลี่ยนซื้อขายกับแคว้นเสี่ยวซี มีแคว้นไหนบ้างที่ไม่ได้เอามาจากในคลังหลวงกัน คลังหลวงของราชวงศ์ต้าหลี่มีเยอะขนาดนั้นเชียวหรือ?
ซ่างชิงซานเบียดฝูงชนออกไป แย่งใบรายการสิ่งของในมือสวี่โยวมาอย่างไม่สนใจฐานะ
ยิ่งดูมือของเขาก็ยิ่งสั่นเทาอย่างรุนแรง
“จู้…อุบ!”
ซ่างชิงซานอยากจะถามจู้เจียงเจียงว่า นางเพิ่มจำนวนโดยพลการ ผลลัพธ์นี้ใครจะต้องรับผิดชอบ? สินค้ามากมายขนาดนี้ คลังหลวงมีพอที่ไหน?!
แต่เขาเพิ่งพูดออกไปได้คำเดียว ก็ถูกคนจี้จุดบนร่างกาย
เป็นเผยจี้ที่กดจุดใบ้ของเขา
ส่วนสวี่กู้ก็กดจุดรอยบุ๋มเหนือไหล่ของซ่างชิงซาน ทำให้เขาอัมพาตไปครึ่งตัว
นี่เขาใจดีแล้ว ไม่เช่นนั้น เขาก็อยากจะกดจุดตายให้พ่อลูกตระกูลซ่างจริงๆ!
จู้เจียงเจียงเห็นซ่างชิงซานถูกควบคุมไว้แล้ว นางจึงพูดต่อ “เป็นอย่างไร ใต้เท้าหยวนเจิ้งหลาง ข้าเผยไพ่ตายออกมาแล้ว แคว้นตงจ้าวจะสู้ไหม?”
เดิมพันครั้งนี้ ถึงแม้แคว้นตงจ้าวจะทุ่มสุดกำลัง คิดอยากต่อสู้กับนางจนตายตกไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย จู้เจียงเจียงก็ไม่กลัว
เพราะนางไม่ได้เตรียมแค่ใบรายการสิ่งของฉบับนี้ไว้เท่านั้น
เสบียงนับแสนล้านของนางเป็นของปลอมหรืออย่างไร? นางไม่เห็นต้องกลัว!
หยวนเจิ้งหลางโกรธจนหน้าเขียวคล้ำ กำหมัดทั้งสองแน่นจนซีดขาว เล็บฝังเข้าไปในเนื้อ
เขาอยากจะรักษาหน้าตาและต่อปากต่อคำกับจู้เจียงเจียงให้ถึงที่สุด แต่เขาไม่มีความกล้านั้นจริงๆ อีกทั้งแบกรับความรับผิดชอบหนักขนาดนั้นไม่ไหว
สวี่ยวนเห็นคนของแคว้นตงจ้าวไม่ยอมเอ่ยปาก ทั้งยังถอยกลับไปนั่งที่ตำแหน่งของตัวเองอย่างคอตก เขาจึงประกาศผลผู้ชนะรายสุดท้าย
“แม่นางจู้ ยินดีด้วย”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
จู้เจียงเจียงชนะแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชนะคือแร่เหล็ก ความโกรธแค้นที่สามีนางได้รับ นางยังไม่ได้ระบายอารมณ์แทนเขาเลย
“ฝ่าบาท ข้ายังมีอีกหนึ่งบทเพลง ไม่รู้จะแสดงตอนนี้ยังทันหรือไม่?”
ทุกคนแยกย้ายกันนั่งลงแล้ว จู้เจียงเจียงจึงเอ่ยคำขออยากแสดงหนึ่งบทเพลง
“แน่นอน!”
สวี่ยวนได้ยินสวี่กู้บ่นถึงเสียงร้องของจู้เจียงเจียงข้างหูเขาไม่ใช่แค่ครั้งเดียว วันนี้โชคดีมีโอกาสได้ฟัง เขาจึงยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“♪ โชคดีจงมา ขอให้โชคดีจงมาหาเจ้า โชคดีนำพาความสุขและความรักมาให้ โชคดีจงมา โชคดีจงมาสู่ผองเรา ต้อนรับโชคดี เจริญรุ่งเรืองไปทั่วสารทิศ…♪”
จู้เจียงเจียงร้องเพลง《ขอให้โชคดี》ด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจ ร้องให้กับตัวเอง ร้องให้แคว้นเสี่ยวซีและอีกสามแคว้น แต่ไม่มีส่วนของแคว้นตงจ้าว
เหอะ! เอาให้โมโหตายไปเลย!
ตอนที่ 280: ผู้ชายกระด้างคนนี้ซื่อจริงๆเลย
“ขอให้โชคดี ฮ่าๆๆ...แม่นางจู้ ท่านช่างแทงใจดำเก่งจริงๆ!”
หลังจากการประชุมต๋ามู่จบลง สวี่กู้ก็หัวเราะไม่หยุด
เขาหัวเราะจนปวดท้อง แต่ก็ยังหยุดไม่ได้
จะโทษก็ต้องโทษที่จู้เจียงเจียงแสบเกินไป
“เมื่อครู่พวกท่านเห็นหรือไม่? สีหน้าของคนแคว้นตงจ้าวแย่เหมือนกินขี้เลย ตลกจริงๆ...”
ภายใต้การเหน็บแนมด้วยเพลง《ขอให้โชคดี》ของจู้เจียงเจียง คนแคว้นตงจ้าวไม่รอให้ประชุมต๋ามู่จบ ก็รีบกลับออกไปก่อนทันที
ตอนนี้ที่ออกจากวังมาพร้อมกัน เหลือเพียงแค่สี่แคว้นและอาหลานตระกูลสวี่เท่านั้น
“แม่ทัพเผย แม่นางจู้ เรื่องรายการสิ่งของของราชวงศ์ต้าหลี่ที่รั่วไหล ต้องการให้ข้าช่วยสืบหรือไม่?”
ในห้าแคว้นที่มาเข้าร่วมการประชุมต๋ามู่ หนานเฟิงเฉียนเป็นคนเดียวที่เป็นตัวแทนจากเชื้อพระวงศ์
ในฐานะคนในราชวงศ์ เมื่อเห็นขุนนางที่ทรยศแคว้นแบบนั้น ในใจเขาก็รู้สึกขยะแขยงและโกรธแค้นเป็นที่สุด เขาเตือนจู้เจียงเจียง อย่าปล่อยพ่อลูกคู่นั้นให้รอดไปง่ายๆเด็ดขาด
อันที่จริงพวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ จู้เจียงเจียงมีแผนอยู่นานแล้ว
“คุณชายหนานเฟิง ไม่ต้องตรวจสอบหรอก ข้าพอรู้แล้ว”
จู้เจียงเจียงมองพ่อลูกตระกูลซ่างที่เดินมาข้างหลังอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
ซ่างชิงซานเพราะถูกสวี่กู้จี้จุด ร่างกายตอนนี้ยังคงชาอยู่ เดินได้ไม่เร็ว ทำได้แค่ให้คนประคองเดินตามหลังมาอย่างช้าๆ
“แต่เรื่องที่รายการสิ่งของวันนี้รั่วไหล ต้องขอรบกวนทุกท่านช่วยข้าเขียนจดหมายชี้แจง ข้าจะนำกลับไปมอบให้ฝ่าบาท ไม่งั้นข้าทำร้ายคนอย่างสง่าผ่าเผยไม่ได้”
“ทำร้ายคน?”
ทุกคนมองจู้เจียงเจียงด้วยความสงสัย แต่แค่ชั่วพริบตาก็เข้าใจ
“ได้! จดหมายชี้แจง พวกเราจะช่วยท่านเขียนเอง!”
ด้วยหลักฐานที่มีน้ำหนักของอีกสามแคว้น จู้เจียงเจียงจะจัดการพ่อลูกตระกูลซ่างอย่างไรก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแว้งกัด
ที่พักของทางการ
ตอนทุกคนเดินทางกลับจากวังหลวงแคว้นเสี่ยวซีมาถึงที่พัก ฟ้าก็มืดแล้ว
เผยจี้ขอน้ำร้อนกับผู้ดูแลที่พัก ตอนจู้เจียงเจียงอาบน้ำเขาก็เฝ้าอยู่ด้านนอก มองท้องฟ้าที่เข้าสู่ความมืดของแคว้นเสี่ยวซีอย่างใจลอย
เขายังคิดเรื่องสินค้าชุดนั้นอยู่
นั่นไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆเลย
“ท่านพี่ ข้าอาบเสร็จแล้ว ท่านเข้ามาเถอะ”
จู้เจียงเจียงสวมเสื้อชั้นใน ห่มเสื้อคลุมหนาๆนั่งอยู่ขอบเตียง รอให้หยดน้ำบนเท้าแห้งหมด
เผยจี้เข้ามาเห็นนางแกว่งเท้าอยู่ จึงเดินเข้าไปยกสองเท้าของนางวางบนท้องตัวเอง ใช้เสื้อผ้าของตัวเองช่วยเช็ดให้นาง
ถึงอย่างไรเขาก็ยังไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
“พอแล้ว แห้งแล้ว” จู้เจียงเจียงขยี้ขาบนเสื้อผ้าของเขาอย่างไม่เกรงใจจนแห้ง แล้วดึงออกมา “ท่านพี่ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวน้ำจะเย็นเสียก่อน”
เผยจี้ไม่ยอมลุก เอาแต่จ้องมองนาง ขยับปากอยากพูดแต่ก็หยุดลง
“ท่านอยากถามข้าว่าสินค้าที่เพิ่มเติมมาจะทำอย่างไรใช่หรือไม่?”
อยู่กินกับเขาเช้าเย็นมาปีกว่า เขายังเป็นผู้ชายตรงๆ ไม่คิดจะปิดบังอะไร หากจู้เจียงเจียงดูไม่ออก เช่นนั้นก็คงเสียทีที่เป็นภรรยาเขาแล้ว
“ท่านไปอาบน้ำก่อน กลับมาข้าจะบอกท่าน”
อากาศหนาวเกินไป นางไม่อยากให้เขาอาบน้ำเย็น
“ตกลง” เผยจี้ยิ้มอย่างมีความสุข ลุกขึ้นถอดเสื้อผ้าไปพลางเดินไปอ่างอาบน้ำไปพลาง
ห้องติดกัน
ซ่างหวานหว่านรู้ว่าถูกคนเดาเรื่องที่นางเปิดเผยรายการสิ่งของให้แคว้นตงจ้าวเป็นการส่วนตัวแล้ว ถึงแม้จู้เจียงเจียงจะไม่มีหลักฐาน แต่นางก็ทนอยู่ต่อที่นี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว
เรื่องรายการสิ่งของเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ นางเกือบทำให้ประชาชนนับล้านของราชวงศ์ต้าหลี่ต้องเดือดร้อน
ผลที่ตามมานี้ บิดาของนางรับผิดชอบไม่ไหว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวนาง
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังอาศัยอยู่ห้องติดกับจู้เจียงเจียง!
ระยะใกล้ขนาดนี้ หากนางยังนอนหลับได้ก็คงแปลกแล้ว
ดังนั้นหลังจากลังเลครั้งแล้วครั้งเล่า ซ่างหวานหว่านจึงตัดสินใจจะหนีออกจากแคว้นเสี่ยวซี กลับไปยังราชวงศ์ต้าหลี่ในคืนนี้!
ขอเพียงกลับถึงราชวงศ์ต้าหลี่ นางก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว
นิสัยคุณหนูใหญ่อย่างซ่างหวานหว่าน กระทำอะไรก็มีความเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่
เสียงของพวกนางนายบ่าวที่ถือของลงบันได เสียงเรียกคนเลี้ยงม้าให้มายกของขึ้นรถ จู้เจียงเจียงได้ยินทั้งหมด แต่นางก็ไม่ได้ออกห้องไปขว้างไว้
เพราะด้วยนิสัยของสวี่กู้แล้ว เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ซ่างหวานหว่านออกจากแคว้นเสี่ยวซีไปง่ายๆอย่างแน่นอน
นางจะรีบร้อนไปทำไม?
ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะอธิบายเรื่องสินค้าให้เผยจี้ฟังอย่างไร
จู้เจียงเจียงและเผยจี้นอนโอบกอดกันอยู่ในค่ำคืนที่เงียบสงบ
พักใหญ่ๆ จู้เจียงเจียงถึงเอ่ยปาก “ท่านพี่ ยังจำเรื่องน้ำท่วมเมื่อสองปีก่อนได้ไหม? ที่ข้าใช้ข้าวแลกข้าวกับชาวบ้านทั้งเมือง สินค้าในรายการสิ่งของก็คือข้าวที่แลกมาตอนนั้น”
“อีกทั้งสินค้าพวกนั้น...ก็อยู่ที่นี่”
“ที่นี่?” เผยจี้มึนงงเล็กน้อย “ความหมายของเจ้าคือ สินค้าอยู่ที่แคว้นเสี่ยวซี?”
จู้เจียงเจียงเงียบไปครู่หนึ่ง “พูดให้ถูกต้องก็คือ ข้าไปไหน สินค้าก็อยู่ที่นั่น”
“หืม?”
เผยจี้ยังคงไม่เข้าใจ
“ท่านพี่ ท่านเชื่อไหม นอกจากพื้นดินใต้เท้าพวกเรานี้ โลกใบนี้ และสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเรา อาจจะมีโลกอื่นอยู่อีกก็ได้?”
จู้เจียงเจียงหันหน้ามองเขา ถึงแม้จะเห็นสีหน้าของเขาไม่ชัดแต่นางก็ยังอยากมองเขาอยู่ดี
คำตอบของเผยจี้ธรรมดามาก “ข้าไม่เคยตั้งข้อสงสัยเรื่องแบบนี้”
ก็จริง คนปกติใครจะคิดคำถามไร้สาระแบบนี้กัน?
ในยุคสมัยนี้ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็ยากมากแล้ว ใครจะมีเวลาไปสนใจเรื่องที่อาจไม่มีอยู่จริงกัน
จู้เจียงเจียงไม่ได้บังคับให้เขาไปตั้งข้อสงสัยตอนนี้ แล้วให้คำตอบกับนางในทันที
นางยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ที่จริงนอกจากพื้นดินใต้เท้าพวกเราแล้ว ยังมีสถานที่อื่นอยู่ด้วย ข้าไม่รู้ว่ามีสถานที่และโลกแบบนี้อยู่เท่าไร ข้ารู้เพียง นอกจากโลกที่เรายืนอยู่แล้ว ยังมีโลกอื่นอยู่อีก”
“เพราะว่าข้าก็มาจากอีกสถานที่หนึ่ง จับพลัดจับผลูมาถึงที่นี่”
หลังพูดคำนี้จบ จู้เจียงเจียงก็ได้ยินเสียงเต้นหัวใจของเผยจี้หยุดไปหนึ่งจังหวะอย่างชัดเจน
เขาหันหน้ามามองนาง จากตกใจเปลี่ยนเป็นยอมรับ เหมือนใช้เวลาเพียงแค่กระพริบตา
“ท่านเหมือนไม่ค่อยตกใจเท่าไร” จู้เจียงเจียงอดไม่ได้ที่จะล้อเขาเล่น
การตอบสนองของเขานิ่งกว่าที่นางจินตนาการไว้มาก
“ฮูหยินพูดอะไรข้าก็เชื่อ เจ้ารู้ตัวอักษร เคยเรียนหนังสือ สิ่งที่รู้เข้าใจเยอะกว่าข้าเป็นธรรมดา เจ้าบอกว่ามี ก็คือมี” เผยจี้พูดเสียงอ่อนโยนนิ่มนวล ไม่มีท่าทีสงสัยในสิ่งที่นางพูดเลย
จู้เจียงเจียงซาบซึ้งใจที่ถูกเขาไว้ใจอย่างไร้เงื่อนไข จนอยากจะร้องไห้ นางจึงเข้าไปใกล้เขายิ่งขึ้น
“ที่จริงมันไม่มีอะไรเกี่ยวกับการรู้อักษรหรืออ่านหนังสือหรอก...” นางซุกหน้าลงกับแขนของเขา น้ำเสียงอู้อี้
ผู้ชายกระด้างคนนี้ซื่อจริงๆเลย!
“ฮูหยิน เจ้าจับพลัดจับผลูมาที่นี่ แล้วเจ้ายังจะกลับไปไหม?”
ตอนถามคำถามนี้ เผยจี้ถึงมีการตอบสนองอื่น
พยายามกลั้นลมหายใจ เหงื่อซึมที่ฝ่ามือ ร่างกายแข็งทื่อ นั่นคือความตื่นเต้น
คำถามนี้ จู้เจียงเจียงก็ไม่รู้คำตอบ
เพราะตอนนางข้ามมิติมา เจ้าของร่างเดิมก็ไปเกิดใหม่แล้ว
“ข้าไม่อยากกลับไป ข้าอยากอยู่ด้วยกันกับท่าน” นี่คือความปรารถนาของนางหวังว่าจะเป็นจริงได้
“งั้นก็ไม่ต้องกลับไป” เผยจี้กอดนางไว้แน่น “ข้าจะไม่ให้เจ้าไป”
เขาไม่สนว่านางเป็นใคร ไม่สนว่านางจะมาจากไหน เขารู้เพียง นางคือคนตัวเป็นๆ ไม่ใช่ของปลอมและไม่ใช่จินตนาการ
ดังนั้นขอแค่เป็นนาง จะเป็นแบบไหนก็ได้หมด
จบตอน
Comments
Post a Comment